เงินเดือน

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

จ่ายประกันสังคมออนไลน์ ครบทุกช่องทาง นายจ้างและผู้ประกันตน

ทุกวันนี้การจ่ายประกันสังคมออนไลน์ (ปกส ออนไลน์) ทำได้เองจากที่ทำงานหรือที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานประกันสังคมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบให้พนักงานทุกเดือน หรือผู้ประกันตนที่จ่ายค่าประกันสังคมเอง ก็มีช่องทางให้เลือกหลายทาง คู่มือนี้รวมทุกวิธีไว้ที่เดียว พร้อมขั้นตอนทีละข้อ กำหนดเวลานำส่ง และจุดที่คนมักพลาดบ่อย เพื่อให้คุณจ่ายได้ถูกต้อง ครบ ตรงเวลา เงินสมทบประกันสังคมคืออะไร และใครมีหน้าที่จ่ายบ้าง เงินสมทบประกันสังคม คือเงินที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน คลอดบุตร ชราภาพ และเสียชีวิต ผู้ที่มีหน้าที่จ่ายแบ่งตามมาตราที่ตนขึ้นทะเบียนไว้ (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ก่อนจะดูวิธีจ่าย ควรรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่มาตราไหน เพราะแต่ละมาตราคำนวณเงินและมีช่องทางจ่ายต่างกัน มาตรา ใครใช้ ผู้จ่ายเงินสมทบ มาตรา 33 ลูกจ้างในบริษัทที่มีนายจ้าง นายจ้างหักจากเงินเดือนลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง มาตรา 39 เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 แล้วลาออก แต่สมัครใจส่งต่อ ผู้ประกันตนจ่ายเอง มาตรา 40 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกันตนจ่ายเอง ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่มีพนักงาน คุณคือนายจ้างตามมาตรา 33 และมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนของลูกจ้าง บวกกับส่วนที่นายจ้างต้องสมทบเท่ากัน แล้วนำส่งให้สำนักงานประกันสังคมทุกเดือน อัตราเงินสมทบประกันสังคมล่าสุด แต่ละมาตราจ่ายเท่าไร อัตราเงินสมทบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของฐานค่าจ้าง โดยมีเพดานสูงสุดที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด ตารางด้านล่างสรุปอัตราของแต่ละมาตรา มาตรา อัตรา ฐานคำนวณ เงินสมทบต่อเดือน มาตรา 33 (ลูกจ้าง) 5% ของค่าจ้าง ตามเพดานค่าจ้างของปีนั้น (ดูตารางด้านล่าง) สูงสุด 875–1,150 บาท มาตรา 33 (นายจ้างสมทบ) 5% ของค่าจ้าง ตามเพดานค่าจ้างของปีนั้น (ดูตารางด้านล่าง) สูงสุด 875–1,150 บาท มาตรา 39 9% ของฐาน 4,800 บาท คงที่ 4,800 บาท 432 บาท มาตรา 40 เลือกแพ็กเกจ — 70 / 100 / 300 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องรู้สำหรับมาตรา 33 คือ เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบกำลังทยอยปรับขึ้นเป็นขั้นบันได ทำให้ยอดเงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามระยะ (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ระยะ ปีที่มีผล ฐานค่าจ้างสูงสุด เงินสมทบสูงสุดต่อเดือน (5%) ระยะที่ 1 2569–2571 17,500 บาท 875 บาท ระยะที่ 2 2572–2574 20,000 บาท 1,000 บาท ระยะที่ 3 2575 เป็นต้นไป 23,000 บาท 1,150 บาท ยอดสูงสุดข้างต้นเป็นของแต่ละฝ่าย ทั้งลูกจ้างและนายจ้างสมทบเท่ากัน เช่น ในปี 2569 หากลูกจ้างมีค่าจ้างถึงเพดาน นายจ้างจะนำส่งรวม 875 บวก 875 เท่ากับ 1,750 บาทต่อคน ตัวอย่างการคำนวณของมาตรา 33 ถ้าลูกจ้างมีเงินเดือน 12,000 บาท จะคิดเงินสมทบจากฐานจริง เพราะยังไม่ถึงเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสมทบส่วนลูกจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท เงินสมทบส่วนนายจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท นายจ้างนำส่งรวมต่อคน 600 + 600 1,200 บาท ถ้าเงินเดือนเกินเพดานที่กำหนด จะคิดจากเพดานสูงสุดเท่านั้น ไม่ได้คิดจากเงินเดือนเต็มจำนวน ช่องทางจ่ายประกันสังคมออนไลน์มีอะไรบ้าง ปัจจุบันจ่ายประกันสังคมออนไลน์ได้หลายช่องทาง เลือกได้ตามว่าคุณเป็นนายจ้างที่นำส่งให้พนักงาน หรือเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเอง ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจ ช่องทาง เหมาะกับใคร จุดเด่น ระบบ e-Service (สปส.) นายจ้าง ม.33 ส่งข้อมูลเงินสมทบพนักงานทั้งบริษัทได้ในที่เดียว e-Payment / QR Code ผ่านธนาคาร นายจ้าง ม.33 ตัดจ่ายจากบัญชีบริษัทหลังส่งข้อมูล แอปธนาคาร (Mobile Banking) ผู้ประกันตน ม.39/40 จ่ายเองได้ทุกที่ ไม่มีค่าธรรมเนียม แอปเป๋าตัง ผู้ประกันตน ม.39/40 จ่ายผ่านมือถือ สะดวก หักบัญชีอัตโนมัติ ผู้ประกันตน ม.39/40 ตั้งครั้งเดียว ตัดจ่ายทุกเดือน ไม่ลืม นายจ้างส่วนใหญ่จะใช้ระบบ e-Service เป็นหลัก ส่วนผู้ประกันตนที่จ่ายเองมักเลือกแอปธนาคารหรือหักบัญชีอัตโนมัติเพราะไม่ต้องกดจ่ายเองทุกเดือน วิธีจ่ายผ่านระบบ e-Service สำนักงานประกันสังคม (สำหรับนายจ้าง) นายจ้างจ่ายเงินสมทบออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ได้ใน 3 ขั้นใหญ่ คือสมัครเข้าใช้ระบบ ส่งข้อมูลเงินสมทบของพนักงาน แล้วชำระเงิน แต่ละขั้นมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 สมัครและเข้าสู่ระบบ e-Service ถ้ายังไม่เคยใช้ระบบ ต้องลงทะเบียนขอทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตก่อน ทำตามลำดับนี้ เมื่อเข้าระบบได้แล้ว ครั้งต่อไปก็ล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำ ขั้นที่ 2 ส่งข้อมูลเงินสมทบพนักงาน ขั้นนี้คือการแจ้งว่าเดือนนี้มีพนักงานกี่คนและต้องนำส่งเงินสมทบเท่าไร ทำได้ 2 แบบ ถ้าใช้โปรแกรมเงินเดือนอย่าง PEAK Payroll ระบบจะช่วยเตรียมไฟล์ข้อมูลเงินสมทบ (สปส.1-10) ให้อัตโนมัติ ลดการคีย์มือ ระบบ e-Service จะคำนวณยอดเงินสมทบรวมให้อัตโนมัติหลังส่งข้อมูล ตรวจสอบยอดให้ตรงกับที่คำนวณไว้ก่อนไปขั้นชำระเงิน ขั้นที่ 3 ชำระเงินผ่าน e-Payment หรือ QR Code หลังส่งข้อมูลแล้ว ระบบจะสร้างรายการให้ชำระเงิน เลือกจ่ายได้ 2 วิธีหลัก เมื่อชำระสำเร็จ ควรบันทึกหรือดาวน์โหลดหลักฐานการชำระเงินไว้เป็นเอกสารทางบัญชีทุกครั้ง วิธีจ่ายผ่านธนาคาร แอปธนาคาร และเป๋าตัง (สำหรับผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40) ผู้ประกันตนที่จ่ายเองไม่ต้องใช้ระบบ e-Service แต่จ่ายผ่านช่องทางของธนาคารหรือแอปได้เลย เพราะยอดเงินสมทบต่อเดือนเป็นจำนวนคงที่อยู่แล้ว วิธีที่นิยมมีดังนี้ การใช้หักบัญชีอัตโนมัติช่วยลดโอกาสขาดส่งได้มากที่สุด เพราะไม่ต้องพึ่งการกดจ่ายเองทุกเดือน จ่ายประกันสังคมได้ถึงวันไหน ถ้าจ่ายช้าเสียค่าปรับเท่าไร นายจ้างตามมาตรา 33 ต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น เงินสมทบของเดือนมกราคม ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่ถ้ายื่นและชำระผ่านระบบ e-Payment จะได้ขยายเวลาออกไปอีก (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) หากนำส่งช้ากว่ากำหนด จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างส่ง ยิ่งช้ายิ่งบานปลาย ดังนั้นควรตั้งเตือนล่วงหน้าทุกเดือน ประเด็น รายละเอียด กำหนดนำส่งปกติ (นายจ้าง ม.33) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยื่นและจ่ายผ่าน e-Payment ขยายเวลาเพิ่ม (ดูตารางกำหนดจ่ายปี 2569 ด้านล่าง) จ่ายช้า เสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดค้าง สำหรับนายจ้างที่จ่ายผ่าน e-Payment ในปี 2569 สำนักงานประกันสังคมกำหนดวันสุดท้ายของการชำระแต่ละเดือนไว้ดังนี้ เงินสมทบเดือน จ่ายผ่าน e-Payment ภายใน มกราคม 2569 25 กุมภาพันธ์ 2569 กุมภาพันธ์ 2569 25 มีนาคม 2569 มีนาคม 2569 27 เมษายน 2569 เมษายน 2569 26 พฤษภาคม 2569 พฤษภาคม 2569 24 มิถุนายน 2569 มิถุนายน 2569 24 กรกฎาคม 2569 กรกฎาคม 2569 26 สิงหาคม 2569 สิงหาคม 2569 24 กันยายน 2569 กันยายน 2569 27 ตุลาคม 2569 ตุลาคม 2569 25 พฤศจิกายน 2569 พฤศจิกายน 2569 24 ธันวาคม 2569 ธันวาคม 2569 26 มกราคม 2570 ปัญหาที่พบบ่อยเวลาจ่ายประกันสังคมออนไลน์ และวิธีแก้ หลายคนติดปัญหาเดิมๆ เวลาจ่ายออนไลน์ครั้งแรก รู้ไว้ก่อนจะช่วยให้ไม่เสียเวลา ปัญหาส่วนใหญ่มาจากข้อมูลพนักงานที่ไม่อัปเดต การมีระบบบัญชีและเงินเดือนออนไลน์ที่จัดการข้อมูลพนักงานให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ จะช่วยลดความผิดพลาดตรงนี้ได้มาก สรุป การจ่ายประกันสังคมออนไลน์ให้ครบและตรงเวลา เริ่มจาก 3 เรื่องนี้ ให้ PEAK Payroll คำนวณและเตรียมนำส่งประกันสังคมอัตโนมัติ สำหรับนายจ้างที่ต้องจัดการเงินเดือนพนักงานหลายคน PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินสมทบประกันสังคมของพนักงานแต่ละคนให้อัตโนมัติ พร้อมเตรียมข้อมูลสำหรับนำส่ง ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและความผิดพลาดจากการคำนวณเอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจ่ายประกันสังคมออนไลน์ ถ้าเดือนนี้ไม่มีลูกจ้าง นายจ้างยังต้องยื่นข้อมูลไหม โดยทั่วไปนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ยังต้องแจ้งข้อมูลตามรอบ แม้เดือนนั้นไม่มีพนักงานที่ต้องนำส่ง เพื่อไม่ให้ระบบมองว่าขาดการยื่น แนะนำให้ตรวจสอบสถานะกิจการกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง ผู้ประกันตนจ่ายผิดมาตราหรือผิดยอด ทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคมที่ดูแลพื้นที่ของคุณเพื่อขอปรับปรุงข้อมูลหรือขอคืนเงินส่วนเกิน ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ทุกครั้งเพื่อใช้อ้างอิง จ่ายประกันสังคมออนไลน์มีค่าธรรมเนียมไหม การจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่บางช่องทางหรือบางธนาคารอาจมีเงื่อนไขต่างกัน ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนทำรายการ เปลี่ยนช่องทางจ่ายระหว่างปีได้ไหม ได้ ผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนวิธีจ่ายได้ เช่น จากจ่ายผ่านแอปธนาคารมาเป็นหักบัญชีอัตโนมัติ โดยยื่นเรื่องกับธนาคารหรือสำนักงานประกันสังคมตามช่องทางที่ต้องการจของคุณบริหารจัดการการเงินและข้อมูลพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ปรับเงินเดือนพนักงาน คำนวณยังไง อัปเดตกฎหมายแรงงาน

ถึงช่วงปลายปีทีไร เจ้าของกิจการ SME ต้องปวดหัวกับคำถามเดิมที่ว่า เราควรปรับเงินเดือนให้พนักงานเท่าไรดี จะปรับน้อยกลัวคนลาออก ปรับมากก็กลัวบริษัทแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเงินเดือน ตั้งแต่กฎหมายแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ การคำนวณเงินเดือน 3 แบบ ตลอดจนปัจจัยที่ควรพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงาน กฎหมายแรงงานว่าด้วยเรื่องค่าจ้าง สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ ก่อนจะคิดปรับเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องรู้กรอบกฎหมายก่อน ลดเงินเดือนไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างไม่สามารถลดค่าจ้างลูกจ้างได้ หากไม่ได้รับความยินยอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากตกลงกับลูกจ้างได้ ต้องมีการลงลายลักษณ์อักษร จ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศ ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จ่ายเงินเดือนตรงเวลาทุกเดือน ต้องจ่ายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงไว้ ถ้าจ่ายล่าช้าถือว่าผิดสัญญาจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กฎหมายใหม่ 2569) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 2569 นายจ้างต้องปรับเงินเดือนไหม อัตราค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) กระทรวงแรงงาน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตรา 337–400 บาทต่อวัน โดยแต่ละจังหวัด มีกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป พื้นที่อัตราสูงสุด 400 บาท/วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และ อ.เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ส่วนอัตราต่ำสุด 337 บาท/วัน อยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หมายเหตุ: หากมีพนักงานคนใดที่ยังได้ค่าตอบแทนไม่ถึงขั้นต่ำ นายจ้างต้องปรับให้ค่าแรงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สูตรคำนวณปรับเงินเดือนแบบเปอร์เซ็นต์ วิธีการคำนวณการปรับเงินเดือนขั้นพื้นฐาน สำหรับองค์กร SME ขนาดเล็ก สามารถทำได้ตามสูตรนี้ เงินเดือนใหม่ = เงินเดือนเดิม × (1 + อัตราปรับ%) ตัวอย่าง: เงินเดือนเดิม 25,000 บาท ปรับขึ้น 5% 25,000 × (1 + 0.05) = 25,000 × 1.05 = 26,250 บาท → เพิ่มขึ้น 1,250 บาท/เดือน เงินเดือนเดิม ปรับ 3% ปรับ 5% ปรับ 7% 15,000 15,450 (+450) 15,750 (+750) 16,050 (+1,050) 25,000 25,750 (+750) 26,250 (+1,250) 26,750 (+1,750) 40,000 41,200 (+1,200) 42,000 (+2,000) 42,800 (+2,800) ฐานเฉลี่ยการปรับเงินเดือนในประเทศไทย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ จะอยู่ที่ 4-6% ต่อปี แต่สำหรับธุรกิจ SME อาจปรับขึ้นตามกำลังของบริษัท สูตรปรับฐานเงินเดือนตามโครงสร้างองค์กร (Compa-Ratio) สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนชัดเจน หรือกระบอกเงินเดือนชัดเจน อาจใช้ Compensation Ratio เพื่อช่วยตัดสินใจว่าควรปรับเท่าไร สูตร: Compa-Ratio = เงินเดือนปัจจุบัน ÷ เงินเดือนกลาง (Midpoint) ของตำแหน่ง หมายเหตุ: ตำแหน่งนักบัญชี มีเงินเดือนกลางอยู่ที่ 30,000 บาท โดยนายไก่ ได้เงินเดือนที่ 25,000 บาท เมื่อคำนวณ Compa-Ratio จะได้ที่ 25,000 ÷ 30,000 = 0.83 ตัวเลขนี้หมายความว่า นายไก่ยังได้ต่ำกว่าค่ากลางของตำแหน่งอยู่ 17% ควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เข้าใกล้ค่ากลางมากขึ้น ส่วนพนักงานที่ Compa-Ratio เกิน 1.0 แสดงว่าได้สูงกว่าค่ากลางแล้ว อาจพิจารณาปรับเงินเดือนในอัตราต่ำลง หรือพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นแทน ปรับเงินเดือนตามผลงาน (Performance-Based) คำนวณยังไง องค์กรขนาดใหญ่ มักใช้คะแนนประเมินผลงานเป็นตัวกำหนดอัตราปรับ แทนที่จะปรับเท่ากันทุกคน โดยมีลักษณะ ดังนี้ ระดับผลงาน คะแนน อัตราปรับ (ตัวอย่าง) ดีเด่น (Outstanding) 5 8-10% ดีมาก (Very Good) 4 6-7% ดี (Good) 3 4-5% พอใช้ (Fair) 2 2-3% ต้องปรับปรุง (Needs Improvement) 1 0% วิธีนี้ จะมอบรางวัลให้กับพนักงานที่มีผลงานดี ช่วยลดความขัดแย้ง แต่องค์กรเองต้องมีระบบประเมินการทำงานที่เป็นธรรมด้วย ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาก่อนปรับเงินเดือน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นายจ้างต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกปี ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนายจ้างและองค์กร ที่มีสิทธิ์ในการปรับเงินเดือนได้ตามเหมาะสม โดยอาจคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ผลประกอบการของบริษัท — ต้องดูว่ากำไรขององค์กร มีมากเพียงพอจะรับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราเงินเฟ้อ — บริษัทควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เทียบเท่า หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย ค่าตอบแทนในตลาด — หากคู่แข่งพร้อมจ่ายมากกว่า ลูกจ้างอาจย้ายบริษัท องค์กรจึงควรพิจารณาจากอัตราตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกัน อายุงานและความรับผิดชอบ — ลูกจ้างที่อยู่มานานหรือรับภาระงานมากขึ้นควรได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเป็นพิเศษ จัดการปรับเงินเดือนทั้งบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK การปรับเงินเดือนพนักงานทีละคนใน Excel เสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ประกันสังคมตามเพดานใหม่ และออกสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง PEAK Payroll ช่วยปรับฐานเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทได้ในไม่กี่คลิก ระบบคำนวณภาษีและประกันสังคมให้อัตโนมัติตามอัตราใหม่ ออกสลิปให้พนักงานทุกคน และลงบัญชีเงินเดือนต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนพนักงาน ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ละจังหวัด จะหาอ่านได้จากไหน สามารถอ่านประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดได้ จากหน้าเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน การคำนวณเงินเดือนขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ คิดยังไง ทำได้โดยใช้เงินเดือนเดิมคูณ 1.03 ตัวอย่าง: เงินเดือน 20,000 × 1.03 = 20,600 บาท หากต้องการปรับเปอร์เซนต์อื่น ให้แทนค่าในเลข 1.xx แทน ปรับเงินเดือนพนักงานแต่ละคนไม่เท่ากัน ผิดกฎหมายไหม ไม่ผิด ถ้ามีเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ปรับตามผลประเมินผลงาน ตามอายุงาน หรือตามโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น ปรับตามเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะสมรส นายจ้างลดเงินเดือนพนักงานไม่ได้ แต่บริษัทขาดทุน แล้วบริษัทมีตัวเลือกอะไรบ้าง หากบริษัทต้องการลดต้นทุนด้านบุคลากร อาจเริ่มจากพิจารณาลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ่ายโบนัส แต่ในทุกการตัดสินใจ ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกฎหมายใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ปรับเงินเดือนพนักงานแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเปลี่ยนไหม การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะคิดจากเงินได้สุทธิทั้งปี โดยเมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เงินได้สุทธิสูงขึ้นเช่นกัน อาจทำให้เข้าขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม นายจ้างจึงต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ตั้งแต่เดือนที่ปรับเงินเดือน และปรับยอดหักในสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สลิปเงินเดือน คืออะไร ข้อมูลที่ต้องมี พร้อมสิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้

เจ้าของกิจการหลายคนรู้จักสลิปเงินเดือน ในฐานะเอกสารที่ต้อง “ออกให้พนักงาน” แต่อาจยังไม่เคยมอง ว่าเอกสารฉบับเดียวกันนี้เชื่อมโยงกับงานบัญชีและภาษีของธุรกิจมากแค่ไหน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย ข้อมูลที่ต้องมี ไปจนถึงเรื่องกฎหมายและการเชื่อมเข้ากับ ภ.ง.ด.1 กับ ประกันสังคม ที่ผู้ประกอบการ SME ควรรู้ สลิปเงินเดือนคืออะไร สลิปเงินเดือน (Pay Slip หรือ Salary Slip) คือเอกสาร ที่นายจ้างออกให้ลูกจ้างทุกงวดการจ่ายค่าจ้าง เพื่อแสดงรายละเอียดรายได้และรายการหักทั้งหมดในเดือนนั้น ลูกจ้างจะเห็นได้ทันทีว่าเงินที่ได้รับจริงมาจากอะไร ถูกหักอะไรไปเท่าไหร่ และเงินได้สุทธิเหลือเท่าไหร่ ในทางปฏิบัติ ใบสลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญทั้งฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้าง เพราะเป็นหลักฐานยืนยันการจ่ายค่าจ้าง ที่ใช้อ้างอิงได้ทั้งเรื่องภาษี สินเชื่อ และข้อพิพาทแรงงาน สลิปเงินเดือนต่างจากหนังสือรับรองเงินเดือนอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างเอกสารสองประเภทนี้ แต่จุดประสงค์ต่างกันชัดเจน — สลิปแสดงรายละเอียดรายรับและรายหักของเดือนใดเดือนหนึ่ง ส่วนหนังสือรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารที่นายจ้างออก เพื่อยืนยันว่าพนักงานคนนี้ทำงานอยู่กับบริษัทจริง และได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งมักใช้ประกอบการขอสินเชื่อหรือค้ำประกัน เอกสารทั้งสองใช้แทนกันไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินอาจขอทั้งสองอย่างพร้อมกัน องค์ประกอบและตัวอย่างสลิปเงินเดือน เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้พนักงาน อ่านจบแล้วเข้าใจทันทีว่าเดือนนี้ได้รับเงินเท่าไหร่ ถูกหักอะไรไปบ้าง และเงินรับสุทธิเหลือเท่าไหร่ ตัวอย่างสลิปเงินเดือน จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกสลิปให้พนักงานแผนกการขาย ตำแหน่งผู้จัดการ รอบเงินเดือนเดือนสิงหาคม ข้อมูลบริษัทและพนักงาน ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อ-นามสกุลพนักงาน รหัสพนักงาน แผนก ตำแหน่ง และเลขบัญชีธนาคารที่ใช้โอนเงินเดือน นอกจากนี้ต้องระบุรอบเงินเดือน (วันที่เริ่มต้น-สิ้นสุด) และวันที่ชำระเงินเดือน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้ตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง รายได้ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง พนักงานได้รับรายได้ดังนี้ รายได้ จำนวนเงิน (บาท) เงินเดือน 50,000.00 ค่าล่วงเวลา 3,000.00 รายได้รวม 53,000.00 นอกจากเงินเดือนฐานและค่าล่วงเวลาแล้ว บริษัทอื่นอาจมีรายการรับเพิ่มเติม เช่น โบนัส ค่าตำแหน่ง ค่าครองชีพ หรือค่าคอมมิชชัน ทุกรายการควรแสดงแยกบรรทัดเพื่อความโปร่งใส รายการหัก รายการหักที่พบบ่อยในสลิปของบริษัทเอกชน ได้แก่ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เงินสมทบประกันสังคม เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายการหักอื่น ๆ จากตัวอย่าง พนักงานคนนี้ถูกหักดังนี้ รายการหัก จำนวนเงิน (บาท) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1,716.67 ประกันสังคม 750.00 รายการหักรวม 2,466.67 เงินรับสุทธิ: 50,533.33 บาท (รายได้รวม 53,000 − รายการหักรวม 2,466.67) ข้อควรรู้เรื่องประกันสังคม — ตัวอย่างนี้ใช้เพดานฐานค่าจ้าง 15,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราปี 2568 (หักสูงสุด 750 บาท) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานปรับเป็น 17,500 บาท ลูกจ้างจ่าย 5% สูงสุดไม่เกิน 875 บาทต่อเดือน ส่วนรายการหักอื่น เช่น เงินกู้ยืมสวัสดิการ หรือค่าเครื่องแบบ ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง ตาม ม.77 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เงินได้สะสมและภาษีสะสม สลิปที่ดีจะมีส่วน “รวมเงินได้ทั้งปี” แสดงอยู่ด้านล่าง จากตัวอย่าง เดือนสิงหาคม (เดือนที่ 2 ของปีภาษี) แสดงดังนี้ รายการสะสม จำนวนเงิน (บาท) เงินได้สะสม 103,000.00 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสะสม 3,433.34 เงินประกันสังคมสะสม 1,500.00 เงินกองทุนสำรองฯ สะสม 0.00 เงินได้สะสมคือยอดรวมรายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนปัจจุบัน ส่วนภาษีสะสมคือยอดรวมภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่ต้นปี ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้พนักงานตรวจสอบได้ว่า การหักภาษีรายเดือนถูกต้องหรือไม่ และเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่นายจ้างจะระบุ ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ตอนสิ้นปี สลิปเงินเดือนสำคัญอย่างไร มุมพนักงานและมุมนายจ้าง เอกสารฉบับนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ฝั่งพนักงาน ฝั่งนายจ้างเองก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่ากัน มุมพนักงาน — สินเชื่อ ยื่นภาษี สมัครงาน พนักงานใช้สลิปเป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อ กับสถาบันการเงิน ใช้ตรวจสอบรายการหักก่อนยื่นภาษีประจำปี และยังใช้ประกอบการสมัครงานเพื่อแสดงฐานเงินเดือนเดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้ตรวจสอบว่านายจ้างหักประกันสังคม และภาษีถูกต้องตามจริงหรือไม่ มุมนายจ้าง — หลักฐานบัญชี ลดข้อพิพาท ดึงดูดพนักงาน สำหรับผู้ประกอบการ สลิปเป็นหลักฐานว่าบริษัท จ่ายค่าจ้างครบถ้วนตามที่ตกลง หากเกิดข้อพิพาทแรงงาน เอกสารนี้จะเป็นสิ่งสำคัญ ที่ใช้ยืนยันต่อศาลแรงงานได้ ธุรกิจที่ออกเอกสารนี้อย่างเป็นระบบยังสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับองค์กร ช่วยให้พนักงานขอสินเชื่อได้สะดวก ซึ่งเป็นสวัสดิการทางอ้อม ที่ช่วยดึงดูดคนทำงานที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ออกเอกสารเงินเดือน ให้พนักงานชัดเจนทุกเดือน ย่อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกว่าธุรกิจที่จ่ายเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน นอกจากนี้ ในมุมการบริหารต้นทุน เจ้าของกิจการสามารถใช้ข้อมูลรวมจากเอกสารเงินเดือนทุกคน มาวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรแต่ละเดือนได้ชัดเจน ทำให้เห็นว่าค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือสวัสดิการใดกำลังเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งช่วยในการตัดสินใจด้านงบประมาณบุคลากรได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการต้องออกสลิปเงินเดือนตามกฎหมายไหม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้ระบุคำว่า “สลิปเงินเดือน” โดยตรง แต่มาตรา 76 กำหนดว่านายจ้างต้องแจ้งรายการหักค่าจ้าง ให้ลูกจ้างทราบ ซึ่งในทางปฏิบัติ การออกเอกสารที่แสดงรายการรับ-จ่ายครบถ้วน ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตามกฎหมายมาตรานี้ (ข้อมูลจาก กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการ — หากไม่มีเอกสาร ยืนยันการจ่ายค่าจ้าง เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างหรือรายการหัก นายจ้างจะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือศาลแรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดตาม ม.144 (โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) กรณีพิสูจน์ได้ว่าจ่ายค่าจ้างไม่ครบถ้วน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับตรง ๆ แต่สำหรับ SME ที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป การออกใบสลิปเงินเดือนทุกเดือนถือเป็นแนวปฏิบัติที่ควรทำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความโปร่งใสในองค์กร สลิปเงินเดือนเชื่อมกับงานบัญชีและภาษีอย่างไร สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนมองข้าม คือข้อมูลในสลิปแต่ละเดือน เชื่อมโยงกับงานบัญชีและภาษีของธุรกิจหลายจุด ภ.ง.ด.1 — ยอดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่แสดงในสลิปของพนักงานทุกคนต้องรวมกันเป็นยอดเดียวกับที่ยื่น ภ.ง.ด.1 ให้กรมสรรพากรภายใน 7 วันของเดือนถัดไป (หรือ 15 วัน กรณียื่นผ่านอินเทอร์เน็ต) หากตัวเลขไม่ตรงกัน อาจถูกเรียกตรวจสอบ ประกันสังคม — ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบ ต้องตรงกับที่นำส่ง สำนักงานประกันสังคม หากหักฐานหนึ่ง แต่นำส่งอีกฐานหนึ่ง จะเป็นปัญหาเมื่อลูกจ้างไปใช้สิทธิ์ 50 ทวิ — เงินได้สะสมและภาษีสะสมทั้งปี ที่สะสมมาจากสลิปทุกเดือนต้องตรงกับ 50 ทวิ ที่ออกให้พนักงานภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป บัญชีค่าใช้จ่ายเงินเดือน — รายจ่ายค่าจ้างรวม ที่แสดงในงบกำไรขาดทุน ต้องตรงกับผลรวมของรายการจ่ายทุกคนทุกเดือน ตัวอย่างให้เห็นภาพ — บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีพนักงาน 8 คน เงินเดือนรวม 200,000 บาทต่อเดือน ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายรวม 12,000 บาท ยอดประกันสังคมนายจ้าง-ลูกจ้างรวม 14,000 บาท ถ้าตัวเลขในสลิปทุกคนรวมกันไม่ตรงกับยอดที่ยื่น ภ.ง.ด.1 หรือนำส่งประกันสังคม ก็จะเกิดปัญหาตอนปิดงบสิ้นปี หรือถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อข้อมูลทั้งหมดนี้เชื่อมถึงกัน การใช้โปรแกรมเงินเดือนที่เชื่อมต่อกับระบบบัญชี จะช่วยลดงานซ้ำซ้อนและลดโอกาสผิดพลาดได้มาก สรุป สลิปเงินเดือนไม่ใช่แค่เอกสารที่ออกให้พนักงานไปเฉย ๆ แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างค่าจ้าง ภาษี ประกันสังคม และบัญชีของธุรกิจทั้งระบบ ผู้ประกอบการ SME ที่จัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาข้อพิพาทแรงงาน ลดความเสี่ยงด้านภาษี และทำให้งานบัญชีราบรื่นขึ้น จัดการสลิปเงินเดือนให้เป็นระบบด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี และประกันสังคมอัตโนมัติ พร้อมออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ให้พนักงานทุกคน HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที และข้อมูลเชื่อมเข้าระบบบัญชี PEAK โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสลิปเงินเดือน สลิปเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Pay Slip, Payslip หรือ Salary Slip ส่วนในบริษัทที่ใช้ระบบดิจิทัลอาจเรียกว่า e-Payslip หรือ e-Slip ซึ่งหมายถึงเอกสารเงินเดือนออนไลน์ ที่ส่งทางอีเมลหรือเปิดดูผ่านระบบ ขอสลิปเงินเดือนย้อนหลังได้กี่เดือน กฎหมายแรงงานไม่ได้กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ที่นายจ้างต้องเก็บเอกสารเงินเดือน แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างควรเก็บข้อมูลการจ่ายค่าจ้าง ย้อนหลังอย่างน้อย 2 ปี เพื่อใช้เป็นหลักฐานกรณีเกิดข้อพิพาท ซึ่งมีอายุความ 2 ปีตามกฎหมายแพ่งฯ ส่วนพนักงานที่ต้องการสลิปย้อนหลัง สามารถขอได้ที่ฝ่าย HR หรือฝ่ายบัญชีของบริษัท พนักงานขอสลิปเงินเดือนได้ที่ไหน พนักงานขอได้จากฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) หรือฝ่ายบัญชีของบริษัท บริษัทที่ใช้โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ พนักงานอาจเข้าดูและดาวน์โหลดสลิปเงินเดือนออนไลน์ฟรี ผ่านระบบได้เอง โดยไม่ต้องรอ HR ออกให้ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 เม.ย. 2025

PEAK Account

16 min

โปรแกรม Payroll คืออะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ทำไมทุกองค์กรควรมี!

การจ่ายเงินเดือนอาจดูเหมือนงานประจำที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจเยอะมาก ตั้งแต่การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าคอม ประกันสังคม ภาษี ไปจนถึงการบันทึกบัญชี ถ้าทำด้วยมือหรือ Excel อาจทำให้เสียเวลา หรือผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้นโปรแกรมสำหรับทำ Payroll ที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวก แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณบริหารงานเงินเดือนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมืออาชีพมากขึ้น มาดูกันว่า โปรแกรม Payroll ที่ตอบโจทย์ SME ควรมีอะไรบ้าง โปรแกรม Payroll คืออะไร? โปรแกรม Payroll หรือ โปรแกรมเงินเดือน คือโปรแกรมที่ช่วยจัดการเรื่องการจ่ายเงินเดือน จัดการบริหารเกี่ยวกับเงินเดือน การจ่ายค่าจ้าง ค่านอกเวลา เบี้ยเลี้ยง ค่าคอมมิชชันของพนักงานทุกคนภายในองค์กร ซึ่งโปรแกรม Payroll จะช่วยดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่การช่วยคำนวณด้านภาษี ไปจนถึงการออกเอกสารที่ต้องมอบให้พนักงานหลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วอีกด้วย ทำให้โปรแกรมประเภทนี้เข้ามาเป็นส่วนช่วยให้การทำงานของผู้ที่รับหน้าที่ตรงนี้ได้ง่ายดายขึ้น ช่วยลดปัญหาข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น สามารถใช้งานได้ทั้งองค์กรขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ การนำเครื่องมือนี้เข้ามา จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานในองค์กรได้  ทำไมผู้ประกอบการทุกคนควรมี โปรแกรม Payroll  ผู้ประกอบการหลายท่านอาจคิดว่า รอพนักงานเยอะ ๆ ก่อนค่อยหาโปรแกรม Payroll มาใช้ แต่ตามจริงแล้วไม่จำเป็นต้องรอพนักงานหลักร้อยคนก็สามารถเริ่มใช้ได้เลย เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดงานของผู้ที่เกี่ยวข้อง และเป็นการวางระบบแผนงานการจ่ายเงินอย่างเป็นระเบียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารที่วุ่นวาย ทำให้การจัดการเรื่องเงินเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มใช้ตั้งแต่เนิ่น ๆ  โปรแกรม Payroll ที่ดีเป็นอย่างไร? โปรแกรม Payroll หรือโปรแกรมเงินเดือน คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการด้านการจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าคอมมิชชัน หรือสวัสดิการอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่ทุกกิจการต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โปรแกรม Payroll ที่ดีจะช่วยให้งานด้านนี้เป็นเรื่องง่ายและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ลดข้อผิดพลาดจากการทำงานแบบแมนนวล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการด้านการเงินขององค์กรอย่างมีระบบและเป็นมืออาชีพ แล้วโปรแกรม Payroll ที่ดีเป็นอย่างไร? มาดูกันเลย 1. ออกสลิปเงินเดือนได้ทันทีได้ง่าย รวดเร็ว และแม่นยำ เจ้าของกิจการหลายคนต้องเสียเวลากับการจัดทำสลิปเงินเดือนให้พนักงานทีละคน ซึ่งยิ่งมีพนักงานหลายคนก็ยิ่งใช้เวลานาน โปรแกรมที่ดีควรช่วยให้คุณสร้างสลิปเงินเดือนได้ในไม่กี่ขั้นตอน โดยดึงข้อมูลจากการคำนวณที่ระบบทำไว้แล้วมาใส่ในฟอร์มสลิปให้อัตโนมัติ พร้อมระบุรายการต่าง ๆ อย่างชัดเจน เช่น ฐานเงินเดือน โบนัส หรือรายการหักต่าง ๆ จากนั้นก็สามารถดาวน์โหลดหรือส่งให้พนักงานได้เลยทันที ไม่ต้องทำซ้ำหลายรอบ โปรแกรมเงินเดือนที่ดีควรมีระบบสร้างสลิปจากข้อมูลที่มีในระบบ และคำนวณเงินเดือนให้อัตโนมัติ สามารถปรับรูปแบบ สีหรือใส่โลโก้บริษัทได้ สามารถ export เป็นไฟล์ PDF หรือส่งให้พนักงานผ่าน E-mail ได้ทันที โปรแกรมสลิปเงินเดือนที่ดีระบุรายการหัก-จ่ายอย่างชัดเจน เช่น ฐานเงินเดือน โบนัส หักประกันสังคม ภาษี เป็นต้น สมมุติว่าคุณมีพนักงาน 15 คน แต่ละคนมีค่าล่วงเวลาและโบนัสต่างกัน หากไม่มีระบบช่วย คงต้องนั่งกรอก Excel ทีละคน แล้วพิมพ์สลิปด้วยมือ แต่ถ้าใช้โปรแกรม Payroll คุณกรอกข้อมูลหรืออัปโหลด Excel แล้วกด “สร้างสลิป” ได้เลยภายในไม่กี่วินาที 2. เชื่อมต่อกับระบบประกันสังคมออนไลน์ พร้อมยื่นในระบบ SSO e-service ได้เลย การยื่นประกันสังคมผ่านระบบ SSO e-service ทุกเดือนถือเป็นภาระที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และถ้าทำแบบแมนนวลอาจใช้เวลามาก โปรแกรมที่ดีควรมีระบบเตรียมไฟล์สำหรับยื่นแบบอัตโนมัติ โดยดึงข้อมูลจากเงินเดือนของพนักงานมาแปลงเป็นรูปแบบที่ประกันสังคมกำหนดไว้ ช่วยลดเวลาการกรอกข้อมูลและมั่นใจได้ว่าส่งครบ ถูกต้อง และทันเวลา ดังนั้นควรเลือกโปรแกรมที่สามารถดึงข้อมูลค่าจ้างจากเงินเดือนที่คำนวณไว้แล้ว มาสร้างไฟล์นำส่งที่ตรงตามรูปแบบของประกันสังคม พร้อมมีลิงก์หรือปุ่มเชื่อมตรงเข้าสู่ระบบ SSO ได้เลย เพื่อให้คุณสามารถยื่นข้อมูลเข้าสู่ระบบ SSO e-service ได้ทันทีจากในระบบ ไม่ต้องเสียเวลาสลับไปกรอกข้อมูลใหม่ทีละช่อง ช่วยลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และยังทำให้การยื่นงานในแต่ละเดือนกลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือฝ่ายบุคคลที่ต้องดูแลพนักงานจำนวนมาก หรือมีหลายสาขา เพราะระบบจะช่วยรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ให้ในที่เดียว พร้อมใช้งานทันที และมั่นใจได้ว่าทำตามรูปแบบที่ประกันสังคมกำหนดอย่างถูกต้องครบถ้วนทุกครั้ง 3. คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ การคำนวณภาษีเงินเดือนเป็นงานที่ต้องเป๊ะ เพราะถ้าคำนวณผิด ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก ก็อาจกระทบกับพนักงานหรือทำให้คุณต้องเสียเวลายื่นแก้ไขย้อนหลัง โปรแกรมทำเงินเดือนที่ดีควรคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ โดยอิงตามฐานเงินเดือนและสิทธิลดหย่อนที่กฎหมายกำหนด พร้อมสร้างรายงานหรือเอกสารประกอบการยื่นแบบภาษีให้ครบถ้วน ลดงานซ้ำซ้อนและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการคำนวณ โปรแกรมเงินเดือนที่ดีควรรองรับการคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดตามอัตรากฎหมาย เช่น ลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว เบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ สามารถสรุปยอดนำส่งภาษีและสร้างไฟล์นำส่งแบบ ภ.ง.ด.1 และสร้างใบแนบภาษีและรายงานภาษีประจำเดือนได้ ยกตัวอย่างเช่น หากพนักงานมีเบี้ยเลี้ยงพิเศษ โบนัส หรือค่าคอมมิชชันเพิ่มขึ้นในเดือนใด ระบบต้องสามารถคำนวณภาษีได้ถูกต้องแบบ real-time โดยที่คุณไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขหรือเปิดตารางภาษีดูเอง 4. เชื่อมต่อกับโปรแกรมบัญชี เพื่อบันทึกบัญชีอัตโนมัติ เมื่อจ่ายเงินเดือนแล้ว ก็ต้องมีการบันทึกบัญชีตามมา เช่น บันทึกค่าใช้จ่าย เงินหักภาษี หรือประกันสังคม ถ้าต้องทำแยกกันจะเสียเวลามาก โปรแกรมที่ดีควรเชื่อมต่อกับระบบบัญชีโดยตรง เมื่อคำนวณ Payroll เสร็จ สามารถสั่งบันทึกรายการบัญชีได้เลยทันที ข้อมูลจะถูกลงบัญชีแยกประเภทอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้งานบัญชีและงานเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ต้องทำซ้ำสองรอบ ลดโอกาสผิดพลาด ทำงบการเงินประจำเดือนเร็วขึ้น และทำให้ระบบบัญชี-เงินเดือน “คุยกันรู้เรื่อง” ซึ่งสำคัญมากสำหรับ SME ที่มีทีมงานเล็กและเวลาจำกัด กิจการไหนที่ควรใช้โปรแกรม Payroll สำหรับผู้ประกอบการท่านไหนที่ยังตัดสินใจว่าจะใช้โปรแกรม Payroll ดีหรือไม่ ในส่วนนี้เรามาดูกันว่าองค์กร กิจการไหนบ้างที่ควรเริ่มต้นนำโปรแกรมเหล่านี้มาปรับใช้โดยทันที กิจการที่มีพนักงานจำนวนมาก แน่นอนว่าเมื่อจำนวนพนักงานที่เยอะ ทำให้การจัดการเรื่องเงินเดือนกลายเป็นเรื่องยาก วุ่นวาย เพราะนอกจากต้องมาคอยนั่งคำนวณเงินให้ทีละคนแล้ว พนักงานแต่ละคนอาจยังมีค่าล่วงเวลา เบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย นอกจากนี้หลังจากที่คำนวณเสร็จต้องออกสลิปเงินเดือนให้พนักงานส่งให้แต่ละคนอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการที่มีจำนวนพนักงานเยอะ ต้องเริ่มต้นใช้โปรแกรม Payroll โดยทันที กิจการที่ต้องการทำระบบบัญชีให้เรียบร้อย การจัดการเรื่องบัญชีในองค์กรให้เป็นระบบกลายเป็นเรื่องสำคัญที่บางครั้งอาจเป็นจุดพาไปสู่ความสำเร็จขององค์กรเลยก็ได้ เพราะองค์กรที่มีระบบบัญชีดี ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น ซึ่งการจ่ายเงินเดือนพนักงานก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชี ซึ่งโปรแกรม Payroll ก็เข้ามาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลการจ่ายเงินให้เป็นระเบียบมากขึ้น เรียกดูข้อมูลได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถเรียกดูตามแผนก เพื่อให้เห็นภาพรวมการจ่ายเงินเดือนขององค์กร ให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ที่สำคัญคือข้อมูลจะไม่หายไปไหนเพราะอยู่ในโปรแกรม และที่สำคัญคือมีความปลอดภัยสูง ไม่ต้องกลัวข้อมูลรั่วไหล เพราะหลาย ๆ โปรแกรมสามารถเลือกผู้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลได้ กิจการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ก่อนที่ AI จะเป็นกระแสทุกวันนี้ โปรแกรมช่วยทำงานอย่าง โปรแกรมจัดการเงินเดือน ก็ขึ้นชื่อเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพราะเข้ามาช่วยจัดการลดขั้นตอนการทำงานที่กินเวลา แต่ไม่จำเป็นมาก ช่วยให้การทำงานหลายอย่างในองค์กรง่ายมากยิ่งขึ้น อันเป็นส่วนช่วยให้พนักงานสามารถใช้เวลากับงานที่จำเป็นมากกว่าได้ แนะนำ PEAK Payroll สำหรับคำนวณค่าจ้างเพื่อผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK ไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับบัญชีอย่างเดียว แต่ยังมี PEAK Payroll เป็นโปรแกรม Payroll ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่บัญชี หรือ HR จัดการกับระบบ Payroll ได้อย่างง่ายดาย ลดขั้นตอนการทำงาน และด้วยการออกแบบโปรแกรมที่เข้าใจผู้ใช้งานจริง ๆ จึงใช้งานง่าย ไม่ว่ากิจการของคุณจะให้พนักงานบัญชีดูแลเรื่องเงินเดือน หรือเจ้าหน้าที่บุคคลก็รับรองว่าเข้าใจการใช้งานได้ไม่ยากแน่นอน  ซึ่งตัวโปรแกรม Payroll ของ PEAK สามารถดูแลเรื่องระบบการจ่ายเงินเดือนได้ครบวงจรตั้งแต่การคำนวณเงินเดือน เก็บข้อมูล ออกสลิปเงินเดือน ไปจนถึงการทำรายงานต่าง ๆ เรียกได้ว่าโปรแกรมเดียวจบ ยิ่งองค์กรไหนอย่างจัดการระบบบัญชี PEAK คือคำตอบแน่นอน สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจ มองหาโปรแกรมดูแลเรื่องการจ่ายเงินเดือนพนักงานอยู่ บอกเลยว่าห้ามพลาดโปรแกรมบัญชี PEAK เริ่มต้นใช้งาน PEAK Payroll วันนี้ เพื่อการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ ไม่ว่ากิจการของคุณจะมีพนักงานหลัก 10 หรือหลัก 100 การเริ่มต้นใช้โปรแกรม Payroll ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานตั้งแต่ตอนนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเป็นการช่วยลดขั้นตอนการทำงาน แถมยังเป็นการวางรากฐานด้านระบบบัญชีให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นอย่ามัวลังเลแล้วมาเริ่มต้นใช้กันได้เลย! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

25 มี.ค. 2025

PEAK Account

7 min

เชื่อม empeo x PEAK จัดการเงินเดือนง่ายขึ้น ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน

เบื่อไหม? กับการจัดการเงินเดือนที่ยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และเสี่ยงข้อผิดพลาด การทำเงินเดือนแต่ละครั้งอาจใช้เวลานาน ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ๆ และยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่ทำให้ต้องย้อนกลับไปแก้ไขซ้ำ ๆ ซึ่งทำให้เสียเวลาและเพิ่มภาระงานที่ไม่จำเป็น แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อคุณชื่อมต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติจาก empeo เข้าสู่ระบบโปรแกรมบัญชี PEAK ทำให้การจัดการเงินเดือนและข้อมูลบัญชีเป็นเรื่องที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น empeo เป็นระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ครบวงจร ช่วยจัดการตั้งแต่การคำนวณเงินเดือน การจัดเก็บข้อมูลพนักงาน การบริหารเวลาทำงาน ไปจนถึงการสร้าง Engagement ในองค์กร ผ่านฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง เชื่อมต่อระหว่าง empeo กับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ดีอย่างไร empeo x PEAK คือ การเชื่อมต่อระหว่างระบบ HR อย่าง empeo กับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ซึ่งช่วยให้การจัดการข้อมูลพนักงาน การคำนวณเงินเดือน และการบันทึกบัญชีเป็นเรื่องง่ายและอัตโนมัติมากขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพของการจัดการงานบุคคลและงานบัญชีจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนี้ จัดการเงินเดือนครบวงจร ระบบสามารถคำนวณเงินเดือน ค่าล่วงเวลา (OT) โบนัส และการหักภาษีได้อย่างแม่นยำ พร้อมบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงในระบบบัญชีของ PEAK โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีอัตโนมัติ ข้อมูลสรุปเงินเดือนและการจ่ายเงินจะถูกบันทึกลงใน PEAK ทันที ข้อมูลที่บันทึกในระบบจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ทำให้คุณสามารถติดตามข้อมูลทางการเงินและสถานะการจ่ายเงินเดือนได้ทันที ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ข้อมูลถูกซิงค์ระหว่าง empeo และ PEAK โดยอัตโนมัติ ประหยัดเวลาและลดภาระงานของทีม HR ทำไมต้องใช้ empeo x PEAK? การใช้ empeo ร่วมกับ PEAK ไม่เพียงช่วยลดเวลาทำงาน แต่ยังเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณและการบันทึกข้อมูลทางบัญชี ทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ระบบสามารถสร้างรายงานสรุปเงินเดือนได้อย่างครบถ้วน และรองรับการตรวจสอบเอกสารเพื่อใช้ในการยื่นภาษีได้ทันที ซึ่งช่วยให้การจัดการด้านบัญชีและงาน HR มีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ เหมาะกับใคร? เริ่มต้นใช้ empeo x PEAK ง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน เปลี่ยนวิธีการจัดการเงินเดือนและบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว! 👉 เริ่มต้นใช้งานฟรีวันนี้ สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้า PEAK รับข้อเสนอ 3 ต่อ 1: ทดลองใช้งานฟรี 30 วันเต็ม!2: สมัครใช้งานต่อแบบแพ็กเกจรายปี จ่ายเพียง 10 เดือน ใช้ได้นาน 13 เดือน3: สำหรับแพ็กเกจ Pro ขึ้นไป เมื่อซื้อ IOMO รับสิทธิ์ติดตั้ง ฟรี 1 จุด (มูลค่า 4,500 บาท)*เฉพาะลูกค้าใหม่ ที่ไม่เคยใช้บริการ empeo มาก่อนเท่านั้น กรอก code EMPEO30P ได้เลย ระยะเวลาคูปอง: วันนี้ – 30 มิถุนายน 2568  ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

จ่ายประกันสังคมออนไลน์ ครบทุกช่องทาง นายจ้างและผู้ประกันตน

ทุกวันนี้การจ่ายประกันสังคมออนไลน์ (ปกส ออนไลน์) ทำได้เองจากที่ทำงานหรือที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานประกันสังคมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบให้พนักงานทุกเดือน หรือผู้ประกันตนที่จ่ายค่าประกันสังคมเอง ก็มีช่องทางให้เลือกหลายทาง คู่มือนี้รวมทุกวิธีไว้ที่เดียว พร้อมขั้นตอนทีละข้อ กำหนดเวลานำส่ง และจุดที่คนมักพลาดบ่อย เพื่อให้คุณจ่ายได้ถูกต้อง ครบ ตรงเวลา เงินสมทบประกันสังคมคืออะไร และใครมีหน้าที่จ่ายบ้าง เงินสมทบประกันสังคม คือเงินที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์หลายด้าน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนกรณีว่างงาน คลอดบุตร ชราภาพ และเสียชีวิต ผู้ที่มีหน้าที่จ่ายแบ่งตามมาตราที่ตนขึ้นทะเบียนไว้ (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ก่อนจะดูวิธีจ่าย ควรรู้ก่อนว่าตัวเองอยู่มาตราไหน เพราะแต่ละมาตราคำนวณเงินและมีช่องทางจ่ายต่างกัน มาตรา ใครใช้ ผู้จ่ายเงินสมทบ มาตรา 33 ลูกจ้างในบริษัทที่มีนายจ้าง นายจ้างหักจากเงินเดือนลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง มาตรา 39 เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 แล้วลาออก แต่สมัครใจส่งต่อ ผู้ประกันตนจ่ายเอง มาตรา 40 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกันตนจ่ายเอง ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่มีพนักงาน คุณคือนายจ้างตามมาตรา 33 และมีหน้าที่หักเงินสมทบส่วนของลูกจ้าง บวกกับส่วนที่นายจ้างต้องสมทบเท่ากัน แล้วนำส่งให้สำนักงานประกันสังคมทุกเดือน อัตราเงินสมทบประกันสังคมล่าสุด แต่ละมาตราจ่ายเท่าไร อัตราเงินสมทบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของฐานค่าจ้าง โดยมีเพดานสูงสุดที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด ตารางด้านล่างสรุปอัตราของแต่ละมาตรา มาตรา อัตรา ฐานคำนวณ เงินสมทบต่อเดือน มาตรา 33 (ลูกจ้าง) 5% ของค่าจ้าง ตามเพดานค่าจ้างของปีนั้น (ดูตารางด้านล่าง) สูงสุด 875–1,150 บาท มาตรา 33 (นายจ้างสมทบ) 5% ของค่าจ้าง ตามเพดานค่าจ้างของปีนั้น (ดูตารางด้านล่าง) สูงสุด 875–1,150 บาท มาตรา 39 9% ของฐาน 4,800 บาท คงที่ 4,800 บาท 432 บาท มาตรา 40 เลือกแพ็กเกจ — 70 / 100 / 300 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องรู้สำหรับมาตรา 33 คือ เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบกำลังทยอยปรับขึ้นเป็นขั้นบันได ทำให้ยอดเงินสมทบสูงสุดต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามระยะ (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ระยะ ปีที่มีผล ฐานค่าจ้างสูงสุด เงินสมทบสูงสุดต่อเดือน (5%) ระยะที่ 1 2569–2571 17,500 บาท 875 บาท ระยะที่ 2 2572–2574 20,000 บาท 1,000 บาท ระยะที่ 3 2575 เป็นต้นไป 23,000 บาท 1,150 บาท ยอดสูงสุดข้างต้นเป็นของแต่ละฝ่าย ทั้งลูกจ้างและนายจ้างสมทบเท่ากัน เช่น ในปี 2569 หากลูกจ้างมีค่าจ้างถึงเพดาน นายจ้างจะนำส่งรวม 875 บวก 875 เท่ากับ 1,750 บาทต่อคน ตัวอย่างการคำนวณของมาตรา 33 ถ้าลูกจ้างมีเงินเดือน 12,000 บาท จะคิดเงินสมทบจากฐานจริง เพราะยังไม่ถึงเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสมทบส่วนลูกจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท เงินสมทบส่วนนายจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท นายจ้างนำส่งรวมต่อคน 600 + 600 1,200 บาท ถ้าเงินเดือนเกินเพดานที่กำหนด จะคิดจากเพดานสูงสุดเท่านั้น ไม่ได้คิดจากเงินเดือนเต็มจำนวน ช่องทางจ่ายประกันสังคมออนไลน์มีอะไรบ้าง ปัจจุบันจ่ายประกันสังคมออนไลน์ได้หลายช่องทาง เลือกได้ตามว่าคุณเป็นนายจ้างที่นำส่งให้พนักงาน หรือเป็นผู้ประกันตนที่จ่ายเอง ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนตัดสินใจ ช่องทาง เหมาะกับใคร จุดเด่น ระบบ e-Service (สปส.) นายจ้าง ม.33 ส่งข้อมูลเงินสมทบพนักงานทั้งบริษัทได้ในที่เดียว e-Payment / QR Code ผ่านธนาคาร นายจ้าง ม.33 ตัดจ่ายจากบัญชีบริษัทหลังส่งข้อมูล แอปธนาคาร (Mobile Banking) ผู้ประกันตน ม.39/40 จ่ายเองได้ทุกที่ ไม่มีค่าธรรมเนียม แอปเป๋าตัง ผู้ประกันตน ม.39/40 จ่ายผ่านมือถือ สะดวก หักบัญชีอัตโนมัติ ผู้ประกันตน ม.39/40 ตั้งครั้งเดียว ตัดจ่ายทุกเดือน ไม่ลืม นายจ้างส่วนใหญ่จะใช้ระบบ e-Service เป็นหลัก ส่วนผู้ประกันตนที่จ่ายเองมักเลือกแอปธนาคารหรือหักบัญชีอัตโนมัติเพราะไม่ต้องกดจ่ายเองทุกเดือน วิธีจ่ายผ่านระบบ e-Service สำนักงานประกันสังคม (สำหรับนายจ้าง) นายจ้างจ่ายเงินสมทบออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ได้ใน 3 ขั้นใหญ่ คือสมัครเข้าใช้ระบบ ส่งข้อมูลเงินสมทบของพนักงาน แล้วชำระเงิน แต่ละขั้นมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นที่ 1 สมัครและเข้าสู่ระบบ e-Service ถ้ายังไม่เคยใช้ระบบ ต้องลงทะเบียนขอทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตก่อน ทำตามลำดับนี้ เมื่อเข้าระบบได้แล้ว ครั้งต่อไปก็ล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำ ขั้นที่ 2 ส่งข้อมูลเงินสมทบพนักงาน ขั้นนี้คือการแจ้งว่าเดือนนี้มีพนักงานกี่คนและต้องนำส่งเงินสมทบเท่าไร ทำได้ 2 แบบ ถ้าใช้โปรแกรมเงินเดือนอย่าง PEAK Payroll ระบบจะช่วยเตรียมไฟล์ข้อมูลเงินสมทบ (สปส.1-10) ให้อัตโนมัติ ลดการคีย์มือ ระบบ e-Service จะคำนวณยอดเงินสมทบรวมให้อัตโนมัติหลังส่งข้อมูล ตรวจสอบยอดให้ตรงกับที่คำนวณไว้ก่อนไปขั้นชำระเงิน ขั้นที่ 3 ชำระเงินผ่าน e-Payment หรือ QR Code หลังส่งข้อมูลแล้ว ระบบจะสร้างรายการให้ชำระเงิน เลือกจ่ายได้ 2 วิธีหลัก เมื่อชำระสำเร็จ ควรบันทึกหรือดาวน์โหลดหลักฐานการชำระเงินไว้เป็นเอกสารทางบัญชีทุกครั้ง วิธีจ่ายผ่านธนาคาร แอปธนาคาร และเป๋าตัง (สำหรับผู้ประกันตน ม.39 และ ม.40) ผู้ประกันตนที่จ่ายเองไม่ต้องใช้ระบบ e-Service แต่จ่ายผ่านช่องทางของธนาคารหรือแอปได้เลย เพราะยอดเงินสมทบต่อเดือนเป็นจำนวนคงที่อยู่แล้ว วิธีที่นิยมมีดังนี้ การใช้หักบัญชีอัตโนมัติช่วยลดโอกาสขาดส่งได้มากที่สุด เพราะไม่ต้องพึ่งการกดจ่ายเองทุกเดือน จ่ายประกันสังคมได้ถึงวันไหน ถ้าจ่ายช้าเสียค่าปรับเท่าไร นายจ้างตามมาตรา 33 ต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น เงินสมทบของเดือนมกราคม ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่ถ้ายื่นและชำระผ่านระบบ e-Payment จะได้ขยายเวลาออกไปอีก (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) หากนำส่งช้ากว่ากำหนด จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างส่ง ยิ่งช้ายิ่งบานปลาย ดังนั้นควรตั้งเตือนล่วงหน้าทุกเดือน ประเด็น รายละเอียด กำหนดนำส่งปกติ (นายจ้าง ม.33) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยื่นและจ่ายผ่าน e-Payment ขยายเวลาเพิ่ม (ดูตารางกำหนดจ่ายปี 2569 ด้านล่าง) จ่ายช้า เสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของยอดค้าง สำหรับนายจ้างที่จ่ายผ่าน e-Payment ในปี 2569 สำนักงานประกันสังคมกำหนดวันสุดท้ายของการชำระแต่ละเดือนไว้ดังนี้ เงินสมทบเดือน จ่ายผ่าน e-Payment ภายใน มกราคม 2569 25 กุมภาพันธ์ 2569 กุมภาพันธ์ 2569 25 มีนาคม 2569 มีนาคม 2569 27 เมษายน 2569 เมษายน 2569 26 พฤษภาคม 2569 พฤษภาคม 2569 24 มิถุนายน 2569 มิถุนายน 2569 24 กรกฎาคม 2569 กรกฎาคม 2569 26 สิงหาคม 2569 สิงหาคม 2569 24 กันยายน 2569 กันยายน 2569 27 ตุลาคม 2569 ตุลาคม 2569 25 พฤศจิกายน 2569 พฤศจิกายน 2569 24 ธันวาคม 2569 ธันวาคม 2569 26 มกราคม 2570 ปัญหาที่พบบ่อยเวลาจ่ายประกันสังคมออนไลน์ และวิธีแก้ หลายคนติดปัญหาเดิมๆ เวลาจ่ายออนไลน์ครั้งแรก รู้ไว้ก่อนจะช่วยให้ไม่เสียเวลา ปัญหาส่วนใหญ่มาจากข้อมูลพนักงานที่ไม่อัปเดต การมีระบบบัญชีและเงินเดือนออนไลน์ที่จัดการข้อมูลพนักงานให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ จะช่วยลดความผิดพลาดตรงนี้ได้มาก สรุป การจ่ายประกันสังคมออนไลน์ให้ครบและตรงเวลา เริ่มจาก 3 เรื่องนี้ ให้ PEAK Payroll คำนวณและเตรียมนำส่งประกันสังคมอัตโนมัติ สำหรับนายจ้างที่ต้องจัดการเงินเดือนพนักงานหลายคน PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินสมทบประกันสังคมของพนักงานแต่ละคนให้อัตโนมัติ พร้อมเตรียมข้อมูลสำหรับนำส่ง ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและความผิดพลาดจากการคำนวณเอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจ่ายประกันสังคมออนไลน์ ถ้าเดือนนี้ไม่มีลูกจ้าง นายจ้างยังต้องยื่นข้อมูลไหม โดยทั่วไปนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ยังต้องแจ้งข้อมูลตามรอบ แม้เดือนนั้นไม่มีพนักงานที่ต้องนำส่ง เพื่อไม่ให้ระบบมองว่าขาดการยื่น แนะนำให้ตรวจสอบสถานะกิจการกับสำนักงานประกันสังคมโดยตรง ผู้ประกันตนจ่ายผิดมาตราหรือผิดยอด ทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคมที่ดูแลพื้นที่ของคุณเพื่อขอปรับปรุงข้อมูลหรือขอคืนเงินส่วนเกิน ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ทุกครั้งเพื่อใช้อ้างอิง จ่ายประกันสังคมออนไลน์มีค่าธรรมเนียมไหม การจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียม แต่บางช่องทางหรือบางธนาคารอาจมีเงื่อนไขต่างกัน ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการก่อนทำรายการ เปลี่ยนช่องทางจ่ายระหว่างปีได้ไหม ได้ ผู้ประกันตนสามารถเปลี่ยนวิธีจ่ายได้ เช่น จากจ่ายผ่านแอปธนาคารมาเป็นหักบัญชีอัตโนมัติ โดยยื่นเรื่องกับธนาคารหรือสำนักงานประกันสังคมตามช่องทางที่ต้องการจของคุณบริหารจัดการการเงินและข้อมูลพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ปรับเงินเดือนพนักงาน คำนวณยังไง อัปเดตกฎหมายแรงงาน

ถึงช่วงปลายปีทีไร เจ้าของกิจการ SME ต้องปวดหัวกับคำถามเดิมที่ว่า เราควรปรับเงินเดือนให้พนักงานเท่าไรดี จะปรับน้อยกลัวคนลาออก ปรับมากก็กลัวบริษัทแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเงินเดือน ตั้งแต่กฎหมายแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ การคำนวณเงินเดือน 3 แบบ ตลอดจนปัจจัยที่ควรพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงาน กฎหมายแรงงานว่าด้วยเรื่องค่าจ้าง สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ ก่อนจะคิดปรับเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องรู้กรอบกฎหมายก่อน ลดเงินเดือนไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างไม่สามารถลดค่าจ้างลูกจ้างได้ หากไม่ได้รับความยินยอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากตกลงกับลูกจ้างได้ ต้องมีการลงลายลักษณ์อักษร จ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศ ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จ่ายเงินเดือนตรงเวลาทุกเดือน ต้องจ่ายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงไว้ ถ้าจ่ายล่าช้าถือว่าผิดสัญญาจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กฎหมายใหม่ 2569) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 2569 นายจ้างต้องปรับเงินเดือนไหม อัตราค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) กระทรวงแรงงาน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตรา 337–400 บาทต่อวัน โดยแต่ละจังหวัด มีกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป พื้นที่อัตราสูงสุด 400 บาท/วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และ อ.เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ส่วนอัตราต่ำสุด 337 บาท/วัน อยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หมายเหตุ: หากมีพนักงานคนใดที่ยังได้ค่าตอบแทนไม่ถึงขั้นต่ำ นายจ้างต้องปรับให้ค่าแรงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สูตรคำนวณปรับเงินเดือนแบบเปอร์เซ็นต์ วิธีการคำนวณการปรับเงินเดือนขั้นพื้นฐาน สำหรับองค์กร SME ขนาดเล็ก สามารถทำได้ตามสูตรนี้ เงินเดือนใหม่ = เงินเดือนเดิม × (1 + อัตราปรับ%) ตัวอย่าง: เงินเดือนเดิม 25,000 บาท ปรับขึ้น 5% 25,000 × (1 + 0.05) = 25,000 × 1.05 = 26,250 บาท → เพิ่มขึ้น 1,250 บาท/เดือน เงินเดือนเดิม ปรับ 3% ปรับ 5% ปรับ 7% 15,000 15,450 (+450) 15,750 (+750) 16,050 (+1,050) 25,000 25,750 (+750) 26,250 (+1,250) 26,750 (+1,750) 40,000 41,200 (+1,200) 42,000 (+2,000) 42,800 (+2,800) ฐานเฉลี่ยการปรับเงินเดือนในประเทศไทย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ จะอยู่ที่ 4-6% ต่อปี แต่สำหรับธุรกิจ SME อาจปรับขึ้นตามกำลังของบริษัท สูตรปรับฐานเงินเดือนตามโครงสร้างองค์กร (Compa-Ratio) สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนชัดเจน หรือกระบอกเงินเดือนชัดเจน อาจใช้ Compensation Ratio เพื่อช่วยตัดสินใจว่าควรปรับเท่าไร สูตร: Compa-Ratio = เงินเดือนปัจจุบัน ÷ เงินเดือนกลาง (Midpoint) ของตำแหน่ง หมายเหตุ: ตำแหน่งนักบัญชี มีเงินเดือนกลางอยู่ที่ 30,000 บาท โดยนายไก่ ได้เงินเดือนที่ 25,000 บาท เมื่อคำนวณ Compa-Ratio จะได้ที่ 25,000 ÷ 30,000 = 0.83 ตัวเลขนี้หมายความว่า นายไก่ยังได้ต่ำกว่าค่ากลางของตำแหน่งอยู่ 17% ควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เข้าใกล้ค่ากลางมากขึ้น ส่วนพนักงานที่ Compa-Ratio เกิน 1.0 แสดงว่าได้สูงกว่าค่ากลางแล้ว อาจพิจารณาปรับเงินเดือนในอัตราต่ำลง หรือพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นแทน ปรับเงินเดือนตามผลงาน (Performance-Based) คำนวณยังไง องค์กรขนาดใหญ่ มักใช้คะแนนประเมินผลงานเป็นตัวกำหนดอัตราปรับ แทนที่จะปรับเท่ากันทุกคน โดยมีลักษณะ ดังนี้ ระดับผลงาน คะแนน อัตราปรับ (ตัวอย่าง) ดีเด่น (Outstanding) 5 8-10% ดีมาก (Very Good) 4 6-7% ดี (Good) 3 4-5% พอใช้ (Fair) 2 2-3% ต้องปรับปรุง (Needs Improvement) 1 0% วิธีนี้ จะมอบรางวัลให้กับพนักงานที่มีผลงานดี ช่วยลดความขัดแย้ง แต่องค์กรเองต้องมีระบบประเมินการทำงานที่เป็นธรรมด้วย ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาก่อนปรับเงินเดือน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นายจ้างต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกปี ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนายจ้างและองค์กร ที่มีสิทธิ์ในการปรับเงินเดือนได้ตามเหมาะสม โดยอาจคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ผลประกอบการของบริษัท — ต้องดูว่ากำไรขององค์กร มีมากเพียงพอจะรับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราเงินเฟ้อ — บริษัทควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เทียบเท่า หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย ค่าตอบแทนในตลาด — หากคู่แข่งพร้อมจ่ายมากกว่า ลูกจ้างอาจย้ายบริษัท องค์กรจึงควรพิจารณาจากอัตราตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกัน อายุงานและความรับผิดชอบ — ลูกจ้างที่อยู่มานานหรือรับภาระงานมากขึ้นควรได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเป็นพิเศษ จัดการปรับเงินเดือนทั้งบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK การปรับเงินเดือนพนักงานทีละคนใน Excel เสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ประกันสังคมตามเพดานใหม่ และออกสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง PEAK Payroll ช่วยปรับฐานเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทได้ในไม่กี่คลิก ระบบคำนวณภาษีและประกันสังคมให้อัตโนมัติตามอัตราใหม่ ออกสลิปให้พนักงานทุกคน และลงบัญชีเงินเดือนต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนพนักงาน ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ละจังหวัด จะหาอ่านได้จากไหน สามารถอ่านประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดได้ จากหน้าเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน การคำนวณเงินเดือนขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ คิดยังไง ทำได้โดยใช้เงินเดือนเดิมคูณ 1.03 ตัวอย่าง: เงินเดือน 20,000 × 1.03 = 20,600 บาท หากต้องการปรับเปอร์เซนต์อื่น ให้แทนค่าในเลข 1.xx แทน ปรับเงินเดือนพนักงานแต่ละคนไม่เท่ากัน ผิดกฎหมายไหม ไม่ผิด ถ้ามีเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ปรับตามผลประเมินผลงาน ตามอายุงาน หรือตามโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น ปรับตามเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะสมรส นายจ้างลดเงินเดือนพนักงานไม่ได้ แต่บริษัทขาดทุน แล้วบริษัทมีตัวเลือกอะไรบ้าง หากบริษัทต้องการลดต้นทุนด้านบุคลากร อาจเริ่มจากพิจารณาลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ่ายโบนัส แต่ในทุกการตัดสินใจ ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกฎหมายใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ปรับเงินเดือนพนักงานแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเปลี่ยนไหม การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะคิดจากเงินได้สุทธิทั้งปี โดยเมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เงินได้สุทธิสูงขึ้นเช่นกัน อาจทำให้เข้าขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม นายจ้างจึงต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ตั้งแต่เดือนที่ปรับเงินเดือน และปรับยอดหักในสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สลิปเงินเดือน คืออะไร ข้อมูลที่ต้องมี พร้อมสิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้

เจ้าของกิจการหลายคนรู้จักสลิปเงินเดือน ในฐานะเอกสารที่ต้อง “ออกให้พนักงาน” แต่อาจยังไม่เคยมอง ว่าเอกสารฉบับเดียวกันนี้เชื่อมโยงกับงานบัญชีและภาษีของธุรกิจมากแค่ไหน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย ข้อมูลที่ต้องมี ไปจนถึงเรื่องกฎหมายและการเชื่อมเข้ากับ ภ.ง.ด.1 กับ ประกันสังคม ที่ผู้ประกอบการ SME ควรรู้ สลิปเงินเดือนคืออะไร สลิปเงินเดือน (Pay Slip หรือ Salary Slip) คือเอกสาร ที่นายจ้างออกให้ลูกจ้างทุกงวดการจ่ายค่าจ้าง เพื่อแสดงรายละเอียดรายได้และรายการหักทั้งหมดในเดือนนั้น ลูกจ้างจะเห็นได้ทันทีว่าเงินที่ได้รับจริงมาจากอะไร ถูกหักอะไรไปเท่าไหร่ และเงินได้สุทธิเหลือเท่าไหร่ ในทางปฏิบัติ ใบสลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญทั้งฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้าง เพราะเป็นหลักฐานยืนยันการจ่ายค่าจ้าง ที่ใช้อ้างอิงได้ทั้งเรื่องภาษี สินเชื่อ และข้อพิพาทแรงงาน สลิปเงินเดือนต่างจากหนังสือรับรองเงินเดือนอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างเอกสารสองประเภทนี้ แต่จุดประสงค์ต่างกันชัดเจน — สลิปแสดงรายละเอียดรายรับและรายหักของเดือนใดเดือนหนึ่ง ส่วนหนังสือรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารที่นายจ้างออก เพื่อยืนยันว่าพนักงานคนนี้ทำงานอยู่กับบริษัทจริง และได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งมักใช้ประกอบการขอสินเชื่อหรือค้ำประกัน เอกสารทั้งสองใช้แทนกันไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินอาจขอทั้งสองอย่างพร้อมกัน องค์ประกอบและตัวอย่างสลิปเงินเดือน เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้พนักงาน อ่านจบแล้วเข้าใจทันทีว่าเดือนนี้ได้รับเงินเท่าไหร่ ถูกหักอะไรไปบ้าง และเงินรับสุทธิเหลือเท่าไหร่ ตัวอย่างสลิปเงินเดือน จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกสลิปให้พนักงานแผนกการขาย ตำแหน่งผู้จัดการ รอบเงินเดือนเดือนสิงหาคม ข้อมูลบริษัทและพนักงาน ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อ-นามสกุลพนักงาน รหัสพนักงาน แผนก ตำแหน่ง และเลขบัญชีธนาคารที่ใช้โอนเงินเดือน นอกจากนี้ต้องระบุรอบเงินเดือน (วันที่เริ่มต้น-สิ้นสุด) และวันที่ชำระเงินเดือน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้ตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง รายได้ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง พนักงานได้รับรายได้ดังนี้ รายได้ จำนวนเงิน (บาท) เงินเดือน 50,000.00 ค่าล่วงเวลา 3,000.00 รายได้รวม 53,000.00 นอกจากเงินเดือนฐานและค่าล่วงเวลาแล้ว บริษัทอื่นอาจมีรายการรับเพิ่มเติม เช่น โบนัส ค่าตำแหน่ง ค่าครองชีพ หรือค่าคอมมิชชัน ทุกรายการควรแสดงแยกบรรทัดเพื่อความโปร่งใส รายการหัก รายการหักที่พบบ่อยในสลิปของบริษัทเอกชน ได้แก่ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เงินสมทบประกันสังคม เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายการหักอื่น ๆ จากตัวอย่าง พนักงานคนนี้ถูกหักดังนี้ รายการหัก จำนวนเงิน (บาท) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1,716.67 ประกันสังคม 750.00 รายการหักรวม 2,466.67 เงินรับสุทธิ: 50,533.33 บาท (รายได้รวม 53,000 − รายการหักรวม 2,466.67) ข้อควรรู้เรื่องประกันสังคม — ตัวอย่างนี้ใช้เพดานฐานค่าจ้าง 15,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราปี 2568 (หักสูงสุด 750 บาท) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานปรับเป็น 17,500 บาท ลูกจ้างจ่าย 5% สูงสุดไม่เกิน 875 บาทต่อเดือน ส่วนรายการหักอื่น เช่น เงินกู้ยืมสวัสดิการ หรือค่าเครื่องแบบ ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง ตาม ม.77 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เงินได้สะสมและภาษีสะสม สลิปที่ดีจะมีส่วน “รวมเงินได้ทั้งปี” แสดงอยู่ด้านล่าง จากตัวอย่าง เดือนสิงหาคม (เดือนที่ 2 ของปีภาษี) แสดงดังนี้ รายการสะสม จำนวนเงิน (บาท) เงินได้สะสม 103,000.00 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสะสม 3,433.34 เงินประกันสังคมสะสม 1,500.00 เงินกองทุนสำรองฯ สะสม 0.00 เงินได้สะสมคือยอดรวมรายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนปัจจุบัน ส่วนภาษีสะสมคือยอดรวมภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่ต้นปี ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้พนักงานตรวจสอบได้ว่า การหักภาษีรายเดือนถูกต้องหรือไม่ และเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่นายจ้างจะระบุ ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ตอนสิ้นปี สลิปเงินเดือนสำคัญอย่างไร มุมพนักงานและมุมนายจ้าง เอกสารฉบับนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ฝั่งพนักงาน ฝั่งนายจ้างเองก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่ากัน มุมพนักงาน — สินเชื่อ ยื่นภาษี สมัครงาน พนักงานใช้สลิปเป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อ กับสถาบันการเงิน ใช้ตรวจสอบรายการหักก่อนยื่นภาษีประจำปี และยังใช้ประกอบการสมัครงานเพื่อแสดงฐานเงินเดือนเดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้ตรวจสอบว่านายจ้างหักประกันสังคม และภาษีถูกต้องตามจริงหรือไม่ มุมนายจ้าง — หลักฐานบัญชี ลดข้อพิพาท ดึงดูดพนักงาน สำหรับผู้ประกอบการ สลิปเป็นหลักฐานว่าบริษัท จ่ายค่าจ้างครบถ้วนตามที่ตกลง หากเกิดข้อพิพาทแรงงาน เอกสารนี้จะเป็นสิ่งสำคัญ ที่ใช้ยืนยันต่อศาลแรงงานได้ ธุรกิจที่ออกเอกสารนี้อย่างเป็นระบบยังสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับองค์กร ช่วยให้พนักงานขอสินเชื่อได้สะดวก ซึ่งเป็นสวัสดิการทางอ้อม ที่ช่วยดึงดูดคนทำงานที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ออกเอกสารเงินเดือน ให้พนักงานชัดเจนทุกเดือน ย่อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกว่าธุรกิจที่จ่ายเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน นอกจากนี้ ในมุมการบริหารต้นทุน เจ้าของกิจการสามารถใช้ข้อมูลรวมจากเอกสารเงินเดือนทุกคน มาวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรแต่ละเดือนได้ชัดเจน ทำให้เห็นว่าค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือสวัสดิการใดกำลังเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งช่วยในการตัดสินใจด้านงบประมาณบุคลากรได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการต้องออกสลิปเงินเดือนตามกฎหมายไหม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้ระบุคำว่า “สลิปเงินเดือน” โดยตรง แต่มาตรา 76 กำหนดว่านายจ้างต้องแจ้งรายการหักค่าจ้าง ให้ลูกจ้างทราบ ซึ่งในทางปฏิบัติ การออกเอกสารที่แสดงรายการรับ-จ่ายครบถ้วน ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตามกฎหมายมาตรานี้ (ข้อมูลจาก กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการ — หากไม่มีเอกสาร ยืนยันการจ่ายค่าจ้าง เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างหรือรายการหัก นายจ้างจะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือศาลแรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดตาม ม.144 (โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) กรณีพิสูจน์ได้ว่าจ่ายค่าจ้างไม่ครบถ้วน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับตรง ๆ แต่สำหรับ SME ที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป การออกใบสลิปเงินเดือนทุกเดือนถือเป็นแนวปฏิบัติที่ควรทำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความโปร่งใสในองค์กร สลิปเงินเดือนเชื่อมกับงานบัญชีและภาษีอย่างไร สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนมองข้าม คือข้อมูลในสลิปแต่ละเดือน เชื่อมโยงกับงานบัญชีและภาษีของธุรกิจหลายจุด ภ.ง.ด.1 — ยอดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่แสดงในสลิปของพนักงานทุกคนต้องรวมกันเป็นยอดเดียวกับที่ยื่น ภ.ง.ด.1 ให้กรมสรรพากรภายใน 7 วันของเดือนถัดไป (หรือ 15 วัน กรณียื่นผ่านอินเทอร์เน็ต) หากตัวเลขไม่ตรงกัน อาจถูกเรียกตรวจสอบ ประกันสังคม — ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบ ต้องตรงกับที่นำส่ง สำนักงานประกันสังคม หากหักฐานหนึ่ง แต่นำส่งอีกฐานหนึ่ง จะเป็นปัญหาเมื่อลูกจ้างไปใช้สิทธิ์ 50 ทวิ — เงินได้สะสมและภาษีสะสมทั้งปี ที่สะสมมาจากสลิปทุกเดือนต้องตรงกับ 50 ทวิ ที่ออกให้พนักงานภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป บัญชีค่าใช้จ่ายเงินเดือน — รายจ่ายค่าจ้างรวม ที่แสดงในงบกำไรขาดทุน ต้องตรงกับผลรวมของรายการจ่ายทุกคนทุกเดือน ตัวอย่างให้เห็นภาพ — บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีพนักงาน 8 คน เงินเดือนรวม 200,000 บาทต่อเดือน ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายรวม 12,000 บาท ยอดประกันสังคมนายจ้าง-ลูกจ้างรวม 14,000 บาท ถ้าตัวเลขในสลิปทุกคนรวมกันไม่ตรงกับยอดที่ยื่น ภ.ง.ด.1 หรือนำส่งประกันสังคม ก็จะเกิดปัญหาตอนปิดงบสิ้นปี หรือถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อข้อมูลทั้งหมดนี้เชื่อมถึงกัน การใช้โปรแกรมเงินเดือนที่เชื่อมต่อกับระบบบัญชี จะช่วยลดงานซ้ำซ้อนและลดโอกาสผิดพลาดได้มาก สรุป สลิปเงินเดือนไม่ใช่แค่เอกสารที่ออกให้พนักงานไปเฉย ๆ แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างค่าจ้าง ภาษี ประกันสังคม และบัญชีของธุรกิจทั้งระบบ ผู้ประกอบการ SME ที่จัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาข้อพิพาทแรงงาน ลดความเสี่ยงด้านภาษี และทำให้งานบัญชีราบรื่นขึ้น จัดการสลิปเงินเดือนให้เป็นระบบด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี และประกันสังคมอัตโนมัติ พร้อมออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ให้พนักงานทุกคน HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที และข้อมูลเชื่อมเข้าระบบบัญชี PEAK โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสลิปเงินเดือน สลิปเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Pay Slip, Payslip หรือ Salary Slip ส่วนในบริษัทที่ใช้ระบบดิจิทัลอาจเรียกว่า e-Payslip หรือ e-Slip ซึ่งหมายถึงเอกสารเงินเดือนออนไลน์ ที่ส่งทางอีเมลหรือเปิดดูผ่านระบบ ขอสลิปเงินเดือนย้อนหลังได้กี่เดือน กฎหมายแรงงานไม่ได้กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ที่นายจ้างต้องเก็บเอกสารเงินเดือน แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างควรเก็บข้อมูลการจ่ายค่าจ้าง ย้อนหลังอย่างน้อย 2 ปี เพื่อใช้เป็นหลักฐานกรณีเกิดข้อพิพาท ซึ่งมีอายุความ 2 ปีตามกฎหมายแพ่งฯ ส่วนพนักงานที่ต้องการสลิปย้อนหลัง สามารถขอได้ที่ฝ่าย HR หรือฝ่ายบัญชีของบริษัท พนักงานขอสลิปเงินเดือนได้ที่ไหน พนักงานขอได้จากฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) หรือฝ่ายบัญชีของบริษัท บริษัทที่ใช้โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ พนักงานอาจเข้าดูและดาวน์โหลดสลิปเงินเดือนออนไลน์ฟรี ผ่านระบบได้เอง โดยไม่ต้องรอ HR ออกให้ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 เม.ย. 2025

PEAK Account

16 min

โปรแกรม Payroll คืออะไร? ทำอะไรได้บ้าง? ทำไมทุกองค์กรควรมี!

การจ่ายเงินเดือนอาจดูเหมือนงานประจำที่ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วมีรายละเอียดที่ต้องใส่ใจเยอะมาก ตั้งแต่การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าคอม ประกันสังคม ภาษี ไปจนถึงการบันทึกบัญชี ถ้าทำด้วยมือหรือ Excel อาจทำให้เสียเวลา หรือผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้นโปรแกรมสำหรับทำ Payroll ที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวก แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณบริหารงานเงินเดือนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมืออาชีพมากขึ้น มาดูกันว่า โปรแกรม Payroll ที่ตอบโจทย์ SME ควรมีอะไรบ้าง โปรแกรม Payroll คืออะไร? โปรแกรม Payroll หรือ โปรแกรมเงินเดือน คือโปรแกรมที่ช่วยจัดการเรื่องการจ่ายเงินเดือน จัดการบริหารเกี่ยวกับเงินเดือน การจ่ายค่าจ้าง ค่านอกเวลา เบี้ยเลี้ยง ค่าคอมมิชชันของพนักงานทุกคนภายในองค์กร ซึ่งโปรแกรม Payroll จะช่วยดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่การช่วยคำนวณด้านภาษี ไปจนถึงการออกเอกสารที่ต้องมอบให้พนักงานหลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วอีกด้วย ทำให้โปรแกรมประเภทนี้เข้ามาเป็นส่วนช่วยให้การทำงานของผู้ที่รับหน้าที่ตรงนี้ได้ง่ายดายขึ้น ช่วยลดปัญหาข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น สามารถใช้งานได้ทั้งองค์กรขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ การนำเครื่องมือนี้เข้ามา จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานในองค์กรได้  ทำไมผู้ประกอบการทุกคนควรมี โปรแกรม Payroll  ผู้ประกอบการหลายท่านอาจคิดว่า รอพนักงานเยอะ ๆ ก่อนค่อยหาโปรแกรม Payroll มาใช้ แต่ตามจริงแล้วไม่จำเป็นต้องรอพนักงานหลักร้อยคนก็สามารถเริ่มใช้ได้เลย เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดงานของผู้ที่เกี่ยวข้อง และเป็นการวางระบบแผนงานการจ่ายเงินอย่างเป็นระเบียบ ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารที่วุ่นวาย ทำให้การจัดการเรื่องเงินเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการเริ่มใช้ตั้งแต่เนิ่น ๆ  โปรแกรม Payroll ที่ดีเป็นอย่างไร? โปรแกรม Payroll หรือโปรแกรมเงินเดือน คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการด้านการจ่ายค่าตอบแทนให้กับพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าคอมมิชชัน หรือสวัสดิการอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่ทุกกิจการต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โปรแกรม Payroll ที่ดีจะช่วยให้งานด้านนี้เป็นเรื่องง่ายและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ลดข้อผิดพลาดจากการทำงานแบบแมนนวล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการด้านการเงินขององค์กรอย่างมีระบบและเป็นมืออาชีพ แล้วโปรแกรม Payroll ที่ดีเป็นอย่างไร? มาดูกันเลย 1. ออกสลิปเงินเดือนได้ทันทีได้ง่าย รวดเร็ว และแม่นยำ เจ้าของกิจการหลายคนต้องเสียเวลากับการจัดทำสลิปเงินเดือนให้พนักงานทีละคน ซึ่งยิ่งมีพนักงานหลายคนก็ยิ่งใช้เวลานาน โปรแกรมที่ดีควรช่วยให้คุณสร้างสลิปเงินเดือนได้ในไม่กี่ขั้นตอน โดยดึงข้อมูลจากการคำนวณที่ระบบทำไว้แล้วมาใส่ในฟอร์มสลิปให้อัตโนมัติ พร้อมระบุรายการต่าง ๆ อย่างชัดเจน เช่น ฐานเงินเดือน โบนัส หรือรายการหักต่าง ๆ จากนั้นก็สามารถดาวน์โหลดหรือส่งให้พนักงานได้เลยทันที ไม่ต้องทำซ้ำหลายรอบ โปรแกรมเงินเดือนที่ดีควรมีระบบสร้างสลิปจากข้อมูลที่มีในระบบ และคำนวณเงินเดือนให้อัตโนมัติ สามารถปรับรูปแบบ สีหรือใส่โลโก้บริษัทได้ สามารถ export เป็นไฟล์ PDF หรือส่งให้พนักงานผ่าน E-mail ได้ทันที โปรแกรมสลิปเงินเดือนที่ดีระบุรายการหัก-จ่ายอย่างชัดเจน เช่น ฐานเงินเดือน โบนัส หักประกันสังคม ภาษี เป็นต้น สมมุติว่าคุณมีพนักงาน 15 คน แต่ละคนมีค่าล่วงเวลาและโบนัสต่างกัน หากไม่มีระบบช่วย คงต้องนั่งกรอก Excel ทีละคน แล้วพิมพ์สลิปด้วยมือ แต่ถ้าใช้โปรแกรม Payroll คุณกรอกข้อมูลหรืออัปโหลด Excel แล้วกด “สร้างสลิป” ได้เลยภายในไม่กี่วินาที 2. เชื่อมต่อกับระบบประกันสังคมออนไลน์ พร้อมยื่นในระบบ SSO e-service ได้เลย การยื่นประกันสังคมผ่านระบบ SSO e-service ทุกเดือนถือเป็นภาระที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และถ้าทำแบบแมนนวลอาจใช้เวลามาก โปรแกรมที่ดีควรมีระบบเตรียมไฟล์สำหรับยื่นแบบอัตโนมัติ โดยดึงข้อมูลจากเงินเดือนของพนักงานมาแปลงเป็นรูปแบบที่ประกันสังคมกำหนดไว้ ช่วยลดเวลาการกรอกข้อมูลและมั่นใจได้ว่าส่งครบ ถูกต้อง และทันเวลา ดังนั้นควรเลือกโปรแกรมที่สามารถดึงข้อมูลค่าจ้างจากเงินเดือนที่คำนวณไว้แล้ว มาสร้างไฟล์นำส่งที่ตรงตามรูปแบบของประกันสังคม พร้อมมีลิงก์หรือปุ่มเชื่อมตรงเข้าสู่ระบบ SSO ได้เลย เพื่อให้คุณสามารถยื่นข้อมูลเข้าสู่ระบบ SSO e-service ได้ทันทีจากในระบบ ไม่ต้องเสียเวลาสลับไปกรอกข้อมูลใหม่ทีละช่อง ช่วยลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และยังทำให้การยื่นงานในแต่ละเดือนกลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือฝ่ายบุคคลที่ต้องดูแลพนักงานจำนวนมาก หรือมีหลายสาขา เพราะระบบจะช่วยรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ให้ในที่เดียว พร้อมใช้งานทันที และมั่นใจได้ว่าทำตามรูปแบบที่ประกันสังคมกำหนดอย่างถูกต้องครบถ้วนทุกครั้ง 3. คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ การคำนวณภาษีเงินเดือนเป็นงานที่ต้องเป๊ะ เพราะถ้าคำนวณผิด ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก ก็อาจกระทบกับพนักงานหรือทำให้คุณต้องเสียเวลายื่นแก้ไขย้อนหลัง โปรแกรมทำเงินเดือนที่ดีควรคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ โดยอิงตามฐานเงินเดือนและสิทธิลดหย่อนที่กฎหมายกำหนด พร้อมสร้างรายงานหรือเอกสารประกอบการยื่นแบบภาษีให้ครบถ้วน ลดงานซ้ำซ้อนและลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในการคำนวณ โปรแกรมเงินเดือนที่ดีควรรองรับการคำนวณภาษีแบบขั้นบันไดตามอัตรากฎหมาย เช่น ลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว เบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ สามารถสรุปยอดนำส่งภาษีและสร้างไฟล์นำส่งแบบ ภ.ง.ด.1 และสร้างใบแนบภาษีและรายงานภาษีประจำเดือนได้ ยกตัวอย่างเช่น หากพนักงานมีเบี้ยเลี้ยงพิเศษ โบนัส หรือค่าคอมมิชชันเพิ่มขึ้นในเดือนใด ระบบต้องสามารถคำนวณภาษีได้ถูกต้องแบบ real-time โดยที่คุณไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขหรือเปิดตารางภาษีดูเอง 4. เชื่อมต่อกับโปรแกรมบัญชี เพื่อบันทึกบัญชีอัตโนมัติ เมื่อจ่ายเงินเดือนแล้ว ก็ต้องมีการบันทึกบัญชีตามมา เช่น บันทึกค่าใช้จ่าย เงินหักภาษี หรือประกันสังคม ถ้าต้องทำแยกกันจะเสียเวลามาก โปรแกรมที่ดีควรเชื่อมต่อกับระบบบัญชีโดยตรง เมื่อคำนวณ Payroll เสร็จ สามารถสั่งบันทึกรายการบัญชีได้เลยทันที ข้อมูลจะถูกลงบัญชีแยกประเภทอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้งานบัญชีและงานเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ต้องทำซ้ำสองรอบ ลดโอกาสผิดพลาด ทำงบการเงินประจำเดือนเร็วขึ้น และทำให้ระบบบัญชี-เงินเดือน “คุยกันรู้เรื่อง” ซึ่งสำคัญมากสำหรับ SME ที่มีทีมงานเล็กและเวลาจำกัด กิจการไหนที่ควรใช้โปรแกรม Payroll สำหรับผู้ประกอบการท่านไหนที่ยังตัดสินใจว่าจะใช้โปรแกรม Payroll ดีหรือไม่ ในส่วนนี้เรามาดูกันว่าองค์กร กิจการไหนบ้างที่ควรเริ่มต้นนำโปรแกรมเหล่านี้มาปรับใช้โดยทันที กิจการที่มีพนักงานจำนวนมาก แน่นอนว่าเมื่อจำนวนพนักงานที่เยอะ ทำให้การจัดการเรื่องเงินเดือนกลายเป็นเรื่องยาก วุ่นวาย เพราะนอกจากต้องมาคอยนั่งคำนวณเงินให้ทีละคนแล้ว พนักงานแต่ละคนอาจยังมีค่าล่วงเวลา เบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย นอกจากนี้หลังจากที่คำนวณเสร็จต้องออกสลิปเงินเดือนให้พนักงานส่งให้แต่ละคนอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการที่มีจำนวนพนักงานเยอะ ต้องเริ่มต้นใช้โปรแกรม Payroll โดยทันที กิจการที่ต้องการทำระบบบัญชีให้เรียบร้อย การจัดการเรื่องบัญชีในองค์กรให้เป็นระบบกลายเป็นเรื่องสำคัญที่บางครั้งอาจเป็นจุดพาไปสู่ความสำเร็จขององค์กรเลยก็ได้ เพราะองค์กรที่มีระบบบัญชีดี ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น ซึ่งการจ่ายเงินเดือนพนักงานก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชี ซึ่งโปรแกรม Payroll ก็เข้ามาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลการจ่ายเงินให้เป็นระเบียบมากขึ้น เรียกดูข้อมูลได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถเรียกดูตามแผนก เพื่อให้เห็นภาพรวมการจ่ายเงินเดือนขององค์กร ให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ ที่สำคัญคือข้อมูลจะไม่หายไปไหนเพราะอยู่ในโปรแกรม และที่สำคัญคือมีความปลอดภัยสูง ไม่ต้องกลัวข้อมูลรั่วไหล เพราะหลาย ๆ โปรแกรมสามารถเลือกผู้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลได้ กิจการที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ก่อนที่ AI จะเป็นกระแสทุกวันนี้ โปรแกรมช่วยทำงานอย่าง โปรแกรมจัดการเงินเดือน ก็ขึ้นชื่อเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน เพราะเข้ามาช่วยจัดการลดขั้นตอนการทำงานที่กินเวลา แต่ไม่จำเป็นมาก ช่วยให้การทำงานหลายอย่างในองค์กรง่ายมากยิ่งขึ้น อันเป็นส่วนช่วยให้พนักงานสามารถใช้เวลากับงานที่จำเป็นมากกว่าได้ แนะนำ PEAK Payroll สำหรับคำนวณค่าจ้างเพื่อผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK ไม่ได้ดูแลเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับบัญชีอย่างเดียว แต่ยังมี PEAK Payroll เป็นโปรแกรม Payroll ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่บัญชี หรือ HR จัดการกับระบบ Payroll ได้อย่างง่ายดาย ลดขั้นตอนการทำงาน และด้วยการออกแบบโปรแกรมที่เข้าใจผู้ใช้งานจริง ๆ จึงใช้งานง่าย ไม่ว่ากิจการของคุณจะให้พนักงานบัญชีดูแลเรื่องเงินเดือน หรือเจ้าหน้าที่บุคคลก็รับรองว่าเข้าใจการใช้งานได้ไม่ยากแน่นอน  ซึ่งตัวโปรแกรม Payroll ของ PEAK สามารถดูแลเรื่องระบบการจ่ายเงินเดือนได้ครบวงจรตั้งแต่การคำนวณเงินเดือน เก็บข้อมูล ออกสลิปเงินเดือน ไปจนถึงการทำรายงานต่าง ๆ เรียกได้ว่าโปรแกรมเดียวจบ ยิ่งองค์กรไหนอย่างจัดการระบบบัญชี PEAK คือคำตอบแน่นอน สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจ มองหาโปรแกรมดูแลเรื่องการจ่ายเงินเดือนพนักงานอยู่ บอกเลยว่าห้ามพลาดโปรแกรมบัญชี PEAK เริ่มต้นใช้งาน PEAK Payroll วันนี้ เพื่อการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ ไม่ว่ากิจการของคุณจะมีพนักงานหลัก 10 หรือหลัก 100 การเริ่มต้นใช้โปรแกรม Payroll ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานตั้งแต่ตอนนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเป็นการช่วยลดขั้นตอนการทำงาน แถมยังเป็นการวางรากฐานด้านระบบบัญชีให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นอย่ามัวลังเลแล้วมาเริ่มต้นใช้กันได้เลย! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

25 มี.ค. 2025

PEAK Account

7 min

เชื่อม empeo x PEAK จัดการเงินเดือนง่ายขึ้น ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน

เบื่อไหม? กับการจัดการเงินเดือนที่ยุ่งยาก ซ้ำซ้อน และเสี่ยงข้อผิดพลาด การทำเงินเดือนแต่ละครั้งอาจใช้เวลานาน ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ๆ และยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่ทำให้ต้องย้อนกลับไปแก้ไขซ้ำ ๆ ซึ่งทำให้เสียเวลาและเพิ่มภาระงานที่ไม่จำเป็น แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อคุณชื่อมต่อข้อมูลแบบอัตโนมัติจาก empeo เข้าสู่ระบบโปรแกรมบัญชี PEAK ทำให้การจัดการเงินเดือนและข้อมูลบัญชีเป็นเรื่องที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น empeo เป็นระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ครบวงจร ช่วยจัดการตั้งแต่การคำนวณเงินเดือน การจัดเก็บข้อมูลพนักงาน การบริหารเวลาทำงาน ไปจนถึงการสร้าง Engagement ในองค์กร ผ่านฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง เชื่อมต่อระหว่าง empeo กับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ดีอย่างไร empeo x PEAK คือ การเชื่อมต่อระหว่างระบบ HR อย่าง empeo กับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ซึ่งช่วยให้การจัดการข้อมูลพนักงาน การคำนวณเงินเดือน และการบันทึกบัญชีเป็นเรื่องง่ายและอัตโนมัติมากขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพของการจัดการงานบุคคลและงานบัญชีจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ดังนี้ จัดการเงินเดือนครบวงจร ระบบสามารถคำนวณเงินเดือน ค่าล่วงเวลา (OT) โบนัส และการหักภาษีได้อย่างแม่นยำ พร้อมบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงในระบบบัญชีของ PEAK โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีอัตโนมัติ ข้อมูลสรุปเงินเดือนและการจ่ายเงินจะถูกบันทึกลงใน PEAK ทันที ข้อมูลที่บันทึกในระบบจะถูกอัปเดตแบบเรียลไทม์ ทำให้คุณสามารถติดตามข้อมูลทางการเงินและสถานะการจ่ายเงินเดือนได้ทันที ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ข้อมูลถูกซิงค์ระหว่าง empeo และ PEAK โดยอัตโนมัติ ประหยัดเวลาและลดภาระงานของทีม HR ทำไมต้องใช้ empeo x PEAK? การใช้ empeo ร่วมกับ PEAK ไม่เพียงช่วยลดเวลาทำงาน แต่ยังเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณและการบันทึกข้อมูลทางบัญชี ทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ระบบสามารถสร้างรายงานสรุปเงินเดือนได้อย่างครบถ้วน และรองรับการตรวจสอบเอกสารเพื่อใช้ในการยื่นภาษีได้ทันที ซึ่งช่วยให้การจัดการด้านบัญชีและงาน HR มีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ เหมาะกับใคร? เริ่มต้นใช้ empeo x PEAK ง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน เปลี่ยนวิธีการจัดการเงินเดือนและบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว! 👉 เริ่มต้นใช้งานฟรีวันนี้ สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้า PEAK รับข้อเสนอ 3 ต่อ 1: ทดลองใช้งานฟรี 30 วันเต็ม!2: สมัครใช้งานต่อแบบแพ็กเกจรายปี จ่ายเพียง 10 เดือน ใช้ได้นาน 13 เดือน3: สำหรับแพ็กเกจ Pro ขึ้นไป เมื่อซื้อ IOMO รับสิทธิ์ติดตั้ง ฟรี 1 จุด (มูลค่า 4,500 บาท)*เฉพาะลูกค้าใหม่ ที่ไม่เคยใช้บริการ empeo มาก่อนเท่านั้น กรอก code EMPEO30P ได้เลย ระยะเวลาคูปอง: วันนี้ – 30 มิถุนายน 2568  ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก