ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

29 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เอกสารทางธุรกิจ มีอะไรบ้าง รู้จักทั้ง 3 ประเภท พร้อมวิธีจัดเก็บ

ปิดการขายได้แล้ว ลูกค้าขอใบกำกับภาษี ฝ่ายบัญชีขอใบเสร็จ ส่วนอีกฝั่งยังรอใบวางบิลอยู่ เจ้าของกิจการมือใหม่หลายคนเริ่มสับสนตรงนี้ว่าต้องออกใบไหนก่อนหลัง และใบไหนต้องเก็บไว้ยื่นภาษี ถ้าแยกเอกสารทางธุรกิจเป็น 3 ประเภทตามหน้าที่ เรื่องนี้จะง่ายขึ้นมาก เอกสารทางธุรกิจ คืออะไร เอกสารทางธุรกิจ หรือเอกสารธุรกิจ คือเอกสารที่กิจการออกให้หรือได้รับจากคู่ค้าในการซื้อขาย เพื่อยืนยันเงื่อนไข เรียกเก็บเงิน และเป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี เอกสารเหล่านี้ช่วยป้องกันข้อพิพาทกับลูกค้า ใช้บันทึกบัญชีได้ถูกต้อง และยืนยันความโปร่งใสเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Business Documents แบ่งตามหน้าที่ได้ 3 ประเภท คือเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารหลักฐานทางการเงิน และเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารทางธุรกิจ ต่างจากเอกสารทางบัญชีอย่างไร เอกสารทางธุรกิจเป็นคำกว้าง ครอบคลุมทุกเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรม ส่วนเอกสารทางบัญชี หรือเอกสารประกอบการลงบัญชี คือเฉพาะเอกสารที่นักบัญชีใช้บันทึกรายการ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบเสนอราคาเป็นเอกสารทางธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่เอกสารประกอบการลงบัญชี เพราะยังไม่เกิดรายการซื้อขายจริง เอกสารทางธุรกิจเรียงตามขั้นตอนการขายอย่างไร เอกสารแต่ละใบมีจังหวะของตัวเอง ตั้งแต่ลูกค้าถามราคาไปจนถึงรับเงิน ถ้าเรียงถูก ลูกค้าจ่ายเงินเร็ว และบัญชีปิดงบได้ไม่ต้องตามเอกสารย้อนหลัง ตัวอย่างด้านล่างเป็นลำดับเอกสารของ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่ขายสินค้าแบบให้เครดิตลูกค้า 30 วัน ขั้นตอน เอกสาร ใครออก 1. ลูกค้าถามราคา ใบเสนอราคา ผู้ขาย 2. ลูกค้าตกลงซื้อ ใบสั่งซื้อ ผู้ซื้อ 3. ส่งสินค้า ใบส่งสินค้า ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 4. เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย 5. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ผู้ขาย 6. ผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อ กิจการที่ขายเงินสดอาจรวมขั้นตอน 3 ถึง 5 ไว้ในเอกสารชุดเดียว เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน 1. เอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มแรกช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างทำธุรกิจ ใช้ยืนยันว่าตกลงราคา เงื่อนไข และการส่งมอบกันไว้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งลูกค้าบอกว่าไม่ได้สั่ง หรือยังไม่ได้รับของ เอกสารกลุ่มนี้คือหลักฐานที่กิจการใช้ยืนยันได้ จึงต้องเก็บให้ดีไม่แพ้เอกสารการเงิน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบเสนอราคา (Quotation) แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ผู้ซื้อยืนยันรายการที่ต้องการซื้อ สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง ระบุหน้าที่ ระยะเวลา และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ใบส่งสินค้า ใบรับสินค้า ยืนยันว่าส่งและรับสินค้าครบ ควรให้ผู้รับเซ็นทุกครั้ง ใบเสนอราคาควรระบุวันหมดอายุ และบอกชัดว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT ดูตัวอย่างฟอร์มได้ที่ใบเสนอราคา คืออะไร ส่วนใบสั่งซื้อดูตัวอย่างใบสั่งซื้อ 2. เอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารทางการเงินคือหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดกับบัญชีธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเอกสารด้านรายรับ เอกสารด้านรายจ่าย และหลักฐานจากธนาคาร กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้บ่อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่นักบัญชีขอเอกสารจากเจ้าของกิจการมากที่สุดตอนปิดงบ ใบแจ้งหนี้ หรือใบอินวอย (Invoice) ใบแจ้งหนี้ หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ว่าใบอินวอย คือเอกสารที่ผู้ขายออกหลังส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว เพื่อแจ้งลูกค้าว่าต้องจ่ายค่าอะไร เท่าไร และภายในวันไหน ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว และไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาในช่วงที่ยังตกลงราคากันอยู่ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มนิยมออกเป็นชุด ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ในเอกสารฉบับเดียว รายละเอียดข้อมูลที่ต้องมีและตัวอย่างดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) ใบวางบิลใช้รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนัดให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียว เหมาะกับลูกค้าประจำที่มีรอบจ่ายเงินชัดเจน เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน ใบวางบิลเป็นเอกสารแจ้งเตือนการชำระเท่านั้น ใช้แทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีไม่ได้ ใบเสร็จรับเงิน และใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมีอะไร ใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อยืนยันว่าได้รับชำระเงินแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขายหรือผู้รับเงินต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อเมื่อรับเงินตั้งแต่จำนวนที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 105 ทวิ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ถึง 129) ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ ตัวอย่าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก 13 หลักของบริษัท ชื่อผู้ออก หรือชื่อที่ใช้ในการประกอบการ บริษัท ก จำกัด เลขที่เล่มและเลขที่ใบ RE2601-0015 วัน เดือน ปี ที่ออก ตรงกับวันที่รับเงินจริง จำนวนเงินที่รับ ระบุตัวเลขให้ชัด ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้า กรณีขายสินค้า ในทางปฏิบัติควรใส่ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ ช่องทางชำระเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายได้ วิธีออกใบเสร็จแต่ละแบบอ่านต่อที่ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ออกเมื่อมูลค่าที่เรียกเก็บไปสูงกว่าที่ควร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด ส่วนใบเพิ่มหนี้ออกเมื่อเรียกเก็บต่ำกว่าที่ควร ทั้งสองใบออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมที่ออกไปแล้ว เอกสารด้านรายจ่าย เอกสารรายจ่ายใช้ยืนยันต้นทุนจริงของกิจการ และใช้หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าเอกสารไม่ครบ รายจ่ายนั้นอาจหักไม่ได้ หลักฐานจากธนาคาร Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี ใช้เทียบกับรายรับรายจ่ายที่บันทึกไว้ว่าตรงกับเงินเข้าออกจริงหรือไม่ เป็นเอกสารหลักในขั้นตอนกระทบยอดเงินฝากธนาคาร 3. เอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบของกรมสรรพากร ถ้าจัดเก็บไม่ครบ อาจเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีเอกสารกลุ่มนี้มากกว่ากิจการทั่วไป เพราะต้องออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีทุกเดือน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบกำกับภาษี หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย สรุปใบกำกับภาษีทั้งเดือน ใช้ยื่น ภ.พ.30 หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงินเมื่อหักภาษีไว้ ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร หลักฐานว่านำส่งภาษีแล้ว ใบกำกับภาษีมีรายละเอียดที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อ่านสรุปได้ที่ใบกำกับภาษี คืออะไร ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร 4 เอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยที่สุด เพราะออกในช่วงเวลาใกล้กันและบางครั้งรวมอยู่ในฉบับเดียว จุดแยกง่ายที่สุดคือดูว่าออกก่อนหรือหลังรับเงิน และใช้ยื่นภาษีได้หรือไม่ ใบแจ้งหนี้และใบวางบิลออกก่อนรับเงิน ส่วนใบเสร็จออกหลังรับเงิน ใบกำกับภาษีขึ้นกับว่ากิจการจด VAT หรือไม่ เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้เป็นหลักฐานภาษีได้ไหม ใบแจ้งหนี้ หลังส่งสินค้าหรือบริการ ก่อนรับเงิน ได้ ถ้าออกคู่กับใบกำกับภาษี ใบวางบิล ก่อนรับเงิน รวมหลายใบแจ้งหนี้ ไม่ได้ ใบกำกับภาษี เมื่อความรับผิดทางภาษีเกิดขึ้น ได้ เฉพาะกิจการที่จด VAT ใบเสร็จรับเงิน เมื่อรับเงินแล้ว ได้ เป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย วิธีจัดเก็บเอกสารทางธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารหาย และหาเจอได้เร็วเมื่อนักบัญชีหรือสรรพากรขอดู หลักง่าย ๆ คือแยกหมวดหมู่ ใส่เลขที่เอกสารต่อเนื่อง และเก็บไฟล์ในระบบที่ค้นหาได้ ทำครบ 3 ข้อนี้ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องรื้อเอกสารตอนสิ้นปี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) รายละเอียดเรื่องระยะเวลาเก็บเอกสารแต่ละประเภท อ่านเพิ่มที่เอกสารบัญชีเก็บกี่ปี สรุป – เอกสารครบตั้งแต่ใบแรก บัญชีปิดง่ายตอนสิ้นปี เอกสารทางธุรกิจไม่ได้มีไว้แค่ส่งให้ลูกค้า แต่เป็นหลักฐานที่ปกป้องกิจการทั้งตอนมีข้อพิพาทและตอนสรรพากรตรวจ สิ่งที่ควรทำคือ ออกเอกสารครบทั้งวงจรในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีได้จากระบบเดียว พร้อมคลังเอกสาร File Vault เก็บไฟล์คู่กับรายการบัญชี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ Business Documents หมายถึงอะไร Business Documents คือเอกสารทางธุรกิจ หมายถึงเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใช้ยืนยันรายการระหว่างคู่ค้าและเป็นหลักฐานทางบัญชี เอกสารทางบัญชีมีอะไรบ้าง เอกสารทางบัญชีหลักคือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และ Bank Statement เอกสารเกี่ยวกับบริษัทมีอะไรบ้าง นอกจากเอกสารซื้อขาย บริษัทยังมีเอกสารแสดงตัวตนของกิจการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญากับคู่ค้า อ่านเพิ่มที่หนังสือรับรองบริษัท ออกเอกสารทางธุรกิจเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ได้ เอกสารหลายประเภทออกและเก็บเป็นไฟล์ได้ ส่วนใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำตามระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร อ่านภาพรวมได้ที่E-Document คืออะไร ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ รายละเอียดเอกสารที่กฎหมายกำหนดอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรณีเฉพาะควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือสำนักงานบัญชีจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

เบี้ยขยัน คืออะไร คิดยังไง ภาษี และการบันทึกบัญชี

เบี้ยขยัน คือเงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงานที่มาทำงานสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ลา และไม่มาสายตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ตามกฎหมายแรงงานไทย เบี้ยขยันไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่เป็นสวัสดิการที่บริษัทออกแบบเองได้ เบี้ยขยัน คือสวัสดิการแบบไหน ต่างจากค่าจ้างอย่างไร เบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจที่จ่ายเมื่อพนักงานทำตามเงื่อนไขการมาทำงาน ไม่ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนของงานที่ทำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงมีอิสระกำหนดอัตราและเงื่อนไขได้เอง แต่ต้องเขียนไว้ให้ชัดและใช้กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าจ้างว่าเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้เบี้ยขยันไม่เข้าข่ายเป็นค่าจ้าง จึงไม่ถูกนำไปรวมเป็นฐานคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งช่วยให้ SME คาดต้นทุนแรงงานได้ง่ายขึ้น ประเด็น ค่าจ้าง เบี้ยขยัน จ่ายเพื่ออะไร ตอบแทนงานที่ทำ จูงใจให้มาทำงานสม่ำเสมอ ใช้คิดโอทีและค่าชดเชย ใช้ ไม่ใช้ นายจ้างงดจ่ายได้ไหม ไม่ได้ ได้ ถ้าไม่ผ่านเงื่อนไขที่ประกาศไว้ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร คำที่เจอบ่อยในสลิปเงินเดือนและสัญญาจ้างมี 3 คำ ความหมายใกล้กันแต่มีจุดเน้นต่างกันเล็กน้อย คำภาษาอังกฤษ ใช้เมื่อไหร่ Attendance Allowance คำมาตรฐานในงาน HR เน้นเงินที่ให้ตามการมาทำงาน Diligent Allowance หรือ Diligence Allowance แปลตรงตัวจากคำว่าขยัน นิยมในบริษัทไทยและโรงงาน Attendance Bonus ใช้เมื่อจ่ายเป็นก้อนรายไตรมาสหรือรายปี ถ้าบริษัทออกสลิปสองภาษา เลือกใช้คำเดียวให้ตรงกันทั้งสลิปและประกาศสวัสดิการ พนักงานจะได้ไม่สับสน SME ควรกำหนดเบี้ยขยันอย่างไร 5 ข้อที่ต้องตัดสินใจก่อนประกาศใช้ ก่อนประกาศใช้ เจ้าของกิจการควรตัดสินใจ 5 เรื่องให้จบ ได้แก่ เงื่อนไขการได้รับ รูปแบบการจ่าย อัตราเงิน ช่องทางประกาศ และวิธีตรวจสอบเวลาเข้างาน ถ้าตอบครบทั้ง 5 ข้อ นโยบายจะชัดเจน ลดข้อโต้แย้ง และใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ด้วย 1. เงื่อนไขการได้รับ กำหนดให้ชัดว่าอะไรทำให้เสียสิทธิ์ เช่น ขาดงาน ลากิจ ลาป่วย หรือมาสายเกินกี่ครั้งต่อเดือน เพราะคำว่ามาทำงานสม่ำเสมอ แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน 2. รูปแบบการจ่าย เลือกว่าจะจ่ายคงที่ทุกเดือน หรือเพิ่มเป็นขั้นบันไดตามจำนวนเดือนที่มาครบต่อเนื่อง แบบขั้นบันไดจูงใจระยะยาวได้ดีกว่า เพราะพนักงานไม่อยากเสียขั้นที่สะสมมา 3. อัตราเงิน ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ ให้ตั้งจากงบที่ธุรกิจรับไหวจริง ตัวเลขที่ดีคือพนักงานรู้สึกว่ามีค่าพอจะรักษาไว้ แต่ไม่หนักจนกระทบกำไร 4. ช่องทางประกาศ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในข้อบังคับการทำงาน ประกาศสวัสดิการ หรือสัญญาจ้าง เพราะเอกสารนี้คือหลักฐานเวลาเกิดข้อสงสัย และกรมสรรพากรใช้ดูประกอบว่าเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้ 5. วิธีตรวจสอบ ใช้ระบบลงเวลาที่ตรวจย้อนหลังได้ เช่น เครื่องสแกนนิ้วหรือแอปลงเวลา เพราะถ้าข้อมูลเวลาเข้างานไม่แม่น เบี้ยขยันที่ควรจูงใจจะกลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะกันแทน ถ้ากำลังวางโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งระบบ ลองดูไอเดียเพิ่มเติมจากวิธีปรับเงินเดือนพนักงาน ประกอบกัน เพื่อให้สวัสดิการกับเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน เบี้ยขยัน คิดยังไง พร้อมตัวอย่างตารางขั้นบันได วิธีคิดเบี้ยขยันที่ SME ใช้กันมากมี 3 แบบ คือแบบคงที่ แบบขั้นบันได และแบบผสม ทุกแบบเริ่มจากเช็คว่าเดือนนั้นพนักงานผ่านเงื่อนไขหรือไม่ ถ้าผ่านก็จ่ายตามอัตราที่กำหนด ถ้าไม่ผ่านก็งดจ่ายหรือลดขั้นตามกติกาที่ประกาศไว้ แบบคงที่ เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้ จ่ายเท่ากันทุกเดือนที่มาครบ เช่น 500 บาทต่อเดือน คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที แต่แรงจูงใจจะคงที่ ไม่ได้ช่วยให้รักษาสถิติยาวๆ แบบขั้นบันได เหมาะกับธุรกิจที่อยากลดการลาระยะยาว เบี้ยขยันขั้นบันไดจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนที่พนักงานมาครบต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนไม่ผ่านเงื่อนไข จะงดจ่ายเดือนนั้นแล้วเริ่มนับขั้นใหม่ เดือนที่มาครบต่อเนื่อง เบี้ยขยันที่ได้รับ เดือนที่ 1 300 บาท เดือนที่ 2 400 บาท เดือนที่ 3 500 บาท เดือนที่ 4 เป็นต้นไป 600 บาท ตารางนี้เป็นตัวอย่าง ปรับตัวเลขให้เข้ากับงบของธุรกิจได้ บางบริษัทเลือกให้ลดลงทีละขั้นแทนการเริ่มใหม่ เพื่อไม่ให้พนักงานหมดกำลังใจเร็วเกินไป แบบผสม เหมาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้านหลายสาขา จ่ายเบี้ยขยันรายเดือนแบบคงที่ แล้วเพิ่มโบนัสก้อนเมื่อมาครบทั้งไตรมาส เช่น รายเดือน 400 บาท และเพิ่มอีก 1,000 บาทเมื่อครบ 3 เดือน วิธีนี้ให้ทั้งรางวัลระยะสั้นและเป้าหมายระยะยาว ตัวอย่างการคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ใช้แบบขั้นบันได ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (ชื่อสมมุติ) จ้างพนักงานแพ็กสินค้า เงินเดือน 18,000 บาท ใช้ตารางขั้นบันไดด้านบน กติกาคือ ขาด ลา หรือมาสายเกิน 2 ครั้งในเดือน ถือว่าไม่ผ่าน เดือนมกราคมถึงมีนาคม พนักงานมาครบทุกวัน ได้เบี้ยขยัน 300, 400 และ 500 บาทตามลำดับ เดือนเมษายน พนักงานลากิจ 1 วัน เดือนนี้จึงไม่ได้รับ และขั้นถูกนับใหม่ เดือนพฤษภาคม มาครบอีกครั้ง ได้ 300 บาท เงินที่ได้รับเดือนนี้จึงเป็น 18,000 บาท รวมเบี้ยขยัน 300 บาท เท่ากับ 18,300 บาท ก่อนหักภาษีและประกันสังคม ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าแบบขั้นบันไดทำให้การลา 1 วันมีต้นทุนที่พนักงานรับรู้ได้ชัด โดยที่นายจ้างไม่ต้องใช้วิธีตำหนิหรือลงโทษ ลาป่วยหรือลาพักร้อน ยังได้เบี้ยขยันไหม คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทประกาศไว้ เพราะเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงกำหนดได้ว่าการลาประเภทไหนทำให้เสียสิทธิ์ ข้อสำคัญคือต้องเขียนไว้ล่วงหน้าและบังคับใช้กับทุกคนเท่ากัน ห้ามเปลี่ยนกติกาย้อนหลังเฉพาะรายบุคคล ถ้าไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ขัดกับสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ ควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนประกาศใช้ เบี้ยขยันต้องเสียภาษีไหม บันทึกบัญชีอย่างไร ต้องเสีย เบี้ยขยันเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน หรือเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินเดือน นายจ้างต้องรวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และฝั่งบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ ฝั่งนายจ้าง รวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนของเดือนนั้น แล้วคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน การบันทึกบัญชี ลงเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดเงินเดือนและค่าแรง หรือแยกบัญชีย่อยชื่อเบี้ยขยัน เพื่อให้เห็นต้นทุนสวัสดิการชัดเจน รายจ่ายนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เมื่อจ่ายจริง มีหลักฐาน และมีประกาศสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มได้ในบทความสวัสดิการพนักงานแบบไหนหักภาษีได้ ฝั่งพนักงาน เงินก้อนนี้จะรวมอยู่ในเงินได้ทั้งปี และแสดงในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้ตอนต้นปี ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ อย่าลืมแยกบรรทัดเบี้ยขยันในสลิปเงินเดือนด้วย พนักงานจะเห็นทันทีว่าเดือนนี้ได้หรือไม่ได้เพราะอะไร ลดคำถามที่ต้องตอบซ้ำทุกสิ้นเดือน สรุป เบี้ยขยันที่ได้ผล เริ่มจากกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน สวัสดิการนี้จะจูงใจได้จริงเมื่อพนักงานรู้ว่าต้องทำอะไรถึงจะได้ และนายจ้างตรวจสอบได้แม่นยำทุกเดือน ตัวเงินอาจไม่ต้องสูงมาก แต่ความชัดเจนและความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้พนักงานเชื่อในระบบ จัดการเงินเดือนและสวัสดิการให้เป็นระบบ เมื่อมีเงินเพิ่มหลายรายการทั้งเบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชัน การคำนวณด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดได้ง่าย PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดการเงินเดือนให้ง่ายขึ้น – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเบี้ยขยัน เบี้ยขยันเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่าเบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน ในทางปฏิบัติ ถ้าบริษัทจ่ายเงินก้อนนี้ทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการมาทำงานเลย อาจถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างได้ จึงควรผูกกับเงื่อนไขการมาทำงานเสมอ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษใช้คำไหนในสัญญาจ้าง ใช้ Attendance Allowance ได้ทั่วไปที่สุด เพราะเป็นคำที่ HR ต่างชาติเข้าใจตรงกัน ถ้าบริษัทคุ้นกับคำว่า Diligent Allowance ก็ใช้ได้เช่นกัน ขอแค่ใช้คำเดียวกันทุกเอกสาร นายจ้างยกเลิกเบี้ยขยันที่เคยจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเบี้ยขยันเขียนไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน การยกเลิกถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ควรแจ้งล่วงหน้าและขอความยินยอมจากพนักงาน ไม่ควรยกเลิกทันทีฝ่ายเดียว เบี้ยขยันให้เท่าไหร่ถึงเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือเทียบกับต้นทุนที่เสียไปเมื่อพนักงานขาดงาน เช่น ต้องจ้างคนแทนหรือส่งของล่าช้า ถ้าอัตราที่ตั้งต่ำกว่าต้นทุนนั้น ก็คุ้มค่าที่จะจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

Holding Company คืออะไร ช่วยเรื่องภาษีจริงไหม แล้วใครควรตั้ง

Holding Company หรือบริษัทโฮลดิ้ง คือบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก รายได้หลักมาจากเงินปันผลของบริษัทลูก ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการเอง ข้อดีที่คนพูดถึงบ่อยคือเรื่องภาษีและการแยกความเสี่ยง แต่ประโยชน์ทางภาษีมีเงื่อนไข และไม่ได้ทำให้ภาษีหายไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในบทความนี้จะมาพูดถึง Holding Company ในทุกด้าน เงื่อนไขทางภาษีต่างๆ ประเภทธุรกิจที่เหมาะกับการใช้งาน ตลอดจนวิธีการตั้งบริษัท Holding Company คืออะไร ทำงานอย่างไร โฮลดิ้งคือบริษัทชั้นกลางที่อยู่ระหว่างตัวเจ้าของกับบริษัทที่ทำธุรกิจจริง แทนที่เจ้าของจะถือหุ้นทุกบริษัทในชื่อตัวเอง ก็ให้บริษัทกลางถือแทน ส่วนเจ้าของถือหุ้นบริษัทกลางนั้นอีกทอดหนึ่ง เงินปันผลจากทุกบริษัทลูกจึงไหลมารวมที่เดียวก่อนตัดสินใจว่าจะนำไปใช้ต่ออย่างไร ตัวอย่างโครงสร้างแบบง่าย เจ้าของถือหุ้นบริษัท H จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้ง แล้วบริษัท H ถือหุ้นบริษัท ก จำกัด ที่ขายสินค้าออนไลน์ และบริษัท ข จำกัด ที่ทำร้านอาหาร ทั้งสองบริษัทยังมีทีมงาน บัญชี และภาษีแยกกันตามปกติ ถ้าอยากทบทวนสิทธิ์และหน้าที่ของคนถือหุ้นก่อน อ่านต่อได้ที่ ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ที่เจ้าของ SME ต้องรู้ บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทในเครือ ต่างกันอย่างไร สามคำนี้ใช้ปนกันบ่อย แต่หมายถึงตำแหน่งในโครงสร้างที่ต่างกัน คำเรียก หมายถึง บริษัทแม่ บริษัทที่ถือหุ้นจนมีอำนาจควบคุมบริษัทอื่น บริษัทโฮลดิ้งมักอยู่ในตำแหน่งนี้ บริษัทลูก บริษัทที่ถูกบริษัทแม่ถือหุ้นและควบคุม เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง บริษัทในเครือ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาจเป็นบริษัทลูกด้วยกันเอง หรือบริษัทที่ถือหุ้นไขว้กันบางส่วน หุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ต่างกันอย่างไร ถ้าเจอคำว่าหุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ หมายถึงบริษัทจดทะเบียนที่รายได้หลักมาจากการถือหุ้นบริษัทอื่น ตลาดหลักทรัพย์มีเกณฑ์เฉพาะเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและอำนาจควบคุมบริษัทหลัก นักลงทุนจึงต้องดูผลประกอบการของบริษัทลูกแต่ละตัว ไม่ใช่ดูแค่งบของโฮลดิ้ง ส่วนเนื้อหาต่อจากนี้เน้นมุมเจ้าของธุรกิจที่คิดจะตั้งโฮลดิ้งของตัวเอง ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงตั้งบริษัทโฮลดิ้ง เจ้าของธุรกิจตั้งบริษัทโฮลดิ้งด้วยเหตุผลหลัก 4 ข้อ คือแยกความเสี่ยงระหว่างธุรกิจ บริหารเงินปันผลไปลงทุนต่อได้คล่องขึ้น วางแผนส่งต่อธุรกิจให้ทายาท และขยายธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม เหตุผลเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อธุรกิจมีหลายบริษัทแล้ว หรือกำลังจะมีในอนาคตอันใกล้ บริษัทโฮลดิ้งกับภาษี ได้ประโยชน์จริงแค่ไหน ประโยชน์ทางภาษีหลักคือเงินปันผลที่บริษัทโฮลดิ้งได้รับจากบริษัทลูก อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวนหรือครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) แต่ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดขึ้นเมื่อบริษัทโฮลดิ้งจ่ายปันผลต่อ จึงเป็นการเลื่อนเวลาเสียภาษี ไม่ใช่ประหยัดภาษีถาวร เงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินปันผลที่ต้องรู้ บริษัทที่ได้รับเงินปันผล สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินปันผล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยที่ถือหุ้นผู้จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และผู้จ่ายไม่ได้ถือหุ้นกลับทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น ยกเว้นครึ่งหนึ่ง ทุกกรณีต้องถือหุ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นมาจนถึงวันที่มีเงินได้ และต้องไม่โอนหุ้นออกไปก่อนครบ 3 เดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ ถ้าขายหุ้นเร็วเกินไปจะเสียสิทธิ์ยกเว้น ตัวอย่าง ถือหุ้นเองเทียบกับถือผ่านบริษัทโฮลดิ้ง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว และประกาศจ่ายเงินปันผล 1,000,000 บาท เจ้าของต้องการนำเงินทั้งหมดไปตั้งร้านสาขาใหม่ กรณีถือหุ้นเอง เงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือ 100,000 บาท เจ้าของได้รับ 900,000 บาท มีเงินไปลงทุนต่อเท่านี้ กรณีถือผ่านบริษัทโฮลดิ้งที่เข้าเงื่อนไขยกเว้นทั้งจำนวน บริษัท H ได้รับเงินปันผลครบ 1,000,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงมีเงินลงทุนร้านสาขาใหม่มากกว่า 100,000 บาท แต่เมื่อไรที่บริษัท H จ่ายปันผลต่อให้เจ้าของ ภาษีเงินปันผล 10% ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ประโยชน์จริงจึงอยู่ที่การได้ใช้เงินก้อนเต็มลงทุนต่อในกลุ่มบริษัท ข้อดีและข้อเสียของ Holding Company Holding Company ช่วยแยกความเสี่ยง บริหารเงินในกลุ่มได้ยืดหยุ่น และวางแผนส่งต่อธุรกิจง่ายขึ้น แต่แลกมากับต้นทุนการดูแลบริษัทเพิ่ม เอกสารที่ซับซ้อนขึ้น และภาระภาษีระหว่างกันที่ต้องทำให้ถูก การตัดสินใจจึงควรดูทั้งสองฝั่งพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่เรื่องภาษีเงินปันผล ข้อดี ข้อเสีย ความเสียหายของบริษัทหนึ่งไม่ลามไปบริษัทอื่น มีค่าทำบัญชี สอบบัญชี และยื่นภาษีเพิ่มอีก 1 บริษัททุกปี นำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้เต็มจำนวน ถ้าเข้าเงื่อนไข ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดเมื่อจ่ายออกจากโฮลดิ้ง โอนหุ้นบริษัทเดียวก็ส่งต่อทั้งกลุ่มได้ ธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มต้องใช้ราคาที่สมเหตุสมผลและมีเอกสาร ตั้งหรือปิดธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม ต้องดูผลประกอบการหลายบริษัทพร้อมกัน ถ้าบัญชีไม่เป็นระบบจะเห็นภาพรวมยาก ธุรกิจแบบไหนควรตั้งบริษัทโฮลดิ้ง แบบไหนยังไม่จำเป็น บริษัทโฮลดิ้งเหมาะกับเจ้าของที่มีตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปหรือกำลังจะมี มีกำไรจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และอยากนำเงินไปลงทุนต่อในกลุ่ม ส่วนธุรกิจที่มีบริษัทเดียวและยังไม่มีแผนขยาย มักได้ไม่คุ้มเสีย เพราะต้นทุนดูแลบริษัทเพิ่มอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้ เหมาะจะตั้ง ถ้าตรงกับข้อเหล่านี้หลายข้อ ยังไม่จำเป็น ถ้าอยู่ในกรณีนี้ ตั้งบริษัทโฮลดิ้งอย่างไร และต้องดูแลอะไรต่อ การตั้งบริษัทโฮลดิ้งใช้ขั้นตอนเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทจำกัดทั่วไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วโอนหุ้นบริษัทเดิมเข้ามาให้บริษัทโฮลดิ้งถือ สิ่งที่ต้องวางแผนมากกว่าการจดทะเบียนคือภาระหลังตั้ง ทั้งบัญชี ภาษี และธุรกรรมระหว่างกันในกลุ่ม 1. จดทะเบียนบริษัทโฮลดิ้ง ใช้ผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน และระบุขอบเขตธุรกิจของบริษัท (ที่เอกสารจดทะเบียนเรียกว่าวัตถุประสงค์) ให้ครอบคลุมการถือหุ้นและลงทุนในบริษัทอื่น ดูรายละเอียดขั้นตอนได้ที่คู่มือจดทะเบียนบริษัท 2. โอนหุ้นบริษัทเดิมเข้าโฮลดิ้ง การขายหรือโอนหุ้นจากตัวเจ้าของให้บริษัทแม่อาจมีภาษีจากกำไรการขายหุ้น ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีคำนวณก่อนโอน เพราะราคาโอนที่ต่ำเกินจริงอาจถูกประเมินภาษีภายหลัง 3. ทำบัญชีและปิดงบให้ครบทุกบริษัท บริษัทแม่ต้องทำบัญชี ยื่นงบการเงิน และยื่นภาษีทุกปีเหมือนบริษัททั่วไป กิจการที่ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs บันทึกเงินลงทุนในบริษัทย่อยด้วยวิธีราคาทุนได้ ซึ่งช่วยให้งานบัญชีไม่ซับซ้อนเกินไป 4. ดูแลธุรกรรมระหว่างกันให้ถูกต้อง เช่น บริษัทในกลุ่มให้กู้ยืมเงินกัน หรือเก็บค่าบริหารจัดการจากบริษัทลูก ต้องมีสัญญา คิดราคาที่สมเหตุสมผล และตรวจเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะของการให้กู้ยืม ถ้ารายได้ของบริษัทเกิน 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) เพิ่มด้วย สรุป – โฮลดิ้งเป็นเครื่องมือจัดโครงสร้าง ไม่ใช่ทางลัดประหยัดภาษี Holding Company มีประโยชน์จริงเมื่อธุรกิจโตจนมีหลายบริษัท และเจ้าของอยากให้เงินหมุนอยู่ในกลุ่มเพื่อขยายต่อ แต่ถ้าตั้งเพียงเพราะได้ยินว่าประหยัดภาษี อาจได้ค่าดูแลบริษัทเพิ่มโดยที่ภาษีเงินปันผลก็ยังต้องเสียเท่าเดิม หลายบริษัทก็ดูภาพรวมได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีบริษัทในเครือมาก ยิ่งต้องการตัวเลขที่ชัดของแต่ละบริษัท PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK วางระบบบัญชีให้พร้อมก่อนขยายโครงสร้างธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Holding Company Holding หมายถึงอะไร Holding แปลตรงตัวว่าการถือครอง ในบริบทธุรกิจหมายถึงการถือหุ้นในบริษัทอื่น บริษัทที่ใช้คำนี้ในชื่อจึงมักเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นเป็นหลัก แต่ชื่อไม่ได้เป็นตัวกำหนดสถานะทางภาษี สิ่งที่กำหนดคือสัดส่วนและระยะเวลาการถือหุ้นจริง บริษัทโฮลดิ้งต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเฉพาะสำหรับบริษัทโฮลดิ้ง ใช้เกณฑ์เดียวกับบริษัทจำกัดทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติควรตั้งทุนให้พอกับมูลค่าหุ้นบริษัทลูกที่จะโอนเข้ามาถือ เพื่อให้โครงสร้างการเงินของโฮลดิ้งสมเหตุสมผล บริษัทโฮลดิ้งต่างจาก Trust หรือการถือหุ้นแทนอย่างไร บริษัทโฮลดิ้งเป็นนิติบุคคลที่ถือหุ้นอย่างเปิดเผยในชื่อตัวเอง มีงบการเงินและเสียภาษีตามปกติ ส่วนการให้คนอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อปกปิดเจ้าของจริงมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง และไม่ควรนำมาใช้แทนการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ส่วน Trust เป็นเครื่องมือทางกฎหมายอีกรูปแบบที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษีหรือกฎหมาย ก่อนตั้งหรือปรับโครงสร้างบริษัท ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง ร้องเรียนได้ที่ไหน มีโทษอะไรบ้าง

ถึงวันเงินเดือนออกแต่ยอดในบัญชีไม่ขยับ ค่าเช่าห้อง ค่างวดรถ และค่าใช้จ่ายในบ้านกองเป็นภูเขา หลายคนเลือกเงียบไว้ก่อนเพราะกลัวเสียงาน ทั้งที่กฎหมายแรงงานไทยให้สิทธิ์ลูกจ้างไว้ชัดเจน และขั้นตอนเรียกร้องก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ถ้านายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้ากว่าที่ตกลง ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ยจากเงินที่ค้างเพิ่มด้วย ส่วนบริษัทที่ไม่จ่ายเงินเดือนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ เรื่องนี้จึงสำคัญกับเจ้าของกิจการพอๆ กับลูกจ้าง เพราะเงินเดือนไม่ออกตรงวันแม้แค่ครั้งเดียว ก็ทำให้ทีมเริ่มมองหางานใหม่ได้แล้ว นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้า ผิดกฎหมายไหม นายจ้างมีความผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 70 กำหนดให้นายจ้าง จ่ายค่าจ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงกันไว้ การที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างเลย จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายช้ากว่ากำหนด จึงถือว่านายจ้างผิดนัด แม้จะอ้างว่าธุรกิจขาดทุนหรือลูกค้ายังไม่โอนเงินมาก็ตาม นายจ้างยังหักเงินเดือนเองตามใจไม่ได้ มาตรา 76 อนุญาตให้หักได้เฉพาะบางรายการ เช่น ภาษีเงินได้ เงินสมทบประกันสังคม หรือรายการที่ลูกจ้างยินยอมเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ยังมีสิทธิ์ไหม มีสิทธิ์เท่ากัน สัญญาจ้างตกลงกันด้วยวาจาก็มีผลตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องมีคือหลักฐานว่าทำงานให้นายจ้างจริง เช่น แชตสั่งงาน ตารางกะ ภาพถ่ายขณะทำงาน หรือประวัติการโอนเงินเดือนงวดก่อนๆ ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้เงินคืนเท่าไร ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มคิดยังไง นอกจากเงินเดือนที่ค้าง ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ย 15% ต่อปีระหว่างที่นายจ้างผิดนัด และถ้านายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลสมควรเกิน 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของเงินที่ค้าง ทุกๆ 7 วัน ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลองดูตัวอย่างพนักงานแพ็กของร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (สมมุติ) เงินเดือน 15,000 บาท ถูกค้างจ่าย 30 วัน ดอกเบี้ย คิดจาก 15,000 × 15% × 30 ÷ 365 ได้ราว 185 บาท เงินเพิ่ม ใช้เฉพาะกรณีจงใจไม่จ่าย โดยคิดครั้งละ 15% ของเงินที่ค้าง หรือ 2,250 บาท ทุกๆ 7 วันที่ยังค้าง เงินส่วนนี้โตเร็วมาก จึงเป็นเหตุผลที่นายจ้างส่วนใหญ่ยอมจ่ายเมื่อเรื่องถึงพนักงานตรวจแรงงาน การคิดจำนวนงวดของเงินเพิ่มในแต่ละคดีอาจต่างกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือศาล ตัวเลขนี้ใช้ดูภาพรวมว่าเงินค้างเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ต้องทำอะไรบ้าง 4 ขั้นตอน เมื่อบริษัทไม่จ่ายเงินเดือน ให้เริ่มจากทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บหลักฐานให้ครบ แล้วยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ถ้ายังไม่ได้ผลจึงฟ้องศาลแรงงาน ลำดับนี้ช่วยให้ได้เงินคืนเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะทั้งการยื่นคำร้องและการฟ้องศาลแรงงานไม่มีค่าธรรมเนียม 1. ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งข้อความหรืออีเมลถึงนายจ้างหรือฝ่ายบุคคล ระบุงวดที่ค้างและจำนวนเงิน เพราะข้อความนี้จะกลายเป็นหลักฐานว่าเราทวงแล้ว และบางครั้งปัญหาก็จบตรงนี้ถ้าเป็นความผิดพลาดของระบบ 2. เก็บหลักฐานให้ครบ เช่น สลิปเงินเดือนงวดก่อน รายการเดินบัญชีที่เคยได้รับเงินเดือน หลักฐานสัญญาจ้าง ทั้งรูปแบบเอกสาร อีเมล หรือแชตตกลงค่าจ้าง และหลักฐานของการทวงถามจากข้อ 1 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงาน ใช้ในการยืนยันจำนวนเงิน 3. ยื่นคำร้องแบบ คร.7 ต่อพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ที่ทำงาน พนักงานตรวจแรงงานต้องสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งภายใน 60 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน 4. ฟ้องศาลแรงงาน หากนายจ้างยังไม่ยอมความ เรื่องราวซับซ้อน หรือไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ลูกจ้างสามารถส่งฟ้องศาลแรงงานได้ แต่ต้องทำการฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ไม่เช่นนั้นคำสั่งจะเป็นที่สุด อย่ารอนานเกินไป เพราะสิทธิ์เรียกค่าจ้างมีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 193/34 (9) หากหมดอายุสิทธิ์แล้ว ลูกจ้างอาจไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอีกต่อไป ช่องทางร้องเรียน ออนไลน์ สายด่วน และสำนักงาน ร้องเรียนนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนได้ 3 ช่องทาง เลือกทางที่สะดวกที่สุด ช่องทาง เหมาะกับใคร สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 แล้วเลือกเมนูกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างที่อยากสอบถามสิทธิ์ ก่อนตัดสินใจยื่นเรื่อง ระบบออนไลน์ e-service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างทั่วไป ที่ต้องการความสะดวก สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ลูกจ้างที่มีหลักฐานเอกสารเยอะ หรืออยากคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงๆ โทษของนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้าง มีอะไรบ้าง นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดมีโทษอาญา 2 ชั้น ชั้นแรกคือโทษจากการไม่จ่ายค่าจ้างเอง ชั้นที่สองคือโทษจากการไม่ทำตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นอกจากนี้ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้ลูกจ้างด้วย การกระทำ โทษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด หรือหักค่าจ้างโดยไม่มีสิทธิ์ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 144) ไม่ทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 151) ทั้งนี้ ถ้านายจ้างยอมทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานครบถ้วน คดีอาญาจะระงับไปตามมาตรา 124/1 ถ้าเป็นนายจ้างที่เงินสดไม่พอจ่ายเงินเดือน ควรทำอย่างไร สิ่งแรกคือพูดกับลูกจ้างตรงๆ ก่อนถึงวันจ่าย และห้ามลดหรือหักเงินเดือนเองโดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ยิ่งถ้าเลือกเงียบหายไป อาจเปลี่ยนจากปัญหาเงินขาดมือ กลายเป็นคดีกับกรมแรงงาน พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม การสื่อสารตรงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า รูปแบบการสื่อสารควรเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบอกทั้งสาเหตุ วันที่จะจ่ายจริง และอาจจ่ายบางส่วนก่อนหากทำได้ เพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน ดีกว่าไม่ได้รับรู้เรื่องอะไรเลย หากต้องหยุดกิจการชั่วคราว ให้ใช้ช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ โดยมาตรา 75 ระบุว่า  ให้นายจ้างที่ต้องหยุดกิจการชั่วคราวเพราะเหตุจำเป็น จ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างระหว่างหยุด โดยต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ  ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ นายจ้างสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือนักกฎหมายแรงงาน เพื่อการรักษาสิทธิ์ และความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย อีกเรื่องที่นายจ้างควรเตรียมคือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้างและจ่ายสมทบในอัตราเท่ากัน ช่วงแรกฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง เงินก้อนนี้ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยิ่งมีรายการที่ต้องหักและนำส่งมากขึ้น ยิ่งควรวางกระแสเงินสดสำหรับเงินเดือนให้ชัด เช่นเดียวกับการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีกำหนดส่งทุกเดือน วิธีป้องกันไม่ให้จ่ายเงินเดือนช้าอีก ปัญหาจ่ายเงินเดือนช้าใน SME ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากเงินเข้าไม่ตรงกับวันที่ต้องจ่าย วิธีป้องกันจึงเน้นที่การมองเงินสดล่วงหน้า กันเงินเดือนไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวด แยกบัญชีสำรองเงินเดือนออกจากบัญชีหมุนเวียน เพราะเงินเดือนเป็นรายจ่ายที่เลื่อนไม่ได้ ต่างจากค่าวัตถุดิบที่ยังต่อรองเครดิตได้ ทำประมาณการเงินสดรายเดือน ดูว่าเงินจากลูกค้าจะเข้าก่อนหรือหลังวันจ่ายเงินเดือน ถ้าลูกค้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายพนักงานทุก 30 วัน ต้องวางแผนเงินทุนหมุนเวียนรองรับ อ่านแนวทางเพิ่มได้ที่วิธีวางแผนการเงินให้ธุรกิจเติบโต ใช้ระบบคำนวณเงินเดือน การคิดเงินเดือน ภาษี และเงินหักต่างๆ ด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดจนต้องแก้และจ่ายช้า ระบบที่คำนวณให้ช่วยลดงานส่วนนี้ได้มาก สรุป การจ่ายเงินเดือนตรงเวลา คือสัญญาใจคนทำงาน สำหรับลูกจ้าง กฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ไว้ชัด ทั้งดอกเบี้ย เงินเพิ่ม และช่องทางร้องเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับนายจ้าง เงินเดือนที่ออกตรงวันคือสัญญาใจกับทีมที่สำคัญไม่แพ้คุณภาพสินค้า เพราะทีมที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนคือทีมที่ทุ่มเทกับงานได้เต็มที่ จ่ายเงินเดือนให้ตรงทุกงวด ด้วยระบบที่คำนวณให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่อยากให้วันเงินเดือนออกเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลุ้น PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการการจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างได้เป็นระบบ ลองใช้ PEAK วางระบบเงินเดือนให้ทีมมั่นใจได้ทุกเดือน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน นายจ้างไม่จ่ายเงิน แจ้งความได้ไหม การไม่จ่ายค่าจ้างเป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่ถ้าเป้าหมายคือได้เงินคืน ช่องทางที่ตรงที่สุดคือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพราะพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยได้โดยตรง ไม่ได้เงินเดือน หยุดงานได้เลยไหม ไม่ควรหยุดเองทันที เพราะถ้าขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างอาจอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือทำงานต่อระหว่างยื่นคำร้อง หรือถ้าตัดสินใจลาออก ให้ยื่นใบลาออกตามขั้นตอนและเรียกร้องเงินที่ค้างต่อ ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายได้ไหม ไม่ได้ การลาออกไม่ได้ทำให้นายจ้างหมดหน้าที่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ทำงานไปแล้ว ลูกจ้างที่ลาออกจึงยื่นคำร้องเรียกเงินงวดสุดท้ายได้เหมือนลูกจ้างปัจจุบัน ภายในอายุความ 2 ปี ถ้าเป็นฝ่ายถูกเลิกจ้าง กฎหมายเข้มกว่านั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างและเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง ตามมาตรา 70 วรรคสอง บริษัทปิดกิจการ ยังเรียกเงินเดือนคืนได้ไหม ได้ ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อน ถ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วนายจ้างยังไม่จ่าย ลูกจ้างขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง (กระทรวงแรงงาน) กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่งปรับปรุงและมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวนเงินที่ได้รับจึงควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่อีกครั้ง ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากมีข้อพิพาท ควรปรึกษาพนักงานตรวจแรงงานหรือนักกฎหมายแรงงานต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง คู่มือภาษีร้านค้าออนไลน์ฉบับเข้าใจง่าย

ยอดขายเข้าบัญชีทุกวัน แต่พอถึงเรื่องภาษี กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว เพราะเรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ยังเป็นคำถามที่คนค้นหากันมากทุกปี ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง สรุปสั้น ๆ คือ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามรายได้สุทธิ และถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่ภาษีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนยื่นภาษี ตัวอย่างคำนวณจริง ไปจนถึงวิธีเตรียมตัวรับมาตรการคุมเข้มของกรมสรรพากร กรมสรรพากรคุมเข้มจัดเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์ ผู้ขายต้องเตรียมตัวอย่างไร กรมสรรพากรเพิ่มความเข้มงวดในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม e-Commerce และสถาบันการเงินในการตรวจสอบรายได้ของผู้ขาย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Payment ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีธุรกรรมตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือยอดรวม 400 ครั้งขึ้นไปที่มูลค่าเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ให้กรมสรรพากรทราบ มาตรการที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้ สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตคือ กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมการเงินของผู้ขายออนไลน์ได้โดยตรง ผ่านระบบ e-Payment ของธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ดังนั้นการไม่ยื่นภาษีหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ ใครบ้างที่ถูกตรวจสอบ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ขายที่มียอดโอนเข้าบัญชีจำนวนมากแต่ไม่เคยยื่นภาษี ผู้ขายที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน VAT และผู้ขายที่มียอดธุรกรรมสูงบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่าง ๆ ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล), ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายในบางกรณี รายละเอียดของแต่ละประเภทมีดังนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าคุณขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0-35% ตามขั้นบันไดรายได้สุทธิ ตัวอย่างเช่น รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี รายได้สุทธิส่วนที่เกินจะถูกคำนวณตามอัตราขั้นบันได เริ่มจาก 5% สำหรับส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ไปจนถึง 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราพิเศษ คือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000-3 ล้านบาท เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องจดเมื่อไร ผู้ขายของออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ปัจจุบันอัตรา VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) โดยต้องออกใบกำกับภาษี ให้ผู้ซื้อ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ข้อควรระวัง คือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ดังนั้นแม้จะขาดทุน แต่ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ก็ต้องจด VAT เช่นกัน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าคุณจ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า ทำกราฟิก หรือจ้างงานบริการอื่น ๆ คุณมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากร เช่น จ้างช่างภาพ 10,000 บาท หักภาษี 3% เท่ากับ 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท แล้วนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินด้วย บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ขายของออนไลน์แบบไหนเสียภาษีต่างกัน หลายคนสงสัยว่าควรขายของในนามบุคคลธรรมดาหรือจดบริษัทดี คำตอบขึ้นอยู่กับรายได้และแผนธุรกิจระยะยาว รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี ก้าวหน้า 0-35% 0-20% จากกำไรสุทธิ หักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริง ตามจริงเท่านั้น (ต้องมีเอกสาร) จดทะเบียน ไม่ต้อง ต้องจดที่ DBD ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า คู่ค้าเชื่อมั่น ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี การจดนิติบุคคลมักประหยัดภาษีมากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคล SME ต่ำกว่าอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดาที่รายได้สูง ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์ การทำธุรกิจย่อมมาคู่กับการชำระภาษี ยิ่งสำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์มือใหม่ ควรทำให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งเรื่องความพร้อมด้านเอกสาร วิธีการทำคำนวณรายได้ และรอบยื่นภาษีประจำปี โดยมีขั้นตอน ดังนี้ เตรียมเอกสารและข้อมูลรายได้ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้ – สรุปยอดขายจากทุกช่องทาง (Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop, เว็บไซต์ตัวเอง) – statement บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินจากการขาย – หลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง – ใบกำกับภาษี (ถ้าจด VAT) การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้ตอนยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก คำนวณรายได้สุทธิ สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ของรายได้ ควรลองคำนวณทั้ง 2 แบบแล้วเลือกแบบที่ได้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพื่อเสียภาษีน้อยลง ยื่นแบบภาษี ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ได้เลย โดยบุคคลธรรมดายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ถ้ายื่นออนไลน์จะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ชำระภาษี สามารถจ่ายผ่านระบบ e-Filing, ธนาคาร, ATM, Mobile Banking หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส ถ้าภาษีที่ต้องจ่ายเกิน 3,000 บาท สามารถผ่อนชำระ 3 งวดได้ (เฉพาะบุคคลธรรมดา) ตัวอย่างคำนวณภาษีร้านค้าออนไลน์จริง กรณีแม่ค้า Shopee รายได้ 500,000 บาทต่อปี สมมติคุณขายเสื้อผ้าบน Shopee มีรายได้รวม 500,000 บาทต่อปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% – รายได้ 500,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 300,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 140,000 บาท – ภาษีที่ต้องจ่าย เท่ากับ 0 บาท (เพราะรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท) กรณีนี้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบภาษีตามปกติ กรณีร้านค้า Facebook รายได้ 2 ล้านบาทต่อปี สมมติคุณขายสินค้าผ่าน Facebook และ TikTok Shop รายได้รวม 2,000,000 บาทต่อปี กรณีนี้รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จึงต้องจดทะเบียน VAT ด้วย – รายได้ 2,000,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 1,200,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 740,000 บาท คำนวณภาษีตามขั้นบันไดดังนี้ รายได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีที่ต้องจ่าย (บาท) 0-150,000 ยกเว้น 0 150,001-300,000 5% 7,500 300,001-500,000 10% 20,000 500,001-740,000 15% 36,000 รวมภาษีที่ต้องจ่าย 63,500 นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และออกใบกำกับภาษีด้วย ภาษีขายของบน Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop ต่างกันตรงไหน ในแง่ของกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ภาระภาษีเหมือนกันทุกประการ เพราะภาษีคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้คิดจากแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างกันคือ ค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ (กรณีเลือกหักตามจริง) เช่น ค่า commission ของ Shopee, ค่า shipping fee ที่แพลตฟอร์มหัก หรือค่า ads บน Facebook ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่หักภาษีได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องรวมรายได้จากทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเมื่อคำนวณภาษี ห้ามแยกคำนวณทีละแพลตฟอร์ม 5 สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเตรียมรับมาตรการสรรพากรคุมเข้ม ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายการ เพื่อให้ข้อมูลรายรับ-รายจ่ายเป็นระบบ พร้อมออกรายงานได้ทันทีเมื่อถูกตรวจสอบ เก็บหลักฐานรายรับ-รายจ่ายให้ครบ ทั้งยอดขายจากแพลตฟอร์ม statement ธนาคาร และใบเสร็จค่าใช้จ่าย เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 5 ปี ยื่นภาษีให้ตรงเวลาทุกปี แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ควรยื่นแบบเพื่อแสดงว่ามีการรายงานรายได้ถูกต้อง ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน ถ้าไม่จดจะมีโทษปรับ แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีร้านค้า เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและพิสูจน์รายได้จากการขายจริง สรุป ขายของออนไลน์เรื่องภาษีไม่ได้ยากอย่างที่คิด เรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ซับซ้อนถ้าเข้าใจหลักง่าย ๆ คือ รายได้ทุกบาทต้องนำมายื่นภาษี ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และการเก็บเอกสารให้ครบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อถูกตรวจสอบ ยิ่งกรมสรรพากรเข้มงวดขึ้น การจัดการบัญชีและภาษีอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณขายของออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี คำนวณ VAT และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ลดความยุ่งยากในการจัดการเอกสารและเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีขายของออนไลน์ ขายของออนไลน์รายได้เท่าไรถึงต้องเสียภาษี ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบภาษี แต่จะเริ่มเสียภาษีจริงเมื่อรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) เกิน 150,000 บาทต่อปี ส่วนการจดทะเบียน VAT จะเกิดขึ้นเมื่อรายได้ (ยอดขายรวม) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กัน ร้านค้าเล็ก ๆ ยื่นภาษีอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กที่ขายในนามบุคคลธรรมดา ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกรายการ วิธีนี้เหมาะกับร้านที่ค่าใช้จ่ายจริงน้อยกว่า 60% ของรายได้ ขายของบนเฟซบุ๊กเสียภาษีเหมือนกับ Shopee หรือไม่ เหมือนกันทุกประการในแง่ภาระภาษี เพราะกฎหมายคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้แยกตามแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างคือค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มที่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องเสียภาษีอะไรเพิ่ม ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หลังจดแล้วต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน สิ่งสำคัญคือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท ต่างกันตรงไหน สรุปครบจบ

เจ้าของธุรกิจหลายคนเจอสถานการณ์คล้ายกัน เวลาจะซื้อรถ ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือซื้ออุปกรณ์สำนักงาน แล้วลังเลว่าควรซื้อในนามตัวเอง หรือซื้อในนามบริษัทดีกว่ากัน คำถามนี้ดูเล็ก แต่คำตอบส่งผลต่อเรื่องภาษี การบันทึกบัญชี และกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินโดยตรง บทความนี้จะเปรียบเทียบการซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจริงที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที ซื้อในนามบุคคลกับในนามบริษัท หมายถึงอะไร การซื้อในนามบุคคล คือการซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินโดยใช้ชื่อบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ ใบเสร็จออกในชื่อตัวเอง กรรมสิทธิ์เป็นของคนซื้อ ไม่เกี่ยวกับนิติบุคคลใด การซื้อในนามบริษัท คือการซื้อโดยใช้ชื่อบริษัท หจก. หรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของ ใบกำกับภาษีออกในชื่อบริษัท กรรมสิทธิ์เป็นของนิติบุคคล บริษัทนำไปบันทึกบัญชีและใช้สิทธิทางภาษีได้ ความต่างหลักอยู่ที่ กรรมสิทธิ์เป็นของใคร และใครได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ข้อดีและข้อเสีย ซื้อในนามบุคคลเทียบกับในนามบริษัท ก่อนตัดสินใจ ลองดูตารางเปรียบเทียบแบบกระชับ หัวข้อ ซื้อในนามบุคคล ซื้อในนามบริษัท กรรมสิทธิ์ เป็นของตัวเอง ขายต่อง่าย เป็นของบริษัท ต้องผ่านมติผู้ถือหุ้นหากจะโอน ภาษี VAT ขอคืน VAT ไม่ได้ ขอคืน VAT ได้ (ถ้าจด VAT) หักค่าใช้จ่าย หักค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ บันทึกเป็นรายจ่ายบริษัท ลดฐานภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา ไม่สามารถตัดค่าเสื่อมได้ ตัดค่าเสื่อมราคาได้ตามหลักบัญชี ความซับซ้อน ง่าย ไม่ต้องทำเอกสาร ต้องเตรียมเอกสารบริษัท บันทึกบัญชี ความเสี่ยง ทรัพย์สินแยกจากธุรกิจ ถ้าบริษัทถูกฟ้อง ทรัพย์สินอาจถูกยึด ข้อดีหลักของการซื้อในนามบริษัท – หักเป็นรายจ่ายของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิลดลง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง – ขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ได้ เช่น ซื้อของ 107,000 บาท มี VAT 7,000 บาท ขอคืนได้เต็มจำนวน – บันทึกค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ทำให้มีรายจ่ายทางภาษีต่อเนื่อง ข้อดีหลักของการซื้อในนามบุคคล – ไม่ต้องเตรียมเอกสารบริษัท สะดวกรวดเร็ว – กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง ขายหรือโอนได้อิสระ – ไม่มีปัญหาเรื่องรายจ่ายต้องห้ามหรือการตรวจสอบจากสรรพากร ผลกระทบด้านภาษี ทั้ง VAT ภาษีเงินได้ และรายจ่ายต้องห้าม เรื่องภาษีเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนเลือกซื้อในนามบริษัท ลองดูรายละเอียดแต่ละด้าน ซื้อในนามบริษัท หักภาษีได้อย่างไร เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายหรือบันทึกเป็นทรัพย์สินตามหลักบัญชีได้ ตัวอย่าง บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท (ไม่รวม VAT) จะเกิดสิทธิประโยชน์ 2 ทาง คือ 1. ขอคืน VAT ได้ 2,100 บาท (30,000 x 7%) 2. บันทึกเป็นทรัพย์สินแล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท (อายุการใช้งาน 3 ปี) ซึ่งลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปี หากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท ช่วยประหยัดภาษีได้ปีละ 2,000 บาท ทั้งนี้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร รายจ่ายต้องห้าม คือ ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัท แม้จะจ่ายจริงก็ตาม ถ้าบริษัทนำไปหัก อาจถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังได้ ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อย – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง ค่าท่องเที่ยวส่วนตัว – รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ซื้อของตกแต่งบ้านกรรมการ – รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานครบถ้วน เช่น ไม่มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี – เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการเกินสมควร สิ่งสำคัญที่ SME ต้องจำ คือ ถ้าซื้อของส่วนตัวแล้วเอามาลงบัญชีบริษัท สรรพากรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม และอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมา ตัวอย่างการซื้อของ ในนามบริษัท จากข้อมูลขั้นต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การจัดซื้อในนามบริษัทต้องเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ อาคาร หรือที่ดิน เป็นต้น ทั้งนี้ การซื้อแต่ละประเภทยังให้สิทธิทางภาษีที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างด้านล่าง ซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัทเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุด สิ่งที่ต้องรู้คือ – รถที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท (ไม่รวม VAT) สามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้เต็มจำนวน – รถที่มีราคาเกิน 1 ล้านบาท ตัดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนเกินถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม – ขอคืน VAT ได้เฉพาะรถกระบะ (ไม่ใช่รถเก๋ง) ตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ซื้อเอง) และหลักฐานทางการเงินของบริษัท ซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัท การซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัททำได้ แต่ต้องเป็นการใช้เพื่อกิจการจริง เช่น ซื้อเป็นสำนักงาน โกดังสินค้า หรือหอพักพนักงาน ข้อควรระวังคือ ถ้าซื้อบ้านในนามบริษัทแล้วกรรมการไปอยู่อาศัยเอง สรรพากรอาจถือเป็นผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับ ต้องคำนวณเป็นเงินได้ของกรรมการด้วย ซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ซื้อในนามบริษัทเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะอุปกรณ์สำนักงานใช้ในกิจการชัดเจน บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายได้ (ขึ้นอยู่กับมูลค่า) และขอคืน VAT ได้ ตัวอย่าง ซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ 5,000 บาท ขอคืน VAT ได้ 350 บาท และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทลดฐานภาษีเงินได้อีก สำหรับอุปกรณ์ที่ราคาสูงกว่า เช่น โน้ตบุ๊กราคา 40,000 บาท ควรบันทึกเป็นทรัพย์สินและทยอยตัดค่าเสื่อมราคา 3 ปี เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อจะซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินในนามบริษัท ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนไปติดต่อ ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ หนังสือมอบอำนาจกรณีที่ไม่ได้ซื้อเอง และสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) สำหรับการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ อาจต้องมีรายงานงบการเงินล่าสุดและสำเนาบัญชีเงินฝากของบริษัทด้วย วิธีบันทึกบัญชีเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สิน ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 สินค้ามูลค่าต่ำ (มักใช้เกณฑ์ไม่เกิน 2,000 บาท หรือตามนโยบายบริษัท) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในเดือนที่ซื้อ กรณีที่ 2 ทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ราคาแพง บันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ประเภท อายุการใช้งาน ตัวอย่าง อาคาร 20 ปี สำนักงาน โกดัง เครื่องตกแต่ง 5 ปี เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ 3 ปี โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป รถยนต์ 5 ปี รถกระบะ รถเก๋ง สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ถนัดเรื่องบัญชี การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายและจัดการทรัพย์สินได้สะดวก ไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาเอง สรุป เลือกซื้อในนามไหนดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าซื้อในนามใดดีกว่า เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน – ซื้อในนามบริษัท เหมาะกับ ทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการจริง ต้องการสิทธิหัก VAT และลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล – ซื้อในนามบุคคล เหมาะกับ ของที่ใช้ส่วนตัว ไม่ต้องการยุ่งยากเรื่องเอกสาร หรือต้องการกรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง – กรณีที่ใช้ปนกัน ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ต้องระวังเรื่องรายจ่ายต้องห้าม ปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจจะปลอดภัยที่สุด PEAK ช่วยจัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบ เมื่อตัดสินใจซื้อในนามบริษัทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการบันทึกบัญชีและจัดการเอกสารภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วให้ระบบช่วยทำงานบัญชีแทนคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการซื้อของในนามบุคคลและในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ผ่านยากหรือไม่ การขอสินเชื่อรถในนามบริษัทไม่ได้ยากกว่าในนามบุคคล แต่ไฟแนนซ์จะดูงบการเงินของบริษัท ผลประกอบการ และระยะเวลาที่จดทะเบียนมา บริษัทที่เปิดใหม่ยังไม่มีงบการเงินอาจถูกขอหลักประกันเพิ่มเติม ซื้อของส่วนตัวแล้วเอาเข้าบริษัทได้หรือไม่ ถ้าซื้อของในชื่อส่วนตัวแล้วอยากให้บริษัทเป็นเจ้าของ ทำได้โดยขายหรือโอนให้บริษัท แต่ต้องมีเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ราคาต้องเป็นราคาตลาดที่สมเหตุสมผล และต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย ถ้าโอนโดยไม่มีเอกสาร สรรพากรอาจไม่ยอมรับเป็นรายจ่ายของบริษัท ออกบิลในนามบริษัทต้องทำอย่างไร เมื่อซื้อของในนามบริษัท ให้แจ้งร้านค้าว่าต้องการออกใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท โดยแจ้งชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (13 หลัก) และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ร้านค้าจะออกใบกำกับภาษีให้ ซึ่งบริษัทนำไปใช้ขอคืน VAT และบันทึกบัญชีได้ ซื้อรถในนามบริษัท ต้องเปิดมากี่ปี ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าบริษัทต้องเปิดมากี่ปีถึงจะซื้อรถได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ต้องการให้บริษัทมีงบการเงินอย่างน้อย 1 รอบบัญชี เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ บริษัทใหม่ที่ยังไม่มีงบอาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น หรือให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

รายได้ค้างรับ คืออะไร อยู่หมวดไหน เข้าใจง่ายผ่านตัวอย่างจริง

เมื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงินตามเครดิตเทอม พอถึงวันปิดงบก็เกิดคำถามว่า รายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินนี้ ต้องบันทึกไว้ตรงไหนในงบการเงิน เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีมือใหม่เจอบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอม 30-90 วัน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน จึงเป็นคำถามพื้นฐานที่ตอบผิดไม่ได้ เพราะกระทบตั้งแต่งบดุลไปจนถึงการยื่นภาษี โดยบทความนี้จะตอบให้ชัดในแบบฉบับ B2B พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่ทำตามได้ทันที รายได้ค้างรับ คืออะไร รายได้ค้างรับ คือ รายได้ที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วเพราะส่งมอบสินค้าหรือบริการครบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Accrued Revenue หรือ Accrued Income เป็นรายการที่เกิดจากหลักเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่กำหนดให้บันทึกรายได้เมื่อเกิดสิทธิ ไม่ใช่เมื่อได้รับเงินสด ตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณรับจ้างออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้า ทำเสร็จวันที่ 25 มีนาคม แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินให้ภายใน 30 วัน พอถึงวันปิดงบ 31 มีนาคม รายได้ก้อนนี้ต้องรับรู้ในงบแล้ว แม้จะยังไม่ได้เงิน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น หรือบางแห่งจัดอยู่ในหมวดลูกหนี้อื่น ตามผังบัญชีมาตรฐาน รายได้ค้างรับจะใช้เลขบัญชีในหมวด 1 เช่น เลขบัญชี 1160 หรือ 1170 ขึ้นอยู่กับผังบัญชีที่กิจการกำหนด ทำไมถึงจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน รายได้ค้างรับเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อลูกค้า คาดว่าจะได้รับเงินภายใน 12 เดือน จึงเข้าเงื่อนไขสินทรัพย์หมุนเวียนตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs) เหตุผลหลักมี 3 ข้อ ตัวอย่าง – ธุรกิจ B2B ส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงิน ลองดูเคสนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น บริษัท เอ โซลูชัน จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้กับบริษัท บี คอร์ป จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่าสัญญา 500,000 บาท เครดิตเทอม 30 วัน บริษัท เอ โซลูชัน ส่งมอบงานและลูกค้าตรวจรับเรียบร้อยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม แต่จะออกใบแจ้งหนี้วันที่ 1 เมษายน และได้รับเงินภายในวันที่ 30 เมษายน ปัญหาคือ กิจการต้องปิดงบเดือนมีนาคม ณ วันที่ 31 มีนาคม ดังนั้นรายได้ 500,000 บาทนี้ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับ เพราะส่งมอบงานครบแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ Timeline ของรายได้ค้างรับในเคสนี้ วันที่ เหตุการณ์ สถานะทางบัญชี 20 มี.ค. ส่งมอบงาน ลูกค้าตรวจรับแล้ว เกิดสิทธิในรายได้แล้ว 31 มี.ค. วันปิดงบเดือน บันทึกรายได้ค้างรับ 500,000 บาท 1 เม.ย. ออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้า กลับรายการรายได้ค้างรับ เปลี่ยนเป็นลูกหนี้การค้า 30 เม.ย. ลูกค้าจ่ายเงิน ตัดลูกหนี้การค้า รับเงินสดเข้า วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ แบบ Step-by-Step จากเคสของบริษัท เอ โซลูชัน มีขั้นตอนบันทึกบัญชี 2 ช่วง Journal Entry ตอนเกิดรายได้ค้างรับ (ปรับปรุงสิ้นงวด 31 มี.ค.) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) รายได้ค้างรับ (สินทรัพย์ หมวด 1) 500,000 รายได้ค่าบริการ (รายได้ หมวด 4) 500,000 บันทึกนี้ทำให้งบดุลแสดงสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 500,000 บาท และงบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เพิ่มขึ้นตามจริง Journal Entry ตอนได้รับเงินจริง (กลับรายการ) เมื่อออกใบแจ้งหนี้ในเดือนเมษายน ให้กลับรายการรายได้ค้างรับ แล้วบันทึกเป็นลูกหนี้การค้าแทน รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ 500,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริง รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินฝากธนาคาร 500,000 ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า ต่างกันอย่างไร ทั้งสองบัญชีอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่เกิดจากจังหวะเวลาที่ต่างกัน เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ ลูกหนี้การค้า เกิดเมื่อ ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ออกใบแจ้งหนี้ ออกใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน เอกสารรองรับ สัญญาหรือใบตรวจรับงาน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) สถานะ ยังไม่มีเอกสารเรียกเก็บเงิน มีเอกสารเรียกเก็บเงินแล้ว หมวดบัญชี สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) พูดง่ายๆ คือ บัญชีนี้เป็นขั้นตอนก่อนลูกหนี้การค้า พอออกใบแจ้งหนี้แล้ว ก็เปลี่ยนสถานะเป็นลูกหนี้การค้าโดยอัตโนมัติ รายได้ค้างรับ กับ รายได้รับล่วงหน้า ต่างกันตรงไหน สองคำนี้คนสับสนบ่อยมาก แต่ความจริงแล้วอยู่คนละด้านของงบดุล เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ รายได้รับล่วงหน้า ความหมาย ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน ได้เงินแล้ว แต่ยังไม่ส่งมอบงาน อยู่หมวดไหน หมวด 1 สินทรัพย์ หมวด 2 หนี้สิน เหตุผล กิจการมีสิทธิรับเงิน กิจการมีภาระต้องทำงานให้ รายได้ค้างรับ คือ สิทธิที่จะได้เงิน จึงเป็นสินทรัพย์ ส่วนรายได้รับล่วงหน้า คือ ภาระที่ต้องส่งมอบงาน จึงเป็นหนี้สิน ถ้าไม่บันทึกรายได้ค้างรับ จะเกิดอะไรขึ้น การไม่ทำรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวด ส่งผลกระทบหลายด้านที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ด้านงบกำไรขาดทุน รายได้ของงวดนั้นจะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้กำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท เอ โซลูชัน (ชื่อสมมุติ) ไม่บันทึกยอด 500,000 บาทในงวดมีนาคม กำไรเดือนนั้นก็จะหายไปครึ่งล้าน ด้านงบดุล สินทรัพย์จะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน เพราะไม่ได้บันทึกสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีอยู่ ทำให้อัตราส่วนทางการเงินบิดเบือนไปด้วย เช่น อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนจะต่ำกว่าที่ควร ด้านภาษี ถ้ารายได้ตกหล่นจากงวดที่ควรรับรู้ อาจนำไปสู่ปัญหาเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ เพราะรายได้ต้องรับรู้ในงวดที่ส่งมอบงาน ไม่ใช่งวดที่ได้รับเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ด้านการตัดสินใจ ผู้บริหารที่ดูงบการเงินจะเห็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนผลการดำเนินงานจริง อาจทำให้วางแผนธุรกิจผิดพลาด เช่น ตั้งงบลงทุนน้อยเกินไป หรือประเมินสภาพคล่องผิดพลาด สรุป รายได้ค้างรับอยู่หมวดสินทรัพย์ บันทึกให้ครบ งบจึงสะท้อนผลจริง รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน เกิดขึ้นเมื่อกิจการส่งมอบงานครบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ณ วันสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกรายการปรับปรุงทุกครั้งที่ปิดงบ เพื่อให้งบการเงินแสดงผลตรงตามความเป็นจริง PEAK ช่วยจัดการบัญชีให้ง่ายขึ้นได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่ายได้ครบถ้วน ออกเอกสารทางบัญชีได้อย่างเป็นระบบ และดูรายงานการเงินได้แบบ Real-time ผ่านระบบ Cloud 100% ช่วยให้ไม่พลาดรายการปรับปรุงที่สำคัญ เพราะข้อมูลทุกรายการอัปเดตอัตโนมัติ ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบงบการเงินได้ทุกที่ทุกเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับรายได้ค้างรับ รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษคือ Accrued Revenue หรือ Accrued Income ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ในบริบทบัญชีไทย รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า คือสิ่งเดียวกันหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แม้ทั้งสองจะอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่จังหวะเวลา รายได้ค้างรับเกิดก่อนออกใบแจ้งหนี้ ส่วนลูกหนี้การค้าเกิดหลังออกใบแจ้งหนี้แล้ว เมื่อออกใบแจ้งหนี้ รายได้ค้างรับจะถูกกลับรายการเป็นลูกหนี้การค้าแทน ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในบัญชีประเภทเดียวกันหรือไม่ ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียนเหมือนกัน หลักการเดียวกันคือเป็นรายได้ที่เกิดสิทธิแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต่างกันแค่ที่มาของรายได้ ฝั่งหนึ่งมาจากการขายสินค้าหรือบริการ อีกฝั่งมาจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร ต้องบันทึกรายได้ค้างรับทุกครั้งที่ปิดงบหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้งที่มีรายได้ที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกเอกสารเรียกเก็บเงิน ณ วันสิ้นงวด เป็นหลักปฏิบัติตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่มาตรฐานการบัญชีกำหนดไว้ การบันทึกรายการนี้ช่วยให้งบการเงินสะท้อนผลการดำเนินงานจริงของกิจการกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กำไรสะสม คืออะไร ตัวเลขที่บอกความมั่นคงของธุรกิจ

เวลาเปิดงบการเงินของบริษัทสักแห่ง หลายคนมักเลื่อนผ่านบรรทัดที่เขียนว่า Retained Earnings หรือกำไรสะสม ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเลขบรรทัดนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจ่ายปันผล ความพร้อมขยายกิจการ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและนักลงทุน โดยบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกำไรสะสมตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ได้แก่ ผลกระทบต่อเงินปันผลและการวางแผนภาษี กำไรสะสม คืออะไร กำไรสะสม คือ ผลรวมของกำไรสุทธิที่บริษัทเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการ หลังหักเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ตัวเลขนี้แสดงอยู่ในส่วนของเจ้าของ (Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ กำไรที่บริษัทหามาได้แล้วยังไม่ได้แจกจ่ายออกไป ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทสะสมผลกำไรไว้มาก กำไรสะสม ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Retained Earnings บางครั้งอาจเห็นเขียนว่า Accumulated Profits หรือ Earned Surplus ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน กำไรสะสม อยู่หมวดไหนในงบการเงิน กำไรสะสมอยู่ในหมวดส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ได้อยู่ในหมวดสินทรัพย์หรือหนี้สิน จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรสะสมเป็นเงินสดที่เก็บไว้ในบัญชี แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวเลขทางบัญชีที่อาจถูกใช้ไปในรูปของสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ซื้อเครื่องจักร หรือลงทุนขยายสาขา กำไรสะสม เดบิตหรือเครดิต กำไรสะสมเป็นบัญชีฝั่งเครดิต เพราะอยู่ในส่วนของเจ้าของ ถ้ามีกำไร จะบันทึกเครดิตเพิ่ม ถ้ามีขาดทุน จะบันทึกเดบิตลด ประเภทของกำไรสะสม กำไรสะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ประเภท ความหมาย กำไรสะสมจัดสรรแล้ว (Appropriated) ส่วนที่บริษัทกันไว้ตามกฎหมายหรือมติผู้ถือหุ้น เช่น สำรองตามกฎหมาย 5% จ่ายปันผลหรือใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะยกเลิกการจัดสรร กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร (Unappropriated) ส่วนที่เหลือหลังหักจัดสรรแล้ว เป็นส่วนที่บริษัทนำไปจ่ายปันผลหรือใช้ลงทุนต่อได้ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ ตัวเลขที่เห็นในงบมักเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร เพราะไม่ค่อยมีการตั้งสำรองพิเศษ สูตรคำนวณกำไรสะสม กำไรสะสมคำนวณได้จากสูตรนี้ กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่า บริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ กำไรสะสมปลายงวด = 500,000 + 300,000 – 100,000 = 700,000 บาท ตัวเลข 700,000 บาทนี้จะปรากฏในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบบัญชี งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คืออะไร งบกำไรสะสมเป็นรายงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมตลอดรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มจากยอดต้นงวด บวกกำไรสุทธิ หักเงินปันผลจ่าย จนได้ยอดปลายงวด งบนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเห็นภาพว่า กำไรที่หามาได้ถูกนำไปใช้อย่างไร เก็บสะสมไว้เท่าไร และจ่ายออกไปเท่าไร ทำไมคู่ค้า B2B และนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับกำไรสะสม กำไรสะสมเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธุรกิจ บริษัทที่มีกำไรสะสมสูงต่อเนื่องแสดงว่าทำกำไรได้จริง ไม่ได้พึ่งเงินกู้หรือเงินเพิ่มทุนอย่างเดียว กำไรสะสมบอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อคู่ค้า B2B ต้องตัดสินใจให้เครดิตเทอม 30-90 วัน หรือเมื่อนักลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัท สิ่งหนึ่งที่ดูคือกำไรสะสม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีกันชนทางการเงิน (Financial Cushion) มากแค่ไหน ถ้ายอดขายลดลงชั่วคราว บริษัทยังอยู่ได้หรือไม่ กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสัญญาณเชิงบวก ส่วนกำไรสะสมที่ลดลงหรือติดลบ อาจเป็นธงแดงว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์รายหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้เครดิตเทอม 60 วันกับลูกค้าหรือไม่ การเปิดงบแล้วเห็นกำไรสะสมเพิ่มต่อเนื่อง 3 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการดูแค่ยอดขายปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนมักใช้ 2 อัตราส่วนนี้ประกอบการวิเคราะห์ อัตราส่วน สูตร บอกอะไร Retention Ratio (กำไรสุทธิ – เงินปันผล) หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท ยิ่งสูงยิ่งเก็บเงินไว้ขยายธุรกิจมาก Payout Ratio เงินปันผล หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น เป็นตัวเลขกลับกันกับ Retention Ratio กำไรสะสมกับการจ่ายเงินปันผล สิ่งที่ SME ต้องรู้ ไม่ใช่ว่ามีกำไรสะสมแล้วจะจ่ายปันผลได้เลย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทจำกัดจะจ่ายเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไรไม่ได้ และถ้ายังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ก็จ่ายปันผลไม่ได้เช่นกัน เงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรู้ บริษัทจำกัดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนจ่ายปันผล กฎข้อกันสำรอง 5% นี้เป็นเรื่องที่ SME หลายรายมองข้าม ถ้าไม่ทำตาม อาจมีปัญหาในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง กำไรสะสมกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ผู้รับปันผลต้องเสียภาษีเพิ่มเติม จุดนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของ SME ควรวางแผนล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายปันผล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลจ่าย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายปันผล 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 90,000 บาท ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เครดิตภาษีเงินปันผลคำนวณอย่างไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือ สิทธิที่ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) มาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 20% อาจได้เงินคืนจากการใช้เครดิตภาษีนี้ การจะใช้เครดิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ กำไรสะสม ณ วันเลิกกิจการ เมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการ กำไรสะสมที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนที่จ่ายคืนเกินกว่าทุนที่ลงไป ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้ถือหุ้น จุดนี้ SME ที่กำลังคิดจะปิดกิจการควรวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะถ้ากำไรสะสมสูง ภาระภาษีตอนปิดบริษัทก็จะสูงตามไปด้วย สรุป กำไรสะสมไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจ กำไรสะสมบอกได้ทั้งสุขภาพทางการเงิน ความพร้อมจ่ายปันผล และศักยภาพในการขยายกิจการ ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามตัวเลขนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูปีละครั้งตอนปิดงบ PEAK ช่วยติดตามกำไรสะสมได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ดูงบทดลองและรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขกำไรสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสำนักงานบัญชีส่งรายงาน ทำให้ตัดสินใจเรื่องปันผลและการลงทุนได้เร็วขึ้น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Retained Earnings กำไรสะสม กำไรสะสมกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร กำไรสุทธิคือผลกำไรของปีนั้นปีเดียว ส่วนกำไรสะสมคือผลรวมสะสมของกำไรสุทธิทุกปีตั้งแต่เปิดบริษัท หลังหักเงินปันผลที่จ่ายไปแล้ว กำไรสุทธิเป็นรายได้ของงวด กำไรสะสมเป็นรายได้สะสมของทั้งชีวิตบริษัท กำไรสะสมติดลบได้หรือไม่ ได้ ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมมากกว่ากำไรที่เคยทำได้ กำไรสะสมจะเป็นค่าติดลบ (เรียกว่า ขาดทุนสะสม) สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมดก่อน กำไรสะสมสูง แปลว่าบริษัทมีเงินสดเยอะใช่หรือไม่ ไม่จำเป็น กำไรสะสมเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดในมือ บริษัทอาจมีกำไรสะสม 10 ล้านบาท แต่เงินถูกนำไปซื้อเครื่องจักร สต็อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นแล้ว ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กันจึงจะเห็นภาพครบ SME ต้องทำงบกำไรสะสมแยกต่างหากหรือไม่ SME ที่เป็นบริษัทจำกัดต้องมีข้อมูลกำไรสะสมแสดงในงบแสดงฐานะการเงินอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชีและตัวอย่างจริง

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนที่เพิ่งกู้เงินจากธนาคารเพื่อขยายกิจการ มักสะดุดกับคำถามเดียวกันตอนทำบัญชี คือ ดอกเบี้ยที่จ่ายทุกเดือนควรบันทึกไว้หมวดไหนดี บางคนเข้าใจว่าเป็นสินทรัพย์เพราะเกี่ยวข้องกับเงินกู้ บางคนบันทึกรวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป ซึ่งทั้งสองแบบคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) และแสดงในงบกำไรขาดทุนแยกออกจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน บทความนี้จะพาเจาะลึกตั้งแต่ความหมาย ตำแหน่งในผังบัญชี วิธีบันทึกเดบิต-เครดิต ไปจนถึงตัวอย่างจริงจากธุรกิจ B2B ที่กู้เงินมาลงทุนหรือหมุนเวียนจ่ายคู่ค้า ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense) คือ ต้นทุนทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายให้กับผู้ให้กู้ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกกับการใช้เงินที่กู้ยืมมา ถือเป็นค่าตอบแทนการใช้เงินของคนอื่นนั่นเอง ดอกเบี้ยจ่ายเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่ง ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร (Term Loan) วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ที่กิจการออก และสัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ดอกเบี้ยจ่ายไม่ใช่สินทรัพย์และไม่ใช่หนี้สิน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามงวดเวลาที่กิจการใช้เงินกู้ ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหนในผังบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย โดยจัดเป็น ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ซึ่งแยกออกจากค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพราะเป็นต้นทุนที่เกิดจากการจัดหาแหล่งเงินทุน ไม่ใช่การดำเนินงานประจำวัน ผังบัญชี 5 หมวดกับตำแหน่งของดอกเบี้ยจ่าย ผังบัญชีมาตรฐานแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก หมวด ชื่อ ตัวอย่างรายการ 1 สินทรัพย์ เงินสด ลูกหนี้ อาคาร 2 หนี้สิน เจ้าหนี้ เงินกู้ยืม 3 ส่วนของเจ้าของ ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม 4 รายได้ รายได้จากการขาย ดอกเบี้ยรับ 5 ค่าใช้จ่าย ค่าเช่า เงินเดือน ดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายจึงถูกจัดอยู่ในหมวด 5 และมีรหัสบัญชีอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ตามผังบัญชีมาตรฐานของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ดอกเบี้ยจ่ายแสดงตรงไหนในงบกำไรขาดทุน ในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจ่ายจะแสดงแยกเป็นรายการ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ซึ่งอยู่ด้านล่างของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ลำดับในงบเป็นดังนี้ รายได้จากการขาย หักด้วยต้นทุนขาย ได้กำไรขั้นต้น จากนั้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ได้กำไรจากการดำเนินงาน แล้วจึงหักด้วยค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ก่อนจะถึงกำไรก่อนภาษีเงินได้ การแสดงแยกแบบนี้ช่วยให้ผู้อ่านงบเห็นชัดว่ากำไรจากการดำเนินงานจริงเป็นเท่าไร และต้นทุนทางการเงินกินสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน วิธีบันทึกบัญชี ดอกเบี้ยจ่าย (เดบิต-เครดิต) เมื่อกิจการจ่ายดอกเบี้ย ให้เดบิตบัญชีดอกเบี้ยจ่าย (เพิ่มค่าใช้จ่าย) และเครดิตบัญชีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร (ลดสินทรัพย์) หลักการนี้ใช้ได้กับทุกรูปแบบเงินกู้ ต่างกันแค่จำนวนเงินและความถี่ในการบันทึก ตัวอย่างที่ 1 : SME กู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ บริษัท สมาร์ท ฟู้ด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตอาหารแปรรูป กู้เงินจากธนาคาร 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ผ่อนชำระรายเดือน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ขยายกำลังผลิต ดอกเบี้ยจ่ายเดือนแรก คำนวณจาก 5,000,000 x 6% x 1/12 = 25,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 25,000 – เงินฝากธนาคาร – 25,000 ตัวอย่างที่ 2 : ธุรกิจ B2B กู้หมุนเวียนเพื่อจ่ายคู่ค้า บริษัท ไทยซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัตถุดิบ ใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR+1% เพื่อหมุนเวียนจ่ายซัพพลายเออร์ ในเดือนที่ใช้วงเงินเฉลี่ย 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยรวม 7.5% ต่อปี ดอกเบี้ยจ่ายเดือนนั้น คำนวณจาก 1,500,000 x 7.5% x 1/12 = 9,375 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 9,375 – เงินฝากธนาคาร – 9,375 ข้อสังเกตสำคัญ ดอกเบี้ย OD คิดจากยอดเงินที่เบิกใช้จริง ไม่ใช่วงเงินทั้งหมด ดังนั้นยอดดอกเบี้ยจ่ายจะเปลี่ยนแปลงทุกเดือนตามยอดที่ใช้ ตัวอย่างที่ 3 : สัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) บริษัท ขนส่งสะดวก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่ารถบรรทุกแบบ Finance Lease มูลค่า 1,200,000 บาท ผ่อน 48 งวด งวดละ 30,000 บาท โดยในค่างวด 30,000 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 22,000 บาท และดอกเบี้ย 8,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต หนี้สินตามสัญญาเช่า 22,000 – ดอกเบี้ยจ่าย 8,000 – เงินฝากธนาคาร – 30,000 ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันตรงไหน ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในงบกำไรขาดทุน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินหมุนเวียนที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ทั้งสองรายการเกี่ยวข้องกัน แต่อยู่คนละตำแหน่งในงบการเงิน รายการ ประเภท แสดงในงบ ความหมาย ดอกเบี้ยจ่าย ค่าใช้จ่าย (หมวด 5) งบกำไรขาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นในงวด ดอกเบี้ยค้างจ่าย หนี้สิน (หมวด 2) งบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน ตัวอย่างเช่น ถ้ากิจการปิดงบวันที่ 31 ธันวาคม แต่กำหนดจ่ายดอกเบี้ยธนาคารวันที่ 5 มกราคม ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมจะถูกบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุน พร้อมกับตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษี ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรงและมีหลักฐานครบถ้วน เงื่อนไขหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ต้องเป็นเงินกู้ที่ใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติของตลาด ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อนิติบุคคลจ่ายดอกเบี้ยให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร โดยทั่วไปธนาคารจะได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากธนาคารนำรายได้ดอกเบี้ยไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเอง หากเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับบริษัทเอกชนหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายระหว่างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ข้อควรระวังในการบันทึกดอกเบี้ยจ่าย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ มีดังนี้ บันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงเกินจริง และค่าใช้จ่ายทางการเงินต่ำเกินจริง ส่งผลต่อการวิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงาน ลืมตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายตอนปิดงบ เช่น ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมที่กำหนดจ่ายเดือนมกราคม ถ้าไม่ตั้งค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายในงวดนั้นจะต่ำเกินจริง ไม่แยกส่วนที่ต้องรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ ตามมาตรฐาน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อก่อสร้างหรือผลิตสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน อาจต้องรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์นั้นแทนการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวด ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้สร้างอาคารโรงงานในช่วงที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ สรุป : บันทึกดอกเบี้ยจ่ายให้ถูกหมวด ธุรกิจจัดการเงินได้ชัดเจนขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินที่แสดงแยกในงบกำไรขาดทุน การบันทึกถูกหมวดช่วยให้กิจการเห็นภาพต้นทุนการเงินชัดเจน วิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงานได้แม่นยำ และใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องแหล่งเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ถ้าต้องการจัดการดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายทางการเงินอื่นให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายการบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สินทรัพย์ เพราะเป็นต้นทุนที่กิจการต้องจ่ายเพื่อใช้เงินของผู้อื่น อย่างไรก็ตาม กรณีกู้เงินมาก่อสร้างสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน ดอกเบี้ยในช่วงก่อสร้างอาจรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ได้ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ดอกเบี้ยจ่าย ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้เงินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยต้องมีหลักฐานสัญญาเงินกู้ ใบเสร็จรับเงิน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติ ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยรับต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน อยู่ในหมวด 5 ส่วนดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ที่เกิดจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร อยู่ในหมวด 4 รายได้ ทั้งสองรายการอยู่คนละด้านของงบกำไรขาดทุน บันทึกดอกเบี้ยจ่ายผิดหมวดมีผลอย่างไร การบันทึกผิดหมวดทำให้ตัวเลขในงบการเงินคลาดเคลื่อน เช่น ถ้าบันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร กำไรจากการดำเนินงานจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด หรือธนาคารประเมินสินเชื่อผิดไปจากข้อมูลจริงนที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Reconciliation คืออะไร กระทบยอดธนาคารอย่างไร ให้ตัวเลขตรง

เดือนหนึ่งธุรกิจมีรายรับ-รายจ่ายหลายร้อยรายการ พอสิ้นเดือนเปิดดูบัญชีกับ Statement ธนาคาร ตัวเลขไม่ตรงกัน แต่หาไม่เจอว่าหายไปตรงไหน ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังบันทึกรายการด้วยมือหรือพึ่ง Excel การกระทบยอด (Reconciliation) คือกระบวนการเทียบข้อมูลทางการเงิน 2 ชุดเข้าด้วยกัน เพื่อยืนยันว่าตัวเลขตรงกัน ไม่มีรายการตกหล่นหรือผิดพลาด บทความนี้จะพาเจ้าของกิจการและนักบัญชีไปทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการ ประเภท ขั้นตอน ไปจนถึงเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงานได้จริง Reconciliation คืออะไร Reconciliation หรือการกระทบยอด คือการนำข้อมูลทางการเงิน 2 แหล่งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อตรวจสอบว่าตัวเลขตรงกันหรือไม่ ถ้าพบรายการที่ไม่ตรง จะได้หาสาเหตุและแก้ไขได้ทันท่วงที ตัวอย่างที่เห็นบ่อยที่สุดคือ การนำยอดเงินในบัญชีที่บันทึกไว้ในระบบบัญชีมาเทียบกับ Bank Statement ที่ธนาคารออกให้ ถ้าตัวเลข 2 ฝั่งตรงกัน แปลว่าข้อมูลถูกต้อง แต่ถ้าไม่ตรง ต้องไล่หาว่ารายการไหนตกหล่น บันทึกผิด หรือยังไม่ผ่านรายการ การกระทบยอดสำคัญต่อธุรกิจเพราะช่วยให้ตัวเลขในงบการเงินน่าเชื่อถือ ป้องกันการทุจริต และทำให้เจ้าของกิจการตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่จากตัวเลขที่คลาดเคลื่อน ประเภทของการกระทบยอดที่ SME ควรรู้ การกระทบยอดมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่านำข้อมูลคู่ไหนมาเทียบกัน SME ควรรู้จักอย่างน้อย 4 ประเภทหลักเพื่อจัดการการเงินได้ครบวงจร Bank Reconciliation (กระทบยอดธนาคาร) เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด คือการนำยอดเงินฝากที่บันทึกในระบบบัญชีมาเทียบกับ Bank Statement สาเหตุที่ตัวเลขมักไม่ตรงกัน เช่น เช็คที่ออกไปแล้วแต่ยังไม่ถูกขึ้นเงิน ค่าธรรมเนียมธนาคารที่ยังไม่ได้บันทึก หรือดอกเบี้ยที่ธนาคารเพิ่มให้แต่ฝั่งบัญชียังไม่รู้ Account Reconciliation (กระทบยอดบัญชีแยกประเภท) คือการเทียบยอดคงเหลือในบัญชีแยกประเภท (เช่น ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า) กับรายละเอียดประกอบ เพื่อยืนยันว่ายอดรวมในงบทดลองถูกต้อง Vendor Reconciliation (กระทบยอดเจ้าหนี้) เป็นการนำยอดเจ้าหนี้ที่บันทึกไว้ในระบบมาเทียบกับใบแจ้งหนี้ที่ได้รับจากซัพพลายเออร์ ช่วยป้องกันการจ่ายเงินซ้ำหรือจ่ายผิดยอด ธุรกิจที่มีซัพพลายเออร์หลายรายควรทำเป็นประจำทุกเดือน Customer Reconciliation (กระทบยอดลูกหนี้) คือการเทียบยอดลูกหนี้ที่บันทึกไว้กับจำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายเข้ามาจริง ถ้าพบว่ายอดไม่ตรง อาจมีสาเหตุจากการรับชำระบางส่วน ส่วนลดที่ยังไม่ได้บันทึก หรือลูกค้าจ่ายเข้าบัญชีผิด ช่วยให้ติดตามหนี้ค้างชำระได้ทันเวลา ขั้นตอนการกระทบยอด (Reconciliation Process) การกระทบยอดทำได้ไม่ยาก ถ้ามีระบบจัดเก็บเอกสารเป็นระเบียบ โดยมี 5 ขั้นตอนหลักที่นักบัญชีและเจ้าของกิจการสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมเอกสาร เตรียมข้อมูล 2 ชุดที่จะนำมาเทียบกัน เช่น Bank Statement กับรายงานจากระบบบัญชี ให้ข้อมูลอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ขั้นตอนที่ 2 เปรียบเทียบรายการทีละรายการ จับคู่รายการรายรับ-รายจ่ายจากทั้ง 2 แหล่ง ดูว่าจำนวนเงิน วันที่ และรายละเอียดตรงกันหรือไม่ ขั้นตอนที่ 3 ระบุรายการที่ไม่ตรง รายการที่จับคู่ไม่ได้เรียกว่า รายการคงค้าง (Outstanding Items) ให้แยกรายการเหล่านี้ออกมาเพื่อหาสาเหตุ ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบสาเหตุและแก้ไข หาว่ารายการที่ไม่ตรงเกิดจากอะไร เช่น บันทึกผิดยอด ลืมบันทึก หรือธนาคารยังไม่ผ่านรายการ แล้วปรับปรุงรายการให้ถูกต้อง ขั้นตอนที่ 5 บันทึกและจัดเก็บผลการกระทบยอด เก็บเอกสารผลการกระทบยอดไว้เป็นหลักฐาน เพราะผู้สอบบัญชีมักขอดูเอกสารนี้ตอนตรวจสอบงบการเงินประจำปี ตัวอย่างการกระทบยอดบัญชีธนาคาร สมมติบริษัท ดี เอ็กซ์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดเงินฝากในระบบบัญชี ณ วันที่ 30 กันยายน อยู่ที่ 500,000 บาท แต่ Bank Statement แสดงยอด 485,000 บาท ตัวเลขต่างกัน 15,000 บาท เมื่อไล่เทียบรายการพบว่ามี 3 รายการที่ทำให้ยอดต่างกัน รายการ จำนวนเงิน สาเหตุ เช็คเลขที่ 1234 ที่ออกไปแล้ว 20,000 บาท ยังไม่ถูกขึ้นเงิน จึงยังไม่หักจาก Statement เงินโอนจากลูกค้า 8,000 บาท ธนาคารรับเงินแล้ว แต่บัญชียังไม่ได้บันทึก ค่าธรรมเนียมโอนเงิน 3,000 บาท ธนาคารหักแล้ว แต่บัญชียังไม่ได้บันทึก การคำนวณ ยอดระบบบัญชี 500,000 บวกเงินโอนจากลูกค้า 8,000 ลบค่าธรรมเนียม 3,000 ลบเช็คค้างจ่าย 20,000 ได้ยอดปรับปรุงเท่ากับ 485,000 บาท ซึ่งตรงกับ Bank Statement พอกระทบยอดเสร็จก็รู้ทันทีว่าตัวเลขในระบบบัญชีถูกต้องแล้ว กระทบยอดด้วย Excel กับใช้โปรแกรมบัญชี ต่างกันอย่างไร หลายธุรกิจเริ่มต้นกระทบยอดด้วย Excel เพราะคุ้นเคยและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่เมื่อจำนวนรายการเพิ่มขึ้น วิธีนี้เริ่มมีข้อจำกัดหลายอย่าง Excel ต้องดาวน์โหลด Bank Statement แล้วจับคู่รายการด้วยสูตร VLOOKUP หรือ INDEX MATCH ทีละรายการ ถ้ามีรายการหลายร้อยรายการต่อเดือน ใช้เวลานานและมีโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ไม่มีระบบตรวจสอบอัตโนมัติ ถ้าสูตรผิดก็ไม่มีใครเตือน โปรแกรมบัญชีสมัยใหม่มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติ (Auto Reconciliation) ที่ดึง Bank Statement เข้ามาแล้วจับคู่กับรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ รายการที่ตรงกันถูก match ทันที เหลือแค่รายการที่ไม่ตรงให้ตรวจสอบเอง ลดเวลาจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที เกณฑ์ Excel โปรแกรมบัญชีอัตโนมัติ การจับคู่รายการ ทำมือ ใช้สูตร อัตโนมัติ ความเร็ว หลายชั่วโมงต่อเดือน ไม่กี่นาที ความเสี่ยงผิดพลาด สูง ขึ้นกับคนทำ ต่ำ ระบบตรวจสอบให้ เหมาะกับ รายการน้อย ธุรกิจเริ่มต้น รายการเยอะ ธุรกิจกำลังโต กระทบยอดอัตโนมัติด้วยโปรแกรมบัญชี ทำงานอย่างไร ระบบกระทบยอดอัตโนมัติทำงานโดยรับข้อมูล Bank Statement เข้ามาในระบบ แล้วใช้อัลกอริทึมจับคู่กับรายการบัญชีที่บันทึกไว้ โดยเทียบจากจำนวนเงิน วันที่ และรายละเอียด PEAK มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติที่ช่วยให้นักบัญชีและเจ้าของกิจการนำเข้า Bank Statement จากธนาคาร แล้วระบบจับคู่รายการที่ตรงกันให้อัตโนมัติ รายการที่จับคู่ไม่ได้จะแยกออกมาให้ตรวจสอบ ทำให้เห็นภาพชัดว่ารายการไหนยังค้างอยู่ สำหรับธุรกิจ e-Commerce ที่ขายบน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop การกระทบยอดกับ Marketplace เป็นเรื่องที่ปวดหัวเป็นพิเศษ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียมต่างกัน โอนเงินคนละรอบ ตัวเลขที่ได้รับกับยอดขายจริงจึงไม่เท่ากัน PEAK รองรับการเชื่อมต่อกับ e-Commerce ช่วยลดปัญหาการกระทบยอดระหว่างระบบบัญชีกับยอดจาก Marketplace นอกจากนี้ PEAK Board ยังแสดง Dashboard สถานะการเงินแบบ Real-Time ทำให้เห็นภาพรวมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน สรุป ทำไมทุกธุรกิจควรกระทบยอดเป็นประจำ การกระทบยอดไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีฝ่ายเดียว แต่เป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ เพราะตัวเลขที่ถูกต้องคือพื้นฐานของการตัดสินใจทางธุรกิจทุกอย่าง ตั้งแต่การวางแผนกระแสเงินสด การขอสินเชื่อ ไปจนถึงการยื่นภาษี สิ่งที่ควรทำ คือกระทบยอดธนาคารอย่างน้อยเดือนละครั้ง เปรียบเทียบยอดเจ้าหนี้-ลูกหนี้กับเอกสารจริง และเก็บผลกระทบยอดเป็นหลักฐานสำหรับผู้สอบบัญชี พร้อมลดเวลากระทบยอดจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติที่ช่วยจับคู่รายการบัญชีกับ Bank Statement ให้ทันที ลดงานซ้ำ ลดความผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วจัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการกระทบยอด กระทบยอดบัญชีต้องทำบ่อยแค่ไหน แนะนำทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตรงกับช่วงที่ธนาคารออก Bank Statement แต่ถ้าธุรกิจมีรายการเยอะ (เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่มียอดขายรายวัน) ควรทำทุกสัปดาห์ เพราะยิ่งทิ้งนาน ยิ่งหารายการที่ไม่ตรงได้ยาก ถ้ากระทบยอดแล้วตัวเลขไม่ตรง ต้องทำอย่างไร เริ่มจากหาผลต่างระหว่าง 2 ยอด แล้วไล่ดูรายการที่มีจำนวนเงินใกล้เคียงกับผลต่างนั้น สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ บันทึกรายการผิดยอด ลืมบันทึกค่าธรรมเนียมธนาคาร หรือเช็คที่ยังไม่ถูกขึ้นเงิน ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องกระทบยอดไหม จำเป็น เพราะธุรกิจขนาดเล็กมักมีคนดูแลบัญชีน้อย ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจะไม่มีคนตรวจจับ การกระทบยอดเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงที่ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนโดยไม่รู้ตัว Reconciliation กับ Auditing ต่างกันอย่างไร การกระทบยอด (Reconciliation) คือกระบวนการเทียบข้อมูล 2 ชุดเพื่อหาความแตกต่าง ส่วนการตรวจสอบบัญชี (Auditing) คือการที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบงบการเงินทั้งหมดว่าถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีหรือไม่ การกระทบยอดเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบบัญชี แต่เจ้าของกิจการทำได้เองโดยไม่ต้องรอผู้สอบ ใช้โปรแกรมอะไรช่วยกระทบยอดได้บ้าง โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติจะช่วยจับคู่รายการให้ ลดงานที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เอกสารทางธุรกิจ มีอะไรบ้าง รู้จักทั้ง 3 ประเภท พร้อมวิธีจัดเก็บ

ปิดการขายได้แล้ว ลูกค้าขอใบกำกับภาษี ฝ่ายบัญชีขอใบเสร็จ ส่วนอีกฝั่งยังรอใบวางบิลอยู่ เจ้าของกิจการมือใหม่หลายคนเริ่มสับสนตรงนี้ว่าต้องออกใบไหนก่อนหลัง และใบไหนต้องเก็บไว้ยื่นภาษี ถ้าแยกเอกสารทางธุรกิจเป็น 3 ประเภทตามหน้าที่ เรื่องนี้จะง่ายขึ้นมาก เอกสารทางธุรกิจ คืออะไร เอกสารทางธุรกิจ หรือเอกสารธุรกิจ คือเอกสารที่กิจการออกให้หรือได้รับจากคู่ค้าในการซื้อขาย เพื่อยืนยันเงื่อนไข เรียกเก็บเงิน และเป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี เอกสารเหล่านี้ช่วยป้องกันข้อพิพาทกับลูกค้า ใช้บันทึกบัญชีได้ถูกต้อง และยืนยันความโปร่งใสเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Business Documents แบ่งตามหน้าที่ได้ 3 ประเภท คือเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารหลักฐานทางการเงิน และเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารทางธุรกิจ ต่างจากเอกสารทางบัญชีอย่างไร เอกสารทางธุรกิจเป็นคำกว้าง ครอบคลุมทุกเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรม ส่วนเอกสารทางบัญชี หรือเอกสารประกอบการลงบัญชี คือเฉพาะเอกสารที่นักบัญชีใช้บันทึกรายการ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบเสนอราคาเป็นเอกสารทางธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่เอกสารประกอบการลงบัญชี เพราะยังไม่เกิดรายการซื้อขายจริง เอกสารทางธุรกิจเรียงตามขั้นตอนการขายอย่างไร เอกสารแต่ละใบมีจังหวะของตัวเอง ตั้งแต่ลูกค้าถามราคาไปจนถึงรับเงิน ถ้าเรียงถูก ลูกค้าจ่ายเงินเร็ว และบัญชีปิดงบได้ไม่ต้องตามเอกสารย้อนหลัง ตัวอย่างด้านล่างเป็นลำดับเอกสารของ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่ขายสินค้าแบบให้เครดิตลูกค้า 30 วัน ขั้นตอน เอกสาร ใครออก 1. ลูกค้าถามราคา ใบเสนอราคา ผู้ขาย 2. ลูกค้าตกลงซื้อ ใบสั่งซื้อ ผู้ซื้อ 3. ส่งสินค้า ใบส่งสินค้า ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 4. เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย 5. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ผู้ขาย 6. ผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อ กิจการที่ขายเงินสดอาจรวมขั้นตอน 3 ถึง 5 ไว้ในเอกสารชุดเดียว เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน 1. เอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มแรกช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างทำธุรกิจ ใช้ยืนยันว่าตกลงราคา เงื่อนไข และการส่งมอบกันไว้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งลูกค้าบอกว่าไม่ได้สั่ง หรือยังไม่ได้รับของ เอกสารกลุ่มนี้คือหลักฐานที่กิจการใช้ยืนยันได้ จึงต้องเก็บให้ดีไม่แพ้เอกสารการเงิน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบเสนอราคา (Quotation) แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ผู้ซื้อยืนยันรายการที่ต้องการซื้อ สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง ระบุหน้าที่ ระยะเวลา และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ใบส่งสินค้า ใบรับสินค้า ยืนยันว่าส่งและรับสินค้าครบ ควรให้ผู้รับเซ็นทุกครั้ง ใบเสนอราคาควรระบุวันหมดอายุ และบอกชัดว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT ดูตัวอย่างฟอร์มได้ที่ใบเสนอราคา คืออะไร ส่วนใบสั่งซื้อดูตัวอย่างใบสั่งซื้อ 2. เอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารทางการเงินคือหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดกับบัญชีธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเอกสารด้านรายรับ เอกสารด้านรายจ่าย และหลักฐานจากธนาคาร กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้บ่อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่นักบัญชีขอเอกสารจากเจ้าของกิจการมากที่สุดตอนปิดงบ ใบแจ้งหนี้ หรือใบอินวอย (Invoice) ใบแจ้งหนี้ หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ว่าใบอินวอย คือเอกสารที่ผู้ขายออกหลังส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว เพื่อแจ้งลูกค้าว่าต้องจ่ายค่าอะไร เท่าไร และภายในวันไหน ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว และไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาในช่วงที่ยังตกลงราคากันอยู่ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มนิยมออกเป็นชุด ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ในเอกสารฉบับเดียว รายละเอียดข้อมูลที่ต้องมีและตัวอย่างดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) ใบวางบิลใช้รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนัดให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียว เหมาะกับลูกค้าประจำที่มีรอบจ่ายเงินชัดเจน เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน ใบวางบิลเป็นเอกสารแจ้งเตือนการชำระเท่านั้น ใช้แทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีไม่ได้ ใบเสร็จรับเงิน และใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมีอะไร ใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อยืนยันว่าได้รับชำระเงินแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขายหรือผู้รับเงินต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อเมื่อรับเงินตั้งแต่จำนวนที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 105 ทวิ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ถึง 129) ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ ตัวอย่าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก 13 หลักของบริษัท ชื่อผู้ออก หรือชื่อที่ใช้ในการประกอบการ บริษัท ก จำกัด เลขที่เล่มและเลขที่ใบ RE2601-0015 วัน เดือน ปี ที่ออก ตรงกับวันที่รับเงินจริง จำนวนเงินที่รับ ระบุตัวเลขให้ชัด ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้า กรณีขายสินค้า ในทางปฏิบัติควรใส่ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ ช่องทางชำระเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายได้ วิธีออกใบเสร็จแต่ละแบบอ่านต่อที่ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ออกเมื่อมูลค่าที่เรียกเก็บไปสูงกว่าที่ควร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด ส่วนใบเพิ่มหนี้ออกเมื่อเรียกเก็บต่ำกว่าที่ควร ทั้งสองใบออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมที่ออกไปแล้ว เอกสารด้านรายจ่าย เอกสารรายจ่ายใช้ยืนยันต้นทุนจริงของกิจการ และใช้หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าเอกสารไม่ครบ รายจ่ายนั้นอาจหักไม่ได้ หลักฐานจากธนาคาร Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี ใช้เทียบกับรายรับรายจ่ายที่บันทึกไว้ว่าตรงกับเงินเข้าออกจริงหรือไม่ เป็นเอกสารหลักในขั้นตอนกระทบยอดเงินฝากธนาคาร 3. เอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบของกรมสรรพากร ถ้าจัดเก็บไม่ครบ อาจเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีเอกสารกลุ่มนี้มากกว่ากิจการทั่วไป เพราะต้องออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีทุกเดือน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบกำกับภาษี หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย สรุปใบกำกับภาษีทั้งเดือน ใช้ยื่น ภ.พ.30 หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงินเมื่อหักภาษีไว้ ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร หลักฐานว่านำส่งภาษีแล้ว ใบกำกับภาษีมีรายละเอียดที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อ่านสรุปได้ที่ใบกำกับภาษี คืออะไร ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร 4 เอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยที่สุด เพราะออกในช่วงเวลาใกล้กันและบางครั้งรวมอยู่ในฉบับเดียว จุดแยกง่ายที่สุดคือดูว่าออกก่อนหรือหลังรับเงิน และใช้ยื่นภาษีได้หรือไม่ ใบแจ้งหนี้และใบวางบิลออกก่อนรับเงิน ส่วนใบเสร็จออกหลังรับเงิน ใบกำกับภาษีขึ้นกับว่ากิจการจด VAT หรือไม่ เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้เป็นหลักฐานภาษีได้ไหม ใบแจ้งหนี้ หลังส่งสินค้าหรือบริการ ก่อนรับเงิน ได้ ถ้าออกคู่กับใบกำกับภาษี ใบวางบิล ก่อนรับเงิน รวมหลายใบแจ้งหนี้ ไม่ได้ ใบกำกับภาษี เมื่อความรับผิดทางภาษีเกิดขึ้น ได้ เฉพาะกิจการที่จด VAT ใบเสร็จรับเงิน เมื่อรับเงินแล้ว ได้ เป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย วิธีจัดเก็บเอกสารทางธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารหาย และหาเจอได้เร็วเมื่อนักบัญชีหรือสรรพากรขอดู หลักง่าย ๆ คือแยกหมวดหมู่ ใส่เลขที่เอกสารต่อเนื่อง และเก็บไฟล์ในระบบที่ค้นหาได้ ทำครบ 3 ข้อนี้ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องรื้อเอกสารตอนสิ้นปี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) รายละเอียดเรื่องระยะเวลาเก็บเอกสารแต่ละประเภท อ่านเพิ่มที่เอกสารบัญชีเก็บกี่ปี สรุป – เอกสารครบตั้งแต่ใบแรก บัญชีปิดง่ายตอนสิ้นปี เอกสารทางธุรกิจไม่ได้มีไว้แค่ส่งให้ลูกค้า แต่เป็นหลักฐานที่ปกป้องกิจการทั้งตอนมีข้อพิพาทและตอนสรรพากรตรวจ สิ่งที่ควรทำคือ ออกเอกสารครบทั้งวงจรในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีได้จากระบบเดียว พร้อมคลังเอกสาร File Vault เก็บไฟล์คู่กับรายการบัญชี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ Business Documents หมายถึงอะไร Business Documents คือเอกสารทางธุรกิจ หมายถึงเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใช้ยืนยันรายการระหว่างคู่ค้าและเป็นหลักฐานทางบัญชี เอกสารทางบัญชีมีอะไรบ้าง เอกสารทางบัญชีหลักคือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และ Bank Statement เอกสารเกี่ยวกับบริษัทมีอะไรบ้าง นอกจากเอกสารซื้อขาย บริษัทยังมีเอกสารแสดงตัวตนของกิจการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญากับคู่ค้า อ่านเพิ่มที่หนังสือรับรองบริษัท ออกเอกสารทางธุรกิจเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ได้ เอกสารหลายประเภทออกและเก็บเป็นไฟล์ได้ ส่วนใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำตามระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร อ่านภาพรวมได้ที่E-Document คืออะไร ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ รายละเอียดเอกสารที่กฎหมายกำหนดอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรณีเฉพาะควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือสำนักงานบัญชีจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

เบี้ยขยัน คืออะไร คิดยังไง ภาษี และการบันทึกบัญชี

เบี้ยขยัน คือเงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงานที่มาทำงานสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ลา และไม่มาสายตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ตามกฎหมายแรงงานไทย เบี้ยขยันไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่เป็นสวัสดิการที่บริษัทออกแบบเองได้ เบี้ยขยัน คือสวัสดิการแบบไหน ต่างจากค่าจ้างอย่างไร เบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจที่จ่ายเมื่อพนักงานทำตามเงื่อนไขการมาทำงาน ไม่ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนของงานที่ทำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงมีอิสระกำหนดอัตราและเงื่อนไขได้เอง แต่ต้องเขียนไว้ให้ชัดและใช้กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าจ้างว่าเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้เบี้ยขยันไม่เข้าข่ายเป็นค่าจ้าง จึงไม่ถูกนำไปรวมเป็นฐานคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งช่วยให้ SME คาดต้นทุนแรงงานได้ง่ายขึ้น ประเด็น ค่าจ้าง เบี้ยขยัน จ่ายเพื่ออะไร ตอบแทนงานที่ทำ จูงใจให้มาทำงานสม่ำเสมอ ใช้คิดโอทีและค่าชดเชย ใช้ ไม่ใช้ นายจ้างงดจ่ายได้ไหม ไม่ได้ ได้ ถ้าไม่ผ่านเงื่อนไขที่ประกาศไว้ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร คำที่เจอบ่อยในสลิปเงินเดือนและสัญญาจ้างมี 3 คำ ความหมายใกล้กันแต่มีจุดเน้นต่างกันเล็กน้อย คำภาษาอังกฤษ ใช้เมื่อไหร่ Attendance Allowance คำมาตรฐานในงาน HR เน้นเงินที่ให้ตามการมาทำงาน Diligent Allowance หรือ Diligence Allowance แปลตรงตัวจากคำว่าขยัน นิยมในบริษัทไทยและโรงงาน Attendance Bonus ใช้เมื่อจ่ายเป็นก้อนรายไตรมาสหรือรายปี ถ้าบริษัทออกสลิปสองภาษา เลือกใช้คำเดียวให้ตรงกันทั้งสลิปและประกาศสวัสดิการ พนักงานจะได้ไม่สับสน SME ควรกำหนดเบี้ยขยันอย่างไร 5 ข้อที่ต้องตัดสินใจก่อนประกาศใช้ ก่อนประกาศใช้ เจ้าของกิจการควรตัดสินใจ 5 เรื่องให้จบ ได้แก่ เงื่อนไขการได้รับ รูปแบบการจ่าย อัตราเงิน ช่องทางประกาศ และวิธีตรวจสอบเวลาเข้างาน ถ้าตอบครบทั้ง 5 ข้อ นโยบายจะชัดเจน ลดข้อโต้แย้ง และใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ด้วย 1. เงื่อนไขการได้รับ กำหนดให้ชัดว่าอะไรทำให้เสียสิทธิ์ เช่น ขาดงาน ลากิจ ลาป่วย หรือมาสายเกินกี่ครั้งต่อเดือน เพราะคำว่ามาทำงานสม่ำเสมอ แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน 2. รูปแบบการจ่าย เลือกว่าจะจ่ายคงที่ทุกเดือน หรือเพิ่มเป็นขั้นบันไดตามจำนวนเดือนที่มาครบต่อเนื่อง แบบขั้นบันไดจูงใจระยะยาวได้ดีกว่า เพราะพนักงานไม่อยากเสียขั้นที่สะสมมา 3. อัตราเงิน ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ ให้ตั้งจากงบที่ธุรกิจรับไหวจริง ตัวเลขที่ดีคือพนักงานรู้สึกว่ามีค่าพอจะรักษาไว้ แต่ไม่หนักจนกระทบกำไร 4. ช่องทางประกาศ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในข้อบังคับการทำงาน ประกาศสวัสดิการ หรือสัญญาจ้าง เพราะเอกสารนี้คือหลักฐานเวลาเกิดข้อสงสัย และกรมสรรพากรใช้ดูประกอบว่าเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้ 5. วิธีตรวจสอบ ใช้ระบบลงเวลาที่ตรวจย้อนหลังได้ เช่น เครื่องสแกนนิ้วหรือแอปลงเวลา เพราะถ้าข้อมูลเวลาเข้างานไม่แม่น เบี้ยขยันที่ควรจูงใจจะกลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะกันแทน ถ้ากำลังวางโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งระบบ ลองดูไอเดียเพิ่มเติมจากวิธีปรับเงินเดือนพนักงาน ประกอบกัน เพื่อให้สวัสดิการกับเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน เบี้ยขยัน คิดยังไง พร้อมตัวอย่างตารางขั้นบันได วิธีคิดเบี้ยขยันที่ SME ใช้กันมากมี 3 แบบ คือแบบคงที่ แบบขั้นบันได และแบบผสม ทุกแบบเริ่มจากเช็คว่าเดือนนั้นพนักงานผ่านเงื่อนไขหรือไม่ ถ้าผ่านก็จ่ายตามอัตราที่กำหนด ถ้าไม่ผ่านก็งดจ่ายหรือลดขั้นตามกติกาที่ประกาศไว้ แบบคงที่ เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้ จ่ายเท่ากันทุกเดือนที่มาครบ เช่น 500 บาทต่อเดือน คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที แต่แรงจูงใจจะคงที่ ไม่ได้ช่วยให้รักษาสถิติยาวๆ แบบขั้นบันได เหมาะกับธุรกิจที่อยากลดการลาระยะยาว เบี้ยขยันขั้นบันไดจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนที่พนักงานมาครบต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนไม่ผ่านเงื่อนไข จะงดจ่ายเดือนนั้นแล้วเริ่มนับขั้นใหม่ เดือนที่มาครบต่อเนื่อง เบี้ยขยันที่ได้รับ เดือนที่ 1 300 บาท เดือนที่ 2 400 บาท เดือนที่ 3 500 บาท เดือนที่ 4 เป็นต้นไป 600 บาท ตารางนี้เป็นตัวอย่าง ปรับตัวเลขให้เข้ากับงบของธุรกิจได้ บางบริษัทเลือกให้ลดลงทีละขั้นแทนการเริ่มใหม่ เพื่อไม่ให้พนักงานหมดกำลังใจเร็วเกินไป แบบผสม เหมาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้านหลายสาขา จ่ายเบี้ยขยันรายเดือนแบบคงที่ แล้วเพิ่มโบนัสก้อนเมื่อมาครบทั้งไตรมาส เช่น รายเดือน 400 บาท และเพิ่มอีก 1,000 บาทเมื่อครบ 3 เดือน วิธีนี้ให้ทั้งรางวัลระยะสั้นและเป้าหมายระยะยาว ตัวอย่างการคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ใช้แบบขั้นบันได ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (ชื่อสมมุติ) จ้างพนักงานแพ็กสินค้า เงินเดือน 18,000 บาท ใช้ตารางขั้นบันไดด้านบน กติกาคือ ขาด ลา หรือมาสายเกิน 2 ครั้งในเดือน ถือว่าไม่ผ่าน เดือนมกราคมถึงมีนาคม พนักงานมาครบทุกวัน ได้เบี้ยขยัน 300, 400 และ 500 บาทตามลำดับ เดือนเมษายน พนักงานลากิจ 1 วัน เดือนนี้จึงไม่ได้รับ และขั้นถูกนับใหม่ เดือนพฤษภาคม มาครบอีกครั้ง ได้ 300 บาท เงินที่ได้รับเดือนนี้จึงเป็น 18,000 บาท รวมเบี้ยขยัน 300 บาท เท่ากับ 18,300 บาท ก่อนหักภาษีและประกันสังคม ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าแบบขั้นบันไดทำให้การลา 1 วันมีต้นทุนที่พนักงานรับรู้ได้ชัด โดยที่นายจ้างไม่ต้องใช้วิธีตำหนิหรือลงโทษ ลาป่วยหรือลาพักร้อน ยังได้เบี้ยขยันไหม คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทประกาศไว้ เพราะเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงกำหนดได้ว่าการลาประเภทไหนทำให้เสียสิทธิ์ ข้อสำคัญคือต้องเขียนไว้ล่วงหน้าและบังคับใช้กับทุกคนเท่ากัน ห้ามเปลี่ยนกติกาย้อนหลังเฉพาะรายบุคคล ถ้าไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ขัดกับสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ ควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนประกาศใช้ เบี้ยขยันต้องเสียภาษีไหม บันทึกบัญชีอย่างไร ต้องเสีย เบี้ยขยันเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน หรือเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินเดือน นายจ้างต้องรวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และฝั่งบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ ฝั่งนายจ้าง รวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนของเดือนนั้น แล้วคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน การบันทึกบัญชี ลงเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดเงินเดือนและค่าแรง หรือแยกบัญชีย่อยชื่อเบี้ยขยัน เพื่อให้เห็นต้นทุนสวัสดิการชัดเจน รายจ่ายนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เมื่อจ่ายจริง มีหลักฐาน และมีประกาศสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มได้ในบทความสวัสดิการพนักงานแบบไหนหักภาษีได้ ฝั่งพนักงาน เงินก้อนนี้จะรวมอยู่ในเงินได้ทั้งปี และแสดงในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้ตอนต้นปี ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ อย่าลืมแยกบรรทัดเบี้ยขยันในสลิปเงินเดือนด้วย พนักงานจะเห็นทันทีว่าเดือนนี้ได้หรือไม่ได้เพราะอะไร ลดคำถามที่ต้องตอบซ้ำทุกสิ้นเดือน สรุป เบี้ยขยันที่ได้ผล เริ่มจากกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน สวัสดิการนี้จะจูงใจได้จริงเมื่อพนักงานรู้ว่าต้องทำอะไรถึงจะได้ และนายจ้างตรวจสอบได้แม่นยำทุกเดือน ตัวเงินอาจไม่ต้องสูงมาก แต่ความชัดเจนและความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้พนักงานเชื่อในระบบ จัดการเงินเดือนและสวัสดิการให้เป็นระบบ เมื่อมีเงินเพิ่มหลายรายการทั้งเบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชัน การคำนวณด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดได้ง่าย PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดการเงินเดือนให้ง่ายขึ้น – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเบี้ยขยัน เบี้ยขยันเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่าเบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน ในทางปฏิบัติ ถ้าบริษัทจ่ายเงินก้อนนี้ทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการมาทำงานเลย อาจถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างได้ จึงควรผูกกับเงื่อนไขการมาทำงานเสมอ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษใช้คำไหนในสัญญาจ้าง ใช้ Attendance Allowance ได้ทั่วไปที่สุด เพราะเป็นคำที่ HR ต่างชาติเข้าใจตรงกัน ถ้าบริษัทคุ้นกับคำว่า Diligent Allowance ก็ใช้ได้เช่นกัน ขอแค่ใช้คำเดียวกันทุกเอกสาร นายจ้างยกเลิกเบี้ยขยันที่เคยจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเบี้ยขยันเขียนไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน การยกเลิกถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ควรแจ้งล่วงหน้าและขอความยินยอมจากพนักงาน ไม่ควรยกเลิกทันทีฝ่ายเดียว เบี้ยขยันให้เท่าไหร่ถึงเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือเทียบกับต้นทุนที่เสียไปเมื่อพนักงานขาดงาน เช่น ต้องจ้างคนแทนหรือส่งของล่าช้า ถ้าอัตราที่ตั้งต่ำกว่าต้นทุนนั้น ก็คุ้มค่าที่จะจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

Holding Company คืออะไร ช่วยเรื่องภาษีจริงไหม แล้วใครควรตั้ง

Holding Company หรือบริษัทโฮลดิ้ง คือบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก รายได้หลักมาจากเงินปันผลของบริษัทลูก ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการเอง ข้อดีที่คนพูดถึงบ่อยคือเรื่องภาษีและการแยกความเสี่ยง แต่ประโยชน์ทางภาษีมีเงื่อนไข และไม่ได้ทำให้ภาษีหายไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในบทความนี้จะมาพูดถึง Holding Company ในทุกด้าน เงื่อนไขทางภาษีต่างๆ ประเภทธุรกิจที่เหมาะกับการใช้งาน ตลอดจนวิธีการตั้งบริษัท Holding Company คืออะไร ทำงานอย่างไร โฮลดิ้งคือบริษัทชั้นกลางที่อยู่ระหว่างตัวเจ้าของกับบริษัทที่ทำธุรกิจจริง แทนที่เจ้าของจะถือหุ้นทุกบริษัทในชื่อตัวเอง ก็ให้บริษัทกลางถือแทน ส่วนเจ้าของถือหุ้นบริษัทกลางนั้นอีกทอดหนึ่ง เงินปันผลจากทุกบริษัทลูกจึงไหลมารวมที่เดียวก่อนตัดสินใจว่าจะนำไปใช้ต่ออย่างไร ตัวอย่างโครงสร้างแบบง่าย เจ้าของถือหุ้นบริษัท H จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้ง แล้วบริษัท H ถือหุ้นบริษัท ก จำกัด ที่ขายสินค้าออนไลน์ และบริษัท ข จำกัด ที่ทำร้านอาหาร ทั้งสองบริษัทยังมีทีมงาน บัญชี และภาษีแยกกันตามปกติ ถ้าอยากทบทวนสิทธิ์และหน้าที่ของคนถือหุ้นก่อน อ่านต่อได้ที่ ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ที่เจ้าของ SME ต้องรู้ บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทในเครือ ต่างกันอย่างไร สามคำนี้ใช้ปนกันบ่อย แต่หมายถึงตำแหน่งในโครงสร้างที่ต่างกัน คำเรียก หมายถึง บริษัทแม่ บริษัทที่ถือหุ้นจนมีอำนาจควบคุมบริษัทอื่น บริษัทโฮลดิ้งมักอยู่ในตำแหน่งนี้ บริษัทลูก บริษัทที่ถูกบริษัทแม่ถือหุ้นและควบคุม เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง บริษัทในเครือ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาจเป็นบริษัทลูกด้วยกันเอง หรือบริษัทที่ถือหุ้นไขว้กันบางส่วน หุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ต่างกันอย่างไร ถ้าเจอคำว่าหุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ หมายถึงบริษัทจดทะเบียนที่รายได้หลักมาจากการถือหุ้นบริษัทอื่น ตลาดหลักทรัพย์มีเกณฑ์เฉพาะเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและอำนาจควบคุมบริษัทหลัก นักลงทุนจึงต้องดูผลประกอบการของบริษัทลูกแต่ละตัว ไม่ใช่ดูแค่งบของโฮลดิ้ง ส่วนเนื้อหาต่อจากนี้เน้นมุมเจ้าของธุรกิจที่คิดจะตั้งโฮลดิ้งของตัวเอง ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงตั้งบริษัทโฮลดิ้ง เจ้าของธุรกิจตั้งบริษัทโฮลดิ้งด้วยเหตุผลหลัก 4 ข้อ คือแยกความเสี่ยงระหว่างธุรกิจ บริหารเงินปันผลไปลงทุนต่อได้คล่องขึ้น วางแผนส่งต่อธุรกิจให้ทายาท และขยายธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม เหตุผลเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อธุรกิจมีหลายบริษัทแล้ว หรือกำลังจะมีในอนาคตอันใกล้ บริษัทโฮลดิ้งกับภาษี ได้ประโยชน์จริงแค่ไหน ประโยชน์ทางภาษีหลักคือเงินปันผลที่บริษัทโฮลดิ้งได้รับจากบริษัทลูก อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวนหรือครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) แต่ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดขึ้นเมื่อบริษัทโฮลดิ้งจ่ายปันผลต่อ จึงเป็นการเลื่อนเวลาเสียภาษี ไม่ใช่ประหยัดภาษีถาวร เงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินปันผลที่ต้องรู้ บริษัทที่ได้รับเงินปันผล สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินปันผล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยที่ถือหุ้นผู้จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และผู้จ่ายไม่ได้ถือหุ้นกลับทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น ยกเว้นครึ่งหนึ่ง ทุกกรณีต้องถือหุ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นมาจนถึงวันที่มีเงินได้ และต้องไม่โอนหุ้นออกไปก่อนครบ 3 เดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ ถ้าขายหุ้นเร็วเกินไปจะเสียสิทธิ์ยกเว้น ตัวอย่าง ถือหุ้นเองเทียบกับถือผ่านบริษัทโฮลดิ้ง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว และประกาศจ่ายเงินปันผล 1,000,000 บาท เจ้าของต้องการนำเงินทั้งหมดไปตั้งร้านสาขาใหม่ กรณีถือหุ้นเอง เงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือ 100,000 บาท เจ้าของได้รับ 900,000 บาท มีเงินไปลงทุนต่อเท่านี้ กรณีถือผ่านบริษัทโฮลดิ้งที่เข้าเงื่อนไขยกเว้นทั้งจำนวน บริษัท H ได้รับเงินปันผลครบ 1,000,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงมีเงินลงทุนร้านสาขาใหม่มากกว่า 100,000 บาท แต่เมื่อไรที่บริษัท H จ่ายปันผลต่อให้เจ้าของ ภาษีเงินปันผล 10% ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ประโยชน์จริงจึงอยู่ที่การได้ใช้เงินก้อนเต็มลงทุนต่อในกลุ่มบริษัท ข้อดีและข้อเสียของ Holding Company Holding Company ช่วยแยกความเสี่ยง บริหารเงินในกลุ่มได้ยืดหยุ่น และวางแผนส่งต่อธุรกิจง่ายขึ้น แต่แลกมากับต้นทุนการดูแลบริษัทเพิ่ม เอกสารที่ซับซ้อนขึ้น และภาระภาษีระหว่างกันที่ต้องทำให้ถูก การตัดสินใจจึงควรดูทั้งสองฝั่งพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่เรื่องภาษีเงินปันผล ข้อดี ข้อเสีย ความเสียหายของบริษัทหนึ่งไม่ลามไปบริษัทอื่น มีค่าทำบัญชี สอบบัญชี และยื่นภาษีเพิ่มอีก 1 บริษัททุกปี นำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้เต็มจำนวน ถ้าเข้าเงื่อนไข ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดเมื่อจ่ายออกจากโฮลดิ้ง โอนหุ้นบริษัทเดียวก็ส่งต่อทั้งกลุ่มได้ ธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มต้องใช้ราคาที่สมเหตุสมผลและมีเอกสาร ตั้งหรือปิดธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม ต้องดูผลประกอบการหลายบริษัทพร้อมกัน ถ้าบัญชีไม่เป็นระบบจะเห็นภาพรวมยาก ธุรกิจแบบไหนควรตั้งบริษัทโฮลดิ้ง แบบไหนยังไม่จำเป็น บริษัทโฮลดิ้งเหมาะกับเจ้าของที่มีตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปหรือกำลังจะมี มีกำไรจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และอยากนำเงินไปลงทุนต่อในกลุ่ม ส่วนธุรกิจที่มีบริษัทเดียวและยังไม่มีแผนขยาย มักได้ไม่คุ้มเสีย เพราะต้นทุนดูแลบริษัทเพิ่มอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้ เหมาะจะตั้ง ถ้าตรงกับข้อเหล่านี้หลายข้อ ยังไม่จำเป็น ถ้าอยู่ในกรณีนี้ ตั้งบริษัทโฮลดิ้งอย่างไร และต้องดูแลอะไรต่อ การตั้งบริษัทโฮลดิ้งใช้ขั้นตอนเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทจำกัดทั่วไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วโอนหุ้นบริษัทเดิมเข้ามาให้บริษัทโฮลดิ้งถือ สิ่งที่ต้องวางแผนมากกว่าการจดทะเบียนคือภาระหลังตั้ง ทั้งบัญชี ภาษี และธุรกรรมระหว่างกันในกลุ่ม 1. จดทะเบียนบริษัทโฮลดิ้ง ใช้ผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน และระบุขอบเขตธุรกิจของบริษัท (ที่เอกสารจดทะเบียนเรียกว่าวัตถุประสงค์) ให้ครอบคลุมการถือหุ้นและลงทุนในบริษัทอื่น ดูรายละเอียดขั้นตอนได้ที่คู่มือจดทะเบียนบริษัท 2. โอนหุ้นบริษัทเดิมเข้าโฮลดิ้ง การขายหรือโอนหุ้นจากตัวเจ้าของให้บริษัทแม่อาจมีภาษีจากกำไรการขายหุ้น ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีคำนวณก่อนโอน เพราะราคาโอนที่ต่ำเกินจริงอาจถูกประเมินภาษีภายหลัง 3. ทำบัญชีและปิดงบให้ครบทุกบริษัท บริษัทแม่ต้องทำบัญชี ยื่นงบการเงิน และยื่นภาษีทุกปีเหมือนบริษัททั่วไป กิจการที่ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs บันทึกเงินลงทุนในบริษัทย่อยด้วยวิธีราคาทุนได้ ซึ่งช่วยให้งานบัญชีไม่ซับซ้อนเกินไป 4. ดูแลธุรกรรมระหว่างกันให้ถูกต้อง เช่น บริษัทในกลุ่มให้กู้ยืมเงินกัน หรือเก็บค่าบริหารจัดการจากบริษัทลูก ต้องมีสัญญา คิดราคาที่สมเหตุสมผล และตรวจเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะของการให้กู้ยืม ถ้ารายได้ของบริษัทเกิน 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) เพิ่มด้วย สรุป – โฮลดิ้งเป็นเครื่องมือจัดโครงสร้าง ไม่ใช่ทางลัดประหยัดภาษี Holding Company มีประโยชน์จริงเมื่อธุรกิจโตจนมีหลายบริษัท และเจ้าของอยากให้เงินหมุนอยู่ในกลุ่มเพื่อขยายต่อ แต่ถ้าตั้งเพียงเพราะได้ยินว่าประหยัดภาษี อาจได้ค่าดูแลบริษัทเพิ่มโดยที่ภาษีเงินปันผลก็ยังต้องเสียเท่าเดิม หลายบริษัทก็ดูภาพรวมได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีบริษัทในเครือมาก ยิ่งต้องการตัวเลขที่ชัดของแต่ละบริษัท PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK วางระบบบัญชีให้พร้อมก่อนขยายโครงสร้างธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Holding Company Holding หมายถึงอะไร Holding แปลตรงตัวว่าการถือครอง ในบริบทธุรกิจหมายถึงการถือหุ้นในบริษัทอื่น บริษัทที่ใช้คำนี้ในชื่อจึงมักเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นเป็นหลัก แต่ชื่อไม่ได้เป็นตัวกำหนดสถานะทางภาษี สิ่งที่กำหนดคือสัดส่วนและระยะเวลาการถือหุ้นจริง บริษัทโฮลดิ้งต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเฉพาะสำหรับบริษัทโฮลดิ้ง ใช้เกณฑ์เดียวกับบริษัทจำกัดทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติควรตั้งทุนให้พอกับมูลค่าหุ้นบริษัทลูกที่จะโอนเข้ามาถือ เพื่อให้โครงสร้างการเงินของโฮลดิ้งสมเหตุสมผล บริษัทโฮลดิ้งต่างจาก Trust หรือการถือหุ้นแทนอย่างไร บริษัทโฮลดิ้งเป็นนิติบุคคลที่ถือหุ้นอย่างเปิดเผยในชื่อตัวเอง มีงบการเงินและเสียภาษีตามปกติ ส่วนการให้คนอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อปกปิดเจ้าของจริงมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง และไม่ควรนำมาใช้แทนการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ส่วน Trust เป็นเครื่องมือทางกฎหมายอีกรูปแบบที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษีหรือกฎหมาย ก่อนตั้งหรือปรับโครงสร้างบริษัท ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง ร้องเรียนได้ที่ไหน มีโทษอะไรบ้าง

ถึงวันเงินเดือนออกแต่ยอดในบัญชีไม่ขยับ ค่าเช่าห้อง ค่างวดรถ และค่าใช้จ่ายในบ้านกองเป็นภูเขา หลายคนเลือกเงียบไว้ก่อนเพราะกลัวเสียงาน ทั้งที่กฎหมายแรงงานไทยให้สิทธิ์ลูกจ้างไว้ชัดเจน และขั้นตอนเรียกร้องก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ถ้านายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้ากว่าที่ตกลง ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ยจากเงินที่ค้างเพิ่มด้วย ส่วนบริษัทที่ไม่จ่ายเงินเดือนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ เรื่องนี้จึงสำคัญกับเจ้าของกิจการพอๆ กับลูกจ้าง เพราะเงินเดือนไม่ออกตรงวันแม้แค่ครั้งเดียว ก็ทำให้ทีมเริ่มมองหางานใหม่ได้แล้ว นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้า ผิดกฎหมายไหม นายจ้างมีความผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 70 กำหนดให้นายจ้าง จ่ายค่าจ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงกันไว้ การที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างเลย จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายช้ากว่ากำหนด จึงถือว่านายจ้างผิดนัด แม้จะอ้างว่าธุรกิจขาดทุนหรือลูกค้ายังไม่โอนเงินมาก็ตาม นายจ้างยังหักเงินเดือนเองตามใจไม่ได้ มาตรา 76 อนุญาตให้หักได้เฉพาะบางรายการ เช่น ภาษีเงินได้ เงินสมทบประกันสังคม หรือรายการที่ลูกจ้างยินยอมเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ยังมีสิทธิ์ไหม มีสิทธิ์เท่ากัน สัญญาจ้างตกลงกันด้วยวาจาก็มีผลตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องมีคือหลักฐานว่าทำงานให้นายจ้างจริง เช่น แชตสั่งงาน ตารางกะ ภาพถ่ายขณะทำงาน หรือประวัติการโอนเงินเดือนงวดก่อนๆ ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้เงินคืนเท่าไร ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มคิดยังไง นอกจากเงินเดือนที่ค้าง ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ย 15% ต่อปีระหว่างที่นายจ้างผิดนัด และถ้านายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลสมควรเกิน 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของเงินที่ค้าง ทุกๆ 7 วัน ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลองดูตัวอย่างพนักงานแพ็กของร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (สมมุติ) เงินเดือน 15,000 บาท ถูกค้างจ่าย 30 วัน ดอกเบี้ย คิดจาก 15,000 × 15% × 30 ÷ 365 ได้ราว 185 บาท เงินเพิ่ม ใช้เฉพาะกรณีจงใจไม่จ่าย โดยคิดครั้งละ 15% ของเงินที่ค้าง หรือ 2,250 บาท ทุกๆ 7 วันที่ยังค้าง เงินส่วนนี้โตเร็วมาก จึงเป็นเหตุผลที่นายจ้างส่วนใหญ่ยอมจ่ายเมื่อเรื่องถึงพนักงานตรวจแรงงาน การคิดจำนวนงวดของเงินเพิ่มในแต่ละคดีอาจต่างกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือศาล ตัวเลขนี้ใช้ดูภาพรวมว่าเงินค้างเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ต้องทำอะไรบ้าง 4 ขั้นตอน เมื่อบริษัทไม่จ่ายเงินเดือน ให้เริ่มจากทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บหลักฐานให้ครบ แล้วยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ถ้ายังไม่ได้ผลจึงฟ้องศาลแรงงาน ลำดับนี้ช่วยให้ได้เงินคืนเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะทั้งการยื่นคำร้องและการฟ้องศาลแรงงานไม่มีค่าธรรมเนียม 1. ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งข้อความหรืออีเมลถึงนายจ้างหรือฝ่ายบุคคล ระบุงวดที่ค้างและจำนวนเงิน เพราะข้อความนี้จะกลายเป็นหลักฐานว่าเราทวงแล้ว และบางครั้งปัญหาก็จบตรงนี้ถ้าเป็นความผิดพลาดของระบบ 2. เก็บหลักฐานให้ครบ เช่น สลิปเงินเดือนงวดก่อน รายการเดินบัญชีที่เคยได้รับเงินเดือน หลักฐานสัญญาจ้าง ทั้งรูปแบบเอกสาร อีเมล หรือแชตตกลงค่าจ้าง และหลักฐานของการทวงถามจากข้อ 1 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงาน ใช้ในการยืนยันจำนวนเงิน 3. ยื่นคำร้องแบบ คร.7 ต่อพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ที่ทำงาน พนักงานตรวจแรงงานต้องสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งภายใน 60 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน 4. ฟ้องศาลแรงงาน หากนายจ้างยังไม่ยอมความ เรื่องราวซับซ้อน หรือไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ลูกจ้างสามารถส่งฟ้องศาลแรงงานได้ แต่ต้องทำการฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ไม่เช่นนั้นคำสั่งจะเป็นที่สุด อย่ารอนานเกินไป เพราะสิทธิ์เรียกค่าจ้างมีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 193/34 (9) หากหมดอายุสิทธิ์แล้ว ลูกจ้างอาจไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอีกต่อไป ช่องทางร้องเรียน ออนไลน์ สายด่วน และสำนักงาน ร้องเรียนนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนได้ 3 ช่องทาง เลือกทางที่สะดวกที่สุด ช่องทาง เหมาะกับใคร สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 แล้วเลือกเมนูกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างที่อยากสอบถามสิทธิ์ ก่อนตัดสินใจยื่นเรื่อง ระบบออนไลน์ e-service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างทั่วไป ที่ต้องการความสะดวก สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ลูกจ้างที่มีหลักฐานเอกสารเยอะ หรืออยากคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงๆ โทษของนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้าง มีอะไรบ้าง นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดมีโทษอาญา 2 ชั้น ชั้นแรกคือโทษจากการไม่จ่ายค่าจ้างเอง ชั้นที่สองคือโทษจากการไม่ทำตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นอกจากนี้ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้ลูกจ้างด้วย การกระทำ โทษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด หรือหักค่าจ้างโดยไม่มีสิทธิ์ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 144) ไม่ทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 151) ทั้งนี้ ถ้านายจ้างยอมทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานครบถ้วน คดีอาญาจะระงับไปตามมาตรา 124/1 ถ้าเป็นนายจ้างที่เงินสดไม่พอจ่ายเงินเดือน ควรทำอย่างไร สิ่งแรกคือพูดกับลูกจ้างตรงๆ ก่อนถึงวันจ่าย และห้ามลดหรือหักเงินเดือนเองโดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ยิ่งถ้าเลือกเงียบหายไป อาจเปลี่ยนจากปัญหาเงินขาดมือ กลายเป็นคดีกับกรมแรงงาน พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม การสื่อสารตรงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า รูปแบบการสื่อสารควรเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบอกทั้งสาเหตุ วันที่จะจ่ายจริง และอาจจ่ายบางส่วนก่อนหากทำได้ เพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน ดีกว่าไม่ได้รับรู้เรื่องอะไรเลย หากต้องหยุดกิจการชั่วคราว ให้ใช้ช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ โดยมาตรา 75 ระบุว่า  ให้นายจ้างที่ต้องหยุดกิจการชั่วคราวเพราะเหตุจำเป็น จ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างระหว่างหยุด โดยต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ  ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ นายจ้างสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือนักกฎหมายแรงงาน เพื่อการรักษาสิทธิ์ และความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย อีกเรื่องที่นายจ้างควรเตรียมคือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้างและจ่ายสมทบในอัตราเท่ากัน ช่วงแรกฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง เงินก้อนนี้ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยิ่งมีรายการที่ต้องหักและนำส่งมากขึ้น ยิ่งควรวางกระแสเงินสดสำหรับเงินเดือนให้ชัด เช่นเดียวกับการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีกำหนดส่งทุกเดือน วิธีป้องกันไม่ให้จ่ายเงินเดือนช้าอีก ปัญหาจ่ายเงินเดือนช้าใน SME ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากเงินเข้าไม่ตรงกับวันที่ต้องจ่าย วิธีป้องกันจึงเน้นที่การมองเงินสดล่วงหน้า กันเงินเดือนไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวด แยกบัญชีสำรองเงินเดือนออกจากบัญชีหมุนเวียน เพราะเงินเดือนเป็นรายจ่ายที่เลื่อนไม่ได้ ต่างจากค่าวัตถุดิบที่ยังต่อรองเครดิตได้ ทำประมาณการเงินสดรายเดือน ดูว่าเงินจากลูกค้าจะเข้าก่อนหรือหลังวันจ่ายเงินเดือน ถ้าลูกค้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายพนักงานทุก 30 วัน ต้องวางแผนเงินทุนหมุนเวียนรองรับ อ่านแนวทางเพิ่มได้ที่วิธีวางแผนการเงินให้ธุรกิจเติบโต ใช้ระบบคำนวณเงินเดือน การคิดเงินเดือน ภาษี และเงินหักต่างๆ ด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดจนต้องแก้และจ่ายช้า ระบบที่คำนวณให้ช่วยลดงานส่วนนี้ได้มาก สรุป การจ่ายเงินเดือนตรงเวลา คือสัญญาใจคนทำงาน สำหรับลูกจ้าง กฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ไว้ชัด ทั้งดอกเบี้ย เงินเพิ่ม และช่องทางร้องเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับนายจ้าง เงินเดือนที่ออกตรงวันคือสัญญาใจกับทีมที่สำคัญไม่แพ้คุณภาพสินค้า เพราะทีมที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนคือทีมที่ทุ่มเทกับงานได้เต็มที่ จ่ายเงินเดือนให้ตรงทุกงวด ด้วยระบบที่คำนวณให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่อยากให้วันเงินเดือนออกเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลุ้น PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการการจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างได้เป็นระบบ ลองใช้ PEAK วางระบบเงินเดือนให้ทีมมั่นใจได้ทุกเดือน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน นายจ้างไม่จ่ายเงิน แจ้งความได้ไหม การไม่จ่ายค่าจ้างเป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่ถ้าเป้าหมายคือได้เงินคืน ช่องทางที่ตรงที่สุดคือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพราะพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยได้โดยตรง ไม่ได้เงินเดือน หยุดงานได้เลยไหม ไม่ควรหยุดเองทันที เพราะถ้าขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างอาจอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือทำงานต่อระหว่างยื่นคำร้อง หรือถ้าตัดสินใจลาออก ให้ยื่นใบลาออกตามขั้นตอนและเรียกร้องเงินที่ค้างต่อ ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายได้ไหม ไม่ได้ การลาออกไม่ได้ทำให้นายจ้างหมดหน้าที่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ทำงานไปแล้ว ลูกจ้างที่ลาออกจึงยื่นคำร้องเรียกเงินงวดสุดท้ายได้เหมือนลูกจ้างปัจจุบัน ภายในอายุความ 2 ปี ถ้าเป็นฝ่ายถูกเลิกจ้าง กฎหมายเข้มกว่านั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างและเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง ตามมาตรา 70 วรรคสอง บริษัทปิดกิจการ ยังเรียกเงินเดือนคืนได้ไหม ได้ ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อน ถ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วนายจ้างยังไม่จ่าย ลูกจ้างขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง (กระทรวงแรงงาน) กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่งปรับปรุงและมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวนเงินที่ได้รับจึงควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่อีกครั้ง ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากมีข้อพิพาท ควรปรึกษาพนักงานตรวจแรงงานหรือนักกฎหมายแรงงานต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง คู่มือภาษีร้านค้าออนไลน์ฉบับเข้าใจง่าย

ยอดขายเข้าบัญชีทุกวัน แต่พอถึงเรื่องภาษี กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ถ้าคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รู้สึกแบบนี้ ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว เพราะเรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ยังเป็นคำถามที่คนค้นหากันมากทุกปี ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง สรุปสั้น ๆ คือ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามรายได้สุทธิ และถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่ภาษีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนยื่นภาษี ตัวอย่างคำนวณจริง ไปจนถึงวิธีเตรียมตัวรับมาตรการคุมเข้มของกรมสรรพากร กรมสรรพากรคุมเข้มจัดเก็บภาษีร้านค้าออนไลน์ ผู้ขายต้องเตรียมตัวอย่างไร กรมสรรพากรเพิ่มความเข้มงวดในการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม e-Commerce และสถาบันการเงินในการตรวจสอบรายได้ของผู้ขาย ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Payment ต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีธุรกรรมตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือยอดรวม 400 ครั้งขึ้นไปที่มูลค่าเกิน 2 ล้านบาทต่อปี ให้กรมสรรพากรทราบ มาตรการที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้ สิ่งที่เปลี่ยนไปจากอดีตคือ กรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมการเงินของผู้ขายออนไลน์ได้โดยตรง ผ่านระบบ e-Payment ของธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ดังนั้นการไม่ยื่นภาษีหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ ใครบ้างที่ถูกตรวจสอบ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ขายที่มียอดโอนเข้าบัญชีจำนวนมากแต่ไม่เคยยื่นภาษี ผู้ขายที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน VAT และผู้ขายที่มียอดธุรกรรมสูงบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ต่าง ๆ ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล), ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เมื่อรายได้เกินเกณฑ์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายในบางกรณี รายละเอียดของแต่ละประเภทมีดังนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ถ้าคุณขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) ต้องนำมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 โดยเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0-35% ตามขั้นบันไดรายได้สุทธิ ตัวอย่างเช่น รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี รายได้สุทธิส่วนที่เกินจะถูกคำนวณตามอัตราขั้นบันได เริ่มจาก 5% สำหรับส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ไปจนถึง 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราพิเศษ คือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000-3 ล้านบาท เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องจดเมื่อไร ผู้ขายของออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ปัจจุบันอัตรา VAT อยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) โดยต้องออกใบกำกับภาษี ให้ผู้ซื้อ และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ข้อควรระวัง คือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ดังนั้นแม้จะขาดทุน แต่ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ก็ต้องจด VAT เช่นกัน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าคุณจ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า ทำกราฟิก หรือจ้างงานบริการอื่น ๆ คุณมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากร เช่น จ้างช่างภาพ 10,000 บาท หักภาษี 3% เท่ากับ 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท แล้วนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินด้วย บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ขายของออนไลน์แบบไหนเสียภาษีต่างกัน หลายคนสงสัยว่าควรขายของในนามบุคคลธรรมดาหรือจดบริษัทดี คำตอบขึ้นอยู่กับรายได้และแผนธุรกิจระยะยาว รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี ก้าวหน้า 0-35% 0-20% จากกำไรสุทธิ หักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริง ตามจริงเท่านั้น (ต้องมีเอกสาร) จดทะเบียน ไม่ต้อง ต้องจดที่ DBD ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า คู่ค้าเชื่อมั่น ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี การจดนิติบุคคลมักประหยัดภาษีมากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคล SME ต่ำกว่าอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดาที่รายได้สูง ขายของออนไลน์เสียภาษียังไง ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับร้านค้าออนไลน์ การทำธุรกิจย่อมมาคู่กับการชำระภาษี ยิ่งสำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์มือใหม่ ควรทำให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งเรื่องความพร้อมด้านเอกสาร วิธีการทำคำนวณรายได้ และรอบยื่นภาษีประจำปี โดยมีขั้นตอน ดังนี้ เตรียมเอกสารและข้อมูลรายได้ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้ – สรุปยอดขายจากทุกช่องทาง (Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop, เว็บไซต์ตัวเอง) – statement บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินจากการขาย – หลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง – ใบกำกับภาษี (ถ้าจด VAT) การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้ตอนยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก คำนวณรายได้สุทธิ สำหรับบุคคลธรรมดา สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ของรายได้ ควรลองคำนวณทั้ง 2 แบบแล้วเลือกแบบที่ได้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพื่อเสียภาษีน้อยลง ยื่นแบบภาษี ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ได้เลย โดยบุคคลธรรมดายื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ส่วนนิติบุคคลยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ถ้ายื่นออนไลน์จะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ชำระภาษี สามารถจ่ายผ่านระบบ e-Filing, ธนาคาร, ATM, Mobile Banking หรือเคาน์เตอร์เซอร์วิส ถ้าภาษีที่ต้องจ่ายเกิน 3,000 บาท สามารถผ่อนชำระ 3 งวดได้ (เฉพาะบุคคลธรรมดา) ตัวอย่างคำนวณภาษีร้านค้าออนไลน์จริง กรณีแม่ค้า Shopee รายได้ 500,000 บาทต่อปี สมมติคุณขายเสื้อผ้าบน Shopee มีรายได้รวม 500,000 บาทต่อปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% – รายได้ 500,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 300,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 140,000 บาท – ภาษีที่ต้องจ่าย เท่ากับ 0 บาท (เพราะรายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท) กรณีนี้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบภาษีตามปกติ กรณีร้านค้า Facebook รายได้ 2 ล้านบาทต่อปี สมมติคุณขายสินค้าผ่าน Facebook และ TikTok Shop รายได้รวม 2,000,000 บาทต่อปี กรณีนี้รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จึงต้องจดทะเบียน VAT ด้วย – รายได้ 2,000,000 บาท – หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เท่ากับ 1,200,000 บาท – หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท – รายได้สุทธิ เท่ากับ 740,000 บาท คำนวณภาษีตามขั้นบันไดดังนี้ รายได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีที่ต้องจ่าย (บาท) 0-150,000 ยกเว้น 0 150,001-300,000 5% 7,500 300,001-500,000 10% 20,000 500,001-740,000 15% 36,000 รวมภาษีที่ต้องจ่าย 63,500 นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ยังต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน และออกใบกำกับภาษีด้วย ภาษีขายของบน Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop ต่างกันตรงไหน ในแง่ของกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ภาระภาษีเหมือนกันทุกประการ เพราะภาษีคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้คิดจากแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างกันคือ ค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ (กรณีเลือกหักตามจริง) เช่น ค่า commission ของ Shopee, ค่า shipping fee ที่แพลตฟอร์มหัก หรือค่า ads บน Facebook ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่หักภาษีได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องรวมรายได้จากทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเมื่อคำนวณภาษี ห้ามแยกคำนวณทีละแพลตฟอร์ม 5 สิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเตรียมรับมาตรการสรรพากรคุมเข้ม ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายการ เพื่อให้ข้อมูลรายรับ-รายจ่ายเป็นระบบ พร้อมออกรายงานได้ทันทีเมื่อถูกตรวจสอบ เก็บหลักฐานรายรับ-รายจ่ายให้ครบ ทั้งยอดขายจากแพลตฟอร์ม statement ธนาคาร และใบเสร็จค่าใช้จ่าย เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 5 ปี ยื่นภาษีให้ตรงเวลาทุกปี แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ก็ควรยื่นแบบเพื่อแสดงว่ามีการรายงานรายได้ถูกต้อง ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์จด VAT หรือยัง ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน ถ้าไม่จดจะมีโทษปรับ แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีร้านค้า เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและพิสูจน์รายได้จากการขายจริง สรุป ขายของออนไลน์เรื่องภาษีไม่ได้ยากอย่างที่คิด เรื่องภาษีร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ซับซ้อนถ้าเข้าใจหลักง่าย ๆ คือ รายได้ทุกบาทต้องนำมายื่นภาษี ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และการเก็บเอกสารให้ครบคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อถูกตรวจสอบ ยิ่งกรมสรรพากรเข้มงวดขึ้น การจัดการบัญชีและภาษีอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณขายของออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี คำนวณ VAT และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ลดความยุ่งยากในการจัดการเอกสารและเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีขายของออนไลน์ ขายของออนไลน์รายได้เท่าไรถึงต้องเสียภาษี ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบภาษี แต่จะเริ่มเสียภาษีจริงเมื่อรายได้สุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน) เกิน 150,000 บาทต่อปี ส่วนการจดทะเบียน VAT จะเกิดขึ้นเมื่อรายได้ (ยอดขายรวม) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กัน ร้านค้าเล็ก ๆ ยื่นภาษีอย่างไร ร้านค้าขนาดเล็กที่ขายในนามบุคคลธรรมดา ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้โดยไม่ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกรายการ วิธีนี้เหมาะกับร้านที่ค่าใช้จ่ายจริงน้อยกว่า 60% ของรายได้ ขายของบนเฟซบุ๊กเสียภาษีเหมือนกับ Shopee หรือไม่ เหมือนกันทุกประการในแง่ภาระภาษี เพราะกฎหมายคิดจากรายได้ของผู้ขาย ไม่ได้แยกตามแพลตฟอร์ม สิ่งที่ต่างคือค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์มที่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต้องเสียภาษีอะไรเพิ่ม ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หลังจดแล้วต้องเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน สิ่งสำคัญคือ คำว่ารายได้ที่ใช้คำนวณหมายถึงยอดขายรวม ไม่ใช่กำไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก