คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

20 Jun 2024

จักรพงษ์

19 min

ผู้ประกอบการแยกบัญชีให้ชัด! เงินกิจการ ไม่เท่ากับ เงินของคุณ

“ธุรกิจของฉันต้องขาดทุนอยู่แน่” เป็นเสียงของผู้ประกอบการคนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังสงสัยในใจว่าธุรกิจก็เหมือนจะขายได้ดี แต่ทำไมเงินไหลออกไปเร็ว เหมือนไม่มีเงินเก็บ  และจากประสบการณ์ของผม ความสงสัยนี้ก็คงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการท่านนี้เท่านั้น แต่มักเกิดกับผู้ประกอบการที่ไม่แยกบัญชี หรือใช้เงินส่วนตัวกับเงินกิจการปะปนกัน จนแยกไม่ได้ว่าได้รับเงินมาแล้ว จ่ายค่าใช้จ่ายของธุรกิจ หรือใช้จ่ายส่วนตัวไปเท่าไหร่ ซีรีส์ “10 กฎพื้นฐานด้านการเงินสำหรับ SMEs” จะพาทุกท่านไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการมือใหม่ มือเก่า รวมถึงคนที่สนใจ ไปค้นพบคำตอบของคำถามพื้นฐานทางการเงินที่ผู้ประกอบการทุกคน “ไม่รู้ไม่ได้” และในบทความนี้จะเราเริ่มต้นด้วยความสำคัญการแยกกระเป๋าเงินที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สร้างผลกระทบเชิงลบและเชิงบวกต่อตัวผู้ประกอบการเองอย่างมหาศาลครับ ทำไมเงินกิจการ ไม่เท่ากับ เงินของคุณ? สมมติว่าเราเปิดร้านขายของชำ ใน 1 เดือน ขายขนมได้เงิน 1,000 บาท แต่มีรายจ่ายทั้งธุรกิจและส่วนตัว 1,500 บาท ถามว่า “ธุรกิจนี้กำไรหรือขาดทุนครับ?” คำตอบคือ อาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ได้ เพราะเราไม่เคยมีการแยกกระเป๋าเงินของธุรกิจกับเงินส่วนตัวออกจากกัน ถ้าเรามีการแยกบัญชีการเงินที่ระหว่างเงินที่รับจ่ายจากธุรกิจ และเงินที่จ่ายเพื่อเรื่องส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง คำตอบอาจเป็นได้ 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 : รายได้ธุรกิจ 1,000 บาท รายจ่ายธุรกิจ 800 บาท แปลว่าธุรกิจมีกำไร 200 บาทกรณีที่ 2 : รายได้ธุรกิจ 1,000 บาท รายจ่ายธุรกิจ 1,000 บาทเท่ากัน แปลว่าธุรกิจไม่มีกำไรหรือขาดทุนกรณีที่ 3 : รายได้ธุรกิจ 1,000 บาท รายจ่ายธุรกิจ 1,100 บาท แปลว่าธุรกิจมีขาดทุน 100 บาท สรุป คือ ถ้าเป็นกรณีแรกธุรกิจจริงไปได้สวย มีกำไร 200 บาท แต่ที่เงินไม่พอเพราะจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าเที่ยว เกินกำไรที่ธุรกิจทำมาได้ หรือในกรณีที่สาม นอกจากธุรกิจขาดทุนโดยไม่รู้ตัว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้เงินสดยิ่งติดลบจนต้องเอาเก็บเงินมาใช้แทน  PEAK ขอเล่า : ตรรกะก็ดูเข้าใจง่ายนะ แต่ทำไมเราไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้องล่ะ?   ก็เพราะเราไม่แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวให้ชัดเจน เพราะมันมั่ว ปนกัน ตอนทำบัญชีรับรองว่าผิดแน่นอน ยิ่งถ้าบัญชีผิด แล้วเอาข้อมูลทางบัญชีไปตัดสินใจอีก รับรองว่าอนาคตพังแน่นอน จะคาดหวังให้นักบัญชีทำให้ถูกต้องก็ไม่ได้ เพราะผู้ประกอบการบอกไม่ได้ว่าจ่ายเงินเป็นค่าอะไรไปบ้าง หรือรายรับนี้มาจากรายได้บริษัทหรือเงินส่วนตัว ถามไปทีหลังผู้ประกอบการก็ลืมที่ไปที่มาไปหมดแล้ว สิ่งที่นักบัญชีทำได้คือลงบัญชีตามเงินที่เข้าและออก โดยไม่รู้ที่ไปที่มาของเงินเหล่านั้น และปัดไปเข้าบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการที่เป็นปัญหาระดับชาติในปัจจุบันนี้ 4 ปัญหาจากการไม่แยกเงินธุรกิจ และเงินส่วนตัว ในเชิงการตัดสินใจ พอเราไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง เราอาจพบความผิดพลาดได้ 2 กรณี คือ หนึ่ง ธุรกิจมีกำไร แต่เราใช้จ่ายส่วนตัวมากกว่ากำไรจึงคิดว่าธุรกิจขาดทุน จึงปิดกิจการไป หรือ สอง ธุรกิจขาดทุน แต่เราไม่รู้ตัว คิดว่ายังได้กำไรและทำธุรกิจต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าแบบไหนก็ไม่ดีทั้งสองกรณี เราจะคงโชคดีมากๆ ถ้าเราตัดสินใจได้ตรงกับสิ่งที่เราไม่รู้ เช่น คิดไปเองว่าธุรกิจมีกำไรและธุรกิจก็มีกำไรจริงๆ อันนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ส่วนใหญ่เราไม่ได้โชคดีแบบนั้น แต่กลับตัดสินใจตรงข้ามกับความเป็นจริงมากกว่า ดังนั้น4 สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ 1. ข้อมูลทางบัญชีผิดพลาด ไม่ถูกต้อง  ไม่สามารถนำไปใช้ตัดสินใจอะไรเลย และผู้ประกอบการส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จึงมักไม่สนใจที่จะดูหรืออ่านงบการเงินของตัวเองเลย พอถึงรอบการส่งงบการเงินที่เซ็นตามที่นักบัญชีให้เซ็นเพื่อส่งภาครัฐเท่านั้น 2. โดนปรับภาษีย้อนหลัง  เมื่อข้อมูลทางบัญชีผิด ก็ยื่นภาษีก็มักจะผิดตาม เพราะข้อมูลเพื่อยื่นภาษีปกติจะอิงข้อมูลที่บันทึกบัญชีอยู่แล้ว ซึ่งเกือบ 100% ถ้าสรรพากรลงตรวจกิจการเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการมักจะโดนปรับเสมอ บางรายไม่มีเงินจ่ายภาษีถึงขั้นต้องปิดกิจการไปเลย 3. เข้าถึงแหล่งเงินทุน เงินกู้ยาก ข้อมูลทางบัญชีที่บอกแหล่งที่มาไม่ได้ หรือมีอัตราส่วนทางการเงินที่แปลกประหลาด ธนาคารหรือผู้ลงทุนสามารถพบเห็นข้อสังเกตเหล่านี้ได้ไม่ยาก ถ้าผู้ประกอบไม่สามารถตอบหรือชี้แจงได้ จะถือว่างบการเงินขาดความน่าเชื่อถือ และโอกาสมีน้อยมากที่จะได้รับเงินทุนหรือเงินกู้ 4.  ปิดกิจการไม่ได้  ถ้าสังเกตในงบการเงินของธุรกิจที่ไม่แยกกระเป๋าเงินจะพบว่า มักมีบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการจำนวนมาก ที่เกิดจากการปัดตัวเลขของนักบัญชีมาใส่ที่บัญชีนี้ เพราะไม่รู้ว่ารายจ่ายหรือรายรับมาจากแหล่งไหน ไม่มีเอกสารประกอบเพราะผู้ประกอบการไม่รู้ ตอบคำถามไม่ได้ ผลอย่างหนักที่ตามมา คือ บางกิจการยอดบัญชีเหล่านี้สูงมาก เมื่อถึงวันเลิกกิจการ จะไม่สามารถปิดกิจการได้ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำเรื่องเงินธุรกิจและเงินส่วนตัว  ตอนนี้เรารู้กันแล้วว่า นิสัยทางการเงินที่ไม่ดี อย่างการไม่แยกกระเป๋าเงินธุรกิจและส่วนตัวส่งผลเสียอย่างไร ต่อไปเราก็ต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งสรุปออกได้ 5 ข้อ ดังนี้ 1. จ่ายค่าใช้จ่ายด้วยเงินสด ปัญหาสุดคลาสิกที่ก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่าง คือ การจ่ายค่าใช้จ่ายด้วยเงินสด ลองจินตนาการว่าเอาเงินกิจการและเงินส่วนตัวไว้ในกระเป๋าเดียวกัน คำถามคือ เงินที่เราควักจ่ายไปแต่ละครั้งเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินบริษัท ยิ่งถ้าจ่ายไปโดยไม่จดรายละเอียดทันที รับรองว่างง! หนึ่ง เราจะจำไม่ได้ว่าเงินหายไปไหนจ่ายค่าอะไร และสอง จะตอบไม่ได้ว่าเงินที่เหลืออยู่ 500 บาท เหลือเป็นของกิจการและส่วนตัวกี่บาท 2. โอนเงินบริษัท เข้าบัญชีส่วนตัว เมื่อเงินของกิจการเข้ามาปะปนในบัญชีเงินฝากส่วนตัว ทำให้พิสูจน์ได้ยากทั้งขารายรับและรายจ่ายว่า บรรทัดในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของกิจการหรือของส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการมักจะลืมและตอบไม่ได้ 3. นำค่าใช้จ่ายส่วนตัว มาเบิกกิจการ มีความเชื่อผิดๆ ของผู้ประกอบการบางคนที่คิดว่าการเอาเงินกิจการจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว จะทำให้งบการเงินมีกำไรน้อยลง ทำให้เราเสียภาษีน้อยลงไปด้วย อย่างแรกถูกที่งบการเงินจะมีกำไรน้อยลง แต่อย่าลืมว่าตอนที่คำนวณภาษี ตัวค่าใช้จ่ายส่วนตัวจะถูกบวกกลับทำให้กำไรกลับมาสูงเหมือนเดิม ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ได้ช่วยประหยัดภาษีใดๆเลย ข้อเสียที่สอง คือ แม้กำไรจะน้อยลง แต่งบการเงินจะไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงของธุรกิจว่าจริงๆแล้วมีกำไรหรือขาดทุน เพราะรายจ่ายทั้งธุรกิจและส่วนตัวจะไปรวมเป็นของธุรกิจ ทำให้งบการเงินมีโอกาสขาดทุนสูงมากจนอาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ 4. ใช้เงินส่วนตัวจ่ายให้กิจการ ผู้ประกอบการสามารถสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายบางประเภทแทนกิจการไปก่อนได้ การทำแบบนี้ต้องมีการจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่ดีว่ากรรมการจ่ายค่าใช้จ่ายอะไรไปแทนบ้าง และมีการเบิกคืนครบถ้วนหรือไม่ กรณีที่ผู้ประกอบการจ่ายไปไม่ได้จดบันทึก ส่งผลให้เงินส่วนตัวลดลง และค่าใช้จ่ายของกิจการน้อยไปอีกเพราะไม่ได้บันทึกบัญชี 5. ไม่จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเลย บางคนมองว่าเงินกิจการก็เงินของเรา เพราะเราก็เป็นเจ้าของธุรกิจเอง ในแง่ความเป็นจริงการคิดแบบนั้นก็ถูกครับ แต่จะคิดแบบนั้นในทางบัญชีและภาษีไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำในรูปแบบนิติบุคคล เพราะผู้ประกอบการกับกิจการเป็นคนละบุคคลแยกต่างหากจากกันจึงต้องทำบัญชีและส่งภาษีของใครของมัน ถ้าเราอยากได้เงินส่วนแบ่งของธุรกิจมานั้น จริงๆมีหลายวิธี แต่พื้นฐานที่เราควรทำคือ การจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง ซึ่งหลายคนลืมไปว่าการที่เราลงมาทำธุรกิจเองก็มีต้นทุนเหมือนกัน การจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองนอกจากจะช่วยให้เราดึงเงินออกจากกิจการได้อย่างถูกต้องแล้ว ยังช่วยให้กิจการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และเสียภาษีน้อยลงด้วยครับ 3 เครื่องมือใช้จัดการเงินเพื่อความสะดวก  “ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ” ไม่ต้องกลัวว่าทำผิดมาแล้วจะกลับตัวไม่ทัน สบายใจได้เลย เรื่องเหล่านี้แก้ไขได้ครับ ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งดี เพราะเราจะสามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ไม่พอยังลดความเสี่ยงค่าปรับภาษีย้อนหลังอีกด้วย สำหรับเครื่องมือที่จะนำมาช่วยแก้ปัญหาความปะปนเงินธุรกิจกับเงินสดส่วนตัว มี 3 เครื่องมือที่น่าสนใจ และมีประโยชน์มากๆ ได้แก่ 1. เปิดบัญชีธนาคารเพื่อกิจการ แนะนำให้กิจการมีบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของตัวเอง ไม่ควรเก็บเงินในรูปของเงินสด เพราะมีความเสี่ยงมากมายตามที่ได้พูดไว้ก่อนหน้า นอกจากเรื่องของระบบบัญชีที่ดีแล้ว ช่วยในเรื่องของควบคุมภายในที่ดีและ และยังได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงินอีกด้วย บางกรณีบัญชีธนาคารในชื่อกิจการอาจทำธุรกรรมไม่สะดวก เช่น จ่ายเงินด้วย QR Code ไม่ได้ การจ่ายเงินทำหลายขั้นตอนมากขึ้น ถ้ากิจการยังขนาดเล็กต้องการความคล่องตัวอาจเลือกวิธีเปิดบัญชีธนาคารเป็นชื่อกรรมการ แต่มีไว้ใช้เพื่อรับหรือจ่ายเงินของกิจการแทนได้ 2. บัตรเครดิตบุคคลเพื่อกิจการ หลายครั้งกิจการไม่ต้องการจ่ายเป็นเงินสด เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ หรือสะดวกต่อการชำระเงินในต่างประเทศ อาจจะใช้บัตรเครดิตมาเป็นเครื่องมือช่วยจัดการ ซึ่งเกือบทุกธนาคารในไทยเปิดให้สมัครบัตรเครดิตในนามนิติบุคคลได้เช่นกัน เช่นเดียวกับบัญชีธนาคาร ถ้ากิจการยังขนาดเล็กต้องการความคล่องตัวอาจเลือกใช้บัตรเครดิตเป็นชื่อกรรมการ แต่มีไว้ใช้เพื่อรับหรือจ่ายเงินของกิจการเพียงเท่านั้นได้ 3. เงินสดย่อย กรณีที่หลีกเลี่ยงการใช้เงินสดไม่ได้เลย แนะนำให้มีระบบเงินสดย่อย เป็นการจัดสรรการใช้เงินสดให้ชัดเจน เช่น ให้พนักงานถือเงินสดได้สูงสุดไม่เกิน 5 พันบาท ซึ่งเรียกว่า “เงินสดย่อย” เมื่อไหร่ที่ใช้เงินจนหมด ให้เบิกเงินจากธนาคารมาเติมวงเงินให้เต็ม 5 พันบาทเหมือนเดิม โดยการเบิกนี้ต้องมีเอกสารรายจ่ายประกอบด้วยว่า 5 พันบาทนั้นจ่ายค่าอะไรไปและมีมูลค่ากี่บาทเพื่อข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง ครบถ้วน ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่า ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือใดๆ ก็ตาม วัตถุประสงค์จะเหมือนกัน คือ เพื่อแยกเงินธุรกิจไม่ให้ปนกับเงินส่วนตัว แปลว่าท่านผู้อ่านอาจใช้วิธีง่ายๆ อย่างอื่นมาใช้แทนก็ได้ ถ้าตราบใดที่ทำให้เงินมีความถูกต้อง แบ่งแยกได้ครับ การแยกกระเป๋าเงินธุรกิจและเงินส่วนตัวออกจากกันเป็นสิ่งที่ต้องทำ! หลายธุรกิจเจ๊งเพราะไม่เคยให้สำคัญกับเงินสดมากนักต่อนักแล้ว เพราะชอบคิดว่ามันก็คือเงินของเราทั้งคู่ แต่ถ้าเราไม่แยกให้ชัดเจน เราจะไม่รู้เลยว่าธุรกิจกำไรหรือขาดทุน สภาพคล่องเงินสดเพียงพอหรือไม่  สำหรับบทความถัดไป ผมจะมาช่วยแก้ปัญหาที่คิดว่าเงินธุรกิจคือเงินของเราผ่านวิธีที่ถูกต้องทางบัญชี และประหยัดภาษี ซึ่งเรามีแง้มๆ ไปกันแล้วก่อนหน้านี้ว่าสามารถทำผ่านการจ่ายเงินเดือนได้ แต่ไม่จบแค่นั้น ยังมีอีกหลายวิธีการนำเงินออกที่น่าสนใจ ถ้าอยากรู้แล้ว รอติดตามบทความถัดไปกันได้เลยครับ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ รองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

19 Jun 2024

PEAK Account

3 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 19/06/2024

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ✨ 1. เพิ่มฟังก์ชันเอกสารเงินมัดจำ (Deposit) 📢 กิจการที่มีการรับหรือจ่ายเงินค่าสินค้า/บริการด้วยเงินมัดจำ  ระบบสามารถออกเอกสารเงินมัดจำให้ลูกค้า/คู่ค้าเป็นหลักฐานของการรับหรือจ่ายเงินมัดจำได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท1.1 ฝั่งรายรับ สามารถออกเอกสารเงินมัดจำอ้างอิงกับใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินได้ 1.2 ฝั่งรายจ่าย สามารถอ้างอิงกับบันทึกค่าใช้จ่ายนอกจากนี้สามารถพิมพ์รายงานเอกสารเงินมัดจำได้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถออกเอกสารและทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น คู่มือการสร้างเอกสารใบจ่ายมัดจำคู่มือการสร้างเอกสารใบรับเงินมัดจำคู่มือวิธีการพิมพ์รายงานใบจ่ายเงินมัดจำคู่มือวิธีการพิมพ์รายงานใบรับเงินมัดจำ ตัวอย่างเอกสารเงินมัดจำฝั่งรายรับ ตัวอย่างเอกสารเงินมัดจำฝั่งรายจ่าย ✨ 2. เพิ่มการเชื่อมต่อโปรแกรม XSelly ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ 📢 สำหรับกิจการธุรกิจขายของออนไลน์ PEAK มีการเชื่อมต่อกับโปรแกรม XSelly เป็นระบบบริหารการขาย สต๊อก ตัวแทน จัดส่ง ดูรายงาน จบในที่เดียว เพิ่มความสะดวกในการบริหารการขาย ตั้งแต่เริ่มรับออเดอร์ ตลอดจนติดตามสถานะการจัดส่งได้เอง สามารถตั้งค่าการส่งข้อมูลที่โปรแกรม XSelly มาสร้างเอกสารใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินที่ PEAK ได้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้สะดวกมากขึ้น คู่มือการเชื่อมต่อ PEAK x XSelly ✨ 3. ปรับข้อความและการแสดงข้อความหน้าสรุปข้อมูลในหน้าสร้างเอกสาร 📢 สำหรับกิจการที่สร้างขึ้นมาใหม่และมีการออกเอกสารในโปรแกรม ระบบมีการปรับข้อความสรุปข้อมูลในหน้าสร้างเอกสารให้อ่านง่ายมากขึ้น รวมถึงปรับการแสดงข้อความหน้าสรุปข้อมูลให้แสดงเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้งานดูสรุปข้อมูลในแต่ละเอกสารได้ง่ายขึ้น

19 Jun 2024

PEAK Account

2 min

Update Function 19/06/2024

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. ✨ 1. Add function for deposit document Businesses that receive or pay for goods/services using deposits can issue deposit documents as evidence of the transaction. There are two types:1.1 On the receiving side, deposit documents can be issued in reference to invoices or receipts.1.2 On the paying side, deposits can be linked to expense records.Additionally, reports on deposit documents can be printed to facilitate the issuance of documents and streamline the process for users. A sample document of a deposit receipt A sample document of a deposit payment ✨ 2. Added integration with XSelly, an online store management system 📢 For online business operations, PEAK is connected to the XSelly program as a sales management system that covers inventory, agents, deliveries, and reporting all in one place. This enhances the convenience of sales management from receiving orders to tracking delivery status. Settings in XSelly can be configured to generate invoices and receipts for payments received at PEAK, making it easier for users to work efficiently. ✨ 3. Adjust the text and formatting of the summary information on the document page 📢 For newly established businesses that create documentation in the program, the system has been adjusted to summarize information on the document creation page to make it easier to read. This includes adjusting the summary information display to show only relevant items, making it easier for users to view summary information in each document.

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

20 Jun 2024

จักรพงษ์

19 min

ผู้ประกอบการแยกบัญชีให้ชัด! เงินกิจการ ไม่เท่ากับ เงินของคุณ

“ธุรกิจของฉันต้องขาดทุนอยู่แน่” เป็นเสียงของผู้ประกอบการคนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังสงสัยในใจว่าธุรกิจก็เหมือนจะขายได้ดี แต่ทำไมเงินไหลออกไปเร็ว เหมือนไม่มีเงินเก็บ  และจากประสบการณ์ของผม ความสงสัยนี้ก็คงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการท่านนี้เท่านั้น แต่มักเกิดกับผู้ประกอบการที่ไม่แยกบัญชี หรือใช้เงินส่วนตัวกับเงินกิจการปะปนกัน จนแยกไม่ได้ว่าได้รับเงินมาแล้ว จ่ายค่าใช้จ่ายของธุรกิจ หรือใช้จ่ายส่วนตัวไปเท่าไหร่ ซีรีส์ “10 กฎพื้นฐานด้านการเงินสำหรับ SMEs” จะพาทุกท่านไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการมือใหม่ มือเก่า รวมถึงคนที่สนใจ ไปค้นพบคำตอบของคำถามพื้นฐานทางการเงินที่ผู้ประกอบการทุกคน “ไม่รู้ไม่ได้” และในบทความนี้จะเราเริ่มต้นด้วยความสำคัญการแยกกระเป๋าเงินที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สร้างผลกระทบเชิงลบและเชิงบวกต่อตัวผู้ประกอบการเองอย่างมหาศาลครับ ทำไมเงินกิจการ ไม่เท่ากับ เงินของคุณ? สมมติว่าเราเปิดร้านขายของชำ ใน 1 เดือน ขายขนมได้เงิน 1,000 บาท แต่มีรายจ่ายทั้งธุรกิจและส่วนตัว 1,500 บาท ถามว่า “ธุรกิจนี้กำไรหรือขาดทุนครับ?” คำตอบคือ อาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ได้ เพราะเราไม่เคยมีการแยกกระเป๋าเงินของธุรกิจกับเงินส่วนตัวออกจากกัน ถ้าเรามีการแยกบัญชีการเงินที่ระหว่างเงินที่รับจ่ายจากธุรกิจ และเงินที่จ่ายเพื่อเรื่องส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง คำตอบอาจเป็นได้ 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 : รายได้ธุรกิจ 1,000 บาท รายจ่ายธุรกิจ 800 บาท แปลว่าธุรกิจมีกำไร 200 บาทกรณีที่ 2 : รายได้ธุรกิจ 1,000 บาท รายจ่ายธุรกิจ 1,000 บาทเท่ากัน แปลว่าธุรกิจไม่มีกำไรหรือขาดทุนกรณีที่ 3 : รายได้ธุรกิจ 1,000 บาท รายจ่ายธุรกิจ 1,100 บาท แปลว่าธุรกิจมีขาดทุน 100 บาท สรุป คือ ถ้าเป็นกรณีแรกธุรกิจจริงไปได้สวย มีกำไร 200 บาท แต่ที่เงินไม่พอเพราะจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหาร ค่าเที่ยว เกินกำไรที่ธุรกิจทำมาได้ หรือในกรณีที่สาม นอกจากธุรกิจขาดทุนโดยไม่รู้ตัว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทำให้เงินสดยิ่งติดลบจนต้องเอาเก็บเงินมาใช้แทน  PEAK ขอเล่า : ตรรกะก็ดูเข้าใจง่ายนะ แต่ทำไมเราไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้องล่ะ?   ก็เพราะเราไม่แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวให้ชัดเจน เพราะมันมั่ว ปนกัน ตอนทำบัญชีรับรองว่าผิดแน่นอน ยิ่งถ้าบัญชีผิด แล้วเอาข้อมูลทางบัญชีไปตัดสินใจอีก รับรองว่าอนาคตพังแน่นอน จะคาดหวังให้นักบัญชีทำให้ถูกต้องก็ไม่ได้ เพราะผู้ประกอบการบอกไม่ได้ว่าจ่ายเงินเป็นค่าอะไรไปบ้าง หรือรายรับนี้มาจากรายได้บริษัทหรือเงินส่วนตัว ถามไปทีหลังผู้ประกอบการก็ลืมที่ไปที่มาไปหมดแล้ว สิ่งที่นักบัญชีทำได้คือลงบัญชีตามเงินที่เข้าและออก โดยไม่รู้ที่ไปที่มาของเงินเหล่านั้น และปัดไปเข้าบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการที่เป็นปัญหาระดับชาติในปัจจุบันนี้ 4 ปัญหาจากการไม่แยกเงินธุรกิจ และเงินส่วนตัว ในเชิงการตัดสินใจ พอเราไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง เราอาจพบความผิดพลาดได้ 2 กรณี คือ หนึ่ง ธุรกิจมีกำไร แต่เราใช้จ่ายส่วนตัวมากกว่ากำไรจึงคิดว่าธุรกิจขาดทุน จึงปิดกิจการไป หรือ สอง ธุรกิจขาดทุน แต่เราไม่รู้ตัว คิดว่ายังได้กำไรและทำธุรกิจต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าแบบไหนก็ไม่ดีทั้งสองกรณี เราจะคงโชคดีมากๆ ถ้าเราตัดสินใจได้ตรงกับสิ่งที่เราไม่รู้ เช่น คิดไปเองว่าธุรกิจมีกำไรและธุรกิจก็มีกำไรจริงๆ อันนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ส่วนใหญ่เราไม่ได้โชคดีแบบนั้น แต่กลับตัดสินใจตรงข้ามกับความเป็นจริงมากกว่า ดังนั้น4 สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ 1. ข้อมูลทางบัญชีผิดพลาด ไม่ถูกต้อง  ไม่สามารถนำไปใช้ตัดสินใจอะไรเลย และผู้ประกอบการส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จึงมักไม่สนใจที่จะดูหรืออ่านงบการเงินของตัวเองเลย พอถึงรอบการส่งงบการเงินที่เซ็นตามที่นักบัญชีให้เซ็นเพื่อส่งภาครัฐเท่านั้น 2. โดนปรับภาษีย้อนหลัง  เมื่อข้อมูลทางบัญชีผิด ก็ยื่นภาษีก็มักจะผิดตาม เพราะข้อมูลเพื่อยื่นภาษีปกติจะอิงข้อมูลที่บันทึกบัญชีอยู่แล้ว ซึ่งเกือบ 100% ถ้าสรรพากรลงตรวจกิจการเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการมักจะโดนปรับเสมอ บางรายไม่มีเงินจ่ายภาษีถึงขั้นต้องปิดกิจการไปเลย 3. เข้าถึงแหล่งเงินทุน เงินกู้ยาก ข้อมูลทางบัญชีที่บอกแหล่งที่มาไม่ได้ หรือมีอัตราส่วนทางการเงินที่แปลกประหลาด ธนาคารหรือผู้ลงทุนสามารถพบเห็นข้อสังเกตเหล่านี้ได้ไม่ยาก ถ้าผู้ประกอบไม่สามารถตอบหรือชี้แจงได้ จะถือว่างบการเงินขาดความน่าเชื่อถือ และโอกาสมีน้อยมากที่จะได้รับเงินทุนหรือเงินกู้ 4.  ปิดกิจการไม่ได้  ถ้าสังเกตในงบการเงินของธุรกิจที่ไม่แยกกระเป๋าเงินจะพบว่า มักมีบัญชีเจ้าหนี้หรือลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการจำนวนมาก ที่เกิดจากการปัดตัวเลขของนักบัญชีมาใส่ที่บัญชีนี้ เพราะไม่รู้ว่ารายจ่ายหรือรายรับมาจากแหล่งไหน ไม่มีเอกสารประกอบเพราะผู้ประกอบการไม่รู้ ตอบคำถามไม่ได้ ผลอย่างหนักที่ตามมา คือ บางกิจการยอดบัญชีเหล่านี้สูงมาก เมื่อถึงวันเลิกกิจการ จะไม่สามารถปิดกิจการได้ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำเรื่องเงินธุรกิจและเงินส่วนตัว  ตอนนี้เรารู้กันแล้วว่า นิสัยทางการเงินที่ไม่ดี อย่างการไม่แยกกระเป๋าเงินธุรกิจและส่วนตัวส่งผลเสียอย่างไร ต่อไปเราก็ต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งสรุปออกได้ 5 ข้อ ดังนี้ 1. จ่ายค่าใช้จ่ายด้วยเงินสด ปัญหาสุดคลาสิกที่ก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่าง คือ การจ่ายค่าใช้จ่ายด้วยเงินสด ลองจินตนาการว่าเอาเงินกิจการและเงินส่วนตัวไว้ในกระเป๋าเดียวกัน คำถามคือ เงินที่เราควักจ่ายไปแต่ละครั้งเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินบริษัท ยิ่งถ้าจ่ายไปโดยไม่จดรายละเอียดทันที รับรองว่างง! หนึ่ง เราจะจำไม่ได้ว่าเงินหายไปไหนจ่ายค่าอะไร และสอง จะตอบไม่ได้ว่าเงินที่เหลืออยู่ 500 บาท เหลือเป็นของกิจการและส่วนตัวกี่บาท 2. โอนเงินบริษัท เข้าบัญชีส่วนตัว เมื่อเงินของกิจการเข้ามาปะปนในบัญชีเงินฝากส่วนตัว ทำให้พิสูจน์ได้ยากทั้งขารายรับและรายจ่ายว่า บรรทัดในบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของกิจการหรือของส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการมักจะลืมและตอบไม่ได้ 3. นำค่าใช้จ่ายส่วนตัว มาเบิกกิจการ มีความเชื่อผิดๆ ของผู้ประกอบการบางคนที่คิดว่าการเอาเงินกิจการจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว จะทำให้งบการเงินมีกำไรน้อยลง ทำให้เราเสียภาษีน้อยลงไปด้วย อย่างแรกถูกที่งบการเงินจะมีกำไรน้อยลง แต่อย่าลืมว่าตอนที่คำนวณภาษี ตัวค่าใช้จ่ายส่วนตัวจะถูกบวกกลับทำให้กำไรกลับมาสูงเหมือนเดิม ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ได้ช่วยประหยัดภาษีใดๆเลย ข้อเสียที่สอง คือ แม้กำไรจะน้อยลง แต่งบการเงินจะไม่สะท้อนภาพที่แท้จริงของธุรกิจว่าจริงๆแล้วมีกำไรหรือขาดทุน เพราะรายจ่ายทั้งธุรกิจและส่วนตัวจะไปรวมเป็นของธุรกิจ ทำให้งบการเงินมีโอกาสขาดทุนสูงมากจนอาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ 4. ใช้เงินส่วนตัวจ่ายให้กิจการ ผู้ประกอบการสามารถสำรองจ่ายค่าใช้จ่ายบางประเภทแทนกิจการไปก่อนได้ การทำแบบนี้ต้องมีการจดบันทึกค่าใช้จ่ายที่ดีว่ากรรมการจ่ายค่าใช้จ่ายอะไรไปแทนบ้าง และมีการเบิกคืนครบถ้วนหรือไม่ กรณีที่ผู้ประกอบการจ่ายไปไม่ได้จดบันทึก ส่งผลให้เงินส่วนตัวลดลง และค่าใช้จ่ายของกิจการน้อยไปอีกเพราะไม่ได้บันทึกบัญชี 5. ไม่จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเลย บางคนมองว่าเงินกิจการก็เงินของเรา เพราะเราก็เป็นเจ้าของธุรกิจเอง ในแง่ความเป็นจริงการคิดแบบนั้นก็ถูกครับ แต่จะคิดแบบนั้นในทางบัญชีและภาษีไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำในรูปแบบนิติบุคคล เพราะผู้ประกอบการกับกิจการเป็นคนละบุคคลแยกต่างหากจากกันจึงต้องทำบัญชีและส่งภาษีของใครของมัน ถ้าเราอยากได้เงินส่วนแบ่งของธุรกิจมานั้น จริงๆมีหลายวิธี แต่พื้นฐานที่เราควรทำคือ การจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง ซึ่งหลายคนลืมไปว่าการที่เราลงมาทำธุรกิจเองก็มีต้นทุนเหมือนกัน การจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองนอกจากจะช่วยให้เราดึงเงินออกจากกิจการได้อย่างถูกต้องแล้ว ยังช่วยให้กิจการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และเสียภาษีน้อยลงด้วยครับ 3 เครื่องมือใช้จัดการเงินเพื่อความสะดวก  “ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ” ไม่ต้องกลัวว่าทำผิดมาแล้วจะกลับตัวไม่ทัน สบายใจได้เลย เรื่องเหล่านี้แก้ไขได้ครับ ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งดี เพราะเราจะสามารถใช้ข้อมูลทางบัญชีตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ไม่พอยังลดความเสี่ยงค่าปรับภาษีย้อนหลังอีกด้วย สำหรับเครื่องมือที่จะนำมาช่วยแก้ปัญหาความปะปนเงินธุรกิจกับเงินสดส่วนตัว มี 3 เครื่องมือที่น่าสนใจ และมีประโยชน์มากๆ ได้แก่ 1. เปิดบัญชีธนาคารเพื่อกิจการ แนะนำให้กิจการมีบัญชีเงินฝากธนาคารเป็นของตัวเอง ไม่ควรเก็บเงินในรูปของเงินสด เพราะมีความเสี่ยงมากมายตามที่ได้พูดไว้ก่อนหน้า นอกจากเรื่องของระบบบัญชีที่ดีแล้ว ช่วยในเรื่องของควบคุมภายในที่ดีและ และยังได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงินอีกด้วย บางกรณีบัญชีธนาคารในชื่อกิจการอาจทำธุรกรรมไม่สะดวก เช่น จ่ายเงินด้วย QR Code ไม่ได้ การจ่ายเงินทำหลายขั้นตอนมากขึ้น ถ้ากิจการยังขนาดเล็กต้องการความคล่องตัวอาจเลือกวิธีเปิดบัญชีธนาคารเป็นชื่อกรรมการ แต่มีไว้ใช้เพื่อรับหรือจ่ายเงินของกิจการแทนได้ 2. บัตรเครดิตบุคคลเพื่อกิจการ หลายครั้งกิจการไม่ต้องการจ่ายเป็นเงินสด เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ หรือสะดวกต่อการชำระเงินในต่างประเทศ อาจจะใช้บัตรเครดิตมาเป็นเครื่องมือช่วยจัดการ ซึ่งเกือบทุกธนาคารในไทยเปิดให้สมัครบัตรเครดิตในนามนิติบุคคลได้เช่นกัน เช่นเดียวกับบัญชีธนาคาร ถ้ากิจการยังขนาดเล็กต้องการความคล่องตัวอาจเลือกใช้บัตรเครดิตเป็นชื่อกรรมการ แต่มีไว้ใช้เพื่อรับหรือจ่ายเงินของกิจการเพียงเท่านั้นได้ 3. เงินสดย่อย กรณีที่หลีกเลี่ยงการใช้เงินสดไม่ได้เลย แนะนำให้มีระบบเงินสดย่อย เป็นการจัดสรรการใช้เงินสดให้ชัดเจน เช่น ให้พนักงานถือเงินสดได้สูงสุดไม่เกิน 5 พันบาท ซึ่งเรียกว่า “เงินสดย่อย” เมื่อไหร่ที่ใช้เงินจนหมด ให้เบิกเงินจากธนาคารมาเติมวงเงินให้เต็ม 5 พันบาทเหมือนเดิม โดยการเบิกนี้ต้องมีเอกสารรายจ่ายประกอบด้วยว่า 5 พันบาทนั้นจ่ายค่าอะไรไปและมีมูลค่ากี่บาทเพื่อข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง ครบถ้วน ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่า ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือใดๆ ก็ตาม วัตถุประสงค์จะเหมือนกัน คือ เพื่อแยกเงินธุรกิจไม่ให้ปนกับเงินส่วนตัว แปลว่าท่านผู้อ่านอาจใช้วิธีง่ายๆ อย่างอื่นมาใช้แทนก็ได้ ถ้าตราบใดที่ทำให้เงินมีความถูกต้อง แบ่งแยกได้ครับ การแยกกระเป๋าเงินธุรกิจและเงินส่วนตัวออกจากกันเป็นสิ่งที่ต้องทำ! หลายธุรกิจเจ๊งเพราะไม่เคยให้สำคัญกับเงินสดมากนักต่อนักแล้ว เพราะชอบคิดว่ามันก็คือเงินของเราทั้งคู่ แต่ถ้าเราไม่แยกให้ชัดเจน เราจะไม่รู้เลยว่าธุรกิจกำไรหรือขาดทุน สภาพคล่องเงินสดเพียงพอหรือไม่  สำหรับบทความถัดไป ผมจะมาช่วยแก้ปัญหาที่คิดว่าเงินธุรกิจคือเงินของเราผ่านวิธีที่ถูกต้องทางบัญชี และประหยัดภาษี ซึ่งเรามีแง้มๆ ไปกันแล้วก่อนหน้านี้ว่าสามารถทำผ่านการจ่ายเงินเดือนได้ แต่ไม่จบแค่นั้น ยังมีอีกหลายวิธีการนำเงินออกที่น่าสนใจ ถ้าอยากรู้แล้ว รอติดตามบทความถัดไปกันได้เลยครับ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ รองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

13 Jun 2024

PEAK Account

10 min

ปิดงบการเงินเสร็จแล้ว…ต้องขอเอกสารอะไรบ้างจากสำนักงานบัญชี?

การปิดงบการเงินถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนการปิดงบของงานบัญชี แต่ยังมีเอกสารสำคัญอีกหลายรายการที่ผู้ประกอบการควรขอคืนจากสำนักงานบัญชีเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน ดังนั้นในบทความนี้จะพาผู้ประกอบการมาเช็กลิสต์เอกสารที่ต้องขอคืนจากสำนักงานบัญชีมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย ทำไมต้องขอเอกสารคืนจากสำนักงานบัญชี? โดยทั่วไป การปิดงบการเงินจะดำเนินการโดยการจ้างสำนักงานบัญชีหรือนักบัญชีที่รับทําบัญชีปิดงบ ซึ่งจะทำการบันทึกรายการธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดในช่วงรอบบัญชี ปรับปรุงบัญชี ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และจัดทำงบการเงิน  แต่หลังจากปิดงบแล้ว ผู้ประกอบการควรขอเอกสารคืนด้วย การขอเอกสารคืนจากสำนักงานบัญชีหลังปิดงบ มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการหลายประการ ช่วยให้มีหลักฐานครบถ้วน ป้องกันความเสี่ยง และประกอบการทำธุรกรรมอื่นๆ ได้สะดวก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเก็บเอกสารทางบัญชีไว้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบในอนาคต นอกจากเอกสารที่ระบุข้างต้นแล้ว ผู้ประกอบการยังสามารถขอเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติมจากสำนักงานบัญชีได้ตามความต้องการ 1. เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน เอกสารทางบัญชีเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ประกอบการตรวจสอบภาษี หรือใช้ประกอบธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ 2. เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางบัญชี เปรียบเทียบกับเอกสารต้นฉบับ เผื่อมีข้อผิดพลาด 3. เพื่อประกอบการวิเคราะห์ ข้อมูลในเอกสารทางบัญชีสามารถนำมาวิเคราะห์ ประเมินผลการดำเนินงาน วางแผนธุรกิจ และติดตามความก้าวหน้า 4. เพื่อป้องกันกรณีเกิดข้อพิพาท เอกสารทางบัญชีสามารถใช้เป็นหลักฐานในกรณีเกิดข้อพิพาททางการเงิน เอกสารที่ต้องขอคืนจากสำนักงานบัญชีหลังจากปิดงบการเงิน เอกสารที่ต้องขอคืนจากสำนักงานบัญชีหลังปิดงบ บริษัท มีความสำคัญต่อทั้งทางบัญชีและภาษี การเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้เป็นหลักฐานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เอกสารที่ต้องขอคืนจากสำนักงานบัญชีหลังปิดงบการเงิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ 1. เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี 1.1 สมุดรายวัน (JV)  สมุดรายวัน เป็นเอกสารที่ใช้บันทึกรายการค้าทุกอย่างของกิจการ มีทั้งหมด 5 เล่ม ประกอบด้วย 1.2 บัญชีแยกประเภท(GL)  บัญชีแยกประเภท คือ บัญชีที่รวบรวมการบันทึกรายการค้าที่เกิดขึ้นไว้เป็นหมวดหมู่ หลังจากการบันทึกรายการค้าในสมุดรายวันทั่วไป เรียบร้อยแล้ว จัดเรียงลำดับผังบัญชีของกิจการ เช่น บัญชีเงินสด เป็นบัญชีที่รวบรวมรายการค้าที่เกี่ยวกับเงินสด บัญชีลูกหนี้ เป็นบัญชีที่รวบรวม รายการค้าที่เกี่ยวกับลูกหนี้ การบันทึกรายการในแต่ละบัญชี จะบันทึกไม่ปะปนกันเพื่อให้ตรงตามข้อเท็จจริง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสะดวก ในการค้นหาหรือแก้ไขข้อผิดพลาด 1.3 งบทดลอง(TB)  งบทดลอง คือ รายงานที่สรุปยอดคงเหลือของแต่ละบัญชี ใช้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปจัดทำงบการเงิน เป็นเอกสารที่แสดงภาพรวมของสถานะทางการเงิน ณ สิ้นงวด 1.4 งบการเงิน งบการเงิน เอกสารสำคัญที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท ประกอบด้วย งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด(ถ้ามี) และหมายเหตุประกอบงบการเงิน 1.5 หน้ารายงานผู้สอบบัญชี หน้ารายงานผู้สอบบัญชี ผู้สอบจะแสดงความเห็นว่างบการเงินของกิจการถูกต้อง ผิดเฉพาะบางส่วน หรือไม่ถูกต้องเลย รายงานความเห็นผู้สอบบัญชีจึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสำคัญที่แสดงไว้ในงบการเงิน เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินมั่นใจในความถูกต้องของข้อมูลตามมาตรการบัญชีที่รับรองทั่วไป 1.6 เอกสารรายรับ-รายจ่าย เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ รวมถึงสัญญาต่างๆ 1.7 รายละเอียดประกอบยอดสินทรัพย์ หนี้สินคงเหลือ เช่น ทะเบียนทรัพย์สิน ทะเบียนสินค้า รายละเอียดลูกหนี้ และเจ้าหนี้คงเหลือ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษี 2.1 แบบนำส่งภาษี แบบนำส่งภาษี เป็นเอกสารที่ใช้สำหรับรายงานข้อมูลรายรับ-รายจ่าย และเสียภาษีเงินได้ต่อกรมสรรพากร มีหลายแบบสำหรับประเภทของภาษี เช่น ภ.ง.ด. 1, ภ.ง.ด. 3, ภ.ง.ด. 53 , ภ.ง.ด. 51, ภ.ง.ด.51, ภ.พ. 30 2.2 ใบแนบแบบภาษี  ใบแนบแบบภาษี คือ เอกสารเพิ่มเติมที่ใช้ประกอบแบบนำส่งภาษี เพื่อแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษี 2.3 ใบเสร็จรับเงินค่าภาษี นอกจากเอกสารที่ระบุไว้ข้างต้นแล้ว อาจมีเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติมที่อาจจำเป็น ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและความต้องการของผู้ใช้งาน ผู้ประกอบการ ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากสำนักงานบัญชีที่รับผิดชอบ เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับเอกสารครบถ้วนและตรงตามความต้องการ จะเห็นว่ามีเอกสารบัญชีหลากหลายประเภทจนอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการด้วยตนเอง สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการเอกสารบัญชีด้วยตนเอง ทาง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยจัดการเอกสารธุรกิจได้ง่ายๆ ให้คุณทำธุรกิจ อย่างเป็นระบบ รองรับการเติบโตให้ธุรกิจของคุณก้าวไปสู่ความสำเร็จ

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

23 May 2024

จักรพงษ์

6 min

นักบัญชีเฮ! สรรพากรขยายระยะเวลายื่นแบบภาษีออนไลน์จนถึงปี 2570

รู้หรือไม่ว่าการยื่นแบบภาษีทั้งหลายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต(ออนไลน์) ที่ได้สิทธิขยายเวลาเพิ่มเติมอีก 8 วัน จากวันสุดท้ายของการยื่นแบบภาษีนั้น มีวันหมดอายุ แปลว่าถ้าสรรพากรไม่ได้ออกกฎหมายฉบับใหม่มาต่ออายุการขยายเวลา เราก็จะไม่สามารถยืดระยะเวลาออกไปอีก 8 วันได้เลย ถ้ายืดเวลายื่นแบบไม่ได้ เท่ากับนักบัญชีต้องรีบทำบัญชีและภาษีให้เร็วขึ้นตามวันสิ้นสุดการยื่นแบบกระดาษเหมือนเดิมนั่นเอง การประกาศขยายเวลาการยื่นแบบภาษีทางอินเทอร์เน็ต แต่ๆ ข่าวดีมาแล้ว กรมสรรพากรได้ออกประกาศกระทรวงการคลังมาเพื่อขยายระยะเวลาสิทธิการยื่นแบบภาษีออกไปอีก 8 วันจากวันสุดท้ายของการยื่นแบบภาษี โดยมีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 จนถึง 31 มกราคม 2570 รวมเป็นระยะเวลาถึง 3 ปีเลยครับ เชื่อว่ามีบางคนที่อ่านมาถึงจุดนี้ โดยเฉพาะมือใหม่ที่กำลังหัดยื่นภาษีว่าสิทธิการยื่นแบบภาษีออกไปอีก 8 วันจากวันสุดท้ายของการยื่นแบบภาษี นับยังไง เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ผมทำตารางสรุปมาให้แล้ว ตารางสรุปวันสิ้นสุดการยื่นแบบภาษี สิ่งที่ต้องทราบคือ กรณีที่บวกวันเพิ่มไปอีก 8 วันแล้วตกวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันสิ้นสุดท้ายของการยื่นแบบภาษีออนไลน์จะขยับไปเป็นวันทำการถัดไปแทนครับ นักบัญชีที่เคยยื่นภาษีมาสักพักก็จะทราบดีว่า การยื่นแบบภาษีรอบแรก เราจะเรียกว่า “ยื่นปกติ” แต่ถ้ามาตรวจพบทีหลังว่าทำแบบภาษีผิด เช่น มีรายการไม่ครบถ้วน หรือมีรายการมากเกินไป อาจต้องปรับปรุงแบบ ทำให้แบบที่ยื่นหลังครั้งแรก เราจะเรียกว่า “ยื่นเพิ่มเติม” โอเคถ้าเข้าใจแล้ว ล่ะยังไงต่อ? ผมตอบว่าก็ไม่มีอะไรครับ แต่ๆๆ ปัญหาจะเกิดทันทีถ้าการยื่นครั้งแรกเป็นการยื่นแบบกระดาษ และต่อมามีการปรับปรุงจึงยื่นเพิ่มเติมไปเป็นแบบออนไลน์ แบบนี้จะยังได้สิทธิเพิ่มอีก 8 วันหรือไม่? จะสังเกตว่าการวิธีที่ใช้ยื่นแบบไม่เหมือนกันนั้น ส่งผลต่อการที่เราจะได้สิทธิหรือไม่ได้สิทธิขยายระยะเวลายื่นแบบเพิ่มอีก 8 วัน ผมได้สรุปเป็นตารางเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ดังนี้ครับ ตารางเปรียบเทียบการยื่นแบบกระดาษ vs ยื่นแบบออนไลน์ การขยายเวลาการยื่นแบบเพิ่มอีก 8 วัน เท่ากับว่านักบัญชีจะมีระยะเวลาทำบัญชีและตรวจสอบภาษีได้ละเอียดมากขึ้น แต่ทำไมขยายเวลาแล้ว นักบัญชีก็ยังทำจนถึงวันสุดท้ายอยู่ดี อันนี้ก็ลองสอบถามนักบัญชีดูเล่นๆ ก็ได้นะครับ🤣 สรุป ตอนนี้นักบัญชีคงโล่งใจไปมากแล้วใช่ไหมครับ เรายังได้รับสิทธิขยายอีก 8 วันเหมือนเดิม และยังไม่พอสิทธินี้มีผลบังคับไปจนถึงเดือนมกราคม 2570 พูดง่ายๆ ก็คือ อีก 3 ปี คุณคือผู้โชคดี ขอแสดงความยินดีด้วยคร๊าบบ แต่ที่สำคัญอย่าลืมว่าจะได้สิทธิต้องเป็นการยื่นแบบภาษีผ่านทางออนไลน์เท่านั้นนะครับ เอ้า ทำไมล่ะ! ก็เพราะสรรพากรต่ออายุกฎหมายนี้เพื่อจูงใจให้คนหันมายื่นแบบภาษีทางออนไลน์แทนแบบกระดาษครับ ถือได้ว่าได้ทั้งประหยัดเวลา ไม่เปลืองกระดาษ เหมือนรักษ์โลกร้อนไปในตัวเลยยย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีฟังก์ชั่น PEAK Tax ช่วยผู้ประกอบการและนักบัญชีจัดการภาษีให้เป็นเรื่องง๊าย ง่าย ช่วยทั้งทำแบบฟอร์มภาษี ปิดภาษีอัตโนมัติได้ทันที ช่วยประหยัดการทำภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยผู้ประกอบการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ รองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccount สอบถามเพิ่มเติม

16 May 2024

จักรพงษ์

12 min

5 เรื่องต้องรู้! การกระทบยอดรายได้บัญชีและภาษี (ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50)

หนึ่งในเรื่องที่ผู้ประกอบการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะต้องโดนเวลาขอคืนภาษี คือ เจ้าหน้าที่สรรพากรจะขอรายงานหนึ่งที่เรียกว่า “รายงานกระทบยอดรายได้ทางบัญชีและภาษี” หรือที่นักบัญชีชอบเรียกกันว่า “กระทบยอด 30 vs 50” ซึ่งมีสมมติฐานว่ารายได้ที่บันทึกทางบัญชีควรต้องเท่ากับรายได้ที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) แต่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องทำด้วยเหรอ? ทำไมต้องขอ? แล้วต้องทำยังไง? ในบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจว่าทำไมเราต้องกระทบยอดรายได้ไปจนถึงสาธิตการกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50 ถ้าอยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะครับ อ่านกันต่อได้เล้ยยยย⏩⏩⏩ 1. ทำไมต้องกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50 ?  เหตุผลเบื้องหลังการกระทบยอดรายได้ ง่ายๆ คือ เพื่อตรวจสอบจำนวนรายได้ที่บันทึกบัญชี (ภ.ง.ด.50 หรือ งบการเงิน) กับ รายได้ที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ว่าตรงกัน และยื่นภาษีครบถ้วน PEAK ขอเล่า : จริงๆ ผู้ประกอบการควรต้องกระทบยอดรายได้ทุกเดือนอยู่แล้ว(แต่คนส่วนใหญ่มักจะทำเป็นรายปี!) เพื่อดูว่ารายได้บันทึกบัญชีในแต่ละเดือนได้นำส่งภาษีครบถ้วนหรือไม่ ถ้าไม่ทำ แล้วมาพบทีหลัง ก็จะโดนค่าปรับย้อนหลัง ซึ่งบอกเลยว่าค่าปรับภาษีมูลค่าเพิ่มแพงสุดๆในบรรดาทุกภาษี เช่น วันดีคืนดีโดนสรรพากรเรียกตรวจ พบว่ายื่นภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไป 10,000 บาท เราจะต้องนำส่งภาษีที่ขาดและค่าปรับอีก 2 เท่า แปลว่าต้องจ่ายรวม 30,000 บาท (ภาษี 10,000 + ค่าปรับ 10,000*2เท่า) นอกจากนี้ยังมีเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนอีกด้วย เรียกว่าโดนปรับทีหนึ่ง อาจเตรียมปิดกิจการได้เลย อ๊ากกก น่ากลัวมากก 😱😱 2. กิจการที่ต้องกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50 ไม่ใช่ว่าทุกครั้งมีหน้าที่ต้องกระทบยอดรายได้ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50 นะครับ เพราะภ.พ.30 นั้นจะเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบที่จดภาษีมูลค่า (VAT) เท่านั้น – เน้นว่า ถ้าใครไม่ได้จด VAT ก็ไม่ต้องทำครับ – ดังนั้นกลุ่มที่ต้องกระทบยอดรายได้ หลักๆจะประกอบด้วย 1. บุคคลธรรมดา ที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)2. นิติบุคคล ที่จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) 3. ข้อมูลที่ใช้กระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50 ถ้าวันนี้เราเป็นผู้ประกอบการจด VAT รู้ตัวแล้วว่าทำไมต้องทำ คำถามถัดไป คือ ถ้าจะทำต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง? ผมได้สรุปเอกสารออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ครับ 4. วิธีกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50 เมื่อเตรียมเอกสารที่ได้บอกครบถ้วน ต่อไปเราจะเริ่มมากระทบยอดรายได้กันครับ สูตร  คือ “ รายได้ทางบัญชี(ภ.ง.ด.50) ลบ รายได้ทางภาษีVAT(ภ.พ.30) = 0 ” หือออ แค่นี้เองเหรอ! ใช่ครับและตาไม่ฝาดแน่นอน ถ้าธุรกิจไม่ซับซ้อน เช่น ธุรกิจขายสินค้า เมื่อนำรายได้ทางบัญชีและทางภาษีมาลบกันแล้วมักจะไม่มีผลต่างครับ แปลว่าอาจยื่นภาษีได้ถูกต้อง (ผมใช่คำว่า “อาจ” แม้บางครั้งไม่มีผลต่าง แต่ก็มีกรณีที่มีรายได้แต่ไม่บันทึกบัญชีและยื่นภาษีด้วย) สำหรับธุรกิจที่เริ่มมีความซับซ้อนขึ้น เช่น ขายสินค้าแต่มีการเก็บมัดจำล่วงหน้า หรือธุรกิจให้บริการที่มีลูกหนี้การค้า วิธีกระทบยอดยังคงเป็นหลักการเดิม แต่จะเพิ่มรายการอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของผลต่างเข้ามาคำนวณด้วย หลักๆ ผมจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ธุรกิจขายสินค้า และธุรกิจให้บริการ ดังนี้ ธุรกิจขายสินค้า ธุรกิจขายสินค้าที่ไม่มีการรับเงินมัดจำล่วงหน้า เมื่อนำรายได้ตามบัญชีหักรายได้ทางภาษีมักจะไม่เกิดผลต่าง แต่ถ้ามีการรับเงินมัดจำล่วงหน้า จะต้องนำเงินมัดจำคงค้างปลายงวดและต้นงวดมาปรับด้วยตามรูปภาพ ธุรกิจให้บริการ ธุรกิจให้บริการการรับรู้รายได้ทางบัญชีและทางภาษีVAT มักจะเป็นคนละวันกัน ทำให้ต้องนำลูกหนี้การค้าปลายงวดและต้นงวดมากระทบยอดด้วย อีกทั้งถ้ามีการรับเงินมัดจำก็ต้องนำมากระทบยอดด้วยเช่นกัน ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น คือ ยอดลูกหนี้การค้าปกติจะรวมภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วย ดังนั้นเมื่อนำลูกหนี้การค้ามากระทบยอด อย่าลืมว่าต้องถอด VAT ออกจากลูกหนี้การค้าเสมอ ไม่งั้นจะเกิดผลต่างขึ้นได้ 5. สาเหตุผลต่างและวิธีแก้ไข บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอไป ถ้าเราใส่ตัวเลขไปครบถ้วนแล้ว แต่เกิดผลต่าง ไม่ได้แปลว่าจะเกิดความผิดพลาดเสมอไป จริงๆมีหลายเหตุผลมากที่ทำให้เกิดผลต่าง ดังนั้นก่อนที่เราจะไปแก้ไขปัญหา เรามาเข้าสิ่งที่อาจทำให้เกิดผลต่างจากการกระทบยอดรายได้กันครับ สาเหตุผลต่างที่ควรรู้ กรณีธุรกิจขายสินค้าวันที่รับรู้รายได้ทางบัญชีและภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นวันเดียวกัน คือ วันที่ส่งมอบสินค้า ทำให้ไม่เกิดผลต่าง แต่ถ้าเป็นธุรกิจบริการจะรับรู้รายได้ทางบัญชีเมื่อให้บริการเสร็จ แต่ภาษีจะรับรู้เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว นี้จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจบริการจะต้องนำลูกหนี้การค้ามากระทบยอดด้วย รายได้ที่บันทึกบัญชีไม่ได้จำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเสมอ เช่น ธุรกิจขายเนื้อหมูสดและขายมีดหั่นหมู ตอนบันทึกบัญชีจะบันทึกรายได้ทั้งขายหมูและขายมีด แต่ตอนเสียภาษีมูลค่าจะเสียจากรายได้ขายมีดเท่านั้น เพราะการขายเนื้อหมูเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม  รายการที่ใช้กระทบยอดผิด หรือไม่ครบ เช่น ธุรกิจขายสินค้า แต่ใช้วิธีกระทบยอดของธุรกิจให้บริการ หรือ ธุรกิจบริการใช้ยอดลูกหนี้ที่ยังไม่ได้ถอดVAT หรือ ไม่ได้นำเงินมัดจำ รวมถึงรายการอื่นๆ เช่น กำไรจากการขายทรัพย์สิน รายได้ที่ไม่ต้องเสียVAT มากระทบ เป็นต้น ข้อนี้จะเป็นเรื่องที่กิจการทำผิดจริงๆ เช่น บันทึกบัญชีรายได้แต่ไม่ได้นำไปเสียVAT หรือนำรายได้ไปเสียVAT แต่ไม่ได้บันทึกบัญชีรายได้ เป็นต้น วิธีแก้ไขเมื่อเกิดผลต่าง ถ้าผลต่างเกิดจากการกระทบยอดผิดวิธี ไม่ครบถ้วน หรือเข้าใจผิด เมื่อรู้สาเหตุแล้วต้องรีบแก้ไขทันทีก่อนยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือน แต่ส่วนใหญ่มักจะมาทำหลังจากยื่นแบบ ภ.พ.30 ไปแล้ว จึงต้องยื่นแก้ไขแบบภาษีเพิ่มเติมให้ถูกต้อง ทำให้ผู้ประกอบต้องเสียทั้งค่าปรับและเงินเพิ่มครับ สรุป ท้ายนี้ผมหวังว่าผู้อ่านทุกคนจะเข้าใจและเห็นความสำคัญของการกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 vs ภ.ง.ด.50 มากขึ้นนะครับ ก่อนจากกันไป ผมได้สรุปเนื้อหาให้อีกครั้งเป็น checklist สั้นๆ ดังนี้ครับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccount สอบถามเพิ่มเติม

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Jun 2024

PEAK Account

9 min

เทคโนโลยีห้องประชุมสำหรับ SMEs เพื่อการประชุมที่มีประสิทธิภาพ

การประชุมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เนื่องจากการประชุมเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนกลยุทธ์ และตัดสินใจที่สำคัญ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในห้องประชุมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ บทความนี้ PEAK ร่วมกับ OfficeMate จะมาแนะนำเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับห้องประชุม เหมาะสมสำหรับ SMEs เพื่อการประชุมที่มีประสิทธิผลมากขึ้น 1. ควรมีอุปกรณ์เพื่อการประชุมและนำเสนอ การมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันในห้องประชุม เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์ที่จำเป็นประกอบด้วย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบถ้วน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความสะดวกสบายในการจัดการประชุม นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงถึงความพร้อม และความเป็นมืออาชีพขององค์กร 2. ควรมีระบบการจองห้องประชุม ระบบการจองห้องประชุมเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่มีการประชุมบ่อยครั้ง ระบบการจองห้องประชุมจะช่วยให้การจัดการการใช้ห้องประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระเบียบ ประโยชน์ของระบบนี้มีดังนี้ ลดความซับซ้อนในการจัดการ ระบบการจองห้องประชุมช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการห้องประชุม ผู้ใช้สามารถดูตารางการใช้ห้องประชุม และจองเวลาได้อย่างง่ายดายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยลดปัญหาการจองซ้ำซ้อน หรือความผิดพลาดในการจัดการ เพิ่มความสะดวกสบาย  ระบบการจองที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าจะช่วยเตือนผู้ใช้งานถึงการประชุมที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่านอีเมล หรือแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้ใช้ไม่พลาดการประชุม การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ  ระบบการจองห้องประชุมสามารถช่วยให้ผู้จัดการทรัพยากรเห็นภาพรวมการใช้ห้องประชุม และสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานห้องประชุมเพื่อนำไปปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้ การใช้ระบบการจองห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถจัดการการประชุมได้อย่างมีประสิทธิผล ลดปัญหาความขัดแย้งในการจองห้อง และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน 3. ควรมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การประชุมออนไลน์กลายเป็นสิ่งจำเป็น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยให้การสื่อสาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีสะดุด  ข้อดีของการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การประชุมออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาการเชื่อมต่อขัดข้องหรือสัญญาณหลุด การสื่อสารผ่านวิดีโอคอลจะมีคุณภาพเสียง และภาพที่ชัดเจน ทำให้การประชุมเหมือนกับการประชุมในสถานที่เดียวกัน การทำงานร่วมกันในเวลาจริง อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้การแชร์ไฟล์ และการทำงานร่วมกันในเวลาจริงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการแชร์เอกสาร ภาพ หรือวิดีโอ การทำงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เสียเวลา การเข้าถึงข้อมูลและแหล่งข้อมูลออนไลน์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงช่วยให้ผู้เข้าร่วมการประชุมสามารถเข้าถึงข้อมูล และแหล่งข้อมูลออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นประโยชน์ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือนำเสนอข้อมูลในที่ประชุม การมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในห้องประชุมจะช่วยให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสะดวกสบายในการทำงานและการสื่อสาร เทคโนโลยีห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ และ SMEs ที่ต้องการให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น และมีประสิทธิผล การมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ระบบการจองห้องประชุมที่มีประสิทธิภาพ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการประชุม ลดปัญหา และความขัดข้องในการจัดการการประชุม และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน ดังนั้น การลงทุนในเทคโนโลยีห้องประชุมจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และสำคัญสำหรับการเติบโต รวมถึงความสำเร็จขององค์กร เช็กด่วน! ห้องประชุมของคุณ ยังขาดอุปกรณ์คุณภาพสำหรับห้องประชุมอยู่หรือไม่? OfficeMate มีอุปกรณ์สำนักงาน หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่ ?

5 Jun 2024

PEAK Account

9 min

Happy Workplace สูตรลับสู่ความสำเร็จของ SMEs

ในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูง การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และมีความสุข (Happy Workplace) ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีความสุข และประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นสูตรลับที่ช่วยให้ SMEs ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน  บทความนี้ PEAK ร่วมกับ OfficeMate จะพาคุณไปรู้จักกับแนวทางในการสร้าง Happy Workplace ที่เน้นเรื่องการสร้างสุขภาพดี สังคมดี มีความรู้ และการทำงานที่ผ่อนคลายให้แก่พนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของธุรกิจ สร้างเสริมสุขภาพที่ดีแก่พนักงาน สุขภาพของพนักงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หากพนักงานมีสุขภาพดี จะทำให้มีพลังงาน และความสามารถในการทำงานมากขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาพสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การจัดเตรียมพื้นที่ออกกำลังกาย หรือการจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้การสนับสนุนการมีพฤติกรรมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยการจัดหาของว่างที่มีประโยชน์ และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับพนักงานได้ หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน คือการเลือกใช้เก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (ergonomic chair) หรือ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บจากการทำงาน และอาการปวดต่าง ๆ เช่น อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดไหล่ ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในพนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน เก้าอี้ ergonomic มีการออกแบบที่สามารถปรับระดับได้หลายส่วน เช่น ความสูงของเก้าอี้ พนักพิง และที่วางแขน เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับสรีระของผู้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม การปรับระดับเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ทำให้พนักงานสามารถนั่งทำงานได้ในท่าที่ถูกต้อง และสบายมากขึ้น นอกจากนี้การใช้เก้าอี้ ergonomic ยังช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการบวมที่ขา และเท้า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว สร้างสังคมที่ดีในที่ทำงาน การสร้างสังคมที่ดีในที่ทำงาน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกมีความสุข มุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง และส่งเสริมการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือ หรือสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงาน เช่น การจัดงานเลี้ยงหรือกิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ จะช่วยให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม และมีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น การส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการช่วยเหลือกันในการทำงาน ยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสังคมที่ดีในองค์กรได้ การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการแสดงความคิดเห็นเป็นการแสดงถึงการยอมรับ และความสำคัญของพนักงาน ทำให้พนักงานรู้สึกมีคุณค่า มีความมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น พัฒนาความรู้แก่พนักงาน การพัฒนาความรู้ และทักษะของพนักงานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของธุรกิจ การส่งเสริมให้พนักงานมีโอกาสในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงาน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ การจัดอบรม หรือการเข้าร่วมสัมมนาต่าง ๆ จึงเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างความรู้ และทักษะให้กับพนักงาน นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรโดยการสนับสนุนให้พนักงานมีการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ระหว่างกันเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมงาน การให้โอกาสในการพัฒนาทางอาชีพและการสนับสนุนในการศึกษาต่อจะช่วยให้พนักงานรู้สึกมีอนาคตที่มั่นคง และมุ่งมั่นในการทำงานมากขึ้น สร้างบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย การผ่อนคลายเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับการทำงาน การให้พนักงานมีเวลาผ่อนคลาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การจัดพื้นที่สำหรับการพักผ่อนในที่ทำงาน เช่น ห้องนั่งเล่น หรือสวนหย่อม เป็นวิธีที่ดีในการให้พนักงานได้ผ่อนคลาย และสร้างสมดุลในการทำงาน การจัดกิจกรรมที่สนุกสนาน และการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในการทำงาน เช่น การจัดกิจกรรมสันทนาการ หรือการส่งเสริมการทำงานในบรรยากาศที่เป็นกันเอง จะช่วยให้พนักงานรู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขในการทำงานมากขึ้น การสร้าง Happy Workplace ที่ดี และมีความสุขเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับ SMEs เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีความสุข และมุ่งมั่นในการทำงาน แต่ยังเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่งในการเติบโต และความสำเร็จของธุรกิจในระยะยาว การส่งเสริมสุขภาพที่ดี การสร้างสังคมที่ดี การหาความรู้ และการผ่อนคลาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ SMEs สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน อย่ารอช้า! มาสร้างพื้นที่ทำงานที่มีความสุขกับ OfficeMate มีอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้พนักงาน พร้อมมอบประสบการณ์ทำงานที่ดีแบบที่คุณอาจไม่เคยพบมาก่อน สามารถเข้ามาเลือกดูได้ที่

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

19 Jun 2024

PEAK Account

3 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 19/06/2024

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ✨ 1. เพิ่มฟังก์ชันเอกสารเงินมัดจำ (Deposit) 📢 กิจการที่มีการรับหรือจ่ายเงินค่าสินค้า/บริการด้วยเงินมัดจำ  ระบบสามารถออกเอกสารเงินมัดจำให้ลูกค้า/คู่ค้าเป็นหลักฐานของการรับหรือจ่ายเงินมัดจำได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท1.1 ฝั่งรายรับ สามารถออกเอกสารเงินมัดจำอ้างอิงกับใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงินได้ 1.2 ฝั่งรายจ่าย สามารถอ้างอิงกับบันทึกค่าใช้จ่ายนอกจากนี้สามารถพิมพ์รายงานเอกสารเงินมัดจำได้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถออกเอกสารและทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น คู่มือการสร้างเอกสารใบจ่ายมัดจำคู่มือการสร้างเอกสารใบรับเงินมัดจำคู่มือวิธีการพิมพ์รายงานใบจ่ายเงินมัดจำคู่มือวิธีการพิมพ์รายงานใบรับเงินมัดจำ ตัวอย่างเอกสารเงินมัดจำฝั่งรายรับ ตัวอย่างเอกสารเงินมัดจำฝั่งรายจ่าย ✨ 2. เพิ่มการเชื่อมต่อโปรแกรม XSelly ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ 📢 สำหรับกิจการธุรกิจขายของออนไลน์ PEAK มีการเชื่อมต่อกับโปรแกรม XSelly เป็นระบบบริหารการขาย สต๊อก ตัวแทน จัดส่ง ดูรายงาน จบในที่เดียว เพิ่มความสะดวกในการบริหารการขาย ตั้งแต่เริ่มรับออเดอร์ ตลอดจนติดตามสถานะการจัดส่งได้เอง สามารถตั้งค่าการส่งข้อมูลที่โปรแกรม XSelly มาสร้างเอกสารใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินที่ PEAK ได้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้สะดวกมากขึ้น คู่มือการเชื่อมต่อ PEAK x XSelly ✨ 3. ปรับข้อความและการแสดงข้อความหน้าสรุปข้อมูลในหน้าสร้างเอกสาร 📢 สำหรับกิจการที่สร้างขึ้นมาใหม่และมีการออกเอกสารในโปรแกรม ระบบมีการปรับข้อความสรุปข้อมูลในหน้าสร้างเอกสารให้อ่านง่ายมากขึ้น รวมถึงปรับการแสดงข้อความหน้าสรุปข้อมูลให้แสดงเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้งานดูสรุปข้อมูลในแต่ละเอกสารได้ง่ายขึ้น

19 Jun 2024

PEAK Account

2 min

Update Function 19/06/2024

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. ✨ 1. Add function for deposit document Businesses that receive or pay for goods/services using deposits can issue deposit documents as evidence of the transaction. There are two types:1.1 On the receiving side, deposit documents can be issued in reference to invoices or receipts.1.2 On the paying side, deposits can be linked to expense records.Additionally, reports on deposit documents can be printed to facilitate the issuance of documents and streamline the process for users. A sample document of a deposit receipt A sample document of a deposit payment ✨ 2. Added integration with XSelly, an online store management system 📢 For online business operations, PEAK is connected to the XSelly program as a sales management system that covers inventory, agents, deliveries, and reporting all in one place. This enhances the convenience of sales management from receiving orders to tracking delivery status. Settings in XSelly can be configured to generate invoices and receipts for payments received at PEAK, making it easier for users to work efficiently. ✨ 3. Adjust the text and formatting of the summary information on the document page 📢 For newly established businesses that create documentation in the program, the system has been adjusted to summarize information on the document creation page to make it easier to read. This includes adjusting the summary information display to show only relevant items, making it easier for users to view summary information in each document.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

30 Apr 2024

PEAK Account

14 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2024

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน หมายเหตุ: กำหนดการมีการเปลี่ยนแปลง ปิดรับสมัครในวันที่ 7 มิ.ย. 2567 เวลา 23.59 น. และประกาศผลรอบคัดเลือก 12 มิ.ย. 2567 เวลา 17.00 น. โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เวลา 08.00 – 17.00 น.ณ ห้องประชุม ชั้น 3 สำนักงานวิทยทรัพยากร หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาได้แสดงความสามารถและทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาทบทวนและเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีมและเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน2.3 แต่ละสถาบันสามารถมีอาจารย์ประจำภาควิชาได้ไม่เกิน 2 ท่าน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชีและภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน 2567 4.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ bit.ly/peak-dac-2024 เท่านั้น ทั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับอีเมล์ยืนยันจากระบบ โดยผู้เข้าแข่งขันสามารถเริ่มส่งผลงานได้หลังจากได้รับอีเมลยืนยันการสมัครเท่านั้น 4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันและส่งผลงานวันศุกร์ ที่ 7 มิถุนายน 2567 ภายในเวลา 23.59 น.4.4 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำส่งผลงานรอบคัดเลือกโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.4.1 ทำวิดีโอบน TikTok เพื่อแนะนำ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SMEs ไทย ภายใต้หัวข้อ “PEAK, Friend of Business”4.4.2 ความยาวไม่เกิน 2 นาที4.4.3 รูปแบบวิดีโอเป็นแนวตั้ง (9:16)4.4.4  อัปโหลดบนแอปพลิเคชัน TikTok พร้อมเปิดสาธารณะ4.4.5  Mention @peakaccount และติดแฮชแท็ก จำนวน 3 แฮชแท็ก ดังต่อไปนี้   #PEAKDAC2024 #PEAK #โปรแกรมบัญชีออนไลน์4.4.6 หลังจากวิดีโอถูกเผยแพร่บน TikTok ผู้สมัครต้องคัดลอกลิงก์ของวิดีโอ เพื่อนำ ไปกรอกในฟอร์มตามลิงก์ข้อ 4.24.4.7 แต่ละทีมสามารถส่งผลงานวิดีโอได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลงานมากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลงานครั้งแรกเท่านั้น 4.5  คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 24 ทีม เพื่อแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ผ่านทางอีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน 2567 หมายเหตุ : หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิจากการแข่งขัน ทั้งนี้คำตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 24 ทีม ต้องเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในวันศุกร์ ที่ 21 มิถุนายน 2567 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 สำนักงานวิทยทรัพยากร หอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หมายเหตุ : ไม่มีบริการที่จอดรถ ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตามสามารถจอดพาหนะได้บริเวณใกล้เคียง ได้แก่ อาคารจามจุรี 9 หรือศูนย์การค้าเเอมพาร์ค หรือศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ โดยอัตราค่าบริการที่จอดรถเป็นไปตามระเบียบของผู้ให้บริการ 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 08.30 – 09.00 น. พิธีเปิดการแข่งขัน09.00 – 10.00 น. กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน10.00 – 10.30 น. เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าแข่งขัน10.30 – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง 15 นาที10.45 – 11.45 น. การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 1 (ข้อสอบปรนัย)11.45 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน13.00 – 14.30 น. การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 2-3 (ภาคปฎิบัติและวิเคราะห์)14.30 – 15.30 น. กิจกรรมให้ความรู้จากวิทยากรพิเศษ15.30 – 15.35 น. ประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบเพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์15.35 – 16.30 น. การนำเสนอผลการวิเคราะห์16.30 – 17.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก คณะกรรมการตัดสินจะพิจารณาจากผลงานคลิปวิดีโอของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด เพื่อคัดเลือกทีมผู้เข้ารอบแข่งขันชิงชนะเลิศ จำนวน 24 ทีม ได้แก่ โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือก ดังนี้ 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 100 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังนี้ ส่วนที่ 1 การตอบคำถามความรู้ด้านบัญชีและภาษี (30 คะแนน)เป็นการตอบคำถามรูปแบบปรนัยผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 30 ข้อ จำนวน 30 คะแนน โดยใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมงเนื้อหาประกอบด้วย ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชี การบัญชี และ พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 ภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK บันทึกบัญชี และวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี (50 คะแนน)เป็นการบันทึกบัญชีตามโจทย์ที่กำหนด พร้อมนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์และตอบคำถาม โดยใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย การสมัครและสร้างกิจการ การบันทึกยอดยกมา การบันทึกรายการค้าระหว่างงวดบัญชี การเรียกดูรายงานเอกสาร และงบการเงิน ส่วนที่ 3 การนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี (20 คะแนน)เป็นการนำเสนอการวิเคราะห์ให้แก่คณะกรรมการ โดยนักเรียน นิสิต นักศึกษาต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำข้อสอบส่วนที่ 2 โดยใช้ระยะเวลาการนำเสนอ 3 นาที และถามตอบ 5 นาที รวมเป็น 8 นาที ต่อทีมเนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์และเปรียบเทียบรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจ ถามตอบจากคณะกรรมการ ทั้งนี้ทางคณะกรรมการจะคัดเลือกทีมที่มีคะแนนสูงสุด 6 อันดับแรกเท่านั้น (ระดับปวส. 3 ทีม และระดับปริญญาตรี 3 ทีม) เพื่อนำเสนอการวิเคราะห์ในส่วนที่ 3 กับคณะกรรมการ เพื่อให้กรรมการได้ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติม และตัดสินอันดับผู้ชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับ 1 และรองชนะเลิศอันดับ 2 ทั้งนี้ ผลการตัดสินของคณะกรรมการตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนำโน้ตบุ๊กมาจำนวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จ ไฟสำหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษาของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจำตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษาหรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนำเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคำนวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทำการใด ๆ ที่ทุจริตหรือส่อเจตนาทุจริต8.7 ผู้เข้าแข่งขันที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก หรือผลการตรวจ ATK เป็นบวก จะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ สามารถแข่งขันด้วยจำนวนสมาชิกที่เหลือได้ หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิจากการแข่งขัน ทั้งนี้ คำตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 24 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

7 Feb 2024

admincontent

2 min

BeNeat มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รับส่วนลดสูงสุด 7%

BeNeat แอปพลิเคชันเรียกคุณแม่บ้านมืออาชีพ สะดวก ใช้งานง่าย เลือกใช้บริการได้ตามความต้องการ บริการทำความสะอาดแบบรายชั่วโมง ให้บ้านน่าอยู่ขึ้นได้ในพริบตา คุณแม่บ้านบีนีทมืออาชีพไปพร้อมอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดแบบครบครัน พร้อมทั้งรับประกันความพึงพอใจ พิเศษ! ลูกค้า PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รับส่วนลดสูงสุด 7% เมื่อจองบริการทำความสะอาดรายชั่วโมงแบบแพ็กเกจ 5 ครั้งขึ้นไป เพียงแจ้งโค้ดส่วนลดรับสิทธิ์ ผ่าน LINE @BeNeat เงื่อนไขในการรับสิทธิ์ – ระยะเวลาโปรโมชั่น วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2567 – จำกัดเพียง 200 แพ็กเกจเท่านั้น ตลอดรายการส่งเสริมการขาย หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด – สามารถจองบริการไว้ล่วงหน้าได้ ไม่มีวันหมดอายุ – รหัสส่วนลดสามารถใช้ได้ 1 ครั้ง/ รหัสผู้ใช้งาน – พื้นที่ให้บริการ : กรุงเทพ ปริมณฑล เชียงใหม่ และชลบุรี – สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน/ทอนเป็นเงินสด หรือใช้ร่วมกับส่วนลดอื่นๆ ได้ – เงื่อนไขการให้บริการเพิ่มเติมเป็นไปตามนโยบายทางบริษัทฯ หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2113-1138, [email protected] หรือ LINE @BeNeat

อ่านบทความเพิ่มเติม