ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท ต่างกันตรงไหน สรุปครบจบ

เจ้าของธุรกิจหลายคนเจอสถานการณ์คล้ายกัน เวลาจะซื้อรถ ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือซื้ออุปกรณ์สำนักงาน แล้วลังเลว่าควรซื้อในนามตัวเอง หรือซื้อในนามบริษัทดีกว่ากัน คำถามนี้ดูเล็ก แต่คำตอบส่งผลต่อเรื่องภาษี การบันทึกบัญชี และกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินโดยตรง บทความนี้จะเปรียบเทียบการซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจริงที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที ซื้อในนามบุคคลกับในนามบริษัท หมายถึงอะไร การซื้อในนามบุคคล คือการซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินโดยใช้ชื่อบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ ใบเสร็จออกในชื่อตัวเอง กรรมสิทธิ์เป็นของคนซื้อ ไม่เกี่ยวกับนิติบุคคลใด การซื้อในนามบริษัท คือการซื้อโดยใช้ชื่อบริษัท หจก. หรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของ ใบกำกับภาษีออกในชื่อบริษัท กรรมสิทธิ์เป็นของนิติบุคคล บริษัทนำไปบันทึกบัญชีและใช้สิทธิทางภาษีได้ ความต่างหลักอยู่ที่ กรรมสิทธิ์เป็นของใคร และใครได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ข้อดีและข้อเสีย ซื้อในนามบุคคลเทียบกับในนามบริษัท ก่อนตัดสินใจ ลองดูตารางเปรียบเทียบแบบกระชับ หัวข้อ ซื้อในนามบุคคล ซื้อในนามบริษัท กรรมสิทธิ์ เป็นของตัวเอง ขายต่อง่าย เป็นของบริษัท ต้องผ่านมติผู้ถือหุ้นหากจะโอน ภาษี VAT ขอคืน VAT ไม่ได้ ขอคืน VAT ได้ (ถ้าจด VAT) หักค่าใช้จ่าย หักค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ บันทึกเป็นรายจ่ายบริษัท ลดฐานภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา ไม่สามารถตัดค่าเสื่อมได้ ตัดค่าเสื่อมราคาได้ตามหลักบัญชี ความซับซ้อน ง่าย ไม่ต้องทำเอกสาร ต้องเตรียมเอกสารบริษัท บันทึกบัญชี ความเสี่ยง ทรัพย์สินแยกจากธุรกิจ ถ้าบริษัทถูกฟ้อง ทรัพย์สินอาจถูกยึด ข้อดีหลักของการซื้อในนามบริษัท – หักเป็นรายจ่ายของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิลดลง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง – ขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ได้ เช่น ซื้อของ 107,000 บาท มี VAT 7,000 บาท ขอคืนได้เต็มจำนวน – บันทึกค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ทำให้มีรายจ่ายทางภาษีต่อเนื่อง ข้อดีหลักของการซื้อในนามบุคคล – ไม่ต้องเตรียมเอกสารบริษัท สะดวกรวดเร็ว – กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง ขายหรือโอนได้อิสระ – ไม่มีปัญหาเรื่องรายจ่ายต้องห้ามหรือการตรวจสอบจากสรรพากร ผลกระทบด้านภาษี ทั้ง VAT ภาษีเงินได้ และรายจ่ายต้องห้าม เรื่องภาษีเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนเลือกซื้อในนามบริษัท ลองดูรายละเอียดแต่ละด้าน ซื้อในนามบริษัท หักภาษีได้อย่างไร เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายหรือบันทึกเป็นทรัพย์สินตามหลักบัญชีได้ ตัวอย่าง บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท (ไม่รวม VAT) จะเกิดสิทธิประโยชน์ 2 ทาง คือ 1. ขอคืน VAT ได้ 2,100 บาท (30,000 x 7%) 2. บันทึกเป็นทรัพย์สินแล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท (อายุการใช้งาน 3 ปี) ซึ่งลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปี หากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท ช่วยประหยัดภาษีได้ปีละ 2,000 บาท ทั้งนี้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร รายจ่ายต้องห้าม คือ ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัท แม้จะจ่ายจริงก็ตาม ถ้าบริษัทนำไปหัก อาจถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังได้ ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อย – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง ค่าท่องเที่ยวส่วนตัว – รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ซื้อของตกแต่งบ้านกรรมการ – รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานครบถ้วน เช่น ไม่มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี – เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการเกินสมควร สิ่งสำคัญที่ SME ต้องจำ คือ ถ้าซื้อของส่วนตัวแล้วเอามาลงบัญชีบริษัท สรรพากรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม และอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมา ตัวอย่างการซื้อของ ในนามบริษัท จากข้อมูลขั้นต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การจัดซื้อในนามบริษัทต้องเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ อาคาร หรือที่ดิน เป็นต้น ทั้งนี้ การซื้อแต่ละประเภทยังให้สิทธิทางภาษีที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างด้านล่าง ซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัทเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุด สิ่งที่ต้องรู้คือ – รถที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท (ไม่รวม VAT) สามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้เต็มจำนวน – รถที่มีราคาเกิน 1 ล้านบาท ตัดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนเกินถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม – ขอคืน VAT ได้เฉพาะรถกระบะ (ไม่ใช่รถเก๋ง) ตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ซื้อเอง) และหลักฐานทางการเงินของบริษัท ซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัท การซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัททำได้ แต่ต้องเป็นการใช้เพื่อกิจการจริง เช่น ซื้อเป็นสำนักงาน โกดังสินค้า หรือหอพักพนักงาน ข้อควรระวังคือ ถ้าซื้อบ้านในนามบริษัทแล้วกรรมการไปอยู่อาศัยเอง สรรพากรอาจถือเป็นผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับ ต้องคำนวณเป็นเงินได้ของกรรมการด้วย ซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ซื้อในนามบริษัทเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะอุปกรณ์สำนักงานใช้ในกิจการชัดเจน บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายได้ (ขึ้นอยู่กับมูลค่า) และขอคืน VAT ได้ ตัวอย่าง ซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ 5,000 บาท ขอคืน VAT ได้ 350 บาท และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทลดฐานภาษีเงินได้อีก สำหรับอุปกรณ์ที่ราคาสูงกว่า เช่น โน้ตบุ๊กราคา 40,000 บาท ควรบันทึกเป็นทรัพย์สินและทยอยตัดค่าเสื่อมราคา 3 ปี เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อจะซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินในนามบริษัท ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนไปติดต่อ ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ หนังสือมอบอำนาจกรณีที่ไม่ได้ซื้อเอง และสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) สำหรับการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ อาจต้องมีรายงานงบการเงินล่าสุดและสำเนาบัญชีเงินฝากของบริษัทด้วย วิธีบันทึกบัญชีเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สิน ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 สินค้ามูลค่าต่ำ (มักใช้เกณฑ์ไม่เกิน 2,000 บาท หรือตามนโยบายบริษัท) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในเดือนที่ซื้อ กรณีที่ 2 ทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ราคาแพง บันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ประเภท อายุการใช้งาน ตัวอย่าง อาคาร 20 ปี สำนักงาน โกดัง เครื่องตกแต่ง 5 ปี เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ 3 ปี โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป รถยนต์ 5 ปี รถกระบะ รถเก๋ง สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ถนัดเรื่องบัญชี การใช้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายและจัดการทรัพย์สินได้สะดวก ไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาเอง สรุป เลือกซื้อในนามไหนดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าซื้อในนามใดดีกว่า เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน – ซื้อในนามบริษัท เหมาะกับ ทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการจริง ต้องการสิทธิหัก VAT และลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล – ซื้อในนามบุคคล เหมาะกับ ของที่ใช้ส่วนตัว ไม่ต้องการยุ่งยากเรื่องเอกสาร หรือต้องการกรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง – กรณีที่ใช้ปนกัน ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ต้องระวังเรื่องรายจ่ายต้องห้าม ปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจจะปลอดภัยที่สุด PEAK ช่วยจัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบ เมื่อตัดสินใจซื้อในนามบริษัทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการบันทึกบัญชีและจัดการเอกสารภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วให้ระบบช่วยทำงานบัญชีแทนคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการซื้อของในนามบุคคลและในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ผ่านยากหรือไม่ การขอสินเชื่อรถในนามบริษัทไม่ได้ยากกว่าในนามบุคคล แต่ไฟแนนซ์จะดูงบการเงินของบริษัท ผลประกอบการ และระยะเวลาที่จดทะเบียนมา บริษัทที่เปิดใหม่ยังไม่มีงบการเงินอาจถูกขอหลักประกันเพิ่มเติม ซื้อของส่วนตัวแล้วเอาเข้าบริษัทได้หรือไม่ ถ้าซื้อของในชื่อส่วนตัวแล้วอยากให้บริษัทเป็นเจ้าของ ทำได้โดยขายหรือโอนให้บริษัท แต่ต้องมีเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ราคาต้องเป็นราคาตลาดที่สมเหตุสมผล และต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย ถ้าโอนโดยไม่มีเอกสาร สรรพากรอาจไม่ยอมรับเป็นรายจ่ายของบริษัท ออกบิลในนามบริษัทต้องทำอย่างไร เมื่อซื้อของในนามบริษัท ให้แจ้งร้านค้าว่าต้องการออกใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท โดยแจ้งชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (13 หลัก) และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ร้านค้าจะออก ใบกำกับภาษี ให้ ซึ่งบริษัทนำไปใช้ขอคืน VAT และบันทึกบัญชีได้ ซื้อรถในนามบริษัท ต้องเปิดมากี่ปี ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าบริษัทต้องเปิดมากี่ปีถึงจะซื้อรถได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ต้องการให้บริษัทมีงบการเงินอย่างน้อย 1 รอบบัญชี เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ บริษัทใหม่ที่ยังไม่มีงบอาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น หรือให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กำไรสะสม คืออะไร ตัวเลขที่บอกความมั่นคงของธุรกิจ

เวลาเปิดงบการเงินของบริษัทสักแห่ง หลายคนมักเลื่อนผ่านบรรทัดที่เขียนว่า Retained Earnings หรือกำไรสะสม ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเลขบรรทัดนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจ่ายปันผล ความพร้อมขยายกิจการ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและนักลงทุน โดยบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกำไรสะสมตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ได้แก่ ผลกระทบต่อเงินปันผลและการวางแผนภาษี กำไรสะสม คืออะไร กำไรสะสม คือ ผลรวมของกำไรสุทธิที่บริษัทเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการ หลังหักเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ตัวเลขนี้แสดงอยู่ในส่วนของเจ้าของ (Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ กำไรที่บริษัทหามาได้แล้วยังไม่ได้แจกจ่ายออกไป ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทสะสมผลกำไรไว้มาก กำไรสะสม ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Retained Earnings บางครั้งอาจเห็นเขียนว่า Accumulated Profits หรือ Earned Surplus ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน กำไรสะสม อยู่หมวดไหนในงบการเงิน กำไรสะสมอยู่ในหมวดส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ได้อยู่ในหมวดสินทรัพย์หรือหนี้สิน จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรสะสมเป็นเงินสดที่เก็บไว้ในบัญชี แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวเลขทางบัญชีที่อาจถูกใช้ไปในรูปของสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ซื้อเครื่องจักร หรือลงทุนขยายสาขา กำไรสะสม เดบิตหรือเครดิต กำไรสะสมเป็นบัญชีฝั่งเครดิต เพราะอยู่ในส่วนของเจ้าของ ถ้ามีกำไร จะบันทึกเครดิตเพิ่ม ถ้ามีขาดทุน จะบันทึกเดบิตลด ประเภทของกำไรสะสม กำไรสะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ประเภท ความหมาย กำไรสะสมจัดสรรแล้ว (Appropriated) ส่วนที่บริษัทกันไว้ตามกฎหมายหรือมติผู้ถือหุ้น เช่น สำรองตามกฎหมาย 5% จ่ายปันผลหรือใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะยกเลิกการจัดสรร กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร (Unappropriated) ส่วนที่เหลือหลังหักจัดสรรแล้ว เป็นส่วนที่บริษัทนำไปจ่ายปันผลหรือใช้ลงทุนต่อได้ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ ตัวเลขที่เห็นในงบมักเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร เพราะไม่ค่อยมีการตั้งสำรองพิเศษ สูตรคำนวณกำไรสะสม กำไรสะสมคำนวณได้จากสูตรนี้ กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่า บริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ กำไรสะสมปลายงวด = 500,000 + 300,000 – 100,000 = 700,000 บาท ตัวเลข 700,000 บาทนี้จะปรากฏในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบบัญชี งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คืออะไร งบกำไรสะสมเป็นรายงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมตลอดรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มจากยอดต้นงวด บวกกำไรสุทธิ หักเงินปันผลจ่าย จนได้ยอดปลายงวด งบนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเห็นภาพว่า กำไรที่หามาได้ถูกนำไปใช้อย่างไร เก็บสะสมไว้เท่าไร และจ่ายออกไปเท่าไร ทำไมคู่ค้า B2B และนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับกำไรสะสม กำไรสะสมเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธุรกิจ บริษัทที่มีกำไรสะสมสูงต่อเนื่องแสดงว่าทำกำไรได้จริง ไม่ได้พึ่งเงินกู้หรือเงินเพิ่มทุนอย่างเดียว กำไรสะสมบอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อคู่ค้า B2B ต้องตัดสินใจให้เครดิตเทอม 30-90 วัน หรือเมื่อนักลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัท สิ่งหนึ่งที่ดูคือกำไรสะสม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีกันชนทางการเงิน (Financial Cushion) มากแค่ไหน ถ้ายอดขายลดลงชั่วคราว บริษัทยังอยู่ได้หรือไม่ กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสัญญาณเชิงบวก ส่วนกำไรสะสมที่ลดลงหรือติดลบ อาจเป็นธงแดงว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์รายหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้เครดิตเทอม 60 วันกับลูกค้าหรือไม่ การเปิดงบแล้วเห็นกำไรสะสมเพิ่มต่อเนื่อง 3 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการดูแค่ยอดขายปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนมักใช้ 2 อัตราส่วนนี้ประกอบการวิเคราะห์ อัตราส่วน สูตร บอกอะไร Retention Ratio (กำไรสุทธิ – เงินปันผล) หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท ยิ่งสูงยิ่งเก็บเงินไว้ขยายธุรกิจมาก Payout Ratio เงินปันผล หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น เป็นตัวเลขกลับกันกับ Retention Ratio กำไรสะสมกับการจ่ายเงินปันผล สิ่งที่ SME ต้องรู้ ไม่ใช่ว่ามีกำไรสะสมแล้วจะจ่ายปันผลได้เลย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทจำกัดจะจ่ายเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไรไม่ได้ และถ้ายังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ก็จ่ายปันผลไม่ได้เช่นกัน เงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรู้ บริษัทจำกัดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนจ่ายปันผล กฎข้อกันสำรอง 5% นี้เป็นเรื่องที่ SME หลายรายมองข้าม ถ้าไม่ทำตาม อาจมีปัญหาในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง กำไรสะสมกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ผู้รับปันผลต้องเสียภาษีเพิ่มเติม จุดนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของ SME ควรวางแผนล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายปันผล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลจ่าย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายปันผล 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 90,000 บาท ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เครดิตภาษีเงินปันผลคำนวณอย่างไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือ สิทธิที่ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) มาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 20% อาจได้เงินคืนจากการใช้เครดิตภาษีนี้ การจะใช้เครดิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ กำไรสะสม ณ วันเลิกกิจการ เมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการ กำไรสะสมที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนที่จ่ายคืนเกินกว่าทุนที่ลงไป ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้ถือหุ้น จุดนี้ SME ที่กำลังคิดจะปิดกิจการควรวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะถ้ากำไรสะสมสูง ภาระภาษีตอนปิดบริษัทก็จะสูงตามไปด้วย สรุป กำไรสะสมไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจ กำไรสะสมบอกได้ทั้งสุขภาพทางการเงิน ความพร้อมจ่ายปันผล และศักยภาพในการขยายกิจการ ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามตัวเลขนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูปีละครั้งตอนปิดงบ PEAK ช่วยติดตามกำไรสะสมได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ดูงบทดลองและรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขกำไรสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสำนักงานบัญชีส่งรายงาน ทำให้ตัดสินใจเรื่องปันผลและการลงทุนได้เร็วขึ้น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Retained Earnings กำไรสะสม กำไรสะสมกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร กำไรสุทธิคือผลกำไรของปีนั้นปีเดียว ส่วนกำไรสะสมคือผลรวมสะสมของกำไรสุทธิทุกปีตั้งแต่เปิดบริษัท หลังหักเงินปันผลที่จ่ายไปแล้ว กำไรสุทธิเป็นรายได้ของงวด กำไรสะสมเป็นรายได้สะสมของทั้งชีวิตบริษัท กำไรสะสมติดลบได้หรือไม่ ได้ ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมมากกว่ากำไรที่เคยทำได้ กำไรสะสมจะเป็นค่าติดลบ (เรียกว่า ขาดทุนสะสม) สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมดก่อน กำไรสะสมสูง แปลว่าบริษัทมีเงินสดเยอะใช่หรือไม่ ไม่จำเป็น กำไรสะสมเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดในมือ บริษัทอาจมีกำไรสะสม 10 ล้านบาท แต่เงินถูกนำไปซื้อเครื่องจักร สต็อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นแล้ว ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กันจึงจะเห็นภาพครบ SME ต้องทำงบกำไรสะสมแยกต่างหากหรือไม่ SME ที่เป็นบริษัทจำกัดต้องมีข้อมูลกำไรสะสมแสดงในงบแสดงฐานะการเงินอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

20 min

เงินทุน คืออะไร แหล่งเงินทุนแต่ละประเภท และผลกระทบภาษี

ผู้ประกอบการ B2B หลายคนเตรียมแผนขยายกิจการไว้แล้ว แต่พอถึงขั้นตอนหาเงินทุนกลับหยุดชะงัก เพราะไม่แน่ใจว่าควรกู้ธนาคาร เพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น หรือหาเงินทุนจากแหล่งอื่น แต่ละทางเลือกส่งผลต่อโครงสร้างภาษีและความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปภาพรวมแหล่งเงินทุนทั้ง 2 ประเภทหลัก ตั้งแต่ Equity ไปจนถึง Debt พร้อมอธิบายผลกระทบทางภาษีและอัตราส่วนการเงินที่สถาบันการเงินและคู่ค้า B2B มักใช้ประเมินก่อนตัดสินใจทำธุรกิจด้วย เงินทุนคืออะไร ทำไมถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ เงินทุน (Capital) หมายถึง ทรัพยากรทางการเงินที่ธุรกิจนำมาใช้ดำเนินงานและขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดที่เจ้าของลงทุนเอง เงินกู้จากธนาคาร หรือเงินจากนักลงทุนภายนอก สำหรับธุรกิจ B2B เงินทุนมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวกว่า B2C ลูกค้าองค์กรอาจมีเครดิตเทอม 30-90 วัน ทำให้ธุรกิจต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับหมุนเวียนระหว่างรอรับชำระ เงินทุนกับทุนจดทะเบียน ต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่างคำว่าเงินทุนกับทุนจดทะเบียน ให้เข้าใจแบบง่ายคือ ทุนจดทะเบียนเป็นตัวเลขที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตอนจัดตั้งบริษัท ส่วนเงินทุนของธุรกิจหมายถึงเงินทั้งหมดที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้ได้จริง ซึ่งรวมทั้งทุนจดทะเบียน กำไรสะสม และเงินกู้ยืม แหล่งเงินทุนมีอะไรบ้าง 2 ประเภทหลักที่ต้องรู้ แหล่งเงินทุนของธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity) และแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt) การเลือกสัดส่วนที่เหมาะสมส่งผลต่อทั้งต้นทุน ภาษี และอำนาจบริหาร แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity Financing) Equity Financing คือ เงินทุนที่ได้มาจากเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น โดยไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ ข้อดีของ Equity คือไม่สร้างภาระหนี้ ธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยทุกเดือน แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหาร แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt Financing) Debt Financing คือ เงินที่กู้ยืมมาและต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด ตัวอย่างเช่น ข้อดีของ Debt คือเจ้าของไม่ต้องเสียสัดส่วนหุ้น ยังคงควบคุมกิจการได้เต็มที่ และดอกเบี้ยสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แหล่งเงินทุนระยะสั้นกับระยะยาว ต่างกันตรงไหน นอกจากแบ่งตาม Equity กับ Debt แล้ว แหล่งเงินทุนยังแบ่งตามระยะเวลาได้อีกด้วย แหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) เหมาะสำหรับหมุนเวียนในกิจการ เช่น ซื้อสินค้ามาขาย จ่ายค่าจ้าง หรือรอลูกค้าจ่ายเงิน ตัวอย่างได้แก่ วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) เครดิตจากคู่ค้า (Trade Credit) และ Factoring ธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอมยาวกับลูกค้า มักต้องพึ่งแหล่งเงินทุนระยะสั้นเพื่อเลี้ยงเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ แหล่งเงินทุนระยะยาว (เกิน 1 ปี) เหมาะสำหรับลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ขยายสาขา หรือซื้อเครื่องจักร ตัวอย่างได้แก่ สินเชื่อธุรกิจระยะยาว สัญญาเช่าทางการเงิน (Financial Lease) และการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น หลักคิดง่าย ๆ คือ สินทรัพย์ระยะสั้นควรใช้เงินทุนระยะสั้น สินทรัพย์ระยะยาวควรใช้เงินทุนระยะยาว ถ้าใช้เงินกู้ระยะสั้นไปซื้อเครื่องจักร อาจเจอปัญหาสภาพคล่องได้ เปรียบเทียบ Debt กับ Equity เลือกแหล่งเงินทุนแบบไหนดี ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ด้าน Debt (กู้ยืม) Equity (ทุนเจ้าของ) ภาระจ่ายคืน ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด ไม่ต้องจ่ายคืน แต่ผู้ถือหุ้นคาดหวังผลตอบแทน ผลต่อภาษี ดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เงินปันผลหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ อำนาจบริหาร เจ้าของยังคุมเต็ม ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียง ความเสี่ยง ถ้ารายได้สะดุด อาจจ่ายหนี้ไม่ทัน ไม่มีภาระหนี้ แต่กำไรต่อหุ้นลดลง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ต้องการเงิน 5 ล้านบาทเพื่อขยายคลังสินค้า ถ้ากู้ธนาคารดอกเบี้ย 6% ต่อปี จะมีต้นทุนดอกเบี้ยปีละ 300,000 บาท แต่สามารถนำดอกเบี้ยไปหักภาษีได้ ช่วยประหยัดภาษีปีละ 60,000 บาท (300,000 คูณ อัตราภาษีนิติบุคคล 20%) ส่วนถ้าเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นใหม่ ไม่มีภาระดอกเบี้ย แต่ต้องแบ่งกำไรและอำนาจบริหารให้ผู้ถือหุ้นใหม่ ผลกระทบของแหล่งเงินทุนต่อโครงสร้างภาษี การเลือกแหล่งเงินทุนไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องต้นทุนเงิน แต่ยังกระทบภาษีที่ต้องจ่ายด้วย ดอกเบี้ยเงินกู้กับสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายทางภาษี เมื่อธุรกิจกู้เงินมาลงทุน ดอกเบี้ยที่จ่ายถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีลดลง เรียกว่า Tax Shield สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 2 ล้านบาท กู้เงินจ่ายดอกเบี้ยปีละ 200,000 บาท กำไรที่ต้องเสียภาษีจะเหลือ 1.8 ล้านบาท ภาษีนิติบุคคล 20% เท่ากับจ่ายภาษี 360,000 บาท แทนที่จะเป็น 400,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 40,000 บาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์เสียภาษีในอัตราขั้นบันได (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) เงินปันผลกับภาระภาษีที่ต้องจ่ายสองรอบ ถ้าธุรกิจใช้ Equity แทนการกู้ เมื่อมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น จะเกิดภาษีซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร 20% ก่อน ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้ง โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปี นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจจำนวนมากเลือกใช้ Debt มากกว่า Equity บางส่วน เพราะดอกเบี้ยช่วยลดภาษีได้ ขณะที่เงินปันผลไม่ช่วย อัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินเงินทุน เมื่อคู่ค้า B2B หรือธนาคารต้องการประเมินว่าธุรกิจมีโครงสร้างเงินทุนแข็งแรงหรือไม่ มักดูอัตราส่วนการเงิน 3 ตัวหลัก อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio) D-to-E Ratio = หนี้สินรวม หารด้วย ส่วนของเจ้าของ ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับทุนเจ้าของ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า หมายความว่าหนี้มากกว่าทุนเจ้าของ 2 เท่า สถาบันการเงินอาจมองว่าเสี่ยง สำหรับธุรกิจ B2B ทั่วไป D-to-E Ratio ที่ 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าส่วนใหญ่ยอมรับได้ อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจมีเงินและทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเพียงพอจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ ค่าที่มากกว่า 1.5 ถือว่าสภาพคล่องดี ถ้าต่ำกว่า 1 หมายความว่าธุรกิจอาจจ่ายหนี้ระยะสั้นไม่ทัน คู่ค้า B2B มักดูตัวเลขนี้ก่อนให้เครดิตเทอม เพราะถ้า Current Ratio ต่ำ โอกาสที่จะได้รับชำระเงินตรงเวลาก็น้อยลง อัตราส่วนความสามารถชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) Interest Coverage Ratio = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) หารด้วย ดอกเบี้ยจ่าย ถ้าค่านี้สูงกว่า 3 เท่า แสดงว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ธนาคารมักกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 1.5-2 เท่าเป็นเงื่อนไขในสัญญาสินเชื่อ ผู้ประกอบการสามารถดูอัตราส่วนเหล่านี้ได้จากงบการเงินของธุรกิจ การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้ข้อมูลการเงินอัปเดตแบบ real-time ทำให้ติดตามอัตราส่วนเหล่านี้ได้ทันท่วงที วิธีหาเงินทุนสำหรับธุรกิจ B2B ขั้นตอนจัดหาเงินทุนจริง สินเชื่อธุรกิจจากธนาคารพาณิชย์ ช่องทางที่นิยมที่สุดสำหรับ SME ไทย ธนาคารส่วนใหญ่เปิดให้ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจโดยเตรียมเอกสารหลัก ได้แก่ งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี หนังสือรับรองบริษัท แผนธุรกิจ และ Statement บัญชีธนาคาร เคล็ดลับสำคัญคือ จัดเตรียมงบการเงินให้ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ธนาคารจะพิจารณาจาก D-to-E Ratio และ Current Ratio เป็นหลัก ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบมักได้รับอนุมัติเร็วกว่า แหล่งเงินทุนจากภาครัฐ ภาครัฐมีหลายหน่วยงานที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SME เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ที่มีสินเชื่อเพื่อ SME หลายโครงการ รวมถึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังมีกองทุนและโครงการสนับสนุนเงินทุนสำหรับ SME อีกหลายรูปแบบ (ข้อมูลจาก sme.go.th) Angel Investor, Venture Capital, Private Equity สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อ scale อย่างรวดเร็ว การระดมทุนจากนักลงทุนอาจเหมาะกว่าการกู้ธนาคาร Crowdfunding และสินเชื่อระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer Lending) ทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น สำนักงาน กลต. กำกับดูแล Crowdfunding Portal ในไทย ทำให้ SME สามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้อย่างถูกกฎหมาย (ข้อมูลจาก sec.or.th) ส่วน Peer-to-Peer Lending เป็นแพลตฟอร์มที่จับคู่ผู้กู้กับผู้ให้กู้โดยตรง อัตราดอกเบี้ยอาจต่ำกว่าธนาคาร แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจ สรุป วางแผนเงินทุนให้ธุรกิจ B2B เติบโตได้อย่างมั่นคง การเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมไม่ได้ดูแค่ว่าได้เงินมาหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาทั้งต้นทุนทางการเงิน ผลกระทบทางภาษี และผลต่ออัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าใช้ตัดสินใจ Debt ช่วยเรื่อง Tax Shield แต่สร้างภาระจ่ายคืน Equity ลดความเสี่ยงหนี้สิน แต่อาจเจือจางอำนาจบริหาร ธุรกิจที่ดีมักผสมทั้งสองแหล่งในสัดส่วนที่เหมาะกับขนาดและช่วงเวลาของตัวเอง จัดการบัญชีให้พร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเลือกแหล่งเงินทุนแบบไหน สิ่งที่สถาบันการเงินและคู่ค้าต้องการเห็นก่อนคืองบการเงินที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางธุรกิจ และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้เตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือนำเสนอนักลงทุนได้อย่างมั่นใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ ทดลองใช้ฟรี ต้องการดูภาพรวมสุขภาพการเงินธุรกิจแบบ real-time ลองใช้ PEAK Board แดชบอร์ดวิเคราะห์ธุรกิจที่ช่วยให้เห็นอัตราส่วนการเงินสำคัญได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินทุนธุรกิจ แหล่งเงินทุนมีกี่ประเภท แหล่งเงินทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Equity (ทุนจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น) และ Debt (เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือแหล่งอื่น) นอกจากนี้ยังแบ่งตามระยะเวลาได้เป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) และระยะยาว (เกิน 1 ปี) ธุรกิจ B2B ควรใช้ Debt หรือ Equity มากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ธุรกิจ B2B ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและต้องการรักษาอำนาจบริหารเต็มที่ มักเลือก Debt เป็นหลัก เพราะได้ประโยชน์จากการหักดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ส่วนธุรกิจที่อยู่ในช่วงขยายตัวเร็วและยังไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอ อาจเลือก Equity เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจ่ายหนี้ สถาบันการเงินดูอะไรก่อนอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ ปัจจัยหลักที่ธนาคารพิจารณาคือ งบการเงินย้อนหลัง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D-to-E Ratio) อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ประวัติการชำระหนี้ แผนธุรกิจ และหลักทรัพย์ค้ำประกัน การจัดทำบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติ เงินปันผลต้องเสียภาษีกี่ครั้ง เงินปันผลมีภาระภาษี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร (ปัจจุบัน 20%) ก่อนจ่ายปันผล ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) D-to-E Ratio เท่าไรถึงเรียกว่าเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม โดยทั่วไปธุรกิจ B2B ที่ D-to-E Ratio อยู่ระหว่าง 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าและสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยอมรับได้ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า อาจต้องพิจารณาลดหนี้หรือเพิ่มทุนเจ้าของ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

ใบหุ้น คืออะไร ใช้ทำอะไร ออกอย่างไรให้ถูกต้อง

เจ้าของธุรกิจหลายคนจดทะเบียนบริษัทเสร็จ แต่ไม่เคยเปิดดูใบหุ้นของตัวเองเลยสักครั้ง จนกระทั่งวันที่นักลงทุนหรือคู่ค้ารายใหญ่ขอดูเอกสารหุ้นของบริษัท ตอนนั้นแหละที่เพิ่งรู้ว่าเอกสารฉบับนี้สำคัญกว่าที่คิด ใบหุ้นเป็นเอกสารที่บริษัทจำกัดออกให้ผู้ถือหุ้น เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของและจำนวนหุ้นที่ถือ ตามที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ โดยบทความนี้จะพาคุณเข้าใจครบทุกมิติ ตั้งแต่ความหมาย องค์ประกอบ ขั้นตอนการออก ไปจนถึงมุมที่หลายคนมองข้าม คือทำไมนักลงทุนและคู่ค้า B2B ถึงต้องขอดูเอกสารนี้ก่อนร่วมธุรกิจ ใบหุ้นคืออะไร ทำไมบริษัทต้องมี ใบหุ้น (Share Certificate) คือเอกสารที่บริษัทจำกัดออกให้ผู้ถือหุ้น เพื่อยืนยันว่าถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1128 กำหนดให้บริษัทจำกัดต้องออกเอกสารนี้ให้ผู้ถือหุ้นทุกคน ถ้าเปรียบให้เข้าใจง่าย เอกสารนี้ก็เหมือนโฉนดที่ดิน โฉนดยืนยันว่าคุณเป็นเจ้าของที่ดินแปลงไหน ส่วนเอกสารหุ้นก็ยืนยันว่าคุณมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัทเท่าไร ถ้าบริษัทไม่ออกเอกสารนี้ อาจเกิดปัญหาหลายด้าน เช่น พิสูจน์ความเป็นเจ้าของไม่ได้ เกิดข้อพิพาทเรื่องสัดส่วน หรือมีปัญหาตอนโอนหุ้นให้คนอื่น หุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิ ต่างกันตรงไหน หุ้นสามัญ คือหุ้นที่ให้สิทธิพื้นฐานทั่วไป เช่น สิทธิออกเสียงในที่ประชุมและรับเงินปันผลส่วนหุ้นบุริมสิทธิให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น ได้รับเงินปันผลก่อน ในเอกสารหุ้นต้องระบุชนิดให้ชัด เพราะสิทธิที่ได้รับแตกต่างกัน องค์ประกอบของใบหุ้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย เอกสารที่ถูกต้องต้องมีรายละเอียดครบตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1128 ถ้าขาดรายละเอียดสำคัญ อาจถูกโต้แย้งได้ในอนาคต Checklist สิ่งที่ต้องระบุ รายการ ทำไมต้องมี ชื่อบริษัท ระบุว่าเป็นหุ้นของบริษัทไหน เลขทะเบียนบริษัท ใช้อ้างอิงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จำนวนทุนจดทะเบียนและจำนวนหุ้นทั้งหมด บอกขนาดบริษัท มูลค่าหุ้น (ราคาพาร์) ระบุมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น ชื่อผู้ถือหุ้น ระบุว่าใครเป็นเจ้าของ จำนวนหุ้นที่ถือ บอกสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เลขหมายใบหุ้น ใช้อ้างอิงในการโอนหุ้น วันที่ออก บอกวันที่เอกสารเริ่มมีผล ลายเซ็นกรรมการ (อย่างน้อย 1 คน) ยืนยันว่าบริษัทออกให้จริง ตราประทับบริษัท (ถ้ามี) เพิ่มความน่าเชื่อถือ สิ่งที่หลายคนลืม คือต้องติดอากรแสตมป์ตามที่กรมสรรพากรกำหนดด้วย ถ้าไม่ติดอาจทำให้เอกสารไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ขั้นตอนการออกใบหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย การออกเอกสารหุ้นไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ครบตามลำดับ เพื่อให้มีผลทางกฎหมายและใช้อ้างอิงได้จริง การออกครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท หลังจดทะเบียนบริษัทจำกัดที่ DBD เรียบร้อยแล้ว กรรมการต้องออกเอกสารหุ้นให้ผู้ถือหุ้นทุกคนภายใน 2 เดือน อากรแสตมป์ ติดเท่าไร ซื้อที่ไหน ตามประมวลรัษฎากร ต้องติดอากรแสตมป์ 5 บาทต่อ 1 ฉบับ ไม่ว่ามูลค่าหุ้นจะเท่าไร ซื้ออากรแสตมป์ได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือร้านเครื่องเขียนทั่วไป ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีผู้ถือหุ้น 3 คน ก็ต้องติดอากร 3 ดวง รวม 15 บาท ถ้าไม่ติดอากร เอกสารอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ การบันทึกบัญชีหลังออกเอกสารหุ้น เมื่อออกเอกสารแล้ว ต้องบันทึกทุนจดทะเบียนในงบการเงินด้วย วิธีบันทึก คือ เดบิต: เงินฝากธนาคาร และเครดิต: ทุนจดทะเบียน-หุ้นสามัญ ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จดทะเบียนทุน 1 ล้านบาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาทเมื่อชำระค่าหุ้นครบ บัญชีจะบันทึกทุนเรียกชำระแล้ว 1 ล้านบาทเข้าส่วนของผู้ถือหุ้น ใบหุ้นกับ Due Diligence ทำไมนักลงทุนและคู่ค้า B2B ต้องขอดู นี่คือมุมที่หลายคนมองข้าม เอกสารหุ้นไม่ได้มีไว้เก็บในลิ้นชักเฉยๆ แต่เป็นเอกสารชุดแรกที่นักลงทุนหรือคู่ค้ารายใหญ่ขอดูก่อนตัดสินใจร่วมธุรกิจ เมื่อบริษัทต้องการระดมทุน เปิดรับนักลงทุนใหม่ หรือเข้าร่วมเป็น supplier ของบริษัทขนาดใหญ่ สิ่งที่อีกฝ่ายจะทำคือ Due Diligence (การตรวจสอบสถานะบริษัท)เอกสารหุ้นเป็นหลักฐานที่บอกว่าใครถือหุ้นเท่าไร และมีอำนาจตัดสินใจแค่ไหน เอกสารที่นักลงทุนขอดูก่อนร่วมลงทุน เอกสาร ทำไมนักลงทุนต้องดู ใบหุ้น + สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ยืนยันสัดส่วนผู้ถือหุ้นจริง ตรวจว่าไม่มีข้อพิพาท หนังสือรับรองบริษัท (DBD) ยืนยันสถานะนิติบุคคล งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี ดูผลประกอบการและฐานะการเงิน รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ตรวจมติสำคัญ เช่น การเพิ่มทุน สัญญาสำคัญ (ถ้ามี) ดูภาระผูกพันและความเสี่ยง สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย คือ ผู้ประกอบการเตรียมเอกสารได้หมดทุกอย่าง แต่กลับหาเอกสารหุ้นไม่เจอ หรือข้อมูลไม่ตรงกับ บอจ.5 ที่ส่ง DBD ทำให้ขั้นตอน Due Diligence สะดุด และนักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่น เอกสารที่คู่ค้า B2B ขอตรวจสอบเครดิตบริษัท ไม่ใช่แค่นักลงทุน คู่ค้าที่ต้องการทำสัญญาระยะยาวหรือให้เครดิตเทอมก็มักขอเอกสารหุ้นเช่นกัน เพราะต้องการตรวจสอบว่าบริษัทมีผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือ โครงสร้างทุนมั่นคง และไม่มีข้อพิพาท คำแนะนำ จัดเก็บให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก เก็บสำเนาดิจิทัลคู่กับต้นฉบับ อัปเดตสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เอกสารคู่กับใบหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือเอกสารที่บริษัทจัดทำไว้ที่สำนักงานใหญ่ บันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด จำนวนหุ้น วันที่ได้หุ้น และประวัติการโอน ข้อมูลในสมุดทะเบียนต้องตรงกับเอกสารหุ้นที่ออกให้เสมอถ้าไม่ตรง จะเกิดปัญหาตอน Due Diligence หรือตอนยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ให้ DBD ตัวอย่างสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนจะบันทึกข้อมูลเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน จำนวนหุ้นที่ถือ เลขหมายเอกสาร วันที่ได้หุ้น และวันที่โอน (ถ้ามี) ทุกครั้งที่มีการโอนหุ้น บริษัทต้องอัปเดตสมุดทะเบียนทันที และออกเอกสารหุ้นฉบับใหม่ให้ผู้รับโอน ใบหุ้นหาย ทำอย่างไร ถ้าเอกสารหุ้นหาย ไม่ต้องตกใจ เพราะขอออกฉบับใหม่ทดแทนได้ การเก็บสำเนาดิจิทัลทุกฉบับจะช่วยลดปัญหาสูญหาย PEAK ช่วยคุณจัดเก็บเอกสารบริษัทแบบ Cloud ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารหาย สรุป ใบหุ้นสำคัญกว่าที่คิด เพราะเป็นรากฐานความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เอกสารหุ้นไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่กฎหมายบังคับให้มี แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุน การเจรจากับคู่ค้า หรือการตรวจสอบเครดิตบริษัท จัดการเอกสารหุ้นอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก แล้วคุณจะพร้อมสำหรับทุกโอกาสที่เข้ามา จัดการเอกสารบริษัทและบัญชีให้ครบ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสารทางการเงิน รายรับ-รายจ่าย และงบการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อม AI ที่ช่วยลดงานซ้ำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับใบหุ้น ใบหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Share Certificate ใช้เป็นเอกสารยืนยันการถือหุ้นในบริษัทจำกัด เช่นเดียวกับในไทย แบบฟอร์มใบหุ้น ซื้อได้ที่ไหน แบบฟอร์มสำเร็จรูปซื้อได้ที่ร้านเครื่องเขียนทั่วไปหรือร้านอุปกรณ์สำนักงาน จัดทำเองด้วย Word หรือ Excel ก็ได้ ขอให้มีรายละเอียดครบตามกฎหมาย เอกสารหุ้นกับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่างกันอย่างไร เอกสารหุ้นเป็นสิ่งที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนเก็บไว้ ส่วน บอจ.5 เป็นเอกสารที่ยื่นต่อ DBD เพื่อแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด ข้อมูลทั้งสองส่วนต้องตรงกัน ใบหุ้น มีกี่ประเภท แบ่งตามชนิดหุ้น ได้แก่ หุ้นสามัญ (Ordinary Share) และหุ้นบุริมสิทธิ (Preference Share) บริษัทส่วนใหญ่ออกเฉพาะหุ้นสามัญ ส่วนหุ้นบุริมสิทธิใช้เมื่อต้องการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม โอนหุ้นต้องทำอย่างไร ต้องทำตราสารการโอนหุ้น มีลายเซ็นผู้โอนและผู้รับโอน พร้อมพยาน 1 คน จากนั้นบริษัทจะยกเลิกเอกสารเดิม ออกฉบับใหม่ให้ผู้รับโอน อัปเดตสมุดทะเบียน ตราสารการโอนติดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของราคาหุ้นที่โอน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Customer Segmentation กลยุทธ์แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B เพื่อการบริหารธุรกิจ

ธุรกิจที่มีลูกค้าองค์กรหลายราย มักให้เครดิตเทอมกับลูกค้าทุกราย แต่ลูกค้าอาจชำระเร็ว-ช้าไม่เท่ากัน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงหนี้เสียมากขึ้น โดยหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การจัดกลุ่มลูกค้า หรือ Customer Segmentation เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม โดยในบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจ Segmentation ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีนำไปใช้แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B กำหนดเครดิตเทอม และบริหารบัญชีลูกหนี้อย่างเป็นระบบ Segmentation คืออะไร Customer Segmentation หรือ Market Segmentation คือ การแบ่งตลาดหรือฐานลูกค้าออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีลักษณะร่วมกัน ธุรกิจจะได้ออกแบบกลยุทธ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่มได้แม่นยำขึ้น การทำ Segmentation ช่วยให้ธุรกิจจัดสรรทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น ทีมขายรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีโอกาสปิดการขายสูง ฝ่ายบัญชีรู้ว่ากลุ่มไหนเสี่ยงค้างชำระ ส่วนผู้บริหารก็วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำกว่าเดิม ทำไม Segmentation ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่ม มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน การให้บริการแบบเดียวกันทุกรายจึงไม่ใช่ทางออกที่ดี เมื่อทีมขายมีทรัพยากรจำกัด การเลือกลงแรงกับกลุ่มลูกค้าที่สร้างกำไรได้สูงสุดก่อนจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่า และลดเวลาที่เสียไปกับลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายไป นอกจากนี้ยังช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้ดีขึ้น เพราะเมื่อรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีประวัติชำระดีหรือไม่ดี ก็สามารถกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ต้น ประเภทของ Segmentation มีอะไรบ้าง (4 ประเภทหลัก) การแบ่งกลุ่มลูกค้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้ Demographic Segmentation – แบ่งตามลักษณะประชากร สำหรับ B2C จะใช้ อายุ เพศ รายได้ อาชีพ แต่สำหรับ B2B จะใช้สิ่งที่เรียกว่า Firmographics แทน ได้แก่ ขนาดบริษัท จำนวนพนักงาน ทุนจดทะเบียน และรายได้ต่อปี Geographic Segmentation – แบ่งตามพื้นที่ แบ่งลูกค้าตามภูมิภาค จังหวัด หรือเขตเมืองกับชนบท สำหรับ SME ไทยมักใช้เกณฑ์นี้ในการแบ่งโซนจัดส่งหรือสาขาขาย เช่น ลูกค้ากรุงเทพฯ กับลูกค้าต่างจังหวัดอาจมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่างกัน Psychographic Segmentation – แบ่งตามหลักจิตวิทยา ดูที่ค่านิยม ทัศนคติ และไลฟ์สไตล์ สำหรับลูกค้า B2B จะดูที่วัฒนธรรมองค์กร เช่น บางบริษัทเน้นราคาถูก ขณะที่บางบริษัทเน้นคุณภาพและยอมจ่ายแพงกว่า Behavioral Segmentation – แบ่งตามพฤติกรรม เป็นเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B เพราะดูจากข้อมูลที่จับต้องได้ เช่น ความถี่ในการสั่งซื้อ มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย และประวัติการชำระเงิน เกณฑ์เหล่านี้เป็นรากฐานของการแบ่ง Tier ลูกค้าที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป STP คืออะไร – จาก Segmentation สู่การเลือกกลุ่มเป้าหมาย STP Model คือกรอบแนวคิดทางการตลาดที่ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ขั้นตอน ความหมาย Segmentation แบ่งกลุ่มลูกค้าตามเกณฑ์ Targeting เลือกกลุ่มที่จะโฟกัส Positioning วางตำแหน่งสินค้าหรือบริการให้ตรงกับกลุ่มที่เลือก สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ STP ไม่ได้ใช้แค่ในงาน Marketing เท่านั้น ธุรกิจ B2B สามารถใช้ STP ในการจัดลำดับความสำคัญของ Sales Pipeline รวมถึงกำหนดเงื่อนไขทางการเงินที่ต่างกันในแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป Customer Segmentation สำหรับ B2B – วิธีแบ่งกลุ่มลูกค้าองค์กร การแบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ต่างจาก B2C ตรงที่ต้องดูข้อมูลเชิงธุรกิจแทนข้อมูลส่วนบุคคล เกณฑ์แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ที่นิยมใช้ เกณฑ์ ทำไมต้องดู มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย บอกว่าลูกค้ารายนี้สร้างรายได้ให้เท่าไร ความถี่ในการสั่งซื้อ บอกว่าลูกค้ารายนี้มีความสม่ำเสมอแค่ไหน ประวัติการชำระเงิน บอกว่าลูกค้ารายนี้มีวินัยทางการเงินหรือไม่ อุตสาหกรรม บอกว่าลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ในธุรกิจที่เติบโตหรือหดตัว ระยะเวลาเป็นลูกค้า บอกว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่าที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว การแบ่ง 3 กลุ่มลูกค้า B2B แบบ Tier A, B, C สมมติว่า บริษัท สมาร์ท ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์สำนักงาน มีลูกค้าองค์กรกว่า 80 ราย สามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ กลุ่ม ลักษณะ จำนวนลูกค้า Tier A สั่งซื้อเกิน 500,000 บาทต่อเดือน สั่งทุกสัปดาห์ จ่ายตรงเวลาเสมอ ประมาณ 10 ราย Tier B สั่งซื้อ 100,000-500,000 บาทต่อเดือน สั่งทุก 2 สัปดาห์ จ่ายตรงเวลาเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 25 ราย Tier C สั่งซื้อต่ำกว่า 100,000 บาทต่อเดือน สั่งไม่สม่ำเสมอ เคยค้างชำระ ประมาณ 45 ราย Tier A มีจำนวนน้อยที่สุด แต่สร้างรายได้มากที่สุดให้ธุรกิจ ในขณะที่ Tier C มีจำนวนมากแต่มีความเสี่ยงสูง วิธีกำหนดเครดิตเทอมตามกลุ่มลูกค้า เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญคือการกำหนดเงื่อนไขการขายที่ต่างกัน โดยเฉพาะเครดิตเทอม (Credit Term) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ให้ลูกค้าชำระเงินหลังรับสินค้า การให้เครดิตเทอมเท่ากันทุกรายเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น เพราะลูกค้า Tier A ที่จ่ายตรงเวลาสมควรได้เงื่อนไขที่ดีกว่า ขณะที่ลูกค้า Tier C ที่เคยค้างชำระควรมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า ตารางเครดิตเทอมแยกตาม Tier กลุ่ม เครดิตเทอม วงเงินสินเชื่อ Tier A 60 วัน (ลด 2% ถ้าจ่ายใน 15 วัน) 1,000,000 บาท Tier B 30 วัน 300,000 บาท Tier C ชำระทันทีหรือ 15 วัน (มัดจำ 30%) 50,000 บาท วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจรักษาลูกค้าที่ดี พร้อมลดความเสี่ยงจากลูกค้าที่มีพฤติกรรมชำระไม่ตรงเวลา บริหารบัญชีลูกหนี้ตามกลุ่มลูกค้า (Accounts Receivable Management) Segmentation ไม่ได้มีประโยชน์แค่ฝ่ายขาย แต่ช่วยฝ่ายบัญชีบริหารลูกหนี้การค้าได้อย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละกลุ่ม ด้วย Aging Analysis Aging Analysis คือ การจัดกลุ่มลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ เมื่อนำมาวิเคราะห์แยกตาม Tier จะเห็นภาพชัดเจนว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยงสูง ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) พบว่า เทคนิคลดหนี้เสียด้วยข้อมูล Segmentation เมื่อรู้ว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยง ก็สามารถวางแผนรับมือล่วงหน้าได้ อาทิ การตั้งระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติก่อนครบกำหนดชำระ 7 วัน เพราะลูกค้าหลายรายไม่ได้ตั้งใจค้างชำระ แต่ลืมหรือเอกสารตกหล่น การแจ้งเตือนช่วยลดปัญหานี้ได้ทันที ปรับเครดิตเทอมตามประวัติการชำระ เพราะลูกค้าที่เคยจ่ายตรงเวลาต่อเนื่อง 6 เดือนอาจเลื่อนขึ้นจาก Tier C เป็น Tier B ได้ ในทางกลับกัน ลูกค้าที่เริ่มค้างชำระบ่อยก็ควรถูกปรับลดเครดิตเทอมลง และอาจให้ส่วนลดสำหรับการชำระก่อนกำหนด เพราะส่วนลด 1-2% อาจดูเป็นต้นทุนเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของการติดตามหนี้และความเสี่ยงหนี้เสีย ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก สรุป Segmentation ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ช่วยจัดการเงินของธุรกิจได้จริง Segmentation เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้มากกว่าแค่งาน Marketing สำหรับธุรกิจ B2B การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามมูลค่า ความถี่ และประวัติการชำระ ช่วยให้วางกลยุทธ์การขาย กำหนดเครดิตเทอม และบริหารบัญชีลูกหนี้ได้อย่างเป็นระบบ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น สามารถใช้ Spreadsheet แบ่งกลุ่มลูกค้าและติดตามยอดค้างชำระได้ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมีลูกค้ามากขึ้น การจัดการด้วยมือจะเริ่มมีข้อผิดพลาด ยกระดับการจัดการลูกค้าและบัญชีลูกหนี้ไปกับ PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้ SME จัดการเอกสารขาย ติดตามลูกหนี้ และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ประกอบกับ โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจ PEAK Board ที่แสดง Dashboard แบบ Real-Time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมลูกหนี้แยกตามกลุ่มได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Segmentation Segmentation กับ Targeting ต่างกันตรงไหน Segmentation คือขั้นตอนแบ่งลูกค้าทั้งหมดออกเป็นกลุ่มย่อย ส่วน Targeting คือขั้นตอนเลือกว่าจะโฟกัสกลุ่มไหนเป็นหลัก พูดง่ายๆ คือ Segmentation แบ่งก่อน แล้ว Targeting เลือกทีหลัง ธุรกิจขนาดเล็กต้องทำ Segmentation ด้วยหรือไม่ ต้องทำ แม้จะมีลูกค้าแค่ 10-20 ราย เพราะการรู้ว่าลูกค้ารายไหนสร้างรายได้มากที่สุดและรายไหนมีความเสี่ยงค้างชำระ ช่วยให้จัดสรรเวลาและทรัพยากรได้ดีขึ้น ลูกค้ากี่กลุ่มถึงจะเหมาะสม ไม่มีจำนวนตายตัว แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำ 2-4 กลุ่มก่อน เพราะถ้าแบ่งมากเกินไปจะจัดการยาก ขณะที่แบ่งน้อยเกินไปก็จะไม่เห็นความแตกต่าง Segmentation ช่วยบริหารบัญชีลูกหนี้ได้อย่างไร เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าตามประวัติการชำระและมูลค่าสั่งซื้อ จะทำให้กำหนดเครดิตเทอมที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มได้ ลูกค้ากลุ่มที่จ่ายตรงเวลาได้เครดิตเทอมยาวกว่า ลูกค้ากลุ่มที่เสี่ยงได้เครดิตเทอมสั้นหรือต้องจ่ายทันที วิธีนี้ลดหนี้เสียตั้งแต่ต้นทาง แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ใช้เกณฑ์อะไรบ้าง เกณฑ์หลักที่นิยมใช้ ได้แก่ มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย ความถี่ในการสั่งซื้อ ประวัติการชำระเงิน อุตสาหกรรมที่ลูกค้าอยู่ และระยะเวลาที่เป็นลูกค้า เกณฑ์เหล่านี้ช่วยให้แบ่ง Tier ได้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

Current Ratio คืออะไร ตัวเลขที่คู่ค้าและธนาคารดูก่อนปล่อยกู้

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบาง Supplier ให้เครดิตเทอม 60 วันอย่างง่ายดาย แต่บาง Supplier ยืนยันจะรับแค่เงินสด คำตอบมักอยู่ที่ตัวเลขตัวเดียวในงบการเงินของคุณ นั่นคือ Current Ratio หรืออัตราส่วนสภาพคล่อง Current Ratio คืออัตราส่วนทางการเงินที่บอกว่าธุรกิจมีสินทรัพย์ระยะสั้นเพียงพอจะจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ เป็นตัวเลขแรก ๆ ที่คู่ค้า B2B และสถาบันการเงินใช้ประเมินก่อนให้เครดิตหรือปล่อยกู้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตรคำนวณ ค่าที่เหมาะสมแยกตามอุตสาหกรรม รวมถึงวิธีปรับปรุงตัวเลขนี้ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น Current Ratio คืออะไร Current Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่อง หรืออัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน) คืออัตราส่วนที่วัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายหนี้สินระยะสั้นด้วยสินทรัพย์ระยะสั้น ยิ่งค่าสูง ธุรกิจยิ่งมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 12 เดือน พูดให้เข้าใจง่าย ๆ สมมุติคุณมีเงินสด สินค้าในคลัง และลูกหนี้ที่เก็บได้เร็ว รวมกัน 2 ล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ต้องจ่ายภายในปีนี้มี 1 ล้านบาท Current Ratio ของคุณก็เท่ากับ 2.0 เท่า คุณมีของพร้อมจ่ายเป็นสองเท่าของหนี้ สูตร Current Ratio และวิธีคำนวณ สูตร Current Ratio คำนวณง่ายมาก เพียงนำ สินทรัพย์หมุนเวียน มาหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน จากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) สูตร: Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) คือภาระที่ต้องจ่ายภายใน 12 เดือน ได้แก่ ตัวอย่างการคำนวณ Current Ratio สำหรับ SME ไทย สมมุติ บริษัท สมศรี เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลในงบดุลดังนี้ รายการ จำนวน (บาท) เงินสด 500,000 ลูกหนี้การค้า 800,000 สินค้าคงเหลือ 700,000 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 เจ้าหนี้การค้า 600,000 เงินกู้ระยะสั้น 400,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,200,000 Current Ratio = 2,000,000 หารด้วย 1,200,000 = 1.67 เท่า หมายความว่าทุก ๆ 1 บาทที่ต้องจ่าย บริษัทมีสินทรัพย์ระยะสั้นรองรับ 1.67 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี Current Ratio เท่าไหร่ถึงจะดี (แยกตามอุตสาหกรรม) โดยทั่วไป Current Ratio ที่ดีควรมีค่ามากกว่า 1.0 เท่า เพราะหมายความว่าธุรกิจมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน แต่ค่าที่เหมาะสมจริง ๆ ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ค่า Current Ratio ที่เหมาะสม เหตุผล ค้าปลีก/ค้าส่ง 1.2 – 1.8 เท่า สินค้าหมุนเวียนเร็ว เก็บเงินสดได้เร็ว ผลิต/โรงงาน 1.5 – 2.5 เท่า ต้องสำรองวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต บริการ 1.0 – 1.5 เท่า ไม่มีสินค้าคงคลัง ต้นทุนหลักคือค่าแรง ก่อสร้าง 1.2 – 2.0 เท่า เก็บเงินตามงวดงาน มีต้นทุนวัสดุสูง อีคอมเมิร์ซ 1.0 – 1.5 เท่า เก็บเงินสดทันที แต่ต้องสำรองสินค้า ข้อมูลเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป ธุรกิจควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อประเมินตำแหน่งของตัวเอง Current Ratio ต่ำกว่า 1 หมายความว่าอะไร ค่าต่ำกว่า 1.0 เท่า หมายความว่าธุรกิจมีหนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ระยะสั้น พูดง่าย ๆ คือเงินไม่พอจ่ายหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ทั้งคู่ค้าและธนาคารจับตามอง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะล้มละลายทันที บางธุรกิจเช่นซูเปอร์มาร์เก็ต มี Current Ratio ต่ำกว่า 1 เป็นปกติ เพราะเก็บเงินสดจากลูกค้าทันทีแต่จ่าย Supplier ทีหลัง กระแสเงินสดจึงยังไหลเวียนได้ Current Ratio สูงเกินไปก็ไม่ดี หลายคนเข้าใจว่ายิ่งสูงยิ่งดี แต่ค่าที่สูงเกิน 3.0 เท่าอาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจใช้ทรัพยากรไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจเก็บเงินสดไว้มากเกินไปโดยไม่ลงทุนขยายธุรกิจ มีสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก หรือปล่อยลูกหนี้ค้างนาน ในสายตานักลงทุนและสถาบันการเงิน ค่าที่สูงมากอาจตีความได้ว่าผู้บริหารไม่ได้บริหารเงินทุนหมุนเวียนให้ทำงานเต็มที่ ทำไมคู่ค้า B2B ถึงดู Current Ratio ก่อนให้เครดิตเทอม เมื่อ Supplier จะให้เครดิตเทอมกับลูกค้า สิ่งแรกที่ต้องประเมินคือ ลูกค้ารายนี้จะจ่ายเงินได้ตรงเวลาหรือเปล่า Current Ratio ตอบคำถามนี้ได้ตรงที่สุด เพราะแสดงว่าธุรกิจมีเงินพร้อมจ่ายภายในรอบบัญชีมากน้อยแค่ไหน ในธุรกิจ B2B ที่มีการซื้อขายด้วยเครดิตเทอม 30-90 วัน Supplier มักขอดูงบการเงินก่อนอนุมัติเครดิต โดย Current Ratio เป็นหนึ่งในเกณฑ์แรก ๆ ที่ใช้ Credit Term กับตัวเลข Current Ratio ที่คู่ค้ามักต้องการเห็น แม้ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปคู่ค้า B2B มักใช้เกณฑ์ประมาณนี้ Current Ratio ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า เครดิตที่มักได้ ต่ำกว่า 1.0 ความเสี่ยงสูง มักต้องจ่ายเงินสดล่วงหน้า 1.0 – 1.2 พอรับได้แต่ต้องมีหลักประกันเพิ่ม เครดิต 15-30 วัน 1.2 – 2.0 น่าเชื่อถือ เครดิต 30-60 วัน มากกว่า 2.0 มั่นคงมาก เครดิต 60-90 วัน นอกจาก Current Ratio แล้ว คู่ค้ามักดูประวัติการชำระเงินย้อนหลังประกอบด้วย แต่ Current Ratio เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นที่ทำให้ได้หรือไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาต่อ ธนาคารและสถาบันการเงินดู Current Ratio อย่างไรก่อนปล่อยกู้ สำหรับ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ Current Ratio เป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารวิเคราะห์ก่อนอนุมัติ เพราะบอกได้ว่าธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอจะผ่อนชำระหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ เกณฑ์ Current Ratio ที่ธนาคารมักใช้ประเมิน SME ธนาคารพาณิชย์ในไทยส่วนใหญ่ใช้เกณฑ์ Current Ratio ขั้นต่ำประมาณ 1.2-1.5 เท่าสำหรับสินเชื่อ SME ทั้งนี้ตัวเลขจะปรับตามประเภทธุรกิจ ขนาดวงเงิน และ track record ของผู้กู้ ธุรกิจที่ Current Ratio ต่ำกว่า 1.0 มักถูกพิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูง และอาจต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมหรือผู้ค้ำประกัน อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูร่วมกับ Current Ratio ธนาคารไม่ได้ดู Current Ratio ตัวเดียว แต่ใช้ร่วมกับอัตราส่วนอื่น ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจ อัตราส่วน วัดอะไร ค่าที่ธนาคารมักต้องการ Current Ratio สภาพคล่องระยะสั้น มากกว่า 1.2 เท่า Quick Ratio สภาพคล่องเฉพาะสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว มากกว่า 0.8 เท่า D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน) โครงสร้างเงินทุน ไม่เกิน 2.0-3.0 เท่า Interest Coverage Ratio ความสามารถจ่ายดอกเบี้ย มากกว่า 2.0 เท่า ข้อมูลอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ 5 วิธีปรับปรุง Current Ratio ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือ ถ้า Current Ratio ของธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่ต้องตกใจ มีหลายวิธีที่ทำได้ทันทีเพื่อปรับตัวเลขให้ดีขึ้น ก่อนไปยื่นขอสินเชื่อหรือเจรจาเครดิตเทอมกับคู่ค้า 1. เร่งเก็บเงินลูกหนี้ให้เร็วขึ้น ลูกหนี้การค้าเป็นส่วนสำคัญของสินทรัพย์หมุนเวียน ยิ่งเก็บเงินได้เร็ว สินทรัพย์หมุนเวียนก็ยิ่งแข็งแรง วิธีที่ SME ทำได้คือกำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ ติดตามทวงถามอย่างสม่ำเสมอ และให้ส่วนลดกรณีจ่ายก่อนกำหนด เช่น ลด 2% ถ้าจ่ายภายใน 10 วัน 2. จัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังนาน ๆ ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนก็จริง แต่แปลงเป็นเงินสดได้ช้า การเคลียร์สินค้า dead stock ออก หรือปรับปริมาณสั่งซื้อให้ตรงกับยอดขายจริง จะช่วยให้สัดส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นของที่ใช้ได้จริงมากขึ้น 3. รีไฟแนนซ์หนี้ระยะสั้นเป็นระยะยาว ถ้าธุรกิจมีเงินกู้ระยะสั้น เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) จำนวนมาก ลองเจรจากับธนาคารเพื่อแปลงเป็นเงินกู้ระยะยาว วิธีนี้จะย้ายหนี้จากหนี้สินหมุนเวียนไปเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ทำให้ Current Ratio เพิ่มขึ้นทันทีโดยที่ยอดหนี้รวมไม่เปลี่ยน 4. ไม่กู้ระยะสั้นเกินจำเป็น ทุกครั้งที่กู้เงินระยะสั้นเพิ่ม หนี้สินหมุนเวียนจะสูงขึ้นและทำให้ Current Ratio ลดลง SME ควรวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า เพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นในกรณีที่ไม่จำเป็น 5. ใช้ระบบบัญชีที่ติดตามสภาพคล่องได้ทันที ปัญหาของ SME หลายรายคือไม่รู้ตัวเลข Current Ratio ของตัวเองจนกว่าจะปิดงบ ซึ่งอาจเป็นปีละครั้ง การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีรายงานวิเคราะห์ธุรกิจแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นอัตราส่วนทางการเงินได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ และสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันสถานการณ์ Current Ratio กับ Quick Ratio ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นอัตราส่วนสภาพคล่อง แต่ Quick Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว) เข้มงวดกว่าเพราะตัดสินค้าคงเหลือออกจากการคำนวณ เนื่องจากสินค้าคงเหลือแปลงเป็นเงินสดได้ช้าที่สุดในบรรดาสินทรัพย์หมุนเวียน หัวข้อ Current Ratio Quick Ratio สูตร สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน รวมสินค้าคงเหลือ รวม ไม่รวม ค่าที่ดี มากกว่า 1.2 เท่า มากกว่า 0.8 เท่า เหมาะกับ ดูภาพรวมสภาพคล่อง ดูสภาพคล่องที่ใช้ได้ทันทีจริง ๆ ธุรกิจที่มี Current Ratio สูงแต่ Quick Ratio ต่ำ อาจหมายความว่าสินค้าคงเหลือคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นจุดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม สรุป Current Ratio คือกุญแจสำคัญของความน่าเชื่อถือทางการเงิน Current Ratio ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการได้เครดิตเทอมจากคู่ค้า การขอสินเชื่อจากธนาคาร และความมั่นใจของคนที่จะทำธุรกิจด้วย โดยสิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบ Current Ratio เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ปีละครั้งตอนปิดงบ เพราะตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงตลอดตามสถานการณ์ธุรกิจ ติดตามสภาพคล่องธุรกิจได้ทุกเมื่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว คุณสามารถเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Current Ratio Current Ratio 1.5 ถือว่าดีหรือไม่ ค่า 1.5 เท่า ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจบริการและค้าปลีก แต่สำหรับธุรกิจการผลิตที่ต้องสำรองวัตถุดิบมาก ค่า 1.5 อาจอยู่ในระดับพอรับได้ ไม่ได้โดดเด่น ควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน Current Ratio ติดลบได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะทั้งสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนเป็นค่าบวก (มากกว่า 0) เสมอ ดังนั้น Current Ratio จะมีค่าเป็นบวกเสมอ ค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้คือค่าที่เข้าใกล้ 0 ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยมากเมื่อเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน Current Ratio ดูจากงบอะไร ดูจากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล หรือ Balance Sheet) โดยหาข้อมูลสินทรัพย์หมุนเวียนรวมและหนี้สินหมุนเวียนรวมในงบ แล้วนำมาหารกัน สำหรับบริษัทจดทะเบียนดูงบการเงินได้จากเว็บไซต์ SET ควรดู Current Ratio บ่อยแค่ไหน ควรดูอย่างน้อยทุกไตรมาส ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดผันผวนมาก เช่น ธุรกิจ seasonal ควรดูทุกเดือน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยให้เห็นตัวเลขได้ทันทีวันสิ้นปี (31 ธันวาคม หรือวันสิ้นรอบบัญชี) เพื่อให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

กรมศุลกากร คือใคร คู่มือนำเข้า-ส่งออกฉบับผู้ประกอบการ SME

ผู้ประกอบการที่เริ่มค้าขายกับคู่ค้าต่างประเทศ ต้องรู้จักกับกรมศุลกากร ที่มีหน้าที่ควบคุมสินค้าระหว่างประเทศ โดย SME มีหน้าที่จัดเตรียมทั้งเอกสาร จัดการด้านภาษี และติดตามขั้นตอนจนกว่าสินค้าจะถึงมือ หลายคนเสียเวลาและเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพราะไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้เกี่ยวกับกรมศุลกากร ตั้งแต่พิธีการศุลกากร เอกสารสำคัญ ภาษีนำเข้า ไปจนถึงการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กรมศุลกากรคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง กรมศุลกากร (Thailand Customs Department) เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลัง มีหน้าที่หลักคือจัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ควบคุมสินค้าต้องห้าม-ต้องกำกัด และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการ SME กรมศุลกากรคือหน่วยงานที่ต้องติดต่อทุกครั้งที่มีสินค้าข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน หรือส่งออกสินค้าไปยุโรป ช่องทางติดต่อกรมศุลกากร ผู้ประกอบการสามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์กรมศุลกากร สายด่วน 1164 และสำนักงานศุลกากรทั่วประเทศ รวมถึงระบบ e-Customs สำหรับการดำเนินพิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พิธีการศุลกากร ขั้นตอนสำคัญเมื่อสินค้าผ่านด่าน พิธีการศุลกากร คือขั้นตอนตามกฎหมายที่ผู้นำเข้า-ส่งออกต้องปฏิบัติเมื่อสินค้าผ่านเข้า-ออกประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับหรือถูกอายัดสินค้าได้ พิธีการศุลกากรขาเข้า เมื่อนำเข้าสินค้า ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามลำดับดังนี้ พิธีการศุลกากรขาออก สำหรับการส่งออก ขั้นตอนจะคล้ายกันแต่เอกสารต่างออกไป โดยต้องยื่นใบขนสินค้าขาออกผ่านระบบ e-Customs เช่นกัน สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก ยกเว้นสินค้าบางประเภทที่รัฐกำหนด เช่น ไม้ท่อน หนังดิบ ระบบ e-Customs และ National Single Window ปัจจุบันกรมศุลกากรใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบผ่าน ระบบ National Single Window ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสาร ชำระเงิน และติดตามสถานะได้ออนไลน์ทั้งหมด ช่วยลดเวลาดำเนินการจากเดิมหลายวันเหลือไม่กี่ชั่วโมง เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมสำหรับนำเข้า-ส่งออก เอกสารหลักที่ต้องเตรียมสำหรับการนำเข้าสินค้า ได้แก่ ใบขนสินค้า Invoice Packing List Bill of Lading หรือ Air Waybill และหลักฐานประกันภัย ส่วนการส่งออกต้องเตรียมใบขนสินค้าขาออกและหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าเพิ่มเติม เอกสารที่ครบถ้วนช่วยให้สินค้าผ่านด่านได้เร็วขึ้น ใบขนสินค้า (Customs Declaration) ใบขนสินค้า คือเอกสารที่แจ้งรายละเอียดสินค้าต่อกรมศุลกากร เป็นเอกสารสำคัญที่สุดในพิธีการศุลกากร แบ่งเป็นใบขนสินค้าขาเข้าและใบขนสินค้าขาออก ต้องยื่นผ่านระบบ e-Customs ทุกครั้ง เอกสารประกอบฝั่งนำเข้า เอกสาร รายละเอียด Invoice (ใบกำกับสินค้า) ระบุรายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการค้า Packing List (ใบรายการบรรจุหีบห่อ) ระบุน้ำหนัก ขนาด จำนวนหีบห่อ Bill of Lading หรือ Air Waybill ใบตราส่งสินค้าทางเรือหรือทางอากาศ Insurance Certificate หลักฐานการประกันภัยสินค้า เอกสารประกอบฝั่งส่งออก เอกสารหลักคล้ายกับฝั่งนำเข้า แต่อาจต้องใช้เพิ่มเติม เช่น ใบอนุญาตส่งออก (สำหรับสินค้าควบคุม) หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) เพื่อให้ผู้ซื้อปลายทางนำไปใช้สิทธิลดอากรภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ภาษีและอากรศุลกากร วิธีคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ ภาษีที่ผู้นำเข้าต้องชำระมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ อากรขาเข้า (คำนวณจากมูลค่า CIF คูณอัตราอากรตามพิกัดศุลกากร) ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% และภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท ต้นทุนภาษีเหล่านี้ส่งผลต่อราคาสินค้าโดยตรง จึงต้องวางแผนล่วงหน้า อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคำนวณจากมูลค่า CIF (ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งถึงท่าเรือไทย) คูณด้วยอัตราอากรตามพิกัดอัตราศุลกากร ตัวอย่างเช่น บริษัท กขค จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าสินค้ามูลค่า CIF 100,000 บาท อัตราอากร 10% จะต้องชำระอากรขาเข้า 10,000 บาท พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) คือรหัสจำแนกสินค้า HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสตัวเลขสากลที่ใช้จำแนกประเภทสินค้า สินค้าแต่ละชนิดมีรหัสเฉพาะ ซึ่งกำหนดอัตราอากรที่ต้องชำระ ผู้ประกอบการสามารถค้นหา HS Code ได้ที่เว็บไซต์กรมศุลกากรในหมวด พิกัดอัตราศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีอื่น นอกจากอากรขาเข้าแล้ว ผู้นำเข้ายังต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% โดยคำนวณจาก (มูลค่า CIF + อากรขาเข้า) รวมถึงภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น สุรา ยาสูบ น้ำหอม จากตัวอย่างบริษัท กขค จำกัด ที่นำเข้าสินค้า CIF 100,000 บาท อากร 10,000 บาท VAT ที่ต้องจ่ายเพิ่ม คือ (100,000 + 10,000) x 7% เท่ากับ 7,700 บาท รวมภาษีทั้งหมด 17,700 บาท ข้อดีคือ VAT ที่ชำระตอนนำเข้าสามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นอากรได้ สิทธิประโยชน์หลักที่ควรรู้มีดังนี้ สิทธิจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น ASEAN Free Trade Area ช่วยลดอากรนำเข้าสินค้าจากประเทศในอาเซียนเหลือ 0% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ โดยต้องแสดงหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D สำหรับอาเซียน) สิทธิจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) สำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม สามารถนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบโดยได้ลดหย่อนหรือยกเว้นอากร (ข้อมูลจาก BOI) เขตปลอดอากร (Free Zone) สินค้าที่นำเข้าเขตปลอดอากรไม่ต้องชำระอากรจนกว่าจะนำออกมาใช้ในประเทศ เหมาะสำหรับธุรกิจที่นำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตแล้วส่งออก ตัวแทนออกของ ตัวช่วยสำคัญของผู้ประกอบการมือใหม่ ตัวแทนออกของ (Customs Broker) คือผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมศุลกากรให้ดำเนินพิธีการศุลกากรแทนผู้นำเข้า-ส่งออก เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนหรือไม่มีทีมงานเฉพาะด้าน ตัวแทนออกของจะดำเนินการให้ตั้งแต่จัดเตรียมเอกสาร ยื่นใบขนสินค้า จัดการเรื่องภาษีอากร ไปจนถึงประสานงานกับด่านศุลกากร ค่าบริการขึ้นอยู่กับปริมาณงานและความซับซ้อนของสินค้า โดยทั่วไปอยู่ที่หลักพันบาทต่อ shipment วิธีบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้นทุนสินค้านำเข้าต้องรวมทุกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจนสินค้าพร้อมขาย ได้แก่ ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย อากรขาเข้า ค่าตัวแทนออกของ และค่าขนส่งในประเทศ ส่วน VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไม่นับเป็นต้นทุน แต่บันทึกเป็นภาษีซื้อ การบันทึกผิดทำให้ต้นทุนคลาดเคลื่อนและอาจเสียภาษีเกินจำเป็น ต้นทุนสินค้านำเข้าต้องรวมอะไรบ้าง ต้นทุนสินค้านำเข้าตามมาตรฐานบัญชี ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าในใบ Invoice เท่านั้น แต่ต้องรวมค่าใช้จ่ายต่อไปนี้ด้วย รายการ ตัวอย่างจำนวนเงิน ราคาสินค้า (FOB) 80,000 บาท ค่าขนส่งระหว่างประเทศ 12,000 บาท ค่าประกันภัย 8,000 บาท อากรขาเข้า 10,000 บาท ค่าตัวแทนออกของ 2,000 บาท ค่าขนส่งในประเทศ 3,000 บาท รวมต้นทุนสินค้า 115,000 บาท VAT 7,700 บาท ที่จ่ายตอนนำเข้า ไม่นับเป็นต้นทุนสินค้า แต่บันทึกเป็นภาษีซื้อที่นำไปหักกับภาษีขายได้ เอกสารค้าระหว่างประเทศที่ต้องเก็บ ผู้ประกอบการต้องเก็บเอกสารทุกฉบับไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้ง Invoice, Packing List, ใบขนสินค้า, ใบเสร็จค่าอากร และหลักฐานการชำระเงิน เพราะกรมศุลกากรและกรมสรรพากรอาจเรียกตรวจย้อนหลังได้ การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกต้นทุนนำเข้าได้ครบถ้วน จัดเก็บเอกสารเป็นระบบ และออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายได้ทันที ลดโอกาสผิดพลาดเมื่อต้องยื่นภาษีหรือถูกตรวจสอบ สรุป เตรียมตัวให้พร้อมก่อนค้าขายข้ามประเทศ การทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้ารู้ขั้นตอนและเตรียมตัวให้ดีตั้งแต่ต้น สิ่งที่ต้องทำคือ เครื่องมือที่ดีช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการบันทึกบัญชีที่ต้องแม่นยำ จัดการบัญชีนำเข้า-ส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการเอกสารค้าระหว่างประเทศ บันทึกต้นทุนสินค้านำเข้าได้ครบถ้วน และออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายอัตโนมัติ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรมศุลกากร นำเข้าสินค้ามูลค่าน้อยต้องเสียภาษีอากรหรือไม่ สินค้านำเข้าทุกรายการต้องผ่านพิธีการศุลกากร สินค้าที่มีมูลค่า CIF ไม่เกิน 1,500 บาท อาจได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกรมศุลกากร อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรตรวจสอบเกณฑ์ล่าสุดกับกรมศุลกากรโดยตรง เพราะเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ VAT 7% ยังคงต้องชำระสำหรับสินค้าทุกรายการ ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกหรือไม่ การนำเข้า-ส่งออกสินค้าทั่วไปไม่ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะ แต่ต้องลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกกับกรมศุลกากรก่อน สำหรับสินค้าควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม HS Code ผิดจะเกิดอะไรขึ้น การระบุ HS Code ผิดอาจทำให้ชำระอากรผิดพลาด ถ้าชำระน้อยไปจะถูกเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ถ้าชำระเกินสามารถขอคืนได้ภายใน 2 ปี ผู้ประกอบการควรปรึกษาตัวแทนออกของหรือสอบถามกรมศุลกากรก่อนยื่นใบขนสินค้าหากไม่แน่ใจ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าสามารถขอคืนได้หรือไม่ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT สามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนนำเข้าไปใช้เป็นภาษีซื้อหักจากภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ ไม่ต้องขอคืนแยกต่างหาก ใช้ตัวแทนออกของดีกว่าทำเองหรือไม่ สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นหรือนำเข้า-ส่งออกไม่บ่อย การใช้ตัวแทนออกของช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เมื่อคุ้นเคยกับขั้นตอนแล้วจึงค่อยพิจารณาดำเนินการเองน คำนวณจากรายได้รวมหารด้วยสินทรัพย์ถาวรสุทธิ ค่ายิ่งสูงหมายความว่าใช้สินทรัพย์ถาวรสร้างรายได้ได้ดี อัตราส่วนนี้เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจ B2B ที่ลงทุนเครื่องจักรจำนวนมากมกับโปรโมชั่นที่พักได้ แต่บางโครงการไม่อนุญาต ควรรอประกาศเงื่อนไขฉบับสมบูรณ์จากกระทรวงฯ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

Money Management คืออะไร วิธีบริหารเงิน B2B ไม่ขาดสภาพคล่อง

ธุรกิจ B2B หลายแห่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ยอดขายดี แต่แทบไม่มีเงินสดในมือ เพราะลูกค้าองค์กรขอเครดิตเทอม 30-90 วัน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากยอดขายน้อย แต่เกิดจากการบริหารเงิน (Money Management) ที่ยังไม่เป็นระบบ โดยในบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจ Money Management ในมุมของธุรกิจ B2B พร้อมกลยุทธ์และเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจรับมือเครดิตเทอมยาวได้อย่างมั่นคง Money Management คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องรู้ Money Management คือการวางแผนและจัดการเงินอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การรับเงิน จ่ายเงิน เก็บออม และลงทุน เพื่อให้เงินทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า และธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอ คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ Money Management ในมุมการเงินส่วนบุคคล เช่น แบ่งเงินเดือนเป็นสัดส่วน หรือเทคนิค 6 Jars แต่สำหรับธุรกิจ B2B การบริหารเงินซับซ้อนกว่ามาก เพราะรายรับไม่ได้เข้าทันทีที่ส่งมอบสินค้า ลูกค้าองค์กรมักขอเครดิตเทอม ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวันที่ขายได้กับวันที่เงินเข้าบัญชี ความแตกต่างระหว่างการบริหารเงินส่วนบุคคลกับธุรกิจ ด้าน การเงินส่วนบุคคล การเงินธุรกิจ B2B รายรับ เงินเดือนเข้าตามวัน ขึ้นอยู่กับเครดิตเทอมลูกค้า ความเสี่ยง ใช้เกินตัว ขาดสภาพคล่องแม้มีกำไร เป้าหมาย ออมเงิน ลงทุน ธุรกิจดำเนินต่อ เติบโตได้ ทำไม Money Management ถึงสำคัญมากสำหรับธุรกิจ B2B ธุรกิจ B2B พึ่งพารายได้จากลูกค้าจำนวนน้อยแต่มูลค่าต่อรายสูง ถ้าลูกค้ารายใหญ่จ่ายช้าแม้แค่รายเดียว กระแสเงินสดทั้งบริษัทก็อาจสะดุดทันที การบริหารเงินที่ดีจึงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงัก ความเสี่ยงจากเครดิตเทอม 30-90 วัน ที่ธุรกิจ B2B ต้องเผชิญ เครดิตเทอม คือข้อตกลงที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินภายหลังการรับสินค้าหรือบริการ เช่น 30 วัน 60 วัน หรือ 90 วัน ยิ่งเทอมยาว ธุรกิจยิ่งต้องสำรองเงินสดมากขึ้นเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายระหว่างรอ สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับผลิตบรรจุภัณฑ์ให้ลูกค้าองค์กร มียอดขายเดือนละ 2 ล้านบาท แต่ลูกค้าขอเครดิตเทอม 60 วัน หมายความว่าเงิน 4 ล้านบาท (2 เดือน) ค้างอยู่ในลูกหนี้การค้าตลอดเวลา ขณะที่ค่าวัตถุดิบ เงินเดือนพนักงาน และค่าเช่าต้องจ่ายทุกเดือน สัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังขาดสภาพคล่อง ถ้าธุรกิจเริ่มมีอาการเหล่านี้ ถือว่าต้องทบทวนการบริหารเงินทันที 5 กลยุทธ์ Money Management สำหรับธุรกิจ B2B ที่รับเครดิตเทอมยาว การบริหารเงินของธุรกิจ B2B ไม่ใช่แค่เรื่องประหยัดค่าใช้จ่าย แต่คือการวางระบบให้เงินหมุนเวียนได้ทันเวลา แม้จะต้องรอเก็บเงินจากลูกค้าหลายสิบวัน 1. วางแผนกระแสเงินสด (Cash Flow Forecasting) การพยากรณ์กระแสเงินสดล่วงหน้า 3-6 เดือน ช่วยให้เห็นภาพว่าช่วงไหนเงินจะเข้า ช่วงไหนเงินจะออก เพื่อเตรียมรับมือก่อนที่ปัญหาจะเกิด โดยเริ่มต้นจาก การลิสต์รายรับที่คาดว่าจะเข้าตามเครดิตเทอมของลูกค้าแต่ละราย แล้วเทียบกับรายจ่ายประจำ เช่น ค่าวัตถุดิบ เงินเดือน ค่าเช่า ภาษี หากเดือนไหนรายจ่ายมากกว่ารายรับ ก็ต้องเตรียมแผนสำรอง เช่น เร่งเก็บหนี้ หรือเจรจายืดเวลาจ่ายซัพพลายเออร์ – อ่านเรื่อง การบริหารเงินสด จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น 2. กำหนดนโยบายเครดิตเทอมที่เหมาะสม ไม่ใช่ลูกค้าทุกรายที่ควรได้เครดิตเทอมเท่ากัน ธุรกิจควรมีเกณฑ์ชัดเจนว่าลูกค้ารายไหนได้กี่วัน โดยพิจารณาจากประวัติการชำระเงิน ขนาดออเดอร์ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เทคนิคที่ใช้ได้จริง ให้เสนอส่วนลดสำหรับการจ่ายเร็ว เช่น จ่ายภายใน 15 วัน ลด 2% ลูกค้าที่มีสภาพคล่องดีมักเลือกจ่ายเร็วเพื่อรับส่วนลด ส่วนลูกค้าที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน อาจเริ่มจากเครดิตเทอม 15 วันก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อมีประวัติดี 3. ใช้ Aging Analysis ติดตามลูกหนี้การค้า Aging Analysis คือการแบ่งลูกหนี้การค้าตามอายุหนี้ เช่น 0-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน และเกิน 90 วัน เพื่อเห็นภาพว่าลูกหนี้รายไหนใกล้ครบกำหนด รายไหนเลยกำหนดแล้ว อายุหนี้ สถานะ สิ่งที่ควรทำ 0-30 วัน ปกติ ติดตามตามรอบ 31-60 วัน ต้องเฝ้าระวัง ส่งใบแจ้งหนี้ซ้ำ ติดต่อลูกค้า เกิน 60 วัน เสี่ยง เจรจาแผนชำระ หยุดปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 4. สร้างเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับธุรกิจ (Cash Reserve) เช่นเดียวกับการเงินส่วนบุคคลที่แนะนำให้มีเงินสำรอง 3-6 เดือน ธุรกิจ B2B ก็ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 2-3 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เพื่อรองรับกรณีที่ลูกค้าจ่ายล่าช้า วิธีสร้าง Cash Reserve ให้กันรายได้ 5-10% ของยอดขายแต่ละเดือนเข้าบัญชีสำรองแยกต่างหาก อย่านำไปใช้เว้นแต่กรณีฉุกเฉินจริง 5. ใช้เครื่องมือดิจิทัลบริหารเงินสดแบบ Real-time การบันทึกบัญชีด้วยกระดาษหรือ spreadsheet ทำให้เห็นตัวเลขช้า กว่าจะรู้ว่าเงินสดเหลือเท่าไรก็อาจสายเกินแก้ แต่การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จะช่วยให้เห็นกระแสเงินสดแบบ real-time รู้ทันทีว่าลูกหนี้รายไหนใกล้ครบกำหนด Cash Management กับ Money Management ต่างกันอย่างไร Cash Management เน้นเฉพาะการจัดการเงินสดในระยะสั้น เช่น ให้แน่ใจว่ามีเงินสดพอจ่ายค่าใช้จ่ายรายวัน ส่วน Money Management มีขอบเขตกว้างกว่า ครอบคลุมการวางแผนการเงินระยะยาว การจัดสรรเงินทุนหมุนเวียน และการบริหารหนี้ สำหรับธุรกิจ B2B ทั้งสองเรื่องสำคัญเท่ากัน Cash Management ช่วยให้ธุรกิจไม่สะดุดในแต่ละวัน ส่วน Money Management ช่วยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เครื่องมือช่วยบริหารเงินธุรกิจ B2B ที่ควรมี การบริหารเงินจะง่ายขึ้นมากเมื่อมีเครื่องมือที่เหมาะสม โดยเฉพาะกับ โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับติดตามรายรับ-รายจ่าย ระบบออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ และ Cashflow Report แบบ real-time เครื่องมือเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแยกกันหลายตัว โปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวรวมฟีเจอร์เหล่านี้ไว้ในที่เดียว ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพการเงินธุรกิจทั้งหมดจากหน้าจอเดียว สรุป การบริหารเงินที่ดี คือเกราะป้องกันธุรกิจ B2B จากปัญหาสภาพคล่อง ธุรกิจ B2B ที่ต้องรับมือเครดิตเทอมยาวจำเป็นต้องมีระบบบริหารเงินที่ชัดเจน ตั้งแต่การพยากรณ์กระแสเงินสด กำหนดนโยบายเครดิตเทอม ติดตามลูกหนี้ด้วย Aging Analysis สร้างเงินสำรอง และใช้เครื่องมือดิจิทัล สิ่งสำคัญคือ ธุรกิจที่มียอดขายดีไม่ได้หมายความว่าจะไม่ขาดสภาพคล่อง แต่การวางแผนการเงินที่ดีต่างหากที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมยกระดับการบริหารเงินธุรกิจ ลองใช้ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้คุณเห็นกระแสเงินสด ติดตามลูกหนี้-เจ้าหนี้ และดู Cashflow Report แบบ real-time ได้จากทุกที่ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Money Management สำหรับธุรกิจ Money Management สำหรับธุรกิจ หมายถึงอะไร Money Management ในบริบทธุรกิจ คือการวางแผนรับ-จ่ายเงิน จัดสรรเงินทุนหมุนเวียน และบริหารสภาพคล่องให้ธุรกิจดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด ต่างจากมุมการเงินส่วนบุคคลที่เน้นการออมและการลงทุน ธุรกิจ B2B ควรมีเงินสำรองกี่เดือน โดยทั่วไปแนะนำให้มีเงินสำรองอย่างน้อย 2-3 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ (เงินเดือน ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ) ธุรกิจที่มีเครดิตเทอมยาวกว่า 60 วัน อาจต้องสำรองมากกว่านั้น เครดิตเทอมกี่วันถึงเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจขนาดเล็กที่เงินทุนยังไม่หนาควรเริ่มที่ 15-30 วัน และขยายได้เมื่อมี Cash Reserve เพียงพอ การให้เครดิตเทอมยาวเกิน 60 วันโดยไม่มีเงินสำรองรองรับ อาจทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง ทำไมธุรกิจที่มีกำไรถึงยังขาดสภาพคล่องได้ เพราะกำไรในงบการเงินกับเงินสดในมือเป็นคนละเรื่องกัน ธุรกิจอาจบันทึกรายได้แล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินจริง ถ้าลูกหนี้จ่ายช้าและเจ้าหนี้ต้องจ่ายเร็ว ก็เกิดช่องว่างที่ทำให้ขาดสภาพคล่องแม้มีกำไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ไทยเที่ยวไทยพลัส สรุปครบ เงื่อนไข สิทธิประโยชน์ วิธีลงทะเบียน

ช่วงนี้หลายคนได้ยินข่าวโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส แล้วอาจสงสัยว่าตัวเองได้สิทธิ์ไหม ต้องทำอะไรบ้าง แล้วมันต่างจากเที่ยวไทยคนละครึ่งยังไง ยิ่งเป็นเจ้าของที่พักหรือธุรกิจท่องเที่ยว ก็อยากรู้ว่าจะเตรียมตัวรับมือกับกำลังซื้อใหม่ที่จะเข้ามาได้อย่างไร บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับไทยเที่ยวไทยพลัส ตั้งแต่เงื่อนไข สิทธิประโยชน์ วิธีลงทะเบียน ไปจนถึงเทคนิคจัดการบัญชีสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส คืออะไร ไทยเที่ยวไทยพลัส คือโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าที่พัก 50% ให้กับประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งเป้าหมายกระจายรายได้สู่ธุรกิจท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วง Low Season ความเป็นมาของโครงการ โครงการนี้เกิดจากมติ ครม. ที่อนุมัติงบประมาณกว่า 1,750 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ เป้าหมายหลักคือสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดเมืองรอง ที่ปกติมีนักท่องเที่ยวน้อย (ข้อมูลจาก Thai PBS) งบประมาณและเป้าหมาย รายการ รายละเอียด งบประมาณรวม 1,750 ล้านบาท จำนวนสิทธิ์ นำร่อง 500,000 สิทธิ์ รัฐช่วยจ่าย ค่าที่พัก 50% เป้าหมาย กระจายรายได้สู่ธุรกิจท่องเที่ยวและเมืองรอง อัปเดตล่าสุด – เลื่อนเปิดใช้สิทธิ์เป็น เม.ย. 2570 เดิมโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนช่วง ต.ค. 2569 แต่ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศเลื่อนออกไปเป็น เม.ย. 2570 (ข้อมูลจากผู้จัดการออนไลน์) แม้จะเลื่อนออกไป แต่ระหว่างนี้ผู้ที่สนใจสามารถเตรียมตัวได้ล่วงหน้า ทั้งเตรียมเอกสารส่วนตัว วางแผนเส้นทางเที่ยว และติดตามข่าวสารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อย่างใกล้ชิด ส่วนผู้ประกอบการที่พักก็ควรเริ่มจัดเตรียมระบบรองรับสิทธิ์แต่เนิ่นๆ เงื่อนไขโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส เงื่อนไขหลักของโครงการออกแบบมาเพื่อให้คนไทยทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้ง่าย แต่ก็มีข้อกำหนดที่ต้องรู้ก่อนลงทะเบียน คุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์ ผู้ที่สามารถรับสิทธิ์ได้ต้องเป็นประชาชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป มีบัตรประชาชน เนื่องจากรายละเอียดเงื่อนไขฉบับสมบูรณ์ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการควรติดตามประกาศจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ อีกครั้ง สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ สิทธิประโยชน์หลักคือรัฐช่วยจ่ายค่าที่พัก 50% โดยที่พักที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นที่พักที่จดทะเบียนถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม หรือเป็นที่พักที่ลงทะเบียนกับ ททท. เอกสารที่ควรเตรียม และขั้นตอนลงทะเบียน ส่วนขั้นตอนลงทะเบียน คาดว่าจะทำผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว และยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน จากนั้นจึงจองที่พักที่เข้าร่วมโครงการผ่านทางระบบ และเมื่อเช็คเอาต์ ระบบจะทำการหักส่วนลด 50% โดยอัตโนมัติ สิ่งที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า ได้แก่ บัตรประชาชนตัวจริง หมายเลขโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ และแอปพลิเคชันเป๋าตัง การเตรียมข้อมูลให้พร้อมช่วยให้ลงทะเบียนได้เร็วขึ้นในวันเปิดระบบ ทั้งนี้ ขั้นตอนการลงทะเบียนจริงในรอบนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการควรรอประกาศจากภาครัฐอย่างเป็นทางการ เปรียบเทียบไทยเที่ยวไทยพลัส กับ เที่ยวไทยคนละครึ่ง หลายคนสับสนระหว่างสองโครงการนี้ จึงสรุปเปรียบเทียบให้เห็นชัด รายการ ไทยเที่ยวไทยพลัส เที่ยวไทยคนละครึ่ง สิ่งที่รัฐช่วยจ่าย ค่าที่พัก 50% ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว 40% (ที่พัก+ตั๋วเครื่องบิน) งบประมาณ 1,750 ล้านบาท แตกต่างตามเฟส จำนวนสิทธิ์ นำร่อง 500,000 สิทธิ์ แตกต่างตามเฟส กำหนดเปิด เม.ย. 2570 (เลื่อนจาก ต.ค. 2569) เปิดแล้วก่อนหน้า จุดเด่น เน้นค่าที่พักโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งที่พักและตั๋วเดินทาง ทั้งสองโครงการมีเป้าหมายเดียวกันคือกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ แต่ไทยเที่ยวไทยพลัสเน้นเรื่องค่าที่พักเป็นหลัก ทำให้เหมาะกับคนที่วางแผนพักค้างคืนมากกว่า ผลกระทบต่อ SME ธุรกิจท่องเที่ยวและที่พัก โครงการนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ SME ในธุรกิจท่องเที่ยวก็ได้ประโยชน์อย่างมากเช่นกัน โอกาสสำหรับโรงแรม ที่พัก และทัวร์ เมื่อรัฐช่วยจ่ายค่าที่พัก 50% ก็หมายความว่าความต้องการจองห้องพักจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะที่พักในจังหวัดเมืองรองที่เป็นเป้าหมายหลักของโครงการ ธุรกิจทัวร์และแพ็กเกจท่องเที่ยวก็สามารถออกแบบโปรโมชั่นที่เข้ากับโครงการเพื่อดึงดูดลูกค้าได้ วิธีเตรียมตัวสำหรับผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการที่อยากเข้าร่วมโครงการควรเริ่มจากการตรวจสอบว่าที่พักมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมถูกต้องหรือไม่ จากนั้นลงทะเบียนที่พักกับ ททท. เพื่อเข้าร่วมโครงการ พร้อมจัดเตรียมระบบชำระเงินที่รองรับการหักส่วนลดจากรัฐ นอกจากนี้ควรวางแผนรับมือกับจำนวนลูกค้าที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องพนักงาน สินค้าคงคลัง และระบบจัดการภายใน การบันทึกบัญชีรายรับจากโครงการรัฐ สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ สิ่งสำคัญที่มักมองข้ามคือการบันทึกรายรับให้ถูกต้อง เพราะรายได้จากโครงการรัฐมีลักษณะพิเศษ ส่วนที่ลูกค้าจ่ายเองกับส่วนที่รัฐจ่ายให้ต้องบันทึกแยกกัน ตัวอย่างเช่น ลูกค้าจองห้องพักราคา 2,000 บาทต่อคืน รัฐช่วยจ่าย 50% เท่ากับ 1,000 บาท ลูกค้าจ่ายเอง 1,000 บาท ผู้ประกอบการต้องบันทึกรายได้เต็ม 2,000 บาท โดยแยกแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจน เพื่อให้ตรงกับเอกสารการเบิกจ่ายจากรัฐ การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ปิดงบ สรุปรายรับ-รายจ่าย และยื่นภาษีได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาตัวเลขไม่ตรงกันในภายหลัง สรุป – ไทยเที่ยวไทยพลัส โอกาสสำหรับทั้งนักเที่ยวและ SME ไทยเที่ยวไทยพลัสเป็นโครงการที่ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ SME ควรจับตามอง แม้จะเลื่อนไปเปิดช่วง เม.ย. 2570 แต่ระหว่างนี้สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ สิ่งสำคัญคือติดตามข่าวจาก ททท. อย่างสม่ำเสมอ เตรียมเอกสารให้พร้อม และสำหรับผู้ประกอบการ ให้จัดระบบบัญชีรองรับรายรับจากโครงการรัฐให้เรียบร้อย SME ท่องเที่ยวจัดการบัญชีให้พร้อมรับโอกาสใหม่ เมื่อรายรับเพิ่มจากโครงการรัฐ ระบบบัญชีที่ดีคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกใบเสร็จ และสรุปรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไทยเที่ยวไทยพลัส ไทยเที่ยวไทยพลัส เปิดลงทะเบียนวันไหน เดิมกำหนดเปิดลงทะเบียนช่วง ต.ค. 2569 แต่ล่าสุดเลื่อนเป็น เม.ย. 2570 ควรติดตามประกาศจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท. เพื่อรับข้อมูลวันเปิดลงทะเบียนที่แน่นอน ไทยเที่ยวไทยพลัส ต่างจากเที่ยวไทยคนละครึ่งอย่างไร ความแตกต่างหลักคือไทยเที่ยวไทยพลัสเน้นช่วยค่าที่พัก 50% โดยเฉพาะ ขณะที่เที่ยวไทยคนละครึ่งครอบคลุมทั้งค่าที่พักและค่าตั๋วเดินทาง ผู้ที่วางแผนพักค้างคืนจะได้ประโยชน์จากไทยเที่ยวไทยพลัสมากกว่า ผู้ประกอบการที่พักต้องทำอย่างไรถึงจะเข้าร่วมโครงการได้ ต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมถูกต้องตามกฎหมาย และลงทะเบียนกับ ททท. เพื่อเข้าร่วมโครงการ เมื่อเปิดรับสมัครควรลงทะเบียนทันที เพราะจำนวนที่พักที่เข้าร่วมอาจจำกัด ผู้ประกอบการต้องบันทึกบัญชีรายรับจากโครงการรัฐอย่างไร ต้องบันทึกรายได้เต็มจำนวน (ส่วนลูกค้าจ่าย + ส่วนรัฐจ่าย) โดยแยกแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ห้องพักราคา 2,000 บาท รัฐช่วย 1,000 บาท ลูกค้าจ่าย 1,000 บาท บันทึกรายได้รวม 2,000 บาท พร้อมแยกเอกสารเบิกจ่ายจากรัฐ ใช้สิทธิ์ไทยเที่ยวไทยพลัสพร้อมกับโปรโมชั่นอื่นได้ไหม เงื่อนไขนี้ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ โครงการรัฐในอดีตบางโครงการอนุญาตให้ใช้ร่วมกับโปรโมชั่นที่พักได้ แต่บางโครงการไม่อนุญาต ควรรอประกาศเงื่อนไขฉบับสมบูรณ์จากกระทรวงฯ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ย. 2026

PEAK Account

22 min

ผู้ถือหุ้น สิทธิ หน้าที่ เอกสาร และภาษีเงินปันผลที่ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ อาจสงสัยว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร ในบทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงภาษีเงินปันผลและเครดิตภาษีที่ผู้ถือหุ้นควรเข้าใจ ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้นคือบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท จำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การเลือกกรรมการ การอนุมัติงบการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีผู้ถือหุ้นในสถานะเดียวกัน แต่เงื่อนไขต่างกัน บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ส่วนบริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 (ป.พ.พ. ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ ในขณะที่บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น มูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่ตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันตรงไหน ผู้ถือหุ้น หมายถึงผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท ส่วนกรรมการเป็นผู้บริหาร ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นลงทุนด้วยเงิน เพื่อแลกกับหุ้น, สิทธิออกเสียงในที่ประชุม และเงินปันผลที่จะได้รับเมื่อบริษัทมีกำไร หรือหากเกิดการบริหารผิดพลาด ก็จะรับผิดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ส่วนกรรมการบริษัท หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วยในคนเดียวกัน ซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมาย คู่ค้า B2B มักตรวจสอบทั้งรายชื่อผู้ถือหุ้นและรายชื่อกรรมการควบคู่กัน เพราะต้องการรู้ว่าใครเป็นเจ้าของจริงและใครมีอำนาจลงนามในสัญญา สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีสิทธิตามกฎหมายหลายอย่าง โดยมีตัวอย่าง ดังนี้ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีความรับผิดจำกัด หมายถึงการรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ โดยจะไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีหน้าที่สำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด 500 x 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว 25,000 บาท ยังค้างชำระ 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้าชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย คู่ค้า B2B ตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นอย่างไร และมองหาอะไร บริษัทที่มีโครงสร้างชัดเจน เจ้าของโปร่งใส จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงดึงดูดนักลงทุนได้ดีกว่า นอกจากนี้ ประเภทของผู้ถือหุ้นยังมีความสำคัญ ดังนี้ ประเภท ลักษณะ นักลงทุน มองอย่างไร ผู้ถือหุ้นใหญ่ (ถือเกิน 50%) มีอำนาจควบคุมบริษัท ดูว่าเป็นใคร มีประวัติน่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย มีส่วนร่วมแต่ไม่ควบคุม ดูว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับคู่แข่งหรือเปล่า นิติบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้น บริษัทอื่นมาถือหุ้นแทนบุคคล ดูว่าเป็นบริษัทอะไร มี nominee ซ่อนอยู่หรือไม่ ความเสี่ยงที่คู่ค้ามองหาจากโครงสร้างผู้ถือหุ้น สิ่งที่ทำให้คู่ค้าไม่มั่นใจมักเป็น 3 รูปแบบ วิธีตรวจสอบผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าผ่าน DBD ผู้ประกอบการสามารถเช็คผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าได้ด้วยตัวเอง ผ่านช่องทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยไม่ต้องขอเอกสารจากอีกฝ่าย ผ่านการเข้าเว็บไซต์ DBD DataWarehouse แล้วค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ระบบจะแสดงข้อมูลจดทะเบียน ขอบเขตธุรกิจ ทุนจดทะเบียน และรายชื่อกรรมการ สำหรับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) สามารถขอคัดสำเนาออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของ DBD โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด อีกวิธีคือขอหนังสือรับรองบริษัทพร้อมเอกสารแนบ (รวม บอจ.5) จาก DBD โดยตรง ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อชุด ขอได้ทั้งที่สำนักงาน DBD ทั่วประเทศหรือผ่านระบบออนไลน์ เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่เจ้าของกิจการต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นหลายรายการ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นคือเอกสารที่บันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือแบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่น บอจ.5 ภายใน 14 วันหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและการแจ้ง DBD เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ มี 3 ขั้นตอนหลัก สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ภาษีที่ผู้ถือหุ้นต้องรู้เมื่อรับเงินปันผล เมื่อบริษัทมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นมีภาระภาษีที่ต้องเข้าใจ ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทของผู้ถือหุ้น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินปันผล สำหรับผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทผู้จ่ายจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ก่อนจ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(2)(จ) ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประกาศจ่ายเงินปันผลรวม 100,000 บาท นาย ข ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ จึงได้รับเงินปันผล 50,000 บาท บริษัทหัก ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 5,000 บาท นาย ข ได้รับเงินจริง 45,000 บาท หลังจากนั้น นาย ข เลือกได้ 2 ทาง ทางแรกคือไม่นำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษี จบที่ 10 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกหักไป ทางที่สองคือนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีเพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน ทั้งนี้ หากเลือกนำไปรวมคำนวณ ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล (Dividend Tax Credit) ตามมาตรา 47 ทวิ ของประมวลรัษฎากร คือสิทธิที่ช่วยไม่ให้ผู้ถือหุ้นเสียภาษีซ้ำซ้อน โดยนำภาษีที่บริษัทเสียไปแล้วมาหักออกจากภาษีเงินได้ของตัวเอง สูตรคำนวณเครดิตภาษี คือ เงินปันผล x อัตราภาษีนิติบุคคล / (100 – อัตราภาษีนิติบุคคล) ตัวอย่าง ถ้าได้รับเงินปันผล 50,000 บาท จากบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคล 20 เปอร์เซ็นต์ เครดิตภาษี = 50,000 x 20 / 80 = 12,500 บาท ผู้ถือหุ้นจะนำเงินปันผล 50,000 บาท บวกเครดิตภาษี 12,500 บาท รวม 62,500 บาท มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน แล้วนำเครดิต 12,500 บาท มาหักจากภาษีที่คำนวณได้ การจะเลือกใช้เครดิตภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้น ถ้าอัตราภาษีต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ การนำมารวมคำนวณจะได้ภาษีคืน แต่ถ้าอัตราสูง อาจเสียภาษีเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ เงินปันผลสำหรับนิติบุคคลผู้ถือหุ้น กรณีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทไทยที่ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เงินปันผลที่ได้รับจะได้รับยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) สิทธินี้ช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อนระหว่างบริษัทในกลุ่ม และเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายกลุ่มธุรกิจจึงใช้โครงสร้าง holding company ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจากสินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการให้ครบ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดการภาษีได้ครบในที่เดียว เมื่อข้อมูลทางการเงินเป็นระบบ การจัดเตรียมเอกสารสำหรับคู่ค้า B2B ก็ทำได้รวดเร็วขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีจากเงินปันผลเท่าไร บุคคลธรรมดาถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินปันผล เลือกได้ว่าจะจบที่ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปีเพื่อขอเครดิตภาษีคืน ส่วนนิติบุคคลที่ถือหุ้นตามเงื่อนไขจะได้รับยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง เครดิตภาษีเงินปันผลคุ้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้ส่วนบุคคลของผู้ถือหุ้น ถ้าอัตราภาษีต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ การใช้เครดิตภาษีจะได้เงินคืน แต่ถ้าอัตราภาษีสูงอาจต้องเสียภาษีเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องแจ้ง DBD ภายในกี่วัน ต้องยื่น บอจ.5 ฉบับใหม่ต่อ DBD ภายใน 14 วันหลังจากมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องไปที่สำนักงาน ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่าลาออก เพราะผู้ถือหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียน ทั้งนี้ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน เช็คผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าได้ที่ไหน เช็คได้ผ่านเว็บไซต์ DBD DataWarehouse (datawarehouse.dbd.go.th) โดยค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียน ส่วนรายชื่อผู้ถือหุ้นเต็มสามารถขอคัดสำเนา บอจ.5 ผ่านระบบ e-Service ของ DBD ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

Impairment คืออะไร การด้อยค่าสินทรัพย์ที่กระทบงบการเงิน

ลองนึกภาพว่าธุรกิจของคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท แต่ผ่านไป 2 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยน จนเครื่องนี้ทำเงินได้แค่ 6 แสนบาท มูลค่าที่หายไป 4 แสนบาทนี้ ในทางบัญชีเรียกว่า Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักบัญชีล้วน ๆ แต่ความจริงแล้ว Impairment ส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน ที่คู่ค้า B2B และนักลงทุนใช้ตัดสินใจ โดยในบทความนี้ จะอธิบาย Impairment ด้วยภาษาเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง Impairment คืออะไร Impairment คือ การที่สินทรัพย์ของธุรกิจมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกอยู่ในบัญชี พูดง่าย ๆ คือ ของที่จดไว้ว่ามีค่าเท่านี้ แต่พอถึงวันนี้มันมีค่าน้อยกว่าที่จดไว้ มาตรฐานการบัญชี TAS 36 ซึ่งเทียบเท่า IAS 36 ในระดับสากล กำหนดให้กิจการต้องทดสอบสินทรัพย์เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ ถ้ามูลค่าจริงต่ำกว่าที่บันทึก ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) ในงบการเงิน สินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่อาจเกิดการด้อยค่า สินทรัพย์ที่ต้องทดสอบ Impairment ครอบคลุมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สินทรัพย์บางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือและเครื่องมือทางการเงิน มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะของตัวเอง จึงไม่ใช้ TAS 36 – อ่านเรื่องสินทรัพย์เพิ่มได้ที่นี่ Impairment ต่างจากค่าเสื่อมราคาและ Write-off อย่างไร คนทำธุรกิจมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายเป็นตาราง รายการ ความหมาย เกิดขึ้นเมื่อไร ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งาน ทุกงวดตามแผนที่กำหนดไว้ การด้อยค่า (Impairment) มูลค่าจริงลดต่ำกว่าที่บันทึกไว้ เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเสื่อมค่าผิดปกติ การตัดจำหน่าย (Write-off) ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีทั้งจำนวน เมื่อสินทรัพย์ไม่มีมูลค่าเหลือหรือสูญหาย ค่าเสื่อมราคาเป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกงวด เหมือนรถที่เสื่อมค่าตามอายุ แต่ Impairment เกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดหดตัว หรือสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ส่วน Write-off คือการตัดออกทั้งก้อนเมื่อของหมดค่าไปแล้ว สัญญาณเตือนที่บอกว่าสินทรัพย์อาจต้องทดสอบ Impairment สัญญาณจากภายนอก สัญญาณจากภายใน ข้อยกเว้นคือ ค่าความนิยม (Goodwill) ต้องทดสอบทุกปี ไม่ว่าจะมีสัญญาณหรือไม่ ขั้นตอนทดสอบ Impairment ทำอย่างไร เมื่อพบสัญญาณบ่งชี้แล้ว ขั้นตอนการทดสอบมี 3 ขั้น มูลค่าตามบัญชี (Carrying Amount) คืออะไร มูลค่าตามบัญชี คือ ราคาสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบการเงิน หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสมแล้ว ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคาไป 2 แสนบาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 8 แสนบาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) คืออะไร คือจำนวนเงินสูงสุดที่กิจการจะได้จากสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปรียบเทียบ 2 ตัวเลขแล้วเลือกตัวที่สูงกว่า ตัวอย่างการคำนวณ Impairment Test สมมติ บริษัท สมาร์ทมูฟ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเครื่องจักรผลิตสินค้า รายการ จำนวนเงิน ราคาซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 200,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท มูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนขาย 550,000 บาท มูลค่าจากการใช้ (Value in Use) 600,000 บาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (เลือกตัวสูงกว่า) 600,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน 600,000 บาท ผลต่าง 200,000 บาท คือ Impairment Loss ที่ต้องบันทึกในงบการเงิน วิธีบันทึกบัญชีเมื่อสินทรัพย์ด้อยค่า เมื่อคำนวณ Impairment Loss ได้แล้ว ต้องบันทึกในบัญชีทันที จากตัวอย่างข้างต้น บันทึกได้ดังนี้ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย 200,000 ค่าเผื่อการด้อยค่า (Accumulated Impairment Loss) ปรับลดสินทรัพย์ 200,000 หลังบันทึกแล้ว มูลค่าตามบัญชีจะลดเหลือ 600,000 บาท ตรงกับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ค่าเสื่อมราคาในงวดถัดไป ต้องคำนวณใหม่จากฐาน 600,000 บาทนี้ ผลกระทบของ Impairment ต่องบการเงิน ที่คู่ค้าและนักลงทุนต้องรู้ Impairment ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนภายนอกมองธุรกิจของคุณด้วย ผลต่องบกำไรขาดทุน (Income Statement) Impairment Loss ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิในงวดนั้นลดลง ถ้าจำนวนเงินมาก อาจทำให้กิจการที่เคยกำไรกลายเป็นขาดทุนได้เลย สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรต่อหุ้น (EPS) จะลดตาม นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการตัดสินใจ ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) เมื่อบันทึก Impairment สินทรัพย์รวมจะลดลง ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม ผลคือส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตาม สิ่งที่คู่ค้า B2B มักดู คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ถ้าส่วนทุนลดลง อัตราส่วนนี้จะสูงขึ้น อาจกระทบวงเงินสินเชื่อหรือเงื่อนไขการค้า ผลต่ออัตราส่วนการเงินที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ อัตราส่วน ผลกระทบจาก Impairment ทำไมสำคัญ ROA (ผลตอบแทนจากสินทรัพย์) สินทรัพย์และกำไรลดลงพร้อมกัน วัดว่าธุรกิจใช้สินทรัพย์สร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ROE (ผลตอบแทนจากส่วนทุน) ส่วนทุนลดตาม ใช้เทียบผลตอบแทนกับธุรกิจอื่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน ส่วนทุนลด ทำให้ ratio สูงขึ้น คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น ลดลง นักลงทุนใช้เทียบกับราคาตลาด Impairment ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจในสายตาคนภายนอกเปลี่ยนไป ทั้งนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน แต่การบันทึก Impairment ไม่ใช่เรื่องเสียหาย งบการเงินที่สะท้อนมูลค่าจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แสดงว่ากิจการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส การกลับรายการด้อยค่าทำได้เมื่อไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดี เช่น ตลาดฟื้นตัว หรือสินทรัพย์กลับมาสร้างรายได้มากขึ้น กิจการสามารถกลับรายการ Impairment ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ สรุป Impairment กับความโปร่งใสของธุรกิจ Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นกลไกที่ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง เมื่อมีสัญญาณว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่า ให้ทดสอบและบันทึกตามมาตรฐาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย งบที่สะท้อนความจริง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุนได้ดีกว่า จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมือเป็นเรื่องกินเวลาและเสี่ยงผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึก ติดตาม และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Impairment การด้อยค่าสินทรัพย์ Impairment Loss นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม กรมสรรพากรไม่ยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่บันทึก จะรับรู้เป็นรายจ่ายได้เมื่อจำหน่ายสินทรัพย์นั้นจริง จึงเกิดผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีและภาษี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการให้ถูกต้อง ธุรกิจ SME ที่ใช้ NPAEs ต้องทดสอบ Impairment ด้วยหรือเปล่า กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) ก็มีข้อกำหนดเรื่องการด้อยค่าเช่นกัน แต่หลักการจะเรียบง่ายกว่า TFRS ควรปรึกษานักบัญชีว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่ต้องทดสอบ ถ้าไม่บันทึก Impairment จะมีผลอย่างไร ถือว่างบการเงินไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบทั้งฉบับ Impairment เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและสภาพตลาด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์เทคโนโลยีมากมักเจอบ่อยกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ส่วนธุรกิจที่มีค่าความนิยมจากการซื้อกิจการ ต้องทดสอบทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีร้านค้า คืออะไร เจ้าของร้านต้องจ่ายอะไรบ้าง

ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร ภาษีร้านค้าคืออะไร ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท 3 ภาษีหลักที่ต้องรู้ ภาษี ใครต้องจ่าย ความถี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) ภาษีเงินได้ เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย หัวข้อ ร้านค้าส่ง (B2B) ร้านค้าปลีก (B2C) ใบกำกับภาษี ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ ออกแบบอย่างย่อได้ ข้อมูลในใบกำกับภาษี ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ ภาษีซื้อ มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ภาษีซื้อน้อยกว่า การขอคืน VAT มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรณีบุคคลธรรมดา ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง กรณีนิติบุคคล ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ควรจดบริษัทเมื่อไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราและเงื่อนไขการหัก ประเภทรายจ่าย อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง ค่าขนส่ง 1% ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน ค่าจ้างทำของ 3% ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง ค่าบริการ 3% ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา ค่าเช่า 5% ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้ Checklist เอกสารภาษีร้านค้า เอกสาร เก็บไว้ทำไม ใบกำกับภาษีซื้อ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี สำเนาใบกำกับภาษีขาย ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ หลักฐานค่าใช้จ่าย ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้ ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่ ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท ต่างกันตรงไหน สรุปครบจบ

เจ้าของธุรกิจหลายคนเจอสถานการณ์คล้ายกัน เวลาจะซื้อรถ ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือซื้ออุปกรณ์สำนักงาน แล้วลังเลว่าควรซื้อในนามตัวเอง หรือซื้อในนามบริษัทดีกว่ากัน คำถามนี้ดูเล็ก แต่คำตอบส่งผลต่อเรื่องภาษี การบันทึกบัญชี และกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินโดยตรง บทความนี้จะเปรียบเทียบการซื้อของในนามบุคคลกับในนามบริษัท แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจริงที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที ซื้อในนามบุคคลกับในนามบริษัท หมายถึงอะไร การซื้อในนามบุคคล คือการซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินโดยใช้ชื่อบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของ ใบเสร็จออกในชื่อตัวเอง กรรมสิทธิ์เป็นของคนซื้อ ไม่เกี่ยวกับนิติบุคคลใด การซื้อในนามบริษัท คือการซื้อโดยใช้ชื่อบริษัท หจก. หรือนิติบุคคลเป็นเจ้าของ ใบกำกับภาษีออกในชื่อบริษัท กรรมสิทธิ์เป็นของนิติบุคคล บริษัทนำไปบันทึกบัญชีและใช้สิทธิทางภาษีได้ ความต่างหลักอยู่ที่ กรรมสิทธิ์เป็นของใคร และใครได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ข้อดีและข้อเสีย ซื้อในนามบุคคลเทียบกับในนามบริษัท ก่อนตัดสินใจ ลองดูตารางเปรียบเทียบแบบกระชับ หัวข้อ ซื้อในนามบุคคล ซื้อในนามบริษัท กรรมสิทธิ์ เป็นของตัวเอง ขายต่อง่าย เป็นของบริษัท ต้องผ่านมติผู้ถือหุ้นหากจะโอน ภาษี VAT ขอคืน VAT ไม่ได้ ขอคืน VAT ได้ (ถ้าจด VAT) หักค่าใช้จ่าย หักค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้ บันทึกเป็นรายจ่ายบริษัท ลดฐานภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา ไม่สามารถตัดค่าเสื่อมได้ ตัดค่าเสื่อมราคาได้ตามหลักบัญชี ความซับซ้อน ง่าย ไม่ต้องทำเอกสาร ต้องเตรียมเอกสารบริษัท บันทึกบัญชี ความเสี่ยง ทรัพย์สินแยกจากธุรกิจ ถ้าบริษัทถูกฟ้อง ทรัพย์สินอาจถูกยึด ข้อดีหลักของการซื้อในนามบริษัท – หักเป็นรายจ่ายของบริษัท ทำให้กำไรสุทธิลดลง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลน้อยลง – ขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ได้ เช่น ซื้อของ 107,000 บาท มี VAT 7,000 บาท ขอคืนได้เต็มจำนวน – บันทึกค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ทำให้มีรายจ่ายทางภาษีต่อเนื่อง ข้อดีหลักของการซื้อในนามบุคคล – ไม่ต้องเตรียมเอกสารบริษัท สะดวกรวดเร็ว – กรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง ขายหรือโอนได้อิสระ – ไม่มีปัญหาเรื่องรายจ่ายต้องห้ามหรือการตรวจสอบจากสรรพากร ผลกระทบด้านภาษี ทั้ง VAT ภาษีเงินได้ และรายจ่ายต้องห้าม เรื่องภาษีเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนเลือกซื้อในนามบริษัท ลองดูรายละเอียดแต่ละด้าน ซื้อในนามบริษัท หักภาษีได้อย่างไร เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายหรือบันทึกเป็นทรัพย์สินตามหลักบัญชีได้ ตัวอย่าง บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท (ไม่รวม VAT) จะเกิดสิทธิประโยชน์ 2 ทาง คือ 1. ขอคืน VAT ได้ 2,100 บาท (30,000 x 7%) 2. บันทึกเป็นทรัพย์สินแล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท (อายุการใช้งาน 3 ปี) ซึ่งลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลทุกปี หากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท ช่วยประหยัดภาษีได้ปีละ 2,000 บาท ทั้งนี้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร รายจ่ายต้องห้าม คือ ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักเป็นรายจ่ายของบริษัท แม้จะจ่ายจริงก็ตาม ถ้าบริษัทนำไปหัก อาจถูกสรรพากรประเมินภาษีย้อนหลังได้ ตัวอย่างรายจ่ายต้องห้ามที่พบบ่อย – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเครื่องสำอาง ค่าท่องเที่ยวส่วนตัว – รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ซื้อของตกแต่งบ้านกรรมการ – รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานครบถ้วน เช่น ไม่มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี – เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการเกินสมควร สิ่งสำคัญที่ SME ต้องจำ คือ ถ้าซื้อของส่วนตัวแล้วเอามาลงบัญชีบริษัท สรรพากรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม และอาจมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มตามมา ตัวอย่างการซื้อของ ในนามบริษัท จากข้อมูลขั้นต้น เห็นได้ชัดเจนว่า การจัดซื้อในนามบริษัทต้องเป็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ รถยนต์ อาคาร หรือที่ดิน เป็นต้น ทั้งนี้ การซื้อแต่ละประเภทยังให้สิทธิทางภาษีที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างด้านล่าง ซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัทเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุด สิ่งที่ต้องรู้คือ – รถที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท (ไม่รวม VAT) สามารถตัดค่าเสื่อมราคาได้เต็มจำนวน – รถที่มีราคาเกิน 1 ล้านบาท ตัดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนเกินถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม – ขอคืน VAT ได้เฉพาะรถกระบะ (ไม่ใช่รถเก๋ง) ตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ซื้อเอง) และหลักฐานทางการเงินของบริษัท ซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัท การซื้อบ้านหรือที่ดินในนามบริษัททำได้ แต่ต้องเป็นการใช้เพื่อกิจการจริง เช่น ซื้อเป็นสำนักงาน โกดังสินค้า หรือหอพักพนักงาน ข้อควรระวังคือ ถ้าซื้อบ้านในนามบริษัทแล้วกรรมการไปอยู่อาศัยเอง สรรพากรอาจถือเป็นผลประโยชน์ที่กรรมการได้รับ ต้องคำนวณเป็นเงินได้ของกรรมการด้วย ซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ซื้อในนามบริษัทเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะอุปกรณ์สำนักงานใช้ในกิจการชัดเจน บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายได้ (ขึ้นอยู่กับมูลค่า) และขอคืน VAT ได้ ตัวอย่าง ซื้อเครื่องปริ้นเตอร์ 5,000 บาท ขอคืน VAT ได้ 350 บาท และบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทลดฐานภาษีเงินได้อีก สำหรับอุปกรณ์ที่ราคาสูงกว่า เช่น โน้ตบุ๊กราคา 40,000 บาท ควรบันทึกเป็นทรัพย์สินและทยอยตัดค่าเสื่อมราคา 3 ปี เอกสารที่ต้องเตรียมเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อจะซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินในนามบริษัท ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนไปติดต่อ ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ไม่เกิน 6 เดือน) สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ หนังสือมอบอำนาจกรณีที่ไม่ได้ซื้อเอง และสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) สำหรับการซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ อาจต้องมีรายงานงบการเงินล่าสุดและสำเนาบัญชีเงินฝากของบริษัทด้วย วิธีบันทึกบัญชีเมื่อซื้อของในนามบริษัท เมื่อบริษัทซื้อสินค้าหรือทรัพย์สิน ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 สินค้ามูลค่าต่ำ (มักใช้เกณฑ์ไม่เกิน 2,000 บาท หรือตามนโยบายบริษัท) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในเดือนที่ซื้อ กรณีที่ 2 ทรัพย์สินมูลค่าสูง เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ราคาแพง บันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ประเภท อายุการใช้งาน ตัวอย่าง อาคาร 20 ปี สำนักงาน โกดัง เครื่องตกแต่ง 5 ปี เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ 3 ปี โน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป รถยนต์ 5 ปี รถกระบะ รถเก๋ง สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ถนัดเรื่องบัญชี การใช้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายและจัดการทรัพย์สินได้สะดวก ไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาเอง สรุป เลือกซื้อในนามไหนดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ไม่มีคำตอบตายตัวว่าซื้อในนามใดดีกว่า เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน – ซื้อในนามบริษัท เหมาะกับ ทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการจริง ต้องการสิทธิหัก VAT และลดฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล – ซื้อในนามบุคคล เหมาะกับ ของที่ใช้ส่วนตัว ไม่ต้องการยุ่งยากเรื่องเอกสาร หรือต้องการกรรมสิทธิ์เป็นของตัวเอง – กรณีที่ใช้ปนกัน ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ต้องระวังเรื่องรายจ่ายต้องห้าม ปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจจะปลอดภัยที่สุด PEAK ช่วยจัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบ เมื่อตัดสินใจซื้อในนามบริษัทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการบันทึกบัญชีและจัดการเอกสารภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วให้ระบบช่วยทำงานบัญชีแทนคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการซื้อของในนามบุคคลและในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ผ่านยากหรือไม่ การขอสินเชื่อรถในนามบริษัทไม่ได้ยากกว่าในนามบุคคล แต่ไฟแนนซ์จะดูงบการเงินของบริษัท ผลประกอบการ และระยะเวลาที่จดทะเบียนมา บริษัทที่เปิดใหม่ยังไม่มีงบการเงินอาจถูกขอหลักประกันเพิ่มเติม ซื้อของส่วนตัวแล้วเอาเข้าบริษัทได้หรือไม่ ถ้าซื้อของในชื่อส่วนตัวแล้วอยากให้บริษัทเป็นเจ้าของ ทำได้โดยขายหรือโอนให้บริษัท แต่ต้องมีเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ราคาต้องเป็นราคาตลาดที่สมเหตุสมผล และต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย ถ้าโอนโดยไม่มีเอกสาร สรรพากรอาจไม่ยอมรับเป็นรายจ่ายของบริษัท ออกบิลในนามบริษัทต้องทำอย่างไร เมื่อซื้อของในนามบริษัท ให้แจ้งร้านค้าว่าต้องการออกใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท โดยแจ้งชื่อบริษัทเต็ม ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี (13 หลัก) และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ร้านค้าจะออก ใบกำกับภาษี ให้ ซึ่งบริษัทนำไปใช้ขอคืน VAT และบันทึกบัญชีได้ ซื้อรถในนามบริษัท ต้องเปิดมากี่ปี ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าบริษัทต้องเปิดมากี่ปีถึงจะซื้อรถได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ต้องการให้บริษัทมีงบการเงินอย่างน้อย 1 รอบบัญชี เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ บริษัทใหม่ที่ยังไม่มีงบอาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น หรือให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กำไรสะสม คืออะไร ตัวเลขที่บอกความมั่นคงของธุรกิจ

เวลาเปิดงบการเงินของบริษัทสักแห่ง หลายคนมักเลื่อนผ่านบรรทัดที่เขียนว่า Retained Earnings หรือกำไรสะสม ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเลขบรรทัดนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจ่ายปันผล ความพร้อมขยายกิจการ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและนักลงทุน โดยบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกำไรสะสมตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ได้แก่ ผลกระทบต่อเงินปันผลและการวางแผนภาษี กำไรสะสม คืออะไร กำไรสะสม คือ ผลรวมของกำไรสุทธิที่บริษัทเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการ หลังหักเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ตัวเลขนี้แสดงอยู่ในส่วนของเจ้าของ (Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ กำไรที่บริษัทหามาได้แล้วยังไม่ได้แจกจ่ายออกไป ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทสะสมผลกำไรไว้มาก กำไรสะสม ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Retained Earnings บางครั้งอาจเห็นเขียนว่า Accumulated Profits หรือ Earned Surplus ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน กำไรสะสม อยู่หมวดไหนในงบการเงิน กำไรสะสมอยู่ในหมวดส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ได้อยู่ในหมวดสินทรัพย์หรือหนี้สิน จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรสะสมเป็นเงินสดที่เก็บไว้ในบัญชี แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวเลขทางบัญชีที่อาจถูกใช้ไปในรูปของสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ซื้อเครื่องจักร หรือลงทุนขยายสาขา กำไรสะสม เดบิตหรือเครดิต กำไรสะสมเป็นบัญชีฝั่งเครดิต เพราะอยู่ในส่วนของเจ้าของ ถ้ามีกำไร จะบันทึกเครดิตเพิ่ม ถ้ามีขาดทุน จะบันทึกเดบิตลด ประเภทของกำไรสะสม กำไรสะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ประเภท ความหมาย กำไรสะสมจัดสรรแล้ว (Appropriated) ส่วนที่บริษัทกันไว้ตามกฎหมายหรือมติผู้ถือหุ้น เช่น สำรองตามกฎหมาย 5% จ่ายปันผลหรือใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะยกเลิกการจัดสรร กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร (Unappropriated) ส่วนที่เหลือหลังหักจัดสรรแล้ว เป็นส่วนที่บริษัทนำไปจ่ายปันผลหรือใช้ลงทุนต่อได้ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ ตัวเลขที่เห็นในงบมักเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร เพราะไม่ค่อยมีการตั้งสำรองพิเศษ สูตรคำนวณกำไรสะสม กำไรสะสมคำนวณได้จากสูตรนี้ กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่า บริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ กำไรสะสมปลายงวด = 500,000 + 300,000 – 100,000 = 700,000 บาท ตัวเลข 700,000 บาทนี้จะปรากฏในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบบัญชี งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คืออะไร งบกำไรสะสมเป็นรายงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมตลอดรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มจากยอดต้นงวด บวกกำไรสุทธิ หักเงินปันผลจ่าย จนได้ยอดปลายงวด งบนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเห็นภาพว่า กำไรที่หามาได้ถูกนำไปใช้อย่างไร เก็บสะสมไว้เท่าไร และจ่ายออกไปเท่าไร ทำไมคู่ค้า B2B และนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับกำไรสะสม กำไรสะสมเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธุรกิจ บริษัทที่มีกำไรสะสมสูงต่อเนื่องแสดงว่าทำกำไรได้จริง ไม่ได้พึ่งเงินกู้หรือเงินเพิ่มทุนอย่างเดียว กำไรสะสมบอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อคู่ค้า B2B ต้องตัดสินใจให้เครดิตเทอม 30-90 วัน หรือเมื่อนักลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัท สิ่งหนึ่งที่ดูคือกำไรสะสม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีกันชนทางการเงิน (Financial Cushion) มากแค่ไหน ถ้ายอดขายลดลงชั่วคราว บริษัทยังอยู่ได้หรือไม่ กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสัญญาณเชิงบวก ส่วนกำไรสะสมที่ลดลงหรือติดลบ อาจเป็นธงแดงว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์รายหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้เครดิตเทอม 60 วันกับลูกค้าหรือไม่ การเปิดงบแล้วเห็นกำไรสะสมเพิ่มต่อเนื่อง 3 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการดูแค่ยอดขายปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนมักใช้ 2 อัตราส่วนนี้ประกอบการวิเคราะห์ อัตราส่วน สูตร บอกอะไร Retention Ratio (กำไรสุทธิ – เงินปันผล) หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท ยิ่งสูงยิ่งเก็บเงินไว้ขยายธุรกิจมาก Payout Ratio เงินปันผล หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น เป็นตัวเลขกลับกันกับ Retention Ratio กำไรสะสมกับการจ่ายเงินปันผล สิ่งที่ SME ต้องรู้ ไม่ใช่ว่ามีกำไรสะสมแล้วจะจ่ายปันผลได้เลย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทจำกัดจะจ่ายเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไรไม่ได้ และถ้ายังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ก็จ่ายปันผลไม่ได้เช่นกัน เงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรู้ บริษัทจำกัดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนจ่ายปันผล กฎข้อกันสำรอง 5% นี้เป็นเรื่องที่ SME หลายรายมองข้าม ถ้าไม่ทำตาม อาจมีปัญหาในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง กำไรสะสมกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ผู้รับปันผลต้องเสียภาษีเพิ่มเติม จุดนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของ SME ควรวางแผนล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายปันผล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลจ่าย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายปันผล 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 90,000 บาท ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เครดิตภาษีเงินปันผลคำนวณอย่างไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือ สิทธิที่ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) มาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 20% อาจได้เงินคืนจากการใช้เครดิตภาษีนี้ การจะใช้เครดิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ กำไรสะสม ณ วันเลิกกิจการ เมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการ กำไรสะสมที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนที่จ่ายคืนเกินกว่าทุนที่ลงไป ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้ถือหุ้น จุดนี้ SME ที่กำลังคิดจะปิดกิจการควรวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะถ้ากำไรสะสมสูง ภาระภาษีตอนปิดบริษัทก็จะสูงตามไปด้วย สรุป กำไรสะสมไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจ กำไรสะสมบอกได้ทั้งสุขภาพทางการเงิน ความพร้อมจ่ายปันผล และศักยภาพในการขยายกิจการ ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามตัวเลขนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูปีละครั้งตอนปิดงบ PEAK ช่วยติดตามกำไรสะสมได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ดูงบทดลองและรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขกำไรสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสำนักงานบัญชีส่งรายงาน ทำให้ตัดสินใจเรื่องปันผลและการลงทุนได้เร็วขึ้น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Retained Earnings กำไรสะสม กำไรสะสมกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร กำไรสุทธิคือผลกำไรของปีนั้นปีเดียว ส่วนกำไรสะสมคือผลรวมสะสมของกำไรสุทธิทุกปีตั้งแต่เปิดบริษัท หลังหักเงินปันผลที่จ่ายไปแล้ว กำไรสุทธิเป็นรายได้ของงวด กำไรสะสมเป็นรายได้สะสมของทั้งชีวิตบริษัท กำไรสะสมติดลบได้หรือไม่ ได้ ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมมากกว่ากำไรที่เคยทำได้ กำไรสะสมจะเป็นค่าติดลบ (เรียกว่า ขาดทุนสะสม) สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมดก่อน กำไรสะสมสูง แปลว่าบริษัทมีเงินสดเยอะใช่หรือไม่ ไม่จำเป็น กำไรสะสมเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดในมือ บริษัทอาจมีกำไรสะสม 10 ล้านบาท แต่เงินถูกนำไปซื้อเครื่องจักร สต็อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นแล้ว ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กันจึงจะเห็นภาพครบ SME ต้องทำงบกำไรสะสมแยกต่างหากหรือไม่ SME ที่เป็นบริษัทจำกัดต้องมีข้อมูลกำไรสะสมแสดงในงบแสดงฐานะการเงินอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

20 min

เงินทุน คืออะไร แหล่งเงินทุนแต่ละประเภท และผลกระทบภาษี

ผู้ประกอบการ B2B หลายคนเตรียมแผนขยายกิจการไว้แล้ว แต่พอถึงขั้นตอนหาเงินทุนกลับหยุดชะงัก เพราะไม่แน่ใจว่าควรกู้ธนาคาร เพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น หรือหาเงินทุนจากแหล่งอื่น แต่ละทางเลือกส่งผลต่อโครงสร้างภาษีและความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปภาพรวมแหล่งเงินทุนทั้ง 2 ประเภทหลัก ตั้งแต่ Equity ไปจนถึง Debt พร้อมอธิบายผลกระทบทางภาษีและอัตราส่วนการเงินที่สถาบันการเงินและคู่ค้า B2B มักใช้ประเมินก่อนตัดสินใจทำธุรกิจด้วย เงินทุนคืออะไร ทำไมถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ เงินทุน (Capital) หมายถึง ทรัพยากรทางการเงินที่ธุรกิจนำมาใช้ดำเนินงานและขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดที่เจ้าของลงทุนเอง เงินกู้จากธนาคาร หรือเงินจากนักลงทุนภายนอก สำหรับธุรกิจ B2B เงินทุนมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวกว่า B2C ลูกค้าองค์กรอาจมีเครดิตเทอม 30-90 วัน ทำให้ธุรกิจต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับหมุนเวียนระหว่างรอรับชำระ เงินทุนกับทุนจดทะเบียน ต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่างคำว่าเงินทุนกับทุนจดทะเบียน ให้เข้าใจแบบง่ายคือ ทุนจดทะเบียนเป็นตัวเลขที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตอนจัดตั้งบริษัท ส่วนเงินทุนของธุรกิจหมายถึงเงินทั้งหมดที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้ได้จริง ซึ่งรวมทั้งทุนจดทะเบียน กำไรสะสม และเงินกู้ยืม แหล่งเงินทุนมีอะไรบ้าง 2 ประเภทหลักที่ต้องรู้ แหล่งเงินทุนของธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity) และแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt) การเลือกสัดส่วนที่เหมาะสมส่งผลต่อทั้งต้นทุน ภาษี และอำนาจบริหาร แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity Financing) Equity Financing คือ เงินทุนที่ได้มาจากเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น โดยไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ ข้อดีของ Equity คือไม่สร้างภาระหนี้ ธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยทุกเดือน แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหาร แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt Financing) Debt Financing คือ เงินที่กู้ยืมมาและต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด ตัวอย่างเช่น ข้อดีของ Debt คือเจ้าของไม่ต้องเสียสัดส่วนหุ้น ยังคงควบคุมกิจการได้เต็มที่ และดอกเบี้ยสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แหล่งเงินทุนระยะสั้นกับระยะยาว ต่างกันตรงไหน นอกจากแบ่งตาม Equity กับ Debt แล้ว แหล่งเงินทุนยังแบ่งตามระยะเวลาได้อีกด้วย แหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) เหมาะสำหรับหมุนเวียนในกิจการ เช่น ซื้อสินค้ามาขาย จ่ายค่าจ้าง หรือรอลูกค้าจ่ายเงิน ตัวอย่างได้แก่ วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) เครดิตจากคู่ค้า (Trade Credit) และ Factoring ธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอมยาวกับลูกค้า มักต้องพึ่งแหล่งเงินทุนระยะสั้นเพื่อเลี้ยงเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ แหล่งเงินทุนระยะยาว (เกิน 1 ปี) เหมาะสำหรับลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ขยายสาขา หรือซื้อเครื่องจักร ตัวอย่างได้แก่ สินเชื่อธุรกิจระยะยาว สัญญาเช่าทางการเงิน (Financial Lease) และการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น หลักคิดง่าย ๆ คือ สินทรัพย์ระยะสั้นควรใช้เงินทุนระยะสั้น สินทรัพย์ระยะยาวควรใช้เงินทุนระยะยาว ถ้าใช้เงินกู้ระยะสั้นไปซื้อเครื่องจักร อาจเจอปัญหาสภาพคล่องได้ เปรียบเทียบ Debt กับ Equity เลือกแหล่งเงินทุนแบบไหนดี ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ด้าน Debt (กู้ยืม) Equity (ทุนเจ้าของ) ภาระจ่ายคืน ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด ไม่ต้องจ่ายคืน แต่ผู้ถือหุ้นคาดหวังผลตอบแทน ผลต่อภาษี ดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เงินปันผลหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ อำนาจบริหาร เจ้าของยังคุมเต็ม ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียง ความเสี่ยง ถ้ารายได้สะดุด อาจจ่ายหนี้ไม่ทัน ไม่มีภาระหนี้ แต่กำไรต่อหุ้นลดลง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ต้องการเงิน 5 ล้านบาทเพื่อขยายคลังสินค้า ถ้ากู้ธนาคารดอกเบี้ย 6% ต่อปี จะมีต้นทุนดอกเบี้ยปีละ 300,000 บาท แต่สามารถนำดอกเบี้ยไปหักภาษีได้ ช่วยประหยัดภาษีปีละ 60,000 บาท (300,000 คูณ อัตราภาษีนิติบุคคล 20%) ส่วนถ้าเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นใหม่ ไม่มีภาระดอกเบี้ย แต่ต้องแบ่งกำไรและอำนาจบริหารให้ผู้ถือหุ้นใหม่ ผลกระทบของแหล่งเงินทุนต่อโครงสร้างภาษี การเลือกแหล่งเงินทุนไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องต้นทุนเงิน แต่ยังกระทบภาษีที่ต้องจ่ายด้วย ดอกเบี้ยเงินกู้กับสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายทางภาษี เมื่อธุรกิจกู้เงินมาลงทุน ดอกเบี้ยที่จ่ายถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีลดลง เรียกว่า Tax Shield สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 2 ล้านบาท กู้เงินจ่ายดอกเบี้ยปีละ 200,000 บาท กำไรที่ต้องเสียภาษีจะเหลือ 1.8 ล้านบาท ภาษีนิติบุคคล 20% เท่ากับจ่ายภาษี 360,000 บาท แทนที่จะเป็น 400,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 40,000 บาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์เสียภาษีในอัตราขั้นบันได (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) เงินปันผลกับภาระภาษีที่ต้องจ่ายสองรอบ ถ้าธุรกิจใช้ Equity แทนการกู้ เมื่อมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น จะเกิดภาษีซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร 20% ก่อน ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้ง โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปี นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจจำนวนมากเลือกใช้ Debt มากกว่า Equity บางส่วน เพราะดอกเบี้ยช่วยลดภาษีได้ ขณะที่เงินปันผลไม่ช่วย อัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินเงินทุน เมื่อคู่ค้า B2B หรือธนาคารต้องการประเมินว่าธุรกิจมีโครงสร้างเงินทุนแข็งแรงหรือไม่ มักดูอัตราส่วนการเงิน 3 ตัวหลัก อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio) D-to-E Ratio = หนี้สินรวม หารด้วย ส่วนของเจ้าของ ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับทุนเจ้าของ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า หมายความว่าหนี้มากกว่าทุนเจ้าของ 2 เท่า สถาบันการเงินอาจมองว่าเสี่ยง สำหรับธุรกิจ B2B ทั่วไป D-to-E Ratio ที่ 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าส่วนใหญ่ยอมรับได้ อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจมีเงินและทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเพียงพอจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ ค่าที่มากกว่า 1.5 ถือว่าสภาพคล่องดี ถ้าต่ำกว่า 1 หมายความว่าธุรกิจอาจจ่ายหนี้ระยะสั้นไม่ทัน คู่ค้า B2B มักดูตัวเลขนี้ก่อนให้เครดิตเทอม เพราะถ้า Current Ratio ต่ำ โอกาสที่จะได้รับชำระเงินตรงเวลาก็น้อยลง อัตราส่วนความสามารถชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) Interest Coverage Ratio = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) หารด้วย ดอกเบี้ยจ่าย ถ้าค่านี้สูงกว่า 3 เท่า แสดงว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ธนาคารมักกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 1.5-2 เท่าเป็นเงื่อนไขในสัญญาสินเชื่อ ผู้ประกอบการสามารถดูอัตราส่วนเหล่านี้ได้จากงบการเงินของธุรกิจ การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้ข้อมูลการเงินอัปเดตแบบ real-time ทำให้ติดตามอัตราส่วนเหล่านี้ได้ทันท่วงที วิธีหาเงินทุนสำหรับธุรกิจ B2B ขั้นตอนจัดหาเงินทุนจริง สินเชื่อธุรกิจจากธนาคารพาณิชย์ ช่องทางที่นิยมที่สุดสำหรับ SME ไทย ธนาคารส่วนใหญ่เปิดให้ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจโดยเตรียมเอกสารหลัก ได้แก่ งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี หนังสือรับรองบริษัท แผนธุรกิจ และ Statement บัญชีธนาคาร เคล็ดลับสำคัญคือ จัดเตรียมงบการเงินให้ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ธนาคารจะพิจารณาจาก D-to-E Ratio และ Current Ratio เป็นหลัก ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบมักได้รับอนุมัติเร็วกว่า แหล่งเงินทุนจากภาครัฐ ภาครัฐมีหลายหน่วยงานที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SME เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ที่มีสินเชื่อเพื่อ SME หลายโครงการ รวมถึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังมีกองทุนและโครงการสนับสนุนเงินทุนสำหรับ SME อีกหลายรูปแบบ (ข้อมูลจาก sme.go.th) Angel Investor, Venture Capital, Private Equity สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อ scale อย่างรวดเร็ว การระดมทุนจากนักลงทุนอาจเหมาะกว่าการกู้ธนาคาร Crowdfunding และสินเชื่อระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer Lending) ทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น สำนักงาน กลต. กำกับดูแล Crowdfunding Portal ในไทย ทำให้ SME สามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้อย่างถูกกฎหมาย (ข้อมูลจาก sec.or.th) ส่วน Peer-to-Peer Lending เป็นแพลตฟอร์มที่จับคู่ผู้กู้กับผู้ให้กู้โดยตรง อัตราดอกเบี้ยอาจต่ำกว่าธนาคาร แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจ สรุป วางแผนเงินทุนให้ธุรกิจ B2B เติบโตได้อย่างมั่นคง การเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมไม่ได้ดูแค่ว่าได้เงินมาหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาทั้งต้นทุนทางการเงิน ผลกระทบทางภาษี และผลต่ออัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าใช้ตัดสินใจ Debt ช่วยเรื่อง Tax Shield แต่สร้างภาระจ่ายคืน Equity ลดความเสี่ยงหนี้สิน แต่อาจเจือจางอำนาจบริหาร ธุรกิจที่ดีมักผสมทั้งสองแหล่งในสัดส่วนที่เหมาะกับขนาดและช่วงเวลาของตัวเอง จัดการบัญชีให้พร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเลือกแหล่งเงินทุนแบบไหน สิ่งที่สถาบันการเงินและคู่ค้าต้องการเห็นก่อนคืองบการเงินที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางธุรกิจ และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้เตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือนำเสนอนักลงทุนได้อย่างมั่นใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ ทดลองใช้ฟรี ต้องการดูภาพรวมสุขภาพการเงินธุรกิจแบบ real-time ลองใช้ PEAK Board แดชบอร์ดวิเคราะห์ธุรกิจที่ช่วยให้เห็นอัตราส่วนการเงินสำคัญได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินทุนธุรกิจ แหล่งเงินทุนมีกี่ประเภท แหล่งเงินทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Equity (ทุนจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น) และ Debt (เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือแหล่งอื่น) นอกจากนี้ยังแบ่งตามระยะเวลาได้เป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) และระยะยาว (เกิน 1 ปี) ธุรกิจ B2B ควรใช้ Debt หรือ Equity มากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ธุรกิจ B2B ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและต้องการรักษาอำนาจบริหารเต็มที่ มักเลือก Debt เป็นหลัก เพราะได้ประโยชน์จากการหักดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ส่วนธุรกิจที่อยู่ในช่วงขยายตัวเร็วและยังไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอ อาจเลือก Equity เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจ่ายหนี้ สถาบันการเงินดูอะไรก่อนอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ ปัจจัยหลักที่ธนาคารพิจารณาคือ งบการเงินย้อนหลัง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D-to-E Ratio) อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ประวัติการชำระหนี้ แผนธุรกิจ และหลักทรัพย์ค้ำประกัน การจัดทำบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติ เงินปันผลต้องเสียภาษีกี่ครั้ง เงินปันผลมีภาระภาษี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร (ปัจจุบัน 20%) ก่อนจ่ายปันผล ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) D-to-E Ratio เท่าไรถึงเรียกว่าเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม โดยทั่วไปธุรกิจ B2B ที่ D-to-E Ratio อยู่ระหว่าง 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าและสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยอมรับได้ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า อาจต้องพิจารณาลดหนี้หรือเพิ่มทุนเจ้าของ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

ใบหุ้น คืออะไร ใช้ทำอะไร ออกอย่างไรให้ถูกต้อง

เจ้าของธุรกิจหลายคนจดทะเบียนบริษัทเสร็จ แต่ไม่เคยเปิดดูใบหุ้นของตัวเองเลยสักครั้ง จนกระทั่งวันที่นักลงทุนหรือคู่ค้ารายใหญ่ขอดูเอกสารหุ้นของบริษัท ตอนนั้นแหละที่เพิ่งรู้ว่าเอกสารฉบับนี้สำคัญกว่าที่คิด ใบหุ้นเป็นเอกสารที่บริษัทจำกัดออกให้ผู้ถือหุ้น เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของและจำนวนหุ้นที่ถือ ตามที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ โดยบทความนี้จะพาคุณเข้าใจครบทุกมิติ ตั้งแต่ความหมาย องค์ประกอบ ขั้นตอนการออก ไปจนถึงมุมที่หลายคนมองข้าม คือทำไมนักลงทุนและคู่ค้า B2B ถึงต้องขอดูเอกสารนี้ก่อนร่วมธุรกิจ ใบหุ้นคืออะไร ทำไมบริษัทต้องมี ใบหุ้น (Share Certificate) คือเอกสารที่บริษัทจำกัดออกให้ผู้ถือหุ้น เพื่อยืนยันว่าถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1128 กำหนดให้บริษัทจำกัดต้องออกเอกสารนี้ให้ผู้ถือหุ้นทุกคน ถ้าเปรียบให้เข้าใจง่าย เอกสารนี้ก็เหมือนโฉนดที่ดิน โฉนดยืนยันว่าคุณเป็นเจ้าของที่ดินแปลงไหน ส่วนเอกสารหุ้นก็ยืนยันว่าคุณมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัทเท่าไร ถ้าบริษัทไม่ออกเอกสารนี้ อาจเกิดปัญหาหลายด้าน เช่น พิสูจน์ความเป็นเจ้าของไม่ได้ เกิดข้อพิพาทเรื่องสัดส่วน หรือมีปัญหาตอนโอนหุ้นให้คนอื่น หุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิ ต่างกันตรงไหน หุ้นสามัญ คือหุ้นที่ให้สิทธิพื้นฐานทั่วไป เช่น สิทธิออกเสียงในที่ประชุมและรับเงินปันผลส่วนหุ้นบุริมสิทธิให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น ได้รับเงินปันผลก่อน ในเอกสารหุ้นต้องระบุชนิดให้ชัด เพราะสิทธิที่ได้รับแตกต่างกัน องค์ประกอบของใบหุ้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย เอกสารที่ถูกต้องต้องมีรายละเอียดครบตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1128 ถ้าขาดรายละเอียดสำคัญ อาจถูกโต้แย้งได้ในอนาคต Checklist สิ่งที่ต้องระบุ รายการ ทำไมต้องมี ชื่อบริษัท ระบุว่าเป็นหุ้นของบริษัทไหน เลขทะเบียนบริษัท ใช้อ้างอิงกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จำนวนทุนจดทะเบียนและจำนวนหุ้นทั้งหมด บอกขนาดบริษัท มูลค่าหุ้น (ราคาพาร์) ระบุมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น ชื่อผู้ถือหุ้น ระบุว่าใครเป็นเจ้าของ จำนวนหุ้นที่ถือ บอกสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เลขหมายใบหุ้น ใช้อ้างอิงในการโอนหุ้น วันที่ออก บอกวันที่เอกสารเริ่มมีผล ลายเซ็นกรรมการ (อย่างน้อย 1 คน) ยืนยันว่าบริษัทออกให้จริง ตราประทับบริษัท (ถ้ามี) เพิ่มความน่าเชื่อถือ สิ่งที่หลายคนลืม คือต้องติดอากรแสตมป์ตามที่กรมสรรพากรกำหนดด้วย ถ้าไม่ติดอาจทำให้เอกสารไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ขั้นตอนการออกใบหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย การออกเอกสารหุ้นไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ครบตามลำดับ เพื่อให้มีผลทางกฎหมายและใช้อ้างอิงได้จริง การออกครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท หลังจดทะเบียนบริษัทจำกัดที่ DBD เรียบร้อยแล้ว กรรมการต้องออกเอกสารหุ้นให้ผู้ถือหุ้นทุกคนภายใน 2 เดือน อากรแสตมป์ ติดเท่าไร ซื้อที่ไหน ตามประมวลรัษฎากร ต้องติดอากรแสตมป์ 5 บาทต่อ 1 ฉบับ ไม่ว่ามูลค่าหุ้นจะเท่าไร ซื้ออากรแสตมป์ได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือร้านเครื่องเขียนทั่วไป ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีผู้ถือหุ้น 3 คน ก็ต้องติดอากร 3 ดวง รวม 15 บาท ถ้าไม่ติดอากร เอกสารอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ การบันทึกบัญชีหลังออกเอกสารหุ้น เมื่อออกเอกสารแล้ว ต้องบันทึกทุนจดทะเบียนในงบการเงินด้วย วิธีบันทึก คือ เดบิต: เงินฝากธนาคาร และเครดิต: ทุนจดทะเบียน-หุ้นสามัญ ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จดทะเบียนทุน 1 ล้านบาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาทเมื่อชำระค่าหุ้นครบ บัญชีจะบันทึกทุนเรียกชำระแล้ว 1 ล้านบาทเข้าส่วนของผู้ถือหุ้น ใบหุ้นกับ Due Diligence ทำไมนักลงทุนและคู่ค้า B2B ต้องขอดู นี่คือมุมที่หลายคนมองข้าม เอกสารหุ้นไม่ได้มีไว้เก็บในลิ้นชักเฉยๆ แต่เป็นเอกสารชุดแรกที่นักลงทุนหรือคู่ค้ารายใหญ่ขอดูก่อนตัดสินใจร่วมธุรกิจ เมื่อบริษัทต้องการระดมทุน เปิดรับนักลงทุนใหม่ หรือเข้าร่วมเป็น supplier ของบริษัทขนาดใหญ่ สิ่งที่อีกฝ่ายจะทำคือ Due Diligence (การตรวจสอบสถานะบริษัท)เอกสารหุ้นเป็นหลักฐานที่บอกว่าใครถือหุ้นเท่าไร และมีอำนาจตัดสินใจแค่ไหน เอกสารที่นักลงทุนขอดูก่อนร่วมลงทุน เอกสาร ทำไมนักลงทุนต้องดู ใบหุ้น + สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ยืนยันสัดส่วนผู้ถือหุ้นจริง ตรวจว่าไม่มีข้อพิพาท หนังสือรับรองบริษัท (DBD) ยืนยันสถานะนิติบุคคล งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี ดูผลประกอบการและฐานะการเงิน รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ตรวจมติสำคัญ เช่น การเพิ่มทุน สัญญาสำคัญ (ถ้ามี) ดูภาระผูกพันและความเสี่ยง สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย คือ ผู้ประกอบการเตรียมเอกสารได้หมดทุกอย่าง แต่กลับหาเอกสารหุ้นไม่เจอ หรือข้อมูลไม่ตรงกับ บอจ.5 ที่ส่ง DBD ทำให้ขั้นตอน Due Diligence สะดุด และนักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่น เอกสารที่คู่ค้า B2B ขอตรวจสอบเครดิตบริษัท ไม่ใช่แค่นักลงทุน คู่ค้าที่ต้องการทำสัญญาระยะยาวหรือให้เครดิตเทอมก็มักขอเอกสารหุ้นเช่นกัน เพราะต้องการตรวจสอบว่าบริษัทมีผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือ โครงสร้างทุนมั่นคง และไม่มีข้อพิพาท คำแนะนำ จัดเก็บให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก เก็บสำเนาดิจิทัลคู่กับต้นฉบับ อัปเดตสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เอกสารคู่กับใบหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือเอกสารที่บริษัทจัดทำไว้ที่สำนักงานใหญ่ บันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด จำนวนหุ้น วันที่ได้หุ้น และประวัติการโอน ข้อมูลในสมุดทะเบียนต้องตรงกับเอกสารหุ้นที่ออกให้เสมอถ้าไม่ตรง จะเกิดปัญหาตอน Due Diligence หรือตอนยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ให้ DBD ตัวอย่างสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนจะบันทึกข้อมูลเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน จำนวนหุ้นที่ถือ เลขหมายเอกสาร วันที่ได้หุ้น และวันที่โอน (ถ้ามี) ทุกครั้งที่มีการโอนหุ้น บริษัทต้องอัปเดตสมุดทะเบียนทันที และออกเอกสารหุ้นฉบับใหม่ให้ผู้รับโอน ใบหุ้นหาย ทำอย่างไร ถ้าเอกสารหุ้นหาย ไม่ต้องตกใจ เพราะขอออกฉบับใหม่ทดแทนได้ การเก็บสำเนาดิจิทัลทุกฉบับจะช่วยลดปัญหาสูญหาย PEAK ช่วยคุณจัดเก็บเอกสารบริษัทแบบ Cloud ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารหาย สรุป ใบหุ้นสำคัญกว่าที่คิด เพราะเป็นรากฐานความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เอกสารหุ้นไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่กฎหมายบังคับให้มี แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุน การเจรจากับคู่ค้า หรือการตรวจสอบเครดิตบริษัท จัดการเอกสารหุ้นอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก แล้วคุณจะพร้อมสำหรับทุกโอกาสที่เข้ามา จัดการเอกสารบริษัทและบัญชีให้ครบ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสารทางการเงิน รายรับ-รายจ่าย และงบการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อม AI ที่ช่วยลดงานซ้ำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับใบหุ้น ใบหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Share Certificate ใช้เป็นเอกสารยืนยันการถือหุ้นในบริษัทจำกัด เช่นเดียวกับในไทย แบบฟอร์มใบหุ้น ซื้อได้ที่ไหน แบบฟอร์มสำเร็จรูปซื้อได้ที่ร้านเครื่องเขียนทั่วไปหรือร้านอุปกรณ์สำนักงาน จัดทำเองด้วย Word หรือ Excel ก็ได้ ขอให้มีรายละเอียดครบตามกฎหมาย เอกสารหุ้นกับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่างกันอย่างไร เอกสารหุ้นเป็นสิ่งที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนเก็บไว้ ส่วน บอจ.5 เป็นเอกสารที่ยื่นต่อ DBD เพื่อแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด ข้อมูลทั้งสองส่วนต้องตรงกัน ใบหุ้น มีกี่ประเภท แบ่งตามชนิดหุ้น ได้แก่ หุ้นสามัญ (Ordinary Share) และหุ้นบุริมสิทธิ (Preference Share) บริษัทส่วนใหญ่ออกเฉพาะหุ้นสามัญ ส่วนหุ้นบุริมสิทธิใช้เมื่อต้องการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม โอนหุ้นต้องทำอย่างไร ต้องทำตราสารการโอนหุ้น มีลายเซ็นผู้โอนและผู้รับโอน พร้อมพยาน 1 คน จากนั้นบริษัทจะยกเลิกเอกสารเดิม ออกฉบับใหม่ให้ผู้รับโอน อัปเดตสมุดทะเบียน ตราสารการโอนติดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทของราคาหุ้นที่โอน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Customer Segmentation กลยุทธ์แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B เพื่อการบริหารธุรกิจ

ธุรกิจที่มีลูกค้าองค์กรหลายราย มักให้เครดิตเทอมกับลูกค้าทุกราย แต่ลูกค้าอาจชำระเร็ว-ช้าไม่เท่ากัน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงหนี้เสียมากขึ้น โดยหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การจัดกลุ่มลูกค้า หรือ Customer Segmentation เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางกลยุทธ์ที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม โดยในบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจ Segmentation ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีนำไปใช้แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B กำหนดเครดิตเทอม และบริหารบัญชีลูกหนี้อย่างเป็นระบบ Segmentation คืออะไร Customer Segmentation หรือ Market Segmentation คือ การแบ่งตลาดหรือฐานลูกค้าออกเป็นกลุ่มย่อยที่มีลักษณะร่วมกัน ธุรกิจจะได้ออกแบบกลยุทธ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่มได้แม่นยำขึ้น การทำ Segmentation ช่วยให้ธุรกิจจัดสรรทรัพยากรได้ตรงจุดมากขึ้น ทีมขายรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีโอกาสปิดการขายสูง ฝ่ายบัญชีรู้ว่ากลุ่มไหนเสี่ยงค้างชำระ ส่วนผู้บริหารก็วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำกว่าเดิม ทำไม Segmentation ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่ม มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน การให้บริการแบบเดียวกันทุกรายจึงไม่ใช่ทางออกที่ดี เมื่อทีมขายมีทรัพยากรจำกัด การเลือกลงแรงกับกลุ่มลูกค้าที่สร้างกำไรได้สูงสุดก่อนจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากว่า และลดเวลาที่เสียไปกับลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายไป นอกจากนี้ยังช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินได้ดีขึ้น เพราะเมื่อรู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีประวัติชำระดีหรือไม่ดี ก็สามารถกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ต้น ประเภทของ Segmentation มีอะไรบ้าง (4 ประเภทหลัก) การแบ่งกลุ่มลูกค้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้ Demographic Segmentation – แบ่งตามลักษณะประชากร สำหรับ B2C จะใช้ อายุ เพศ รายได้ อาชีพ แต่สำหรับ B2B จะใช้สิ่งที่เรียกว่า Firmographics แทน ได้แก่ ขนาดบริษัท จำนวนพนักงาน ทุนจดทะเบียน และรายได้ต่อปี Geographic Segmentation – แบ่งตามพื้นที่ แบ่งลูกค้าตามภูมิภาค จังหวัด หรือเขตเมืองกับชนบท สำหรับ SME ไทยมักใช้เกณฑ์นี้ในการแบ่งโซนจัดส่งหรือสาขาขาย เช่น ลูกค้ากรุงเทพฯ กับลูกค้าต่างจังหวัดอาจมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่างกัน Psychographic Segmentation – แบ่งตามหลักจิตวิทยา ดูที่ค่านิยม ทัศนคติ และไลฟ์สไตล์ สำหรับลูกค้า B2B จะดูที่วัฒนธรรมองค์กร เช่น บางบริษัทเน้นราคาถูก ขณะที่บางบริษัทเน้นคุณภาพและยอมจ่ายแพงกว่า Behavioral Segmentation – แบ่งตามพฤติกรรม เป็นเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B เพราะดูจากข้อมูลที่จับต้องได้ เช่น ความถี่ในการสั่งซื้อ มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย และประวัติการชำระเงิน เกณฑ์เหล่านี้เป็นรากฐานของการแบ่ง Tier ลูกค้าที่จะอธิบายในหัวข้อถัดไป STP คืออะไร – จาก Segmentation สู่การเลือกกลุ่มเป้าหมาย STP Model คือกรอบแนวคิดทางการตลาดที่ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ขั้นตอน ความหมาย Segmentation แบ่งกลุ่มลูกค้าตามเกณฑ์ Targeting เลือกกลุ่มที่จะโฟกัส Positioning วางตำแหน่งสินค้าหรือบริการให้ตรงกับกลุ่มที่เลือก สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ STP ไม่ได้ใช้แค่ในงาน Marketing เท่านั้น ธุรกิจ B2B สามารถใช้ STP ในการจัดลำดับความสำคัญของ Sales Pipeline รวมถึงกำหนดเงื่อนไขทางการเงินที่ต่างกันในแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป Customer Segmentation สำหรับ B2B – วิธีแบ่งกลุ่มลูกค้าองค์กร การแบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ต่างจาก B2C ตรงที่ต้องดูข้อมูลเชิงธุรกิจแทนข้อมูลส่วนบุคคล เกณฑ์แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ที่นิยมใช้ เกณฑ์ ทำไมต้องดู มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย บอกว่าลูกค้ารายนี้สร้างรายได้ให้เท่าไร ความถี่ในการสั่งซื้อ บอกว่าลูกค้ารายนี้มีความสม่ำเสมอแค่ไหน ประวัติการชำระเงิน บอกว่าลูกค้ารายนี้มีวินัยทางการเงินหรือไม่ อุตสาหกรรม บอกว่าลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ในธุรกิจที่เติบโตหรือหดตัว ระยะเวลาเป็นลูกค้า บอกว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่าที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว การแบ่ง 3 กลุ่มลูกค้า B2B แบบ Tier A, B, C สมมติว่า บริษัท สมาร์ท ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์สำนักงาน มีลูกค้าองค์กรกว่า 80 ราย สามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ กลุ่ม ลักษณะ จำนวนลูกค้า Tier A สั่งซื้อเกิน 500,000 บาทต่อเดือน สั่งทุกสัปดาห์ จ่ายตรงเวลาเสมอ ประมาณ 10 ราย Tier B สั่งซื้อ 100,000-500,000 บาทต่อเดือน สั่งทุก 2 สัปดาห์ จ่ายตรงเวลาเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 25 ราย Tier C สั่งซื้อต่ำกว่า 100,000 บาทต่อเดือน สั่งไม่สม่ำเสมอ เคยค้างชำระ ประมาณ 45 ราย Tier A มีจำนวนน้อยที่สุด แต่สร้างรายได้มากที่สุดให้ธุรกิจ ในขณะที่ Tier C มีจำนวนมากแต่มีความเสี่ยงสูง วิธีกำหนดเครดิตเทอมตามกลุ่มลูกค้า เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญคือการกำหนดเงื่อนไขการขายที่ต่างกัน โดยเฉพาะเครดิตเทอม (Credit Term) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ให้ลูกค้าชำระเงินหลังรับสินค้า การให้เครดิตเทอมเท่ากันทุกรายเป็นความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น เพราะลูกค้า Tier A ที่จ่ายตรงเวลาสมควรได้เงื่อนไขที่ดีกว่า ขณะที่ลูกค้า Tier C ที่เคยค้างชำระควรมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า ตารางเครดิตเทอมแยกตาม Tier กลุ่ม เครดิตเทอม วงเงินสินเชื่อ Tier A 60 วัน (ลด 2% ถ้าจ่ายใน 15 วัน) 1,000,000 บาท Tier B 30 วัน 300,000 บาท Tier C ชำระทันทีหรือ 15 วัน (มัดจำ 30%) 50,000 บาท วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจรักษาลูกค้าที่ดี พร้อมลดความเสี่ยงจากลูกค้าที่มีพฤติกรรมชำระไม่ตรงเวลา บริหารบัญชีลูกหนี้ตามกลุ่มลูกค้า (Accounts Receivable Management) Segmentation ไม่ได้มีประโยชน์แค่ฝ่ายขาย แต่ช่วยฝ่ายบัญชีบริหารลูกหนี้การค้าได้อย่างเป็นระบบ วิเคราะห์ความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละกลุ่ม ด้วย Aging Analysis Aging Analysis คือ การจัดกลุ่มลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ เมื่อนำมาวิเคราะห์แยกตาม Tier จะเห็นภาพชัดเจนว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยงสูง ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) พบว่า เทคนิคลดหนี้เสียด้วยข้อมูล Segmentation เมื่อรู้ว่ากลุ่มไหนมีความเสี่ยง ก็สามารถวางแผนรับมือล่วงหน้าได้ อาทิ การตั้งระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติก่อนครบกำหนดชำระ 7 วัน เพราะลูกค้าหลายรายไม่ได้ตั้งใจค้างชำระ แต่ลืมหรือเอกสารตกหล่น การแจ้งเตือนช่วยลดปัญหานี้ได้ทันที ปรับเครดิตเทอมตามประวัติการชำระ เพราะลูกค้าที่เคยจ่ายตรงเวลาต่อเนื่อง 6 เดือนอาจเลื่อนขึ้นจาก Tier C เป็น Tier B ได้ ในทางกลับกัน ลูกค้าที่เริ่มค้างชำระบ่อยก็ควรถูกปรับลดเครดิตเทอมลง และอาจให้ส่วนลดสำหรับการชำระก่อนกำหนด เพราะส่วนลด 1-2% อาจดูเป็นต้นทุนเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนของการติดตามหนี้และความเสี่ยงหนี้เสีย ถือว่าคุ้มค่ากว่ามาก สรุป Segmentation ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ช่วยจัดการเงินของธุรกิจได้จริง Segmentation เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้มากกว่าแค่งาน Marketing สำหรับธุรกิจ B2B การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามมูลค่า ความถี่ และประวัติการชำระ ช่วยให้วางกลยุทธ์การขาย กำหนดเครดิตเทอม และบริหารบัญชีลูกหนี้ได้อย่างเป็นระบบ สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้น สามารถใช้ Spreadsheet แบ่งกลุ่มลูกค้าและติดตามยอดค้างชำระได้ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมีลูกค้ามากขึ้น การจัดการด้วยมือจะเริ่มมีข้อผิดพลาด ยกระดับการจัดการลูกค้าและบัญชีลูกหนี้ไปกับ PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้ SME จัดการเอกสารขาย ติดตามลูกหนี้ และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ประกอบกับ โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจ PEAK Board ที่แสดง Dashboard แบบ Real-Time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมลูกหนี้แยกตามกลุ่มได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Segmentation Segmentation กับ Targeting ต่างกันตรงไหน Segmentation คือขั้นตอนแบ่งลูกค้าทั้งหมดออกเป็นกลุ่มย่อย ส่วน Targeting คือขั้นตอนเลือกว่าจะโฟกัสกลุ่มไหนเป็นหลัก พูดง่ายๆ คือ Segmentation แบ่งก่อน แล้ว Targeting เลือกทีหลัง ธุรกิจขนาดเล็กต้องทำ Segmentation ด้วยหรือไม่ ต้องทำ แม้จะมีลูกค้าแค่ 10-20 ราย เพราะการรู้ว่าลูกค้ารายไหนสร้างรายได้มากที่สุดและรายไหนมีความเสี่ยงค้างชำระ ช่วยให้จัดสรรเวลาและทรัพยากรได้ดีขึ้น ลูกค้ากี่กลุ่มถึงจะเหมาะสม ไม่มีจำนวนตายตัว แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำ 2-4 กลุ่มก่อน เพราะถ้าแบ่งมากเกินไปจะจัดการยาก ขณะที่แบ่งน้อยเกินไปก็จะไม่เห็นความแตกต่าง Segmentation ช่วยบริหารบัญชีลูกหนี้ได้อย่างไร เมื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าตามประวัติการชำระและมูลค่าสั่งซื้อ จะทำให้กำหนดเครดิตเทอมที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มได้ ลูกค้ากลุ่มที่จ่ายตรงเวลาได้เครดิตเทอมยาวกว่า ลูกค้ากลุ่มที่เสี่ยงได้เครดิตเทอมสั้นหรือต้องจ่ายทันที วิธีนี้ลดหนี้เสียตั้งแต่ต้นทาง แบ่งกลุ่มลูกค้า B2B ใช้เกณฑ์อะไรบ้าง เกณฑ์หลักที่นิยมใช้ ได้แก่ มูลค่าสั่งซื้อเฉลี่ย ความถี่ในการสั่งซื้อ ประวัติการชำระเงิน อุตสาหกรรมที่ลูกค้าอยู่ และระยะเวลาที่เป็นลูกค้า เกณฑ์เหล่านี้ช่วยให้แบ่ง Tier ได้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกอให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

Current Ratio คืออะไร ตัวเลขที่คู่ค้าและธนาคารดูก่อนปล่อยกู้

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบาง Supplier ให้เครดิตเทอม 60 วันอย่างง่ายดาย แต่บาง Supplier ยืนยันจะรับแค่เงินสด คำตอบมักอยู่ที่ตัวเลขตัวเดียวในงบการเงินของคุณ นั่นคือ Current Ratio หรืออัตราส่วนสภาพคล่อง Current Ratio คืออัตราส่วนทางการเงินที่บอกว่าธุรกิจมีสินทรัพย์ระยะสั้นเพียงพอจะจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ เป็นตัวเลขแรก ๆ ที่คู่ค้า B2B และสถาบันการเงินใช้ประเมินก่อนให้เครดิตหรือปล่อยกู้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตรคำนวณ ค่าที่เหมาะสมแยกตามอุตสาหกรรม รวมถึงวิธีปรับปรุงตัวเลขนี้ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น Current Ratio คืออะไร Current Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่อง หรืออัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน) คืออัตราส่วนที่วัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายหนี้สินระยะสั้นด้วยสินทรัพย์ระยะสั้น ยิ่งค่าสูง ธุรกิจยิ่งมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 12 เดือน พูดให้เข้าใจง่าย ๆ สมมุติคุณมีเงินสด สินค้าในคลัง และลูกหนี้ที่เก็บได้เร็ว รวมกัน 2 ล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ต้องจ่ายภายในปีนี้มี 1 ล้านบาท Current Ratio ของคุณก็เท่ากับ 2.0 เท่า คุณมีของพร้อมจ่ายเป็นสองเท่าของหนี้ สูตร Current Ratio และวิธีคำนวณ สูตร Current Ratio คำนวณง่ายมาก เพียงนำ สินทรัพย์หมุนเวียน มาหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน จากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) สูตร: Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) คือภาระที่ต้องจ่ายภายใน 12 เดือน ได้แก่ ตัวอย่างการคำนวณ Current Ratio สำหรับ SME ไทย สมมุติ บริษัท สมศรี เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลในงบดุลดังนี้ รายการ จำนวน (บาท) เงินสด 500,000 ลูกหนี้การค้า 800,000 สินค้าคงเหลือ 700,000 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 เจ้าหนี้การค้า 600,000 เงินกู้ระยะสั้น 400,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,200,000 Current Ratio = 2,000,000 หารด้วย 1,200,000 = 1.67 เท่า หมายความว่าทุก ๆ 1 บาทที่ต้องจ่าย บริษัทมีสินทรัพย์ระยะสั้นรองรับ 1.67 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี Current Ratio เท่าไหร่ถึงจะดี (แยกตามอุตสาหกรรม) โดยทั่วไป Current Ratio ที่ดีควรมีค่ามากกว่า 1.0 เท่า เพราะหมายความว่าธุรกิจมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน แต่ค่าที่เหมาะสมจริง ๆ ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ค่า Current Ratio ที่เหมาะสม เหตุผล ค้าปลีก/ค้าส่ง 1.2 – 1.8 เท่า สินค้าหมุนเวียนเร็ว เก็บเงินสดได้เร็ว ผลิต/โรงงาน 1.5 – 2.5 เท่า ต้องสำรองวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต บริการ 1.0 – 1.5 เท่า ไม่มีสินค้าคงคลัง ต้นทุนหลักคือค่าแรง ก่อสร้าง 1.2 – 2.0 เท่า เก็บเงินตามงวดงาน มีต้นทุนวัสดุสูง อีคอมเมิร์ซ 1.0 – 1.5 เท่า เก็บเงินสดทันที แต่ต้องสำรองสินค้า ข้อมูลเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป ธุรกิจควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อประเมินตำแหน่งของตัวเอง Current Ratio ต่ำกว่า 1 หมายความว่าอะไร ค่าต่ำกว่า 1.0 เท่า หมายความว่าธุรกิจมีหนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ระยะสั้น พูดง่าย ๆ คือเงินไม่พอจ่ายหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ทั้งคู่ค้าและธนาคารจับตามอง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะล้มละลายทันที บางธุรกิจเช่นซูเปอร์มาร์เก็ต มี Current Ratio ต่ำกว่า 1 เป็นปกติ เพราะเก็บเงินสดจากลูกค้าทันทีแต่จ่าย Supplier ทีหลัง กระแสเงินสดจึงยังไหลเวียนได้ Current Ratio สูงเกินไปก็ไม่ดี หลายคนเข้าใจว่ายิ่งสูงยิ่งดี แต่ค่าที่สูงเกิน 3.0 เท่าอาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจใช้ทรัพยากรไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจเก็บเงินสดไว้มากเกินไปโดยไม่ลงทุนขยายธุรกิจ มีสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก หรือปล่อยลูกหนี้ค้างนาน ในสายตานักลงทุนและสถาบันการเงิน ค่าที่สูงมากอาจตีความได้ว่าผู้บริหารไม่ได้บริหารเงินทุนหมุนเวียนให้ทำงานเต็มที่ ทำไมคู่ค้า B2B ถึงดู Current Ratio ก่อนให้เครดิตเทอม เมื่อ Supplier จะให้เครดิตเทอมกับลูกค้า สิ่งแรกที่ต้องประเมินคือ ลูกค้ารายนี้จะจ่ายเงินได้ตรงเวลาหรือเปล่า Current Ratio ตอบคำถามนี้ได้ตรงที่สุด เพราะแสดงว่าธุรกิจมีเงินพร้อมจ่ายภายในรอบบัญชีมากน้อยแค่ไหน ในธุรกิจ B2B ที่มีการซื้อขายด้วยเครดิตเทอม 30-90 วัน Supplier มักขอดูงบการเงินก่อนอนุมัติเครดิต โดย Current Ratio เป็นหนึ่งในเกณฑ์แรก ๆ ที่ใช้ Credit Term กับตัวเลข Current Ratio ที่คู่ค้ามักต้องการเห็น แม้ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปคู่ค้า B2B มักใช้เกณฑ์ประมาณนี้ Current Ratio ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า เครดิตที่มักได้ ต่ำกว่า 1.0 ความเสี่ยงสูง มักต้องจ่ายเงินสดล่วงหน้า 1.0 – 1.2 พอรับได้แต่ต้องมีหลักประกันเพิ่ม เครดิต 15-30 วัน 1.2 – 2.0 น่าเชื่อถือ เครดิต 30-60 วัน มากกว่า 2.0 มั่นคงมาก เครดิต 60-90 วัน นอกจาก Current Ratio แล้ว คู่ค้ามักดูประวัติการชำระเงินย้อนหลังประกอบด้วย แต่ Current Ratio เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นที่ทำให้ได้หรือไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาต่อ ธนาคารและสถาบันการเงินดู Current Ratio อย่างไรก่อนปล่อยกู้ สำหรับ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ Current Ratio เป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารวิเคราะห์ก่อนอนุมัติ เพราะบอกได้ว่าธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอจะผ่อนชำระหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ เกณฑ์ Current Ratio ที่ธนาคารมักใช้ประเมิน SME ธนาคารพาณิชย์ในไทยส่วนใหญ่ใช้เกณฑ์ Current Ratio ขั้นต่ำประมาณ 1.2-1.5 เท่าสำหรับสินเชื่อ SME ทั้งนี้ตัวเลขจะปรับตามประเภทธุรกิจ ขนาดวงเงิน และ track record ของผู้กู้ ธุรกิจที่ Current Ratio ต่ำกว่า 1.0 มักถูกพิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูง และอาจต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมหรือผู้ค้ำประกัน อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูร่วมกับ Current Ratio ธนาคารไม่ได้ดู Current Ratio ตัวเดียว แต่ใช้ร่วมกับอัตราส่วนอื่น ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจ อัตราส่วน วัดอะไร ค่าที่ธนาคารมักต้องการ Current Ratio สภาพคล่องระยะสั้น มากกว่า 1.2 เท่า Quick Ratio สภาพคล่องเฉพาะสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว มากกว่า 0.8 เท่า D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน) โครงสร้างเงินทุน ไม่เกิน 2.0-3.0 เท่า Interest Coverage Ratio ความสามารถจ่ายดอกเบี้ย มากกว่า 2.0 เท่า ข้อมูลอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ 5 วิธีปรับปรุง Current Ratio ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือ ถ้า Current Ratio ของธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่ต้องตกใจ มีหลายวิธีที่ทำได้ทันทีเพื่อปรับตัวเลขให้ดีขึ้น ก่อนไปยื่นขอสินเชื่อหรือเจรจาเครดิตเทอมกับคู่ค้า 1. เร่งเก็บเงินลูกหนี้ให้เร็วขึ้น ลูกหนี้การค้าเป็นส่วนสำคัญของสินทรัพย์หมุนเวียน ยิ่งเก็บเงินได้เร็ว สินทรัพย์หมุนเวียนก็ยิ่งแข็งแรง วิธีที่ SME ทำได้คือกำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ ติดตามทวงถามอย่างสม่ำเสมอ และให้ส่วนลดกรณีจ่ายก่อนกำหนด เช่น ลด 2% ถ้าจ่ายภายใน 10 วัน 2. จัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังนาน ๆ ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนก็จริง แต่แปลงเป็นเงินสดได้ช้า การเคลียร์สินค้า dead stock ออก หรือปรับปริมาณสั่งซื้อให้ตรงกับยอดขายจริง จะช่วยให้สัดส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นของที่ใช้ได้จริงมากขึ้น 3. รีไฟแนนซ์หนี้ระยะสั้นเป็นระยะยาว ถ้าธุรกิจมีเงินกู้ระยะสั้น เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) จำนวนมาก ลองเจรจากับธนาคารเพื่อแปลงเป็นเงินกู้ระยะยาว วิธีนี้จะย้ายหนี้จากหนี้สินหมุนเวียนไปเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ทำให้ Current Ratio เพิ่มขึ้นทันทีโดยที่ยอดหนี้รวมไม่เปลี่ยน 4. ไม่กู้ระยะสั้นเกินจำเป็น ทุกครั้งที่กู้เงินระยะสั้นเพิ่ม หนี้สินหมุนเวียนจะสูงขึ้นและทำให้ Current Ratio ลดลง SME ควรวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า เพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นในกรณีที่ไม่จำเป็น 5. ใช้ระบบบัญชีที่ติดตามสภาพคล่องได้ทันที ปัญหาของ SME หลายรายคือไม่รู้ตัวเลข Current Ratio ของตัวเองจนกว่าจะปิดงบ ซึ่งอาจเป็นปีละครั้ง การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีรายงานวิเคราะห์ธุรกิจแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นอัตราส่วนทางการเงินได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ และสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันสถานการณ์ Current Ratio กับ Quick Ratio ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นอัตราส่วนสภาพคล่อง แต่ Quick Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว) เข้มงวดกว่าเพราะตัดสินค้าคงเหลือออกจากการคำนวณ เนื่องจากสินค้าคงเหลือแปลงเป็นเงินสดได้ช้าที่สุดในบรรดาสินทรัพย์หมุนเวียน หัวข้อ Current Ratio Quick Ratio สูตร สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน รวมสินค้าคงเหลือ รวม ไม่รวม ค่าที่ดี มากกว่า 1.2 เท่า มากกว่า 0.8 เท่า เหมาะกับ ดูภาพรวมสภาพคล่อง ดูสภาพคล่องที่ใช้ได้ทันทีจริง ๆ ธุรกิจที่มี Current Ratio สูงแต่ Quick Ratio ต่ำ อาจหมายความว่าสินค้าคงเหลือคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นจุดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม สรุป Current Ratio คือกุญแจสำคัญของความน่าเชื่อถือทางการเงิน Current Ratio ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการได้เครดิตเทอมจากคู่ค้า การขอสินเชื่อจากธนาคาร และความมั่นใจของคนที่จะทำธุรกิจด้วย โดยสิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบ Current Ratio เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ปีละครั้งตอนปิดงบ เพราะตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงตลอดตามสถานการณ์ธุรกิจ ติดตามสภาพคล่องธุรกิจได้ทุกเมื่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว คุณสามารถเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Current Ratio Current Ratio 1.5 ถือว่าดีหรือไม่ ค่า 1.5 เท่า ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจบริการและค้าปลีก แต่สำหรับธุรกิจการผลิตที่ต้องสำรองวัตถุดิบมาก ค่า 1.5 อาจอยู่ในระดับพอรับได้ ไม่ได้โดดเด่น ควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน Current Ratio ติดลบได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะทั้งสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนเป็นค่าบวก (มากกว่า 0) เสมอ ดังนั้น Current Ratio จะมีค่าเป็นบวกเสมอ ค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้คือค่าที่เข้าใกล้ 0 ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยมากเมื่อเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน Current Ratio ดูจากงบอะไร ดูจากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล หรือ Balance Sheet) โดยหาข้อมูลสินทรัพย์หมุนเวียนรวมและหนี้สินหมุนเวียนรวมในงบ แล้วนำมาหารกัน สำหรับบริษัทจดทะเบียนดูงบการเงินได้จากเว็บไซต์ SET ควรดู Current Ratio บ่อยแค่ไหน ควรดูอย่างน้อยทุกไตรมาส ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดผันผวนมาก เช่น ธุรกิจ seasonal ควรดูทุกเดือน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยให้เห็นตัวเลขได้ทันทีวันสิ้นปี (31 ธันวาคม หรือวันสิ้นรอบบัญชี) เพื่อให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก