ความรู้ภาษี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการ มีใบกำกับภาษีครบ แต่กลับนำมาเคลมภาษีซื้อไม่ได้ เพราะรายการนั้นเข้าข่ายเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” (Non-deductible Input VAT) บทความนี้สรุปครบทั้ง 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ตารางสรุปว่าลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่จ่ายไปจริง แต่เอามาลดยอดภาษีตอนยื่นแบบรายเดือนไม่ได้ ต้องรับภาระเองทั้งจำนวน ซึ่งต่างจากภาษีซื้อปกติที่สามารถนำไปหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนได้ กฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุภาษีซื้อต้องห้าม 6 ประเภท และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ที่ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ภาษีซื้อต้องห้าม มีอะไรบ้าง (6 ประเภทหลัก) กฎหมายกำหนดภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักไว้ 6 ประเภท ดังนี้ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ากิจการซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วไม่มีใบกำกับภาษีมายืนยัน ก็ไม่สามารถเคลม VAT ได้ กรณีที่พบบ่อยคือใบกำกับภาษีสูญหายแล้วไม่ได้ขอออกใหม่ หรือผู้ขายไม่ยอมออกใบกำกับภาษีให้ 2. ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันเดือนปี รายการสินค้า และจำนวนเงิน ถ้ามีการขีดฆ่า ลบ แก้ไข หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ไม่สามารถนำมาเคลมได้ ตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ที่บ้านกรรมการ ไม่ได้ใช้ในสำนักงาน ภาษีซื้อส่วนนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 4. ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ค่ารับรอง เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการรับรองแขก ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองเหล่านี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตัวค่ารับรองเองยังสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 5. ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก ถ้ากิจการรับใบกำกับภาษีจากบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ใบกำกับภาษีฉบับนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง และภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ก่อนรับใบกำกับภาษี ควรตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้าผ่านระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ก่อนเสมอ 6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 42 นอกจาก 5 ข้อข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรยังกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมไว้ในประกาศฉบับที่ 42 ซึ่งรายการที่ SME เจอบ่อยที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่ ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ครอบคลุมทั้งการซื้อ เช่าซื้อ เช่า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ทั้งหมดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ยกเว้นกิจการที่ขายรถยนต์นั่ง หรือให้เช่ารถยนต์นั่งโดยเฉพาะ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน (แบบย่อ) ไม่สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ ภาษีซื้อจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ถ้ากิจการทำทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วซื้อทรัพย์สินมาใช้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อส่วนนี้เคลมไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้าม ลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ จุดที่ SME สับสนมากที่สุดคือ ภาษีซื้อต้องห้าม “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ไม่ได้” เป็นคนละเรื่องกัน ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ตารางต่อไปนี้สรุปให้ชัด ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม เคลม VAT (หัก ภ.พ.30) ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ ไม่มีใบกำกับภาษี ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวกับกิจการ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ค่ารับรอง ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารับรอง) ใบกำกับออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถ) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้ามีหลักฐานอื่นประกอบ) ทรัพย์สินใช้ในกิจการไม่ต้องเสีย VAT (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้าเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับกิจการ) สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีฯ ส่วนใหญ่ยังลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ภาษีซื้อต้องห้ามจากใบกำกับภาษีที่มีปัญหา หรือไม่เกี่ยวกับกิจการ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME เจอบ่อย ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งของกรรมการ (เก๋ง 5 ที่นั่ง ใช้ในกิจการ) เดือนละ 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท VAT 350 บาทนี้เคลมไม่ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ที่กล่าวข้างต้น นำไปหักจากภาษีขายไม่ได้ แต่สามารถรวม VAT 350 บาทเป็นส่วนหนึ่งของค่าน้ำมัน แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้รวม 5,350 บาทได้ ค่ารับรองลูกค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลี้ยงอาหารลูกค้า 2 ท่านที่ร้านอาหาร ค่าอาหาร 3,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวมจ่าย 3,210 บาท VAT 210 บาทเคลมไม่ได้เช่นกัน แต่ค่าอาหารรวม VAT จำนวน 3,210 บาท สามารถลงเป็นค่ารับรองได้ เพราะจ่ายคนละ 1,605 บาท ไม่เกินเกณฑ์ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ และมีหลักฐานผู้รับเงินประกอบ ใบกำกับภาษีอย่างย่อจากร้านค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้ออุปกรณ์สำนักงานจากร้านสะดวกซื้อ 500 บาท ได้รับเฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ระบุแค่ชื่อร้าน วันที่ รายการ ราคารวม VAT) ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ภาษีซื้อ 32.71 บาท (500 × 7/107) เคลม VAT ไม่ได้ เพราะเป็นใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากร้านค้าทุกครั้ง โดยแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ผู้ขาย วิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามบันทึกบัญชีต่างจากภาษีซื้อปกติ เพราะไม่สามารถตั้งเป็นลูกหนี้กรมสรรพากรได้ ต้องรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งกรรมการ 5,000 บาท VAT 350 บาท จ่ายเงินสด 5,350 บาท ภาษีซื้อปกติ (ถ้าเป็นรถกระบะ) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,000.00 Dr ภาษีซื้อ 350.00 Cr เงินสด 5,350.00 ภาษีซื้อต้องห้าม (รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,350.00 Cr เงินสด 5,350.00 จะเห็นว่า VAT 350 บาทไม่ได้แยกบัญชีภาษีซื้อออกมา แต่รวมเข้าไปในค่าน้ำมันรถเลย เพราะไม่สามารถนำไปเคลมได้ ระบบบัญชีต้องมีช่องให้ระบุว่ารายการนี้เป็นภาษีซื้อที่เคลมไม่ได้ เพื่อไม่ให้ระบบดึงยอดไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่จะนำส่งสรรพากร วิธีป้องกันปัญหาภาษีซื้อต้องห้าม ปัญหาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ ถ้าตรวจสอบเอกสารก่อนบันทึกบัญชี สรุป: ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามมี 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกิจการไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนจากสรรพากรได้ สิ่งที่ SME ต้องจำคือ “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้” เป็นคนละเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง ค่ารับรอง และภาษีซื้อตามใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้า และบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามแยกออกจากภาษีซื้อปกติให้ชัดเจน จัดการภาษีซื้อให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการแยกภาษีซื้อปกติกับภาษีซื้อต้องห้ามได้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ ระบบจะไม่ดึงภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่ยื่นสรรพากร ช่วยลดความผิดพลาดและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรเรียกเงินคืน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามกับภาษีซื้อไม่ขอคืน ต่างกันอย่างไร ภาษีซื้อต้องห้ามเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเคลมไม่ได้ ไม่ว่ากิจการจะต้องการเคลมหรือไม่ ส่วนภาษีซื้อไม่ขอคืนเป็นกรณีที่กิจการมีสิทธิ์เคลมได้ แต่เลือกไม่ขอคืนเอง เช่น กิจการที่รายได้จากกิจการไม่ต้องเสีย VAT มีสัดส่วนมากกว่า 90% สามารถเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อได้ ซึ่งทำให้ภาษีซื้อทั้งหมดกลายเป็นภาษีซื้อที่ไม่ขอคืน ค่าน้ำมันรถกระบะ เคลม VAT ได้ไหม ได้ รถกระบะไม่เข้าข่ายรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถกระบะจึงเคลม VAT ได้ปกติ ขอเพียงมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม ต้องยื่น ภ.พ.30 อย่างไร ภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามเคลมไม่ต้องนำไปกรอกในช่อง “ภาษีซื้อ” ของแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่สามารถหักจากภาษีขายได้ ให้กรอกเฉพาะภาษีซื้อที่เคลมได้เท่านั้น ส่วนภาษีซื้อต้องห้ามให้บันทึกแยกไว้ในรายงานภาษีซื้อ โดยระบุว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อเป็นหลักฐาน ถ้าเผลอเคลมภาษีซื้อต้องห้ามไปแล้ว ทำอย่างไร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงยอดภาษีซื้อให้ถูกต้อง โดยลดยอดภาษีซื้อที่เคลมไปผิดออก แล้วชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (นับจากวันครบกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ) ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มที่ต้องจ่าย การเฉลี่ยภาษีซื้อ ต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามอย่างไร การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นเรื่องของกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วมีค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้ว่าใช้ในกิจการไหน ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละกิจการ ส่วนที่เฉลี่ยไปให้กิจการไม่ต้องเสีย VAT จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถ้ากิจการไม่ทำการเฉลี่ย กฎหมายถือว่าภาษีซื้อทั้งจำนวนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ถอดVAT คืออะไร สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจริง

การถอด VAT 7% ออกจากราคารวมสุทธิ แค่ใช้สูตร “หารด้วย 1.07” ก็จะได้ราคาก่อนภาษีทันที เช่น ราคารวม 1,070 บาท ÷ 1.07 = 1,000 บาท ซึ่งก็คือราคาจริงก่อน VAT นั่นเอง ฟังดูง่าย… แต่ในชีวิตจริงหลายคนยังสับสนว่าเมื่อไหร่ต้องใช้สูตรไหน? แล้วถ้าคำนวณออกมาเป็นเลขทศนิยมยาวๆ ควรปัดเศษอย่างไรให้ถูกต้อง? บทความนี้รวมสูตรถอด VAT ครบทุกรูปแบบ พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เจอบ่อย และวิธีจิ้มเครื่องคิดเลขแบบทีละขั้นตอน ถอด VAT ต่างจาก “คิด VAT” อย่างไร ถอด VAT คือการคำนวณย้อนกลับจากราคาที่รวม VAT แล้ว เพื่อหาว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร และ VAT ที่ซ่อนอยู่ในยอดนั้นเป็นเงินเท่าไร ซึ่งต่างจากการ “คิด VAT” ที่เป็นการบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไปในราคาก่อนภาษี คิด VAT คือการทำอะไร คิด VAT คือเริ่มจากราคาก่อนภาษี แล้วบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไป เพื่อได้ราคารวมที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ตัวอย่าง: บริษัทขายสินค้าราคา 1,000 บาท (ราคายังไม่รวม VAT)VAT 7% = 1,000 × 7% = 70 บาทราคารวม VAT ที่เก็บจากลูกค้า = 1,000 + 70 = 1,070 บาท ถอด VAT คือการทำอะไร ถอด VAT คือเริ่มจากราคารวม VAT แล้วคำนวณย้อนกลับ เพื่อแยกว่าส่วนไหนเป็นราคาสินค้าและส่วนไหนเป็น VAT 7% ตัวอย่าง: บริษัทได้รับใบเสร็จ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) และต้องการรู้ว่า VAT เท่าไรราคาก่อน VAT = 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาทยอด VAT 7% = 1,070 – 1,000 = 70 บาท 3 สูตรถอด VAT 7% ที่ต้องรู้ — ใช้สูตรไหน เมื่อไหร่ สูตรถอด VAT 7% มี 3 แบบหลัก แต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน เลือกตามสิ่งที่อยากรู้ สูตร ใช้เมื่อต้องการ สมการ ÷ 1.07 ราคาก่อน VAT ราคารวม ÷ 1.07 × 7 ÷ 107 ตัวเลข VAT อย่างเดียว ราคารวม × 7 ÷ 107 × 1.07 ราคารวมจากราคาก่อน VAT ราคาก่อน VAT × 1.07 สูตรที่ 1: ถอดราคาก่อน VAT จากราคารวม (÷ 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคารวม VAT แล้วอยากรู้ว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร นิยมใช้มากที่สุดในการทำบัญชี สมการ: ราคาก่อน VAT = ราคารวม VAT ÷ 1.07 ตัวอย่าง: ซื้อวัตถุดิบมา 5,350 บาท (รวม VAT แล้ว)ราคาก่อน VAT = 5,350 ÷ 1.07 = 5,000 บาทยอด VAT7%  = 5,350 – 5,000 = 350 บาท เมื่อบันทึกค่าใช้จ่าย จำเป็นจะต้องแยก “ค่าวัตถุดิบ 5,000 บาท” กับ “ภาษีซื้อ 350 บาท” ออกจากกัน เพื่อเวลายื่นภาษี สามารถนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ถูกต้อง สูตรที่ 2: หาเฉพาะ VAT จากราคารวม (× 7 ÷ 107) ใช้เมื่ออยากรู้แค่ว่า VAT ในราคารวมนั้นเท่าไร โดยไม่ต้องหาราคาก่อน VAT ก่อน สมการ: VAT = ราคารวม VAT × 7 ÷ 107 ตัวอย่าง: ใบเสร็จค่าบริการ 10,700 บาท อยากรู้ว่า VAT เท่าไรVAT = 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท สูตรนี้กับสูตรที่ 1 ให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่สลับลำดับการคำนวณ ใช้แบบไหนก็ได้ตามที่ถนัด สูตรที่ 3: คิด VAT จากราคาก่อนภาษี (× 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคาก่อน VAT แล้วอยากรู้ราคาที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ซึ่งเป็นสูตร “คิด VAT” ไม่ใช่ “ถอด VAT” แต่สำคัญพอๆ กัน สมการ: ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT × 1.07 ตัวอย่าง: ค่าบริการออกแบบ 20,000 บาท (ก่อน VAT) ราคาที่เรียกเก็บลูกค้า = 20,000 × 1.07 = 21,400 บาท ตัวอย่างการคำนวณถอด VAT 7% ตัวอย่างที่ 1: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ซื้อกล่องพัสดุ 3,210 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าค่ากล่องจริงๆ เท่าไร และ VAT เท่าไรที่จะนำไปเป็นภาษีซื้อ วิธีการคำนวณ: มูลค่ากล่องพัสดุ 3,210 ÷ 1.07 = 3,000 บาท (ราคาก่อน VAT) VAT = 3,210 – 3,000 = 210 บาท ตัวอย่างการบันทึกบัญชี:เดบิต ค่าวัสดุสิ้นเปลือง    3,000เดบิต ภาษีซื้อ                   210เครดิต เงินสด               3,210 ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณา Facebook 10,700 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าสามารถนำ VAT เท่าไรไปเป็นภาษีซื้อ (กรณีจด VAT แล้ว) วิธีการคำนวณ: 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท (VAT ที่ซ่อนอยู่)ราคาก่อน VAT = 10,700 – 700 = 10,000 บาท หมายเหตุ: ค่าโฆษณา Facebook ออกโดยบริษัทต่างประเทศ ไม่มีใบกำกับภาษีแบบไทย — กรณีนี้ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) เพิ่มเติม ดูวิธีบันทึกรายการ ภ.พ.36 ใน PEAK ราคาไม่รวม VAT กับราคารวม VAT ต่างกันอย่างไร ราคาที่เห็นในชีวิตประจำวันมีอยู่ 2 แบบ คือ “ราคาไม่รวม VAT” และ “ราคารวม VAT” ซึ่งสร้างความสับสนบ่อยมากโดยเฉพาะตอนเจรจาราคากับคู่ค้า ราคาไม่รวม VAT คืออะไร ราคาไม่รวม VAT คือราคาที่ยังไม่ได้บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป เวลาเห็นป้ายราคา “5,000 บาท ไม่รวม VAT” หมายความว่าต้องจ่ายเพิ่ม VAT 7% อีก 350 บาท รวมเป็น 5,350 บาท คำอื่นที่มีความหมายเดียวกัน: ราคาก่อน VAT, ราคายังไม่รวมภาษี, ex VAT, net price ใช้เมื่อไร: ในใบเสนอราคาระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่ทั้งสองฝ่ายจด VAT — เพราะฝ่ายซื้อจะนำ VAT ไปหักเป็นภาษีซื้อได้ จึงสนใจแค่ราคาก่อน VAT ราคารวม VAT หาได้อย่างไร ราคารวม VAT คือราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริง รวม VAT เข้าไปแล้ว เรียกอีกชื่อว่า inclusive VAT หรือ gross price ถ้ารู้ราคาไม่รวม VAT ให้คูณ 1.07 เพื่อได้ราคารวม ถ้ารู้ราคารวม VAT ให้หาร 1.07 เพื่อได้ราคาไม่รวม VAT ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย: ลูกค้าจ่าย 5,350 บาท แต่ใบเสนอราคาระบุ “5,000 บาท ไม่รวม VAT” — บางคนเข้าใจผิดว่าลูกค้าจ่ายเกิน ที่จริงถูกต้องแล้ว เพราะ 5,000 บวก VAT 7% = 5,350 บาท 4 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ถอด VAT ผิดบ่อย — และวิธีแก้ แม้สูตรจะง่าย แต่ข้อผิดพลาดในการถอด VAT เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะในกิจการที่เพิ่งจด VAT ใหม่ ผิดพลาดที่ 1: ใช้สูตรหารด้วย 0.07 แทน 1.07 เช่น 1,070 ÷ 0.07 = 15,285 ซึ่งผิดทั้งหมด ที่ถูก: 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาท ผิดพลาดที่ 2: คิดว่า VAT 7% = ราคารวม × 7% โดยตรง เช่น 1,070 × 7% = 74.9 บาท ซึ่งผิด ที่ถูก: VAT ในราคารวม 1,070 บาท = 1,070 × 7 ÷ 107 = 70 บาท (ไม่ใช่ 74.9 บาท) เหตุผล: 7% คำนวณจากราคาก่อน VAT (1,000) ไม่ใช่จากราคารวม (1,070) ผิดพลาดที่ 3: ถอด VAT จากใบเสร็จที่ไม่มี VAT ร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ดังนั้นราคาในใบเสร็จของพวกเขาไม่มี VAT รวมอยู่ — ถ้านำมาถอด VAT จะได้ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย และบันทึกบัญชีผิด สามารถนำเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขายตรวจสอบสถานะที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ผิดพลาดที่ 4: ปัดเศษผิด กรมสรรพากรกำหนดให้ปัดเศษ VAT เป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม โดยยึดหลักปัดขึ้นถ้าทศนิยมตำแหน่งที่ 3 เป็น 5 ขึ้นไป สรุป: วิธีถอด VAT 7% ให้ถูกต้องทุกครั้ง ออกใบกำกับภาษีและคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติด้วย PEAK ถ้ากิจการคุณจด VAT แล้ว ทุกครั้งที่ออกใบเสนอราคาหรือใบกำกับภาษี PEAK Account จะคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติ แยกราคาก่อน VAT และ VAT โดยไม่ต้องถอดเองทุกครั้ง และข้อมูลภาษีซื้อ–ภาษีขายจะถูกรวบรวมไว้พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถอด VAT 7% ถอด VAT 7% ใช้ ÷ 107 หรือ ÷ 1.07 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองสูตรให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ต้องระวังการจับคู่ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ ÷ 1.07 หารด้วยตัวเลขนี้เพื่อได้ “ราคาก่อน VAT” ตรงๆ ถ้าใช้ × 7 ÷ 107 คูณและหารเพื่อได้ “ตัวเลข VAT” อย่างเดียว ห้ามสลับ: ÷ 107 แบบไม่คูณอะไรก่อนนั้นผิด ต้องเป็น × 7 ÷ 107 หรือเทียบเท่า กิจการที่ไม่ได้จด VAT ต้องถอด VAT ไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่ได้จด VAT ไม่มีภาษีซื้อและภาษีขายในระบบ VAT ดังนั้นไม่ต้องถอด VAT ออกจากใบเสร็จที่ได้รับ กิจการที่ต้องจด VAT คือกิจการที่มีรายได้จากขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1) หรือที่สมัครใจจดก่อนถึงเกณฑ์ ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ กรมสรรพากร rd.go.th ถอด VAT แล้วได้เลขทศนิยม ปัดขึ้นหรือปัดลง ใช้หลักปัดปกติ — ทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ถ้าเป็น 5 ขึ้นไปให้ปัดขึ้น ถ้าต่ำกว่า 5 ให้ตัดทิ้ง แสดงผลเป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม ตัวอย่าง: 5,000 ÷ 1.07 = 4,672.897… ปัดเป็น 4,672.90 บาท กรมสรรพากรไม่ได้กำหนดวิธีปัดเศษอย่างเคร่งครัดสำหรับกิจการทั่วไป แต่ควรใช้แนวทางเดียวกันสม่ำเสมอในทุกรายการ และบันทึกไว้ในนโยบายการบัญชีของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภ.พ.30 คืออะไร? ผู้ประกอบการจด VAT ต้องรู้ก่อนยื่นภาษี

ทุกเดือนที่ผ่านไปโดยไม่ได้ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่แบบฟอร์มนี้คืออะไร ใครต้องยื่น กำหนดเวลา วิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณ VAT จริงที่นำไปใช้ได้ทันที ภ.พ.30 คืออะไร ภ.พ.30 คือ แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ที่สรุปยอดภาษีขาย (VAT ที่เก็บจากลูกค้า) เทียบกับภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ผู้ขาย) ในเดือนนั้น ถ้าภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่า ก็ขอคืนหรือเก็บเป็นเครดิตยกไปเดือนถัดไปได้ ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.30 กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เมื่อจดแล้ว หน้าที่ยื่น ภ.พ.30 จะเกิดขึ้นทุกเดือนนับจากนั้น แม้เดือนไหนไม่มียอดซื้อหรือยอดขายเลย ก็ต้องยื่นแบบเปล่า มิฉะนั้นจะถูกคิดค่าปรับ ตัวอย่างกิจการที่ต้องยื่น เช่น สำนักงานบัญชี บริษัทขายส่งสินค้า หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จด VAT แล้ว กำหนดเวลายื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ปี 2569 กำหนดเวลายื่นแบ่งเป็น 2 กรณี ยื่นแบบกระดาษ — ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี เช่น ภาษีเดือนมิถุนายน 2569 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing — ได้สิทธิขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน จากวันสุดท้ายของการยื่นแบบกระดาษ กรณีเดียวกันคือยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สิทธินี้มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 มกราคม 2570 ตามประกาศกระทรวงการคลัง (อ้างอิง: กรมสรรพากร) ยื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ได้ถึงวันไหน ถ้าวันที่ 23 ตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป ตรวจสอบวันครบกำหนดแต่ละเดือนได้ที่ ปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร วิธียื่นแบบ ภ.พ.30 ออนไลน์ ผ่าน e-Filing การยื่นออนไลน์ทำผ่านเว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) โดยมีขั้นตอนหลัก ดังนี้ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 กรมสรรพากรปรับปรุงแบบฟอร์มใหม่ บนระบบ e-Filing ในส่วนของแบบยื่นเพิ่มเติม จะมีช่องกรอกยอดขายแจ้งไว้ขาดและยอดซื้อแจ้งไว้เกินเพิ่มเติม ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ต้องกรอกในแบบ ภ.พ.30 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน) มีรายการเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทต้องนำส่ง 14,000 บาทให้กรมสรรพากรภายในกำหนด กรณีภาษีซื้อมากกว่า: สมมติเดือนถัดมาบริษัทซื้อเครื่องจักร 800,000 บาท (ภาษีซื้อ 56,000 บาท) แต่ขายสินค้าได้ 400,000 บาท (ภาษีขาย 28,000 บาท) ภาษีชำระเกิน = 56,000 − 28,000 = 28,000 บาท บริษัทเลือกได้ว่าจะขอคืนเป็นเงินสด หรือเก็บเป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไป ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นแบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกรณี เปรียบเทียบ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ใช้สำหรับ สรุปภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน นำส่ง VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้ต่างประเทศ ตัวอย่าง ขายสินค้าในประเทศ เก็บ VAT จากลูกค้า จ่ายค่า Google Ads, ค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ กำหนดยื่น ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (กระดาษ) / 23 (ออนไลน์) ภายใน 7 วัน นับจากสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ใครยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้จ่ายเงินค่าบริการให้ต่างประเทศ หากกิจการของคุณใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT แทนผู้ให้บริการต่างประเทศ แล้วนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไปรวมในแบบยื่นรายเดือนของเดือนนั้นด้วย (อ่านเพิ่ม: ภาษีมูลค่าเพิ่มมีกี่แบบ) ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณียื่น ภ.พ.30 ไม่ทัน การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยมีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนัก ตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ดังนี้ เบี้ยปรับ — กรณีไม่ยื่นแบบหรือยื่นเกินกำหนดเวลา ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 89(2) เช่น มีภาษีต้องชำระ 14,000 บาท เบี้ยปรับเต็มจำนวน = 28,000 บาท แต่ถ้ามายื่นเองโดยไม่ได้รับหนังสือเตือนจากสรรพากร จะลดเหลือ 2% ของเบี้ยปรับ คือ 28,000 × 2% = 560 บาท เงินเพิ่ม — คิดอัตรา 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89/1 เช่น ภาษี 14,000 บาท ล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่ม = 14,000 × 1.5% × 3 = 630 บาท ค่าปรับอาญา — กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 90 ถ้าวางแผนไม่ดีอาจต้องจ่ายทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญารวมกัน ซึ่งมากกว่าตัวภาษีหลายเท่า สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือตั้งเตือนปฏิทินทุกเดือน หรือใช้โปรแกรมบัญชีที่ช่วยเตือนกำหนดยื่นให้อัตโนมัติ สรุป สิ่งสำคัญที่ควรจำ: ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 ของเดือนถัดไป เตรียมรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ครบ เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงเรื่องค่าปรับได้แล้ว จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK Tax PEAK Tax ช่วยดึงข้อมูลรายการภาษีซื้อ-ภาษีขาย จากเอกสารที่บันทึกในโปรแกรม PEAK มาสรุปเป็นแบบให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจจับรายการผิดปกติก่อนนำส่งสรรพากร ลดโอกาสกรอกผิดและประหยัดเวลาให้นักบัญชีได้มาก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 ภ.พ.30 ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “VAT Return Form P.P.30” หรือ “Monthly Value Added Tax Return” ใช้ในบริบทการสื่อสารกับผู้สอบบัญชีหรือคู่ค้าต่างประเทศ ไม่มีรายได้เดือนนี้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น เพราะหน้าที่ยื่นแบบเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จดทะเบียน VAT จนกว่าจะยกเลิกทะเบียน เดือนไหนไม่มีรายการก็ยื่นแบบเปล่าไปก่อน เทคนิคกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 นักบัญชีควรตรวจสอบให้ยอดรายได้ที่ยื่นในแบบรายเดือนตลอดทั้งปี ตรงกับยอดรายได้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) โดยนำรายได้ตามงบทดลองมาบวกลบรายการที่ทำให้ยอดต่างกัน เช่น ลูกหนี้การค้า เงินมัดจำรับล่วงหน้า หรือรายได้ที่ไม่อยู่ในระบบ VAT หากยอดไม่ตรงอาจถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ ดูขั้นตอนแบบละเอียดได้ที่ คู่มือกระทบยอดรายได้ใน PEAK กรอกแบบ ภ.พ.30 ผิด แก้ไขยังไง สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมผ่าน e-Filing ได้ โดยเลือกเมนู “ยื่นเพิ่มเติม” ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องแทนที่ของเดิม ถ้ายื่นเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาจะไม่มีเบี้ยปรับ แต่ถ้าเลยกำหนดแล้วจะมีเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) หรือ 89(4) ผู้ใช้ PEAK สามารถดูขั้นตอนได้ที่ วิธียื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมใน PEAK Tax ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ภ.ง.ด.94 คืออะไร ใครต้องยื่น ยื่นเมื่อไหร่ พร้อมวิธีคำนวณภาษีครึ่งปี

ช่วง ก.ค.-ก.ย. ของทุกปี ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาต้องยื่นภาษีครึ่งปี หลายคนไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์หรือเปล่า คำนวณอย่างไร ลดหย่อนอะไรได้บ้าง บทความนี้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 พร้อมตัวอย่างคำนวณจากกรณีจริงของ SME ภ.ง.ด.94 คือแบบภาษีอะไร ภ.ง.ด.94 คือแบบฟอร์มที่ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี โดยนำรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก (1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย.) มาคำนวณและชำระภาษีล่วงหน้า ภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีถือเป็นการจ่ายล่วงหน้า ไม่ได้เป็นภาษีเพิ่ม เมื่อถึงปลายปีให้นำยอดนี้ไปหักออกจากภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90) ได้ ช่วยกระจายภาระให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว นอกจากนี้ การยื่นภาษีครึ่งปียังเป็นจุดเช็คพอยต์ที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ ได้ทบทวนตัวเลขรายรับและค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา เห็นภาพรวมก่อนวางแผนภาษีสิ้นปี ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 บ้าง ผู้ที่ต้องยื่นคือบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ในช่วงครึ่งปีแรก รวมกันตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป (กรณีคนโสด) หรือ 120,000 บาท กรณีสมรส ส่วนคนที่มีเงินเดือนอย่างเดียว ซึ่งเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ 4 ประเภทที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ที่เข้าข่ายต้องยื่น ภ.ง.ด.94 มีเฉพาะ 4 ประเภทนี้เท่านั้น ภ.ง.ด.94 ยื่นเมื่อไหร่ กำหนดยื่นปี 2569 ยื่นแบบกระดาษได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 30 ก.ย. 2569 ถ้ายื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร จะได้ขยายเวลาถึงวันที่ 8 ต.ค. 2569 ช่องทาง กำหนดสุดท้าย ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร 30 ก.ย. 2569 ยื่นออนไลน์ (e-Filing) 8 ต.ค. 2569 ช่วงรายได้ที่นำมายื่นคือ 1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย. 2569 เท่านั้น ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.94 ต่างกันอย่างไร ภ.ง.ด.94 ยื่นภาษีครึ่งปีแรก ส่วน ภ.ง.ด.90 ยื่นภาษีประจำปีทั้งปี ทั้งสองเป็นคนละรอบกัน ไม่ได้ซ้ำซ้อน รายการ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ช่วงรายได้ ม.ค. – มิ.ย. ม.ค. – ธ.ค. กำหนดยื่น ก.ค. – ก.ย. ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป เงินได้ที่ยื่น เฉพาะ 40(5)-40(8) ทุกประเภท 40(1)-40(8) ค่าลดหย่อน ใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง ใช้ได้เต็มจำนวน ภาษีที่จ่าย นำไปเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ภาษีประจำปี วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 คำนวณภาษีครึ่งปีโดยนำรายได้ช่วง ม.ค.-มิ.ย. มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดเหมือนภาษีสิ้นปี เงินได้สุทธิ = เงินได้ครึ่งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน จากนั้นนำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% ตัวอย่างคำนวณภาษีครึ่งปี สมมุติ นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นที่ปรึกษาธุรกิจอิสระ มีรายได้ครึ่งปีแรก 480,000 บาท เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง 180,000 บาท เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 480,000 – 180,000 = 300,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 30,000 บาท (กึ่งหนึ่งของ 60,000) เงินได้สุทธิ = 300,000 – 30,000 = 270,000 บาท คำนวณภาษี 150,000 แรก = ยกเว้น 120,000 ถัดไป (ส่วนที่เกิน 150,000) = 120,000 × 5% = 6,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายครึ่งปี = 6,000 บาท เมื่อสิ้นปี นายสมชายนำยอด 6,000 บาทนี้ไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีใน ภ.ง.ด.90 ค่าลดหย่อนที่ใช้กับ ภ.ง.ด.94 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อนส่วนใหญ่ที่ใช้ได้ใน ภ.ง.ด.94 จะเหลือเพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนเต็มปี ตัวอย่างเช่น ค่าลดหย่อน เต็มปี (ภ.ง.ด.90) ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ส่วนตัว 60,000 บาท 30,000 บาท คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บาท 30,000 บาท บุตร (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท บิดามารดา (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท ประกันชีวิต 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. ดอกเบี้ยบ้าน 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. สำหรับมาตรการลดหย่อนพิเศษอื่น เช่น Easy E-Receipt ที่เคยมีในปีก่อน ให้ตรวจสอบประกาศจากกรมสรรพากรว่าปีภาษี 2569 มีมาตรการใดที่ใช้ได้บ้าง ข้อควรระวัง: กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และกองทุนครู ไม่สามารถนำมาลดหย่อนใน ภ.ง.ด.94 ได้ ต้องใช้ตอนยื่นภาษีสิ้นปีเท่านั้น ยื่น ภ.ง.ด.94 ช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าระบบ เลือกแบบภาษีครึ่งปี กรอกข้อมูลเงินได้และค่าลดหย่อน แล้วยืนยันการส่งแบบ ถ้าต้องการยื่นกระดาษ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์กรมสรรพากร กรอกข้อมูลแล้วนำไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หลังจากยื่นแบบแล้ว สามารถเลือกช่องทางชำระภาษีได้หลายทาง เช่น Internet Banking, บัตรเครดิต, QR Code หรือชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ไม่ยื่น ภ.ง.ด.94 มีโทษอะไร ถ้าเข้าเกณฑ์ต้องยื่นแล้วไม่ยื่น จะเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และถูกคิดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดยื่น ตัวอย่างเช่น นายสมชายมีภาษีครึ่งปีที่ต้องจ่าย 6,000 บาท แต่ไม่ได้ยื่น เมื่อยื่นภาษีสิ้นปีจะถูกคิดเงินเพิ่มจากยอด 6,000 บาท ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป ยิ่งปล่อยนานยิ่งจ่ายเพิ่มมาก แม้จะยื่นภาษีปลายปีทีเดียวก็ได้ แต่ภาษีที่ควรจ่ายตอนครึ่งปีจะถูกคิดเงินเพิ่มย้อนหลัง การยื่นตรงเวลาจึงช่วยประหยัดค่าปรับและกระจายภาระภาษีได้ดีกว่า สรุป ภ.ง.ด.94 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนยื่นภาษีครึ่งปี สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นมีเพียง 3 อย่าง คือ ข้อมูลรายรับครึ่งปีแรก หลักฐานค่าใช้จ่าย และรายการค่าลดหย่อนที่ใช้ได้ (จำไว้ว่าใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง) เมื่อเตรียมครบแล้ว คำนวณตามขั้นบันได แล้วยื่นแบบให้ทันกำหนด 30 ก.ย. หรือ 8 ต.ค. ถ้ายื่นออนไลน์ จัดการรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK ผู้ประกอบการที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี จำเป็นต้องมีข้อมูลรายรับ-รายจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ ดูสรุปยอดได้ทุกเมื่อ HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ทำให้เตรียมตัวยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 มีเงินเดือนอย่างเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ไหม ไม่ต้อง เงินเดือนเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่อยู่ในเกณฑ์ แต่ถ้ามีรายได้เสริมจากงานที่ปรึกษาหรือรับเหมาด้วย ส่วนรายได้เสริมนั้นต้องนำมาพิจารณา ยื่น ภ.ง.ด.94 แล้ว ต้องยื่นภาษีปลายปีอีกไหม ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 อีกครั้งตอนต้นปีถัดไป โดยนำรายได้ทั้ง 12 เดือนมาคำนวณใหม่ แล้วหักภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีออก ถ้าจ่ายเกินก็ขอคืนได้ จ่ายภาษีครึ่งปีไปแล้ว แต่สิ้นปีคำนวณใหม่แล้วจ่ายเกิน ขอคืนได้ไหม ได้ เมื่อยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ระบบจะนำภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีมาหักออกอัตโนมัติ ถ้ารายได้ครึ่งปีหลังน้อยกว่าครึ่งปีแรกจนภาษีทั้งปีต่ำกว่ายอดที่จ่ายไปแล้ว สามารถยื่นขอคืนเงินภาษีส่วนต่างจากกรมสรรพากรได้ คำนวณภาษีครึ่งปีแล้วไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่าย จำเป็นต้องยื่นไหม ถ้ามีเงินได้ถึงเกณฑ์ 60,000 บาท ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องจ่าย เพราะหน้าที่ยื่นแบบกับการมีภาษีต้องชำระเป็นคนละเรื่องกันถูกต้อง ที่สำคัญคือใช้งานง่าย ใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สามารถจัดการระบบบัญชีของธุรกิจให้เป็นระเบียบมากขึ้น เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.1 คืออะไร หักกี่เปอร์เซ็นต์ ต่างจาก 1ก ยังไง

ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องหักภาษีและยื่นแบบให้กรมสรรพากร แต่หลายคนยังสับสนว่าต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์ ภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันตรงไหน แล้วยื่นช้าจะโดนค่าปรับเท่าไร บทความนี้สรุปให้ครบตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณภาษีพร้อมตัวอย่างตัวเลข กำหนดยื่นแต่ละช่องทาง ไปจนถึงบทลงโทษ เจ้าของกิจการอ่านจบแล้วนำไปใช้ได้ทันที ภ.ง.ด.1 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน — ยื่นทุกเดือน) คือแบบแสดงรายการที่นายจ้างใช้รายงานเงินที่จ่ายให้พนักงาน แล้วหักภาษีไว้ส่วนหนึ่งเพื่อนำส่งกรมสรรพากร เงินได้ที่ต้องรายงานใน ภ.ง.ด.1 มี 2 ประเภทหลัก เงินได้ประเภทที่ 1 (ม.40(1)) ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา และสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน คือเงินที่ได้จากการเป็นลูกจ้างประจำของบริษัท เงินได้ประเภทที่ 2 (ม.40(2)) ได้แก่ ค่าตอบแทนจากหน้าที่หรือตำแหน่ง เช่น ค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา ค่ากรรมการ คือเงินที่ได้จากตำแหน่ง ไม่ใช่จากการรับจ้างทั่วไป ภ.ง.ด.1ก คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.1ก คือแบบสรุปรายการจ่ายเงินได้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายประจำปี ครอบคลุมเงินได้ประเภทเดียวกับ ภ.ง.ด.1 แต่เป็นการรวมยอดทั้ง 12 เดือนของพนักงานทุกคนไว้ในแบบเดียว สิ่งสำคัญคือ ภ.ง.ด.1ก ต้องรายงานพนักงานทุกคนที่ได้รับเงินได้ในปีนั้น แม้จะไม่ถูกหักภาษีเลยก็ตาม เช่น พนักงานเงินเดือน 15,000 บาทที่ภาษีเป็น 0 ก็ต้องมีชื่อในแบบนี้ด้วย กรมสรรพากรใช้ข้อมูลจาก ภ.ง.ด.1ก ตรวจสอบกับแบบ ภ.ง.ด.91 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว) ที่พนักงานยื่นเองตอนสิ้นปี ภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร ทั้งสองแบบเกี่ยวข้องกับเงินเดือนพนักงานเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ความถี่และจุดประสงค์ รายการ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.1ก ประเภท แบบรายเดือน แบบรายปี ยื่นเมื่อไร ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินเดือน ปีละครั้ง ภายใน ก.พ. ของปีถัดไป ใช้ทำอะไร รายงานยอดเงินและภาษีที่หักในแต่ละเดือน สรุปยอดรวมทั้งปีของพนักงานแต่ละคน รายงานใคร เฉพาะพนักงานที่ได้รับเงินในเดือนนั้น พนักงานทุกคนที่ได้รับเงินในปีนั้น (รวมคนที่ภาษี 0) ค่าปรับไม่ยื่น ไม่เกิน 2,000 บาท + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ไม่เกิน 2,000 บาท ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ผู้มีหน้าที่ยื่นทั้งสองแบบ คือ “ผู้จ่ายเงินได้” ไม่ใช่ตัวพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล) สมาคม หรือแม้แต่บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง) ที่จ้างพนักงานประจำ ทุกรายที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) หรือ 40(2) ต้องหักภาษีและยื่นแบบให้กรมสรรพากร ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีพนักงาน 5 คน จ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน บริษัทต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน และยื่น ภ.ง.ด.1ก สรุปยอดรวมทั้งปีภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป เงินเดือนเท่าไรถึงต้องหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่ต้องถูกหักภาษี การหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนใช้วิธีคำนวณแบบอัตราก้าวหน้า โดยประมาณการรายได้ทั้งปี แล้วหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ถ้าคำนวณแล้วเงินได้สุทธิทั้งปีไม่เกิน 150,000 บาท นายจ้างไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องรายงานชื่อพนักงานคนนั้นใน ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนอยู่ดี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับพนักงานที่ไม่มีค่าลดหย่อนอื่น จะเริ่มถูกหักภาษีเมื่อเงินเดือนราว 26,000 บาทขึ้นไป โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ภ.ง.ด.1 หักกี่เปอร์เซ็นต์ วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่าง ภ.ง.ด.1 ไม่ได้หักเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่เหมือนแบบ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา เช่น จ้างฟรีแลนซ์) หรือ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท เช่น จ่ายค่าบริการให้บริษัทอื่น) แต่ใช้วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งปี แล้วหารเฉลี่ยเป็นรายเดือน (อ่านเรื่องอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ละประเภทเพิ่มเติม) ขั้นตอนคำนวณมี 4 ขั้นตอน ตัวอย่างนี้ได้เงินได้สุทธิ เงินได้สุทธิ = 300,000 – 100,000 – 60,000 = 140,000 บาท เงินได้สุทธิ 140,000 บาทไม่เกิน 150,000 บาท จึงได้รับยกเว้นภาษี พนักงานคนนี้ไม่ต้องถูกหักภาษีในแต่ละเดือน ตัวอย่าง: พนักงานเงินเดือน 35,000 บาท สมมุติพนักงานบริษัท ตัวอย่าง จำกัด ได้เงินเดือน 35,000 บาท ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากส่วนตัว เงินได้ทั้งปี = 35,000 × 12 = 420,000 บาท หักค่าใช้จ่าย = 100,000 บาท (สูงสุดที่หักได้) หักลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 420,000 – 100,000 – 60,000 = 260,000 บาท อัตราภาษีที่ต้องใช้มีดังนี้ เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% คำนวณภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 260,000 บาท 150,000 บาทแรก = ยกเว้น (0 บาท) 110,000 บาทที่เหลือ (260,000 – 150,000) × 5% = 5,500 บาท ภาษีทั้งปี = 5,500 บาท หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน = 5,500 ÷ 12 ≈ 458 บาทต่อเดือน นายจ้างจะหักเงินจากเงินเดือนพนักงานเดือนละ 458 บาท แล้วนำส่งกรมสรรพากรพร้อม ภ.ง.ด.1 พอสิ้นปีก็รวมยอดทั้ง 12 เดือนลงในแบบ ภ.ง.ด.1ก อีกครั้ง (ข้อมูลอัตราก้าวหน้าจากกรมสรรพากร) กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ภายในวันที่เท่าไร กำหนดยื่นแต่ละแบบแยกตามช่องทาง แบบ ช่องทาง กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1 ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน ภ.ง.ด.1 ยื่นออนไลน์ e-Filing ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภ.ง.ด.1ก ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายในเดือน ก.พ. ของปีถัดไป ภ.ง.ด.1ก ยื่นออนไลน์ e-Filing ภายในวันที่ 8 มี.ค. ของปีถัดไป (ข้อมูลจากปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร) เช่น จ่ายเงินเดือนมิถุนายน ต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ภายใน 7 กรกฎาคม (กระดาษ) หรือ 15 กรกฎาคม (ออนไลน์) ถ้าวันครบกำหนดตรงกับวันหยุด จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป ไม่ยื่น ภ.ง.ด.1 หรือ ภ.ง.ด.1ก มีบทลงโทษอะไรบ้าง การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้ามีโทษทั้งค่าปรับและเงินเพิ่ม (ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) ค่าปรับ: ยื่นแบบล่าช้า โดนค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ ถ้ายื่นช้าด้วยตัวเองก่อนถูกเรียกตรวจ ค่าปรับมักลดเหลือ 200 บาท (ไม่เกิน 7 วัน) หรือ 500 บาท (เกิน 7 วัน) เงินเพิ่ม: สำหรับ ภ.ง.ด.1 ที่มีภาษีต้องนำส่ง จะโดนเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษี นับตั้งแต่วันครบกำหนดจนถึงวันที่ยื่นจริง (ตามมาตรา 27 ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น ภาษีนำส่ง 10,000 บาท ยื่นช้า 2 เดือน เงินเพิ่ม = 10,000 × 1.5% × 2 เดือน = 300 บาท รวมค่าปรับ + เงินเพิ่ม = สูงสุด 2,300 บาท สำหรับ ภ.ง.ด.1ก เป็นแบบสรุปรายปีที่ไม่ต้องนำส่งภาษีเพิ่ม จึงมีแค่ค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท ไม่มีเงินเพิ่ม ภ.ง.ด.1 ต่างจาก ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 อย่างไร ทั้งสามแบบเป็นแบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหมือนกัน แต่ใช้กับผู้รับเงินคนละกลุ่ม รายการ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ผู้รับเงิน พนักงาน (บุคคลธรรมดา) ผู้รับจ้างภายนอก (บุคคลธรรมดา) บริษัทอื่น (นิติบุคคล) เงินได้ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า อัตราหัก อัตราก้าวหน้า (ไม่คงที่) 1% ถึง 5% ตามประเภท 1% ถึง 5% ตามประเภท กำหนดยื่น ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน จำง่ายๆ คือ ภ.ง.ด.1 ใช้กับเงินเดือนพนักงาน ส่วน ภ.ง.ด.3 ใช้กับค่าจ้างบุคคลภายนอก และ ภ.ง.ด.53 ใช้กับค่าจ้างบริษัทอื่น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ภ.ง.ด. คืออะไร มีกี่แบบ) สรุป ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก สิ่งที่นายจ้างต้องจำ จัดการ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ให้เป็นระบบด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนให้อัตโนมัติ พิมพ์แบบ ภ.ง.ด.1 รายเดือนและ ภ.ง.ด.1ก สรุปรายปีพร้อมใบแนบได้ทันที ไม่ต้องคำนวณเอง ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก เดือนไหนไม่มีการจ่ายเงินเดือน ต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ไหม ถ้าเดือนนั้นไม่มีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) หรือ 40(2) เลย ก็ไม่ต้องยื่นสำหรับเดือนนั้น แต่ถ้ามีการจ่ายแม้แต่รายเดียว ต้องยื่นตามปกติ พนักงานเงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ต้องแจ้งใน ภ.ง.ด.1ก ไหม ต้องแจ้ง เพราะ ภ.ง.ด.1ก ต้องรายงานพนักงานทุกคนที่ได้รับเงินได้ในปีนั้น ไม่ว่าคำนวณภาษีแล้วจะเป็น 0 บาทก็ตาม กรมสรรพากรใช้ข้อมูลนี้ตรวจสอบกับแบบที่พนักงานยื่นเอง ภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.3 ต่างกันตรงไหน ภ.ง.ด.1 ใช้กับเงินเดือนพนักงานประจำ ส่วน ภ.ง.ด.3 ใช้กับค่าจ้างบุคคลภายนอก เช่น จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บไซต์หรือจ้างช่างภาพถ่ายสินค้า ถ้าบริษัทจ้างทั้งพนักงานและฟรีแลนซ์ ต้องยื่นทั้ง ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.3 แยกกัน ยื่น ภ.ง.ด.1 ช้า ต้องเสียค่าปรับเท่าไร ค่าปรับตามกฎหมายไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้ายื่นด้วยตัวเองก่อนถูกเรียกตรวจ มักได้ลดค่าปรับเหลือ 200 ถึง 500 บาทตามจำนวนวันที่ล่าช้า ส่วนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนยังคงต้องจ่ายเต็มจำนวน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร สรุปครบจบสำหรับผู้ประกอบการ SME

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนยังออกใบกำกับภาษีแบบกระดาษอยู่ ทั้งที่กรมสรรพากรเปิดให้ใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt มาตั้งแต่ปี 2560 บทความนี้อธิบายว่าระบบนี้คืออะไร เลือกแบบไหนดี สมัครอย่างไร และมีอะไรที่ต้องระวัง e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร ต่างกันตรงไหน กรมสรรพากรเปิดให้ผู้ประกอบการจด VAT ออกใบกำกับภาษีและใบรับเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษได้ เอกสารทั้งสองรูปแบบมีผลทางกฎหมายเท่ากัน แต่แตกต่างกันตรงประเภทและวิธีใช้งานตามรายละเอียดด้านล่าง e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือการจัดทำใบกำกับภาษีเป็นข้อมูลดิจิทัลแทนกระดาษ โดยต้องมีการลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) หรือประทับรับรองเวลา (Time Stamp) เพื่อรับรองความถูกต้อง จากนั้นส่งมอบให้ผู้ซื้อและนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร เอกสารที่จัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้มี 5 ประเภท ได้แก่ e-Receipt คือ e-Receipt คือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ออกให้ผู้ซื้อเป็นหลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว ต่างจากใบกำกับภาษีตรงที่ใบรับไม่เกี่ยวกับ VAT โดยตรง แต่เป็นเอกสารยืนยันการชำระเงิน เมื่อสมัครระบบแล้วจะออกได้ทั้ง 5 ประเภทเอกสารที่กล่าวข้างต้น สรุปความแตกต่าง e-Tax Invoice กับ e-Receipt รายการ e-Tax Invoice e-Receipt ประเภทเอกสาร ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ใบรับ (ใบเสร็จรับเงิน) ใช้สำหรับ เป็นหลักฐานการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นหลักฐานการรับเงิน ระบบที่ใช้ by Time Stamp หรือ by Digital Signature ระบบเดียวกับ e-Tax Invoice e-Tax Invoice มีกี่ระบบ เลือกแบบไหนดี กรมสรรพากรแบ่งระบบออกเป็น 2 แบบ ซึ่งผู้ประกอบการต้องเลือกใช้เพียงอย่างเดียว การเลือกขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและปริมาณใบกำกับภาษีที่ออกต่อเดือน e-Tax Invoice by Time Stamp เหมาะกับ SME ระบบ by Time Stamp (ชื่อเดิมคือ e-Tax Invoice by Email) ทำงานโดยการส่งอีเมลใบกำกับภาษีถึงผู้ซื้อ พร้อมสำเนาไปยังระบบของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อประทับรับรองเวลา ระบบนี้เหมาะกับ SME ที่ออกเอกสารไม่มากนัก และไม่ต้องซื้อใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (CA) เพิ่มเติม e-Tax Invoice by Digital Signature เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป ระบบ Digital Signature ใช้วิธีลงลายเซ็นดิจิทัลแทนการประทับเวลา ข้อมูลจัดทำในรูปแบบ XML แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านผู้ให้บริการ ระบบนี้ไม่จำกัดรายได้ รองรับปริมาณเอกสารมาก แต่ต้องซื้อใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์จากผู้ให้บริการ CA ที่กรมสรรพากรรับรอง ตารางเปรียบเทียบ 2 ระบบ สำหรับ SME เลือกใช้ รายการ by Time Stamp by Digital Signature วิธีรับรอง ประทับเวลา (ETDA) ลายเซ็นดิจิทัล (CA) แบบคำขอ ก.อ.01 บ.อ.01 ค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่มี ค่าใบรับรอง CA + Service Provider รูปแบบเอกสาร PDF ส่งอีเมล XML + Digital Signature ต้องยื่นเอกสารประกอบ ต้องอัปโหลด + รอ Activate Code ไม่ต้อง (CA ยืนยันแทน) เหมาะกับ SME ออกเอกสารไม่มาก ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ ขั้นตอนสมัคร e-Tax Invoice ต้องเตรียมอะไรบ้าง ผู้ประกอบการที่จด VAT แล้วสามารถสมัครได้ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร แต่ขั้นตอนจะแตกต่างกันตามระบบที่เลือก เอกสารและสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนเริ่มสมัคร ตรวจสอบว่าธุรกิจของคุณมีสิ่งต่อไปนี้ครบถ้วน ขั้นตอนสมัคร by Time Stamp ขั้นตอนสมัคร Digital Signature วิธีนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร หลังออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยเลือกได้ 3 ช่องทางตามความเหมาะสม สำหรับผู้ใช้ระบบ by Time Stamp ข้อมูลจะถูกส่งผ่านอีเมลอัตโนมัติเมื่อ ETDA ประทับเวลาเรียบร้อย ส่วนผู้ใช้ระบบ Digital Signature เลือกนำส่งได้ดังนี้ ประโยชน์ของ e-Tax Invoice & e-Receipt สำหรับ SME การเปลี่ยนมาใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วย SME ลดต้นทุนที่มองไม่เห็นหลายส่วน ทั้งค่ากระดาษ ค่าจัดส่ง และพื้นที่จัดเก็บเอกสาร ลดต้นทุนกระดาษและจัดเก็บ ลองคำนวณจากตัวอย่างจริง สมมุติบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นสำนักงานบัญชีที่ดูแลลูกค้า 50 ราย ออกใบกำกับภาษีเฉลี่ยรายละ 10 ฉบับต่อเดือน รวม 500 ฉบับต่อเดือน ยังไม่รวมค่าพื้นที่จัดเก็บและค่าเช่าคลังเอกสารที่ไม่ต้องใช้อีกเมื่อเปลี่ยนมาเก็บแบบดิจิทัล รองรับ Easy E-Receipt ช่วยลูกค้าลดหย่อนภาษี ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบนี้สามารถออกเอกสารให้ลูกค้านำไปใช้ในโครงการ Easy E-Receipt ของกรมสรรพากรได้ ลูกค้าบุคคลธรรมดาสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี ถือเป็นจุดขายที่ช่วยดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้ธุรกิจ วิธีตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการ e-Tax Invoice ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการสามารถตรวจสอบว่ากิจการที่ออกเอกสารให้ได้รับอนุมัติจริงหรือไม่ โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ระบบ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากร แล้วค้นหาจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือชื่อกิจการ ระบบจะแสดงข้อมูลผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบสถานะผู้ประกอบการจด VAT ผ่านระบบ VAT INFO ได้อีกช่องทางหนึ่ง ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-Tax Invoice & e-Receipt แม้ระบบจะสะดวก แต่ผู้ประกอบการควรระวังเรื่องต่อไปนี้ จัดการ e-Tax Invoice ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์รองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ by Time Stamp ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมต่อระบบได้จากเมนู ตั้งค่า > ตั้งค่าเชื่อมต่อระบบภายนอก > เชื่อมต่อ e-Tax Invoice เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว สามารถส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้จากหน้าเอกสารในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกับระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบันทึกซ้ำ สรุป e-Tax Invoice & e-Receipt ผู้ประกอบการ SME ที่ยังออกใบกำกับภาษีกระดาษอยู่ ลองพิจารณาสมัครระบบ e-Tax Invoice เริ่มจากประเมินว่าธุรกิจเหมาะกับ by Time Stamp หรือ Digital Signature จากตารางเปรียบเทียบด้านบน จากนั้นเตรียมเอกสารตาม Checklist แล้วยื่นคำขอผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ e-Tax Invoice & e-Receipt e-Tax Invoice กับใบกำกับภาษีกระดาษต่างกันอย่างไร ทั้งสองมีผลทางกฎหมายเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือรูปแบบการจัดทำและจัดส่ง ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จัดทำเป็นข้อมูลดิจิทัลและส่งผ่านระบบออนไลน์ ส่วนใบกำกับภาษีกระดาษต้องพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์หรือมอบด้วยตนเอง ต้องจด VAT ก่อนถึงจะสมัคร e-Tax Invoice ได้หรือไม่ ใช่ ผู้ประกอบการต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน จึงจะมีสิทธิสมัครใช้ระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม ถ้าธุรกิจโตขึ้น เปลี่ยนจาก by Time Stamp เป็น Digital Signature ได้ไหม ได้ แต่ต้องยื่นขอยกเลิกระบบ by Time Stamp กับกรมสรรพากรก่อน จากนั้นจัดหาใบรับรอง CA แล้วยื่นคำขอระบบ Digital Signature ใหม่ตามแบบ บ.อ.01 e-Receipt กับ Easy E-Receipt ต่างกันอย่างไร ต่างกันมาก e-Receipt เป็น “ประเภทเอกสาร” ที่ผู้ประกอบการออกให้ผู้ซื้อ ส่วน Easy E-Receipt เป็น “โครงการลดหย่อนภาษี” ของรัฐที่ให้ผู้บริโภคนำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้สิทธิลดหย่อน ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ e-Tax Invoice จะช่วยให้ลูกค้าใช้สิทธินี้ได้โดยอัตโนมัติ ถ้าออก e-Tax Invoice แล้ว ต้องเก็บเอกสารกระดาษด้วยไหม ไม่ต้องเก็บกระดาษ แต่ต้องเก็บไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ต้นฉบับไว้ให้ครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แนะนำให้ backup ไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น cloud storage + hard drive ภายในบริษัท เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายเมื่อถูกตรวจสอบ สมัครแล้วใช้ได้เลยหรือต้องรอนานแค่ไหน ระบบ by Time Stamp ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ นับจากยื่นคำขอจนได้ Activate Code ทางไปรษณีย์ ส่วนระบบ Digital Signature ขึ้นอยู่กับความเร็วในการจัดหาใบรับรอง CA ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปสาระสำคัญที่ต้องรู้

ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว ต้องจด VAT แต่ยังไม่รู้ว่าใบกำกับภาษีต้องมีอะไรบ้าง ออกตอนไหน และต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ปัญหาเหล่านี้เจอบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ VAT ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ อะไร ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงว่าได้เก็บ VAT 7% ไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86 ผู้ที่ยังไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด สำหรับผู้ขาย ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานว่าเก็บ VAT จากลูกค้าไว้เท่าไร สำหรับผู้ซื้อที่จด VAT เช่นกัน คือ หลักฐานสำคัญที่ใช้ขอหักภาษีซื้อคืนได้ ถ้าไม่มีเอกสารฉบับนี้ ต่อให้จ่ายเงินซื้อสินค้าจริง ก็นำ VAT ไปหักไม่ได้ ผู้ที่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี คือ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้วเท่านั้น โดยธุรกิจที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT ภายใน 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหน้าร้าน ร้านออนไลน์ หรือฟรีแลนซ์ ส่วนธุรกิจที่ยอดขายยังไม่ถึงก็เลือกจดแบบสมัครใจได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษีเต็มรูปที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี คำว่า “ใบกำกับภาษี” และข้อมูลผู้ขาย-ผู้ซื้อ เอกสารต้องมีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่เห็นชัด พร้อมระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ถ้าออกรวมกับเอกสารอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ต้องระบุคำว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ด้วย นอกจากนี้ต้องระบุเลขลำดับของใบกำกับภาษี และวัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร เพื่อป้องกันการออกซ้ำและใช้ตรวจสอบย้อนหลัง รายละเอียดสินค้าและภาษี ระบุชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการแยกทีละรายการ พร้อมแสดงจำนวน VAT 7% แยกออกจากมูลค่าสินค้าให้เห็นชัด จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บค่าบริการจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี รายได้จากการให้บริการ 1 10,000 0 7% 10,000 มูลค่าก่อนภาษี 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 700 บาท รวมทั้งสิ้น 10,700 บาท ลายเซ็นและการอนุมัติ กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีลายเซ็นในใบกำกับภาษี แต่ในทางปฏิบัติการลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับลูกค้าองค์กรที่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติภายใน ใบกำกับภาษีมีกี่ประเภท ใบกำกับภาษีมี 2 แบบหลัก ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใช้กับการค้าทั่วไป ต้องมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/4 รวมถึงชื่อและเลขผู้เสียภาษีของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ แยกแสดง VAT ให้เห็นชัด ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อได้ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ออกได้เฉพาะกิจการค้าปลีกหรือบริการรายย่อยที่ขายให้คนจำนวนมาก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ตามมาตรา 86/6 ไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ แสดงราคารวม VAT ในตัวเลขเดียว ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) ใช้เมื่อต้องเพิ่มยอด VAT จากที่ออกไปแล้ว และ ใบลดหนี้ (Credit Note) ใช้เมื่อต้องลดยอด VAT เช่น กรณีรับคืนสินค้าหรือให้ส่วนลดเพิ่มเติม ใบกำกับภาษีต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ใบกำกับภาษีตอบว่า “มี VAT เท่าไรในรายการนี้” ส่วนใบเสร็จรับเงินตอบว่า “ได้รับเงินแล้วหรือยัง” สองอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกัน เปรียบเทียบ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ออกได้เมื่อไร เฉพาะกิจการจด VAT ทุกกิจการ แสดง VAT ต้องแยกแสดง 7% ไม่ต้อง ผู้ซื้อหัก VAT ได้ไหม ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ไม่ได้ ออกเมื่อไร ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี เมื่อได้รับเงิน ในทางปฏิบัติ กิจการที่จด VAT มักออกเป็น “ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี” รวมในเอกสารเดียว กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ตราบใดที่มีรายการครบทั้งสองแบบ วิธีออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง กฎหมายกำหนดให้ออกใบกำกับภาษี ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ วันที่ส่งมอบสินค้า หรือวันที่ได้รับชำระเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดขึ้นก่อน ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ให้บริการออกแบบเสร็จและส่งมอบงานวันนี้ แต่ลูกค้าจะโอนเงินอีก 7 วัน ต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่วันที่ส่งมอบงาน ไม่ต้องรอให้ได้รับเงินก่อน ในทางกลับกัน ถ้าลูกค้าโอนมัดจำมาก่อนเริ่มงาน ต้องออกตั้งแต่วันที่ได้รับเงินมัดจำ หลังจด VAT แล้ว กิจการมีหน้าที่ 4 อย่าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างที่เกิดบ่อย: ร้านค้าออนไลน์ขายสินค้าให้บริษัทลูกค้าแต่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ (สลิป POS) ทำให้ลูกค้าใช้เป็นหลักฐานทางภาษีไม่ได้ ต้องออกเป็นแบบเต็มรูปแทน สรุป ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่กิจการจด VAT ต้องออกทุกครั้งที่ขาย ระบุข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 แยก VAT 7% ให้ชัดเจน ออก ณ วันที่ส่งมอบหรือรับเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดก่อน เก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี จัดการใบกำกับภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบกำกับภาษีได้ในไม่กี่คลิก คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบกำกับภาษีเต็มรูปและระบบ e-Tax Invoice ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษี ขอใบกำกับภาษีไปทำไม ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาซื้อของทั่วไป ใบกำกับภาษีอาจไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่จด VAT การขอทุกครั้งที่ซื้อของเข้าร้านช่วยนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ ลดยอดภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน บุคคลธรรมดาขอใบกำกับภาษีได้ไหม ได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สามารถขอจากร้านค้าที่จด VAT ได้ทุกครั้ง เพียงแจ้งชื่อและที่อยู่ให้ผู้ขายก่อนออกเอกสาร ใบกำกับภาษีหาย ทำอย่างไร ขอสำเนาหรือใบแทนจากผู้ขายเดิมได้ โดยผู้ขายจะออกเอกสารระบุว่าเป็น “ใบแทน” พร้อมอ้างอิงเลขที่ฉบับเดิม เพื่อให้นำไปใช้ทางภาษีได้เหมือนต้นฉบับ Tax Invoice คือ อะไร ภาษาไทยเรียกว่าอะไร Tax Invoice คือ ชื่อภาษาอังกฤษของใบกำกับภาษี เนื้อหาต้องเป็นภาษาไทยและหน่วยเงินบาท ถ้าต้องการออกเป็นภาษาต่างประเทศทั้งใบต้องขออนุมัติจากสรรพากร หลายบริษัทเลือกทำสองภาษาในใบเดียวแทน ใบกำกับภาษี ต้องออกภายในกี่วัน ต้องออก ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ไม่มีเวลาผ่อนผัน สำหรับการขายสินค้า คือ วันที่ส่งมอบ สำหรับการให้บริการ คือ วันที่ได้รับชำระเงิน หรือวันที่ใช้บริการ แล้วแต่อย่างไหนเกิดก่อน แบบฟอร์มใบกำกับภาษี มีให้ดาวน์โหลดไหม กฎหมายไม่ได้บังคับรูปแบบตายตัว เพียงกำหนดว่าต้องมีรายการครบตามมาตรา 86/4 ธุรกิจจึงออกแบบฟอร์มเองได้ หรือใช้แบบฟอร์มจากโปรแกรมบัญชีที่จัดรายการให้ครบอัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างกันอย่างไร ยื่นแบบไหนถึงจะถูกต้อง

ทุกปีช่วงต้นปีจะมีคำถามเดิมวนกลับมา “ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91” คำตอบสั้นที่สุดคือ ดูที่ “ประเภทรายได้” ถ้ามีเงินเดือนอย่างเดียว ยื่น ภ.ง.ด.91 ถ้ามีรายได้ทางอื่นร่วมด้วยแม้แต่บาทเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 เลือกผิดแบบอาจต้องยื่นใหม่พร้อมโดนเงินเพิ่ม บทความนี้จะช่วยให้ตัดสินใจถูกตั้งแต่ครั้งแรก พร้อมตัวอย่างจริง 4 สถานการณ์ที่เช็กได้ทันที ภ.ง.ด.90 คืออะไร ภ.ง.ด.90 คือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ใช้สำหรับผู้ที่มีเงินได้หลายประเภทหรือมีเงินได้ประเภทเดียวที่ไม่ใช่เงินเดือน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ใครต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 ผู้ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(1) ถึง 40(8) มากกว่า 1 ประเภท หรือมีรายได้ 40(2) ถึง 40(8) เพียงอย่างเดียว ต้องยื่นแบบนี้ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำคือ เกิน 60,000 บาทต่อปี (คนโสด) หรือเกิน 120,000 บาทต่อปี (มีคู่สมรส) ตามประกาศกรมสรรพากร แม้คำนวณภาษีแล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่มก็ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.91 คืออะไร ภ.ง.ด.91 คือแบบแสดงรายการสำหรับผู้ที่มีรายได้เฉพาะเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือค่าตอบแทนจากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40(1) เพียงอย่างเดียว ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.91 ผู้ที่มีรายได้จากนายจ้างทางเดียว ได้แก่ เกณฑ์ขั้นต่ำอยู่ที่ เกิน 120,000 บาทต่อปี (คนโสด) หรือเกิน 220,000 บาทต่อปี (มีคู่สมรส) สูงกว่า ภ.ง.ด.90 เพราะผู้มีเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ได้สูงสุด 100,000 บาท เงินได้สุทธิจึงน้อยกว่า ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างกันอย่างไร หลักง่ายที่สุดคือ ดูว่ามีรายได้กี่ทาง ถ้ามีรายได้ทางเดียวจากนายจ้างคนเดียว ยื่นแบบ 91 พอมีรายได้อื่นเพิ่มเข้ามาแม้แต่ทางเดียว ต้องเปลี่ยนมายื่นแบบ 90 ทันที ตารางนี้สรุปข้อแตกต่างทั้งหมด รายการ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 ประเภทรายได้ หลายประเภท หรือไม่ใช่เงินเดือนอย่างเดียว เงินเดือนอย่างเดียว ตามมาตรา 40(1) เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ (โสด) เกิน 60,000 บาทต่อปี เกิน 120,000 บาทต่อปี เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ (คู่สมรส) เกิน 120,000 บาทต่อปี เกิน 220,000 บาทต่อปี กำหนดยื่น 1 ม.ค. ถึง 31 มี.ค. ปีถัดไป เหมือนกัน ยื่นออนไลน์ ได้ ผ่าน efiling.rd.go.th ได้ ผ่าน efiling.rd.go.th หักค่าใช้จ่าย ตามประเภทรายได้ แตกต่างกัน เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท เช็กสถานการณ์ของตัวเอง ต้องยื่นแบบไหน องจับคู่กับ 4 สถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ถ้าตรงกับสถานการณ์ไหน ก็ยื่นตามนั้นได้เลย สถานการณ์ที่ 1 — มนุษย์เงินเดือนล้วนๆ: นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) ทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือน 35,000 บาท ได้โบนัสปีละ 1 เดือน รวมทั้งปี 455,000 บาท ไม่มีรายได้ทางอื่น → ยื่น ภ.ง.ด.91 สถานการณ์ที่ 2 — พนักงานที่มีร้านออนไลน์: นางสาวพิมพ์ (ชื่อสมมุติ) เงินเดือน 28,000 บาท ขายเสื้อผ้าผ่าน Shopee อีกเดือนละ 8,000 บาท → ยื่น ภ.ง.ด.90 เพราะมีทั้งเงินเดือน 40(1) และรายได้จากการค้า 40(8) สถานการณ์ที่ 3 — ฟรีแลนซ์เต็มตัว: นายเก่ง (ชื่อสมมุติ) รับงานออกแบบกราฟิก รายได้ปีละ 480,000 บาท ไม่มีนายจ้างประจำ → ยื่น ภ.ง.ด.90 เพราะไม่ใช่เงินเดือน 40(1) จัดเป็น 40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะสัญญา สถานการณ์ที่ 4 — ข้าราชการมีรายได้เสริม: นายวิทย์ (ชื่อสมมุติ) ข้าราชการเงินเดือน 32,000 บาท มีคอนโดปล่อยเช่าอีกเดือนละ 12,000 บาท → ยื่น ภ.ง.ด.90 เพราะนอกจากเงินเดือน 40(1) ยังมีค่าเช่า 40(5) เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นภาษี ไม่ว่าจะยื่นแบบ 90 หรือ 91 ต้องเตรียมสิ่งเหล่านี้ วิธียื่น ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากรเปิดให้ยื่นผ่านระบบ e-Filing ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ยื่นออนไลน์จะได้สิทธิ์ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน จาก 31 มีนาคม เป็น 8 เมษายน (ตามประกาศแต่ละปี) ทำให้ไม่ต้องรีบร้อนช่วงสิ้นเดือนมีนาคม ดูขั้นตอนละเอียดที่วิธียื่นภาษี ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ ยื่นผิดแบบแล้วทำอย่างไร หลายคนเคยยื่น ภ.ง.ด.91 ทั้งที่มีรายได้จากการขายของหรือค่าเช่าด้วย กรณีนี้แก้ไขได้ ถ้ามีภาษีชำระเพิ่ม จะโดนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดที่ค้าง แต่ไม่โดนค่าปรับอาญาเพราะถือว่ายื่นแบบไปแล้ว ดูรายละเอียดที่การแก้ไขเมื่อยื่นภาษีไม่ครบษีต้องชำระเพิ่ม จะโดนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง แต่ไม่โดนค่าปรับอาญา เพราะถือว่ายื่นแบบไปแล้ว ดูรายละเอียดที่การแก้ไขเมื่อยื่นภาษีไม่ครบ สรุป: เลือกยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ดูที่แหล่งรายได้ จัดการรายได้และเอกสารภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดประเภทรายได้และออก 50 ทวิ ให้อัตโนมัติ HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ลดเวลาเตรียมเอกสารภาษีให้กิจการ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ข้าราชการต้องยื่น ภ.ง.ด. แบบไหน ถ้ามีแค่เงินเดือนราชการ ยื่น ภ.ง.ด.91 แต่ถ้ามีรายได้เสริมแม้แต่น้อย เช่น สอนพิเศษ เป็นวิทยากร หรือมีบ้านปล่อยเช่า ต้องยื่นแบบ 90 ขายของออนไลน์ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 รายได้จากการขายของออนไลน์จัดเป็น 40(8) ไม่ว่าจะขายผ่าน Shopee, Lazada หรือ Facebook ถ้ามีเงินเดือนจากงานประจำด้วย ให้รวมรายได้ทุกทางแล้วยื่นแบบ 90 ส่วนคนที่ขายของเป็นอาชีพเดียว ก็ยื่นแบบ 90 เช่นกันเพราะไม่ใช่ 40(1) ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างจาก ภ.ง.ด.94 อย่างไร แบบ 90 และ 91 ใช้ยื่นภาษีประจำปี (รายได้ ม.ค. ถึง ธ.ค.) ส่วน ภ.ง.ด.94 ใช้ยื่นภาษีครึ่งปีแรก (ม.ค. ถึง มิ.ย.) เฉพาะผู้มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) กำหนดยื่นภายในเดือนกันยายน ยื่นภาษีไม่ทันกำหนดมีโทษอะไร ไม่ยื่นภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ถ้ามีภาษีต้องชำระ จะโดนเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ดูรายละเอียดที่บทลงโทษเมื่อยื่นภาษีล่าช้า นายจ้าง SME ต้องเตรียมอะไรให้พนักงานยื่น ภ.ง.ด.91 นายจ้างต้องออก 50 ทวิ ให้พนักงานทุกคนภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป และยื่น ภ.ง.ด.1ก (แบบสรุปรายปี) ต่อกรมสรรพากร PEAK Payroll ช่วยออก 50 ทวิ และจัดทำไฟล์ ภ.ง.ด.1/1ก อัตโนมัติ เจ้าของกิจการจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง ยื่นแบบไหน กรรมการบริษัทที่รับเงินเดือนจากกิจการของตัวเอง ถือเป็น 40(1) ถ้ามีแค่นี้ ยื่น ภ.ง.ด.91 ได้ แต่ถ้ามีเงินปันผลจากบริษัทด้วย จะเป็น 40(4) เพิ่มเข้ามา ต้องเปลี่ยนไปยื่นแบบ 90

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการ มีใบกำกับภาษีครบ แต่กลับนำมาเคลมภาษีซื้อไม่ได้ เพราะรายการนั้นเข้าข่ายเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” (Non-deductible Input VAT) บทความนี้สรุปครบทั้ง 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ตารางสรุปว่าลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่จ่ายไปจริง แต่เอามาลดยอดภาษีตอนยื่นแบบรายเดือนไม่ได้ ต้องรับภาระเองทั้งจำนวน ซึ่งต่างจากภาษีซื้อปกติที่สามารถนำไปหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนได้ กฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุภาษีซื้อต้องห้าม 6 ประเภท และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ที่ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ภาษีซื้อต้องห้าม มีอะไรบ้าง (6 ประเภทหลัก) กฎหมายกำหนดภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักไว้ 6 ประเภท ดังนี้ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ากิจการซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วไม่มีใบกำกับภาษีมายืนยัน ก็ไม่สามารถเคลม VAT ได้ กรณีที่พบบ่อยคือใบกำกับภาษีสูญหายแล้วไม่ได้ขอออกใหม่ หรือผู้ขายไม่ยอมออกใบกำกับภาษีให้ 2. ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันเดือนปี รายการสินค้า และจำนวนเงิน ถ้ามีการขีดฆ่า ลบ แก้ไข หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ไม่สามารถนำมาเคลมได้ ตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ที่บ้านกรรมการ ไม่ได้ใช้ในสำนักงาน ภาษีซื้อส่วนนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 4. ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ค่ารับรอง เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการรับรองแขก ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองเหล่านี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตัวค่ารับรองเองยังสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 5. ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก ถ้ากิจการรับใบกำกับภาษีจากบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ใบกำกับภาษีฉบับนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง และภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ก่อนรับใบกำกับภาษี ควรตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้าผ่านระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ก่อนเสมอ 6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 42 นอกจาก 5 ข้อข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรยังกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมไว้ในประกาศฉบับที่ 42 ซึ่งรายการที่ SME เจอบ่อยที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่ ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ครอบคลุมทั้งการซื้อ เช่าซื้อ เช่า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ทั้งหมดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ยกเว้นกิจการที่ขายรถยนต์นั่ง หรือให้เช่ารถยนต์นั่งโดยเฉพาะ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน (แบบย่อ) ไม่สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ ภาษีซื้อจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ถ้ากิจการทำทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วซื้อทรัพย์สินมาใช้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อส่วนนี้เคลมไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้าม ลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ จุดที่ SME สับสนมากที่สุดคือ ภาษีซื้อต้องห้าม “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ไม่ได้” เป็นคนละเรื่องกัน ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ตารางต่อไปนี้สรุปให้ชัด ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม เคลม VAT (หัก ภ.พ.30) ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ ไม่มีใบกำกับภาษี ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวกับกิจการ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ค่ารับรอง ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารับรอง) ใบกำกับออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถ) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้ามีหลักฐานอื่นประกอบ) ทรัพย์สินใช้ในกิจการไม่ต้องเสีย VAT (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้าเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับกิจการ) สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีฯ ส่วนใหญ่ยังลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ภาษีซื้อต้องห้ามจากใบกำกับภาษีที่มีปัญหา หรือไม่เกี่ยวกับกิจการ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME เจอบ่อย ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งของกรรมการ (เก๋ง 5 ที่นั่ง ใช้ในกิจการ) เดือนละ 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท VAT 350 บาทนี้เคลมไม่ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ที่กล่าวข้างต้น นำไปหักจากภาษีขายไม่ได้ แต่สามารถรวม VAT 350 บาทเป็นส่วนหนึ่งของค่าน้ำมัน แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้รวม 5,350 บาทได้ ค่ารับรองลูกค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลี้ยงอาหารลูกค้า 2 ท่านที่ร้านอาหาร ค่าอาหาร 3,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวมจ่าย 3,210 บาท VAT 210 บาทเคลมไม่ได้เช่นกัน แต่ค่าอาหารรวม VAT จำนวน 3,210 บาท สามารถลงเป็นค่ารับรองได้ เพราะจ่ายคนละ 1,605 บาท ไม่เกินเกณฑ์ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ และมีหลักฐานผู้รับเงินประกอบ ใบกำกับภาษีอย่างย่อจากร้านค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้ออุปกรณ์สำนักงานจากร้านสะดวกซื้อ 500 บาท ได้รับเฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ระบุแค่ชื่อร้าน วันที่ รายการ ราคารวม VAT) ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ภาษีซื้อ 32.71 บาท (500 × 7/107) เคลม VAT ไม่ได้ เพราะเป็นใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากร้านค้าทุกครั้ง โดยแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ผู้ขาย วิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามบันทึกบัญชีต่างจากภาษีซื้อปกติ เพราะไม่สามารถตั้งเป็นลูกหนี้กรมสรรพากรได้ ต้องรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งกรรมการ 5,000 บาท VAT 350 บาท จ่ายเงินสด 5,350 บาท ภาษีซื้อปกติ (ถ้าเป็นรถกระบะ) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,000.00 Dr ภาษีซื้อ 350.00 Cr เงินสด 5,350.00 ภาษีซื้อต้องห้าม (รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,350.00 Cr เงินสด 5,350.00 จะเห็นว่า VAT 350 บาทไม่ได้แยกบัญชีภาษีซื้อออกมา แต่รวมเข้าไปในค่าน้ำมันรถเลย เพราะไม่สามารถนำไปเคลมได้ ระบบบัญชีต้องมีช่องให้ระบุว่ารายการนี้เป็นภาษีซื้อที่เคลมไม่ได้ เพื่อไม่ให้ระบบดึงยอดไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่จะนำส่งสรรพากร วิธีป้องกันปัญหาภาษีซื้อต้องห้าม ปัญหาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ ถ้าตรวจสอบเอกสารก่อนบันทึกบัญชี สรุป: ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามมี 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกิจการไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนจากสรรพากรได้ สิ่งที่ SME ต้องจำคือ “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้” เป็นคนละเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง ค่ารับรอง และภาษีซื้อตามใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้า และบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามแยกออกจากภาษีซื้อปกติให้ชัดเจน จัดการภาษีซื้อให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการแยกภาษีซื้อปกติกับภาษีซื้อต้องห้ามได้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ ระบบจะไม่ดึงภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่ยื่นสรรพากร ช่วยลดความผิดพลาดและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรเรียกเงินคืน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามกับภาษีซื้อไม่ขอคืน ต่างกันอย่างไร ภาษีซื้อต้องห้ามเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเคลมไม่ได้ ไม่ว่ากิจการจะต้องการเคลมหรือไม่ ส่วนภาษีซื้อไม่ขอคืนเป็นกรณีที่กิจการมีสิทธิ์เคลมได้ แต่เลือกไม่ขอคืนเอง เช่น กิจการที่รายได้จากกิจการไม่ต้องเสีย VAT มีสัดส่วนมากกว่า 90% สามารถเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อได้ ซึ่งทำให้ภาษีซื้อทั้งหมดกลายเป็นภาษีซื้อที่ไม่ขอคืน ค่าน้ำมันรถกระบะ เคลม VAT ได้ไหม ได้ รถกระบะไม่เข้าข่ายรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถกระบะจึงเคลม VAT ได้ปกติ ขอเพียงมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม ต้องยื่น ภ.พ.30 อย่างไร ภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามเคลมไม่ต้องนำไปกรอกในช่อง “ภาษีซื้อ” ของแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่สามารถหักจากภาษีขายได้ ให้กรอกเฉพาะภาษีซื้อที่เคลมได้เท่านั้น ส่วนภาษีซื้อต้องห้ามให้บันทึกแยกไว้ในรายงานภาษีซื้อ โดยระบุว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อเป็นหลักฐาน ถ้าเผลอเคลมภาษีซื้อต้องห้ามไปแล้ว ทำอย่างไร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงยอดภาษีซื้อให้ถูกต้อง โดยลดยอดภาษีซื้อที่เคลมไปผิดออก แล้วชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (นับจากวันครบกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ) ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มที่ต้องจ่าย การเฉลี่ยภาษีซื้อ ต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามอย่างไร การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นเรื่องของกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วมีค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้ว่าใช้ในกิจการไหน ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละกิจการ ส่วนที่เฉลี่ยไปให้กิจการไม่ต้องเสีย VAT จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถ้ากิจการไม่ทำการเฉลี่ย กฎหมายถือว่าภาษีซื้อทั้งจำนวนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ถอดVAT คืออะไร สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจริง

การถอด VAT 7% ออกจากราคารวมสุทธิ แค่ใช้สูตร “หารด้วย 1.07” ก็จะได้ราคาก่อนภาษีทันที เช่น ราคารวม 1,070 บาท ÷ 1.07 = 1,000 บาท ซึ่งก็คือราคาจริงก่อน VAT นั่นเอง ฟังดูง่าย… แต่ในชีวิตจริงหลายคนยังสับสนว่าเมื่อไหร่ต้องใช้สูตรไหน? แล้วถ้าคำนวณออกมาเป็นเลขทศนิยมยาวๆ ควรปัดเศษอย่างไรให้ถูกต้อง? บทความนี้รวมสูตรถอด VAT ครบทุกรูปแบบ พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เจอบ่อย และวิธีจิ้มเครื่องคิดเลขแบบทีละขั้นตอน ถอด VAT ต่างจาก “คิด VAT” อย่างไร ถอด VAT คือการคำนวณย้อนกลับจากราคาที่รวม VAT แล้ว เพื่อหาว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร และ VAT ที่ซ่อนอยู่ในยอดนั้นเป็นเงินเท่าไร ซึ่งต่างจากการ “คิด VAT” ที่เป็นการบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไปในราคาก่อนภาษี คิด VAT คือการทำอะไร คิด VAT คือเริ่มจากราคาก่อนภาษี แล้วบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไป เพื่อได้ราคารวมที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ตัวอย่าง: บริษัทขายสินค้าราคา 1,000 บาท (ราคายังไม่รวม VAT)VAT 7% = 1,000 × 7% = 70 บาทราคารวม VAT ที่เก็บจากลูกค้า = 1,000 + 70 = 1,070 บาท ถอด VAT คือการทำอะไร ถอด VAT คือเริ่มจากราคารวม VAT แล้วคำนวณย้อนกลับ เพื่อแยกว่าส่วนไหนเป็นราคาสินค้าและส่วนไหนเป็น VAT 7% ตัวอย่าง: บริษัทได้รับใบเสร็จ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) และต้องการรู้ว่า VAT เท่าไรราคาก่อน VAT = 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาทยอด VAT 7% = 1,070 – 1,000 = 70 บาท 3 สูตรถอด VAT 7% ที่ต้องรู้ — ใช้สูตรไหน เมื่อไหร่ สูตรถอด VAT 7% มี 3 แบบหลัก แต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน เลือกตามสิ่งที่อยากรู้ สูตร ใช้เมื่อต้องการ สมการ ÷ 1.07 ราคาก่อน VAT ราคารวม ÷ 1.07 × 7 ÷ 107 ตัวเลข VAT อย่างเดียว ราคารวม × 7 ÷ 107 × 1.07 ราคารวมจากราคาก่อน VAT ราคาก่อน VAT × 1.07 สูตรที่ 1: ถอดราคาก่อน VAT จากราคารวม (÷ 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคารวม VAT แล้วอยากรู้ว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร นิยมใช้มากที่สุดในการทำบัญชี สมการ: ราคาก่อน VAT = ราคารวม VAT ÷ 1.07 ตัวอย่าง: ซื้อวัตถุดิบมา 5,350 บาท (รวม VAT แล้ว)ราคาก่อน VAT = 5,350 ÷ 1.07 = 5,000 บาทยอด VAT7%  = 5,350 – 5,000 = 350 บาท เมื่อบันทึกค่าใช้จ่าย จำเป็นจะต้องแยก “ค่าวัตถุดิบ 5,000 บาท” กับ “ภาษีซื้อ 350 บาท” ออกจากกัน เพื่อเวลายื่นภาษี สามารถนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ถูกต้อง สูตรที่ 2: หาเฉพาะ VAT จากราคารวม (× 7 ÷ 107) ใช้เมื่ออยากรู้แค่ว่า VAT ในราคารวมนั้นเท่าไร โดยไม่ต้องหาราคาก่อน VAT ก่อน สมการ: VAT = ราคารวม VAT × 7 ÷ 107 ตัวอย่าง: ใบเสร็จค่าบริการ 10,700 บาท อยากรู้ว่า VAT เท่าไรVAT = 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท สูตรนี้กับสูตรที่ 1 ให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่สลับลำดับการคำนวณ ใช้แบบไหนก็ได้ตามที่ถนัด สูตรที่ 3: คิด VAT จากราคาก่อนภาษี (× 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคาก่อน VAT แล้วอยากรู้ราคาที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ซึ่งเป็นสูตร “คิด VAT” ไม่ใช่ “ถอด VAT” แต่สำคัญพอๆ กัน สมการ: ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT × 1.07 ตัวอย่าง: ค่าบริการออกแบบ 20,000 บาท (ก่อน VAT) ราคาที่เรียกเก็บลูกค้า = 20,000 × 1.07 = 21,400 บาท ตัวอย่างการคำนวณถอด VAT 7% ตัวอย่างที่ 1: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ซื้อกล่องพัสดุ 3,210 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าค่ากล่องจริงๆ เท่าไร และ VAT เท่าไรที่จะนำไปเป็นภาษีซื้อ วิธีการคำนวณ: มูลค่ากล่องพัสดุ 3,210 ÷ 1.07 = 3,000 บาท (ราคาก่อน VAT) VAT = 3,210 – 3,000 = 210 บาท ตัวอย่างการบันทึกบัญชี:เดบิต ค่าวัสดุสิ้นเปลือง    3,000เดบิต ภาษีซื้อ                   210เครดิต เงินสด               3,210 ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณา Facebook 10,700 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าสามารถนำ VAT เท่าไรไปเป็นภาษีซื้อ (กรณีจด VAT แล้ว) วิธีการคำนวณ: 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท (VAT ที่ซ่อนอยู่)ราคาก่อน VAT = 10,700 – 700 = 10,000 บาท หมายเหตุ: ค่าโฆษณา Facebook ออกโดยบริษัทต่างประเทศ ไม่มีใบกำกับภาษีแบบไทย — กรณีนี้ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) เพิ่มเติม ดูวิธีบันทึกรายการ ภ.พ.36 ใน PEAK ราคาไม่รวม VAT กับราคารวม VAT ต่างกันอย่างไร ราคาที่เห็นในชีวิตประจำวันมีอยู่ 2 แบบ คือ “ราคาไม่รวม VAT” และ “ราคารวม VAT” ซึ่งสร้างความสับสนบ่อยมากโดยเฉพาะตอนเจรจาราคากับคู่ค้า ราคาไม่รวม VAT คืออะไร ราคาไม่รวม VAT คือราคาที่ยังไม่ได้บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป เวลาเห็นป้ายราคา “5,000 บาท ไม่รวม VAT” หมายความว่าต้องจ่ายเพิ่ม VAT 7% อีก 350 บาท รวมเป็น 5,350 บาท คำอื่นที่มีความหมายเดียวกัน: ราคาก่อน VAT, ราคายังไม่รวมภาษี, ex VAT, net price ใช้เมื่อไร: ในใบเสนอราคาระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่ทั้งสองฝ่ายจด VAT — เพราะฝ่ายซื้อจะนำ VAT ไปหักเป็นภาษีซื้อได้ จึงสนใจแค่ราคาก่อน VAT ราคารวม VAT หาได้อย่างไร ราคารวม VAT คือราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริง รวม VAT เข้าไปแล้ว เรียกอีกชื่อว่า inclusive VAT หรือ gross price ถ้ารู้ราคาไม่รวม VAT ให้คูณ 1.07 เพื่อได้ราคารวม ถ้ารู้ราคารวม VAT ให้หาร 1.07 เพื่อได้ราคาไม่รวม VAT ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย: ลูกค้าจ่าย 5,350 บาท แต่ใบเสนอราคาระบุ “5,000 บาท ไม่รวม VAT” — บางคนเข้าใจผิดว่าลูกค้าจ่ายเกิน ที่จริงถูกต้องแล้ว เพราะ 5,000 บวก VAT 7% = 5,350 บาท 4 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ถอด VAT ผิดบ่อย — และวิธีแก้ แม้สูตรจะง่าย แต่ข้อผิดพลาดในการถอด VAT เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะในกิจการที่เพิ่งจด VAT ใหม่ ผิดพลาดที่ 1: ใช้สูตรหารด้วย 0.07 แทน 1.07 เช่น 1,070 ÷ 0.07 = 15,285 ซึ่งผิดทั้งหมด ที่ถูก: 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาท ผิดพลาดที่ 2: คิดว่า VAT 7% = ราคารวม × 7% โดยตรง เช่น 1,070 × 7% = 74.9 บาท ซึ่งผิด ที่ถูก: VAT ในราคารวม 1,070 บาท = 1,070 × 7 ÷ 107 = 70 บาท (ไม่ใช่ 74.9 บาท) เหตุผล: 7% คำนวณจากราคาก่อน VAT (1,000) ไม่ใช่จากราคารวม (1,070) ผิดพลาดที่ 3: ถอด VAT จากใบเสร็จที่ไม่มี VAT ร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ดังนั้นราคาในใบเสร็จของพวกเขาไม่มี VAT รวมอยู่ — ถ้านำมาถอด VAT จะได้ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย และบันทึกบัญชีผิด สามารถนำเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขายตรวจสอบสถานะที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ผิดพลาดที่ 4: ปัดเศษผิด กรมสรรพากรกำหนดให้ปัดเศษ VAT เป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม โดยยึดหลักปัดขึ้นถ้าทศนิยมตำแหน่งที่ 3 เป็น 5 ขึ้นไป สรุป: วิธีถอด VAT 7% ให้ถูกต้องทุกครั้ง ออกใบกำกับภาษีและคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติด้วย PEAK ถ้ากิจการคุณจด VAT แล้ว ทุกครั้งที่ออกใบเสนอราคาหรือใบกำกับภาษี PEAK Account จะคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติ แยกราคาก่อน VAT และ VAT โดยไม่ต้องถอดเองทุกครั้ง และข้อมูลภาษีซื้อ–ภาษีขายจะถูกรวบรวมไว้พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถอด VAT 7% ถอด VAT 7% ใช้ ÷ 107 หรือ ÷ 1.07 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองสูตรให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ต้องระวังการจับคู่ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ ÷ 1.07 หารด้วยตัวเลขนี้เพื่อได้ “ราคาก่อน VAT” ตรงๆ ถ้าใช้ × 7 ÷ 107 คูณและหารเพื่อได้ “ตัวเลข VAT” อย่างเดียว ห้ามสลับ: ÷ 107 แบบไม่คูณอะไรก่อนนั้นผิด ต้องเป็น × 7 ÷ 107 หรือเทียบเท่า กิจการที่ไม่ได้จด VAT ต้องถอด VAT ไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่ได้จด VAT ไม่มีภาษีซื้อและภาษีขายในระบบ VAT ดังนั้นไม่ต้องถอด VAT ออกจากใบเสร็จที่ได้รับ กิจการที่ต้องจด VAT คือกิจการที่มีรายได้จากขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1) หรือที่สมัครใจจดก่อนถึงเกณฑ์ ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ กรมสรรพากร rd.go.th ถอด VAT แล้วได้เลขทศนิยม ปัดขึ้นหรือปัดลง ใช้หลักปัดปกติ — ทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ถ้าเป็น 5 ขึ้นไปให้ปัดขึ้น ถ้าต่ำกว่า 5 ให้ตัดทิ้ง แสดงผลเป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม ตัวอย่าง: 5,000 ÷ 1.07 = 4,672.897… ปัดเป็น 4,672.90 บาท กรมสรรพากรไม่ได้กำหนดวิธีปัดเศษอย่างเคร่งครัดสำหรับกิจการทั่วไป แต่ควรใช้แนวทางเดียวกันสม่ำเสมอในทุกรายการ และบันทึกไว้ในนโยบายการบัญชีของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภ.พ.30 คืออะไร? ผู้ประกอบการจด VAT ต้องรู้ก่อนยื่นภาษี

ทุกเดือนที่ผ่านไปโดยไม่ได้ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่แบบฟอร์มนี้คืออะไร ใครต้องยื่น กำหนดเวลา วิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณ VAT จริงที่นำไปใช้ได้ทันที ภ.พ.30 คืออะไร ภ.พ.30 คือ แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ที่สรุปยอดภาษีขาย (VAT ที่เก็บจากลูกค้า) เทียบกับภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ผู้ขาย) ในเดือนนั้น ถ้าภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่า ก็ขอคืนหรือเก็บเป็นเครดิตยกไปเดือนถัดไปได้ ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.30 กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เมื่อจดแล้ว หน้าที่ยื่น ภ.พ.30 จะเกิดขึ้นทุกเดือนนับจากนั้น แม้เดือนไหนไม่มียอดซื้อหรือยอดขายเลย ก็ต้องยื่นแบบเปล่า มิฉะนั้นจะถูกคิดค่าปรับ ตัวอย่างกิจการที่ต้องยื่น เช่น สำนักงานบัญชี บริษัทขายส่งสินค้า หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จด VAT แล้ว กำหนดเวลายื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ปี 2569 กำหนดเวลายื่นแบ่งเป็น 2 กรณี ยื่นแบบกระดาษ — ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี เช่น ภาษีเดือนมิถุนายน 2569 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing — ได้สิทธิขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน จากวันสุดท้ายของการยื่นแบบกระดาษ กรณีเดียวกันคือยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สิทธินี้มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 มกราคม 2570 ตามประกาศกระทรวงการคลัง (อ้างอิง: กรมสรรพากร) ยื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ได้ถึงวันไหน ถ้าวันที่ 23 ตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป ตรวจสอบวันครบกำหนดแต่ละเดือนได้ที่ ปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร วิธียื่นแบบ ภ.พ.30 ออนไลน์ ผ่าน e-Filing การยื่นออนไลน์ทำผ่านเว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) โดยมีขั้นตอนหลัก ดังนี้ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 กรมสรรพากรปรับปรุงแบบฟอร์มใหม่ บนระบบ e-Filing ในส่วนของแบบยื่นเพิ่มเติม จะมีช่องกรอกยอดขายแจ้งไว้ขาดและยอดซื้อแจ้งไว้เกินเพิ่มเติม ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ต้องกรอกในแบบ ภ.พ.30 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน) มีรายการเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทต้องนำส่ง 14,000 บาทให้กรมสรรพากรภายในกำหนด กรณีภาษีซื้อมากกว่า: สมมติเดือนถัดมาบริษัทซื้อเครื่องจักร 800,000 บาท (ภาษีซื้อ 56,000 บาท) แต่ขายสินค้าได้ 400,000 บาท (ภาษีขาย 28,000 บาท) ภาษีชำระเกิน = 56,000 − 28,000 = 28,000 บาท บริษัทเลือกได้ว่าจะขอคืนเป็นเงินสด หรือเก็บเป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไป ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นแบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกรณี เปรียบเทียบ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ใช้สำหรับ สรุปภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน นำส่ง VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้ต่างประเทศ ตัวอย่าง ขายสินค้าในประเทศ เก็บ VAT จากลูกค้า จ่ายค่า Google Ads, ค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ กำหนดยื่น ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (กระดาษ) / 23 (ออนไลน์) ภายใน 7 วัน นับจากสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ใครยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้จ่ายเงินค่าบริการให้ต่างประเทศ หากกิจการของคุณใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT แทนผู้ให้บริการต่างประเทศ แล้วนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไปรวมในแบบยื่นรายเดือนของเดือนนั้นด้วย (อ่านเพิ่ม: ภาษีมูลค่าเพิ่มมีกี่แบบ) ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณียื่น ภ.พ.30 ไม่ทัน การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยมีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนัก ตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ดังนี้ เบี้ยปรับ — กรณีไม่ยื่นแบบหรือยื่นเกินกำหนดเวลา ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 89(2) เช่น มีภาษีต้องชำระ 14,000 บาท เบี้ยปรับเต็มจำนวน = 28,000 บาท แต่ถ้ามายื่นเองโดยไม่ได้รับหนังสือเตือนจากสรรพากร จะลดเหลือ 2% ของเบี้ยปรับ คือ 28,000 × 2% = 560 บาท เงินเพิ่ม — คิดอัตรา 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89/1 เช่น ภาษี 14,000 บาท ล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่ม = 14,000 × 1.5% × 3 = 630 บาท ค่าปรับอาญา — กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 90 ถ้าวางแผนไม่ดีอาจต้องจ่ายทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญารวมกัน ซึ่งมากกว่าตัวภาษีหลายเท่า สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือตั้งเตือนปฏิทินทุกเดือน หรือใช้โปรแกรมบัญชีที่ช่วยเตือนกำหนดยื่นให้อัตโนมัติ สรุป สิ่งสำคัญที่ควรจำ: ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 ของเดือนถัดไป เตรียมรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ครบ เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงเรื่องค่าปรับได้แล้ว จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK Tax PEAK Tax ช่วยดึงข้อมูลรายการภาษีซื้อ-ภาษีขาย จากเอกสารที่บันทึกในโปรแกรม PEAK มาสรุปเป็นแบบให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจจับรายการผิดปกติก่อนนำส่งสรรพากร ลดโอกาสกรอกผิดและประหยัดเวลาให้นักบัญชีได้มาก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 ภ.พ.30 ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “VAT Return Form P.P.30” หรือ “Monthly Value Added Tax Return” ใช้ในบริบทการสื่อสารกับผู้สอบบัญชีหรือคู่ค้าต่างประเทศ ไม่มีรายได้เดือนนี้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น เพราะหน้าที่ยื่นแบบเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จดทะเบียน VAT จนกว่าจะยกเลิกทะเบียน เดือนไหนไม่มีรายการก็ยื่นแบบเปล่าไปก่อน เทคนิคกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 นักบัญชีควรตรวจสอบให้ยอดรายได้ที่ยื่นในแบบรายเดือนตลอดทั้งปี ตรงกับยอดรายได้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) โดยนำรายได้ตามงบทดลองมาบวกลบรายการที่ทำให้ยอดต่างกัน เช่น ลูกหนี้การค้า เงินมัดจำรับล่วงหน้า หรือรายได้ที่ไม่อยู่ในระบบ VAT หากยอดไม่ตรงอาจถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ ดูขั้นตอนแบบละเอียดได้ที่ คู่มือกระทบยอดรายได้ใน PEAK กรอกแบบ ภ.พ.30 ผิด แก้ไขยังไง สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมผ่าน e-Filing ได้ โดยเลือกเมนู “ยื่นเพิ่มเติม” ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องแทนที่ของเดิม ถ้ายื่นเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาจะไม่มีเบี้ยปรับ แต่ถ้าเลยกำหนดแล้วจะมีเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) หรือ 89(4) ผู้ใช้ PEAK สามารถดูขั้นตอนได้ที่ วิธียื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมใน PEAK Tax ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก