บัญชีทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

แคชเชียร์เช็ค คืออะไร ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง วิธีซื้อและใช้ในธุรกิจ

ต้องจ่ายเงินค่าที่ดิน 5 ล้านบาท จะพกเงินสดไปก็ไม่ปลอดภัย โอนผ่านแอปก็เกินวงเงิน ทางออกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “แคชเชียร์เช็ค” เช็คที่ธนาคารเป็นคนออก รับรองว่ามีเงินจ่ายแน่นอน บทความนี้อธิบายว่าแคชเชียร์เช็คคืออะไร ต่างจากเช็คธรรมดายังไง ซื้อที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร ขึ้นเงินยังไง พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่เว็บอื่นไม่มีสอน แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) คืออะไร แคชเชียร์เช็คคือเช็คที่ออกโดยธนาคาร โดยธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อเช็คทันที แล้วออกเช็คในนามของธนาคารให้ผู้ซื้อนำไปมอบให้ผู้รับเงิน จุดสำคัญคือ ธนาคารเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน ไม่ใช่บุคคลหรือบริษัท ทำให้ผู้รับเช็คมั่นใจได้ว่าจะได้เงินแน่นอน ไม่มีปัญหาเช็คเด้งเหมือนเช็คทั่วไป (ยกเว้นธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier’s Check (สะกดแบบอเมริกัน) บางธนาคารเรียกว่า “เช็คของธนาคาร” หรือ “แบงก์ดราฟต์” แคชเชียร์เช็ค ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง แคชเชียร์เช็ค เช็คทั่วไป ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร บุคคล/บริษัท หักเงินเมื่อไร ทันทีที่ซื้อเช็ค เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน โอกาสเช็คเด้ง แทบไม่มี มีได้ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้อง (จ่ายเงินสดซื้อได้) ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียม ~20 บาท/ฉบับ ไม่มี (แต่มีค่าสมุดเช็ค) เหมาะกับ ธุรกรรมใหญ่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ จดทะเบียนบริษัท จ่ายค่าสินค้า/บริการทั่วไป สรุปง่าย ๆ คือ แคชเชียร์เช็คปลอดภัยกว่า เพราะธนาคารการันตีว่ามีเงินจ่ายจริง ส่วนเช็คทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบัญชีมีเงินพอหรือไม่ ณ วันที่นำไปขึ้นเงิน ใช้แคชเชียร์เช็คในสถานการณ์ไหนบ้าง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินมักแนะนำให้ใช้แคชเชียร์เช็คเพราะสะดวกและปลอดภัย ซื้อรถยนต์เงินสด ศูนย์รถยนต์ส่วนใหญ่รับแคชเชียร์เช็คเป็นช่องทางชำระเงินหลัก เพราะยอดเงินสูงเกินวงเงินโอนออนไลน์ของหลายธนาคาร ชำระเงินทุนจดทะเบียนบริษัท เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจขอดูหลักฐานว่ามีเงินทุนจริง ขั้นตอนคือ ผู้เริ่มก่อการต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท แล้วนำเงินค่าหุ้นฝากเข้าบัญชี โดยนิยมใช้วิธีซื้อเช็คแบงก์สั่งจ่ายในนามบริษัทแล้วนำไปฝาก เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเงินทุนจริง ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 5 บาท (ขั้นต่ำ 1 หุ้น × มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117) แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จดทะเบียนที่ 1-5 ล้านบาท ตามความน่าเชื่อถือที่ต้องการ ชำระเงินระหว่างธุรกิจ เมื่อคู่ค้าที่ยังไม่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อนต้องการความมั่นใจ แคชเชียร์เช็คช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ วิธีซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคาร ซื้อได้ที่ทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีกับธนาคารที่ซื้อ (แต่ถ้ามีบัญชีจะสะดวกกว่าเพราะหักจากบัญชีได้เลย) เตรียมข้อมูล: ชื่อผู้รับเงิน (ต้องระบุชัดเจน) จำนวนเงิน และบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุ พร้อมค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละธนาคารคิดใกล้เคียงกัน (ตรวจสอบอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ ธปท.) ธนาคาร ค่าธรรมเนียม/ฉบับ กสิกรไทย 20 บาท กรุงเทพ 20 บาท ไทยพาณิชย์ 20 บาท กรุงไทย 20 บาท บางธนาคารเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเช็คแบงก์ผ่านแอปมือถือหรือ Internet Banking ได้แล้ว โดยไม่ต้องไปสาขา ตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้บริการ รับแคชเชียร์เช็ค พร้อมใบเสร็จรับเงินและต้นขั้วเช็ค เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ข้อควรรู้: ถ้าซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารอาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) เช่น หลักฐานที่มาของเงิน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น บันทึกบัญชีแคชเชียร์เช็คยังไง เมื่อบริษัทซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วส่งมอบให้ผู้รับทันที: รายการ Dr. Cr. เจ้าหนี้การค้า (หรือบัญชีที่จ่าย) XXX เงินฝากธนาคาร XXX เงินถูกหักจากบัญชีทันทีที่ซื้อเช็ค จึงเครดิตเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอจนผู้รับนำเช็คไปขึ้นเงิน กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คไว้แต่ยังไม่ส่งมอบ: รายการ Dr. Cr. แคชเชียร์เช็ครอจ่าย XXX เงินฝากธนาคาร XXX พอส่งมอบเช็คให้ผู้รับแล้ว จึงบันทึก Dr. เจ้าหนี้ / Cr. เช็ครอจ่าย กรณีบริษัทรับเช็คแบงก์จากลูกค้า: รายการ Dr. Cr. เช็ครับ (สินทรัพย์) XXX ลูกหนี้การค้า XXX เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแล้ว จึงบันทึก Dr. เงินฝากธนาคาร / Cr. เช็ครับ สำหรับเช็คแบงก์จะขึ้นเงินได้ทันที (ไม่ต้องรอ clearing เหมือนเช็คทั่วไป) ถ้าเป็นสาขาเดียวกับที่ออกเช็ค สำหรับผู้ใช้ PEAK ระบบมีฟังก์ชันบันทึกเช็ครับ-จ่ายโดยเฉพาะ ไม่ต้องลงรายการด้วยมือ ดูวิธีใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้แคชเชียร์เช็ค สูญหายหรือถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารที่ออกเช็คทันทีเพื่อระงับการจ่ายเงิน แล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นำใบแจ้งความมายื่นกับธนาคารเพื่อขอออกเช็คใหม่ ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บต่างพื้นที่ ถ้านำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดอื่น อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น หมื่นละ 10 บาท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย ต่างจากเช็คทั่วไปที่เจ้าของบัญชีสั่งอายัดได้ ต้องนำตัวเช็คจริง ใบเสร็จ และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่สาขาธนาคารเพื่อทำเรื่องยกเลิกและขอเงินคืน ทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้ ปัจจุบันหลายธุรกรรมที่เคยต้องใช้เช็คแบงก์ สามารถใช้วิธีอื่นแทนได้แล้ว เช่น โอนเงินข้ามธนาคาร (ORFT) สำหรับยอดสูงถึง 2 ล้านบาท/ครั้ง พร้อมเพย์สำหรับยอดไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือบริการ Bulk Payment สำหรับจ่ายหลายรายพร้อมกัน แต่สำหรับธุรกรรมที่ต้องการหลักฐานทางกายภาพ (เช่น จดทะเบียนที่กรมที่ดิน) เช็คแบงก์ยังคงเป็นทางเลือกหลัก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคชเชียร์เช็ค แคชเชียร์เช็คมีอายุกี่วัน หมดอายุไหม ตามป.พ.พ. มาตรา 991 ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ยื่นเกิน 6 เดือนนับจากวันออก ในทางปฏิบัติ ธนาคารส่วนใหญ่แนะนำให้นำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินภายใน 6 เดือน ถ้าเกินกำหนดนี้อาจต้องติดต่อธนาคารเป็นกรณีพิเศษ แคชเชียร์เช็คขึ้นเงินต่างธนาคารได้ไหม ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีที่ธนาคารอื่นได้ แต่ต้องรอ clearing ประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้าต้องการเงินทันทีควรไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดียวกับที่ออกเช็ค ซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ต้องทำยังไง ซื้อได้ แต่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานที่มาของเงิน ควรเตรียมเอกสารไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา แคชเชียร์เช็คเด้งได้ไหม แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ออกเช็ค เงินอยู่ในความดูแลของธนาคาร กรณีเดียวที่อาจเกิดขึ้นคือธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งในประเทศไทยมีระบบกองทุนคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เข้าใจค่าเสื่อมราคา สรุปวิธีคำนวณและอัตราตามกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคา เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไป พูดง่ายๆ ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเหมือนการจ่ายเงินสด แต่กลับส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ และต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต หากไม่มีการคำนวณที่ถูกต้อง ตัวเลขทางบัญชีอาจไม่สะท้อนสภาพจริงของกิจการ และทำให้เจ้าของธุรกิจวางแผนผิดทิศได้โดยไม่รู้ตัว ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดู 5 ด้านสำคัญที่ค่าเสื่อมราคาสะท้อนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้วางแผนการเงินให้แม่นยำขึ้น ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรลดลงตามการใช้งาน สินทรัพย์ถาวรในที่นี้หมายถึงของที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคารสำนักงาน หรือคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 150,000 บาท คาดว่าใช้งานได้ 5 ปีก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่าย 150,000 บาททันทีในเดือนที่ซื้อ ร้านต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 30,000 บาท ตลอด 5 ปี เพื่อให้ต้นทุนกาแฟแต่ละปีสะท้อนการใช้เครื่องจริง สินทรัพย์ถาวร คืออะไร และอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อม สิสินทรัพย์ถาวร คือทรัพย์สินที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ มีตัวตนจับต้องได้ ใช้งานเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้มีไว้ขาย และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี เช่น เครื่องจักรในโรงงาน รถส่งของ หรืออาคารโกดังเก็บสินค้า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ธุรกิจซื้อมาจะต้องคิดค่าเสื่อมราคา ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4(5) กรมสรรพากรกำหนดชัดว่าทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมได้คือ “ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า” นั่นหมายความว่ามีของอยู่ 2 อย่างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเลย ที่ดินไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยสภาพแล้วที่ดินไม่เสื่อมสภาพลงตามการใช้งาน ต่างจากอาคารที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งต้องคิดค่าเสื่อม ส่วนสินค้าคงเหลือก็ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเช่นกัน เพราะสินค้าคงเหลือถูกซื้อมาเพื่อขายต่อ ไม่ใช่เพื่อใช้งานระยะยาว บัญชีจะบันทึกเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออกไปแทน ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพจริงของกิจการใน 5 เรื่องหลัก วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา มีกี่วิธี ค่าเสื่อมราคาคำนวณได้ 4 วิธีหลัก แต่ละวิธีเหมาะกับสินทรัพย์ต่างประเภทกัน วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี สูตรคือ ราคาทุนลบมูลค่าซาก (ราคาที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ได้เมื่อเลิกใช้งาน) หารด้วยอายุการใช้งาน ตัวอย่าง บริษัท ขนส่งไว จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคาทุน 500,000 บาท มูลค่าซากประเมินไว้ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี คำนวณได้ (500,000 ลบ 50,000) หารด้วย 5 เท่ากับ 90,000 บาทต่อปี เท่ากันทุกปีตลอด 5 ปี ดูตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้คิดค่าเสื่อมสูงในปีแรกแล้วค่อยๆ ลดลง โดยใช้อัตราเส้นตรงคูณ 2 แล้วคูณกับมูลค่าคงเหลือต้นปี วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits) เป็นอีกวิธีแบบเร่งค่าเสื่อม เหมาะกับเครื่องจักรหรือยานพาหนะที่มีอายุใช้งานพอสมควรแต่เสื่อมสภาพเร็วในช่วงต้น คำนวณจากผลรวมจำนวนปีมาหารสัดส่วนในแต่ละปี วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงทำงาน (Units of Production) เหมาะกับสินทรัพย์ที่วัดปริมาณการใช้งานได้ชัดเจน เช่น เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงาน คำนวณจากราคาทุนลบมูลค่าซาก หารด้วยจำนวนหน่วยผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุการใช้งาน ตารางเปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา วิธีคำนวณ ลักษณะค่าเสื่อม เหมาะกับสินทรัพย์ เส้นตรง เท่ากันทุกปี อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ยอดลดลงทวีคูณ สูงปีแรก ลดลงเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลรวมจำนวนปี สูงปีแรก ลดลงแบบขั้นบันได เครื่องจักร ยานพาหนะ ตามผลผลิต ผันตามปริมาณใช้งานจริง เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงานได้ อัตราค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย ต้องหักเท่าไร สำหรับการคำนวณภาษี กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 แยกตามประเภทสินทรัพย์ดังนี้ ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร 5 เปอร์เซ็นต์ อาคารชั่วคราว 100 เปอร์เซ็นต์ สิทธิการเช่า (ไม่มีสัญญาต่ออายุ) 100 หารด้วยจำนวนปีอายุสัญญาเช่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสามารถเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ตามอายุการใช้งานจริง แต่ห้ามหักเกินเพดานที่กำหนด (อ้างอิงจากกรมสรรพากร พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) สิทธิพิเศษสำหรับ SME ถ้าธุรกิจมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กฎหมายให้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเร่งด่วนในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ดังนี้ สิทธินี้ช่วยให้ธุรกิจ SME ลดภาษีได้เร็วขึ้นในปีที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ค่าเสื่อมราคา ต่างจากค่าตัดจำหน่ายอย่างไร ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นแนวคิดเดียวกันคือทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้เรียกกับสินทรัพย์คนละประเภท ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือค่าความนิยม (กู๊ดวิล) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท จะบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้ในกิจการราคา 200,000 บาท จะบันทึกเป็นค่าตัดจำหน่ายแทน แม้หลักการคำนวณจะคล้ายกันมาก ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาได้แล้ว ต้องบันทึกบัญชีทุกสิ้นงวดหรือสิ้นปี โดยลงรายการดังนี้ เดบิต (ฝั่งบันทึกรายการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์) ค่าเสื่อมราคา บันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่าย เครดิต (ฝั่งตรงข้ามของเดบิต) ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกในงบแสดงฐานะการเงิน หักจากมูลค่าสินทรัพย์ ตัวอย่างจากร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ที่คำนวณค่าเสื่อมเครื่องชงกาแฟได้ปีละ 30,000 บาท จะบันทึกบัญชีทุกสิ้นปีเป็น เดบิตค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท เครดิตค่าเสื่อมราคาสะสม 30,000 บาท เมื่อครบ 5 ปี ยอดค่าเสื่อมราคาสะสมจะเท่ากับ 150,000 บาท เท่ากับราคาทุนของเครื่องพอดี ค่าเสื่อมราคาสะสมนี้จะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์ของงบแสดงฐานะการเงิน หักลบจากราคาทุนเดิม ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชีที่แท้จริงของสินทรัพย์ในวันนั้น สรุป: จัดการค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนจริง วางแผนลงทุนทันเวลา และใช้สิทธิลดภาษีได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องจำคือ ที่ดินและสินค้าคงเหลือไม่ต้องคิดค่าเสื่อม เลือกวิธีคำนวณให้เหมาะกับประเภทสินทรัพย์ และตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ที่ได้สิทธิหักเร่งด่วนหรือไม่ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ แม่นยำตามกฎหมาย ด้วย PEAK Asset ถ้าไม่อยากคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยมือทุกเดือนPEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกรายงานสินทรัพย์ถาวรได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุน ส่วนค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดสินทรัพย์ หักลบจากราคาทุนของสินทรัพย์นั้นในงบแสดงฐานะการเงิน ค่าเสื่อมราคา คิดยังไงให้เร็วที่สุด วิธีที่คำนวณง่ายและเร็วที่สุดคือวิธีเส้นตรง เอาราคาทุนลบมูลค่าซาก แล้วหารด้วยจำนวนปีอายุการใช้งาน ได้ตัวเลขที่ต้องหักต่อปีทันที เหมาะกับสินทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ต้องการคำนวณซับซ้อน ค่าเสื่อมราคา ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษเรียกว่า Depreciation ส่วนค่าตัดจำหน่ายเรียกว่า Amortization ทั้งสองคำมักถูกใช้แยกกันตามประเภทสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนหรือทุกปี ทางบัญชีสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งรายเดือนและรายปี ขึ้นอยู่กับรอบการปิดงบของธุรกิจ ถ้าต้องการดูตัวเลขกำไรขาดทุนรายเดือนที่แม่นยำ แนะนำให้คิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนแทนการคิดรวมทีเดียวตอนสิ้นปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินทรัพย์ คืออะไร มีกี่ประเภท สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

เปิดงบการเงินมาเจอคำว่า “สินทรัพย์” อยู่แทบทุกหน้า แต่เจ้าของกิจการหลายคนยังแยกไม่ออกว่าอะไรนับเป็นสินทรัพย์ อะไรเป็นแค่ค่าใช้จ่าย ซื้อโน้ตบุ๊กมาทำงานบันทึกบัญชีอย่างไร แล้วต่างจาก “ทรัพย์สิน” ตรงไหน บทความนี้จะตอบทุกคำถามเรื่องสินทรัพย์ที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ไปจนถึงตัวอย่างจริงที่ใช้ได้ทันที สินทรัพย์คืออะไร สินทรัพย์ หรือ Asset ในภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ในมือและสามารถสร้างรายได้หรือเปลี่ยนเป็นเงินได้ ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี สิ่งที่จะนับเป็นสินทรัพย์ทางบัญชีได้ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อพร้อมกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เงินฝากธนาคาร สินค้าที่รอขาย คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน หรือแม้แต่ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ล้วนเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทั้งหมด สินทรัพย์กับทรัพย์สิน ต่างกันตรงไหน หลายคนใช้คำว่า “สินทรัพย์” กับ “ทรัพย์สิน” สลับกัน แต่ทั้งสองคำมีที่มาต่างกัน ทรัพย์สิน (Property) เป็นคำทางกฎหมาย หมายถึงวัตถุทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่ถือครองได้และมีมูลค่าเป็นเงิน เน้นที่ “กรรมสิทธิ์” คือต้องเป็นเจ้าของ สินทรัพย์ (Asset) เป็นคำทางบัญชี มีความหมายกว้างกว่า เพราะเน้นที่ “การควบคุม” ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรที่เช่าการเงินระยะยาว บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่บันทึกในงบการเงินได้เพราะใช้ประโยชน์ตลอดสัญญา จำง่ายๆ ว่าทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ สินทรัพย์มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ในทางบัญชี สินทรัพย์แบ่งได้หลายมุม มุมแรกที่ใช้บ่อยที่สุดคือแบ่งตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ประโยชน์ ได้แก่ หมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดไปภายใน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์กลุ่มนี้บอกถึงสภาพคล่องของธุรกิจว่ามีเงินหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่กิจการถือไว้ใช้งานนานกว่า 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และยานพาหนะ สินทรัพย์กลุ่มนี้ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกปี (ยกเว้นที่ดิน) เพื่อกระจายต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อีกมุมหนึ่งที่ใช้แบ่งคือดูว่าจับต้องได้หรือไม่ สินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) คือของที่จับต้องได้ เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถขนส่ง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือของที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่า เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียน และต้องทยอยตัดมูลค่าตามอายุการให้ประโยชน์ ซื้อของมาเมื่อไรถือเป็นสินทรัพย์ เมื่อไรเป็นค่าใช้จ่าย นี่เป็นคำถามที่เจ้าของ SME สับสนบ่อยที่สุด หลักง่ายๆ คือดูที่ “อายุการใช้งาน” และ “มูลค่า” ถ้าของที่ซื้อมาใช้ได้นานกว่า 1 ปี และมีมูลค่าสูงพอ ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาทุกปี แต่ถ้าของที่ซื้อมาใช้หมดเร็วหรือมูลค่าต่ำ ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กราคา 35,000 บาท คาดว่าจะใช้งาน 3 ปี กรณีนี้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละประมาณ 11,667 บาท แต่ถ้าซื้อหมึกพิมพ์ราคา 500 บาท ใช้หมดภายในเดือน ก็บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย ในทางปฏิบัติ หลายกิจการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ เช่น ของที่มีราคาต่ำกว่า 2,000 บาท ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีแม้ว่าจะใช้ได้นานกว่า 1 ปี สินทรัพย์แสดงในงบการเงินอย่างไร สินทรัพย์แสดงอยู่ฝั่งซ้ายของงบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียกว่างบดุล) โดยเรียงจากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุดไปต่ำสุด เริ่มจากเงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ไปจนถึงที่ดินและอาคาร สมการบัญชีพื้นฐานคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ สมการนี้บอกว่า ทุกอย่างที่ธุรกิจมีต้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง คือกู้ยืมมา (หนี้สิน) หรือเจ้าของลงทุนเอง (ส่วนของเจ้าของ) สมการนี้ต้องสมดุลเสมอ ถ้าไม่สมดุลแสดงว่ามีรายการบันทึกผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีเงินสดในมือ 500,000 บาท สินค้าคงเหลือ 300,000 บาท และอุปกรณ์สำนักงาน 200,000 บาท รวมเท่ากับ 1,000,000 บาท ฝั่งขวาของงบจะแสดงว่าเงิน 1 ล้านบาทนี้มาจากเงินกู้ธนาคาร 400,000 บาท (หนี้สิน) กับเจ้าของลงทุนเอง 600,000 บาท (ส่วนของเจ้าของ) รวมเท่ากับ 1,000,000 บาทเช่นกัน ตัวอย่างสินทรัพย์ของธุรกิจ SME ประเภทธุรกิจ ตัวอย่างสินทรัพย์หมุนเวียน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ร้านค้าส่ง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าในคลัง คลังสินค้า รถขนส่ง ชั้นวาง สำนักงานบัญชี เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้ค่าบริการ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมบัญชี เฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจบริการซ่อมบำรุง เงินสด วัสดุสิ้นเปลืองที่สต็อก เครื่องมือช่าง รถบริการ อุปกรณ์ จะเห็นว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ร้านค้าส่งจะมีสินค้าคงเหลือเป็นตัวหลักในฝั่งหมุนเวียน ขณะที่สำนักงานบัญชีจะมีลูกหนี้ค่าบริการเป็นหลักแทน การจัดหมวดให้ถูกต้องช่วยให้งบการเงินสะท้อนสถานะธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการคำนวณภาษี เพราะรายการที่บันทึกเป็นของใช้ระยะยาวจะตัดค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ต่างจากรายการที่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว หากจัดหมวดผิดอาจทำให้เสียภาษีเกินหรือขาดได้ สรุป: สินทรัพย์คือพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ได้ง่าย คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และแสดงข้อมูลสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทันที ไม่ต้องคำนวณเอง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต่างกันอย่างไร สินทรัพย์มีตัวตนคือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น อาคาร รถยนต์ เครื่องจักร ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่าทางธุรกิจ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียนเหมือนกัน แต่วิธีวัดมูลค่าและการตรวจนับทางบัญชีแตกต่างกัน เพราะของที่จับต้องไม่ได้จะตรวจสอบความมีอยู่จริงได้ยากกว่า ซื้อคอมพิวเตอร์ถือเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกิจการ บางบริษัทกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 2,000 บาท บางแห่งกำหนดที่ 5,000 บาท หากราคาซื้อสูงกว่าเกณฑ์ก็บันทึกเป็นอุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ สินทรัพย์ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร สินทรัพย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Asset (เอียดเซ็ท) เมื่อพูดถึงสินทรัพย์รวมของกิจการจะใช้คำว่า Assets (พหูพจน์) ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนคือ Current Assets และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือ Non-Current Assets ที่ดินเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ที่ดินจัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทมีตัวตน อยู่ในหมวด ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ข้อพิเศษของที่ดินคือไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะที่ดินไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามกาลเวลา สินทรัพย์สำคัญต่อการขอสินเชื่อธุรกิจอย่างไร ธนาคารดูมูลค่าสินทรัพย์ในงบการเงินเพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ กิจการที่มีสินทรัพย์สูงกว่าหนี้สินมากจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อง่ายกว่า นอกจากนี้สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดินหรืออาคาร ยังใช้เป็นหลักค้ำประกันสินเชื่อได้อีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 พ.ย. 2025

PEAK Account

15 min

เคล็ดลับ บริหารสินค้าคงคลัง ป้องกันทุนจม สินค้าขาดสต๊อก

การบริหารสินค้าคงคลัง ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ช่วยจัดการสต๊อกสินค้าให้มีพอขายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับการเงินของกิจการ หากจัดการไม่ดีก็เป็นต้นตอของปัญหาเงินทุนจมที่หลายกิจการกำลังเจออยู่ และเพื่อให้ธุรกิจบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้เรามี 3 สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลังมาแนะนำกัน การบริหารสินค้าคงคลัง คืออะไร? สำคัญอย่างไร? การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) คือ กระบวนการในการจัดการหรือควบคุมสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าของกิจการเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด โดยกระบวนการดังกล่าวจะรวมตั้งแต่การจัดลำดับสั่งซื้อสินค้า การจัดเก็บ ผลิต และจำหน่าย ซึ่งธุรกิจที่ไม่มี การบริหารสินค้าคงคลัง มักพบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือค้างสต๊อก จนนำไปสู่ต้นทุนที่จมหายไปกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยใช้เหตุ หรือหากบริหารสต๊อกสินค้าไม่ดีก็มีโอกาสที่สินค้าจะขาดแคลน ขายดีจนเตรียมของไม่ทัน พลาดโอกาสสร้างรายได้มหาศาล นับเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจต้องเจอหากไม่มีการเตรียมตัวที่ดีมากพอ เกิดอะไรขึ้นถ้าธุรกิจ ไม่บริหารสินค้าคงคลัง สำหรับธุรกิจที่ไม่ได้มีการบริหารสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่ปัญหาที่กระทบในหลายด้านของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นด้านกำไรขาดทุน สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น สูญเสียสภาพคล่องทางการเงิน: สั่งสินค้ามาเยอะเกินไปจนขายไม่ทันกระทบต่อสภาพคล่อง ไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าเป็นเงินได้เร็วมากพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสต๊อกสินค้า เจ้าของกิจการควรเริ่มต้นให้ความสำคัญกับการทำระบบสินค้าคงคลังเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น 3 สิ่งต้องรู้ เพื่อบริหารสินค้าคงคลังให้เงินไม่จม การบริหารสินค้าคงคลังไม่ใช่เรื่องที่ยากอย่างที่เจ้าของกิจการหลายท่านคิด เพราะในปัจจุบันสามารถปรับใช้โปรแกรมต่าง ๆ เข้ามาช่วยจัดการในส่วนนี้ได้ แต่เพื่อวางพื้นฐานการบริหารจัดการสต๊อกให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เรามาดู 3 สิ่งที่ต้องรู้เป็นขั้นตอนเริ่มต้นก่อนไปปรับใช้ในการจัดการสต๊อกสินค้าของกิจการ 1. แยกประเภทกลุ่มสินค้าอย่างชัดเจน (ABC Analysis) อันดับแรกแนะนำให้แยกประเภทกลุ่มสินค้าให้ชัดเจนก่อน โดยเป็นการแบ่งตามมูลค่าและจำนวนของสินค้าแต่ละประเภท โดยใช้วิธีกำหนดเกรดของสินค้าเป็น A B และ C ดังนี้ ซึ่งการจัดอันดับแยกประเภทสินค้าให้ชัดเจนด้วยหลัก ABC Analysis เป็นประโยชน์ในขั้นตอนการบริหารสินค้าคงคลัง เพราะเราจะทราบได้ว่าสินค้าตัวไหนขายดีทำกำไรได้สูง เพื่อให้สามารถสต๊อกสินค้าได้ถูกต้องตามข้อมูลที่มี 2. เข้าใจต้นทุน – คำนวณต้นทุนที่แท้จริง (Cost per Item) การเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าที่มีอยู่ในสินค้าคงคลัง เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้สามารถวางแผนจัดการสินค้าในคลังได้ ซึ่งปัญหาที่หลายธุรกิจมักพบคือ มีการคำนวณต้นทุน แต่ไม่ใช่ต้นทุนจริงที่โดยส่วนใหญ่จะมากกว่าต้นทุนที่ประมาณกันไว้ เพราะมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากตัวสินค้า เช่น ค่าจัดเก็บสินค้า ค่าบรรจุ หรือค่าจัดส่ง เมื่อทราบต้นทุนแท้จริงของสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการก็จะสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบกับยอดขายได้ว่าสินค้าตัวไหนควรเก็บไว้ในคลัง เช่น  นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการบริหารกระแสเงินสดว่าสินค้าชิ้นไหนก่อให้เกิดต้นทุนจมเยอะ ก็สามารถลดจำนวนการสั่งสินค้าประเภทนั้น เพื่อให้มีกระแสเงินสดดียิ่งขึ้นได้ 3. รู้จุดสั่งซื้อ – ตั้งจุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder Point) ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่หลายธุรกิจมองข้าม คือการกำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำ หรือก็คือการที่เจ้าของกิจการรู้ว่าต้องสั่งสินค้าเมื่อไหร่ เพื่อให้พอดีกับจำนวนการสั่งซื้อ สินค้าไม่ขาด และไม่เหลือทิ้งจนต้นทุนจม ช่วยให้การบริหารสินค้าคงคลังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจุดสั่งซื้อซ้ำสามารถคำนวณได้โดยแบ่งเป็นสองขั้นตอนดังนี้ 1. คำนวณ จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย หรือจำนวนสินค้าสำรองขั้นต่ำที่ควรมีเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดแคลนหรือตุนสินค้าไว้มากเกินไป (จำนวนการขายสูงสุดในหนึ่งวัน x ระยะเวลาการรอสินค้าที่นานที่สุด) – (จำนวนสินค้าเฉลี่ยที่ขายได้ในแต่ละวัน x ระยะเวลาการรอสินค้าใหม่ในแต่ละรอบ) = จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย 2. คำนวณ จุดสั่งซื้อซ้ำ (จำนวนที่ขายเฉลี่ยต่อวัน x ระยะเวลารอของ) + จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย = จุดสั่งซื้อซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นการคำนวณหาจุดสั่งซื้อซ้ำของ ธุรกิจ A นำเข้า Gadget จากต่างประเทศ ขายเฉลี่ยต่อวัน 20 ชิ้น และใช้เวลาในการสั่งสินค้าต่อรอบ 5 วัน ส่วนสถิติยอดขายสูงสุดในวันเดียวคือ 50 ชิ้น และเคยใช้ระยะเวลานานสุดในการสั่งสินค้า 7 วัน 1. คำนวณหาจำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย (50 x 7) – (20 x 5) = 250 ชิ้น 2. คำนวณ จุดสั่งซื้อซ้ำ (20 x 5) + 250 = 350 ชิ้น จากการคำนวณข้างต้นพบว่า จุดสั่งซื้อซ้ำของธุรกิจ A คือ เมื่อสินค้าเหลือในคลัง 350 ชิ้น หมายความว่าเมื่อมี Gadget ที่ขายเหลือ 350 ชิ้นในคลังสินค้า ก็ควรสั่งสินค้าเพิ่มทันที ความสำคัญของการกำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำคือ เจ้าของกิจการสามารถวางแผนเพื่อป้องกันสินค้าขาดสต๊อก รวมไปถึงป้องกันไม่ให้สั่งสินค้าเกินความจำเป็นจนทำให้เกิดสินค้าค้างสต๊อกกลายเป็นทุนจม ข้อมูลที่ต้องมี เพื่อจัดการบริหารสินค้าคงคลัง อย่างมืออาชีพ การจัดการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมืออาชีพ จำเป็นต้องมีข้อมูลในมือที่ครอบคลุมครบถ้วน เพราะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ โดยข้อมูลที่ต้องมีประกอบไปด้วยหลัก ๆ 4 ส่วนด้วยกัน ข้อมูลการจัดซื้อ เช่น ระยะเวลาในการรอสินค้า หรือเงื่อนไขการชำระเงิน เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ต้องใช้เพื่อการคำนวณจุดซื้อซ้ำ และสามารถใช้ข้อมูลด้านการชำระเงินเพื่อบริหารกระแสเงินสดได้ด้วย เมื่อเจ้าของกิจการทราบข้อมูลทั้ง 4 ส่วนก็สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ต่อยอดเพื่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือเงินทุนจมได้ ประโยชน์ที่ได้รับ จากการบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การนับสินค้าที่อยู่ในโกดังเท่านั้น แต่คือ “การวางแผนเงินทุนหมุนเวียน” เพื่อให้มีกระแสเงินสดในการทำธุรกิจ ซึ่งการวางแผนที่ดีควรต้องรู้ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าและจุดสั่งซื้อซ้ำที่เหมาะสม ซึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจ 3 ข้อประกอบไปด้วย ซึ่งจาก 3 ข้อข้างต้นก็แสดงให้เห็นว่าการบริหารสินค้าคงคลังเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในระยะยาว ช่วยให้สามารถวางแผนธุรกิจได้ดีมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นวิเคราะห์สินค้ารายตัว ง่ายๆ ด้วย Dashboard บน PEAK การบริหารสินค้าคงคลังสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมที่มีฟีเจอร์รองรับการจัดการส่วนของสต๊อกสินค้า ซึ่งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่สามารถปรับใช้เพื่อช่วยการบริหารสต๊อกสินค้า ที่ใช้งานง่าย ดูได้หลากหลายครอบคลุม เช่น 1. การจัดการสินค้า – วิเคราะห์สินค้ารายตัว ผ่านหน้า Dashboard 2. การจัดการสินค้า – วิเคราะห์ต้นทุนสินค้า ผ่าน รายการเคลื่อนไหวเป็นล็อต 3. การจัดการลูกหนี้ – ดูรายงานอายุลูกหนี้ แบบ Real-Time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

24 ต.ค. 2025

PEAK Account

17 min

3 วิธีการบริหารเงินสด ให้คล่องตัวสำหรับเจ้าของธุรกิจ

ในการทำธุรกิจการ บริหารเงินสด เป็นปัจจัยช่วยให้มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่ก็มีหลายธุรกิจที่กำลังประสบภัยการเงิน ที่ถึงแม้จะขายดีแต่กลับไม่มีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอ และเพื่อเป็นส่วนช่วยให้เจ้าของธุรกิจจัดการเงินสดได้ดีขึ้น ในบทความนี้เราจึงนำเคล็ดลับการบริหารเงินสดมาแนะนำกัน! การบริหารเงินสดคืออะไร? ในความหมายเชิงธุรกิจ บริหารเงินสด คือ การจัดการกับรายรับรายจ่ายของธุรกิจ เพื่อให้สามารถบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ เงินสดขาดมือ หมุนเงินไม่ทัน เพื่อให้เจ้าของกิจการมั่นใจได้ว่ามีเงินเพียงพอสำหรับชำระหนี้ หรือดำเนินการต่างๆ เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงาน รวมไปถึงการนำไปลงทุนต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้เติบโต ซึ่งวิธีการบริหารเงินสดสามารถทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การตรวจสอบเงินเข้าเงินออกอย่างใกล้ชิด วางแผนการชำระเงิน หรือการบริหารเงินทุนที่จะเข้ามาหมุนเวียนในธุรกิจ เหตุผลที่เจ้าของกิจการต้องบริหารเงินสดเป็น เงินสด เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงธุรกิจให้ดำเนินการต่อได้ ถ้าธุรกิจที่ขาดการบริหารเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ อาจทำให้เงินขาดมือ ไม่มีเงินจ่ายหนี้ ไม่มีเงินจ่ายลูกน้อง ซึ่งปัญหานี้หากปล่อยไว้อาจทำให้จัดการเงินไม่ทันเป็นงูกินหาง และอาจเป็นจุดจบของธุรกิจได้เลย ดังนั้นเพื่อให้ไม่เกิดปัญหานี้กับธุรกิจที่เราปลุกปั้นขึ้นมา การบริหารเงินสด จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เจ้าของกิจการทุกคนควรรู้ เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้เกิดปัญหาตามมา 7 สัญญาณเตือน “ธุรกิจเริ่มเสี่ยงเงินไม่พอใช้” ซึ่งปัญหาเงินขาดมือของธุรกิจก็มักมาพร้อมกับสัญญาณที่คอยเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ เรามีเช็กลิสต์สัญญาณเตือนภัยเสี่ยงเงินช็อตของธุรกิจ ให้คุณสามารถนำไปเช็คสุขภาพการเงินของธุรกิจของคุณได้ สัญญาณเตือนธุรกิจ แปลว่า / ความหมาย 1. ต้องยืมเงินส่วนตัวมาช่วยธุรกิจบ่อย หมุนเงินไม่ทัน รายจ่ายเกินรายรับ หรือระบบเงินสดไม่พอใช้ 2. ยอดขายเข้า แต่เงินสดลดลง กระแสเงินสดไม่สัมพันธ์กับยอดขาย อาจเก็บเงินลูกค้าไม่ได้หรือจ่ายออกเกินตัว 3. ลูกค้าค้างจ่ายบ่อย หรือเกินกำหนดบ่อยครั้ง เงินสดรับเข้าช้ากว่าที่ควร ธุรกิจเริ่มขาดสภาพคล่องชั่วคราว 4. ต้องจ่ายเจ้าหนี้ช้า หรือขอขยายเวลา มีปัญหากระแสเงินสดระยะสั้น อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจ 5. ไม่รู้ว่าเดือนนี้ใช้เงินไปกับอะไรบ้าง ขาดการควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่มีระบบติดตามการเงินที่ชัดเจน 6. ไม่มีเงินสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน เสี่ยงสูง หากยอดขายตกหรือมีเหตุไม่คาดคิด จะขาดเงินหมุนทันที 7. ไม่มีรายงานสภาพคล่อง (Cash Flow Report) ตัดสินใจจากความรู้สึก ไม่ใช่จากข้อมูลจริง เสี่ยงบริหารผิดพลาด 3 วิธีการบริหารเงินสดให้คล่องตัว สำหรับเจ้าของธุรกิจ การบริหารเงินสดให้คล่องตัวสำหรับเจ้าของธุรกิจสามารทำได้หลายวิธี แต่ในบทความนี้เราหยิบ 3 หัวใจสำคัญของการบริหารเงินสด ที่จะช่วยควบคุมสภาพคล่องของธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น  1. บริหารสินค้าคงคลัง (Inventory) : เปลี่ยน “ของ” ให้เป็น “เงิน” ไวที่สุด ปัญหาเงินสดขาดมือ อาจก่อตัวตั้งแต่ในโกดังสินค้า เพราะหากไม่สามารถบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory) ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะกลายเป็นต้นทุนที่จมอยู่ในสต๊อก การบริหารสต๊อกสินค้าให้สามารถขายออกได้ไวที่สุด ไม่ให้เกิดสินค้าค้างสต๊อก (Dead Stock) ก็เป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจได้  1.1 วิเคราะห์ข้อมูลการขาย (Sales Data Analysis) การใช้ข้อมูลช่วยให้จัดการในด้านการวางแผนการขายสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ผู้ประกอบการสามารถดูข้อมูลย้อนหลังนำมาวิเคราะห์หาสินค้าขายดีเพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญในการสั่งซื้อสินค้าไปจนถึงการสต๊อกสินค้าล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม ลดโอกาสเกิดเหตุการณ์สินค้าขายไม่ออกจนค้างสต๊อก  นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูลยังสามารถต่อยอดเป็นการวางแผนการตลาด เจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด 1.2 ใช้ระบบ เข้าก่อน-ออกก่อน (First-In, First-Out) อีกหนึ่งเคล็ดลับที่บางท่านอาจคุ้นกันในชื่อ FIFO คือการบริหารสต๊อกสินค้าด้วยการเลือกขายสินค้าที่ใกล้วันหมดอายุ หรือมีความเสี่ยงตกรุ่นก่อน  หากไม่มีการบริหารตรงนี้ อาจทำให้ทั้งสองกลายเป็นสินค้าที่ถูกลืม และกลายเป็นเงินทุนจมเปลี่ยนเป็นยอดขายไม่ได้เลยนั่นเอง 1.3 เจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์ การสร้างคอนเนกชันที่ดีกับซัพพลายเออร์หลาย ๆ เจ้าที่ต้องทำงานร่วมกัน นับว่าเป็นกลยุทธิ์สำคัญสำหรับธุรกิจเลยก็ว่าได้ และในการบริหารสินค้าก็อาจช่วยในเรื่องการต่อรองขอเครดิตเทอมที่นานขึ้น หรือส่วนลดการสั่งซื้อสินค้า ที่ช่วยให้คุณมีเวลาจัดการกับสินค้าในคลังก่อนจะถึงรอบจ่ายเงินได้ 2. ติดตามลูกหนี้ (Accounts Receivable) อย่างใกล้ชิด: เร่งเก็บเงินเข้ากระเป๋า ยอดขายบนกระดาษไม่มีความหมาย ถ้าเปลี่ยนมาเป็นเงินจริงไม่ได้ และการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าหลายครั้งก็เป็นปัญหาใหญ่ของธุรกิจเช่นกัน ดังนั้นการจัดการกับลูกหนี้การค้าอย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นอีกแรงที่ช่วยดูแลสภาพคล่องของธุรกิจได้ โดยมีวิธีการบริหารติดตามลูกหนี้การค้าได้ดังนี้ 2.1 กำหนดนโยบายสินเชื่ออย่างชัดเจน การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเงินควรต้องทำอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เป็นข้อกำหนดร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวงเงินเครดิต และระยะเวลาชำระเงิน ทำให้ธุรกิจสามารถบริหารเงินสดได้ตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้อีกหนึ่งเคล็ดลับอาจพิจารณาให้ส่วนลดสำหรับลูกหนี้ที่ชำระก่อนกำหนด เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลูกหนี้รีบชำระเร็วขึ้น 2.2 ออกใบแจ้งหนี้ทันทีและตรวจสอบให้ถูกต้อง ใบแจ้งหนี้เป็นเอกสารสำคัญเลยก็ว่าได้ ถ้าส่งมอบสินค้าหรือให้บริการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรรีบออกใบแจ้งหนี้ให้ทันทีเพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้า นอกจากนี้จำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาตามมาที่ส่งผลต่อการชำระเงินที่ล่าช้าได้ด้วยซึ่งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้มั่นใจในความถูกต้อง แถมยังมาพร้อมกับ QR Code ให้ลูกหนี้สามารถสแกนจ่ายได้เลยทันที สามารถชำระเงินได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น 2.3 ติดตามหนี้อย่างเป็นระบบ หากลูกค้าชำระหนี้ล่าช้า ควรมีขั้นตอนการติดตามหนี้อย่างเป็นระบบ เช่น การส่งข้อความ หรืออีเมลเพื่อทวงถามแจ้งเตือนอย่างสุภาพ แต่ถ้าหากลูกหนี้ยังไม่ชำระเงินตามที่กำหนดก็อาจเริ่มต้นโทรติดตามอย่างสม่ำเสมอได้ 3. บริหารเจ้าหนี้ (Accounts Payable) อย่างมีกลยุทธ์: ยืดเวลาจ่าย แต่ไม่เสียเครดิต นอกจากตามเงินจากลูกหนี้แล้ว ในการบริหารเงินสด การจัดการวางแผนกับเจ้าหนี้ก็เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการกับสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเช่นกัน เพราะถ้าจ่ายเร็วเกินไปก็ทำให้ขาดเงินสดหมุนเวียน แต่จ่ายช้าก็อาจเสียเครดิต ดังนั้นการบริหารจัดการเจ้าหนี้อย่างชาญฉลาดก็ช่วยรักษาสมดุลในเรื่องนี้ได้ 3.1 ใช้ประโยชน์จากเครดิตเทอมเสมอ การจ่ายเงินให้ใกล้กับวันที่ได้รับเครดิตเทอมมากที่สุดสามารถช่วยให้บริหารเงินสดได้ดียิ่งขึ้น เช่น ได้รับเครดิตเทอม 30 วัน ก็สามารถจ่ายเงินในวันที่ 29 เพื่อให้ธุรกิจมีเงินสดหมุนเวียนไว้ในมือเผื่อมีกรณีต้องใช้เงินฉุกเฉิน 3.2 วางแผนการชำระเงินล่วงหน้า การวางแผนล่วงหน้ายังเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาเสมอ และในเรื่องของการบริหารเงินสดก็เช่นกัน ที่คุณสามารถวางแผนการชำระเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของเจ้าหนี้แต่ละราย เช่น ต้องจ่ายใครก่อน-หลัง เป็นจำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้มีเงินสดในมือพอจ่ายหนี้เมื่อถึงวันครบกำหนด 3.3 สื่อสารกับเจ้าหนี้อย่างสม่ำเสมอ ถ้าจากการวิเคราะห์เงินสดในมือและวางแผนล่วงหน้าแล้วพบว่าอาจมีเงินไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ให้ได้ตามกำหนด จำเป็นต้องสื่อสารกับเจ้าหนี้ไว้ล่วงหน้าเพื่อทำการขอขยายเวลาชำระหนี้ หรือเจรจาหาวิธี เงื่อนไขการชำระในรูปแบบอื่น ไม่ควรปล่อยให้มีหนี้ค้าง เสียเครดิต และอาจเสียคู่ค้าทางธุรกิจด้วย เพียงแค่ปรับใช้ 3 เคล็ดลับที่เราหยิบมาแนะนำในบทความนี้ ก็ช่วยให้คุณสามารถ บริหารเงินสด ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเงินขาดมือ พร้อมนำพาธุรกิจสู่การเติบโตอย่างมั่นคง ยกตัวอย่างการบริหารเงินสดด้วย 3 เคล็ดลับที่แนะนำ ธุรกิจ A ขายอุปกรณ์ Gadgets นำเข้า กำลังมีปัญหาด้านการบริหารเงินสด เพราะถึงแม้จะขายสินค้าได้ดีต่อเนื่อง แต่เงินสดขาดมือหมุนเงินไม่ทัน ธุรกิจ A จึงเลือกปรับใช้เคล็ดลับทั้ง 3 ข้อดังนี้ 1. บริหารสินค้าคงคลัง 2. ติดตามลูกหนี้ 3. บริหารเจ้าหนี้ หมดปัญหาเงินสดขาดมือ ติดตามลูกหนี้ได้อย่างเป็นระบบด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารเงินสดของธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด และนอกจากการวางแผนจัดการแล้ว การเลือกใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ก็พร้อมเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ QR Payment ที่สามารถใส่ในใบแจ้งหนี้เพื่อให้ลูกค้าสามารถชำระเงินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพียงเชื่อมต่อ API กับธนาคารที่ใช้งาน สามารถอัปเดตการชำระเงินให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดข้อผิดพลาดและเวลากรอกข้อมูลด้วยตนเองได้มากขึ้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 มิ.ย. 2025

PEAK Account

9 min

วิธีดูงบการเงินออนไลน์ และ การคัดงบการเงิน

รู้ไหมว่า…งบการเงินของธุรกิจเราไม่ใช่ความลับ ?งบการเงิน คือ รายงานที่สรุปรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร ขาดทุน และทรัพย์สินของธุรกิจ ช่วยให้เจ้าของกิจการรู้สถานะทางการเงินของตัวเอง และใช้วางแผนหรือเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้ ถ้าผู้ประกอบการเข้าใจและอ่านงบการเงินเป็นก็สามารถวางกลยุทธ์ของธุรกิจคุณได้แล้วครับ ไม่ว่าเราจะเปิดบริษัทเอง หรือกำลังจับตาคู่แข่งอยู่ ข้อมูลสำคัญอย่าง “ งบการเงิน ” นั้นถูกจัดเก็บแบบสาธารณะที่สามารถเข้าไปดูได้ เพียงแค่รู้ช่องทางและรู้วิธี เช่นเดียวกับบริษัทมหาชนที่งบการเงินเปิดเผยอยู่บนเว็บไซต์ให้โหลดได้ฟรี การค้นหางบของคู่แข่งหรือพาร์ตเนอร์ธุรกิจก็เป็นไปได้เช่นกัน แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเท่ากันทุกกรณี แต่ถ้าเรารู้ว่าจะดูจากที่ไหนและดูอะไรบ้าง ก็ช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้นอย่างมาก วิธี ดูงบการเงิน แบบออนไลน์ การ “ดูงบการเงินออนไลน์” คือการเข้าถึงข้อมูลงบการเงินของธุรกิจต่างๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องไปขอเอกสารฉบับจริงให้ยุ่งยาก ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้จัดทำระบบที่ชื่อว่า DBD DataWarehouse+ ให้ประชาชนทั่วไปสามารถค้นหาข้อมูลงบการเงินของนิติบุคคลในประเทศไทยได้ง่ายๆ เพียงแค่มี เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ซึ่งเราสามารถใช้ระบบนี้เพื่อดูภาพรวมของธุรกิจ เช่น รายได้ กำไร หนี้สิน หรือสถานะทางการเงินของคู่แข่ง พาร์ตเนอร์ หรือแม้แต่ของตัวเราเอง โดยเฉพาะในกรณีที่เราจะวิเคราะห์คู่แข่ง ขอสินเชื่อ หรือจะรับลูกค้าใหม่เข้าระบบ ก็สามารถใช้ข้อมูลจากงบการเงินออนไลน์ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ซึ่งสามารถทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. เข้าเว็บไซต์ และกรอกเลขนิติบุคคล 13 หลัก 2. ระบบจะแสดงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับนิติบุคคล เช่น ชื่อ ทุนจดทะเบียน วันก่อตั้ง ที่อยู่ รายชื่อกรรมการ และประเภทธุรกิจ 3. เลือกแท็บ ‘ข้อมูลทางการเงิน’ และเลือกหัวข้อย่อย ‘ งบการเงิน ’ 4. ระบบจะเข้าสู่หน้างบฐานะการเงิน ซึ่งสามารถเลือกดูงบกำไรขาดทุนหรืออัตราส่วนการเงินที่ตัวเลือกด้านขวาของหน้าจอได้ จากรูปภาพจะเห็นว่าข้อมูลจะเป็นงบการเงินแบบย่อที่แสดงข้อมูลโดยสรุปจากงบการเงินฉบับเต็ม ซึ่งก็มีข้อมูลสำคัญที่เราสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้  วิธี คัดงบการเงิน ฉบับเต็ม ถ้าดู งบการเงิน ออนไลน์แล้วรู้สึกว่ายังไม่ละเอียดพอ โดยเราอยากเห็นข้อมูลเชิงลึกบางอย่าง เช่น หมายเหตุประกอบงบการเงิน หรือรายละเอียดสินทรัพย์ หนี้สินแบบแยกรายการ ดังนั้นการ “คัดงบ” หมายถึง การยื่นคำขอรับสำเนาเอกสารงบการเงินอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะได้เอกสารที่เหมือนกับงบที่บริษัทส่งตรวจสอบจริง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า เราสามารถ “ คัดงบการเงินฉบับเต็ม ” ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ที่สามารถชำระเงินและดาวน์โหลดไฟล์ได้ทันที ดังนี้ 1. เข้าเว็บไซต์ และกดปุ่มเลือกเอกสารด้วยตนเอง 2. ค้นหานิติบุคคลที่สนใจด้วยเลขนิติบุคคล 13 หลัก และสามารถเลือกได้มากกว่า 1 นิติบุคคล จากนั้นกดปุ่ม ‘ถัดไป’ 3. จากนั้นกดปุ่ม ‘เลือกเอกสาร’ 4. ในหน้านี้ให้เลือกหัวข้อ ‘ถ่ายเอกสาร (ไม่รับรอง)’ และเลือกประเภทเอกสาร ‘งบการเงิน/บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น’ และให้เลือกติ๊กเอกสารที่ต้องการคัดลอก เช่น แบบนำส่งงบการเงิน รายงานผู้สอบฯ และงบการเงิน จากนั้นให้กดปุ่ม ‘เพิ่มไปยังตระกร้า’ จะได้ผลลัพธ์ตามรูปภาพ และกด ‘ยืนยันการเลือกเอกสาร’ 5. ตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง โดยค่าใช้จ่ายมี 2 รายการ ได้แก่ จากนั้นกด ‘ยืนยันรายการ’ และกด ‘ถัดไป’ 6. เลือกวิธีการระบุชื่อผู้รับเงินบนใบเสร็จรับเงินตามต้องการ 7. สำหรับข้อมูลผู้ทำขอ สามารถเลือกกรอกโดยการเข้าสู่ระบบDBD (ระบบจะขึ้นข้อมูลส่วนตัวให้อัตโนมัติ) หรือเลือกแบบไม่มีบัญชี (ต้องกรอกข้อมูลเอง) ก็ได้ เมื่อกรอกแล้วให้กด ‘ถัดไป’ 8. เลือกช่องทางการจัดส่งเอกสารจะเลือกผ่านวิธีการจัดส่ง (มีค่าใช้จ่าย) หรือไปรับเองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ก็ได้ กรณีเลือกการจัดส่งต้องกรอกที่อยู่เพื่อการจัดส่งเพิ่มเติม 9. กดยอมรับเงื่อนไขการชำระเงิน และกดปุ่ม ‘ยืนยัน’ 10. จากนั้นให้พิมพ์ใบนำชำระเงิน เพื่อไปชำระตาม 4 ธนาคารที่กำหนด หรือชำระผ่าน QR Code ในเอกสารดังกล่าวได้ หลังจากนั้นถือว่าขั้นตอนคัดลอกเสร็จสิ้นและรอรับเอกสาร โดยทั่วไปจะได้รับเอกสารภายใน 1 อาทิตย์ แต่เร็วที่สุดที่เคยได้รับคือภายในวันถัดไป หลังจากที่ได้รับงบการเงินแล้ว สามารถจะนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที เพราะงบการเงินจะเป็นแบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แบบย่อเหมือนใน DBD Warehouse+ สรุปท้ายบทความ อยากรู้สถานะการเงินของธุรกิจ ไม่ยากเลย! แค่ใช้ระบบ DBD DataWarehouse+ ก็สามารถดูงบการเงินเบื้องต้นได้ฟรี เช่น รายได้ กำไร หนี้สิน ฯลฯ แต่ถ้าอยากเจาะลึกมากขึ้น ก็สามารถคัดงบฉบับเต็มโดยมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยหากคุณมีงบอยู่ในมือแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าอ่านตรงไหนก่อน แนะนำอ่านบทความ “ขั้นตอนอ่านงบการเงินง่ายๆ ฉบับผู้ประกอบการมือใหม่” ต่อได้เลย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ม.ค. 2025

PEAK Account

8 min

สเตทเม้น คืออะไร เรื่องที่คนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจควรรู้

สเตทเม้น คือ รายงานการเคลื่อนไหวทางการเงินที่แสดงรายละเอียดการทำธุรกรรมในบัญชี ซึ่งสถาบันการเงินจัดทำให้กับลูกค้าเป็นประจำทุกเดือน และเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้เรารู้และควบคุมการใช้จ่ายได้ รวมถึงยังรู้ว่ารายการเดินบัญชีมีความถูกต้องหรือไม่ ทำให้เราสามารถบริหารจัดการการเงินได้ง่ายและดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งสเตทเม้นเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง และจะสามารถขอสเตทเม้นได้อย่างไรไปดูกัน สเตทเม้น คืออะไร สเตทเม้น คือ เอกสารทางการเงินที่แสดงรายการเดินบัญชีทั้งหมดในช่วงเวลาหนึ่ง โดยปกติจะเป็นรายเดือน ซึ่งจะระบุรายละเอียดของรายการฝาก ถอน โอน หรือชำระเงินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบัญชี พร้อมทั้งแสดงยอดเงินคงเหลือ ณ สิ้นเดือน สามารถใช้อ้างอิงการทำธุรกรรมทางการเงิน การจัดทำบัญชี และการยื่นภาษีได้ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงิน และตรวจสอบว่ารายการเดินบัญชีมีความผิดปกติหรือไม่ รายละเอียดสำคัญที่ปรากฏในสเตทเม้น เอกสารที่รวบรวมข้อมูลสำคัญในการทำธุรกรรมทางการเงินของเรา ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลหลายส่วนที่จะช่วยบริหารการเงินได้ทั้งส่วนบุคคลและธุรกิจ ดังนี้ สเตทเม้นสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง สเตทเม้น คือ ตัวช่วยในการบริหารการเงินที่มีประโยชน์หลายด้าน สามารถใช้ในการติดตามรายรับรายจ่าย การวางแผนการเงิน การจัดทำบัญชี การยื่นภาษี และการขอสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยตรวจสอบรายการเดินบัญชีและการทำงบประมาณว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย ทำให้สามารถควบคุมการเงินได้ดีมากขึ้น ทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล สเตทเม้นเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล ทำให้รู้ว่าตอนนี้จ่ายไปกับอะไรและจ่ายเท่าไหร่บ้าง เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองและปรับปรุงนิสัยการใช้จ่ายเกินความจำเป็นของเราได้ นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการออม การลงทุน รวมถึงการจัดการหนี้สินต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น  จัดทำบัญชีธุรกิจ สเตทเม้นเป็นเอกสารสำคัญในการจัดทำบัญชีธุรกิจ ใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกรายได้และจัดทำงบการเงิน รวมถึงการคำนวณภาษี ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามกระแสเงินสด ตรวจสอบและวิเคราะห์รายการได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ การขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน สเตทเม้นเป็นเอกสารที่สถาบันการเงินใช้ประกอบในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของเรา โดยจะพิจารณาจากความสม่ำเสมอของรายได้ พฤติกรรมการใช้จ่าย การออม และประวัติการชำระเงินต่าง ๆ  การมีสเตทเม้นที่แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินจะเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ การสมัครบัตรเครดิต สเตทเม้นเป็นหลักฐานสำคัญในการสมัครบัตรเครดิต โดยธนาคารจะดูว่าเรามีรายรับเท่าไหร่ เพื่อพิจารณาวงเงินบัตรเครดิต และดูว่าเราสามารถจ่ายหนี้ได้มากหรือน้อยขนาดไหน โดยจะดูจากรายได้เฉลี่ยต่อเดือนว่ามีจำนวนเท่าไหร่และมีความสม่ำเสมอไหม รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัญชีนั้นด้วย วิธีขอสเตทเม้น การขอสเตทเม้นสามารถเลือกทำจากช่องทางต่าง ๆ ได้ตามความสะดวกและบริการของแต่ละธนาคาร โดยช่องทางหลัก ๆ ได้แก่ การขอผ่านแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดสเตทเม้นย้อนหลังได้ฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม หรือเป็นการขอที่ตู้ ATM โดยใช้บัตร ATM/Debit ให้กดเลือกบริการพิมพ์รายการเดินบัญชี หรือการติดต่อที่สาขาธนาคารโดยตรงพร้อมบัตรประชาชนและสมุดบัญชี ทั้งนี้ การขอสเตทเม้นย้อนหลังเกิน 6 เดือนอาจมีค่าธรรมเนียมตามที่แต่ละธนาคารกำหนด และระยะเวลาในการขอย้อนหลังอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละธนาคาร สเตทเม้นคือเอกสารสำคัญมาก ๆ ในการนำมาทำบัญชีธุรกิจ นำมาใช้ขอสินเชื่อและการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยเราสามารถขอได้ตามความสะดวกที่เราแนะนำไปข้างต้นได้เลย แต่สำหรับผู้ที่มีเงินเข้าออกหลายทางการทำบัญชีอย่างละเอียดยังคงมีความสำคัญมาก ๆ  โดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

แคชเชียร์เช็ค คืออะไร ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง วิธีซื้อและใช้ในธุรกิจ

ต้องจ่ายเงินค่าที่ดิน 5 ล้านบาท จะพกเงินสดไปก็ไม่ปลอดภัย โอนผ่านแอปก็เกินวงเงิน ทางออกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “แคชเชียร์เช็ค” เช็คที่ธนาคารเป็นคนออก รับรองว่ามีเงินจ่ายแน่นอน บทความนี้อธิบายว่าแคชเชียร์เช็คคืออะไร ต่างจากเช็คธรรมดายังไง ซื้อที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร ขึ้นเงินยังไง พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่เว็บอื่นไม่มีสอน แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) คืออะไร แคชเชียร์เช็คคือเช็คที่ออกโดยธนาคาร โดยธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อเช็คทันที แล้วออกเช็คในนามของธนาคารให้ผู้ซื้อนำไปมอบให้ผู้รับเงิน จุดสำคัญคือ ธนาคารเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน ไม่ใช่บุคคลหรือบริษัท ทำให้ผู้รับเช็คมั่นใจได้ว่าจะได้เงินแน่นอน ไม่มีปัญหาเช็คเด้งเหมือนเช็คทั่วไป (ยกเว้นธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier’s Check (สะกดแบบอเมริกัน) บางธนาคารเรียกว่า “เช็คของธนาคาร” หรือ “แบงก์ดราฟต์” แคชเชียร์เช็ค ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง แคชเชียร์เช็ค เช็คทั่วไป ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร บุคคล/บริษัท หักเงินเมื่อไร ทันทีที่ซื้อเช็ค เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน โอกาสเช็คเด้ง แทบไม่มี มีได้ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้อง (จ่ายเงินสดซื้อได้) ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียม ~20 บาท/ฉบับ ไม่มี (แต่มีค่าสมุดเช็ค) เหมาะกับ ธุรกรรมใหญ่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ จดทะเบียนบริษัท จ่ายค่าสินค้า/บริการทั่วไป สรุปง่าย ๆ คือ แคชเชียร์เช็คปลอดภัยกว่า เพราะธนาคารการันตีว่ามีเงินจ่ายจริง ส่วนเช็คทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบัญชีมีเงินพอหรือไม่ ณ วันที่นำไปขึ้นเงิน ใช้แคชเชียร์เช็คในสถานการณ์ไหนบ้าง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินมักแนะนำให้ใช้แคชเชียร์เช็คเพราะสะดวกและปลอดภัย ซื้อรถยนต์เงินสด ศูนย์รถยนต์ส่วนใหญ่รับแคชเชียร์เช็คเป็นช่องทางชำระเงินหลัก เพราะยอดเงินสูงเกินวงเงินโอนออนไลน์ของหลายธนาคาร ชำระเงินทุนจดทะเบียนบริษัท เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจขอดูหลักฐานว่ามีเงินทุนจริง ขั้นตอนคือ ผู้เริ่มก่อการต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท แล้วนำเงินค่าหุ้นฝากเข้าบัญชี โดยนิยมใช้วิธีซื้อเช็คแบงก์สั่งจ่ายในนามบริษัทแล้วนำไปฝาก เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเงินทุนจริง ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 5 บาท (ขั้นต่ำ 1 หุ้น × มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117) แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จดทะเบียนที่ 1-5 ล้านบาท ตามความน่าเชื่อถือที่ต้องการ ชำระเงินระหว่างธุรกิจ เมื่อคู่ค้าที่ยังไม่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อนต้องการความมั่นใจ แคชเชียร์เช็คช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ วิธีซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคาร ซื้อได้ที่ทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีกับธนาคารที่ซื้อ (แต่ถ้ามีบัญชีจะสะดวกกว่าเพราะหักจากบัญชีได้เลย) เตรียมข้อมูล: ชื่อผู้รับเงิน (ต้องระบุชัดเจน) จำนวนเงิน และบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุ พร้อมค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละธนาคารคิดใกล้เคียงกัน (ตรวจสอบอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ ธปท.) ธนาคาร ค่าธรรมเนียม/ฉบับ กสิกรไทย 20 บาท กรุงเทพ 20 บาท ไทยพาณิชย์ 20 บาท กรุงไทย 20 บาท บางธนาคารเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเช็คแบงก์ผ่านแอปมือถือหรือ Internet Banking ได้แล้ว โดยไม่ต้องไปสาขา ตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้บริการ รับแคชเชียร์เช็ค พร้อมใบเสร็จรับเงินและต้นขั้วเช็ค เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ข้อควรรู้: ถ้าซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารอาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) เช่น หลักฐานที่มาของเงิน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น บันทึกบัญชีแคชเชียร์เช็คยังไง เมื่อบริษัทซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วส่งมอบให้ผู้รับทันที: รายการ Dr. Cr. เจ้าหนี้การค้า (หรือบัญชีที่จ่าย) XXX เงินฝากธนาคาร XXX เงินถูกหักจากบัญชีทันทีที่ซื้อเช็ค จึงเครดิตเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอจนผู้รับนำเช็คไปขึ้นเงิน กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คไว้แต่ยังไม่ส่งมอบ: รายการ Dr. Cr. แคชเชียร์เช็ครอจ่าย XXX เงินฝากธนาคาร XXX พอส่งมอบเช็คให้ผู้รับแล้ว จึงบันทึก Dr. เจ้าหนี้ / Cr. เช็ครอจ่าย กรณีบริษัทรับเช็คแบงก์จากลูกค้า: รายการ Dr. Cr. เช็ครับ (สินทรัพย์) XXX ลูกหนี้การค้า XXX เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแล้ว จึงบันทึก Dr. เงินฝากธนาคาร / Cr. เช็ครับ สำหรับเช็คแบงก์จะขึ้นเงินได้ทันที (ไม่ต้องรอ clearing เหมือนเช็คทั่วไป) ถ้าเป็นสาขาเดียวกับที่ออกเช็ค สำหรับผู้ใช้ PEAK ระบบมีฟังก์ชันบันทึกเช็ครับ-จ่ายโดยเฉพาะ ไม่ต้องลงรายการด้วยมือ ดูวิธีใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้แคชเชียร์เช็ค สูญหายหรือถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารที่ออกเช็คทันทีเพื่อระงับการจ่ายเงิน แล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นำใบแจ้งความมายื่นกับธนาคารเพื่อขอออกเช็คใหม่ ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บต่างพื้นที่ ถ้านำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดอื่น อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น หมื่นละ 10 บาท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย ต่างจากเช็คทั่วไปที่เจ้าของบัญชีสั่งอายัดได้ ต้องนำตัวเช็คจริง ใบเสร็จ และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่สาขาธนาคารเพื่อทำเรื่องยกเลิกและขอเงินคืน ทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้ ปัจจุบันหลายธุรกรรมที่เคยต้องใช้เช็คแบงก์ สามารถใช้วิธีอื่นแทนได้แล้ว เช่น โอนเงินข้ามธนาคาร (ORFT) สำหรับยอดสูงถึง 2 ล้านบาท/ครั้ง พร้อมเพย์สำหรับยอดไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือบริการ Bulk Payment สำหรับจ่ายหลายรายพร้อมกัน แต่สำหรับธุรกรรมที่ต้องการหลักฐานทางกายภาพ (เช่น จดทะเบียนที่กรมที่ดิน) เช็คแบงก์ยังคงเป็นทางเลือกหลัก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคชเชียร์เช็ค แคชเชียร์เช็คมีอายุกี่วัน หมดอายุไหม ตามป.พ.พ. มาตรา 991 ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ยื่นเกิน 6 เดือนนับจากวันออก ในทางปฏิบัติ ธนาคารส่วนใหญ่แนะนำให้นำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินภายใน 6 เดือน ถ้าเกินกำหนดนี้อาจต้องติดต่อธนาคารเป็นกรณีพิเศษ แคชเชียร์เช็คขึ้นเงินต่างธนาคารได้ไหม ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีที่ธนาคารอื่นได้ แต่ต้องรอ clearing ประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้าต้องการเงินทันทีควรไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดียวกับที่ออกเช็ค ซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ต้องทำยังไง ซื้อได้ แต่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานที่มาของเงิน ควรเตรียมเอกสารไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา แคชเชียร์เช็คเด้งได้ไหม แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ออกเช็ค เงินอยู่ในความดูแลของธนาคาร กรณีเดียวที่อาจเกิดขึ้นคือธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งในประเทศไทยมีระบบกองทุนคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เข้าใจค่าเสื่อมราคา สรุปวิธีคำนวณและอัตราตามกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคา เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไป พูดง่ายๆ ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเหมือนการจ่ายเงินสด แต่กลับส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ และต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต หากไม่มีการคำนวณที่ถูกต้อง ตัวเลขทางบัญชีอาจไม่สะท้อนสภาพจริงของกิจการ และทำให้เจ้าของธุรกิจวางแผนผิดทิศได้โดยไม่รู้ตัว ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดู 5 ด้านสำคัญที่ค่าเสื่อมราคาสะท้อนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้วางแผนการเงินให้แม่นยำขึ้น ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรลดลงตามการใช้งาน สินทรัพย์ถาวรในที่นี้หมายถึงของที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคารสำนักงาน หรือคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 150,000 บาท คาดว่าใช้งานได้ 5 ปีก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่าย 150,000 บาททันทีในเดือนที่ซื้อ ร้านต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 30,000 บาท ตลอด 5 ปี เพื่อให้ต้นทุนกาแฟแต่ละปีสะท้อนการใช้เครื่องจริง สินทรัพย์ถาวร คืออะไร และอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อม สิสินทรัพย์ถาวร คือทรัพย์สินที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ มีตัวตนจับต้องได้ ใช้งานเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้มีไว้ขาย และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี เช่น เครื่องจักรในโรงงาน รถส่งของ หรืออาคารโกดังเก็บสินค้า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ธุรกิจซื้อมาจะต้องคิดค่าเสื่อมราคา ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4(5) กรมสรรพากรกำหนดชัดว่าทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมได้คือ “ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า” นั่นหมายความว่ามีของอยู่ 2 อย่างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเลย ที่ดินไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยสภาพแล้วที่ดินไม่เสื่อมสภาพลงตามการใช้งาน ต่างจากอาคารที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งต้องคิดค่าเสื่อม ส่วนสินค้าคงเหลือก็ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเช่นกัน เพราะสินค้าคงเหลือถูกซื้อมาเพื่อขายต่อ ไม่ใช่เพื่อใช้งานระยะยาว บัญชีจะบันทึกเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออกไปแทน ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพจริงของกิจการใน 5 เรื่องหลัก วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา มีกี่วิธี ค่าเสื่อมราคาคำนวณได้ 4 วิธีหลัก แต่ละวิธีเหมาะกับสินทรัพย์ต่างประเภทกัน วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี สูตรคือ ราคาทุนลบมูลค่าซาก (ราคาที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ได้เมื่อเลิกใช้งาน) หารด้วยอายุการใช้งาน ตัวอย่าง บริษัท ขนส่งไว จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคาทุน 500,000 บาท มูลค่าซากประเมินไว้ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี คำนวณได้ (500,000 ลบ 50,000) หารด้วย 5 เท่ากับ 90,000 บาทต่อปี เท่ากันทุกปีตลอด 5 ปี ดูตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้คิดค่าเสื่อมสูงในปีแรกแล้วค่อยๆ ลดลง โดยใช้อัตราเส้นตรงคูณ 2 แล้วคูณกับมูลค่าคงเหลือต้นปี วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits) เป็นอีกวิธีแบบเร่งค่าเสื่อม เหมาะกับเครื่องจักรหรือยานพาหนะที่มีอายุใช้งานพอสมควรแต่เสื่อมสภาพเร็วในช่วงต้น คำนวณจากผลรวมจำนวนปีมาหารสัดส่วนในแต่ละปี วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงทำงาน (Units of Production) เหมาะกับสินทรัพย์ที่วัดปริมาณการใช้งานได้ชัดเจน เช่น เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงาน คำนวณจากราคาทุนลบมูลค่าซาก หารด้วยจำนวนหน่วยผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุการใช้งาน ตารางเปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา วิธีคำนวณ ลักษณะค่าเสื่อม เหมาะกับสินทรัพย์ เส้นตรง เท่ากันทุกปี อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ยอดลดลงทวีคูณ สูงปีแรก ลดลงเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลรวมจำนวนปี สูงปีแรก ลดลงแบบขั้นบันได เครื่องจักร ยานพาหนะ ตามผลผลิต ผันตามปริมาณใช้งานจริง เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงานได้ อัตราค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย ต้องหักเท่าไร สำหรับการคำนวณภาษี กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 แยกตามประเภทสินทรัพย์ดังนี้ ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร 5 เปอร์เซ็นต์ อาคารชั่วคราว 100 เปอร์เซ็นต์ สิทธิการเช่า (ไม่มีสัญญาต่ออายุ) 100 หารด้วยจำนวนปีอายุสัญญาเช่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสามารถเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ตามอายุการใช้งานจริง แต่ห้ามหักเกินเพดานที่กำหนด (อ้างอิงจากกรมสรรพากร พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) สิทธิพิเศษสำหรับ SME ถ้าธุรกิจมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กฎหมายให้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเร่งด่วนในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ดังนี้ สิทธินี้ช่วยให้ธุรกิจ SME ลดภาษีได้เร็วขึ้นในปีที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ค่าเสื่อมราคา ต่างจากค่าตัดจำหน่ายอย่างไร ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นแนวคิดเดียวกันคือทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้เรียกกับสินทรัพย์คนละประเภท ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือค่าความนิยม (กู๊ดวิล) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท จะบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้ในกิจการราคา 200,000 บาท จะบันทึกเป็นค่าตัดจำหน่ายแทน แม้หลักการคำนวณจะคล้ายกันมาก ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาได้แล้ว ต้องบันทึกบัญชีทุกสิ้นงวดหรือสิ้นปี โดยลงรายการดังนี้ เดบิต (ฝั่งบันทึกรายการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์) ค่าเสื่อมราคา บันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่าย เครดิต (ฝั่งตรงข้ามของเดบิต) ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกในงบแสดงฐานะการเงิน หักจากมูลค่าสินทรัพย์ ตัวอย่างจากร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ที่คำนวณค่าเสื่อมเครื่องชงกาแฟได้ปีละ 30,000 บาท จะบันทึกบัญชีทุกสิ้นปีเป็น เดบิตค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท เครดิตค่าเสื่อมราคาสะสม 30,000 บาท เมื่อครบ 5 ปี ยอดค่าเสื่อมราคาสะสมจะเท่ากับ 150,000 บาท เท่ากับราคาทุนของเครื่องพอดี ค่าเสื่อมราคาสะสมนี้จะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์ของงบแสดงฐานะการเงิน หักลบจากราคาทุนเดิม ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชีที่แท้จริงของสินทรัพย์ในวันนั้น สรุป: จัดการค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนจริง วางแผนลงทุนทันเวลา และใช้สิทธิลดภาษีได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องจำคือ ที่ดินและสินค้าคงเหลือไม่ต้องคิดค่าเสื่อม เลือกวิธีคำนวณให้เหมาะกับประเภทสินทรัพย์ และตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ที่ได้สิทธิหักเร่งด่วนหรือไม่ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ แม่นยำตามกฎหมาย ด้วย PEAK Asset ถ้าไม่อยากคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยมือทุกเดือนPEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกรายงานสินทรัพย์ถาวรได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุน ส่วนค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดสินทรัพย์ หักลบจากราคาทุนของสินทรัพย์นั้นในงบแสดงฐานะการเงิน ค่าเสื่อมราคา คิดยังไงให้เร็วที่สุด วิธีที่คำนวณง่ายและเร็วที่สุดคือวิธีเส้นตรง เอาราคาทุนลบมูลค่าซาก แล้วหารด้วยจำนวนปีอายุการใช้งาน ได้ตัวเลขที่ต้องหักต่อปีทันที เหมาะกับสินทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ต้องการคำนวณซับซ้อน ค่าเสื่อมราคา ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษเรียกว่า Depreciation ส่วนค่าตัดจำหน่ายเรียกว่า Amortization ทั้งสองคำมักถูกใช้แยกกันตามประเภทสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนหรือทุกปี ทางบัญชีสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งรายเดือนและรายปี ขึ้นอยู่กับรอบการปิดงบของธุรกิจ ถ้าต้องการดูตัวเลขกำไรขาดทุนรายเดือนที่แม่นยำ แนะนำให้คิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนแทนการคิดรวมทีเดียวตอนสิ้นปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินทรัพย์ คืออะไร มีกี่ประเภท สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

เปิดงบการเงินมาเจอคำว่า “สินทรัพย์” อยู่แทบทุกหน้า แต่เจ้าของกิจการหลายคนยังแยกไม่ออกว่าอะไรนับเป็นสินทรัพย์ อะไรเป็นแค่ค่าใช้จ่าย ซื้อโน้ตบุ๊กมาทำงานบันทึกบัญชีอย่างไร แล้วต่างจาก “ทรัพย์สิน” ตรงไหน บทความนี้จะตอบทุกคำถามเรื่องสินทรัพย์ที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ไปจนถึงตัวอย่างจริงที่ใช้ได้ทันที สินทรัพย์คืออะไร สินทรัพย์ หรือ Asset ในภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ในมือและสามารถสร้างรายได้หรือเปลี่ยนเป็นเงินได้ ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี สิ่งที่จะนับเป็นสินทรัพย์ทางบัญชีได้ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อพร้อมกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เงินฝากธนาคาร สินค้าที่รอขาย คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน หรือแม้แต่ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ล้วนเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทั้งหมด สินทรัพย์กับทรัพย์สิน ต่างกันตรงไหน หลายคนใช้คำว่า “สินทรัพย์” กับ “ทรัพย์สิน” สลับกัน แต่ทั้งสองคำมีที่มาต่างกัน ทรัพย์สิน (Property) เป็นคำทางกฎหมาย หมายถึงวัตถุทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่ถือครองได้และมีมูลค่าเป็นเงิน เน้นที่ “กรรมสิทธิ์” คือต้องเป็นเจ้าของ สินทรัพย์ (Asset) เป็นคำทางบัญชี มีความหมายกว้างกว่า เพราะเน้นที่ “การควบคุม” ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรที่เช่าการเงินระยะยาว บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่บันทึกในงบการเงินได้เพราะใช้ประโยชน์ตลอดสัญญา จำง่ายๆ ว่าทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ สินทรัพย์มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ในทางบัญชี สินทรัพย์แบ่งได้หลายมุม มุมแรกที่ใช้บ่อยที่สุดคือแบ่งตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ประโยชน์ ได้แก่ หมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดไปภายใน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์กลุ่มนี้บอกถึงสภาพคล่องของธุรกิจว่ามีเงินหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่กิจการถือไว้ใช้งานนานกว่า 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และยานพาหนะ สินทรัพย์กลุ่มนี้ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกปี (ยกเว้นที่ดิน) เพื่อกระจายต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อีกมุมหนึ่งที่ใช้แบ่งคือดูว่าจับต้องได้หรือไม่ สินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) คือของที่จับต้องได้ เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถขนส่ง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือของที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่า เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียน และต้องทยอยตัดมูลค่าตามอายุการให้ประโยชน์ ซื้อของมาเมื่อไรถือเป็นสินทรัพย์ เมื่อไรเป็นค่าใช้จ่าย นี่เป็นคำถามที่เจ้าของ SME สับสนบ่อยที่สุด หลักง่ายๆ คือดูที่ “อายุการใช้งาน” และ “มูลค่า” ถ้าของที่ซื้อมาใช้ได้นานกว่า 1 ปี และมีมูลค่าสูงพอ ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาทุกปี แต่ถ้าของที่ซื้อมาใช้หมดเร็วหรือมูลค่าต่ำ ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กราคา 35,000 บาท คาดว่าจะใช้งาน 3 ปี กรณีนี้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละประมาณ 11,667 บาท แต่ถ้าซื้อหมึกพิมพ์ราคา 500 บาท ใช้หมดภายในเดือน ก็บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย ในทางปฏิบัติ หลายกิจการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ เช่น ของที่มีราคาต่ำกว่า 2,000 บาท ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีแม้ว่าจะใช้ได้นานกว่า 1 ปี สินทรัพย์แสดงในงบการเงินอย่างไร สินทรัพย์แสดงอยู่ฝั่งซ้ายของงบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียกว่างบดุล) โดยเรียงจากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุดไปต่ำสุด เริ่มจากเงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ไปจนถึงที่ดินและอาคาร สมการบัญชีพื้นฐานคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ สมการนี้บอกว่า ทุกอย่างที่ธุรกิจมีต้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง คือกู้ยืมมา (หนี้สิน) หรือเจ้าของลงทุนเอง (ส่วนของเจ้าของ) สมการนี้ต้องสมดุลเสมอ ถ้าไม่สมดุลแสดงว่ามีรายการบันทึกผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีเงินสดในมือ 500,000 บาท สินค้าคงเหลือ 300,000 บาท และอุปกรณ์สำนักงาน 200,000 บาท รวมเท่ากับ 1,000,000 บาท ฝั่งขวาของงบจะแสดงว่าเงิน 1 ล้านบาทนี้มาจากเงินกู้ธนาคาร 400,000 บาท (หนี้สิน) กับเจ้าของลงทุนเอง 600,000 บาท (ส่วนของเจ้าของ) รวมเท่ากับ 1,000,000 บาทเช่นกัน ตัวอย่างสินทรัพย์ของธุรกิจ SME ประเภทธุรกิจ ตัวอย่างสินทรัพย์หมุนเวียน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ร้านค้าส่ง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าในคลัง คลังสินค้า รถขนส่ง ชั้นวาง สำนักงานบัญชี เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้ค่าบริการ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมบัญชี เฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจบริการซ่อมบำรุง เงินสด วัสดุสิ้นเปลืองที่สต็อก เครื่องมือช่าง รถบริการ อุปกรณ์ จะเห็นว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ร้านค้าส่งจะมีสินค้าคงเหลือเป็นตัวหลักในฝั่งหมุนเวียน ขณะที่สำนักงานบัญชีจะมีลูกหนี้ค่าบริการเป็นหลักแทน การจัดหมวดให้ถูกต้องช่วยให้งบการเงินสะท้อนสถานะธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการคำนวณภาษี เพราะรายการที่บันทึกเป็นของใช้ระยะยาวจะตัดค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ต่างจากรายการที่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว หากจัดหมวดผิดอาจทำให้เสียภาษีเกินหรือขาดได้ สรุป: สินทรัพย์คือพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ได้ง่าย คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และแสดงข้อมูลสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทันที ไม่ต้องคำนวณเอง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต่างกันอย่างไร สินทรัพย์มีตัวตนคือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น อาคาร รถยนต์ เครื่องจักร ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่าทางธุรกิจ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียนเหมือนกัน แต่วิธีวัดมูลค่าและการตรวจนับทางบัญชีแตกต่างกัน เพราะของที่จับต้องไม่ได้จะตรวจสอบความมีอยู่จริงได้ยากกว่า ซื้อคอมพิวเตอร์ถือเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกิจการ บางบริษัทกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 2,000 บาท บางแห่งกำหนดที่ 5,000 บาท หากราคาซื้อสูงกว่าเกณฑ์ก็บันทึกเป็นอุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ สินทรัพย์ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร สินทรัพย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Asset (เอียดเซ็ท) เมื่อพูดถึงสินทรัพย์รวมของกิจการจะใช้คำว่า Assets (พหูพจน์) ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนคือ Current Assets และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือ Non-Current Assets ที่ดินเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ที่ดินจัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทมีตัวตน อยู่ในหมวด ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ข้อพิเศษของที่ดินคือไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะที่ดินไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามกาลเวลา สินทรัพย์สำคัญต่อการขอสินเชื่อธุรกิจอย่างไร ธนาคารดูมูลค่าสินทรัพย์ในงบการเงินเพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ กิจการที่มีสินทรัพย์สูงกว่าหนี้สินมากจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อง่ายกว่า นอกจากนี้สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดินหรืออาคาร ยังใช้เป็นหลักค้ำประกันสินเชื่อได้อีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 พ.ย. 2025

PEAK Account

15 min

เคล็ดลับ บริหารสินค้าคงคลัง ป้องกันทุนจม สินค้าขาดสต๊อก

การบริหารสินค้าคงคลัง ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ช่วยจัดการสต๊อกสินค้าให้มีพอขายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับการเงินของกิจการ หากจัดการไม่ดีก็เป็นต้นตอของปัญหาเงินทุนจมที่หลายกิจการกำลังเจออยู่ และเพื่อให้ธุรกิจบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้เรามี 3 สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลังมาแนะนำกัน การบริหารสินค้าคงคลัง คืออะไร? สำคัญอย่างไร? การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) คือ กระบวนการในการจัดการหรือควบคุมสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าของกิจการเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด โดยกระบวนการดังกล่าวจะรวมตั้งแต่การจัดลำดับสั่งซื้อสินค้า การจัดเก็บ ผลิต และจำหน่าย ซึ่งธุรกิจที่ไม่มี การบริหารสินค้าคงคลัง มักพบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือค้างสต๊อก จนนำไปสู่ต้นทุนที่จมหายไปกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยใช้เหตุ หรือหากบริหารสต๊อกสินค้าไม่ดีก็มีโอกาสที่สินค้าจะขาดแคลน ขายดีจนเตรียมของไม่ทัน พลาดโอกาสสร้างรายได้มหาศาล นับเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจต้องเจอหากไม่มีการเตรียมตัวที่ดีมากพอ เกิดอะไรขึ้นถ้าธุรกิจ ไม่บริหารสินค้าคงคลัง สำหรับธุรกิจที่ไม่ได้มีการบริหารสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่ปัญหาที่กระทบในหลายด้านของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นด้านกำไรขาดทุน สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น สูญเสียสภาพคล่องทางการเงิน: สั่งสินค้ามาเยอะเกินไปจนขายไม่ทันกระทบต่อสภาพคล่อง ไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าเป็นเงินได้เร็วมากพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสต๊อกสินค้า เจ้าของกิจการควรเริ่มต้นให้ความสำคัญกับการทำระบบสินค้าคงคลังเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น 3 สิ่งต้องรู้ เพื่อบริหารสินค้าคงคลังให้เงินไม่จม การบริหารสินค้าคงคลังไม่ใช่เรื่องที่ยากอย่างที่เจ้าของกิจการหลายท่านคิด เพราะในปัจจุบันสามารถปรับใช้โปรแกรมต่าง ๆ เข้ามาช่วยจัดการในส่วนนี้ได้ แต่เพื่อวางพื้นฐานการบริหารจัดการสต๊อกให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เรามาดู 3 สิ่งที่ต้องรู้เป็นขั้นตอนเริ่มต้นก่อนไปปรับใช้ในการจัดการสต๊อกสินค้าของกิจการ 1. แยกประเภทกลุ่มสินค้าอย่างชัดเจน (ABC Analysis) อันดับแรกแนะนำให้แยกประเภทกลุ่มสินค้าให้ชัดเจนก่อน โดยเป็นการแบ่งตามมูลค่าและจำนวนของสินค้าแต่ละประเภท โดยใช้วิธีกำหนดเกรดของสินค้าเป็น A B และ C ดังนี้ ซึ่งการจัดอันดับแยกประเภทสินค้าให้ชัดเจนด้วยหลัก ABC Analysis เป็นประโยชน์ในขั้นตอนการบริหารสินค้าคงคลัง เพราะเราจะทราบได้ว่าสินค้าตัวไหนขายดีทำกำไรได้สูง เพื่อให้สามารถสต๊อกสินค้าได้ถูกต้องตามข้อมูลที่มี 2. เข้าใจต้นทุน – คำนวณต้นทุนที่แท้จริง (Cost per Item) การเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าที่มีอยู่ในสินค้าคงคลัง เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้สามารถวางแผนจัดการสินค้าในคลังได้ ซึ่งปัญหาที่หลายธุรกิจมักพบคือ มีการคำนวณต้นทุน แต่ไม่ใช่ต้นทุนจริงที่โดยส่วนใหญ่จะมากกว่าต้นทุนที่ประมาณกันไว้ เพราะมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากตัวสินค้า เช่น ค่าจัดเก็บสินค้า ค่าบรรจุ หรือค่าจัดส่ง เมื่อทราบต้นทุนแท้จริงของสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการก็จะสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบกับยอดขายได้ว่าสินค้าตัวไหนควรเก็บไว้ในคลัง เช่น  นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการบริหารกระแสเงินสดว่าสินค้าชิ้นไหนก่อให้เกิดต้นทุนจมเยอะ ก็สามารถลดจำนวนการสั่งสินค้าประเภทนั้น เพื่อให้มีกระแสเงินสดดียิ่งขึ้นได้ 3. รู้จุดสั่งซื้อ – ตั้งจุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder Point) ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่หลายธุรกิจมองข้าม คือการกำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำ หรือก็คือการที่เจ้าของกิจการรู้ว่าต้องสั่งสินค้าเมื่อไหร่ เพื่อให้พอดีกับจำนวนการสั่งซื้อ สินค้าไม่ขาด และไม่เหลือทิ้งจนต้นทุนจม ช่วยให้การบริหารสินค้าคงคลังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจุดสั่งซื้อซ้ำสามารถคำนวณได้โดยแบ่งเป็นสองขั้นตอนดังนี้ 1. คำนวณ จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย หรือจำนวนสินค้าสำรองขั้นต่ำที่ควรมีเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดแคลนหรือตุนสินค้าไว้มากเกินไป (จำนวนการขายสูงสุดในหนึ่งวัน x ระยะเวลาการรอสินค้าที่นานที่สุด) – (จำนวนสินค้าเฉลี่ยที่ขายได้ในแต่ละวัน x ระยะเวลาการรอสินค้าใหม่ในแต่ละรอบ) = จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย 2. คำนวณ จุดสั่งซื้อซ้ำ (จำนวนที่ขายเฉลี่ยต่อวัน x ระยะเวลารอของ) + จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย = จุดสั่งซื้อซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นการคำนวณหาจุดสั่งซื้อซ้ำของ ธุรกิจ A นำเข้า Gadget จากต่างประเทศ ขายเฉลี่ยต่อวัน 20 ชิ้น และใช้เวลาในการสั่งสินค้าต่อรอบ 5 วัน ส่วนสถิติยอดขายสูงสุดในวันเดียวคือ 50 ชิ้น และเคยใช้ระยะเวลานานสุดในการสั่งสินค้า 7 วัน 1. คำนวณหาจำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย (50 x 7) – (20 x 5) = 250 ชิ้น 2. คำนวณ จุดสั่งซื้อซ้ำ (20 x 5) + 250 = 350 ชิ้น จากการคำนวณข้างต้นพบว่า จุดสั่งซื้อซ้ำของธุรกิจ A คือ เมื่อสินค้าเหลือในคลัง 350 ชิ้น หมายความว่าเมื่อมี Gadget ที่ขายเหลือ 350 ชิ้นในคลังสินค้า ก็ควรสั่งสินค้าเพิ่มทันที ความสำคัญของการกำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำคือ เจ้าของกิจการสามารถวางแผนเพื่อป้องกันสินค้าขาดสต๊อก รวมไปถึงป้องกันไม่ให้สั่งสินค้าเกินความจำเป็นจนทำให้เกิดสินค้าค้างสต๊อกกลายเป็นทุนจม ข้อมูลที่ต้องมี เพื่อจัดการบริหารสินค้าคงคลัง อย่างมืออาชีพ การจัดการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมืออาชีพ จำเป็นต้องมีข้อมูลในมือที่ครอบคลุมครบถ้วน เพราะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ โดยข้อมูลที่ต้องมีประกอบไปด้วยหลัก ๆ 4 ส่วนด้วยกัน ข้อมูลการจัดซื้อ เช่น ระยะเวลาในการรอสินค้า หรือเงื่อนไขการชำระเงิน เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ต้องใช้เพื่อการคำนวณจุดซื้อซ้ำ และสามารถใช้ข้อมูลด้านการชำระเงินเพื่อบริหารกระแสเงินสดได้ด้วย เมื่อเจ้าของกิจการทราบข้อมูลทั้ง 4 ส่วนก็สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ต่อยอดเพื่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือเงินทุนจมได้ ประโยชน์ที่ได้รับ จากการบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การนับสินค้าที่อยู่ในโกดังเท่านั้น แต่คือ “การวางแผนเงินทุนหมุนเวียน” เพื่อให้มีกระแสเงินสดในการทำธุรกิจ ซึ่งการวางแผนที่ดีควรต้องรู้ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าและจุดสั่งซื้อซ้ำที่เหมาะสม ซึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจ 3 ข้อประกอบไปด้วย ซึ่งจาก 3 ข้อข้างต้นก็แสดงให้เห็นว่าการบริหารสินค้าคงคลังเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในระยะยาว ช่วยให้สามารถวางแผนธุรกิจได้ดีมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นวิเคราะห์สินค้ารายตัว ง่ายๆ ด้วย Dashboard บน PEAK การบริหารสินค้าคงคลังสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมที่มีฟีเจอร์รองรับการจัดการส่วนของสต๊อกสินค้า ซึ่งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่สามารถปรับใช้เพื่อช่วยการบริหารสต๊อกสินค้า ที่ใช้งานง่าย ดูได้หลากหลายครอบคลุม เช่น 1. การจัดการสินค้า – วิเคราะห์สินค้ารายตัว ผ่านหน้า Dashboard 2. การจัดการสินค้า – วิเคราะห์ต้นทุนสินค้า ผ่าน รายการเคลื่อนไหวเป็นล็อต 3. การจัดการลูกหนี้ – ดูรายงานอายุลูกหนี้ แบบ Real-Time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก