คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

12 Feb 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 Feb 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 Feb 2026

PEAK Account

17 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง

ใบกำกับภาษีสำคัญอย่างไร ทำไมต้องออกใบกำกับภาษี? เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่สงสัย ในบทความนี้เราจะมาตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ใบกำกับภาษี ตั้งแต่ข้อมูลที่ต้องมีในเอกสาร ใครบ้างที่มีหน้าที่ออกเอกสารสำคัญนี้ พร้อมตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษี หรือ Tax invoice คืออะไร? ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกให้แก่ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการซื้อขาย เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่เรียกเก็บ หน้าที่หลัก: ใช้เป็นหลักฐานในการนำส่งภาษีขายให้กรมสรรพากร (ภ.พ.30) สำหรับผู้ซื้อ: ใช้เป็นหลักฐาน “ภาษีซื้อ” เพื่อนำไปหักลบออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริง ใครต้องออกใบกำกับภาษีบ้าง? ผู้ที่มีหน้าที่ออกบิล VAT หรือใบกำกับภาษี ต้องมีคุณสมบัติที่เข้าข่าย ซึ่งประกอบไปด้วยสองข้อดังนี้ หากไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษี แต่ยังคงออกเอกสารให้ผู้ซื้อจะมีความผิดทางกฎหมาย และในฝั่งผู้ซื้อเองควรตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าทุกครั้งว่าได้มีการจด VAT จริงหรือไม่ ใบกำกับภาษีมีกี่รูปแบบ? ถ้าพูดถึงใบกำกับภาษีที่ใช้กันเป็นประจำส่วนใหญ่จะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าที่จริงแล้วกรมสรรพากรได้มีการระบุประเภทใบกำกับภาษีไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้    1. ใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice)  2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice)  3. เอกสารอื่นที่ถือเป็นใบกำกับภาษี ซึ่งในการทำธุรกิจทั่วไปส่วนใหญ่จะเจอกับใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อมากกว่า ในส่วนถัดไปเราจะขอลงรายละเอียดเฉพาะเอกสารประเภทที่พบเป็นประจำ ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ในการทำธุรกิจแบบ B2B โดยส่วนใหญ่ผู้ขายจะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมากกว่า ซึ่งในใบกำกับภาษีต้องมีรายการดังต่อไปนี้ เพื่อให้สามารถออกเอกสารได้อย่างถูกต้อง นำไปใช้ได้จริง 1. ตำแหน่งที่แสดงคำว่า “ใบกำกับภาษี” 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ออกใบกำกับภาษี ข้อสังเกต 3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ 4. รายการ “หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขของเล่ม (ถ้ามี)” 5. รายการ “วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี” 6. รายการ “ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ” 7. รายการ “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง” ซึ่งใบกำกับภาษีเต็มรูปสามารถออกเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice คือ รูปแบบการออกเอกสารแบบดิจิทัลช่วยให้ส่งเอกสารให้ผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการส่ง e-Tax invoice ให้กรมสรรพากร ที่มีการออกระบบช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ การออกใบกำกับภาษีแบบย่อ ในส่วนของใบกำกับภาษีอย่างย่อที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะคือ ใบเสร็จที่เรามักพบในร้านค้าปลีกทั่วไป ข้อมูลจะน้อยกว่าแบบเต็มรูป (ไม่ต้องใส่ชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ) และที่สำคัญ คือ ผู้ซื้อไม่สามารถนำใบกำกับภาษีแบบย่อไปหักภาษีขายในการคำนวณ VAT ยื่น ภ.พ. 30 ได้ ลักษณะของใบกำกับภาษีอย่างย่อจะใช้เป็นหลักฐานการรับเงิน คล้ายกับใบบิลเงินสดแต่ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะมีความเป็นทางการ ข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือมากกว่า ใครออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้บ้าง? ผู้ประกอบการต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อดังนี้ถึงสามารถออกใบกำกับภาษีได้ ในใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สำหรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ จำเป็นต้องมีข้อมูลดังนี้ โดยรายละเอียดในใบกำกับภาษีอย่างย่อออกเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยก็ได้ ทั้งนี้การออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจะไม่สามารถออก e-Tax ได้ ออกใบกำกับภาษีได้เมื่อไร? ในด้านการให้บริการจะมีความแตกต่างในเรื่องของจุดรับรู้ภาษีกับการขาย โดยมีทั้งหมด 2 แบบด้วยกันดังนี้ สรุปอีกครั้งให้เห็นภาพมากขึ้น คือ จุดรับรู้ภาษีเกิดขึ้นตั้งแต่การให้บริการเสร็จสิ้น ถึงแม้จะยังไม่จ่ายเงินก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ให้บริการเสร็จสามารถออกใบกำกับภาษีและส่งให้ลูกค้าได้เลย  ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นบริษัทให้บริการต่อเติมบ้าน ให้บริการต่อเติมออฟฟิศให้องค์กรแห่งหนึ่ง หากเราต่อเติมออฟฟิศให้เสร็จแล้ว สามารถออกใบกำกับภาษีส่งให้ลูกค้าได้เลย ไม่ต้องรอจนถึงรอบการจ่ายเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะออกใบกำกับให้เมื่อไหร่ก็ตาม ผู้ออกต้องทำทั้งต้นฉบับและสำเนาใบกำกับภาษี เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับยื่น ภ.พ. 30 การออกใบกำกับภาษีต้องระวังอะไรบ้าง? ในการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ประกอบการควรสังเกต 5 จุดสำคัญดังนี้ 1. สิทธิ์ในการออกใบกำกับภาษี 2. ระบุรายละเอียดในใบกำกับภาษีให้ครบถ้วน 3. ออกใบกำกับภาษีทันทีเมื่อเกิดจุดรับรู้ภาษี 4. ห้ามลืมเสียภาษี 5. แสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า ออกใบกำกับภาษีง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น ถ้าต้องออกใบกำกับภาษี บริษัทก็สามารถทำได้ไม่ยาก และทำได้อย่างถูกต้อง! และหนึ่งในวิธีออกใบกำกับภาษีที่สะดวกรวดเร็วมากที่สุด คือ การใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีที่ช่วยกิจการเตรียมเอกสารทางบัญชีและสร้างเอกสารทางออนไลน์ ปรับแต่งได้ในแบบที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ทั้งยังรองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการรับชำระเงินผ่าน QR CODE เมื่อสร้างเอกสารแล้ว ระบบจะบันทึกรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้กิจการออกใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง ตรงตามงวดเวลาและยื่นแบบได้ภายในกำหนดเวลา รวมทั้งบันทึกบัญชีได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง หรือหากต้องการผู้ช่วยสามารถค้นหาสำนักงานรับทำบัญชีพาร์ทเนอร์ของ PEAK ได้เช่นกัน! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Feb 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 Feb 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Jan 2026

PEAK Account

12 min

เข้าใจเลขประจำตัวผู้เสียภาษี คืออะไร และความแตกต่างกับเลขบัตรประชาชน

เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย หนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนไทยคือการเสียภาษี ซึ่งในการยื่นภาษีนั้นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวเลขสำคัญที่ต้องมี โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลเหมือนกันไหม ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมกัน! เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คืออะไร? เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือ หมายเลขประจำตัวที่ออกให้ทั้งผู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยในกรณีของบุคคลธรรมดาตัวเลขจะตรงกับเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ออกโดยกรมการปกครอง ในกรณีบุคคลธรรมดาที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชนจำเป็นต้องทำเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะใช้เป็นตัวเลขทะเบียนนิติบุคคลที่บางท่านอาจเคยเห็นตัวเลข 13 หลักในใบเสร็จรับเงินที่ได้รับหลังจากซื้อของ ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลที่มีเลขทะเบียนแล้วต้องทำการยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ความสำคัญของเลขประจําตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักเป็นตัวเลขที่ใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ยื่นภาษี ใช้ในการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในกรณีของผู้ที่ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้เลข 13 หลักในบัตรประชาชนได้ ในส่วนของนิติบุคคลตัวเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะมีความสำคัญมากและใช้บ่อย เพราะต้องระบุในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบเสนอราคา รวมไปถึงการออกใบกำกับภาษี และการยื่นแบบด้านภาษี เช่น เอกสาร ภ.ง.ด.1 คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใครต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรบ้าง? นอกเหนือจากคนไทยที่เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือเลขบัตรประชาชนแล้ว สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 ข้อดังนี้ 1. บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เช่น คนต่างด้าว รวมไปถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้บุคคลธรรมดาที่ต้องการจดทะเบียน VAT หรือธุรกิจเฉพาะ ก็จำเป็นต้องทำการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเช่นกัน 2. นิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ซึ่งไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักอยู่แล้ว จำเป็นต้องยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นเลขที่ออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และจำเป็นต้องทำการร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทภายใน 60 วันนับตั้งแต่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 3. นายจ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ในบางกรณีนายจ้างจำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ก็สามารถยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักได้เช่นเดียวกับกรณีของนิติบุคคล ซึ่งต้องทำการยื่นภายใน 60 วันก่อนจ่ายเงินได้ การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้สามารถจัดการด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนี้ บุคคลธรรมดา สำหรับบุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพราะใช้เลขประจำตัวประชาชนเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีโดยทันทีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนต่างด้าวและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนให้ขอภายใน 60 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี นิติบุคคล ลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะได้รับหลังจากจดทะเบียนบริษัท โดยเป็นเลขเดียวกับเลขทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลและการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ขอภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย หรือวันที่นิติบุคคลต่างประเทศเริ่มทำธุรกิจในประเทศไทย เอกสารสำหรับใช้ยื่นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ในส่วนของเอกสารการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ก็ใช้เอกสารที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. คนต่างด้าว สำหรับบุคคลธรรมที่เป็นชาวต่างด้าว และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ สามารถยื่นคำร้องด้วยแบบ ล.ป.10.1 โดยยื่นพร้อมเอกสารแนบ เช่น  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ต้องการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นิติบุคคลสามารถยื่นด้วยแบบ ล.ป.10.2 โดยแนบพร้อมกับเอกสารอื่น เช่น 3. นิติบุคคล ในส่วนของนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนบริษัท และมีเลขทะเบียนนิติบุคคลแล้ว สามารถยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีได้ด้วยแบบยื่น ล.ป.10.3 พร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น  การค้นหาเลขทะเบียนบริษัทที่ระบุในหนังสือรับรอง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเลขทะเบียนนี้จะเป็นเลขชุดเดียวกันกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล เราสามารถตรวจสอบข้อมูลในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เพื่อช่วยยืนยันตัวตนของคู่ค้า และการทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นใจ ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ต้องรู้จักเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีใช้ในการระบุตัวตนทางภาษีและธุรกิจ โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาจะใช้เลข 13 หลักของบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล จะได้รับเมื่อจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและยื่นขอรับเลขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนการยื่นภาษีหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ควรทำเรื่องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้พร้อมเพื่อความถูกต้องในการจัดการภาษีตามกฎหมาย โดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต นอกจากนี้ยังพร้อมช่วยแนะนำบริษัทรับทำบัญชี เป็นผู้ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

30 Dec 2025

PEAK Account

13 min

โหลดฟรี! ปฏิทินภาษี 2569 เช็กกำหนดยื่นภาษีทั้งปี

ปฏิทินภาษีปี 2569 คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยื่นภาษีและงบการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงค่าปรับ และรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ บทความนี้สรุปกำหนดการยื่นภาษีที่ต้องรู้ในปี 2569 พร้อมผลกระทบและบทลงโทษหากยื่นล่าช้า เพื่อให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายนอกจากนี้ คุณสามารถ ดาวน์โหลดฟรี ปฏิทินภาษีปี 2569 ที่รวบรวมวันยื่นภาษีทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไว้อย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการภาษีอย่างมืออาชีพ ยื่นภาษีล่าช้า ส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างไร? ในแต่ละปีจะมีปฏิทินภาษีเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบว่าเอกสารด้านการเงินและภาษีที่จำเป็นต้องยื่นให้กรมสรรพากรภายในวันไหนบ้าง เพราะหากธุรกิจยื่นล่าช้า หรือลืมยื่นเอกสารเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากกว่าที่คุณคิด ซึ่งปัญหาที่อาจเกิดขึ้นมี 3 ข้อหลัก ๆ 1.1 ขาดโอกาสด้านการเงินและการเติบโต หากมีการยื่นเอกสารทางการเงินล่าช้าระบบจะบันทึกประวัติของธุรกิจทั้งหมดไว้ และธนาคารผู้ให้สินเชื่อก็มักจะตรวจสอบประวัติการยื่นงบก่อนเสมอ ถ้าหากว่าล่าช้าอาจทำให้การขอสินเชื่อเป็นไปได้ยากมากขึ้น และนอกจากธนาคารแล้วยังอาจรวมไปถึงนักลงทุนหรือคู่ค้าที่เมื่อเห็นประวัติว่าบริษัทของเราเคยยื่นงบล่าช้าก็อาจมองได้ว่าทำงานไม่เรียบร้อย ไม่มีระบบชัดเจนจนทำงานด้วยได้ยาก ไม่เพียงแค่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่การยื่นงบการเงินที่ล่าช้าก็ส่งผลต่อการวิเคราะห์ และการเติบโตขององค์กรได้ เพราะในการวางแผนธุรกิจต้องใช้ข้อมูลการเงินที่ถูกต้อง การยื่นงบช้า หรือยื่นไม่ครบถ้วนอาจทำให้การวางแผนผิดพลาด ส่งผลต่อธุรกิจ 1.2 เสียต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น ต้นทุนแฝงเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจต้องเจอและส่งผลกระทบเป็นภัยร้ายที่ทำร้ายธุรกิจ ซึ่งการจัดการวางแผนด้านภาษีและงบการเงินที่ไม่ดีจนยื่นช้ากว่ากำหนดในปฏิทินภาษี ก็นำมาสู่ต้นตอของต้นทุนแฝง เช่น ต้องตามทำบัญชีย้อนหลังที่กระทบในวงกว้าง ตั้งแต่พนักงานบัญชีที่ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปทำบัญชี ในมุมผู้ประกอบการเองก็ต้องเครียดอยู่กับการแก้ไขข้อผิดพลาดย้อนหลัง เสียโอกาสในการใช้เวลาไปกับการพัฒนาธุรกิจ และการที่ต้องย้อนแก้ไขในบางครั้งหาเอกสารได้ไม่ครบทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งปัญหาต้นทุนแฝงอาจไม่ได้มาในรูปแบบของการเสียเงินโดยตรง แต่จากปัญหาข้างต้นก็ทำให้เสียเวลา เสียโอกาส 1.3 กระทบความน่าเชื่อถือของบริษัท ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของธุรกิจต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่กลับสูญเสียไปได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะเพียงแค่การจ่ายภาษีล่าช้าก็อาจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงจนทำธุรกิจได้ยากยิ่งขึ้น เพราะผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจด้วยกันก็มองว่าเราทำธุรกิจไม่โปร่งใส รวมไปถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสรรพากรอาจตรวจสอบเราเพิ่มเติมเมื่อยื่นไม่ตรงเวลาบ่อยครั้ง และยิ่งผิดนัดส่งงบการเงินหลายปีติดต่อกันทำให้เป็นสัญญาณความเสี่ยงได้เช่นกัน ค่าปรับภาษีสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? อีกหนึ่งปัญหาใหญ่เมื่อยื่นภาษีล่าช้า เพราะจะมาพร้อมค่าปรับทางภาษี ที่ธุรกิจไม่สามารถนำไป “หักค่าใช้จ่าย” ในการคำนวณภาษีได้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าธุรกิจจ่ายภาษีหรือยื่นงบการเงินตรงตามที่ปฏิทินภาษี 2569 กำหนดไว้ ค่าปรับ เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยปกติค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหลายส่วนจะสามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ แต่เมื่อเป็นค่าปรับ เบี้ยปรับ หรือดอกเบี้ย จะไม่สามารถนำมาใช้หักได้แม้แต่บาทเดียว ทำให้ธุรกิจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแบบ 100% อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับธุรกิจประเภท SMEs ที่สภาพคล่องถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจเลยก็ว่าได้  บอกได้เลยว่าค่าปรับภาษี หรือค่าปรับอื่น ๆ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าแก่ธุรกิจแม้แต่น้อย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการยื่นภาษีและงบการเงินให้ตรงตามที่กฎหมายกำหนดจะดีที่สุด ปี 2569 ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง และยื่นเมื่อไหร่? เมื่อทราบถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการยื่นภาษีและเอกสารด้านการเงินล่าช้าแล้ว เรามาดูกำหนดการยื่นภาษีต่าง ๆ และบทลงโทษที่ควรรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกับธุรกิจของเรากัน ซึ่งตารางการยื่นภาษีจะมีรูปแบบต้องยื่นเป็นประจำทุกเดือน และยื่นแบบรายปี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นประจำเดือน 3.2 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นรายปี 3.3 บทลงโทษที่ต้องรู้ การยื่นภาษีให้ตรงตามปฏิทินภาษีเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากยื่นล่าช้าหรือลืมยื่นอาจมีบทลงโทษที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น หากไม่ยื่นภ.ง.ด. 50 ภายในเวลาที่กำหนด มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษอื่น ๆ เช่น ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น วางแผนภาษีปี 2569 ตั้งแต่วันนี้! เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่พลาดการยื่นภาษีในปี 2569 ที่จะถึงนี้ PEAK ขอแนะนำปฏิทินภาษีปี 2569 ที่ระบุวันสำคัญด้านภาษี ให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารด้านการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงที่จะเสียค่าปรับ หรือเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ สามารถดาวน์โหลดปฏิทินภาษี 2569 จาก PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Jan 2026

PEAK Account

19 min

อากรแสตมป์คืออะไร พร้อมรวมทุกเรื่องสำคัญที่ต้องรู้

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเอกสารที่มีความจำเป็นต้องติดอากรแสตมป์ต้องทำการติดภายใน 15 วันหลังลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เป็น “ตรารับรอง” ให้เอกสารดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากเอกสารไม่มีอากรแสตมป์อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ ซึ่งอัตราค่าอากรแสตมป์ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทตราสารตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร โดยอากรแสตมป์จะมีทั้ง 3 ราคาประกอบไปด้วย  ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อย่างที่เราทราบกันว่าอากรแสตมป์มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ไม่เพียงแค่เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งอากรแสตมป์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ 3 ข้อใหญ่ด้วยกันดังนี้ 1. ทำให้สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย การติดอากรแสตมป์เหมือนเป็นตรารับรองจากภาครัฐว่าเอกสารฉบับดังกล่าวมีความถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่สัญญา คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ หากมีปัญหาด้านกฎหมาย สามารถใช้เอกสารที่ติดอากรแสตมป์ในขั้นตอนทางกฎหมายได้ 2. ป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต ปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่ค้าที่ทำสัญญาร่วมกันเป็นเรื่องที่บางธุรกิจอาจต้องเจอ ซึ่งเอกสารสัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์จะมีความน่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาลมากกว่าเอกสารที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ เพราะสามารถยืนยันได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีการทำสัญญาจริงและถูกต้องตามกฎหมาย 3. ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม สัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลจะสามารถรับเป็นหลักฐานได้ทันที หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ อาจต้องเสียค่าปรับก่อนนำไปใช้ หรือมีโอกาสถูกปฏิเสธในการใช้เอกสารดังกล่าวในชั้นศาลเลยทันที เพราะฉะนั้นการติดอากรแสตมป์จึงมีความสำคัญอย่างมากหากต้องมีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่าลืมติดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ครบถ้วน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหน การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยอากรแสตมป์สามารถติดลงบนเอกสารได้เลย: ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ที่พบเจอบ่อย ถัดมาเป็นประเภทของเอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ รวมไปถึงผู้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ และผู้ที่ต้องขีดฆ่า สามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางด้านล่างนี้เลย 1. สัญญาเช่าทรัพย์สิน อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรวมตั้งแต่การเช่าที่ดิน โรงเรียน สิ่งปลูกสร้าง มีอัตราอยู่ที่ 1 บาทต่อค่าเช่า 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากค่าเช่าระบุไว้ที่ 10,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 11 บาท 2. สัญญาจ้างทำของ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ เช่น งานก่อสร้าง หรืองานออกแบบ จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อค่าแรง 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่น หากค่าแรงรวมทั้งหมดเป็น 15,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 16 บาท 3. สัญญากู้ยืมเงิน ในกรณีของสัญญากู้ยืมเงิน อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก ๆ 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากมีการกู้เงินจำนวน 50,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 25 บาท 4. คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร เป็นตราสารที่เปรียบเสมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยเอกสารคู่ฉบับจำเป็นต้องมีข้อความ รายละเอียด รวมไปถึงการลงลายมือชื่อเหมือนกับต้นฉบับ หรือต้นสัญญา ซึ่งเอกสารประเภทนี้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับเอกสารต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท ยกตัวอย่างเช่น ต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินเสียอากร 25 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ 1. หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในทางธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมาย จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 10 บาทต่อฉบับ โดยไม่มีการคิดเพิ่มตามมูลค่าหรือรายละเอียดของเอกสาร 2. ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด) สำหรับเอกสารประเภทตั๋วเงิน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 3 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท เช่น หากยอดเงินในตั๋วเงินระบุไว้ที่ 6,500 บาท ผู้ที่ออกตั๋วจะต้องชำระอากรแสตมป์จำนวน 12 บาท 3. สัญญาค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันที่ใช้ในการรับรองหรือค้ำประกัน จะต้องชำระอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท โดยมีอัตราสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น ยอดเงิน 6,000 บาท ต้องชำระอากร 9 บาท 4. สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ สำหรับสัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 0.1% ของมูลค่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น หากมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุไว้ที่ 1,000,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 1,000 บาท สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากติดอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามกฎหมาย ในส่วนนี้เราสรุป 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการติดอากรแสตมป์ที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง 1. ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ภายในกำหนด การติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องติดภายใน 15 วันหลังจากที่มีการลงนามทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว หากติดหลังจากครบกำหนด 15 วันไปแล้ว จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมให้ครบในกรณีที่ต้องการนำเอกสารไปใช้ในชั้นศาล  2. ติดแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่า อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าการติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องขีดฆ่าโดยคู่สัญญา พร้อมลงลายมือชื่อหรือวันที่ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเอกสารจะไม่สามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้ 3. ติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง การติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง เมื่อถูกทักท้วง ก็ยังคงจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยปรับก่อนนำเอกสารฉบับดังกล่าวมาใช้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน 4. ชำระอากรผิดประเภทของตราสาร การชำระอากรของตราสารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน หากชำระผิดประเภทก็ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ เช่น เอกสารที่ควรเสียตามมูลค่า แต่กลับใช้แบบเหมาจ่าย หรือใช้แสตมป์ดวงในเอกสารที่ต้องใช้ อ.ส.4 5. ติดแสตมป์ดวงในเอกสารที่ “ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น” เอกสารบางประเภท โดยเฉพาะเอกสารที่มีมูลค่าสูงจำเป็นต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้แสตมป์ดวงได้ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากใช้ผิดแบบจะทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ในทางกฎหมายได้ทันที 6. สัญญาที่กำหนดให้ “ผู้รับเงินเป็นผู้ออกอากรแทน” ตามข้อกฎหมายแล้ว ผู้ทำตราสารต้องเป็นผู้ชำระอากร ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ผู้รับเงินออกอากรแทน ก็อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งในอนาคตได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อกฎหมาย เพื่อความถูกต้องควรให้ผู้ทำตราสารชำระอากรตามข้อกฎหมายกำหนดจะดีมากที่สุด 7. เข้าใจว่าอากรแสตมป์ดูจาก “ชื่อสัญญา” ไม่ใช่ “เนื้อหา” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เข้าใจว่าหลักการติดอากรแสตมป์ดูแค่ ชื่อสัญญา อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาภายใน แต่ในทางกฎหมายอากรแสตมป์จะพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสาร หากในสัญญามีการกำหนดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน หรือภาระผูกพันที่สามารถบังคับใช้ได้ เอกสารนั้นอาจเข้าข่ายเป็นสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ทันที เช่น  การตั้งชื่อเอกสารว่า “บันทึกข้อตกลง (MOU)” หรือ “ข้อตกลงความร่วมมือ” แล้วคิดว่าไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ถ้าในเนื้อหาที่การกำหนดสิทธิต่าง ๆ หรือภาระผู้พันก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย 8. คิดว่าเป็นเอกสารภายใน หรือทำกับคนใกล้ชิด จึงไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ เวลาที่มีการทำสัญญากับหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือบุคคลใกล้ชิด หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องภายในของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าคู่สัญญาจะเป็นใคร หากเอกสารเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เช่นกัน 9. ใช้สัญญาออนไลน์ แล้วเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ในยุคดิจิทัลมีการใช้สัญญาออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือการลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ความจริงคือ หากเป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดให้เสียอากรแสตมป์ รูปแบบของเอกสารไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ทางกฎหมาย เพียงแต่รูปแบบการชำระอากรอาจแตกต่างจากเอกสารกระดาษ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญ และข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาเราขอแนะนำขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งในรูปแบบของขั้นตอนแบบกระดาษ และการขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) ขั้นตอนแบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะกว่าแบบออนไลน์ โดยสามารถทำตามได้ดังนี้ ขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) สำหรับขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ หรือเรียกว่า e-Stamp มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากรเพื่อซื้อตราสาร ที่สำคัญคือสามารถชำระอากรแสตมป์ได้ทั้งเอกสารรูปแบบดิจิทัล และเอกสารแบบกระดาษ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อากรแสตมป์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องการ อากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาทในสัญญา เอกสารดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่ได้มีการจัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต ดังนั้นเจ้าของกิจการควรจัดการเรื่องอากรแสตมป์ทุกครั้ง และทำตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ติดตามความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับด้านภาษีและการเงินสำหรับเจ้าของกิจการได้ที่บทความของ PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

11 Feb 2026

PEAK Account

9 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 11/02/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. เพิ่มแท็บคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม ในหน้าการเชื่อมต่อ API Lazada ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามสถานะเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ PRO Plus ขึ้นไปที่เปิดใช้งานการเชื่อมต่อ API Lazada Highlight : ระบบเพิ่มแท็บแสดงข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม Lazada ในหน้าการเชื่อมต่อ API เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบคำสั่งซื้อที่ถูกนำมาสร้างเอกสารแล้วบนระบบ PEAK ได้ทันที ช่วยติดตามสถานะเอกสาร และตรวจสอบการทำงานของ API ได้อย่างชัดเจนในหน้าเดียว หมายเหตุ : 2. ปรับการแสดงผลเมนูบัญชีแยกประเภท ให้เห็นคำอธิบายรายการครบถ้วน ช่วยให้ตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่เข้าใช้งานเมนูบัญชีแยกประเภทเป็นประจำ Highlight : ระบบปรับรูปแบบการแสดงผลบัญชีแยกประเภท โดยแสดงคำอธิบายรายการแบบเต็มทันที โดยไม่ต้องนำเมาส์ไปชี้ (Hover) ที่แต่ละรายการ พร้อมเพิ่มปุ่มย่อ/ขยายการแสดงผลรายการบัญชี ช่วยให้ผู้ใช้งานตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลได้สะดวก อ่านง่าย และทำงานได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น 3. ปรับการพิมพ์รายงานการขายสินค้า/บริการ ให้สามารถเลือกแสดงรายการได้สูงสุด 1,000 อันดับ ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการขายได้ละเอียดมากขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานแพ็กเกจ BASIC ขึ้นไป ที่ต้องการดูและพิมพ์รายงานการขายได้ละเอียดยิ่งขึ้น Highlight : ระบบปรับรูปแบบหน้าต่าง (Modal) การพิมพ์รายงานใหม่ พร้อมเพิ่มตัวเลือกจำนวนอันดับในการแสดงผลเป็น 100, 200, 500 และสูงสุด 1,000 อันดับ สำหรับรายงานต่อไปนี้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์ข้อมูลการขายสินค้า/บริการได้ครอบคลุมมากขึ้น 4. เพิ่มปุ่มคัดลอกที่เมนูสินค้า/บริการและผู้ติดต่อ ช่วยให้สร้างข้อมูลซ้ำได้เร็ว ไม่ต้องเพิ่มข้อมูลใหม่ เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการเพิ่มสินค้าหรือผู้ติดต่อที่มีรายละเอียดใกล้เคียงกันกับข้อมูลเดิมHighlight : ระบบเพิ่มปุ่มคัดลอก (Copy) ที่หน้ารายละเอียดสินค้าและผู้ติดต่อ เพื่อช่วยนำข้อมูลเดิมมาใช้สร้างรายการใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดเวลาการสร้างข้อมูลซ้ำ และลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลใหม่ สินค้า/บริการ ผู้ติดต่อ 5. เพิ่มการยืนยันตัวตนผ่าน ThaID เพื่อยืนยันตัวตนการใช้งาน เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าใช้งานและยืนยันตัวตน Highlight : ระบบเพิ่มตัวเลือกการยืนยันตัวตนผ่าน ThaID โดยสามารถเปิดใช้งานได้ที่หน้าข้อมูลส่วนตัวและหน้าความปลอดภัย เมื่อเปิดใช้งาน ระบบจะให้สแกน QR Code ผ่านแอป ThaID เพื่อยืนยันตัวตน และเมื่อปิดใช้งานระบบจะให้สแกน QR Code ผ่านแอป ThaID ที่หน้าความปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หมายเหตุ  6.เพิ่ม Recovery Code สำหรับการยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน บน PEAK Mobile App ช่วยให้เข้าสู่ระบบได้เมื่อไม่สามารถรับรหัสยืนยันได้ เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน (2FA) ผ่าน PEAK Mobile App Highlight : ระบบเพิ่ม Recovery Code ในขั้นตอนการเปิดใช้งาน 2FA ผ่าน PEAK Mobile App เพื่อเป็นรหัสสำรองสำหรับเข้าสู่ระบบ หรือใช้ปิดการใช้งาน 2FA ในกรณีที่ไม่สามารถรับรหัสยืนยัน 6 หลักได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานยังสามารถเข้าใช้งานระบบได้อย่างต่อเนื่องเมื่อไม่สามารถเข้าถึงรหัสยืนยันได้ 7. เพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อเริ่มต้น เมื่อสร้างกิจการใหม่ ช่วยลดเวลาการตั้งค่าเริ่มต้น และพร้อมใช้งานได้ทันที เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่เพิ่งสร้างกิจการใหม่ และต้องการเริ่มใช้งานระบบได้รวดเร็วHighlight : ระบบเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อเริ่มต้นให้อัตโนมัติ จำนวน 5 รายชื่อ ซึ่งเป็นรายชื่อพื้นฐานที่กิจการส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้งานในระบบ PEAK ช่วยลดขั้นตอนการตั้งค่า และไม่ต้องเพิ่มผู้ติดต่อเองตั้งแต่เริ่มต้น  ผู้ติดต่อที่ระบบสร้างให้อัตโนมัติ ได้แก่ โดยผู้ใช้งานสามารถนำรายชื่อเหล่านี้ไปใช้งานต่อ หรือแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามรูปแบบกิจการของตนเอง หมายเหตุ

11 Feb 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 11/02/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Added an Orders from Platform tab on the Lazada API connection page, making it easier to track document status in one place. Suitable for: PRO Plus package and above users who connect to Lazada via API Highlight: A new tab now displays Lazada order data directly on the API connection page, allowing users to instantly see which orders have been used to create documents in PEAK—helping monitor document status and API activity in one view. Notes: 2. Improved the General Ledger display to show full item descriptions for easier review. Suitable for: Users who frequently access the General Ledger menu Highlight: The ledger now shows full descriptions immediately without hovering. A collapse/expand option has also been added, making entries easier to read and speeding up data checks. 3. Enhanced Sales Summary Product/Service Report to support up to 1,000 entries for deeper analysis. Suitable for: BASIC package and above users who need more detailed sales reports Highlight: The Export Sales Summary Product/Service Report modal has been redesigned with display options of 100, 200, 500, or up to 1,000 entries for: This allows more comprehensive sales insights and analysis. 4. Added a Copy button in Products/Services and Contacts to duplicate data instantly. Suitable for: Users who frequently create similar items or contacts Highlight: A Copy button is now available on product and contact detail pages, allowing users to duplicate existing information to create new records faster while reducing manual entry errors. Products/Services Contacts 5. Added ThaID authentication for secure identity verification. Suitable for: Users who want stronger securityHighlight: ThaID authentication can now be enabled in User Information or Security settings. Users scan a QR code via the ThaID app when enabling or disabling authentication, increasing account protection and reducing security risks. Notes: 6. Added Recovery Codes for Two-Factor Authentication (2FA) on the PEAK Mobile App. Suitable for: Users who enabled 2FA via PEAK Mobile AppHighlight: During 2FA setup, the system now provides Recovery Codes that can be used to log in or disable 2FA if the 6-digit code cannot be received—ensuring uninterrupted access. 7. Added default contacts when creating a new company to reduce setup time. Suitable for: New company users who want to start quickly Highlight: The system automatically creates five essential default contacts commonly required by businesses, reducing initial setup steps and allowing immediate use. Default contacts created: Notes:

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

20 Aug 2025

PEAK Account

14 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2025

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน ประกาศอัปเดตระเบียบการแข่งขัน โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น.ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ชั้น 3 ห้อง 301 มหาวิทยาลัยรังสิต 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้แสดงความสามารถ และทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทํางานร่วมกันเป็นทีม และเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี และภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์ และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 25684.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ เท่านั้น4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ภายในเวลา 23.59 น.4.4 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2568 ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com4.5 ผู้เข้าแข่งขันสามารถทำแบบทดสอบรอบคัดเลือกได้โดยจะได้รับลิงก์เข้าสู่ระบบทดสอบ Flexiquiz ผ่านช่องทางอีเมล และจะสามารถเข้าทำแบบทดสอบได้ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.5.1 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำแบบทดสอบผ่านระบบที่กำหนดเท่านั้น4.5.2 ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องทำแบบทดสอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น4.5.3 แต่ละทีมสามารถทำแบบทดสอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลทดสอบ มากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลทดสอบครั้งแรกเท่านั้น 4.6 คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกจํานวน 50 ทีม เพื่อแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com ในวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 25684.7 คณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือกทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจากจำนวน 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 50 ทีม โดยไม่จำกัดจำนวนทีมต่อสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันและเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสถาบันสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเท่าเทียหมายเหตุ: หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 50 ทีม ต้องเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ชั้น 3 ห้อง 301 มหาวิทยาลัยรังสิต 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ช่วงเช้า 08.00 – 09.00 น. ลงทะเบียนรายงานตัวเข้าแข่งขัน09.00 – 09.30 น. พิธีเปิด และประกาศระเบียบการแข่งขัน09.30 – 10.00 น. ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมประจำที่นั่งสอบ10.00 – 10.30 น. สอบแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 110.30 – 10.40 น. พักเบรค 10 นาที10.40 – 11.00 น. ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมประจำที่นั่งสอบ11.00 – 12.30 น. สอบแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 2 และ 3 ช่วงบ่าย 12.30 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน (ไม่มีบริการอาหารกลางวัน)13.30 – 16.30 น. กิจกรรมพิเศษ และแบ่งปันความรู้จากวิทยากร16.30 – 17.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์ และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัย และอัตนัยผ่านระบบออนไลน์ รวม 20 คะแนน โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือก ดังนี้ 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 80 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ (20 คะแนน)เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัย และอัตนัยผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 30 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์กิจกรรมหลักของธุรกิจจำลอง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางการเงิน การสรุปประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK และเครื่องมืออื่นในงานบัญขี (40 คะแนน)เป็นการบันทึกบัญชีตามโจทย์ที่กําหนดให้ พร้อมนําข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ และตอบคําถาม โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย การบันทึกรายการบัญชีในระบบ PEAK การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในงานบัญชี เช่น AI, Excel การจัดทำรายงานสรุปข้อมูลบัญชี และภาษี ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล (20 คะแนน)เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทําข้อสอบส่วนที่ 2 โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 30 นาทีเนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์งบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลบัญชี เช่น รายได้เพิ่มขึ้น/ลดลง, ต้นทุนสูงผิดปกติ, ลูกหนี้เกินกำหนด ฯลฯ เสนอแนวทางแก้ไข หรือพัฒนาธุรกิจ การนำเสนอความคิดเห็นเข้าใจง่าย และตรงประเด็น 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนําโน้ตบุ๊กมาจํานวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จไฟสําหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจําตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนําเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคํานวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทําการใด ๆ ที่ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต8.7 ผู้เข้าแข่งขันที่มีอาการไข้ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก หรือผลการตรวจ ATK เป็นบวก จะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่สามารถแข่งขันด้วยจํานวนสมาชิกที่เหลือได้ หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ทั้งนี้สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

4 Jul 2025

PEAK Account

5 min

สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK เปิดเว็บกับ MakeWebEasy ลดสูงสุด 20%

สำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจที่ใช้ PEAK อยู่แล้ว และกำลังมองหาช่องทางออนไลน์ในการเริ่มโปรโมทธุรกิจ หรือขยายธุรกิจบนออนไลน์ การสร้างเว็บไซต์ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ยังคงมีประสิทธิภาพและสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจได้เป็นอย่างดี วันนี้ PEAK ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ MakeWebEasy แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปของไทย ที่ทำให้ทุกธุรกิจเติบโตบนออนไลน์มามากกว่า 9,000 ธุรกิจ ขอมอบโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ออกแบบมาให้ธุรกิจของคุณสามารถขยายตลาดบนออนไลน์ได้แบบครบครัน เลือกได้เลยตามความต้องการของคุณเอง 3 โปรโมชันเด็ด เฉพาะ สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK เท่านั้น! สิทธิพิเศษแรก รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ของ MakeWebEasy เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นมีเว็บไซต์อย่างรวดเร็วด้วยเทมเพลตเว็บไซต์ที่เรามีให้ สร้างสรรค์เว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง พร้อมฟีเจอร์ที่ทุกธุรกิจต้องการ เช่น ระบบตะกร้าสินค้า ระบบบทความ รองรับโค้ดสำหรับการทำโฆษณาในทุกช่องทาง     อ่านรายละเอียดบริการ : www.makewebeasy.com/th/website-package  สิทธิพิเศษที่สอง รับส่วนลด 15% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ และบริการเสริมจาก MakeWebEasy เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการมากกว่าเว็บไซต์พื้นฐาน โดยคุณสามารถเลือกรับบริการเสริม 1 บริการ เพื่อเสริมประสิทธิภาพของเว็บไซต์ให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการเว็บไซต์ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว สวยงาม และใช้งานง่าย ทีมออกแบบมืออาชีพของ MakeWebEasy จะช่วยสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์คุณได้อย่างโดดเด่น ทำให้เว็บไซต์ของคุณดูน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้ามากขึ้น อ่านรายละเอียดบริการ : www.makewebeasy.com/th/website-design  สำหรับผู้ที่ต้องการให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นผ่านการทำการตลาด โดยโปรโมทเว็บไซต์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบน Google หรือการทำโฆษณาออนไลน์อย่าง Google Ads เพื่อเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์อย่างรวดเร็วและสร้างยอดขายได้ทันที อ่านรายละเอียดบริการ SEO : www.makewebeasy.com/th/seo-suggestion  อ่านรายละเอียดบริการ Google : www.makewebeasy.com/th/google-adwords  สิทธิพิเศษที่สาม รับส่วนลด 20% เมื่อซื้อแพ็กเกจเว็บไซต์ บริการออกแบบเว็บไซต์ + การตลาดออนไลน์ จาก MakeWebEasy แพ็กเกจที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจที่ต้องการโซลูชั่นทางธุรกิจออนไลน์แบบครบวงจร  เริ่มตั้งแต่การมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง การออกแบบเว็บไซต์ที่เป็นเอกลักษณ์จากทีมดีไซน์เนอร์ ไปจนถึงการทำการตลาดออนไลน์ผ่านการวางโครงสร้างที่ถูกหลัก SEO และยิงโฆษณาให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและสร้างยอดขายด้วย Google Ads  ________________________________ สิทธิพิเศษลูกค้า PEAK จาก MakeWebEasy หากคุณกำลังจะสร้างเว็บไซต์ใหม่ เวลานี้คุ้มที่สุด เพราะเราพร้อมมอบสิทธิพิเศษในการใช้บริการเว็บไซต์ของ MakeWebEasy ในราคาที่พิเศษกว่าใคร วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568 เท่านั้น สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่  ________________________________ สอบถามรายละเอียดบริการสร้างเว็บไซต์กับ MakeWebEasy Facebook Page : www.facebook.com/makewebeasy  Add Line : 40xsm5339b  Call : 022177999 

อ่านบทความเพิ่มเติม