ภาษี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ภ.ง.ด.51 คืออะไร สรุปครบ ยื่นเมื่อไหร่ คำนวณยังไง

ทุกปีช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม นิติบุคคลต้องเตรียมยื่น ภ.ง.ด.51 ซึ่งเป็นภาษีที่หลายคนมองข้ามจนเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงเรื่อง “ประมาณการต่ำไป” ที่ทำให้ถูกเรียกเงินเพิ่มได้ ภ.ง.ด.51 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) คือแบบแสดงรายการที่นิติบุคคลต้องใช้ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบ 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยเป็นการ “ประมาณการ” กำไรสุทธิทั้งปีแล้วคำนวณภาษีจ่ายล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีหลักของไทย) (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พูดง่ายๆ คือรัฐต้องการให้ธุรกิจจ่ายภาษีเป็นงวด ไม่ใช่รอจ่ายทีเดียวตอนสิ้นปี ถ้าบริษัทมีกำไร ยิ่งยื่นถูกต้องตั้งแต่ครึ่งปีแรก ตอนปิดงบสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) ก็จะจัดการง่ายขึ้นมาก ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.51 บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ได้แก่ ข้อยกเว้นสำคัญคือ บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนและรอบบัญชีแรกไม่ถึง 12 เดือน อาจไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ในปีแรก (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ส่วนบริษัทที่ขาดทุนก็ยังต้องยื่นแบบเช่นกัน แม้จะไม่ต้องจ่ายภาษี กำหนดการยื่นแบบ และวิธีการยื่น กฎหมายกำหนดให้ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบ 6 เดือนแรก สำหรับรอบบัญชีมกราคมถึงธันวาคม 2569 กำหนดเวลาเป็นดังนี้ ช่องทาง กำหนดยื่น ยื่นกระดาษ (สำนักงานสรรพากร) ภายใน 31 สิงหาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายใน 8 กันยายน 2569 (ขยาย 8 วัน) ถ้ารอบบัญชีไม่ตรงปีปฏิทิน เช่น เมษายนถึงมีนาคม ให้นับจากวันสุดท้ายของเดือนที่ 6 แล้วบวก 2 เดือน เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบ สำหรับการยื่น ภ.ง.ด.51 โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม แต่ในบางกรณีอาจต้องมีการยื่นเอกสารอื่น ๆ ประกอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการคำนวณภาษี ซึ่งเอกสารที่อาจใช้ยื่นเพิ่มเติมได้มีทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน ประกอบไปด้วย แบบ ภ.ง.ด.51  เป็นแบบเอกสารที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งในเอกสารผู้ประกอบการสามารถกรอกข้อมูลของบริษัท รอบระยะเวลาบัญชี รูปแบบการยื่น และภาษีที่ชำระเพิ่มเติมได้เลย งบกำไรขาดทุนประมาณการ การยื่นภ.ง.ด.51 ของบริษัทนิติบุคคลโดยทั่วไปจำเป็นต้องมีการประมาณการกำไรสุทธิเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับคิดภาษี 50% ที่ต้องชำระในรอบครึ่งปี ซึ่งงบกำไรขาดทุนนี้จะใช้เป็นงบของทั้งรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้เป็นเอกสารประกอบการคำนวณภาษีที่ต้องชำระครึ่งปีนั่นเอง เอกสารแสดงรายได้-ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการคำนวณ อีกหนึ่งเอกสารที่สามารถใช้ยื่นประกอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการคำนวณภาษีครึ่งปีได้ ซึ่งเอกสารนี้ก็สามารถจัดทำเป็นรูปแบบรายงานแสดงรายได้ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่นำมาใช้ในการคำนวณกำไรขาดทุนของบริษัท รายการปรับปรุงกำไรทางภาษี (ถ้ามี) หากธุรกิจมีการปรับเพิ่มหรือปรับลดตัวเลขกำไรสุทธิในงบการเงินจำเป็นต้องมีการทำรายการปรับปรุงกำไรทางภาษีเพื่อยื่นเพิ่มเติมเป็นหลักฐาน นอกจากนี้การปรับปรุงกำไรทางภาษีให้ถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจเสียภาษีตามจริง ไม่ต้องเสียภาษีเยอะเกินความจำเป็น ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นบริษัทนิติบุคคลประเภทที่จำเป็นต้องยื่นภาษีจากกำไรสุทธิจริงรอบ 6 เดือนแรก เช่น บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทเงินทุน จำเป็นต้องแนบงบการเงิน และไม่ต้องแนบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี แบบเข้าใจง่าย สำหรับการคำนวณภาษีครึ่งปี ขอยกตัวอย่างเป็นรูปแบบบริษัทนิติบุคคลทั่วไป ที่จะต้องทำการประมาณการรายได้และค่าใช้จ่าย หรือเรียกว่าการทำงบกำไรขาดทุนประมาณการของทั้งรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อนำมาคำนวณภาษี 50% ที่ต้องชำระในรอบครึ่งปีนี้ วิธีการประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปี ขั้นตอนการคำนวณตามจริงแล้วทำได้ไม่ยาก โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนการคำนวณ โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้ *รายได้ทั้งปี คือ รายได้จริงครึ่งปีแรก + รายได้ประมาณการครึ่งปีหลัง **ต้นทุนขายและค่าใช้จ่าย คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงครึ่งปีแรก + ค่าใช้จ่ายประมาณการของครึ่งปีหลังโดยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจะคำนวณจากกำไรของบริษัท ถ้าเป็นกิจการ SME จะมีอัตราเริ่มต้นตั้งแต่ 0% – 20% แต่ถ้าเป็นกิจการทั่วไปจะเสีย 20% ไม่ว่าจะมีกำไรเท่าไหร่ก็ตาม ตัวอย่างการคำนวณประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี บริษัท A เป็นนิติบุคคล มีรายได้และค่าใช้จ่ายในครึ่งปีแรกเท่ากับ 500,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ โดยคาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังจะมีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าเดิม และมีภาษี หัก ณ ที่จ่าย 5,000 บาท สามารถคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ที่ต้องชำระได้ดังนี้ แทนสูตรตามแต่ละขั้นได้ดังนี้ ดังนั้นบริษัท A จำเป็นต้องชำระภาษีในรอบแรกเป็นจำนวนเงิน 75,000 บาทนั่นเอง วิธียื่น ภ.ง.ด.51 ออนไลน์ผ่าน e-Filing ทีละขั้นตอน ยื่นออนไลน์สะดวกกว่ายื่นกระดาษ แถมได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน ขั้นตอนมีดังนี้ ถ้ายังไม่มี Username สำหรับ e-Filing ให้สมัครผ่านเว็บกรมสรรพากรก่อน โดยใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก บทลงโทษที่ต้องรู้หากประมาณการผิดพลาด หรือยื่นล่าช้า การชำระภาษีครึ่งปีของนิติบุคคล หากประมาณการกำไรสุทธิต่ำเกินไป หรือยื่นล่าช้า ก็จะมีบทลงโทษพอสมควรเลยทีเดียว เพราะหากธุรกิจประมาณการกำไรสุทธิขาดเกินไปมากกว่า 25% ของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่ม 20% จากจำนวนภาษีที่ชำระขาด แต่การประมาณการกำไรสุทธิสูงเกินไป ไม่ถือว่าเป็นความผิดจึงไม่ต้องเสียค่าปรับ คำแนะนำเพื่อไม่ให้เสียค่าปรับ 20% ผู้ประกอบการควรทำการประมาณการกำไรสุทธิและยื่นภาษีครึ่งปีให้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นไว้ในรอบปีที่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากประมาณการกำไรสุทธิ 500,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริงสูงถึง 1,000,000 บาท ซึ่งนับเป็น 50% ก็จะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม หากประมาณการกำไรสุทธิ 749,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริง 1,000,000 บาท คำนวณเป็น 25.1% ต้องเสียค่าปรับ (เกิน 25% เพียง 0.1% ก็เข้าข่ายต้องเสียค่าปรับ) แต่ถ้าประมาณการกำไรสุทธิ 800,000 บาท มีกำไรสุทธิจริง 1,000,000 บาท นับเป็น 20% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ และไม่จำเป็นต้องเสียค่าปรับ ในส่วนของการยื่นล่าช้าจะมีค่าปรับฉบับละ 2,000 บาทและเสียเงินเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรา 67 ทวิ, มาตรา 67 ตรี และมาตรา 27 ประมวลรัษฎากร) ค่าปรับอาญาอาจดูไม่มาก แต่เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนสะสมได้เร็ว ยิ่งยื่นช้านานยิ่งเสียมาก จึงควรยื่นตามกำหนดเสมอ การชำระภาษีและสิทธิ์ในการขอคืน วิธีการชำระภาษีครึ่งปีของนิติบุคคลด้วย ภ.ง.ด.51 สามารถชำระพร้อมการยื่นแบบได้เลย และจำเป็นต้องชำระจำนวนเต็มในครั้งเดียวไม่สามารถผ่อนได้ ซึ่งช่องทางการชำระประกอบไปด้วย 8 ช่องทางดังนี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้ชำระภาษีเกิน ไม่สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้ทันที แต่สามารถเปลี่ยนเป็นเครดิตภาษีสำหรับใช้ในรอบภาษีถัดไปได้ ภ.ง.ด.50 กับ ภ.ง.ด.51 ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่างแบบ ภ.ง.ด.50 กับ ภ.ง.ด.51 อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ในบทความภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 สรุปครบ ส่วนความแตกต่างหลักสรุปได้ดังนี้ รายการ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ช่วงเวลา 6 เดือนแรกของรอบบัญชี ทั้งรอบบัญชี (12 เดือน) วิธีคำนวณ ประมาณการกำไรทั้งปี ใช้กำไรจริงจากงบการเงิน กำหนดยื่น ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี เอกสารแนบ ข้อมูลประมาณการ งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง กฎหมาย มาตรา 67 ทวิ มาตรา 68 ประมวลรัษฎากร สรุป: เตรียมยื่น ภ.ง.ด.51 ให้พร้อมก่อน deadline สิ่งที่ต้องทำ จัดการภาษีนิติบุคคลให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณดูข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายแบบ real-time สรุปกำไรขาดทุน 6 เดือนแรกได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยให้ประมาณการ ภ.ง.ด.51 ได้แม่นยำขึ้นและลดความเสี่ยงเรื่องเงินเพิ่ม ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.51 บริษัทที่ขาดทุนต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ไหม ต้องยื่นแบบเหมือนกัน แม้จะไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะการยื่นเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ถ้าไม่ยื่นจะถูกค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรอกกำไรสุทธิเป็น 0 แล้วส่งแบบได้เลย ยื่น ภ.ง.ด.51 แล้วพบว่าประมาณการผิด แก้ไขได้ไหม ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา ถ้าพบว่าจ่ายภาษีไว้น้อยไปก็ชำระเพิ่มได้ทันที ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งลดภาระเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้น ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม ภ.ง.ด.51 ได้ที่ไหน ดาวน์โหลดได้จากเว็บกรมสรรพากร ในหมวด “ดาวน์โหลดแบบแสดงรายการ” หรือจะยื่นผ่าน e-Filing โดยตรงก็ได้ ไม่ต้องดาวน์โหลดแบบฟอร์มแยก อัตราภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME คำนวณ ภ.ง.ด.51 ยังไง SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้สิทธิอัตราภาษีขั้นบันได กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3 ล้านบาทเสียภาษี 15% ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสียภาษี 20% ใช้อัตรานี้คำนวณจากกำไรครึ่งปี (กำไรประมาณการหาร 2) (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ถ้าจ่ายภาษี ภ.ง.ด.51 เกินจริง ขอคืนได้ไหม ได้ ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ประจำปี ถ้าภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด.51 รวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าภาษีจริงทั้งปี ส่วนเกินสามารถขอคืนภายใน 3 ปีนับจากวันสุดท้ายของกำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.50 คืออะไร กำหนดยื่น วิธียื่น สรุปครบ

ภ.ง.ด.50 คืออะไร? คำถามที่เจ้าของกิจการหน้าใหม่หลายท่านอาจสงสัย กับแบบยื่นเสียภาษีประจำปีของธุรกิจ ว่าต้องยื่นเมื่อไหร่ ใครต้องยื่นบ้าง และมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรให้สามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง บทความนี้เราพร้อมตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับแบบยื่นภาษีประจำปี นี้ให้คุณ ภ.ง.ด.50 คือเอกสารเกี่ยวข้องกับอะไร? ภ.ง.ด.50 คือ แบบที่ใช้สำหรับการยื่นแสดงรายการภาษีเงินได้ของธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประจำปี ที่จะเป็นการนำรายงานงบการเงินตั้งแต่รายได้ รายจ่าย กำไรสุทธิ และนำมาปรับปรุงให้เป็นกำไรทางภาษีเพื่อใช้คำนวณภาษีที่ต้องชำระรอบสิ้นสุดระยะบัญชี ใครบ้างที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีนี้? สำหรับนิติบุคคลที่.ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการนี้ คือ คือ บริษัทจำกัด บริษัทจำกัดมหาชน ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย รวมไปถึงบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนเปิดสาขาในประเทศไทย อย่างไรก็ตามจะมีนิติบุคคลบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น องค์กรภาครัฐ บริษัทที่เปิดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและต่างประเทศ และอื่น ๆ กำหนดเวลาการยื่น แบบแสดงรายการภาษีประจำปี การยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปีนี้ จะเป็นการยื่นหลังจากสิ้นรอบบัญชีในแต่ละปี ซึ่งมีกำหนดให้เจ้าของกิจการนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษี ต้องยื่นแบบแสดงรายการนี้ ภายใน 150 วันนับจากสิ้นรอบบัญชี ยกตัวอย่างการนับวันในการยื่นภาษี ในกรณีที่รอบบัญชีสิ้นปีคือวันที่ 31 ธ.ค. 2025 สามารถนับจำนวนวัน 150 วันได้เลย ดังนั้นวันสุดท้ายที่สามารถยื่นแบบแสดงรายการ คือ วันที่ 30 พ.ค. 2026 นั่นเอง แนะนำให้เจ้าของกิจการตรวจสอบกรอบในการยื่นเอกสาร และจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการยื่นล่าช้าที่มีทั้งค่าปรับ เงินเพิ่ม และเสี่ยงถูกตรวจสอบจากสรรพากร บทลงโทษหากไม่ได้ยื่น หรือยื่นล่าช้า แบบยื่นภาษีประจำปี คือ แบบยื่นด้านบัญชีที่สำคัญ และเจ้าของกิจการที่มีหน้าที่เสียภาษีส่วนนี้ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นจะมีบทลงโทษดังนี้ การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า และไม่ถูกต้อง มาพร้อมบทลงโทษมากมายที่นอกจากเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ยังมีโอกาสถูกตรวจสอบเพิ่ม ด้วยเหตุนี้เราขอแนะนำให้เจ้าของกิจการจัดการบริหารด้านภาษีด้วยความรอบคอบ ยื่นให้ตรงกรอบเวลาที่กำหนด และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเสมอ เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่น ในส่วนของเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่น จะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินเป็นส่วนใหญ่ โดยเอกสารที่ต้องใช้ประกอบไปด้วย จากเอกสารทั้ง 5 ส่วนจะเห็นเป็นเอกสารที่ใช้เพื่อเป็นหลักฐานการคำนวณภาษีที่ต้องชำระจากกำไรสุทธิจริง ทำให้ในส่วนนี้จะแตกต่างจาก ภงด 51 หรือแบบยื่นภาษีครึ่งปีของเจ้าของกิจการ ที่จะใช้การประมาณการกำไรสุทธิเพื่อคำนวณ นอกจากนี้ยังอาจมีการขอเอกสารอื่นเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรหากมีความจำเป็น วิธีการยื่นแบบแสดงรายการ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี สามารถทำการยื่นได้ 2 รูปแบบ ทั้งการยื่นเอกสารแบบกระดาษด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ หรือการยื่นผ่านระบบ e-Filing บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งรูปแบบหลังจะสะดวกมากกว่า และจะได้ขยายเวลาในการยื่นเพิ่มอีก 8 วันหลังจากครบกำหนด 150 วัน (มีกรอบเวลายื่น 158 วัน) เช่น หากระยะรอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.  2025 จะสามารถยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ได้ถึงวันที่ 7 มิ.ย. 2026 ภ.ง.ด.50 vs ภ.ง.ด.51 ต้องยื่นทั้งคู่ไหม? นอกจาก ภ.ง.ด.50 แล้ว เจ้าของกิจการอาจเคยได้ยิน ภ.ง.ด.51 หรือแบบภาษีครึ่งปีกันมาบ้าง ซึ่งในหนึ่งระยะรอบบัญชีเจ้าของกิจการจำเป็นต้องยื่นทั้งสองแบบ โดย ภ.ง.ด.50 จะเป็นแบบยื่นภาษีเมื่อสิ้นสุดระยะรอบบัญชี แต่ ภ.ง.ด.51 จะเป็นแบบยื่นภาษีครึ่งปี เพื่อจ่ายภาษีล่วงหน้าในกรณีที่มีกำไรในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งนี้ในกรณีที่ธุรกิจขาดทุนในช่วงครึ่งปีแรก เจ้าของกิจการไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 (ภาษีครึ่งปี) แต่ยังคงจำเป็นต้องยื่น ภ.ง.ด.50 (ภาษีประจำปี) เช่นเดิม วิธียื่น ภ.ง.ด.50 ออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ในปัจจุบันการยื่นแบบแสดงรายการนี้ สามารถทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยการยื่นผ่านระบบ e-Filling ที่เจ้าของกิจการหรือผู้ได้รับมอบหมายสามารถกรอกข้อมูลในแบบยื่น กรอกรายการคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนการชำระภาษีครบในที่เดียวผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถยื่นแบบด้วยตัวเองได้ที่เว็บไซต์ ? วิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับยื่น ภ.ง.ด.50 เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเข้าใจว่าสามารถใช้ตัวเลขจากงบการเงินในการคำนวณภาษีที่ต้องเสียได้ทันที แต่ตามความเป็นจริงแล้วต้องนำตัวเลขดังกล่าวมาทำการปรับปรุงจาก ‘กำไรทางบัญชี’ ให้เป็น ‘กำไรทางภาษี’ ก่อน เพื่อใช้ในการคำนวณ โดยมีวิธีการปรับปรุงเบื้องต้นดังนี้ นำตัวเลขทั้งสามส่วนมารวมกันก่อน จึงจะได้เป็นตัวเลขกำไรทางภาษีที่สามารถนำมาคำนวณภาษีที่ต้องเสีย ยกตัวอย่างการคำนวณ กำไรจากงบการเงิน 1,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายต้องห้าม 10,000 บาท เบี้ยปรับเงินเพิ่ม 5,000 บาท ดังนั้นกำไรทางภาษีคือ 1,015,000 บาท ซึ่งตัวเลข 1,015,000 คือตัวเลขของกำไรที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีจริง ถัดมาก็จะนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณกับ อัตราภาษี ตัวอย่างการคำนวณ กรณีที่มีอัตราภาษี 20% กำไรทางภาษี x 20% = ภาษีที่ต้องชำระ แทนสูตร 1,015,000 x 20% = 203,000 หลังจากนั้นให้นำภาษีที่ต้องชำระมาหักกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และจำนวนภาษีครึ่งปีที่เราได้ชำระไปในตอนยื่น ภ.ง.ด.51 เมื่อช่วงกลางปี ยกตัวอย่างเช่น มีรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายตลอดปีรวมกัน 50,000 บาท และชำระภาษีเงินได้ครึ่งปีไปแล้ว 30,000 บาท ให้นำตัวเลขมาหักลบออกจากภาษีที่ต้องชำระดังนี้ 203,000 – 50,000 – 30,000 = 123,000 บาท ดังนั้นหมายความว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระจริงคือ 123,000 บาท เคล็ดลับยื่น แบบแสดงรายการภาษีประจำปี ให้ถูกต้องและทันเวลา เพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี ให้ถูกต้องและทันเวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ เพื่อให้ไม่ให้เสียเงิน และเสียเวลาเพิ่มโดยใช้เหตุ เรามี 4 เคล็ดลับสำหรับเจ้าของกิจการมาฝากกัน เตรียมงบการเงินล่วงหน้า การเตรียมงบการเงินล่วงหน้าช่วยให้สามารถทำการปรับปรุงคำนวณภาษีได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรรอให้ใกล้ถึงเวลายื่นแบบแล้วค่อยจัดการ เพราะอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในการคำนวณได้ ตรวจสอบรายการบันทึกบัญชีให้ครบถ้วน การตรวจสอบรายการบัญชีให้ครบถ้วนก็เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญ โดยสามารถทำได้จากการ กระทบยอด (Bank Reconciliation) เพื่อเปรียบเทียบธุรกรรมจากธนาคาร และธุรกรรมที่ได้ทำการบันทึกบัญชีให้ตรงกัน ใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่มีประสบการณ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA เป็นบุคคลภายนอกบริษัทที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูล และความถูกต้องในงบการเงินของบริษัท การที่มีผู้สอบบัญชีที่มีประสบการณ์สูง ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความถูกต้องครบถ้วนในการคำนวณภาษี ใช้โปรแกรมบัญชี หรือบริการสำนักงานบัญชีช่วยจัดการ การใช้โปรแกรมบัญชีที่สามารถช่วยจัดการบัญชีได้อย่างเป็นระบบ บันทึกข้อมูลได้แม่นยำ และสามารถจัดการเอกสารด้านบัญชีและการเงินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้นักบัญชีในองค์กรสามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าธุรกิจของคุณยังไม่มีเจ้าหน้าที่บัญชีช่วยจัดการตรงส่วนนี้ อาจใช้บริการสำนักงานบัญชีเข้ามาช่วยจัดการด้านภาษีเพื่อความถูกต้องมากขึ้นได้เช่นกัน ภ.ง.ด.50 เอกสารสำคัญด้านภาษีที่เจ้าของกิจการควรรู้จัก เมื่ออ่านถึงตรงนี้เจ้าของกิจการน่าจะพอทราบกันมากขึ้นแล้วว่า ภ.ง.ด.50 คือ เอกสารที่ใช้สำหรับการยื่นภาษีประจำปี หากไม่ได้ยื่น ยื่นไม่ครบถ้วน หรือยื่นล่าช้าก็จะมาพร้อมค่าปรับ หรือเบี้ยปรับ และอาจนำไปสู่การตรวจสอบจากกรมสรรพากรได้เช่นกัน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ และตรวจสอบการยื่นภาษีประจำปีอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ซึ่งการเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับเจ้าของกิจการ ที่สามารถช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการจัดการภาษีได้ ด้วยฟีเจอร์ด้านการจัดการเอกสาร การบันทึกบัญชี และอื่น ๆ อีกมากมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.2 คืออะไร ใครต้องยื่น วิธียื่น และสิ่งที่ต้องรู้

ถ้าธุรกิจของคุณจ่ายดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าลิขสิทธิ์ให้บุคคลธรรมดา เรื่อง ภ.ง.ด.2 เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม เพราะถ้าหักภาษีไม่ถูกต้องหรือยื่นแบบไม่ทัน อาจโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสะสมทุกเดือน บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับแบบยื่นภาษีนี้ ตั้งแต่ความหมาย ใครต้องยื่น อัตราภาษี ไปจนถึงวิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing แบบทีละขั้นตอน ภ.ง.ด.2 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย) เป็นแบบฟอร์มที่ผู้จ่ายเงินได้ต้องใช้เมื่อจ่ายเงินได้ประเภทที่ 3 และประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดา แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงิน พูดง่ายๆ ว่า เวลาบริษัทจ่ายเงินประเภท “ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์” ให้คนทั่วไป ต้องหักภาษีไว้ส่วนหนึ่ง แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.2 นี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — แบบ ภ.ง.ด.2) เงินได้จากการลงทุน (เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)” ซึ่งเป็นรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ รายได้กลุ่มนี้พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะดอกเบี้ยและเงินปันผลที่แทบทุกธุรกิจเกี่ยวข้อง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ค่าลิขสิทธิ์) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3)” ซึ่งเป็นรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้นักแต่งเพลงคนหนึ่ง 50,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วนำส่งผ่านแบบยื่นนี้ ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 บ้าง ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 คือ “ผู้จ่ายเงินได้” ไม่ใช่ผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ ถ้าจ่ายเงินได้ประเภทเดียวกันให้นิติบุคคล ต้องใช้แบบ ภ.ง.ด.53 แทน ไม่ใช่ ภ.ง.ด.2 อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.2 อัตราหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ที่จ่าย ตารางด้านล่างสรุปอัตราที่พบบ่อยสำหรับ SME (ตามมาตรา 50(2) ประมวลรัษฎากร) ประเภทเงินได้ มาตรา อัตราหัก ณ ที่จ่าย ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตร 40(4)(ก) 15% ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 40(4)(ก) 15% เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร 40(4)(ข) 10% ผลต่างจากการไถ่ถอนตั๋วเงิน 40(4)(ก) 15% ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ 40(3) ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) กรณีค่าลิขสิทธิ์ ผู้จ่ายต้องคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งซับซ้อนกว่าอัตราคงที่ของเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อความถูกต้อง ภ.ง.ด.2 ต้องยื่นเมื่อไหร่ กำหนดเวลาที่ต้องรู้ กำหนดเวลายื่นขึ้นอยู่กับว่ายื่นแบบกระดาษหรือออนไลน์ (ตามมาตรา 52 ประมวลรัษฎากร) ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ตรงกับวันหยุด เลื่อนเป็นวันทำการถัดไป ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ได้เวลาเพิ่ม 8 วัน ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 (กระดาษ) หรือวันที่ 15 สิงหาคม 2569 (e-Filing) ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างแบบ ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก เพราะชื่อคล้ายกัน แต่ทั้งสองแบบมีจุดประสงค์ต่างกันชัดเจน ภ.ง.ด.2ก คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2ก คือ “แบบสรุปรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายประจำปี” สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เป็นแบบที่รวบรวมข้อมูลการหักภาษีทั้งปีไว้ในฉบับเดียว เพื่อให้กรมสรรพากรใช้ตรวจสอบข้อมูลกับแบบ ภ.ง.ด.2 รายเดือน ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างที่สำคัญ รายการ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2ก ประเภท แบบยื่นรายเดือน แบบสรุปรายปี ยื่นเมื่อไหร่ ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษี ปีละ 1 ครั้ง ภายในสิ้นเดือนมกราคมของปีถัดไป ข้อมูลที่แสดง รายการหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะเดือนนั้น สรุปรายการหักทั้ง 12 เดือนรวมกัน นำส่งภาษี ต้องนำส่งเงินภาษีพร้อมยื่นแบบ ไม่ต้องนำส่งเงินภาษี (สรุปข้อมูลอย่างเดียว) วิธียื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ผ่าน e-Filing ทีละขั้นตอน การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) ช่วยให้ได้เวลาเพิ่มถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และลดข้อผิดพลาดจากการกรอกแบบด้วยมือ เตรียมเอกสารก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเข้าระบบ ตัวอย่างการกรอกแบบ ภ.ง.ด.2 สมมุติว่า บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 2 ราย ในเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้รับเงิน เงินปันผลที่จ่าย อัตราหัก ภาษีที่หัก จ่ายจริง นาย ก (ชื่อสมมุติ) 100,000 บาท 10% 10,000 บาท 90,000 บาท นาง ข (ชื่อสมมุติ) 50,000 บาท 10% 5,000 บาท 45,000 บาท รวม 150,000 บาท 15,000 บาท 135,000 บาท ข้อมูลในตารางนี้คือสิ่งที่ต้องกรอกในใบแนบ ภ.ง.ด.2 โดยระบุชื่อ เลขบัตรประชาชน จำนวนเงิน และภาษีที่หักของผู้รับเงินแต่ละราย ตัวอย่างการบันทึกบัญชี สำหรับการจ่ายเงินปันผลรวม 150,000 บาท พร้อมหักภาษี 15,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม / เงินปันผลจ่าย 150,000 — เงินฝากธนาคาร — 135,000 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง — 15,000 เมื่อนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรแล้ว บันทึกอีกรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง 15,000 — เงินฝากธนาคาร — 15,000 ขั้นตอนยื่นผ่านเว็บกรมสรรพากร บทลงโทษ ถ้ายื่น ภ.ง.ด.2 ล่าช้า หรือไม่ยื่น การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยส่งผลทั้งทางแพ่งและอาญา ตัวอย่าง ถ้าบริษัทต้องนำส่งภาษี 15,000 บาท แต่ยื่นล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่มที่ต้องจ่ายเพิ่ม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง — 15,000 บาท เงินเพิ่ม 3 เดือน 15,000 × 1.5% × 3 675 บาท ค่าปรับอาญา — สูงสุด 2,000 บาท รวมที่ต้องจ่ายสูงสุด 17,675 บาท สรุป: ภ.ง.ด.2 เรื่องที่ผู้ประกอบการต้องรู้ จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นเรื่องง่ายด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายพร้อมระบุประเภทภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ในขั้นตอนเดียว ระบบคำนวณยอดภาษีให้อัตโนมัติ ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ทันที และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้พร้อมโหลด ไม่ต้องทำซ้ำ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.3 ต่างกันตรงไหน แบบ ภ.ง.ด.2 ใช้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ ส่วนแบบ ภ.ง.ด.3 ใช้สำหรับเงินได้ประเภทอื่นที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่าทรัพย์สิน วิธีจำง่ายคือ “ภ.ง.ด.2 สำหรับเงินได้จากการลงทุน ภ.ง.ด.3 สำหรับเงินได้จากการทำงาน” เดือนไหนไม่มีการจ่ายเงินได้ ต้องยื่นแบบเปล่าไหม ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 เป็นแบบที่ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษีจริงเท่านั้น ต่างจากแบบ ภ.พ.30 ที่ผู้จด VAT ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ยื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าไหม ต้องลงทะเบียนใช้งาน e-Filing ของกรมสรรพากรก่อน โดยเข้าไปที่ efiling.rd.go.th แล้วสมัครสมาชิกด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันทำการในการอนุมัติ แนะนำให้สมัครล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นเดือนแรก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

วางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับกิจการ SME

เจ้าของ SME หลายคนเคยเจอสถานการณ์ในทุกปลายปี ต้องเจอกับภาษีก้อนใหญ่ ที่หากไม่กันเงินสำรองไว้ล่วงหน้า อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณวางแผนภาษีนิติบุคคลได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่คำนวณว่าควรแบ่งเงินไว้กี่เปอร์เซ็นต์ จ่ายโบนัสหรือซื้อของช่วงไหนดี ไปจนถึงวางแผนภาษีธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงตลอดปี เงินสำรองภาษี คืออะไร เงินสำรองภาษี คือเงินที่กิจการแบ่งเก็บไว้ต่างหากในแต่ละเดือนหรือไตรมาส เพื่อให้มีเงินพร้อมจ่ายเมื่อถึงกำหนดยื่นภาษี โดยไม่ต้องไปกู้ยืมหรือดึงเงินในบัญชีธุรกิจมาใช้ในนาทีสุดท้าย โดยเหตุผลหลักที่ต้องกัน คือนิติบุคคลมีภาระภาษีหลายประเภทที่ทยอยจ่ายตลอดทั้งปี ถ้าไม่วางแผนภาษีล่วงหน้า เดือนที่ต้องจ่ายพร้อมกันหลายรายการอาจทำให้การเงินเข้าใกล้ขั้นวิกฤต ภาษีที่นิติบุคคลต้องจ่ายมีอะไรบ้าง นิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) มีภาระภาษีหลักที่ต้องรู้ ประเภทภาษี ความถี่ แบบฟอร์ม หมายเหตุ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ครึ่งปี + ประจำปี แบบภาษีครึ่งปีและประจำปี คิดจากกำไรสุทธิ อัตรา 15-20% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทุกเดือน ภ.พ.30 7% ของยอดขาย ยื่นภายในวันที่ 15 เดือนถัดไป ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ทุกเดือน ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 หักจากค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า ฯลฯ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี ตามที่ อปท. กำหนด จ่ายให้ท้องถิ่น ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร: ความรู้เรื่องภาษี) ปฏิทินภาษีนิติบุคคลตลอดปี ก่อนเริ่มวางแผนภาษี ต้องเห็นภาพรวมก่อนว่าเดือนไหนต้องจ่ายอะไรบ้าง ช่วงเวลา ภาษีที่ต้องจ่าย ทุกเดือน (ภายในวันที่ 7) ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 (หัก ณ ที่จ่าย) ทุกเดือน (ภายในวันที่ 15) ภ.พ.30 (VAT) เดือน 8 ของรอบบัญชี ภ.ง.ด.51 (ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี — ประมาณการจ่ายล่วงหน้า) ภายใน 150 วันหลังปิดรอบบัญชี ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี — จ่ายส่วนที่เหลือ) ม.ค.-เม.ย. (ตามท้องถิ่น) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เดือนที่หนักที่สุดมักเป็นช่วงยื่นภาษีประจำปี เพราะต้องจ่ายส่วนต่างก้อนใหญ่ ถ้าไม่เตรียมเงินไว้ จะตึงมาก เจ้าของกิจการ SME ควรกันเงินสำรองภาษีกี่ % ของรายได้ ถึงจะปลอดภัย? สำหรับ SME ที่เสียภาษีนิติบุคคลปกติ การวางแผนภาษีเริ่มจากการกันเงินไว้ประมาณ 3-7% ของรายได้รวมต่อเดือน โดยปรับตามอัตรากำไรของธุรกิจ สูตรคำนวณเงินสำรองภาษีเบื้องต้น หลักคิดง่าย ๆ คือ ประมาณการภาษีนิติบุคคลทั้งปีก่อน แล้วหารเฉลี่ยเป็นรายเดือน แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี สูตร: กำไรสุทธิ = รายได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่ายทั้งปี ตัวอย่าง SME รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี (ประมาณ) — 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายทั้งปี (ประมาณ) — 7,500,000 บาท กำไรสุทธิ (ประมาณ) 10,000,000 – 7,500,000 2,500,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษี CIT สูตร: ภาษี CIT = (กำไรสุทธิ – กำไรที่ยกเว้น) × อัตราภาษี SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้รับสิทธิ์วางแผนภาษีด้วยอัตราขั้นบันได (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2569) กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีในขั้น 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 330,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษี CIT ทั้งปี (2,500,000 – 300,000) × 15% 330,000 บาท กันเงินต่อเดือน 330,000 ÷ 12 27,500 บาท คิดเป็น % ของรายได้ 330,000 ÷ 10,000,000 3.3% ขั้นที่ 3 — บวก VAT สุทธิและ WHT ที่ต้องนำส่ง ภาษีที่ต้องนำส่งรายเดือน (VAT สุทธิ + WHT) ให้บวกเพิ่มอีก 1-3% ตามลักษณะธุรกิจ รวมแล้วควรกันเงินไว้ประมาณ 5-7% ของรายได้ต่อเดือน ตัวอย่าง: SME 3 ระดับรายได้ รายได้/ปี อัตรากำไร ภาษี CIT ประมาณ กันเงิน/เดือน % ของรายได้ 5 ล้านบาท 20% ~120,000 บาท ~10,000 บาท ~2.4% 20 ล้านบาท 25% ~600,000 บาท ~50,000 บาท ~3% 50 ล้านบาท 20% ~1,700,000 บาท ~142,000 บาท ~3.4% ตัวเลขเหล่านี้เป็นเฉพาะภาษี CIT เท่านั้น เมื่อรวม VAT สุทธิและ WHT ที่ต้องนำส่ง รวมทั้งหมดจะอยู่ที่ 5-7% ของรายได้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แนะนำให้ใช้วางแผนภาษีนิติบุคคล เคล็ดลับการจัดการเงินสำรองในทางปฏิบัติ รู้ตัวเลขแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “ทำจริง” ให้เป็นระบบ เมื่อโอนเงินเข้าบัญชีสำรอง การบันทึกบัญชีเบื้องต้นจะเป็นแบบนี้ (ตัวอย่างโอนเงิน 27,500 บาทเข้าบัญชีสำรองภาษี) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินฝากธนาคาร — บัญชีสำรองภาษี 27,500 — เงินฝากธนาคาร — บัญชีหลัก — 27,500 การบันทึกนี้เป็นแค่การย้ายเงินระหว่างบัญชี ไม่ได้เกิดค่าใช้จ่ายใหม่ ภาษีจริงจะบันทึกเป็น “ภาษีเงินได้ค้างจ่าย” ตอนที่ยื่นแบบเสียภาษี จ่ายโบนัส ซื้อของ ทำแคมเปญ ช่วงไหนดี ไม่ให้กระทบภาษีและเงินหมุนเวียน ค่าใช้จ่ายที่วางแผนได้ เช่น โบนัสพนักงาน ซื้ออุปกรณ์ หรือทำแคมเปญการตลาด เป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ดี ถ้าเลือกจังหวะจ่ายให้ดี จะช่วยทั้งลดภาษีและรักษาสภาพคล่องไปพร้อมกัน เทคนิค timing ที่ใช้ได้จริง จ่ายก่อนปิดรอบบัญชี จะนับเป็นค่าใช้จ่ายในรอบนั้น ช่วยลดกำไรสุทธิ ลดภาษีได้ทันที เช่น ถ้ารอบบัญชีปิดเดือนธันวาคม การซื้ออุปกรณ์ในเดือนพฤศจิกายนจะนับเป็นค่าใช้จ่ายของปีนั้น จ่ายหลังสิ้นรอบปีบัญชี จะนับเป็นค่าใช้จ่ายของปีถัดไป เหมาะกับกรณีที่ปีนี้กำไรต่ำอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเร่งค่าใช้จ่าย สิ่งสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักภาษีได้ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง มีเอกสารครบถ้วน และไม่ใช่รายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร กำไรเยอะปีนี้ วางแผนอะไรล่วงหน้าได้บ้าง (ถูกกฎหมาย) ถ้าดูตัวเลขแล้วปีนี้กำไรสูงกว่าที่คาด สิ่งที่ทำได้คือ “เร่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและวางแผนไว้อยู่แล้ว” ให้เกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่สร้างค่าใช้จ่ายเทียม เร่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายที่ดึงมาจ่ายก่อนได้ เช่น จัดโครงสร้างเงินเดือนกรรมการอย่างไร เจ้าของ SME หลายคนจ่ายเงินเดือนกรรมการต่ำมาก แล้วดึงกำไรออกเป็นเงินปันผล ซึ่งอาจไม่คุ้มทางภาษี เพราะเงินเดือนกรรมการหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ช่วยลด CIT ขณะที่เงินปันผลต้องเสียภาษีซ้อน (บริษัทเสีย CIT แล้ว กรรมการยังเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก) แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อหาสมดุลระหว่างเงินเดือนกรรมการกับเงินปันผลที่เหมาะกับสถานการณ์ของธุรกิจ สิทธิประโยชน์ภาษีที่ SME ใช้ได้จริง สิทธิประโยชน์ เงื่อนไข ประโยชน์ อัตราภาษี CIT ขั้นบันได ทุนไม่เกิน 5 ล้าน + รายได้ไม่เกิน 30 ล้าน กำไร 300,000 แรกยกเว้นภาษี หักค่าอบรมพนักงาน 2 เท่า อบรมจากหน่วยงานที่ได้รับรอง ลดกำไรสุทธิเพิ่มอีก 1 เท่า หักค่าเสื่อมราคาเร่ง (คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์) เป็นทรัพย์สินของกิจการ หักได้เต็มจำนวนภายใน 3 ปี (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร: สิทธิประโยชน์ทางภาษี และ BOI: มาตรการส่งเสริมการลงทุน) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดการ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทุกเดือน การวางแผนภาษีธุรกิจให้ครบทุกประเภทจะช่วยลดความยุ่งยากได้มาก ขาดทุนหรือกำไรต่ำ ทำไมยังต้องจ่ายภาษีบางประเภท? คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ใช่ทุกภาษีที่คิดจากกำไร บางภาษีคิดจากยอดขายหรือจากการจ่ายเงินให้คนอื่น ไม่ว่ากิจการจะกำไรหรือขาดทุนก็ต้องจ่าย นี่คือเหตุผลที่การวางแผนภาษีต้องดูครบทุกประเภท ไม่ใช่แค่ CIT ภาษีที่ต้องจ่ายไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน ภาษี เหตุผลที่ต้องจ่าย VAT (ภ.พ.30) คิดจากยอดขาย ไม่เกี่ยวกับกำไร ถ้าขายของได้ ต้องนำส่ง VAT ทุกเดือน หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3, 53) เกิดจากการจ่ายเงินให้ผู้อื่น เช่น จ้างฟรีแลนซ์ จ่ายค่าเช่า ต้องหักนำส่งทุกเดือนที่มีการจ่าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คิดจากมูลค่าทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับผลประกอบการ ประกันสังคม (สมทบนายจ้าง) คิดจากจำนวนพนักงาน ไม่เกี่ยวกับกำไร ขาดทุนสะสมใช้ลดภาษีได้กี่ปี ข่าวดีคือ ถ้าปีนี้ขาดทุน สามารถนำผลขาดทุนไปหักกำไรในปีถัดไปได้สูงสุด 5 รอบบัญชี ตามที่กฎหมายภาษีกำหนด เช่น ปีนี้ขาดทุน 500,000 บาท ปีหน้ามีกำไร 800,000 บาท ก็เสียภาษีเฉพาะส่วนต่าง 300,000 บาทเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องยื่นงบการเงินและแบบภาษีครบถ้วนทุกปี แม้ขาดทุนก็ต้องยื่น ถ้าไม่ยื่นจะเสียสิทธิ์นำขาดทุนไปใช้ Checklist วางแผนภาษีนิติบุคคลรายไตรมาส ใช้ checklist นี้วางแผนภาษีนิติบุคคลทุก 3 เดือน เพื่อไม่พลาดกำหนดยื่นและเตรียมเงินได้ทัน ไตรมาส รายการ Q1 (เดือน 1-3) ทบทวนเป้ารายได้และกำไรทั้งปี คำนวณภาษี CIT ที่ต้องแบ่งเก็บต่อเดือน ตรวจสอบว่าเปิดบัญชีแยกสำหรับเงินภาษีแล้วหรือยัง Q2 (เดือน 4-6) เปรียบเทียบกำไรจริงกับประมาณการ ปรับเงินสำรองถ้าจำเป็น เตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีครึ่งปี Q3 (เดือน 7-9) ยื่นภาษีครึ่งปีพร้อมจ่ายเงิน ประเมินว่ากำไรทั้งปีจะสูงหรือต่ำกว่าที่คาด วางแผนค่าใช้จ่ายที่เหลือ Q4 (เดือน 10-12) ตัดสินใจเรื่องซื้ออุปกรณ์ จ่ายโบนัส ก่อนสิ้นปี ตรวจสอบว่าเงินที่เตรียมไว้เพียงพอสำหรับจ่ายภาษีประจำปีต้นปีหน้า ปิดงบและเตรียมยื่นภาษีประจำปี สรุป: วางแผนภาษีนิติบุคคล เริ่มต้นจากเตรียมเงินให้เป็นระบบ อ่านเพิ่มเติม: วางแผนภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนปลายปี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินสำรองภาษีนิติบุคคล ถ้าประมาณการภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ผิดไปมาก จะมีบทลงโทษไหม? ถ้าประมาณการต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% จะต้องจ่ายเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่จ่ายขาดไป (ตามเกณฑ์ที่กฎหมายสรรพากรกำหนด) ดังนั้นควรประมาณการอย่างระมัดระวัง ใช้ตัวเลขจริงจากงบ 6 เดือนแรกเป็นฐาน ไม่ใช่เดาสุ่ม เงินสำรองภาษีต้องแสดงในงบการเงินไหม? เงินสำรองภาษีเป็นการบริหารเงินสดภายใน ไม่ใช่รายการทางบัญชีที่ต้องแสดงเป็น “สำรอง” ในงบ แต่ภาษีที่ค้างจ่ายจะแสดงเป็น “ภาษีเงินได้ค้างจ่าย” ในงบแสดงฐานะการเงิน ธุรกิจขนาดเล็กมาก (รายได้ไม่ถึงล้าน) จำเป็นต้องแบ่งเงินเตรียมไว้ไหม? แม้ภาษี CIT จะน้อย แต่ยังมี VAT (ถ้าจด) และหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องนำส่งทุกเดือน แนะนำให้แบ่งเงินไว้อย่างน้อย 2-3% ของรายได้ เพื่อไม่ให้สะดุดตอนถึงกำหนดจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ค่าใช้จ่ายต้องห้าม มีอะไรบ้าง สรุปครบ วิธีคำนวณบวกกลับ ฉบับ SME

ปิดงบสิ้นปีแล้วนักบัญชีบอกว่ามี “รายจ่ายต้องบวกกลับ” หลายรายการ ทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คิดไว้ — ปัญหานี้เกิดจากค่าใช้จ่ายต้องห้ามที่ไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปี บทความนี้อธิบายครบว่ารายจ่ายต้องห้ามมีอะไรบ้าง เจาะลึกเรื่องค่ารับรอง 0.3% พร้อมตัวอย่างคำนวณบวกกลับจริง ค่าใช้จ่ายต้องห้าม คืออะไร? ค่าใช้จ่ายต้องห้าม (Non-deductible Expenses) คือ รายจ่ายที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ในมาตรา 65 ตรี ว่าไม่ให้นำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พูดง่ายๆ คือ “จ่ายไปจริง บันทึกบัญชีได้ แต่ตอนคิดภาษีเอามาหักไม่ได้” ค่าใช้จ่ายทางบัญชี กับ ค่าใช้จ่ายทางภาษี ต่างกันอย่างไร? ทางบัญชี บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายทุกรายการที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับ ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ แต่ทางภาษี กรมสรรพากรมีกฎที่กำหนดว่ารายจ่ายบางอย่างใช้หักภาษีไม่ได้ ผลต่างตรงนี้ทำให้ “กำไรทางบัญชี” กับ “กำไรทางภาษี” ไม่เท่ากัน เจ้าของธุรกิจที่ไม่เข้าใจจุดนี้มักเสียภาษีมากกว่าที่ควร เพราะไม่ได้วางแผนค่าใช้จ่ายให้ถูกตั้งแต่ต้น ค่าใช้จ่ายต้องห้ามมีอะไรบ้าง (รายการที่พบบ่อย) มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ระบุรายจ่ายต้องห้ามไว้หลายข้อ ต่อไปนี้คือรายการที่ SME มักเจอบ่อยที่สุด ค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ รายจ่ายที่จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการหรือพนักงาน ไม่ใช่เพื่อกิจการ เช่น ค่าเสื้อผ้าส่วนตัว ค่าทำผม ค่าท่องเที่ยวครอบครัว — ถ้าไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง หักภาษีไม่ได้ ค่าปรับ เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับทางภาษี ถ้ายื่นภาษีช้าหรือจ่ายภาษีไม่ครบ กรมสรรพากรเรียกเก็บค่าปรับและเงินเพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม) รายจ่ายเหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามทั้งหมด บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบได้ แต่ต้องบวกกลับตอนคิดภาษี รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานหรือใบเสร็จไม่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ไม่มีหลักฐานการจ่าย หรือพิสูจน์ตัวผู้รับเงินไม่ได้ สรรพากรไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่าย เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจ่ายจริงหรือไม่ ค่าเสื่อมราคาที่เกินเกณฑ์ที่กำหนด สมมติซื้อรถยนต์นั่งมาใช้ในกิจการราคา 2 ล้านบาท กฎหมายให้คิดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 1 ล้านถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับ รายจ่ายที่เกินสมควร รายจ่ายที่จ่ายจริงแต่มูลค่าสูงเกินปกติเมื่อเทียบกับราคาตลาด เช่น ซื้อของราคา 10,000 บาทแต่จ่าย 50,000 บาท ส่วนที่เกินสมควรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม รายจ่ายต้องห้ามอื่นที่ควรรู้ นอกจากรายการข้างต้น ยังมีรายจ่ายต้องห้ามอื่นที่พบได้ เช่น ค่ารับรอง (Entertainment Expenses) คืออะไร ค่ารับรอง คือ ค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อรับรองลูกค้าหรือบุคคลภายนอกตามธรรมเนียมทางธุรกิจ เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรอง ค่าของขวัญ ค่าที่พัก เป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ แต่มีเพดาน ค่ารับรองทางภาษี: เงื่อนไขที่หักได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 กำหนดเงื่อนไขค่ารับรองที่เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนี้ ค่ารับรอง 0.3% คำนวณอย่างไร (พร้อมตัวอย่าง) ค่ารับรองที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องไม่เกินทั้ง 2 เงื่อนไขนี้พร้อมกัน สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ รายการ จำนวน รายได้ทั้งปี 20,000,000 บาท ทุนชำระแล้ว 5,000,000 บาท ค่ารับรองที่จ่ายจริงทั้งปี 100,000 บาท คำนวณเพดานค่ารับรอง ขั้นตอน วิธีคำนวณ จำนวนเงิน 0.3% ของรายได้ 20,000,000 × 0.3% 60,000 บาท 0.3% ของทุนชำระแล้ว 5,000,000 × 0.3% 15,000 บาท เพดานที่ใช้ (เลือกจำนวนที่มากกว่า) 60,000 บาท ค่ารับรองที่จ่ายจริง 100,000 บาท ส่วนที่เกิน = ค่าใช้จ่ายต้องห้าม 100,000 – 60,000 40,000 บาท ค่ารับรอง 60,000 บาทแรก หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ส่วนที่เกินอีก 40,000 บาท ต้อง “บวกกลับ” เข้าไปในกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ค่ารับรองใช้ได้เท่าไหร่ต่อคน ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งต้องไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับค่ารับรองที่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือของขวัญ ถ้ามอบสิ่งของ ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนเช่นกัน (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143) “ค่าใช้จ่ายบวกกลับ” คืออะไร ทำไมต้องบวกกลับ ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คือ ค่าใช้จ่ายที่ถูกบันทึกในบัญชีแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาคำนวณภาษี ต้องนำมา “บวกกลับ” เข้าไปในกำไรสุทธิ เพราะสรรพากรไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่าย เหตุผลที่ต้องบวกกลับ ก็เพราะกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษีคำนวณต่างกัน ทางบัญชีหักค่าใช้จ่ายทุกรายการ แต่ทางภาษีมีกฎว่ารายจ่ายบางอย่างหักไม่ได้ จึงต้องเอากลับมาบวกเข้าไปใหม่ ตัวอย่างการคำนวณบวกกลับค่าใช้จ่ายต้องห้าม สมมติ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ รายการ จำนวน กำไรสุทธิทางบัญชี 1,000,000 บาท ค่าปรับยื่นภาษีช้า 5,000 บาท ค่ารับรองส่วนเกินเพดาน 0.3% 40,000 บาท ค่าเสื่อมราคารถยนต์ส่วนเกิน 100,000 บาท คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี ขั้นตอน วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิทางบัญชี 1,000,000 บาท บวกกลับ: ค่าปรับ + 5,000 บาท บวกกลับ: ค่ารับรองเกินเพดาน + 40,000 บาท บวกกลับ: ค่าเสื่อมราคาเกินเกณฑ์ + 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี 1,000,000 + 145,000 1,145,000 บาท จะเห็นว่ากำไรทางภาษี (1,145,000 บาท) สูงกว่ากำไรทางบัญชี (1,000,000 บาท) ถึง 145,000 บาท ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องเสียภาษีจากฐาน 1,145,000 บาท ไม่ใช่ 1,000,000 บาท ค่ารับรองกับ VAT: ใช้ภาษีซื้อได้ไหม คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยมากคือ ค่ารับรองลูกค้านำภาษีซื้อ (VAT) มาเครดิตได้หรือไม่ คำตอบคือ ค่ารับรองที่อยู่ในเพดาน 0.3% และมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง สามารถนำภาษีซื้อมาหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง VAT คืออะไร) แต่ค่ารับรองส่วนที่เกินเพดาน 0.3% นำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ ต้องถือเป็นต้นทุนทั้งจำนวน ข้อควรระวังคือ ค่ารับรองที่เป็นค่าอาหารจากร้านที่ไม่ได้จด VAT จะไม่มีใบกำกับภาษี ก็จะนำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ตั้งแต่แรก วิธีบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายต้องห้าม ค่าใช้จ่ายต้องห้ามยังคงบันทึกในบัญชีตามปกติ ไม่ต้องแยกบัญชีพิเศษ แต่ตอนสิ้นปีที่ปรับปรุงกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ต้อง “บวกกลับ” รายจ่ายเหล่านี้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) เช่นเดียวกับที่ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เมื่อหักภาษีจากผู้รับเงิน สิ่งสำคัญคือต้องแยกรายการให้ชัดเจนว่ารายจ่ายไหนเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เพื่อให้ตอนปิดงบคำนวณบวกกลับได้ถูกต้อง ไม่ตกหล่น สรุป สิ่งที่ควรลงมือทำทันทีหลังอ่านบทความนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายแยกหมวด ดึงรายงานได้ทันที ไม่ต้องนั่งไล่หาว่ารายจ่ายไหนต้องบวกกลับตอนปิดงบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต้องห้าม ค่าใช้จ่ายต้องห้าม ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าใช้จ่ายต้องห้ามในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Non-deductible Expenses” หรือ “Prohibited Expenses” หมายถึงรายจ่ายที่ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ตามกฎหมาย ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งเกิน 2,000 บาท หักภาษีได้ไหม? ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งเกิน 2,000 บาท ส่วนที่เกินถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับ เช่น เลี้ยงลูกค้า 1 คน ค่าอาหาร 3,500 บาท หักได้แค่ 2,000 บาท อีก 1,500 บาทต้องบวกกลับ ค่าใช้จ่ายต้องห้ามอยู่หมวดบัญชีไหน ในการบันทึกบัญชี ค่าใช้จ่ายต้องห้ามบันทึกอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายปกติ (หมวด 5) ตามลักษณะของรายจ่ายนั้นๆ เช่น ค่าปรับอาจอยู่ในค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่ารับรองอยู่ในค่าใช้จ่ายในการขาย การแยกเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามจะทำตอนปรับปรุงภาษีสิ้นปี จะรู้ได้อย่างไรว่าค่าใช้จ่ายไหนต้องบวกกลับ วิธีง่ายที่สุดคือเช็ครายจ่ายทุกรายการกับเงื่อนไขในมาตรา 65 ตรี ถ้าตรงข้อไหนก็ต้องบวกกลับ ในทางปฏิบัติ ให้แยก flag รายจ่ายที่อาจเข้าข่ายไว้ตั้งแต่ตอนบันทึกบัญชี ไม่ต้องรอสิ้นปีค่อยมาหา จะช่วยลดความผิดพลาดได้มาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีบุคคลธรรมดา คำนวณยังไง อัตรา ลดหย่อน วิธียื่น ครบจบ

พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่ได้จดบริษัท ล้วนต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น บทความนี้พาคำนวณภาษีทีละขั้น ตั้งแต่เช็คเงินได้ หักค่าลดหย่อน ไล่ตามขั้นบันไดภาษี ไปจนถึงวิธีผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 พร้อมตัวอย่างจริง 3 กรณี ให้คุณคำนวณภาษีเองได้ทันที ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่รัฐเก็บจากรายได้ของ “คนทั่วไป” ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ใครต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบภาษี เกณฑ์นี้เป็น “เกณฑ์ยื่นแบบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายภาษีเสมอ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อาจไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท กฎหมายแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกัน ประเภท ตัวอย่างรายได้ หักค่าใช้จ่าย 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(2) รับจ้างทำงาน ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่านายหน้า 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเขียนหนังสือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ไม่ได้หัก (ดอกเบี้ย) 40(5)-(8) อื่นๆ ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย เหมา 40%-60% หรือตามจริง ถ้ามีรายได้หลายประเภท ให้แยกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทแล้วค่อยรวมกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได 2569 หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งนำไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได 8 ขั้น ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น ตารางอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 0 150,001 – 300,000 5% 7,500 7,500 300,001 – 500,000 10% 20,000 27,500 500,001 – 750,000 15% 37,500 65,000 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 115,000 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 365,000 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 1,265,000 5,000,001 ขึ้นไป 35% ไม่จำกัด — (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตรานี้ใช้กับปีภาษี 2569) 📊 [แทรกรูป: Infographic ตารางอัตราภาษีขั้นบันได (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] เนื้อหาภาษาไทย พื้นหลัง #2c90ed วิธีอ่านตาราง: ภาษีคิดทีละขั้น ไม่ใช่เหมาทั้งก้อน เช่น คนที่มีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 10% ทั้ง 500,000 แต่คิดแบบนี้ ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 รวม 500,000 27,500 บาท ค่าลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อน คือสิทธิที่กฎหมายให้นำไปหักจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษี ยิ่งใช้สิทธิมาก เงินได้สุทธิยิ่งต่ำ ภาษียิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว รายการ จำนวน (บาท) ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บุตร (คนละ) 30,000 บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (เกิดตั้งแต่ปี 2561) 60,000 อุปการะบิดามารดา (คนละ) 30,000 อุปการะคนพิการ/ทุพพลภาพ (คนละ) 60,000 ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุด 9,000) ประกันชีวิตทั่วไป 100,000 ประกันสุขภาพ 25,000 (รวมประกันชีวิตไม่เกิน 100,000) ประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) 15% ของเงินเดือน ไม่เกิน 500,000 กองทุน SSF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 กองทุน RMF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 กองทุน ThaiESG ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300,000 หมายเหตุ: กองทุนเพื่อการเกษียณ (PVD + SSF + RMF + ประกันบำนาญ + กบข.) รวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าลดหย่อนอื่นๆ รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ดอกเบี้ยบ้าน 100,000 เงินบริจาคทั่วไป ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา 2 เท่าของที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2569 — ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมตามมาตรการรัฐแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทีละขั้นตอน สูตรหลักมี 3 ขั้นตอน ตัวอย่างที่ 1: พนักงานเงินเดือน นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 40,000 บาท มีประกันสังคม จ่ายประกันชีวิต 50,000 บาท/ปี และซื้อ SSF 50,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 40,000 × 12 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(1) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม 750 × 12 -9,000 บาท หักประกันชีวิต -50,000 บาท หัก SSF -50,000 บาท เงินได้สุทธิ 211,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 211,000 61,000 5% 3,050 รวมภาษี 3,050 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 3,050 บาท ภาษีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายแล้ว -3,050 บาท จ่ายเพิ่ม/ขอคืน 0 บาท นายสมชายไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะนายจ้างหักภาษีไว้ถูกต้องแล้ว ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับจ้างอิสระ นางสาวมินตรา (ชื่อสมมุติ) เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ มีรายได้จากการรับจ้างออกแบบ (เงินได้ประเภทที่ 2 คือ ค่าจ้างทำงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ) รวมทั้งปี 800,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่รับงาน ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(2) 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท เงินได้สุทธิ 640,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 640,000 140,000 15% 21,000 รวมภาษี 48,500 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 48,500 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% 800,000 × 3% = -24,000 บาท จ่ายเพิ่ม 24,500 บาท มินตราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 24,500 บาท ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) สิ่งที่ช่วยลดภาษีได้อีกคือเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อ SSF หรือ RMF ตัวอย่างที่ 3: เจ้าของธุรกิจ SME ที่เป็นบุคคลธรรมดา นายวิชัย (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ ยังไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการค้าขาย (เงินได้ประเภทที่ 8 คือ รายได้จากธุรกิจ ค้าขาย ร้านค้า) รวมทั้งปี 1,500,000 บาท จ่ายประกันสังคม (มาตรา 40) ปีละ 3,000 บาท นายวิชัยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ 40(8) ประเภทการค้า ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(8) 1,500,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 1,500,000 × 60% -900,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 -3,000 บาท เงินได้สุทธิ 537,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 537,000 37,000 15% 5,550 รวมภาษี 33,050 บาท นายวิชัยยังสามารถลดภาษีได้อีก ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทนเหมา (กรณีมีเอกสารค่าใช้จ่ายครบ) หรือพิจารณาจดนิติบุคคลเพื่อใช้อัตราภาษีนิติบุคคลที่อาจประหยัดกว่า การผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 คืออะไร หลายคนไม่รู้ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถ “แบ่งจ่าย 2 งวด” ได้ โดยงวดที่ 2 คือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (แบบยื่นภาษีครึ่งปีแรก สำหรับรายได้เดือน ม.ค. – มิ.ย.) ซึ่งเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า แล้วนำไปหักออกจากภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปีถัดไป ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ผู้ที่มีเงินได้ ประเภทที่ 5-8 (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย) ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนของปีนั้น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แค่เงินเดือน (ประเภท 40(1) อย่างเดียว) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กำหนดเวลายื่นภาษีบุคคลธรรมดา แบบ ยื่นเมื่อ สำหรับเงินได้ ยื่นออนไลน์ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ก.ค. – ก.ย. ของปีนั้น ม.ค. – มิ.ย. เฉพาะ 40(5)-(8) ขยายถึง ต.ค. ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. ทุกประเภท ขยายถึง เม.ย. ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. เฉพาะ 40(1) ขยายถึง เม.ย. (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — วันขยายเวลายื่นออนไลน์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณเหมือนกับภาษีทั้งปี แต่ใช้เฉพาะรายได้ครึ่งปีแรก สมมุติว่านายวิชัย (จากตัวอย่างที่ 3) มีรายได้จากร้านค้าออนไลน์ครึ่งปีแรก 700,000 บาท คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ครึ่งปี 40(8) 700,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 700,000 × 60% -420,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว (ใช้เต็มจำนวน) -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 (6 เดือน) 3,000 ÷ 2 -1,500 บาท เงินได้สุทธิ 218,500 บาท ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 218,500 68,500 5% 3,425 ภาษีครึ่งปี 3,425 บาท นายวิชัยจ่ายภาษี 3,425 บาท ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 แล้วตอนสิ้นปียื่น ภ.ง.ด.90 ก็นำ 3,425 บาท ไปหักออกจากภาษีทั้งปี ทำให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออนไลน์ได้อย่างไร การยื่นผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนมีดังนี้ การยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้ไม่ต้องรีบลุ้นวันสุดท้าย สรุป: คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา 3 ขั้นตอนจบ ถ้ามีรายได้หลายทาง อย่าลืมยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี จะได้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ตอนสิ้นปี จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และสรุปรายงานภาษีให้อัตโนมัติ ลดงานคำนวณภาษีให้ SME และฟรีแลนซ์จัดการได้เองโดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา เงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยื่นภาษีไหม ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (เช่น เงินเดือนไม่ถึง 120,000/ปี) กฎหมายไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ควรยื่นเพื่อขอเงินคืน ฟรีแลนซ์ถูกหัก 3% ไปแล้ว ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกไหม ขึ้นอยู่กับรายได้ทั้งปี ถ้าคำนวณภาษีจริงแล้วน้อยกว่าที่ถูกหักไป ก็ขอคืนได้ แต่ถ้าภาษีจริงมากกว่า ต้องจ่ายเพิ่ม ยื่นภาษีล่าช้ามีโทษอะไร ยื่นแบบเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) SME รายได้เยอะ ควรจดบริษัทดีไหม ถ้าเงินได้สุทธิเกิน 750,000 บาท/ปี (เข้าขั้น 20% ขึ้นไป) ควรพิจารณาจดนิติบุคคล เพราะภาษีนิติบุคคลสูงสุดแค่ 20% และ SME กำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้ยกเว้นภาษี นอกจากนี้ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย จ่ายภาษีทีเดียวไม่ไหว ผ่อนได้ไหม สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภท 40(5)-(8) สามารถ “แบ่งจ่ายภาษีเป็น 2 งวด” ได้โดยการยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนภาษีที่ยื่นแล้วต้องจ่ายก้อน ปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระบบผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นงวดย่อย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ขายที่ดิน บ้าน คอนโด เสียภาษีอะไรบ้าง สรุปครบทุกรายการ

กำลังจะขายที่ดิน บ้าน หรือคอนโด แต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง รวมแล้วกี่บาท — บทความนี้สรุปครบทุกรายการที่ต้องจ่ายวันโอน พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง 2 กรณี ให้เห็นตัวเลขชัดก่อนตัดสินใจ ขายที่ดินต้องจ่ายอะไรบ้าง? ทุกครั้งที่โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน ผู้ขายต้องเจอค่าใช้จ่ายหลัก 5 รายการ ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการคิดจาก “ราคาประเมินทุนทรัพย์” หรือ “ราคาซื้อขายจริง” แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตารางสรุปภาษีและค่าธรรมเนียมทุกรายการ รายการ อัตรา คิดจาก หมายเหตุ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ราคาประเมิน จ่ายวันโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เฉพาะถือครองไม่เกิน 5 ปี อากรแสตมป์ 0.5% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เสียเมื่อ ไม่ต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ราคาประเมิน (หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง) หักไว้วันโอน นำไปเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปีได้ ภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ — รวมอยู่ในอัตรา 3.3% แล้ว จุดสำคัญ: ภาษีธุรกิจเฉพาะกับอากรแสตมป์เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายทั้งสองตัว ภาษีธุรกิจเฉพาะ คิดยังไง? ใครต้องจ่าย? ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax — ต่อไปเรียกสั้น ๆ ว่า SBT) เรียกเก็บจากผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง ไม่เกิน 5 ปี อัตราคือ 3.3% (ภาษี 3% + ภาษีท้องถิ่น 0.3%) คิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง ขายที่ดินราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท ที่ดินเปล่า vs บ้าน vs คอนโด ต่างกันไหม? อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากัน คือ 3.3% ทุกประเภท สิ่งที่ต่างคือ “ราคาประเมิน” ที่ใช้คำนวณ บ้านพร้อมที่ดินใช้ราคาประเมินทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน ส่วนคอนโดใช้ราคาประเมินต่อตารางเมตรของห้องชุด ดังนั้น บ้านพร้อมที่ดินมักมีฐานภาษีสูงกว่าที่ดินเปล่าที่ขนาดเท่ากัน เพราะต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย กรณีไหนได้ยกเว้น? ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (แต่เสียอากรแสตมป์แทน) เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง (ข้อมูลจากพ.ร.ฎ. ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน คิดอย่างไร? ค่าธรรมเนียมโอน คือค่าจดทะเบียนสิทธิที่กรมที่ดิน อัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่าใครจ่าย หลายกรณีแบ่งคนละครึ่ง (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตัวอย่าง ที่ดินราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท อากรแสตมป์ เสียเท่าไหร่? อากรแสตมป์เสียเฉพาะกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ถือครองเกิน 5 ปี อัตราคือ 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ตัวอย่าง ขายบ้าน 5 ล้าน ราคาประเมิน 4 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อากรแสตมป์ 5,000,000 × 0.5% 25,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร? กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย (บุคคลธรรมดา) ในวันโอน วิธีคำนวณ คือนำราคาประเมิน หักค่าใช้จ่ายเหมาตามจำนวนปีถือครอง แล้วนำเงินได้เฉลี่ยต่อปีไปคูณอัตราภาษีก้าวหน้า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาขึ้นกับวิธีได้มา ซื้อมาหักได้ 50% ได้จากมรดกหรือให้โดยเสน่หาหักได้ 50% เช่นกัน (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ผู้ขายนำภาษีที่ถูกหักวันโอนไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ประจำปีได้ ถ้าหักไว้เกินจะได้เงินคืน อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ต่างกันตรงไหน? รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) คิดจากราคาประเมิน 1% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าถือครองไม่เกิน 5 ปี 3.3% ทุกกรณี ไม่มียกเว้น ค่าธรรมเนียมโอน 2% 2% อากรแสตมป์ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จุดต่างสำคัญ: นิติบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทุกกรณีไม่ว่าถือครองกี่ปี แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นอัตราคงที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าบุคคลธรรมดาในหลายกรณี ตัวอย่างคำนวณภาษีขายที่ดิน ภาษีขายที่ดินรวมแล้วอาจเป็นเงินหลายแสนบาท ลองดู 2 กรณี ขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน ถือครอง 3 ปี นาย ก. (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่ามา 3 ปีก่อน ขายราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท อากรแสตมป์ ไม่ต้องเสีย (เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว) 0 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 4 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 3 ปี ประมาณ 86,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 331,000 บาท *ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับรายละเอียดเฉพาะราย คำนวณจริงได้ที่เครื่องคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ขายบ้านพร้อมที่ดิน 10 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี นาง ข. (ชื่อสมมุติ) ซื้อบ้านพร้อมที่ดินมา 7 ปี ขายราคา 10 ล้านบาท ราคาประเมินรวม 8 ล้านบาท ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 8,000,000 × 2% 160,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ ยกเว้น (ถือครองเกิน 5 ปี) 0 บาท อากรแสตมป์ 10,000,000 × 0.5% 50,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 8 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 7 ปี ประมาณ 118,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 328,000 บาท ขายบ้าน 10 ล้านจ่ายรวมใกล้เคียงกับขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน เพราะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าวางแผนได้ การถือครองให้ครบ 5 ปีช่วยประหยัดภาษีขายที่ดินได้มาก กรณีพิเศษ — มรดก ขายฝาก ให้โดยเสน่หา ขายที่ดินมรดก เสียภาษียังไง? ที่ดินจากมรดกไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ว่าจะขายเมื่อไร (ตามเงื่อนไขยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ) แต่ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมโอน 2% อากรแสตมป์ 0.5% และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ จุดที่ต้องระวัง: จำนวนปีถือครองสำหรับคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย นับจากวันที่ “ผู้ตาย” ได้กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่วันที่ทายาทรับมรดก ถ้าพ่อแม่ซื้อที่ดินมา 20 ปีก่อน ลูกรับมรดกแล้วขายทันที นับเป็นถือครอง 20 ปี ภาระภาษีจึงต่ำลงมาก ก่อนขายที่ดินมรดก ควรเตรียมเอกสารพิสูจน์สิทธิ์ให้ครบ เช่น ใบมรณบัตร คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และหลักฐานว่าผู้ตายถือครองมากี่ปี ขายฝากที่ดิน ต่างจากขายปกติยังไง? ขายฝากคือการขายโดยมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด ในทางภาษี ขายฝากถือเป็น “การขาย” ต้องเสียภาษีเหมือนขายปกติทุกรายการ ถ้าผู้ขายฝากไถ่คืนภายในกำหนด ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนอีกครั้งตอนโอนคืน แต่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการไถ่คืน ก่อนทำสัญญาขายฝาก ควรคำนวณภาษีขายที่ดินล่วงหน้าทั้ง 2 รอบ ทั้งตอนขายฝากและตอนไถ่คืน เพื่อให้รู้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ผู้ซื้อหรือผู้ขาย ใครออกค่าภาษี? กฎหมายไม่ได้บังคับว่าใครต้องจ่าย ตกลงกันเองในสัญญาได้ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเป็นแบบนี้ รายการ ปกติใครจ่าย ค่าธรรมเนียมโอน 2% แบ่งคนละครึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ผู้ขาย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ขาย ก่อนตกลงราคาซื้อขาย ควรคำนวณภาษีขายที่ดินทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เพราะอาจรวมเป็นเงินหลายแสนบาท เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนโอน เตรียมเอกสารให้ครบก่อนไปกรมที่ดิน เพื่อไม่ต้องไปหลายรอบ สรุป ก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณภาษีขายที่ดินทั้ง 5 รายการล่วงหน้า ถ้ารอให้พ้น 5 ปีจะประหยัด SBT 3.3% ได้ ใช้เครื่องคำนวณภาษีของกรมที่ดินช่วยคำนวณตัวเลขจริง เก็บเอกสารการซื้อ สัญญา และใบเสร็จค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ครบ เผื่อต้องใช้ประกอบการยื่นภาษีปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ขายอสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลต้องบันทึกบัญชีรายรับ ต้นทุน และภาษีที่ถูกหักให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้ให้เป็นระบบ ออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีขายที่ดิน ถือครองเกิน 5 ปี แปลว่าไม่ต้องจ่ายภาษีเลยใช่ไหม? ไม่ใช่ ยกเว้นเฉพาะ SBT 3.3% เท่านั้น ผู้ขายยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโอน อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ มีชื่อในทะเบียนบ้านช่วยประหยัดภาษีได้จริงไหม? ได้ ถ้ามีชื่อในทะเบียนบ้านของอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันโอน จะได้ยกเว้น SBT 3.3% แม้ยังไม่ครบ 5 ปีก็ตาม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายวันโอน ขอคืนได้ไหม? ได้ นำไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ถ้าคำนวณแล้วหักไว้เกินก็ขอคืนได้ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซื้อที่ดินแล้วขายภายในปีเดียว เสียภาษีเท่าไหร่? ต้องเสียครบทุกรายการ รวม SBT 3.3% ซึ่งเป็นรายการหนักสุด เพราะยังอยู่ในกรอบ 5 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ภ.ง.ด.51 คืออะไร สรุปครบ ยื่นเมื่อไหร่ คำนวณยังไง

ทุกปีช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม นิติบุคคลต้องเตรียมยื่น ภ.ง.ด.51 ซึ่งเป็นภาษีที่หลายคนมองข้ามจนเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงเรื่อง “ประมาณการต่ำไป” ที่ทำให้ถูกเรียกเงินเพิ่มได้ ภ.ง.ด.51 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) คือแบบแสดงรายการที่นิติบุคคลต้องใช้ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบ 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยเป็นการ “ประมาณการ” กำไรสุทธิทั้งปีแล้วคำนวณภาษีจ่ายล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีหลักของไทย) (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พูดง่ายๆ คือรัฐต้องการให้ธุรกิจจ่ายภาษีเป็นงวด ไม่ใช่รอจ่ายทีเดียวตอนสิ้นปี ถ้าบริษัทมีกำไร ยิ่งยื่นถูกต้องตั้งแต่ครึ่งปีแรก ตอนปิดงบสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) ก็จะจัดการง่ายขึ้นมาก ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.51 บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ได้แก่ ข้อยกเว้นสำคัญคือ บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนและรอบบัญชีแรกไม่ถึง 12 เดือน อาจไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ในปีแรก (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ส่วนบริษัทที่ขาดทุนก็ยังต้องยื่นแบบเช่นกัน แม้จะไม่ต้องจ่ายภาษี กำหนดการยื่นแบบ และวิธีการยื่น กฎหมายกำหนดให้ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบ 6 เดือนแรก สำหรับรอบบัญชีมกราคมถึงธันวาคม 2569 กำหนดเวลาเป็นดังนี้ ช่องทาง กำหนดยื่น ยื่นกระดาษ (สำนักงานสรรพากร) ภายใน 31 สิงหาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายใน 8 กันยายน 2569 (ขยาย 8 วัน) ถ้ารอบบัญชีไม่ตรงปีปฏิทิน เช่น เมษายนถึงมีนาคม ให้นับจากวันสุดท้ายของเดือนที่ 6 แล้วบวก 2 เดือน เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบ สำหรับการยื่น ภ.ง.ด.51 โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม แต่ในบางกรณีอาจต้องมีการยื่นเอกสารอื่น ๆ ประกอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการคำนวณภาษี ซึ่งเอกสารที่อาจใช้ยื่นเพิ่มเติมได้มีทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน ประกอบไปด้วย แบบ ภ.ง.ด.51  เป็นแบบเอกสารที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งในเอกสารผู้ประกอบการสามารถกรอกข้อมูลของบริษัท รอบระยะเวลาบัญชี รูปแบบการยื่น และภาษีที่ชำระเพิ่มเติมได้เลย งบกำไรขาดทุนประมาณการ การยื่นภ.ง.ด.51 ของบริษัทนิติบุคคลโดยทั่วไปจำเป็นต้องมีการประมาณการกำไรสุทธิเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับคิดภาษี 50% ที่ต้องชำระในรอบครึ่งปี ซึ่งงบกำไรขาดทุนนี้จะใช้เป็นงบของทั้งรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้เป็นเอกสารประกอบการคำนวณภาษีที่ต้องชำระครึ่งปีนั่นเอง เอกสารแสดงรายได้-ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการคำนวณ อีกหนึ่งเอกสารที่สามารถใช้ยื่นประกอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการคำนวณภาษีครึ่งปีได้ ซึ่งเอกสารนี้ก็สามารถจัดทำเป็นรูปแบบรายงานแสดงรายได้ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่นำมาใช้ในการคำนวณกำไรขาดทุนของบริษัท รายการปรับปรุงกำไรทางภาษี (ถ้ามี) หากธุรกิจมีการปรับเพิ่มหรือปรับลดตัวเลขกำไรสุทธิในงบการเงินจำเป็นต้องมีการทำรายการปรับปรุงกำไรทางภาษีเพื่อยื่นเพิ่มเติมเป็นหลักฐาน นอกจากนี้การปรับปรุงกำไรทางภาษีให้ถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจเสียภาษีตามจริง ไม่ต้องเสียภาษีเยอะเกินความจำเป็น ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นบริษัทนิติบุคคลประเภทที่จำเป็นต้องยื่นภาษีจากกำไรสุทธิจริงรอบ 6 เดือนแรก เช่น บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทเงินทุน จำเป็นต้องแนบงบการเงิน และไม่ต้องแนบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี แบบเข้าใจง่าย สำหรับการคำนวณภาษีครึ่งปี ขอยกตัวอย่างเป็นรูปแบบบริษัทนิติบุคคลทั่วไป ที่จะต้องทำการประมาณการรายได้และค่าใช้จ่าย หรือเรียกว่าการทำงบกำไรขาดทุนประมาณการของทั้งรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อนำมาคำนวณภาษี 50% ที่ต้องชำระในรอบครึ่งปีนี้ วิธีการประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปี ขั้นตอนการคำนวณตามจริงแล้วทำได้ไม่ยาก โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนการคำนวณ โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้ *รายได้ทั้งปี คือ รายได้จริงครึ่งปีแรก + รายได้ประมาณการครึ่งปีหลัง **ต้นทุนขายและค่าใช้จ่าย คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงครึ่งปีแรก + ค่าใช้จ่ายประมาณการของครึ่งปีหลังโดยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจะคำนวณจากกำไรของบริษัท ถ้าเป็นกิจการ SME จะมีอัตราเริ่มต้นตั้งแต่ 0% – 20% แต่ถ้าเป็นกิจการทั่วไปจะเสีย 20% ไม่ว่าจะมีกำไรเท่าไหร่ก็ตาม ตัวอย่างการคำนวณประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี บริษัท A เป็นนิติบุคคล มีรายได้และค่าใช้จ่ายในครึ่งปีแรกเท่ากับ 500,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ โดยคาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังจะมีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าเดิม และมีภาษี หัก ณ ที่จ่าย 5,000 บาท สามารถคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ที่ต้องชำระได้ดังนี้ แทนสูตรตามแต่ละขั้นได้ดังนี้ ดังนั้นบริษัท A จำเป็นต้องชำระภาษีในรอบแรกเป็นจำนวนเงิน 75,000 บาทนั่นเอง วิธียื่น ภ.ง.ด.51 ออนไลน์ผ่าน e-Filing ทีละขั้นตอน ยื่นออนไลน์สะดวกกว่ายื่นกระดาษ แถมได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน ขั้นตอนมีดังนี้ ถ้ายังไม่มี Username สำหรับ e-Filing ให้สมัครผ่านเว็บกรมสรรพากรก่อน โดยใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก บทลงโทษที่ต้องรู้หากประมาณการผิดพลาด หรือยื่นล่าช้า การชำระภาษีครึ่งปีของนิติบุคคล หากประมาณการกำไรสุทธิต่ำเกินไป หรือยื่นล่าช้า ก็จะมีบทลงโทษพอสมควรเลยทีเดียว เพราะหากธุรกิจประมาณการกำไรสุทธิขาดเกินไปมากกว่า 25% ของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่ม 20% จากจำนวนภาษีที่ชำระขาด แต่การประมาณการกำไรสุทธิสูงเกินไป ไม่ถือว่าเป็นความผิดจึงไม่ต้องเสียค่าปรับ คำแนะนำเพื่อไม่ให้เสียค่าปรับ 20% ผู้ประกอบการควรทำการประมาณการกำไรสุทธิและยื่นภาษีครึ่งปีให้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นไว้ในรอบปีที่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากประมาณการกำไรสุทธิ 500,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริงสูงถึง 1,000,000 บาท ซึ่งนับเป็น 50% ก็จะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม หากประมาณการกำไรสุทธิ 749,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริง 1,000,000 บาท คำนวณเป็น 25.1% ต้องเสียค่าปรับ (เกิน 25% เพียง 0.1% ก็เข้าข่ายต้องเสียค่าปรับ) แต่ถ้าประมาณการกำไรสุทธิ 800,000 บาท มีกำไรสุทธิจริง 1,000,000 บาท นับเป็น 20% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ และไม่จำเป็นต้องเสียค่าปรับ ในส่วนของการยื่นล่าช้าจะมีค่าปรับฉบับละ 2,000 บาทและเสียเงินเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรา 67 ทวิ, มาตรา 67 ตรี และมาตรา 27 ประมวลรัษฎากร) ค่าปรับอาญาอาจดูไม่มาก แต่เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนสะสมได้เร็ว ยิ่งยื่นช้านานยิ่งเสียมาก จึงควรยื่นตามกำหนดเสมอ การชำระภาษีและสิทธิ์ในการขอคืน วิธีการชำระภาษีครึ่งปีของนิติบุคคลด้วย ภ.ง.ด.51 สามารถชำระพร้อมการยื่นแบบได้เลย และจำเป็นต้องชำระจำนวนเต็มในครั้งเดียวไม่สามารถผ่อนได้ ซึ่งช่องทางการชำระประกอบไปด้วย 8 ช่องทางดังนี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้ชำระภาษีเกิน ไม่สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้ทันที แต่สามารถเปลี่ยนเป็นเครดิตภาษีสำหรับใช้ในรอบภาษีถัดไปได้ ภ.ง.ด.50 กับ ภ.ง.ด.51 ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่างแบบ ภ.ง.ด.50 กับ ภ.ง.ด.51 อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ในบทความภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 สรุปครบ ส่วนความแตกต่างหลักสรุปได้ดังนี้ รายการ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ช่วงเวลา 6 เดือนแรกของรอบบัญชี ทั้งรอบบัญชี (12 เดือน) วิธีคำนวณ ประมาณการกำไรทั้งปี ใช้กำไรจริงจากงบการเงิน กำหนดยื่น ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี เอกสารแนบ ข้อมูลประมาณการ งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง กฎหมาย มาตรา 67 ทวิ มาตรา 68 ประมวลรัษฎากร สรุป: เตรียมยื่น ภ.ง.ด.51 ให้พร้อมก่อน deadline สิ่งที่ต้องทำ จัดการภาษีนิติบุคคลให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณดูข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายแบบ real-time สรุปกำไรขาดทุน 6 เดือนแรกได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยให้ประมาณการ ภ.ง.ด.51 ได้แม่นยำขึ้นและลดความเสี่ยงเรื่องเงินเพิ่ม ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.51 บริษัทที่ขาดทุนต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ไหม ต้องยื่นแบบเหมือนกัน แม้จะไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะการยื่นเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ถ้าไม่ยื่นจะถูกค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรอกกำไรสุทธิเป็น 0 แล้วส่งแบบได้เลย ยื่น ภ.ง.ด.51 แล้วพบว่าประมาณการผิด แก้ไขได้ไหม ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา ถ้าพบว่าจ่ายภาษีไว้น้อยไปก็ชำระเพิ่มได้ทันที ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งลดภาระเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้น ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม ภ.ง.ด.51 ได้ที่ไหน ดาวน์โหลดได้จากเว็บกรมสรรพากร ในหมวด “ดาวน์โหลดแบบแสดงรายการ” หรือจะยื่นผ่าน e-Filing โดยตรงก็ได้ ไม่ต้องดาวน์โหลดแบบฟอร์มแยก อัตราภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME คำนวณ ภ.ง.ด.51 ยังไง SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้สิทธิอัตราภาษีขั้นบันได กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3 ล้านบาทเสียภาษี 15% ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสียภาษี 20% ใช้อัตรานี้คำนวณจากกำไรครึ่งปี (กำไรประมาณการหาร 2) (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ถ้าจ่ายภาษี ภ.ง.ด.51 เกินจริง ขอคืนได้ไหม ได้ ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ประจำปี ถ้าภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด.51 รวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าภาษีจริงทั้งปี ส่วนเกินสามารถขอคืนภายใน 3 ปีนับจากวันสุดท้ายของกำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.50 คืออะไร กำหนดยื่น วิธียื่น สรุปครบ

ภ.ง.ด.50 คืออะไร? คำถามที่เจ้าของกิจการหน้าใหม่หลายท่านอาจสงสัย กับแบบยื่นเสียภาษีประจำปีของธุรกิจ ว่าต้องยื่นเมื่อไหร่ ใครต้องยื่นบ้าง และมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรให้สามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง บทความนี้เราพร้อมตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับแบบยื่นภาษีประจำปี นี้ให้คุณ ภ.ง.ด.50 คือเอกสารเกี่ยวข้องกับอะไร? ภ.ง.ด.50 คือ แบบที่ใช้สำหรับการยื่นแสดงรายการภาษีเงินได้ของธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประจำปี ที่จะเป็นการนำรายงานงบการเงินตั้งแต่รายได้ รายจ่าย กำไรสุทธิ และนำมาปรับปรุงให้เป็นกำไรทางภาษีเพื่อใช้คำนวณภาษีที่ต้องชำระรอบสิ้นสุดระยะบัญชี ใครบ้างที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีนี้? สำหรับนิติบุคคลที่.ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการนี้ คือ คือ บริษัทจำกัด บริษัทจำกัดมหาชน ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย รวมไปถึงบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนเปิดสาขาในประเทศไทย อย่างไรก็ตามจะมีนิติบุคคลบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น องค์กรภาครัฐ บริษัทที่เปิดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและต่างประเทศ และอื่น ๆ กำหนดเวลาการยื่น แบบแสดงรายการภาษีประจำปี การยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปีนี้ จะเป็นการยื่นหลังจากสิ้นรอบบัญชีในแต่ละปี ซึ่งมีกำหนดให้เจ้าของกิจการนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษี ต้องยื่นแบบแสดงรายการนี้ ภายใน 150 วันนับจากสิ้นรอบบัญชี ยกตัวอย่างการนับวันในการยื่นภาษี ในกรณีที่รอบบัญชีสิ้นปีคือวันที่ 31 ธ.ค. 2025 สามารถนับจำนวนวัน 150 วันได้เลย ดังนั้นวันสุดท้ายที่สามารถยื่นแบบแสดงรายการ คือ วันที่ 30 พ.ค. 2026 นั่นเอง แนะนำให้เจ้าของกิจการตรวจสอบกรอบในการยื่นเอกสาร และจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการยื่นล่าช้าที่มีทั้งค่าปรับ เงินเพิ่ม และเสี่ยงถูกตรวจสอบจากสรรพากร บทลงโทษหากไม่ได้ยื่น หรือยื่นล่าช้า แบบยื่นภาษีประจำปี คือ แบบยื่นด้านบัญชีที่สำคัญ และเจ้าของกิจการที่มีหน้าที่เสียภาษีส่วนนี้ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นจะมีบทลงโทษดังนี้ การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า และไม่ถูกต้อง มาพร้อมบทลงโทษมากมายที่นอกจากเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ยังมีโอกาสถูกตรวจสอบเพิ่ม ด้วยเหตุนี้เราขอแนะนำให้เจ้าของกิจการจัดการบริหารด้านภาษีด้วยความรอบคอบ ยื่นให้ตรงกรอบเวลาที่กำหนด และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเสมอ เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่น ในส่วนของเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่น จะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินเป็นส่วนใหญ่ โดยเอกสารที่ต้องใช้ประกอบไปด้วย จากเอกสารทั้ง 5 ส่วนจะเห็นเป็นเอกสารที่ใช้เพื่อเป็นหลักฐานการคำนวณภาษีที่ต้องชำระจากกำไรสุทธิจริง ทำให้ในส่วนนี้จะแตกต่างจาก ภงด 51 หรือแบบยื่นภาษีครึ่งปีของเจ้าของกิจการ ที่จะใช้การประมาณการกำไรสุทธิเพื่อคำนวณ นอกจากนี้ยังอาจมีการขอเอกสารอื่นเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรหากมีความจำเป็น วิธีการยื่นแบบแสดงรายการ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี สามารถทำการยื่นได้ 2 รูปแบบ ทั้งการยื่นเอกสารแบบกระดาษด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ หรือการยื่นผ่านระบบ e-Filing บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งรูปแบบหลังจะสะดวกมากกว่า และจะได้ขยายเวลาในการยื่นเพิ่มอีก 8 วันหลังจากครบกำหนด 150 วัน (มีกรอบเวลายื่น 158 วัน) เช่น หากระยะรอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.  2025 จะสามารถยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ได้ถึงวันที่ 7 มิ.ย. 2026 ภ.ง.ด.50 vs ภ.ง.ด.51 ต้องยื่นทั้งคู่ไหม? นอกจาก ภ.ง.ด.50 แล้ว เจ้าของกิจการอาจเคยได้ยิน ภ.ง.ด.51 หรือแบบภาษีครึ่งปีกันมาบ้าง ซึ่งในหนึ่งระยะรอบบัญชีเจ้าของกิจการจำเป็นต้องยื่นทั้งสองแบบ โดย ภ.ง.ด.50 จะเป็นแบบยื่นภาษีเมื่อสิ้นสุดระยะรอบบัญชี แต่ ภ.ง.ด.51 จะเป็นแบบยื่นภาษีครึ่งปี เพื่อจ่ายภาษีล่วงหน้าในกรณีที่มีกำไรในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งนี้ในกรณีที่ธุรกิจขาดทุนในช่วงครึ่งปีแรก เจ้าของกิจการไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 (ภาษีครึ่งปี) แต่ยังคงจำเป็นต้องยื่น ภ.ง.ด.50 (ภาษีประจำปี) เช่นเดิม วิธียื่น ภ.ง.ด.50 ออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ในปัจจุบันการยื่นแบบแสดงรายการนี้ สามารถทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยการยื่นผ่านระบบ e-Filling ที่เจ้าของกิจการหรือผู้ได้รับมอบหมายสามารถกรอกข้อมูลในแบบยื่น กรอกรายการคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนการชำระภาษีครบในที่เดียวผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถยื่นแบบด้วยตัวเองได้ที่เว็บไซต์ ? วิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับยื่น ภ.ง.ด.50 เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเข้าใจว่าสามารถใช้ตัวเลขจากงบการเงินในการคำนวณภาษีที่ต้องเสียได้ทันที แต่ตามความเป็นจริงแล้วต้องนำตัวเลขดังกล่าวมาทำการปรับปรุงจาก ‘กำไรทางบัญชี’ ให้เป็น ‘กำไรทางภาษี’ ก่อน เพื่อใช้ในการคำนวณ โดยมีวิธีการปรับปรุงเบื้องต้นดังนี้ นำตัวเลขทั้งสามส่วนมารวมกันก่อน จึงจะได้เป็นตัวเลขกำไรทางภาษีที่สามารถนำมาคำนวณภาษีที่ต้องเสีย ยกตัวอย่างการคำนวณ กำไรจากงบการเงิน 1,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายต้องห้าม 10,000 บาท เบี้ยปรับเงินเพิ่ม 5,000 บาท ดังนั้นกำไรทางภาษีคือ 1,015,000 บาท ซึ่งตัวเลข 1,015,000 คือตัวเลขของกำไรที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีจริง ถัดมาก็จะนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณกับ อัตราภาษี ตัวอย่างการคำนวณ กรณีที่มีอัตราภาษี 20% กำไรทางภาษี x 20% = ภาษีที่ต้องชำระ แทนสูตร 1,015,000 x 20% = 203,000 หลังจากนั้นให้นำภาษีที่ต้องชำระมาหักกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และจำนวนภาษีครึ่งปีที่เราได้ชำระไปในตอนยื่น ภ.ง.ด.51 เมื่อช่วงกลางปี ยกตัวอย่างเช่น มีรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายตลอดปีรวมกัน 50,000 บาท และชำระภาษีเงินได้ครึ่งปีไปแล้ว 30,000 บาท ให้นำตัวเลขมาหักลบออกจากภาษีที่ต้องชำระดังนี้ 203,000 – 50,000 – 30,000 = 123,000 บาท ดังนั้นหมายความว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระจริงคือ 123,000 บาท เคล็ดลับยื่น แบบแสดงรายการภาษีประจำปี ให้ถูกต้องและทันเวลา เพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี ให้ถูกต้องและทันเวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ เพื่อให้ไม่ให้เสียเงิน และเสียเวลาเพิ่มโดยใช้เหตุ เรามี 4 เคล็ดลับสำหรับเจ้าของกิจการมาฝากกัน เตรียมงบการเงินล่วงหน้า การเตรียมงบการเงินล่วงหน้าช่วยให้สามารถทำการปรับปรุงคำนวณภาษีได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรรอให้ใกล้ถึงเวลายื่นแบบแล้วค่อยจัดการ เพราะอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในการคำนวณได้ ตรวจสอบรายการบันทึกบัญชีให้ครบถ้วน การตรวจสอบรายการบัญชีให้ครบถ้วนก็เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญ โดยสามารถทำได้จากการ กระทบยอด (Bank Reconciliation) เพื่อเปรียบเทียบธุรกรรมจากธนาคาร และธุรกรรมที่ได้ทำการบันทึกบัญชีให้ตรงกัน ใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่มีประสบการณ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA เป็นบุคคลภายนอกบริษัทที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูล และความถูกต้องในงบการเงินของบริษัท การที่มีผู้สอบบัญชีที่มีประสบการณ์สูง ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความถูกต้องครบถ้วนในการคำนวณภาษี ใช้โปรแกรมบัญชี หรือบริการสำนักงานบัญชีช่วยจัดการ การใช้โปรแกรมบัญชีที่สามารถช่วยจัดการบัญชีได้อย่างเป็นระบบ บันทึกข้อมูลได้แม่นยำ และสามารถจัดการเอกสารด้านบัญชีและการเงินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้นักบัญชีในองค์กรสามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าธุรกิจของคุณยังไม่มีเจ้าหน้าที่บัญชีช่วยจัดการตรงส่วนนี้ อาจใช้บริการสำนักงานบัญชีเข้ามาช่วยจัดการด้านภาษีเพื่อความถูกต้องมากขึ้นได้เช่นกัน ภ.ง.ด.50 เอกสารสำคัญด้านภาษีที่เจ้าของกิจการควรรู้จัก เมื่ออ่านถึงตรงนี้เจ้าของกิจการน่าจะพอทราบกันมากขึ้นแล้วว่า ภ.ง.ด.50 คือ เอกสารที่ใช้สำหรับการยื่นภาษีประจำปี หากไม่ได้ยื่น ยื่นไม่ครบถ้วน หรือยื่นล่าช้าก็จะมาพร้อมค่าปรับ หรือเบี้ยปรับ และอาจนำไปสู่การตรวจสอบจากกรมสรรพากรได้เช่นกัน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ และตรวจสอบการยื่นภาษีประจำปีอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ซึ่งการเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับเจ้าของกิจการ ที่สามารถช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการจัดการภาษีได้ ด้วยฟีเจอร์ด้านการจัดการเอกสาร การบันทึกบัญชี และอื่น ๆ อีกมากมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.2 คืออะไร ใครต้องยื่น วิธียื่น และสิ่งที่ต้องรู้

ถ้าธุรกิจของคุณจ่ายดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าลิขสิทธิ์ให้บุคคลธรรมดา เรื่อง ภ.ง.ด.2 เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม เพราะถ้าหักภาษีไม่ถูกต้องหรือยื่นแบบไม่ทัน อาจโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสะสมทุกเดือน บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับแบบยื่นภาษีนี้ ตั้งแต่ความหมาย ใครต้องยื่น อัตราภาษี ไปจนถึงวิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing แบบทีละขั้นตอน ภ.ง.ด.2 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย) เป็นแบบฟอร์มที่ผู้จ่ายเงินได้ต้องใช้เมื่อจ่ายเงินได้ประเภทที่ 3 และประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดา แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงิน พูดง่ายๆ ว่า เวลาบริษัทจ่ายเงินประเภท “ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์” ให้คนทั่วไป ต้องหักภาษีไว้ส่วนหนึ่ง แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.2 นี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — แบบ ภ.ง.ด.2) เงินได้จากการลงทุน (เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)” ซึ่งเป็นรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ รายได้กลุ่มนี้พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะดอกเบี้ยและเงินปันผลที่แทบทุกธุรกิจเกี่ยวข้อง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ค่าลิขสิทธิ์) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3)” ซึ่งเป็นรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้นักแต่งเพลงคนหนึ่ง 50,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วนำส่งผ่านแบบยื่นนี้ ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 บ้าง ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 คือ “ผู้จ่ายเงินได้” ไม่ใช่ผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ ถ้าจ่ายเงินได้ประเภทเดียวกันให้นิติบุคคล ต้องใช้แบบ ภ.ง.ด.53 แทน ไม่ใช่ ภ.ง.ด.2 อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.2 อัตราหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ที่จ่าย ตารางด้านล่างสรุปอัตราที่พบบ่อยสำหรับ SME (ตามมาตรา 50(2) ประมวลรัษฎากร) ประเภทเงินได้ มาตรา อัตราหัก ณ ที่จ่าย ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตร 40(4)(ก) 15% ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 40(4)(ก) 15% เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร 40(4)(ข) 10% ผลต่างจากการไถ่ถอนตั๋วเงิน 40(4)(ก) 15% ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ 40(3) ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) กรณีค่าลิขสิทธิ์ ผู้จ่ายต้องคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งซับซ้อนกว่าอัตราคงที่ของเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อความถูกต้อง ภ.ง.ด.2 ต้องยื่นเมื่อไหร่ กำหนดเวลาที่ต้องรู้ กำหนดเวลายื่นขึ้นอยู่กับว่ายื่นแบบกระดาษหรือออนไลน์ (ตามมาตรา 52 ประมวลรัษฎากร) ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ตรงกับวันหยุด เลื่อนเป็นวันทำการถัดไป ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ได้เวลาเพิ่ม 8 วัน ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 (กระดาษ) หรือวันที่ 15 สิงหาคม 2569 (e-Filing) ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างแบบ ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก เพราะชื่อคล้ายกัน แต่ทั้งสองแบบมีจุดประสงค์ต่างกันชัดเจน ภ.ง.ด.2ก คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2ก คือ “แบบสรุปรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายประจำปี” สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เป็นแบบที่รวบรวมข้อมูลการหักภาษีทั้งปีไว้ในฉบับเดียว เพื่อให้กรมสรรพากรใช้ตรวจสอบข้อมูลกับแบบ ภ.ง.ด.2 รายเดือน ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างที่สำคัญ รายการ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2ก ประเภท แบบยื่นรายเดือน แบบสรุปรายปี ยื่นเมื่อไหร่ ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษี ปีละ 1 ครั้ง ภายในสิ้นเดือนมกราคมของปีถัดไป ข้อมูลที่แสดง รายการหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะเดือนนั้น สรุปรายการหักทั้ง 12 เดือนรวมกัน นำส่งภาษี ต้องนำส่งเงินภาษีพร้อมยื่นแบบ ไม่ต้องนำส่งเงินภาษี (สรุปข้อมูลอย่างเดียว) วิธียื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ผ่าน e-Filing ทีละขั้นตอน การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) ช่วยให้ได้เวลาเพิ่มถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และลดข้อผิดพลาดจากการกรอกแบบด้วยมือ เตรียมเอกสารก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเข้าระบบ ตัวอย่างการกรอกแบบ ภ.ง.ด.2 สมมุติว่า บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 2 ราย ในเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้รับเงิน เงินปันผลที่จ่าย อัตราหัก ภาษีที่หัก จ่ายจริง นาย ก (ชื่อสมมุติ) 100,000 บาท 10% 10,000 บาท 90,000 บาท นาง ข (ชื่อสมมุติ) 50,000 บาท 10% 5,000 บาท 45,000 บาท รวม 150,000 บาท 15,000 บาท 135,000 บาท ข้อมูลในตารางนี้คือสิ่งที่ต้องกรอกในใบแนบ ภ.ง.ด.2 โดยระบุชื่อ เลขบัตรประชาชน จำนวนเงิน และภาษีที่หักของผู้รับเงินแต่ละราย ตัวอย่างการบันทึกบัญชี สำหรับการจ่ายเงินปันผลรวม 150,000 บาท พร้อมหักภาษี 15,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม / เงินปันผลจ่าย 150,000 — เงินฝากธนาคาร — 135,000 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง — 15,000 เมื่อนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรแล้ว บันทึกอีกรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง 15,000 — เงินฝากธนาคาร — 15,000 ขั้นตอนยื่นผ่านเว็บกรมสรรพากร บทลงโทษ ถ้ายื่น ภ.ง.ด.2 ล่าช้า หรือไม่ยื่น การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยส่งผลทั้งทางแพ่งและอาญา ตัวอย่าง ถ้าบริษัทต้องนำส่งภาษี 15,000 บาท แต่ยื่นล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่มที่ต้องจ่ายเพิ่ม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง — 15,000 บาท เงินเพิ่ม 3 เดือน 15,000 × 1.5% × 3 675 บาท ค่าปรับอาญา — สูงสุด 2,000 บาท รวมที่ต้องจ่ายสูงสุด 17,675 บาท สรุป: ภ.ง.ด.2 เรื่องที่ผู้ประกอบการต้องรู้ จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นเรื่องง่ายด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายพร้อมระบุประเภทภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ในขั้นตอนเดียว ระบบคำนวณยอดภาษีให้อัตโนมัติ ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ทันที และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้พร้อมโหลด ไม่ต้องทำซ้ำ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.3 ต่างกันตรงไหน แบบ ภ.ง.ด.2 ใช้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ ส่วนแบบ ภ.ง.ด.3 ใช้สำหรับเงินได้ประเภทอื่นที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่าทรัพย์สิน วิธีจำง่ายคือ “ภ.ง.ด.2 สำหรับเงินได้จากการลงทุน ภ.ง.ด.3 สำหรับเงินได้จากการทำงาน” เดือนไหนไม่มีการจ่ายเงินได้ ต้องยื่นแบบเปล่าไหม ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 เป็นแบบที่ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษีจริงเท่านั้น ต่างจากแบบ ภ.พ.30 ที่ผู้จด VAT ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ยื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าไหม ต้องลงทะเบียนใช้งาน e-Filing ของกรมสรรพากรก่อน โดยเข้าไปที่ efiling.rd.go.th แล้วสมัครสมาชิกด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันทำการในการอนุมัติ แนะนำให้สมัครล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นเดือนแรก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

วางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับกิจการ SME

เจ้าของ SME หลายคนเคยเจอสถานการณ์ในทุกปลายปี ต้องเจอกับภาษีก้อนใหญ่ ที่หากไม่กันเงินสำรองไว้ล่วงหน้า อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณวางแผนภาษีนิติบุคคลได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่คำนวณว่าควรแบ่งเงินไว้กี่เปอร์เซ็นต์ จ่ายโบนัสหรือซื้อของช่วงไหนดี ไปจนถึงวางแผนภาษีธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงตลอดปี เงินสำรองภาษี คืออะไร เงินสำรองภาษี คือเงินที่กิจการแบ่งเก็บไว้ต่างหากในแต่ละเดือนหรือไตรมาส เพื่อให้มีเงินพร้อมจ่ายเมื่อถึงกำหนดยื่นภาษี โดยไม่ต้องไปกู้ยืมหรือดึงเงินในบัญชีธุรกิจมาใช้ในนาทีสุดท้าย โดยเหตุผลหลักที่ต้องกัน คือนิติบุคคลมีภาระภาษีหลายประเภทที่ทยอยจ่ายตลอดทั้งปี ถ้าไม่วางแผนภาษีล่วงหน้า เดือนที่ต้องจ่ายพร้อมกันหลายรายการอาจทำให้การเงินเข้าใกล้ขั้นวิกฤต ภาษีที่นิติบุคคลต้องจ่ายมีอะไรบ้าง นิติบุคคล (บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) มีภาระภาษีหลักที่ต้องรู้ ประเภทภาษี ความถี่ แบบฟอร์ม หมายเหตุ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ครึ่งปี + ประจำปี แบบภาษีครึ่งปีและประจำปี คิดจากกำไรสุทธิ อัตรา 15-20% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ทุกเดือน ภ.พ.30 7% ของยอดขาย ยื่นภายในวันที่ 15 เดือนถัดไป ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ทุกเดือน ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 หักจากค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า ฯลฯ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี ตามที่ อปท. กำหนด จ่ายให้ท้องถิ่น ไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร: ความรู้เรื่องภาษี) ปฏิทินภาษีนิติบุคคลตลอดปี ก่อนเริ่มวางแผนภาษี ต้องเห็นภาพรวมก่อนว่าเดือนไหนต้องจ่ายอะไรบ้าง ช่วงเวลา ภาษีที่ต้องจ่าย ทุกเดือน (ภายในวันที่ 7) ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 (หัก ณ ที่จ่าย) ทุกเดือน (ภายในวันที่ 15) ภ.พ.30 (VAT) เดือน 8 ของรอบบัญชี ภ.ง.ด.51 (ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี — ประมาณการจ่ายล่วงหน้า) ภายใน 150 วันหลังปิดรอบบัญชี ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี — จ่ายส่วนที่เหลือ) ม.ค.-เม.ย. (ตามท้องถิ่น) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เดือนที่หนักที่สุดมักเป็นช่วงยื่นภาษีประจำปี เพราะต้องจ่ายส่วนต่างก้อนใหญ่ ถ้าไม่เตรียมเงินไว้ จะตึงมาก เจ้าของกิจการ SME ควรกันเงินสำรองภาษีกี่ % ของรายได้ ถึงจะปลอดภัย? สำหรับ SME ที่เสียภาษีนิติบุคคลปกติ การวางแผนภาษีเริ่มจากการกันเงินไว้ประมาณ 3-7% ของรายได้รวมต่อเดือน โดยปรับตามอัตรากำไรของธุรกิจ สูตรคำนวณเงินสำรองภาษีเบื้องต้น หลักคิดง่าย ๆ คือ ประมาณการภาษีนิติบุคคลทั้งปีก่อน แล้วหารเฉลี่ยเป็นรายเดือน แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี สูตร: กำไรสุทธิ = รายได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่ายทั้งปี ตัวอย่าง SME รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี (ประมาณ) — 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายทั้งปี (ประมาณ) — 7,500,000 บาท กำไรสุทธิ (ประมาณ) 10,000,000 – 7,500,000 2,500,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษี CIT สูตร: ภาษี CIT = (กำไรสุทธิ – กำไรที่ยกเว้น) × อัตราภาษี SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้รับสิทธิ์วางแผนภาษีด้วยอัตราขั้นบันได (ข้อมูล ณ ปีภาษี 2569) กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีในขั้น 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 330,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษี CIT ทั้งปี (2,500,000 – 300,000) × 15% 330,000 บาท กันเงินต่อเดือน 330,000 ÷ 12 27,500 บาท คิดเป็น % ของรายได้ 330,000 ÷ 10,000,000 3.3% ขั้นที่ 3 — บวก VAT สุทธิและ WHT ที่ต้องนำส่ง ภาษีที่ต้องนำส่งรายเดือน (VAT สุทธิ + WHT) ให้บวกเพิ่มอีก 1-3% ตามลักษณะธุรกิจ รวมแล้วควรกันเงินไว้ประมาณ 5-7% ของรายได้ต่อเดือน ตัวอย่าง: SME 3 ระดับรายได้ รายได้/ปี อัตรากำไร ภาษี CIT ประมาณ กันเงิน/เดือน % ของรายได้ 5 ล้านบาท 20% ~120,000 บาท ~10,000 บาท ~2.4% 20 ล้านบาท 25% ~600,000 บาท ~50,000 บาท ~3% 50 ล้านบาท 20% ~1,700,000 บาท ~142,000 บาท ~3.4% ตัวเลขเหล่านี้เป็นเฉพาะภาษี CIT เท่านั้น เมื่อรวม VAT สุทธิและ WHT ที่ต้องนำส่ง รวมทั้งหมดจะอยู่ที่ 5-7% ของรายได้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แนะนำให้ใช้วางแผนภาษีนิติบุคคล เคล็ดลับการจัดการเงินสำรองในทางปฏิบัติ รู้ตัวเลขแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “ทำจริง” ให้เป็นระบบ เมื่อโอนเงินเข้าบัญชีสำรอง การบันทึกบัญชีเบื้องต้นจะเป็นแบบนี้ (ตัวอย่างโอนเงิน 27,500 บาทเข้าบัญชีสำรองภาษี) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินฝากธนาคาร — บัญชีสำรองภาษี 27,500 — เงินฝากธนาคาร — บัญชีหลัก — 27,500 การบันทึกนี้เป็นแค่การย้ายเงินระหว่างบัญชี ไม่ได้เกิดค่าใช้จ่ายใหม่ ภาษีจริงจะบันทึกเป็น “ภาษีเงินได้ค้างจ่าย” ตอนที่ยื่นแบบเสียภาษี จ่ายโบนัส ซื้อของ ทำแคมเปญ ช่วงไหนดี ไม่ให้กระทบภาษีและเงินหมุนเวียน ค่าใช้จ่ายที่วางแผนได้ เช่น โบนัสพนักงาน ซื้ออุปกรณ์ หรือทำแคมเปญการตลาด เป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ดี ถ้าเลือกจังหวะจ่ายให้ดี จะช่วยทั้งลดภาษีและรักษาสภาพคล่องไปพร้อมกัน เทคนิค timing ที่ใช้ได้จริง จ่ายก่อนปิดรอบบัญชี จะนับเป็นค่าใช้จ่ายในรอบนั้น ช่วยลดกำไรสุทธิ ลดภาษีได้ทันที เช่น ถ้ารอบบัญชีปิดเดือนธันวาคม การซื้ออุปกรณ์ในเดือนพฤศจิกายนจะนับเป็นค่าใช้จ่ายของปีนั้น จ่ายหลังสิ้นรอบปีบัญชี จะนับเป็นค่าใช้จ่ายของปีถัดไป เหมาะกับกรณีที่ปีนี้กำไรต่ำอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเร่งค่าใช้จ่าย สิ่งสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักภาษีได้ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง มีเอกสารครบถ้วน และไม่ใช่รายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร กำไรเยอะปีนี้ วางแผนอะไรล่วงหน้าได้บ้าง (ถูกกฎหมาย) ถ้าดูตัวเลขแล้วปีนี้กำไรสูงกว่าที่คาด สิ่งที่ทำได้คือ “เร่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและวางแผนไว้อยู่แล้ว” ให้เกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่สร้างค่าใช้จ่ายเทียม เร่งค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ค่าใช้จ่ายที่ดึงมาจ่ายก่อนได้ เช่น จัดโครงสร้างเงินเดือนกรรมการอย่างไร เจ้าของ SME หลายคนจ่ายเงินเดือนกรรมการต่ำมาก แล้วดึงกำไรออกเป็นเงินปันผล ซึ่งอาจไม่คุ้มทางภาษี เพราะเงินเดือนกรรมการหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ช่วยลด CIT ขณะที่เงินปันผลต้องเสียภาษีซ้อน (บริษัทเสีย CIT แล้ว กรรมการยังเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีก) แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อหาสมดุลระหว่างเงินเดือนกรรมการกับเงินปันผลที่เหมาะกับสถานการณ์ของธุรกิจ สิทธิประโยชน์ภาษีที่ SME ใช้ได้จริง สิทธิประโยชน์ เงื่อนไข ประโยชน์ อัตราภาษี CIT ขั้นบันได ทุนไม่เกิน 5 ล้าน + รายได้ไม่เกิน 30 ล้าน กำไร 300,000 แรกยกเว้นภาษี หักค่าอบรมพนักงาน 2 เท่า อบรมจากหน่วยงานที่ได้รับรอง ลดกำไรสุทธิเพิ่มอีก 1 เท่า หักค่าเสื่อมราคาเร่ง (คอมพิวเตอร์, ซอฟต์แวร์) เป็นทรัพย์สินของกิจการ หักได้เต็มจำนวนภายใน 3 ปี (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร: สิทธิประโยชน์ทางภาษี และ BOI: มาตรการส่งเสริมการลงทุน) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดการ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทุกเดือน การวางแผนภาษีธุรกิจให้ครบทุกประเภทจะช่วยลดความยุ่งยากได้มาก ขาดทุนหรือกำไรต่ำ ทำไมยังต้องจ่ายภาษีบางประเภท? คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ใช่ทุกภาษีที่คิดจากกำไร บางภาษีคิดจากยอดขายหรือจากการจ่ายเงินให้คนอื่น ไม่ว่ากิจการจะกำไรหรือขาดทุนก็ต้องจ่าย นี่คือเหตุผลที่การวางแผนภาษีต้องดูครบทุกประเภท ไม่ใช่แค่ CIT ภาษีที่ต้องจ่ายไม่ว่ากำไรหรือขาดทุน ภาษี เหตุผลที่ต้องจ่าย VAT (ภ.พ.30) คิดจากยอดขาย ไม่เกี่ยวกับกำไร ถ้าขายของได้ ต้องนำส่ง VAT ทุกเดือน หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3, 53) เกิดจากการจ่ายเงินให้ผู้อื่น เช่น จ้างฟรีแลนซ์ จ่ายค่าเช่า ต้องหักนำส่งทุกเดือนที่มีการจ่าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คิดจากมูลค่าทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับผลประกอบการ ประกันสังคม (สมทบนายจ้าง) คิดจากจำนวนพนักงาน ไม่เกี่ยวกับกำไร ขาดทุนสะสมใช้ลดภาษีได้กี่ปี ข่าวดีคือ ถ้าปีนี้ขาดทุน สามารถนำผลขาดทุนไปหักกำไรในปีถัดไปได้สูงสุด 5 รอบบัญชี ตามที่กฎหมายภาษีกำหนด เช่น ปีนี้ขาดทุน 500,000 บาท ปีหน้ามีกำไร 800,000 บาท ก็เสียภาษีเฉพาะส่วนต่าง 300,000 บาทเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องยื่นงบการเงินและแบบภาษีครบถ้วนทุกปี แม้ขาดทุนก็ต้องยื่น ถ้าไม่ยื่นจะเสียสิทธิ์นำขาดทุนไปใช้ Checklist วางแผนภาษีนิติบุคคลรายไตรมาส ใช้ checklist นี้วางแผนภาษีนิติบุคคลทุก 3 เดือน เพื่อไม่พลาดกำหนดยื่นและเตรียมเงินได้ทัน ไตรมาส รายการ Q1 (เดือน 1-3) ทบทวนเป้ารายได้และกำไรทั้งปี คำนวณภาษี CIT ที่ต้องแบ่งเก็บต่อเดือน ตรวจสอบว่าเปิดบัญชีแยกสำหรับเงินภาษีแล้วหรือยัง Q2 (เดือน 4-6) เปรียบเทียบกำไรจริงกับประมาณการ ปรับเงินสำรองถ้าจำเป็น เตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีครึ่งปี Q3 (เดือน 7-9) ยื่นภาษีครึ่งปีพร้อมจ่ายเงิน ประเมินว่ากำไรทั้งปีจะสูงหรือต่ำกว่าที่คาด วางแผนค่าใช้จ่ายที่เหลือ Q4 (เดือน 10-12) ตัดสินใจเรื่องซื้ออุปกรณ์ จ่ายโบนัส ก่อนสิ้นปี ตรวจสอบว่าเงินที่เตรียมไว้เพียงพอสำหรับจ่ายภาษีประจำปีต้นปีหน้า ปิดงบและเตรียมยื่นภาษีประจำปี สรุป: วางแผนภาษีนิติบุคคล เริ่มต้นจากเตรียมเงินให้เป็นระบบ อ่านเพิ่มเติม: วางแผนภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนปลายปี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินสำรองภาษีนิติบุคคล ถ้าประมาณการภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ผิดไปมาก จะมีบทลงโทษไหม? ถ้าประมาณการต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% จะต้องจ่ายเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่จ่ายขาดไป (ตามเกณฑ์ที่กฎหมายสรรพากรกำหนด) ดังนั้นควรประมาณการอย่างระมัดระวัง ใช้ตัวเลขจริงจากงบ 6 เดือนแรกเป็นฐาน ไม่ใช่เดาสุ่ม เงินสำรองภาษีต้องแสดงในงบการเงินไหม? เงินสำรองภาษีเป็นการบริหารเงินสดภายใน ไม่ใช่รายการทางบัญชีที่ต้องแสดงเป็น “สำรอง” ในงบ แต่ภาษีที่ค้างจ่ายจะแสดงเป็น “ภาษีเงินได้ค้างจ่าย” ในงบแสดงฐานะการเงิน ธุรกิจขนาดเล็กมาก (รายได้ไม่ถึงล้าน) จำเป็นต้องแบ่งเงินเตรียมไว้ไหม? แม้ภาษี CIT จะน้อย แต่ยังมี VAT (ถ้าจด) และหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องนำส่งทุกเดือน แนะนำให้แบ่งเงินไว้อย่างน้อย 2-3% ของรายได้ เพื่อไม่ให้สะดุดตอนถึงกำหนดจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ค่าใช้จ่ายต้องห้าม มีอะไรบ้าง สรุปครบ วิธีคำนวณบวกกลับ ฉบับ SME

ปิดงบสิ้นปีแล้วนักบัญชีบอกว่ามี “รายจ่ายต้องบวกกลับ” หลายรายการ ทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คิดไว้ — ปัญหานี้เกิดจากค่าใช้จ่ายต้องห้ามที่ไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปี บทความนี้อธิบายครบว่ารายจ่ายต้องห้ามมีอะไรบ้าง เจาะลึกเรื่องค่ารับรอง 0.3% พร้อมตัวอย่างคำนวณบวกกลับจริง ค่าใช้จ่ายต้องห้าม คืออะไร? ค่าใช้จ่ายต้องห้าม (Non-deductible Expenses) คือ รายจ่ายที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ในมาตรา 65 ตรี ว่าไม่ให้นำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พูดง่ายๆ คือ “จ่ายไปจริง บันทึกบัญชีได้ แต่ตอนคิดภาษีเอามาหักไม่ได้” ค่าใช้จ่ายทางบัญชี กับ ค่าใช้จ่ายทางภาษี ต่างกันอย่างไร? ทางบัญชี บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายทุกรายการที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับ ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ แต่ทางภาษี กรมสรรพากรมีกฎที่กำหนดว่ารายจ่ายบางอย่างใช้หักภาษีไม่ได้ ผลต่างตรงนี้ทำให้ “กำไรทางบัญชี” กับ “กำไรทางภาษี” ไม่เท่ากัน เจ้าของธุรกิจที่ไม่เข้าใจจุดนี้มักเสียภาษีมากกว่าที่ควร เพราะไม่ได้วางแผนค่าใช้จ่ายให้ถูกตั้งแต่ต้น ค่าใช้จ่ายต้องห้ามมีอะไรบ้าง (รายการที่พบบ่อย) มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ระบุรายจ่ายต้องห้ามไว้หลายข้อ ต่อไปนี้คือรายการที่ SME มักเจอบ่อยที่สุด ค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ รายจ่ายที่จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการหรือพนักงาน ไม่ใช่เพื่อกิจการ เช่น ค่าเสื้อผ้าส่วนตัว ค่าทำผม ค่าท่องเที่ยวครอบครัว — ถ้าไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง หักภาษีไม่ได้ ค่าปรับ เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับทางภาษี ถ้ายื่นภาษีช้าหรือจ่ายภาษีไม่ครบ กรมสรรพากรเรียกเก็บค่าปรับและเงินเพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม) รายจ่ายเหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามทั้งหมด บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบได้ แต่ต้องบวกกลับตอนคิดภาษี รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานหรือใบเสร็จไม่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ไม่มีหลักฐานการจ่าย หรือพิสูจน์ตัวผู้รับเงินไม่ได้ สรรพากรไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่าย เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจ่ายจริงหรือไม่ ค่าเสื่อมราคาที่เกินเกณฑ์ที่กำหนด สมมติซื้อรถยนต์นั่งมาใช้ในกิจการราคา 2 ล้านบาท กฎหมายให้คิดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 1 ล้านถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับ รายจ่ายที่เกินสมควร รายจ่ายที่จ่ายจริงแต่มูลค่าสูงเกินปกติเมื่อเทียบกับราคาตลาด เช่น ซื้อของราคา 10,000 บาทแต่จ่าย 50,000 บาท ส่วนที่เกินสมควรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม รายจ่ายต้องห้ามอื่นที่ควรรู้ นอกจากรายการข้างต้น ยังมีรายจ่ายต้องห้ามอื่นที่พบได้ เช่น ค่ารับรอง (Entertainment Expenses) คืออะไร ค่ารับรอง คือ ค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อรับรองลูกค้าหรือบุคคลภายนอกตามธรรมเนียมทางธุรกิจ เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรอง ค่าของขวัญ ค่าที่พัก เป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ แต่มีเพดาน ค่ารับรองทางภาษี: เงื่อนไขที่หักได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 กำหนดเงื่อนไขค่ารับรองที่เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนี้ ค่ารับรอง 0.3% คำนวณอย่างไร (พร้อมตัวอย่าง) ค่ารับรองที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องไม่เกินทั้ง 2 เงื่อนไขนี้พร้อมกัน สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ รายการ จำนวน รายได้ทั้งปี 20,000,000 บาท ทุนชำระแล้ว 5,000,000 บาท ค่ารับรองที่จ่ายจริงทั้งปี 100,000 บาท คำนวณเพดานค่ารับรอง ขั้นตอน วิธีคำนวณ จำนวนเงิน 0.3% ของรายได้ 20,000,000 × 0.3% 60,000 บาท 0.3% ของทุนชำระแล้ว 5,000,000 × 0.3% 15,000 บาท เพดานที่ใช้ (เลือกจำนวนที่มากกว่า) 60,000 บาท ค่ารับรองที่จ่ายจริง 100,000 บาท ส่วนที่เกิน = ค่าใช้จ่ายต้องห้าม 100,000 – 60,000 40,000 บาท ค่ารับรอง 60,000 บาทแรก หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ส่วนที่เกินอีก 40,000 บาท ต้อง “บวกกลับ” เข้าไปในกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ค่ารับรองใช้ได้เท่าไหร่ต่อคน ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งต้องไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับค่ารับรองที่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือของขวัญ ถ้ามอบสิ่งของ ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนเช่นกัน (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143) “ค่าใช้จ่ายบวกกลับ” คืออะไร ทำไมต้องบวกกลับ ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คือ ค่าใช้จ่ายที่ถูกบันทึกในบัญชีแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาคำนวณภาษี ต้องนำมา “บวกกลับ” เข้าไปในกำไรสุทธิ เพราะสรรพากรไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่าย เหตุผลที่ต้องบวกกลับ ก็เพราะกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษีคำนวณต่างกัน ทางบัญชีหักค่าใช้จ่ายทุกรายการ แต่ทางภาษีมีกฎว่ารายจ่ายบางอย่างหักไม่ได้ จึงต้องเอากลับมาบวกเข้าไปใหม่ ตัวอย่างการคำนวณบวกกลับค่าใช้จ่ายต้องห้าม สมมติ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ รายการ จำนวน กำไรสุทธิทางบัญชี 1,000,000 บาท ค่าปรับยื่นภาษีช้า 5,000 บาท ค่ารับรองส่วนเกินเพดาน 0.3% 40,000 บาท ค่าเสื่อมราคารถยนต์ส่วนเกิน 100,000 บาท คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี ขั้นตอน วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิทางบัญชี 1,000,000 บาท บวกกลับ: ค่าปรับ + 5,000 บาท บวกกลับ: ค่ารับรองเกินเพดาน + 40,000 บาท บวกกลับ: ค่าเสื่อมราคาเกินเกณฑ์ + 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี 1,000,000 + 145,000 1,145,000 บาท จะเห็นว่ากำไรทางภาษี (1,145,000 บาท) สูงกว่ากำไรทางบัญชี (1,000,000 บาท) ถึง 145,000 บาท ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องเสียภาษีจากฐาน 1,145,000 บาท ไม่ใช่ 1,000,000 บาท ค่ารับรองกับ VAT: ใช้ภาษีซื้อได้ไหม คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยมากคือ ค่ารับรองลูกค้านำภาษีซื้อ (VAT) มาเครดิตได้หรือไม่ คำตอบคือ ค่ารับรองที่อยู่ในเพดาน 0.3% และมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง สามารถนำภาษีซื้อมาหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง VAT คืออะไร) แต่ค่ารับรองส่วนที่เกินเพดาน 0.3% นำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ ต้องถือเป็นต้นทุนทั้งจำนวน ข้อควรระวังคือ ค่ารับรองที่เป็นค่าอาหารจากร้านที่ไม่ได้จด VAT จะไม่มีใบกำกับภาษี ก็จะนำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ตั้งแต่แรก วิธีบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายต้องห้าม ค่าใช้จ่ายต้องห้ามยังคงบันทึกในบัญชีตามปกติ ไม่ต้องแยกบัญชีพิเศษ แต่ตอนสิ้นปีที่ปรับปรุงกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ต้อง “บวกกลับ” รายจ่ายเหล่านี้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) เช่นเดียวกับที่ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เมื่อหักภาษีจากผู้รับเงิน สิ่งสำคัญคือต้องแยกรายการให้ชัดเจนว่ารายจ่ายไหนเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เพื่อให้ตอนปิดงบคำนวณบวกกลับได้ถูกต้อง ไม่ตกหล่น สรุป สิ่งที่ควรลงมือทำทันทีหลังอ่านบทความนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายแยกหมวด ดึงรายงานได้ทันที ไม่ต้องนั่งไล่หาว่ารายจ่ายไหนต้องบวกกลับตอนปิดงบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต้องห้าม ค่าใช้จ่ายต้องห้าม ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าใช้จ่ายต้องห้ามในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Non-deductible Expenses” หรือ “Prohibited Expenses” หมายถึงรายจ่ายที่ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ตามกฎหมาย ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งเกิน 2,000 บาท หักภาษีได้ไหม? ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งเกิน 2,000 บาท ส่วนที่เกินถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับ เช่น เลี้ยงลูกค้า 1 คน ค่าอาหาร 3,500 บาท หักได้แค่ 2,000 บาท อีก 1,500 บาทต้องบวกกลับ ค่าใช้จ่ายต้องห้ามอยู่หมวดบัญชีไหน ในการบันทึกบัญชี ค่าใช้จ่ายต้องห้ามบันทึกอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายปกติ (หมวด 5) ตามลักษณะของรายจ่ายนั้นๆ เช่น ค่าปรับอาจอยู่ในค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่ารับรองอยู่ในค่าใช้จ่ายในการขาย การแยกเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามจะทำตอนปรับปรุงภาษีสิ้นปี จะรู้ได้อย่างไรว่าค่าใช้จ่ายไหนต้องบวกกลับ วิธีง่ายที่สุดคือเช็ครายจ่ายทุกรายการกับเงื่อนไขในมาตรา 65 ตรี ถ้าตรงข้อไหนก็ต้องบวกกลับ ในทางปฏิบัติ ให้แยก flag รายจ่ายที่อาจเข้าข่ายไว้ตั้งแต่ตอนบันทึกบัญชี ไม่ต้องรอสิ้นปีค่อยมาหา จะช่วยลดความผิดพลาดได้มาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก