ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

บัตรชมพู คืออะไร เช็กลิสต์นายจ้าง ก่อนจ้างแรงงาน

บัตรชมพู คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัตรชมพู (Pink Card) คือ บัตรสีชมพูที่มีชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครองออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย เพื่อใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัว 13 หลัก คนทั่วไปจึงเรียกกันว่าบัตรแรงงานต่างด้าว บัตรนี้ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ส่วนสิทธิทำงานมาจากใบอนุญาตทำงานที่กรมการจัดหางานออกให้ สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน เรื่องนี้สำคัญกับนายจ้างอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท แพ็คดีบอกซ์ จำกัด (ชื่อสมมติ) ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกส่งโรงงานอาหาร ซึ่งจ้างแรงงานเมียนมาถือบัตรสีชมพู 12 คนในไลน์ผลิต ถือบัตรชมพูแล้วได้สัญชาติไทยไหม ไม่ได้ หลายคนเรียกบัตรนี้ว่า บัตรประชาชนสีชมพู แต่บัตรนี้ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนไทย และไม่ได้ทำให้ผู้ถือได้สัญชาติไทย ลูกของผู้ถือบัตรที่เกิดในไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการสัญชาติต้องยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไป ใครต้องมีบัตรชมพูบ้าง แล้วทำบัตรชมพูที่ไหน คนที่ต้องมีบัตรชมพูส่วนใหญ่คือแรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนทำงานในไทยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละรอบ ส่วนการทำบัตรต้องไปที่สำนักทะเบียนของกรมการปกครองตามที่นัดหมายไว้ การทำบัตรไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี แต่เปิดเป็นรอบตามที่ ครม. กำหนด กรมการจัดหางานดูแลเรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรมการปกครองดูแลการจัดทำทะเบียนประวัติ เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และออกบัตร ข้อมูลชีวภาพที่เก็บไว้ทำให้การสวมตัวเพื่อทำบัตรใบใหม่ในชื่ออื่นทำได้ยาก บัตรจึงเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่นายจ้างใช้อ้างอิงได้ บัตรสีชมพูทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ บัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัวของคนต่างด้าว และใช้เป็นเอกสารประกอบเวลายื่นขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ใช้แทนใบอนุญาตทำงานหรือหนังสือเดินทางไม่ได้ สิ่งที่ใช้บัตรนี้ได้ สิ่งที่บัตรนี้ทำแทนไม่ได้ เรื่องธุรกรรมอื่น เช่น เปิดบัญชีธนาคารหรือจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ แต่ละหน่วยงานกำหนดเอกสารเอง ควรถามธนาคารหรือผู้ให้บริการโดยตรง บัตรชมพู กับ Work Permit ต่างกันอย่างไร บัตรสีชมพู กับ Work Permit ต่างกันที่หน้าที่ บัตรบอกว่าผู้ถือเป็นใคร ส่วนใบอนุญาตทำงานบอกว่าผู้ถือทำงานอะไร กับนายจ้างคนไหน ได้ถึงวันไหน นายจ้างต้องตรวจทั้งสองอย่าง รายละเอียดการขอโควตา ขอใบอนุญาต และโทษของการจ้างผิดกฎหมาย อ่านต่อได้ในบทความใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งอธิบายขั้นตอนฝั่งนายจ้างไว้ครบ หัวข้อ บัตรสีชมพู ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ชื่อทางการ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว หน่วยงานที่ออก กรมการปกครอง กรมการจัดหางาน ใช้เพื่อ แสดงตัวตนและเลข 13 หลัก อนุญาตให้ทำงานตามที่ระบุ ข้อมูลสำคัญ ชื่อ รูป เลขประจำตัว วันออกบัตร วันหมดอายุบัตร นายจ้าง ประเภทงาน ท้องที่ วันหมดอายุสิทธิทำงาน ช่องทางต่ออายุ ติดต่อสำนักทะเบียนตามที่กรมการปกครองกำหนด ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-WorkPermit ตามรอบที่ประกาศ หนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคลต่างจากบัตรสีชมพูอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกเอกสาร บัตรสีชมพูออกโดยรัฐไทย ส่วนหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) ออกโดยประเทศต้นทางของแรงงาน ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากถือเอกสารสามอย่างพร้อมกัน คือบัตรสีชมพู หนังสือเดินทางหรือ CI และใบอนุญาตทำงาน นายจ้างควรเก็บสำเนาครบทั้งชุดไว้ในแฟ้มลูกจ้างแต่ละคน ได้บัตรชมพู 10 ปี แปลว่าอยู่ไทย 10 ปีได้ไหม ไม่ได้ บัตรสีชมพูของแรงงานต่างด้าวมีอายุตัวบัตรโดยทั่วไปราว 10 ปี ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แต่ระยะเวลาที่อยู่และทำงานได้จริงขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานและมติ ครม. ในแต่ละรอบ ถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุและไม่ได้ต่อ ผู้ถือต้องเดินทางออกนอกประเทศ แม้บัตรจะยังไม่หมดอายุก็ตาม วันที่ต้องยึดจึงเป็นวันหมดอายุในใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่วันบนบัตร สมมติลูกจ้างของแพ็คดีบอกซ์คนหนึ่งถือบัตรที่ยังเหลืออายุอีก 6 ปี แต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ถ้าไม่ยื่นต่อภายในกำหนด ตั้งแต่วันถัดไปบริษัทจะจ้างคนนี้ต่อไม่ได้ แรงงานต่างด้าวอยู่และทำงานได้ถึงเมื่อไร แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ต่ออายุได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ตามที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมแรงงานราว 7.7 แสนคน กรมการจัดหางานเปิดให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่ 8 กันยายน ถึง 11 ธันวาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึง 16.30 น. และชำระเงินได้ถึง 20.00 น. ของวันสุดท้าย รายการ รายละเอียด กลุ่มที่ต่อได้ ลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 ช่วงยื่นคำขอ 8 ก.ย. 2569 ถึง 11 ธ.ค. 2569 ค่าคำขอ 100 บาท ต่อฉบับ ค่าใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ต่อฉบับ (1 ปี) ถ้าใบอนุญาตทำงานของแรงงาน 12 คนของแพ็คดีบอกซ์หมดอายุ 11 ธันวาคม 2569 ทั้งหมด ค่าธรรมเนียมรอบนี้ = 12 × (100 + 900) = 12,000 บาท ยังไม่รวมค่าตรวจโรคและประกันสุขภาพ แรงงานกัมพูชาอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันที่ประกาศแยกออกมา และมีการปรับเงื่อนไขหลายครั้ง นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วน 1506 ก่อนตัดสินใจ ทำบัตรใหม่ ต่ออายุบัตรชมพู ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักมี 4 อย่าง คือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทน ใบรับรองผลตรวจโรค หลักฐานประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ และสำเนาบัตรเดิม ทั้งหมดใช้ต่อใบอนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงจัดการเรื่องบัตรกับกรมการปกครอง เพราะสิทธิอยู่ผูกกับสิทธิทำงาน ลำดับงานที่ควรทำ แพ็คดีบอกซ์ให้แรงงานทั้ง 12 คนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ แล้วให้ฝ่ายบุคคลยื่นแทนพร้อมกันในวันเดียว ทำให้ตามสถานะคำขอได้จากที่เดียว แรงงานเมียนมาที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางแนบภายหลังได้ ค่าธรรมเนียมทำบัตรของกรมการปกครองยังไม่มีตัวเลขที่ประกาศชัดในแหล่งทางการที่ตรวจได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนที่จะไปทำบัตร หรือสายด่วนกรมการปกครอง 1548 ก่อนตั้งงบประมาณ นายจ้างต้องตรวจอะไร ก่อนจ้างแรงงานบัตรชมพู ต้องตรวจว่าข้อมูลบนบัตรตรงกับตัวลูกจ้างและใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ หลังรับเข้าทำงานแล้ว ควรตามวันหมดอายุต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกจ้าง ก่อนรับเข้าทำงาน หลังรับเข้าทำงาน บนบัตรต้องดูข้อมูลช่องไหนบ้าง ดูอย่างน้อย 4 ช่อง คือ ชื่อสกุล เลขประจำตัว 13 หลัก วันออกบัตร และวันหมดอายุบัตร แล้วนำเลข 13 หลักไปเทียบกับเลขในใบอนุญาตทำงานและในระบบประกันสังคม สมมติฝ่ายบุคคลของแพ็คดีบอกซ์พิมพ์เลขลูกจ้างคนหนึ่งผิด 1 หลักตอนขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินสมทบที่ส่งทุกเดือนจะไม่ไปเข้าบัญชีของลูกจ้างคนนั้น และต้องย้อนแก้ข้อมูลภายหลัง แรงงานบัตรชมพูต้องเข้าประกันสังคมไหม ต้องเข้า ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนไทย นายจ้างต้องแจ้งเข้าภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ขั้นตอนและแบบที่ใช้อ่านได้ในบทความแจ้งเข้าประกันสังคม นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง คิดจากค่าจ้างไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาท ตัวอย่าง แพ็คดีบอกซ์จ่ายเงินเดือนลูกจ้างคนละ 11,000 บาท ประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง = 11,000 × 5% = 550 บาท และบริษัทสมทบอีก 550 บาท รวม 12 คน บริษัทนำส่งเดือนละ 12 × 1,100 = 13,200 บาท จ่ายเงินเดือนแรงงานบัตรชมพู ต้องหักภาษีไหม ต้องคำนวณเหมือนลูกจ้างคนไทย เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่มีการหักภาษี และสรุปยื่น ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง ลูกจ้างเงินเดือน 11,000 บาทของแพ็คดีบอกซ์มีภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องมีชื่ออยู่ใน ภ.ง.ด.1ก ประจำปี ความต่างของแบบทั้งสองอ่านได้ในภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรชมพู สรุป – บัตรชมพูต้องจำอะไรบ้าง บัตรชมพู คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ให้สัญชาติ สิทธิทำงานดูจากใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่จากอายุบัตร 10 ปี แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 โดยต้องยื่นภายใน 11 ธ.ค. 2569 แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าประกันสังคมและอยู่ในระบบภาษีเงินเดือนเหมือนลูกจ้างทั่วไป สัปดาห์นี้ลองเปิดแฟ้มลูกจ้างต่างด้าวทุกคน จดวันหมดอายุของบัตรและของใบอนุญาตทำงานลงตารางเดียวกัน แล้วเช็กว่ามีใครที่ต้องยื่นต่อก่อน 11 ธันวาคม 2569 บ้าง ทำจ่ายเงินเดือนแรงงานต่างด้าวด้วย PEAK เมื่อเอกสารลูกจ้างครบแล้ว งานที่เหลือทุกเดือนคือการทำจ่ายเงินเดือน PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สร้างสลิปให้พนักงาน และจ่ายผ่านระบบของธนาคาร – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรชมพู บัตรชมพูทำงานได้ไหม ทำงานได้เมื่อมีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุคู่กัน ตัวบัตรอย่างเดียวเป็นแค่บัตรแสดงตัวตน และงานที่ทำต้องตรงกับประเภทงานและนายจ้างที่ระบุในใบอนุญาต ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แต่บัตรชมพูยังไม่หมด จ้างต่อได้ไหม จ้างต่อไม่ได้ จนกว่าจะต่อใบอนุญาตทำงานสำเร็จ สิทธิอยู่และทำงานผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับวันหมดอายุบนบัตร นายจ้างควรยื่นต่อให้ทันกำหนดของรอบนั้น บัตรชมพูหายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักทะเบียนตามช่องทางของกรมการปกครอง หรือสอบถามสายด่วน 1548 ว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง ระหว่างนั้นนายจ้างควรเก็บสำเนาบัตรเดิมไว้ใช้ยืนยันเลขประจำตัว บัตรสีชมพูเปิดบัญชีธนาคารได้ไหม ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร บางแห่งขอหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานประกอบด้วย ถ้าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี ควรสอบถามธนาคารที่ใช้จ่ายเงินเดือนก่อนพาลูกจ้างไปเปิดบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร มีกี่ประเภท ขอยังไง ค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตทำงาน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารที่นายทะเบียนของกรมการจัดหางานออกให้คนต่างด้าว เพื่อยืนยันว่าคนคนนั้นทำงานในประเทศไทยได้ถูกกฎหมาย ในตำแหน่ง กับนายจ้าง และในท้องที่ที่ระบุไว้ Work Permit คือชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 คนต่างด้าวทำงานในไทยได้ต้องมีเอกสาร 2 ชิ้นที่ออกโดยคนละหน่วยงาน ชิ้นแรกคือวีซ่าและสิทธิอยู่ในประเทศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชิ้นที่สองคือ Work Permit จากกรมการจัดหางาน มีวีซ่าอย่างเดียวจึงยังทำงานไม่ได้ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะจ้างพนักงานต่างชาติ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณแอน เจ้าของบริษัทร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็ก ที่กำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติ 2 คน คือเชฟชาวญี่ปุ่น 1 คน และผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาที่มาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล (MOU) อีก 1 คน Work Permit ต่างจากวีซ่าและบัตรสีชมพูอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเป็นเอกสารของคนต่างด้าว แต่ตอบคนละคำถาม วีซ่าตอบว่าอยู่ในประเทศได้หรือไม่ Work Permit ตอบว่าทำงานอะไรได้บ้าง ส่วนบัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนของแรงงานบางกลุ่ม เอกสาร หน่วยงานที่ออก ใช้ยืนยันอะไร วีซ่าและตราประทับอนุญาตให้อยู่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สิทธิเข้าเมืองและอยู่ในไทยตามระยะเวลาที่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และท้องที่ที่ระบุ บัตรสีชมพู กรมการปกครอง บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของแรงงานบางกลุ่ม ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ใช้แทนการอนุญาตให้ทำงาน ข้อควรระวังคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าผ่านทางใช้ขอ Work Permit ไม่ได้ เพราะคู่มือการขอรับใบอนุญาตของคนต่างด้าว กำหนดให้ผู้ยื่นต้องมีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาแบบชั่วคราวประเภท Non-Immigrant ใครต้องมีใบอนุญาตทำงาน และงานไหนที่คนต่างด้าวทำไม่ได้ คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาต ไม่ว่าจะทำงานในสำนักงาน ร้านอาหาร โรงงาน หรือไซต์ก่อสร้าง และไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ มาตรา 59 กำหนดว่าคนต่างด้าวทำงานได้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว และต้องเป็นงานที่ไม่ได้ห้ามไว้ ข้อยกเว้นที่ใช้บ่อยคืองานจำเป็นเร่งด่วนที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน เช่น ช่างต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมเครื่องจักร กรณีนี้ใช้วิธีแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 61 แทนการขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบ งานที่คนต่างด้าวทำไม่ได้มีอะไรบ้าง กระทรวงแรงงานกำหนดรายการงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ในกรณีของคุณแอน งานเชฟอาหารญี่ปุ่นและงานผู้ช่วยครัวไม่อยู่ในกลุ่มห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าคุณแอนคิดจะให้ผู้ช่วยครัวไปยืนขายของหน้าร้านด้วย ต้องเช็กเงื่อนไขของงานขายหน้าร้านก่อน เพราะทำงานนอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาตก็ผิดกฎหมายเช่นกัน Work Permit มีกี่ประเภท Work Permit แบ่งตามช่องทางที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ซึ่งกฎหมายแยกไว้เป็นรายมาตรา แต่ละประเภทใช้แบบคำขอ เอกสาร และอายุใบอนุญาตไม่เหมือนกัน ประเภท ใครใช้ ตัวอย่าง ทั่วไป (มาตรา 59) คนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายแบบ Non-Immigrant และทำงานที่ไม่ห้าม ผู้จัดการ ครูสอนภาษา เชฟของคุณแอน ส่งเสริมการลงทุน (มาตรา 62) คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI นำเข้าตาม MOU แรงงานจากประเทศที่ทำบันทึกความเข้าใจกับไทย นำเข้าผ่านนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาของคุณแอน ตามมติคณะรัฐมนตรี (มาตรา 63/2) กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ขอใบอนุญาตได้เป็นการเฉพาะ แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี กลุ่มเฉพาะ (มาตรา 63/1) ผู้ถูกถอนสัญชาติ ผู้เกิดในไทยบางกรณี หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานาน ชายแดน (มาตรา 64) คนสัญชาติประเทศที่มีพรมแดนติดไทย ทำงานชั่วคราวเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลในพื้นที่ที่กำหนด แรงงานไป-กลับในจังหวัดชายแดน SME ส่วนใหญ่จะเจอแค่ 2 แบบ คือมาตรา 59 สำหรับพนักงานวิชาชีพหรือผู้บริหาร และ MOU สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สองแบบนี้มีค่าธรรมเนียมคนละอัตราตามประเภทงาน ซึ่งจะเห็นตัวเลขชัดในตัวอย่างค่าใช้จ่ายของคุณแอน เอกสารขอใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสาร Work Permit แบ่งเป็น 2 ชุด คือของลูกจ้างต่างชาติ และของนายจ้าง รายการด้านล่างอ้างอิงจากคู่มือประชาชนกรณีขอใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 ซึ่งระบุเอกสารไว้ 35 รายการ แต่ไม่ได้ใช้ทุกรายการกับทุกคน เอกสารของลูกจ้างต่างชาติ เอกสารของนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล ใบรับรองแพทย์ต้องออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่น และควรใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนฉบับล่าสุด ถ้าเอกสารภาษาต่างประเทศ ให้เตรียมคำแปลภาษาไทยไว้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเพิ่มตอนตรวจ ขั้นตอนขอ Work Permit ผ่าน e-WorkPermit ทำอย่างไร การขอ Work Permit ตอนนี้ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้ทั้งหมด นายจ้างยื่นแทนลูกจ้างได้ตามมาตรา 60 และขั้นตอนตามคู่มือประชาชนมี 4 ขั้น รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 วันนับแต่เอกสารครบ หรือราว 2 สัปดาห์ถ้าถูกส่งตรวจสอบ ก่อนถึงขั้นนี้ ลูกจ้างต้องได้วีซ่าประเภท Non-Immigrant จากสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน ส่วนนี้มีระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก เชฟของคุณแอนยื่นเอกสารครบในวันจันทร์ ถ้าไม่ถูกส่งตรวจเพิ่ม จะได้รับใบอนุญาตภายในวันพุธ คุณแอนจึงควรนัดวันเริ่มงานหลังวันรับใบอนุญาต ไม่ใช่หลังวันยื่น Digital Work Permit คืออะไร Digital Work Permit คือข้อมูลใบอนุญาตที่ตรวจดูได้ในระบบ e-WorkPermit แทนการพึ่งเล่มกระดาษอย่างเดียว ระบบนี้เปิดให้นายจ้างและคนต่างด้าวใช้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ตามที่รัฐบาลประกาศ ระบบรองรับการลงทะเบียน ยื่นข้อมูลการจ้าง ชำระค่าคำขอ ติดตามสถานะผ่านอีเมล SMS หรือ LINE และนัดหมายศูนย์บริการ กรมการจัดหางานเตรียมศูนย์บริการไว้ 54 แห่ง สำหรับยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงยังต้องไปที่ศูนย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำใบอนุญาตทำงาน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็นค่าคำขอ 100 บาทต่อคำขอ และค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา โดยกระทรวงแรงงานแยกอัตราเป็น 2 กลุ่ม คือกรรมกรกับผู้รับใช้ในบ้าน และอาชีพอื่น รายการ กรรมกร / ผู้รับใช้ในบ้าน (บาท) อาชีพอื่น (บาท) ใบอนุญาตไม่เกิน 3 เดือน 225 750 เกิน 3 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน 450 1,500 เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี 900 3,000 เกิน 1 ปี คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน ต่ออายุ อัตราเดียวกับออกใหม่ อัตราเดียวกับออกใหม่ ใบแทน (ต่อฉบับ) 200 500 เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง 900 3,000 เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ / ประเภทงาน 900 1,000 ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าธรรมเนียมของกรมการจัดหางานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าวีซ่าและค่าต่ออายุการอยู่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าบริการของบริษัทนำเข้าแรงงานกรณี MOU กลับมาที่คุณแอน ถ้าขอใบอนุญาต 1 ปีให้ทั้ง 2 คน ค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานจะเป็นดังนี้ พนักงาน กลุ่มอัตรา ค่าคำขอ ค่าใบอนุญาต 1 ปี รวม เชฟชาวญี่ปุ่น อาชีพอื่น 100 3,000 3,100 ผู้ช่วยครัว (MOU) กรรมกร 100 900 1,000 รวม 4,100 ผู้ช่วยครัวใช้อัตรากรรมกรได้เมื่อตำแหน่งงานที่ขออนุญาตจัดเป็นงานกรรมกร ถ้าระบุเป็นงานประเภทอื่น ค่าธรรมเนียมจะเปลี่ยนตาม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนกรอกตำแหน่งในคำขอ ต่ออายุ เปลี่ยนนายจ้าง และแจ้งออกจากงานทำอย่างไร Work Permit ตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่ระยะเวลาจริงของแต่ละใบขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาต จึงต้องดูวันหมดอายุบนใบอนุญาตของพนักงานแต่ละคน เรื่อง ต้องทำอะไร กฎหมาย ต่ออายุ ยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ระหว่างรอพิจารณาทำงานต่อได้ มาตรา 67 ลูกจ้างเริ่มงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง ลูกจ้างแจ้งชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน มาตรา 64/2 นายจ้างรับเข้าทำงานหรือลูกจ้างออก นายจ้างแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง และภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออก พร้อมเหตุที่ออก มาตรา 13 ใบอนุญาตหายหรือชำรุด ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ขอตรวจ แสดงใบอนุญาตภายในเวลาอันสมควร มาตรา 68 กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้ากี่วัน แต่ในทางปฏิบัติควรเริ่มก่อนหมดอายุอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเอกสารนายจ้างอย่างงบการเงินและหนังสือรับรองบริษัทต้องเตรียมใหม่ และอาจถูกส่งตรวจสอบอีก 10 วันทำการ ถ้าเชฟของคุณแอนลาออกไปทำงานกับร้านอื่น คุณแอนต้องแจ้งออกภายใน 15 วัน ส่วนร้านใหม่ต้องยื่นเปลี่ยนนายจ้างและจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เชฟจะไปทำงานที่ร้านใหม่ทันทีโดยใช้ใบอนุญาตเดิมไม่ได้ นายจ้าง SME ต้องจัดการเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานต่างชาติอย่างไร ได้ใบอนุญาตแล้วงานยังไม่จบ พนักงานต่างชาติเป็นลูกจ้างตามกฎหมายไทยเหมือนพนักงานไทย นายจ้างจึงมีหน้าที่ 3 เรื่องทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินเดือน ลองคำนวณกับพนักงานของคุณแอน สมมติเชฟได้เงินเดือน 60,000 บาท และผู้ช่วยครัวได้ 12,000 บาท ทำงานครบทั้งปีภาษี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม รายการต่อปี (บาท) เชฟชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยครัว เงินเดือนทั้งปี 720,000 144,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 72,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 60,000 หักเงินสมทบประกันสังคม 10,500 7,200 เงินได้สุทธิ 549,500 4,800 ภาษีทั้งปี 34,925 0 หัก ณ ที่จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,910 0 ภาษีของเชฟมาจาก 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% เป็น 7,500 บาท ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% เป็น 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 49,500 บาท เสีย 15% เป็น 7,425 บาท ส่วนผู้ช่วยครัวมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท จึงไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องส่งประกันสังคมทุกเดือน ภาพรวมแบบนำส่งภาษีเงินเดือนดูต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานอย่างไร เมื่อบริษัทของคุณแอนจ่ายค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานรวม 4,100 บาทจากบัญชีธนาคาร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน) 4,100 เงินฝากธนาคาร 4,100 เก็บใบเสร็จจากระบบ e-WorkPermit เป็นหลักฐานประกอบรายการทุกครั้ง ถ้าใบอนุญาตมีอายุเกิน 1 รอบบัญชี เช่น จ่ายค่าใบอนุญาต 2 ปีครั้งเดียว ควรถามผู้สอบบัญชีว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาหรือไม่ ทำงานหรือจ้างงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษอะไรบ้าง โทษตกกับทั้ง 2 ฝ่าย และนับเป็นรายคน กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชกำหนดฯ ดังนี้ ผู้กระทำผิด โทษ กฎหมาย นายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือให้ทำงานนอกเหนือที่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน มาตรา 102 นายจ้างที่ทำผิดซ้ำ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาทต่อคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าว 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 102 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ ปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศ มาตรา 101 คนต่างด้าวที่เคยถูกลงโทษตามมาตรา 101 ขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มาตรา 64/1 นายจ้างที่ไม่แจ้งการจ้างหรือการออกจากงานภายใน 15 วัน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท มาตรา 103 ถ้าร้านของคุณแอนถูกตรวจพบว่าผู้ช่วยครัวยังไม่ได้ใบอนุญาต ค่าปรับขั้นต่ำของบริษัทคือ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1 ปีของผู้ช่วยครัวถึง 10 เท่า และผู้ช่วยครัวยังถูกส่งกลับ ทำให้ร้านขาดคนทันที ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน จากประสบการณ์ ปัญหาที่ทำให้นายจ้างเสียเวลามากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนยื่น แต่เป็นการไม่รู้ว่ามีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาใหม่ หรือสับสนว่าเกณฑ์ไหนเป็นของหน่วยงานใด สรุป – การบริหารจัดการเอกสาร และภาษีของพนักงานต่างชาติ Work Permit เป็นเงื่อนไขแรกของการจ้างพนักงานต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องสุดท้าย นายจ้างต้องได้ใบอนุญาตก่อนวันเริ่มงาน แล้วดูแลเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมต่อทุกเดือน ใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน ใช้คู่กับวีซ่า Non-Immigrant จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ e-WorkPermit ได้ หากจ้างโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคน และหากทำผิดซ้ำอาจโดนห้ามจ้างคนต่างด้าวถึง 3 ปี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองทำตารางรายชื่อพนักงานต่างชาติทุกคน พร้อมประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และนายจ้างที่ระบุในใบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันหมดอายุของแต่ละคน พนักงานต่างชาติต้องถูกหักภาษี ส่งประกันสังคม และได้หนังสือรับรองการหักภาษีปลายปีเหมือนพนักงานไทย ยิ่งมีหลายสัญชาติหลายอัตรา งานเงินเดือนยิ่งพลาดง่าย ฟีเจอร์จัดการเงินเดือนและภาษีจาก PEAK Payroll ให้ PEAK Payroll ช่วยจัดการเงินเดือนในที่เดียว และส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน – ทดลองใช้งาน PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน Work Permit มีอายุกี่ปี ใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่อายุจริงขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาตในแต่ละใบ ส่วนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีจะมีอายุตามที่มติกำหนด ขอ Work Permit ออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นคำขอ แนบเอกสาร ชำระค่าคำขอ และติดตามสถานะผ่าน e-WorkPermit ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนต่างด้าวยังต้องไปยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติที่ศูนย์บริการ และไปรับใบอนุญาตด้วยตนเอง ทำงานในโรงงานต้องมีใบอนุญาตทำงานไหม ต้องมี คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงาน ถ้าเป็นงานกรรมกรในโรงงาน ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีนายจ้างและเข้ามาตาม MOU หรือตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลธรรมดาจ้างคนต่างด้าวได้ไหม ได้ นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท เช่น เจ้าของบ้านที่จ้างผู้รับใช้ในบ้าน หรือเจ้าของร้านที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่เอกสารนายจ้างจะเปลี่ยนจากหนังสือรับรองบริษัทเป็นสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารแสดงการประกอบกิจการ และหน้าที่แจ้งนายทะเบียน หักภาษี และส่งประกันสังคมยังเหมือนเดิม ใบอนุญาตทำงานหายต้องทำอย่างไร ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ว่าหายหรือชำรุดตามมาตรา 69 ค่าธรรมเนียมใบแทนฉบับละ 500 บาทสำหรับอาชีพทั่วไป และ 200 บาทสำหรับกรรมกรหรือผู้รับใช้ในบ้าน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

อัตราดอกเบี้ย MRR MLR MOR คืออะไร ต่างกันอย่างไร วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจ

MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้ คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้ MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้ MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่ OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้ MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี อัตรา ชื่อเต็ม ลูกค้าที่อ้างอิง ประเภทสินเชื่อ ตัวอย่างของคุณบี MLR Minimum Loan Rate รายใหญ่ชั้นดี เงินกู้มีระยะเวลา เงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี MOR Minimum Overdraft Rate รายใหญ่ชั้นดี วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) วงเงิน OD 500,000 บาท MRR Minimum Retail Rate รายย่อยชั้นดี สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี) ธนาคาร MLR MOR MRR กรุงเทพ 6.350 6.500 6.500 กสิกรไทย 6.520 6.340 6.580 กรุงไทย 6.300 6.270 6.845 ไทยพาณิชย์ 6.350 6.275 6.575 กรุงศรีอยุธยา 6.550 6.375 6.670 ทหารไทยธนชาต (ttb) 6.950 6.600 7.105 อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569 ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว อัตราของไทยพาณิชย์ ก่อน 2 มี.ค. 2569 ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569 ลดลง MLR 6.400% 6.350% 0.050% MOR 6.425% 6.275% 0.150% MRR 6.675% 6.575% 0.100% อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569 อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง ข้อความในสัญญา อัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง) ดอกเบี้ยจริงต่อปี MRR − 2.75% MRR 6.58% 6.58 − 2.75 = 3.83% MLR + 0.5% MLR 6.52% 6.52 + 0.5 = 7.02% MOR + 1% MOR 6.34% 6.34 + 1 = 7.34% ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี ข้อเสนอ MOR ของธนาคาร ส่วนต่าง ดอกเบี้ยจริง ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ธนาคาร ก 6.34% + 1.00% 7.34% 22,020 บาท ธนาคาร ข 6.275% + 1.25% 7.525% 22,575 บาท ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน รายการ เงินกู้ซื้อเตาอบ วงเงิน OD อัตราในสัญญา MLR + 0.5% = 7.02% MOR + 1% = 7.34% ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ย เงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาท เบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท จำนวนวัน 31 วัน (งวดแรก) 20 วัน การคำนวณ 2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365 300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365 ดอกเบี้ย 11,924.38 บาท 1,206.58 บาท OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว MLR เปลี่ยน MLR ดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%) ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ลดลง 0.25% 6.27% 6.77% 135,400 บาท เท่าเดิม 6.52% 7.02% 140,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.25% 6.77% 7.27% 145,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.50% 7.02% 7.52% 150,400 บาท ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5% บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 11,924.38 เงินฝากธนาคาร 11,924.38 ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร ความต้องการใช้เงิน สินเชื่อที่เหมาะ อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่ เงินกู้มีระยะเวลา MLR ± ส่วนต่าง จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงิน วงเงิน OD MOR ± ส่วนต่าง ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของ สินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน MRR ± ส่วนต่าง ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม MRR ปัจจุบันเท่าไร ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

เข้าใจธุรกิจกงสี ข้อดีข้อเสีย และวิธีบริหารจัดการ แบบองค์กรยุคใหม่

ธุรกิจกงสี คืออะไร กงสี (Kongsi) คือ ธุรกิจของครอบครัวที่สมาชิกหลายคนหรือหลายรุ่นร่วมกันถือทรัพย์สิน ร่วมกันทำงาน และแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง คำนี้มาจากคำภาษาจีนที่แปลว่า บริษัท (公司) และใช้กันมากในครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ในภาษาธุรกิจทั่วไปเรียกกิจการลักษณะนี้ว่า ธุรกิจครอบครัว (Family Business) การทำธุรกิจกงสีอย่างเป็นระบบ จะช่วยพัฒนาธุรกิจในอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ตั้งเจริญวัสดุ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัสดุก่อสร้างให้ผู้รับเหมาและโครงการบ้านจัดสรร เริ่มจากร้านของอากงที่ไม่ได้จดทะเบียน ยอดขายปีละประมาณ 60 ล้านบาท ตอนนี้รุ่นที่ 2 มีพี่น้อง 4 คน และรุ่นที่ 3 เริ่มเข้ามาช่วยงาน ธุรกิจกงสีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย ตัดสินใจเร็ว เพราะผู้มีอำนาจอยู่ในครอบครัว การตัดสินใจขึ้นกับคนคนเดียว ถ้าผู้อาวุโสไม่อยู่ ธุรกิจสะดุด ไว้ใจกันสูง ลดต้นทุนการควบคุม ไม่มีระบบตรวจสอบ เงินรั่วไหลได้โดยไม่รู้ตัว สมาชิกยอมทำงานหนักเพื่อกองกลาง คนที่ทำงานมากกับคนที่ทำน้อยได้ส่วนแบ่งเท่ากัน จึงเกิดความไม่พอใจ สะสมทุนจากกำไรได้ต่อเนื่องหลายรุ่น ทรัพย์สินปนกับของส่วนตัว แบ่งไม่ได้เมื่อมีคนต้องการแยกตัว ลูกค้าและคู่ค้ารู้จักครอบครัวมานาน รุ่นใหม่อาจไม่อยากสืบทอด หรือมีมุมมองต่างจากรุ่นก่อน ข้อเสียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเป็นครอบครัว แต่เกิดจากการไม่มีกติกาที่เขียนไว้และไม่มีบัญชีที่ทุกคนตรวจดูได้ ส่วนต่อไปจึงเน้นวิธีแก้ 2 เรื่องนี้ การบริหารเงินกงสี แยกจากเงินส่วนตัวอย่างไร เงินกงสี คือ เงินกองกลางที่มาจากกำไรของธุรกิจครอบครัว ใช้หมุนเวียนในกิจการและจ่ายให้สมาชิก ปัญหาที่พบบ่อยคือเงินกองกลางกับเงินส่วนตัวอยู่บัญชีเดียวกัน ร้านเดิมของตั้งเจริญวัสดุรับเงินขายเข้าบัญชีส่วนตัวของอาม่า พี่น้องเบิกเงินไปใช้โดยไม่จดบันทึก และที่ดินโกดังอยู่ในชื่อพี่คนโต เมื่อมีคนถามว่าแต่ละบ้านได้ไปเท่าไร ไม่มีใครตอบได้ ทั้งที่วิธีแยกเงินกงสี ทำได้ง่ายๆ ใน 4 ขั้นตอน เงินเดือนกับเงินปันผลของสมาชิกต่างกันอย่างไร เงินเดือนจ่ายให้คนที่ทำงานจริงตามหน้าที่ บริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนเงินปันผลจ่ายให้ผู้ถือหุ้นจากกำไรหลังหักภาษี ไม่ว่าคนนั้นจะทำงานในบริษัทหรือไม่ ตั้งเจริญวัสดุจ่ายเงินเดือนพี่สองคนที่บริหารงานคนละ 45,000 บาทต่อเดือน ปีที่ผ่านมามีกำไรก่อนภาษี 3,000,000 บาท รายได้เกิน 30 ล้านบาทจึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เท่ากับ 600,000 บาท เหลือกำไรสุทธิ 2,400,000 บาท บริษัทจ่ายปันผลครึ่งหนึ่ง 1,200,000 บาท ให้พี่น้อง 4 คนที่ถือหุ้นเท่ากันคนละ 300,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% คนละ 30,000 บาท ได้รับสุทธิคนละ 270,000 บาท อีก 1,200,000 บาทเก็บไว้ขยายโกดัง ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนกิจการแบบไหน รูปแบบกิจการกำหนดว่าใครรับผิดชอบหนี้ เสียภาษีแบบไหน และส่งต่อความเป็นเจ้าของอย่างไร หัวข้อ ไม่จดทะเบียน (ชื่อบุคคล) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด ความรับผิดต่อหนี้ เจ้าของรับผิดไม่จำกัด หุ้นส่วนรับผิดร่วมกันไม่จำกัด หุ้นส่วนผู้จัดการไม่จำกัด หุ้นส่วนอื่นจำกัดตามที่ลงทุน ผู้ถือหุ้นจำกัดตามค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามห้างหรือคณะ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล หลักฐานความเป็นเจ้าของ ไม่ชัด อยู่ในชื่อคนเดียว ตามสัญญาหุ้นส่วน ทะเบียนห้างหุ้นส่วน สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น การส่งต่อให้รุ่นถัดไป ต้องโอนทรัพย์สินทีละรายการ ขึ้นกับสัญญา โอนส่วนของหุ้นส่วน โอนหุ้นได้โดยกิจการยังดำเนินต่อ หน้าที่บัญชี เก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายไว้คำนวณภาษี และทำรายงานภาษีเมื่อจด VAT รายงานรับจ่ายแนบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชี งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กิจการตั้งเจริญวัสดุ เลือกจดเป็นบริษัทจำกัด เพราะมีการแจกหุ้นที่ชัดเจน หนี้ของบริษัทแยกจากทรัพย์สินส่วนตัวของแต่ละบ้าน และลูกค้าต้องการใบกำกับภาษีจากนิติบุคคล การจดทะเบียนยังมีผลต่อภาษีที่เก็บต่างกันไปในแต่ละประเภทธุรกิจด้วย หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรจดทะเบียนประเภทไหน ลองอ่านบทความ ความแตกต่างระหว่างบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทโฮลดิ้งกับธุรกิจครอบครัว ครอบครัวที่มีหลายกิจการบางครอบครัวตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ขึ้นมาถือหุ้นในบริษัทลูกแทนสมาชิกแต่ละคน ข้อดีคือรวมการตัดสินใจไว้ที่เดียวและส่งต่อความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นของโฮลดิ้งบริษัทเดียว แต่มีต้นทุนบริหาร บัญชี และภาษีที่ต้องวางแผน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตั้ง กฎหมายและภาษีที่ธุรกิจกงสีต้องรู้ เรื่องที่ครอบครัวมักเจอเมื่อธุรกิจโตขึ้นมีดังนี้ ตัวอย่าง ถ้าอาม่าให้เงินสดลูกคนเล็ก 25 ล้านบาทในปีเดียว ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 5 ล้านบาท เสียภาษี 5% เท่ากับ 250,000 บาท ถ้าแบ่งให้ 2 ปีภาษี ปีละ 12.5 ล้านบาท จะไม่เกินเกณฑ์ยกเว้น ตั้งกติกาในกงสี ให้เหมือนการทำงานบริษัท การตั้งกติกาในกงสีให้ชัดเจน หรืออาจเรียกว่า ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) คือ ข้อตกลงที่สมาชิกเขียนร่วมกันว่าครอบครัวจะบริหารธุรกิจและทรัพย์สินอย่างไร เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวผ่านจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นโดยไม่แตกแยก หัวข้อที่ควรมีได้แก่ ธรรมนูญครอบครัวเป็นข้อตกลงระหว่างสมาชิก ข้อที่ต้องการให้บังคับใช้ได้จริง เช่น การจำกัดการโอนหุ้น ควรเขียนไว้ในข้อบังคับบริษัทหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นด้วย อ่านเรื่องเอกสารจัดตั้งได้ที่หนังสือบริคณห์สนธิ ส่งต่อธุรกิจกงสีให้รุ่นถัดไปอย่างไรให้ราบรื่น การส่งต่อที่ราบรื่นใช้เวลาหลายปี ไม่ควรเริ่มตอนที่ผู้อาวุโสป่วยหรือเสียชีวิตแล้ว ขั้นตอนที่ใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางมีดังนี้ ตั้งเจริญวัสดุทำสัญญาเช่าที่ดินโกดังจากพี่คนโตในราคาตลาด บริษัทบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายและหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าเช่า 5% ส่วนพี่คนโตนำค่าเช่าไปเสียภาษีในนามตัวเอง ทุกคนจึงเห็นว่าที่ดินเป็นของใครและบริษัทจ่ายเท่าไร ข้อควรรู้เกี่ยวกับธุรกิจกงสี สรุป – ธุรกิจกงสีต้องจำอะไรบ้าง กงสี คือ ธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกร่วมกันถือทรัพย์สินและแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากเงินกองกลางปนกับเงินส่วนตัวและไม่มีกติกาที่เขียนไว้ แยกค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนสำหรับคนทำงาน และปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรสำหรับเจ้าของ โครงสร้างบริษัทจำกัดและธรรมนูญครอบครัวช่วยให้ส่งต่อธุรกิจให้รุ่นถัดไปได้ชัดเจน เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีธนาคารแยกในชื่อกิจการ และจดรายการเงินที่สมาชิกเบิกออกไปย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อให้ครอบครัวเห็นตัวเลขจริงก่อนคุยเรื่องกติกา ทำบัญชีธุรกิจครอบครัวให้ทุกคนเห็นตัวเลขเดียวกันด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี ในนามกิจการ บันทึกซื้อขายพร้อมตัดสต๊อกสินค้า และดูรายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน เงินของกิจการจึงแยกจากเงินส่วนตัวและตรวจย้อนหลังได้ ส่วนการจ่ายเงินเดือนสมาชิกดูระบบได้ที่ PEAK Payroll – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องโครงสร้างกิจการเพิ่มเติมได้ที่จดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด งบการเงิน และSME คืออะไร แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกงสี ธุรกิจแบบกงสีคืออะไร ธุรกิจแบบกงสี คือ กิจการที่รายได้เข้ากองกลางของครอบครัว ผู้อาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจหลัก และสมาชิกเบิกใช้จากกองกลาง ต่างจากธุรกิจครอบครัวที่จัดโครงสร้างแล้วตรงที่มักไม่มีการแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของเป็นลายลักษณ์อักษร ประเทศไทย มีกฎหมายเกี่ยวกับกงสีบ้างไหม แม้ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับกิจการกงสีโดยตรง แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบกิจการ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องห้างหุ้นส่วนและบริษัท ประมวลรัษฎากร และกฎหมายมรดก ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทุกประเภท เงินกงสีต้องเสียภาษีไหม ต้องเสีย ภาษีเกิดตั้งแต่กิจการมีกำไร ตามรูปแบบที่ใช้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าของหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท และเมื่อจ่ายให้สมาชิกเป็นเงินเดือน ส่วนแบ่งกำไร หรือปันผล ก็มีภาษีของผู้รับตามประเภทเงินได้ สมาชิกครอบครัวที่ทำงานในกงสีต้องเข้าประกันสังคมไหม ถ้ากิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และสมาชิกทำงานให้กิจการโดยรับค่าจ้าง สมาชิกคนนั้นเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ถ้าอายุ 15 ถึง 60 ปี ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนอื่น กรณีกิจการไม่จดทะเบียนที่นายจ้างเป็นบุคคลธรรมดาและผู้ทำงานเป็นคู่สมรสหรือบุตร ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันสถานะก่อน เจ้าของกงสีที่ไม่ได้รับเงินเดือนทำประกันสังคมได้ไหม ได้ ผู้ที่ได้รับเฉพาะส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผลไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่เข้ามาตรา 33 แต่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ ถ้าอายุ 15 ถึง 65 ปี และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 อยู่แล้ว ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนบริษัทไหม ควรพิจารณาเมื่อธุรกิจมีรายได้สูง มีสมาชิกหลายคนเป็นเจ้าของ หรือต้องการส่งต่อให้รุ่นถัดไป บริษัทจำกัดช่วยแยกหนี้สินธุรกิจออกจากทรัพย์สินส่วนตัว และแบ่งความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นได้ชัด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

จดธุรกิจประเภทไหน เสียภาษีน้อยกว่า ความแตกต่างระหว่างแต่ละประเภท

จดบริษัทแบบไหนดี รู้จักประเภทธุรกิจในไทย การจดบริษัท ต้องมีการระบุประเภทธุรกิจให้ชัดเจน โดยแบ่งตาม 2 มุมมองหลัก มุมแรกพิจารณาจากกิจกรรมที่ดำเนินงาน เช่น การค้าขาย การผลิต หรือการให้บริการ ส่วนมุมที่สองพิจารณาจากรูปแบบการจัดตั้งตามกฎหมาย เช่น กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด ประเภทตามกิจกรรมช่วยกำหนดลักษณะโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการบันทึกบัญชี ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบต่อหนี้สิน โครงสร้างการเสียภาษี และภาระหน้าที่ในการจัดทำบัญชี การเลือกประเภทธุรกิจจึงมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณเอก (ชื่อสมมุติ) ช่างไฟฟ้าผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าให้แก่โรงงานในนามบุคคลธรรมดา มีรายได้ปีละประมาณ 4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจริงประมาณ 3 ล้านบาท และกำลังวางแผนชักชวนหุ้นส่วนมาร่วมลงทุนขยายกิจการ ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมมีอะไรบ้าง ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การบริการ และการเกษตรกรรม ประเภทกิจกรรม ลักษณะการดำเนินงาน ตัวอย่างกิจการ B2B พาณิชยกรรม (Commercial) ซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาขายต่อโดยไม่มีการแปรรูป ค้าส่งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้แก่ผู้รับเหมา ค้าส่งเครื่องเขียนสำนักงาน อุตสาหกรรม (Industrial) นำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป โรงงานผลิตกล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์ โรงงานแปรรูปอาหาร บริการ (Service) จำหน่ายแรงงาน ความเชี่ยวชาญ ทักษะ หรือเวลาทำงาน รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า บริการขนส่งสินค้า สำนักงานบัญชี เกษตรกรรม (Agricultural) การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการประมง ฟาร์มปลูกผักส่งโรงงานแปรรูป ฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อ ทำไมบางแหล่งแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท การจัดกลุ่มธุรกิจเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มักใช้ในมิติของการบริหารจัดการต้นทุน โดยจัดรวมธุรกิจเกษตรกรรมเข้าไว้ในกลุ่มธุรกิจผลิต เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนที่ประกอบด้วยวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายการผลิตเช่นเดียวกัน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีคำนวณต้นทุน กิจการที่ทำหลายอย่างนับเป็นประเภทไหน ในทางปฏิบัติให้พิจารณาจากกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนมากที่สุด แต่ฝ่ายบัญชีควรแยกบันทึกรายได้และต้นทุนของแต่ละกิจกรรมออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น กรณีของคุณเอกที่มีทั้งรายได้จากค่าแรงติดตั้ง (บริการ) และรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (ซื้อมาขายไป) หากรวมยอดเป็นก้อนเดียวจะไม่สามารถทราบอัตรากำไรขั้นต้นที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ ในทางภาษี งานรับเหมาติดตั้งที่ผู้รับเหมาเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์สำคัญเองจะจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 รหัสประเภทธุรกิจ (TSIC) คืออะไร ใช้ตอนไหน รหัสประเภทธุรกิจ (Thailand Standard Industrial Classification หรือ TSIC) คือรหัสมาตรฐานสากลที่ใช้จัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างละเอียด โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดทำ ระบบค้นหาและแนะนำรหัสประเภทธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการค้นหารหัสที่ตรงกับวัตถุประสงค์กิจการจริง สำหรับนำไปใช้ระบุในเอกสารจัดตั้งนิติบุคคลและการนำส่งงบการเงิน รูปแบบธุรกิจในไทย มีกี่ประเภท รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย แบ่งออกเป็น 6 รูปแบบหลัก กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) ดำเนินการโดยบุคคลคนเดียว ไม่ถือเป็นนิติบุคคล เจ้าของเป็นผู้รับผลกำไรทั้งหมดและต้องรับผิดชอบต่อภาระหนี้สินของกิจการด้วยทรัพย์สินส่วนตัวอย่างไม่จำกัดจำนวน เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทดลองตลาด ศึกษาข้อดีและข้อจำกัดได้ที่บทความ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) เกิดจากบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงร่วมกันทำกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไร หุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายเปิดให้เลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) เป็นนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียน โดยมีหุ้นส่วน 2 จำพวก ได้แก่ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด (รับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ลงหุ้น) และหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการห้าง ศึกษารายละเอียดได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร บริษัทจำกัด (Company Limited) จัดตั้งขึ้นโดยมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ทุนจดทะเบียนแบ่งเป็นหุ้นมูลค่าเท่ากันไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท โดยผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบต่อหนี้สินจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ศึกษาการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ เลือกจดบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด (Public Company Limited) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป ต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป คณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน และหุ้นทุกหุ้นต้องชำระเต็มมูลค่าในคราวเดียว กิจการร่วมค้าและสาขาบริษัทต่างประเทศ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือการรวมตัวกันระหว่างนิติบุคคลเพื่อดำเนินงานโครงการเฉพาะกิจ โดยมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ส่วนการจัดตั้งสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รูปแบบธุรกิจแต่ละแบบต่างกันอย่างไร การเปรียบเทียบความแตกต่างของ 5 รูปแบบธุรกิจที่ผู้ประกอบการนิยมเลือกใช้ รูปแบบธุรกิจ จำนวนผู้ร่วมก่อตั้ง ความรับผิดชอบต่อหนี้สิน สถานะทางกฎหมาย ระบบภาษีเงินได้ เจ้าของคนเดียว 1 คน ไม่จำกัดจำนวน รับผิดชอบด้วยทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ไม่เป็นนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่จำกัดจำนวน หุ้นส่วนทุกคนร่วมรับผิดชอบ เลือกจดเป็นนิติบุคคลได้ ไม่จด: บุคคลธรรมดา / จด: นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดหรือไม่จำกัดตามประเภทของหุ้นส่วน เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทมหาชนจำกัด ตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละรูปแบบธุรกิจเสียภาษีอย่างไร ระบบภาษีเงินได้แบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักตามสถานะนิติบุคคล ได้แก่ ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล บุคคลธรรมดาเสียภาษีอย่างไร คำนวณจากเงินได้สุทธิ (รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน) แล้วนำไปคูณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าขั้นบันได ตั้งแต่อัตรา 5% ถึง 35% โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักตามจริงที่มีหลักฐาน หรือหักเป็นการเหมาตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ประเภทเงินได้พึงประเมิน ตัวอย่างวิชาชีพหรือกิจกรรม อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม หักเหมาได้ 30% มาตรา 40(7) สัญญาจ้างทำของ รับเหมาก่อสร้างและติดตั้งที่ผู้รับเหมาจัดหาสัมภาระสำคัญ หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(8) ธุรกิจพาณิชย์ การค้าขาย การผลิต การขนส่ง ตามที่ระบุในกฤษฎีกา หักเหมาได้ 60% ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 ที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 120,000 บาทต่อปี ต้องคำนวณเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำในอัตรา 0.5% ของยอดรายรับรวมก่อนหักค่าใช้จ่าย โดยต้องชำระตามยอดคำนวณที่ได้จำนวนสูงกว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนเสียภาษีอย่างไร คำนวณและยื่นภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญตามเกณฑ์บุคคลธรรมดา โดยส่วนแบ่งกำไรที่จัดสรรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินส่วนบุคคลของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยตามกฎหมาย นิติบุคคลเสียภาษีอย่างไร ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทจำกัดคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี (รายได้ตามจริง หัก ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีหลักฐาน) โดยอัตราภาษีทั่วไปอยู่ที่ 20% แต่หากเข้าเกณฑ์สิทธิประโยชน์สำหรับ SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได กำไรสุทธิทางภาษี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี 300,001 ถึง 3,000,000 บาท 15% ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป 20% เมื่อนิติบุคคลจัดสรรเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ภาษีมูลค่าเพิ่มใช้กับรูปแบบไหน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ตัวอย่างเทียบภาษีของคุณเอก เปรียบเทียบภาระภาษีของคุณเอก เมื่อมีรายได้ 4,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายจริง 3,000,000 บาท กรณีที่ 1: ดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดา (หักค่าใช้จ่ายตามจริง) รายการคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการรับเหมา 4,000,000 บาท หัก: ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีเอกสาร (3,000,000) บาท หัก: ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000) บาท เงินได้สุทธิ 940,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันได (0–20%) 103,000 บาท ภาษีวิธีคำนวณร้อยละ 0.5 (4,000,000 × 0.5%) 20,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันไดมียอดสูงกว่า จึงต้องชำระภาษีบุคคลธรรมดา 103,000 บาท กรณีที่ 2: ดำเนินงานในนามบริษัทจำกัด (จัดสรรเงินเดือนกรรมการ) บริษัทตั้งทุน 1 ล้านบาท จ่ายเงินเดือนให้คุณเอกในฐานะกรรมการทำงานจริงเดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) รายการคำนวณภาษีสองชั้น จำนวนเงิน กำไรสุทธิของบริษัทก่อนเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท หัก: เงินเดือนกรรมการที่จ่ายจริง (360,000 บาท) (360,000) บาท กำไรสุทธิทางภาษีคงเหลือของบริษัท 640,000 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล SME: (640,000 − 300,000) × 15% 51,000 บาท เงินได้สุทธิส่วนบุคคลของคุณเอก (360,000 − 100,000 − 60,000) 200,000 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือน: (200,000 − 150,000) × 5% 2,500 บาท รวมภาระภาษีทั้งระบบ 53,500 บาท การบริหารจัดการในรูปแบบบริษัทจำกัดช่วยลดภาระภาษีลงได้เกือบกึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กิจการต้องนำต้นทุนค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีประจำปีมาร่วมพิจารณาความคุ้มค่า เลือกรูปแบบธุรกิจแบบไหนดี ผู้ประกอบการสามารถใช้เกณฑ์ 5 คำถามหลักในการคัดเลือกรูปแบบองค์กรที่เหมาะสม แต่ละรูปแบบต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ภาระหน้าที่ทางบัญชีจำแนกตามสถานะทางกฎหมายของกิจการ รูปแบบกิจการ หน้าที่การจัดทำเอกสารและบัญชี ผู้มีอำนาจตรวจสอบและลงนามรับรองงบ บุคคลธรรมดา / ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน จัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายประจำวัน (กรณีไม่ได้จด VAT) ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรอง ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ทุน ≤ 5 ล้าน, สินทรัพย์และรายได้ ≤ 30 ล้าน) จัดทำสมุดบัญชี งบทดลอง และงบการเงินตามมาตรฐาน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดใหญ่ / บริษัทจำกัด จัดทำบัญชีครบวงจรและนำส่งงบการเงินประจำปี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เท่านั้น ศึกษาวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่ งบการเงิน คืออะไร และทำความเข้าใจมาตรฐานวิชาชีพได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร เปิดบริษัทจำกัดมีขั้นตอนอย่างไร กระบวนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist มี 5 ขั้นตอนหลัก ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเช็กลิสต์เอกสารอย่างละเอียดได้ที่บทความ จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ข้อควรรู้เกี่ยวกับประเภทธุรกิจ สรุป – ประเภทธุรกิจ วางแผนรูปแบบและภาษีให้เหมาะกับการเติบโต ประเภทธุรกิจสามารถจำแนกได้ 2 มิติ คือ แบ่งตามลักษณะกิจกรรม 4 ประเภท เพื่อบริหารจัดการต้นทุน และแบ่งตามรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมาย 6 รูปแบบ เพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบและภาระภาษี การเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่คู่ค้า จำกัดความรับผิดชอบส่วนบุคคล และช่วยประหยัดต้นทุนทางภาษีได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้ด้วยการรวบรวมตัวเลขรายรับ ต้นทุนจริง และประเมินความพร้อมของระบบเอกสาร เพื่อเลือกเส้นทางการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นใจ เริ่มทำบัญชีให้พร้อมทุกรูปแบบธุรกิจด้วย PEAK ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากกิจการบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจออก ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้ และ ใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง พร้อมเรียกดู รายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางรากฐานตัวเลขทางการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้การเริ่มต้นธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ SME คือ, กิจการเจ้าของคนเดียว, จดทะเบียนบริษัท และคลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ประเภทของธุรกิจในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Business Type ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเรียกตามประเภทนิติบุคคล เช่น Sole Proprietorship (กิจการเจ้าของคนเดียว), Limited Partnership (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) และ Company Limited (บริษัทจำกัด) จดบริษัทจำกัดต้องมีทุนขั้นต่ำเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินทุนขั้นต่ำ แต่กำหนดให้มูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน พร้อมทั้งเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน คนเดียวเปิดบริษัทจำกัดได้ไหม ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน หากดำเนินธุรกิจคนเดียวสามารถเริ่มต้นจากกิจการเจ้าของคนเดียว หรือมองหาผู้ร่วมก่อตั้งมาร่วมถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องจดทะเบียนไหม กฎหมายไม่บังคับ ห้างหุ้นส่วนสามัญสามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หากไม่จดทะเบียนจะเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังคงต้องร่วมรับผิดชอบต่อหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวนทั้งสองกรณี ห้างหุ้นส่วนจำกัดกับบริษัทจำกัดต่างกันตรงไหนมากที่สุด จุดต่างสำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบต่อหนี้สิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คนที่รับผิดชอบหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวน ส่วนบริษัทจำกัดผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบจำกัดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ นอกจากนี้ บริษัทจำกัดต้องว่าจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ เปลี่ยนจากเจ้าของคนเดียวเป็นบริษัทจำกัดได้ไหม สามารถทำได้ โดยยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดใหม่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วดำเนินการโอนย้ายทรัพย์สิน สัญญา และธุรกรรมทางการค้าเข้าสู่นิติบุคคล โดยรอบปีภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องยื่นภาษีทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนามบริษัทตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ขายของออนไลน์ต้องจดบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องจดทะเบียนบริษัท สามารถขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดาได้ แต่หากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และหากมีกำไรสุทธิสูงขึ้น การจดทะเบียนบริษัทจำกัดจะช่วยประหยัดภาษีและสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

FIFO คืออะไร ต่างจาก FEFO และ LIFO อย่างไร พร้อมตัวอย่างคิดต้นทุน

FIFO คืออะไร และสำคัญอย่างไร FIFO (First In, First Out) คือ หลักเข้าก่อนออกก่อน สินค้าที่รับเข้ามาก่อนจะถูกขายหรือเบิกใช้ก่อน หลักนี้ใช้ได้ 2 รูปแบบ แบบแรกคือวิธีหยิบสินค้าในคลังสินค้า และแบบที่สองคือวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือทางบัญชี FIFO มีความสำคัญต่อธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าอย่างน้อย 4 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ดำเนินธุรกิจค้าส่งน้ำมันปาล์มปี๊บขนาด 18 ลิตร ให้แก่ร้านอาหารและโรงงานแปรรูปอาหาร โดยบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว และราคาตัวเลขทั้งหมดในบทความเป็นราคาก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม FIFO อ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ออกเสียงอ่านว่า “ไฟโฟ” ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษ First In, First Out แปลเป็นภาษาไทยว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ในตำราและมาตรฐานการบัญชีไทยมักระบุชื่อว่า “วิธีเข้าก่อน ออกก่อน” ซึ่งหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนและการเคลื่อนย้ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน FEFO คืออะไร ต่างจาก FIFO อย่างไร FEFO คือ หลักการหมดอายุก่อนออกก่อน (First Expired, First Out) หมายถึงสินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดจะต้องถูกหยิบนำไปขายหรือใช้งานก่อน แม้ว่าสินค้านั้นจะเพิ่งรับเข้ามาในคลังทีหลังก็ตาม นิยมใช้กับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และสารเคมี FIFO และ FEFO เป็นหลักการหยิบสินค้า 2 รูปแบบที่มีเกณฑ์ตัดสินต่างกัน โดย FIFO จะพิจารณาจาก “วันที่รับเข้าคลัง” ส่วน FEFO จะพิจารณาจาก “วันหมดอายุ” ทั้งนี้ FEFO เป็นเพียงหลักการบริหารคลังสินค้าทางกายภาพ ไม่ใช่วิธีคิดต้นทุนตามมาตรฐานการบัญชี กิจการจึงสามารถหยิบของจริงแบบ FEFO ควบคู่กับการคำนวณต้นทุนทางบัญชีแบบ FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักได้ ประเด็นเปรียบเทียบ FIFO FEFO ชื่อภาษาอังกฤษเต็ม First In, First Out First Expired, First Out เกณฑ์ตัดสินในการหยิบสินค้า วันที่รับสินค้าเข้าสู่คลังสินค้า วันหมดอายุของสินค้าแต่ละล็อต ความเหมาะสมกับประเภทสินค้า สินค้าทั่วไป อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง สินค้าไม่มีวันหมดอายุ อาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์ การใช้คำนวณต้นทุนทางบัญชี ใช้เป็นวิธีคำนวณต้นทุนตามมาตรฐานบัญชีได้ ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุน เป็นเพียงวิธีจัดคลัง ข้อมูลที่ต้องบันทึกควบคุม วันที่รับสินค้าเข้าคลัง วันที่รับเข้า เลขล็อตผลิต (Lot Number) และวันหมดอายุ ตัวอย่าง FEFO ในคลังสินค้า บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด มีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือ 3 ล็อตในเดือนตุลาคม 2569 ดังนี้ ล็อตสินค้า วันที่รับเข้าคลัง จำนวน (ปี๊บ) ราคาทุนต่อปี๊บ วันหมดอายุ ล็อต A (ยอดยกมา) 1 ต.ค. 200 600 บาท มี.ค. 2570 ล็อต B (ซื้อเข้า) 5 ต.ค. 300 620 บาท พ.ค. 2570 ล็อต C (ซื้อเข้า) 18 ต.ค. 200 650 บาท ม.ค. 2570 ล็อต C แม้จะรับเข้ามาทีหลังสุดในวันที่ 18 ต.ค. แต่กลับมีวันหมดอายุเร็วที่สุดคือเดือน ม.ค. 2570 หากจัดคลังตามวิธี FIFO ล็อต C จะถูกวางไว้ด้านในสุดและเสี่ยงต่อการหมดอายุค้างสต๊อก เมื่อนำหลักการ FEFO มาใช้ เมื่อมีการขายสินค้าในวันที่ 10 ต.ค. จำนวน 350 ปี๊บ คลังจะหยิบล็อต A จำนวน 200 ปี๊บ และล็อต B จำนวน 150 ปี๊บ ต่อมาเมื่อมีการขายในวันที่ 25 ต.ค. จำนวน 250 ปี๊บ คลังจะเลือกหยิบล็อต C ที่ใกล้หมดอายุออกไปก่อนทั้ง 200 ปี๊บ แล้วตามด้วยล็อต B อีก 50 ปี๊บ ทำให้สินค้าคงเหลือในคลังจริงเป็นล็อต B จำนวน 100 ปี๊บที่ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน LIFO คืออะไร ทำไมธุรกิจไทยไม่ใช้คิดต้นทุน LIFO (Last In, First Out) คือ หลักเข้าทีหลังออกก่อน โดยมีสมมติฐานว่าสินค้าล็อตที่จัดซื้อเข้ามาล่าสุดจะถูกตัดเป็นต้นทุนขายออกไปก่อน ส่วนสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังจะเป็นล็อตเก่าที่มีราคาซื้อในอดีต มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) กำหนดวิธีคำนวณต้นทุนที่ยอมรับได้ไว้เพียง 3 วิธี ได้แก่ วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยยกเลิกวิธี LIFO ออกจากมาตรฐาน กิจการในประเทศไทยจึงไม่สามารถใช้วิธี LIFO ในการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีได้ ในภาวะที่ราคาสินค้ามีแนวโน้มสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดในงบแสดงฐานะการเงินเป็นราคาต้นทุนเดิมในอดีตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกิจการ วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือมีกี่วิธี มาตรฐานการบัญชีไทยกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือไว้ 3 วิธีหลัก โดยเลือกใช้ตามลักษณะของสินค้า วิธีคิดต้นทุน หลักการคำนวณ ลักษณะสินค้าที่เหมาะสม วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification) บันทึกตัดต้นทุนตามราคาทุนจริงของสินค้าชิ้นที่ขายออกไป สินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เช่น รถยนต์ อัญมณี งานสั่งทำ หรือเครื่องจักร วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) สมมติให้สินค้าที่จัดซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน ใช้ทดแทนกันได้ และกิจการต้องการติดตามต้นทุนตามรอบล็อตการสั่งซื้อ วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) นำต้นทุนสินค้ารวมทั้งหมดมาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมด สินค้าที่มีปริมาณมาก ราคาซื้อผันผวนบ่อยครั้ง และต้องการต้นทุนต่อหน่วยที่นิ่งสม่ำเสมอ ถัวเฉลี่ย คืออะไร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือ การหาต้นทุนต่อหน่วยโดยนำต้นทุนรวมของสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย หารด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย และนำต้นทุนเฉลี่ยนี้ไปใช้คำนวณทั้งต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือปลายงวด สำหรับกิจการที่บันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory) จะมีการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้ามา เรียกว่าวิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ตัวอย่างคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เทียบถัวเฉลี่ย ใช้ข้อมูลการดำเนินงานของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด ในเดือนตุลาคม 2569 โดยมีสินค้าพร้อมขายรวม 700 ปี๊บ ต้นทุนรวม 436,000 บาท (ล็อต A: 120,000 บาท + ล็อต B: 186,000 บาท + ล็อต C: 130,000 บาท) มีการขายสินค้ารวม 600 ปี๊บ ในราคาขายปี๊บละ 800 บาท คิดเป็นรายได้รวม 480,000 บาท คำนวณแบบ FIFO ทีละรายการขาย วันที่ทำรายการ จำนวนขาย การตัดต้นทุนตามลำดับล็อต (FIFO) ต้นทุนขายรวม 10 ต.ค. ขาย 350 ปี๊บ ตัดล็อต A: 200 ปี๊บ × 600 บาท + ล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท 213,000 บาท 25 ต.ค. ขาย 250 ปี๊บ ตัดล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท + ล็อต C: 100 ปี๊บ × 650 บาท 158,000 บาท รวมทั้งเดือน ขาย 600 ปี๊บ — 371,000 บาท มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดตามวิธี FIFO คือ สินค้าล็อต C ที่เหลือ 100 ปี๊บ × 650 บาท = 65,000 บาท (สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้จาก ต้นทุนรวม 436,000 บาท − ต้นทุนขาย 371,000 บาท = 65,000 บาท) ข้อสังเกตคือ ในคลังสินค้าจริงอาจหยิบของตามวันหมดอายุ (FEFO) แต่การตัดต้นทุนทางบัญชีสามารถตัดตามเกณฑ์ FIFO ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี เนื่องจากสินค้ามีลักษณะเหมือนกันและใช้ทดแทนกันได้ คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ต้นทุนถัวเฉลี่ยต่อปี๊บ = 436,000 บาท ÷ 700 ปี๊บ = 622.86 บาทต่อปี๊บ ต้นทุนขายรวม = 600 ปี๊บ × 622.86 บาท = 373,714.29 บาท และมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด = 100 ปี๊บ × 622.86 บาท = 62,285.71 บาท เทียบผลทั้ง 3 วิธี วิธีคิดต้นทุน ต้นทุนขาย มูลค่าสินค้าคงเหลือ กำไรขั้นต้น FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) 371,000.00 บาท 65,000.00 บาท 109,000.00 บาท ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 373,714.29 บาท 62,285.71 บาท 106,285.71 บาท LIFO (เปรียบเทียบในเชิงทฤษฎี) 376,000.00 บาท 60,000.00 บาท 104,000.00 บาท ในภาวะที่ราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ วิธี FIFO จะให้ต้นทุนขายต่ำที่สุดและแสดงกำไรขั้นต้นสูงที่สุดในตารางนี้ ในขณะที่วิธีถัวเฉลี่ยจะให้ตัวเลขกำไรและต้นทุนที่อยู่ระดับกึ่งกลาง โดยยอดรวมของต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือของทุกวิธียังคงเท่ากับ 436,000 บาทเท่ากันทั้งหมด ทั้งนี้ วิธีราคาเจาะจงไม่ได้นำมาแสดงในตารางเปรียบเทียบ เนื่องจากน้ำมันปาล์มปี๊บเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งมาตรฐานการบัญชี TAS 2 ไม่อนุญาตให้นำวิธีราคาเจาะจงมาใช้กับสินค้าลักษณะนี้ ราคาตลาดลดลงต้องทำอย่างไร ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 กำหนดให้กิจการต้องวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value – NRV) แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า โดย NRV คือราคาขายโดยประมาณหักด้วยต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้ ในทางภาษี ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดให้ตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า เช่น หากราคาตลาดของน้ำมันปาล์มปลายงวดลดลงเหลือปี๊บละ 640 บาท สินค้าคงเหลือ 100 ปี๊บจะต้องตีราคาเป็น 64,000 บาท ศึกษารายละเอียดการบันทึกบัญชีเพิ่มเติมได้ที่บทความ การตีราคาสินค้าคงเหลือ ใช้ FIFO ในคลังสินค้าอย่างไรให้ได้ผล การคำนวณต้นทุนแบบ FIFO สามารถตั้งค่าในโปรแกรมบัญชีได้อัตโนมัติ แต่การจัดคลังสินค้าตามเกณฑ์ FIFO หรือ FEFO ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยระบบหน้างานที่ชัดเจน 5 ขั้นตอน บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด กำหนดนโยบายว่า สินค้าล็อตใดที่มีอายุการเก็บรักษาเหลือน้อยกว่า 60 วัน จะถูกย้ายมาวางไว้ในโซนด้านหน้าและจัดโปรโมชันระบายสินค้าก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายจากสินค้าหมดอายุ เลือกวิธีคิดต้นทุนแบบไหนดี และเปลี่ยนภายหลังได้ไหม การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนควรพิจารณาจากลักษณะการดำเนินธุรกิจและประเภทสินค้าเป็นหลัก เมื่อเลือกใช้วิธีคำนวณต้นทุนใดแล้ว กิจการต้องถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดว่า การเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณราคาทุนจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน จึงไม่สามารถเปลี่ยนวิธีเองได้ตามอำเภอใจ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อแตกต่างของระบบสต๊อกได้ที่บทความ ระบบสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่องและแบบสิ้นงวด และต่อยอดการตั้งราคาได้ที่ วิธีคำนวณต้นทุน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ FIFO และ FEFO สรุป – FIFO หัวใจสำคัญของการจัดการสต๊อกและคำนวณต้นทุนสินค้า FIFO หรือหลักการเข้าก่อนออกก่อน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ได้ทั้งในด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าทางกายภาพเพื่อป้องกันสินค้าเก่าตกค้าง และเป็นวิธีคำนวณต้นทุนขายทางบัญชีที่สะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบัน สำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ธุรกิจสามารถผสานการหยิบของแบบ FEFO เข้ากับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ตัวเลขกำไรและงบการเงินของกิจการมีความถูกต้องและพร้อมสำหรับการวางแผนภาษี เริ่มต้นจัดการสต๊อกตั้งแต่วันนี้ด้วยการสำรวจสินค้าในคลัง จัดหมวดหมู่ล็อตการรับเข้าและวันหมดอายุให้ชัดเจน เพื่อสร้างระบบคลังสินค้าและงานบัญชีที่แม่นยำ ตัดสต๊อกและดูต้นทุนขายจากข้อมูลจริงด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีระบบบริหารจัดการ สต๊อกสินค้า ที่ช่วยตัดสต๊อกอัตโนมัติทันทีเมื่อเปิดบิลขาย พร้อมคำนวณต้นทุนขายและจัดทำ รายงานสินค้าคงเหลือ และ รายงานความเคลื่อนไหวสินค้ารายตัว ให้ผู้ประกอบการตรวจสอบยอดสินค้าจริงกับตัวเลขในระบบได้ตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการควบคุมสต๊อกและต้นทุนสินค้าของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ คู่มือจัดการสต๊อกสินค้า คลังความรู้ในหมวด บทความด้านบัญชี และหมวด บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FIFO ย่อมาจากอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ย่อมาจากคำว่า First In, First Out แปลว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ออกเสียงอ่านว่า ไฟโฟ ในทางบัญชีหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือที่สมมติให้สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ LIFO กับ FIFO ต่างกันอย่างไร FIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อน ส่วน LIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาหลังสุด ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้ต้นทุนขายสูงกว่าและแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือต่ำกว่า ทั้งนี้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยได้ยกเลิกวิธี LIFO แล้ว บัญชีเข้าก่อนออกก่อน คือ FIFO ใช่ไหม ถูกต้อง วิธีเข้าก่อนออกก่อนในภาษาบัญชีไทยคือวิธี FIFO ใช้สำหรับคำนวณต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด โดยถือสมมติฐานว่าสินค้าล็อตแรกถูกจำหน่ายออกไปก่อน หยิบสินค้าแบบ FEFO แต่คิดต้นทุนแบบ FIFO ได้ไหม สามารถทำได้ สำหรับสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจาก FIFO ในทางบัญชีเป็นเพียงสมมติฐานการไหลของต้นทุน ไม่ได้บังคับว่าสินค้าที่หยิบออกไปจริงจะต้องเป็นชิ้นเดียวกับล็อตที่ตัดต้นทุนทางบัญชี เปลี่ยนจาก FIFO เป็นถัวเฉลี่ยได้ไหม ในทางภาษีจะต้องยื่นคำขอและได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) ส่วนในทางบัญชีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีที่ต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน FIFO เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจซื้อมาขายไป ค้าส่ง ค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดียวกันหมุนเวียนหลายล็อต เช่น ธุรกิจอาหาร วัสดุก่อสร้าง อะไหล่ และบรรจุภัณฑ์ โดยสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดควรใช้หลัก FEFO ในการหยิบของควบคู่ไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

31 min

วิธีเลือกสำนักงานบัญชี เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

สำนักงานบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร สำนักงานบัญชี (Accounting Firm) คือ ผู้ให้บริการที่รับทำบัญชี ปิดงบการเงิน และยื่นภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รับผิดชอบบัญชีของลูกค้าแต่ละราย การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณวรรณา (ชื่อสมมุติ) เจ้าของ บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตกล่องกระดาษส่งโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดชลบุรี จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว มีพนักงาน 12 คน และมีเอกสารซื้อขายหมุนเวียนประมาณ 300 ฉบับต่อเดือน ทำบัญชีต่างจากสอบบัญชีอย่างไร สำนักงานบัญชีทำหน้าที่จัดทำบัญชี บันทึกรายการค้า และจัดทำงบการเงินให้แก่กิจการ ส่วนผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินนั้นตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระจากกิจการที่ตรวจ จึงไม่สามารถเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้จัดทำบัญชีได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร สำนักงานบัญชีทำอะไรบ้าง ขอบเขตการทำงานของสำนักงานบัญชีแบ่งออกเป็นงานประจำเดือน งานรอบครึ่งปี และงานประจำปี โดยรายละเอียดที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับสัญญาว่าจ้างที่ตกลงร่วมกัน รอบระยะเวลา ขอบเขตงานหลัก งานรายเดือน บันทึกบัญชีจากเอกสารซื้อขาย · ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) · ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) · จัดทำและนำส่งเงินสมทบประกันสังคม งานรอบครึ่งปี ประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) งานประจำปี ปิดบัญชีจัดทำงบการเงิน · ประสานงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) · ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 · นำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริการเสริมตามที่ตกลง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท · จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · บริการงานเงินเดือน (Payroll) · วางแผนและให้คำปรึกษาทางภาษี ผู้รับทำบัญชีมีกี่แบบ ผู้รับจ้างทำบัญชีในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก โดยทุกรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รูปแบบผู้รับทำบัญชี ลักษณะการดำเนินงาน ข้อควรตรวจสอบก่อนว่าจ้าง นักบัญชีอิสระ (Freelance) ผู้ทำบัญชีรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว วุฒิการศึกษาตรงตามขนาดกิจการ · จำนวนลูกค้าในมือไม่เกินเกณฑ์ · แผนการส่งต่องานกรณีฉุกเฉิน สำนักงานบัญชีหรือบริษัทรับทำบัญชี จัดตั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีทีมงานผู้ทำบัญชีและผู้ช่วยแบ่งหน้าที่เป็นระบบ ตรวจสอบชื่อผู้ทำบัญชีที่แจ้งต่อ DBD · บุคคลที่รับผิดชอบและประสานงานจริงในแต่ละวัน สำนักงานบัญชีคุณภาพ สำนักงานบัญชีที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบหนังสือรับรองและวันหมดอายุการรับรองมาตรฐาน คุณสมบัติผู้ทำบัญชีที่ควรรู้ ผู้ทำบัญชีที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป สามารถรับทำบัญชีให้แก่นิติบุคคลได้ทุกขนาด ส่วนผู้ที่มีคุณวุฒิอนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชี สามารถรับทำบัญชีได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ทำบัญชี 1 คน สามารถรับทำบัญชีได้ไม่เกิน 100 รายต่อปี และต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปี ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร การรับรองคุณภาพของ DBD คืออะไร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้การรับรองคุณภาพแก่สำนักงานบัญชีที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 6 ด้าน เช่น การเปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีฐานลูกค้านิติบุคคลไม่น้อยกว่า 15 ราย และมีหัวหน้าสำนักงานบัญชีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีบัญชีพร้อมประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการ ทำบัญชีเอง จ้างพนักงาน หรือจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางบริหารงานบัญชี ผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของ 3 ทางเลือกหลักจากปัจจัยด้านต้นทุน ความเชี่ยวชาญ และความต่อเนื่องของงาน เกณฑ์การพิจารณา ทำบัญชีด้วยตนเอง จ้างพนักงานบัญชีประจำ จ้างสำนักงานบัญชี ภาระต้นทุน ต่ำที่สุด แต่ใช้เวลาของเจ้าของกิจการสูง มีเงินเดือนประจำ สวัสดิการ และอุปกรณ์ทำงานทุกเดือน ค่าบริการรายเดือนและรายปีตามขอบเขตงานที่ตกลง ความรู้ความเชี่ยวชาญภาษี ขึ้นอยู่กับความรู้ของตัวเจ้าของกิจการ ขึ้นอยู่กับทักษะของพนักงานประจำเพียงคนเดียว มีทีมงานและผู้ทำบัญชีมืออาชีพคอยดูแลให้คำปรึกษา ความต่อเนื่องของงาน สะดุดเมื่อเจ้าของติดภารกิจอื่น เสี่ยงต่องานหยุดชะงักเมื่อพนักงานลาออก มีความต่อเนื่องสูง มีบุคลากรในทีมทดแทนงานได้ทันที การปิดงบและยื่นภาษีประจำปี ยังคงต้องจัดหาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติ ทำได้หากพนักงานมีคุณสมบัติครบตามขนาดกิจการ รวมอยู่ในขอบเขตบริการที่ตกลงกันไว้ ความเหมาะสม ธุรกิจบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าขนาดเล็ก กิจการที่มีปริมาณเอกสารหมุนเวียนจำนวนมากทุกวัน ธุรกิจนิติบุคคล SME ส่วนใหญ่ สัญญาณว่าถึงเวลาต้องจ้างคนทำบัญชี บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อในปีที่สอง คุณวรรณาจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการบันทึกบัญชีเองในตอนกลางคืนมาเป็นการว่าจ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วยังต้องมีผู้ทำบัญชีไหม ยังคงต้องมีผู้ทำบัญชี แม้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยออกเอกสาร บันทึกรายการ และสรุปรายงานให้อัตโนมัติ แต่นิติบุคคลยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการระบุชื่อผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติเพื่อรับผิดชอบการปิดงบการเงินและการยื่นภาษี แนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน คือการที่เจ้าของกิจการออกเอกสารการขายและรับเงินผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ด้วยตนเอง จากนั้นให้สำนักงานบัญชีเข้ามาร่วมใช้งานบนระบบเดียวกันเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและปิดบัญชี ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันโดยไม่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลซ้ำ สำนักงานบัญชีที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร สำนักงานบัญชีที่สามารถเป็นพาร์ตเนอร์ดูแลธุรกิจได้ในระยะยาว ควรมีคุณลักษณะสำคัญ 5 ด้าน 1. เข้าใจธุรกิจของลูกค้า มีความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มีการบันทึกต้นทุนและสินค้าคงคลังที่แตกต่างกัน รวมถึงเข้าใจความแตกต่างในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น โรงงานรับจ้างผลิตย่อมมีจุดเน้นทางบัญชีต่างจากโรงงานที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์ของตนเอง 2. มีระบบและเครื่องมือที่ตรวจสอบได้ มีกระบวนการรับส่งเอกสาร การติดตามเอกสารที่สูญหาย และการแจ้งเตือนปัญหาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าของกิจการสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ตลอดเวลาว่าเอกสารเดือนใดบันทึกเสร็จสิ้นแล้ว และยื่นแบบภาษีใดไปแล้วบ้าง 3. อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สามารถสื่อสารประเด็นภาษีและข้อกำหนดทางบัญชีที่ซับซ้อนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมอธิบายเหตุผลประกอบตามข้อกฎหมาย โดยไม่ตอบเพียงแค่ว่าสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ 4. สื่อสารเป็นระบบ กำหนดช่องทางการติดต่อ ผู้ประสานงานหลัก และกรอบเวลาในการตอบกลับไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนเจ้าของกิจการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นแบบภาษีเพื่อป้องกันค่าปรับ 5. ให้คำแนะนำที่ช่วยตัดสินใจ สามารถวิเคราะห์ตัวเลขในงบการเงินและรายงานให้ผู้บริหารทราบถึงจุดผิดปกติ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ หรืออัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ช้าลง พร้อมเสนอทางเลือกในการปรับปรุงที่สามารถปฏิบัติได้จริง ต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญาว่าจ้าง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ 4 จุดสำคัญ 4 เรื่องที่ต้องคุยก่อนเซ็นสัญญา ขอบเขตงานรายเดือน สำนักงานบัญชีบางแห่งบันทึกบัญชีครบถ้วนทุกเดือน ในขณะที่บางแห่งอาจเพียงแค่ยื่นแบบภาษีรายเดือนแล้วรวบรวมเอกสารไปบันทึกบัญชีในคราวเดียวตอนสิ้นปี หากผู้บริหารต้องการเห็นรายงานงบการเงินรายเดือนเพื่อดูผลกำไร จะต้องตกลงประเภทรายงานและกำหนดวันส่งมอบให้ชัดเจน วิธีส่งเอกสาร การส่งมอบเอกสารเป็นจุดที่เกิดข้อผิดพลาดได้บ่อย ควรตกลงรูปแบบการส่งมอบให้ชัดเจนว่าจะจัดส่งเป็นเอกสารกระดาษ ส่งไฟล์สแกน หรืออัปโหลดเข้าสู่โปรแกรมบัญชี พร้อมกำหนดวันตัดรอบเอกสารและแนวทางการติดตามเอกสารที่ตกหล่น สิทธิ์ในโปรแกรมบัญชี กรณีใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกัน ควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดมีหน้าที่ออกเอกสาร ฝ่ายใดบันทึกและปรับปรุงรายการ และที่สำคัญคือเมื่อสิ้นสุดสัญญาว่าจ้าง ฐานข้อมูลบัญชีทั้งหมดต้องยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการ ทดสอบด้วยคำถามจริง นำปัญหาที่ธุรกิจพบเจอจริงมาสอบถามในการพูดคุยครั้งแรก ตัวอย่างเช่น คุณวรรณานำประเด็นเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าขนส่ง และการจัดการรายได้จากการขายเศษกระดาษรีไซเคิลมาสอบถาม สำนักงานที่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนพร้อมระบุเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ คือสำนักงานที่คุณวรรณาตัดสินใจร่วมงาน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนเลือกสำนักงานบัญชี ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ ตัดสินใจเลือกจากราคาที่ต่ำที่สุด ขอบเขตงานอาจไม่ครอบคลุมการปิดงบการเงินและการยื่นภาษีประจำปี ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เพิ่มตอนสิ้นปี ไม่ได้จัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่สามารถควบคุมขอบเขตงานได้ชัดเจน และประสบปัญหาในการขอรับเอกสารคืนเมื่อเลิกจ้าง ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี อาจได้ผู้ทำบัญชีที่มีวุฒิไม่ตรงตามเกณฑ์ขนาดกิจการ หรือไม่ได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใช้บุคคลคนเดียวกันทั้งทำบัญชีและสอบบัญชี ขัดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และอาจทำให้งบการเงินถูกปฏิเสธการรับรอง ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลบัญชีของตนเอง เจ้าของกิจการไม่สามารถทราบสถานะทางการเงินและตัวเลขกำไรที่แท้จริงได้จนกว่าจะสิ้นปี ค่าทำบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการทำบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย โดยสำนักงานแต่ละแห่งจะประเมินอัตราค่าบริการจากปัจจัยหลักในการปฏิบัติงาน ปัจจัยในการประเมินงาน ผลกระทบต่ออัตราค่าบริการทำบัญชี ปริมาณเอกสารต่อเดือน เอกสารใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และสลิปการโอนเงินจำนวนมากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสูงขึ้น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน จำนวนพนักงานในกิจการ มีภาระงานในการจัดทำบัญชีเงินเดือน การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม การบริหารสินค้าคงเหลือ ธุรกิจผลิตและซื้อมาขายไปต้องมีการควบคุมสต๊อกสินค้าและคำนวณต้นทุนขายที่มีความซับซ้อนกว่าธุรกิจบริการ ขอบเขตบริการรอบสิ้นปี การปิดบัญชี การจัดทำงบการเงิน การประสานงานผู้สอบบัญชี และการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือคิดแยกต่างหาก ทั้งนี้ ค่าบริการตรวจสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพที่แยกต่างหากจากค่าทำบัญชี เนื่องจากผู้สอบบัญชีต้องปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระ ศึกษาแนวทางการประเมินค่าตรวจสอบบัญชีได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร จ้างแล้ว เจ้าของกิจการยังต้องทำอะไร การว่าจ้างสำนักงานบัญชีไม่ได้หมายถึงการโอนภาระหน้าที่ตามกฎหมายทั้งหมด โดยกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทยังคงเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 หาสำนักงานบัญชีใกล้ฉันได้ที่ไหน หากกิจการใช้งานหรือวางแผนจะใช้งานโปรแกรม PEAK สามารถค้นหาสำนักงานบัญชีพันธมิตรได้ผ่าน หน้าค้นหาสำนักงานบัญชีของ PEAK ซึ่งมีสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์มากกว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น คุณวรรณาค้นหาสำนักงานบัญชีในจังหวัดชลบุรี และติดต่อสัมภาษณ์ 3 แห่งด้วยชุดคำถามเดียวกัน จากนั้นตัดสินใจเลือกสำนักงานที่ส่งใบเสนอราคาแยกขอบเขตงานรายเดือนและงานปิดงบการเงินอย่างชัดเจนที่สุด ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – สำนักงานบัญชี พาร์ตเนอร์คนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต สำนักงานบัญชีคือผู้ดูแลงานบันทึกบัญชี จัดทำงบการเงิน และยื่นแบบภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากความเข้าใจในธุรกิจ ระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความโปร่งใสของสัญญาบริการ ทั้งนี้ เจ้าของกิจการยังคงมีหน้าที่ในการส่งมอบเอกสารประกอบที่ถูกต้องและเก็บรักษาเอกสารไว้ตามที่กฎหมายกำหนด การเลือกพาร์ตเนอร์ด้านบัญชีที่ดีจะช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลทางการเงินที่แม่นยำสำหรับวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ หาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ใกล้คุณ ผู้ประกอบการสามารถ ค้นหาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกับกิจการ ครอบคลุมทั้งบริการทำบัญชีครบวงจร ที่ปรึกษาภาษี และจดทะเบียนบริษัท โดยสามารถเลือกค้นหาตามพื้นที่หรือขอรับคำแนะนำจากทีมงาน พร้อมเริ่มต้นจัดการงานเอกสารทางธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเชื่อมต่องานบัญชีระหว่างธุรกิจและสำนักงานบัญชีอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่วันนี้ ศึกษาข้อกำหนดทางวิชาชีพเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร และติดตามบทความน่ารู้เพื่อการบริหารกิจการได้ที่หมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสำนักงานบัญชี รับทำบัญชีเดือนละเท่าไหร่ อัตราค่าบริการทำบัญชีไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับปริมาณเอกสาร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวนพนักงาน และขอบเขตงานรอบสิ้นปี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาที่แยกรายการค่างานประจำเดือนและงานปิดงบการเงินประจำปีอย่างชัดเจนจากสำนักงาน 2–3 แห่งเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า สำนักงานบัญชีกับนักบัญชีอิสระต่างกันอย่างไร นักบัญชีอิสระจะรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว ในขณะที่สำนักงานบัญชีจะทำงานเป็นทีม มีระบบตรวจสอบทานงาน และมีบุคลากรทดแทนเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ ทั้งสองรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดและได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD เช่นเดียวกัน บริษัทเปิดใหม่ที่ยังไม่มีรายได้ต้องจ้างสำนักงานบัญชีไหม ต้องมีผู้ทำบัญชี เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และนำส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีทุกปี แม้ในรอบปีนั้นจะยังไม่มีรายรับก็ตาม และหากกิจการได้จดทะเบียน VAT ไว้แล้ว จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนตามรอบปกติ ให้สำนักงานที่ทำบัญชีสอบบัญชีด้วยได้ไหม ไม่สามารถใช้ผู้สอบบัญชีคนเดียวกับผู้ทำบัญชีได้ เนื่องจากมาตรฐานวิชาชีพบัญชีกำหนดให้ผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน การทำหน้าที่ทั้งสองอย่างโดยบุคคลหรือทีมงานเดียวกันจะถือว่าขัดต่อหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องทำอย่างไร ผู้ประกอบการควรแจ้งสำนักงานเดิมล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา ขอรับเอกสารประกอบการลงบัญชี สมุดบัญชี และไฟล์สำรองข้อมูลในระบบคืนให้ครบถ้วน จากนั้นให้ผู้ทำบัญชีรายใหม่ดำเนินการแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ต้องทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร และผลทางบัญชี

เพิ่มทุนจดทะเบียน คืออะไร และสำคัญอย่างไร เพิ่มทุนจดทะเบียน (Capital Increase) คือ การที่บริษัทจำกัดออกหุ้นใหม่เพื่อเพิ่มทุนจากที่จดไว้ตอนจัดตั้ง โดยต้องผ่านมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 และจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การเพิ่มทุนจดทะเบียนมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะให้โรงงานประกอบรถยนต์ ที่จดทะเบียนด้วยทุน 2,000,000 บาท (20,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท) คุณธนพลถือ 12,000 หุ้น และคุณศิริพรถือ 8,000 หุ้น ปีที่สามบริษัทได้งานผลิตชิ้นส่วนให้ลูกค้ารายใหม่ และต้องซื้อเครื่อง CNC ราคา 3,000,000 บาท ทั้งสองคนจึงตัดสินใจเพิ่มทุนแทนการกู้เงินทั้งก้อน หุ้นเพิ่มทุนคืออะไร หุ้นเพิ่มทุน คือ หุ้นที่บริษัทออกใหม่ตามมติเพิ่มทุน หุ้นใหม่ต้องมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าหุ้นที่จดไว้เดิม ถ้าต้องการเปลี่ยนมูลค่าหุ้นต้องจดทะเบียนแก้ไขมูลค่าหุ้นก่อน ตามคู่มือการจดทะเบียนเพิ่มทุนของ DBD ขั้นตอนเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมีอะไรบ้าง การเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมี 5 ขั้นตอน และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่ที่ประชุมลงมติ ขั้นตอน สิ่งที่ทำ กำหนดเวลา 1 กรรมการส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วัน 2 ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษเพิ่มทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 วันประชุม 3 เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน ตามวันตอบรับที่กำหนดในหนังสือเสนอขาย 4 รับชำระค่าหุ้นและออกหลักฐานการรับชำระให้ผู้ถือหุ้น ก่อนยื่นจดเพิ่มทุน 5 ยื่นจดทะเบียนกับ DBD ภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ 1. ส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ส่งหนังสือนัดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือส่งถึงผู้ถือหุ้นทุกคนตามทะเบียน ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วันหรือตามที่ข้อบังคับกำหนด ถ้าบริษัทมีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ ต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย หนังสือนัดต้องระบุวาระเพิ่มทุน จำนวนทุนที่จะเพิ่ม และข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ที่จะแก้ไข การนับ 14 วันเริ่มจากวันถัดจากวันที่ส่งหนังสือหรือลงโฆษณาครั้งสุดท้าย 2. ประชุมและลงมติพิเศษ มติเพิ่มทุนต้องเป็นมติพิเศษ คือได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ในการประชุมเดียวกันให้ลงมติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ให้ตรงกับทุนใหม่ ถ้าผู้ถือหุ้นจะชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินแทนเงิน เช่น โอนเครื่องจักรเข้าบริษัท ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินนั้นไว้ในมติพิเศษให้ชัด 3. เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม หุ้นเพิ่มทุนต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมทุกคนตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ ทำเป็นหนังสือระบุจำนวนหุ้นที่แต่ละคนมีสิทธิซื้อและวันสุดท้ายที่ต้องตอบรับ ถ้าพ้นกำหนดโดยไม่ตอบรับ ถือว่าไม่ซื้อ หุ้นที่ไม่มีผู้ซื้อ บริษัทขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อไว้เองได้ แต่หุ้นที่ออกใหม่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ตามคู่มือของ DBD 4. รับชำระค่าหุ้น บริษัทรับเงินค่าหุ้นตามที่เรียกชำระ แล้วออกหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคน หลักฐานนี้ต้องแนบตอนยื่นจดทะเบียน ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105 ถ้าขายหุ้นได้ไม่ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายได้ในแต่ละคราว 5. ยื่นจดทะเบียนเพิ่มทุนกับ DBD จดทะเบียนเพิ่มทุน DBD ได้ทั้งทางออนไลน์ผ่าน DBD Biz Regist และที่สำนักงาน ตามคู่มือของ DBD ระบบออนไลน์เป็นระบบเดียวกับที่ใช้จัดตั้งบริษัทซึ่งเป็นช่องทางเดียวตั้งแต่ 1 ก.ค. 2569 จึงควรเตรียมบัญชีผู้ใช้และ ThaID ของกรรมการให้พร้อม กรณีขายหุ้นได้ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษ เพิ่มทุน และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิพร้อมกันภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ เอกสารจดทะเบียนเพิ่มทุนมีอะไรบ้าง เอกสารหลักสำหรับการจดทะเบียนเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD มี 6 รายการ ส่วนเอกสารเฉพาะกรณีแนบเพิ่มเมื่อเข้าเงื่อนไข เอกสาร หมายเหตุ คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1) ทุกกรณี แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด ทุกกรณี รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) ระบุทุนใหม่และมติ หนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไข อากรแสตมป์ 50 บาท สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้น ทุกคนที่ชำระ สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอ ทุกกรณี หนังสือมอบอำนาจ ถ้ามอบให้ผู้อื่นยื่น อากร 10 บาท หลักฐานการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ เฉพาะธุรกิจ เช่น ธนาคาร ประกันภัย หลักทรัพย์ แบบ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ไม่อยู่ในชุดเอกสารเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD แต่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหม่จะปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทส่งพร้อมงบการเงินประจำปี ตัวอย่างรายงานการประชุมเพิ่มทุน รายงานการประชุมไม่ได้อยู่ในรายการแนบของคู่มือ แต่บริษัทต้องจัดทำและเก็บไว้เป็นหลักฐานของมติ ควรมีหัวข้ออย่างน้อยดังนี้ ค่าธรรมเนียมเพิ่มทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ ค่าจดทะเบียนเพิ่มทุนคิด 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท เศษของ 100,000 บาทนับเป็น 100,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท ส่วนการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเสีย 400 บาท ตามกฎกระทรวงค่าธรรมเนียม พ.ศ. 2549 ทุนที่เพิ่ม ค่าจดเพิ่มทุน แก้ไขบริคณห์สนธิ อากร รวม (บาท) 1,000,000 5,000 400 50 5,450 3,000,000 15,000 400 50 15,450 10,000,000 50,000 400 50 50,450 อย่าสับสนกับเพดาน 25,000 บาทซึ่งเป็นของค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิตอนจัดตั้ง เพดานของการเพิ่มทุนคือ 250,000 บาท ถ้ายื่นจดมติพิเศษแยกไว้ก่อนขายหุ้น จะมีค่าจดทะเบียนเรื่องอื่นเพิ่มเรื่องละ 400 บาท ค่าธรรมเนียมสุดท้ายให้ยึดตามที่ระบบคำนวณตอนยื่น เพิ่มทุนเกิน 5 ล้านบาท ต้องรู้อะไรบ้าง ตัวเลข 5 ล้านบาทเกี่ยวกับการเพิ่มทุนใน 2 เรื่อง ซึ่งวัดจากตัวเลขต่างกัน เรื่อง วัดจาก ผลเมื่อเกิน 5 ล้านบาท เอกสารประกอบคำขอ ทุนจดทะเบียนหลังเพิ่มทุน ต้องแนบหลักฐานจากธนาคารและหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้น ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 1/2567 อัตราภาษี SME ทุนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี เสียสิทธิยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรกและอัตรา 15% เสียภาษี 20% ของกำไรทั้งหมด เงื่อนไขภาษีวัดที่ทุนชำระแล้ว ไม่ใช่ทุนจดทะเบียน ตามคู่มือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ของกรมสรรพากร และรายได้ต้องไม่เกิน 30 ล้านบาทด้วย ตัวอย่างหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นดูได้ที่เอกสารของกองทะเบียนธุรกิจ ตัวอย่างการตัดสินใจของบริษัทเมทัลฟอร์ม บริษัทเพิ่มทุน 3,000,000 บาท เป็น 30,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จัดสรรตามสัดส่วนเดิม 60:40 คุณธนพลซื้อ 18,000 หุ้น คุณศิริพรซื้อ 12,000 หุ้น และชำระเต็มจำนวน ทุนหลังเพิ่มเท่ากับ 5,000,000 บาทพอดี ไม่เกิน 5 ล้านบาท บริษัทจึงยังใช้อัตราภาษี SME ได้และไม่ต้องแนบหลักฐานทุนเกิน 5 ล้าน ถ้ากำไรปีถัดไป 2,000,000 บาท จะเสียภาษี 255,000 บาท เทียบกับ 400,000 บาทถ้าทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้าน ส่วนเงินที่ยังขาดสำหรับติดตั้งและวัตถุดิบ บริษัทเลือกขอสินเชื่อเครื่องจักรแทนการเพิ่มทุนเกิน 5 ล้าน เพราะคำนวณแล้วภาษีที่ประหยัดได้สูงกว่าดอกเบี้ยช่วงแรก เพิ่มทุนแล้วบันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไร เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ของบริษัท จึงไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล บันทึกเป็นการเพิ่มส่วนของเจ้าของ รายการ เดบิต เครดิต รับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนเต็มจำนวน เงินฝากธนาคาร 3,000,000 ทุนเรือนหุ้นสามัญ 3,000,000 จ่ายค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ค่าธรรมเนียม 15,450 เงินฝากธนาคาร 15,450 ถ้าขายหุ้นใหม่สูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ ส่วนที่เกินบันทึกเป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้น ต้องมีหนังสือบริคณห์สนธิที่อนุญาตไว้ และส่วนเกินต้องชำระพร้อมค่าหุ้นงวดแรก (มาตรา 1105) ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของรอบบัญชีที่จ่าย อ่านเรื่องภาษีต่อได้ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เพิ่มทุนจดทะเบียน วางแผนทุนและภาษีให้พร้อมรับการเติบโต เพิ่มทุนจดทะเบียนต้องผ่านมติพิเศษ 3 ใน 4 ของเสียงผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และยื่นจดภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ หุ้นใหม่ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน และขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ค่าจดเพิ่มทุน 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท สิทธิภาษี SME วัดจากทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนเอกสารทุนเกิน 5 ล้านวัดจากทุนจดทะเบียน เริ่มได้วันนี้ด้วยการคำนวณว่าทุนชำระแล้วหลังเพิ่มทุนจะเกิน 5 ล้านบาทหรือไม่ แล้วเทียบภาษีที่ต่างกันกับดอกเบี้ยถ้าใช้เงินกู้แทน ก่อนส่งหนังสือนัดประชุม บันทึกเงินเพิ่มทุนและติดตามทุนของบริษัทด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมเอกสารแนบ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี และดูรายงานการเงินเพื่อติดตามส่วนของเจ้าของหลังเพิ่มทุน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องการตั้งทุนตั้งแต่แรกได้ที่ ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนจดทะเบียนทั้งหมดได้ที่ จดทะเบียนบริษัท และบทความอื่นในหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่มทุนจดทะเบียน จดทะเบียนเพิ่มทุนออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นผ่านระบบ DBD Biz Regist โดยกรรมการที่ลงชื่อในคำขอต้องยืนยันตัวตนในระบบ ถ้าเอกสารครบ DBD ระบุว่ากรณีทั่วไปจดทะเบียนเสร็จได้ภายในวันเดียว เพิ่มทุนภาษาอังกฤษคืออะไร เพิ่มทุนจดทะเบียนภาษาอังกฤษคือ Capital Increase หรือ Increase of Registered Capital ส่วนหุ้นเพิ่มทุนคือ Newly Issued Shares เพิ่มทุนแล้วต้องเสียภาษีเพิ่มไหม เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ จึงไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ถ้าทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชีเกิน 5 ล้านบาท บริษัทจะเสียสิทธิอัตราภาษี SME ในรอบบัญชีนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ตอบรับภายในกำหนดถือว่าไม่ซื้อ บริษัทนำหุ้นส่วนนั้นไปขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อได้ แต่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ เพิ่มทุนต้องชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนไหม ไม่จำเป็นต้องชำระเต็มในคราวเดียว แต่ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้น ถ้าขายหุ้นเป็นคราว ๆ ให้จดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายและรับชำระได้ในแต่ละคราว เพิ่มทุนด้วยเครื่องจักรแทนเงินได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินได้ แต่ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินในมติพิเศษให้ชัด และควรประเมินมูลค่าอย่างมีหลักฐานเพื่อใช้บันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมราคา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร ขั้นต่ำเท่าไร ควรตั้งเท่าไรดี

ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร และสำคัญอย่างไร ทุนจดทะเบียนบริษัท (Registered Capital) คือ จำนวนเงินทุนที่บริษัทแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตอนจัดตั้ง คำนวณจากจำนวนหุ้นทั้งหมดคูณมูลค่าหุ้นละที่ตั้งไว้ เช่น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท เท่ากับทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ตัวเลขนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณธนพลและคุณศิริพร (ชื่อสมมุติ) ที่ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ดำเนินธุรกิจรับผลิตชิ้นส่วนโลหะตามแบบให้แก่โรงงานประกอบรถยนต์ ทุนจดทะเบียนต่างจากทุนชำระแล้วอย่างไร ทุนจดทะเบียนคือมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่แจ้งจดทะเบียนไว้ ส่วนทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) คือเงินค่าหุ้นจริงที่ผู้ถือหุ้นโอนเข้าสู่บัญชีบริษัทแล้ว ทั้งสองตัวเลขนี้อาจเท่ากันหรือทุนชำระแล้วน้อยกว่าก็ได้ ประเด็นเปรียบเทียบ ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) ทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) ความหมาย จำนวนหุ้นทั้งหมด × มูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น จำนวนเงินค่าหุ้นจริงที่บริษัทได้รับจากผู้ถือหุ้น เกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย ไม่กำหนดขั้นต่ำเป็นจำนวนเงิน ต้องชำระจริงไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นที่จอง การปรับเปลี่ยนตัวเลข ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นและจดทะเบียนแก้ไข กรรมการเรียกชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือได้ตามความจำเป็น การแสดงในเอกสาร แสดงในหนังสือรับรองนิติบุคคล (บอจ.3) แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน หมวดส่วนของผู้ถือหุ้น เงื่อนไขภาษี SME ไม่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา (ต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท) ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นต่ำเท่าไร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทจำกัดไว้เป็นตัวเงินตายตัว แต่มีข้อกำหนดพื้นฐาน 3 ข้อที่ทำให้เกิดเกณฑ์ขั้นต่ำทางทฤษฎี ในทางทฤษฎี ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจึงเริ่มต้นที่ 10 บาท (2 คน × 1 หุ้น × 5 บาท) แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจไม่สามารถตั้งทุนระดับนี้ได้จริง เพราะทุนต้องเพียงพอต่อการดำเนินงานช่วงเริ่มต้น และหากตั้งทุนต่ำเกินไป ธนาคารจะปฏิเสธการเปิดบัญชีและคู่ค้าจะมองว่าธุรกิจขาดเสถียรภาพทางการเงิน ทุนจดทะเบียน ต้องมีเงินจริงไหม ต้องมีเงินจริง โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องชำระเงินค่าหุ้นเข้าบริษัทอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นที่จองก่อนจดทะเบียนจัดตั้ง เช่น หากจดทะเบียนทุน 1,000,000 บาท บริษัทต้องมีเงินสดโอนเข้าบัญชีจริงอย่างน้อย 250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท คณะกรรมการสามารถเรียกเก็บในภายหลังได้ เงินค่าหุ้นส่วนที่ยังไม่เรียกชำระไม่ได้หายไป ผู้ถือหุ้นยังคงมีภาระผูกพันต้องชำระเมื่อบริษัทเรียกเก็บ และหากเกิดกรณีเลิกกิจการหรือล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่ค้างอยู่จนครบเพื่อนำมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาทต้องใช้หลักฐานเพิ่ม บริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งด้วยทุนเกิน 5 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้ต้องแนบเอกสารรับรองจากธนาคารที่แสดงการรับชำระเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีจริง พร้อมหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นที่กรรมการลงนาม สำหรับบริษัทที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถใช้ใบรับเงินค่าหุ้นที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้นตามระเบียบปกติ ศึกษารายการเอกสารทั้งหมดได้ที่ เปิดบริษัท ต้องใช้อะไรบ้าง ทุนชำระแล้วแสดงในงบการเงินอย่างไร ในงบแสดงฐานะการเงิน หมวดส่วนของเจ้าของจะแจกแจงตัวเลขชัดเจน เช่น ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และทุนที่ออกและชำระแล้ว 250,000 บาท สถาบันการเงินและคู่ค้าจะใช้ตัวเลขทุนชำระแล้วเป็นเกณฑ์พิจารณาความมั่นคง หากมีความพร้อมทางการเงิน การชำระเต็ม 100% ตั้งแต่วันแรกจะช่วยให้งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า ควรตั้งทุนจดทะเบียนเท่าไรดี ทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมคือจำนวนเงินที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานช่วงแรกจนกว่าธุรกิจจะมีกระแสเงินสดรับเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางประเมิน 3 ขั้นตอน ตัวอย่างการคำนวณของบริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เนื่องจากลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมให้เครดิตเทอม 60 วัน บริษัทจึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน รายการประมาณการค่าใช้จ่าย จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายคงที่ดำเนินงาน (180,000 บาท/เดือน × 6 เดือน) 1,080,000 บาท เครื่องจักรตัดและพับโลหะเริ่มต้น 700,000 บาท สต๊อกวัตถุดิบแผ่นเหล็กตั้งต้น 220,000 บาท รวมเงินทุนที่ต้องใช้จริง 2,000,000 บาท คุณธนพลและคุณศิริพรจึงตั้งทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยคุณธนพลถือ 12,000 หุ้น (60%) คุณศิริพรถือ 8,000 หุ้น (40%) และชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนเข้าบัญชีบริษัท เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขึ้นทะเบียนผู้ขายกับโรงงานประกอบรถยนต์ ปัจจัยที่ทำให้แต่ละธุรกิจต้องใช้ทุนต่างกัน ประเภทธุรกิจ ปัจจัยหลักที่กำหนดขนาดเงินทุน ธุรกิจบริการ เช่น ที่ปรึกษา พัฒนาระบบ เงินเดือนทีมงาน และระยะเวลาเครดิตเทอมในการเก็บเงินจากลูกค้า ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) เงินทุนในการสำรองสต๊อกสินค้า และการให้เครดิตการค้าแก่ลูกค้า ธุรกิจผลิตและโรงงาน ค่าเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และค่าแรงงานก่อนส่งมอบงาน ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ ค่าจ้างพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำการตลาดก่อนที่จะมีผู้ใช้งานสร้างรายได้ หากเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่แน่ใจ แนะนำให้ตั้งทุนจดทะเบียนครอบคลุมแผนการใช้จ่าย 6 เดือนก่อน จากนั้นจึงค่อยดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุนในภายหลังเมื่อกิจการเติบโตขึ้น ทุนจดทะเบียนมีผลต่อค่าธรรมเนียม ภาษี และความน่าเชื่อถืออย่างไร ขนาดของทุนจดทะเบียนส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและสิทธิประโยชน์ของบริษัทใน 3 ด้านหลัก ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนคิดตามทุน ค่าธรรมเนียมราชการในการจัดตั้งบริษัทคำนวณตามขนาดทุนจดทะเบียน โดยคิดค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิ 50 บาท ต่อทุน 100,000 บาท และค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 500 บาท ต่อทุน 100,000 บาท พร้อมค่าอากรแสตมป์ 200 บาท ทุนจดทะเบียน ค่าหนังสือบริคณห์สนธิ ค่าจดจัดตั้งบริษัท อากรแสตมป์ รวมค่าธรรมเนียมราชการ 1,000,000 บาท 500 บาท 5,000 บาท 200 บาท 5,700 บาท 2,000,000 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 200 บาท 11,200 บาท 5,000,000 บาท 2,500 บาท 25,000 บาท 200 บาท 27,700 บาท ตรวจสอบขั้นตอนและรายการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ จดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนและค่าใช้จ่าย ทุนชำระแล้วเป็นเงื่อนไขของอัตราภาษี SME ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษี ไม่ได้คิดจากทุนจดทะเบียน แต่บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ก็ต่อเมื่อเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน ได้แก่ ทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการต้องไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิทางภาษี อัตราภาษี SME (ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้าน) อัตราภาษีทั่วไป (ทุนชำระเกิน 5 ล้าน) 0 ถึง 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี เสียภาษี 20% 300,001 ถึง 3,000,000 บาท เสียภาษี 15% เสียภาษี 20% กำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษี 20% เสียภาษี 20% ตัวอย่างเช่น หากบริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีกำไรสุทธิปีแรก 1,200,000 บาท การมีทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท จะทำให้เสียภาษีเพียง 135,000 บาท ในขณะที่หากมีทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในอัตราทั่วไปถึง 240,000 บาท (ประหยัดภาษีได้ถึง 105,000 บาท) ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ทุนมีผลต่อการขอสินเชื่อและการขึ้นทะเบียนผู้ขาย ธนาคารพิจารณาทุนชำระแล้วประกอบกับงบการเงินและกระแสเงินสดจริง ส่วนงานประมูลภาครัฐหรือลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มักกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันสัญญา การตั้งตัวเลขทุนไว้สูงแต่ไม่มีเงินชำระจริงไม่ได้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพราะงบการเงินจะแสดงค่าหุ้นค้างชำระอย่างชัดเจน เพิ่มทุนและลดทุนจดทะเบียนทำอย่างไร การปรับเปลี่ยนทุนจดทะเบียนภายหลังการจัดตั้ง ต้องได้รับมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นที่มาประชุม เพิ่มทุนจดทะเบียน บริษัทออกหุ้นสามัญใหม่ตามมติพิเศษ โดยต้องเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นก่อน และต้องยื่นจดทะเบียนเพิ่มทุนต่อนายทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติ ดูขั้นตอนและเอกสารได้ที่ เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ลดทุนจดทะเบียน การลดทุนจดทะเบียนมีขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ โดยต้องลงมติพิเศษ ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ และส่งหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ทุกราย พร้อมเปิดระยะเวลาให้คัดค้าน 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้านจึงจะจดทะเบียนลดทุนได้ ทั้งนี้ กฎหมายห้ามลดทุนให้ต่ำกว่า 1 ใน 4 ของทุนจดทะเบียนเดิมทั้งหมด วิธีเช็คทุนจดทะเบียนบริษัทของคู่ค้า ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบทุนจดทะเบียนและสถานะนิติบุคคลของคู่ค้าได้ฟรีผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยระบุชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เพื่อตรวจสอบทุนจดทะเบียน รายชื่อกรรมการ และเปิดแท็บงบการเงินเพื่อตรวจสอบทุนชำระแล้วจริงก่อนตัดสินใจทำสัญญาการค้า ศึกษาวิธีค้นหาได้ที่ เลขนิติบุคคล 13 หลัก คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ทุนจดทะเบียนบริษัท รากฐานความน่าเชื่อถือและการเติบโตของธุรกิจ ทุนจดทะเบียนบริษัทคือการกำหนดมูลค่าหุ้นและจำนวนหุ้นของกิจการ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นตัวเงิน แต่การตั้งทุนควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายดำเนินงานจริงสำรอง 6 ถึง 12 เดือน เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอและสร้างความน่าเชื่อถือแก่คู่ค้า ทั้งนี้ การรักษาระดับทุนชำระแล้วไม่ให้เกิน 5 ล้านบาท จะช่วยให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME อย่างเต็มที่ บันทึกทุนและค่าใช้จ่ายของบริษัทใหม่ให้ครบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจเปิดใหม่สามารถบันทึกทุนจดทะเบียน รายการรับชำระค่าหุ้น และค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามหลักบัญชี ออกเอกสารทางการค้าได้ครบวงจร พร้อมติดตามกระแสเงินสดและงบการเงินแบบเรียลไทม์ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางระบบการเงินของบริษัทให้พร้อมรับการตรวจสอบตั้งแต่วันแรก ศึกษาข้อกำหนดทางบัญชีเพิ่มเติมได้ที่ ภ.ง.ด.50 คืออะไร และคลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียน 100,000 บาท จดบริษัทได้ไหม สามารถทำได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำเป็นจำนวนเงิน โดยทุน 100,000 บาทจะเสียค่าธรรมเนียมราชการในอัตราขั้นต่ำ แต่ผู้ประกอบการควรประเมินว่าเงินทุนดังกล่าวเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดำเนินงานช่วงเริ่มต้น และเป็นที่ยอมรับของคู่ค้าหรือสถาบันการเงินที่ต้องติดต่อหรือไม่ ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต้องมีเงินจริงเท่าไร ต้องมีเงินชำระค่าหุ้นเข้าบริษัทจริงอย่างน้อย 250,000 บาท (25% ของทุนจดทะเบียน) ก่อนยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท คณะกรรมการบริษัทสามารถออกหนังสือเรียกชำระในภายหลังได้ ทุนจดทะเบียนภาษาอังกฤษคืออะไร ทุนจดทะเบียนในภาษาอังกฤษคือคำว่า Registered Capital หรือ Authorized Capital ส่วนทุนที่ชำระแล้วเรียกว่า Paid-up Capital ซึ่งเป็นคำศัพท์มาตรฐานที่ใช้ในหนังสือรับรองนิติบุคคลและงบการเงินสากล ตั้งทุนจดทะเบียนสูงไว้ก่อนมีข้อเสียไหม มีข้อเสียสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องชำระค่าธรรมเนียมราชการสูงขึ้นตามสัดส่วนทุน, หากทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาทจะเสียสิทธิประโยชน์อัตราภาษี SME และหากต้องการลดทุนในภายหลังจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องลงโฆษณาหนังสือพิมพ์และรอระยะเวลาคัดค้านจากเจ้าหนี้ 30 วัน เอาเงินทุนของบริษัทออกมาใช้ส่วนตัวได้ไหม ไม่สามารถทำได้ เงินค่าหุ้นเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล หากกรรมการนำเงินออกไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีเอกสารรายจ่ายของบริษัท ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ และกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ทุนจดทะเบียน หจก ต่างจากบริษัทอย่างไร ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่มีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น และไม่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การเรียกชำระขั้นต่ำ 25% โดยทุนของห้างหุ้นส่วนจะมาจากการลงหุ้นด้วยเงินสด ทรัพย์สิน หรือแรงงานตามข้อตกลง ทั้งนี้ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะลงหุ้นด้วยแรงงานไม่ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

จัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร คู่มือวางระบบ PR PO GR AP Payment สำหรับ SME

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้ ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คำศัพท์ ขอบเขตหน้าที่ ตัวอย่างการทำงาน จัดหา (Sourcing) ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้า เปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือก จัดซื้อ (Purchasing) ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติ การเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้ ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment ลำดับขั้นตอน เอกสารหลัก ผู้รับผิดชอบ เป้าหมายสำคัญ 1. ขอซื้อ (PR) ใบขอซื้อ ผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทาง ระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ 2. สั่งซื้อ (PO) ใบสั่งซื้อ ฝ่ายจัดซื้อ ตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย 3. รับสินค้า (GR) ใบรับสินค้า แผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับ ตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน 4. ตั้งหนี้ (AP) ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Match ฝ่ายบัญชี ตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้ 5. จ่ายเงิน (Payment) ใบสำคัญจ่าย ฝ่ายการเงิน ชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้ ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน เอกสารที่นำมาเทียบ จุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้ ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR) จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าก่อนภาษี — 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) 10,000 × 7% 700 บาท ยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ 10,000 + 700 10,700 บาท การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาทDr. ภาษีซื้อ 700 บาทCr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาทCr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง 3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่ หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วงเงินการจัดซื้อต่อครั้ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ไม่เกิน 5,000 บาท หัวหน้าแผนกต้นทาง 5,001 – 50,000 บาท ผู้จัดการฝ่าย 50,001 – 200,000 บาท กรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง เกิน 200,000 บาทขึ้นไป คณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน) นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่ แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี 3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร 2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

POS คืออะไร เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับธุรกิจ

POS (Point of Sale) คือระบบจัดการการขาย ณ จุดชำระเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเงิน รับชำระ ออกใบเสร็จ ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงการสรุปรายงานยอดขายประจำวัน หากคุณเปิดร้านค้าหน้าร้านหรือร้านอาหาร ลองนึกภาพเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดและทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นั่นคือบทบาทหน้าที่ของระบบ POS บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละประเภท การเลือกใช้ให้ตรงกับโจทย์ธุรกิจ และแนวทางการเชื่อมต่อระบบขายหน้าร้านเข้ากับระบบบัญชี POS ทำงานอย่างไร ฟังก์ชันหลักมีอะไรบ้าง POS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกธุรกรรมหน้าร้าน ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขาย การรับเงิน และการบริหารคลังสินค้า โดยโครงสร้างของระบบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์: คืออุปกรณ์กายภาพที่ใช้หน้าร้าน เช่น หน้าจอสัมผัส (Touchscreen Monitor หรือ Tablet) เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ และลิ้นชักเก็บเงิน สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตเครื่องเดียวเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จผ่านบลูทูธ ซอฟต์แวร์: คือโปรแกรมหลักที่ทำงานประมวลผลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การคำนวณราคาสินค้า การหักส่วนลดโปรโมชัน การคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงการตัดยอดสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการขายสำเร็จ ฟังก์ชันการทำงานหลักของระบบ POS ครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญ POS มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ระบบ POS ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะโครงสร้างการติดตั้งและการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ระบบแบบติดตั้งบนเครื่อง (On-Premise) และระบบบนคลาวด์ (Cloud-based POS) ประเภทระบบ POS รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม POS แบบติดตั้ง (On-Premise) ติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ประจำร้านโดยตรง ใช้งานคิดเงินหน้าร้านได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ต้นทุนเริ่มต้นสูง อัปเดตระบบยาก ข้อมูลถูกผูกไว้กับเครื่องที่ร้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต POS แบบคลาวด์ (Cloud POS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเบราว์เซอร์ และเก็บข้อมูลบน Cloud ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ อัปเดตฟังก์ชันอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา จำเป็นต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการซิงก์ข้อมูล ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีหลายสาขา Cloud POS ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง เพียงใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเปิดร้านและดูรายงานยอดขายแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่ ธุรกิจไหนใช้ POS แบบไหน ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการต่างกันอย่างไร ธุรกิจแต่ละประเภทมีขั้นตอนการดำเนินงานหน้าร้านที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการฟังก์ชันเฉพาะทางของระบบ POS แตกต่างกันไปด้วย ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านอาหารต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อประสานงานระหว่างพนักงานหน้าร้านกับห้องครัว ฟังก์ชันสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเน้นการควบคุม การจัดการสต๊อกสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หลากหลายและหมุนเวียนเร็ว ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย สปา คลินิก ธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าที่หยิบจับได้ แต่ขายชั่วโมงการทำงานและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ระบบ POS สำหรับกลุ่มนี้จึงต้องรองรับ เลือกระบบ POS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ SME การเลือกระบบ POS ไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่ควรประเมินว่าระบบนั้นช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ทำไม POS ต้องเชื่อมกับระบบบัญชี ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ระบบ POS คิดเงินหน้าร้านแยกขาดจาก ระบบบัญชี ผลลัพธ์คือฝ่ายการเงินต้องคอยนำสลิปหรือรายงานยอดขายรายวันมาคีย์ข้อมูลลงโปรแกรมบัญชีซ้ำอีกรอบ ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อตัวเลขตกหล่น เมื่อนำระบบขายหน้าร้านมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชี ข้อมูลจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับเงินหน้าร้านจนถึงการจัดทำงบการเงิน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ผ่าน API Connect เพื่อให้ข้อมูลยอดขายและต้นทุนสินค้าวิ่งเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถสำรวจ ฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของ PEAK เพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ครบวงจร ร้านค้า SME ใช้ระบบ POS ในการทำงานจริงอย่างไร ตัวอย่างการใช้งานจริงในร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่รวม 50 รายการ โดยใช้ระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชี สรุป – ระบบ ณ จุดขายช่วยให้ร้านค้า SME จัดการยอดขายและสต๊อกได้จากจุดเดียว ระบบ POS เป็นเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การขายหน้าร้าน การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ยอดขาย การเลือกระบบ POS ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีหลังบ้านได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและป้องกันข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อม POS เข้ากับระบบบัญชีให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องด้วย PEAK ยกระดับการบริหารร้านค้าหน้าร้านให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ผ่าน API ช่วยให้ยอดขายหน้าร้านไหลเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัดสต๊อกแม่นยำ พร้อมออกเอกสารและสรุปรายงานงบการเงินได้ครบวงจรในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการร้านค้าและงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ POS POS กับเครื่องคิดเงินแบบเดิมต่างกันอย่างไร เครื่องคิดเงินหรือเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) แบบเดิม ทำหน้าที่คิดราคาสินค้ารวมและเปิดลิ้นชักเก็บเงินเท่านั้น ไม่สามารถตัดสต๊อกสินค้า ไม่สามารถแยกดูรายงานยอดขายเชิงลึก และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบอื่นได้ ในขณะที่ระบบ POS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่การรับชำระเงินหลายรูปแบบ การตัดสต๊อกอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ร้านเล็กสินค้าไม่กี่ตัว จำเป็นต้องใช้ POS ไหม หากร้านค้ามีสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และรับเฉพาะเงินสดเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกด้วยมืออาจยังเพียงพอในระยะเริ่มต้น แต่หากเริ่มรับชำระเงินผ่านการสแกน QR Code มีจำนวนรายการสินค้ามากขึ้น หรือต้องการติดตามสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำ การนำระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตมาใช้งานจะช่วยป้องกันเงินตกหล่นและลดเวลาในการตรวจนับสต๊อกได้อย่างมาก เปลี่ยนระบบ POS กลางทางทำได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไร ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนระบบ POS ได้ โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลรายการสินค้า รหัสบาร์โค้ด และราคาจากระบบเดิมออกมาเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นทำการตรวจสอบยอดสต๊อกสินค้าจริงเพื่อตั้งค่ายอดตั้งต้น และแนะนำให้เปิดทดลองใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนมาใช้งานระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

บัตรชมพู คืออะไร เช็กลิสต์นายจ้าง ก่อนจ้างแรงงาน

บัตรชมพู คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัตรชมพู (Pink Card) คือ บัตรสีชมพูที่มีชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครองออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย เพื่อใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัว 13 หลัก คนทั่วไปจึงเรียกกันว่าบัตรแรงงานต่างด้าว บัตรนี้ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ส่วนสิทธิทำงานมาจากใบอนุญาตทำงานที่กรมการจัดหางานออกให้ สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน เรื่องนี้สำคัญกับนายจ้างอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท แพ็คดีบอกซ์ จำกัด (ชื่อสมมติ) ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกส่งโรงงานอาหาร ซึ่งจ้างแรงงานเมียนมาถือบัตรสีชมพู 12 คนในไลน์ผลิต ถือบัตรชมพูแล้วได้สัญชาติไทยไหม ไม่ได้ หลายคนเรียกบัตรนี้ว่า บัตรประชาชนสีชมพู แต่บัตรนี้ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนไทย และไม่ได้ทำให้ผู้ถือได้สัญชาติไทย ลูกของผู้ถือบัตรที่เกิดในไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการสัญชาติต้องยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไป ใครต้องมีบัตรชมพูบ้าง แล้วทำบัตรชมพูที่ไหน คนที่ต้องมีบัตรชมพูส่วนใหญ่คือแรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนทำงานในไทยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละรอบ ส่วนการทำบัตรต้องไปที่สำนักทะเบียนของกรมการปกครองตามที่นัดหมายไว้ การทำบัตรไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี แต่เปิดเป็นรอบตามที่ ครม. กำหนด กรมการจัดหางานดูแลเรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรมการปกครองดูแลการจัดทำทะเบียนประวัติ เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และออกบัตร ข้อมูลชีวภาพที่เก็บไว้ทำให้การสวมตัวเพื่อทำบัตรใบใหม่ในชื่ออื่นทำได้ยาก บัตรจึงเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่นายจ้างใช้อ้างอิงได้ บัตรสีชมพูทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ บัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัวของคนต่างด้าว และใช้เป็นเอกสารประกอบเวลายื่นขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ใช้แทนใบอนุญาตทำงานหรือหนังสือเดินทางไม่ได้ สิ่งที่ใช้บัตรนี้ได้ สิ่งที่บัตรนี้ทำแทนไม่ได้ เรื่องธุรกรรมอื่น เช่น เปิดบัญชีธนาคารหรือจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ แต่ละหน่วยงานกำหนดเอกสารเอง ควรถามธนาคารหรือผู้ให้บริการโดยตรง บัตรชมพู กับ Work Permit ต่างกันอย่างไร บัตรสีชมพู กับ Work Permit ต่างกันที่หน้าที่ บัตรบอกว่าผู้ถือเป็นใคร ส่วนใบอนุญาตทำงานบอกว่าผู้ถือทำงานอะไร กับนายจ้างคนไหน ได้ถึงวันไหน นายจ้างต้องตรวจทั้งสองอย่าง รายละเอียดการขอโควตา ขอใบอนุญาต และโทษของการจ้างผิดกฎหมาย อ่านต่อได้ในบทความใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งอธิบายขั้นตอนฝั่งนายจ้างไว้ครบ หัวข้อ บัตรสีชมพู ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ชื่อทางการ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว หน่วยงานที่ออก กรมการปกครอง กรมการจัดหางาน ใช้เพื่อ แสดงตัวตนและเลข 13 หลัก อนุญาตให้ทำงานตามที่ระบุ ข้อมูลสำคัญ ชื่อ รูป เลขประจำตัว วันออกบัตร วันหมดอายุบัตร นายจ้าง ประเภทงาน ท้องที่ วันหมดอายุสิทธิทำงาน ช่องทางต่ออายุ ติดต่อสำนักทะเบียนตามที่กรมการปกครองกำหนด ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-WorkPermit ตามรอบที่ประกาศ หนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคลต่างจากบัตรสีชมพูอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกเอกสาร บัตรสีชมพูออกโดยรัฐไทย ส่วนหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) ออกโดยประเทศต้นทางของแรงงาน ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากถือเอกสารสามอย่างพร้อมกัน คือบัตรสีชมพู หนังสือเดินทางหรือ CI และใบอนุญาตทำงาน นายจ้างควรเก็บสำเนาครบทั้งชุดไว้ในแฟ้มลูกจ้างแต่ละคน ได้บัตรชมพู 10 ปี แปลว่าอยู่ไทย 10 ปีได้ไหม ไม่ได้ บัตรสีชมพูของแรงงานต่างด้าวมีอายุตัวบัตรโดยทั่วไปราว 10 ปี ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แต่ระยะเวลาที่อยู่และทำงานได้จริงขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานและมติ ครม. ในแต่ละรอบ ถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุและไม่ได้ต่อ ผู้ถือต้องเดินทางออกนอกประเทศ แม้บัตรจะยังไม่หมดอายุก็ตาม วันที่ต้องยึดจึงเป็นวันหมดอายุในใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่วันบนบัตร สมมติลูกจ้างของแพ็คดีบอกซ์คนหนึ่งถือบัตรที่ยังเหลืออายุอีก 6 ปี แต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ถ้าไม่ยื่นต่อภายในกำหนด ตั้งแต่วันถัดไปบริษัทจะจ้างคนนี้ต่อไม่ได้ แรงงานต่างด้าวอยู่และทำงานได้ถึงเมื่อไร แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ต่ออายุได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ตามที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมแรงงานราว 7.7 แสนคน กรมการจัดหางานเปิดให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่ 8 กันยายน ถึง 11 ธันวาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึง 16.30 น. และชำระเงินได้ถึง 20.00 น. ของวันสุดท้าย รายการ รายละเอียด กลุ่มที่ต่อได้ ลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 ช่วงยื่นคำขอ 8 ก.ย. 2569 ถึง 11 ธ.ค. 2569 ค่าคำขอ 100 บาท ต่อฉบับ ค่าใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ต่อฉบับ (1 ปี) ถ้าใบอนุญาตทำงานของแรงงาน 12 คนของแพ็คดีบอกซ์หมดอายุ 11 ธันวาคม 2569 ทั้งหมด ค่าธรรมเนียมรอบนี้ = 12 × (100 + 900) = 12,000 บาท ยังไม่รวมค่าตรวจโรคและประกันสุขภาพ แรงงานกัมพูชาอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันที่ประกาศแยกออกมา และมีการปรับเงื่อนไขหลายครั้ง นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วน 1506 ก่อนตัดสินใจ ทำบัตรใหม่ ต่ออายุบัตรชมพู ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักมี 4 อย่าง คือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทน ใบรับรองผลตรวจโรค หลักฐานประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ และสำเนาบัตรเดิม ทั้งหมดใช้ต่อใบอนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงจัดการเรื่องบัตรกับกรมการปกครอง เพราะสิทธิอยู่ผูกกับสิทธิทำงาน ลำดับงานที่ควรทำ แพ็คดีบอกซ์ให้แรงงานทั้ง 12 คนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ แล้วให้ฝ่ายบุคคลยื่นแทนพร้อมกันในวันเดียว ทำให้ตามสถานะคำขอได้จากที่เดียว แรงงานเมียนมาที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางแนบภายหลังได้ ค่าธรรมเนียมทำบัตรของกรมการปกครองยังไม่มีตัวเลขที่ประกาศชัดในแหล่งทางการที่ตรวจได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนที่จะไปทำบัตร หรือสายด่วนกรมการปกครอง 1548 ก่อนตั้งงบประมาณ นายจ้างต้องตรวจอะไร ก่อนจ้างแรงงานบัตรชมพู ต้องตรวจว่าข้อมูลบนบัตรตรงกับตัวลูกจ้างและใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ หลังรับเข้าทำงานแล้ว ควรตามวันหมดอายุต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกจ้าง ก่อนรับเข้าทำงาน หลังรับเข้าทำงาน บนบัตรต้องดูข้อมูลช่องไหนบ้าง ดูอย่างน้อย 4 ช่อง คือ ชื่อสกุล เลขประจำตัว 13 หลัก วันออกบัตร และวันหมดอายุบัตร แล้วนำเลข 13 หลักไปเทียบกับเลขในใบอนุญาตทำงานและในระบบประกันสังคม สมมติฝ่ายบุคคลของแพ็คดีบอกซ์พิมพ์เลขลูกจ้างคนหนึ่งผิด 1 หลักตอนขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินสมทบที่ส่งทุกเดือนจะไม่ไปเข้าบัญชีของลูกจ้างคนนั้น และต้องย้อนแก้ข้อมูลภายหลัง แรงงานบัตรชมพูต้องเข้าประกันสังคมไหม ต้องเข้า ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนไทย นายจ้างต้องแจ้งเข้าภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ขั้นตอนและแบบที่ใช้อ่านได้ในบทความแจ้งเข้าประกันสังคม นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง คิดจากค่าจ้างไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาท ตัวอย่าง แพ็คดีบอกซ์จ่ายเงินเดือนลูกจ้างคนละ 11,000 บาท ประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง = 11,000 × 5% = 550 บาท และบริษัทสมทบอีก 550 บาท รวม 12 คน บริษัทนำส่งเดือนละ 12 × 1,100 = 13,200 บาท จ่ายเงินเดือนแรงงานบัตรชมพู ต้องหักภาษีไหม ต้องคำนวณเหมือนลูกจ้างคนไทย เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่มีการหักภาษี และสรุปยื่น ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง ลูกจ้างเงินเดือน 11,000 บาทของแพ็คดีบอกซ์มีภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องมีชื่ออยู่ใน ภ.ง.ด.1ก ประจำปี ความต่างของแบบทั้งสองอ่านได้ในภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรชมพู สรุป – บัตรชมพูต้องจำอะไรบ้าง บัตรชมพู คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ให้สัญชาติ สิทธิทำงานดูจากใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่จากอายุบัตร 10 ปี แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 โดยต้องยื่นภายใน 11 ธ.ค. 2569 แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าประกันสังคมและอยู่ในระบบภาษีเงินเดือนเหมือนลูกจ้างทั่วไป สัปดาห์นี้ลองเปิดแฟ้มลูกจ้างต่างด้าวทุกคน จดวันหมดอายุของบัตรและของใบอนุญาตทำงานลงตารางเดียวกัน แล้วเช็กว่ามีใครที่ต้องยื่นต่อก่อน 11 ธันวาคม 2569 บ้าง ทำจ่ายเงินเดือนแรงงานต่างด้าวด้วย PEAK เมื่อเอกสารลูกจ้างครบแล้ว งานที่เหลือทุกเดือนคือการทำจ่ายเงินเดือน PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สร้างสลิปให้พนักงาน และจ่ายผ่านระบบของธนาคาร – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรชมพู บัตรชมพูทำงานได้ไหม ทำงานได้เมื่อมีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุคู่กัน ตัวบัตรอย่างเดียวเป็นแค่บัตรแสดงตัวตน และงานที่ทำต้องตรงกับประเภทงานและนายจ้างที่ระบุในใบอนุญาต ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แต่บัตรชมพูยังไม่หมด จ้างต่อได้ไหม จ้างต่อไม่ได้ จนกว่าจะต่อใบอนุญาตทำงานสำเร็จ สิทธิอยู่และทำงานผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับวันหมดอายุบนบัตร นายจ้างควรยื่นต่อให้ทันกำหนดของรอบนั้น บัตรชมพูหายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักทะเบียนตามช่องทางของกรมการปกครอง หรือสอบถามสายด่วน 1548 ว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง ระหว่างนั้นนายจ้างควรเก็บสำเนาบัตรเดิมไว้ใช้ยืนยันเลขประจำตัว บัตรสีชมพูเปิดบัญชีธนาคารได้ไหม ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร บางแห่งขอหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานประกอบด้วย ถ้าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี ควรสอบถามธนาคารที่ใช้จ่ายเงินเดือนก่อนพาลูกจ้างไปเปิดบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร มีกี่ประเภท ขอยังไง ค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตทำงาน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารที่นายทะเบียนของกรมการจัดหางานออกให้คนต่างด้าว เพื่อยืนยันว่าคนคนนั้นทำงานในประเทศไทยได้ถูกกฎหมาย ในตำแหน่ง กับนายจ้าง และในท้องที่ที่ระบุไว้ Work Permit คือชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 คนต่างด้าวทำงานในไทยได้ต้องมีเอกสาร 2 ชิ้นที่ออกโดยคนละหน่วยงาน ชิ้นแรกคือวีซ่าและสิทธิอยู่ในประเทศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชิ้นที่สองคือ Work Permit จากกรมการจัดหางาน มีวีซ่าอย่างเดียวจึงยังทำงานไม่ได้ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะจ้างพนักงานต่างชาติ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณแอน เจ้าของบริษัทร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็ก ที่กำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติ 2 คน คือเชฟชาวญี่ปุ่น 1 คน และผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาที่มาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล (MOU) อีก 1 คน Work Permit ต่างจากวีซ่าและบัตรสีชมพูอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเป็นเอกสารของคนต่างด้าว แต่ตอบคนละคำถาม วีซ่าตอบว่าอยู่ในประเทศได้หรือไม่ Work Permit ตอบว่าทำงานอะไรได้บ้าง ส่วนบัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนของแรงงานบางกลุ่ม เอกสาร หน่วยงานที่ออก ใช้ยืนยันอะไร วีซ่าและตราประทับอนุญาตให้อยู่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สิทธิเข้าเมืองและอยู่ในไทยตามระยะเวลาที่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และท้องที่ที่ระบุ บัตรสีชมพู กรมการปกครอง บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของแรงงานบางกลุ่ม ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ใช้แทนการอนุญาตให้ทำงาน ข้อควรระวังคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าผ่านทางใช้ขอ Work Permit ไม่ได้ เพราะคู่มือการขอรับใบอนุญาตของคนต่างด้าว กำหนดให้ผู้ยื่นต้องมีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาแบบชั่วคราวประเภท Non-Immigrant ใครต้องมีใบอนุญาตทำงาน และงานไหนที่คนต่างด้าวทำไม่ได้ คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาต ไม่ว่าจะทำงานในสำนักงาน ร้านอาหาร โรงงาน หรือไซต์ก่อสร้าง และไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ มาตรา 59 กำหนดว่าคนต่างด้าวทำงานได้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว และต้องเป็นงานที่ไม่ได้ห้ามไว้ ข้อยกเว้นที่ใช้บ่อยคืองานจำเป็นเร่งด่วนที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน เช่น ช่างต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมเครื่องจักร กรณีนี้ใช้วิธีแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 61 แทนการขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบ งานที่คนต่างด้าวทำไม่ได้มีอะไรบ้าง กระทรวงแรงงานกำหนดรายการงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ในกรณีของคุณแอน งานเชฟอาหารญี่ปุ่นและงานผู้ช่วยครัวไม่อยู่ในกลุ่มห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าคุณแอนคิดจะให้ผู้ช่วยครัวไปยืนขายของหน้าร้านด้วย ต้องเช็กเงื่อนไขของงานขายหน้าร้านก่อน เพราะทำงานนอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาตก็ผิดกฎหมายเช่นกัน Work Permit มีกี่ประเภท Work Permit แบ่งตามช่องทางที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ซึ่งกฎหมายแยกไว้เป็นรายมาตรา แต่ละประเภทใช้แบบคำขอ เอกสาร และอายุใบอนุญาตไม่เหมือนกัน ประเภท ใครใช้ ตัวอย่าง ทั่วไป (มาตรา 59) คนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายแบบ Non-Immigrant และทำงานที่ไม่ห้าม ผู้จัดการ ครูสอนภาษา เชฟของคุณแอน ส่งเสริมการลงทุน (มาตรา 62) คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI นำเข้าตาม MOU แรงงานจากประเทศที่ทำบันทึกความเข้าใจกับไทย นำเข้าผ่านนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาของคุณแอน ตามมติคณะรัฐมนตรี (มาตรา 63/2) กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ขอใบอนุญาตได้เป็นการเฉพาะ แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี กลุ่มเฉพาะ (มาตรา 63/1) ผู้ถูกถอนสัญชาติ ผู้เกิดในไทยบางกรณี หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานาน ชายแดน (มาตรา 64) คนสัญชาติประเทศที่มีพรมแดนติดไทย ทำงานชั่วคราวเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลในพื้นที่ที่กำหนด แรงงานไป-กลับในจังหวัดชายแดน SME ส่วนใหญ่จะเจอแค่ 2 แบบ คือมาตรา 59 สำหรับพนักงานวิชาชีพหรือผู้บริหาร และ MOU สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สองแบบนี้มีค่าธรรมเนียมคนละอัตราตามประเภทงาน ซึ่งจะเห็นตัวเลขชัดในตัวอย่างค่าใช้จ่ายของคุณแอน เอกสารขอใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสาร Work Permit แบ่งเป็น 2 ชุด คือของลูกจ้างต่างชาติ และของนายจ้าง รายการด้านล่างอ้างอิงจากคู่มือประชาชนกรณีขอใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 ซึ่งระบุเอกสารไว้ 35 รายการ แต่ไม่ได้ใช้ทุกรายการกับทุกคน เอกสารของลูกจ้างต่างชาติ เอกสารของนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล ใบรับรองแพทย์ต้องออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่น และควรใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนฉบับล่าสุด ถ้าเอกสารภาษาต่างประเทศ ให้เตรียมคำแปลภาษาไทยไว้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเพิ่มตอนตรวจ ขั้นตอนขอ Work Permit ผ่าน e-WorkPermit ทำอย่างไร การขอ Work Permit ตอนนี้ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้ทั้งหมด นายจ้างยื่นแทนลูกจ้างได้ตามมาตรา 60 และขั้นตอนตามคู่มือประชาชนมี 4 ขั้น รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 วันนับแต่เอกสารครบ หรือราว 2 สัปดาห์ถ้าถูกส่งตรวจสอบ ก่อนถึงขั้นนี้ ลูกจ้างต้องได้วีซ่าประเภท Non-Immigrant จากสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน ส่วนนี้มีระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก เชฟของคุณแอนยื่นเอกสารครบในวันจันทร์ ถ้าไม่ถูกส่งตรวจเพิ่ม จะได้รับใบอนุญาตภายในวันพุธ คุณแอนจึงควรนัดวันเริ่มงานหลังวันรับใบอนุญาต ไม่ใช่หลังวันยื่น Digital Work Permit คืออะไร Digital Work Permit คือข้อมูลใบอนุญาตที่ตรวจดูได้ในระบบ e-WorkPermit แทนการพึ่งเล่มกระดาษอย่างเดียว ระบบนี้เปิดให้นายจ้างและคนต่างด้าวใช้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ตามที่รัฐบาลประกาศ ระบบรองรับการลงทะเบียน ยื่นข้อมูลการจ้าง ชำระค่าคำขอ ติดตามสถานะผ่านอีเมล SMS หรือ LINE และนัดหมายศูนย์บริการ กรมการจัดหางานเตรียมศูนย์บริการไว้ 54 แห่ง สำหรับยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงยังต้องไปที่ศูนย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำใบอนุญาตทำงาน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็นค่าคำขอ 100 บาทต่อคำขอ และค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา โดยกระทรวงแรงงานแยกอัตราเป็น 2 กลุ่ม คือกรรมกรกับผู้รับใช้ในบ้าน และอาชีพอื่น รายการ กรรมกร / ผู้รับใช้ในบ้าน (บาท) อาชีพอื่น (บาท) ใบอนุญาตไม่เกิน 3 เดือน 225 750 เกิน 3 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน 450 1,500 เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี 900 3,000 เกิน 1 ปี คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน ต่ออายุ อัตราเดียวกับออกใหม่ อัตราเดียวกับออกใหม่ ใบแทน (ต่อฉบับ) 200 500 เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง 900 3,000 เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ / ประเภทงาน 900 1,000 ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าธรรมเนียมของกรมการจัดหางานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าวีซ่าและค่าต่ออายุการอยู่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าบริการของบริษัทนำเข้าแรงงานกรณี MOU กลับมาที่คุณแอน ถ้าขอใบอนุญาต 1 ปีให้ทั้ง 2 คน ค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานจะเป็นดังนี้ พนักงาน กลุ่มอัตรา ค่าคำขอ ค่าใบอนุญาต 1 ปี รวม เชฟชาวญี่ปุ่น อาชีพอื่น 100 3,000 3,100 ผู้ช่วยครัว (MOU) กรรมกร 100 900 1,000 รวม 4,100 ผู้ช่วยครัวใช้อัตรากรรมกรได้เมื่อตำแหน่งงานที่ขออนุญาตจัดเป็นงานกรรมกร ถ้าระบุเป็นงานประเภทอื่น ค่าธรรมเนียมจะเปลี่ยนตาม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนกรอกตำแหน่งในคำขอ ต่ออายุ เปลี่ยนนายจ้าง และแจ้งออกจากงานทำอย่างไร Work Permit ตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่ระยะเวลาจริงของแต่ละใบขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาต จึงต้องดูวันหมดอายุบนใบอนุญาตของพนักงานแต่ละคน เรื่อง ต้องทำอะไร กฎหมาย ต่ออายุ ยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ระหว่างรอพิจารณาทำงานต่อได้ มาตรา 67 ลูกจ้างเริ่มงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง ลูกจ้างแจ้งชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน มาตรา 64/2 นายจ้างรับเข้าทำงานหรือลูกจ้างออก นายจ้างแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง และภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออก พร้อมเหตุที่ออก มาตรา 13 ใบอนุญาตหายหรือชำรุด ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ขอตรวจ แสดงใบอนุญาตภายในเวลาอันสมควร มาตรา 68 กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้ากี่วัน แต่ในทางปฏิบัติควรเริ่มก่อนหมดอายุอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเอกสารนายจ้างอย่างงบการเงินและหนังสือรับรองบริษัทต้องเตรียมใหม่ และอาจถูกส่งตรวจสอบอีก 10 วันทำการ ถ้าเชฟของคุณแอนลาออกไปทำงานกับร้านอื่น คุณแอนต้องแจ้งออกภายใน 15 วัน ส่วนร้านใหม่ต้องยื่นเปลี่ยนนายจ้างและจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เชฟจะไปทำงานที่ร้านใหม่ทันทีโดยใช้ใบอนุญาตเดิมไม่ได้ นายจ้าง SME ต้องจัดการเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานต่างชาติอย่างไร ได้ใบอนุญาตแล้วงานยังไม่จบ พนักงานต่างชาติเป็นลูกจ้างตามกฎหมายไทยเหมือนพนักงานไทย นายจ้างจึงมีหน้าที่ 3 เรื่องทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินเดือน ลองคำนวณกับพนักงานของคุณแอน สมมติเชฟได้เงินเดือน 60,000 บาท และผู้ช่วยครัวได้ 12,000 บาท ทำงานครบทั้งปีภาษี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม รายการต่อปี (บาท) เชฟชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยครัว เงินเดือนทั้งปี 720,000 144,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 72,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 60,000 หักเงินสมทบประกันสังคม 10,500 7,200 เงินได้สุทธิ 549,500 4,800 ภาษีทั้งปี 34,925 0 หัก ณ ที่จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,910 0 ภาษีของเชฟมาจาก 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% เป็น 7,500 บาท ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% เป็น 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 49,500 บาท เสีย 15% เป็น 7,425 บาท ส่วนผู้ช่วยครัวมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท จึงไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องส่งประกันสังคมทุกเดือน ภาพรวมแบบนำส่งภาษีเงินเดือนดูต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานอย่างไร เมื่อบริษัทของคุณแอนจ่ายค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานรวม 4,100 บาทจากบัญชีธนาคาร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน) 4,100 เงินฝากธนาคาร 4,100 เก็บใบเสร็จจากระบบ e-WorkPermit เป็นหลักฐานประกอบรายการทุกครั้ง ถ้าใบอนุญาตมีอายุเกิน 1 รอบบัญชี เช่น จ่ายค่าใบอนุญาต 2 ปีครั้งเดียว ควรถามผู้สอบบัญชีว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาหรือไม่ ทำงานหรือจ้างงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษอะไรบ้าง โทษตกกับทั้ง 2 ฝ่าย และนับเป็นรายคน กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชกำหนดฯ ดังนี้ ผู้กระทำผิด โทษ กฎหมาย นายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือให้ทำงานนอกเหนือที่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน มาตรา 102 นายจ้างที่ทำผิดซ้ำ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาทต่อคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าว 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 102 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ ปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศ มาตรา 101 คนต่างด้าวที่เคยถูกลงโทษตามมาตรา 101 ขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มาตรา 64/1 นายจ้างที่ไม่แจ้งการจ้างหรือการออกจากงานภายใน 15 วัน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท มาตรา 103 ถ้าร้านของคุณแอนถูกตรวจพบว่าผู้ช่วยครัวยังไม่ได้ใบอนุญาต ค่าปรับขั้นต่ำของบริษัทคือ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1 ปีของผู้ช่วยครัวถึง 10 เท่า และผู้ช่วยครัวยังถูกส่งกลับ ทำให้ร้านขาดคนทันที ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน จากประสบการณ์ ปัญหาที่ทำให้นายจ้างเสียเวลามากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนยื่น แต่เป็นการไม่รู้ว่ามีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาใหม่ หรือสับสนว่าเกณฑ์ไหนเป็นของหน่วยงานใด สรุป – การบริหารจัดการเอกสาร และภาษีของพนักงานต่างชาติ Work Permit เป็นเงื่อนไขแรกของการจ้างพนักงานต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องสุดท้าย นายจ้างต้องได้ใบอนุญาตก่อนวันเริ่มงาน แล้วดูแลเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมต่อทุกเดือน ใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน ใช้คู่กับวีซ่า Non-Immigrant จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ e-WorkPermit ได้ หากจ้างโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคน และหากทำผิดซ้ำอาจโดนห้ามจ้างคนต่างด้าวถึง 3 ปี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองทำตารางรายชื่อพนักงานต่างชาติทุกคน พร้อมประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และนายจ้างที่ระบุในใบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันหมดอายุของแต่ละคน พนักงานต่างชาติต้องถูกหักภาษี ส่งประกันสังคม และได้หนังสือรับรองการหักภาษีปลายปีเหมือนพนักงานไทย ยิ่งมีหลายสัญชาติหลายอัตรา งานเงินเดือนยิ่งพลาดง่าย ฟีเจอร์จัดการเงินเดือนและภาษีจาก PEAK Payroll ให้ PEAK Payroll ช่วยจัดการเงินเดือนในที่เดียว และส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน – ทดลองใช้งาน PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน Work Permit มีอายุกี่ปี ใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่อายุจริงขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาตในแต่ละใบ ส่วนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีจะมีอายุตามที่มติกำหนด ขอ Work Permit ออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นคำขอ แนบเอกสาร ชำระค่าคำขอ และติดตามสถานะผ่าน e-WorkPermit ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนต่างด้าวยังต้องไปยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติที่ศูนย์บริการ และไปรับใบอนุญาตด้วยตนเอง ทำงานในโรงงานต้องมีใบอนุญาตทำงานไหม ต้องมี คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงาน ถ้าเป็นงานกรรมกรในโรงงาน ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีนายจ้างและเข้ามาตาม MOU หรือตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลธรรมดาจ้างคนต่างด้าวได้ไหม ได้ นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท เช่น เจ้าของบ้านที่จ้างผู้รับใช้ในบ้าน หรือเจ้าของร้านที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่เอกสารนายจ้างจะเปลี่ยนจากหนังสือรับรองบริษัทเป็นสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารแสดงการประกอบกิจการ และหน้าที่แจ้งนายทะเบียน หักภาษี และส่งประกันสังคมยังเหมือนเดิม ใบอนุญาตทำงานหายต้องทำอย่างไร ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ว่าหายหรือชำรุดตามมาตรา 69 ค่าธรรมเนียมใบแทนฉบับละ 500 บาทสำหรับอาชีพทั่วไป และ 200 บาทสำหรับกรรมกรหรือผู้รับใช้ในบ้าน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

อัตราดอกเบี้ย MRR MLR MOR คืออะไร ต่างกันอย่างไร วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจ

MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้ คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้ MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้ MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่ OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้ MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี อัตรา ชื่อเต็ม ลูกค้าที่อ้างอิง ประเภทสินเชื่อ ตัวอย่างของคุณบี MLR Minimum Loan Rate รายใหญ่ชั้นดี เงินกู้มีระยะเวลา เงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี MOR Minimum Overdraft Rate รายใหญ่ชั้นดี วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) วงเงิน OD 500,000 บาท MRR Minimum Retail Rate รายย่อยชั้นดี สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี) ธนาคาร MLR MOR MRR กรุงเทพ 6.350 6.500 6.500 กสิกรไทย 6.520 6.340 6.580 กรุงไทย 6.300 6.270 6.845 ไทยพาณิชย์ 6.350 6.275 6.575 กรุงศรีอยุธยา 6.550 6.375 6.670 ทหารไทยธนชาต (ttb) 6.950 6.600 7.105 อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569 ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว อัตราของไทยพาณิชย์ ก่อน 2 มี.ค. 2569 ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569 ลดลง MLR 6.400% 6.350% 0.050% MOR 6.425% 6.275% 0.150% MRR 6.675% 6.575% 0.100% อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569 อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง ข้อความในสัญญา อัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง) ดอกเบี้ยจริงต่อปี MRR − 2.75% MRR 6.58% 6.58 − 2.75 = 3.83% MLR + 0.5% MLR 6.52% 6.52 + 0.5 = 7.02% MOR + 1% MOR 6.34% 6.34 + 1 = 7.34% ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี ข้อเสนอ MOR ของธนาคาร ส่วนต่าง ดอกเบี้ยจริง ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ธนาคาร ก 6.34% + 1.00% 7.34% 22,020 บาท ธนาคาร ข 6.275% + 1.25% 7.525% 22,575 บาท ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน รายการ เงินกู้ซื้อเตาอบ วงเงิน OD อัตราในสัญญา MLR + 0.5% = 7.02% MOR + 1% = 7.34% ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ย เงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาท เบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท จำนวนวัน 31 วัน (งวดแรก) 20 วัน การคำนวณ 2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365 300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365 ดอกเบี้ย 11,924.38 บาท 1,206.58 บาท OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว MLR เปลี่ยน MLR ดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%) ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ลดลง 0.25% 6.27% 6.77% 135,400 บาท เท่าเดิม 6.52% 7.02% 140,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.25% 6.77% 7.27% 145,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.50% 7.02% 7.52% 150,400 บาท ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5% บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 11,924.38 เงินฝากธนาคาร 11,924.38 ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร ความต้องการใช้เงิน สินเชื่อที่เหมาะ อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่ เงินกู้มีระยะเวลา MLR ± ส่วนต่าง จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงิน วงเงิน OD MOR ± ส่วนต่าง ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของ สินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน MRR ± ส่วนต่าง ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม MRR ปัจจุบันเท่าไร ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

เข้าใจธุรกิจกงสี ข้อดีข้อเสีย และวิธีบริหารจัดการ แบบองค์กรยุคใหม่

ธุรกิจกงสี คืออะไร กงสี (Kongsi) คือ ธุรกิจของครอบครัวที่สมาชิกหลายคนหรือหลายรุ่นร่วมกันถือทรัพย์สิน ร่วมกันทำงาน และแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง คำนี้มาจากคำภาษาจีนที่แปลว่า บริษัท (公司) และใช้กันมากในครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ในภาษาธุรกิจทั่วไปเรียกกิจการลักษณะนี้ว่า ธุรกิจครอบครัว (Family Business) การทำธุรกิจกงสีอย่างเป็นระบบ จะช่วยพัฒนาธุรกิจในอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ตั้งเจริญวัสดุ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัสดุก่อสร้างให้ผู้รับเหมาและโครงการบ้านจัดสรร เริ่มจากร้านของอากงที่ไม่ได้จดทะเบียน ยอดขายปีละประมาณ 60 ล้านบาท ตอนนี้รุ่นที่ 2 มีพี่น้อง 4 คน และรุ่นที่ 3 เริ่มเข้ามาช่วยงาน ธุรกิจกงสีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย ตัดสินใจเร็ว เพราะผู้มีอำนาจอยู่ในครอบครัว การตัดสินใจขึ้นกับคนคนเดียว ถ้าผู้อาวุโสไม่อยู่ ธุรกิจสะดุด ไว้ใจกันสูง ลดต้นทุนการควบคุม ไม่มีระบบตรวจสอบ เงินรั่วไหลได้โดยไม่รู้ตัว สมาชิกยอมทำงานหนักเพื่อกองกลาง คนที่ทำงานมากกับคนที่ทำน้อยได้ส่วนแบ่งเท่ากัน จึงเกิดความไม่พอใจ สะสมทุนจากกำไรได้ต่อเนื่องหลายรุ่น ทรัพย์สินปนกับของส่วนตัว แบ่งไม่ได้เมื่อมีคนต้องการแยกตัว ลูกค้าและคู่ค้ารู้จักครอบครัวมานาน รุ่นใหม่อาจไม่อยากสืบทอด หรือมีมุมมองต่างจากรุ่นก่อน ข้อเสียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเป็นครอบครัว แต่เกิดจากการไม่มีกติกาที่เขียนไว้และไม่มีบัญชีที่ทุกคนตรวจดูได้ ส่วนต่อไปจึงเน้นวิธีแก้ 2 เรื่องนี้ การบริหารเงินกงสี แยกจากเงินส่วนตัวอย่างไร เงินกงสี คือ เงินกองกลางที่มาจากกำไรของธุรกิจครอบครัว ใช้หมุนเวียนในกิจการและจ่ายให้สมาชิก ปัญหาที่พบบ่อยคือเงินกองกลางกับเงินส่วนตัวอยู่บัญชีเดียวกัน ร้านเดิมของตั้งเจริญวัสดุรับเงินขายเข้าบัญชีส่วนตัวของอาม่า พี่น้องเบิกเงินไปใช้โดยไม่จดบันทึก และที่ดินโกดังอยู่ในชื่อพี่คนโต เมื่อมีคนถามว่าแต่ละบ้านได้ไปเท่าไร ไม่มีใครตอบได้ ทั้งที่วิธีแยกเงินกงสี ทำได้ง่ายๆ ใน 4 ขั้นตอน เงินเดือนกับเงินปันผลของสมาชิกต่างกันอย่างไร เงินเดือนจ่ายให้คนที่ทำงานจริงตามหน้าที่ บริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนเงินปันผลจ่ายให้ผู้ถือหุ้นจากกำไรหลังหักภาษี ไม่ว่าคนนั้นจะทำงานในบริษัทหรือไม่ ตั้งเจริญวัสดุจ่ายเงินเดือนพี่สองคนที่บริหารงานคนละ 45,000 บาทต่อเดือน ปีที่ผ่านมามีกำไรก่อนภาษี 3,000,000 บาท รายได้เกิน 30 ล้านบาทจึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เท่ากับ 600,000 บาท เหลือกำไรสุทธิ 2,400,000 บาท บริษัทจ่ายปันผลครึ่งหนึ่ง 1,200,000 บาท ให้พี่น้อง 4 คนที่ถือหุ้นเท่ากันคนละ 300,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% คนละ 30,000 บาท ได้รับสุทธิคนละ 270,000 บาท อีก 1,200,000 บาทเก็บไว้ขยายโกดัง ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนกิจการแบบไหน รูปแบบกิจการกำหนดว่าใครรับผิดชอบหนี้ เสียภาษีแบบไหน และส่งต่อความเป็นเจ้าของอย่างไร หัวข้อ ไม่จดทะเบียน (ชื่อบุคคล) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด ความรับผิดต่อหนี้ เจ้าของรับผิดไม่จำกัด หุ้นส่วนรับผิดร่วมกันไม่จำกัด หุ้นส่วนผู้จัดการไม่จำกัด หุ้นส่วนอื่นจำกัดตามที่ลงทุน ผู้ถือหุ้นจำกัดตามค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามห้างหรือคณะ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล หลักฐานความเป็นเจ้าของ ไม่ชัด อยู่ในชื่อคนเดียว ตามสัญญาหุ้นส่วน ทะเบียนห้างหุ้นส่วน สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น การส่งต่อให้รุ่นถัดไป ต้องโอนทรัพย์สินทีละรายการ ขึ้นกับสัญญา โอนส่วนของหุ้นส่วน โอนหุ้นได้โดยกิจการยังดำเนินต่อ หน้าที่บัญชี เก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายไว้คำนวณภาษี และทำรายงานภาษีเมื่อจด VAT รายงานรับจ่ายแนบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชี งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กิจการตั้งเจริญวัสดุ เลือกจดเป็นบริษัทจำกัด เพราะมีการแจกหุ้นที่ชัดเจน หนี้ของบริษัทแยกจากทรัพย์สินส่วนตัวของแต่ละบ้าน และลูกค้าต้องการใบกำกับภาษีจากนิติบุคคล การจดทะเบียนยังมีผลต่อภาษีที่เก็บต่างกันไปในแต่ละประเภทธุรกิจด้วย หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรจดทะเบียนประเภทไหน ลองอ่านบทความ ความแตกต่างระหว่างบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทโฮลดิ้งกับธุรกิจครอบครัว ครอบครัวที่มีหลายกิจการบางครอบครัวตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ขึ้นมาถือหุ้นในบริษัทลูกแทนสมาชิกแต่ละคน ข้อดีคือรวมการตัดสินใจไว้ที่เดียวและส่งต่อความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นของโฮลดิ้งบริษัทเดียว แต่มีต้นทุนบริหาร บัญชี และภาษีที่ต้องวางแผน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตั้ง กฎหมายและภาษีที่ธุรกิจกงสีต้องรู้ เรื่องที่ครอบครัวมักเจอเมื่อธุรกิจโตขึ้นมีดังนี้ ตัวอย่าง ถ้าอาม่าให้เงินสดลูกคนเล็ก 25 ล้านบาทในปีเดียว ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 5 ล้านบาท เสียภาษี 5% เท่ากับ 250,000 บาท ถ้าแบ่งให้ 2 ปีภาษี ปีละ 12.5 ล้านบาท จะไม่เกินเกณฑ์ยกเว้น ตั้งกติกาในกงสี ให้เหมือนการทำงานบริษัท การตั้งกติกาในกงสีให้ชัดเจน หรืออาจเรียกว่า ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) คือ ข้อตกลงที่สมาชิกเขียนร่วมกันว่าครอบครัวจะบริหารธุรกิจและทรัพย์สินอย่างไร เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวผ่านจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นโดยไม่แตกแยก หัวข้อที่ควรมีได้แก่ ธรรมนูญครอบครัวเป็นข้อตกลงระหว่างสมาชิก ข้อที่ต้องการให้บังคับใช้ได้จริง เช่น การจำกัดการโอนหุ้น ควรเขียนไว้ในข้อบังคับบริษัทหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นด้วย อ่านเรื่องเอกสารจัดตั้งได้ที่หนังสือบริคณห์สนธิ ส่งต่อธุรกิจกงสีให้รุ่นถัดไปอย่างไรให้ราบรื่น การส่งต่อที่ราบรื่นใช้เวลาหลายปี ไม่ควรเริ่มตอนที่ผู้อาวุโสป่วยหรือเสียชีวิตแล้ว ขั้นตอนที่ใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางมีดังนี้ ตั้งเจริญวัสดุทำสัญญาเช่าที่ดินโกดังจากพี่คนโตในราคาตลาด บริษัทบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายและหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าเช่า 5% ส่วนพี่คนโตนำค่าเช่าไปเสียภาษีในนามตัวเอง ทุกคนจึงเห็นว่าที่ดินเป็นของใครและบริษัทจ่ายเท่าไร ข้อควรรู้เกี่ยวกับธุรกิจกงสี สรุป – ธุรกิจกงสีต้องจำอะไรบ้าง กงสี คือ ธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกร่วมกันถือทรัพย์สินและแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากเงินกองกลางปนกับเงินส่วนตัวและไม่มีกติกาที่เขียนไว้ แยกค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนสำหรับคนทำงาน และปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรสำหรับเจ้าของ โครงสร้างบริษัทจำกัดและธรรมนูญครอบครัวช่วยให้ส่งต่อธุรกิจให้รุ่นถัดไปได้ชัดเจน เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีธนาคารแยกในชื่อกิจการ และจดรายการเงินที่สมาชิกเบิกออกไปย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อให้ครอบครัวเห็นตัวเลขจริงก่อนคุยเรื่องกติกา ทำบัญชีธุรกิจครอบครัวให้ทุกคนเห็นตัวเลขเดียวกันด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี ในนามกิจการ บันทึกซื้อขายพร้อมตัดสต๊อกสินค้า และดูรายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน เงินของกิจการจึงแยกจากเงินส่วนตัวและตรวจย้อนหลังได้ ส่วนการจ่ายเงินเดือนสมาชิกดูระบบได้ที่ PEAK Payroll – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องโครงสร้างกิจการเพิ่มเติมได้ที่จดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด งบการเงิน และSME คืออะไร แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกงสี ธุรกิจแบบกงสีคืออะไร ธุรกิจแบบกงสี คือ กิจการที่รายได้เข้ากองกลางของครอบครัว ผู้อาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจหลัก และสมาชิกเบิกใช้จากกองกลาง ต่างจากธุรกิจครอบครัวที่จัดโครงสร้างแล้วตรงที่มักไม่มีการแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของเป็นลายลักษณ์อักษร ประเทศไทย มีกฎหมายเกี่ยวกับกงสีบ้างไหม แม้ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับกิจการกงสีโดยตรง แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบกิจการ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องห้างหุ้นส่วนและบริษัท ประมวลรัษฎากร และกฎหมายมรดก ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทุกประเภท เงินกงสีต้องเสียภาษีไหม ต้องเสีย ภาษีเกิดตั้งแต่กิจการมีกำไร ตามรูปแบบที่ใช้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าของหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท และเมื่อจ่ายให้สมาชิกเป็นเงินเดือน ส่วนแบ่งกำไร หรือปันผล ก็มีภาษีของผู้รับตามประเภทเงินได้ สมาชิกครอบครัวที่ทำงานในกงสีต้องเข้าประกันสังคมไหม ถ้ากิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และสมาชิกทำงานให้กิจการโดยรับค่าจ้าง สมาชิกคนนั้นเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ถ้าอายุ 15 ถึง 60 ปี ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนอื่น กรณีกิจการไม่จดทะเบียนที่นายจ้างเป็นบุคคลธรรมดาและผู้ทำงานเป็นคู่สมรสหรือบุตร ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันสถานะก่อน เจ้าของกงสีที่ไม่ได้รับเงินเดือนทำประกันสังคมได้ไหม ได้ ผู้ที่ได้รับเฉพาะส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผลไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่เข้ามาตรา 33 แต่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ ถ้าอายุ 15 ถึง 65 ปี และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 อยู่แล้ว ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนบริษัทไหม ควรพิจารณาเมื่อธุรกิจมีรายได้สูง มีสมาชิกหลายคนเป็นเจ้าของ หรือต้องการส่งต่อให้รุ่นถัดไป บริษัทจำกัดช่วยแยกหนี้สินธุรกิจออกจากทรัพย์สินส่วนตัว และแบ่งความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นได้ชัด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

จดธุรกิจประเภทไหน เสียภาษีน้อยกว่า ความแตกต่างระหว่างแต่ละประเภท

จดบริษัทแบบไหนดี รู้จักประเภทธุรกิจในไทย การจดบริษัท ต้องมีการระบุประเภทธุรกิจให้ชัดเจน โดยแบ่งตาม 2 มุมมองหลัก มุมแรกพิจารณาจากกิจกรรมที่ดำเนินงาน เช่น การค้าขาย การผลิต หรือการให้บริการ ส่วนมุมที่สองพิจารณาจากรูปแบบการจัดตั้งตามกฎหมาย เช่น กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด ประเภทตามกิจกรรมช่วยกำหนดลักษณะโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการบันทึกบัญชี ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบต่อหนี้สิน โครงสร้างการเสียภาษี และภาระหน้าที่ในการจัดทำบัญชี การเลือกประเภทธุรกิจจึงมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณเอก (ชื่อสมมุติ) ช่างไฟฟ้าผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าให้แก่โรงงานในนามบุคคลธรรมดา มีรายได้ปีละประมาณ 4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจริงประมาณ 3 ล้านบาท และกำลังวางแผนชักชวนหุ้นส่วนมาร่วมลงทุนขยายกิจการ ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมมีอะไรบ้าง ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การบริการ และการเกษตรกรรม ประเภทกิจกรรม ลักษณะการดำเนินงาน ตัวอย่างกิจการ B2B พาณิชยกรรม (Commercial) ซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาขายต่อโดยไม่มีการแปรรูป ค้าส่งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้แก่ผู้รับเหมา ค้าส่งเครื่องเขียนสำนักงาน อุตสาหกรรม (Industrial) นำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป โรงงานผลิตกล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์ โรงงานแปรรูปอาหาร บริการ (Service) จำหน่ายแรงงาน ความเชี่ยวชาญ ทักษะ หรือเวลาทำงาน รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า บริการขนส่งสินค้า สำนักงานบัญชี เกษตรกรรม (Agricultural) การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการประมง ฟาร์มปลูกผักส่งโรงงานแปรรูป ฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อ ทำไมบางแหล่งแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท การจัดกลุ่มธุรกิจเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มักใช้ในมิติของการบริหารจัดการต้นทุน โดยจัดรวมธุรกิจเกษตรกรรมเข้าไว้ในกลุ่มธุรกิจผลิต เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนที่ประกอบด้วยวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายการผลิตเช่นเดียวกัน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีคำนวณต้นทุน กิจการที่ทำหลายอย่างนับเป็นประเภทไหน ในทางปฏิบัติให้พิจารณาจากกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนมากที่สุด แต่ฝ่ายบัญชีควรแยกบันทึกรายได้และต้นทุนของแต่ละกิจกรรมออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น กรณีของคุณเอกที่มีทั้งรายได้จากค่าแรงติดตั้ง (บริการ) และรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (ซื้อมาขายไป) หากรวมยอดเป็นก้อนเดียวจะไม่สามารถทราบอัตรากำไรขั้นต้นที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ ในทางภาษี งานรับเหมาติดตั้งที่ผู้รับเหมาเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์สำคัญเองจะจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 รหัสประเภทธุรกิจ (TSIC) คืออะไร ใช้ตอนไหน รหัสประเภทธุรกิจ (Thailand Standard Industrial Classification หรือ TSIC) คือรหัสมาตรฐานสากลที่ใช้จัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างละเอียด โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดทำ ระบบค้นหาและแนะนำรหัสประเภทธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการค้นหารหัสที่ตรงกับวัตถุประสงค์กิจการจริง สำหรับนำไปใช้ระบุในเอกสารจัดตั้งนิติบุคคลและการนำส่งงบการเงิน รูปแบบธุรกิจในไทย มีกี่ประเภท รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย แบ่งออกเป็น 6 รูปแบบหลัก กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) ดำเนินการโดยบุคคลคนเดียว ไม่ถือเป็นนิติบุคคล เจ้าของเป็นผู้รับผลกำไรทั้งหมดและต้องรับผิดชอบต่อภาระหนี้สินของกิจการด้วยทรัพย์สินส่วนตัวอย่างไม่จำกัดจำนวน เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทดลองตลาด ศึกษาข้อดีและข้อจำกัดได้ที่บทความ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) เกิดจากบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงร่วมกันทำกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไร หุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายเปิดให้เลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) เป็นนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียน โดยมีหุ้นส่วน 2 จำพวก ได้แก่ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด (รับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ลงหุ้น) และหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการห้าง ศึกษารายละเอียดได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร บริษัทจำกัด (Company Limited) จัดตั้งขึ้นโดยมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ทุนจดทะเบียนแบ่งเป็นหุ้นมูลค่าเท่ากันไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท โดยผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบต่อหนี้สินจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ศึกษาการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ เลือกจดบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด (Public Company Limited) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป ต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป คณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน และหุ้นทุกหุ้นต้องชำระเต็มมูลค่าในคราวเดียว กิจการร่วมค้าและสาขาบริษัทต่างประเทศ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือการรวมตัวกันระหว่างนิติบุคคลเพื่อดำเนินงานโครงการเฉพาะกิจ โดยมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ส่วนการจัดตั้งสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รูปแบบธุรกิจแต่ละแบบต่างกันอย่างไร การเปรียบเทียบความแตกต่างของ 5 รูปแบบธุรกิจที่ผู้ประกอบการนิยมเลือกใช้ รูปแบบธุรกิจ จำนวนผู้ร่วมก่อตั้ง ความรับผิดชอบต่อหนี้สิน สถานะทางกฎหมาย ระบบภาษีเงินได้ เจ้าของคนเดียว 1 คน ไม่จำกัดจำนวน รับผิดชอบด้วยทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ไม่เป็นนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่จำกัดจำนวน หุ้นส่วนทุกคนร่วมรับผิดชอบ เลือกจดเป็นนิติบุคคลได้ ไม่จด: บุคคลธรรมดา / จด: นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดหรือไม่จำกัดตามประเภทของหุ้นส่วน เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทมหาชนจำกัด ตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละรูปแบบธุรกิจเสียภาษีอย่างไร ระบบภาษีเงินได้แบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักตามสถานะนิติบุคคล ได้แก่ ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล บุคคลธรรมดาเสียภาษีอย่างไร คำนวณจากเงินได้สุทธิ (รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน) แล้วนำไปคูณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าขั้นบันได ตั้งแต่อัตรา 5% ถึง 35% โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักตามจริงที่มีหลักฐาน หรือหักเป็นการเหมาตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ประเภทเงินได้พึงประเมิน ตัวอย่างวิชาชีพหรือกิจกรรม อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม หักเหมาได้ 30% มาตรา 40(7) สัญญาจ้างทำของ รับเหมาก่อสร้างและติดตั้งที่ผู้รับเหมาจัดหาสัมภาระสำคัญ หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(8) ธุรกิจพาณิชย์ การค้าขาย การผลิต การขนส่ง ตามที่ระบุในกฤษฎีกา หักเหมาได้ 60% ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 ที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 120,000 บาทต่อปี ต้องคำนวณเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำในอัตรา 0.5% ของยอดรายรับรวมก่อนหักค่าใช้จ่าย โดยต้องชำระตามยอดคำนวณที่ได้จำนวนสูงกว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนเสียภาษีอย่างไร คำนวณและยื่นภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญตามเกณฑ์บุคคลธรรมดา โดยส่วนแบ่งกำไรที่จัดสรรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินส่วนบุคคลของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยตามกฎหมาย นิติบุคคลเสียภาษีอย่างไร ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทจำกัดคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี (รายได้ตามจริง หัก ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีหลักฐาน) โดยอัตราภาษีทั่วไปอยู่ที่ 20% แต่หากเข้าเกณฑ์สิทธิประโยชน์สำหรับ SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได กำไรสุทธิทางภาษี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี 300,001 ถึง 3,000,000 บาท 15% ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป 20% เมื่อนิติบุคคลจัดสรรเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ภาษีมูลค่าเพิ่มใช้กับรูปแบบไหน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ตัวอย่างเทียบภาษีของคุณเอก เปรียบเทียบภาระภาษีของคุณเอก เมื่อมีรายได้ 4,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายจริง 3,000,000 บาท กรณีที่ 1: ดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดา (หักค่าใช้จ่ายตามจริง) รายการคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการรับเหมา 4,000,000 บาท หัก: ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีเอกสาร (3,000,000) บาท หัก: ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000) บาท เงินได้สุทธิ 940,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันได (0–20%) 103,000 บาท ภาษีวิธีคำนวณร้อยละ 0.5 (4,000,000 × 0.5%) 20,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันไดมียอดสูงกว่า จึงต้องชำระภาษีบุคคลธรรมดา 103,000 บาท กรณีที่ 2: ดำเนินงานในนามบริษัทจำกัด (จัดสรรเงินเดือนกรรมการ) บริษัทตั้งทุน 1 ล้านบาท จ่ายเงินเดือนให้คุณเอกในฐานะกรรมการทำงานจริงเดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) รายการคำนวณภาษีสองชั้น จำนวนเงิน กำไรสุทธิของบริษัทก่อนเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท หัก: เงินเดือนกรรมการที่จ่ายจริง (360,000 บาท) (360,000) บาท กำไรสุทธิทางภาษีคงเหลือของบริษัท 640,000 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล SME: (640,000 − 300,000) × 15% 51,000 บาท เงินได้สุทธิส่วนบุคคลของคุณเอก (360,000 − 100,000 − 60,000) 200,000 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือน: (200,000 − 150,000) × 5% 2,500 บาท รวมภาระภาษีทั้งระบบ 53,500 บาท การบริหารจัดการในรูปแบบบริษัทจำกัดช่วยลดภาระภาษีลงได้เกือบกึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กิจการต้องนำต้นทุนค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีประจำปีมาร่วมพิจารณาความคุ้มค่า เลือกรูปแบบธุรกิจแบบไหนดี ผู้ประกอบการสามารถใช้เกณฑ์ 5 คำถามหลักในการคัดเลือกรูปแบบองค์กรที่เหมาะสม แต่ละรูปแบบต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ภาระหน้าที่ทางบัญชีจำแนกตามสถานะทางกฎหมายของกิจการ รูปแบบกิจการ หน้าที่การจัดทำเอกสารและบัญชี ผู้มีอำนาจตรวจสอบและลงนามรับรองงบ บุคคลธรรมดา / ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน จัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายประจำวัน (กรณีไม่ได้จด VAT) ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรอง ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ทุน ≤ 5 ล้าน, สินทรัพย์และรายได้ ≤ 30 ล้าน) จัดทำสมุดบัญชี งบทดลอง และงบการเงินตามมาตรฐาน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดใหญ่ / บริษัทจำกัด จัดทำบัญชีครบวงจรและนำส่งงบการเงินประจำปี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เท่านั้น ศึกษาวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่ งบการเงิน คืออะไร และทำความเข้าใจมาตรฐานวิชาชีพได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร เปิดบริษัทจำกัดมีขั้นตอนอย่างไร กระบวนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist มี 5 ขั้นตอนหลัก ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเช็กลิสต์เอกสารอย่างละเอียดได้ที่บทความ จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ข้อควรรู้เกี่ยวกับประเภทธุรกิจ สรุป – ประเภทธุรกิจ วางแผนรูปแบบและภาษีให้เหมาะกับการเติบโต ประเภทธุรกิจสามารถจำแนกได้ 2 มิติ คือ แบ่งตามลักษณะกิจกรรม 4 ประเภท เพื่อบริหารจัดการต้นทุน และแบ่งตามรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมาย 6 รูปแบบ เพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบและภาระภาษี การเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่คู่ค้า จำกัดความรับผิดชอบส่วนบุคคล และช่วยประหยัดต้นทุนทางภาษีได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้ด้วยการรวบรวมตัวเลขรายรับ ต้นทุนจริง และประเมินความพร้อมของระบบเอกสาร เพื่อเลือกเส้นทางการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นใจ เริ่มทำบัญชีให้พร้อมทุกรูปแบบธุรกิจด้วย PEAK ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากกิจการบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจออก ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้ และ ใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง พร้อมเรียกดู รายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางรากฐานตัวเลขทางการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้การเริ่มต้นธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ SME คือ, กิจการเจ้าของคนเดียว, จดทะเบียนบริษัท และคลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ประเภทของธุรกิจในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Business Type ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเรียกตามประเภทนิติบุคคล เช่น Sole Proprietorship (กิจการเจ้าของคนเดียว), Limited Partnership (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) และ Company Limited (บริษัทจำกัด) จดบริษัทจำกัดต้องมีทุนขั้นต่ำเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินทุนขั้นต่ำ แต่กำหนดให้มูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน พร้อมทั้งเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน คนเดียวเปิดบริษัทจำกัดได้ไหม ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน หากดำเนินธุรกิจคนเดียวสามารถเริ่มต้นจากกิจการเจ้าของคนเดียว หรือมองหาผู้ร่วมก่อตั้งมาร่วมถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องจดทะเบียนไหม กฎหมายไม่บังคับ ห้างหุ้นส่วนสามัญสามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หากไม่จดทะเบียนจะเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังคงต้องร่วมรับผิดชอบต่อหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวนทั้งสองกรณี ห้างหุ้นส่วนจำกัดกับบริษัทจำกัดต่างกันตรงไหนมากที่สุด จุดต่างสำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบต่อหนี้สิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คนที่รับผิดชอบหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวน ส่วนบริษัทจำกัดผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบจำกัดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ นอกจากนี้ บริษัทจำกัดต้องว่าจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ เปลี่ยนจากเจ้าของคนเดียวเป็นบริษัทจำกัดได้ไหม สามารถทำได้ โดยยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดใหม่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วดำเนินการโอนย้ายทรัพย์สิน สัญญา และธุรกรรมทางการค้าเข้าสู่นิติบุคคล โดยรอบปีภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องยื่นภาษีทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนามบริษัทตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ขายของออนไลน์ต้องจดบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องจดทะเบียนบริษัท สามารถขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดาได้ แต่หากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และหากมีกำไรสุทธิสูงขึ้น การจดทะเบียนบริษัทจำกัดจะช่วยประหยัดภาษีและสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

FIFO คืออะไร ต่างจาก FEFO และ LIFO อย่างไร พร้อมตัวอย่างคิดต้นทุน

FIFO คืออะไร และสำคัญอย่างไร FIFO (First In, First Out) คือ หลักเข้าก่อนออกก่อน สินค้าที่รับเข้ามาก่อนจะถูกขายหรือเบิกใช้ก่อน หลักนี้ใช้ได้ 2 รูปแบบ แบบแรกคือวิธีหยิบสินค้าในคลังสินค้า และแบบที่สองคือวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือทางบัญชี FIFO มีความสำคัญต่อธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าอย่างน้อย 4 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ดำเนินธุรกิจค้าส่งน้ำมันปาล์มปี๊บขนาด 18 ลิตร ให้แก่ร้านอาหารและโรงงานแปรรูปอาหาร โดยบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว และราคาตัวเลขทั้งหมดในบทความเป็นราคาก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม FIFO อ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ออกเสียงอ่านว่า “ไฟโฟ” ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษ First In, First Out แปลเป็นภาษาไทยว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ในตำราและมาตรฐานการบัญชีไทยมักระบุชื่อว่า “วิธีเข้าก่อน ออกก่อน” ซึ่งหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนและการเคลื่อนย้ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน FEFO คืออะไร ต่างจาก FIFO อย่างไร FEFO คือ หลักการหมดอายุก่อนออกก่อน (First Expired, First Out) หมายถึงสินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดจะต้องถูกหยิบนำไปขายหรือใช้งานก่อน แม้ว่าสินค้านั้นจะเพิ่งรับเข้ามาในคลังทีหลังก็ตาม นิยมใช้กับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และสารเคมี FIFO และ FEFO เป็นหลักการหยิบสินค้า 2 รูปแบบที่มีเกณฑ์ตัดสินต่างกัน โดย FIFO จะพิจารณาจาก “วันที่รับเข้าคลัง” ส่วน FEFO จะพิจารณาจาก “วันหมดอายุ” ทั้งนี้ FEFO เป็นเพียงหลักการบริหารคลังสินค้าทางกายภาพ ไม่ใช่วิธีคิดต้นทุนตามมาตรฐานการบัญชี กิจการจึงสามารถหยิบของจริงแบบ FEFO ควบคู่กับการคำนวณต้นทุนทางบัญชีแบบ FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักได้ ประเด็นเปรียบเทียบ FIFO FEFO ชื่อภาษาอังกฤษเต็ม First In, First Out First Expired, First Out เกณฑ์ตัดสินในการหยิบสินค้า วันที่รับสินค้าเข้าสู่คลังสินค้า วันหมดอายุของสินค้าแต่ละล็อต ความเหมาะสมกับประเภทสินค้า สินค้าทั่วไป อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง สินค้าไม่มีวันหมดอายุ อาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์ การใช้คำนวณต้นทุนทางบัญชี ใช้เป็นวิธีคำนวณต้นทุนตามมาตรฐานบัญชีได้ ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุน เป็นเพียงวิธีจัดคลัง ข้อมูลที่ต้องบันทึกควบคุม วันที่รับสินค้าเข้าคลัง วันที่รับเข้า เลขล็อตผลิต (Lot Number) และวันหมดอายุ ตัวอย่าง FEFO ในคลังสินค้า บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด มีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือ 3 ล็อตในเดือนตุลาคม 2569 ดังนี้ ล็อตสินค้า วันที่รับเข้าคลัง จำนวน (ปี๊บ) ราคาทุนต่อปี๊บ วันหมดอายุ ล็อต A (ยอดยกมา) 1 ต.ค. 200 600 บาท มี.ค. 2570 ล็อต B (ซื้อเข้า) 5 ต.ค. 300 620 บาท พ.ค. 2570 ล็อต C (ซื้อเข้า) 18 ต.ค. 200 650 บาท ม.ค. 2570 ล็อต C แม้จะรับเข้ามาทีหลังสุดในวันที่ 18 ต.ค. แต่กลับมีวันหมดอายุเร็วที่สุดคือเดือน ม.ค. 2570 หากจัดคลังตามวิธี FIFO ล็อต C จะถูกวางไว้ด้านในสุดและเสี่ยงต่อการหมดอายุค้างสต๊อก เมื่อนำหลักการ FEFO มาใช้ เมื่อมีการขายสินค้าในวันที่ 10 ต.ค. จำนวน 350 ปี๊บ คลังจะหยิบล็อต A จำนวน 200 ปี๊บ และล็อต B จำนวน 150 ปี๊บ ต่อมาเมื่อมีการขายในวันที่ 25 ต.ค. จำนวน 250 ปี๊บ คลังจะเลือกหยิบล็อต C ที่ใกล้หมดอายุออกไปก่อนทั้ง 200 ปี๊บ แล้วตามด้วยล็อต B อีก 50 ปี๊บ ทำให้สินค้าคงเหลือในคลังจริงเป็นล็อต B จำนวน 100 ปี๊บที่ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน LIFO คืออะไร ทำไมธุรกิจไทยไม่ใช้คิดต้นทุน LIFO (Last In, First Out) คือ หลักเข้าทีหลังออกก่อน โดยมีสมมติฐานว่าสินค้าล็อตที่จัดซื้อเข้ามาล่าสุดจะถูกตัดเป็นต้นทุนขายออกไปก่อน ส่วนสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังจะเป็นล็อตเก่าที่มีราคาซื้อในอดีต มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) กำหนดวิธีคำนวณต้นทุนที่ยอมรับได้ไว้เพียง 3 วิธี ได้แก่ วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยยกเลิกวิธี LIFO ออกจากมาตรฐาน กิจการในประเทศไทยจึงไม่สามารถใช้วิธี LIFO ในการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีได้ ในภาวะที่ราคาสินค้ามีแนวโน้มสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดในงบแสดงฐานะการเงินเป็นราคาต้นทุนเดิมในอดีตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกิจการ วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือมีกี่วิธี มาตรฐานการบัญชีไทยกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือไว้ 3 วิธีหลัก โดยเลือกใช้ตามลักษณะของสินค้า วิธีคิดต้นทุน หลักการคำนวณ ลักษณะสินค้าที่เหมาะสม วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification) บันทึกตัดต้นทุนตามราคาทุนจริงของสินค้าชิ้นที่ขายออกไป สินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เช่น รถยนต์ อัญมณี งานสั่งทำ หรือเครื่องจักร วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) สมมติให้สินค้าที่จัดซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน ใช้ทดแทนกันได้ และกิจการต้องการติดตามต้นทุนตามรอบล็อตการสั่งซื้อ วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) นำต้นทุนสินค้ารวมทั้งหมดมาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมด สินค้าที่มีปริมาณมาก ราคาซื้อผันผวนบ่อยครั้ง และต้องการต้นทุนต่อหน่วยที่นิ่งสม่ำเสมอ ถัวเฉลี่ย คืออะไร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือ การหาต้นทุนต่อหน่วยโดยนำต้นทุนรวมของสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย หารด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย และนำต้นทุนเฉลี่ยนี้ไปใช้คำนวณทั้งต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือปลายงวด สำหรับกิจการที่บันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory) จะมีการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้ามา เรียกว่าวิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ตัวอย่างคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เทียบถัวเฉลี่ย ใช้ข้อมูลการดำเนินงานของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด ในเดือนตุลาคม 2569 โดยมีสินค้าพร้อมขายรวม 700 ปี๊บ ต้นทุนรวม 436,000 บาท (ล็อต A: 120,000 บาท + ล็อต B: 186,000 บาท + ล็อต C: 130,000 บาท) มีการขายสินค้ารวม 600 ปี๊บ ในราคาขายปี๊บละ 800 บาท คิดเป็นรายได้รวม 480,000 บาท คำนวณแบบ FIFO ทีละรายการขาย วันที่ทำรายการ จำนวนขาย การตัดต้นทุนตามลำดับล็อต (FIFO) ต้นทุนขายรวม 10 ต.ค. ขาย 350 ปี๊บ ตัดล็อต A: 200 ปี๊บ × 600 บาท + ล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท 213,000 บาท 25 ต.ค. ขาย 250 ปี๊บ ตัดล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท + ล็อต C: 100 ปี๊บ × 650 บาท 158,000 บาท รวมทั้งเดือน ขาย 600 ปี๊บ — 371,000 บาท มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดตามวิธี FIFO คือ สินค้าล็อต C ที่เหลือ 100 ปี๊บ × 650 บาท = 65,000 บาท (สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้จาก ต้นทุนรวม 436,000 บาท − ต้นทุนขาย 371,000 บาท = 65,000 บาท) ข้อสังเกตคือ ในคลังสินค้าจริงอาจหยิบของตามวันหมดอายุ (FEFO) แต่การตัดต้นทุนทางบัญชีสามารถตัดตามเกณฑ์ FIFO ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี เนื่องจากสินค้ามีลักษณะเหมือนกันและใช้ทดแทนกันได้ คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ต้นทุนถัวเฉลี่ยต่อปี๊บ = 436,000 บาท ÷ 700 ปี๊บ = 622.86 บาทต่อปี๊บ ต้นทุนขายรวม = 600 ปี๊บ × 622.86 บาท = 373,714.29 บาท และมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด = 100 ปี๊บ × 622.86 บาท = 62,285.71 บาท เทียบผลทั้ง 3 วิธี วิธีคิดต้นทุน ต้นทุนขาย มูลค่าสินค้าคงเหลือ กำไรขั้นต้น FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) 371,000.00 บาท 65,000.00 บาท 109,000.00 บาท ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 373,714.29 บาท 62,285.71 บาท 106,285.71 บาท LIFO (เปรียบเทียบในเชิงทฤษฎี) 376,000.00 บาท 60,000.00 บาท 104,000.00 บาท ในภาวะที่ราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ วิธี FIFO จะให้ต้นทุนขายต่ำที่สุดและแสดงกำไรขั้นต้นสูงที่สุดในตารางนี้ ในขณะที่วิธีถัวเฉลี่ยจะให้ตัวเลขกำไรและต้นทุนที่อยู่ระดับกึ่งกลาง โดยยอดรวมของต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือของทุกวิธียังคงเท่ากับ 436,000 บาทเท่ากันทั้งหมด ทั้งนี้ วิธีราคาเจาะจงไม่ได้นำมาแสดงในตารางเปรียบเทียบ เนื่องจากน้ำมันปาล์มปี๊บเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งมาตรฐานการบัญชี TAS 2 ไม่อนุญาตให้นำวิธีราคาเจาะจงมาใช้กับสินค้าลักษณะนี้ ราคาตลาดลดลงต้องทำอย่างไร ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 กำหนดให้กิจการต้องวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value – NRV) แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า โดย NRV คือราคาขายโดยประมาณหักด้วยต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้ ในทางภาษี ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดให้ตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า เช่น หากราคาตลาดของน้ำมันปาล์มปลายงวดลดลงเหลือปี๊บละ 640 บาท สินค้าคงเหลือ 100 ปี๊บจะต้องตีราคาเป็น 64,000 บาท ศึกษารายละเอียดการบันทึกบัญชีเพิ่มเติมได้ที่บทความ การตีราคาสินค้าคงเหลือ ใช้ FIFO ในคลังสินค้าอย่างไรให้ได้ผล การคำนวณต้นทุนแบบ FIFO สามารถตั้งค่าในโปรแกรมบัญชีได้อัตโนมัติ แต่การจัดคลังสินค้าตามเกณฑ์ FIFO หรือ FEFO ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยระบบหน้างานที่ชัดเจน 5 ขั้นตอน บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด กำหนดนโยบายว่า สินค้าล็อตใดที่มีอายุการเก็บรักษาเหลือน้อยกว่า 60 วัน จะถูกย้ายมาวางไว้ในโซนด้านหน้าและจัดโปรโมชันระบายสินค้าก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายจากสินค้าหมดอายุ เลือกวิธีคิดต้นทุนแบบไหนดี และเปลี่ยนภายหลังได้ไหม การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนควรพิจารณาจากลักษณะการดำเนินธุรกิจและประเภทสินค้าเป็นหลัก เมื่อเลือกใช้วิธีคำนวณต้นทุนใดแล้ว กิจการต้องถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดว่า การเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณราคาทุนจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน จึงไม่สามารถเปลี่ยนวิธีเองได้ตามอำเภอใจ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อแตกต่างของระบบสต๊อกได้ที่บทความ ระบบสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่องและแบบสิ้นงวด และต่อยอดการตั้งราคาได้ที่ วิธีคำนวณต้นทุน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ FIFO และ FEFO สรุป – FIFO หัวใจสำคัญของการจัดการสต๊อกและคำนวณต้นทุนสินค้า FIFO หรือหลักการเข้าก่อนออกก่อน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ได้ทั้งในด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าทางกายภาพเพื่อป้องกันสินค้าเก่าตกค้าง และเป็นวิธีคำนวณต้นทุนขายทางบัญชีที่สะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบัน สำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ธุรกิจสามารถผสานการหยิบของแบบ FEFO เข้ากับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ตัวเลขกำไรและงบการเงินของกิจการมีความถูกต้องและพร้อมสำหรับการวางแผนภาษี เริ่มต้นจัดการสต๊อกตั้งแต่วันนี้ด้วยการสำรวจสินค้าในคลัง จัดหมวดหมู่ล็อตการรับเข้าและวันหมดอายุให้ชัดเจน เพื่อสร้างระบบคลังสินค้าและงานบัญชีที่แม่นยำ ตัดสต๊อกและดูต้นทุนขายจากข้อมูลจริงด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีระบบบริหารจัดการ สต๊อกสินค้า ที่ช่วยตัดสต๊อกอัตโนมัติทันทีเมื่อเปิดบิลขาย พร้อมคำนวณต้นทุนขายและจัดทำ รายงานสินค้าคงเหลือ และ รายงานความเคลื่อนไหวสินค้ารายตัว ให้ผู้ประกอบการตรวจสอบยอดสินค้าจริงกับตัวเลขในระบบได้ตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการควบคุมสต๊อกและต้นทุนสินค้าของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ คู่มือจัดการสต๊อกสินค้า คลังความรู้ในหมวด บทความด้านบัญชี และหมวด บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FIFO ย่อมาจากอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ย่อมาจากคำว่า First In, First Out แปลว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ออกเสียงอ่านว่า ไฟโฟ ในทางบัญชีหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือที่สมมติให้สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ LIFO กับ FIFO ต่างกันอย่างไร FIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อน ส่วน LIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาหลังสุด ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้ต้นทุนขายสูงกว่าและแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือต่ำกว่า ทั้งนี้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยได้ยกเลิกวิธี LIFO แล้ว บัญชีเข้าก่อนออกก่อน คือ FIFO ใช่ไหม ถูกต้อง วิธีเข้าก่อนออกก่อนในภาษาบัญชีไทยคือวิธี FIFO ใช้สำหรับคำนวณต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด โดยถือสมมติฐานว่าสินค้าล็อตแรกถูกจำหน่ายออกไปก่อน หยิบสินค้าแบบ FEFO แต่คิดต้นทุนแบบ FIFO ได้ไหม สามารถทำได้ สำหรับสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจาก FIFO ในทางบัญชีเป็นเพียงสมมติฐานการไหลของต้นทุน ไม่ได้บังคับว่าสินค้าที่หยิบออกไปจริงจะต้องเป็นชิ้นเดียวกับล็อตที่ตัดต้นทุนทางบัญชี เปลี่ยนจาก FIFO เป็นถัวเฉลี่ยได้ไหม ในทางภาษีจะต้องยื่นคำขอและได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) ส่วนในทางบัญชีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีที่ต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน FIFO เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจซื้อมาขายไป ค้าส่ง ค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดียวกันหมุนเวียนหลายล็อต เช่น ธุรกิจอาหาร วัสดุก่อสร้าง อะไหล่ และบรรจุภัณฑ์ โดยสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดควรใช้หลัก FEFO ในการหยิบของควบคู่ไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก