ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

7 มิ.ย. 2024

PEAK Account

9 min

เทคโนโลยีห้องประชุมสำหรับ SMEs เพื่อการประชุมที่มีประสิทธิภาพ

การประชุมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เนื่องจากการประชุมเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนกลยุทธ์ และตัดสินใจที่สำคัญ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในห้องประชุมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ บทความนี้ PEAK ร่วมกับ OfficeMate จะมาแนะนำเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับห้องประชุม เหมาะสมสำหรับ SMEs เพื่อการประชุมที่มีประสิทธิผลมากขึ้น 1. ควรมีอุปกรณ์เพื่อการประชุมและนำเสนอ การมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันในห้องประชุม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์ที่จำเป็นประกอบด้วย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความสะดวกสบายในการจัดการประชุม นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงถึงความพร้อม และความเป็นมืออาชีพขององค์กร 2. ควรมีระบบการจองห้องประชุม ระบบการจองห้องประชุมเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่มีการประชุมบ่อยครั้ง ระบบการจองห้องประชุมจะช่วยให้การจัดการการใช้ห้องประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระเบียบ ประโยชน์ของระบบนี้มีดังนี้ ลดความซับซ้อนในการจัดการ ระบบการจองห้องประชุมช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการห้องประชุม ผู้ใช้สามารถดูตารางการใช้ห้องประชุม และจองเวลาได้อย่างง่ายดายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยลดปัญหาการจองซ้ำซ้อน หรือความผิดพลาดในการจัดการ เพิ่มความสะดวกสบาย  ระบบการจองที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าจะช่วยเตือนผู้ใช้งานถึงการประชุมที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่านอีเมล หรือแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้ใช้ไม่พลาดการประชุม การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ  ระบบการจองห้องประชุมสามารถช่วยให้ผู้จัดการทรัพยากรเห็นภาพรวมการใช้ห้องประชุม และสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานห้องประชุมเพื่อนำไปปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้ การใช้ระบบการจองห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดการการประชุมได้อย่างมีประสิทธิผล ลดปัญหาความขัดแย้งในการจองห้อง และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน 3. ควรมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การประชุมออนไลน์กลายเป็นสิ่งจำเป็น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยให้การสื่อสาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีสะดุด  ข้อดีของการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การประชุมออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาการเชื่อมต่อขัดข้องหรือสัญญาณหลุด การสื่อสารผ่านวิดีโอคอลจะมีคุณภาพเสียง และภาพที่ชัดเจน ทำให้การประชุมเหมือนกับการประชุมในสถานที่เดียวกัน การทำงานร่วมกันในเวลาจริง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การแชร์ไฟล์ และการทำงานร่วมกันในเวลาจริงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการแชร์เอกสาร ภาพ หรือวิดีโอ การทำงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เสียเวลา การเข้าถึงข้อมูลและแหล่งข้อมูลออนไลน์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้ผู้เข้าร่วมการประชุมสามารถเข้าถึงข้อมูล และแหล่งข้อมูลออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือนำเสนอข้อมูลในที่ประชุม การมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในห้องประชุมจะช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานและการสื่อสาร เทคโนโลยีห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ และ SMEs ที่ต้องการให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิผล การมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ระบบการจองห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการประชุม ลดปัญหา และความขัดข้องในการจัดการการประชุม และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน ดังนั้น การลงทุนในเทคโนโลยีห้องประชุมจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และสำคัญสำหรับการเติบโต รวมถึงความสำเร็จขององค์กร เช็กด่วน! ห้องประชุมของคุณ ยังขาดอุปกรณ์คุณภาพสำหรับห้องประชุมอยู่หรือไม่? OfficeMate มีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่ ?

5 มิ.ย. 2024

PEAK Account

9 min

Happy Workplace สูตรลับสู่ความสำเร็จของ SMEs

ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูง การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และมีความสุข (Happy Workplace) ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีความสุข และประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นสูตรลับที่ช่วยให้ SMEs ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน  บทความนี้ PEAK ร่วมกับ OfficeMate จะพาคุณไปรู้จักกับแนวทางในการสร้าง Happy Workplace ที่เน้นเรื่องการสร้างสุขภาพดี สังคมดี มีความรู้ และการทำงานที่ผ่อนคลายให้แก่พนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจ สร้างเสริมสุขภาพที่ดีแก่พนักงาน สุขภาพของพนักงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หากพนักงานมีสุขภาพดี จะทำให้มีพลังงาน และความสามารถในการทำงานมากขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาพสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การจัดเตรียมพื้นที่ออกกำลังกาย หรือการจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้การสนับสนุนการมีพฤติกรรมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยการจัดหาของว่างที่มีประโยชน์ และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานได้ หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน คือการเลือกใช้เก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (ergonomic chair) หรือ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บจากการทำงาน และอาการปวดต่าง ๆ เช่น อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน เก้าอี้ ergonomic มีการออกแบบที่สามารถปรับระดับได้หลายส่วน เช่น ความสูงของเก้าอี้ พนักพิง และที่วางแขน เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับสรีระของผู้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม การปรับระดับเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ทำให้พนักงานสามารถนั่งทำงานได้ในท่าที่ถูกต้อง และสบายมากขึ้น นอกจากนี้การใช้เก้าอี้ ergonomic ยังช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวมที่ขา และเท้า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว สร้างสังคมที่ดีในที่ทำงาน การสร้างสังคมที่ดีในที่ทำงาน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีความสุข มุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และส่งเสริมการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือ หรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงาน เช่น การจัดงานเลี้ยงหรือกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ จะช่วยให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และมีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น การส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการช่วยเหลือกันในการทำงาน ยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสังคมที่ดีในองค์กรได้ การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการแสดงความคิดเห็นเป็นการแสดงถึงการยอมรับ และความสำคัญของพนักงาน ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น พัฒนาความรู้แก่พนักงาน การพัฒนาความรู้ และทักษะของพนักงานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของธุรกิจ การส่งเสริมให้พนักงานมีโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงาน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ การจัดอบรม หรือการเข้าร่วมสัมมนาต่าง ๆ จึงเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างความรู้ และทักษะให้กับพนักงาน นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรโดยการสนับสนุนให้พนักงานมีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ระหว่างกันเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงาน การให้โอกาสในการพัฒนาทางอาชีพและการสนับสนุนในการศึกษาต่อจะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีอนาคตที่มั่นคง และมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น สร้างบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย การผ่อนคลายเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการทำงาน การให้พนักงานมีเวลาผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การจัดพื้นที่สำหรับการพักผ่อนในที่ทำงาน เช่น ห้องนั่งเล่น หรือสวนหย่อม เป็นวิธีที่ดีในการให้พนักงานได้ผ่อนคลาย และสร้างสมดุลในการทำงาน การจัดกิจกรรมที่สนุกสนาน และการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในการทำงาน เช่น การจัดกิจกรรมสันทนาการ หรือการส่งเสริมการทำงานในบรรยากาศที่เป็นกันเอง จะช่วยให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขในการทำงานมากขึ้น การสร้าง Happy Workplace ที่ดี และมีความสุขเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับ SMEs เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีความสุข และมุ่งมั่นในการทำงาน แต่ยังเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่งในการเติบโต และความสำเร็จของธุรกิจในระยะยาว การส่งเสริมสุขภาพที่ดี การสร้างสังคมที่ดี การหาความรู้ และการผ่อนคลาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ SMEs สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน อย่ารอช้า! มาสร้างพื้นที่ทำงานที่มีความสุขกับ OfficeMate มีอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่

4 มิ.ย. 2024

PEAK Account

8 min

3 วิธีสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยอากาศบริสุทธิ์

ในฐานะผู้ประกอบการ คุณทราบดีว่าสภาพแวดล้อมการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพของพนักงานอย่างไร บรรยากาศที่อึดอัด เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศ ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน PEAK ร่วมกับ OfficeMate สนับสนุนการสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีประสิทธิภาพ พร้อมแชร์วิธีง่าย ๆ เริ่มต้นด้วยอากาศบริสุทธิ์ภายในพื้นที่ทำงาน หรือมุมทำงานในออฟฟิศ เพราะอากาศบริสุทธิ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และลดความเครียด พนักงานจะรู้สึกมีพลัง มีสมาธิ และพร้อมที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ 3 วิธีง่าย ๆ ในการสร้างบรรยากาศการทำงานด้วยอากาศบริสุทธิ์ 1. เปิดหน้าต่าง การเปิดหน้าต่างเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนเข้ามาในออฟฟิศ ควรเปิดหน้าต่างทุกเช้า และปิดเมื่ออากาศร้อนจัดหรือมีมลพิษทางอากาศสูง อย่างไรก็ตาม แต่วิธีนี้อาจไม่เหมาะสมกับออฟฟิศที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศสูง อีกทั้ง เสียงรบกวนจากภายนอก เช่น เสียงรถยนต์ เสียงคน อาจส่งผลต่อการทำงาน 2. ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ช่วยดูดซับสารพิษในอากาศ และปล่อยออกซิเจน ควรวางต้นไม้ไว้ในบริเวณออฟฟิศ ต้นไม้ที่เหมาะกับการปลูกในร่ม เช่น เศรษฐีเรือนใน ลิ้นมังกร และโป๊ยเซียน อย่างไรก็ตาม การปลูกต้นไม้ อาจไม่เพียงพอที่จะขจัดมลพิษทางอากาศทั้งหมด อีกทั้ง การดูแลรักษาต้นไม้ เช่น การรดน้ำ การใส่ปุ๋ย อาจต้องใช้เวลา และความใส่ใจ 3. ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ เครื่องฟอกอากาศจะช่วยขจัดมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ และสารเคมี ควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะกับขนาดพื้นที่ของออฟฟิศ เครื่องฟอกอากาศ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขจัดมลพิษทางอากาศ อีกทั้ง เครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ ๆ ยังมีฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม เช่น การฆ่าเชื้อโรค การควบคุมความชื้น และการฟอกอากาศด้วยไอออนประจุลบ ตัวอย่างเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะกับการใช้งานในออฟฟิศ กับเครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ “Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro” เพราะสุขภาพดีเริ่มต้นที่อากาศบริสุทธิ์ เครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ Xiaomi 4 Pro มี CADR ที่ไร้อนุภาคอยู่ที่ 500 ตร.ม./ชม. และปล่อยลมสะอาดออกมาได้มากสูงสุดถึง 8,330 ลิตร/นาที ให้อากาศบริสุทธิ์แพร่เข้าถึงทุกซอกมุมในบ้าน หรืออาคารสำนักงาน เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในบรรยากาศที่ดีต่อสุขภาพตลอดเวลา หน้าจอแสดงผลแบบ OLED ตั้งค่าง่าย อ่านค่าได้ชัดเจน Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro มีจอแสดงผล และอินเทอร์เฟซที่ควบคุมง่าย แสดงข้อมูลคุณภาพอากาศในอาคารอย่างชัดเจนในรูปแบบไฟเส้นแบบโค้ดสี และยังแสดงข้อมูล PM2.5/PM10 แบบเรียลไทม์ สามารถปรับการตั้งค่าการฟอกอากาศของคุณด้วยปุ่มควบคุมระบบสัมผัสได้อย่างสะดวก เพียงแตะเบา ๆ แค่ครั้งเดียว เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Smart Life ได้อย่างแท้จริง ระบบการกรองแบบทรีอินวันสำหรับการฟอกอากาศคุณภาพสูง เครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ Xiaomi 4 Pro มาพร้อมไส้กรองแบบทรีอินวัน ซึ่งประกอบไปด้วยไส้กรองหลัก ไส้กรองประสิทธิภาพสูงของ Xiaomi และไส้กรองถ่านกัมมันต์คุณภาพสูง โดยไส้กรองทั้งสามจะทำงานร่วมกันเพื่อฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ และดูแลคุณให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ สามารถกรองสสารได้หลายรูปแบบ เช่น ฝุ่นผง ควัน ขนสัตว์ ละอองเกสร หรือเส้นใยจากเสื้อผ้า เป็นต้น นอกจากนั้น ถ่านกัมมันต์คุณภาพดี มีอัตราการดูดซับสูง ช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อดูแลอากาศให้สดชื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหาร กลิ่นสัตว์เลี้ยง หรือฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน Xiaomi Smart 4 Pro ก็จัดการได้อยู่หมัด การควบคุมเครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะได้ทุกที่ ทุกเวลา ควบคุมการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ เสียวหมี่ 4 Pro ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชัน Mi Home/Xiaomi Home ที่เป็นเหมือนรีโมทคอนโทรล ควบคุมการทำงานระยะไกลในขณะที่คุณอยู่นอกบ้าน สามารถปรับการตั้งค่าต่าง ๆ ได้สะดวก มีฟังก์ชันตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่อง และแจ้งเตือนการเปลี่ยนไส้กรองตามระยะเวลาที่แนะนำ เพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการกรอง นอกจากนั้น ยังสามารถตั้งค่าล็อกการทำงาน หากคุณอยู่ภายในบ้าน หรือสำนักงาน แต่ไม่อยากเสียเวลาหาอุปกรณ์การควบคุม เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi 4 Pro นี้ยังรองรับการสั่งการด้วยเสียง โดยใช้งานร่วมกับ Google Assistant หรือ Alexa ได้อย่างสะดวกสบาย การสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของคุณ การลงทุนในเครื่องฟอกอากาศ จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ในการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลดีต่อสุขภาพ และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในระยะยาว อย่ารอช้า! นอกจากเครื่องฟอกอากาศแล้ว OfficeMate ยังมีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่

27 มี.ค. 2024

PEAK Account

12 min

เฟอร์นิเจอร์สำคัญ เปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้มีประสิทธิภาพได้

ประเด็นสำคัญ เฟอร์นิเจอร์สำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การจัดพื้นที่ทำงานให้เหมาะสมเปรียบเสมือนการวางรากฐานการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพ โดยเฟอร์นิเจอร์ 3 ชิ้นหลักที่มีความสำคัญต่อการทำงาน ได้แก่ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ทำงาน และลิ้นชักใส่ของ เปรียบเสมือนอาวุธคู่กายที่จะช่วยให้การทำงานของคุณราบรื่น สะดวกสบายมากขึ้น 1. โต๊ะทำงาน การเลือกใช้โต๊ะทำงานควรให้ความสำคัญกับขนาดที่เหมาะสม หากมีพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ กว้างขวาง ไม่ควรเลือกโต๊ะที่แคบจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกอึดอัด เคลื่อนไหวลำบาก ให้เลือกโต๊ะทำงานขนาด 160 x 80 ซม. ก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับห้องที่มีพื้นที่ทำงานจำกัด หากเลือกโต๊ะที่เล็กเกินไป อาจทำให้วางของได้ไม่เพียงพอ ทางที่ดีควรเลือกโต๊ะทำงานขนาด 120 x 60 ซม. ถึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากขนาดโต๊ะแล้ว ความสูงของโต๊ะก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกโต๊ะทำงานที่สามารถปรับระดับได้ เพื่อให้เหมาะกับสรีระของผู้ใช้งาน ช่วยให้นั่งทำงานได้อย่างสบาย โดยไม่ต้องก้มหรือโน้มตัวมากเกินไป ทั้งนี้ โต๊ะทำงานที่วัสดุทนทาน ทำความสะอาด และดูแลรักษาง่าย จะช่วยยืดอายุการใช้งาน ให้คุณนั่งทำงานกับโต๊ะตัวโปรดได้นานยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนโต๊ะบ่อยๆ ให้สิ้นเปลือง OfficeMate แนะนำโต๊ะที่เหมาะสมสำหรับทำงาน โต๊ะทำงานที่ดีจะส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ประสิทธิภาพในการทำงาน และบรรยากาศการทำงาน แนะนำโต๊ะทำงานเฟอร์ราเดค รุ่น ST120DA-P จาก OFM ช่วยปรับให้ท่านั่งให้ถูกต้อง ลดอาการปวดเมื่อย คุ้มค่าเกินราคา โต๊ะทำงานที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: nbsp; 2. เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้ทำงานที่เหมาะกับการนั่งทำงานตลอดวัน ควรมีพนักพิงที่รองรับส่วนโค้งตามธรรมชาติของหลังส่วนล่าง รองรับช่วงเอวให้กระดูกสันหลังของผู้นั่งอยู่ในแนวตรง และควรปรับระดับความสูง พนักพิง หรือที่วางแขนได้ เพื่อรองรับสรีระของผู้ใช้งาน ช่วยให้นั่งทำงานได้อย่างสบาย ลดอาการปวดหลัง คอ และลดความเมื่อยล้า นอกจากนี้ วัสดุของเก้าอี้ควรเป็นวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี และทำความสะอาดง่าย เช่น ผ้าตาข่าย ช่วยให้นั่งทำงานได้นานโดยไม่รู้สึกอึดอัด หรือเลือกเก้าอี้ที่มีฟังก์ชันโยกเอน ช่วยให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานได้ OfficeMate แนะนำเก้าอี้สุขภาพที่เหมาะสมสำหรับทำงาน การนั่งทำงานในท่าที่ถูกต้อง ช่วยให้มีสมาธิ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เก้าอี้ Haru ช่วยให้คุณนั่งทำงานได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาการปวดเมื่อย ส่งผลให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับงานมากขึ้น เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของคุณ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: nbsp; 3. ชั้นวางของ โต๊ะทำงานที่รก ไม่เป็นระเบียบ อาจสะท้อนถึงความคิด และการทำงานที่ยุ่งเหยิง การจัดระเบียบพื้นที่ทำงานด้วยลิ้นชักเก็บของที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่งานที่มีประสิทธิภาพ และความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น การมีลิ้นชักวางของดีๆ จะช่วยเก็บของให้เป็นระเบียบ หาง่าย และช่วยให้โต๊ะทำงานดูเรียบร้อยขึ้น เริ่มจากการเลือกลิ้นชักให้เหมาะสมกับพื้นที่ทำงาน โต๊ะทำงานขนาดเล็กควรเลือกตู้ลิ้นชักแบบกะทัดรัด สูงไม่เกินระดับสายตา ช่วยให้หยิบจับของสะดวก เช่น ตู้ลิ้นชัก 2-3 ลิ้นชัก วางซ้อนกัน หรือตู้ลิ้นชักแบบติดใต้โต๊ะ ส่วนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ให้เลือกตู้ลิ้นชักที่มีหลายลิ้นชัก เก็บของได้มากขึ้น เช่น ตู้ที่มี 4-5 ลิ้นชัก หรือตู้ลิ้นชักแบบตั้งพื้นความสูงเหนือโต๊ะ เป็นการเพิ่มพื้นที่ในการเก็บของไปในตัวด้วย ควรเลี่ยงลิ้นชักที่ใหญ่เทอะทะ กีดขวางการทำงาน และมีน้ำหนักมากจนเกินไป ทำให้ไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย รวมถึงไม่ควรเลือกลิ้นชักที่แคบ ความจุไม่เพียงพอต่อการเก็บของ เพราะหากวางของจนแน่นเกินไป อาจทำให้ลิ้นชักพังเสียหาย หรือหยิบจับสิ่งของได้ไม่สะดวก OfficeMate แนะนำลิ้นชักใส่ของที่เหมาะสมสำหรับห้องทำงาน ลิ้นชักเปรียบเสมือนผู้ช่วยตัวจิ๋วสำหรับโต๊ะทำงาน ช่วยเก็บของให้เป็นระเบียบ หยิบจับสะดวก เพิ่มพื้นที่ทำงานให้กว้างขวางขึ้น การเลือกลิ้นชักที่เหมาะสม จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และราบรื่น OFM แนะนำตู้ลิ้นชักเหล็กล้อเลื่อน 3 ชั้น สีขาว เฟอร์ราเดค ตอบโจทย์คุณ! หมดปัญหาของรก หาของไม่เจอ พร้อมเพิ่มพื้นที่ทำงานได้อีกเยอะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: nbsp; สรุป นอกจากเฟอร์นิเจอร์ 3 ชิ้นหลักแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน เช่น แสงสว่าง การระบายอากาศ และการตกแต่งพื้นที่ทำงาน ช่วยเพิ่มประสบการณ์การทำงานที่ดีขึ้น หากไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง อาจลองเอาคำแนะนำที่ OfficeMate นำมาฝากไปปรับใช้กับพื้นที่ทำงานของคุณได้  หากต้องการเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่ช่วยให้พื้นที่ทำงานของคุณดูเป็นระเบียบ สะดวก สบาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้ามาเลือกดูได้ที่ OfficeMate เมื่อกิจการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่จะช่วยสร้างพื้นที่การทำงานที่มีประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว ต้องการบันทึกค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้เป็นรายจ่ายของบริษัทอย่างครบถ้วน ถูกต้อง แม่นยำแล้ว PEAK โปรแกรมบีญชีออนไลน์ คือ คำตอบของการทำงานบัญชีที่มีประสิทธิภาพ

27 มี.ค. 2024

PEAK Account

7 min

ตู้เอกสาร จัดเก็บให้เป็นระเบียบได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญ  5 เคล็ดลับจัดเก็บตู้เอกสารอย่างมืออาชีพ 1. คัดแยกเอกสาร การจัดระเบียบตู้เอกสารควรเริ่มต้นด้วยการคัดแยกเอกสาร แยกประเภทให้ชัดเจนว่าเอกสารไหนสำคัญ ควรเก็บไว้ เอกสารไหนไม่จำเป็น เช่น ใบปลิว โฆษณา เอกสารเก่าที่หมดอายุ ควรทิ้ง หรือนำไปรีไซเคิล รวมถึงควรแยกเอกสารตามวันที่ โดยเรียงลำดับจากเก่าไปใหม่ ไม่ควรเก็บไว้รวมกัน สำหรับเอกสารสำคัญ ก็ควรแยกประเภทให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน เช่น ใบเสร็จรับเงิน แยกเป็นปี 2567, 2566 หรือหากเป็นเอกสารสัญญา ใบทะเบียน ประกัน ให้แยกเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน 2. ตั้งระบบการจัดเก็บให้หาง่าย สะดวก รวดเร็ว เลือกวิธีจัดเก็บเอกสารที่เหมาะสมกับการใช้งานของตนเอง และควรเลือกให้เหมาะกับชนิดของเอกสารที่จัดเก็บด้วย เช่น  เหมาะสำหรับเอกสารไม่หนามาก รวมถึงเอกสารที่หยิบเข้า-ออกบ่อยครั้ง เพื่อให้หาง่าย และสามารถหยิบออกมาใช้งานได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับเอกสารจำนวนมาก ไม่ควรใส่ซองบางๆ เนื่องจากเอกสารมีความหนา จึงต้องการความแข็งแรงของแฟ้มมารองรับปริมาณเอกสาร เหมาะสำหรับเอกสารเก่า ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือเอกสารที่ต้องกำจัด ที่สำคัญ อย่าลืมติดชื่อเอกสารไว้หน้ากล่อง เพื่อความสะดวกต่อการทำลาย หรือนำไปรีไซเคิล ทั้งนี้ ควรตั้งชื่อหมวดหมู่ให้ชัดเจน สื่อความหมายที่เข้าใจง่าย จัดเรียงเอกสารตามลำดับ เช่น ลำดับตัวอักษร และลำดับวันที่ 3. เก็บเอกสารในตู้ที่เหมาะสม ตู้เอกสารที่เหมาะสมควรจะปลอดภัย ให้เลือกตู้เอกสารที่มีขนาดพอเหมาะกับจำนวนเอกสาร ไม่เล็กจนแน่นเกินไป หรือใหญ่จนเหลือพื้นที่ว่างมากเกินไป และควรเลือกตู้ที่มีชั้นวาง มีพื้นที่แบ่งเป็นช่องสำหรับเก็บเอกสารแต่ละหมวดหมู่ 4. ทำความสะอาดตู้เอกสารเป็นประจำ สุขอนามัยดีของตู้เก็บเอกสาร ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีของผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรรักษาความสะอาดของตู้ รวมถึงบริเวณโดยรอบตู้เอกสารด้วยเป็นอย่างดี เช่น เช็ดฝุ่นทั้งด้านใน และด้านนอกตู้เอกสารอย่างน้อยเดือนละครั้ง จัดเก็บเอกสารให้เรียบร้อย ไม่วางซ้อนกันจนยุ่งเหยิง หมั่นกำจัดเอกสารที่ไม่จำเป็น และไม่ควรนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นเข้าไปรวมกับเอกสาร เพื่อไม่ให้ตู้ล้น จนไม่มีพื้นที่จัดเก็บเอกสารจำเป็น 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดเก็บเอกสาร ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และชาญฉลาด ช่วยเก็บเอกสาร พร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน แถมยังมีให้เลือกหลากหลาย และใช้ฟรีอีกด้วย OfficeMate แนะนำให้เก็บเอกสารด้วยวิธีที่ง่าย และรวดเร็ว ด้วยการสแกนเอกสารสำคัญเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือ Cloud Storage เช่น Google Drive, Dropbox ตั้งชื่อไฟล์ให้ชัดเจน ค้นหาได้ง่าย ที่สำคัญควรสำรองข้อมูลไว้เป็นประจำ เพื่อป้องกันเอกสารเสียหาย หรือสูญหาย สรุป การจัดตู้เอกสารให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารที่ใช้ในการทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ดังนั้น เราจึงควรจัดระบบการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ และเลือกวิธีการจัดเก็บเอกสารที่เหมาะสมกับการใช้งาน อย่ารอช้า! มาเริ่มจัดการตู้เอกสารของคุณให้เป็นระเบียบ เริ่มต้นด้วย 5 ขั้นตอนง่ายๆ จาก OfficeMate ได้เลย หรือใครยังหาตัวช่วยจัดเก็บเอกสารเพิ่มเติม OfficeMate ยังมีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับคุณ พร้อมมอบประสบการณ์ในการจัดเก็บเอกสารที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่ OfficeMate นอกจากการจัดเก็บเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การสร้างเอกสารสำคัญทางธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกบิลเงินสด, ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารบัญชีต่างๆ ได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ในไม่กี่ขั้นตอน สร้างเอกสารทางธุรกิจ ครบถ้วน ถูกต้อง แม่นยำ ป้องกันปัญหาอย่างมืออาชีพ

24 ม.ค. 2024

PEAK Account

12 min

เช็กลิสต์มาตรการรัฐ สร้างการเติบโตของธุรกิจในยุคดิจิทัล

เมื่อโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันก็ต้องมีการปรับตัวให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เช่น เรื่องช่องทางการขาย การชำระเงิน การจัดการบัญชี ภาษีต่างๆ ก็มีการนำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยสร้างการทำงานในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น โดยรัฐบาลเองมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ดังตัวอย่างของมาตรการภาครัฐต่อไปนี้ที่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ e-Payment ชำระเงิน สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ทุกธุรกิจ    ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มาตรการภาครัฐที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้มีระบบรองรับการชำระเงินทางออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับการใช้งานเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการการเงินและทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการที่นำระบบ e-Payment มาใช้ในธุรกิจ นอกจากจะเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้าแล้ว ยังเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการเงินของธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  สำหรับเงื่อนไขของกฎหมายภาษี  e-Payment เป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการ ร้านค้าต่างๆ ควรศึกษารายละเอียดอย่างแม่นยำ เพื่อการปฏิบัติทางกฎหมายที่ถูกต้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ที่มีสาระสำคัญคือการกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-wallet ต้องรายงานข้อมูลผู้มีบัญชีธุรกรรมเฉพาะให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล โดยมีเงื่อนไขดังนี้       e-Tax Invoice ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัล e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นมาตรการภาครัฐในการออกใบกํากับภาษีในรูปแบบใหม่ที่กรมสรรพากรได้พัฒนาขึ้นมาใช้แทนการออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษ โดยจะปรับเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมดเป็นในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางระบบออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงกรมสรรพากรได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านช่องทางอีเมล หรือเว็บไซต์กรมสรรพากรได้ในทันท่วงที ไม่ต้องจัดเตรียม และรวบรวมใบกํากับภาษีแบบกระดาษอีกต่อไป นอกจากนั้นการจัดทำใบกำกับภาษีอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจอีกหลายประการ ได้แก่ การลดต้นทุนแฝงอย่างเช่น ค่ากระดาษ ค่าหมึกพิมพ์ ค่าจัดส่ง ค่าจัดเก็บใบกำกับภาษี การป้องกันเอกสารสูญหายหรือได้รับความเสียหาย นอกจากนั้น e-Tax Invoice ยังรองรับสิทธิประโยชน์จากทางภาครัฐ อย่างโครงการ การช้อปดีมีคืนในปี 2566 และล่าสุดกับโครงการ Easy E-Receipt เป็นต้น โดย e-Tax Invoice นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. e-Tax Invoice by Time Stamp เป็นระบบการจัดทำใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (Time Stamp) เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกรมสรรพากรกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีรายได้ ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หรือมีการออกใบกำกับภาษีจำนวนไม่มาก ได้ตระหนักถึงความสะดวกของการออกและใช้งานใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสำหรับผู้ประกอบการที่จะพัฒนาไปสู่ระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต  2. e-Tax Invoice & e-Receipt เป็นระบบที่กรมสรรพากรพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบการจัดทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และใบเสร็จรับเงินในรููปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ส่งมอบให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการด้วยช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ตกลงกัน รวมถึงการนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรผ่านช่องทางที่กรมสรรพากรกำหนดด้วย Easy E-Receipt  โอกาสสำหรับผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล Easy E-Receipt คือ โครงการลดหย่อนภาษีประจำปี 2567 ที่กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า e-Tax Invoice และ e-Receipt ที่ได้รับจากการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีในปีภาษี 2567 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีเงื่อนไขการใช้จ่ายดังต่อไปนี้ 1. ต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2. ซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น 3. ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง จำนวนไม่เกิน 50,000 บาท นับเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่จะสร้างการขายสินค้าและบริการตามที่โครงการกำหนด 2 มาตรการภาษี  โอกาสดีๆ สำหรับผู้ประกอบการ เป็นการขยายเวลาต่อเนื่องสำหรับมาตรการภาครัฐที่กำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์และส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax รวมถึงหักรายจ่ายค่าบริการระบบดังกล่าวได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 – 31 ธันวาคม 2568  มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e-Withholding Tax ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 -31 ธันวาคม 2568” จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เหลืออัตราร้อยละ 1 ทั้ง 2 มาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการลดต้นทุนในการจัดทำและการจัดเก็บเอกสาร รวมทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาดำเนินมาตรการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายได้อีกด้วย PromptBiz  ตอบโจทย์ธุรกิจดิจิทัล สร้างระบบการทำงานแบบมืออาชีพ PromptBiz คือ โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินกลางสำหรับภาคธุรกิจ ทำให้เกิดการทำธุรกิจแบบดิจิทัลที่สามารถข้ามธนาคารได้อย่างครบวงจร โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลการค้าและการชำระเงิน ตั้งแต่ข้อมูลใบแจ้งหนี้ การวางบิล การชำระเงิน จนถึงการออกใบเสร็จ โดย PromptBiz จะมีบริการ 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ บริการด้านการค้าและการชำระเงิน และบริการด้านสินเชื่อ PromptBiz จะเปลี่ยนเอกสารทางการค้าจากรูปแบบกระดาษมาเป็นเอกสารดิจิทัลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางบิล รับวางบิล ตรวจสอบความถูกต้อง และชำระเงินผ่านแพลตฟอร์ม พร้อมจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมไปถึงการทำรายการหักและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ  ขณะเดียวกันระบบ PromptBiz จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ได้เป็นอย่างดี

31 ต.ค. 2023

PEAK Account

12 min

บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล รูปแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด

จากความเห็นของผู้เขียน ปัจจุบันการจัดตั้งในรูปแบบบริษัทจำกัดมีความยืดหยุ่นในเรื่องผู้ก่อตั้งที่เริ่มต้นเพียง 2 คนเท่านั้น โครงสร้างทุนสะดวกต่อการระดมทุน และมีการจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้นกรณีบริษัทล้มละลาย อีกทั้งไม่มีความแตกต่างในเรื่องอัตราภาษีเมื่อเทียบกับการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จากบทความ ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลประหยัดภาษีที่สุด? (สำหรับท่านผู้อ่านที่อยากเป็นนิติบุคคลให้อ่านอันนี้) มีผู้อ่านหลายท่านสอบถามเข้ามาว่าถ้าอยากเป็นนิติบุคคลบ้าง จะต้องเลือกรูปแบบการจัดตั้งแบบไหนที่เหมาะกับเรา? มีข้อมูลอะไรที่สามารถศึกษาได้เบื้องต้นได้ก่อน?  ครั้งนี้ผมจึงพาทุกคนมารู้จักประเภทของนิติบุคคลสำหรับบุคคลธรรมดาที่กำลังอยากปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจมาเป็นนิติบุคคลว่ามีตัวเลือกอะไรบ้าง ผมขอแนะนำ 2 รูปแบบกิจการที่เป็นที่นิยมในการดำเนินการในรูปแบบนิติบุคคล นั้นก็คือ รูปแบบบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ทำความเข้าใจรูปแบบกิจการ 1. บริษัทจำกัด เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะคุ้นเคยกับรูปแบบนี้ที่สุด เพราะสามารถพบเห็นกันได้ทั่วไป และกว่า 80% ของนิติบุคคลที่จัดตั้งในปี 2565 เป็นรูปแบบบริษัท ซึ่งพอจะประมาณได้ว่ารูปแบบนี้ได้รับความนิยมเลยทีเดียวครับ 2. ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล จากข้อมูลจำนวนนิติบุคคลที่จัดตั้งใหม่ในปี 2565 ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือ DBD ระบุว่ามีสัดส่วนของห้างหุ้นส่วนเพียง 20% ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนใหม่ แต่บางคนอาจเกิดคำถามหรือเคยเห็นทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และห้างหุ้นส่วนจำกัดว่าแตกต่างกันอย่างไร ขอสรุปง่ายๆ ว่าแตกต่างกันที่ความรับผิดชอบในหนี้สินของกิจการ โดยห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนจะมีเพียงเฉพาะหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดในหนี้สินของกิจการ แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจะหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ หุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิดในหนี้สินของกิจการ สรุปแล้วจดบริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดีกว่ากัน? หลังจากที่เราได้เข้าใจลักษณะเบื้องต้นของแต่ละรูปแบบกิจการไปแล้ว ต่อไปก็เป็นท่านที่ต้องเลือกและตัดสินใจว่าแบบไหนที่เราสนใจ ในส่วนที่ทั้งบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเหมือนกันคือ การจัดทำบัญชีต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และกรมสรรพากร (RD) และด้านภาษีก็ต้องจัดทำให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร ซึ่งเสียอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราเดียวกัน สำหรับในเรื่องที่แตกต่างที่ต้องพิจารณา ผมจะให้แนวทางเบื้องต้นไว้ 4 เรื่อง ดังนี้ 1. ด้านความน่าเชื่อ 1.1 การรับรู้โดยทั่วไป(Public Perception) : คนทั่วไปมักมองว่าบริษัทจำกัดมีความน่าเชื่อถือกว่า และรูปแบบนี้ก็เป็นที่นิยมในระดับสากลเช่นกัน ขณะที่รูปแบบห้างหุ้นส่วนคนบางส่วนมองเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจครอบครัว เพราะในอดีตการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจะทำได้ง่ายกว่าบริษัทจำกัด 1.2 ความรับผิดทางกฎหมาย : ในมุมมองของเจ้าหนี้การค้าจะคาดหวังเงินจากการค้าขายเมื่อครบเครดิตเทอม แต่ถ้าบริษัทจำกัดต้องปิดตัวลง เจ้าหนี้อาจได้รับเงินคืนไม่เต็มจำนวนเพราะถ้าหนี้สินที่บริษัทไม่สามารถจ่ายได้ ผู้ถือหุ้นไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ขาด แต่ห้างหุ้นส่วนจะมีหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดที่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินส่วนนี้เพิ่ม กรณีที่เงินทุนของห้างหุ้นส่วนไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้สิน 2. ด้านความยืดหยุ่น 2.1 การรับรองงบการเงิน : บริษัทจำกัดถูกบังคับให้ต้องมีการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่ออนุมัติงบการเงินและส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ภายในระยะเวลาที่กำหนด ขณะที่ห้างหุ้นส่วนไม่ได้มีข้อกำหนดนี้ 2.2 การบริหารงาน : บริษัทจำกัดสามารถแต่งตั้งบุคคลภายนอกเป็นกรรมการบริษัทเพื่อบริหารงานในองค์กรได้ ขณะที่ห้างหุ้นส่วนต้องเป็นหุ้นส่วน (เฉพาะประเภทรับผิดไม่จำกัด) เท่านั้นที่จะสามารถบริหารงานในองค์กรได้ 2.3 การขยายกิจการ : รูปแบบการลงทุนเป็นทุนเรือนหุ้นของบริษัทจำกัดซึ่งเอื้อต่อการขยายกิจการ และการระดมทุนจากบุคคลภายนอกได้ง่ายกว่า อีกทั้งสามารถแปรสภาพไปเป็นบริษัทมหาชนได้ง่ายเพราะมีรูปแบบการลงทุนเป็นหุ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ห้างหุ้นส่วนมีรูปแบบการลงทุนตามสัดส่วนจำนวนเงินที่นำมาลงทุนซึ่งยากต่อการระดมทุนมากกว่า 2.4 การเลิกกิจการ : ห้างหุ้นส่วนถือคุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นสำคัญ เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเสียชีวิตอาจทำให้ห้างหุ้นส่วนต้องเลิกกันได้ (ยกเว้นมีหุ้นส่วนคนอื่นๆ ตกลงเข้ารับซื้อหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นแทน) ขณะที่บริษัทจำกัดถือเรื่องทุนเป็นสำคัญ ไม่ได้มีข้อจำกัดในเรื่องนี้ เมื่อผู้ถือหุ้นเสียชีวิตไม่เป็นเหตุให้บริษัทต้องเลิกกัน 2.5 สิทธิที่ตกแก่ทายาท : สำหรับบริษัทจำกัดเมื่อผู้ถือหุ้นเสียชีวิต ความเป็นผู้ถือหุ้นจะตกทอดไปยังทายาททันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 และ 1600 ขณะที่ห้างหุ้นส่วนเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนเสียชีวิต ความเป็นหุ้นส่วนจะไม่ตกทอดเป็นมรดกไปยังทายาทเพราะถือว่าเป็นสิทธิเฉพาะตน 3. ความรับผิดในหนี้สินของกิจการ เมื่อเกิดกรณีที่หนี้สินของบริษัทมากกว่าสินทรัพย์หรือทุนของกิจการ บริษัทจำกัดจะถูกกำหนดให้รับผิดชอบในหนี้สินบริษัทไม่เกินกว่าค่าหุ้นที่ต้องชำระ กล่าวง่ายๆ คือ ถ้าหนี้สินมีมากกว่าทุน เจ้าของก็รับผิดชอบต่อบรรดาหนี้สินต่างๆ ไม่เกินกว่าจำนวนทุนที่ต้องชำระ แต่ในกรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะมีหุ้นส่วนประเภทที่ไม่จำกัดความรับผิดทำให้เมื่อต้องชำระหนี้สินของห้างหุ้นส่วนแต่ทุนไม่เพียงพอหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดก็ต้องรับผิดชอบในหนี้สินส่วนที่เหลือด้วย ตัวอย่าง : ห้างหุ้นส่วนเจริญจำกัด มีนาย ก เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด และนาย ข เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด ต่อมาห้างหุ้นส่วนล้มละลาย ห้างฯ มีหนี้สินที่ค้างชำระจากการล้มละลายจำนวน 10 ล้านบาท นาย ก ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องรับผิดชอบในการชำระหนี้จนหมด ส่วนนาย ข กรณีที่ชำระเงินตามจำนวนที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างฯ ครบถ้วนแล้ว ไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้สินที่เหลืออีกเนื่องจากเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด 4. ค่าธรรมเนียมจดจัดตั้ง กรณีจดจัดตั้งบริษัทจำกัดจะมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนค่อนข้างมาก อาจเพราะรูปแบบบริษัทจำกัดต้องมีการจัดทำรายงานการประชุมหรือเอกสารทางกฎหมาย และรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า รวมทั้งในอดีตบริษัทจำกัดต้องใช้ผู้เริ่มก่อตั้งถึงเจ็ดคน เลยอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าธรรมเนียมจดจัดตั้งสูงกว่าห้างหุ้นส่วน จากความเห็นของผู้เขียน ปัจจุบันภาพรวมการจัดตั้งในรูปแบบบริษัทจำกัด มีความยืดหยุ่นและมีความน่าเชื่อถือที่มากกว่า อีกทั้งไม่มีความแตกต่างในเรื่องอัตราภาษี หรือความแตกต่างในเรื่องของจำนวนผู้ก่อของบริษัทจำกัดอย่างที่เคยเป็นในอดีตแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผู้อ่านต้องใช้ดุลยพินิจหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจในการเลือกรูปแบบนิติบุคคลอีกครั้งอย่างถี่ถ้วน หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณยังไม่แน่ใจ หรือยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกรูปแบบนิติบุคคลไหน แต่อยากได้คนที่ช่วยให้คำปรึกษาหรือช่วยเรื่องการจดจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ PEAK เรามีพันธมิตรสำนักงานบัญชีมากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่วยดูแลคุณ สนใจ คลิก

31 ต.ค. 2023

จักรพงษ์

12 min

ทำธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแบบไหนดีที่สุด?

ถ้าเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยทุนจำนวนน้อย ความเสี่ยงต่ำ หรือไม่แน่ใจในการเติบโตของธุรกิจ การดำเนินธุรกิจในรูปแบบเป็นบุคคลก็เหมาะสมและเพียงพอ แต่ถ้าอยากขยายธุรกิจ ต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือเพื่อระดมทุน อยากจำกัดความเสี่ยงของผู้ลงทุน การทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลจะได้ประโยชน์มากกว่า ผู้ประกอบการอาจเคยได้ยินมาว่า “พอเราทำธุรกิจแล้วมีรายได้หรือกำไรถึงจุดหนึ่ง เราควรเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน” ข้อความนี้เป็นจริงหรือไม่? ผมขอบอกว่า ไม่จริงเสมอไป เพราะมันอยู่ที่หลายปัจจัย ทั้งด้านบริหารธุรกิจ หรือด้านการประหยัดภาษี การตัดสินใจเลือกลักษณะการดำเนินธุรกิจไม่ได้มองแค่ในมุมของตัวเลขหรือจำนวนเงินเท่านั้น แต่ต้องมองให้รอบถึงมุมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เราเลือกด้วย วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมาเจาะลึกของทั้งสองมุมมองกันว่าการทำธุรกิจนั้น ควรทำในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือรูปแบบนิติบุคคลจะดีกว่ากันครับ มุมมองด้านธุรกิจ-การบริหาร-บัญชี หลักๆ แล้วบุคคลจะได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจ เพราะไม่ต้องทำเอกสารติดต่อราชการอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจดจัดตั้ง การเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการเลิกกิจการ  ในขณะที่นิติบุคคลจะได้เปรียบในเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการจัดทำบัญชีเพื่อส่งให้หน่วยงานราชการ ส่งผลให้สถาบันการเงินกล้าที่จะปล่อยกู้ และคนกล้าจะมาร่วมลงทุนเพราะมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่เชื่อถือได้ และตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี  จุดที่ผมคิดว่าได้เปรียบที่สุดของการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลก็คือ การจำกัดความรับผิดในหนี้สินของธุรกิจเมื่อถูกฟ้องล้มละลายจะไม่กระทบมายังทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคลธรรมดาครับ มุมมองด้านภาษี บุคคลไม่ได้ถูกบังคับให้ต้องจัดทำรายการรับหรือจ่ายเงิน แต่รายได้บางประเภท กฎหมายภาษีกำหนดให้ต้องจัดทำ รายงานเงินสดรับ-จ่าย แต่ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนเท่าการจัดทำบัญชีของนิติบุคคล เพราะบันทึกตามการรับและจ่ายเงินสด  นอกจากนี้บุคคลธรรมดายังสามารถที่จะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ ซึ่งหมายความว่า กิจการไม่จำเป็นต้องเก็บเอกสารให้ปวดหัวเลย ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนชอบในส่วนนี้ แต่ก็ต้องแลกกับอัตราภาษีที่อาจเสียสูงถึง 35% เลยทีเดียว  ในขณะที่นิติบุคคลต้องจัดทำรายได้-รายจ่ายตามมาตรฐานการบัญชี และหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้น แปลว่าทุกรายได้และรายจ่ายต้องมีเอกสารประกอบและจัดเก็บให้ถูกต้อง ครบถ้วน รวมไปถึงต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีมารับรองงบการเงินอีก ส่งผลให้ภาระในการเตรียมเอกสารต่างๆ และต้นทุนในการจัดการตรงนี้สูง แต่ก็แลกกับการที่นิติบุคคลนั้นสามารถใช้ขาดทุนสะสมในอดีตมาลดภาษีในปีปัจจุบันได้ และก็ยังเสียอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่เพียง 20% เท่านั้น สรุปแล้วการเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลอันไหนดีกว่ากัน ? คำว่า “ดีกว่า” ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางธุรกิจ และการยอมรับความเสี่ยง ถ้าคุณเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยทุนจำนวนน้อย และมีความเสี่ยงต่ำ หรือในกรณีที่คุณพึ่งเริ่มธุรกิจแต่ยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจจะเติบโตได้จริงไหม การเป็นบุคคลธรรมดาก็อาจเหมาะสมแล้ว แต่วันไหนที่ธุรกิจคุณเริ่มเติบโตขึ้น การเป็นนิติบุคคลอาจตอบสนองได้มากกว่าถ้าคุณมีความต้องการเหล่านี้ 1. ความต้องการสินเชื่อหรือเงินทุน ถ้าธุรกิจต้องการเงินลงทุนมากขึ้น ความน่าเชื่อถือของธุรกิจจะเริ่มมีความสำคัญมาก เพราะผู้ปล่อยกู้หรือผู้ลงทุนต้องการเอกสารที่บอกได้ว่าธุรกิจของเราทำกำไรได้ดีหรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีเงินมาคืนเงินกู้หรือสร้างผลตอบแทนได้ให้แก่ผู้ลงทุน การจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีและตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีจะตอบสนองในเรื่องความน่าเชื่อถือได้มาก หากคุณต้องการขยายกิจการโดยใช้เงินคนอื่นมาช่วยด้วย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ หรือผู้ร่วมลงทุน คุณควรจะทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล 2. ความรับผิดชอบจากการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เมื่อธุรกิจโตขึ้น ความเสี่ยงของธุรกิจจะเพิ่มขึ้นตาม เช่น เมื่อเริ่มต้นคุณอาจมีลูกค้าเพียง 10 คน เมื่อเกิดความเสียหายคุณคนเดียวก็อาจจะรับผิดชอบได้ ลองจินตนาการว่าธุรกิจเติบโตจนมีลูกค้า 1,000 คน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นคุณคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่ เมื่อธุรกิจล้มละลาย หรือไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้  การเป็นนิติบุคคลจะมีข้อดีที่ช่วยจำกัดความรับผิดในหนี้สินของกิจการที่เกิดขึ้นเพียงไม่เกินจำนวนเงินลงทุนที่คุณ (ในฐานะผู้ถือหุ้น) เคยลงทุนไปในธุรกิจนั้นเท่านั้น ลองจินตนาการว่าถ้าคุณยังเป็นบุคคลธรรมดาอยู่ คุณอาจจะต้องขายรถ ขายบ้าน หรือทรัพย์สินส่วนตัวอื่นๆ มาชดใช้จนกว่าหนี้สินนั้นจะหมด เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากอยู่จุดนั้นแน่ 3. การมีผู้ร่วมกิจการมากกว่า 1 คน  การทำธุรกิจคนเดียวนั้นยาก และมีความเสี่ยงที่สูง หากคุณต้องการมีผู้ร่วมก่อตั้งมากกว่า 1 คน คุณก็ควรจะทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล เพื่อแยกความชัดเจนระหว่างทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินของกิจการ และยังช่วยให้เราจัดการเรื่องการแบ่งสรรผลกำไร หรือผลประโยชน์ตามสัดส่วนการถือหุ้นได้ชัดเจนอีกด้วย อย่างไรก็ตามการวางโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนจัดตั้งนิติบุคคลเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะบางกิจการให้สัดส่วนของผู้ลงทุนที่ไม่ได้บริหารงานมากกว่าผู้ลงทุนที่เข้ามาบริหารงาน ซึ่งจะแก้ไขในภายหลังได้ยาก 4. สามารถเก็บเอกสารทางการค้าได้ครบถ้วน ถูกต้อง เนื่องจากธุรกิจที่ยังดำเนินการในรูปแบบบุคคลยังมีข้อดีที่รายจ่ายที่นำมาหักจากรายได้สามารถเลือกหักแบบหักเหมาได้ พูดง่ายๆ คือ กรมสรรพากรกำหนดอัตรารายจ่ายมาให้เราเลยโดยไม่ต้องสนใจรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงว่ามีเท่าใด ทำให้เราไม่ต้องเก็บเอกสารรายจ่ายใดๆ เพราะปัญหาชวนปวดหัวอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการ คือ การจ่ายเงินแล้วได้ไม่ได้เอกสารรายจ่ายมา เช่น ซื้อของจากผู้ขายที่ไม่รู้ว่าต้องออกเอกสารอะไรให้ หรือซื้อของผู้ขายที่จะหลบภาษีโดยไม่ออกเอกสารให้ รวมถึงเมื่อได้เอกสารมาก็ไม่รู้ว่าอยู่ในรูปแบบที่ถูกต้องหรือใช้ได้ไหม  ในข้อดีก็มีข้อเสีย คือ หลายธุรกิจมีรายจ่ายสูงกว่าที่อัตราที่สรรพากรกำหนดมาให้ เช่น ธุรกิจขายของออนไลน์จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้สูงสุด 60% ขณะที่ความเป็นจริงต้นทุนของสินค้าอาจสูงถึง 80% การหักเหมาก็จะทำให้เราเสียผลประโยชน์ตรงนี้ไป แต่ถ้าเราสามารถเรียกเอกสารจากผู้ขายได้เราก็จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงและเสียภาษีลดลงนั่นเอง  5. อยากทำบัญชีให้ถูกต้อง และประหยัดภาษี เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะจุดเริ่มต้นของการประหยัดภาษีต้องมาจากการทำบัญชีที่ ถูกต้องก่อน จะทำให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของกิจการ และสามารถนำไปวางแผนเพื่อเสียภาษีให้ประหยัดอย่างถูกต้องได้ เพราะถ้าคุณอยากประหยัดภาษีโดยวิธีที่ผิด ผลกระทบที่ตามมานอกจากงบการเงินจะไม่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้แล้ว ภาษีที่จะประหยัดได้จากการหลบเลี่ยงก็อาจไม่ได้ประหยัดอย่างที่คิด ก็เพราะปัจจุบันสรรพากรนำเทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามาช่วยตรวจสอบภาษีทำให้ปัจจุบันเราจะเห็นคนโดนตรวจสอบภาษีย้อนหลังมากขึ้นและง่ายขึ้นมา นอกจากภาษีที่ต้องจ่ายคืนแล้ว ยังต้องรับโทษค่าปรับอีกจำนวนมหาศาลเลย หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล แต่อยากได้คนที่ช่วยให้คำปรึกษาเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด ที่ PEAK เรามีพันธมิตรสำนักงานบัญชีมากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่วยดูแลคุณ สนใจ คลิก

15 ก.ย. 2023

PEAK Account

11 min

ใบรับรองเงินเดือนเอกสารสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนห้ามพลาด

สงสัยกันหรือไม่ว่าใบรับรองเงินเดือนมีความสำคัญอย่างไร ออกใบรับรองเงินเดือนเองได้ไหม วันนี้เราจะพามารู้จักกับใบรับรองเงินเดือนและหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน ใบรับรองเงินเดือนสำคัญอย่างไรต่อพนักงาน ใบรับรองเงินเดือน (Salary Certificate) เป็นเอกสารสำหรับพนักงานที่ใช้เป็นหลักฐานยืนยันเงินเดือนของบุคคลหรือพนักงานจากที่ทำงานในองค์กรหรือบริษัท ซึ่งในใบรับรองเงินเดือนจะระบุอัตราเงินเดือนที่ได้รับจากบริษัทนั้นๆ โดยที่ยังไม่รวมค่าตอบแทนอื่นๆ และไม่ผ่านการหักภาษีหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ  โดยทั่วไปแล้ว บริษัทสามารถออกใบรับรองเงินเดือนให้กับพนักงานในขณะที่ยังไม่สิ้นสุดสัญญาจ้าง เพื่อสิทธิประโยชน์ของพนักงานในเรื่องของการทำธุรกรรมต่างๆได้ เช่น การยื่นเอกสารเพื่อขอวีซ่า การขอสินเชื่อกับทางธนาคาร สมัครงาน และการขอประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต (เพื่อประเมินความเสี่ยงทางการเงินของผู้เอาประกัน) เป็นต้น  ข้อมูลในใบรับรองเงินเดือนควรมีอะไรบ้าง? การจัดทำใบรับรองเงินเดือนของแต่ละองค์กรนั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่จำเป็นที่จะต้องมีข้อมูลที่สำคัญซึ่งประกอบไปด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้ หมายเหตุ หากจำเป็นต้องระบุวัตถุประสงค์ในการออกเอกสาร ควรใส่ข้อมูลลงไปด้วย เช่น ใช้สำหรับการขอสินเชื่อ เป็นต้น หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน ต่างกันอย่างไร? หนังสือรับรองเงินเดือน (Salary Certificate) สลิปเงินเดือน (Pay Slip) และหนังสือรับรองการทำงาน (Employment Certificate) เป็นเอกสารที่มีความแตกต่างกันเนื่องจากมีวัตถุประสงค์และส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ หนังสือรับรองเงินเดือนหรือใบรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือนหรือใบรับรองเงินเดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองเงินเดือนของพนักงานขณะปฏิบัติงานอยู่ ณ บริษัทนั้นๆ อีกทั้งใบรับรองเงินเดือนสามารถแสดงความน่าเชื่อถือของบุคคลๆ นั้นที่ได้มีการทำงานที่บริษัทแห่งนี้ได้ โดยจะเหมาะสำหรับในการนำไปทำธุรกรรมการเงินต่างๆ นอกจากนี้หากได้มีการไปสมัครงานบริษัทใหม่บางบริษัทอาจต้องการรู้ฐานเงินเดือนเก่าก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ HR ออกใบนี้ได้เช่นเดียวกัน สลิปเงินเดือน สำหรับสลิปเงินเดือน คือ สลิปที่มีการออกเป็นประจำทุกเดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อที่แสดงให้เห็นว่าทางบริษัทได้มีการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานในแต่ละเดือนจริง โดยข้อมูลก็จะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ที่จะมีการจำแนกแจกแจงรายละเอียดต่างๆ เช่น เงินเดือนเท่านี้จะถูกหักออกไปเป็นประกันสังคมเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ ต้องเสียภาษีเท่าไหร่ หรือถ้าหากมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จะมีการแจ้งรายละเอียดเสร็จสรรพ หนังสือรับรองการทำงาน    สำหรับหนังสือรับรองการทำงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันสถานะการทำงานของพนักงานในองค์กรหรือบริษัท รับรองว่าพนักงานได้ทำงานอยู่ในบริษัทนั้นจริง ซึ่งสามารถใช้ในการสมัครงานในองค์กรอื่นหรือสำหรับเป็นหลักฐานในกระบวนการต่าง ๆ โดยหนังสือรับรองการทำงานจะออกด้วยเหตุผลอยู่ 2 อย่าง คือ ได้ทำงานผ่านโปรตามที่บริษัทได้มีการระบุไว้ หรือออกเมื่อสัญญาการว่าจ้างงานนั้นสิ้นสุดลงหรือได้มีการลาออก พนักงานสามารถออกใบรับรองเงินเดือนเองได้หรือไม่   พนักงานไม่สามารถออกใบรับรองเงินเดือนเองได้ หากพนักงานทำการออกเอกสารด้วยตนเองจะถือว่าเป็นการปลอมแปลงเอกสาร และจงใจทุจริต ซึ่งกรณีที่พนักงานออกเอกสารด้วยตนเองอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือต่อตัวเองบุคคลเอง และอาจเสียเครดิตในการทำธุรกรรมต่างๆ ทั้งนี้ การออกใบรับรองเงินเดือนควรให้ฝ่าย HR (Human Resources) หรือผู้มีอำนาจทำการออกเอกสารและลงนามรับรองเอกสารฉบับดังกล่าว แม้แต่ในกรณีของ HR เองที่ต้องการใบรับรองเงินเดือนก็ไม่สามารถเซ็นรับรองบนใบรับรองการทำงานด้วยตนเองได้ จะต้องให้ผู้มีอำนาจสูงกว่าหรือเจ้าของกิจการเป็นผู้เซ็นรับรองบนเอกสารฉบับนั้น สรุปความสำคัญของใบรับรองเงินเดือน การออกใบรับรองเงินเดือนจะต้องเป็นไปตามนโยบายและข้อกำหนดขององค์กรหรือบริษัท ซึ่งต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความเป็นจริงของรายได้และเงื่อนไขการทำงานของพนักงาน นอกจากนี้ยังต้องเป็นเอกสารที่มีลายเซ็นจากผู้มีอำนาจในการออกหนังสือเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของเอกสารนั้นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการในกรณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ใบรองเงินเดือน โปรแกรมบริหารงานบุคคล แพลตฟอร์มที่ช่วยให้การบริหารจัดการงานฝ่ายบุคคลเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการลงเวลาการงาน เอกสารและการอนุมัติ การคำนวณเงินเดือน สลิปเงินเดือน ตลอดจนรายงานต่างๆ มีการเชื่อมต่อการใช้งานร่วมกับ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ หลังจากที่ผู้ประกอบการมีการผูกผังบัญชีกับ PEAK เมื่อมีการทำจ่ายเงินที่ HumanSoft ระบบจะส่งข้อมูลมาที่ PEAK โดย PEAK จะบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับเงินเดือนนั้นได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ   หากสนใจอ่านบทความเกี่ยวกับใบรับรองเงินเดือนหรือเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงาน HR อื่นๆ เพิ่มเติมสามารถเข้ามาอ่านได้ที่ รวมเรื่องบริหารงานบุคคล หรือหากต้องการออกใบรับรองการทำงานให้กับพนักงานง่าย ๆ สามารถทดลองใช้งานฟรี 30 วันได้ที่ HumanSoft โปรโมชั่น สุด wow! สำหรับลูกค้าปัจจุบันที่ใช้งาน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สมัครใช้งาน โปรแกรมคิดเงินเดือน HumanSoft วันนี้ เฉพาะผู้ที่สมัครแพ็กเกจ Professional แบบรายปี มูลค่ามากกว่า 49,000 บาท ( รายละเอียดแพ็กเกจ เพิ่มเติม ) คุ้ม 3 ต่อ ต่อที่ 1 รับเครื่องสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่า 11,900 บาท ทันที ต่อที่ 2 ทดลองใช้งาน โปรแกรม HumanSoft ฟรี 30 วัน ครบทุกฟังก์ชัน ต่อที่ 3 แถมฟรี ฟังก์ชั่น E-learning & E-library จำนวน 5 บทเรียน เงื่อนไขการรับสิทธิ์ 1. สิทธิพิเศษนี้ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ของโปรแกรม Peak เท่านั้น 2. ลูกค้า 1 ท่าน สามารถใช้สิทธิ์ได้ 1 ครั้งเท่านั้น 3. ไม่สามารถใช้ร่วมกับส่วนลดอื่นๆ ได้ 4. ส่วนลดไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ 5. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด และเงื่อนไขโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2566 นี้เท่านั้น หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

29 มี.ค. 2023

PEAK Account

8 min

จัดการบัญชีดี เพิ่มโอกาสขอสินเชื่อ/เงินทุนได้มากขึ้น

ผู้ประกอบการ SME มักเคยต้องปวดหัวกับการพยายามขอสินเชื่อธุรกิจในการขับเคลื่อนหรือขยายกิจการ หลายเจ้าประสบปัญหากู้ไม่ผ่านบ้าง ได้วงเงินไม่พอบ้าง บางครั้งอาจถูกปฏิเสธจากธนาคารโดยผู้ประกอบการเองก็ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด หนึ่งในปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อการพิจารณาการให้สินเชื่อและเงินทุนเพื่อธุรกิจก็คือหลักฐานทางการเงินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นงบการเงิน และรายการเดินบัญชีต่าง ๆ หลายครั้งที่จริง ๆ แล้วธุรกิจมีการหมุนเวียนเงินมากพอน่าจะผ่านการประเมิน แต่กลับถูกปฏิเสธเงินทุนเพราะไม่มีหลักฐานการเงินที่ดีพอ  ผู้ประกอบการที่ใช้ระบบบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account อยู่แล้วถือว่าได้เปรียบเพราะมีผู้ช่วยจัดการบัญชีบริษัทได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องเหนื่อย เพียงแค่กดดาวน์โหลดเอกสารงบการเงินและบัญชีจากฟังก์ชันใช้งานของ PEAK ก็นำไปเป็นหลักฐานยื่นขอเงินทุนเพื่อธุรกิจได้เลย ไม่เพียงแค่สำหรับการกู้เงินธนาคารเท่านั้น แต่ยังมีแหล่งเงินทุนเพื่อ SME อย่าง PeerPower ที่เป็นทางเลือกเช่นกัน รายละเอียดเพิ่มเติม ตรวจสอบความพร้อม บัญชีของคุณพร้อมขอเงินทุนเพื่อธุรกิจหรือยัง? เอกสารทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นงบการเงินและบัญชีบริษัทเป็นตัวช่วยประเมินว่าบริษัทมีแนวโน้มจะใช้หนี้ได้หรือไม่ บริษัทที่กู้เงินผ่านได้น่าจะต้องมีกำไรสูงหรือเปล่า? คำตอบคือไม่จริงเสมอไป เราขอยกตัวอย่างการทำบัญชีบริษัทที่ไม่ดีให้ดูก่อน บัญชีบริษัทแบบไหนเสี่ยง “กู้ไม่ผ่าน” 1. บัญชีโล่ง เดือนหนึ่ง ๆ มีเงินเข้าเงินออกแค่ไม่กี่รายการ และไม่มีรายละเอียดว่ารับมาจากไหน จ่ายไปที่ไหน บางธุรกิจในบัญชีมีแค่โอนเข้าออกหาเจ้าของธุรกิจ  ปัญหานี้พบบ่อยกับกิจการขนาดเล็กที่ไม่ได้แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวอย่างจริงจัง เช่น เถ้าแก่ร้านออกเงินไปก่อนเพื่อซื้อวัตถุดิบ พอขายได้เงินก็เข้าบัญชีส่วนตัวอีก นาน ๆ ทีถึงจะโอนกลับคืนเข้าบัญชีบริษัท หรือผู้ประกอบการบางคนอาจต้องการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี เลยพยายามรับเงินสดโดยไม่ลงบัญชีละเอียดบัญชีโล่งแบบนี้เป็นสาเหตุให้ขอเงินทุนไม่ผ่านได้ง่าย เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลยว่าธุรกิจมีผลประกอบการเป็นอย่างไร 2. มีเงินโอนออกหาผู้ถือหุ้นเยอะโดยไร้สาเหตุ ถ้าเจ้าของกิจการไม่ได้มีปัญหาทางการเงินส่วนตัวจริง ๆ เคสแบบนี้มักเกิดกับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้ทำระบบไว้ว่าตัวเจ้าของธุรกิจเองจะได้รับเงินเดือนละเท่าไหร่ อาศัยว่าต้องใช้เงินเมื่อไหร่ก็เบิกเอาจากบัญชีของบริษัท แต่ในมุมสถาบันการเงินลักษณะบัญชีแบบนี้ดูน่าสงสัย มีโอกาสทำให้ขอกู้ไม่ผ่าน ทำบัญชีแบบไหนถึงดีต่อการขอเงินทุน ก่อนอื่นเลยขอให้คิดไว้เสมอว่าสิ่งที่สถาบันการเงินหรือผู้ออกเงินกู้ต้องการก็คือหลักฐานว่าธุรกิจของเราเชื่อถือได้ มีเงินหมุนเวียนดี มีโอกาสหาเงินมาใช้หนี้คืนได้ จะทำยังไง เรามีเคล็ดลับมาบอก แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทให้ชัดเจน อาจทำได้ดังนี้ ทำรายการบัญชีบริษัทอย่างละเอียดว่ามีเงินเข้าออกไปที่ไหนบ้าง พยายามทำธุรกรรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัตรเครดิต/เดบิตของบริษัทถ้าเป็นไปได้เพื่อให้มีหลักฐานตรวจสอบได้ง่าย แต่ถ้าต้องมีรายรับจ่ายเป็นเงินสดก็ควรลงบัญชีอย่างละเอียดพร้อมเก็บหลักฐาน ยิ่งบัญชีมีเงินหมุนเวียนสม่ำเสมอก็ยิ่งเป็นคะแนนบวกให้ขอสินเชื่อผ่านง่ายขึ้น และมีโอกาสได้เงื่อนไขเงินกู้ที่ดีกว่าด้วย ทำสัญญาการค้าทุกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ช่วยได้มากในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการเงินทุนมาหมุนในระหว่างรอเงินเข้าจากลูกค้า บางครั้งบริษัทอาจมียอดสั่งซื้อเข้ามาแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน หลายสถาบันการเงิน รวมทั้ง PeerPower เองมีผลิตภัณฑ์การเงินประเภท invoice factoring ที่ออกสินเชื่อธุรกิจหรือให้เงินทุนรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้ประกอบการที่ต้องการเงินหมุน โดยต้องมีหลักฐานประกอบว่าบริษัทมีคำสั่งซื้อเข้ามาจริง และมีกำหนดที่จะได้รับเงินจากลูกค้าเมื่อไหร่  สำหรับผู้ใช้งาน PEAK Account สามารถทำบัญชีให้พร้อมขอเงินทุนได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ฟีเจอร์เหล่านี้ (1) การจัดการบนเมนูรายรับ(2) การจัดการรายงายงบกำไรขาดทุน สนใจเงินทุนเพื่อธุรกิจ สมัครเลย

19 ก.พ. 2023

PEAK Account

16 min

การวางแผนภาษีเพื่อส่งเสริมการขาย

การส่งเสริมการขายเป็นกลยุทธ์หนึ่งทางการตลาดที่กิจการใช้เพื่อจูงใจลูกค้าให้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการมากขึ้น ในการส่งเสริมการขายมีกลยุทธ์การวางแผนภาษีที่ผู้ประกอบการควรศึกษาและนำไปใช้ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง  การส่งเสริมการขายคืออะไร การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion) หมายถึง กิจกรรมการส่งเสริมทางการตลาดประเภทหนึ่ง นอกเหนือไปจากกิจกรรมการขายโดยใช้พนักงานขาย การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ ที่ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งคราวเพื่อการสร้างยอดขายในทันที โดยการให้สิ่งจูงใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อ ได้แก่ การแจกของแถมหรือคูปอง การชิงโชค การแลกซื้อ เป็นต้น นอกจากนี้การส่งเสริมการขายยังเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการซื้อในปริมาณที่มากขึ้นและสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันที โดยการส่งเสริมการขายจะใช้ในการจูงใจผู้บริโภคคนสุดท้าย (Ultimate Consumers) คนกลาง (Trade) หรือพนักงานขาย (Sale Force)  วัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการขาย 1. มุ่งเน้นผู้บริโภคคนสุดท้าย 1.1 เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคทดลองซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเมื่อซื้อไปใช้แล้วเกิดการซื้อซ้ำอีก1.2 เพื่อเป็นการรักษาลูกค้าเก่าให้ยังคงใช้ผลิตภัณฑ์ต่อไป เป็นการรักษาลูกค้าไม่ให้เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขัน1.3 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ลูกค้าซื้อสินค้าในปริมาณที่มากขึ้น และเป็นการป้องกันไม่ให้ลูกค้าไปซื้อสินค้าของคู่แข่งหรือสินค้าทดแทน1.4 เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของกิจการที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกัน เช่น การขายยาสีฟันแถมแปรงสีฟัน เป็นต้น1.5 เพื่อเป็นการเสริมแรงในการโฆษณาสินค้า โดยการส่งเสริมการขายช่วยสนับสนุนข่าวสารการโฆษณา ซึ่งจะกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วขึ้น 2. มุ่งเน้นคนกลาง 2.1 เพื่อจูงใจให้ผู้ค้าปลีกและผู้ค้าส่งสั่งสินค้าไปจำหน่าย2.2 เพื่อกระตุ้นให้ผู้ค้าปลีกให้การสนับสนุนการส่งเสริมการขายสินค้าเป็นพิเศษ  ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย (ในทางภาษี) ตามความหมายของกรมสรรพากร ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย หมายถึง รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายตามวรรคหนึ่ง หมายถึง 1. เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน2. เงินช่วยเหลือ3. เงินส่วนลด หรือ4. เงินอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันที่ผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายได้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่ายที่ซื้อสินค้าที่จะนำไปขายต่อ ทั้งนี้ไม่ว่าเงินดังกล่าวจะคำนวณจากฐานการซื้อขายหรือคำนวณจากฐานอื่นใด เพื่อให้มีผลต่อการขาย การลดต้นทุน หรือลดรายจ่ายของผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้แทนจำหน่าย กฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย กฎหมายที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ได้แก่    1. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ว่าด้วยเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย                                                                                           กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใดๆเนื่องจากการส่งเสริมการขาย 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.1 คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.118/2545 ว่าด้วยเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายรางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย รางวัล ส่วนลดหรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของข้อ 1 ในตารางภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้างต้น ได้แก่ การที่บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นที่มีการขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยผู้ซื้อมีวัตถุประสงค์นำสินค้าไปขายต่อ ไม่ได้นำไปใช้เอง รางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าว ไม่เข้าลักษณะเป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าหรือการให้บริการตามมาตรา77/1(8)แลละมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้รับจึงไม่ต้องนำเงินรางวัล ส่วนลด หรือประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการส่งเสริมการขายดังกล่าวไปรวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร                         2.2  ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่40) กรณีค่าตอบแทนที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ ที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษี  (1) มูลค่าของสินค้าที่แถมพร้อมกับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ไม่ว่าสินค้าที่แถมนั้นจะเป็นสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันกับสินค้าที่ขายหรือบริการที่กระทำหรือไม่ แต่มูลค่าของสินค้าที่แถมจะต้องไม่เกินมูลค่าของสินค้าที่ขายหรือมูลค่าของการให้บริการ                                                                   (2) มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นรางวัลกับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในแต่ละวัน โดยมีมูลค่ารวมกันตามที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนกำหนด แต่มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นรางวัลต้องมีมูลค่าไม่เกินมูลค่าของสินค้าที่ขายหรือมูลค่าของการให้บริการ  3. ภาษีเงินได้นิติบุคคล กิจการสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการส่งเสริมการขายมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การวางแผนภาษีสำหรับการส่งเสริมการขาย กิจการสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการส่งเสริมการขายมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ 1. การให้ส่วนลดการค้า (Trade Discount) แก่ลูกค้า ส่วนลดการค้า หมายถึง การให้ส่วนลดทันทีที่ซื้อสินค้าจากราคาที่กำหนดไว้เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย เช่น ราคาสินค้า 20,000 บาท ส่วนลดการค้า 10% (20,000 x 10/100) เท่ากับ 2,000 บาท ราคาสินค้าสุทธิหลังหักส่วนลดการค้า เท่ากับ 18,000 บาท ในการให้ส่วนลดการค้า ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงผลกระทบทางภาษีด้วยดังนี้ 1.1 การให้ส่วนลดทันทีที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ถ้าส่วนลดที่ให้เป็นส่วนลดทันทีที่ขายสินค้าหรือให้บริการต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในใบกำกับภาษี ถ้ากิจการมีสิทธิ์ในการออกใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องแสดงราคาสุทธิที่หักส่วนลดแล้ว ดังนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณจากราคาสุทธิที่หักส่วนลดแล้ว  1.2 การให้ส่วนลดหลังจากขายสินค้าหรือให้บริการ                                                                           ถ้าผู้ประกอบการให้ส่วนลดหลังจากการขายสินค้าหรือให้บริการหรือหลังจากที่ออกใบกำกับภาษีไปแล้ว ได้แก่ ส่วนลดตามเป้า ส่วนลดตามยอดซื้อ กรณีนี้กิจการต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาเต็มของสินค้า                            2. การให้ส่วนลดเงินสด (Cash Discount)                                                                                                 ส่วนลดเงินสด หมายถึง ส่วนลดที่กิจการผู้ขายลดให้ลูกค้าในการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อเพื่อเป็นการจูงใจให้ ผู้ซื้อชำระเงินเร็วที่กำหนด ซึ่งมีการกำหนดไว้ในเงื่อนไขในการชำระเงิน เช่น 2/10,N/30 หมายถึง ผู้ซื้อสินค้าสามารถชำระหนี้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับสินค้า แต่ถ้าผู้ซื้อชำระเงินภายใน 10 วันแรก จะได้รับส่วนลด 2% โดยส่วนลดเงินสด แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทได้แก่ – ส่วนลดรับ หมายถึง ส่วนลดที่ผู้ซื้อได้รับจากผู้ขาย เมื่อผู้ซื้อชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดที่ได้รับส่วนลดตามที่ได้ระบุไว้ในเงื่อนไขการชำระเงิน โดยส่วนลดรับจะทำให้ต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาลดลง                        – ส่วนลดจ่าย หมายถึง ส่วนลดที่ผู้ขายลดให้ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดที่ได้รับ  ส่วนลดตามที่ได้ระบุไว้ในเงื่อนไขการชำระเงิน โดยส่วนลดจ่ายจะทำให้รายได้จากการขายสินค้าลดลง 3. การให้ของแถมลูกค้า สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไปซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นมาเพื่อแถม จะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% สำหรับค่าสิ่งของที่ซื้อมาเพื่อแถม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อของกิจการได้                            โดยปกติสิ่งของที่ซื้อมาแถมถือเป็นสินค้าตามความหมายของคำว่า “สินค้า” ตามมาตรา 77/1(9) แห่งประมวลรัษฎากร และการแถมถือเป็นการจำหน่าย จ่าย โอน สินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจึงอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นที่ผู้ประกอบการไม่ต้องนำส่งภาษีขายสำหรับสินค้าที่แถมดังนี้                                                 1. มูลค่าสินค้าที่แถมต้องไม่เกินมูลค่าสินค้าที่ขายหรือมูลค่าบริการ โดยที่ของแถมไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นสินค้าชนิดเดียวกันก็ได้2. ผู้ประกอบการต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าที่ขายและสินค้าที่แถมนั้นด้วย โดยระบุรายการสินค้าที่แถมไว้ในใบกำกับภาษีฉบับเดียวกันกับสินค้าที่ขาย โดยมูลค่าของสินค้าที่แถมจะมีค่าเท่ากับศูนย์บาทซึ่งไม่ต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี3. ผู้ประกอบการจะต้องส่งมอบสินค้าทันทีพร้อมกับการขายหรือให้บริการ หรือส่งมอบภายหลังก็ได้ (ในกรณีที่การส่งมอบภายหลังไม่ต้องออกใบกำกับภาษีซ้ำอีกรอบ) ดังที่กล่าวมาน่าจะพอเป็นแนวทางในการวางแผนภาษีการส่งเสริมการขายสำหรับผู้ประกอบการได้ ซึ่งการส่งเสริมการขายจะช่วยให้ยอดขายของกิจการสูงขึ้น ขณะเดียวกันกิจการก็ได้รับประโยชน์ทางภาษีและเสียภาษีอย่างถูกต้องด้วย ติดตามความรู้ภาษีและบัญชีจากโปรแกรมบัญชี PEAK ได้ที่ peakaccount.comหรือเข้าใช้งานโปรแกรม คลิก เข้าสู่ระบบ PEAK                                                                               อ้างอิง ภาษีซื้อ กรณีซื้อของมาแถมให้กับลูกค้า | โปรซอฟท์ คอมเทค (prosoft.co.th)ให้ของแถมลูกค้าก็ต้องเสียภาษีขายด้วยนะ(แต่มีข้อยกเว้น) | KKN Accounting รับทำบัญชี, รับตรวจสอบบัญชี, จดทะเบียนบริษัท, รับสอนบัญชี ป.118/2545 | กรมสรรพากร – The Revenue Department (rd.go.th)บทความ ความรู้เกี่ยวกับบัญชี ภาษี ค่าส่งเสริมการขาย (businessplus.co.th)การให้ส่วนลดกับภาษีที่เกี่ยวข้อง (wayaccounting.com)

6 ก.พ. 2023

PEAK Account

10 min

การขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ โอกาสที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

เมื่อพูดถึงการกู้เงินทำธุรกิจหลายคนอาจนึกถึงธุรกิจที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง หรืออาจมองไปว่าบริษัทที่ต้องกู้เงินคงแปลว่ากิจการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่รู้หรือไม่ว่าการกู้เงินมาทำธุรกิจไม่ได้เป็นเรื่องของธุรกิจใหม่ หรือธุรกิจที่ขาดทุนใกล้เจ๊งเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วบริษัทที่กิจการดีจนได้ขยายธุรกิจหลายเจ้าก็ได้โอกาสมาจากการหาแหล่งเงินทุนในรูปแบบการกู้ยืมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขอสินเชื่อธุรกิจ การออกหุ้นกู้ หรือการระดมทุนออนไลน์ เป้าหมายยอดนิยมอันดับหนึ่งของธุรกิจที่ต้องการหาแหล่งเงินทุน เพราะเงินทุนหมุนเวียน หรือ “เงินหมุน” คือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงธุรกิจ หากผู้ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจะสามารถพัฒนาธุรกิจไปได้อย่างไรบ้าง เราขอยกตัวอย่างให้ดู 1.เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วยการให้เครดิตเทอมที่ดึงดูดลูกค้า “ส่งงานแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงินสักที” เมื่อลูกค้าเจ้าเก่ายังไม่จ่ายเงิน ผู้ประกอบการก็ขาดเงินหมุนไปเป็นต้นทุนสำหรับรับงานใหม่ ผู้ประกอบการที่มักประสบปัญหานี้หนักกว่าใครก็คือเจ้าของธุรกิจแบบ B2B หรือธุรกิจที่ขายสินค้าล็อตใหญ่ ให้บริการเป็นโครงการกับลูกค้าธุรกิจอื่น ๆ หรือแม้แต่เจ้าของแบรนด์ที่นำสินค้าไปฝากวางขายตามห้างใหญ่ กว่าผู้ประกอบการจะได้รับเงินอาจกินเวลาเป็นเดือน ๆ หลังส่งมอบสินค้า การมีเงินทุนเพิ่มจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในกรณีนี้ได้อย่างไร เราขอยกตัวอย่างแบบนี้ “ไทยทัวร์” เป็นธุรกิจนำเที่ยว ได้รับความสนใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ OA ให้จัดทริปพาพนักงานทั้งบริษัทไปท่องเที่ยวประจำปี เป็นโครงการใหญ่มูลค่า 20 ล้านบาท เครดิตเทอม 60 วัน  ไทยทัวร์มีต้นทุนที่ต้องจ่ายค่าจองที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร  ฯลฯ รวมทั้งหมด 12 ล้านบาทที่ต้องจ่ายไปก่อน แต่กว่าลูกค้าจะชำระเงินคือ 60 วันหลังจบทริป นั่นหมายความว่าในช่วงนี้เงินทุนหมุนเวียนของไทยทัวร์จะหายไป 12 ล้านบาท สมมติว่าระหว่างรอรับเงินจากบริษัท OA ไทยทัวร์ได้งานใหญ่อีกครั้ง มูลค่า 20 ล้านบาท แต่ต้องมีต้นทุน 12 ล้านบาทเช่นเดิม เท่ากับว่าไทยทัวร์ต้องมีเงินหมุนในมืออย่างน้อย 24 ล้านบาท จึงจะสามารถรับทั้ง 2 งานนี้ได้ โดยคาดว่าจะได้กำไรโครงการละ 20-12 = 8 ล้านบาท  แต่ถ้าไทยทัวร์มีเงินหมุนไม่ถึง 24 ล้าน ก็ไม่สามารถรับงานโครงการที่ 2 ได้ กำไรจะหายไปทันที 8 ล้านบาท ไทยทัวร์สามารถออกหุ้นกู้กับ PeerPower โดยใช้ invoice ที่เรียกเก็บจากบริษัท OA จำนวน 20 ล้านบาทเป็นหลักฐาน ออกหุ้นกู้ระยะเวลา 2 เดือนด้วยดอกเบี้ย (สมมติว่า) ประมาณ 12% ต่อปี นั่นหมายความว่าในระยะ 2 เดือนนี้ไทยทัวร์จะเสียดอกเบี้ย 2% คิดเป็นเงิน 4 แสนบาท แต่จะทำกำไรได้เพิ่ม 8 ล้านบาท เมื่อหักลบกันแล้วก็ยังได้กำไรเพิ่มอยู่ 7.6 ล้านบาท 2. เพิ่มสต๊อกสินค้าเพื่อเตรียมรับโอกาส เมื่อผู้ประกอบการคาดว่าจะมีลูกค้าสั่งสินค้าเข้ามามากขึ้น แต่ธุรกิจไม่มีเงินหมุนเพียงพอที่จะสั่งสินค้ามาเก็บในสต็อกให้พอขาย หรือมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาแล้ว แต่ขาดต้นทุนการผลิตทำให้ต้องพลาดโอกาสการขายไปในกรณีนี้ การหาเงินทุนมาเพิ่มให้พอกับการสต็อกสินค้าจึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องพลาดโอกาสทางธุรกิจ ถึงแม้ว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการหาเงินทุน (เช่น มีดอกเบี้ยเงินกู้) แต่หากลองคำนวณดู เมื่อหักลบกับยอดขายที่จะทำได้เพิ่มขึ้นแล้วยังอาจคุ้มกับการลงทุนก็ได้ 3.นำเงินทุนไปลดต้นทุน ได้ดังนี้ เราขอยกตัวอย่างแบบนี้ ร้าน “สวีทเบเกอรี” ซื้อวัตถุดิบพวกแป้ง น้ำตาล ช็อกโกแลต มีค่าใช้จ่าย 10 ล้านบาท ใช้ผลิตขนมได้นาน 1 เดือน แต่ถ้าสวีทเบเกอรีซื้อวัตถุดิบชนิดเดียวกันนี้แบบล็อตใหญ่ปริมาณเยอะกว่าเดิม 3 เท่า จะได้ส่วนลด 20% รวมเป็นค่าใช้จ่าย 24 ล้านบาท ใช้ผลิตขนมได้นาน 3 เดือน เท่ากับว่าได้กำไรเพิ่มตั้ง 20% หรือ 6 ล้านบาท โดยไม่ต้องขึ้นราคาขาย ไม่ต้องเปลี่ยนส่วนผสม ไม่ต้องลดคุณภาพ ปัญหาคือสวีทเบเกอรีมีเงินหมุนไม่พอจะซื้อวัตถุดิบเพิ่มทีละ 24 ล้านบาท จึงมาออกหุ้นกู้กับ PeerPower จำนวน 24 ล้านบาท สมมติว่าดอกเบี้ย 12% ต่อปี คิดเป็น 3% ในระยะเวลาหุ้นกู้ 3 เดือน นั่นหมายความว่าถ้าสวีทเบเกอรีออกหุ้นกู้กับ PeerPower เมื่อรวมค่าดอกเบี้ยหุ้นกู้แล้ว ยังสามารถลดต้นทุนได้เกือบ 5.3 ล้านบาท หรือพูดได้ว่าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 17% ใน 3 เดือน เพียงแค่มีเงินทุนเพิ่มเท่านั้น ธุรกิจของคุณก็สามารถเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนเพื่อโอกาสทางธุรกิจทั้ง 3 แบบได้เช่นกัน โดยผู้ให้สินเชื่อหลายเจ้า รวมทั้ง PeerPower เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำใบสั่งซื้อสินค้า ใบแจ้งหนี้ หรือ invoice มาเป็นหลักฐานขอกู้เงินทุนได้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน (Receivable Financing)  ธุรกิจของคุณก็สามารถเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนเพื่อโอกาสทางธุรกิจทั้ง 3 แบบได้เช่นกัน โดยผู้ให้สินเชื่อหลายเจ้า รวมทั้ง PeerPower เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำใบสั่งซื้อสินค้า ใบแจ้งหนี้ หรือ invoice มาเป็นหลักฐานขอกู้เงินทุนได้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน (Receivable Financing)  แหล่งเงินกู้สำหรับธุรกิจไม่ได้มีแค่สินเชื่อธุรกิจที่ผู้ประกอบการรู้จักกันทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบอื่น ๆ เช่น หุ้นกู้คราวด์ฟันดิง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้หลักประกัน และยังกระบวนการรวดเร็วกว่าธนาคารทั่วไป เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้ประกอบการพิจารณา หากธุรกิจของคุณมีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน โอกาสพาธุรกิจของคุณไปให้ไกลกว่าเดิมมาถึงแล้ว สมัครระดมทุนเลยธุรกิจที่สนใจออกหุ้นกู้คราวด์ฟันดิงสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ PeerPower ได้ฟรีที่นี่

7 มิ.ย. 2024

PEAK Account

9 min

เทคโนโลยีห้องประชุมสำหรับ SMEs เพื่อการประชุมที่มีประสิทธิภาพ

การประชุมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เนื่องจากการประชุมเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนกลยุทธ์ และตัดสินใจที่สำคัญ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในห้องประชุมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ บทความนี้ PEAK ร่วมกับ OfficeMate จะมาแนะนำเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับห้องประชุม เหมาะสมสำหรับ SMEs เพื่อการประชุมที่มีประสิทธิผลมากขึ้น 1. ควรมีอุปกรณ์เพื่อการประชุมและนำเสนอ การมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันในห้องประชุม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์ที่จำเป็นประกอบด้วย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความสะดวกสบายในการจัดการประชุม นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงถึงความพร้อม และความเป็นมืออาชีพขององค์กร 2. ควรมีระบบการจองห้องประชุม ระบบการจองห้องประชุมเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่มีการประชุมบ่อยครั้ง ระบบการจองห้องประชุมจะช่วยให้การจัดการการใช้ห้องประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระเบียบ ประโยชน์ของระบบนี้มีดังนี้ ลดความซับซ้อนในการจัดการ ระบบการจองห้องประชุมช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการห้องประชุม ผู้ใช้สามารถดูตารางการใช้ห้องประชุม และจองเวลาได้อย่างง่ายดายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยลดปัญหาการจองซ้ำซ้อน หรือความผิดพลาดในการจัดการ เพิ่มความสะดวกสบาย  ระบบการจองที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าจะช่วยเตือนผู้ใช้งานถึงการประชุมที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่านอีเมล หรือแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้ใช้ไม่พลาดการประชุม การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ  ระบบการจองห้องประชุมสามารถช่วยให้ผู้จัดการทรัพยากรเห็นภาพรวมการใช้ห้องประชุม และสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานห้องประชุมเพื่อนำไปปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้ การใช้ระบบการจองห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดการการประชุมได้อย่างมีประสิทธิผล ลดปัญหาความขัดแย้งในการจองห้อง และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน 3. ควรมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การประชุมออนไลน์กลายเป็นสิ่งจำเป็น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยให้การสื่อสาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีสะดุด  ข้อดีของการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การประชุมออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาการเชื่อมต่อขัดข้องหรือสัญญาณหลุด การสื่อสารผ่านวิดีโอคอลจะมีคุณภาพเสียง และภาพที่ชัดเจน ทำให้การประชุมเหมือนกับการประชุมในสถานที่เดียวกัน การทำงานร่วมกันในเวลาจริง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การแชร์ไฟล์ และการทำงานร่วมกันในเวลาจริงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการแชร์เอกสาร ภาพ หรือวิดีโอ การทำงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เสียเวลา การเข้าถึงข้อมูลและแหล่งข้อมูลออนไลน์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้ผู้เข้าร่วมการประชุมสามารถเข้าถึงข้อมูล และแหล่งข้อมูลออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือนำเสนอข้อมูลในที่ประชุม การมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในห้องประชุมจะช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานและการสื่อสาร เทคโนโลยีห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ และ SMEs ที่ต้องการให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิผล การมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ระบบการจองห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการประชุม ลดปัญหา และความขัดข้องในการจัดการการประชุม และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน ดังนั้น การลงทุนในเทคโนโลยีห้องประชุมจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และสำคัญสำหรับการเติบโต รวมถึงความสำเร็จขององค์กร เช็กด่วน! ห้องประชุมของคุณ ยังขาดอุปกรณ์คุณภาพสำหรับห้องประชุมอยู่หรือไม่? OfficeMate มีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่ ?

5 มิ.ย. 2024

PEAK Account

9 min

Happy Workplace สูตรลับสู่ความสำเร็จของ SMEs

ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูง การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และมีความสุข (Happy Workplace) ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีความสุข และประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นสูตรลับที่ช่วยให้ SMEs ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน  บทความนี้ PEAK ร่วมกับ OfficeMate จะพาคุณไปรู้จักกับแนวทางในการสร้าง Happy Workplace ที่เน้นเรื่องการสร้างสุขภาพดี สังคมดี มีความรู้ และการทำงานที่ผ่อนคลายให้แก่พนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจ สร้างเสริมสุขภาพที่ดีแก่พนักงาน สุขภาพของพนักงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หากพนักงานมีสุขภาพดี จะทำให้มีพลังงาน และความสามารถในการทำงานมากขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาพสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การจัดเตรียมพื้นที่ออกกำลังกาย หรือการจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้การสนับสนุนการมีพฤติกรรมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยการจัดหาของว่างที่มีประโยชน์ และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานได้ หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน คือการเลือกใช้เก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (ergonomic chair) หรือ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บจากการทำงาน และอาการปวดต่าง ๆ เช่น อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน เก้าอี้ ergonomic มีการออกแบบที่สามารถปรับระดับได้หลายส่วน เช่น ความสูงของเก้าอี้ พนักพิง และที่วางแขน เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับสรีระของผู้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม การปรับระดับเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ทำให้พนักงานสามารถนั่งทำงานได้ในท่าที่ถูกต้อง และสบายมากขึ้น นอกจากนี้การใช้เก้าอี้ ergonomic ยังช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวมที่ขา และเท้า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว สร้างสังคมที่ดีในที่ทำงาน การสร้างสังคมที่ดีในที่ทำงาน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีความสุข มุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และส่งเสริมการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือ หรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงาน เช่น การจัดงานเลี้ยงหรือกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ จะช่วยให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และมีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น การส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการช่วยเหลือกันในการทำงาน ยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสังคมที่ดีในองค์กรได้ การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการแสดงความคิดเห็นเป็นการแสดงถึงการยอมรับ และความสำคัญของพนักงาน ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น พัฒนาความรู้แก่พนักงาน การพัฒนาความรู้ และทักษะของพนักงานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของธุรกิจ การส่งเสริมให้พนักงานมีโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงาน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ การจัดอบรม หรือการเข้าร่วมสัมมนาต่าง ๆ จึงเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างความรู้ และทักษะให้กับพนักงาน นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรโดยการสนับสนุนให้พนักงานมีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ระหว่างกันเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงาน การให้โอกาสในการพัฒนาทางอาชีพและการสนับสนุนในการศึกษาต่อจะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีอนาคตที่มั่นคง และมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น สร้างบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย การผ่อนคลายเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการทำงาน การให้พนักงานมีเวลาผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การจัดพื้นที่สำหรับการพักผ่อนในที่ทำงาน เช่น ห้องนั่งเล่น หรือสวนหย่อม เป็นวิธีที่ดีในการให้พนักงานได้ผ่อนคลาย และสร้างสมดุลในการทำงาน การจัดกิจกรรมที่สนุกสนาน และการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในการทำงาน เช่น การจัดกิจกรรมสันทนาการ หรือการส่งเสริมการทำงานในบรรยากาศที่เป็นกันเอง จะช่วยให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขในการทำงานมากขึ้น การสร้าง Happy Workplace ที่ดี และมีความสุขเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับ SMEs เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีความสุข และมุ่งมั่นในการทำงาน แต่ยังเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่งในการเติบโต และความสำเร็จของธุรกิจในระยะยาว การส่งเสริมสุขภาพที่ดี การสร้างสังคมที่ดี การหาความรู้ และการผ่อนคลาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ SMEs สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน อย่ารอช้า! มาสร้างพื้นที่ทำงานที่มีความสุขกับ OfficeMate มีอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่

4 มิ.ย. 2024

PEAK Account

8 min

3 วิธีสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีประสิทธิภาพด้วยอากาศบริสุทธิ์

ในฐานะผู้ประกอบการ คุณทราบดีว่าสภาพแวดล้อมการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพของพนักงานอย่างไร บรรยากาศที่อึดอัด เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศ ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน PEAK ร่วมกับ OfficeMate สนับสนุนการสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีประสิทธิภาพ พร้อมแชร์วิธีง่าย ๆ เริ่มต้นด้วยอากาศบริสุทธิ์ภายในพื้นที่ทำงาน หรือมุมทำงานในออฟฟิศ เพราะอากาศบริสุทธิ์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ส่งผลดีต่อสุขภาพจิต และลดความเครียด พนักงานจะรู้สึกมีพลัง มีสมาธิ และพร้อมที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่ 3 วิธีง่าย ๆ ในการสร้างบรรยากาศการทำงานด้วยอากาศบริสุทธิ์ 1. เปิดหน้าต่าง การเปิดหน้าต่างเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนเข้ามาในออฟฟิศ ควรเปิดหน้าต่างทุกเช้า และปิดเมื่ออากาศร้อนจัดหรือมีมลพิษทางอากาศสูง อย่างไรก็ตาม แต่วิธีนี้อาจไม่เหมาะสมกับออฟฟิศที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศสูง อีกทั้ง เสียงรบกวนจากภายนอก เช่น เสียงรถยนต์ เสียงคน อาจส่งผลต่อการทำงาน 2. ปลูกต้นไม้ ต้นไม้ช่วยดูดซับสารพิษในอากาศ และปล่อยออกซิเจน ควรวางต้นไม้ไว้ในบริเวณออฟฟิศ ต้นไม้ที่เหมาะกับการปลูกในร่ม เช่น เศรษฐีเรือนใน ลิ้นมังกร และโป๊ยเซียน อย่างไรก็ตาม การปลูกต้นไม้ อาจไม่เพียงพอที่จะขจัดมลพิษทางอากาศทั้งหมด อีกทั้ง การดูแลรักษาต้นไม้ เช่น การรดน้ำ การใส่ปุ๋ย อาจต้องใช้เวลา และความใส่ใจ 3. ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ เครื่องฟอกอากาศจะช่วยขจัดมลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ และสารเคมี ควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะกับขนาดพื้นที่ของออฟฟิศ เครื่องฟอกอากาศ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขจัดมลพิษทางอากาศ อีกทั้ง เครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ ๆ ยังมีฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม เช่น การฆ่าเชื้อโรค การควบคุมความชื้น และการฟอกอากาศด้วยไอออนประจุลบ ตัวอย่างเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะกับการใช้งานในออฟฟิศ กับเครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ “Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro” เพราะสุขภาพดีเริ่มต้นที่อากาศบริสุทธิ์ เครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ Xiaomi 4 Pro มี CADR ที่ไร้อนุภาคอยู่ที่ 500 ตร.ม./ชม. และปล่อยลมสะอาดออกมาได้มากสูงสุดถึง 8,330 ลิตร/นาที ให้อากาศบริสุทธิ์แพร่เข้าถึงทุกซอกมุมในบ้าน หรืออาคารสำนักงาน เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตในบรรยากาศที่ดีต่อสุขภาพตลอดเวลา หน้าจอแสดงผลแบบ OLED ตั้งค่าง่าย อ่านค่าได้ชัดเจน Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro มีจอแสดงผล และอินเทอร์เฟซที่ควบคุมง่าย แสดงข้อมูลคุณภาพอากาศในอาคารอย่างชัดเจนในรูปแบบไฟเส้นแบบโค้ดสี และยังแสดงข้อมูล PM2.5/PM10 แบบเรียลไทม์ สามารถปรับการตั้งค่าการฟอกอากาศของคุณด้วยปุ่มควบคุมระบบสัมผัสได้อย่างสะดวก เพียงแตะเบา ๆ แค่ครั้งเดียว เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Smart Life ได้อย่างแท้จริง ระบบการกรองแบบทรีอินวันสำหรับการฟอกอากาศคุณภาพสูง เครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะ Xiaomi 4 Pro มาพร้อมไส้กรองแบบทรีอินวัน ซึ่งประกอบไปด้วยไส้กรองหลัก ไส้กรองประสิทธิภาพสูงของ Xiaomi และไส้กรองถ่านกัมมันต์คุณภาพสูง โดยไส้กรองทั้งสามจะทำงานร่วมกันเพื่อฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ และดูแลคุณให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ สามารถกรองสสารได้หลายรูปแบบ เช่น ฝุ่นผง ควัน ขนสัตว์ ละอองเกสร หรือเส้นใยจากเสื้อผ้า เป็นต้น นอกจากนั้น ถ่านกัมมันต์คุณภาพดี มีอัตราการดูดซับสูง ช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อดูแลอากาศให้สดชื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหาร กลิ่นสัตว์เลี้ยง หรือฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน Xiaomi Smart 4 Pro ก็จัดการได้อยู่หมัด การควบคุมเครื่องฟอกอากาศอัจฉริยะได้ทุกที่ ทุกเวลา ควบคุมการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ เสียวหมี่ 4 Pro ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชัน Mi Home/Xiaomi Home ที่เป็นเหมือนรีโมทคอนโทรล ควบคุมการทำงานระยะไกลในขณะที่คุณอยู่นอกบ้าน สามารถปรับการตั้งค่าต่าง ๆ ได้สะดวก มีฟังก์ชันตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่อง และแจ้งเตือนการเปลี่ยนไส้กรองตามระยะเวลาที่แนะนำ เพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการกรอง นอกจากนั้น ยังสามารถตั้งค่าล็อกการทำงาน หากคุณอยู่ภายในบ้าน หรือสำนักงาน แต่ไม่อยากเสียเวลาหาอุปกรณ์การควบคุม เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi 4 Pro นี้ยังรองรับการสั่งการด้วยเสียง โดยใช้งานร่วมกับ Google Assistant หรือ Alexa ได้อย่างสะดวกสบาย การสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของคุณ การลงทุนในเครื่องฟอกอากาศ จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ในการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลดีต่อสุขภาพ และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานในระยะยาว อย่ารอช้า! นอกจากเครื่องฟอกอากาศแล้ว OfficeMate ยังมีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่

27 มี.ค. 2024

PEAK Account

12 min

เฟอร์นิเจอร์สำคัญ เปลี่ยนพื้นที่ทำงานให้มีประสิทธิภาพได้

ประเด็นสำคัญ เฟอร์นิเจอร์สำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การจัดพื้นที่ทำงานให้เหมาะสมเปรียบเสมือนการวางรากฐานการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพ โดยเฟอร์นิเจอร์ 3 ชิ้นหลักที่มีความสำคัญต่อการทำงาน ได้แก่ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ทำงาน และลิ้นชักใส่ของ เปรียบเสมือนอาวุธคู่กายที่จะช่วยให้การทำงานของคุณราบรื่น สะดวกสบายมากขึ้น 1. โต๊ะทำงาน การเลือกใช้โต๊ะทำงานควรให้ความสำคัญกับขนาดที่เหมาะสม หากมีพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ กว้างขวาง ไม่ควรเลือกโต๊ะที่แคบจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกอึดอัด เคลื่อนไหวลำบาก ให้เลือกโต๊ะทำงานขนาด 160 x 80 ซม. ก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับห้องที่มีพื้นที่ทำงานจำกัด หากเลือกโต๊ะที่เล็กเกินไป อาจทำให้วางของได้ไม่เพียงพอ ทางที่ดีควรเลือกโต๊ะทำงานขนาด 120 x 60 ซม. ถึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน นอกจากขนาดโต๊ะแล้ว ความสูงของโต๊ะก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกโต๊ะทำงานที่สามารถปรับระดับได้ เพื่อให้เหมาะกับสรีระของผู้ใช้งาน ช่วยให้นั่งทำงานได้อย่างสบาย โดยไม่ต้องก้มหรือโน้มตัวมากเกินไป ทั้งนี้ โต๊ะทำงานที่วัสดุทนทาน ทำความสะอาด และดูแลรักษาง่าย จะช่วยยืดอายุการใช้งาน ให้คุณนั่งทำงานกับโต๊ะตัวโปรดได้นานยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนโต๊ะบ่อยๆ ให้สิ้นเปลือง OfficeMate แนะนำโต๊ะที่เหมาะสมสำหรับทำงาน โต๊ะทำงานที่ดีจะส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ประสิทธิภาพในการทำงาน และบรรยากาศการทำงาน แนะนำโต๊ะทำงานเฟอร์ราเดค รุ่น ST120DA-P จาก OFM ช่วยปรับให้ท่านั่งให้ถูกต้อง ลดอาการปวดเมื่อย คุ้มค่าเกินราคา โต๊ะทำงานที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: nbsp; 2. เก้าอี้ทำงาน เก้าอี้ทำงานที่เหมาะกับการนั่งทำงานตลอดวัน ควรมีพนักพิงที่รองรับส่วนโค้งตามธรรมชาติของหลังส่วนล่าง รองรับช่วงเอวให้กระดูกสันหลังของผู้นั่งอยู่ในแนวตรง และควรปรับระดับความสูง พนักพิง หรือที่วางแขนได้ เพื่อรองรับสรีระของผู้ใช้งาน ช่วยให้นั่งทำงานได้อย่างสบาย ลดอาการปวดหลัง คอ และลดความเมื่อยล้า นอกจากนี้ วัสดุของเก้าอี้ควรเป็นวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี และทำความสะอาดง่าย เช่น ผ้าตาข่าย ช่วยให้นั่งทำงานได้นานโดยไม่รู้สึกอึดอัด หรือเลือกเก้าอี้ที่มีฟังก์ชันโยกเอน ช่วยให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งทำงานเป็นเวลานานได้ OfficeMate แนะนำเก้าอี้สุขภาพที่เหมาะสมสำหรับทำงาน การนั่งทำงานในท่าที่ถูกต้อง ช่วยให้มีสมาธิ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เก้าอี้ Haru ช่วยให้คุณนั่งทำงานได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาการปวดเมื่อย ส่งผลให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับงานมากขึ้น เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานของคุณ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: nbsp; 3. ชั้นวางของ โต๊ะทำงานที่รก ไม่เป็นระเบียบ อาจสะท้อนถึงความคิด และการทำงานที่ยุ่งเหยิง การจัดระเบียบพื้นที่ทำงานด้วยลิ้นชักเก็บของที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่งานที่มีประสิทธิภาพ และความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น การมีลิ้นชักวางของดีๆ จะช่วยเก็บของให้เป็นระเบียบ หาง่าย และช่วยให้โต๊ะทำงานดูเรียบร้อยขึ้น เริ่มจากการเลือกลิ้นชักให้เหมาะสมกับพื้นที่ทำงาน โต๊ะทำงานขนาดเล็กควรเลือกตู้ลิ้นชักแบบกะทัดรัด สูงไม่เกินระดับสายตา ช่วยให้หยิบจับของสะดวก เช่น ตู้ลิ้นชัก 2-3 ลิ้นชัก วางซ้อนกัน หรือตู้ลิ้นชักแบบติดใต้โต๊ะ ส่วนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ให้เลือกตู้ลิ้นชักที่มีหลายลิ้นชัก เก็บของได้มากขึ้น เช่น ตู้ที่มี 4-5 ลิ้นชัก หรือตู้ลิ้นชักแบบตั้งพื้นความสูงเหนือโต๊ะ เป็นการเพิ่มพื้นที่ในการเก็บของไปในตัวด้วย ควรเลี่ยงลิ้นชักที่ใหญ่เทอะทะ กีดขวางการทำงาน และมีน้ำหนักมากจนเกินไป ทำให้ไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย รวมถึงไม่ควรเลือกลิ้นชักที่แคบ ความจุไม่เพียงพอต่อการเก็บของ เพราะหากวางของจนแน่นเกินไป อาจทำให้ลิ้นชักพังเสียหาย หรือหยิบจับสิ่งของได้ไม่สะดวก OfficeMate แนะนำลิ้นชักใส่ของที่เหมาะสมสำหรับห้องทำงาน ลิ้นชักเปรียบเสมือนผู้ช่วยตัวจิ๋วสำหรับโต๊ะทำงาน ช่วยเก็บของให้เป็นระเบียบ หยิบจับสะดวก เพิ่มพื้นที่ทำงานให้กว้างขวางขึ้น การเลือกลิ้นชักที่เหมาะสม จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และราบรื่น OFM แนะนำตู้ลิ้นชักเหล็กล้อเลื่อน 3 ชั้น สีขาว เฟอร์ราเดค ตอบโจทย์คุณ! หมดปัญหาของรก หาของไม่เจอ พร้อมเพิ่มพื้นที่ทำงานได้อีกเยอะ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก: nbsp; สรุป นอกจากเฟอร์นิเจอร์ 3 ชิ้นหลักแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงาน เช่น แสงสว่าง การระบายอากาศ และการตกแต่งพื้นที่ทำงาน ช่วยเพิ่มประสบการณ์การทำงานที่ดีขึ้น หากไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง อาจลองเอาคำแนะนำที่ OfficeMate นำมาฝากไปปรับใช้กับพื้นที่ทำงานของคุณได้  หากต้องการเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ที่ช่วยให้พื้นที่ทำงานของคุณดูเป็นระเบียบ สะดวก สบาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้ามาเลือกดูได้ที่ OfficeMate เมื่อกิจการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่จะช่วยสร้างพื้นที่การทำงานที่มีประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว ต้องการบันทึกค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้เป็นรายจ่ายของบริษัทอย่างครบถ้วน ถูกต้อง แม่นยำแล้ว PEAK โปรแกรมบีญชีออนไลน์ คือ คำตอบของการทำงานบัญชีที่มีประสิทธิภาพ

27 มี.ค. 2024

PEAK Account

7 min

ตู้เอกสาร จัดเก็บให้เป็นระเบียบได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญ  5 เคล็ดลับจัดเก็บตู้เอกสารอย่างมืออาชีพ 1. คัดแยกเอกสาร การจัดระเบียบตู้เอกสารควรเริ่มต้นด้วยการคัดแยกเอกสาร แยกประเภทให้ชัดเจนว่าเอกสารไหนสำคัญ ควรเก็บไว้ เอกสารไหนไม่จำเป็น เช่น ใบปลิว โฆษณา เอกสารเก่าที่หมดอายุ ควรทิ้ง หรือนำไปรีไซเคิล รวมถึงควรแยกเอกสารตามวันที่ โดยเรียงลำดับจากเก่าไปใหม่ ไม่ควรเก็บไว้รวมกัน สำหรับเอกสารสำคัญ ก็ควรแยกประเภทให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน เช่น ใบเสร็จรับเงิน แยกเป็นปี 2567, 2566 หรือหากเป็นเอกสารสัญญา ใบทะเบียน ประกัน ให้แยกเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน 2. ตั้งระบบการจัดเก็บให้หาง่าย สะดวก รวดเร็ว เลือกวิธีจัดเก็บเอกสารที่เหมาะสมกับการใช้งานของตนเอง และควรเลือกให้เหมาะกับชนิดของเอกสารที่จัดเก็บด้วย เช่น  เหมาะสำหรับเอกสารไม่หนามาก รวมถึงเอกสารที่หยิบเข้า-ออกบ่อยครั้ง เพื่อให้หาง่าย และสามารถหยิบออกมาใช้งานได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับเอกสารจำนวนมาก ไม่ควรใส่ซองบางๆ เนื่องจากเอกสารมีความหนา จึงต้องการความแข็งแรงของแฟ้มมารองรับปริมาณเอกสาร เหมาะสำหรับเอกสารเก่า ไม่ค่อยได้ใช้งาน หรือเอกสารที่ต้องกำจัด ที่สำคัญ อย่าลืมติดชื่อเอกสารไว้หน้ากล่อง เพื่อความสะดวกต่อการทำลาย หรือนำไปรีไซเคิล ทั้งนี้ ควรตั้งชื่อหมวดหมู่ให้ชัดเจน สื่อความหมายที่เข้าใจง่าย จัดเรียงเอกสารตามลำดับ เช่น ลำดับตัวอักษร และลำดับวันที่ 3. เก็บเอกสารในตู้ที่เหมาะสม ตู้เอกสารที่เหมาะสมควรจะปลอดภัย ให้เลือกตู้เอกสารที่มีขนาดพอเหมาะกับจำนวนเอกสาร ไม่เล็กจนแน่นเกินไป หรือใหญ่จนเหลือพื้นที่ว่างมากเกินไป และควรเลือกตู้ที่มีชั้นวาง มีพื้นที่แบ่งเป็นช่องสำหรับเก็บเอกสารแต่ละหมวดหมู่ 4. ทำความสะอาดตู้เอกสารเป็นประจำ สุขอนามัยดีของตู้เก็บเอกสาร ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีของผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรรักษาความสะอาดของตู้ รวมถึงบริเวณโดยรอบตู้เอกสารด้วยเป็นอย่างดี เช่น เช็ดฝุ่นทั้งด้านใน และด้านนอกตู้เอกสารอย่างน้อยเดือนละครั้ง จัดเก็บเอกสารให้เรียบร้อย ไม่วางซ้อนกันจนยุ่งเหยิง หมั่นกำจัดเอกสารที่ไม่จำเป็น และไม่ควรนำสิ่งของที่ไม่จำเป็นเข้าไปรวมกับเอกสาร เพื่อไม่ให้ตู้ล้น จนไม่มีพื้นที่จัดเก็บเอกสารจำเป็น 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดเก็บเอกสาร ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และชาญฉลาด ช่วยเก็บเอกสาร พร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน แถมยังมีให้เลือกหลากหลาย และใช้ฟรีอีกด้วย OfficeMate แนะนำให้เก็บเอกสารด้วยวิธีที่ง่าย และรวดเร็ว ด้วยการสแกนเอกสารสำคัญเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือ Cloud Storage เช่น Google Drive, Dropbox ตั้งชื่อไฟล์ให้ชัดเจน ค้นหาได้ง่าย ที่สำคัญควรสำรองข้อมูลไว้เป็นประจำ เพื่อป้องกันเอกสารเสียหาย หรือสูญหาย สรุป การจัดตู้เอกสารให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารที่ใช้ในการทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ดังนั้น เราจึงควรจัดระบบการจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ และเลือกวิธีการจัดเก็บเอกสารที่เหมาะสมกับการใช้งาน อย่ารอช้า! มาเริ่มจัดการตู้เอกสารของคุณให้เป็นระเบียบ เริ่มต้นด้วย 5 ขั้นตอนง่ายๆ จาก OfficeMate ได้เลย หรือใครยังหาตัวช่วยจัดเก็บเอกสารเพิ่มเติม OfficeMate ยังมีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับคุณ พร้อมมอบประสบการณ์ในการจัดเก็บเอกสารที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่ OfficeMate นอกจากการจัดเก็บเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว การสร้างเอกสารสำคัญทางธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกบิลเงินสด, ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารบัญชีต่างๆ ได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ในไม่กี่ขั้นตอน สร้างเอกสารทางธุรกิจ ครบถ้วน ถูกต้อง แม่นยำ ป้องกันปัญหาอย่างมืออาชีพ

24 ม.ค. 2024

PEAK Account

12 min

เช็กลิสต์มาตรการรัฐ สร้างการเติบโตของธุรกิจในยุคดิจิทัล

เมื่อโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันก็ต้องมีการปรับตัวให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เช่น เรื่องช่องทางการขาย การชำระเงิน การจัดการบัญชี ภาษีต่างๆ ก็มีการนำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยสร้างการทำงานในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น โดยรัฐบาลเองมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจด้านดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ดังตัวอย่างของมาตรการภาครัฐต่อไปนี้ที่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ e-Payment ชำระเงิน สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ทุกธุรกิจ    ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มาตรการภาครัฐที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้มีระบบรองรับการชำระเงินทางออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับการใช้งานเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการการเงินและทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการที่นำระบบ e-Payment มาใช้ในธุรกิจ นอกจากจะเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้าแล้ว ยังเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการเงินของธุรกิจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  สำหรับเงื่อนไขของกฎหมายภาษี  e-Payment เป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการ ร้านค้าต่างๆ ควรศึกษารายละเอียดอย่างแม่นยำ เพื่อการปฏิบัติทางกฎหมายที่ถูกต้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ที่มีสาระสำคัญคือการกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-wallet ต้องรายงานข้อมูลผู้มีบัญชีธุรกรรมเฉพาะให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล โดยมีเงื่อนไขดังนี้       e-Tax Invoice ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัล e-Tax Invoice หรือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นมาตรการภาครัฐในการออกใบกํากับภาษีในรูปแบบใหม่ที่กรมสรรพากรได้พัฒนาขึ้นมาใช้แทนการออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษ โดยจะปรับเปลี่ยนข้อมูลทั้งหมดเป็นในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางระบบออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงกรมสรรพากรได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านช่องทางอีเมล หรือเว็บไซต์กรมสรรพากรได้ในทันท่วงที ไม่ต้องจัดเตรียม และรวบรวมใบกํากับภาษีแบบกระดาษอีกต่อไป นอกจากนั้นการจัดทำใบกำกับภาษีอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีประโยชน์ต่อเจ้าของธุรกิจอีกหลายประการ ได้แก่ การลดต้นทุนแฝงอย่างเช่น ค่ากระดาษ ค่าหมึกพิมพ์ ค่าจัดส่ง ค่าจัดเก็บใบกำกับภาษี การป้องกันเอกสารสูญหายหรือได้รับความเสียหาย นอกจากนั้น e-Tax Invoice ยังรองรับสิทธิประโยชน์จากทางภาครัฐ อย่างโครงการ การช้อปดีมีคืนในปี 2566 และล่าสุดกับโครงการ Easy E-Receipt เป็นต้น โดย e-Tax Invoice นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. e-Tax Invoice by Time Stamp เป็นระบบการจัดทำใบกำกับภาษีโดยการประทับรับรองเวลา (Time Stamp) เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกรมสรรพากรกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีรายได้ ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หรือมีการออกใบกำกับภาษีจำนวนไม่มาก ได้ตระหนักถึงความสะดวกของการออกและใช้งานใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนสำหรับผู้ประกอบการที่จะพัฒนาไปสู่ระบบการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต  2. e-Tax Invoice & e-Receipt เป็นระบบที่กรมสรรพากรพัฒนาขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบการจัดทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และใบเสร็จรับเงินในรููปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ส่งมอบให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการด้วยช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ตกลงกัน รวมถึงการนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรผ่านช่องทางที่กรมสรรพากรกำหนดด้วย Easy E-Receipt  โอกาสสำหรับผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล Easy E-Receipt คือ โครงการลดหย่อนภาษีประจำปี 2567 ที่กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า e-Tax Invoice และ e-Receipt ที่ได้รับจากการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีในปีภาษี 2567 โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีเงื่อนไขการใช้จ่ายดังต่อไปนี้ 1. ต้องเป็นผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2. ซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ที่ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น 3. ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจริง จำนวนไม่เกิน 50,000 บาท นับเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่จะสร้างการขายสินค้าและบริการตามที่โครงการกำหนด 2 มาตรการภาษี  โอกาสดีๆ สำหรับผู้ประกอบการ เป็นการขยายเวลาต่อเนื่องสำหรับมาตรการภาครัฐที่กำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์และส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax รวมถึงหักรายจ่ายค่าบริการระบบดังกล่าวได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 – 31 ธันวาคม 2568  มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e-Withholding Tax ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 -31 ธันวาคม 2568” จะมีการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เหลืออัตราร้อยละ 1 ทั้ง 2 มาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการลดต้นทุนในการจัดทำและการจัดเก็บเอกสาร รวมทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาดำเนินมาตรการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายได้อีกด้วย PromptBiz  ตอบโจทย์ธุรกิจดิจิทัล สร้างระบบการทำงานแบบมืออาชีพ PromptBiz คือ โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินกลางสำหรับภาคธุรกิจ ทำให้เกิดการทำธุรกิจแบบดิจิทัลที่สามารถข้ามธนาคารได้อย่างครบวงจร โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลการค้าและการชำระเงิน ตั้งแต่ข้อมูลใบแจ้งหนี้ การวางบิล การชำระเงิน จนถึงการออกใบเสร็จ โดย PromptBiz จะมีบริการ 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ บริการด้านการค้าและการชำระเงิน และบริการด้านสินเชื่อ PromptBiz จะเปลี่ยนเอกสารทางการค้าจากรูปแบบกระดาษมาเป็นเอกสารดิจิทัลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางบิล รับวางบิล ตรวจสอบความถูกต้อง และชำระเงินผ่านแพลตฟอร์ม พร้อมจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมไปถึงการทำรายการหักและนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ  ขณะเดียวกันระบบ PromptBiz จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ได้เป็นอย่างดี