Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

22 Sep 2026

PEAK Account

17 min

วาระการประชุม Meeting Agenda คืออะไร ประโยชน์ ขั้นตอน ข้อกฎหมาย

ทุกครั้งที่จัดประชุมบริษัท ไม่ว่าจะเป็นประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีหรือประชุมคณะกรรมการ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือวาระการประชุม ที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การประชุมตรงประเด็น ไม่เสียเวลา และมีผลตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจความหมาย โครงสร้าง 5 วาระมาตรฐาน วิธีเขียน พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับประชุมสามัญ (AGM) วิสามัญ กรรมการ และครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท วาระการประชุม Meeting Agenda คืออะไร วาระการประชุม คือรายการหัวข้อหรือเรื่องที่กำหนดไว้ว่าจะพูดคุยและพิจารณาในที่ประชุม ผู้เข้าร่วมจะรู้ล่วงหน้าว่าจะคุยเรื่องอะไร ตามลำดับใด ในทางปฏิบัติ เลขานุการหรือผู้จัดประชุม จะจัดทำระเบียบวาระ แล้วส่งให้ผู้เข้าร่วมก่อนวันประชุมเพื่อเตรียมตัว ความแตกต่างระหว่างวาระการประชุม กับ รายงานการประชุม หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ต่างกันตรงที่ “วาระ” คือเรื่องที่จะพูด (ก่อนประชุม) ส่วน “รายงาน” คือบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (หลังประชุม) วาระการประชุมรายงานการประชุมจัดทำเมื่อก่อนประชุมหลังประชุมเนื้อหาหัวข้อที่จะพิจารณาสรุปมติ ความเห็น ผู้เข้าร่วมผู้จัดทำผู้จัดประชุมผู้จดบันทึกการประชุม วาระการประชุม 5 วาระ มีอะไรบ้าง โครงสร้างมาตรฐานของระเบียบวาระการประชุมที่ใช้กันทั่วไปทั้งหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชน แบ่งออกเป็น 5 วาระ ดังนี้ วาระที่ 1: เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ประธานจะแจ้งข่าวสาร ความคืบหน้า หรือข้อมูลสำคัญให้ผู้เข้าประชุมรับทราบ เช่น ผลประกอบการเบื้องต้น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือนโยบายใหม่ วาระนี้แค่รับทราบ ไม่ต้องโหวต วาระที่ 2: รับรองรายงานการประชุมครั้งก่อน ที่ประชุมจะพิจารณารายงานการประชุมครั้งที่แล้ว ตรวจสอบว่าบันทึกถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็รับรอง ถ้ามีจุดที่ต้องแก้ไขก็แจ้งให้ผู้จดบันทึกแก้ก่อน วาระที่ 3: เรื่องสืบเนื่อง เรื่องที่ค้างจากการประชุมครั้งก่อนและยังทำไม่เสร็จ จะนำมารายงานความคืบหน้าในวาระนี้ ถ้าไม่มีเรื่องสืบเนื่อง ก็ข้ามวาระนี้ไปได้ วาระที่ 4: เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา วาระสำคัญที่สุด เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องอภิปรายและลงมติ เช่น อนุมัติงบประมาณ แต่งตั้งกรรมการ เพิ่มทุน หรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับบริษัท ถ้ามีหลายเรื่อง ให้แยกเป็นวาระที่ 4.1, 4.2, 4.3 ตามลำดับ วาระที่ 5: เรื่องอื่นๆ เปิดให้ผู้เข้าประชุมเสนอเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในวาระที่กำหนดไว้ หรือซักถามข้อสงสัย วาระนี้ไม่ควรมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้เตรียมข้อมูลมาก่อน วิธีเขียนและจัดทำวาระการประชุม (Step-by-Step) องค์ประกอบสำคัญของระเบียบวาระการประชุม เอกสารระเบียบวาระการประชุมที่สมบูรณ์ควรมีส่วนประกอบเหล่านี้ ขั้นตอนการจัดทำ และเทคนิคให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้จัดประชุมยังควรกำหนดเวลาแต่ละวาระไว้คร่าวๆ เช่น วาระที่ 4.1 ใช้เวลา 20 นาที จะช่วยควบคุมเวลาประชุมไม่ให้ยืดยาว วิธีสรุปวาระการประชุมแบบกระชับ หลังประชุมเสร็จ ผู้จดบันทึกต้องสรุปวาระเป็นมติที่ประชุมให้ชัดเจน โดยระบุสั้นๆ ว่าแต่ละวาระตกลงอย่างไร เช่น วาระมติ4.1 อนุมัติงบไตรมาส 4มติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ วงเงิน 2,500,000 บาท4.2 แต่งตั้งผู้สอบบัญชีมติแต่งตั้ง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้สอบบัญชีประจำปี สรุปมตินี้จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม ซึ่งควรจัดทำให้เสร็จภายใน 15 วันนับจากวันประชุม (ข้อปฏิบัติทั่วไปตามหลักธรรมาภิบาลบริษัท) รวมตัวอย่างวาระการประชุมแต่ละประเภท ตัวอย่างวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือ AGM (Annual General Meeting) คือการประชุมที่บริษัทต้องจัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ภายใน 4 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยอาจมีส่วนประกอบ ดังนี้ ระเบียบวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569บริษัท ข จำกัด วาระเรื่อง1ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องผลการดำเนินงานปี 25682รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งก่อน3เรื่องสืบเนื่อง (ไม่มี)4.1พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 25684.2พิจารณาจัดสรรกำไรและการจ่ายเงินปันผล4.3พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าสอบบัญชีประจำปี 25694.4พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ5เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) การประชุมวิสามัญ หรือ EGM (Extraordinary General Meeting) จัดขึ้นเมื่อมีเรื่องเร่งด่วนที่รอประชุมสามัญประจำปีไม่ได้ เช่น เพิ่มทุน ย้ายที่ตั้งสำนักงาน หรือเปลี่ยนแปลงกรรมการ ระเบียบวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569บริษัท ค จำกัด วาระเรื่อง1ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องความจำเป็นในการเพิ่มทุนจดทะเบียน2รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งก่อน3ไม่มีเรื่องสืบเนื่อง4.1พิจารณาอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,000,000 บาท เป็น 3,000,000 บาท4.2พิจารณาอนุมัติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 5 (ทุนจดทะเบียน)5เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมคณะกรรมการบริษัท ประชุมคณะกรรมการ คือการประชุมเฉพาะกรรมการผู้มีอำนาจบริหาร ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นทุกคน มักจัดเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส เพื่อติดตามผลงานและตัดสินใจเรื่องบริหาร ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 6/2569บริษัท ง จำกัด วาระเรื่อง1ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องผลประกอบการไตรมาส 2/25692รับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 5/25693เรื่องสืบเนื่อง ความคืบหน้าโครงการขยายสาขา4.1พิจารณาอนุมัติแผนการตลาดครึ่งปีหลัง4.2พิจารณาอนุมัติปรับโครงสร้างทีมขาย5เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมครั้งแรก (จดทะเบียนบริษัท) หลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทสำเร็จ ต้องจัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรกเพื่อเริ่มต้นดำเนินกิจการ เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณามีหลายอย่าง รวมถึงการเปิดบัญชีธนาคาร ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2569บริษัท จ จำกัด — ครั้งแรกหลังจดทะเบียน วาระเรื่อง1ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องจดทะเบียนบริษัทสำเร็จเมื่อวันที่ XX/XX/25692ไม่มี (เป็นประชุมครั้งแรก)3ไม่มี4.1พิจารณาเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท และกำหนดผู้มีอำนาจลงนาม4.2พิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ารายได้คาดว่าจะเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี)4.3พิจารณาแต่งตั้งสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชี4.4พิจารณากำหนดรอบบัญชีของบริษัท5เรื่องอื่นๆ วาระข้อ 4.1 สำคัญมากสำหรับบริษัทจดทะเบียนใหม่ เพราะธนาคารจะขอดูรายงานการประชุมที่ระบุมติเรื่องนี้ก่อนเปิดบัญชีให้ ตัวอย่างวาระการประชุมประจำเดือน สำหรับ SME ที่จัดประชุมทีมทุกเดือน วาระอาจปรับให้เบาลงกว่าแบบทางการ แต่ยังรักษาโครงสร้าง 5 วาระไว้ ระเบียบวาระการประชุมประจำเดือน สิงหาคม 2569บริษัท ฉ จำกัด วาระเรื่อง1แจ้งยอดขายเดือน ก.ค. และเป้าหมายเดือน ส.ค.2รับรองรายงานการประชุมเดือน ก.ค.3ความคืบหน้าโปรโมชันกลางปี4.1พิจารณาปรับราคาสินค้ากลุ่ม A4.2พิจารณาจ้างพนักงานเพิ่ม 2 ตำแหน่ง5เรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ เอกสารวาระการประชุม ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แต่ละบริษัทหรือหน่วยานอาจปรับให้เข้ากับความต้องการของตนเอง สรุป: วาระการประชุม เตรียมให้ดี ประชุมจบไว มติชัดเจน การเตรียมวาระที่ดีช่วยลดเวลาประชุมลงได้มาก และทำให้ทุกมติมีผลทางกฎหมายรองรับ สิ่งที่ควรจำคือ จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อบริษัทจัดตั้งเสร็จแล้ว งานเอกสารที่ตามมาอีกมากคืองานบัญชีและภาษี ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึงยื่นภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการทุกอย่างในที่เดียว ทั้งบัญชี ภาษี และเอกสารบริษัท ทดลองใช้ฟรี 30 วัน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับวาระการประชุม วาระการประชุมครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท ควรมีอะไรบ้าง นอกจากเรื่องเปิดบัญชีและแต่งตั้งผู้ทำบัญชีที่กล่าวไว้ข้างต้น ให้พิจารณาเรื่องจดทะเบียน VAT ด้วย หากธุรกิจของคุณคาดว่าจะมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรจดตั้งแต่เริ่มต้น จะได้ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าได้ทันที วาระการประชุมมีกี่วาระ ใช้กี่วาระก็ได้หรือเปล่า โครงสร้างมาตรฐานมี 5 วาระ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าไม่มีเรื่องสืบเนื่อง (วาระที่ 3) ก็ระบุว่า “ไม่มี” แล้วข้ามไปวาระถัดไปได้ ส่วนวาระที่ 4 สามารถแยกย่อยเป็น 4.1, 4.2, 4.3 ได้ไม่จำกัด ตามจำนวนเรื่องที่ต้องพิจารณา ต้องส่งวาระให้ผู้ถือหุ้นล่วงหน้ากี่วัน การประชุมผู้ถือหุ้น ต้องส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมวาระล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดมีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามกฎหมายบริษัทมหาชน ถ้าไม่จัดทำวาระการประชุม จะมีปัญหาอะไร ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายโดยตรง แต่ถ้าผู้ถือหุ้นไม่ได้รับวาระล่วงหน้า มติที่ออกมาอาจถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ นอกจากนี้ ธนาคารและหน่วยงานราชการมักขอดูรายงานการประชุมที่มีวาระครบถ้วน เช่น ตอนเปิดบัญชีบริษัทหรือยื่นเอกสารกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 Sep 2026

PEAK Account

15 min

ตีตราสารออนไลน์ วิธียื่นและชำระอากรแสตมป์ผ่าน e-Stamp

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเคยเสียเวลาเดินทางไปกรมสรรพากรเพื่อชำระอากรแสตมป์ ทั้งที่จริงแล้วตีตราสารออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านระบบ e-Filing ในบทความนี้ จะพาคุณมาเข้าใจครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมเอกสาร เลือกแบบฟอร์ม กรอกข้อมูล จนถึงชำระเงิน พร้อมอัตราอากรแสตมป์และกรณีสัญญาจ้างที่ SME ต้องใช้บ่อย ตีตราสาร คืออะไร ทำไมต้องทำออนไลน์ ตีตราสาร คือการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดติดบนเอกสาร โดยกฎหมายกำหนดให้ตราสาร 28 ลักษณะต้องชำระอากรแสตมป์ เช่น สัญญาจ้างทำของ สัญญาเช่า ใบมอบอำนาจ ที่หากไม่เสียอากร จะใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายไม่ได้ ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp) คืออะไร ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คือเอกสารที่จัดทำในรูปแบบดิจิทัล เช่น สัญญาที่ลงนามผ่านระบบ e-Signature ผ่านระบบ e-Filing ที่กรมสรรพากรให้การรองรับ ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาติดแสตมป์ ข้อดีของการตีตราสารออนไลน์เทียบกับแบบเดิม เปรียบเทียบ ตีตราสารออนไลน์ ติดอากรแสตมป์แบบเดิม วิธีชำระ จ่ายเป็นตัวเงินผ่าน e-Filing ซื้อดวงแสตมป์มาปิดบนเอกสาร เวลา ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ต้องไปซื้อดวงแสตมป์ตามเวลาราชการ หลักฐาน ได้ใบรับชำระอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ดวงแสตมป์อาจหลุดหาย ตรวจสอบยาก รองรับตราสาร e-Signature รองรับ ไม่รองรับ (ต้องมีกระดาษ) ข้อจำกัด ต้องมีเลขผู้เสียภาษี + สมัคร e-Filing หาซื้อดวงแสตมป์ได้ตามที่ทำการไปรษณีย์/สรรพากร ตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตัวอย่างตราสารที่ SME พบบ่อย พร้อมอัตราอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ (ข้อมูลจากประมวลรัษฎากร) ลักษณะตราสาร อัตราอากร ตัวอย่าง 4. สัญญาจ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ จ้างออกแบบเว็บ จ้างรีโนเวทร้าน 1. เช่าที่ดิน/อาคาร/สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง 7. ใบมอบอำนาจ 10 บาท ต่อฉบับ (30 บาท ถ้ามอบให้ทำหลายกิจการ) มอบอำนาจจดทะเบียนบริษัท 22. ใบรับเงิน 1 บาท ต่อทุก 200 บาท (ถ้ารับเงินตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป) ใบเสร็จรับเงินค่าบริการ 5. จ้างรับขนของ/สินค้า 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ ว่าจ้างบริษัทขนส่ง ตราสารทุกลักษณะสามารถตีตราสารออนไลน์ได้ ยกเว้นบางกรณีที่ต้องใช้ดวงแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนดเฉพาะ ดูรายละเอียดอัตราอากรครบทุกลักษณะได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร วิธีตีตราสารออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing กรมสรรพากร ขั้นตอนการตีตราสารออนไลน์ทั้งหมดทำผ่านเว็บไซต์ e-Filing ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม ทำได้ทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่น เตรียมข้อมูลและเอกสารต่อไปนี้ก่อนเข้าระบบ ขั้นตอนที่ 1 เข้าสู่ระบบ e-Filing ขั้นตอนที่ 2 เลือกแบบฟอร์มและกรอกข้อมูล เลือกแบบฟอร์มที่ตรงกับตราสารของคุณ แล้วกรอกข้อมูลตามช่องที่กำหนด ได้แก่ ประเภทตราสาร มูลค่าสัญญา คู่สัญญา และวันที่ทำตราสาร ระบบจะคำนวณค่าอากรให้อัตโนมัติ ขั้นตอนที่ 3 ชำระเงินค่าอากรแสตมป์ ชำระค่าอากรผ่านช่องทางออนไลน์ที่ระบบ e-Filing รองรับ ได้แก่ e-Payment ผ่านธนาคาร, QR Code พร้อมเพย์ หรือบัตรเดบิต หลังชำระเสร็จ ระบบจะออกหลักฐานการเสียอากรให้ทันที ขั้นตอนที่ 4 รับหลักฐานและเก็บเอกสาร หลังชำระเงินสำเร็จ ระบบจะออกใบเสร็จรับเงินค่าอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ดาวน์โหลดเก็บไว้คู่กับตราสาร เอกสารนี้ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าชำระอากรครบถ้วนแล้ว ตรวจสอบสถานะได้ที่หน้า“ตรวจสอบการเสียอากรแสตมป์”ในระบบ e-Filing แบบ อ.ส.4, อ.ส.4 ก, อ.ส.4 ข และ อ.ส.9 ต่างกันอย่างไร เมื่อตีตราสารออนไลน์ หลายคนสับสนว่าต้องใช้แบบฟอร์มไหน สรุปให้เข้าใจง่ายตามตารางนี้ แบบฟอร์ม ใช้กับ ตัวอย่าง อ.ส.4 ตราสารกระดาษที่ทำในไทย ขอเสียอากรเป็นตัวเงินแทนการติดดวงแสตมป์ สัญญาจ้างงาน สัญญาเช่า ที่พิมพ์เป็นกระดาษ อ.ส.4 ก ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ที่ทำในไทย สัญญาที่ลงนามผ่าน e-Signature อ.ส.4 ข ตราสารที่ทำขึ้นนอกประเทศไทย สัญญากับบริษัทต่างประเทศ อ.ส.9 ขอซื้อดวงแสตมป์แทนการจ่ายเป็นตัวเงิน กรณีต้องการแสตมป์ไปปิดติดเอกสาร สำหรับ SME ส่วนใหญ่ที่ทำสัญญากระดาษในไทย ให้เลือก อ.ส.4 ถ้าทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้เลือก อ.ส.4 ก (ข้อมูลจากแนะนำการขอเสียอากรแสตมป์ กรมสรรพากร) ตีตราสาร สัญญาจ้าง ออนไลน์ กรณีที่พบบ่อยสำหรับ SME สัญญาจ้างเป็นตราสารที่ SME ต้องตีตราสารออนไลน์บ่อยที่สุด อัตราอากรขึ้นกับประเภทของสัญญา สัญญาจ้างเหมาบริการ (จ้างทำของ) สัญญาจ้างทำของ เช่น จ้างออกแบบเว็บไซต์ จ้างรีโนเวทร้าน จ้างถ่ายภาพสินค้า เสียอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของมูลค่าสัญญา เช่น บริษัท ก จำกัด จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสัญญา — 50,000 บาท อากรแสตมป์ 50,000 ÷ 1,000 × 1 50 บาท สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างแรงงาน (เช่น สัญญาจ้างพนักงานประจำ) ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องเสียอากร ต่างจากสัญญาจ้างทำของที่ต้องเสียตามลักษณะ 4 แต่ผู้จ้างยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามปกติ ข้อควรระวัง ถ้าสัญญาระบุว่า “จ้างทำของ” แต่ลักษณะงานจริงเป็น “จ้างแรงงาน” กรมสรรพากรจะดูเนื้อหาจริงของสัญญาเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ชื่อที่ระบุบนเอกสาร ตีตราสารออนไลน์ ใช้เวลากี่วัน ผู้ยื่น ระยะเวลา ยื่นออนไลน์ + ชำระทันที ได้หลักฐานทันทีหลังชำระ ยื่นออนไลน์ + ชำระผ่านธนาคาร 1-2 วันทำการ (รอยืนยันจากธนาคาร) กรมสรรพากรกำหนดให้ชำระอากรแสตมป์ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทำตราสาร ถ้าชำระเกินกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 113 ประมวลรัษฎากร ดังนี้ กรณี เงินเพิ่ม นำตราสารมาขอเสียอากรเอง ภายใน 15 วัน 1 เท่าของอากร นำตราสารมาขอเสียอากรเอง เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน 2 เท่าของอากร นำตราสารมาขอเสียอากรเอง เกิน 90 วัน 5 เท่าของอากร เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่ได้ชำระ 5 เท่าของอากร (ข้อมูลจากมาตรา 113 ประมวลรัษฎากร กรมสรรพากร) ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตีตราสารออนไลน์ และวิธีแก้ไข เจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มใช้ระบบ e-Filing มักเจอปัญหาเหล่านี้ บันทึกบัญชีค่าอากรแสตมป์อย่างไร ค่าอากรแสตมป์ถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ บันทึกเป็น “ค่าอากรแสตมป์” หรือ “ค่าธรรมเนียมราชการ” ในบัญชี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าอากรแสตมป์ (ค่าใช้จ่าย) 50 — เงินสด/ธนาคาร — 50 ค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่นำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ จัดการรายจ่ายเหล่านี้ให้เป็นระบบด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความอากรแสตมป์ คืออะไร ต้องติดเมื่อไร สรุป: ตีตราสารออนไลน์ สะดวกกว่าที่คิด บันทึกค่าอากรแสตมป์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ จัดหมวดหมู่บัญชีให้ถูกต้อง พร้อมออกรายงานภาษีที่เชื่อมกับข้อมูลบัญชีจริง ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกรายการ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตีตราสารออนไลน์ ตีตราสารออนไลน์ทำยังไง เข้าระบบ e-Filing ที่ efiling.rd.go.th เลือก “ชำระอากรแสตมป์” เลือกแบบ อ.ส.4 (ตราสารกระดาษ) หรือ อ.ส.4 ก (ตราสารอิเล็กทรอนิกส์) กรอกข้อมูลตราสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลดหลักฐาน ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซื้ออากรแสตมป์ได้ที่ไหน ถ้าต้องการดวงแสตมป์ไปปิดติดเอกสาร ซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือที่ทำการไปรษณีย์ แต่ถ้าต้องการชำระเป็นตัวเงินแทน ยื่นแบบ อ.ส.4 ผ่าน e-Filing ได้โดยไม่ต้องซื้อดวงแสตมป์เลย ใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ คนที่ลงนามในตราสารเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร ในทางปฏิบัติมักตกลงกันในสัญญาว่าฝ่ายไหนเป็นผู้รับภาระ ถ้าไม่ระบุ กฎหมายให้ผู้กระทำตราสาร (ผู้ลงนาม) เป็นผู้เสีย ตราสารที่ไม่ชำระอากรแสตมป์จะเป็นอย่างไร ตราสารที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ (คือไม่ได้ชำระอากรครบ) จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องเสียเงินเพิ่ม 1-5 เท่าของอากร ขึ้นกับระยะเวลาและเงื่อนไข (ตามมาตรา 113 ประมวลรัษฎากร) ตีตราสารออนไลน์ต้องสมัคร e-Filing ก่อนไหม ใช่ ต้องสมัครบัญชี e-Filing ของกรมสรรพากรก่อน โดยใช้เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก ขั้นตอนสมัครใช้เวลาไม่กี่นาที และใช้ยื่นภาษีออนไลน์อื่นได้ด้วย เช่น ภ.ง.ด. หรือ ภ.พ.30 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 Sep 2026

PEAK Account

15 min

วางแผนภาษีนิติบุคคล คู่มือประมาณการภาษีฉบับเจ้าของ SME

เจ้าของธุรกิจหลายคนเพิ่งรู้ตัวว่าต้องจ่ายภาษีเท่าไรตอนปิดบัญชีสิ้นปี ทั้งที่จริงแล้ว ภาษีเป็นเรื่องที่ประมาณการได้ ยิ่งเจ้าของธุรกิจเข้าใจภาษี ก็จะช่วยให้การวางและเตรียมการไม่ดูน่ากลัวอย่างที่คิด โดยในบทความนี้ คุณจะได้เข้าใจพื้นฐานการวางแผนภาษีนิติบุคคล ตั้งแต่ตัวเลขที่ต้องเข้าใจ ความถี่ที่เหมาะสม ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย ประมาณการภาษี คืออะไร การประมาณการภาษี คือการคาดคะเนล่วงหน้าว่าธุรกิจต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลเท่าไหร่ในปีนั้น โดยจะใช้ข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมาคำนวณ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นก่อนการยื่นภาษี ที่เจ้าของธุรกิจจะได้เห็นตัวเลขจริงหลังจากจบรอบบัญชี ข้อดีของการประมาณการภาษี จะช่วยให้เจ้าของกิจการสามารถเตรียมตัวได้ เช่น การเร่งซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้สิทธิค่าเสื่อมราคา หรือวางแผนรับรู้รายได้ให้เหมาะสม ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ SME มีอะไรบ้าง ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ต้องเข้าใจภาษีหลายประเภท อาทิ ภาษีเงินได้นิติบุคคล, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), และภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ภายในบทความนี้ เราจะโฟกัสที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นหลัก เพราะเป็นภาษีที่ต้องประมาณการล่วงหน้า ผ่านแบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ทำไมกำไรในบัญชี ไม่เท่ากับภาษีที่ต้องจ่าย เพราะกำไรที่เจ้าของธุรกิจเห็นในงบกำไรขาดทุน เป็นคนละตัวกับกำไรที่สรรพากรใช้คำนวณภาษี ที่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต้องห้าม และผลต่างทางบัญชี ที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ ค่าใช้จ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร ค่าใช้จ่ายต้องห้าม คือรายจ่ายที่ทางบัญชียอมให้หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ แต่สรรพากรไม่ยอมให้นำมาหักภาษี เช่น รายจ่ายเหล่านี้ต้องบวกกลับ เข้าไปในกำไรทางภาษี ทำให้ตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษีสูงกว่าที่เห็นในงบบัญชี ผลต่างชั่วคราว vs ผลต่างถาวร ประเภท ความหมาย ตัวอย่าง ผลต่อภาษี ผลต่างถาวร บัญชียอม แต่สรรพากรไม่ยอม ค่าปรับ ค่ารับรองส่วนเกิน บวกกลับทุกปี ภาษีสูงขึ้นถาวร ผลต่างชั่วคราว ทั้งคู่ยอม แต่ยอมคนละช่วงเวลา ค่าเสื่อมราคาที่บัญชีหักเร็วกว่าภาษี ปีนี้จ่ายภาษีเพิ่ม แต่ปีหน้าจ่ายลด สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่ต้องจำคือ ผลต่างถาวรทำให้ภาษีสูงขึ้นจริงทุกปี ส่วนผลต่างชั่วคราวแค่เลื่อนเวลาการจ่ายภาษี ตัวอย่าง: กำไร 1 ล้าน จ่ายภาษีเท่าไร สมมุติบริษัท ก จำกัด เป็น SME ที่เข้าเงื่อนไขอัตราขั้นบันได มีกำไรสุทธิทางบัญชี 1,000,000 บาท แต่มีค่าใช้จ่ายต้องห้ามรวม 200,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิทางบัญชี — 1,000,000 บาท บวกกลับค่าใช้จ่ายต้องห้าม — 200,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี 1,000,000 + 200,000 1,200,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได (สำหรับ SME) กำไรสุทธิทางภาษี (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง ในตัวอย่างนี้ กำไรทางภาษี 1,200,000 บาท อยู่ในขั้น 15% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขั้นแรก (0-300,000) ยกเว้น 0 บาท ภาษีขั้นที่สอง (300,001-1,200,000) 900,000 × 15% 135,000 บาท รวมภาษีทั้งปี 135,000 บาท (อัตราภาษีสำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี — ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ถ้าดูแค่กำไรในบัญชี 1 ล้านบาท คุณอาจคิดว่าจ่ายภาษีแค่ 105,000 บาท แต่พอบวกรายจ่ายต้องห้ามกลับ ภาษีจริงกลายเป็น 135,000 บาท ต่างกัน 30,000 บาทที่อาจทำให้เงินสดสะดุด เจ้าของธุรกิจควรดูตัวเลขชุดไหนเพื่อคาดภาษีให้ใกล้จริง การประมาณการภาษีไม่จำเป็นต้องรู้บัญชีลึก แค่เข้าใจตัวเลข 4 ตัวนี้ คุณก็คาดการณ์ภาษีได้ใกล้เคียงจริง 4 ตัวเลขสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ สูตรคำนวณภาษีนิติบุคคลแบบง่ายสำหรับวางแผนภาษี ภาษีเงินได้นิติบุคคล = กำไรสุทธิทางภาษี × อัตราภาษี สำหรับ SME ที่เข้าเงื่อนไขตามที่ระบุข้างต้น ใช้อัตราขั้นบันไดตามตาราง สำหรับบริษัททั่วไปใช้อัตราคงที่ 20% SME ต้องประมาณการภาษีบ่อยแค่ไหน ไม่มีสูตรตายตัว แต่ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นกับขนาดธุรกิจและความซับซ้อนของรายการ SME ขนาดเล็ก (รายได้ต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อปี) ดูรายไตรมาสก็เพียงพอ เปิดงบทดลองทุก 3 เดือน ดูรายได้สะสมและค่าใช้จ่าย แล้วประมาณว่าถ้า pace เท่านี้ต่อไป สิ้นปีจะมีกำไรทางภาษีเท่าไร SME ขนาดกลางถึงใหญ่ (รายได้เกิน 5 ล้านบาทต่อปี) ควรประมาณการทุกเดือน เพราะรายการซับซ้อนกว่า มีค่าใช้จ่ายต้องห้ามหลายประเภท และผลกระทบจากการประมาณการผิดพลาดสูงกว่า Timeline สำคัญที่ต้องจำ แบบภาษี กำหนดยื่น เนื้อหา ภ.ง.ด.51 (ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค. ถ้ารอบปฏิทิน) ตามมาตรา 67 ทวิ ประมาณการกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีครึ่งหนึ่ง ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค. ถ้ารอบปฏิทิน) ตามมาตรา 68 สรุปกำไรจริงทั้งปี หักภาษีที่จ่ายไปแล้วจาก ภ.ง.ด.51 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ถ้าบริษัทใช้รอบบัญชีปฏิทิน (ม.ค.-ธ.ค.) จังหวะสำคัญคือเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเริ่มประมาณการกำไรทั้งปีเพื่อยื่น ภ.ง.ด.51 อ่านรายละเอียดขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่บทความประมาณการ ภ.ง.ด.51 5 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ประมาณการภาษีพลาด 1. ลืมบวกค่าใช้จ่ายต้องห้ามกลับ 2. ไม่แยกรายได้ที่ยกเว้นภาษี 3. บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายผิดรอบบัญชี SME มักสับสนเรื่อง “เกณฑ์สิทธิ” (Accrual Basis) เช่น ส่งมอบงานให้ลูกค้าแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน จึงไม่นำมารวมเป็นรายได้ ทั้งที่ต้องรับรู้ตั้งแต่วันส่งมอบ ตัวอย่างการบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ สมมุติบริษัทส่งมอบงานบริการให้ลูกค้า 50,000 บาท แต่ยังไม่ได้รับเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 50,000 — รายได้ค่าบริการ — 50,000 ถ้าไม่บันทึกรายการนี้ กำไรที่ใช้ประมาณการจะต่ำกว่าจริง 4. ลืมนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายมาใช้เป็นเครดิตภาษี 5. ประมาณการขาดเกิน 25% เสียเงินเพิ่ม สรุป: เริ่มคาดการณ์ภาษีวันนี้ ไม่ต้องรอปลายปี การวางแผนภาษีนิติบุคคลไม่ต้องรอปิดงบ แค่ทำ 4 อย่างนี้เป็นประจำก็ลดความเสี่ยงได้ จัดการภาษีนิติบุคคลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ใช้ AI ช่วยจัดหมวดรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ พร้อม Dashboard แสดงกำไรสุทธิแบบ Real-Time ผ่าน PEAK Board ทำให้คุณเห็นตัวเลขสำคัญสำหรับวางแผนภาษีได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องรอปิดงบ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการประมาณการภาษีนิติบุคคล ธุรกิจรายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องประมาณการภาษีไหม รายได้ 1.8 ล้านบาทเป็นเกณฑ์สำหรับการจด VAT ไม่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล ถ้าบริษัทจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 ทุกปีไม่ว่ารายได้จะเท่าไร แม้ขาดทุนก็ยังต้องยื่น ถ้าประมาณการผิดไปมาก แก้ไขได้อย่างไร สามารถยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 เพิ่มเติมได้ก่อนครบกำหนดเพื่อปรับตัวเลขให้ใกล้เคียงจริงมากขึ้น สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารหลักฐานที่แสดงเหตุผลของการประมาณการไว้ เผื่อสรรพากรสอบถาม วางแผนภาษีนิติบุคคล 2569 มีอะไรเปลี่ยนแปลง ณ สิงหาคม 2569 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งอัตราทั่วไป (20%) และอัตราขั้นบันไดสำหรับ SME ยังคงเดิม สิ่งที่ควรติดตามคือมาตรการลดหย่อนพิเศษที่อาจมีผลเฉพาะปี เช่น สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่หน้าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล กรมสรรพากร ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยวางแผนภาษีนิติบุคคลได้อย่างไร โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะรวบรวมรายได้และค่าใช้จ่ายให้อัตโนมัติ คุณสามารถดูกำไรสะสมได้ตลอดเวลาแล้วนำไปเข้าสูตรภาษี ช่วยลดขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลด้วยมือที่มักเกิดข้อผิดพลาด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

18 Sep 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 Sep 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

15 Sep 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีสรรพสามิต คืออะไร สินค้าที่ต้องเสีย อัตราและวิธีคำนวณ

เจ้าของกิจการหลายคนเคยเห็นคำว่า ภาษีสรรพสามิต บนฉลากสินค้าหรือในข่าวปรับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก VAT ยังไง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองไหม ภาษีสรรพสามิต คืออะไร (Excise Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น น้ำมัน สุรา บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป้าหมายหลักมี 2 ข้อ คือสร้างรายได้ให้รัฐ และควบคุมการบริโภคสินค้าที่อาจกระทบสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ภาษีสรรพสามิต ต่างจาก VAT อย่างไร คนจำนวนมากสับสนระหว่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ทั้งสองจะเป็นภาษีทางอ้อมเหมือนกัน แต่มีจุดต่างชัดเจน เปรียบเทียบ ภาษีสรรพสามิต VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เก็บจากสินค้าอะไร เฉพาะสินค้าที่กำหนดในกฎหมาย เช่น น้ำมัน สุรา รถยนต์ สินค้าและบริการเกือบทุกชนิด อัตรา ต่างกันตามประเภทสินค้า (ตั้งแต่ 0% ถึงกว่า 50%) อัตราเดียว 7% หน่วยงานจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร จุดจัดเก็บ ณ โรงงานผลิตหรือด่านศุลกากร (กรณีนำเข้า) ทุกขั้นตอนการซื้อขาย สินค้าบางอย่าง เช่น เบียร์ ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT ซึ่ง VAT จะคำนวณจากราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้วอีกทอดหนึ่ง ใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ผู้ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต้นทางของสินค้า ได้แก่ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นคนจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ภาระภาษีมักถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงเป็นผู้แบกรับต้นทุนจริงในท้ายที่สุด สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มีอะไรบ้าง สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีแบ่งเป็นหมวดหลัก หมวด สินค้า/บริการ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ LPG NGV น้ำมันหล่อลื่น (รายได้สรรพสามิตสูงสุด) เครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สุรา น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง (น้ำตาลสูง = ภาษีสูงกว่า) ยาสูบ บุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น บุหรี่ไฟฟ้า (อัตราภาษีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง) รถยนต์และยานพาหนะ รถยนต์นั่ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ รถ ATV รถ EV (ได้อัตราพิเศษ) สินค้าและบริการอื่น แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ น้ำหอม เครื่องสำอาง สนามกอล์ฟ ไนท์คลับ เรือยอทช์ อัตราภาษีสรรพสามิต แต่ละประเภทสินค้า อัตราภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและวิธีคำนวณ สรุปอัตราหลักได้ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราตามมูลค่า (%) อัตราตามปริมาณ น้ำมันเบนซิน 6.50 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 6.44 บาท/ลิตร (ปรับลดเหลือ ~1.01 ช่วงมาตรการรัฐ) เบียร์ 22% 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สุราขาว 2% 155 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ บุหรี่ 40% 1.20 บาท/มวน น้ำอัดลม 14% 1 บาท/ลิตร (ปรับเพิ่มตามปริมาณน้ำตาล) รถยนต์นั่ง (เครื่อง > 3,000cc) 40% รถยนต์นั่ง EV 2% (มาตรการส่งเสริม ถึง 31 ธ.ค. 2568) เครื่องปรับอากาศ 10% สนามกอล์ฟ 10% ของรายรับ อ้างอิง กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และ พิกัดอัตราสรรพสามิต อัตราบางรายการอาจปรับเปลี่ยนตามมาตรการรัฐ วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต (สูตรและตัวอย่าง) การคำนวณภาษีสรรพสามิตมี 2 วิธี แล้วใช้ตัวเลขที่สูงกว่า การคำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) คิดจากราคาขายส่ง ณ โรงงานหรือราคา CIF (กรณีนำเข้า) ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ราคาขายส่งหรือราคา CIF × อัตราภาษีตามมูลค่า การคำนวณตามปริมาณ (Specific Rate) คิดจากจำนวนหน่วยสินค้า เช่น ลิตร กิโลกรัม มวน ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ปริมาณสินค้า × อัตราภาษีต่อหน่วย ตัวอย่างการคำนวณจริง กรณีน้ำอัดลม สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตน้ำอัดลม 10,000 ลิตร ราคาขายส่ง ณ โรงงานลิตรละ 15 บาท ขั้นที่ 1 คำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาขายส่งรวม 10,000 × 15 150,000 บาท ภาษีตามมูลค่า 150,000 × 14% 21,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณตามปริมาณ (Specific) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ปริมาณผลิต 10,000 ลิตร ภาษีตามปริมาณ 10,000 × 1 บาท/ลิตร 10,000 บาท ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบ รายการ จำนวนเงิน ตามมูลค่า 21,000 บาท ตามปริมาณ 10,000 บาท ต้องจ่ายจริง (ตัวที่สูงกว่า) 21,000 บาท กฎหมายกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่าง 2 วิธี ดังนั้นบริษัท ก จำกัด ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 21,000 บาท ข้อยกเว้นและกรณีที่ได้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น อ้างอิง กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง เพราะภาษีนี้เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเฉพาะประเภท แต่ถ้าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตเครื่องดื่ม แปรรูปสุรา นำเข้ารถยนต์ หรือประกอบธุรกิจสถานบันเทิง มีหน้าที่จดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นแบบ และชำระภาษีตามกำหนด ต้องวางแผนต้นทุนให้ครอบคลุมภาษีนี้ตั้งแต่ขั้นกำหนดราคาขาย สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ภาษีสรรพสามิตถูกบวกอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการ คือบันทึกต้นทุนให้ถูกต้อง เพื่อคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แม่นยำ สรุป: ภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ต้องจำ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าเฉพาะประเภทตั้งแต่ต้นทาง เจ้าของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ส่วนเจ้าของกิจการทั่วไปแม้ไม่ได้จ่ายภาษีนี้โดยตรง แต่ควรเข้าใจว่ามันส่งผลต่อราคาต้นทุนสินค้า สิ่งที่ควรทำต่อ จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร จัดการภาษีได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต ภาษาอังกฤษคืออะไร ภาษีสรรพสามิตในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Excise Tax” หรือ “Excise Duty” เป็นคำที่ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ภาษีสรรพสามิต คำนวณจากอะไร คำนวณจาก 2 ฐาน คือ มูลค่า (ราคาขาย ณ โรงงานหรือราคานำเข้า) กับปริมาณ (จำนวนลิตร มวน กิโลกรัม) แล้วใช้ยอดที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลขดูได้ในหัวข้อวิธีคำนวณด้านบน ภาษีสรรพสามิต จ่ายที่ไหน จ่ายออนไลน์ได้ไหม ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตได้ที่ excise.go.th หรือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเองไหม ตามกฎหมาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ภาระภาษีถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว เช่น เวลาซื้อเบียร์ 1 ขวด ราคาที่จ่ายมีภาษีสรรพสามิตบวกอยู่โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องไปยื่นแบบเอง เปิดร้านขายเหล้า-บุหรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไหม ร้านค้าปลีกที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเอง เพราะโรงงานหรือผู้นำเข้าจ่ายไปแล้วก่อนสินค้าจะมาถึงร้าน แต่ร้านค้ายังต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หรือ “ใบอนุญาตขายยาสูบ” ตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

22 Sep 2026

PEAK Account

17 min

วาระการประชุม Meeting Agenda คืออะไร ประโยชน์ ขั้นตอน ข้อกฎหมาย

ทุกครั้งที่จัดประชุมบริษัท ไม่ว่าจะเป็นประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีหรือประชุมคณะกรรมการ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือวาระการประชุม ที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การประชุมตรงประเด็น ไม่เสียเวลา และมีผลตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจความหมาย โครงสร้าง 5 วาระมาตรฐาน วิธีเขียน พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับประชุมสามัญ (AGM) วิสามัญ กรรมการ และครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท วาระการประชุม Meeting Agenda คืออะไร วาระการประชุม คือรายการหัวข้อหรือเรื่องที่กำหนดไว้ว่าจะพูดคุยและพิจารณาในที่ประชุม ผู้เข้าร่วมจะรู้ล่วงหน้าว่าจะคุยเรื่องอะไร ตามลำดับใด ในทางปฏิบัติ เลขานุการหรือผู้จัดประชุม จะจัดทำระเบียบวาระ แล้วส่งให้ผู้เข้าร่วมก่อนวันประชุมเพื่อเตรียมตัว ความแตกต่างระหว่างวาระการประชุม กับ รายงานการประชุม หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ต่างกันตรงที่ “วาระ” คือเรื่องที่จะพูด (ก่อนประชุม) ส่วน “รายงาน” คือบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (หลังประชุม) วาระการประชุม รายงานการประชุม จัดทำเมื่อ ก่อนประชุม หลังประชุม เนื้อหา หัวข้อที่จะพิจารณา สรุปมติ ความเห็น ผู้เข้าร่วม ผู้จัดทำ ผู้จัดประชุม ผู้จดบันทึกการประชุม วาระการประชุม 5 วาระ มีอะไรบ้าง โครงสร้างมาตรฐานของระเบียบวาระการประชุมที่ใช้กันทั่วไปทั้งหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชน แบ่งออกเป็น 5 วาระ ดังนี้ วาระที่ 1: เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ประธานจะแจ้งข่าวสาร ความคืบหน้า หรือข้อมูลสำคัญให้ผู้เข้าประชุมรับทราบ เช่น ผลประกอบการเบื้องต้น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือนโยบายใหม่ วาระนี้แค่รับทราบ ไม่ต้องโหวต วาระที่ 2: รับรองรายงานการประชุมครั้งก่อน ที่ประชุมจะพิจารณารายงานการประชุมครั้งที่แล้ว ตรวจสอบว่าบันทึกถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็รับรอง ถ้ามีจุดที่ต้องแก้ไขก็แจ้งให้ผู้จดบันทึกแก้ก่อน วาระที่ 3: เรื่องสืบเนื่อง เรื่องที่ค้างจากการประชุมครั้งก่อนและยังทำไม่เสร็จ จะนำมารายงานความคืบหน้าในวาระนี้ ถ้าไม่มีเรื่องสืบเนื่อง ก็ข้ามวาระนี้ไปได้ วาระที่ 4: เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา วาระสำคัญที่สุด เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องอภิปรายและลงมติ เช่น อนุมัติงบประมาณ แต่งตั้งกรรมการ เพิ่มทุน หรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับบริษัท ถ้ามีหลายเรื่อง ให้แยกเป็นวาระที่ 4.1, 4.2, 4.3 ตามลำดับ วาระที่ 5: เรื่องอื่นๆ เปิดให้ผู้เข้าประชุมเสนอเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในวาระที่กำหนดไว้ หรือซักถามข้อสงสัย วาระนี้ไม่ควรมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้เตรียมข้อมูลมาก่อน วิธีเขียนและจัดทำวาระการประชุม (Step-by-Step) องค์ประกอบสำคัญของระเบียบวาระการประชุม เอกสารระเบียบวาระการประชุมที่สมบูรณ์ควรมีส่วนประกอบเหล่านี้ ขั้นตอนการจัดทำ และเทคนิคให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้จัดประชุมยังควรกำหนดเวลาแต่ละวาระไว้คร่าวๆ เช่น วาระที่ 4.1 ใช้เวลา 20 นาที จะช่วยควบคุมเวลาประชุมไม่ให้ยืดยาว วิธีสรุปวาระการประชุมแบบกระชับ หลังประชุมเสร็จ ผู้จดบันทึกต้องสรุปวาระเป็นมติที่ประชุมให้ชัดเจน โดยระบุสั้นๆ ว่าแต่ละวาระตกลงอย่างไร เช่น วาระ มติ 4.1 อนุมัติงบไตรมาส 4 มติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ วงเงิน 2,500,000 บาท 4.2 แต่งตั้งผู้สอบบัญชี มติแต่งตั้ง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้สอบบัญชีประจำปี สรุปมตินี้จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม ซึ่งควรจัดทำให้เสร็จภายใน 15 วันนับจากวันประชุม (ข้อปฏิบัติทั่วไปตามหลักธรรมาภิบาลบริษัท) รวมตัวอย่างวาระการประชุมแต่ละประเภท ตัวอย่างวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือ AGM (Annual General Meeting) คือการประชุมที่บริษัทต้องจัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ภายใน 4 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยอาจมีส่วนประกอบ ดังนี้ ระเบียบวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569บริษัท ข จำกัด วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องผลการดำเนินงานปี 2568 2 รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งก่อน 3 เรื่องสืบเนื่อง (ไม่มี) 4.1 พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2568 4.2 พิจารณาจัดสรรกำไรและการจ่ายเงินปันผล 4.3 พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าสอบบัญชีประจำปี 2569 4.4 พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ 5 เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) การประชุมวิสามัญ หรือ EGM (Extraordinary General Meeting) จัดขึ้นเมื่อมีเรื่องเร่งด่วนที่รอประชุมสามัญประจำปีไม่ได้ เช่น เพิ่มทุน ย้ายที่ตั้งสำนักงาน หรือเปลี่ยนแปลงกรรมการ ระเบียบวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569บริษัท ค จำกัด วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องความจำเป็นในการเพิ่มทุนจดทะเบียน 2 รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งก่อน 3 ไม่มีเรื่องสืบเนื่อง 4.1 พิจารณาอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,000,000 บาท เป็น 3,000,000 บาท 4.2 พิจารณาอนุมัติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 5 (ทุนจดทะเบียน) 5 เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมคณะกรรมการบริษัท ประชุมคณะกรรมการ คือการประชุมเฉพาะกรรมการผู้มีอำนาจบริหาร ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นทุกคน มักจัดเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส เพื่อติดตามผลงานและตัดสินใจเรื่องบริหาร ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 6/2569บริษัท ง จำกัด วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องผลประกอบการไตรมาส 2/2569 2 รับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 5/2569 3 เรื่องสืบเนื่อง ความคืบหน้าโครงการขยายสาขา 4.1 พิจารณาอนุมัติแผนการตลาดครึ่งปีหลัง 4.2 พิจารณาอนุมัติปรับโครงสร้างทีมขาย 5 เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมครั้งแรก (จดทะเบียนบริษัท) หลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทสำเร็จ ต้องจัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรกเพื่อเริ่มต้นดำเนินกิจการ เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณามีหลายอย่าง รวมถึงการเปิดบัญชีธนาคาร ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2569บริษัท จ จำกัด — ครั้งแรกหลังจดทะเบียน วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องจดทะเบียนบริษัทสำเร็จเมื่อวันที่ XX/XX/2569 2 ไม่มี (เป็นประชุมครั้งแรก) 3 ไม่มี 4.1 พิจารณาเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท และกำหนดผู้มีอำนาจลงนาม 4.2 พิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ารายได้คาดว่าจะเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี) 4.3 พิจารณาแต่งตั้งสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชี 4.4 พิจารณากำหนดรอบบัญชีของบริษัท 5 เรื่องอื่นๆ วาระข้อ 4.1 สำคัญมากสำหรับบริษัทจดทะเบียนใหม่ เพราะธนาคารจะขอดูรายงานการประชุมที่ระบุมติเรื่องนี้ก่อนเปิดบัญชีให้ ตัวอย่างวาระการประชุมประจำเดือน สำหรับ SME ที่จัดประชุมทีมทุกเดือน วาระอาจปรับให้เบาลงกว่าแบบทางการ แต่ยังรักษาโครงสร้าง 5 วาระไว้ ระเบียบวาระการประชุมประจำเดือน สิงหาคม 2569บริษัท ฉ จำกัด วาระ เรื่อง 1 แจ้งยอดขายเดือน ก.ค. และเป้าหมายเดือน ส.ค. 2 รับรองรายงานการประชุมเดือน ก.ค. 3 ความคืบหน้าโปรโมชันกลางปี 4.1 พิจารณาปรับราคาสินค้ากลุ่ม A 4.2 พิจารณาจ้างพนักงานเพิ่ม 2 ตำแหน่ง 5 เรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ เอกสารวาระการประชุม ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แต่ละบริษัทหรือหน่วยานอาจปรับให้เข้ากับความต้องการของตนเอง สรุป: วาระการประชุม เตรียมให้ดี ประชุมจบไว มติชัดเจน การเตรียมวาระที่ดีช่วยลดเวลาประชุมลงได้มาก และทำให้ทุกมติมีผลทางกฎหมายรองรับ สิ่งที่ควรจำคือ จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อบริษัทจัดตั้งเสร็จแล้ว งานเอกสารที่ตามมาอีกมากคืองานบัญชีและภาษี ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึงยื่นภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการทุกอย่างในที่เดียว ทั้งบัญชี ภาษี และเอกสารบริษัท ทดลองใช้ฟรี 30 วัน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับวาระการประชุม วาระการประชุมครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท ควรมีอะไรบ้าง นอกจากเรื่องเปิดบัญชีและแต่งตั้งผู้ทำบัญชีที่กล่าวไว้ข้างต้น ให้พิจารณาเรื่องจดทะเบียน VAT ด้วย หากธุรกิจของคุณคาดว่าจะมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรจดตั้งแต่เริ่มต้น จะได้ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าได้ทันที วาระการประชุมมีกี่วาระ ใช้กี่วาระก็ได้หรือเปล่า โครงสร้างมาตรฐานมี 5 วาระ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าไม่มีเรื่องสืบเนื่อง (วาระที่ 3) ก็ระบุว่า “ไม่มี” แล้วข้ามไปวาระถัดไปได้ ส่วนวาระที่ 4 สามารถแยกย่อยเป็น 4.1, 4.2, 4.3 ได้ไม่จำกัด ตามจำนวนเรื่องที่ต้องพิจารณา ต้องส่งวาระให้ผู้ถือหุ้นล่วงหน้ากี่วัน การประชุมผู้ถือหุ้น ต้องส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมวาระล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดมีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามกฎหมายบริษัทมหาชน ถ้าไม่จัดทำวาระการประชุม จะมีปัญหาอะไร ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายโดยตรง แต่ถ้าผู้ถือหุ้นไม่ได้รับวาระล่วงหน้า มติที่ออกมาอาจถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ นอกจากนี้ ธนาคารและหน่วยงานราชการมักขอดูรายงานการประชุมที่มีวาระครบถ้วน เช่น ตอนเปิดบัญชีบริษัทหรือยื่นเอกสารกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 Sep 2026

PEAK Account

15 min

ตีตราสารออนไลน์ วิธียื่นและชำระอากรแสตมป์ผ่าน e-Stamp

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเคยเสียเวลาเดินทางไปกรมสรรพากรเพื่อชำระอากรแสตมป์ ทั้งที่จริงแล้วตีตราสารออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านระบบ e-Filing ในบทความนี้ จะพาคุณมาเข้าใจครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมเอกสาร เลือกแบบฟอร์ม กรอกข้อมูล จนถึงชำระเงิน พร้อมอัตราอากรแสตมป์และกรณีสัญญาจ้างที่ SME ต้องใช้บ่อย ตีตราสาร คืออะไร ทำไมต้องทำออนไลน์ ตีตราสาร คือการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดติดบนเอกสาร โดยกฎหมายกำหนดให้ตราสาร 28 ลักษณะต้องชำระอากรแสตมป์ เช่น สัญญาจ้างทำของ สัญญาเช่า ใบมอบอำนาจ ที่หากไม่เสียอากร จะใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายไม่ได้ ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Stamp) คืออะไร ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คือเอกสารที่จัดทำในรูปแบบดิจิทัล เช่น สัญญาที่ลงนามผ่านระบบ e-Signature ผ่านระบบ e-Filing ที่กรมสรรพากรให้การรองรับ ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาติดแสตมป์ ข้อดีของการตีตราสารออนไลน์เทียบกับแบบเดิม เปรียบเทียบ ตีตราสารออนไลน์ ติดอากรแสตมป์แบบเดิม วิธีชำระ จ่ายเป็นตัวเงินผ่าน e-Filing ซื้อดวงแสตมป์มาปิดบนเอกสาร เวลา ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ต้องไปซื้อดวงแสตมป์ตามเวลาราชการ หลักฐาน ได้ใบรับชำระอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ดวงแสตมป์อาจหลุดหาย ตรวจสอบยาก รองรับตราสาร e-Signature รองรับ ไม่รองรับ (ต้องมีกระดาษ) ข้อจำกัด ต้องมีเลขผู้เสียภาษี + สมัคร e-Filing หาซื้อดวงแสตมป์ได้ตามที่ทำการไปรษณีย์/สรรพากร ตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตัวอย่างตราสารที่ SME พบบ่อย พร้อมอัตราอากรตามบัญชีอากรแสตมป์ (ข้อมูลจากประมวลรัษฎากร) ลักษณะตราสาร อัตราอากร ตัวอย่าง 4. สัญญาจ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ จ้างออกแบบเว็บ จ้างรีโนเวทร้าน 1. เช่าที่ดิน/อาคาร/สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง 7. ใบมอบอำนาจ 10 บาท ต่อฉบับ (30 บาท ถ้ามอบให้ทำหลายกิจการ) มอบอำนาจจดทะเบียนบริษัท 22. ใบรับเงิน 1 บาท ต่อทุก 200 บาท (ถ้ารับเงินตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป) ใบเสร็จรับเงินค่าบริการ 5. จ้างรับขนของ/สินค้า 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ ว่าจ้างบริษัทขนส่ง ตราสารทุกลักษณะสามารถตีตราสารออนไลน์ได้ ยกเว้นบางกรณีที่ต้องใช้ดวงแสตมป์ตามที่กฎหมายกำหนดเฉพาะ ดูรายละเอียดอัตราอากรครบทุกลักษณะได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร วิธีตีตราสารออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing กรมสรรพากร ขั้นตอนการตีตราสารออนไลน์ทั้งหมดทำผ่านเว็บไซต์ e-Filing ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม ทำได้ทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่น เตรียมข้อมูลและเอกสารต่อไปนี้ก่อนเข้าระบบ ขั้นตอนที่ 1 เข้าสู่ระบบ e-Filing ขั้นตอนที่ 2 เลือกแบบฟอร์มและกรอกข้อมูล เลือกแบบฟอร์มที่ตรงกับตราสารของคุณ แล้วกรอกข้อมูลตามช่องที่กำหนด ได้แก่ ประเภทตราสาร มูลค่าสัญญา คู่สัญญา และวันที่ทำตราสาร ระบบจะคำนวณค่าอากรให้อัตโนมัติ ขั้นตอนที่ 3 ชำระเงินค่าอากรแสตมป์ ชำระค่าอากรผ่านช่องทางออนไลน์ที่ระบบ e-Filing รองรับ ได้แก่ e-Payment ผ่านธนาคาร, QR Code พร้อมเพย์ หรือบัตรเดบิต หลังชำระเสร็จ ระบบจะออกหลักฐานการเสียอากรให้ทันที ขั้นตอนที่ 4 รับหลักฐานและเก็บเอกสาร หลังชำระเงินสำเร็จ ระบบจะออกใบเสร็จรับเงินค่าอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ดาวน์โหลดเก็บไว้คู่กับตราสาร เอกสารนี้ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าชำระอากรครบถ้วนแล้ว ตรวจสอบสถานะได้ที่หน้า“ตรวจสอบการเสียอากรแสตมป์”ในระบบ e-Filing แบบ อ.ส.4, อ.ส.4 ก, อ.ส.4 ข และ อ.ส.9 ต่างกันอย่างไร เมื่อตีตราสารออนไลน์ หลายคนสับสนว่าต้องใช้แบบฟอร์มไหน สรุปให้เข้าใจง่ายตามตารางนี้ แบบฟอร์ม ใช้กับ ตัวอย่าง อ.ส.4 ตราสารกระดาษที่ทำในไทย ขอเสียอากรเป็นตัวเงินแทนการติดดวงแสตมป์ สัญญาจ้างงาน สัญญาเช่า ที่พิมพ์เป็นกระดาษ อ.ส.4 ก ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ที่ทำในไทย สัญญาที่ลงนามผ่าน e-Signature อ.ส.4 ข ตราสารที่ทำขึ้นนอกประเทศไทย สัญญากับบริษัทต่างประเทศ อ.ส.9 ขอซื้อดวงแสตมป์แทนการจ่ายเป็นตัวเงิน กรณีต้องการแสตมป์ไปปิดติดเอกสาร สำหรับ SME ส่วนใหญ่ที่ทำสัญญากระดาษในไทย ให้เลือก อ.ส.4 ถ้าทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ให้เลือก อ.ส.4 ก (ข้อมูลจากแนะนำการขอเสียอากรแสตมป์ กรมสรรพากร) ตีตราสาร สัญญาจ้าง ออนไลน์ กรณีที่พบบ่อยสำหรับ SME สัญญาจ้างเป็นตราสารที่ SME ต้องตีตราสารออนไลน์บ่อยที่สุด อัตราอากรขึ้นกับประเภทของสัญญา สัญญาจ้างเหมาบริการ (จ้างทำของ) สัญญาจ้างทำของ เช่น จ้างออกแบบเว็บไซต์ จ้างรีโนเวทร้าน จ้างถ่ายภาพสินค้า เสียอากร 1 บาทต่อทุก 1,000 บาทหรือเศษของมูลค่าสัญญา เช่น บริษัท ก จำกัด จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสัญญา — 50,000 บาท อากรแสตมป์ 50,000 ÷ 1,000 × 1 50 บาท สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างแรงงาน (เช่น สัญญาจ้างพนักงานประจำ) ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ จึงไม่ต้องเสียอากร ต่างจากสัญญาจ้างทำของที่ต้องเสียตามลักษณะ 4 แต่ผู้จ้างยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามปกติ ข้อควรระวัง ถ้าสัญญาระบุว่า “จ้างทำของ” แต่ลักษณะงานจริงเป็น “จ้างแรงงาน” กรมสรรพากรจะดูเนื้อหาจริงของสัญญาเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ชื่อที่ระบุบนเอกสาร ตีตราสารออนไลน์ ใช้เวลากี่วัน ผู้ยื่น ระยะเวลา ยื่นออนไลน์ + ชำระทันที ได้หลักฐานทันทีหลังชำระ ยื่นออนไลน์ + ชำระผ่านธนาคาร 1-2 วันทำการ (รอยืนยันจากธนาคาร) กรมสรรพากรกำหนดให้ชำระอากรแสตมป์ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทำตราสาร ถ้าชำระเกินกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 113 ประมวลรัษฎากร ดังนี้ กรณี เงินเพิ่ม นำตราสารมาขอเสียอากรเอง ภายใน 15 วัน 1 เท่าของอากร นำตราสารมาขอเสียอากรเอง เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน 2 เท่าของอากร นำตราสารมาขอเสียอากรเอง เกิน 90 วัน 5 เท่าของอากร เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่ได้ชำระ 5 เท่าของอากร (ข้อมูลจากมาตรา 113 ประมวลรัษฎากร กรมสรรพากร) ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตีตราสารออนไลน์ และวิธีแก้ไข เจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มใช้ระบบ e-Filing มักเจอปัญหาเหล่านี้ บันทึกบัญชีค่าอากรแสตมป์อย่างไร ค่าอากรแสตมป์ถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ บันทึกเป็น “ค่าอากรแสตมป์” หรือ “ค่าธรรมเนียมราชการ” ในบัญชี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าอากรแสตมป์ (ค่าใช้จ่าย) 50 — เงินสด/ธนาคาร — 50 ค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่นำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ จัดการรายจ่ายเหล่านี้ให้เป็นระบบด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความอากรแสตมป์ คืออะไร ต้องติดเมื่อไร สรุป: ตีตราสารออนไลน์ สะดวกกว่าที่คิด บันทึกค่าอากรแสตมป์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ จัดหมวดหมู่บัญชีให้ถูกต้อง พร้อมออกรายงานภาษีที่เชื่อมกับข้อมูลบัญชีจริง ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกรายการ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตีตราสารออนไลน์ ตีตราสารออนไลน์ทำยังไง เข้าระบบ e-Filing ที่ efiling.rd.go.th เลือก “ชำระอากรแสตมป์” เลือกแบบ อ.ส.4 (ตราสารกระดาษ) หรือ อ.ส.4 ก (ตราสารอิเล็กทรอนิกส์) กรอกข้อมูลตราสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลดหลักฐาน ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซื้ออากรแสตมป์ได้ที่ไหน ถ้าต้องการดวงแสตมป์ไปปิดติดเอกสาร ซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือที่ทำการไปรษณีย์ แต่ถ้าต้องการชำระเป็นตัวเงินแทน ยื่นแบบ อ.ส.4 ผ่าน e-Filing ได้โดยไม่ต้องซื้อดวงแสตมป์เลย ใครเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ คนที่ลงนามในตราสารเป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร ในทางปฏิบัติมักตกลงกันในสัญญาว่าฝ่ายไหนเป็นผู้รับภาระ ถ้าไม่ระบุ กฎหมายให้ผู้กระทำตราสาร (ผู้ลงนาม) เป็นผู้เสีย ตราสารที่ไม่ชำระอากรแสตมป์จะเป็นอย่างไร ตราสารที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ (คือไม่ได้ชำระอากรครบ) จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องเสียเงินเพิ่ม 1-5 เท่าของอากร ขึ้นกับระยะเวลาและเงื่อนไข (ตามมาตรา 113 ประมวลรัษฎากร) ตีตราสารออนไลน์ต้องสมัคร e-Filing ก่อนไหม ใช่ ต้องสมัครบัญชี e-Filing ของกรมสรรพากรก่อน โดยใช้เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก ขั้นตอนสมัครใช้เวลาไม่กี่นาที และใช้ยื่นภาษีออนไลน์อื่นได้ด้วย เช่น ภ.ง.ด. หรือ ภ.พ.30 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

16 Sep 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 Sep 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม