PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์
“เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ

ยกระดับการทำบัญชีของคุณให้มีประสิทธิภาพด้วย ซอฟต์แวร์บัญชี PEAK ใช้งานบนระบบ Cloud 100% พร้อมเทคโนโลยี AI และรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจากภายนอก
ลดภาระงานเอกสาร ประหยัดเวลา  และวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

30,000

บริษัท

วางใจใช้งาน PEAK

1,800

สำนักงานบัญชี

ที่ช่วยดูแลลูกค้าร่วมกับเรา

8

ล้านรายการ/เดือน

เอกสารที่สร้างจากระบบ

80,000

ล้านบาท/เดือน

มูลค่ารายการค้าต่อเดือน

พันธมิตรและสถาบันการศึกษาในความร่วมมือ



โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปที่เข้าใจเจ้าของกิจการและนักบัญชี

  • เจ้าของกิจการ
  • นักบัญชี
รู้ต้นทุน รู้กำไร รู้สต็อกสินค้า
ธุรกิจซื้อมาขายไป

รู้ต้นทุน รู้กำไร รู้สต็อกสินค้า
ออกใบแจ้งหนี้ วางบิลได้ครบถ้วน

ช่วยคุณติดตามยอดขาย ต้นทุน และกำไรของสินค้า เก็บประวัติการซื้อขาย ดูแนวโน้มราคา จดจำราคาลูกค้า กำหนดวงเงินการขายเชื่อ และเครดิตเทอมแต่ละราย ช่วยคุณออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีที่ดูน่าเชื่อถือ

รู้ต้นทุน และกำไรได้ทันที
บันทึกเคลื่อนไหวสต็อกอัตโนมัติ
ดูประวัติ แนวโน้มราคา
เอกสารสวยงาม น่าเชื่อถือ
เชื่อมต่อข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์
ธุรกิจ e-Commerce

เชื่อมต่อข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์ลงบัญชีได้โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ

เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำบัญชี ลดเวลาการคีย์ข้อมูล ลดข้อผิดพลาด รองรับทั้งการเชื่อมต่อผ่าน API เพื่อบันทึกรายการอัตโนมัติ หรือการนำเข้าข้อมูลเป็นชุดผ่านไฟล์ Excel ไม่ต้องคีย์ทีละรายการ

API ที่ PEAK เชื่อมต่อ
อัปโหลดข้อมูลจากไฟล์ Excel หรือจากแพลตฟอร์ม e-Commerce
รองรับการเชื่อมต่อผ่าน API บันทึกรายการอัตโนมัติ
บริการธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
ธุรกิจบริการ

บริการธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
ช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

สร้างเอกสารธุรกิจดูมืออาชีพ กำหนดข้อมูลที่แสดง โลโก้ คำศัพท์ หรือแม้แต่สีบนเอกสารได้ รองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การสร้างเอกสารอัตโนมัติตามรอบ ดูกำไร ขาดทุนรายโครงการ บริหารงานออนไลน์จากที่ไหนก็ได้

เอกสารสวยงาม มืออาชีพ
เก็บข้อมูลตามโครงการ แผนก ฯลฯ
รองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
สร้างใบแจ้งหนี้อัตโนมัติตามรอบ
นักบัญชีไม่ต้องคีย์ซ้ำ

ลงบัญชี ไม่ต้องคีย์ซ้ำ
ลดข้อผิดพลาดและการทำงานซ้ำซ้อน

ระบบลงบัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท งบทดลอง และออกงบการเงินอัตโนมัติ
ตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าอัตโนมัติ
จากเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
ระบบปฏิบัติการออนไลน์ 100% อัปเดตข้อมูลแบบ Real-Time
แนบเอกสารออนไลน์
ลดการส่งเอกสารฉบับจริง
ลดการทำงานของนักบัญชี

กระทบยอดอัตโนมัติ
ลดเวลาทำงานได้ถึง 50%*

กระทบยอด Statement บัญชีธนาคารอัตโนมัติ
เชื่อมต่อธุรกิจ e-Commerce ผ่านระบบ APIช่วยให้บันทึกบัญชีอัตโนมัติ
รองรับการชำระเงิน ผ่าน QR Code
จัดการคลังสินค้าแบบ Real-Time

* คำนวณจากการทำงานร่วมกับลูกค้า ลดการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนในด้านรายได้ รองรับการนำเข้าจากไฟล์ Excel หรือการคีย์ค่าใช้จ่ายหลายรายการพร้อมกันในหน้าเดียว

ระบบบัญชี ภาษี เงินเดือน รองรับการทำงานแบบครบวงจร

ระบบบัญชี ภาษี เงินเดือน
รองรับการทำงานแบบครบวงจร

logo PEAK Tax
PEAK Tax จัดการรายงานภาษีได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
logo PEAK Payroll
PEAK Payroll จัดการเงินเดือนได้อย่างง่ายดาย
logo PEAK Account
PEAK Board รู้ผลประกอบการ กำไร ขาดทุนได้แบบ Real-Time
logo PEAK Board
PEAK Asset ดูแลสินทรัพย์ของกิจการได้ทุกรายละเอียด

ผลิตภัณฑ์ของ PEAK

PEAK Account
โปรแกรมบัญชีออนไลน์

จัดการเอกสารและบัญชีได้ครบ ตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีทั้งแบบกระดาษ หรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตลอดจนช่วยจัดทำงบการเงิน บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำในการทำงาน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Payroll
โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์

บริหารเงินเดือน จัดการภาษี และประกันสังคมอัตโนมัติ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และลงบัญชีทันที ลดภาระงานเอกสารของธุรกิจ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Board
โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจ

ดูภาพรวมธุรกิจแยกตามงานโครงการ สาขา หรือมิติอื่นๆ ที่ต้องการแบบ
Real-time ช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Asset
โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์

ติดตามและจัดการทรัพย์สินของกิจการได้ครบ ตั้งแต่บันทึกถึงคำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ และจัดทำรายงานทรัพย์สินอัตโนมัติช่วยให้งานบัญชีเป็นระบบและตรวจสอบง่าย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Tax
โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์

สรุปข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ช่วยจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมยื่นแบบภาษี ลดข้อผิดพลาดและทำงานได้รวดเร็วขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE @PEAK Connect
ใช้งานโปรแกรมผ่านไลน์

เข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทุกที่ผ่าน LINE แจ้งเตือนเอกสารและอัปเดตสถานะ Real-time ช่วยให้นักบัญชีและเจ้าของกิจการไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แพ็กเกจการใช้งาน

ลงทุนในการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ และบริการรับทำบัญชี ที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโต

FREE

สำหรับผู้เริ่มต้นกิจการ

1 ผู้ใช้งาน

แดชบอร์ดสรุปผลประกอบการ

เอกสารใบเสนอราคา

เอกสารใบแจ้งหนี้

เอกสารใบเสร็จรับเงิน

เอกสารบันทึกค่าใช้จ่าย

งบการเงินและรายงานภาษี

ผู้ติดต่อสูงสุด 20 รายการ

สินค้าสูงสุด 5 รายการ

ช่องทางการเงินเฉพาะเงินสด

สร้างเอกสารได้ไม่จำกัด

สร้างรายการย้อนหลังได้ 2 เดือน

BASIC

ธุรกิจขนาดเล็ก

฿500

/ เดือน

฿1,500

/ 3 เดือน

฿5,000

/ 12 เดือน

เปรียบเทียบกับโปรแกรมอื่น

ฟังก์ชันทั้งหมดของ FREE

5 ผู้ใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 5 ช่องทาง

จำนวนพนักงานสูงสุด 10 ราย

แดชบอร์ดสรุปผลประกอบการ

PEAK AI แนะนำราคาขายสินค้า

PEAK AI แนะนำจำนวนขายสินค้า

PEAK AI แนะนำการลงภาษี VAT และ WHT

รายงานเอกสาร

เอกสารทางธุรกิจทั้งหมด

เรียกเก็บเงินผ่านเอกสารออนไลน์

ระบบปรับแต่งเอกสาร

e-Tax Invoice by Time Stamp

ผู้ติดต่อไม่จำกัด

สินค้าไม่จำกัด

PEAK AI แนะนำการลงข้อมูลและบัญชี

PEAK Tax

PEAK Asset

PRO

ธุรกิจที่ต้องการขยายตัว

฿900

/ เดือน

฿2,500

/ 3 เดือน

฿9,000

/ 12 เดือน

ฟังก์ชันทั้งหมดของ BASIC

10 ผู้ใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 10 ช่องทาง

จำนวนพนักงานสูงสุด 20 ราย

Dashboard แสดงข้อมูลสินค้า

PEAK AI แนะนำราคาขายสินค้า

PEAK AI แนะนำจำนวนขายสินค้า

PEAK AI แนะนำการลงภาษี VAT และ WHT

ระบบบันทึกต้นทุนขายอัตโนมัติแบบ FIFO

ระบบกระทบยอดธนาคาร

PRO Plus

ธุรกิจที่ต้องการระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

฿1,200

/ เดือน

฿3,500

/ 3 เดือน

฿12,000

/ 12 เดือน

ฟังก์ชันทั้งหมดของ PRO

10 ผู้ใช้งาน

สิทธิ์การใช้งานแบบกำหนดเอง 2 สิทธิ์

ระบบเพิ่มสิทธิการใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 25 ช่องทาง

ไม่จำกัดจำนวนพนักงาน

Dashboard แสดงข้อมูลสินค้า

สร้างรายการจากยอดธนาคาร

ปรับแบบงบการเงินตามกิจการ

ระบบปันส่วนกลุ่มจัดประเภท

สร้างเอกสารจากไฟล์ Excel

e-Tax Invoice & e-Receipt

ปรับงบกำไรขาดทุนเฉพาะกิจการ

ระบบเชื่อมต่อ API

PEAK Board

ระบบใหม่

จ่ายเงินเดือนพร้อมลงบัญชีอัตโนมัติ

ทำไฟล์จ่ายเงินเดือนธนาคาร

ออนไลน์ (SCB, KBANK, BBL)

สลิปเงินเดือนพนักงาน

แบบยื่นประกันสังคมออนไลน์

PREMIUM

ธุรกิจที่ต้องการการควบคุมภายในที่ดี

ฟังก์ชันทั้งหมดของ PRO Plus

10 ผู้ใช้งาน

ไม่จำกัดสิทธิ์การใช้งานแบบกำหนดเอง

ระบบเพิ่มสิทธิการใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 50 ช่องทาง

เอกสารใบขอซื้อ (PR)

เอกสารรับสินค้า/บริการ (GR)

เอกสารรับเอกสารแจ้งหนี้ (IR)

ระบบสร้างไฟล์โอนเงินธนาคาร

ตั้งค่าบัญชีรายวัน

ระบบควบคุมการออกใบเสนอราคา

ระบบควบคุมการออกใบสั่งซื้อ

Enterprise

บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทมหาชน

ฟังก์ชันทั้งหมดของ PREMIUM

ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน

ทีมดูแลลูกค้า Enterprise

แยกเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว

สิทธิผู้ใช้งานแบบกำหนดเองได้

ฟังก์ชันการใช้งานเฉพาะธุรกิจ

สัมมนาและเวิร์กชอป

รางวัลและความภาคภูมิใจ

รางวัลรองชนะเลิศ TICTA
TICTA

รางวัลรองชนะเลิศ Thailand ICT Awards 2022 (TICTA)

หมวดหมู่ Business Services โดย สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย

รางวัล Microsoft Award
Microsoft Thailand

รางวัล Microsoft Best SME Solutions Award

โดย Microsoft Thailand Founders Club

NIA Reward
Cloud Accounting Software
True Incube Reward
DEPA Reward
Coupon Reward
PEAK Learning Center
PEAK Learning Center
PEAK Care

พร้อมดูแล อุ่นใจทุกการใช้งาน

บริการช่วยเหลือ สนับสนุน และอบรมการใช้งาน พร้อมด้วยศูนย์การเรียนรู้ PEAK Learning Center เปิดโอกาสในการเพิ่มทักษะการทำธุรกิจและบัญชี

เจ้าของธุรกิจและสำนักงานบัญชีไว้วางใจใช้
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

บทความความรู้จาก PEAK

รวมบทความเรื่องบัญชี ภาษี และเคล็ดลับบริหารธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการไม่ควรพลาด

23 Feb 2026

PEAK Account

29 min

อากรแสตมป์ คืออะไร? ใช้อย่างไร ซื้อที่ไหน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำสัญญาธุรกิจ

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับนั้น ซึ่งเอกสารที่ต้องติดอากรแสตมป์จะต้องดำเนินการภายใน 15 วันหลังจากวันลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เปรียบเหมือน “ตรารับรอง” จากภาครัฐว่าเอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากไม่ติด อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ อัตราค่าอากรแสตมป์จะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทตราสาร ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันมีตราสารทั้งหมด 28 ลักษณะ โดยดวงอากรแสตมป์ที่จำหน่ายมี 3 ราคา แยกตามสี ดังนี้ สีของดวงแสตมป์ราคาหมายเหตุสีน้ำเงิน1 บาทใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรต่ำสีเขียว5 บาทใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรปานกลางสีแดง20 บาทใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรสูง นอกจากแบบดวง ยังมีการชำระเป็นตัวเงิน ผ่านแบบ อ.ส.4 ที่สำนักงานสรรพากร หรือชำระออนไลน์ผ่าน e-Stamp (อ.ส.9) ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดด้านล่าง สิ่งที่ต้องรู้คือ อากรแสตมป์ไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์ ทั้งสองเป็นคนละสิ่งกันและใช้แทนกันไม่ได้ โดยอากรแสตมป์พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีมาตรฐานป้องกันการปลอมแปลงระดับเดียวกับธนบัตร ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อากรแสตมป์ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ยังเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้ ตัวอย่าง: คุณทำสัญญาเช่าร้านค้า มูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน เซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย แต่ลืมติดอากรแสตมป์ ทุกอย่างปกติจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทและต้องนำสัญญาไปใช้ในศาล ผลคือ สัญญาฉบับนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐาน จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มครบเสียก่อน ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสียอากรแสตมป์? ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์จะระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแตกต่างกันตามลักษณะตราสาร ตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาอาจตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอากรก็ได้ แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักเสมอ หากตราสารถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้ที่ได้รับตราสารเป็นคนแรกในไทยจะต้องเสียอากรภายใน 30 วัน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบและควรเลือกแบบไหน? การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยมี 4 วิธีหลัก ดังนี้ วิธีชำระรายละเอียดเหมาะกับติดแสตมป์ดวงซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่าพร้อมลงลายมือชื่อและวันที่ตราสารมูลค่าอากรไม่สูง เช่น หนังสือมอบอำนาจแสตมป์ดุนเจ้าหน้าที่ประทับตราดุนลงบนเอกสาร (วิธีเก่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว)เอกสารบางประเภทตามข้อกำหนดเดิมชำระตัวเงิน (อ.ส.4)ยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากรเอกสารที่มีมูลค่าสูง หรือที่กำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้นชำระออนไลน์ e-Stamp (อ.ส.9)ชำระผ่าน e-Filing สะดวกรวดเร็ว ได้ QR Code รับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ตรวจสอบย้อนหลังได้  เอกสารและธุรกรรมที่ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง? กรมสรรพากรกำหนดตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ต่อไปนี้คือสัญญาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อยที่สุด พร้อมค่าอากร ผู้เสียอากร และผู้ขีดฆ่า อัตราอากรแสตมป์และตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ประเภทตราสารอัตราอากรผู้เสียอากรผู้ขีดฆ่าตัวอย่างเช่าที่ดิน/โรงเรือน/สิ่งปลูกสร้าง1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษผู้ให้เช่าผู้เช่าค่าเช่า 10,500 บาท = อากร 11 บาทจ้างทำของ1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษผู้รับจ้างผู้จ้างค่าจ้าง 15,500 บาท = อากร 16 บาทกู้ยืมเงิน1 บาท / 2,000 บาท (สูงสุด 10,000)ผู้ให้กู้ผู้กู้กู้ 50,000 บาท = อากร 25 บาทเช่าซื้อทรัพย์สิน1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษผู้ให้เช่าซื้อผู้เช่าซื้อเช่าซื้อรถ 800,000 บาท = อากร 800 บาทใบรับเงิน (Receipt)1 บาท / 200 บาท (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป)ผู้ออกใบรับผู้ออกใบรับออกใบรับ 50,000 บาท = อากร 250 บาท รายละเอียดของตราสารแต่ละประเภทที่พบบ่อย คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร – เปรียบเหมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยต้องมีข้อความ รายละเอียด และลายมือชื่อเหมือนต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับเสียอากร 5 บาท เช่น สัญญากู้ยืมต้นฉบับเสีย 25 บาท คู่ฉบับเสียเพียง 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ นอกจากสัญญาหลัก ๆ ข้างต้น ยังมีเอกสารประเภทอื่นที่เจ้าของธุรกิจอาจพบเจอได้เช่นกัน ข้อควรรู้: การคำนวณอากรแสตมป์จะไม่นำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มารวมด้วย เช่น  กรณีที่ได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ใช่ทุกเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บางกรณีได้รับยกเว้น เช่น จุดน่าสังเกตสำหรับ SMEs: ถ้าธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT แล้ว ใบเสร็จรับเงินจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ต้องเสียซ้ำ ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้มีอะไรบ้าง? ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามกฎหมาย ต่อไปนี้คือ 9 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญและข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาจะอธิบายขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ (e-Stamp) ให้ครบถ้วน ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ (e-Stamp) อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Stamp เป็นระบบที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 สามารถชำระได้ทั้งเอกสารแบบดิจิทัลและเอกสารกระดาษ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร มีขั้นตอนดังนี้ ข้อดีของ e-Stamp: ไม่ต้องเดินทาง ลดความเสี่ยงแสตมป์สูญหาย ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประวัติชำระย้อนหลังได้ และชำระได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำตราสารบ่อย ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังเกี่ยวกับอากรแสตมป์ การไม่เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและทางอาญา สรุปตามตารางด้านล่าง ระยะเวลาที่ล่าช้าเงินเพิ่ม (Surcharge)โทษปรับ (ทางอาญา)ไม่เกิน 15 วันอากร + เงินเพิ่ม 1 เท่า–เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วันอากร + เงินเพิ่ม 2 เท่า (หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า)ปรับไม่เกิน 500 บาทเกิน 90 วันอากร + เงินเพิ่ม 5 เท่า (หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า)ปรับไม่เกิน 500 บาทเจ้าหน้าที่ตรวจพบอากร + เงินเพิ่ม 6 เท่า (หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า)ปรับไม่เกิน 500 บาท ตัวอย่าง: คุณสมชายทำสัญญาจ้างรีโนเวทร้านอาหาร 300,000 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 300 บาท แต่ลืมจ่าย 4 เดือนผ่านไป (เกิน 90 วัน) คุณสมชายต้องจ่ายอากร 300 + เงินเพิ่ม 5 เท่า (1,500) รวม 1,800 บาท จากที่จ่ายแค่ 300 บาทตั้งแต่แรก การขอคืนหรือแก้ไข และอายุความที่ควรรู้ บางกรณีสามารถขอคืนอากรแสตมป์ได้ เช่น เสียอากรซ้ำซ้อน เสียเกินจำนวน ตราสารไม่มีผลใช้บังคับ (สัญญาถูกยกเลิกก่อนดำเนินการ) หรือชำระผิดประเภท โดยต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร อายุความในการเรียกเก็บ: กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรและเงินเพิ่มภายใน 10 ปีนับจากวันทำตราสาร จึงไม่ควรประมาทว่า “เรื่องเก่า ๆ จะไม่ถูกตรวจ” ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์เพิ่มเติม สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ได้อย่างถูกต้องและไม่พลาด มีข้อควรจำเพิ่มเติมดังนี้ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาท เอกสารอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่จัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสัญญา อย่าลืมตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเข้าข่ายต้องเสียอากรหรือไม่ และดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Feb 2026

PEAK Account

14 min

งบการเงิน คืออะไร? สรุปเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจ

คำว่า งบการเงิน หลายคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว งบการเงินคือสิ่งที่บอกได้ชัดที่สุดว่าธุรกิจของคุณกำลังไปได้ดีหรือกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำไร เงินสด หรือหนี้สิน ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในงบการเงินทั้งหมด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ PEAK จะช่วยให้เข้าใจว่า งบการเงินคืออะไร มีอะไรบ้าง และควรดูตรงไหนถึงจะเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) คือรายงานสรุปภาพรวมทางการเงินของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร เหลือกำไรหรือขาดทุนแค่ไหน และตอนนี้มีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่ระดับใด การจัดทำและยื่นงบการเงิน เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด  แต่ในมุมของเจ้าของธุรกิจหลายราย อาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะอ่านไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงๆแล้ว งบการเงินคือเครื่องมือวัดสถานะธุรกิจที่สามารถนำไปพัฒนาและกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้เลย ทำไมงบการเงินถึงสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา เพิ่มพนักงาน ลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตัวเลขในงบการเงินคือข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ  ธนาคารและผู้ลงทุนมักพิจารณางบการเงินเป็นอันดับแรก หากงบชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง โอกาสได้รับการอนุมัติก็สูงขึ้น  งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และการบริหารจัดการที่ดี  การเห็นภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินอย่างชัดเจน ช่วยให้ธุรกิจควบคุมความเสี่ยงได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากงบการเงินจัดทำแบบเร่งรีบ ข้อมูลไม่ครบ หรือมีการแก้ไขย้อนหลังบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความน่าเชื่อถือของธุรกิจทันที 3 งบการเงินที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจ แม้รายละเอียดทางบัญชีจะมีหลายส่วน แต่โดยทั่วไปงบการเงินหลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้มี 3 งบสำคัญ 1. งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) งบแสดงฐานะการเงิน คือ งบที่แสดงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ว่าตอนนี้บริษัทมีอะไรอยู่บ้าง และเป็นหนี้ใครเท่าไร ในงบนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ  1.1) สินทรัพย์ คือสิ่งที่บริษัทครอบครองและสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แบ่งเป็น 1.2) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินของบริษัท ที่ต้องชำระคืน แบ่งเป็น 1.3) ส่วนของผู้ถือหุ้น คือส่วนที่เหลือหลังจากหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์ และยังรวมถึง ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันเสมอ หากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังเสี่ยงเกินไป งบดุลจึงช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจเราแข็งแรงแค่ไหนในวันนี้” 2. งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนเป็นงบที่เจ้าของธุรกิจมักสนใจมากที่สุด เพราะเป็นตัวบอกตรง ๆ ว่าธุรกิจ “กำไรหรือขาดทุน”  งบนี้แสดงโครงสร้างสำคัญ คือ  2.1) รายได้ 2.2) ค่าใช้จ่าย 2.3) กำไร ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำไรไม่เพิ่ม อาจหมายความว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ซึ่งเป็นจุดที่ต้องกลับมาทบทวนทันที  3. งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดเป็นตัวบอกว่าเงินสดเข้า-ออกจริงเท่าไร โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน 3.1) เงินสดจากการดำเนินงาน – เงินที่เกิดจากการทำธุรกิจปกติ เช่น  3.2) เงินสดจากการลงทุน – เงินที่ใช้ไปกับการซื้อเพื่อการลงทุน เช่น 3.3) เงินสดจากการจัดหาเงิน – เงินที่เกี่ยวกับการหาหรือจ่าย และแสดงความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนในบริษัท เช่น  เจ้าของธุรกิจควรดูงบการเงินหรือไม่ ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้นที่ต้องเข้าใจงบการเงิน แต่งบการเงิน คือ รายงานสุขภาพของธุรกิจ ที่เจ้าของต้องอ่านและทำความเข้าใจด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับทุกการตัดสินใจสำคัญ เช่น ขยายกิจการ ขอกู้เงิน เพิ่ม/ลดพนักงาน หรือการวางแผนควบคุมต้นทุน หากไม่ดูงบการเงิน ธุรกิจอาจดูมีกำไรบนกระดาษแต่ขาดเงินสด หรืออาจจะเติบโตแบบมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว  ปัญหาที่ธุรกิจมักเจอเกี่ยวกับงบการเงิน หลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาเรื่องยอดขาย แต่สะดุดเพราะข้อมูลบัญชีไม่เป็นระบบ ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ เมื่อข้อมูลต้นทางไม่ถูกต้อง งบการเงินที่จัดทำขึ้นก็อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ และส่งผลให้เจ้าของกิจการตัดสินใจผิดทิศทางได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้งบการเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ “เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกธุรกรรมประจำวัน และสรุปรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ สามารถดูการใช้งานโปรแกรม PEAK เพื่อดูงบการเงินเพิ่มเติม ทำให้การจัดทำงบการเงินไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป และเจ้าของธุรกิจสามารถดูภาพรวมได้เองตลอดเวลา ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน บัญชี เอกสาร และรายงานได้จากทุกอุปกรณ์ ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญแบบ Real-Time  ครบทุกฟังก์ชันที่ธุรกิจต้องการครอบคลุมตั้งแต่การออกเอกสารธุรกิจ ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินและรายงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลทางบัญชีถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และลดเวลาการทำงานลงอย่างเห็นได้ชัด  เก็บเอกสารอย่างปลอดภัย ไม่หาย ไม่สับสนด้วยระบบที่ช่วยจัดเก็บเอกสารต่าง ๆ แบบออนไลน์ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารตกหล่นหรือหาย และสามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน Cloud ระดับสากลข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบ Cloud ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและระบบยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication ช่วยให้คุณอุ่นใจว่าข้อมูลธุรกิจจะปลอดภัยและพร้อมใช้งานเสมอ  งบการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเข็มทิศสำคัญของธุรกิจ งบการเงินคือเครื่องมือที่บอกว่าธุรกิจของคุณกำลังเดินไปในทิศทางไหน กำไรจริงไหม เงินสดพอหรือเปล่า และฐานะการเงินแข็งแรงแค่ไหน ยิ่งคุณเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณก็ยิ่งตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น และหากมีระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้น การทำงบการเงินก็จะไม่ใช่เรื่องเครียดอีกต่อไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Feb 2026

PEAK Account

31 min

งบการเงิน คืออะไร? วิธีดูงบก่อนวิเคราะห์ธุรกิจ สำหรับมือใหม่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือทำมาสักพัก คุณอาจเคยได้ยินคำว่า งบการเงิน ผ่านหูมาบ้าง แต่พอเปิดดูจริง ๆ กลับเจอตัวเลขเต็มไปหมด มีชื่อบัญชีที่อ่านแล้วงง ทำให้หลายคนเลือกปิดไฟล์แล้วปล่อยให้นักบัญชีจัดการไป แต่ความจริงแล้ว งบการเงิน คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารธุรกิจ มันเปรียบเหมือน “ใบตรวจสุขภาพ” ของกิจการ ที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงดีไหม มีเงินพอใช้หรือเปล่า กำไรจริง ๆ เท่าไหร่ และกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางไหนบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับงบการเงินตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีมาก่อน เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเข้าใจตัวเลขในกิจการของตัวเองมากขึ้น ก็อ่านตามได้เลย งบการเงิน คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ? งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปภาพรวมของฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ งบการเงิน จะบอกคุณว่า “ตอนนี้ธุรกิจมีเงินเท่าไหร่ เป็นหนี้เท่าไหร่ ขายของแล้วได้กำไรหรือขาดทุน และเงินสดในมือยังพอหมุนไหม” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง ธนาคาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยงบการเงินมีอะไรบ้างนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล), งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงินสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจอย่างไร? สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ SMEs งบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องส่งให้ราชการตามหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น หาอ่านงบการเงินได้จากที่ไหน และครอบคลุมช่วงเวลาใด? งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ส่วนธุรกิจทั่วไปที่เป็นนิติบุคคล สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+โดยทั่วไป งบการเงิน จะจัดทำเป็นรายปี ซึ่งรอบบัญชีส่วนใหญ่จะกำหนดตามปีปฏิทิน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่บางบริษัทอาจกำหนดรอบบัญชีต่างออกไปก็ได้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาสด้วย 5 องค์ประกอบงบการเงินมีอะไรบ้าง? 1. งบดุล (Balance Sheet) คืออะไร? งบดุล หรือชื่อทางการว่า งบฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่บอกคุณว่า “ณ วันนั้นวันนี้ ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันตามสมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ องค์ประกอบหลักและสิ่งที่งบดุลบอกเรา อัตราส่วนสำคัญและลักษณะของงบดุลที่ดี เวลาอ่านงบดุล มีอัตราส่วนที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจ เช่น งบดุลที่ดีควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนพอสมควร มีอัตราส่วนหนี้สินไม่สูงจนเกินไป และส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของได้ 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) บอกอะไรเราบ้าง? ถ้างบดุลบอกว่า “ตอนนี้มีอะไร” งบกำไรขาดทุนจะบอกว่า “ช่วงที่ผ่านมาทำเงินได้เท่าไหร่” โดยงบนี้จะแสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส กำไรแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? ในงบกำไรขาดทุน คุณจะเห็นกำไรหลายระดับ ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายต่างกัน ดังนี้ อัตราส่วนสำคัญและการอ่านแนวโน้มรายได้-ค่าใช้จ่าย เคล็ดลับในการอ่านงบกำไรขาดทุนคือ อย่าดูแค่ปีเดียว ลองเปรียบเทียบย้อนหลัง 2-3 ปี เพื่อดูว่ารายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ และกำไรสุทธิมีทิศทางเป็นอย่างไร 3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร? คืองบที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นงบที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า “เงินสดเข้า-ออกจากกิจการเท่าไหร่จริง ๆ” ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่อาจรวมรายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินจริงด้วย กระแสเงินสดต่างจากกำไรอย่างไร?  นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนสับสน “ทำไมมีกำไรแต่ไม่มีเงินสด?” คำตอบอยู่ตรงนี้: กำไร คำนวณตามหลักบัญชี ซึ่งรับรู้รายได้ทันทีที่เกิดการขาย แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน เช่น ขายสินค้าเป็นเครดิต 30 วัน รายได้จะถูกบันทึกในวันที่ขาย แต่เงินสดจะเข้ามาจริงอีก 30 วันข้างหน้า กระแสเงินสด ดูเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง ๆ เท่านั้น ธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือจนต้องปิดกิจการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงบกระแสเงินสดจึงสำคัญมาก 3 กิจกรรมหลักและวิธีตีความ 4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity) คืออะไร? งบนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนของเจ้าของ (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะมีรายละเอียด เช่น สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs งบนี้จะช่วยให้เห็นว่ามูลค่ากิจการในส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจกำลังสร้างมูลค่าให้กิจการได้ต่อเนื่อง 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) สำคัญอย่างไร? หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นเหมือน “คำอธิบายฉบับเต็ม” ของตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏในงบ โดยจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ถ้าคุณเห็นตัวเลขที่ดูผิดปกติในงบ ให้ลองอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะคำตอบมักอยู่ที่นั่น สรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงบการเงินแต่ละประเภท เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะสรุปให้เห็นว่างบการเงินมีอะไรบ้าง แต่ละประเภทบอกอะไร และมีประโยชน์อย่างไร ประเภทงบ บอกอะไร ช่วงเวลา คำถามสำคัญที่ตอบได้ งบดุล ฐานะทางการเงิน ณ วันใดวันหนึ่ง (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ) ณ วันที่ (Snapshot) ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือ? เป็นหนี้เท่าไหร่? งบกำไรขาดทุน ผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน) ช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) ขายแล้วกำไรหรือขาดทุน? งบกระแสเงินสด การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง (เข้า-ออก) ช่วงเวลาหนึ่ง เงินสดไหลเข้า-ออกเท่าไหร่? มีเงินพอหมุนไหม? งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น ความเปลี่ยนแปลงของส่วนเจ้าของ ช่วงเวลาหนึ่ง มูลค่าส่วนเจ้าของเพิ่มหรือลด? หมายเหตุประกอบงบ คำอธิบายเพิ่มเติมของตัวเลขในงบทั้งหมด ตามงบที่อ้างอิง รายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขคืออะไร? ความสัมพันธ์ระหว่างงบการเงินทั้งหมด งบการเงิน ทั้ง 5 ส่วนไม่ได้แยกกันอยู่อิสระ แต่เชื่อมโยงกันเหมือนเครือข่าย การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณอ่านงบการเงินได้อย่างมีมิติมากขึ้น งบแต่ละประเภทเชื่อมโยงกันอย่างไร ตัวอย่าง: ลองนึกภาพตามนี้: เมื่อธุรกิจขายสินค้าได้ กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มใน “กำไรสะสม” ในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น จากนั้นกำไรสะสมก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกที ขณะเดียวกัน เงินสดที่เข้ามาจริง (หรือยังไม่เข้า) จะถูกสะท้อนในงบกระแสเงินสด ตัวอย่าง: บริษัท ก. ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ต้นทุน 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 200,000 บาท เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจจากงบการเงินโดยการตั้งคำถามตามนี้ เมื่อเข้าใจงบแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการนำข้อมูลจากงบการเงินมาวิเคราะห์ “สุขภาพ” ของธุรกิจ ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเองเป็นประจำ 1. เงินสดพอใช้ไหม? อยู่รอดได้กี่เดือน? ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่าถ้าวันนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ธุรกิจจะอยู่ได้กี่เดือน ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็น Buffer สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 2. ธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มไหม? 3. รายได้ที่เห็น เป็นเงินจริงหรือยัง? ถ้าอยากรู้ว่าเงินที่เก็บไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ให้ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ลูกหนี้การค้า” ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี อาจต้องทบทวนว่าให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือเปล่า 4. ขยายแล้วดีขึ้น หรือแค่แบกภาระมากขึ้น? 5. มีอะไร “ผิดปกติ” ที่งบกำลังฟ้องอยู่ไหม? สัญญาณเตือนที่ควรระวัง สังเกตได้เบื้องต้นดังนี้ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรหยุดดูให้ลึกขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนนี้ PEAK มีบทความการเช็กงบการเงิน ให้คุณอ่านเพิ่มเติมต่อได้อีก  ประโยชน์และข้อจำกัดของงบการเงิน งบการเงิน ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบัญชีเท่านั้น แต่มีคนหลายกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงิน เช่น ข้อจำกัดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ แม้งบการเงิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ เช่น ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้งบการเงินประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น สภาพตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรม และข้อมูลภายในบริษัท เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ข้อควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินเพิ่มเติม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงิน มีข้อควรรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้ สุดท้ายนี้ การอ่านงบการเงิน อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นฐาน รู้ว่าแต่ละงบบอกอะไร และลองนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง คุณจะพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายกิจการ การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การวางแผนภาษี PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม
อ่านบทความเพิ่มกว่า 300+ บทความ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

PEAK เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ SME, นักบัญชี, และสำนักงานที่ให้บริการรับทำบัญชีที่ต้องการระบบช่วยจัดการเอกสาร การเงิน และภาษีแบบออนไลน์ครบวงจร

PEAK เป็นโปรแกรมทำบัญชีออนไลน์บนระบบ Cloud 100% ผู้ใช้สามารถออกเอกสาร บันทึกบัญชี และดูรายงานได้ทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลทุกส่วนเชื่อมโยงอัตโนมัติและอัปเดตแบบเรียลไทม์

ระบบของ PEAK ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อช่วยบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ กระทบยอดธนาคาร และสร้างรายงานบัญชีได้ทันที ช่วยให้สำนักงานบัญชีทำงานได้เร็วขึ้น และลดความผิดพลาดจากงานเอกสารซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับเจ้าของกิจการ

ได้แน่นอน! เรียกว่าเป็นจุดเด่นที่ลูกค้าตัดสินใจใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีเลย โดยโปรแกรมจะรองรับการเชื่อมต่อกับระบบภายนอก เช่น ธนาคาร, Shopee, Lazada, TikTok Shop, POS และระบบ ERP อื่น ๆ ผ่าน API อัตโนมัติ

ปลอดภัย เนื่องจาก โปรแกรมมีการเข้าถึงระบบด้วย Two-Factor Authentication, การป้องกันด้วย PIN 6 หลัก, จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลในเมนูสำคัญๆ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้บน ระบบ Cloud มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล จากผู้ให้บริการอย่าง Microsoft Azure ซึ่งเป็นระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ

ได้เลย! คุณสามารถ ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อมฟังก์ชันครบทุกระบบ ทั้งบัญชี เงินเดือน ภาษี และรายงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม