ค่าใช้จ่าย

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนแฝงที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้

เคยสงสัยไหม? ยอดขายออนไลน์พุ่งกระฉูด แพ็กของแทบไม่ทัน แต่พอสรุปยอดตอนสิ้นเดือนกลับไม่เห็นกำไรอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” และต้นทุนแฝงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ หากคุณไม่ได้นำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณในต้นทุนสินค้า คุณกำลังตกหลุมพรางทางธุรกิจที่ทำให้ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกค่าธรรมเนียม พร้อมแจกสูตรคำนวณต้นทุนแฝง และเช็กลิสต์วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด ทำไมการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงสำคัญ? ในการตั้งราคาสินค้า ผู้ประกอบการมือใหม่มักนึกถึงเพียง “ค่าสินค้า” และ “กำไรที่อยากได้” แต่ในโลก E-commerce มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักออกทันทีจากยอดขาย (Deduction) เช่น: การไม่นำค่าเหล่านี้มาคิดตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ขายดีมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิด” เพราะราคาขายจริงถูกหักต้นทุนแฝงไปมากกว่า 20-30% โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณต่อออเดอร์ โดยกำหนดให้ลูกค้าจ่าย 500 บาทต่อออเดอร์ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ดังนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าต้นทุนทั้งหมดคือ 368 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจควรใช้ในการตั้งราคาสินค้า แต่บางร้านค้าอาจเลือกคิดต้นทุนจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียวซึ่งมีมูลค่าเพียง 200 บาทเท่านั้น ทำให้ขายสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ดังนั้นในการตั้งราคาควรที่จะนำต้นทุนแฝงทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าวัสดุ ค่าส่งสินค้า หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มาคำนวณด้วยนั่นเอง ต้นทุนแฝงในธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระวัง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาสินค้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบในการขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงอะไรบ้างที่ควรรู้? ในส่วนนี้เรามาแนะนำให้คุณรู้จักแต่ละส่วนกัน เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากต้นทุนแฝงข้างต้น อาจพอเห็นกันแล้วว่า การขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีหลายข้อเช่นกัน ในส่วนนี้เราเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ให้ดูกัน สิ่งที่ธุรกิจ “ได้รับ” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากทันที พฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าที่จะต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ร้าน ทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในทันที 2. ระบบชำระเงินและการจัดการออเดอร์พร้อมใช้ การวางระบบเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะระบบที่จำเป็นในการขายสินค้าออนไลน์ เช่น ระบบการชำระเงิน หรือระบบการจัดการออเดอร์ ซึ่งแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นตัวกลางช่วยลดภาระในการจัดการวางระบบเหล่านี้ ให้กิจการสามารถเข้าถึงโอกาสขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. การตลาด/การโปรโมทของแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มได้ง่าย ทั้งยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 4. ลดภาระการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของตัวเอง ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นตัวกลางขายสินค้า หลายธุรกิจเลือกใช้วิธีสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง และจัดการระบบด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ช่วยลดภาระในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยสามารถนำสินค้ามาวางขาย ออกแบบหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้ สิ่งที่ธุรกิจ “ต้องเสีย” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมชำระเงินซึ่งลดกำไรต่อออเดอร์ แพลตฟอร์มจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มการใช้งาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมชำระเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งลดกำไรจากการขายสินค้าต่อออเดอร์ลงไปด้วย 2. ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์ม ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่มีประโยชน์ในการนำมาทำการตลาดต่อได้ แต่เมื่อเราขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นมักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม ทำให้การทำการตลาดกับลูกค้าที่เคยซื้อหรือรู้จักเราอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น 3. ข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่นหรือวิธีการขายบางอย่าง เมื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่น หรือวิธีการขายสินค้าอีกด้วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนในรูปแบบของการขาย 4. การคืนสินค้าและการแก้ไขปัญหาบางกรณีต้องเป็นไปตามนโยบายแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงในการขายสินค้าออนไลน์ คือบางครั้งลูกค้าอาจไม่พอใจสินค้า หรือสินค้าเกิดเสียหายระหว่างส่ง ทำให้จำเป็นต้องมีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจำเป็นต้องทำตามนโยบายของแพลตฟอร์ม 5. คู่แข่งปรากฏในที่เดียวกัน แข่งขันด้านราคาง่ายขึ้น การขายของออนไลน์เป็นการตัดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเป็นแนวทางการขายที่ทุกธุรกิจเข้าถึงได้ ทำให้มีการแข่งขันที่สูงกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกับเรา และเมื่อสินค้าที่ขายเหมือนกัน อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเห็นเหมือนกัน หนึ่งสิ่งที่มักแข่งขันกันคือราคา ทำให้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น เช็กลิสต์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เปิดให้บริการหลายแอปพลิเคชัน ซึ่งแต่ละแอปฯ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม การใช้งาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น เรามีเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการกัน 1. อัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สิ่งแรกเราแนะนำให้ดูอัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าจัดโปรโมชั่นบนแอปฯ หรือค่าใช้บริการรายเดือน สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกได้ 2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและเงื่อนไขการคืนเงิน ไม่เพียงแค่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือเงื่อนไขการคืนเงินก็ควรต้องได้รับการพิจารณาเช่นกัน โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และนโยบายเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการขอเงินคืน 3. ระยะเวลาการโอนเงินจากแพลตฟอร์มมายังร้าน แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จะมีรอบการโอนเงินจากสินค้าที่ขายได้มาให้เรากำหนดไว้ชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจได้ เพราะการที่รู้ว่าเราจะได้รับเงินจากการขายเมื่อไหร่ ทำให้สามารถวางแผนกระแสเงินสด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง อาจเลือกจากแพลตฟอร์มที่มีรอบการโอนเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจในเวลานั้น 4. นโยบายคืนสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคืนสินค้า ปัญหาการคืนสินค้าเป็นสิ่งที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ในการขายออนไลน์ นโยบายคืนสินค้าของแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันออกไป ควรศึกษาให้ละเอียด ในที่นี้รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะกระทบต่อต้นทุนการขายของเราได้ 5. การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าช่วยให้เราสามารถต่อยอดในการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม และเลือกให้ข้อมูลแก่ร้านค้าแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับข้อนี้แนะนำให้ลองเปรียบเทียบดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มให้ข้อมูลอะไรบ้าง หน้าตาของรายงานเป็นอย่างไร แล้ววิเคราะห์กับธุรกิจของเราว่าข้อมูลที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการต่อยอดหรือไม่ 6. ฟีเจอร์การตลาดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง  แต่ละแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์การตลาดให้ร้านค้าเลือกใช้งาน เช่น การออกคูปองลดราคาในวันพิเศษ หรือค่าปักหมุดร้านค้าเพิ่มการมองเห็น ซึ่งการทำการตลาดเหล่านี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 7. เงื่อนไขการลงขายแบบ Exclusive หรือข้อผูกมัดอื่น ๆ การขายสินค้าแบบ Exclusive ของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเงื่อนไขกำหนดอย่างชัดเจน แนะนำให้เปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อดูความคุ้มค่าให้มากที่สุด 8. ช่องทางการติดต่อและการช่วยเหลือเมื่อติดปัญหา การเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาแล้วไม่มีทีมงานคอยช่วย อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสได้ 9. จำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเรา ถึงแม้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่จะหายไป แต่การเลือกแพลตฟอร์มก็คล้ายกับการเลือกโลเคชั่นร้านพอสมควร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานเยอะเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เข้าใจค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อการขายให้ได้กำไร การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมไปถึงต้นทุนแฝงอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าและขายได้กำไรจริง ไม่เกิดปัญหา ขายดีแต่ทำไมยังขาดทุน อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่การเข้าใจเรื่องของต้นทุน แต่ความรู้เรื่องการเงินก็สำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการด้านบัญชี ภาษี หรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการบริหารบริษัทให้เติบโต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ก.ค. 2024

PEAK Account

12 min

“รายจ่ายทางบัญชี” ไม่เท่ากับ “รายจ่ายทางภาษี” เข้าใจความต่าง ช่วยกิจการประหยัดภาษีได้

ผู้ประกอบการหลายท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่า รายจ่ายที่บันทึกไว้ในระบบบัญชี ล้วนสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด แต่ความจริงแล้ว “รายจ่ายทางบัญชี” กับ “รายจ่ายทางภาษี” นั้นมีความแตกต่างกัน “ขาดทุนแต่ยังเสียภาษี” หรือ “กำไรน้อยแต่เสียภาษีเยอะ” เป็นประโยคที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของผู้ประกอบการหลายคน นั่นก็เพราะรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรทางบัญชี ไม่ได้มีความหมายเหมือนทางภาษีครับ ความแตกต่างระหว่างรายจ่ายทางบัญชีและรายจ่ายทางภาษี รายจ่ายทางบัญชี หมายถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่กิจการเกิดขึ้นในระหว่างรอบบัญชี รายจ่ายเหล่านี้ถูกบันทึกลงในงบการเงิน เพื่อสะท้อนถึงสภาพคล่องของกิจการ รวมถึงต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่า ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าแรงงาน เป็นต้น รายจ่ายทางบัญชีมีความสำคัญเนื่องจากจะส่งผลต่อกำไรสุทธิของกิจการ รายจ่ายทางภาษี หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายภาษียอมรับให้หักออกจากรายได้รวมของกิจการได้ก่อนที่จะคำนวณภาษี รายจ่ายเหล่านี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา หรือค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด เป็นต้น  ทำไม“กำไรทางบัญชี” ไม่เท่ากับ “กำไรทางภาษี” ยกตัวอย่าง เช่น กิจการมีรายได้ขายสินค้า 1,000,000 บาท มีค่าใช้จ่าย 400,000บาท ธุรกิจจึงมีกำไรทางบัญชี 600,000 บาท ถ้ากำไรเท่านี้ คิดในใจไว้ก่อนเลยว่าจะเสียภาษี 600,000 X 20% = 30,000 บาท แต่สมมติค่าใช้จ่ายมีการจ่ายเงินจริง แต่ไม่มีเอกสารรับรองที่น่าเชื่อถือว่าจ่ายให้ใคร หรือเอาค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาลงเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ แบบนี้สรรพากรจะไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้ เวลาคำนวณภาษีจะถูกคิดว่า รายได้ 1,000,000 แต่ค่าใช้จ่ายเป็น 0 บาท ทันที แปลว่าธุรกิจจะมีกำไรทางภาษี 1,000,000 บาท นำมาคำนวณภาษี 1,000,000X 20% =  200,000 บาท นั่นหมายความว่าต้องเสียภาษีถึง 200,000 บาทนั่นเอง PEAK ขอเล่า : เห็นไหมว่าถ้าเราเอารายได้ หักค่าใช้จ่ายทางบัญชีเป็นตัวตั้งจะได้กำไรตัวเลขหนึ่ง(ตอนคำนวณภาษีจะไม่ใช้กำไรทางบัญชีนี้) แต่พอคำนวณภาษีก็ต้องใช้รายได้ หักค่าใช้จ่ายตามนิยามภาษี ก็จะได้กำไรอีกตัวเลขหนึ่งไปคำนวณภาษีครับ รายจ่ายทางบัญชี ที่เป็น รายจ่ายทางภาษี “ไม่ได้” มีอะไรบ้าง? มาดูกัน ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะต้องสงสัยกันแน่ๆ ว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่ทางภาษีไม่ยอมรับบ้าง ผมได้เตรียมตัวอย่างที่เจอบ่อยๆ มาให้ดูกันครับ 1. รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ เช่น ซื้อของจริง จ่ายเงินจริง แต่ผู้ขายออกเอกสารให้ไม่ได้ เรามักจะเจอแบบนี้บ่อยๆ เวลาไปซื้อของในตลาด หรือร้านขายของชำที่จะออกเอกสารรับเงินให้เราไม่ได้ ทำให้สรรพากรไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราซื้อของไปจริง หรือว่าจ่ายไปเป็นค่าอะไร 2. รายจ่ายที่เอกสารไม่น่าเชื่อถือ เช่น ร้านค้าบางร้าน เขียนรายการสิ่งของที่เราซื้อในกระดาษเปล่าๆ ลายมือก็อ่านไม่ออกว่าเขียนอะไร แบบนี้สรรพากรมองว่าใครๆ ก็เขียนบนกระดาษเปล่าได้ ซึ่งตรวจสอบไม่ได้เลยว่าร้านค้าเป็นคนเขียน หรือว่าเราตกแต่งรายจ่ายโดยเขียนขึ้นมาเอง 3. รายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น กรรมการซื้อเสื้อผ้าส่วนตัว จ่ายค่าอาหารส่วนตัวแล้วเบิกบริษัท แบบนี้สรรพากรถือว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยเลย อีกทั้งกรรมการได้ผลประโยชน์ล้วนๆ  บทความนี้เราไม่ได้โฟกัสเรื่องของภาษีนะครับ ข้างบนเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นว่าเวลาพูดเรื่องทางบัญชีและภาษี ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป “บัญชี” ไม่เท่ากับ ”ภาษี” ทำไมต้องคิดให้แตกต่างกัน ทำไมไม่ทำให้มันเข้าใจง่ายๆ? จริงๆ แล้วมันก็มีเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เราไม่สามารถใช้กำไรทางบัญชีและทางภาษีเป็นตัวเดียวกันได้ แล้วสิ่งนั้นคืออะไร มีอะไรบ้าง ผมสรุปออกมาเป็นตารางแบบเข้าใจง่ายให้แล้วครับ ตารางสรุปความแตกต่างทางบัญชีและภาษี  Financial Accounting Tax Accounting วัตถุประสงค์ บัญชีการเงิน บัญชีภาษี เพื่อใช้สื่อสารข้อมูลทางการเงินให้กับผู้ใช้ข้อมูลภายนอก เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ หน่วยงานกำกับดูแล เพื่อใช้ในการคำนวณและจัดการด้านภาษี มาตรฐาน/กฎหมาย มาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการบัญชีประมวลรัษฎากร  ความรู้ที่ใช้ บัญชีตามมาตรฐาน กฎหมายบัญชี จะเห็นว่าทางบัญชีและภาษีที่แตกต่างกัน จริงๆ มาจากวัตถุประสงค์การใช้ที่ไม่เหมือนกัน พอวัตถุประสงค์ต่าง ก็ต้องใช้วิธีวัดที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์นั้นๆ ด้วย สิ่งที่ใช้วัดก็คือ มาตรฐานหรือกฎหมาย เพื่อกำหนดว่าสิ่งใดถูก ผิด อะไรทำได้ ไม่ได้นั่นเอง บัญชีการเงิน (Financial Accounting) คืออะไร ?  บัญชีการเงิน คือ บัญชีที่ใช้สำหรับส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) เป็นประจำทุกปี เพื่อสื่อสารข้อมูลทางการเงินให้กับผู้ใช้ข้อมูลภายนอกไม่ว่าจะเป็น นักลงทุน ผู้ให้กู้ หรือหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากมีบุคคลภายนอกใช้งบการเงินของเราไปตัดสินใจ ข้อมูลควรถูกต้อง ครบถ้วน และน่าเชื่อถือ ภาครัฐจึงกำหนดข้อมูลทางบัญชีนี้ต้องจัดทำภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐานการบัญชีไทย ซึ่งปัจจุบันมี 2 ฉบับใหญ่ๆ ได้แก่ มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ(PAEs) ใช้กับบริษัทมหาชน และมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ(NPAEs) ใช้กับบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นต้น ดังนั้นกำไรที่ได้จากบัญชีการเงิน เรียกว่า “กำไรทางบัญชี” นั่นเอง บัญชีภาษี (Tax Accounting) คืออะไร ?  บัญชีภาษี คือ การนำบัญชีทางการเงินมาปรับปรุงให้เป็นบัญชีทางภาษีเพื่อคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายให้ภาครัฐ และจะปรับปรุงเฉพาะรายการที่นิยามทางบัญชีและภาษีไม่เหมือนกัน เช่น ค่าใช้จ่ายทางบัญชีบางกรณี สรรพากรไม่ยอมรับให้เป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ตอนคำนวณภาษี  จากตัวอย่างที่เคยยกไป เช่น กิจการจ่ายค่าใช้จ่ายไปจริง แต่ไม่มีเอกสารที่น่าเชื่อถือประกอบการจ่ายเงิน แบบนี้ทางบัญชีให้เป็นรายจ่ายได้ แต่ทางบัญชีจะไม่ถือว่าเป็นรายจ่าย เวลาคำนวณภาษีจึงเสียภาษีมากขึ้น พอเป็นเรื่องภาษี จึงควรมีความเท่าเทียมในการจัดเก็บภาษีของแต่ละกิจการ ภาครัฐจึงออกกฎหมายฉบับหนึ่งที่เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร” มาเป็นมาตรฐานในการกำหนดนิยามรายได้ ค่าใช้จ่ายทางภาษีคืออะไร และต้องยื่นภาษี ยื่นอย่างไร เป็นต้น ดังนั้นกำไรทางบัญชีที่ปรับปรุงทางภาษีแล้ว เรียกว่า “กำไรทางภาษี” นั่นเองครับ ผมหวังว่าทุกคนน่าจะเข้าใจความหมายของ “บัญชี” ไม่เท่ากับ “ภาษี” กันมากขึ้นนะครับ จะได้เข้าใจว่าตัวเลขบัญชีเป็นแบบนี้ ทำไมนักบัญชีถึงคำนวณภาษีออกมาไม่ตามที่เห็นตัวเลขทางบัญชี และสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกต่างนั้นก็มาจากวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยบัญชีการเงิน ใช้สื่อสารข้อมูลทางการเงินให้กับผู้ใช้ข้อมูลภายนอก เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ หน่วยงานกำกับดูแล ส่วนบัญชีภาษี จะใช้เพื่อคำนวณภาษีและนำส่งภาษีแก่ภาครัฐ ใน Ep ถัดๆไป เราจะเริ่มเจาะลึกเข้าไปในเรื่องบัญชีและภาษีมากขึ้น โดยจะเริ่มจากการใช้บัญชีในการบริหารกิจการให้มีระบบ กับหัวข้อ “บัญชีทำให้ตรง ลดความงงในการบริหาร” รอติดตามตอนถัดไปได้เลย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยผู้ประกอบการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ รองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนแฝงที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้

เคยสงสัยไหม? ยอดขายออนไลน์พุ่งกระฉูด แพ็กของแทบไม่ทัน แต่พอสรุปยอดตอนสิ้นเดือนกลับไม่เห็นกำไรอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” และต้นทุนแฝงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ หากคุณไม่ได้นำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณในต้นทุนสินค้า คุณกำลังตกหลุมพรางทางธุรกิจที่ทำให้ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกค่าธรรมเนียม พร้อมแจกสูตรคำนวณต้นทุนแฝง และเช็กลิสต์วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด ทำไมการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงสำคัญ? ในการตั้งราคาสินค้า ผู้ประกอบการมือใหม่มักนึกถึงเพียง “ค่าสินค้า” และ “กำไรที่อยากได้” แต่ในโลก E-commerce มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักออกทันทีจากยอดขาย (Deduction) เช่น: การไม่นำค่าเหล่านี้มาคิดตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ขายดีมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิด” เพราะราคาขายจริงถูกหักต้นทุนแฝงไปมากกว่า 20-30% โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณต่อออเดอร์ โดยกำหนดให้ลูกค้าจ่าย 500 บาทต่อออเดอร์ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ดังนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าต้นทุนทั้งหมดคือ 368 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจควรใช้ในการตั้งราคาสินค้า แต่บางร้านค้าอาจเลือกคิดต้นทุนจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียวซึ่งมีมูลค่าเพียง 200 บาทเท่านั้น ทำให้ขายสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ดังนั้นในการตั้งราคาควรที่จะนำต้นทุนแฝงทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าวัสดุ ค่าส่งสินค้า หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มาคำนวณด้วยนั่นเอง ต้นทุนแฝงในธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระวัง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาสินค้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบในการขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงอะไรบ้างที่ควรรู้? ในส่วนนี้เรามาแนะนำให้คุณรู้จักแต่ละส่วนกัน เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากต้นทุนแฝงข้างต้น อาจพอเห็นกันแล้วว่า การขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีหลายข้อเช่นกัน ในส่วนนี้เราเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ให้ดูกัน สิ่งที่ธุรกิจ “ได้รับ” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากทันที พฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าที่จะต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ร้าน ทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในทันที 2. ระบบชำระเงินและการจัดการออเดอร์พร้อมใช้ การวางระบบเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะระบบที่จำเป็นในการขายสินค้าออนไลน์ เช่น ระบบการชำระเงิน หรือระบบการจัดการออเดอร์ ซึ่งแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นตัวกลางช่วยลดภาระในการจัดการวางระบบเหล่านี้ ให้กิจการสามารถเข้าถึงโอกาสขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. การตลาด/การโปรโมทของแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มได้ง่าย ทั้งยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 4. ลดภาระการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของตัวเอง ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นตัวกลางขายสินค้า หลายธุรกิจเลือกใช้วิธีสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง และจัดการระบบด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ช่วยลดภาระในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยสามารถนำสินค้ามาวางขาย ออกแบบหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้ สิ่งที่ธุรกิจ “ต้องเสีย” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมชำระเงินซึ่งลดกำไรต่อออเดอร์ แพลตฟอร์มจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มการใช้งาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมชำระเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งลดกำไรจากการขายสินค้าต่อออเดอร์ลงไปด้วย 2. ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์ม ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่มีประโยชน์ในการนำมาทำการตลาดต่อได้ แต่เมื่อเราขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นมักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม ทำให้การทำการตลาดกับลูกค้าที่เคยซื้อหรือรู้จักเราอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น 3. ข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่นหรือวิธีการขายบางอย่าง เมื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่น หรือวิธีการขายสินค้าอีกด้วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนในรูปแบบของการขาย 4. การคืนสินค้าและการแก้ไขปัญหาบางกรณีต้องเป็นไปตามนโยบายแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงในการขายสินค้าออนไลน์ คือบางครั้งลูกค้าอาจไม่พอใจสินค้า หรือสินค้าเกิดเสียหายระหว่างส่ง ทำให้จำเป็นต้องมีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจำเป็นต้องทำตามนโยบายของแพลตฟอร์ม 5. คู่แข่งปรากฏในที่เดียวกัน แข่งขันด้านราคาง่ายขึ้น การขายของออนไลน์เป็นการตัดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเป็นแนวทางการขายที่ทุกธุรกิจเข้าถึงได้ ทำให้มีการแข่งขันที่สูงกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกับเรา และเมื่อสินค้าที่ขายเหมือนกัน อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเห็นเหมือนกัน หนึ่งสิ่งที่มักแข่งขันกันคือราคา ทำให้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น เช็กลิสต์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เปิดให้บริการหลายแอปพลิเคชัน ซึ่งแต่ละแอปฯ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม การใช้งาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น เรามีเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการกัน 1. อัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สิ่งแรกเราแนะนำให้ดูอัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าจัดโปรโมชั่นบนแอปฯ หรือค่าใช้บริการรายเดือน สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกได้ 2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและเงื่อนไขการคืนเงิน ไม่เพียงแค่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือเงื่อนไขการคืนเงินก็ควรต้องได้รับการพิจารณาเช่นกัน โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และนโยบายเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการขอเงินคืน 3. ระยะเวลาการโอนเงินจากแพลตฟอร์มมายังร้าน แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จะมีรอบการโอนเงินจากสินค้าที่ขายได้มาให้เรากำหนดไว้ชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจได้ เพราะการที่รู้ว่าเราจะได้รับเงินจากการขายเมื่อไหร่ ทำให้สามารถวางแผนกระแสเงินสด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง อาจเลือกจากแพลตฟอร์มที่มีรอบการโอนเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจในเวลานั้น 4. นโยบายคืนสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคืนสินค้า ปัญหาการคืนสินค้าเป็นสิ่งที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ในการขายออนไลน์ นโยบายคืนสินค้าของแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันออกไป ควรศึกษาให้ละเอียด ในที่นี้รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะกระทบต่อต้นทุนการขายของเราได้ 5. การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าช่วยให้เราสามารถต่อยอดในการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม และเลือกให้ข้อมูลแก่ร้านค้าแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับข้อนี้แนะนำให้ลองเปรียบเทียบดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มให้ข้อมูลอะไรบ้าง หน้าตาของรายงานเป็นอย่างไร แล้ววิเคราะห์กับธุรกิจของเราว่าข้อมูลที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการต่อยอดหรือไม่ 6. ฟีเจอร์การตลาดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง  แต่ละแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์การตลาดให้ร้านค้าเลือกใช้งาน เช่น การออกคูปองลดราคาในวันพิเศษ หรือค่าปักหมุดร้านค้าเพิ่มการมองเห็น ซึ่งการทำการตลาดเหล่านี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 7. เงื่อนไขการลงขายแบบ Exclusive หรือข้อผูกมัดอื่น ๆ การขายสินค้าแบบ Exclusive ของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเงื่อนไขกำหนดอย่างชัดเจน แนะนำให้เปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อดูความคุ้มค่าให้มากที่สุด 8. ช่องทางการติดต่อและการช่วยเหลือเมื่อติดปัญหา การเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาแล้วไม่มีทีมงานคอยช่วย อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสได้ 9. จำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเรา ถึงแม้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่จะหายไป แต่การเลือกแพลตฟอร์มก็คล้ายกับการเลือกโลเคชั่นร้านพอสมควร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานเยอะเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เข้าใจค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อการขายให้ได้กำไร การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมไปถึงต้นทุนแฝงอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าและขายได้กำไรจริง ไม่เกิดปัญหา ขายดีแต่ทำไมยังขาดทุน อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่การเข้าใจเรื่องของต้นทุน แต่ความรู้เรื่องการเงินก็สำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการด้านบัญชี ภาษี หรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการบริหารบริษัทให้เติบโต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ก.ค. 2024

PEAK Account

12 min

“รายจ่ายทางบัญชี” ไม่เท่ากับ “รายจ่ายทางภาษี” เข้าใจความต่าง ช่วยกิจการประหยัดภาษีได้

ผู้ประกอบการหลายท่านอาจเข้าใจผิดคิดว่า รายจ่ายที่บันทึกไว้ในระบบบัญชี ล้วนสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด แต่ความจริงแล้ว “รายจ่ายทางบัญชี” กับ “รายจ่ายทางภาษี” นั้นมีความแตกต่างกัน “ขาดทุนแต่ยังเสียภาษี” หรือ “กำไรน้อยแต่เสียภาษีเยอะ” เป็นประโยคที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของผู้ประกอบการหลายคน นั่นก็เพราะรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรทางบัญชี ไม่ได้มีความหมายเหมือนทางภาษีครับ ความแตกต่างระหว่างรายจ่ายทางบัญชีและรายจ่ายทางภาษี รายจ่ายทางบัญชี หมายถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่กิจการเกิดขึ้นในระหว่างรอบบัญชี รายจ่ายเหล่านี้ถูกบันทึกลงในงบการเงิน เพื่อสะท้อนถึงสภาพคล่องของกิจการ รวมถึงต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าเช่า ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าแรงงาน เป็นต้น รายจ่ายทางบัญชีมีความสำคัญเนื่องจากจะส่งผลต่อกำไรสุทธิของกิจการ รายจ่ายทางภาษี หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายภาษียอมรับให้หักออกจากรายได้รวมของกิจการได้ก่อนที่จะคำนวณภาษี รายจ่ายเหล่านี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา หรือค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด เป็นต้น  ทำไม“กำไรทางบัญชี” ไม่เท่ากับ “กำไรทางภาษี” ยกตัวอย่าง เช่น กิจการมีรายได้ขายสินค้า 1,000,000 บาท มีค่าใช้จ่าย 400,000บาท ธุรกิจจึงมีกำไรทางบัญชี 600,000 บาท ถ้ากำไรเท่านี้ คิดในใจไว้ก่อนเลยว่าจะเสียภาษี 600,000 X 20% = 30,000 บาท แต่สมมติค่าใช้จ่ายมีการจ่ายเงินจริง แต่ไม่มีเอกสารรับรองที่น่าเชื่อถือว่าจ่ายให้ใคร หรือเอาค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาลงเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ แบบนี้สรรพากรจะไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในทางภาษีได้ เวลาคำนวณภาษีจะถูกคิดว่า รายได้ 1,000,000 แต่ค่าใช้จ่ายเป็น 0 บาท ทันที แปลว่าธุรกิจจะมีกำไรทางภาษี 1,000,000 บาท นำมาคำนวณภาษี 1,000,000X 20% =  200,000 บาท นั่นหมายความว่าต้องเสียภาษีถึง 200,000 บาทนั่นเอง PEAK ขอเล่า : เห็นไหมว่าถ้าเราเอารายได้ หักค่าใช้จ่ายทางบัญชีเป็นตัวตั้งจะได้กำไรตัวเลขหนึ่ง(ตอนคำนวณภาษีจะไม่ใช้กำไรทางบัญชีนี้) แต่พอคำนวณภาษีก็ต้องใช้รายได้ หักค่าใช้จ่ายตามนิยามภาษี ก็จะได้กำไรอีกตัวเลขหนึ่งไปคำนวณภาษีครับ รายจ่ายทางบัญชี ที่เป็น รายจ่ายทางภาษี “ไม่ได้” มีอะไรบ้าง? มาดูกัน ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะต้องสงสัยกันแน่ๆ ว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่ทางภาษีไม่ยอมรับบ้าง ผมได้เตรียมตัวอย่างที่เจอบ่อยๆ มาให้ดูกันครับ 1. รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ เช่น ซื้อของจริง จ่ายเงินจริง แต่ผู้ขายออกเอกสารให้ไม่ได้ เรามักจะเจอแบบนี้บ่อยๆ เวลาไปซื้อของในตลาด หรือร้านขายของชำที่จะออกเอกสารรับเงินให้เราไม่ได้ ทำให้สรรพากรไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราซื้อของไปจริง หรือว่าจ่ายไปเป็นค่าอะไร 2. รายจ่ายที่เอกสารไม่น่าเชื่อถือ เช่น ร้านค้าบางร้าน เขียนรายการสิ่งของที่เราซื้อในกระดาษเปล่าๆ ลายมือก็อ่านไม่ออกว่าเขียนอะไร แบบนี้สรรพากรมองว่าใครๆ ก็เขียนบนกระดาษเปล่าได้ ซึ่งตรวจสอบไม่ได้เลยว่าร้านค้าเป็นคนเขียน หรือว่าเราตกแต่งรายจ่ายโดยเขียนขึ้นมาเอง 3. รายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น กรรมการซื้อเสื้อผ้าส่วนตัว จ่ายค่าอาหารส่วนตัวแล้วเบิกบริษัท แบบนี้สรรพากรถือว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทโดยเลย อีกทั้งกรรมการได้ผลประโยชน์ล้วนๆ  บทความนี้เราไม่ได้โฟกัสเรื่องของภาษีนะครับ ข้างบนเป็นการยกตัวอย่างให้เห็นว่าเวลาพูดเรื่องทางบัญชีและภาษี ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป “บัญชี” ไม่เท่ากับ ”ภาษี” ทำไมต้องคิดให้แตกต่างกัน ทำไมไม่ทำให้มันเข้าใจง่ายๆ? จริงๆ แล้วมันก็มีเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้เราไม่สามารถใช้กำไรทางบัญชีและทางภาษีเป็นตัวเดียวกันได้ แล้วสิ่งนั้นคืออะไร มีอะไรบ้าง ผมสรุปออกมาเป็นตารางแบบเข้าใจง่ายให้แล้วครับ ตารางสรุปความแตกต่างทางบัญชีและภาษี  Financial Accounting Tax Accounting วัตถุประสงค์ บัญชีการเงิน บัญชีภาษี เพื่อใช้สื่อสารข้อมูลทางการเงินให้กับผู้ใช้ข้อมูลภายนอก เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ หน่วยงานกำกับดูแล เพื่อใช้ในการคำนวณและจัดการด้านภาษี มาตรฐาน/กฎหมาย มาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการบัญชีประมวลรัษฎากร  ความรู้ที่ใช้ บัญชีตามมาตรฐาน กฎหมายบัญชี จะเห็นว่าทางบัญชีและภาษีที่แตกต่างกัน จริงๆ มาจากวัตถุประสงค์การใช้ที่ไม่เหมือนกัน พอวัตถุประสงค์ต่าง ก็ต้องใช้วิธีวัดที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์นั้นๆ ด้วย สิ่งที่ใช้วัดก็คือ มาตรฐานหรือกฎหมาย เพื่อกำหนดว่าสิ่งใดถูก ผิด อะไรทำได้ ไม่ได้นั่นเอง บัญชีการเงิน (Financial Accounting) คืออะไร ?  บัญชีการเงิน คือ บัญชีที่ใช้สำหรับส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) เป็นประจำทุกปี เพื่อสื่อสารข้อมูลทางการเงินให้กับผู้ใช้ข้อมูลภายนอกไม่ว่าจะเป็น นักลงทุน ผู้ให้กู้ หรือหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากมีบุคคลภายนอกใช้งบการเงินของเราไปตัดสินใจ ข้อมูลควรถูกต้อง ครบถ้วน และน่าเชื่อถือ ภาครัฐจึงกำหนดข้อมูลทางบัญชีนี้ต้องจัดทำภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐานการบัญชีไทย ซึ่งปัจจุบันมี 2 ฉบับใหญ่ๆ ได้แก่ มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ(PAEs) ใช้กับบริษัทมหาชน และมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ(NPAEs) ใช้กับบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นต้น ดังนั้นกำไรที่ได้จากบัญชีการเงิน เรียกว่า “กำไรทางบัญชี” นั่นเอง บัญชีภาษี (Tax Accounting) คืออะไร ?  บัญชีภาษี คือ การนำบัญชีทางการเงินมาปรับปรุงให้เป็นบัญชีทางภาษีเพื่อคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายให้ภาครัฐ และจะปรับปรุงเฉพาะรายการที่นิยามทางบัญชีและภาษีไม่เหมือนกัน เช่น ค่าใช้จ่ายทางบัญชีบางกรณี สรรพากรไม่ยอมรับให้เป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ตอนคำนวณภาษี  จากตัวอย่างที่เคยยกไป เช่น กิจการจ่ายค่าใช้จ่ายไปจริง แต่ไม่มีเอกสารที่น่าเชื่อถือประกอบการจ่ายเงิน แบบนี้ทางบัญชีให้เป็นรายจ่ายได้ แต่ทางบัญชีจะไม่ถือว่าเป็นรายจ่าย เวลาคำนวณภาษีจึงเสียภาษีมากขึ้น พอเป็นเรื่องภาษี จึงควรมีความเท่าเทียมในการจัดเก็บภาษีของแต่ละกิจการ ภาครัฐจึงออกกฎหมายฉบับหนึ่งที่เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร” มาเป็นมาตรฐานในการกำหนดนิยามรายได้ ค่าใช้จ่ายทางภาษีคืออะไร และต้องยื่นภาษี ยื่นอย่างไร เป็นต้น ดังนั้นกำไรทางบัญชีที่ปรับปรุงทางภาษีแล้ว เรียกว่า “กำไรทางภาษี” นั่นเองครับ ผมหวังว่าทุกคนน่าจะเข้าใจความหมายของ “บัญชี” ไม่เท่ากับ “ภาษี” กันมากขึ้นนะครับ จะได้เข้าใจว่าตัวเลขบัญชีเป็นแบบนี้ ทำไมนักบัญชีถึงคำนวณภาษีออกมาไม่ตามที่เห็นตัวเลขทางบัญชี และสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกต่างนั้นก็มาจากวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยบัญชีการเงิน ใช้สื่อสารข้อมูลทางการเงินให้กับผู้ใช้ข้อมูลภายนอก เช่น นักลงทุน เจ้าหนี้ หน่วยงานกำกับดูแล ส่วนบัญชีภาษี จะใช้เพื่อคำนวณภาษีและนำส่งภาษีแก่ภาครัฐ ใน Ep ถัดๆไป เราจะเริ่มเจาะลึกเข้าไปในเรื่องบัญชีและภาษีมากขึ้น โดยจะเริ่มจากการใช้บัญชีในการบริหารกิจการให้มีระบบ กับหัวข้อ “บัญชีทำให้ตรง ลดความงงในการบริหาร” รอติดตามตอนถัดไปได้เลย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยผู้ประกอบการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ รองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก