ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

Negative Income Tax คืออะไร สรุประบบภาษีเงินได้ติดลบที่คนไทยต้องรู้จัก

หลายคนเห็นคำว่า Negative Income Tax แล้วรู้สึกตกใจ เพราะข่าวบอกว่าคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าหรือฟรีแลนซ์ที่ไม่เคยยื่นมาก่อน แต่จริงๆ แล้ว ระบบนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แถมยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐกลับมาด้วย บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้ติดลบ ทำงานยังไง กระทบใครบ้าง และผู้ประกอบการ SME รวมถึงคนทำอาชีพอิสระต้องเตรียมตัวอย่างไร Negative Income Tax คืออะไร (ภาษีเงินได้ติดลบ) Negative Income Tax หรือ NIT คือระบบภาษีที่ทำหน้าที่สองทาง ถ้ามีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็เสียภาษีตามปกติ แต่ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนกลับมาให้แทน พูดง่ายๆ คือ ระบบภาษีกับระบบสวัสดิการรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องแยกยื่นภาษีทางหนึ่ง แล้วไปขอสวัสดิการอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติรัฐกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 บาทต่อปี และอัตราอุดหนุน 50% ทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อขอสวัสดิการแยกต่างหาก Milton Friedman ผู้คิดค้น Negative Income Tax แนวคิด NIT ถูกเสนอครั้งแรกโดย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ในหนังสือ Capitalism and Freedom Friedman มองว่าระบบสวัสดิการแบบเดิมมีปัญหาหลายจุด ทั้งซ้ำซ้อน ตกหล่น และสิ้นเปลือง เขาเสนอว่าถ้ารวมภาษีกับสวัสดิการเป็นระบบเดียว จะช่วยลดความซับซ้อน ลดต้นทุนบริหาร และทำให้เงินถึงมือคนที่ต้องการจริง แม้จะเป็นแนวคิดจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลไทยกำลังศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย โดยตั้งเป้าให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีเดียวกัน (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) NIT กับ UBI (Universal Basic Income) ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า NIT กับ UBI เหมือนกันไหม คำตอบคือไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองระบบจะมีเป้าหมายช่วยเหลือคนรายได้น้อยเหมือนกัน เรื่อง Negative Income Tax (NIT) Universal Basic Income (UBI) ใครได้รับเงิน เฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ทุกคนได้เท่ากันหมด ไม่ว่ารวยหรือจน เงื่อนไข ต้องยื่นภาษีเพื่อแสดงรายได้ ไม่มีเงื่อนไข งบประมาณ ใช้น้อยกว่า เพราะจ่ายเฉพาะกลุ่มที่ต้องการ ใช้มหาศาล เพราะจ่ายทุกคน NIT จึงเหมาะกับประเทศที่มีงบประมาณจำกัดมากกว่า เพราะเงินอุดหนุนถูกส่งตรงไปยังคนที่ต้องการจริง Negative Income Tax ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ NIT ไม่ซับซ้อน ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร ระบบจะคำนวณอัตโนมัติว่าคนๆ นั้นต้องเสียภาษีหรือได้รับเงินอุดหนุน ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ทำไมคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษีในระบบ NIT เหตุผลหลักคือ รัฐต้องรู้รายได้ที่แท้จริงของทุกคน เพื่อจะตัดสินได้ว่าใครควรเสียภาษีและใครควรได้รับเงินอุดหนุน ปัจจุบันคนไทยที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงราว 10-11 ล้านคนจากประชากรวัยทำงานกว่า 38 ล้านคน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – สถิติการยื่นแบบ) ซึ่งหมายความว่าคนอีกกว่า 20 ล้านคนยังอยู่นอกระบบภาษี ถ้าไม่มีข้อมูลรายได้ของทุกคน รัฐก็ไม่สามารถส่งเงินอุดหนุนถูกคนได้ การยื่นภาษีจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี แต่เป็นการแจ้งรายได้เพื่อให้ระบบทำงานได้ คนที่เคยไม่ต้องยื่นภาษี ระบบใหม่เปลี่ยนอะไร ปัจจุบันคนที่มีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ต้องยื่นแบบภาษี แต่ในระบบ NIT ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สิ่งที่เปลี่ยนคือ กลุ่มนี้ต้องเรียนรู้วิธียื่นภาษีและจัดเก็บเอกสารรายได้-รายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน Negative Income Tax ต่างจากระบบภาษีปัจจุบันอย่างไร ระบบภาษีปัจจุบันทำงานทางเดียว คือเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ส่วนคนรายได้น้อยต้องไปขอสวัสดิการแยกต่างหาก เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ NIT เปลี่ยนให้ทำงานสองทางในระบบเดียว เรื่อง ระบบภาษีปัจจุบัน ระบบ NIT ใครต้องยื่น เฉพาะคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ ทุกคนที่มีรายได้ คนรายได้น้อย ต้องไปลงทะเบียนขอสวัสดิการแยก ได้รับเงินอุดหนุนอัตโนมัติผ่านระบบภาษี ข้อมูลรายได้ รัฐมีข้อมูลไม่ครบ รัฐมีข้อมูลรายได้ของทุกคน ความซ้ำซ้อน สวัสดิการหลายโครงการ ซ้ำซ้อนกัน รวมเป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน ผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการไทย สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ทำบัญชีและยื่นภาษีอยู่แล้ว ผลกระทบโดยตรงอาจไม่มากนัก เพราะระบบภาษีนิติบุคคลยังทำงานเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ พนักงานและลูกจ้างทุกคนจะต้องอยู่ในระบบภาษี ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบอยู่แล้วจะได้เปรียบ เพราะข้อมูลพร้อมส่งต่อให้พนักงานใช้ยื่นภาษีได้ทันที ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าธุรกิจใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์เพื่อจัดการรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกอัตโนมัติ ไม่ต้องไปรวบรวมทีหลัง คนไม่เคยยื่นภาษี-อาชีพอิสระ เตรียมตัวอย่างไร สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ไม่เคยยุ่งกับเรื่องภาษีมาก่อน อาจรู้สึกกังวล แต่หลักการเตรียมตัวไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นตอนเริ่มต้นยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบ สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย ขั้นตอนเริ่มต้นมีดังนี้ สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องกลัวว่ายื่นแล้วจะต้องเสียภาษีทุกกรณี เพราะถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ในระบบ NIT คุณจะได้รับเงินอุดหนุนกลับมาแทน เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม เอกสาร ใช้ทำอะไร บัตรประชาชน สมัครเลขผู้เสียภาษี ยืนยันตัวตน หลักฐานรายได้ทั้งปี (สลิปเงินเดือน ยอดขาย ใบเสร็จ) แจ้งรายได้รวมเพื่อคำนวณภาษี หลักฐานค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ) ใช้หักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้ลดภาษีที่ถูกหักไปแล้วระหว่างปี หลักฐานค่าลดหย่อน (ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ลดฐานภาษีให้ต่ำลง ถ้ายังไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร การเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีหรือแอปบันทึกรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้ข้อมูลพร้อมใช้ตอนยื่นภาษีออนไลน์ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมทีหลัง โทษหากไม่ยื่นภาษี ตามประมวลรัษฎากร การไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนดมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ไม่ว่าจะอยู่ในระบบภาษีปัจจุบันหรือระบบ NIT ในอนาคต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม โทษอาญา บทลงโทษแบ่งเป็น 3 ระดับ เบี้ยปรับ คือค่าปรับที่เกิดจากการยื่นแบบไม่ถูกต้อง เช่น แจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยทั่วไปเสียเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 22 และ 26 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าไปยื่นเองก่อนได้รับหมายเรียก กรมสรรพากรมีนโยบายลดเบี้ยปรับได้ (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542) เงินเพิ่ม คือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีล่าช้า คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระ ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ยิ่งจ่ายช้า ยอดก็ยิ่งเพิ่ม โทษอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนกรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับผู้ประกอบการ SME การมีระบบบัญชีที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มาก เพราะข้อมูลรายได้-รายจ่ายจะถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปแก้ไขทีหลัง บทสรุป Negative Income Tax กับสิ่งที่ต้องเตรียม Negative Income Tax ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นระบบที่จะทำให้ภาษีและสวัสดิการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทุกคนควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้คือ ยิ่งเตรียมตัวเร็วเท่าไร ยิ่งสบายตอนระบบเริ่มใช้งานจริง ให้ PEAK ช่วยจัดการบัญชีและภาษีให้ธุรกิจของคุณ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารภาษี และสร้างรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าระบบภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบจะช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้เสมอ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Negative Income Tax Negative Income Tax เริ่มใช้เมื่อไร รัฐบาลไทยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบ NIT ในปีภาษี 2570 (ค.ศ. 2027) แต่รายละเอียดและกำหนดเวลาที่แน่นอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบาย ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นระยะ ถ้ารายได้น้อยมาก ยื่นแล้วต้องเสียภาษีไหม ไม่จำเป็น ในระบบ NIT คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย การยื่นภาษีจึงเป็นประโยชน์สำหรับคนรายได้น้อย ไม่ใช่ภาระ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีด้วยไหม ต้องยื่น เพราะระบบ NIT กำหนดให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากการขายของออนไลน์ หรือรายได้ฟรีแลนซ์ ทางที่ดีคือเริ่มบันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมตอนยื่น NIT จะมาแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไหม แนวทางของ NIT คือรวมระบบสวัสดิการเข้ากับระบบภาษีเป็นระบบเดียว ซึ่งอาจทดแทนหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต แต่รายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาของรัฐบาล ผู้ประกอบการ SME ต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม สำหรับผู้ประกอบการที่ทำบัญชีและยื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ควรตรวจสอบว่าระบบบัญชีของธุรกิจสามารถออกเอกสารรับรองรายได้ให้พนักงานได้ครบถ้วน เพราะพนักงานทุกคนจะต้องยื่นภาษีเช่นกันธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

Proforma Invoice คืออะไร และสำคัญอย่างไร Proforma Invoice คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งรายการ ราคา และเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้ขออนุมัติงบ เปิด L/C หรือโอนเงินมัดจำ แต่ตัวเอกสารเองยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน และไม่ใช่ใบกำกับภาษี พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice เป็นร่างใบแจ้งหนี้ที่หน้าตาคล้ายใบแจ้งหนี้จริง แต่ออกก่อนที่การขายจะเกิดขึ้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับรูปแบบไว้ จึงใช้ได้ทั้งการค้าในประเทศและการนำเข้าส่งออก สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน Proforma Invoice แปลว่าอะไร Proforma Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น หรือใบแจ้งราคาล่วงหน้า คำว่า pro forma มาจากภาษาละติน แปลว่าตามรูปแบบ สื่อว่าเอกสารนี้ทำตามรูปแบบใบแจ้งหนี้ แต่ยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ตัวจริง ในวงการนำเข้าส่งออกมักย่อว่า PI และบางครั้งสะกดแยกเป็น pro forma invoice ทั้งสองแบบหมายถึงเอกสารเดียวกัน Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ใบเสนอราคา และใบกำกับภาษีอย่างไร ความต่างอยู่ที่จังหวะการออกและผลทางบัญชี Proforma Invoice ออกก่อนการขายเกิดขึ้น จึงยังไม่บันทึกเป็นรายได้หรือลูกหนี้ ส่วนใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีออกเมื่อการขายเกิดขึ้นแล้ว และใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ ตารางเปรียบเทียบ Proforma Invoice กับเอกสารที่มักสับสนกัน เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้ทำอะไร ใช้บันทึกบัญชีหรือภาษีได้ไหม ใบเสนอราคา (Quotation) ตอนลูกค้าขอราคา เสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าเลือก ไม่ได้ Proforma Invoice หลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ขออนุมัติงบ เปิด L/C เรียกมัดจำ ไม่ได้ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เมื่อส่งมอบหรือถึงงวดเรียกเก็บ แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องจ่าย ได้ บันทึกรายได้และลูกหนี้ Commercial Invoice ตอนส่งสินค้าออกจริง เอกสารการค้าระหว่างประเทศ ใช้ผ่านพิธีการศุลกากร ได้ ในฐานะหลักฐานการขายส่งออก ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เมื่อความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ ได้ อ่านตารางนี้อย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนหรือหลังใบสั่งซื้อ (PO) ออกได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ฝั่งผู้ซื้อ ลูกค้าที่ต้องขออนุมัติงบมักขอ Proforma ก่อน แล้วจึงออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ส่วนลูกค้าที่ออก PO มาก่อน ผู้ขายจะออก Proforma ตามรายการใน PO เพื่อเรียกมัดจำหรือให้ลูกค้าไปเปิด L/C ลำดับเอกสารที่พบบ่อยในการขายแบบมีมัดจำ เป็นแบบนี้ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → Proforma Invoice → รับมัดจำและออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำ → ส่งมอบสินค้า → ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ → ใบเสร็จรับเงิน Proforma Invoice ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม คือ ข้อมูลคู่ค้า รายการสินค้าและราคา เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขการชำระเงิน และวันหมดอายุของราคา ไม่มีกฎหมายกำหนดหัวข้อตายตัว แต่ถ้าใช้เปิด L/C ธนาคารจะตรวจว่าข้อมูลตรงกับสัญญาซื้อขาย กลุ่มข้อมูล สิ่งที่ต้องระบุ ทำไมถึงสำคัญ หัวเอกสาร คำว่า PROFORMA INVOICE เลขที่ วันที่ กันไม่ให้ลูกค้านำไปใช้แทนใบกำกับภาษี คู่ค้า ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้ตรงกับเอกสารฉบับจริงที่จะออกต่อไป สินค้าและราคา รายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย สกุลเงิน ยอดรวม VAT (ถ้ามี) ลูกค้าใช้ขออนุมัติงบได้ทันที การส่งมอบ วันส่ง สถานที่ส่ง และสำหรับส่งออกให้ระบุเงื่อนไข Incoterms เช่น FOB หรือ CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงช่วงไหน การชำระเงินและอายุราคา สัดส่วนมัดจำ ช่องทางจ่าย บัญชีธนาคาร วันหมดอายุของราคา กันข้อพิพาทเมื่อต้นทุนเปลี่ยน คำว่า Incoterms หมายถึงกติกาสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงของสินค้าถึงจุดไหน ใส่ไว้ใน Proforma ตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องค่าระวางภายหลัง สำหรับงานส่งออก ควรเพิ่มพิกัดศุลกากร (HS Code คือรหัสสินค้ามาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดอัตราอากร) น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ประเทศต้นทาง และท่าเรือต้นทางปลายทาง เพราะผู้ซื้อจะใช้ข้อมูลชุดนี้ไปประมาณต้นทุนนำเข้าทั้งก้อน ทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากร และ VAT นำเข้า ตัวอย่าง Proforma Invoice หน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่างนี้ใช้กรณีสมมติของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โรงแรมของคุณต้นในเชียงใหม่ต้องการกระเป๋าใส่ของใช้ในห้องพัก 400 ใบ และขอ Proforma ไปเสนอผู้บริหาร หัวข้อ รายละเอียด หัวเอกสาร PROFORMA INVOICE (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) เลขที่ PI-2569-015 วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผู้ขาย บริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-5055-6xxxx-xx-x ผู้ซื้อ บริษัท คุณต้นโฮเทล จำกัด (สำนักงานใหญ่) รายการ กระเป๋าผ้าทอมือ ขนาด 25 × 30 ซม. 400 ใบ × 250 บาท = 100,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 × 7% = 7,000 บาท ยอดรวม 107,000 บาท การชำระเงิน มัดจำ 30% = 32,100 บาท ก่อนเริ่มผลิต ส่วนที่เหลือ 74,900 บาท ภายใน 30 วันหลังส่งมอบ การส่งมอบ ส่งถึงโรงแรมภายใน 45 วันหลังรับมัดจำ อายุราคา ราคานี้ใช้ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 จุดที่มักถูกมองข้ามคือบรรทัด ไม่ใช่ใบกำกับภาษี บนหัวเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าบางแห่งอาจนำไปบันทึกภาษีซื้อผิดงวด และวนกลับมาขอเอกสารใหม่ภายหลัง รับเงินมัดจำตาม Proforma Invoice ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ต้องออก ถ้าผู้ขายจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเสียภาษีโดยปกติเกิดเมื่อส่งมอบ แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดจะเกิดทันทีในวันที่รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1)) และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น (มาตรา 86) กรมสรรพากรอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดในคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ว่าเงินที่รับไว้ก่อนส่งมอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินประกัน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วย ส่วนงานบริการ ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการอยู่แล้ว (มาตรา 78/1) พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice ไม่ได้ทำให้ภาษีเกิด แต่เงินที่โอนเข้ามาตาม Proforma ทำให้ภาษีเกิด กลับมาที่คุณมิ้นท์ โรงแรมของคุณต้นโอนมัดจำ 32,100 บาท เข้ามาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คุณมิ้นท์ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 5 พฤศจิกายน และนำภาษีขายไปยื่นในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนพฤศจิกายน ภาษีขายรวม 2 ใบ เท่ากับ 7,000 บาท ตรงกับยอดใน Proforma พอดี ถ้าออกใบกำกับภาษีเต็มยอด 107,000 บาท ตอนส่งของโดยไม่ได้ออกใบส่วนมัดจำไว้ก่อน ภาษีขาย 2,100 บาท จะไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคมแทนเดือนพฤศจิกายน ถ้าถูกตรวจพบ แบบเดือนพฤศจิกายนจะถือว่ายื่นภาษีขายขาด มีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ขาด หรือ 2,100 บาท (มาตรา 89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ 31.50 บาท ต่อเดือน (มาตรา 89/1) ทางที่ดีที่สุดคือออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำในวันที่เงินเข้าบัญชี ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้าขอยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วคุณมิ้นท์คืนมัดจำ ให้ออกใบลดหนี้ (เอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อลดยอดขายและภาษีขายที่เคยออกไปแล้ว) อ่านวิธีทำได้ที่บทความ ใบลดหนี้คืออะไร บันทึกบัญชีเมื่อรับมัดจำและเมื่อส่งมอบสินค้าอย่างไร ตอนรับมัดจำ ให้บันทึกเป็นหนี้สินในบัญชีเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ยังไม่ใช่รายได้ เพราะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศใช้ รายได้จากการขายสินค้าจะรับรู้เมื่อโอนการควบคุมหรือความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันส่งมอบ วันที่ 5 พ.ย. 2569 รับมัดจำ บัญชี เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 32,100 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 ภาษีขาย 2,100 วันที่ 20 ธ.ค. 2569 ส่งมอบกระเป๋าครบ 400 ใบ และออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 74,900 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 4,900 หลังรายการที่สอง บัญชีเงินรับล่วงหน้าเป็นศูนย์ รายได้ 100,000 บาท ไปอยู่ในเดือนธันวาคมทั้งก้อน ส่วนวันที่ออก Proforma Invoice เองไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ ถ้าเป็น Proforma Invoice สำหรับส่งออก ต้องคิด VAT ไหม คิด VAT ในอัตราร้อยละ 0 การส่งออกสินค้าเป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 (มาตรา 80/1(1)) Proforma สำหรับลูกค้าต่างประเทศจึงไม่ต้องบวก VAT 7% แต่ยังต้องทำเอกสารส่งออกและยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามปกติ สมมติลูกค้าร้านขายของที่ระลึกในญี่ปุ่นสั่งกระเป๋าจากคุณมิ้นท์ 1,000 ใบ ราคาใบละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระด้วย L/C เงื่อนไข FOB Laem Chabang (Free On Board คือผู้ขายรับผิดชอบจนสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังจากนั้นค่าขนส่งและความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ) ข้อควรระวังคือชื่อสินค้า จำนวน และราคาใน Commercial Invoice ตอนส่งของจริงต้องตรงกับ L/C ที่เปิดตาม Proforma ถ้าเปลี่ยนสเปกหรือจำนวนระหว่างทาง ควรให้ลูกค้าแก้ L/C ก่อนส่งของ ไม่อย่างนั้นธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proforma Invoice จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่อง Proforma แทบไม่เคยมาจากตัวเอกสาร แต่มาจากสิ่งที่เกิดหลังลูกค้าโอนเงินเข้ามา สรุป – Proforma Invoice ต้องเข้าใจอะไรบ้าง Proforma Invoice เป็นแค่เอกสารแจ้งราคาล่วงหน้า แต่เงินที่ลูกค้าโอนตามเอกสารนี้คือจุดที่ภาระภาษีเริ่มต้น Proforma Invoice ออกหลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ใช้ขออนุมัติงบ เปิด L/C และเรียกมัดจำ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ใช้บันทึกรายได้หรือขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ขายที่จด VAT รับมัดจำวันไหน ต้องออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำวันนั้น และบันทึกมัดจำเป็นเงินรับล่วงหน้า แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเปิด Proforma Invoice ที่ลูกค้ายังค้างอยู่ทั้งหมด แล้วเช็กว่ารายการไหนรับมัดจำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี รายการนั้นควรแก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป จัดการเอกสารและภาษีมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK ปัญหาที่พบบ่อยของหลายธุรกิจไม่ใช่เรื่องไม่รู้กฎหมาย แต่เป็นเพราะเอกสารแต่ละใบกระจัดกระจายอยู่คนละไฟล์ จนตามเช็กได้ยาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ ด้วยระบบเอกสารที่เชื่อมต่อกันทั้งกระบวนการขาย สามารถสร้างใบกำกับภาษีแบบแยกยอดจากเอกสารเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะมัดจำได้ครบถ้วน และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นใจทุกเดือน – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proforma Invoice ผู้ซื้อใช้ Proforma Invoice ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ถ้าโอนมัดจำไปแล้ว ให้ขอใบกำกับภาษีส่วนมัดจำจากผู้ขาย แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี ออก Proforma Invoice แล้ว ลูกค้ายกเลิกได้ไหม ได้ ถ้ายังไม่ได้ยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะ Proforma เป็นเพียงข้อเสนอแจ้งราคา แต่ถ้าลูกค้าลงนามยืนยันหรือโอนมัดจำแล้ว การยกเลิกจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เมื่อคืนเงิน กิจการที่ยังไม่จด VAT ออก Proforma Invoice ได้ไหม ได้ ใครก็ออก Proforma Invoice ได้ เพียงแต่ต้องไม่บวก VAT ในเอกสาร และเมื่อรับเงินมัดจำ ให้ออกใบเสร็จรับเงินแทนใบกำกับภาษี แก้ไขยอดใน Proforma Invoice หลังส่งให้ลูกค้าแล้วได้ไหม ได้ ให้ออก Proforma ฉบับใหม่ระบุเลขที่ฉบับเดิมที่ยกเลิก ถ้าลูกค้าเปิด L/C ตามฉบับเดิมไปแล้ว ต้องให้ลูกค้าแก้ L/C ด้วย ยอดในเอกสารส่งออกจึงจะตรงกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

อัตราดอกเบี้ย MRR MLR MOR คืออะไร ต่างกันอย่างไร วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจ

MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้ คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้ MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้ MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่ OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้ MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี อัตรา ชื่อเต็ม ลูกค้าที่อ้างอิง ประเภทสินเชื่อ ตัวอย่างของคุณบี MLR Minimum Loan Rate รายใหญ่ชั้นดี เงินกู้มีระยะเวลา เงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี MOR Minimum Overdraft Rate รายใหญ่ชั้นดี วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) วงเงิน OD 500,000 บาท MRR Minimum Retail Rate รายย่อยชั้นดี สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี) ธนาคาร MLR MOR MRR กรุงเทพ 6.350 6.500 6.500 กสิกรไทย 6.520 6.340 6.580 กรุงไทย 6.300 6.270 6.845 ไทยพาณิชย์ 6.350 6.275 6.575 กรุงศรีอยุธยา 6.550 6.375 6.670 ทหารไทยธนชาต (ttb) 6.950 6.600 7.105 อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569 ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว อัตราของไทยพาณิชย์ ก่อน 2 มี.ค. 2569 ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569 ลดลง MLR 6.400% 6.350% 0.050% MOR 6.425% 6.275% 0.150% MRR 6.675% 6.575% 0.100% อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569 อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง ข้อความในสัญญา อัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง) ดอกเบี้ยจริงต่อปี MRR − 2.75% MRR 6.58% 6.58 − 2.75 = 3.83% MLR + 0.5% MLR 6.52% 6.52 + 0.5 = 7.02% MOR + 1% MOR 6.34% 6.34 + 1 = 7.34% ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี ข้อเสนอ MOR ของธนาคาร ส่วนต่าง ดอกเบี้ยจริง ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ธนาคาร ก 6.34% + 1.00% 7.34% 22,020 บาท ธนาคาร ข 6.275% + 1.25% 7.525% 22,575 บาท ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน รายการ เงินกู้ซื้อเตาอบ วงเงิน OD อัตราในสัญญา MLR + 0.5% = 7.02% MOR + 1% = 7.34% ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ย เงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาท เบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท จำนวนวัน 31 วัน (งวดแรก) 20 วัน การคำนวณ 2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365 300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365 ดอกเบี้ย 11,924.38 บาท 1,206.58 บาท OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว MLR เปลี่ยน MLR ดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%) ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ลดลง 0.25% 6.27% 6.77% 135,400 บาท เท่าเดิม 6.52% 7.02% 140,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.25% 6.77% 7.27% 145,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.50% 7.02% 7.52% 150,400 บาท ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5% บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 11,924.38 เงินฝากธนาคาร 11,924.38 ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร ความต้องการใช้เงิน สินเชื่อที่เหมาะ อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่ เงินกู้มีระยะเวลา MLR ± ส่วนต่าง จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงิน วงเงิน OD MOR ± ส่วนต่าง ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของ สินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน MRR ± ส่วนต่าง ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม MRR ปัจจุบันเท่าไร ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (รายงานสินค้าคงเหลือ) สรุปข้อมูลที่ต้องมี ใครต้องทำ

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คืออะไร รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คือ รายงานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งขายสินค้า ต้องจัดทำตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อบันทึกปริมาณสินค้าและวัตถุดิบที่รับเข้า จ่ายออก และคงเหลือของแต่ละสถานประกอบการ หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่ารายงานสินค้าคงเหลือ หรือรายงานสต๊อกตามแบบสรรพากร รายงานนี้ไม่ต้องยื่นส่งกรมสรรพากรทุกเดือนแบบ ภ.พ.30 แต่ต้องจัดทำไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจได้ตลอดเวลา รูปแบบและวิธีบันทึกเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ซึ่งกำหนดรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ในประกาศเดียวกัน สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จด VAT และขายสินค้า เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัทขายอุปกรณ์และวัตถุดิบเบเกอรี่ที่จด VAT แล้ว มีหน้าร้าน 2 สาขา ขายทั้งแป้ง เนย และพิมพ์อบขนม รายงานตามแบบสรรพากรต่างจาก Stock Card และใบตรวจนับอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แต่ทำหน้าที่ต่างกัน เอกสาร ใครกำหนด ใช้ทำอะไร รายงานตามแบบสรรพากร กฎหมาย VAT (มาตรา 87(3) และประกาศฉบับที่ 89) หลักฐานปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจ Stock Card (บัตรคุมสินค้า) กิจการกำหนดเอง ติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าแต่ละรายการในคลัง ใช้ภายใน ใบตรวจนับสินค้า กิจการกำหนดเอง บันทึกผลนับของจริง ณ วันที่นับ เพื่อเทียบกับรายงาน ถ้า Stock Card ของกิจการบันทึกข้อมูลครบตามที่ประกาศกำหนดและแยกตามสถานประกอบการ ก็ใช้เป็นฐานทำรายงานตามแบบสรรพากรได้ ส่วนใบตรวจนับใช้ยืนยันว่าตัวเลขในรายงานตรงกับของจริง วิธีนับสต๊อกอ่านต่อได้ที่บทความ นับสต๊อกสินค้าอย่างไรให้แม่นยำ ใครต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าเป็นผู้จัดทำ ธุรกิจที่ให้บริการอย่างเดียวจึงไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนธุรกิจที่ทั้งขายสินค้าและให้บริการ ต้องทำรายงานสำหรับส่วนที่เป็นสินค้า ธุรกิจบางประเภทมีรายงานตามกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว ประกาศจึงให้ใช้รายงานนั้นแทนได้ ประเภทธุรกิจ รายงานที่ใช้แทน โรงเลื่อยและค้าไม้ บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ค้าของเก่า บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า ร้านค้าปลอดอากร บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ธุรกิจน้ำมัน รายงานตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวแทนที่รับฝากขายสินค้าให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน ก็มีหน้าที่ทำรายงานนี้สำหรับสินค้าที่รับฝากขายด้วย ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องหน้าที่ของตัวแทน รายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ประกาศฉบับที่ 89 ให้บันทึกตามปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบที่รับเข้าและจ่ายออกจริง โดยมีเอกสารการรับและจ่ายประกอบทุกรายการ ในทางปฏิบัติรายงานจึงแบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วน และควรเทียบหัวคอลัมน์กับแบบฟอร์มรายงานสินค้าและวัตถุดิบท้ายประกาศอีกครั้งก่อนใช้จริง ส่วนหัวรายงาน ส่วนรายการ ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการมาก บันทึกรวมเป็นกลุ่มสินค้าแทนการแยกรายตัวได้ตามข้อ 9 วรรคสาม และถ้าบันทึกยอดรวมรายวัน ต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น เอกสารที่ใช้ประกอบมักมีดังนี้ ประเภทรายการ เอกสารประกอบ รับสินค้าที่ซื้อ ใบกำกับภาษีซื้อ ใบส่งของ ใบรับสินค้า จ่ายสินค้าที่ขาย ใบกำกับภาษีขาย ใบส่งของ โอนระหว่างสาขา ใบโอนสินค้า รับคืนจากลูกค้า ใบลดหนี้ เบิกวัตถุดิบไปผลิต ใบเบิกวัตถุดิบ ต้องบันทึกเมื่อไร และต้องแยกตามสาขาไหม ต้องบันทึกภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหรือจ่ายสินค้า ตามข้อ 9 ของประกาศฉบับที่ 89 รายการที่รับหรือจ่ายวันจันทร์จึงต้องลงรายงานภายในวันพฤหัสบดี ถ้าไม่มีวันหยุดคั่น กิจการที่มีหลายสถานประกอบการต้องทำรายงานแยกตามแต่ละสถานประกอบการตามข้อ 5 แม้จะได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 รวมกันก็ตาม ส่วนการแยกรายงานย่อยตามแผนกหรือประเภทสินค้าทำได้ตามข้อ 4 ในกรณีของคุณมิ้นท์ สาขา 1 และสาขา 2 ต้องมีรายงานของตัวเอง เมื่อสาขา 1 โอนแป้งไปสาขา 2 รายงานของสาขา 1 บันทึกเป็นจ่ายออก และรายงานของสาขา 2 บันทึกเป็นรับเข้า โดยใช้ใบโอนสินค้าใบเดียวกันเป็นหลักฐาน ยอดรวมทั้งบริษัทจึงไม่เปลี่ยน แต่ยอดคงเหลือของแต่ละสาขาตรงกับของที่อยู่จริง ตัวอย่างรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตัวอย่างนี้เป็นรายงานของแป้งสาลีขนาด 1 กิโลกรัม สาขา 1 ของบริษัทคุณมิ้นท์ เดือนตุลาคม 2569 นับปริมาณเป็นถุง ส่วนหัว: บริษัท มิ้นท์เบเกอรี่ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมติ) · เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-1055-xxxxx-xx-x · สาขาที่ 00001 · สินค้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ ถุง 1 กก. · หน่วย ถุง วันที่ เลขที่เอกสาร รายการ รับ จ่าย คงเหลือ 1 ต.ค. 69 ยอดยกมา 120 3 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีซื้อ PI-6910-012 ซื้อจากผู้ผลิต 200 320 5 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-031 ขายร้านขนมลูกค้าประจำ 80 240 12 ต.ค. 69 ใบโอนสินค้า TR-6910-004 โอนไปสาขา 2 50 190 20 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-077 ขายส่งโรงเรียนสอนทำขนม 90 100 28 ต.ค. 69 ใบลดหนี้ CN-6910-002 รับคืนถุงชำรุดจากลูกค้า 5 105 31 ต.ค. 69 รวมเดือนตุลาคม 205 220 105 ยอดคงเหลือ 105 ถุงคือ 120 + 205 − 220 ถ้าวันที่ 31 ตุลาคม นับของจริงได้ 105 ถุงพอดี แปลว่ารายงานกับของในร้านตรงกัน ทุกบรรทัดผูกกับเลขที่เอกสาร เจ้าหน้าที่จึงสุ่มตรวจย้อนจากรายงานไปที่เอกสารได้ทันที ถุงที่รับคืนเพราะชำรุดควรแยกไว้และหมายเหตุสภาพ ถ้าภายหลังต้องทำลาย ให้ทำเอกสารการทำลายและบันทึกจ่ายออกในรายงาน ไม่ปล่อยให้กลายเป็นสินค้าขาดตอนนับ ทำรายงานสินค้าคงเหลือใน Excel ได้ไหม ได้ ข้อ 10 ของประกาศฉบับที่ 89 ให้จัดทำรายงานด้วยวิธีพิมพ์หรือด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้ และใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ตารางแบบตัวอย่างข้างบนจึงใช้เป็นแบบฟอร์มรายงานสต๊อกสินค้าใน Excel ได้ ถ้ามีข้อมูลครบตามแบบและแยกตามสถานประกอบการ จุดที่ต้องระวังเมื่อใช้ Excel คือการแก้ตัวเลขย้อนหลังโดยไม่มีร่องรอย ควรล็อกเดือนที่ปิดแล้ว เก็บไฟล์แยกตามเดือน และอย่าแก้ยอดยกมาให้ตรงกับของที่นับได้โดยไม่มีเอกสารประกอบ เพราะเท่ากับซ่อนสินค้าขาดไว้ในรายงาน สินค้าขาดหรือเกินจากรายงานมีผลอย่างไร สินค้าขาดจากรายงานมีผลทางภาษีโดยตรง ตามข้อหารือของกรมสรรพากร ถ้าตรวจนับแล้วสินค้าขาดจากรายงาน และไม่มีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย ให้ถือว่าสินค้าที่ขาดไปนั้นได้ขายแล้ว ประเด็น หลักเกณฑ์ มาตรา สถานะของสินค้าที่ขาด ถือว่าขาย 77/1(8)(จ) ฐานภาษี ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ตรวจพบ 79/3(3) เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษี 89(10) การขอลดเบี้ยปรับ ขอลดได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร คำสั่ง ท.ป.81/2542 สมมติคุณมิ้นท์นับสต๊อกสิ้นปีแล้วพบแป้งสาลีสาขา 1 ขาดจากรายงาน 20 ถุง ราคาตลาดวันที่ตรวจพบถุงละ 45 บาท (ไม่รวม VAT) ตัวเลขนี้สมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ฐานภาษีตามราคาตลาด 20 × 45 900 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% 900 × 7% 63 เบี้ยปรับ 2 เท่า ก่อนขอลด 63 × 2 126 ตัวเลขดูไม่มากเพราะเป็นแป้งแค่ 20 ถุง แต่ถ้าเป็นสินค้าราคาสูงหรือขาดหลายรายการ ภาษีและเบี้ยปรับจะสูงตาม และยังต้องอธิบายส่วนต่างให้เจ้าหน้าที่ฟังทุกรายการ ส่วนกรณีสินค้าเกินจากรายงาน มักแปลว่ามีการรับสินค้าเข้าโดยไม่ได้บันทึก หรือบันทึกจ่ายมากเกินจริง ผลคือรายงานไม่ถูกต้องตามที่ประกาศกำหนด ควรตรวจหาเอกสารรับเข้าที่ตกหล่นและบันทึกให้ครบ แทนการปรับยอดในรายงานลอย ๆ ป้องกันสินค้าขาดจากรายงานอย่างไร ทางป้องกันที่ได้ผลคือทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของสินค้ามีเอกสาร และนับของจริงเทียบรายงานเป็นระยะ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ จุดที่ทำให้กิจการเสียภาษีจากสินค้าขาดบ่อยที่สุดไม่ใช่การขโมย แต่เป็นสินค้าเสียหายหรือแจกเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้ทำเอกสาร พอถึงวันนับจึงไม่มีหลักฐานอธิบายส่วนที่หายไป สรุป – รายงานสินค้าและวัตถุดิบต้องจำอะไรบ้าง รายงานนี้ไม่ต้องส่งทุกเดือน แต่เป็นเอกสารแรก ๆ ที่เจ้าหน้าที่ขอดูเมื่อมาตรวจสต๊อก ตัวเลขในรายงานต้องตรงกับของจริงและมีเอกสารรองรับทุกบรรทัด ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเลือกสินค้าขายดี 3 รายการ นับของจริงที่ร้าน แล้วเทียบกับยอดคงเหลือในรายงานของเดือนล่าสุด ถ้าไม่ตรง ให้ไล่หาเอกสารที่ขาดก่อนสิ้นปี การบันทึกรับจ่ายสินค้าภายใน 3 วันทำการแยกทุกสาขาด้วยมือใช้เวลามากและพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ตัดสต๊อกจากเอกสารซื้อขายที่บันทึกในระบบ และพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือตามช่วงวันที่เป็นไฟล์ Excel โดยเลือกแสดงเฉพาะสินค้าที่มีความเคลื่อนไหวได้ ดูรายละเอียดฟีเจอร์ได้ที่รายงานสต๊อกสินค้าใน PEAK ขั้นตอนอยู่ในคู่มือพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือใน PEAK และใช้คู่มือกระทบยอดรายงานสินค้าคงเหลือกับงบทดลองตรวจความถูกต้องก่อนปิดงบ ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รายงานสินค้าคงเหลือต้องส่งสรรพากรไหม ไม่ต้องส่งเป็นประจำ แต่ต้องจัดทำและเก็บไว้ที่สถานประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่ขอตรวจได้ทุกเมื่อ ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือน ต้องเก็บรายงานไว้นานแค่ไหน เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันที่ทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงาน ถ้าจะเก็บที่อื่นต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน ธุรกิจบริการต้องทำรายงานนี้ไหม ถ้าให้บริการอย่างเดียวและไม่ได้ขายสินค้า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนด แต่ถ้าขายสินค้าด้วย เช่น ร้านซ่อมที่ขายอะไหล่ ต้องทำรายงานสำหรับสินค้าส่วนนั้น ไม่ทำรายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรมีโทษอะไร ผู้ประกอบการที่ไม่จัดทำหรือจัดทำรายงานไม่ถูกต้องมีโทษปรับทางอาญาตามมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อหารือของกรมสรรพากร และถ้าสินค้าขาดจากรายงานยังต้องเสีย VAT พร้อมเบี้ยปรับตามที่อธิบายไว้ข้างบน บันทึกยอดขายรวมทั้งวันแทนรายใบได้ไหม ได้ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 9 ให้บันทึกยอดรวมรายวันได้ โดยต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการยังบันทึกเป็นกลุ่มสินค้าได้ด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

32 min

ผู้สอบบัญชีคือใคร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์ บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้ทำบัญชี (นักบัญชี) ผู้สอบบัญชี (Auditor) หน้าที่หลัก บันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงิน ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น สังกัดการทำงาน พนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชี ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ ใบอนุญาตวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA) ผลลัพธ์ของงาน งบการเงินประจำงวดและประจำปี หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้ ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กฎหมายรองรับ พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก เกณฑ์ขนาดกิจการ ไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชี มีอำนาจตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด รวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ รูปแบบองค์กรธุรกิจ ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้ บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ไม่ต้องมี ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ) ต้องมี สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ รอบปีบัญชี ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม รายได้รวม ประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้ ปี 2568 2 ล้านบาท 18 ล้านบาท 25 ล้านบาท สามารถใช้ TA หรือ CPA ปี 2569 2 ล้านบาท 24 ล้านบาท 35 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท) ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.) 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท 42 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด) ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก จุดตรวจสอบสำคัญ เหตุผลความเสี่ยงทางบัญชี สิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ รายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง รายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention) ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างาน วัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ รายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบความเห็น ความหมายทางวิชาชีพ ผลกระทบต่อกิจการ ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญ งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ มีเงื่อนไข (Qualified Opinion) งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจาย ธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion) งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมาก ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion) ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบ มักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้ ช่วงเวลาดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของกิจการ บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี ตุลาคม – พฤศจิกายน ตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบ ประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า ธันวาคม จัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปี เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง มกราคม – กุมภาพันธ์ ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบ ส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า มีนาคม บันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบ สรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร เมษายน จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน ออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง พฤษภาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน ปัจจัยกำหนดค่าบริการ ผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี รูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้ กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชี หากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่ อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด 1. คุณวุฒิการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง 2. การฝึกหัดงานสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง 3. การทดสอบความรู้ สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing 4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะ ยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA) ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

31 min

จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย ครบจบ

จดทะเบียนบริษัท คืออะไร และสำคัญอย่างไร จดทะเบียนบริษัท (Company Registration) คือการจัดตั้งบริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลังจดเสร็จ บริษัทจะมีเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ทำสัญญา เปิดบัญชีธนาคาร และเสียภาษีในนามบริษัทแยกจากผู้ถือหุ้น การจดทะเบียนบริษัทมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณภูมิและคุณแพร (ชื่อสมมุติ) ที่รับจ้างขนส่งสินค้าให้โรงงานในนามบุคคลธรรมดามา 3 ปี และกำลังจะเปิด บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพในทางปฏิบัติจริง บริษัทจำกัดต่างจากห้างหุ้นส่วนและทะเบียนพาณิชย์อย่างไร ประเด็นเปรียบเทียบ ทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา) ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สถานะทางกฎหมาย ไม่ใช่นิติบุคคล นิติบุคคล นิติบุคคล จำนวนผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 1 คน 2 คน 2 คน ความรับผิดชอบในหนี้สิน ไม่จำกัดจำนวน หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด จำกัดไม่เกินค่าหุ้นที่ค้างชำระ อัตราภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา 0–35% นิติบุคคล สูงสุด 20% นิติบุคคล สูงสุด 20% ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ไม่ต้องมี CPA หรือ TA ตามเกณฑ์ขนาดทุน ต้องตรวจสอบโดย CPA ทุกปี ผู้ประกอบการสามารถศึกษาการเปรียบเทียบเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ควรจดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ แม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่บังคับให้ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แต่มีสัญญาณบ่งชี้สำคัญที่แสดงว่าธุรกิจถึงเวลาเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาสู่นิติบุคคล สัญญาณบ่งชี้ทางธุรกิจ เหตุผลสนับสนุน กำไรสุทธิเกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มสูงกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ลูกค้าองค์กรกำหนดให้เป็นนิติบุคคล จำเป็นต้องมีหนังสือรับรองบริษัทเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ขายและเข้าประมูลงาน มีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สามารถจัดสรรสัดส่วนความเป็นเจ้าของและผลตอบแทนผ่านจำนวนหุ้นได้อย่างโปร่งใส ความเสี่ยงและความรับผิดทางธุรกิจสูงขึ้น สัญญาจ้างมูลค่าสูงหรือการบริหารยานพาหนะหลายคันสร้างความเสี่ยงต่อทรัพย์สินส่วนตัว ต้องการเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร สถาบันการเงินพิจารณาวงเงินสินเชื่อจากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี ความพร้อมในการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ บริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและปิดงบการเงินส่งหน่วยงานรัฐทุกปี ตัวอย่างเทียบภาษีก่อนและหลังจดบริษัท สมมติปี 2568 คุณภูมิมีกำไรจากงานขนส่ง 1.5 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว) การเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับบริษัทจำกัดที่เข้าเกณฑ์ SME จะเป็นดังนี้ รายการคำนวณภาษี บุคคลธรรมดา บริษัทจำกัด (SME) กำไรสุทธิทางภาษี 1,500,000 บาท 1,500,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มี เงินได้สุทธิ / ฐานภาษี 1,440,000 บาท 1,500,000 บาท วิธีการคำนวณ อัตราก้าวหน้าขั้นบันได 0–35% ยกเว้น 300,000 แรก ส่วนที่เหลือคิด 15% ยอดภาษีที่ต้องชำระ 225,000 บาท 180,000 บาท ในกรณีนี้ รูปแบบบริษัทเสียภาษีน้อยกว่า 45,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต้องนำต้นทุนค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีรายปีมาหักลบเพื่อพิจารณาความคุ้มค่า ผู้ประกอบการสามารถดูรายละเอียดโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ประเภทธุรกิจมีอะไรบ้าง เปิดบริษัทแล้วมีต้นทุนรายปีเพิ่มอะไรบ้าง การจัดตั้งบริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่ต้องนำมาประเมินล่วงหน้า รายการต้นทุน ความถี่ คำอธิบายประกอบ ค่าบริการจัดทำบัญชี รายเดือน จ้างสำนักงานบัญชีภายนอกหรือมีฝ่ายบัญชีประจำบริษัท ค่าบริการตรวจสอบบัญชี รายปี กฎหมายกำหนดให้บริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงินโดย CPA ค่าธรรมเนียมแก้ไขรายการทะเบียน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือการเพิ่มทุนจดทะเบียน เวลาในการบริหารจัดการ ต่อเนื่อง การจัดประชุมผู้ถือหุ้น การอนุมัติงบการเงิน และการลงนามในเอกสารธุรกรรม หากภาษีที่ประหยัดได้ต่อปีต่ำกว่าต้นทุนค่าบริการวิชาชีพเหล่านี้ และลูกค้าไม่ได้บังคับเรื่องนิติบุคคล การรอให้ธุรกิจมีกำไรสูงขึ้นอีกระดับก่อนจดทะเบียนจัดตั้งถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล จดทะเบียนบริษัทต้องมีกี่คน การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 (ปรับลดจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ 3 คน) โดยผู้เริ่มก่อการแต่ละคนต้องเข้าชื่อจองหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น และลงนามร่วมกันในหนังสือบริคณห์สนธิ สำหรับกฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียวยังคงอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมาย จึงยังไม่สามารถจดทะเบียนคนเดียวได้ในปัจจุบัน เปิดบริษัทต้องเตรียมอะไรบ้าง ก่อนเข้าสู่ระบบจดทะเบียนออนไลน์ ผู้ก่อตั้งต้องตกลงและจัดเตรียมข้อมูล 6 ส่วนให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันค่าธรรมเนียมในการแก้ไขข้อมูลในภายหลัง ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการเอกสารอย่างละเอียดได้ที่บทความ เปิดบริษัท ต้องใช้อะไรบ้าง และศึกษาข้อกำหนดทางกฎหมายได้ที่ หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ทำอย่างไร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดรับจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ DBD Biz Regist เป็นช่องทางหลัก โดยมีขั้นตอนดำเนินงาน 7 ขั้นตอน ขั้นตอน รายละเอียดการปฏิบัติงาน ข้อกำหนดสำคัญ 1. จองชื่อนิติบุคคล ตรวจสอบความซ้ำซ้อนและยื่นจองชื่อผ่านระบบ ชื่อที่ได้รับอนุมัติมีอายุ 30 วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายในกำหนด 2. ยืนยันตัวตนเข้าระบบ เข้าสู่ระบบ DBD Biz Regist และยืนยันตัวตนด้วย ThaID ผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคนต้องลงทะเบียน ThaID ล่วงหน้า 3. กรอกข้อมูลหนังสือบริคณห์สนธิ บันทึกข้อมูลชื่อ ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ ทุน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการ ระบบจะเชื่อมโยงตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร 4. จัดการประชุมจัดตั้งบริษัท อนุมัติข้อบังคับ เลือกตั้งกรรมการ และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้เริ่มก่อการส่งมอบงานและกิจการทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการบริษัท 5. เรียกชำระเงินค่าหุ้น เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นครั้งแรกอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้น ต้องดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งภายใน 3 เดือนนับจากวันประชุมจัดตั้ง 6. แนบเอกสารและลงนาม อัปโหลดเอกสารประกอบและลงลายมือชื่อดิจิทัลผ่าน ThaID ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องกดลงนามในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน 7. ชำระค่าธรรมเนียมและรับเอกสาร ชำระเงินค่าธรรมเนียมราชการผ่านช่องทาง e-Payment ระบบจะออกหนังสือรับรองและเอกสารสำคัญในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เขียนวัตถุประสงค์บริษัทอย่างไรไม่ต้องแก้ทีหลัง วัตถุประสงค์คือกรอบขอบเขตทางกฎหมายที่บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้ ระบบมีชุดวัตถุประสงค์สำเร็จรูปให้เลือกใช้ และเปิดให้เพิ่มข้อความเฉพาะของธุรกิจได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ เลือกชุดวัตถุประสงค์ด้านการขนส่งสินค้า พร้อมเพิ่มข้อกำหนดเรื่องการให้บริการเช่าคลังสินค้าและบริการให้เช่ายานพาหนะ เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจในอีก 2–3 ปีข้างหน้า การระบุให้ครอบคลุมตั้งแต่แรกช่วยลดค่าธรรมเนียมในการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิในภายหลัง จดออนไลน์ช่องทางเดียวกระทบผู้ก่อตั้งอย่างไร ผู้ที่มีอำนาจลงนามทุกคนต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน ThaID บนสมาร์ตโฟนและผ่านการพิสูจน์ตัวตนแล้ว หากมีผู้ถือหุ้นอยู่ต่างจังหวัด ไม่จำเป็นต้องเดินทางมารวมตัวเพื่อลงนามในกระดาษเหมือนในอดีต แต่สามารถนัดหมายเวลาเพื่อเข้าไปกดยืนยันตัวตนและลงลายมือชื่อดิจิทัลในระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเอกสารแนบทุกฉบับต้องจัดเตรียมเป็นไฟล์สแกนที่คมชัด จองชื่อบริษัทอย่างไรให้ผ่านรอบแรก ชื่อที่ยื่นจองต้องไม่ซ้ำหรือมีเสียงเรียกขานคล้ายคลึงกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้แล้ว และต้องไม่มีคำต้องห้ามตามระเบียบของนายทะเบียน เช่น คำที่สื่อถึงหน่วยงานภาครัฐ พระนาม หรือคำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย โดยผู้ขอจัดตั้งควรเตรียมชื่อสำรองที่ต้องการไว้อย่างน้อย 2–3 ชื่อ ประชุมจัดตั้งและชำระค่าหุ้นทำในระบบได้พร้อมกัน ผู้เริ่มก่อการสามารถยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทพร้อมกันในวันเดียวได้ หากรวบรวมผู้ถือหุ้นครบถ้วน จัดการประชุมเรียบร้อย และมีการชำระค่าหุ้นตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างเช่น บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรก 25% คิดเป็นเงินทุนชำระแล้ว 500,000 บาท ข้อผิดพลาดที่ทำให้คำขอจดทะเบียนถูกตีกลับ จดทะเบียนบริษัทเองหรือจ้างผู้รับจดทะเบียนดี เกณฑ์การพิจารณา ยื่นจดทะเบียนด้วยตนเอง ว่าจ้างสำนักงานบัญชีหรือผู้รับจดทะเบียน ความซับซ้อนของโครงสร้าง เหมาะกับโครงสร้างเรียบง่าย ผู้ถือหุ้น 2–3 คน เหมาะกับโครงสร้างซับซ้อน มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ การร่างข้อบังคับและวัตถุประสงค์ ใช้ชุดข้อความมาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถร่างข้อบังคับและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นเฉพาะตัวได้ เวลาในการตรวจสอบข้อมูล ผู้ประกอบการศึกษาขั้นตอนและตรวจข้อมูลด้วยตนเอง ผู้เชี่ยวชาญช่วยเตรียมเอกสารและตรวจทานความถูกต้อง ภาระค่าใช้จ่าย ชำระเฉพาะค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์ของทางราชการ มีค่าบริการวิชาชีพเพิ่มเติมตามที่ตกลงกับผู้ให้บริการ ค่าจดทะเบียนบริษัท เปิดบริษัทใช้เงินเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมราชการในการจัดตั้งบริษัทจำกัดคำนวณตามขนาดทุนจดทะเบียน ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รายการค่าธรรมเนียมทางราชการ อัตราการคำนวณ อัตราขั้นต่ำ อัตราสูงสุด จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) 50 บาท ต่อทุนทุก 100,000 บาท 500 บาท 25,000 บาท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 500 บาท ต่อทุนทุก 100,000 บาท 5,000 บาท 250,000 บาท อากรแสตมป์หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ อัตราคงที่ 200 บาท — — ตัวอย่างค่าธรรมเนียมราชการรวมตามระดับทุนจดทะเบียน ทุนจดทะเบียน ค่า บอจ.2 ค่าจดจัดตั้ง อากรแสตมป์ รวมค่าธรรมเนียมราชการ 1,000,000 บาท 500 บาท 5,000 บาท 200 บาท 5,700 บาท 2,000,000 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 200 บาท 11,200 บาท 5,000,000 บาท 2,500 บาท 25,000 บาท 200 บาท 27,700 บาท สำหรับ บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท จะมีภาระค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์รวม 11,200 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเตรียมนอกจากค่าธรรมเนียมราชการ ทุนจดทะเบียนบริษัทตั้งเท่าไหร่ดี กฎหมายกำหนดมูลค่าหุ้นขั้นต่ำไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท และผู้เริ่มก่อการต้องถือครองอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น แต่ไม่ได้บังคับทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเป็นตัวเงิน การกำหนดทุนจดทะเบียนขึ้นอยู่กับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจริงและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ข้อควรพิจารณาคือ หากทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท กิจการจะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี และกำไรส่วนที่เกินคิด 15%) ได้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ ทุนจดทะเบียนบริษัท ตั้งเท่าไรดี และหากต้องการขยายทุนในอนาคต ดูข้อมูลได้ที่ จดทะเบียนเพิ่มทุน จดทะเบียนบริษัทใช้เวลากี่วัน หากเตรียมข้อมูลครบถ้วนและผู้เกี่ยวข้องทุกคนยืนยันตัวตนผ่านระบบพร้อมเพรียงกัน กระบวนการยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดจัดตั้งบริษัทสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียวกัน ระยะเวลาที่ใช้ส่วนใหญ่มักหมดไปกับขั้นตอนการเตรียมเอกสาร การตกลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น และการจัดทำหนังสือยินยอมสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หลังจดทะเบียนบริษัทต้องทำอะไรต่อ หน้าที่และความรับผิดชอบของบริษัทเริ่มต้นขึ้นทันทีตั้งแต่วันที่นายทะเบียนอนุมัติการจัดตั้ง โดยมีไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังนี้ ระยะเวลาที่กำหนด หน้าที่ทางกฎหมายและบัญชีที่ต้องดำเนินการ ทันทีหลังจดทะเบียนเสร็จสิ้น เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบริษัท และโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีนิติบุคคล ภายใน 30 วันหลังมีลูกจ้างคนแรก ขึ้นทะเบียนนายจ้างและขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม ศึกษารายละเอียดที่ อัปเดตประกันสังคม 2569 ภายใน 30 วันหลังรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท ยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ดูขั้นตอนที่ จด VAT ต้องทำอย่างไร ทุกวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) และแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายใน 6 เดือนหลังจดทะเบียนจัดตั้ง จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งแรกเพื่อรับรองกิจการ ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายใน 4 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี จัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดย CPA และนำส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 1 เดือนหลังประชุม ภายใน 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีพร้อมชำระภาษีผ่านแบบ ภ.ง.ด.50 ย้ายกิจการจากบุคคลธรรมดาเข้าบริษัทต้องจัดการอะไร กรณีเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากบุคคลธรรมดาสู่บริษัทจำกัด ต้องจัดระเบียบ 4 ส่วนสำคัญ สรุป – การจดทะเบียนบริษัท คือก้าวแรกสู่การทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ การจดทะเบียนบริษัทจำกัดเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยจำกัดความรับผิดส่วนตัว ช่วยประหยัดภาษีเมื่อธุรกิจเริ่มมีกำไรเติบโต และเปิดโอกาสสู่การรับงานจากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ การจัดตั้งบริษัทในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ DBD Biz Regist เพียงมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน และยืนยันตัวตนผ่าน ThaID สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมควบคู่กันคือการวางระบบเอกสารและการทำบัญชีตั้งแต่วันแรก เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย วางระบบบัญชีให้บริษัทใหม่ตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการบริษัทเปิดใหม่ในการจัดการงานบัญชีและภาษีอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่ายอัตโนมัติ ติดตามรายงานทางการเงินแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับส่งมอบให้ผู้สอบบัญชีเมื่อสิ้นรอบปี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางรากฐานระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานให้กับธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้การบริหารกิจการได้ที่คลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนบริษัทคนเดียวได้ไหม ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน สำหรับกฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียวยังคงอยู่ในขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมาย ยังไปจดทะเบียนบริษัทที่สำนักงานได้ไหม กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้การยื่นจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดต้องดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ DBD Biz Regist เป็นช่องทางหลัก หากผู้ประกอบการไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเอง สามารถแต่งตั้งสำนักงานบัญชีหรือตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญช่วยบันทึกและยื่นคำขอในระบบแทนได้ ใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทได้ไหม สามารถใช้บ้านพักอาศัยของตนเองเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทได้ หรือหากเป็นสถานที่เช่าหรือบ้านของบุคคลอื่น จะต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ พร้อมแนบสำเนาทะเบียนบ้านและเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ประกอบคำขอ เปิดบริษัทแล้วไม่มีพนักงานได้ไหม สามารถทำได้ บริษัทจำกัดไม่จำเป็นต้องมีการจ้างพนักงานประจำ โดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถเป็นผู้บริหารจัดการงานทั้งหมดได้เอง แต่บริษัทยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และนำส่งงบการเงินประจำปีตามปกติ จดบริษัทแล้วเลิกได้ไหม สามารถเลิกกิจการได้ แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงยื่นชำระภาษีและแจ้งต่อกรมสรรพากรให้เสร็จสิ้น การปล่อยบริษัททิ้งไว้โดยไม่ปิดงบการเงินจะทำให้มีโทษปรับตามกฎหมายทั้งต่อตัวบริษัทและกรรมการ ทุนจดทะเบียนต้องมีเงินจริงในบัญชีไหม ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นที่จอง ซึ่งผู้ถือหุ้นต้องโอนเงินค่าหุ้นเข้าสู่บัญชีบริษัทจริง และกรรมการต้องเก็บหลักฐานการรับชำระเงินค่าหุ้นไว้สำหรับให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ขอหนังสือรับรองบริษัทได้ที่ไหน เมื่อการจดทะเบียนเสร็จสิ้น ระบบจะออกหนังสือรับรองนิติบุคคลในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) ให้ดาวน์โหลด หากต้องการขอฉบับใหม่ในภายหลัง สามารถยื่นคำขอผ่านระบบบริการ e-Service ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตลอดเวลา รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท ไม่มีเกณฑ์รายได้บังคับตายตัว แต่ในทางภาษี เมื่อธุรกิจมีกำไรสุทธิเกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME มักจะประหยัดกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ควรนำปัจจัยเรื่องความพร้อมในการทำบัญชี ความต้องการของลูกค้าองค์กร และความเสี่ยงทางธุรกิจมาพิจารณาร่วมด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

จัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร คู่มือวางระบบ PR PO GR AP Payment สำหรับ SME

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้ ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คำศัพท์ ขอบเขตหน้าที่ ตัวอย่างการทำงาน จัดหา (Sourcing) ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้า เปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือก จัดซื้อ (Purchasing) ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติ การเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้ ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment ลำดับขั้นตอน เอกสารหลัก ผู้รับผิดชอบ เป้าหมายสำคัญ 1. ขอซื้อ (PR) ใบขอซื้อ ผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทาง ระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ 2. สั่งซื้อ (PO) ใบสั่งซื้อ ฝ่ายจัดซื้อ ตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย 3. รับสินค้า (GR) ใบรับสินค้า แผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับ ตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน 4. ตั้งหนี้ (AP) ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Match ฝ่ายบัญชี ตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้ 5. จ่ายเงิน (Payment) ใบสำคัญจ่าย ฝ่ายการเงิน ชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้ ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน เอกสารที่นำมาเทียบ จุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้ ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR) จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าก่อนภาษี — 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) 10,000 × 7% 700 บาท ยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ 10,000 + 700 10,700 บาท การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาทDr. ภาษีซื้อ 700 บาทCr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาทCr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง 3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่ หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วงเงินการจัดซื้อต่อครั้ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ไม่เกิน 5,000 บาท หัวหน้าแผนกต้นทาง 5,001 – 50,000 บาท ผู้จัดการฝ่าย 50,001 – 200,000 บาท กรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง เกิน 200,000 บาทขึ้นไป คณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน) นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่ แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี 3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร 2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

POS คืออะไร เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับธุรกิจ

POS (Point of Sale) คือระบบจัดการการขาย ณ จุดชำระเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเงิน รับชำระ ออกใบเสร็จ ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงการสรุปรายงานยอดขายประจำวัน หากคุณเปิดร้านค้าหน้าร้านหรือร้านอาหาร ลองนึกภาพเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดและทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นั่นคือบทบาทหน้าที่ของระบบ POS บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละประเภท การเลือกใช้ให้ตรงกับโจทย์ธุรกิจ และแนวทางการเชื่อมต่อระบบขายหน้าร้านเข้ากับระบบบัญชี POS ทำงานอย่างไร ฟังก์ชันหลักมีอะไรบ้าง POS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกธุรกรรมหน้าร้าน ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขาย การรับเงิน และการบริหารคลังสินค้า โดยโครงสร้างของระบบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์: คืออุปกรณ์กายภาพที่ใช้หน้าร้าน เช่น หน้าจอสัมผัส (Touchscreen Monitor หรือ Tablet) เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ และลิ้นชักเก็บเงิน สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตเครื่องเดียวเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จผ่านบลูทูธ ซอฟต์แวร์: คือโปรแกรมหลักที่ทำงานประมวลผลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การคำนวณราคาสินค้า การหักส่วนลดโปรโมชัน การคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงการตัดยอดสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการขายสำเร็จ ฟังก์ชันการทำงานหลักของระบบ POS ครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญ POS มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ระบบ POS ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะโครงสร้างการติดตั้งและการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ระบบแบบติดตั้งบนเครื่อง (On-Premise) และระบบบนคลาวด์ (Cloud-based POS) ประเภทระบบ POS รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม POS แบบติดตั้ง (On-Premise) ติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ประจำร้านโดยตรง ใช้งานคิดเงินหน้าร้านได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ต้นทุนเริ่มต้นสูง อัปเดตระบบยาก ข้อมูลถูกผูกไว้กับเครื่องที่ร้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต POS แบบคลาวด์ (Cloud POS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเบราว์เซอร์ และเก็บข้อมูลบน Cloud ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ อัปเดตฟังก์ชันอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา จำเป็นต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการซิงก์ข้อมูล ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีหลายสาขา Cloud POS ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง เพียงใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเปิดร้านและดูรายงานยอดขายแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่ ธุรกิจไหนใช้ POS แบบไหน ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการต่างกันอย่างไร ธุรกิจแต่ละประเภทมีขั้นตอนการดำเนินงานหน้าร้านที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการฟังก์ชันเฉพาะทางของระบบ POS แตกต่างกันไปด้วย ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านอาหารต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อประสานงานระหว่างพนักงานหน้าร้านกับห้องครัว ฟังก์ชันสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเน้นการควบคุม การจัดการสต๊อกสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หลากหลายและหมุนเวียนเร็ว ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย สปา คลินิก ธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าที่หยิบจับได้ แต่ขายชั่วโมงการทำงานและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ระบบ POS สำหรับกลุ่มนี้จึงต้องรองรับ เลือกระบบ POS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ SME การเลือกระบบ POS ไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่ควรประเมินว่าระบบนั้นช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ทำไม POS ต้องเชื่อมกับระบบบัญชี ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ระบบ POS คิดเงินหน้าร้านแยกขาดจาก ระบบบัญชี ผลลัพธ์คือฝ่ายการเงินต้องคอยนำสลิปหรือรายงานยอดขายรายวันมาคีย์ข้อมูลลงโปรแกรมบัญชีซ้ำอีกรอบ ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อตัวเลขตกหล่น เมื่อนำระบบขายหน้าร้านมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชี ข้อมูลจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับเงินหน้าร้านจนถึงการจัดทำงบการเงิน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ผ่าน API Connect เพื่อให้ข้อมูลยอดขายและต้นทุนสินค้าวิ่งเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถสำรวจ ฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของ PEAK เพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ครบวงจร ร้านค้า SME ใช้ระบบ POS ในการทำงานจริงอย่างไร ตัวอย่างการใช้งานจริงในร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่รวม 50 รายการ โดยใช้ระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชี สรุป – ระบบ ณ จุดขายช่วยให้ร้านค้า SME จัดการยอดขายและสต๊อกได้จากจุดเดียว ระบบ POS เป็นเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การขายหน้าร้าน การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ยอดขาย การเลือกระบบ POS ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีหลังบ้านได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและป้องกันข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อม POS เข้ากับระบบบัญชีให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องด้วย PEAK ยกระดับการบริหารร้านค้าหน้าร้านให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ผ่าน API ช่วยให้ยอดขายหน้าร้านไหลเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัดสต๊อกแม่นยำ พร้อมออกเอกสารและสรุปรายงานงบการเงินได้ครบวงจรในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการร้านค้าและงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ POS POS กับเครื่องคิดเงินแบบเดิมต่างกันอย่างไร เครื่องคิดเงินหรือเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) แบบเดิม ทำหน้าที่คิดราคาสินค้ารวมและเปิดลิ้นชักเก็บเงินเท่านั้น ไม่สามารถตัดสต๊อกสินค้า ไม่สามารถแยกดูรายงานยอดขายเชิงลึก และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบอื่นได้ ในขณะที่ระบบ POS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่การรับชำระเงินหลายรูปแบบ การตัดสต๊อกอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ร้านเล็กสินค้าไม่กี่ตัว จำเป็นต้องใช้ POS ไหม หากร้านค้ามีสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และรับเฉพาะเงินสดเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกด้วยมืออาจยังเพียงพอในระยะเริ่มต้น แต่หากเริ่มรับชำระเงินผ่านการสแกน QR Code มีจำนวนรายการสินค้ามากขึ้น หรือต้องการติดตามสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำ การนำระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตมาใช้งานจะช่วยป้องกันเงินตกหล่นและลดเวลาในการตรวจนับสต๊อกได้อย่างมาก เปลี่ยนระบบ POS กลางทางทำได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไร ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนระบบ POS ได้ โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลรายการสินค้า รหัสบาร์โค้ด และราคาจากระบบเดิมออกมาเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นทำการตรวจสอบยอดสต๊อกสินค้าจริงเพื่อตั้งค่ายอดตั้งต้น และแนะนำให้เปิดทดลองใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนมาใช้งานระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ROE คืออะไร ทำไมธนาคารอยากดู ก่อนปล่อยกู้

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ROE คืออะไร ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20% ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย สูตร ROE ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100 กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้ วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25% ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ROE เฉลี่ย (โดยประมาณ) เหตุผล ค้าปลีก / e-Commerce 15-25% กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว ธุรกิจบริการ 20-35% ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง ผลิตสินค้า / โรงงาน 10-20% ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า อสังหาริมทรัพย์ 8-15% ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด สูตร DuPont 3 ตัวแปร ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้ ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน) ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก เพิ่มกำไรสุทธิ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROE สูงเกินไปดีหรือไม่ ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ ROE ต่างจาก ROI อย่างไร ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ROA คืออะไร สูตรและตัวอย่างคำนวณผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำหรับ SME

ธุรกิจที่ลงทุนซื้อเครื่องจักร สต๊อกสินค้า หรือตกแต่งร้านอย่างอลังการ แต่กำไรกลับออกมาน้อยนิด อาจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการใช้ทรัพย์สินไม่คุ้มค่า ROA คือตัวเลขที่จะช่วยไขคำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่วัดว่า ทุกบาทที่ลงทุนเป็นสินทรัพย์นั้น สามารถสร้างกำไรกลับมาได้เท่าไร บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สูตรคำนวณ ROA พร้อมยกตัวอย่างจากงบการเงินจริงของธุรกิจ SME การเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ ROE และแนะนำเทคนิคการปรับปรุงอัตราส่วนนี้ให้ดีขึ้น ROA คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้ ROA หรือ Return on Assets คืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปสร้างเป็นกำไรสุทธิได้ดีแค่ไหน ยิ่ง ROA มีค่าสูง แปลว่าธุรกิจสามารถบริหารทรัพย์สินได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ชื่อเต็มภาษาไทยคือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ แต่ในวงการธุรกิจและการเงินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ROA ทำไม ROA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ สินทรัพย์ก็คือเงินที่จมอยู่ในระบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้าน รถบรรทุกขนส่ง สินค้าในสต๊อก หรือแม้แต่เงินสดในบัญชี ถ้าคุณมีสินทรัพย์เยอะแต่กลับทำกำไรได้น้อย แปลว่าเงินทุนของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ROA จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมว่า ทรัพย์สินที่ประเคนลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจตัวเองเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเอาไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังได้ สูตรคำนวณ ROA พร้อมตัวอย่างจากงบ SME จริง สูตรการคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถดึงตัวเลขแค่ 2 ตัวที่อยู่ในงบการเงินมาคำนวณได้ทันที ROA (%) = (กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม) × 100 ตัวอย่างคำนวณ ROA จากงบการเงินจริง สมมติ บริษัท ก จำกัด เป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ มีงบการเงินปีล่าสุดดังนี้ วิธีคำนวณ: (600,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 20% ผลลัพธ์ 20% หมายความว่า ทุก 100 บาทที่บริษัท ก นำไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ 20 บาท กำไรสุทธิ คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน กำไรสุทธิ (Net Income) คือรายได้ทั้งหมดหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้า ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และภาษี ตัวเลขสำคัญนี้จะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน สินทรัพย์รวม คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน สินทรัพย์รวม (Total Assets) คือทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร อาคาร และที่ดิน ตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เวลาคำนวณ บางตำราอาจแนะนำให้ใช้ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย คือการนำสินทรัพย์ต้นปีมารวมกับปลายปีแล้วหาร 2 เพื่อให้ตัวเลขมีความแม่นยำขึ้น แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นวิเคราะห์สุขภาพการเงิน การใช้สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีก็เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมแล้ว ROA เท่าไหร่ถึงดี ค่ามาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม ไม่มีค่า ROA ที่ฟันธงได้ว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างการลงทุนที่ต่างกันลิบลับ ธุรกิจที่ต้องประเดิมด้วยการซื้อเครื่องจักรหนักย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ใช้แค่สมองและคอมพิวเตอร์ทำงาน หลักง่าย ๆ คือ หากมากกว่า 5% ถือว่าใช้ได้ และถ้าสูงกว่า 10% ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ต้องนำไปเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่เสมอ ROA ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ต่างกันแค่ไหน ประเภทธุรกิจ ROA ทั่วไป เหตุผล ธุรกิจบริการ (ที่ปรึกษา, สำนักงานบัญชี, ฟรีแลนซ์) 15-30% ลงทุนทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทักษะคนทำงานเป็นหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไป (ร้านค้าออนไลน์, ค้าปลีก) 8-15% มีสต๊อกสินค้าและรอบเครดิตลูกหนี้การค้าอยู่ระดับหนึ่ง ธุรกิจผลิต (โรงงาน, แปรรูปอาหาร) 3-10% ต้องลงทุนกับเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์หนัก ฐานสินทรัพย์จึงสูง สมมติว่าร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี ROA 5% ในขณะที่สำนักงานบัญชีก็มี 5% เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองบริษัทนี้ทำผลงานได้ดีเท่ากัน เพราะร้านค้าออนไลน์มีสินทรัพย์จับต้องได้เยอะกว่า ระดับ 5% จึงพอรับได้ แต่สำหรับสำนักงานบัญชีที่ไม่ค่อยมีต้นทุนสินทรัพย์ ตัวเลขควรจะทะลุไปไกลกว่านี้ ROA ต่ำ หมายความว่าอะไร สาเหตุที่พบบ่อยใน SME อัตราส่วนที่ต่ำฟ้องให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนในทรัพย์สินมากเกินไป แต่กลับเค้นกำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาได้น้อย สาเหตุยอดฮิตที่มักเจอในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ถ้าตัวเลขผลตอบแทนของธุรกิจคุณร่วงลงทุกปี ควรเรียกประชุมทีมงานเพื่อตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์หมวดไหนเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกำไรสุทธิร่วงลงจากสาเหตุอะไร ROA กับ ROE ต่างกันอย่างไร ดูคู่กันถึงครบ ROA กับ ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินคู่แฝดที่มักถูกนำมาเปิดเทียบกัน ทั้งสองตัวใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกันแต่มองผ่านคนละเลนส์ ROA จะวัดประสิทธิภาพจากสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะที่ ROE จะโฟกัสเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่เจ้าของควักกระเป๋าลงทุนไปจริง ๆ เท่านั้น ตารางเปรียบเทียบ ROA กับ ROE เกณฑ์ ROA ROE ชื่อเต็ม Return on Assets Return on Equity วัดอะไร ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด ผลตอบแทนจากเงินที่เจ้าของลงทุน รวมหนี้สินด้วยไหม รวม (เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน) ไม่รวม (คิดเฉพาะเงินทุนของเจ้าของ) กรณีที่ขัดแย้งกัน – ROE อาจดูสูงลิ่ว เพราะกู้เงินมาหมุนจนหนี้ท่วม เหมาะดูเมื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามอุตสาหกรรม เปรียบเทียบผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน เมื่อไหร่ควรดู ROA เมื่อไหร่ควรดู ROE ถ้าคุณอยากรู้ว่าทีมบริหารใช้ทรัพยากรทุกเม็ดที่มีอยู่ได้คุ้มค่าแค่ไหน ให้หันไปมอง ROA เพราะมันคำนวณรวมทั้งเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้าอยากตอบคำถามนักลงทุนว่า เงินที่ใส่ลงไปมันงอกเงยคุ้มค่าแค่ไหน ให้ดู ROE มีหลายธุรกิจที่ชอบกู้หนี้ยืมสินมาขยายกิจการ ทำให้ผลลัพธ์ ROE ออกมาสูงและดูสวยงามมาก แต่พอไปกางดู ROA กลับพบว่าต่ำเรี่ยดิน เพราะมีสินทรัพย์รวมที่เกิดจากหนี้พองตัวอยู่ การวิเคราะห์ทั้งสองตัวแปรคู่กันจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่บริษัททำได้นั้นเกิดจากฝีมือการบริหารที่ดีจริง หรือแค่ใช้พลังของเงินกู้ วิธีปรับปรุง ROA ให้ดีขึ้นสำหรับ SME ไทย การปั้นตัวเลขให้ดีขึ้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือเพิ่มตัวเศษ (เพิ่มกำไร) หรือลดตัวส่วน (ลดการตุนสินทรัพย์) หรือถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็จะยิ่งดี เพิ่มกำไรสุทธิ การเพิ่มกำไรทำได้ทั้งฝั่งหาตังค์และฝั่งรัดเข็มขัด บริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ สินทรัพย์ที่จมอยู่เฉย ๆ จะทำให้ตัวหารเพิ่มขึ้นและฉุดผลตอบแทนลงมาอย่างน่าเสียดาย ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจช่วยติดตาม การติดตามอัตราส่วนสำคัญไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทีมบัญชีปิดงบตอนสิ้นปีเสมอไป ถ้าคุณมีโปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard นำเสนอภาพรวมการเงินแบบทันที คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้รวดเร็วกว่า ข้อควรระวังในการใช้ ROA วิเคราะห์ธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้าม ค่าเสื่อมราคาสะสมที่ถูกหักออกไปมาก อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่โชว์ในงบดุลต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ส่งผลให้ ROA ดีดตัวสูงเกินจริงได้ เช่น เครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมจนเหลือมูลค่าทางบัญชีแค่ 1 บาท แต่ความจริงยังใช้งานผลิตของได้เต็มกำลัง สำหรับธุรกิจที่เน้นเช่าสินทรัพย์แทนการซื้อขาด (Leasing) สินทรัพย์รวมจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ROA ออกมาดูดีมาก แม้ว่าเนื้อแท้ของประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่ได้เก่งไปกว่าคู่แข่งเลย ดังนั้น การตัดสินใจจาก ROA เพียงตัวเลขเดียวอาจไม่ครอบคลุม ควรนำไปพิจารณาร่วมกับ ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อให้ได้บทสรุปที่รอบด้านที่สุด สรุป – ROA ช่วยให้เห็นว่าทรัพย์สินสร้างกำไรได้คุ้มค่าหรือไม่ ROA ช่วยตอบคำถามสำคัญให้เจ้าของธุรกิจว่า กำไรที่ทำได้เมื่อเทียบกับเงินทุนก้อนโตที่ละลายไปในสินทรัพย์นั้น คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็ยิ่งแสดงว่าการบริหารจัดการภายในนั้นยอดเยี่ยม แต่จำไว้เสมอว่าต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอย่าลืมหยิบตัวเลข ROE มาวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วยเสมอ วิเคราะห์สุขภาพธุรกิจของคุณ ไปกับ PEAK Board ผู้ประกอบการชั้นนำเลือกใช้ PEAK Board ช่วยแปลงตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟสวยงามเข้าใจง่าย ให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์ และดูอัตราส่วนสำคัญทางการเงินได้เองตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROA ROA ติดลบ หมายความว่าอะไร อาการติดลบเกิดจากการที่ธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิ (รายจ่ายเยอะกว่ารายได้) ทำให้ตัวเศษในสมการเป็นค่าติดลบ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถ้าปล่อยให้ติดลบต่อเนื่องหลายปี ควรทบทวนโมเดลและแผนธุรกิจเสียใหม่ เปรียบเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรมได้ไหม สามารถทำได้ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างของเครื่องมือหากินต่างกัน โรงงานผลิตเครื่องจักรที่มีผลตอบแทน 5% อาจถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการอุตสาหกรรมหนัก แต่ถ้าเอา 5% นี้ไปเทียบกับบริษัทนายหน้าอสังหาฯ ตัวเลขระดับนี้จะถือว่าสอบตก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมที่สุดควรจับคู่กับธุรกิจที่มีประเภทและไซส์ใกล้เคียงกัน ROA ควรดูบ่อยแค่ไหน สำหรับกิจการ SME ที่มีการสรุปงบการเงินรายเดือน ควรหยิบตัวเลขนี้มาดูทุกไตรมาสเพื่อจับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องทนรอจนถึงตอนปิดงบสิ้นปี ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปภาพรวมให้ ก็ยิ่งเห็นปัญหาและหาทางหนีทีไล่ได้เร็วกว่าเดิม ROA กับ ROI ต่างกันตรงไหน ROA วัดความสามารถในการดึงกำไรออกมาจากสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้งกิจการ ส่วน ROI (Return on Investment) จะวัดความคุ้มค่าจากเงินลงทุนแค่เฉพาะในโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งเท่านั้น เช่น ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook ไป 10,000 บาท แล้วกวาดยอดขายกลับมาได้ 30,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะพุ่งสูงถึง 200% ซึ่งขอบเขตของ ROI จะแคบกว่าและเจาะจงเป็นเรื่อง ๆ ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

Negative Income Tax คืออะไร สรุประบบภาษีเงินได้ติดลบที่คนไทยต้องรู้จัก

หลายคนเห็นคำว่า Negative Income Tax แล้วรู้สึกตกใจ เพราะข่าวบอกว่าคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าหรือฟรีแลนซ์ที่ไม่เคยยื่นมาก่อน แต่จริงๆ แล้ว ระบบนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แถมยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐกลับมาด้วย บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้ติดลบ ทำงานยังไง กระทบใครบ้าง และผู้ประกอบการ SME รวมถึงคนทำอาชีพอิสระต้องเตรียมตัวอย่างไร Negative Income Tax คืออะไร (ภาษีเงินได้ติดลบ) Negative Income Tax หรือ NIT คือระบบภาษีที่ทำหน้าที่สองทาง ถ้ามีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็เสียภาษีตามปกติ แต่ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนกลับมาให้แทน พูดง่ายๆ คือ ระบบภาษีกับระบบสวัสดิการรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องแยกยื่นภาษีทางหนึ่ง แล้วไปขอสวัสดิการอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติรัฐกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 บาทต่อปี และอัตราอุดหนุน 50% ทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อขอสวัสดิการแยกต่างหาก Milton Friedman ผู้คิดค้น Negative Income Tax แนวคิด NIT ถูกเสนอครั้งแรกโดย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ในหนังสือ Capitalism and Freedom Friedman มองว่าระบบสวัสดิการแบบเดิมมีปัญหาหลายจุด ทั้งซ้ำซ้อน ตกหล่น และสิ้นเปลือง เขาเสนอว่าถ้ารวมภาษีกับสวัสดิการเป็นระบบเดียว จะช่วยลดความซับซ้อน ลดต้นทุนบริหาร และทำให้เงินถึงมือคนที่ต้องการจริง แม้จะเป็นแนวคิดจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลไทยกำลังศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย โดยตั้งเป้าให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีเดียวกัน (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) NIT กับ UBI (Universal Basic Income) ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า NIT กับ UBI เหมือนกันไหม คำตอบคือไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองระบบจะมีเป้าหมายช่วยเหลือคนรายได้น้อยเหมือนกัน เรื่อง Negative Income Tax (NIT) Universal Basic Income (UBI) ใครได้รับเงิน เฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ทุกคนได้เท่ากันหมด ไม่ว่ารวยหรือจน เงื่อนไข ต้องยื่นภาษีเพื่อแสดงรายได้ ไม่มีเงื่อนไข งบประมาณ ใช้น้อยกว่า เพราะจ่ายเฉพาะกลุ่มที่ต้องการ ใช้มหาศาล เพราะจ่ายทุกคน NIT จึงเหมาะกับประเทศที่มีงบประมาณจำกัดมากกว่า เพราะเงินอุดหนุนถูกส่งตรงไปยังคนที่ต้องการจริง Negative Income Tax ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ NIT ไม่ซับซ้อน ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร ระบบจะคำนวณอัตโนมัติว่าคนๆ นั้นต้องเสียภาษีหรือได้รับเงินอุดหนุน ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ทำไมคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษีในระบบ NIT เหตุผลหลักคือ รัฐต้องรู้รายได้ที่แท้จริงของทุกคน เพื่อจะตัดสินได้ว่าใครควรเสียภาษีและใครควรได้รับเงินอุดหนุน ปัจจุบันคนไทยที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงราว 10-11 ล้านคนจากประชากรวัยทำงานกว่า 38 ล้านคน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – สถิติการยื่นแบบ) ซึ่งหมายความว่าคนอีกกว่า 20 ล้านคนยังอยู่นอกระบบภาษี ถ้าไม่มีข้อมูลรายได้ของทุกคน รัฐก็ไม่สามารถส่งเงินอุดหนุนถูกคนได้ การยื่นภาษีจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี แต่เป็นการแจ้งรายได้เพื่อให้ระบบทำงานได้ คนที่เคยไม่ต้องยื่นภาษี ระบบใหม่เปลี่ยนอะไร ปัจจุบันคนที่มีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ต้องยื่นแบบภาษี แต่ในระบบ NIT ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สิ่งที่เปลี่ยนคือ กลุ่มนี้ต้องเรียนรู้วิธียื่นภาษีและจัดเก็บเอกสารรายได้-รายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน Negative Income Tax ต่างจากระบบภาษีปัจจุบันอย่างไร ระบบภาษีปัจจุบันทำงานทางเดียว คือเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ส่วนคนรายได้น้อยต้องไปขอสวัสดิการแยกต่างหาก เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ NIT เปลี่ยนให้ทำงานสองทางในระบบเดียว เรื่อง ระบบภาษีปัจจุบัน ระบบ NIT ใครต้องยื่น เฉพาะคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ ทุกคนที่มีรายได้ คนรายได้น้อย ต้องไปลงทะเบียนขอสวัสดิการแยก ได้รับเงินอุดหนุนอัตโนมัติผ่านระบบภาษี ข้อมูลรายได้ รัฐมีข้อมูลไม่ครบ รัฐมีข้อมูลรายได้ของทุกคน ความซ้ำซ้อน สวัสดิการหลายโครงการ ซ้ำซ้อนกัน รวมเป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน ผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการไทย สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ทำบัญชีและยื่นภาษีอยู่แล้ว ผลกระทบโดยตรงอาจไม่มากนัก เพราะระบบภาษีนิติบุคคลยังทำงานเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ พนักงานและลูกจ้างทุกคนจะต้องอยู่ในระบบภาษี ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบอยู่แล้วจะได้เปรียบ เพราะข้อมูลพร้อมส่งต่อให้พนักงานใช้ยื่นภาษีได้ทันที ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าธุรกิจใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์เพื่อจัดการรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกอัตโนมัติ ไม่ต้องไปรวบรวมทีหลัง คนไม่เคยยื่นภาษี-อาชีพอิสระ เตรียมตัวอย่างไร สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ไม่เคยยุ่งกับเรื่องภาษีมาก่อน อาจรู้สึกกังวล แต่หลักการเตรียมตัวไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นตอนเริ่มต้นยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบ สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย ขั้นตอนเริ่มต้นมีดังนี้ สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องกลัวว่ายื่นแล้วจะต้องเสียภาษีทุกกรณี เพราะถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ในระบบ NIT คุณจะได้รับเงินอุดหนุนกลับมาแทน เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม เอกสาร ใช้ทำอะไร บัตรประชาชน สมัครเลขผู้เสียภาษี ยืนยันตัวตน หลักฐานรายได้ทั้งปี (สลิปเงินเดือน ยอดขาย ใบเสร็จ) แจ้งรายได้รวมเพื่อคำนวณภาษี หลักฐานค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ) ใช้หักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้ลดภาษีที่ถูกหักไปแล้วระหว่างปี หลักฐานค่าลดหย่อน (ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ลดฐานภาษีให้ต่ำลง ถ้ายังไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร การเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีหรือแอปบันทึกรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้ข้อมูลพร้อมใช้ตอนยื่นภาษีออนไลน์ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมทีหลัง โทษหากไม่ยื่นภาษี ตามประมวลรัษฎากร การไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนดมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ไม่ว่าจะอยู่ในระบบภาษีปัจจุบันหรือระบบ NIT ในอนาคต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม โทษอาญา บทลงโทษแบ่งเป็น 3 ระดับ เบี้ยปรับ คือค่าปรับที่เกิดจากการยื่นแบบไม่ถูกต้อง เช่น แจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยทั่วไปเสียเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 22 และ 26 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าไปยื่นเองก่อนได้รับหมายเรียก กรมสรรพากรมีนโยบายลดเบี้ยปรับได้ (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542) เงินเพิ่ม คือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีล่าช้า คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระ ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ยิ่งจ่ายช้า ยอดก็ยิ่งเพิ่ม โทษอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนกรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับผู้ประกอบการ SME การมีระบบบัญชีที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มาก เพราะข้อมูลรายได้-รายจ่ายจะถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปแก้ไขทีหลัง บทสรุป Negative Income Tax กับสิ่งที่ต้องเตรียม Negative Income Tax ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นระบบที่จะทำให้ภาษีและสวัสดิการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทุกคนควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้คือ ยิ่งเตรียมตัวเร็วเท่าไร ยิ่งสบายตอนระบบเริ่มใช้งานจริง ให้ PEAK ช่วยจัดการบัญชีและภาษีให้ธุรกิจของคุณ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารภาษี และสร้างรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าระบบภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบจะช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้เสมอ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Negative Income Tax Negative Income Tax เริ่มใช้เมื่อไร รัฐบาลไทยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบ NIT ในปีภาษี 2570 (ค.ศ. 2027) แต่รายละเอียดและกำหนดเวลาที่แน่นอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบาย ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นระยะ ถ้ารายได้น้อยมาก ยื่นแล้วต้องเสียภาษีไหม ไม่จำเป็น ในระบบ NIT คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย การยื่นภาษีจึงเป็นประโยชน์สำหรับคนรายได้น้อย ไม่ใช่ภาระ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีด้วยไหม ต้องยื่น เพราะระบบ NIT กำหนดให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากการขายของออนไลน์ หรือรายได้ฟรีแลนซ์ ทางที่ดีคือเริ่มบันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมตอนยื่น NIT จะมาแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไหม แนวทางของ NIT คือรวมระบบสวัสดิการเข้ากับระบบภาษีเป็นระบบเดียว ซึ่งอาจทดแทนหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต แต่รายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาของรัฐบาล ผู้ประกอบการ SME ต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม สำหรับผู้ประกอบการที่ทำบัญชีและยื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ควรตรวจสอบว่าระบบบัญชีของธุรกิจสามารถออกเอกสารรับรองรายได้ให้พนักงานได้ครบถ้วน เพราะพนักงานทุกคนจะต้องยื่นภาษีเช่นกันธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

Proforma Invoice คืออะไร และสำคัญอย่างไร Proforma Invoice คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งรายการ ราคา และเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้ขออนุมัติงบ เปิด L/C หรือโอนเงินมัดจำ แต่ตัวเอกสารเองยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน และไม่ใช่ใบกำกับภาษี พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice เป็นร่างใบแจ้งหนี้ที่หน้าตาคล้ายใบแจ้งหนี้จริง แต่ออกก่อนที่การขายจะเกิดขึ้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับรูปแบบไว้ จึงใช้ได้ทั้งการค้าในประเทศและการนำเข้าส่งออก สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน Proforma Invoice แปลว่าอะไร Proforma Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น หรือใบแจ้งราคาล่วงหน้า คำว่า pro forma มาจากภาษาละติน แปลว่าตามรูปแบบ สื่อว่าเอกสารนี้ทำตามรูปแบบใบแจ้งหนี้ แต่ยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ตัวจริง ในวงการนำเข้าส่งออกมักย่อว่า PI และบางครั้งสะกดแยกเป็น pro forma invoice ทั้งสองแบบหมายถึงเอกสารเดียวกัน Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ใบเสนอราคา และใบกำกับภาษีอย่างไร ความต่างอยู่ที่จังหวะการออกและผลทางบัญชี Proforma Invoice ออกก่อนการขายเกิดขึ้น จึงยังไม่บันทึกเป็นรายได้หรือลูกหนี้ ส่วนใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีออกเมื่อการขายเกิดขึ้นแล้ว และใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ ตารางเปรียบเทียบ Proforma Invoice กับเอกสารที่มักสับสนกัน เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้ทำอะไร ใช้บันทึกบัญชีหรือภาษีได้ไหม ใบเสนอราคา (Quotation) ตอนลูกค้าขอราคา เสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าเลือก ไม่ได้ Proforma Invoice หลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ขออนุมัติงบ เปิด L/C เรียกมัดจำ ไม่ได้ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เมื่อส่งมอบหรือถึงงวดเรียกเก็บ แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องจ่าย ได้ บันทึกรายได้และลูกหนี้ Commercial Invoice ตอนส่งสินค้าออกจริง เอกสารการค้าระหว่างประเทศ ใช้ผ่านพิธีการศุลกากร ได้ ในฐานะหลักฐานการขายส่งออก ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เมื่อความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ ได้ อ่านตารางนี้อย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนหรือหลังใบสั่งซื้อ (PO) ออกได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ฝั่งผู้ซื้อ ลูกค้าที่ต้องขออนุมัติงบมักขอ Proforma ก่อน แล้วจึงออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ส่วนลูกค้าที่ออก PO มาก่อน ผู้ขายจะออก Proforma ตามรายการใน PO เพื่อเรียกมัดจำหรือให้ลูกค้าไปเปิด L/C ลำดับเอกสารที่พบบ่อยในการขายแบบมีมัดจำ เป็นแบบนี้ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → Proforma Invoice → รับมัดจำและออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำ → ส่งมอบสินค้า → ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ → ใบเสร็จรับเงิน Proforma Invoice ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม คือ ข้อมูลคู่ค้า รายการสินค้าและราคา เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขการชำระเงิน และวันหมดอายุของราคา ไม่มีกฎหมายกำหนดหัวข้อตายตัว แต่ถ้าใช้เปิด L/C ธนาคารจะตรวจว่าข้อมูลตรงกับสัญญาซื้อขาย กลุ่มข้อมูล สิ่งที่ต้องระบุ ทำไมถึงสำคัญ หัวเอกสาร คำว่า PROFORMA INVOICE เลขที่ วันที่ กันไม่ให้ลูกค้านำไปใช้แทนใบกำกับภาษี คู่ค้า ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้ตรงกับเอกสารฉบับจริงที่จะออกต่อไป สินค้าและราคา รายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย สกุลเงิน ยอดรวม VAT (ถ้ามี) ลูกค้าใช้ขออนุมัติงบได้ทันที การส่งมอบ วันส่ง สถานที่ส่ง และสำหรับส่งออกให้ระบุเงื่อนไข Incoterms เช่น FOB หรือ CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงช่วงไหน การชำระเงินและอายุราคา สัดส่วนมัดจำ ช่องทางจ่าย บัญชีธนาคาร วันหมดอายุของราคา กันข้อพิพาทเมื่อต้นทุนเปลี่ยน คำว่า Incoterms หมายถึงกติกาสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงของสินค้าถึงจุดไหน ใส่ไว้ใน Proforma ตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องค่าระวางภายหลัง สำหรับงานส่งออก ควรเพิ่มพิกัดศุลกากร (HS Code คือรหัสสินค้ามาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดอัตราอากร) น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ประเทศต้นทาง และท่าเรือต้นทางปลายทาง เพราะผู้ซื้อจะใช้ข้อมูลชุดนี้ไปประมาณต้นทุนนำเข้าทั้งก้อน ทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากร และ VAT นำเข้า ตัวอย่าง Proforma Invoice หน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่างนี้ใช้กรณีสมมติของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โรงแรมของคุณต้นในเชียงใหม่ต้องการกระเป๋าใส่ของใช้ในห้องพัก 400 ใบ และขอ Proforma ไปเสนอผู้บริหาร หัวข้อ รายละเอียด หัวเอกสาร PROFORMA INVOICE (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) เลขที่ PI-2569-015 วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผู้ขาย บริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-5055-6xxxx-xx-x ผู้ซื้อ บริษัท คุณต้นโฮเทล จำกัด (สำนักงานใหญ่) รายการ กระเป๋าผ้าทอมือ ขนาด 25 × 30 ซม. 400 ใบ × 250 บาท = 100,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 × 7% = 7,000 บาท ยอดรวม 107,000 บาท การชำระเงิน มัดจำ 30% = 32,100 บาท ก่อนเริ่มผลิต ส่วนที่เหลือ 74,900 บาท ภายใน 30 วันหลังส่งมอบ การส่งมอบ ส่งถึงโรงแรมภายใน 45 วันหลังรับมัดจำ อายุราคา ราคานี้ใช้ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 จุดที่มักถูกมองข้ามคือบรรทัด ไม่ใช่ใบกำกับภาษี บนหัวเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าบางแห่งอาจนำไปบันทึกภาษีซื้อผิดงวด และวนกลับมาขอเอกสารใหม่ภายหลัง รับเงินมัดจำตาม Proforma Invoice ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ต้องออก ถ้าผู้ขายจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเสียภาษีโดยปกติเกิดเมื่อส่งมอบ แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดจะเกิดทันทีในวันที่รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1)) และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น (มาตรา 86) กรมสรรพากรอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดในคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ว่าเงินที่รับไว้ก่อนส่งมอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินประกัน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วย ส่วนงานบริการ ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการอยู่แล้ว (มาตรา 78/1) พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice ไม่ได้ทำให้ภาษีเกิด แต่เงินที่โอนเข้ามาตาม Proforma ทำให้ภาษีเกิด กลับมาที่คุณมิ้นท์ โรงแรมของคุณต้นโอนมัดจำ 32,100 บาท เข้ามาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คุณมิ้นท์ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 5 พฤศจิกายน และนำภาษีขายไปยื่นในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนพฤศจิกายน ภาษีขายรวม 2 ใบ เท่ากับ 7,000 บาท ตรงกับยอดใน Proforma พอดี ถ้าออกใบกำกับภาษีเต็มยอด 107,000 บาท ตอนส่งของโดยไม่ได้ออกใบส่วนมัดจำไว้ก่อน ภาษีขาย 2,100 บาท จะไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคมแทนเดือนพฤศจิกายน ถ้าถูกตรวจพบ แบบเดือนพฤศจิกายนจะถือว่ายื่นภาษีขายขาด มีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ขาด หรือ 2,100 บาท (มาตรา 89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ 31.50 บาท ต่อเดือน (มาตรา 89/1) ทางที่ดีที่สุดคือออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำในวันที่เงินเข้าบัญชี ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้าขอยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วคุณมิ้นท์คืนมัดจำ ให้ออกใบลดหนี้ (เอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อลดยอดขายและภาษีขายที่เคยออกไปแล้ว) อ่านวิธีทำได้ที่บทความ ใบลดหนี้คืออะไร บันทึกบัญชีเมื่อรับมัดจำและเมื่อส่งมอบสินค้าอย่างไร ตอนรับมัดจำ ให้บันทึกเป็นหนี้สินในบัญชีเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ยังไม่ใช่รายได้ เพราะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศใช้ รายได้จากการขายสินค้าจะรับรู้เมื่อโอนการควบคุมหรือความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันส่งมอบ วันที่ 5 พ.ย. 2569 รับมัดจำ บัญชี เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 32,100 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 ภาษีขาย 2,100 วันที่ 20 ธ.ค. 2569 ส่งมอบกระเป๋าครบ 400 ใบ และออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 74,900 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 4,900 หลังรายการที่สอง บัญชีเงินรับล่วงหน้าเป็นศูนย์ รายได้ 100,000 บาท ไปอยู่ในเดือนธันวาคมทั้งก้อน ส่วนวันที่ออก Proforma Invoice เองไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ ถ้าเป็น Proforma Invoice สำหรับส่งออก ต้องคิด VAT ไหม คิด VAT ในอัตราร้อยละ 0 การส่งออกสินค้าเป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 (มาตรา 80/1(1)) Proforma สำหรับลูกค้าต่างประเทศจึงไม่ต้องบวก VAT 7% แต่ยังต้องทำเอกสารส่งออกและยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามปกติ สมมติลูกค้าร้านขายของที่ระลึกในญี่ปุ่นสั่งกระเป๋าจากคุณมิ้นท์ 1,000 ใบ ราคาใบละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระด้วย L/C เงื่อนไข FOB Laem Chabang (Free On Board คือผู้ขายรับผิดชอบจนสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังจากนั้นค่าขนส่งและความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ) ข้อควรระวังคือชื่อสินค้า จำนวน และราคาใน Commercial Invoice ตอนส่งของจริงต้องตรงกับ L/C ที่เปิดตาม Proforma ถ้าเปลี่ยนสเปกหรือจำนวนระหว่างทาง ควรให้ลูกค้าแก้ L/C ก่อนส่งของ ไม่อย่างนั้นธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proforma Invoice จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่อง Proforma แทบไม่เคยมาจากตัวเอกสาร แต่มาจากสิ่งที่เกิดหลังลูกค้าโอนเงินเข้ามา สรุป – Proforma Invoice ต้องเข้าใจอะไรบ้าง Proforma Invoice เป็นแค่เอกสารแจ้งราคาล่วงหน้า แต่เงินที่ลูกค้าโอนตามเอกสารนี้คือจุดที่ภาระภาษีเริ่มต้น Proforma Invoice ออกหลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ใช้ขออนุมัติงบ เปิด L/C และเรียกมัดจำ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ใช้บันทึกรายได้หรือขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ขายที่จด VAT รับมัดจำวันไหน ต้องออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำวันนั้น และบันทึกมัดจำเป็นเงินรับล่วงหน้า แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเปิด Proforma Invoice ที่ลูกค้ายังค้างอยู่ทั้งหมด แล้วเช็กว่ารายการไหนรับมัดจำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี รายการนั้นควรแก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป จัดการเอกสารและภาษีมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK ปัญหาที่พบบ่อยของหลายธุรกิจไม่ใช่เรื่องไม่รู้กฎหมาย แต่เป็นเพราะเอกสารแต่ละใบกระจัดกระจายอยู่คนละไฟล์ จนตามเช็กได้ยาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ ด้วยระบบเอกสารที่เชื่อมต่อกันทั้งกระบวนการขาย สามารถสร้างใบกำกับภาษีแบบแยกยอดจากเอกสารเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะมัดจำได้ครบถ้วน และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นใจทุกเดือน – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proforma Invoice ผู้ซื้อใช้ Proforma Invoice ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ถ้าโอนมัดจำไปแล้ว ให้ขอใบกำกับภาษีส่วนมัดจำจากผู้ขาย แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี ออก Proforma Invoice แล้ว ลูกค้ายกเลิกได้ไหม ได้ ถ้ายังไม่ได้ยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะ Proforma เป็นเพียงข้อเสนอแจ้งราคา แต่ถ้าลูกค้าลงนามยืนยันหรือโอนมัดจำแล้ว การยกเลิกจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เมื่อคืนเงิน กิจการที่ยังไม่จด VAT ออก Proforma Invoice ได้ไหม ได้ ใครก็ออก Proforma Invoice ได้ เพียงแต่ต้องไม่บวก VAT ในเอกสาร และเมื่อรับเงินมัดจำ ให้ออกใบเสร็จรับเงินแทนใบกำกับภาษี แก้ไขยอดใน Proforma Invoice หลังส่งให้ลูกค้าแล้วได้ไหม ได้ ให้ออก Proforma ฉบับใหม่ระบุเลขที่ฉบับเดิมที่ยกเลิก ถ้าลูกค้าเปิด L/C ตามฉบับเดิมไปแล้ว ต้องให้ลูกค้าแก้ L/C ด้วย ยอดในเอกสารส่งออกจึงจะตรงกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

อัตราดอกเบี้ย MRR MLR MOR คืออะไร ต่างกันอย่างไร วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจ

MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้ คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้ MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้ MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่ OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้ MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี อัตรา ชื่อเต็ม ลูกค้าที่อ้างอิง ประเภทสินเชื่อ ตัวอย่างของคุณบี MLR Minimum Loan Rate รายใหญ่ชั้นดี เงินกู้มีระยะเวลา เงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี MOR Minimum Overdraft Rate รายใหญ่ชั้นดี วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) วงเงิน OD 500,000 บาท MRR Minimum Retail Rate รายย่อยชั้นดี สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี) ธนาคาร MLR MOR MRR กรุงเทพ 6.350 6.500 6.500 กสิกรไทย 6.520 6.340 6.580 กรุงไทย 6.300 6.270 6.845 ไทยพาณิชย์ 6.350 6.275 6.575 กรุงศรีอยุธยา 6.550 6.375 6.670 ทหารไทยธนชาต (ttb) 6.950 6.600 7.105 อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569 ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว อัตราของไทยพาณิชย์ ก่อน 2 มี.ค. 2569 ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569 ลดลง MLR 6.400% 6.350% 0.050% MOR 6.425% 6.275% 0.150% MRR 6.675% 6.575% 0.100% อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569 อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง ข้อความในสัญญา อัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง) ดอกเบี้ยจริงต่อปี MRR − 2.75% MRR 6.58% 6.58 − 2.75 = 3.83% MLR + 0.5% MLR 6.52% 6.52 + 0.5 = 7.02% MOR + 1% MOR 6.34% 6.34 + 1 = 7.34% ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี ข้อเสนอ MOR ของธนาคาร ส่วนต่าง ดอกเบี้ยจริง ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ธนาคาร ก 6.34% + 1.00% 7.34% 22,020 บาท ธนาคาร ข 6.275% + 1.25% 7.525% 22,575 บาท ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน รายการ เงินกู้ซื้อเตาอบ วงเงิน OD อัตราในสัญญา MLR + 0.5% = 7.02% MOR + 1% = 7.34% ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ย เงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาท เบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท จำนวนวัน 31 วัน (งวดแรก) 20 วัน การคำนวณ 2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365 300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365 ดอกเบี้ย 11,924.38 บาท 1,206.58 บาท OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว MLR เปลี่ยน MLR ดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%) ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ลดลง 0.25% 6.27% 6.77% 135,400 บาท เท่าเดิม 6.52% 7.02% 140,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.25% 6.77% 7.27% 145,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.50% 7.02% 7.52% 150,400 บาท ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5% บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 11,924.38 เงินฝากธนาคาร 11,924.38 ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร ความต้องการใช้เงิน สินเชื่อที่เหมาะ อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่ เงินกู้มีระยะเวลา MLR ± ส่วนต่าง จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงิน วงเงิน OD MOR ± ส่วนต่าง ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของ สินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน MRR ± ส่วนต่าง ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม MRR ปัจจุบันเท่าไร ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (รายงานสินค้าคงเหลือ) สรุปข้อมูลที่ต้องมี ใครต้องทำ

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คืออะไร รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คือ รายงานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งขายสินค้า ต้องจัดทำตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อบันทึกปริมาณสินค้าและวัตถุดิบที่รับเข้า จ่ายออก และคงเหลือของแต่ละสถานประกอบการ หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่ารายงานสินค้าคงเหลือ หรือรายงานสต๊อกตามแบบสรรพากร รายงานนี้ไม่ต้องยื่นส่งกรมสรรพากรทุกเดือนแบบ ภ.พ.30 แต่ต้องจัดทำไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจได้ตลอดเวลา รูปแบบและวิธีบันทึกเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ซึ่งกำหนดรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ในประกาศเดียวกัน สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จด VAT และขายสินค้า เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัทขายอุปกรณ์และวัตถุดิบเบเกอรี่ที่จด VAT แล้ว มีหน้าร้าน 2 สาขา ขายทั้งแป้ง เนย และพิมพ์อบขนม รายงานตามแบบสรรพากรต่างจาก Stock Card และใบตรวจนับอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แต่ทำหน้าที่ต่างกัน เอกสาร ใครกำหนด ใช้ทำอะไร รายงานตามแบบสรรพากร กฎหมาย VAT (มาตรา 87(3) และประกาศฉบับที่ 89) หลักฐานปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจ Stock Card (บัตรคุมสินค้า) กิจการกำหนดเอง ติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าแต่ละรายการในคลัง ใช้ภายใน ใบตรวจนับสินค้า กิจการกำหนดเอง บันทึกผลนับของจริง ณ วันที่นับ เพื่อเทียบกับรายงาน ถ้า Stock Card ของกิจการบันทึกข้อมูลครบตามที่ประกาศกำหนดและแยกตามสถานประกอบการ ก็ใช้เป็นฐานทำรายงานตามแบบสรรพากรได้ ส่วนใบตรวจนับใช้ยืนยันว่าตัวเลขในรายงานตรงกับของจริง วิธีนับสต๊อกอ่านต่อได้ที่บทความ นับสต๊อกสินค้าอย่างไรให้แม่นยำ ใครต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าเป็นผู้จัดทำ ธุรกิจที่ให้บริการอย่างเดียวจึงไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนธุรกิจที่ทั้งขายสินค้าและให้บริการ ต้องทำรายงานสำหรับส่วนที่เป็นสินค้า ธุรกิจบางประเภทมีรายงานตามกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว ประกาศจึงให้ใช้รายงานนั้นแทนได้ ประเภทธุรกิจ รายงานที่ใช้แทน โรงเลื่อยและค้าไม้ บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ค้าของเก่า บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า ร้านค้าปลอดอากร บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ธุรกิจน้ำมัน รายงานตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวแทนที่รับฝากขายสินค้าให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน ก็มีหน้าที่ทำรายงานนี้สำหรับสินค้าที่รับฝากขายด้วย ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องหน้าที่ของตัวแทน รายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ประกาศฉบับที่ 89 ให้บันทึกตามปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบที่รับเข้าและจ่ายออกจริง โดยมีเอกสารการรับและจ่ายประกอบทุกรายการ ในทางปฏิบัติรายงานจึงแบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วน และควรเทียบหัวคอลัมน์กับแบบฟอร์มรายงานสินค้าและวัตถุดิบท้ายประกาศอีกครั้งก่อนใช้จริง ส่วนหัวรายงาน ส่วนรายการ ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการมาก บันทึกรวมเป็นกลุ่มสินค้าแทนการแยกรายตัวได้ตามข้อ 9 วรรคสาม และถ้าบันทึกยอดรวมรายวัน ต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น เอกสารที่ใช้ประกอบมักมีดังนี้ ประเภทรายการ เอกสารประกอบ รับสินค้าที่ซื้อ ใบกำกับภาษีซื้อ ใบส่งของ ใบรับสินค้า จ่ายสินค้าที่ขาย ใบกำกับภาษีขาย ใบส่งของ โอนระหว่างสาขา ใบโอนสินค้า รับคืนจากลูกค้า ใบลดหนี้ เบิกวัตถุดิบไปผลิต ใบเบิกวัตถุดิบ ต้องบันทึกเมื่อไร และต้องแยกตามสาขาไหม ต้องบันทึกภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหรือจ่ายสินค้า ตามข้อ 9 ของประกาศฉบับที่ 89 รายการที่รับหรือจ่ายวันจันทร์จึงต้องลงรายงานภายในวันพฤหัสบดี ถ้าไม่มีวันหยุดคั่น กิจการที่มีหลายสถานประกอบการต้องทำรายงานแยกตามแต่ละสถานประกอบการตามข้อ 5 แม้จะได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 รวมกันก็ตาม ส่วนการแยกรายงานย่อยตามแผนกหรือประเภทสินค้าทำได้ตามข้อ 4 ในกรณีของคุณมิ้นท์ สาขา 1 และสาขา 2 ต้องมีรายงานของตัวเอง เมื่อสาขา 1 โอนแป้งไปสาขา 2 รายงานของสาขา 1 บันทึกเป็นจ่ายออก และรายงานของสาขา 2 บันทึกเป็นรับเข้า โดยใช้ใบโอนสินค้าใบเดียวกันเป็นหลักฐาน ยอดรวมทั้งบริษัทจึงไม่เปลี่ยน แต่ยอดคงเหลือของแต่ละสาขาตรงกับของที่อยู่จริง ตัวอย่างรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตัวอย่างนี้เป็นรายงานของแป้งสาลีขนาด 1 กิโลกรัม สาขา 1 ของบริษัทคุณมิ้นท์ เดือนตุลาคม 2569 นับปริมาณเป็นถุง ส่วนหัว: บริษัท มิ้นท์เบเกอรี่ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมติ) · เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-1055-xxxxx-xx-x · สาขาที่ 00001 · สินค้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ ถุง 1 กก. · หน่วย ถุง วันที่ เลขที่เอกสาร รายการ รับ จ่าย คงเหลือ 1 ต.ค. 69 ยอดยกมา 120 3 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีซื้อ PI-6910-012 ซื้อจากผู้ผลิต 200 320 5 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-031 ขายร้านขนมลูกค้าประจำ 80 240 12 ต.ค. 69 ใบโอนสินค้า TR-6910-004 โอนไปสาขา 2 50 190 20 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-077 ขายส่งโรงเรียนสอนทำขนม 90 100 28 ต.ค. 69 ใบลดหนี้ CN-6910-002 รับคืนถุงชำรุดจากลูกค้า 5 105 31 ต.ค. 69 รวมเดือนตุลาคม 205 220 105 ยอดคงเหลือ 105 ถุงคือ 120 + 205 − 220 ถ้าวันที่ 31 ตุลาคม นับของจริงได้ 105 ถุงพอดี แปลว่ารายงานกับของในร้านตรงกัน ทุกบรรทัดผูกกับเลขที่เอกสาร เจ้าหน้าที่จึงสุ่มตรวจย้อนจากรายงานไปที่เอกสารได้ทันที ถุงที่รับคืนเพราะชำรุดควรแยกไว้และหมายเหตุสภาพ ถ้าภายหลังต้องทำลาย ให้ทำเอกสารการทำลายและบันทึกจ่ายออกในรายงาน ไม่ปล่อยให้กลายเป็นสินค้าขาดตอนนับ ทำรายงานสินค้าคงเหลือใน Excel ได้ไหม ได้ ข้อ 10 ของประกาศฉบับที่ 89 ให้จัดทำรายงานด้วยวิธีพิมพ์หรือด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้ และใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ตารางแบบตัวอย่างข้างบนจึงใช้เป็นแบบฟอร์มรายงานสต๊อกสินค้าใน Excel ได้ ถ้ามีข้อมูลครบตามแบบและแยกตามสถานประกอบการ จุดที่ต้องระวังเมื่อใช้ Excel คือการแก้ตัวเลขย้อนหลังโดยไม่มีร่องรอย ควรล็อกเดือนที่ปิดแล้ว เก็บไฟล์แยกตามเดือน และอย่าแก้ยอดยกมาให้ตรงกับของที่นับได้โดยไม่มีเอกสารประกอบ เพราะเท่ากับซ่อนสินค้าขาดไว้ในรายงาน สินค้าขาดหรือเกินจากรายงานมีผลอย่างไร สินค้าขาดจากรายงานมีผลทางภาษีโดยตรง ตามข้อหารือของกรมสรรพากร ถ้าตรวจนับแล้วสินค้าขาดจากรายงาน และไม่มีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย ให้ถือว่าสินค้าที่ขาดไปนั้นได้ขายแล้ว ประเด็น หลักเกณฑ์ มาตรา สถานะของสินค้าที่ขาด ถือว่าขาย 77/1(8)(จ) ฐานภาษี ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ตรวจพบ 79/3(3) เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษี 89(10) การขอลดเบี้ยปรับ ขอลดได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร คำสั่ง ท.ป.81/2542 สมมติคุณมิ้นท์นับสต๊อกสิ้นปีแล้วพบแป้งสาลีสาขา 1 ขาดจากรายงาน 20 ถุง ราคาตลาดวันที่ตรวจพบถุงละ 45 บาท (ไม่รวม VAT) ตัวเลขนี้สมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ฐานภาษีตามราคาตลาด 20 × 45 900 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% 900 × 7% 63 เบี้ยปรับ 2 เท่า ก่อนขอลด 63 × 2 126 ตัวเลขดูไม่มากเพราะเป็นแป้งแค่ 20 ถุง แต่ถ้าเป็นสินค้าราคาสูงหรือขาดหลายรายการ ภาษีและเบี้ยปรับจะสูงตาม และยังต้องอธิบายส่วนต่างให้เจ้าหน้าที่ฟังทุกรายการ ส่วนกรณีสินค้าเกินจากรายงาน มักแปลว่ามีการรับสินค้าเข้าโดยไม่ได้บันทึก หรือบันทึกจ่ายมากเกินจริง ผลคือรายงานไม่ถูกต้องตามที่ประกาศกำหนด ควรตรวจหาเอกสารรับเข้าที่ตกหล่นและบันทึกให้ครบ แทนการปรับยอดในรายงานลอย ๆ ป้องกันสินค้าขาดจากรายงานอย่างไร ทางป้องกันที่ได้ผลคือทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของสินค้ามีเอกสาร และนับของจริงเทียบรายงานเป็นระยะ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ จุดที่ทำให้กิจการเสียภาษีจากสินค้าขาดบ่อยที่สุดไม่ใช่การขโมย แต่เป็นสินค้าเสียหายหรือแจกเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้ทำเอกสาร พอถึงวันนับจึงไม่มีหลักฐานอธิบายส่วนที่หายไป สรุป – รายงานสินค้าและวัตถุดิบต้องจำอะไรบ้าง รายงานนี้ไม่ต้องส่งทุกเดือน แต่เป็นเอกสารแรก ๆ ที่เจ้าหน้าที่ขอดูเมื่อมาตรวจสต๊อก ตัวเลขในรายงานต้องตรงกับของจริงและมีเอกสารรองรับทุกบรรทัด ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเลือกสินค้าขายดี 3 รายการ นับของจริงที่ร้าน แล้วเทียบกับยอดคงเหลือในรายงานของเดือนล่าสุด ถ้าไม่ตรง ให้ไล่หาเอกสารที่ขาดก่อนสิ้นปี การบันทึกรับจ่ายสินค้าภายใน 3 วันทำการแยกทุกสาขาด้วยมือใช้เวลามากและพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ตัดสต๊อกจากเอกสารซื้อขายที่บันทึกในระบบ และพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือตามช่วงวันที่เป็นไฟล์ Excel โดยเลือกแสดงเฉพาะสินค้าที่มีความเคลื่อนไหวได้ ดูรายละเอียดฟีเจอร์ได้ที่รายงานสต๊อกสินค้าใน PEAK ขั้นตอนอยู่ในคู่มือพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือใน PEAK และใช้คู่มือกระทบยอดรายงานสินค้าคงเหลือกับงบทดลองตรวจความถูกต้องก่อนปิดงบ ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รายงานสินค้าคงเหลือต้องส่งสรรพากรไหม ไม่ต้องส่งเป็นประจำ แต่ต้องจัดทำและเก็บไว้ที่สถานประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่ขอตรวจได้ทุกเมื่อ ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือน ต้องเก็บรายงานไว้นานแค่ไหน เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันที่ทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงาน ถ้าจะเก็บที่อื่นต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน ธุรกิจบริการต้องทำรายงานนี้ไหม ถ้าให้บริการอย่างเดียวและไม่ได้ขายสินค้า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนด แต่ถ้าขายสินค้าด้วย เช่น ร้านซ่อมที่ขายอะไหล่ ต้องทำรายงานสำหรับสินค้าส่วนนั้น ไม่ทำรายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรมีโทษอะไร ผู้ประกอบการที่ไม่จัดทำหรือจัดทำรายงานไม่ถูกต้องมีโทษปรับทางอาญาตามมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อหารือของกรมสรรพากร และถ้าสินค้าขาดจากรายงานยังต้องเสีย VAT พร้อมเบี้ยปรับตามที่อธิบายไว้ข้างบน บันทึกยอดขายรวมทั้งวันแทนรายใบได้ไหม ได้ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 9 ให้บันทึกยอดรวมรายวันได้ โดยต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการยังบันทึกเป็นกลุ่มสินค้าได้ด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

32 min

ผู้สอบบัญชีคือใคร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์ บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้ทำบัญชี (นักบัญชี) ผู้สอบบัญชี (Auditor) หน้าที่หลัก บันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงิน ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น สังกัดการทำงาน พนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชี ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ ใบอนุญาตวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA) ผลลัพธ์ของงาน งบการเงินประจำงวดและประจำปี หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้ ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กฎหมายรองรับ พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก เกณฑ์ขนาดกิจการ ไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชี มีอำนาจตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด รวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ รูปแบบองค์กรธุรกิจ ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้ บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ไม่ต้องมี ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ) ต้องมี สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ รอบปีบัญชี ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม รายได้รวม ประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้ ปี 2568 2 ล้านบาท 18 ล้านบาท 25 ล้านบาท สามารถใช้ TA หรือ CPA ปี 2569 2 ล้านบาท 24 ล้านบาท 35 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท) ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.) 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท 42 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด) ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก จุดตรวจสอบสำคัญ เหตุผลความเสี่ยงทางบัญชี สิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ รายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง รายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention) ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างาน วัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ รายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบความเห็น ความหมายทางวิชาชีพ ผลกระทบต่อกิจการ ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญ งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ มีเงื่อนไข (Qualified Opinion) งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจาย ธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion) งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมาก ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion) ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบ มักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้ ช่วงเวลาดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของกิจการ บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี ตุลาคม – พฤศจิกายน ตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบ ประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า ธันวาคม จัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปี เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง มกราคม – กุมภาพันธ์ ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบ ส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า มีนาคม บันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบ สรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร เมษายน จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน ออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง พฤษภาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน ปัจจัยกำหนดค่าบริการ ผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี รูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้ กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชี หากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่ อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด 1. คุณวุฒิการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง 2. การฝึกหัดงานสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง 3. การทดสอบความรู้ สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing 4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะ ยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA) ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก