ความรู้ภาษี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

24 min

ภาษีส่งออก ส่งออกสินค้าต่างประเทศ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0% ประเภทภาษี หน่วยงาน อัตราสำหรับการส่งออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากร 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ อากรขาออก กรมศุลกากร สินค้าส่วนใหญ่ 0% ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กรมสรรพากร 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้ ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร รายการ ส่งออก นำเข้า VAT 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า อากรศุลกากร ส่วนใหญ่ 0% 0-80% ตามพิกัดสินค้า เอกสารหลัก ใบขนสินค้าขาออก ใบขนสินค้าขาเข้า การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้ VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก รายการ VAT 0% (ส่งออก) ยกเว้น VAT ขอคืนภาษีซื้อ ขอคืนได้เต็มจำนวน ขอคืนไม่ได้ ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นทุกเดือน ไม่ต้องยื่น ตัวอย่างกิจการ ส่งออกสินค้า โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้ เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0% กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้ ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543) ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0% ลักษณะบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง อัตรา 0% ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ อัตรา 7% ตามปกติ หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้ เอกสารขายสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip) เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%) ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้ ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีขาย 0 บาท ภาษีซื้อ 13,084 บาท ขอคืนจากสรรพากร 13,084 บาท ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%) ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7% ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ 11,416 บาท เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%) รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ 350,000 รายได้จากการขายส่งออก 350,000 VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) 186,916 ภาษีซื้อ 13,084 เจ้าหนี้การค้า 200,000 บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30 รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้กรมสรรพากร 13,084 ภาษีซื้อ 13,084 ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30 ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ข้อผิดพลาด ผลเสีย วิธีป้องกัน ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้ จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7% ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2)) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

เบี้ยขยัน คืออะไร คิดยังไง ภาษี และการบันทึกบัญชี

เบี้ยขยัน คือเงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงานที่มาทำงานสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ลา และไม่มาสายตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ตามกฎหมายแรงงานไทย เบี้ยขยันไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่เป็นสวัสดิการที่บริษัทออกแบบเองได้ เบี้ยขยัน คือสวัสดิการแบบไหน ต่างจากค่าจ้างอย่างไร เบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจที่จ่ายเมื่อพนักงานทำตามเงื่อนไขการมาทำงาน ไม่ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนของงานที่ทำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงมีอิสระกำหนดอัตราและเงื่อนไขได้เอง แต่ต้องเขียนไว้ให้ชัดและใช้กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าจ้างว่าเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้เบี้ยขยันไม่เข้าข่ายเป็นค่าจ้าง จึงไม่ถูกนำไปรวมเป็นฐานคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งช่วยให้ SME คาดต้นทุนแรงงานได้ง่ายขึ้น ประเด็น ค่าจ้าง เบี้ยขยัน จ่ายเพื่ออะไร ตอบแทนงานที่ทำ จูงใจให้มาทำงานสม่ำเสมอ ใช้คิดโอทีและค่าชดเชย ใช้ ไม่ใช้ นายจ้างงดจ่ายได้ไหม ไม่ได้ ได้ ถ้าไม่ผ่านเงื่อนไขที่ประกาศไว้ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร คำที่เจอบ่อยในสลิปเงินเดือนและสัญญาจ้างมี 3 คำ ความหมายใกล้กันแต่มีจุดเน้นต่างกันเล็กน้อย คำภาษาอังกฤษ ใช้เมื่อไหร่ Attendance Allowance คำมาตรฐานในงาน HR เน้นเงินที่ให้ตามการมาทำงาน Diligent Allowance หรือ Diligence Allowance แปลตรงตัวจากคำว่าขยัน นิยมในบริษัทไทยและโรงงาน Attendance Bonus ใช้เมื่อจ่ายเป็นก้อนรายไตรมาสหรือรายปี ถ้าบริษัทออกสลิปสองภาษา เลือกใช้คำเดียวให้ตรงกันทั้งสลิปและประกาศสวัสดิการ พนักงานจะได้ไม่สับสน SME ควรกำหนดเบี้ยขยันอย่างไร 5 ข้อที่ต้องตัดสินใจก่อนประกาศใช้ ก่อนประกาศใช้ เจ้าของกิจการควรตัดสินใจ 5 เรื่องให้จบ ได้แก่ เงื่อนไขการได้รับ รูปแบบการจ่าย อัตราเงิน ช่องทางประกาศ และวิธีตรวจสอบเวลาเข้างาน ถ้าตอบครบทั้ง 5 ข้อ นโยบายจะชัดเจน ลดข้อโต้แย้ง และใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ด้วย 1. เงื่อนไขการได้รับ กำหนดให้ชัดว่าอะไรทำให้เสียสิทธิ์ เช่น ขาดงาน ลากิจ ลาป่วย หรือมาสายเกินกี่ครั้งต่อเดือน เพราะคำว่ามาทำงานสม่ำเสมอ แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน 2. รูปแบบการจ่าย เลือกว่าจะจ่ายคงที่ทุกเดือน หรือเพิ่มเป็นขั้นบันไดตามจำนวนเดือนที่มาครบต่อเนื่อง แบบขั้นบันไดจูงใจระยะยาวได้ดีกว่า เพราะพนักงานไม่อยากเสียขั้นที่สะสมมา 3. อัตราเงิน ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ ให้ตั้งจากงบที่ธุรกิจรับไหวจริง ตัวเลขที่ดีคือพนักงานรู้สึกว่ามีค่าพอจะรักษาไว้ แต่ไม่หนักจนกระทบกำไร 4. ช่องทางประกาศ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในข้อบังคับการทำงาน ประกาศสวัสดิการ หรือสัญญาจ้าง เพราะเอกสารนี้คือหลักฐานเวลาเกิดข้อสงสัย และกรมสรรพากรใช้ดูประกอบว่าเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้ 5. วิธีตรวจสอบ ใช้ระบบลงเวลาที่ตรวจย้อนหลังได้ เช่น เครื่องสแกนนิ้วหรือแอปลงเวลา เพราะถ้าข้อมูลเวลาเข้างานไม่แม่น เบี้ยขยันที่ควรจูงใจจะกลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะกันแทน ถ้ากำลังวางโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งระบบ ลองดูไอเดียเพิ่มเติมจากวิธีปรับเงินเดือนพนักงาน ประกอบกัน เพื่อให้สวัสดิการกับเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน เบี้ยขยัน คิดยังไง พร้อมตัวอย่างตารางขั้นบันได วิธีคิดเบี้ยขยันที่ SME ใช้กันมากมี 3 แบบ คือแบบคงที่ แบบขั้นบันได และแบบผสม ทุกแบบเริ่มจากเช็คว่าเดือนนั้นพนักงานผ่านเงื่อนไขหรือไม่ ถ้าผ่านก็จ่ายตามอัตราที่กำหนด ถ้าไม่ผ่านก็งดจ่ายหรือลดขั้นตามกติกาที่ประกาศไว้ แบบคงที่ เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้ จ่ายเท่ากันทุกเดือนที่มาครบ เช่น 500 บาทต่อเดือน คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที แต่แรงจูงใจจะคงที่ ไม่ได้ช่วยให้รักษาสถิติยาวๆ แบบขั้นบันได เหมาะกับธุรกิจที่อยากลดการลาระยะยาว เบี้ยขยันขั้นบันไดจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนที่พนักงานมาครบต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนไม่ผ่านเงื่อนไข จะงดจ่ายเดือนนั้นแล้วเริ่มนับขั้นใหม่ เดือนที่มาครบต่อเนื่อง เบี้ยขยันที่ได้รับ เดือนที่ 1 300 บาท เดือนที่ 2 400 บาท เดือนที่ 3 500 บาท เดือนที่ 4 เป็นต้นไป 600 บาท ตารางนี้เป็นตัวอย่าง ปรับตัวเลขให้เข้ากับงบของธุรกิจได้ บางบริษัทเลือกให้ลดลงทีละขั้นแทนการเริ่มใหม่ เพื่อไม่ให้พนักงานหมดกำลังใจเร็วเกินไป แบบผสม เหมาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้านหลายสาขา จ่ายเบี้ยขยันรายเดือนแบบคงที่ แล้วเพิ่มโบนัสก้อนเมื่อมาครบทั้งไตรมาส เช่น รายเดือน 400 บาท และเพิ่มอีก 1,000 บาทเมื่อครบ 3 เดือน วิธีนี้ให้ทั้งรางวัลระยะสั้นและเป้าหมายระยะยาว ตัวอย่างการคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ใช้แบบขั้นบันได ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (ชื่อสมมุติ) จ้างพนักงานแพ็กสินค้า เงินเดือน 18,000 บาท ใช้ตารางขั้นบันไดด้านบน กติกาคือ ขาด ลา หรือมาสายเกิน 2 ครั้งในเดือน ถือว่าไม่ผ่าน เดือนมกราคมถึงมีนาคม พนักงานมาครบทุกวัน ได้เบี้ยขยัน 300, 400 และ 500 บาทตามลำดับ เดือนเมษายน พนักงานลากิจ 1 วัน เดือนนี้จึงไม่ได้รับ และขั้นถูกนับใหม่ เดือนพฤษภาคม มาครบอีกครั้ง ได้ 300 บาท เงินที่ได้รับเดือนนี้จึงเป็น 18,000 บาท รวมเบี้ยขยัน 300 บาท เท่ากับ 18,300 บาท ก่อนหักภาษีและประกันสังคม ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าแบบขั้นบันไดทำให้การลา 1 วันมีต้นทุนที่พนักงานรับรู้ได้ชัด โดยที่นายจ้างไม่ต้องใช้วิธีตำหนิหรือลงโทษ ลาป่วยหรือลาพักร้อน ยังได้เบี้ยขยันไหม คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทประกาศไว้ เพราะเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงกำหนดได้ว่าการลาประเภทไหนทำให้เสียสิทธิ์ ข้อสำคัญคือต้องเขียนไว้ล่วงหน้าและบังคับใช้กับทุกคนเท่ากัน ห้ามเปลี่ยนกติกาย้อนหลังเฉพาะรายบุคคล ถ้าไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ขัดกับสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ ควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนประกาศใช้ เบี้ยขยันต้องเสียภาษีไหม บันทึกบัญชีอย่างไร ต้องเสีย เบี้ยขยันเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน หรือเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินเดือน นายจ้างต้องรวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และฝั่งบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ ฝั่งนายจ้าง รวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนของเดือนนั้น แล้วคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน การบันทึกบัญชี ลงเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดเงินเดือนและค่าแรง หรือแยกบัญชีย่อยชื่อเบี้ยขยัน เพื่อให้เห็นต้นทุนสวัสดิการชัดเจน รายจ่ายนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เมื่อจ่ายจริง มีหลักฐาน และมีประกาศสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มได้ในบทความสวัสดิการพนักงานแบบไหนหักภาษีได้ ฝั่งพนักงาน เงินก้อนนี้จะรวมอยู่ในเงินได้ทั้งปี และแสดงในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้ตอนต้นปี ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ อย่าลืมแยกบรรทัดเบี้ยขยันในสลิปเงินเดือนด้วย พนักงานจะเห็นทันทีว่าเดือนนี้ได้หรือไม่ได้เพราะอะไร ลดคำถามที่ต้องตอบซ้ำทุกสิ้นเดือน สรุป เบี้ยขยันที่ได้ผล เริ่มจากกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน สวัสดิการนี้จะจูงใจได้จริงเมื่อพนักงานรู้ว่าต้องทำอะไรถึงจะได้ และนายจ้างตรวจสอบได้แม่นยำทุกเดือน ตัวเงินอาจไม่ต้องสูงมาก แต่ความชัดเจนและความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้พนักงานเชื่อในระบบ จัดการเงินเดือนและสวัสดิการให้เป็นระบบ เมื่อมีเงินเพิ่มหลายรายการทั้งเบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชัน การคำนวณด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดได้ง่าย PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดการเงินเดือนให้ง่ายขึ้น – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเบี้ยขยัน เบี้ยขยันเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่าเบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน ในทางปฏิบัติ ถ้าบริษัทจ่ายเงินก้อนนี้ทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการมาทำงานเลย อาจถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างได้ จึงควรผูกกับเงื่อนไขการมาทำงานเสมอ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษใช้คำไหนในสัญญาจ้าง ใช้ Attendance Allowance ได้ทั่วไปที่สุด เพราะเป็นคำที่ HR ต่างชาติเข้าใจตรงกัน ถ้าบริษัทคุ้นกับคำว่า Diligent Allowance ก็ใช้ได้เช่นกัน ขอแค่ใช้คำเดียวกันทุกเอกสาร นายจ้างยกเลิกเบี้ยขยันที่เคยจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเบี้ยขยันเขียนไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน การยกเลิกถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ควรแจ้งล่วงหน้าและขอความยินยอมจากพนักงาน ไม่ควรยกเลิกทันทีฝ่ายเดียว เบี้ยขยันให้เท่าไหร่ถึงเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือเทียบกับต้นทุนที่เสียไปเมื่อพนักงานขาดงาน เช่น ต้องจ้างคนแทนหรือส่งของล่าช้า ถ้าอัตราที่ตั้งต่ำกว่าต้นทุนนั้น ก็คุ้มค่าที่จะจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

Holding Company คืออะไร ช่วยเรื่องภาษีจริงไหม แล้วใครควรตั้ง

Holding Company หรือบริษัทโฮลดิ้ง คือบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก รายได้หลักมาจากเงินปันผลของบริษัทลูก ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการเอง ข้อดีที่คนพูดถึงบ่อยคือเรื่องภาษีและการแยกความเสี่ยง แต่ประโยชน์ทางภาษีมีเงื่อนไข และไม่ได้ทำให้ภาษีหายไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในบทความนี้จะมาพูดถึง Holding Company ในทุกด้าน เงื่อนไขทางภาษีต่างๆ ประเภทธุรกิจที่เหมาะกับการใช้งาน ตลอดจนวิธีการตั้งบริษัท Holding Company คืออะไร ทำงานอย่างไร โฮลดิ้งคือบริษัทชั้นกลางที่อยู่ระหว่างตัวเจ้าของกับบริษัทที่ทำธุรกิจจริง แทนที่เจ้าของจะถือหุ้นทุกบริษัทในชื่อตัวเอง ก็ให้บริษัทกลางถือแทน ส่วนเจ้าของถือหุ้นบริษัทกลางนั้นอีกทอดหนึ่ง เงินปันผลจากทุกบริษัทลูกจึงไหลมารวมที่เดียวก่อนตัดสินใจว่าจะนำไปใช้ต่ออย่างไร ตัวอย่างโครงสร้างแบบง่าย เจ้าของถือหุ้นบริษัท H จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้ง แล้วบริษัท H ถือหุ้นบริษัท ก จำกัด ที่ขายสินค้าออนไลน์ และบริษัท ข จำกัด ที่ทำร้านอาหาร ทั้งสองบริษัทยังมีทีมงาน บัญชี และภาษีแยกกันตามปกติ ถ้าอยากทบทวนสิทธิ์และหน้าที่ของคนถือหุ้นก่อน อ่านต่อได้ที่ ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ที่เจ้าของ SME ต้องรู้ บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทในเครือ ต่างกันอย่างไร สามคำนี้ใช้ปนกันบ่อย แต่หมายถึงตำแหน่งในโครงสร้างที่ต่างกัน คำเรียก หมายถึง บริษัทแม่ บริษัทที่ถือหุ้นจนมีอำนาจควบคุมบริษัทอื่น บริษัทโฮลดิ้งมักอยู่ในตำแหน่งนี้ บริษัทลูก บริษัทที่ถูกบริษัทแม่ถือหุ้นและควบคุม เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง บริษัทในเครือ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาจเป็นบริษัทลูกด้วยกันเอง หรือบริษัทที่ถือหุ้นไขว้กันบางส่วน หุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ต่างกันอย่างไร ถ้าเจอคำว่าหุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ หมายถึงบริษัทจดทะเบียนที่รายได้หลักมาจากการถือหุ้นบริษัทอื่น ตลาดหลักทรัพย์มีเกณฑ์เฉพาะเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและอำนาจควบคุมบริษัทหลัก นักลงทุนจึงต้องดูผลประกอบการของบริษัทลูกแต่ละตัว ไม่ใช่ดูแค่งบของโฮลดิ้ง ส่วนเนื้อหาต่อจากนี้เน้นมุมเจ้าของธุรกิจที่คิดจะตั้งโฮลดิ้งของตัวเอง ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงตั้งบริษัทโฮลดิ้ง เจ้าของธุรกิจตั้งบริษัทโฮลดิ้งด้วยเหตุผลหลัก 4 ข้อ คือแยกความเสี่ยงระหว่างธุรกิจ บริหารเงินปันผลไปลงทุนต่อได้คล่องขึ้น วางแผนส่งต่อธุรกิจให้ทายาท และขยายธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม เหตุผลเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อธุรกิจมีหลายบริษัทแล้ว หรือกำลังจะมีในอนาคตอันใกล้ บริษัทโฮลดิ้งกับภาษี ได้ประโยชน์จริงแค่ไหน ประโยชน์ทางภาษีหลักคือเงินปันผลที่บริษัทโฮลดิ้งได้รับจากบริษัทลูก อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวนหรือครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) แต่ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดขึ้นเมื่อบริษัทโฮลดิ้งจ่ายปันผลต่อ จึงเป็นการเลื่อนเวลาเสียภาษี ไม่ใช่ประหยัดภาษีถาวร เงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินปันผลที่ต้องรู้ บริษัทที่ได้รับเงินปันผล สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินปันผล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยที่ถือหุ้นผู้จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และผู้จ่ายไม่ได้ถือหุ้นกลับทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น ยกเว้นครึ่งหนึ่ง ทุกกรณีต้องถือหุ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นมาจนถึงวันที่มีเงินได้ และต้องไม่โอนหุ้นออกไปก่อนครบ 3 เดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ ถ้าขายหุ้นเร็วเกินไปจะเสียสิทธิ์ยกเว้น ตัวอย่าง ถือหุ้นเองเทียบกับถือผ่านบริษัทโฮลดิ้ง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว และประกาศจ่ายเงินปันผล 1,000,000 บาท เจ้าของต้องการนำเงินทั้งหมดไปตั้งร้านสาขาใหม่ กรณีถือหุ้นเอง เงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือ 100,000 บาท เจ้าของได้รับ 900,000 บาท มีเงินไปลงทุนต่อเท่านี้ กรณีถือผ่านบริษัทโฮลดิ้งที่เข้าเงื่อนไขยกเว้นทั้งจำนวน บริษัท H ได้รับเงินปันผลครบ 1,000,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงมีเงินลงทุนร้านสาขาใหม่มากกว่า 100,000 บาท แต่เมื่อไรที่บริษัท H จ่ายปันผลต่อให้เจ้าของ ภาษีเงินปันผล 10% ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ประโยชน์จริงจึงอยู่ที่การได้ใช้เงินก้อนเต็มลงทุนต่อในกลุ่มบริษัท ข้อดีและข้อเสียของ Holding Company Holding Company ช่วยแยกความเสี่ยง บริหารเงินในกลุ่มได้ยืดหยุ่น และวางแผนส่งต่อธุรกิจง่ายขึ้น แต่แลกมากับต้นทุนการดูแลบริษัทเพิ่ม เอกสารที่ซับซ้อนขึ้น และภาระภาษีระหว่างกันที่ต้องทำให้ถูก การตัดสินใจจึงควรดูทั้งสองฝั่งพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่เรื่องภาษีเงินปันผล ข้อดี ข้อเสีย ความเสียหายของบริษัทหนึ่งไม่ลามไปบริษัทอื่น มีค่าทำบัญชี สอบบัญชี และยื่นภาษีเพิ่มอีก 1 บริษัททุกปี นำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้เต็มจำนวน ถ้าเข้าเงื่อนไข ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดเมื่อจ่ายออกจากโฮลดิ้ง โอนหุ้นบริษัทเดียวก็ส่งต่อทั้งกลุ่มได้ ธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มต้องใช้ราคาที่สมเหตุสมผลและมีเอกสาร ตั้งหรือปิดธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม ต้องดูผลประกอบการหลายบริษัทพร้อมกัน ถ้าบัญชีไม่เป็นระบบจะเห็นภาพรวมยาก ธุรกิจแบบไหนควรตั้งบริษัทโฮลดิ้ง แบบไหนยังไม่จำเป็น บริษัทโฮลดิ้งเหมาะกับเจ้าของที่มีตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปหรือกำลังจะมี มีกำไรจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และอยากนำเงินไปลงทุนต่อในกลุ่ม ส่วนธุรกิจที่มีบริษัทเดียวและยังไม่มีแผนขยาย มักได้ไม่คุ้มเสีย เพราะต้นทุนดูแลบริษัทเพิ่มอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้ เหมาะจะตั้ง ถ้าตรงกับข้อเหล่านี้หลายข้อ ยังไม่จำเป็น ถ้าอยู่ในกรณีนี้ ตั้งบริษัทโฮลดิ้งอย่างไร และต้องดูแลอะไรต่อ การตั้งบริษัทโฮลดิ้งใช้ขั้นตอนเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทจำกัดทั่วไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วโอนหุ้นบริษัทเดิมเข้ามาให้บริษัทโฮลดิ้งถือ สิ่งที่ต้องวางแผนมากกว่าการจดทะเบียนคือภาระหลังตั้ง ทั้งบัญชี ภาษี และธุรกรรมระหว่างกันในกลุ่ม 1. จดทะเบียนบริษัทโฮลดิ้ง ใช้ผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน และระบุขอบเขตธุรกิจของบริษัท (ที่เอกสารจดทะเบียนเรียกว่าวัตถุประสงค์) ให้ครอบคลุมการถือหุ้นและลงทุนในบริษัทอื่น ดูรายละเอียดขั้นตอนได้ที่คู่มือจดทะเบียนบริษัท 2. โอนหุ้นบริษัทเดิมเข้าโฮลดิ้ง การขายหรือโอนหุ้นจากตัวเจ้าของให้บริษัทแม่อาจมีภาษีจากกำไรการขายหุ้น ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีคำนวณก่อนโอน เพราะราคาโอนที่ต่ำเกินจริงอาจถูกประเมินภาษีภายหลัง 3. ทำบัญชีและปิดงบให้ครบทุกบริษัท บริษัทแม่ต้องทำบัญชี ยื่นงบการเงิน และยื่นภาษีทุกปีเหมือนบริษัททั่วไป กิจการที่ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs บันทึกเงินลงทุนในบริษัทย่อยด้วยวิธีราคาทุนได้ ซึ่งช่วยให้งานบัญชีไม่ซับซ้อนเกินไป 4. ดูแลธุรกรรมระหว่างกันให้ถูกต้อง เช่น บริษัทในกลุ่มให้กู้ยืมเงินกัน หรือเก็บค่าบริหารจัดการจากบริษัทลูก ต้องมีสัญญา คิดราคาที่สมเหตุสมผล และตรวจเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะของการให้กู้ยืม ถ้ารายได้ของบริษัทเกิน 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) เพิ่มด้วย สรุป – โฮลดิ้งเป็นเครื่องมือจัดโครงสร้าง ไม่ใช่ทางลัดประหยัดภาษี Holding Company มีประโยชน์จริงเมื่อธุรกิจโตจนมีหลายบริษัท และเจ้าของอยากให้เงินหมุนอยู่ในกลุ่มเพื่อขยายต่อ แต่ถ้าตั้งเพียงเพราะได้ยินว่าประหยัดภาษี อาจได้ค่าดูแลบริษัทเพิ่มโดยที่ภาษีเงินปันผลก็ยังต้องเสียเท่าเดิม หลายบริษัทก็ดูภาพรวมได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีบริษัทในเครือมาก ยิ่งต้องการตัวเลขที่ชัดของแต่ละบริษัท PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK วางระบบบัญชีให้พร้อมก่อนขยายโครงสร้างธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Holding Company Holding หมายถึงอะไร Holding แปลตรงตัวว่าการถือครอง ในบริบทธุรกิจหมายถึงการถือหุ้นในบริษัทอื่น บริษัทที่ใช้คำนี้ในชื่อจึงมักเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นเป็นหลัก แต่ชื่อไม่ได้เป็นตัวกำหนดสถานะทางภาษี สิ่งที่กำหนดคือสัดส่วนและระยะเวลาการถือหุ้นจริง บริษัทโฮลดิ้งต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเฉพาะสำหรับบริษัทโฮลดิ้ง ใช้เกณฑ์เดียวกับบริษัทจำกัดทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติควรตั้งทุนให้พอกับมูลค่าหุ้นบริษัทลูกที่จะโอนเข้ามาถือ เพื่อให้โครงสร้างการเงินของโฮลดิ้งสมเหตุสมผล บริษัทโฮลดิ้งต่างจาก Trust หรือการถือหุ้นแทนอย่างไร บริษัทโฮลดิ้งเป็นนิติบุคคลที่ถือหุ้นอย่างเปิดเผยในชื่อตัวเอง มีงบการเงินและเสียภาษีตามปกติ ส่วนการให้คนอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อปกปิดเจ้าของจริงมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง และไม่ควรนำมาใช้แทนการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ส่วน Trust เป็นเครื่องมือทางกฎหมายอีกรูปแบบที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษีหรือกฎหมาย ก่อนตั้งหรือปรับโครงสร้างบริษัท ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง คู่มือภาษีร้านค้าออนไลน์ฉบับเข้าใจง่าย

ยอดขายเข้าบัญชีทุกวัน แต่พอถึงเรื่องภาษี กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว เพราะเรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ยังเป็นคำถามที่คนค้นหากันมากทุกปี ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง สรุปสั้น ๆ คือ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามรายได้สุทธิ และถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่ภาษีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนยื่นภาษี ตัวอย่างคำนวณจริง ไปจนถึงวิธีเตรียมตัวรับมาตรการคุมเข้มของกรมสรรพากร กรมสรรพากรคุมเข้มจัดเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์ ผู้ขายต้องเตรียมตัวอย่างไร กรมสรรพากรเพิ่มความเข้มงวดในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม e-Commerce และสถาบันการเงินในการตรวจสอบรายได้ของผู้ขาย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Payment ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีธุรกรรมตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือยอดรวม 400 ครั้งขึ้นไปที่มูลค่าเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ให้กรมสรรพากรทราบ มาตรการที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้ สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตคือ กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมการเงินของผู้ขายออนไลน์ได้โดยตรง ผ่านระบบ e-Payment ของธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ดังนั้นการไม่ยื่นภาษีหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ ใครบ้างที่ถูกตรวจสอบ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ขายที่มียอดโอนเข้าบัญชีจำนวนมากแต่ไม่เคยยื่นภาษี ผู้ขายที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน VAT และผู้ขายที่มียอดธุรกรรมสูงบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่าง ๆ ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล), ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายในบางกรณี รายละเอียดของแต่ละประเภทมีดังนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าคุณขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0-35% ตามขั้นบันไดรายได้สุทธิ ตัวอย่างเช่น รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี รายได้สุทธิส่วนที่เกินจะถูกคำนวณตามอัตราขั้นบันได เริ่มจาก 5% สำหรับส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ไปจนถึง 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราพิเศษ คือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000-3 ล้านบาท เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องจดเมื่อไร ผู้ขายของออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ปัจจุบันอัตรา VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) โดยต้องออกใบกำกับภาษี ให้ผู้ซื้อ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ข้อควรระวัง คือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ดังนั้นแม้จะขาดทุน แต่ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ก็ต้องจด VAT เช่นกัน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าคุณจ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า ทำกราฟิก หรือจ้างงานบริการอื่น ๆ คุณมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากร เช่น จ้างช่างภาพ 10,000 บาท หักภาษี 3% เท่ากับ 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท แล้วนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินด้วย บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ขายของออนไลน์แบบไหนเสียภาษีต่างกัน หลายคนสงสัยว่าควรขายของในนามบุคคลธรรมดาหรือจดบริษัทดี คำตอบขึ้นอยู่กับรายได้และแผนธุรกิจระยะยาว รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี ก้าวหน้า 0-35% 0-20% จากกำไรสุทธิ หักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริง ตามจริงเท่านั้น (ต้องมีเอกสาร) จดทะเบียน ไม่ต้อง ต้องจดที่ DBD ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า คู่ค้าเชื่อมั่น ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี การจดนิติบุคคลมักประหยัดภาษีมากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคล SME ต่ำกว่าอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดาที่รายได้สูง ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์ การทำธุรกิจย่อมมาคู่กับการชำระภาษี ยิ่งสำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์มือใหม่ ควรทำให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งเรื่องความพร้อมด้านเอกสาร วิธีการทำคำนวณรายได้ และรอบยื่นภาษีประจำปี โดยมีขั้นตอน ดังนี้ เตรียมเอกสารและข้อมูลรายได้ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้ – สรุปยอดขายจากทุกช่องทาง (Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop, เว็บไซต์ตัวเอง) – statement บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินจากการขาย – หลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง – ใบกำกับภาษี (ถ้าจด VAT) การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้ตอนยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก คำนวณรายได้สุทธิ สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ของรายได้ ควรลองคำนวณทั้ง 2 แบบแล้วเลือกแบบที่ได้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพื่อเสียภาษีน้อยลง ยื่นแบบภาษี ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ได้เลย โดยบุคคลธรรมดายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ถ้ายื่นออนไลน์จะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ชำระภาษี สามารถจ่ายผ่านระบบ e-Filing, ธนาคาร, ATM, Mobile Banking หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส ถ้าภาษีที่ต้องจ่ายเกิน 3,000 บาท สามารถผ่อนชำระ 3 งวดได้ (เฉพาะบุคคลธรรมดา) ตัวอย่างคำนวณภาษีร้านค้าออนไลน์จริง กรณีแม่ค้า Shopee รายได้ 500,000 บาทต่อปี สมมติคุณขายเสื้อผ้าบน Shopee มีรายได้รวม 500,000 บาทต่อปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% – รายได้ 500,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 300,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 140,000 บาท – ภาษีที่ต้องจ่าย เท่ากับ 0 บาท (เพราะรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท) กรณีนี้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบภาษีตามปกติ กรณีร้านค้า Facebook รายได้ 2 ล้านบาทต่อปี สมมติคุณขายสินค้าผ่าน Facebook และ TikTok Shop รายได้รวม 2,000,000 บาทต่อปี กรณีนี้รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จึงต้องจดทะเบียน VAT ด้วย – รายได้ 2,000,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 1,200,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 740,000 บาท คำนวณภาษีตามขั้นบันไดดังนี้ รายได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีที่ต้องจ่าย (บาท) 0-150,000 ยกเว้น 0 150,001-300,000 5% 7,500 300,001-500,000 10% 20,000 500,001-740,000 15% 36,000 รวมภาษีที่ต้องจ่าย 63,500 นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และออกใบกำกับภาษีด้วย ภาษีขายของบน Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop ต่างกันตรงไหน ในแง่ของกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ภาระภาษีเหมือนกันทุกประการ เพราะภาษีคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้คิดจากแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างกันคือ ค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ (กรณีเลือกหักตามจริง) เช่น ค่า commission ของ Shopee, ค่า shipping fee ที่แพลตฟอร์มหัก หรือค่า ads บน Facebook ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่หักภาษีได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องรวมรายได้จากทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเมื่อคำนวณภาษี ห้ามแยกคำนวณทีละแพลตฟอร์ม 5 สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเตรียมรับมาตรการสรรพากรคุมเข้ม ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายการ เพื่อให้ข้อมูลรายรับ-รายจ่ายเป็นระบบ พร้อมออกรายงานได้ทันทีเมื่อถูกตรวจสอบ เก็บหลักฐานรายรับ-รายจ่ายให้ครบ ทั้งยอดขายจากแพลตฟอร์ม statement ธนาคาร และใบเสร็จค่าใช้จ่าย เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 5 ปี ยื่นภาษีให้ตรงเวลาทุกปี แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ควรยื่นแบบเพื่อแสดงว่ามีการรายงานรายได้ถูกต้อง ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน ถ้าไม่จดจะมีโทษปรับ แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีร้านค้า เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและพิสูจน์รายได้จากการขายจริง สรุป ขายของออนไลน์เรื่องภาษีไม่ได้ยากอย่างที่คิด เรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ซับซ้อนถ้าเข้าใจหลักง่าย ๆ คือ รายได้ทุกบาทต้องนำมายื่นภาษี ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และการเก็บเอกสารให้ครบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อถูกตรวจสอบ ยิ่งกรมสรรพากรเข้มงวดขึ้น การจัดการบัญชีและภาษีอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณขายของออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี คำนวณ VAT และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ลดความยุ่งยากในการจัดการเอกสารและเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีขายของออนไลน์ ขายของออนไลน์รายได้เท่าไรถึงต้องเสียภาษี ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบภาษี แต่จะเริ่มเสียภาษีจริงเมื่อรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) เกิน 150,000 บาทต่อปี ส่วนการจดทะเบียน VAT จะเกิดขึ้นเมื่อรายได้ (ยอดขายรวม) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กัน ร้านค้าเล็ก ๆ ยื่นภาษีอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กที่ขายในนามบุคคลธรรมดา ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกรายการ วิธีนี้เหมาะกับร้านที่ค่าใช้จ่ายจริงน้อยกว่า 60% ของรายได้ ขายของบนเฟซบุ๊กเสียภาษีเหมือนกับ Shopee หรือไม่ เหมือนกันทุกประการในแง่ภาระภาษี เพราะกฎหมายคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้แยกตามแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างคือค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มที่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องเสียภาษีอะไรเพิ่ม ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หลังจดแล้วต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน สิ่งสำคัญคือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท ต่างกันตรงไหน สรุปครบจบ

เจ้าของธุรกิจหลายคนเจอสถานการณ์คล้ายกัน เวลาจะซื้อรถ ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือซื้ออุปกรณ์สำนักงาน แล้วลังเลว่าควรซื้อในนามตัวเอง หรือซื้อในนามบริษัทดีกว่ากัน คำถามนี้ดูเล็ก แต่คำตอบส่งผลต่อเรื่องภาษี การบันทึกบัญชี และกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินโดยตรง บทความนี้จะเปรียบเทียบการซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจริงที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที ซื้อในนามบุคคลกับในนามบริษัท หมายถึงอะไร การซื้อในนามบุคคล คือการซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินโดยใช้ชื่อบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ ใบเสร็จออกในชื่อตัวเอง กรรมสิทธิ์เป็นของคนซื้อ ไม่เกี่ยวกับนิติบุคคลใด การซื้อในนามบริษัท คือการซื้อโดยใช้ชื่อบริษัท หจก. หรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของ ใบกำกับภาษีออกในชื่อบริษัท กรรมสิทธิ์เป็นของนิติบุคคล บริษัทนำไปบันทึกบัญชีและใช้สิทธิทางภาษีได้ ความต่างหลักอยู่ที่ กรรมสิทธิ์เป็นของใคร และใครได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ข้อดีและข้อเสีย ซื้อในนามบุคคลเทียบกับในนามบริษัท ก่อนตัดสินใจ ลองดูตารางเปรียบเทียบแบบกระชับ หัวข้อ ซื้อในนามบุคคล ซื้อในนามบริษัท กรรมสิทธิ์ เป็นของตัวเอง ขายต่อง่าย เป็นของบริษัท ต้องผ่านมติผู้ถือหุ้นหากจะโอน ภาษี VAT ขอคืน VAT ไม่ได้ ขอคืน VAT ได้ (ถ้าจด VAT) หักค่าใช้จ่าย หักค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ บันทึกเป็นรายจ่ายบริษัท ลดฐานภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา ไม่สามารถตัดค่าเสื่อมได้ ตัดค่าเสื่อมราคาได้ตามหลักบัญชี ความซับซ้อน ง่าย ไม่ต้องทำเอกสาร ต้องเตรียมเอกสารบริษัท บันทึกบัญชี ความเสี่ยง ทรัพย์สินแยกจากธุรกิจ ถ้าบริษัทถูกฟ้อง ทรัพย์สินอาจถูกยึด ข้อดีหลักของการซื้อในนามบริษัท – หักเป็นรายจ่ายของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิลดลง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง – ขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ได้ เช่น ซื้อของ 107,000 บาท มี VAT 7,000 บาท ขอคืนได้เต็มจำนวน – บันทึกค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ทำให้มีรายจ่ายทางภาษีต่อเนื่อง ข้อดีหลักของการซื้อในนามบุคคล – ไม่ต้องเตรียมเอกสารบริษัท สะดวกรวดเร็ว – กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง ขายหรือโอนได้อิสระ – ไม่มีปัญหาเรื่องรายจ่ายต้องห้ามหรือการตรวจสอบจากสรรพากร ผลกระทบด้านภาษี ทั้ง VAT ภาษีเงินได้ และรายจ่ายต้องห้าม เรื่องภาษีเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนเลือกซื้อในนามบริษัท ลองดูรายละเอียดแต่ละด้าน ซื้อในนามบริษัท หักภาษีได้อย่างไร เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายหรือบันทึกเป็นทรัพย์สินตามหลักบัญชีได้ ตัวอย่าง บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท (ไม่รวม VAT) จะเกิดสิทธิประโยชน์ 2 ทาง คือ 1. ขอคืน VAT ได้ 2,100 บาท (30,000 x 7%) 2. บันทึกเป็นทรัพย์สินแล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท (อายุการใช้งาน 3 ปี) ซึ่งลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปี หากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท ช่วยประหยัดภาษีได้ปีละ 2,000 บาท ทั้งนี้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร รายจ่ายต้องห้าม คือ ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัท แม้จะจ่ายจริงก็ตาม ถ้าบริษัทนำไปหัก อาจถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังได้ ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อย – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง ค่าท่องเที่ยวส่วนตัว – รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ซื้อของตกแต่งบ้านกรรมการ – รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานครบถ้วน เช่น ไม่มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี – เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการเกินสมควร สิ่งสำคัญที่ SME ต้องจำ คือ ถ้าซื้อของส่วนตัวแล้วเอามาลงบัญชีบริษัท สรรพากรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม และอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมา ตัวอย่างการซื้อของ ในนามบริษัท จากข้อมูลขั้นต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การจัดซื้อในนามบริษัทต้องเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ อาคาร หรือที่ดิน เป็นต้น ทั้งนี้ การซื้อแต่ละประเภทยังให้สิทธิทางภาษีที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างด้านล่าง ซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัทเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุด สิ่งที่ต้องรู้คือ – รถที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท (ไม่รวม VAT) สามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้เต็มจำนวน – รถที่มีราคาเกิน 1 ล้านบาท ตัดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนเกินถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม – ขอคืน VAT ได้เฉพาะรถกระบะ (ไม่ใช่รถเก๋ง) ตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ซื้อเอง) และหลักฐานทางการเงินของบริษัท ซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัท การซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัททำได้ แต่ต้องเป็นการใช้เพื่อกิจการจริง เช่น ซื้อเป็นสำนักงาน โกดังสินค้า หรือหอพักพนักงาน ข้อควรระวังคือ ถ้าซื้อบ้านในนามบริษัทแล้วกรรมการไปอยู่อาศัยเอง สรรพากรอาจถือเป็นผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับ ต้องคำนวณเป็นเงินได้ของกรรมการด้วย ซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ซื้อในนามบริษัทเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะอุปกรณ์สำนักงานใช้ในกิจการชัดเจน บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายได้ (ขึ้นอยู่กับมูลค่า) และขอคืน VAT ได้ ตัวอย่าง ซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ 5,000 บาท ขอคืน VAT ได้ 350 บาท และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทลดฐานภาษีเงินได้อีก สำหรับอุปกรณ์ที่ราคาสูงกว่า เช่น โน้ตบุ๊กราคา 40,000 บาท ควรบันทึกเป็นทรัพย์สินและทยอยตัดค่าเสื่อมราคา 3 ปี เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อจะซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินในนามบริษัท ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนไปติดต่อ ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ หนังสือมอบอำนาจกรณีที่ไม่ได้ซื้อเอง และสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) สำหรับการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ อาจต้องมีรายงานงบการเงินล่าสุดและสำเนาบัญชีเงินฝากของบริษัทด้วย วิธีบันทึกบัญชีเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สิน ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 สินค้ามูลค่าต่ำ (มักใช้เกณฑ์ไม่เกิน 2,000 บาท หรือตามนโยบายบริษัท) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในเดือนที่ซื้อ กรณีที่ 2 ทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ราคาแพง บันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ประเภท อายุการใช้งาน ตัวอย่าง อาคาร 20 ปี สำนักงาน โกดัง เครื่องตกแต่ง 5 ปี เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ 3 ปี โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป รถยนต์ 5 ปี รถกระบะ รถเก๋ง สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ถนัดเรื่องบัญชี การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายและจัดการทรัพย์สินได้สะดวก ไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาเอง สรุป เลือกซื้อในนามไหนดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าซื้อในนามใดดีกว่า เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน – ซื้อในนามบริษัท เหมาะกับ ทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการจริง ต้องการสิทธิหัก VAT และลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล – ซื้อในนามบุคคล เหมาะกับ ของที่ใช้ส่วนตัว ไม่ต้องการยุ่งยากเรื่องเอกสาร หรือต้องการกรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง – กรณีที่ใช้ปนกัน ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ต้องระวังเรื่องรายจ่ายต้องห้าม ปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจจะปลอดภัยที่สุด PEAK ช่วยจัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบ เมื่อตัดสินใจซื้อในนามบริษัทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการบันทึกบัญชีและจัดการเอกสารภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วให้ระบบช่วยทำงานบัญชีแทนคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการซื้อของในนามบุคคลและในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ผ่านยากหรือไม่ การขอสินเชื่อรถในนามบริษัทไม่ได้ยากกว่าในนามบุคคล แต่ไฟแนนซ์จะดูงบการเงินของบริษัท ผลประกอบการ และระยะเวลาที่จดทะเบียนมา บริษัทที่เปิดใหม่ยังไม่มีงบการเงินอาจถูกขอหลักประกันเพิ่มเติม ซื้อของส่วนตัวแล้วเอาเข้าบริษัทได้หรือไม่ ถ้าซื้อของในชื่อส่วนตัวแล้วอยากให้บริษัทเป็นเจ้าของ ทำได้โดยขายหรือโอนให้บริษัท แต่ต้องมีเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ราคาต้องเป็นราคาตลาดที่สมเหตุสมผล และต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย ถ้าโอนโดยไม่มีเอกสาร สรรพากรอาจไม่ยอมรับเป็นรายจ่ายของบริษัท ออกบิลในนามบริษัทต้องทำอย่างไร เมื่อซื้อของในนามบริษัท ให้แจ้งร้านค้าว่าต้องการออกใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท โดยแจ้งชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (13 หลัก) และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ร้านค้าจะออกใบกำกับภาษีให้ ซึ่งบริษัทนำไปใช้ขอคืน VAT และบันทึกบัญชีได้ ซื้อรถในนามบริษัท ต้องเปิดมากี่ปี ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าบริษัทต้องเปิดมากี่ปีถึงจะซื้อรถได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ต้องการให้บริษัทมีงบการเงินอย่างน้อย 1 รอบบัญชี เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ บริษัทใหม่ที่ยังไม่มีงบอาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น หรือให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีสรรพสามิต คืออะไร สินค้าที่ต้องเสีย อัตราและวิธีคำนวณ

เจ้าของกิจการหลายคนเคยเห็นคำว่า ภาษีสรรพสามิต บนฉลากสินค้าหรือในข่าวปรับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก VAT ยังไง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองไหม ภาษีสรรพสามิต คืออะไร (Excise Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น น้ำมัน สุรา บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป้าหมายหลักมี 2 ข้อ คือสร้างรายได้ให้รัฐ และควบคุมการบริโภคสินค้าที่อาจกระทบสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ภาษีสรรพสามิต ต่างจาก VAT อย่างไร คนจำนวนมากสับสนระหว่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ทั้งสองจะเป็นภาษีทางอ้อมเหมือนกัน แต่มีจุดต่างชัดเจน เปรียบเทียบ ภาษีสรรพสามิต VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เก็บจากสินค้าอะไร เฉพาะสินค้าที่กำหนดในกฎหมาย เช่น น้ำมัน สุรา รถยนต์ สินค้าและบริการเกือบทุกชนิด อัตรา ต่างกันตามประเภทสินค้า (ตั้งแต่ 0% ถึงกว่า 50%) อัตราเดียว 7% หน่วยงานจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร จุดจัดเก็บ ณ โรงงานผลิตหรือด่านศุลกากร (กรณีนำเข้า) ทุกขั้นตอนการซื้อขาย สินค้าบางอย่าง เช่น เบียร์ ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT ซึ่ง VAT จะคำนวณจากราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้วอีกทอดหนึ่ง ใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ผู้ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต้นทางของสินค้า ได้แก่ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นคนจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ภาระภาษีมักถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงเป็นผู้แบกรับต้นทุนจริงในท้ายที่สุด สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มีอะไรบ้าง สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีแบ่งเป็นหมวดหลัก หมวด สินค้า/บริการ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ LPG NGV น้ำมันหล่อลื่น (รายได้สรรพสามิตสูงสุด) เครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สุรา น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง (น้ำตาลสูง = ภาษีสูงกว่า) ยาสูบ บุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น บุหรี่ไฟฟ้า (อัตราภาษีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง) รถยนต์และยานพาหนะ รถยนต์นั่ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ รถ ATV รถ EV (ได้อัตราพิเศษ) สินค้าและบริการอื่น แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ น้ำหอม เครื่องสำอาง สนามกอล์ฟ ไนท์คลับ เรือยอทช์ อัตราภาษีสรรพสามิต แต่ละประเภทสินค้า อัตราภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและวิธีคำนวณ สรุปอัตราหลักได้ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราตามมูลค่า (%) อัตราตามปริมาณ น้ำมันเบนซิน 6.50 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 6.44 บาท/ลิตร (ปรับลดเหลือ ~1.01 ช่วงมาตรการรัฐ) เบียร์ 22% 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สุราขาว 2% 155 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ บุหรี่ 40% 1.20 บาท/มวน น้ำอัดลม 14% 1 บาท/ลิตร (ปรับเพิ่มตามปริมาณน้ำตาล) รถยนต์นั่ง (เครื่อง > 3,000cc) 40% รถยนต์นั่ง EV 2% (มาตรการส่งเสริม ถึง 31 ธ.ค. 2568) เครื่องปรับอากาศ 10% สนามกอล์ฟ 10% ของรายรับ อ้างอิง กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และ พิกัดอัตราสรรพสามิต อัตราบางรายการอาจปรับเปลี่ยนตามมาตรการรัฐ วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต (สูตรและตัวอย่าง) การคำนวณภาษีสรรพสามิตมี 2 วิธี แล้วใช้ตัวเลขที่สูงกว่า การคำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) คิดจากราคาขายส่ง ณ โรงงานหรือราคา CIF (กรณีนำเข้า) ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ราคาขายส่งหรือราคา CIF × อัตราภาษีตามมูลค่า การคำนวณตามปริมาณ (Specific Rate) คิดจากจำนวนหน่วยสินค้า เช่น ลิตร กิโลกรัม มวน ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ปริมาณสินค้า × อัตราภาษีต่อหน่วย ตัวอย่างการคำนวณจริง กรณีน้ำอัดลม สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตน้ำอัดลม 10,000 ลิตร ราคาขายส่ง ณ โรงงานลิตรละ 15 บาท ขั้นที่ 1 คำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาขายส่งรวม 10,000 × 15 150,000 บาท ภาษีตามมูลค่า 150,000 × 14% 21,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณตามปริมาณ (Specific) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ปริมาณผลิต 10,000 ลิตร ภาษีตามปริมาณ 10,000 × 1 บาท/ลิตร 10,000 บาท ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบ รายการ จำนวนเงิน ตามมูลค่า 21,000 บาท ตามปริมาณ 10,000 บาท ต้องจ่ายจริง (ตัวที่สูงกว่า) 21,000 บาท กฎหมายกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่าง 2 วิธี ดังนั้นบริษัท ก จำกัด ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 21,000 บาท ข้อยกเว้นและกรณีที่ได้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น อ้างอิง กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง เพราะภาษีนี้เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเฉพาะประเภท แต่ถ้าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตเครื่องดื่ม แปรรูปสุรา นำเข้ารถยนต์ หรือประกอบธุรกิจสถานบันเทิง มีหน้าที่จดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นแบบ และชำระภาษีตามกำหนด ต้องวางแผนต้นทุนให้ครอบคลุมภาษีนี้ตั้งแต่ขั้นกำหนดราคาขาย สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ภาษีสรรพสามิตถูกบวกอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการ คือบันทึกต้นทุนให้ถูกต้อง เพื่อคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แม่นยำ สรุป: ภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ต้องจำ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าเฉพาะประเภทตั้งแต่ต้นทาง เจ้าของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ส่วนเจ้าของกิจการทั่วไปแม้ไม่ได้จ่ายภาษีนี้โดยตรง แต่ควรเข้าใจว่ามันส่งผลต่อราคาต้นทุนสินค้า สิ่งที่ควรทำต่อ จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร จัดการภาษีได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต ภาษาอังกฤษคืออะไร ภาษีสรรพสามิตในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Excise Tax” หรือ “Excise Duty” เป็นคำที่ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ภาษีสรรพสามิต คำนวณจากอะไร คำนวณจาก 2 ฐาน คือ มูลค่า (ราคาขาย ณ โรงงานหรือราคานำเข้า) กับปริมาณ (จำนวนลิตร มวน กิโลกรัม) แล้วใช้ยอดที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลขดูได้ในหัวข้อวิธีคำนวณด้านบน ภาษีสรรพสามิต จ่ายที่ไหน จ่ายออนไลน์ได้ไหม ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตได้ที่ excise.go.th หรือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเองไหม ตามกฎหมาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ภาระภาษีถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว เช่น เวลาซื้อเบียร์ 1 ขวด ราคาที่จ่ายมีภาษีสรรพสามิตบวกอยู่โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องไปยื่นแบบเอง เปิดร้านขายเหล้า-บุหรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไหม ร้านค้าปลีกที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเอง เพราะโรงงานหรือผู้นำเข้าจ่ายไปแล้วก่อนสินค้าจะมาถึงร้าน แต่ร้านค้ายังต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หรือ “ใบอนุญาตขายยาสูบ” ตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ฐานภาษี คืออะไร ตารางอัตราภาษีเงินได้ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำว่า ฐานภาษี ตอนยื่นภาษี แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ใช้ตัวเลขไหนมาคำนวณ ถ้าเข้าใจตรงนี้จะวางแผนภาษีได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ฐานภาษี คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนคำนวณภาษี ฐานภาษี คือจำนวนเงินหรือมูลค่าที่ใช้เป็นตัวตั้งต้นในการคำนวณภาษี พูดง่ายๆ คือ ตัวเลขที่เอาไปคูณกับอัตราภาษี แล้วจะได้เงินภาษีที่ต้องจ่าย ถ้าเปรียบเทียบ ฐานภาษีเหมือน น้ำหนักที่ชั่งได้ ส่วนอัตราภาษีเหมือน ราคาต่อกิโล เอาสองตัวคูณกันก็จะได้ ราคาที่ต้องจ่าย ถ้าฐานภาษีผิด ภาษีที่คำนวณออกมาก็ผิดตามไปด้วย เหตุผลที่ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะภาษีแต่ละประเภทใช้ฐานคำนวณต่างกัน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ เงินได้สุทธิ ภาษีนิติบุคคลใช้ กำไรสุทธิ และ VAT ใช้ ยอดขาย ถ้าเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าตัวเลขที่ต้องใช้คืออะไร จะวางแผนภาษีได้ถูกต้อง ประเภทของฐานภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องรู้ ภาษีในไทยที่คนทำธุรกิจเจอบ่อย แบ่งฐานในการคำนวณได้ 3 ประเภทหลัก ประเภทภาษี ฐานภาษีที่ใช้ ใครเกี่ยวข้อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการที่ยังไม่จดบริษัท ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย ตามหลักบัญชี) บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยอดขายสินค้าหรือบริการ ธุรกิจที่จด VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ฐานภาษีจากเงินได้สุทธิ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) สำหรับคนทั่วไปและฟรีแลนซ์ ฐานภาษี คือ เงินได้สุทธิ ซึ่งคำนวณจาก รายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนส่วนตัว แล้วจึงเอาเงินได้สุทธิที่เหลือไปเทียบกับตารางอัตราภาษีแบบขั้นบันได ฐานภาษีจากกำไรสุทธิ (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ฐานภาษี คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณจากรายได้หักค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี แล้วปรับปรุงตามเงื่อนไขทางภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายบางรายการที่กฎหมายไม่ให้หัก ฐานภาษีจากยอดรายรับ (VAT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ใช้ฐานคำนวณต่างจากภาษีเงินได้ ตัวเลขที่ใช้คือ มูลค่าของสินค้าหรือบริการ ที่ขาย โดยคิดอัตรา 7% จากราคาขาย ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และเก็บภาษีนี้จากลูกค้า ถ้าต้องการรายละเอียดเรื่อง VAT เพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความภาษีธุรกิจเฉพาะของ PEAK ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ระบบ “ขั้นบันได” หมายความว่ายิ่งมีเงินได้สุทธิสูง ส่วนที่เกินจะถูกเก็บภาษีอัตราสูงขึ้น ไม่ได้เก็บอัตราเดียวทั้งก้อน เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้นนี้ ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 1,265,000 บาท มากกว่า 5,000,000 35% – – อ้างอิง กรมสรรพากร ตารางอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2569 บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิอัตราพิเศษ กำไรสุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% อ้างอิง กรมสรรพากร SME ที่เข้าเงื่อนไขจะประหยัดภาษีได้มาก เช่น กำไร 2 ล้านบาท SME เสียภาษีแค่ 255,000 บาท ขณะที่บริษัทใหญ่เสีย 400,000 บาท วิธีคำนวณภาษีจากฐานภาษี พร้อมตัวอย่างจริง ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สมมุติ คุณเป็นพนักงานเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน ขั้นที่ 1 หาเงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40,000 × 12 เดือน 480,000 บาท หัก ค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000) 100,000 บาท หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หัก ประกันสังคม (ตามเพดานปัจจุบัน) ≈ 750 × 12 เดือน 9,000 บาท เงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) 480,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 311,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ อัตรา คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 311,000 10% 11,000 × 10% 1,100 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 8,600 บาท เงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน เสียภาษีปีละประมาณ 8,600 บาท หรือเดือนละไม่ถึง 720 บาท ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME) สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาท ขั้นกำไรสุทธิ อัตราภาษี คำนวณ ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 1,700,000 × 15% 255,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 255,000 บาท ถ้าบริษัทนี้ไม่ใช่ SME จะเสียภาษี 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท แปลว่า SME ประหยัดภาษีได้ 145,000 บาท ฐานภาษี SME ต่างจากบริษัทใหญ่อย่างไร หลายคนสงสัยว่าตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษีของ SME กับบริษัทใหญ่ต่างกันไหม คำตอบคือ ใช้ตัวเลขเดียวกัน คือ กำไรสุทธิ แต่สิ่งที่ต่างคืออัตราที่นำไปคูณ SME ที่เข้าเงื่อนไข (ดูตารางด้านบน) ได้สิทธิจ่ายถูกกว่ามาก จากตัวอย่างก่อนหน้า กำไร 2 ล้านบาท ประหยัดได้ถึง 145,000 บาท นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการหลายคนเลือกจดเป็นบริษัทแทนทำธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา การตัดสินใจเรื่องนี้ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจ เทคนิคลดฐานภาษีอย่างถูกกฎหมาย สำหรับเจ้าของกิจการ การ ลดฐานภาษี ไม่ได้หมายความว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อย่างเต็มที่ เทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่ สรุป: ฐานภาษีเข้าใจง่าย แค่รู้ว่าตัวเองอยู่ประเภทไหน เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด แค่จำ 3 ขั้นตอน จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นกำไรสุทธิแบบ real-time คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกใบกำกับภาษี และยื่นภาษีออนไลน์ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฐานภาษี เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มเสียภาษี ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท แปลว่าเงินเดือนที่เริ่มมีภาษี คือรายได้เกิน 310,000 บาทต่อปี หรือประมาณเดือนละ 26,000 บาทขึ้นไป (คำนวณเฉพาะกรณีไม่มีค่าลดหย่อนอื่น) ฐานภาษีกับเงินได้สุทธิต่างกันไหม ฐานภาษีเป็นคำกว้าง หมายถึง “ตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษี” ส่วนเงินได้สุทธิเป็นฐานภาษีเฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีอื่นใช้ฐานต่างกัน เช่น นิติบุคคลใช้กำไรสุทธิ VAT ใช้ยอดขาย ฟรีแลนซ์ต้องใช้ฐานภาษีแบบไหน ฟรีแลนซ์ที่ยังไม่จดบริษัทใช้ฐานภาษีแบบ เงินได้สุทธิ เหมือนพนักงานเงินเดือน แต่หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักแบบเหมา (40-60% ตามประเภทเงินได้) หรือหักตามจริง (ต้องมีเอกสาร) เลือกแบบที่ทำให้เงินได้สุทธิต่ำกว่า จะเสียภาษีน้อยกว่า ถ้า SME โตจนเกินเงื่อนไข จะเสียภาษีเพิ่มเท่าไหร่ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หรือทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท จะหลุดจากสิทธิ SME ทันที ต้องจ่ายภาษี 20% ตั้งแต่บาทแรกของกำไร ไม่มีขั้นยกเว้นอีก เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้ใกล้ชิดตอนใกล้ถึงเกณฑ์ PEAK ช่วยเรื่องฐานภาษีได้ยังไง PEAK ช่วยบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นกำไรสุทธิ (ฐานภาษีนิติบุคคล) ได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยลดโอกาสคำนวณผิดและหักค่าใช้จ่ายตกหล่นได้ผล ถ้าน้อยกว่า แปลว่าต้องปรับ จากนั้นค่อยเจาะลึก KPI อื่นที่อธิบายไว้ในบทความ เช่น ต้นทุนต่อลูกค้า ผลตอบแทนต่อเงินโฆษณาธรรมดา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ภ.พ.20 คืออะไร วิธีขอ เช็คออนไลน์ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียน VAT จะได้รับใบ ภ.พ.20 จากกรมสรรพากร ใบนี้สำคัญมาก ต้องติดแสดงที่ร้านหรือออฟฟิศ ไม่มีหรือไม่แสดงมีโทษปรับ ภ.พ.20 คืออะไร ภ.พ.20 คือใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากรออกให้หลังจดทะเบียน VAT เรียบร้อยแล้ว เปรียบเหมือน บัตรประชาชนของกิจการ ในระบบ VAT ใบนี้ยืนยันว่าธุรกิจได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแสดงใบ ภ.พ.20 ไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานประกอบการเสมอ ถ้ามีหลายสาขา แต่ละสาขาต้องมีใบของตัวเอง ข้อมูลที่ต้องมีในใบ ภ.พ.20 ใบ ภ.พ.20 ระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับผู้ประกอบการและสถานประกอบการที่จด VAT ทั้งหมด 7 รายการหลัก ควรตรวจสอบให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่ได้รับ ถ้าข้อมูลในใบผิดพลาดต้องยื่นแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งเสียเวลา ถ้าพบว่าข้อมูลรายการใดไม่ถูกต้อง เช่น ที่อยู่ผิด ต้องยื่นแบบ ภ.พ.09 ที่สรรพากรเพื่อขอแก้ไข ใครต้องมี ภ.พ.20 บ้าง ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย จะได้รับใบ ภ.พ.20 หลังจดทะเบียนสำเร็จ ตัวอย่างเช่น เจ้าของกิจการเปิดร้านขายอุปกรณ์ไอทีให้บริษัทอื่น ยอดขายรวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท กรณีนี้ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ยอดขายเกินเกณฑ์ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็จดโดยสมัครใจได้ เช่น ธุรกิจที่ต้องการนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขาย หรือต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า ธุรกิจบางประเภทได้รับยกเว้นไม่ต้องจด VAT แม้รายได้เกินเกณฑ์ เช่น การขายสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป การขนส่งสาธารณะ และสถานศึกษาเอกชน ก่อนยื่นจดทะเบียนควรตรวจสอบว่ากิจการของตนอยู่ในกลุ่มยกเว้นหรือไม่ วิธีขอ ภ.พ.20 มีขั้นตอน ผู้ประกอบการที่ต้องการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.01 พร้อมเอกสารประกอบ โดยมี 2 ช่องทาง เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับขอ ภ.พ.20 เอกสารที่ต้องใช้ยื่นจด VAT มีดังนี้ ขอ ภ.พ.20 ที่สำนักงานสรรพากร ขอ ภ.พ.20 ออนไลน์ ผ่าน e-Registration ยื่นจดทะเบียน VAT ออนไลน์ได้ผ่านระบบ e-Registration ของกรมสรรพากร ตลอด 24 ชั่วโมง วิธีเช็ค ภ.พ.20 ออนไลน์ ต้องการตรวจสอบว่าคู่ค้าจดทะเบียน VAT จริงหรือไม่ สามารถเช็คได้ผ่านเว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องขอดูใบ ภ.พ.20 ตัวจริง วิธีนี้เหมาะสำหรับตรวจสอบคู่ค้าก่อนออกใบกำกับภาษี ช่วยให้มั่นใจว่าเลขทะเบียน VAT ถูกต้อง และลดความเสี่ยงที่ภาษีซื้อจะถูกปฏิเสธเมื่อยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.20 กับ ภ.พ.30 ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.20 กับ ภ.พ.30 เพราะชื่อคล้ายกัน แต่เป็นเอกสารคนละประเภท ภ.พ.20 คือใบรับรองว่าจด VAT แล้ว ออกครั้งเดียว ส่วน ภ.พ.30 คือแบบรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องยื่นทุกเดือน ดูรายละเอียดเปรียบเทียบในตารางด้านล่าง รายการ ภ.พ.20 ภ.พ.30 คืออะไร ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ได้มาเมื่อไร ตอนจดทะเบียน VAT (ครั้งเดียว) ต้องยื่นทุกเดือน จุดประสงค์ แสดงว่ากิจการจด VAT แล้ว รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายประจำเดือน เก็บไว้ที่ไหน ติดแสดงที่สถานประกอบการ ยื่นให้กรมสรรพากร กำหนดเวลา ไม่มี (คงอยู่ตลอดที่ยังจด VAT) ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายถึงวันที่ 23) พูดง่ายๆ คือ ภ.พ.20 เป็น ใบรับรอง ว่าจด VAT แล้ว ส่วน ภ.พ.30 เป็น แบบรายงาน ที่ต้องยื่นทุกเดือน ภ.พ.20 หาย ชำรุด ต้องทำอย่างไร ถ้าใบ ภ.พ.20 สูญหายหรือชำรุด ต้องแจ้งขอรับใบแทนภายใน 15 วันนับจากวันที่ทราบเหตุ ถ้าไม่แจ้งภายในกำหนด อาจถูกปรับ เอกสารที่ต้องใช้ในการขอใหม่ ยื่นเอกสารที่สรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ใบแทนที่ได้รับจะมีข้อความว่า ใบแทน กำกับไว้ ระหว่างรอใบแทน ควรเก็บสำเนาใบแจ้งความหรือเอกสารยื่นแบบ ภ.พ.04 ไว้แสดงแทนชั่วคราว สรุป: ภ.พ.20 เอกสารสำคัญที่เจ้าของกิจการจด VAT ต้องมี จัดการ VAT ให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK หลังจดทะเบียน VAT แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และจัดการภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ถูกต้อง PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบกำกับภาษี คำนวณ VAT และเตรียมข้อมูลยื่น ภ.พ.30 ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.พ.20 ภ.พ.20 ต้องต่ออายุไหม ไม่ต้องต่ออายุ ใบ ภ.พ.20 มีผลบังคับใช้ตลอดที่ผู้ประกอบการยังคงจดทะเบียน VAT อยู่ จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการยื่นขอถอนทะเบียน VAT หรือถูกเพิกถอน ไม่แสดง ภ.พ.20 ที่สถานประกอบการ มีโทษอะไร กฎหมายกำหนดให้ต้องแสดงใบ ภ.พ.20 ไว้ในที่เปิดเผย ณ สถานประกอบการ ถ้าไม่แสดง อาจถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท มีหลายสาขา ต้องมี ภ.พ.20 กี่ใบ ต้องมีสาขาละ 1 ใบ แต่ละสาขาต้องจดทะเบียน VAT แยกกัน และได้รับใบ ภ.พ.20 ของแต่ละสาขา เพื่อแสดงที่สถานประกอบการแต่ละแห่ง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

24 min

ภาษีส่งออก ส่งออกสินค้าต่างประเทศ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0% ประเภทภาษี หน่วยงาน อัตราสำหรับการส่งออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากร 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ อากรขาออก กรมศุลกากร สินค้าส่วนใหญ่ 0% ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กรมสรรพากร 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้ ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร รายการ ส่งออก นำเข้า VAT 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า อากรศุลกากร ส่วนใหญ่ 0% 0-80% ตามพิกัดสินค้า เอกสารหลัก ใบขนสินค้าขาออก ใบขนสินค้าขาเข้า การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้ VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก รายการ VAT 0% (ส่งออก) ยกเว้น VAT ขอคืนภาษีซื้อ ขอคืนได้เต็มจำนวน ขอคืนไม่ได้ ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นทุกเดือน ไม่ต้องยื่น ตัวอย่างกิจการ ส่งออกสินค้า โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้ เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0% กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้ ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543) ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0% ลักษณะบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง อัตรา 0% ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ อัตรา 7% ตามปกติ หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้ เอกสารขายสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip) เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%) ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้ ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีขาย 0 บาท ภาษีซื้อ 13,084 บาท ขอคืนจากสรรพากร 13,084 บาท ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%) ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7% ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ 11,416 บาท เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%) รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ 350,000 รายได้จากการขายส่งออก 350,000 VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) 186,916 ภาษีซื้อ 13,084 เจ้าหนี้การค้า 200,000 บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30 รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้กรมสรรพากร 13,084 ภาษีซื้อ 13,084 ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30 ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ข้อผิดพลาด ผลเสีย วิธีป้องกัน ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้ จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7% ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2)) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

เบี้ยขยัน คืออะไร คิดยังไง ภาษี และการบันทึกบัญชี

เบี้ยขยัน คือเงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงานที่มาทำงานสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ลา และไม่มาสายตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ตามกฎหมายแรงงานไทย เบี้ยขยันไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่เป็นสวัสดิการที่บริษัทออกแบบเองได้ เบี้ยขยัน คือสวัสดิการแบบไหน ต่างจากค่าจ้างอย่างไร เบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจที่จ่ายเมื่อพนักงานทำตามเงื่อนไขการมาทำงาน ไม่ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนของงานที่ทำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงมีอิสระกำหนดอัตราและเงื่อนไขได้เอง แต่ต้องเขียนไว้ให้ชัดและใช้กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าจ้างว่าเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้เบี้ยขยันไม่เข้าข่ายเป็นค่าจ้าง จึงไม่ถูกนำไปรวมเป็นฐานคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งช่วยให้ SME คาดต้นทุนแรงงานได้ง่ายขึ้น ประเด็น ค่าจ้าง เบี้ยขยัน จ่ายเพื่ออะไร ตอบแทนงานที่ทำ จูงใจให้มาทำงานสม่ำเสมอ ใช้คิดโอทีและค่าชดเชย ใช้ ไม่ใช้ นายจ้างงดจ่ายได้ไหม ไม่ได้ ได้ ถ้าไม่ผ่านเงื่อนไขที่ประกาศไว้ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร คำที่เจอบ่อยในสลิปเงินเดือนและสัญญาจ้างมี 3 คำ ความหมายใกล้กันแต่มีจุดเน้นต่างกันเล็กน้อย คำภาษาอังกฤษ ใช้เมื่อไหร่ Attendance Allowance คำมาตรฐานในงาน HR เน้นเงินที่ให้ตามการมาทำงาน Diligent Allowance หรือ Diligence Allowance แปลตรงตัวจากคำว่าขยัน นิยมในบริษัทไทยและโรงงาน Attendance Bonus ใช้เมื่อจ่ายเป็นก้อนรายไตรมาสหรือรายปี ถ้าบริษัทออกสลิปสองภาษา เลือกใช้คำเดียวให้ตรงกันทั้งสลิปและประกาศสวัสดิการ พนักงานจะได้ไม่สับสน SME ควรกำหนดเบี้ยขยันอย่างไร 5 ข้อที่ต้องตัดสินใจก่อนประกาศใช้ ก่อนประกาศใช้ เจ้าของกิจการควรตัดสินใจ 5 เรื่องให้จบ ได้แก่ เงื่อนไขการได้รับ รูปแบบการจ่าย อัตราเงิน ช่องทางประกาศ และวิธีตรวจสอบเวลาเข้างาน ถ้าตอบครบทั้ง 5 ข้อ นโยบายจะชัดเจน ลดข้อโต้แย้ง และใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ด้วย 1. เงื่อนไขการได้รับ กำหนดให้ชัดว่าอะไรทำให้เสียสิทธิ์ เช่น ขาดงาน ลากิจ ลาป่วย หรือมาสายเกินกี่ครั้งต่อเดือน เพราะคำว่ามาทำงานสม่ำเสมอ แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน 2. รูปแบบการจ่าย เลือกว่าจะจ่ายคงที่ทุกเดือน หรือเพิ่มเป็นขั้นบันไดตามจำนวนเดือนที่มาครบต่อเนื่อง แบบขั้นบันไดจูงใจระยะยาวได้ดีกว่า เพราะพนักงานไม่อยากเสียขั้นที่สะสมมา 3. อัตราเงิน ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ ให้ตั้งจากงบที่ธุรกิจรับไหวจริง ตัวเลขที่ดีคือพนักงานรู้สึกว่ามีค่าพอจะรักษาไว้ แต่ไม่หนักจนกระทบกำไร 4. ช่องทางประกาศ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในข้อบังคับการทำงาน ประกาศสวัสดิการ หรือสัญญาจ้าง เพราะเอกสารนี้คือหลักฐานเวลาเกิดข้อสงสัย และกรมสรรพากรใช้ดูประกอบว่าเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้ 5. วิธีตรวจสอบ ใช้ระบบลงเวลาที่ตรวจย้อนหลังได้ เช่น เครื่องสแกนนิ้วหรือแอปลงเวลา เพราะถ้าข้อมูลเวลาเข้างานไม่แม่น เบี้ยขยันที่ควรจูงใจจะกลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะกันแทน ถ้ากำลังวางโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งระบบ ลองดูไอเดียเพิ่มเติมจากวิธีปรับเงินเดือนพนักงาน ประกอบกัน เพื่อให้สวัสดิการกับเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน เบี้ยขยัน คิดยังไง พร้อมตัวอย่างตารางขั้นบันได วิธีคิดเบี้ยขยันที่ SME ใช้กันมากมี 3 แบบ คือแบบคงที่ แบบขั้นบันได และแบบผสม ทุกแบบเริ่มจากเช็คว่าเดือนนั้นพนักงานผ่านเงื่อนไขหรือไม่ ถ้าผ่านก็จ่ายตามอัตราที่กำหนด ถ้าไม่ผ่านก็งดจ่ายหรือลดขั้นตามกติกาที่ประกาศไว้ แบบคงที่ เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้ จ่ายเท่ากันทุกเดือนที่มาครบ เช่น 500 บาทต่อเดือน คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที แต่แรงจูงใจจะคงที่ ไม่ได้ช่วยให้รักษาสถิติยาวๆ แบบขั้นบันได เหมาะกับธุรกิจที่อยากลดการลาระยะยาว เบี้ยขยันขั้นบันไดจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนที่พนักงานมาครบต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนไม่ผ่านเงื่อนไข จะงดจ่ายเดือนนั้นแล้วเริ่มนับขั้นใหม่ เดือนที่มาครบต่อเนื่อง เบี้ยขยันที่ได้รับ เดือนที่ 1 300 บาท เดือนที่ 2 400 บาท เดือนที่ 3 500 บาท เดือนที่ 4 เป็นต้นไป 600 บาท ตารางนี้เป็นตัวอย่าง ปรับตัวเลขให้เข้ากับงบของธุรกิจได้ บางบริษัทเลือกให้ลดลงทีละขั้นแทนการเริ่มใหม่ เพื่อไม่ให้พนักงานหมดกำลังใจเร็วเกินไป แบบผสม เหมาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้านหลายสาขา จ่ายเบี้ยขยันรายเดือนแบบคงที่ แล้วเพิ่มโบนัสก้อนเมื่อมาครบทั้งไตรมาส เช่น รายเดือน 400 บาท และเพิ่มอีก 1,000 บาทเมื่อครบ 3 เดือน วิธีนี้ให้ทั้งรางวัลระยะสั้นและเป้าหมายระยะยาว ตัวอย่างการคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ใช้แบบขั้นบันได ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (ชื่อสมมุติ) จ้างพนักงานแพ็กสินค้า เงินเดือน 18,000 บาท ใช้ตารางขั้นบันไดด้านบน กติกาคือ ขาด ลา หรือมาสายเกิน 2 ครั้งในเดือน ถือว่าไม่ผ่าน เดือนมกราคมถึงมีนาคม พนักงานมาครบทุกวัน ได้เบี้ยขยัน 300, 400 และ 500 บาทตามลำดับ เดือนเมษายน พนักงานลากิจ 1 วัน เดือนนี้จึงไม่ได้รับ และขั้นถูกนับใหม่ เดือนพฤษภาคม มาครบอีกครั้ง ได้ 300 บาท เงินที่ได้รับเดือนนี้จึงเป็น 18,000 บาท รวมเบี้ยขยัน 300 บาท เท่ากับ 18,300 บาท ก่อนหักภาษีและประกันสังคม ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าแบบขั้นบันไดทำให้การลา 1 วันมีต้นทุนที่พนักงานรับรู้ได้ชัด โดยที่นายจ้างไม่ต้องใช้วิธีตำหนิหรือลงโทษ ลาป่วยหรือลาพักร้อน ยังได้เบี้ยขยันไหม คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทประกาศไว้ เพราะเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงกำหนดได้ว่าการลาประเภทไหนทำให้เสียสิทธิ์ ข้อสำคัญคือต้องเขียนไว้ล่วงหน้าและบังคับใช้กับทุกคนเท่ากัน ห้ามเปลี่ยนกติกาย้อนหลังเฉพาะรายบุคคล ถ้าไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ขัดกับสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ ควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนประกาศใช้ เบี้ยขยันต้องเสียภาษีไหม บันทึกบัญชีอย่างไร ต้องเสีย เบี้ยขยันเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน หรือเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินเดือน นายจ้างต้องรวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และฝั่งบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ ฝั่งนายจ้าง รวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนของเดือนนั้น แล้วคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน การบันทึกบัญชี ลงเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดเงินเดือนและค่าแรง หรือแยกบัญชีย่อยชื่อเบี้ยขยัน เพื่อให้เห็นต้นทุนสวัสดิการชัดเจน รายจ่ายนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เมื่อจ่ายจริง มีหลักฐาน และมีประกาศสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มได้ในบทความสวัสดิการพนักงานแบบไหนหักภาษีได้ ฝั่งพนักงาน เงินก้อนนี้จะรวมอยู่ในเงินได้ทั้งปี และแสดงในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้ตอนต้นปี ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ อย่าลืมแยกบรรทัดเบี้ยขยันในสลิปเงินเดือนด้วย พนักงานจะเห็นทันทีว่าเดือนนี้ได้หรือไม่ได้เพราะอะไร ลดคำถามที่ต้องตอบซ้ำทุกสิ้นเดือน สรุป เบี้ยขยันที่ได้ผล เริ่มจากกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน สวัสดิการนี้จะจูงใจได้จริงเมื่อพนักงานรู้ว่าต้องทำอะไรถึงจะได้ และนายจ้างตรวจสอบได้แม่นยำทุกเดือน ตัวเงินอาจไม่ต้องสูงมาก แต่ความชัดเจนและความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้พนักงานเชื่อในระบบ จัดการเงินเดือนและสวัสดิการให้เป็นระบบ เมื่อมีเงินเพิ่มหลายรายการทั้งเบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชัน การคำนวณด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดได้ง่าย PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดการเงินเดือนให้ง่ายขึ้น – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเบี้ยขยัน เบี้ยขยันเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่าเบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน ในทางปฏิบัติ ถ้าบริษัทจ่ายเงินก้อนนี้ทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการมาทำงานเลย อาจถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างได้ จึงควรผูกกับเงื่อนไขการมาทำงานเสมอ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษใช้คำไหนในสัญญาจ้าง ใช้ Attendance Allowance ได้ทั่วไปที่สุด เพราะเป็นคำที่ HR ต่างชาติเข้าใจตรงกัน ถ้าบริษัทคุ้นกับคำว่า Diligent Allowance ก็ใช้ได้เช่นกัน ขอแค่ใช้คำเดียวกันทุกเอกสาร นายจ้างยกเลิกเบี้ยขยันที่เคยจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเบี้ยขยันเขียนไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน การยกเลิกถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ควรแจ้งล่วงหน้าและขอความยินยอมจากพนักงาน ไม่ควรยกเลิกทันทีฝ่ายเดียว เบี้ยขยันให้เท่าไหร่ถึงเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือเทียบกับต้นทุนที่เสียไปเมื่อพนักงานขาดงาน เช่น ต้องจ้างคนแทนหรือส่งของล่าช้า ถ้าอัตราที่ตั้งต่ำกว่าต้นทุนนั้น ก็คุ้มค่าที่จะจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

Holding Company คืออะไร ช่วยเรื่องภาษีจริงไหม แล้วใครควรตั้ง

Holding Company หรือบริษัทโฮลดิ้ง คือบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก รายได้หลักมาจากเงินปันผลของบริษัทลูก ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการเอง ข้อดีที่คนพูดถึงบ่อยคือเรื่องภาษีและการแยกความเสี่ยง แต่ประโยชน์ทางภาษีมีเงื่อนไข และไม่ได้ทำให้ภาษีหายไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในบทความนี้จะมาพูดถึง Holding Company ในทุกด้าน เงื่อนไขทางภาษีต่างๆ ประเภทธุรกิจที่เหมาะกับการใช้งาน ตลอดจนวิธีการตั้งบริษัท Holding Company คืออะไร ทำงานอย่างไร โฮลดิ้งคือบริษัทชั้นกลางที่อยู่ระหว่างตัวเจ้าของกับบริษัทที่ทำธุรกิจจริง แทนที่เจ้าของจะถือหุ้นทุกบริษัทในชื่อตัวเอง ก็ให้บริษัทกลางถือแทน ส่วนเจ้าของถือหุ้นบริษัทกลางนั้นอีกทอดหนึ่ง เงินปันผลจากทุกบริษัทลูกจึงไหลมารวมที่เดียวก่อนตัดสินใจว่าจะนำไปใช้ต่ออย่างไร ตัวอย่างโครงสร้างแบบง่าย เจ้าของถือหุ้นบริษัท H จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้ง แล้วบริษัท H ถือหุ้นบริษัท ก จำกัด ที่ขายสินค้าออนไลน์ และบริษัท ข จำกัด ที่ทำร้านอาหาร ทั้งสองบริษัทยังมีทีมงาน บัญชี และภาษีแยกกันตามปกติ ถ้าอยากทบทวนสิทธิ์และหน้าที่ของคนถือหุ้นก่อน อ่านต่อได้ที่ ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ที่เจ้าของ SME ต้องรู้ บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทในเครือ ต่างกันอย่างไร สามคำนี้ใช้ปนกันบ่อย แต่หมายถึงตำแหน่งในโครงสร้างที่ต่างกัน คำเรียก หมายถึง บริษัทแม่ บริษัทที่ถือหุ้นจนมีอำนาจควบคุมบริษัทอื่น บริษัทโฮลดิ้งมักอยู่ในตำแหน่งนี้ บริษัทลูก บริษัทที่ถูกบริษัทแม่ถือหุ้นและควบคุม เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง บริษัทในเครือ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาจเป็นบริษัทลูกด้วยกันเอง หรือบริษัทที่ถือหุ้นไขว้กันบางส่วน หุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ต่างกันอย่างไร ถ้าเจอคำว่าหุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ หมายถึงบริษัทจดทะเบียนที่รายได้หลักมาจากการถือหุ้นบริษัทอื่น ตลาดหลักทรัพย์มีเกณฑ์เฉพาะเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและอำนาจควบคุมบริษัทหลัก นักลงทุนจึงต้องดูผลประกอบการของบริษัทลูกแต่ละตัว ไม่ใช่ดูแค่งบของโฮลดิ้ง ส่วนเนื้อหาต่อจากนี้เน้นมุมเจ้าของธุรกิจที่คิดจะตั้งโฮลดิ้งของตัวเอง ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงตั้งบริษัทโฮลดิ้ง เจ้าของธุรกิจตั้งบริษัทโฮลดิ้งด้วยเหตุผลหลัก 4 ข้อ คือแยกความเสี่ยงระหว่างธุรกิจ บริหารเงินปันผลไปลงทุนต่อได้คล่องขึ้น วางแผนส่งต่อธุรกิจให้ทายาท และขยายธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม เหตุผลเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อธุรกิจมีหลายบริษัทแล้ว หรือกำลังจะมีในอนาคตอันใกล้ บริษัทโฮลดิ้งกับภาษี ได้ประโยชน์จริงแค่ไหน ประโยชน์ทางภาษีหลักคือเงินปันผลที่บริษัทโฮลดิ้งได้รับจากบริษัทลูก อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวนหรือครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) แต่ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดขึ้นเมื่อบริษัทโฮลดิ้งจ่ายปันผลต่อ จึงเป็นการเลื่อนเวลาเสียภาษี ไม่ใช่ประหยัดภาษีถาวร เงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินปันผลที่ต้องรู้ บริษัทที่ได้รับเงินปันผล สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินปันผล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยที่ถือหุ้นผู้จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และผู้จ่ายไม่ได้ถือหุ้นกลับทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น ยกเว้นครึ่งหนึ่ง ทุกกรณีต้องถือหุ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นมาจนถึงวันที่มีเงินได้ และต้องไม่โอนหุ้นออกไปก่อนครบ 3 เดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ ถ้าขายหุ้นเร็วเกินไปจะเสียสิทธิ์ยกเว้น ตัวอย่าง ถือหุ้นเองเทียบกับถือผ่านบริษัทโฮลดิ้ง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว และประกาศจ่ายเงินปันผล 1,000,000 บาท เจ้าของต้องการนำเงินทั้งหมดไปตั้งร้านสาขาใหม่ กรณีถือหุ้นเอง เงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือ 100,000 บาท เจ้าของได้รับ 900,000 บาท มีเงินไปลงทุนต่อเท่านี้ กรณีถือผ่านบริษัทโฮลดิ้งที่เข้าเงื่อนไขยกเว้นทั้งจำนวน บริษัท H ได้รับเงินปันผลครบ 1,000,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงมีเงินลงทุนร้านสาขาใหม่มากกว่า 100,000 บาท แต่เมื่อไรที่บริษัท H จ่ายปันผลต่อให้เจ้าของ ภาษีเงินปันผล 10% ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ประโยชน์จริงจึงอยู่ที่การได้ใช้เงินก้อนเต็มลงทุนต่อในกลุ่มบริษัท ข้อดีและข้อเสียของ Holding Company Holding Company ช่วยแยกความเสี่ยง บริหารเงินในกลุ่มได้ยืดหยุ่น และวางแผนส่งต่อธุรกิจง่ายขึ้น แต่แลกมากับต้นทุนการดูแลบริษัทเพิ่ม เอกสารที่ซับซ้อนขึ้น และภาระภาษีระหว่างกันที่ต้องทำให้ถูก การตัดสินใจจึงควรดูทั้งสองฝั่งพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่เรื่องภาษีเงินปันผล ข้อดี ข้อเสีย ความเสียหายของบริษัทหนึ่งไม่ลามไปบริษัทอื่น มีค่าทำบัญชี สอบบัญชี และยื่นภาษีเพิ่มอีก 1 บริษัททุกปี นำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้เต็มจำนวน ถ้าเข้าเงื่อนไข ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดเมื่อจ่ายออกจากโฮลดิ้ง โอนหุ้นบริษัทเดียวก็ส่งต่อทั้งกลุ่มได้ ธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มต้องใช้ราคาที่สมเหตุสมผลและมีเอกสาร ตั้งหรือปิดธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม ต้องดูผลประกอบการหลายบริษัทพร้อมกัน ถ้าบัญชีไม่เป็นระบบจะเห็นภาพรวมยาก ธุรกิจแบบไหนควรตั้งบริษัทโฮลดิ้ง แบบไหนยังไม่จำเป็น บริษัทโฮลดิ้งเหมาะกับเจ้าของที่มีตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปหรือกำลังจะมี มีกำไรจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และอยากนำเงินไปลงทุนต่อในกลุ่ม ส่วนธุรกิจที่มีบริษัทเดียวและยังไม่มีแผนขยาย มักได้ไม่คุ้มเสีย เพราะต้นทุนดูแลบริษัทเพิ่มอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้ เหมาะจะตั้ง ถ้าตรงกับข้อเหล่านี้หลายข้อ ยังไม่จำเป็น ถ้าอยู่ในกรณีนี้ ตั้งบริษัทโฮลดิ้งอย่างไร และต้องดูแลอะไรต่อ การตั้งบริษัทโฮลดิ้งใช้ขั้นตอนเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทจำกัดทั่วไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วโอนหุ้นบริษัทเดิมเข้ามาให้บริษัทโฮลดิ้งถือ สิ่งที่ต้องวางแผนมากกว่าการจดทะเบียนคือภาระหลังตั้ง ทั้งบัญชี ภาษี และธุรกรรมระหว่างกันในกลุ่ม 1. จดทะเบียนบริษัทโฮลดิ้ง ใช้ผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน และระบุขอบเขตธุรกิจของบริษัท (ที่เอกสารจดทะเบียนเรียกว่าวัตถุประสงค์) ให้ครอบคลุมการถือหุ้นและลงทุนในบริษัทอื่น ดูรายละเอียดขั้นตอนได้ที่คู่มือจดทะเบียนบริษัท 2. โอนหุ้นบริษัทเดิมเข้าโฮลดิ้ง การขายหรือโอนหุ้นจากตัวเจ้าของให้บริษัทแม่อาจมีภาษีจากกำไรการขายหุ้น ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีคำนวณก่อนโอน เพราะราคาโอนที่ต่ำเกินจริงอาจถูกประเมินภาษีภายหลัง 3. ทำบัญชีและปิดงบให้ครบทุกบริษัท บริษัทแม่ต้องทำบัญชี ยื่นงบการเงิน และยื่นภาษีทุกปีเหมือนบริษัททั่วไป กิจการที่ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs บันทึกเงินลงทุนในบริษัทย่อยด้วยวิธีราคาทุนได้ ซึ่งช่วยให้งานบัญชีไม่ซับซ้อนเกินไป 4. ดูแลธุรกรรมระหว่างกันให้ถูกต้อง เช่น บริษัทในกลุ่มให้กู้ยืมเงินกัน หรือเก็บค่าบริหารจัดการจากบริษัทลูก ต้องมีสัญญา คิดราคาที่สมเหตุสมผล และตรวจเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะของการให้กู้ยืม ถ้ารายได้ของบริษัทเกิน 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) เพิ่มด้วย สรุป – โฮลดิ้งเป็นเครื่องมือจัดโครงสร้าง ไม่ใช่ทางลัดประหยัดภาษี Holding Company มีประโยชน์จริงเมื่อธุรกิจโตจนมีหลายบริษัท และเจ้าของอยากให้เงินหมุนอยู่ในกลุ่มเพื่อขยายต่อ แต่ถ้าตั้งเพียงเพราะได้ยินว่าประหยัดภาษี อาจได้ค่าดูแลบริษัทเพิ่มโดยที่ภาษีเงินปันผลก็ยังต้องเสียเท่าเดิม หลายบริษัทก็ดูภาพรวมได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีบริษัทในเครือมาก ยิ่งต้องการตัวเลขที่ชัดของแต่ละบริษัท PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK วางระบบบัญชีให้พร้อมก่อนขยายโครงสร้างธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Holding Company Holding หมายถึงอะไร Holding แปลตรงตัวว่าการถือครอง ในบริบทธุรกิจหมายถึงการถือหุ้นในบริษัทอื่น บริษัทที่ใช้คำนี้ในชื่อจึงมักเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นเป็นหลัก แต่ชื่อไม่ได้เป็นตัวกำหนดสถานะทางภาษี สิ่งที่กำหนดคือสัดส่วนและระยะเวลาการถือหุ้นจริง บริษัทโฮลดิ้งต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเฉพาะสำหรับบริษัทโฮลดิ้ง ใช้เกณฑ์เดียวกับบริษัทจำกัดทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติควรตั้งทุนให้พอกับมูลค่าหุ้นบริษัทลูกที่จะโอนเข้ามาถือ เพื่อให้โครงสร้างการเงินของโฮลดิ้งสมเหตุสมผล บริษัทโฮลดิ้งต่างจาก Trust หรือการถือหุ้นแทนอย่างไร บริษัทโฮลดิ้งเป็นนิติบุคคลที่ถือหุ้นอย่างเปิดเผยในชื่อตัวเอง มีงบการเงินและเสียภาษีตามปกติ ส่วนการให้คนอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อปกปิดเจ้าของจริงมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง และไม่ควรนำมาใช้แทนการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ส่วน Trust เป็นเครื่องมือทางกฎหมายอีกรูปแบบที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษีหรือกฎหมาย ก่อนตั้งหรือปรับโครงสร้างบริษัท ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง คู่มือภาษีร้านค้าออนไลน์ฉบับเข้าใจง่าย

ยอดขายเข้าบัญชีทุกวัน แต่พอถึงเรื่องภาษี กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว เพราะเรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ยังเป็นคำถามที่คนค้นหากันมากทุกปี ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง สรุปสั้น ๆ คือ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามรายได้สุทธิ และถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่ภาษีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนยื่นภาษี ตัวอย่างคำนวณจริง ไปจนถึงวิธีเตรียมตัวรับมาตรการคุมเข้มของกรมสรรพากร กรมสรรพากรคุมเข้มจัดเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์ ผู้ขายต้องเตรียมตัวอย่างไร กรมสรรพากรเพิ่มความเข้มงวดในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม e-Commerce และสถาบันการเงินในการตรวจสอบรายได้ของผู้ขาย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Payment ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีธุรกรรมตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือยอดรวม 400 ครั้งขึ้นไปที่มูลค่าเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ให้กรมสรรพากรทราบ มาตรการที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้ สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตคือ กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมการเงินของผู้ขายออนไลน์ได้โดยตรง ผ่านระบบ e-Payment ของธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ดังนั้นการไม่ยื่นภาษีหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ ใครบ้างที่ถูกตรวจสอบ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ขายที่มียอดโอนเข้าบัญชีจำนวนมากแต่ไม่เคยยื่นภาษี ผู้ขายที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน VAT และผู้ขายที่มียอดธุรกรรมสูงบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่าง ๆ ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล), ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายในบางกรณี รายละเอียดของแต่ละประเภทมีดังนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าคุณขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0-35% ตามขั้นบันไดรายได้สุทธิ ตัวอย่างเช่น รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี รายได้สุทธิส่วนที่เกินจะถูกคำนวณตามอัตราขั้นบันได เริ่มจาก 5% สำหรับส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ไปจนถึง 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราพิเศษ คือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000-3 ล้านบาท เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องจดเมื่อไร ผู้ขายของออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ปัจจุบันอัตรา VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) โดยต้องออกใบกำกับภาษี ให้ผู้ซื้อ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ข้อควรระวัง คือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ดังนั้นแม้จะขาดทุน แต่ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ก็ต้องจด VAT เช่นกัน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าคุณจ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า ทำกราฟิก หรือจ้างงานบริการอื่น ๆ คุณมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากร เช่น จ้างช่างภาพ 10,000 บาท หักภาษี 3% เท่ากับ 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท แล้วนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินด้วย บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ขายของออนไลน์แบบไหนเสียภาษีต่างกัน หลายคนสงสัยว่าควรขายของในนามบุคคลธรรมดาหรือจดบริษัทดี คำตอบขึ้นอยู่กับรายได้และแผนธุรกิจระยะยาว รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี ก้าวหน้า 0-35% 0-20% จากกำไรสุทธิ หักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริง ตามจริงเท่านั้น (ต้องมีเอกสาร) จดทะเบียน ไม่ต้อง ต้องจดที่ DBD ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า คู่ค้าเชื่อมั่น ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี การจดนิติบุคคลมักประหยัดภาษีมากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคล SME ต่ำกว่าอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดาที่รายได้สูง ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์ การทำธุรกิจย่อมมาคู่กับการชำระภาษี ยิ่งสำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์มือใหม่ ควรทำให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งเรื่องความพร้อมด้านเอกสาร วิธีการทำคำนวณรายได้ และรอบยื่นภาษีประจำปี โดยมีขั้นตอน ดังนี้ เตรียมเอกสารและข้อมูลรายได้ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้ – สรุปยอดขายจากทุกช่องทาง (Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop, เว็บไซต์ตัวเอง) – statement บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินจากการขาย – หลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง – ใบกำกับภาษี (ถ้าจด VAT) การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้ตอนยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก คำนวณรายได้สุทธิ สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ของรายได้ ควรลองคำนวณทั้ง 2 แบบแล้วเลือกแบบที่ได้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพื่อเสียภาษีน้อยลง ยื่นแบบภาษี ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ได้เลย โดยบุคคลธรรมดายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ถ้ายื่นออนไลน์จะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ชำระภาษี สามารถจ่ายผ่านระบบ e-Filing, ธนาคาร, ATM, Mobile Banking หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส ถ้าภาษีที่ต้องจ่ายเกิน 3,000 บาท สามารถผ่อนชำระ 3 งวดได้ (เฉพาะบุคคลธรรมดา) ตัวอย่างคำนวณภาษีร้านค้าออนไลน์จริง กรณีแม่ค้า Shopee รายได้ 500,000 บาทต่อปี สมมติคุณขายเสื้อผ้าบน Shopee มีรายได้รวม 500,000 บาทต่อปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% – รายได้ 500,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 300,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 140,000 บาท – ภาษีที่ต้องจ่าย เท่ากับ 0 บาท (เพราะรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท) กรณีนี้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบภาษีตามปกติ กรณีร้านค้า Facebook รายได้ 2 ล้านบาทต่อปี สมมติคุณขายสินค้าผ่าน Facebook และ TikTok Shop รายได้รวม 2,000,000 บาทต่อปี กรณีนี้รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จึงต้องจดทะเบียน VAT ด้วย – รายได้ 2,000,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 1,200,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 740,000 บาท คำนวณภาษีตามขั้นบันไดดังนี้ รายได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีที่ต้องจ่าย (บาท) 0-150,000 ยกเว้น 0 150,001-300,000 5% 7,500 300,001-500,000 10% 20,000 500,001-740,000 15% 36,000 รวมภาษีที่ต้องจ่าย 63,500 นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และออกใบกำกับภาษีด้วย ภาษีขายของบน Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop ต่างกันตรงไหน ในแง่ของกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ภาระภาษีเหมือนกันทุกประการ เพราะภาษีคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้คิดจากแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างกันคือ ค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ (กรณีเลือกหักตามจริง) เช่น ค่า commission ของ Shopee, ค่า shipping fee ที่แพลตฟอร์มหัก หรือค่า ads บน Facebook ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่หักภาษีได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องรวมรายได้จากทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเมื่อคำนวณภาษี ห้ามแยกคำนวณทีละแพลตฟอร์ม 5 สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเตรียมรับมาตรการสรรพากรคุมเข้ม ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายการ เพื่อให้ข้อมูลรายรับ-รายจ่ายเป็นระบบ พร้อมออกรายงานได้ทันทีเมื่อถูกตรวจสอบ เก็บหลักฐานรายรับ-รายจ่ายให้ครบ ทั้งยอดขายจากแพลตฟอร์ม statement ธนาคาร และใบเสร็จค่าใช้จ่าย เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 5 ปี ยื่นภาษีให้ตรงเวลาทุกปี แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ควรยื่นแบบเพื่อแสดงว่ามีการรายงานรายได้ถูกต้อง ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน ถ้าไม่จดจะมีโทษปรับ แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีร้านค้า เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและพิสูจน์รายได้จากการขายจริง สรุป ขายของออนไลน์เรื่องภาษีไม่ได้ยากอย่างที่คิด เรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ซับซ้อนถ้าเข้าใจหลักง่าย ๆ คือ รายได้ทุกบาทต้องนำมายื่นภาษี ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และการเก็บเอกสารให้ครบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อถูกตรวจสอบ ยิ่งกรมสรรพากรเข้มงวดขึ้น การจัดการบัญชีและภาษีอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณขายของออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี คำนวณ VAT และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ลดความยุ่งยากในการจัดการเอกสารและเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีขายของออนไลน์ ขายของออนไลน์รายได้เท่าไรถึงต้องเสียภาษี ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบภาษี แต่จะเริ่มเสียภาษีจริงเมื่อรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) เกิน 150,000 บาทต่อปี ส่วนการจดทะเบียน VAT จะเกิดขึ้นเมื่อรายได้ (ยอดขายรวม) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กัน ร้านค้าเล็ก ๆ ยื่นภาษีอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กที่ขายในนามบุคคลธรรมดา ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกรายการ วิธีนี้เหมาะกับร้านที่ค่าใช้จ่ายจริงน้อยกว่า 60% ของรายได้ ขายของบนเฟซบุ๊กเสียภาษีเหมือนกับ Shopee หรือไม่ เหมือนกันทุกประการในแง่ภาระภาษี เพราะกฎหมายคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้แยกตามแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างคือค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มที่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องเสียภาษีอะไรเพิ่ม ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หลังจดแล้วต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน สิ่งสำคัญคือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท ต่างกันตรงไหน สรุปครบจบ

เจ้าของธุรกิจหลายคนเจอสถานการณ์คล้ายกัน เวลาจะซื้อรถ ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือซื้ออุปกรณ์สำนักงาน แล้วลังเลว่าควรซื้อในนามตัวเอง หรือซื้อในนามบริษัทดีกว่ากัน คำถามนี้ดูเล็ก แต่คำตอบส่งผลต่อเรื่องภาษี การบันทึกบัญชี และกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินโดยตรง บทความนี้จะเปรียบเทียบการซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจริงที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที ซื้อในนามบุคคลกับในนามบริษัท หมายถึงอะไร การซื้อในนามบุคคล คือการซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินโดยใช้ชื่อบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ ใบเสร็จออกในชื่อตัวเอง กรรมสิทธิ์เป็นของคนซื้อ ไม่เกี่ยวกับนิติบุคคลใด การซื้อในนามบริษัท คือการซื้อโดยใช้ชื่อบริษัท หจก. หรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของ ใบกำกับภาษีออกในชื่อบริษัท กรรมสิทธิ์เป็นของนิติบุคคล บริษัทนำไปบันทึกบัญชีและใช้สิทธิทางภาษีได้ ความต่างหลักอยู่ที่ กรรมสิทธิ์เป็นของใคร และใครได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ข้อดีและข้อเสีย ซื้อในนามบุคคลเทียบกับในนามบริษัท ก่อนตัดสินใจ ลองดูตารางเปรียบเทียบแบบกระชับ หัวข้อ ซื้อในนามบุคคล ซื้อในนามบริษัท กรรมสิทธิ์ เป็นของตัวเอง ขายต่อง่าย เป็นของบริษัท ต้องผ่านมติผู้ถือหุ้นหากจะโอน ภาษี VAT ขอคืน VAT ไม่ได้ ขอคืน VAT ได้ (ถ้าจด VAT) หักค่าใช้จ่าย หักค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ บันทึกเป็นรายจ่ายบริษัท ลดฐานภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา ไม่สามารถตัดค่าเสื่อมได้ ตัดค่าเสื่อมราคาได้ตามหลักบัญชี ความซับซ้อน ง่าย ไม่ต้องทำเอกสาร ต้องเตรียมเอกสารบริษัท บันทึกบัญชี ความเสี่ยง ทรัพย์สินแยกจากธุรกิจ ถ้าบริษัทถูกฟ้อง ทรัพย์สินอาจถูกยึด ข้อดีหลักของการซื้อในนามบริษัท – หักเป็นรายจ่ายของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิลดลง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง – ขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ได้ เช่น ซื้อของ 107,000 บาท มี VAT 7,000 บาท ขอคืนได้เต็มจำนวน – บันทึกค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ทำให้มีรายจ่ายทางภาษีต่อเนื่อง ข้อดีหลักของการซื้อในนามบุคคล – ไม่ต้องเตรียมเอกสารบริษัท สะดวกรวดเร็ว – กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง ขายหรือโอนได้อิสระ – ไม่มีปัญหาเรื่องรายจ่ายต้องห้ามหรือการตรวจสอบจากสรรพากร ผลกระทบด้านภาษี ทั้ง VAT ภาษีเงินได้ และรายจ่ายต้องห้าม เรื่องภาษีเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนเลือกซื้อในนามบริษัท ลองดูรายละเอียดแต่ละด้าน ซื้อในนามบริษัท หักภาษีได้อย่างไร เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายหรือบันทึกเป็นทรัพย์สินตามหลักบัญชีได้ ตัวอย่าง บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท (ไม่รวม VAT) จะเกิดสิทธิประโยชน์ 2 ทาง คือ 1. ขอคืน VAT ได้ 2,100 บาท (30,000 x 7%) 2. บันทึกเป็นทรัพย์สินแล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท (อายุการใช้งาน 3 ปี) ซึ่งลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปี หากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท ช่วยประหยัดภาษีได้ปีละ 2,000 บาท ทั้งนี้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร รายจ่ายต้องห้าม คือ ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัท แม้จะจ่ายจริงก็ตาม ถ้าบริษัทนำไปหัก อาจถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังได้ ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อย – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง ค่าท่องเที่ยวส่วนตัว – รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ซื้อของตกแต่งบ้านกรรมการ – รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานครบถ้วน เช่น ไม่มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี – เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการเกินสมควร สิ่งสำคัญที่ SME ต้องจำ คือ ถ้าซื้อของส่วนตัวแล้วเอามาลงบัญชีบริษัท สรรพากรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม และอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมา ตัวอย่างการซื้อของ ในนามบริษัท จากข้อมูลขั้นต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การจัดซื้อในนามบริษัทต้องเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ อาคาร หรือที่ดิน เป็นต้น ทั้งนี้ การซื้อแต่ละประเภทยังให้สิทธิทางภาษีที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างด้านล่าง ซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัทเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุด สิ่งที่ต้องรู้คือ – รถที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท (ไม่รวม VAT) สามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้เต็มจำนวน – รถที่มีราคาเกิน 1 ล้านบาท ตัดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนเกินถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม – ขอคืน VAT ได้เฉพาะรถกระบะ (ไม่ใช่รถเก๋ง) ตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ซื้อเอง) และหลักฐานทางการเงินของบริษัท ซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัท การซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัททำได้ แต่ต้องเป็นการใช้เพื่อกิจการจริง เช่น ซื้อเป็นสำนักงาน โกดังสินค้า หรือหอพักพนักงาน ข้อควรระวังคือ ถ้าซื้อบ้านในนามบริษัทแล้วกรรมการไปอยู่อาศัยเอง สรรพากรอาจถือเป็นผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับ ต้องคำนวณเป็นเงินได้ของกรรมการด้วย ซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ซื้อในนามบริษัทเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะอุปกรณ์สำนักงานใช้ในกิจการชัดเจน บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายได้ (ขึ้นอยู่กับมูลค่า) และขอคืน VAT ได้ ตัวอย่าง ซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ 5,000 บาท ขอคืน VAT ได้ 350 บาท และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทลดฐานภาษีเงินได้อีก สำหรับอุปกรณ์ที่ราคาสูงกว่า เช่น โน้ตบุ๊กราคา 40,000 บาท ควรบันทึกเป็นทรัพย์สินและทยอยตัดค่าเสื่อมราคา 3 ปี เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อจะซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินในนามบริษัท ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนไปติดต่อ ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ หนังสือมอบอำนาจกรณีที่ไม่ได้ซื้อเอง และสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) สำหรับการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ อาจต้องมีรายงานงบการเงินล่าสุดและสำเนาบัญชีเงินฝากของบริษัทด้วย วิธีบันทึกบัญชีเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สิน ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 สินค้ามูลค่าต่ำ (มักใช้เกณฑ์ไม่เกิน 2,000 บาท หรือตามนโยบายบริษัท) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในเดือนที่ซื้อ กรณีที่ 2 ทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ราคาแพง บันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ประเภท อายุการใช้งาน ตัวอย่าง อาคาร 20 ปี สำนักงาน โกดัง เครื่องตกแต่ง 5 ปี เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ 3 ปี โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป รถยนต์ 5 ปี รถกระบะ รถเก๋ง สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ถนัดเรื่องบัญชี การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายและจัดการทรัพย์สินได้สะดวก ไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาเอง สรุป เลือกซื้อในนามไหนดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าซื้อในนามใดดีกว่า เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน – ซื้อในนามบริษัท เหมาะกับ ทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการจริง ต้องการสิทธิหัก VAT และลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล – ซื้อในนามบุคคล เหมาะกับ ของที่ใช้ส่วนตัว ไม่ต้องการยุ่งยากเรื่องเอกสาร หรือต้องการกรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง – กรณีที่ใช้ปนกัน ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ต้องระวังเรื่องรายจ่ายต้องห้าม ปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจจะปลอดภัยที่สุด PEAK ช่วยจัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบ เมื่อตัดสินใจซื้อในนามบริษัทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการบันทึกบัญชีและจัดการเอกสารภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วให้ระบบช่วยทำงานบัญชีแทนคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการซื้อของในนามบุคคลและในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ผ่านยากหรือไม่ การขอสินเชื่อรถในนามบริษัทไม่ได้ยากกว่าในนามบุคคล แต่ไฟแนนซ์จะดูงบการเงินของบริษัท ผลประกอบการ และระยะเวลาที่จดทะเบียนมา บริษัทที่เปิดใหม่ยังไม่มีงบการเงินอาจถูกขอหลักประกันเพิ่มเติม ซื้อของส่วนตัวแล้วเอาเข้าบริษัทได้หรือไม่ ถ้าซื้อของในชื่อส่วนตัวแล้วอยากให้บริษัทเป็นเจ้าของ ทำได้โดยขายหรือโอนให้บริษัท แต่ต้องมีเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ราคาต้องเป็นราคาตลาดที่สมเหตุสมผล และต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย ถ้าโอนโดยไม่มีเอกสาร สรรพากรอาจไม่ยอมรับเป็นรายจ่ายของบริษัท ออกบิลในนามบริษัทต้องทำอย่างไร เมื่อซื้อของในนามบริษัท ให้แจ้งร้านค้าว่าต้องการออกใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท โดยแจ้งชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (13 หลัก) และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ร้านค้าจะออกใบกำกับภาษีให้ ซึ่งบริษัทนำไปใช้ขอคืน VAT และบันทึกบัญชีได้ ซื้อรถในนามบริษัท ต้องเปิดมากี่ปี ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าบริษัทต้องเปิดมากี่ปีถึงจะซื้อรถได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ต้องการให้บริษัทมีงบการเงินอย่างน้อย 1 รอบบัญชี เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ บริษัทใหม่ที่ยังไม่มีงบอาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น หรือให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก