ภาษีทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีสรรพสามิต คืออะไร สินค้าที่ต้องเสีย อัตราและวิธีคำนวณ

เจ้าของกิจการหลายคนเคยเห็นคำว่า ภาษีสรรพสามิต บนฉลากสินค้าหรือในข่าวปรับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก VAT ยังไง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองไหม ภาษีสรรพสามิต คืออะไร (Excise Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น น้ำมัน สุรา บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป้าหมายหลักมี 2 ข้อ คือสร้างรายได้ให้รัฐ และควบคุมการบริโภคสินค้าที่อาจกระทบสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ภาษีสรรพสามิต ต่างจาก VAT อย่างไร คนจำนวนมากสับสนระหว่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ทั้งสองจะเป็นภาษีทางอ้อมเหมือนกัน แต่มีจุดต่างชัดเจน เปรียบเทียบ ภาษีสรรพสามิต VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เก็บจากสินค้าอะไร เฉพาะสินค้าที่กำหนดในกฎหมาย เช่น น้ำมัน สุรา รถยนต์ สินค้าและบริการเกือบทุกชนิด อัตรา ต่างกันตามประเภทสินค้า (ตั้งแต่ 0% ถึงกว่า 50%) อัตราเดียว 7% หน่วยงานจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร จุดจัดเก็บ ณ โรงงานผลิตหรือด่านศุลกากร (กรณีนำเข้า) ทุกขั้นตอนการซื้อขาย สินค้าบางอย่าง เช่น เบียร์ ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT ซึ่ง VAT จะคำนวณจากราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้วอีกทอดหนึ่ง ใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ผู้ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต้นทางของสินค้า ได้แก่ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นคนจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ภาระภาษีมักถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงเป็นผู้แบกรับต้นทุนจริงในท้ายที่สุด สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มีอะไรบ้าง สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีแบ่งเป็นหมวดหลัก หมวด สินค้า/บริการ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ LPG NGV น้ำมันหล่อลื่น (รายได้สรรพสามิตสูงสุด) เครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สุรา น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง (น้ำตาลสูง = ภาษีสูงกว่า) ยาสูบ บุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น บุหรี่ไฟฟ้า (อัตราภาษีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง) รถยนต์และยานพาหนะ รถยนต์นั่ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ รถ ATV รถ EV (ได้อัตราพิเศษ) สินค้าและบริการอื่น แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ น้ำหอม เครื่องสำอาง สนามกอล์ฟ ไนท์คลับ เรือยอทช์ อัตราภาษีสรรพสามิต แต่ละประเภทสินค้า อัตราภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและวิธีคำนวณ สรุปอัตราหลักได้ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราตามมูลค่า (%) อัตราตามปริมาณ น้ำมันเบนซิน 6.50 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 6.44 บาท/ลิตร (ปรับลดเหลือ ~1.01 ช่วงมาตรการรัฐ) เบียร์ 22% 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สุราขาว 2% 155 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ บุหรี่ 40% 1.20 บาท/มวน น้ำอัดลม 14% 1 บาท/ลิตร (ปรับเพิ่มตามปริมาณน้ำตาล) รถยนต์นั่ง (เครื่อง > 3,000cc) 40% รถยนต์นั่ง EV 2% (มาตรการส่งเสริม ถึง 31 ธ.ค. 2568) เครื่องปรับอากาศ 10% สนามกอล์ฟ 10% ของรายรับ อ้างอิง กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และ พิกัดอัตราสรรพสามิต อัตราบางรายการอาจปรับเปลี่ยนตามมาตรการรัฐ วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต (สูตรและตัวอย่าง) การคำนวณภาษีสรรพสามิตมี 2 วิธี แล้วใช้ตัวเลขที่สูงกว่า การคำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) คิดจากราคาขายส่ง ณ โรงงานหรือราคา CIF (กรณีนำเข้า) ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ราคาขายส่งหรือราคา CIF × อัตราภาษีตามมูลค่า การคำนวณตามปริมาณ (Specific Rate) คิดจากจำนวนหน่วยสินค้า เช่น ลิตร กิโลกรัม มวน ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ปริมาณสินค้า × อัตราภาษีต่อหน่วย ตัวอย่างการคำนวณจริง กรณีน้ำอัดลม สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตน้ำอัดลม 10,000 ลิตร ราคาขายส่ง ณ โรงงานลิตรละ 15 บาท ขั้นที่ 1 คำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาขายส่งรวม 10,000 × 15 150,000 บาท ภาษีตามมูลค่า 150,000 × 14% 21,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณตามปริมาณ (Specific) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ปริมาณผลิต 10,000 ลิตร ภาษีตามปริมาณ 10,000 × 1 บาท/ลิตร 10,000 บาท ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบ รายการ จำนวนเงิน ตามมูลค่า 21,000 บาท ตามปริมาณ 10,000 บาท ต้องจ่ายจริง (ตัวที่สูงกว่า) 21,000 บาท กฎหมายกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่าง 2 วิธี ดังนั้นบริษัท ก จำกัด ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 21,000 บาท ข้อยกเว้นและกรณีที่ได้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น อ้างอิง กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง เพราะภาษีนี้เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเฉพาะประเภท แต่ถ้าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตเครื่องดื่ม แปรรูปสุรา นำเข้ารถยนต์ หรือประกอบธุรกิจสถานบันเทิง มีหน้าที่จดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นแบบ และชำระภาษีตามกำหนด ต้องวางแผนต้นทุนให้ครอบคลุมภาษีนี้ตั้งแต่ขั้นกำหนดราคาขาย สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ภาษีสรรพสามิตถูกบวกอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการ คือบันทึกต้นทุนให้ถูกต้อง เพื่อคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แม่นยำ สรุป: ภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ต้องจำ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าเฉพาะประเภทตั้งแต่ต้นทาง เจ้าของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ส่วนเจ้าของกิจการทั่วไปแม้ไม่ได้จ่ายภาษีนี้โดยตรง แต่ควรเข้าใจว่ามันส่งผลต่อราคาต้นทุนสินค้า สิ่งที่ควรทำต่อ จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร จัดการภาษีได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต ภาษาอังกฤษคืออะไร ภาษีสรรพสามิตในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Excise Tax” หรือ “Excise Duty” เป็นคำที่ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ภาษีสรรพสามิต คำนวณจากอะไร คำนวณจาก 2 ฐาน คือ มูลค่า (ราคาขาย ณ โรงงานหรือราคานำเข้า) กับปริมาณ (จำนวนลิตร มวน กิโลกรัม) แล้วใช้ยอดที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลขดูได้ในหัวข้อวิธีคำนวณด้านบน ภาษีสรรพสามิต จ่ายที่ไหน จ่ายออนไลน์ได้ไหม ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตได้ที่ excise.go.th หรือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเองไหม ตามกฎหมาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ภาระภาษีถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว เช่น เวลาซื้อเบียร์ 1 ขวด ราคาที่จ่ายมีภาษีสรรพสามิตบวกอยู่โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องไปยื่นแบบเอง เปิดร้านขายเหล้า-บุหรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไหม ร้านค้าปลีกที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเอง เพราะโรงงานหรือผู้นำเข้าจ่ายไปแล้วก่อนสินค้าจะมาถึงร้าน แต่ร้านค้ายังต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หรือ “ใบอนุญาตขายยาสูบ” ตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ฐานภาษี คืออะไร ตารางอัตราภาษีเงินได้ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำว่า ฐานภาษี ตอนยื่นภาษี แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ใช้ตัวเลขไหนมาคำนวณ ถ้าเข้าใจตรงนี้จะวางแผนภาษีได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ฐานภาษี คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนคำนวณภาษี ฐานภาษี คือจำนวนเงินหรือมูลค่าที่ใช้เป็นตัวตั้งต้นในการคำนวณภาษี พูดง่ายๆ คือ ตัวเลขที่เอาไปคูณกับอัตราภาษี แล้วจะได้เงินภาษีที่ต้องจ่าย ถ้าเปรียบเทียบ ฐานภาษีเหมือน น้ำหนักที่ชั่งได้ ส่วนอัตราภาษีเหมือน ราคาต่อกิโล เอาสองตัวคูณกันก็จะได้ ราคาที่ต้องจ่าย ถ้าฐานภาษีผิด ภาษีที่คำนวณออกมาก็ผิดตามไปด้วย เหตุผลที่ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะภาษีแต่ละประเภทใช้ฐานคำนวณต่างกัน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ เงินได้สุทธิ ภาษีนิติบุคคลใช้ กำไรสุทธิ และ VAT ใช้ ยอดขาย ถ้าเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าตัวเลขที่ต้องใช้คืออะไร จะวางแผนภาษีได้ถูกต้อง ประเภทของฐานภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องรู้ ภาษีในไทยที่คนทำธุรกิจเจอบ่อย แบ่งฐานในการคำนวณได้ 3 ประเภทหลัก ประเภทภาษี ฐานภาษีที่ใช้ ใครเกี่ยวข้อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการที่ยังไม่จดบริษัท ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย ตามหลักบัญชี) บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยอดขายสินค้าหรือบริการ ธุรกิจที่จด VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ฐานภาษีจากเงินได้สุทธิ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) สำหรับคนทั่วไปและฟรีแลนซ์ ฐานภาษี คือ เงินได้สุทธิ ซึ่งคำนวณจาก รายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนส่วนตัว แล้วจึงเอาเงินได้สุทธิที่เหลือไปเทียบกับตารางอัตราภาษีแบบขั้นบันได ฐานภาษีจากกำไรสุทธิ (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ฐานภาษี คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณจากรายได้หักค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี แล้วปรับปรุงตามเงื่อนไขทางภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายบางรายการที่กฎหมายไม่ให้หัก ฐานภาษีจากยอดรายรับ (VAT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ใช้ฐานคำนวณต่างจากภาษีเงินได้ ตัวเลขที่ใช้คือ มูลค่าของสินค้าหรือบริการ ที่ขาย โดยคิดอัตรา 7% จากราคาขาย ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และเก็บภาษีนี้จากลูกค้า ถ้าต้องการรายละเอียดเรื่อง VAT เพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความภาษีธุรกิจเฉพาะของ PEAK ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ระบบ “ขั้นบันได” หมายความว่ายิ่งมีเงินได้สุทธิสูง ส่วนที่เกินจะถูกเก็บภาษีอัตราสูงขึ้น ไม่ได้เก็บอัตราเดียวทั้งก้อน เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้นนี้ ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 1,265,000 บาท มากกว่า 5,000,000 35% – – อ้างอิง กรมสรรพากร ตารางอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2569 บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิอัตราพิเศษ กำไรสุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% อ้างอิง กรมสรรพากร SME ที่เข้าเงื่อนไขจะประหยัดภาษีได้มาก เช่น กำไร 2 ล้านบาท SME เสียภาษีแค่ 255,000 บาท ขณะที่บริษัทใหญ่เสีย 400,000 บาท วิธีคำนวณภาษีจากฐานภาษี พร้อมตัวอย่างจริง ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สมมุติ คุณเป็นพนักงานเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน ขั้นที่ 1 หาเงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40,000 × 12 เดือน 480,000 บาท หัก ค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000) 100,000 บาท หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หัก ประกันสังคม (ตามเพดานปัจจุบัน) ≈ 750 × 12 เดือน 9,000 บาท เงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) 480,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 311,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ อัตรา คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 311,000 10% 11,000 × 10% 1,100 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 8,600 บาท เงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน เสียภาษีปีละประมาณ 8,600 บาท หรือเดือนละไม่ถึง 720 บาท ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME) สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาท ขั้นกำไรสุทธิ อัตราภาษี คำนวณ ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 1,700,000 × 15% 255,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 255,000 บาท ถ้าบริษัทนี้ไม่ใช่ SME จะเสียภาษี 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท แปลว่า SME ประหยัดภาษีได้ 145,000 บาท ฐานภาษี SME ต่างจากบริษัทใหญ่อย่างไร หลายคนสงสัยว่าตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษีของ SME กับบริษัทใหญ่ต่างกันไหม คำตอบคือ ใช้ตัวเลขเดียวกัน คือ กำไรสุทธิ แต่สิ่งที่ต่างคืออัตราที่นำไปคูณ SME ที่เข้าเงื่อนไข (ดูตารางด้านบน) ได้สิทธิจ่ายถูกกว่ามาก จากตัวอย่างก่อนหน้า กำไร 2 ล้านบาท ประหยัดได้ถึง 145,000 บาท นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการหลายคนเลือกจดเป็นบริษัทแทนทำธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา การตัดสินใจเรื่องนี้ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจ เทคนิคลดฐานภาษีอย่างถูกกฎหมาย สำหรับเจ้าของกิจการ การ ลดฐานภาษี ไม่ได้หมายความว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อย่างเต็มที่ เทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่ สรุป: ฐานภาษีเข้าใจง่าย แค่รู้ว่าตัวเองอยู่ประเภทไหน เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด แค่จำ 3 ขั้นตอน จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นกำไรสุทธิแบบ real-time คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกใบกำกับภาษี และยื่นภาษีออนไลน์ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฐานภาษี เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มเสียภาษี ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท แปลว่าเงินเดือนที่เริ่มมีภาษี คือรายได้เกิน 310,000 บาทต่อปี หรือประมาณเดือนละ 26,000 บาทขึ้นไป (คำนวณเฉพาะกรณีไม่มีค่าลดหย่อนอื่น) ฐานภาษีกับเงินได้สุทธิต่างกันไหม ฐานภาษีเป็นคำกว้าง หมายถึง “ตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษี” ส่วนเงินได้สุทธิเป็นฐานภาษีเฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีอื่นใช้ฐานต่างกัน เช่น นิติบุคคลใช้กำไรสุทธิ VAT ใช้ยอดขาย ฟรีแลนซ์ต้องใช้ฐานภาษีแบบไหน ฟรีแลนซ์ที่ยังไม่จดบริษัทใช้ฐานภาษีแบบ เงินได้สุทธิ เหมือนพนักงานเงินเดือน แต่หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักแบบเหมา (40-60% ตามประเภทเงินได้) หรือหักตามจริง (ต้องมีเอกสาร) เลือกแบบที่ทำให้เงินได้สุทธิต่ำกว่า จะเสียภาษีน้อยกว่า ถ้า SME โตจนเกินเงื่อนไข จะเสียภาษีเพิ่มเท่าไหร่ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หรือทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท จะหลุดจากสิทธิ SME ทันที ต้องจ่ายภาษี 20% ตั้งแต่บาทแรกของกำไร ไม่มีขั้นยกเว้นอีก เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้ใกล้ชิดตอนใกล้ถึงเกณฑ์ PEAK ช่วยเรื่องฐานภาษีได้ยังไง PEAK ช่วยบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นกำไรสุทธิ (ฐานภาษีนิติบุคคล) ได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยลดโอกาสคำนวณผิดและหักค่าใช้จ่ายตกหล่นได้ผล ถ้าน้อยกว่า แปลว่าต้องปรับ จากนั้นค่อยเจาะลึก KPI อื่นที่อธิบายไว้ในบทความ เช่น ต้นทุนต่อลูกค้า ผลตอบแทนต่อเงินโฆษณาธรรมดา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Disclosure Form คืออะไร เงื่อนไข กำหนดยื่น วิธีเตรียมข้อมูล

Disclosure Form คือแบบรายงานข้อมูลที่นิติบุคคลต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรหลักของไทย) เพื่อรายงานรายการค้าระหว่างกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน หลายบริษัทเพิ่งมารู้จัก Disclosure Form ตอนนักบัญชีแจ้งว่าถึงเกณฑ์ต้องยื่น แต่พอเปิดแบบฟอร์มจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องกรอกอะไรบ้าง เตรียมข้อมูลอย่างไร และจะยื่นทันกำหนดหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือนักบัญชีที่เพิ่งเจอแบบฟอร์มนี้ บทความนี้จะอธิบายทุกส่วนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงและ Checklist ที่ใช้เตรียมข้อมูลได้ทันที Disclosure Form คืออะไร Disclosure Form คือแบบรายงานประจำปีที่กรมสรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลที่มีรายการค้ากับบริษัทในเครือ ต้องเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกัน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบว่าการตั้งราคาสินค้าและบริการระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เป็นราคาตลาดจริง ไม่ใช่การถ่ายโอนกำไร (Transfer Pricing) พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าบริษัทของคุณขายสินค้าหรือให้บริการกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทที่ผู้ถือหุ้นเดียวกัน สรรพากรต้องการรู้ว่าราคาที่คิดกันเป็นราคาตลาด ไม่ได้ตั้งราคาต่ำหรือสูงเพื่อย้ายกำไรไปอีกบริษัทหนึ่ง Disclosure Form คือเครื่องมือที่ใช้รายงานข้อมูลเหล่านี้ให้สรรพากร ใครมีหน้าที่ต้องยื่น Disclosure Form บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น Disclosure Form ต้องเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน นั่นคือ เป็นองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทอื่นในรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยหากเข้าเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ นิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องยื่นเอกสารทุกปี ถ้าเข้าเกณฑ์แค่ข้อเดียว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เกณฑ์ความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ แปลว่าอะไร มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรที่กำหนดเรื่อง Transfer Pricing) ระบุว่าบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงบริษัทที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ ตัวอย่าง ถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม 50% ขึ้นไป บริษัท ก จำกัด ถือหุ้นในบริษัท ข จำกัด เป็นจำนวนมากกว่า 50% ขึ้นไป ถือว่ามีความสัมพันธ์กัน ผู้ถือหุ้นร่วมกัน 50% ขึ้นไป นาย ค ถือหุ้นบริษัท ก 70% และถือหุ้นบริษัท ข 55% ทั้งสองบริษัทจึงเข้าเกณฑ์ มีอำนาจควบคุมด้านทุน การจัดการ หรือการดำเนินงาน บริษัทแม่ส่งผู้บริหารไปบริหารบริษัทลูก หรือกำหนดนโยบายทางการเงินให้ สิ่งสำคัญคือการถือหุ้นทางอ้อมก็นับด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ถือหุ้นบริษัท ข 60% และบริษัท ข ถือหุ้นบริษัท ค 80% ดังนั้นบริษัท ก ถือหุ้นทางอ้อมในบริษัท ค คิดเป็น 48% (60% คูณ 80%) ซึ่งยังไม่ถึง 50% แต่ถ้าบริษัท ก ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท ค อีก 5% รวมแล้วเป็น 53% จะเข้าเกณฑ์ทันที เกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาท นับอย่างไร รายได้ 200 ล้านบาท หมายถึงรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทในรอบบัญชีนั้น ทั้งรายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ และรายได้อื่น ตามที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขายสินค้า 180 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 15 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับ 8 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 203 ล้านบาท เกินเกณฑ์ 200 ล้านบาท จึงต้องยื่น Disclosure Form (ถ้าเข้าเกณฑ์ความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 195 ล้านบาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ ปีนั้นยังไม่ต้องยื่น อย่างไรก็ตาม ต้องเช็คเกณฑ์ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะรายได้อาจเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนกรอก Disclosure Form Disclosure Form แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ Part A รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part B มูลค่ารายการระหว่างกัน และ Part C ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ แต่ละ Part มีจุดสำคัญที่ต้องระวัง Part A – รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part A ต้องระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทุกราย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่มีการค้าขาย หรือธุรกรรมร่วมกัน โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ Part B – มูลค่ารายการระหว่างกัน Part B ต้องระบุมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน เฉพาะกิจการที่มีรายการจริงในรอบบัญชีนั้น โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ขายสินค้าให้บริษัทลูก 50 ล้านบาท ให้บริการที่ปรึกษา 5 ล้านบาท และมีเงินให้กู้ยืมคงค้าง 20 ล้านบาท ต้องกรอกรายการทั้งหมดนี้ใน Part B Part C – ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (CbCR) Part C ใช้สำหรับบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติเท่านั้น โดยต้องระบุชื่อบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม (Ultimate Parent Entity) ประเทศที่จดทะเบียน และข้อมูลเกี่ยวกับ Country-by-Country Report (CbCR) หากบริษัทของคุณเป็นบริษัทไทยที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทไทยด้วยกันเท่านั้น สามารถข้าม Part C ได้ กำหนดเวลายื่นและบทลงโทษ นิติบุคคลต้องยื่น Disclosure Form ภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี โดยยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ซึ่งจะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างเช่น ถ้ารอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กำหนดยื่นคือภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป และถ้ายื่นผ่าน e-Filing จะได้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ปรับเท่าไหร่ บทลงโทษตามมาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (บทบัญญัติว่าด้วยค่าปรับกรณีไม่ยื่นรายงานข้อมูล) กำหนดค่าปรับตามระดับความล่าช้า กรณี ค่าปรับ ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ไม่เกิน 50,000 บาท ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ยื่น และสรรพากรตรวจพบเอง ไม่เกิน 200,000 บาท ยิ่งยื่นช้า ค่าปรับยิ่งสูง และกรณีที่ไม่ยื่นเลยจนสรรพากรตรวจพบเอง ค่าปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท ดังนั้นถ้ารู้ว่าถึงเกณฑ์ ควรยื่นให้ทันกำหนด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการยื่น Disclosure Form จากประสบการณ์ของนักบัญชี ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นมีดังนี้ Checklist เตรียมข้อมูลก่อนยื่น Disclosure Form รายการ ทำไมต้องเตรียม ตรวจสอบรายได้รวมในงบกำไรขาดทุน ว่าถึง 200 ล้านบาทหรือไม่ เป็นเกณฑ์แรกที่ต้องเช็ค ถ้าไม่ถึงไม่ต้องยื่น จัดทำรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งในและต่างประเทศ ใช้กรอก Part A ต้องครบทุกราย ไม่ว่าจะมีรายการค้าหรือไม่ ระบุลักษณะความสัมพันธ์และสัดส่วนการถือหุ้น รวมทางอ้อม สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 71 ทวิ จริง รวบรวมมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน แยกตามประเภท ใช้กรอก Part B ต้องแยกเป็นซื้อ-ขายสินค้า ค่าบริการ ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย ตรวจสอบยอดคงค้างระหว่างกัน ณ วันสิ้นรอบบัญชี Part B ต้องรายงานยอดที่ค้างชำระด้วย ไม่ใช่แค่รายการที่เกิดระหว่างปี เทียบตัวเลขกับหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวเลขต้องตรงกัน เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ระบุข้อมูลบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม ถ้ามีกลุ่มข้ามชาติ ใช้กรอก Part C สำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มข้ามชาติ ยื่นผ่าน e-Filing ภายในกำหนด ได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน และมีหลักฐานการยื่นอิเล็กทรอนิกส์ สรุป: เตรียมข้อมูลให้ครบ ยื่นให้ทัน ลดความเสี่ยงโดนปรับ Disclosure Form ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เมื่อเข้าใจหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เช็คเกณฑ์ให้แน่ใจ (รายได้ถึง 200 ล้านบาทและมีความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ) เตรียมข้อมูลให้ครบ (Part A ใส่ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง Part B เฉพาะที่มีรายการจริง Part C สำหรับกลุ่มข้ามชาติ) และยื่นให้ทันกำหนด (150 วัน หรือ 158 วันผ่าน e-Filing) สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นคือการจัดระบบข้อมูลบัญชีให้พร้อมตั้งแต่ระหว่างปี ไม่ต้องรีบเตรียมตอนใกล้กำหนดยื่น จัดเตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมยื่น Disclosure Form ด้วย PEAK การเตรียมข้อมูลสำหรับ Disclosure Form จะง่ายขึ้นมาก ถ้าข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการค้า ออกเอกสารซื้อ-ขาย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้ดึงข้อมูลรายการระหว่างกัน ยอดคงค้าง และตัวเลขรายได้รวมได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมจากหลายแหล่ง พร้อมยื่นเอกสารได้อย่างมั่นใจ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Disclosure Form บริษัทรายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ต้องยื่นหรือไม่ ไม่ต้องยื่น เพราะเกณฑ์การยื่น Disclosure Form กำหนดให้นิติบุคคลต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อพร้อมกัน คือมีความสัมพันธ์กับกิจการอื่นตามมาตรา 71 ทวิ และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ถ้ารายได้ไม่ถึง ไม่มีหน้าที่ยื่น แต่ควรตรวจสอบรายได้ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะถ้าปีถัดไปรายได้เกิน 200 ล้าน จะต้องยื่นทันที ยื่น Disclosure Form ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่สามารถยื่นเป็นกระดาษได้ ขั้นตอนคือเข้าสู่ระบบ e-Filing ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลือกเมนู Disclosure Form กรอกข้อมูล Part A Part B และ Part C (ถ้ามี) ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วกดยื่นแบบ ระบบจะออกใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐาน ยื่นผิดหรือยื่นไม่ครบ แก้ไขได้หรือไม่ แก้ไขได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing เพื่อปรับปรุงข้อมูล แต่ควรแก้ไขก่อนครบกำหนดยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ถ้าพบข้อผิดพลาดหลังครบกำหนดแล้ว ควรยื่นแก้ไขโดยเร็วที่สุดและเก็บหลักฐานการแก้ไขไว้ เพื่อแสดงเจตนาสุจริตกรณีถูกตรวจสอบ Disclosure Form ต่างจาก Transfer Pricing Report อย่างไร Disclosure Form เป็นแบบรายงานประจำปีที่ยื่นทุกปี สรุปข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกันในภาพรวม ส่วน Transfer Pricing Report หรือ TP Report เป็นรายงานวิเคราะห์ราคาโอนฉบับละเอียด ที่ต้องจัดทำเมื่อสรรพากรร้องขอ หรือจัดทำไว้ล่วงหน้าเป็นเอกสารประกอบ TP Report ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ว่าราคาที่ใช้ระหว่างกันเป็นราคาตลาดจริงหรือไม่ ซึ่งซับซ้อนกว่า Disclosure Form มาก

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีครึ่งปี จ่ายแล้วบันทึกบัญชียังไง วิธีลงบัญชีและตัดยอดปลายปี

ภาษีครึ่งปีจ่ายไปแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องบันทึกบัญชียังไงให้ถูกต้อง นักบัญชี SME หลายคนเจอปัญหานี้ทุกปี จ่ายเงินออกไปแล้วแต่ไม่มั่นใจว่าต้อง Dr อะไร Cr อะไร แล้วพอถึงปลายปีก็สับสนอีกว่าจะตัดยอดยังไง ความจริงแล้วหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องเข้าใจว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นสินทรัพย์ที่รอตัดยอด ภาษีครึ่งปีคืออะไร ทำไมต้องจ่าย ภาษีครึ่งปี คือภาษีเงินได้ที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายล่วงหน้ากลางปี คำนวณจากกำไรสุทธิที่ประมาณการไว้ แทนที่จะรอจ่ายทีเดียวตอนสิ้นปี กรมสรรพากรใช้วิธีนี้เพื่อกระจายภาระภาษีให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกก้อนใหญ่ปลายปี ประเภท แบบภาษี ใครต้องยื่น กำหนดยื่น (ปี 2569) ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ภ.ง.ด.51 บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกแห่ง ภายใน 31 ส.ค. 2569 (ออนไลน์ถึง 8 ก.ย.) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภ.ง.ด.94 ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5-8 เช่น เจ้าของร้าน ฟรีแลนซ์ ภายใน ก.ย. 2569 (ออนไลน์ถึง 8 ต.ค.) กำหนดยื่นจากปฏิทินภาษี กรมสรรพากร รายละเอียดวิธียื่นและคำนวณ ดูได้ที่ ภ.ง.ด.51 สรุปทุกเรื่องที่ไม่ควรพลาด และ ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีบุคคลธรรมดา จ่ายภาษีครึ่งปีแล้ว บันทึกบัญชียังไง ภาษีครึ่งปีที่จ่ายไปแล้วไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในทันที แต่เป็น ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า ซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เงินก้อนนี้จะนำไปหักกับภาษีเต็มปีตอนปิดงบ หลักการบัญชี: ภาษีจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Tax) คืออะไร ภาษีจ่ายล่วงหน้า คือเงินที่กิจการจ่ายภาษีไปก่อนที่จะรู้ตัวเลขภาษีจริงทั้งปี ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน กิจการมีสิทธิ์นำไปหักกับภาษีที่ต้องจ่ายจริงตอนสิ้นปี ตัวอย่างที่เข้าใจง่าย: เหมือนจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน ตอนจ่ายยังไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน แต่ค่อยๆ ตัดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละส่วน ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง บัญชีหลักที่ใช้บันทึกภาษีครึ่งปีมี 3 รายการ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) สมมติ บริษัท สมาร์ท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีแรก ได้ 1,200,000 บาท จึงต้องจ่ายภาษีครึ่งปี คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิประมาณการ (ครึ่งปี) 1,200,000 บาท ภาษี 20% 1,200,000 × 20% 240,000 บาท ภาษีครึ่งปีที่ต้องจ่าย 240,000 ÷ 2 120,000 บาท อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปกติ 20% กรณี SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินเสีย 15% ถ้ากำไรไม่เกิน 3 ล้านบาท อ่านเพิ่มได้ที่สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME ขั้นตอนที่ 1 บันทึกตอนจ่ายภาษีครึ่งปี (ส.ค. 2569) เมื่อจ่ายภาษี ภ.ง.ด.51 จำนวน 120,000 บาท ผ่านธนาคาร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 เงินฝากธนาคาร 120,000 ตอนนี้ ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า จะปรากฏเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบ รอตัดยอดตอนปิดงบสิ้นปี ขั้นตอนที่ 2 บันทึกตอนปลายปี (ตัดยอดกับภาษีเต็มปี) เมื่อปิดงบสิ้นปี จะรู้ตัวเลขกำไรสุทธิจริงทั้งปี จากนั้นนำภาษีที่จ่ายครึ่งปีมาหักออก กรณีที่ 1 กำไรจริงมากกว่าที่ประมาณการ (ต้องจ่ายเพิ่ม) สมมติกำไรสุทธิทั้งปีจริง = 3,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีเต็มปีจริง 3,000,000 × 20% 600,000 บาท หักภาษีจ่ายล่วงหน้า (ครึ่งปี) 120,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม 600,000 – 120,000 480,000 บาท Journal Entry ตอนปิดงบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล 600,000 ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 480,000 หลังบันทึกรายการนี้ ยอด ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า จะเป็นศูนย์ และ ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 480,000 บาท จะปรากฏเป็นหนี้สินหมุนเวียน รอจ่ายตอนยื่น ภ.ง.ด.50 กรณีที่ 2 กำไรจริงน้อยกว่าที่ประมาณการ (จ่ายเกิน ขอคืนได้) สมมติกำไรสุทธิทั้งปีจริง = 500,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีเต็มปีจริง 500,000 × 20% 100,000 บาท หักภาษีจ่ายล่วงหน้า (ครึ่งปี) 120,000 บาท ภาษีที่จ่ายเกิน (ขอคืนได้) 120,000 – 100,000 20,000 บาท Journal Entry ตอนปิดงบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล 100,000 ลูกหนี้กรมสรรพากร 20,000 ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 ยอด 20,000 บาท ใน ลูกหนี้กรมสรรพากร คือส่วนที่จ่ายเกิน สามารถยื่นขอคืนพร้อม ภ.ง.ด.50 หรือเลือกเครดิตไว้หักกับภาษีปีถัดไป ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปี นักบัญชีที่เพิ่งเริ่มดูแลงบ SME มักเจอปัญหาเหล่านี้ สรุป: บันทึกถูกตั้งแต่ครึ่งปี ปิดงบสิ้นปีไม่ต้องแก้ย้อน การบันทึกภาษีครึ่งปีให้ถูกตั้งแต่วันจ่าย ช่วยให้งบแสดงตัวเลขที่แท้จริงตลอดทั้งปี ไม่ต้องมานั่งปรับปรุงรายการตอนปิดงบ หลักง่ายๆ คือ จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปี ภาษีครึ่งปีจ่ายแล้ว ได้เงินคืนไหม ได้ ถ้ากำไรสุทธิทั้งปีจริงน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ตอนยื่นครึ่งปี ภาษีส่วนที่จ่ายเกินยื่นขอคืนพร้อมแบบ ภ.ง.ด.50 ได้ หรือจะเลือกเครดิตไว้หักกับภาษีปีถัดไปก็ได้ ต้องบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปีทุกครั้งที่จ่ายหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้ง หลักบัญชีกำหนดให้รับรู้รายการเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงเงินสดสูงเกินจริง และไม่เห็นยอดภาษีจ่ายล่วงหน้าที่ควรเป็นสินทรัพย์ ภาษีจ่ายล่วงหน้ากับภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ต่างกันยังไง ต่างกันที่ ใครเป็นคนจ่าย ภาษีจ่ายล่วงหน้าคือกิจการจ่ายเอง เช่น จ่าย ภ.ง.ด.51 ส่วนภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายคือลูกค้าหักไว้ก่อนจ่ายเงินให้เรา เช่น หัก 3% ก่อนจ่ายค่าบริการ ทั้งสองนำไปหักภาษีเต็มปีได้ แต่ต้องแยกบัญชีกัน ถ้าประมาณการกำไรครึ่งปี ภ.ง.ด.51 ขาดไปเกิน 25% จะเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสุทธิจริงทั้งปีเกินกว่าที่ประมาณการไว้เกิน 25% กิจการต้องเสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ชำระขาด การบันทึกบัญชีส่วนเงินเพิ่ม ให้ Dr. เงินเพิ่มภาษี (ค่าใช้จ่าย) / Cr. เงินสด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เช็คภาษีออนไลน์ วิธีตรวจสอบสถานะภาษีครบทุกประเภท สำหรับผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการหลายคนจ่ายภาษีครบทุกเดือน แต่ไม่เคยเช็คว่ายื่นครบหรือยัง สถานะเงินคืนไปถึงไหนแล้ว หรือมียอดค้างชำระซ่อนอยู่หรือเปล่า เช็คภาษีคืออะไร ทำไมผู้ประกอบการต้องตรวจสอบสถานะภาษีเป็นประจำ เช็คภาษี คือการตรวจสอบว่าเรายื่นแบบภาษีครบถ้วน ชำระภาษีตรงเวลา และมีสถานะคืนเงินภาษีอย่างไรบ้าง ผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบภาษีเป็นประจำช่วยป้องกันปัญหาที่ผู้ประกอบการหลายคนเจอ เช่น ลืมยื่นแบบจนโดนเบี้ยปรับ ยื่นซ้ำซ้อน หรือไม่รู้ว่ามีเงินคืนภาษีรอรับ ยิ่งทำธุรกิจที่ต้องจัดการภาษีหลายประเภท ยิ่งต้องเช็คสม่ำเสมอ ใครบ้างที่ต้องเช็คภาษี วิธีเช็คภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออนไลน์ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษีที่คนทำงานและฟรีแลนซ์ทุกคนต้องยื่น โดยสามารถเช็คสถานะได้ 2 ช่องทางหลัก (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความเช็คภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ PEAK) เช็คผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร เป็นช่องทางหลักสำหรับยื่นและเช็คภาษีออนไลน์ ขั้นตอนมีดังนี้ เช็คผ่านแอปพลิเคชัน RD Smart Tax แอป RD Smart Tax ของกรมสรรพากรใช้งานผ่านมือถือได้ทั้ง iOS และ Android ทำให้เช็คสถานะภาษีได้ทุกที่ เมื่อล็อกอินแล้วจะเห็นข้อมูลการยื่นแบบ สถานะคืนภาษี และรายละเอียดภาษีที่เกี่ยวข้องกับเลขบัตรประชาชนของเรา เช็คสถานะคืนภาษี (ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91) หลังยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ทางออนไลน์ เช็คสถานะเงินคืนได้ที่ระบบ e-Filing เมนู “สอบถามข้อมูลคืนภาษี” โดยทั่วไปกรมสรรพากรจะคืนเงินภาษีภายใน 3 เดือนสำหรับการยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านบัญชีธนาคารพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน ตรวจสอบสถานะคืนภาษีได้ที่ระบบสอบถามข้อมูลการคืนภาษี วิธีเช็คภาษีเงินได้นิติบุคคลออนไลน์ สำหรับเจ้าของกิจการที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 ครั้งต่อปี และสามารถเช็คสถานะการยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้เช่นกัน เช็คการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 เข้าระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล แล้วเลือกเมนู “สอบถามข้อมูลการยื่นแบบ” เพื่อดูว่ายื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ไปแล้วหรือยัง กำหนดยื่นภาษีนิติบุคคลที่ต้องรู้ แบบภาษี คำอธิบาย กำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ภายใน 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี ภ.ง.ด.51 ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ภายใน 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตจะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน วิธีเช็คภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออนไลน์ ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะมียอดขายหรือไม่ก็ตาม เช็คสถานะจดทะเบียน VAT ผู้ประกอบการสามารถเช็คว่ากิจการจดทะเบียน VAT แล้วหรือยังผ่านระบบค้นหาผู้จดทะเบียน VAT โดยกรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ระบบจะแสดงข้อมูลชื่อกิจการ ที่อยู่ และวันที่จดทะเบียน ร้านค้าไหนที่ยอดขายถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือออนไลน์ เช็คยอด VAT ที่ต้องชำระ เข้าระบบ e-Filing แล้วดูประวัติการยื่นแบบ ภ.พ.30 จะเห็นยอดภาษีขาย ภาษีซื้อ และยอดที่ต้องชำระหรือขอคืนในแต่ละเดือน ภาษีซื้อ คือ VAT ที่เราจ่ายตอนซื้อของเข้ากิจการ ส่วนภาษีขาย คือ VAT ที่เราเก็บจากลูกค้า ถ้าภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร แต่ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนหรือยกไปเดือนถัดไปได้ วิธีเช็คภาษีหัก ณ ที่จ่ายออนไลน์ ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างหรือค่าบริการให้ใครสักคน ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วนำส่งกรมสรรพากร ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่จ้างฟรีแลนซ์หรือจ่ายค่าบริการบ่อย ต้องเช็คว่ายื่นแบบครบทุกเดือนหรือยัง เช็คการยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 เข้าระบบ e-Filing แล้วดูประวัติการยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 กำหนดยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปที่จ่ายเงิน ถ้ายื่นออนไลน์จะได้ขยายถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นเลยกำหนดจะมีเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง วิธีเช็คภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออนไลน์ ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินหรืออาคารต้องชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายในเดือนมิถุนายนของทุกปี อัตราภาษีแตกต่างตามประเภทการใช้งาน เช่น ที่อยู่อาศัย เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือที่ดินว่างเปล่า เช็คยอดภาษีที่ต้องจ่ายได้ที่สำนักงานเขตหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ บาง อปท. เปิดให้เช็คออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของตนเอง PEAK มีบทความอธิบายรายละเอียดเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้แล้ว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ วิธีเช็คภาษีรถยนต์ออนไลน์ ภาษีรถยนต์ต้องต่อทุกปีก่อนวันหมดอายุ หากเลยกำหนดจะมีค่าปรับ 1% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย สามารถเช็คค่าภาษีรถที่ต้องจ่ายและต่อภาษีออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ กรมการขนส่งทางบก (eservice.dlt.go.th) โดยกรอกเลขทะเบียนรถ ระบบจะแสดงยอดภาษีรถและ พ.ร.บ. ที่ต้องชำระ รวมช่องทางเช็คภาษีออนไลน์ทุกประเภท ตารางด้านล่างสรุปภาษีแต่ละประเภทว่าเช็คที่ไหนและยื่นเมื่อไร ช่วยให้ดูภาพรวมได้ง่ายขึ้น ประเภทภาษี ช่องทางเช็คออนไลน์ กำหนดยื่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา e-Filing / RD Smart Tax ม.ค. – มี.ค. ของปีถัดไป ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ปี) e-Filing 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ครึ่งปี) e-Filing 2 เดือนหลังครบ 6 เดือนแรก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) e-Filing ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย e-Filing ทุกเดือน ภายในวันที่ 7 (ออนไลน์ วันที่ 15) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เว็บไซต์ อปท. / สำนักงานเขต ภายในเดือน มิ.ย. ภาษีรถยนต์ eservice.dlt.go.th ก่อนวันหมดอายุ PEAK ช่วยเช็คและจัดการภาษีให้ธุรกิจคุณอย่างไร การเช็คภาษีหลายประเภททุกเดือนอาจดูซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อต้องจัดการทั้ง VAT หัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมกัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใช้ AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลบัญชีและภาษีก่อนยื่นแบบ ลดโอกาสผิดพลาดที่อาจนำไปสู่เบี้ยปรับ PEAK คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติเมื่อบันทึกรายจ่าย ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ทันที และสรุปยอด VAT ภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ครบ พร้อมออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการมั่นใจก่อนยื่นแบบ ไม่ต้องกลัวว่าจะยื่นผิดพลาด สรุป เช็คภาษีออนไลน์ ครบทุกประเภท สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำเป็นประจำ จัดการภาษีธุรกิจให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง คำนวณภาษีอัตโนมัติ และออกเอกสารภาษีให้ครบ ทั้ง VAT หัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้นิติบุคคล ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเช็คภาษี เช็คภาษีออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงไหม ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเปิดให้เช็คข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่บางช่วงที่ใกล้กำหนดยื่นแบบ (เช่น ปลายเดือนมีนาคม) ระบบอาจช้ากว่าปกติเพราะมีผู้ใช้งานจำนวนมาก แนะนำให้เช็คในช่วงที่ไม่ใช่เวลาเร่งด่วน เช็คภาษีค้างชำระแล้วพบว่าค้างอยู่ ต้องทำอย่างไร ควรชำระให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด เพราะภาษีที่ค้างจะมีเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องชำระ ถ้าค้างนานหลายเดือน ยอดเงินเพิ่มจะสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ สามารถชำระผ่านระบบ e-Filing หรือที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ได้ ฟรีแลนซ์ต้องเช็คภาษีอะไรบ้าง ฟรีแลนซ์ควรเช็ค 2 เรื่องหลัก คือ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้รับจากผู้จ้างว่าครบทุกรายการหรือไม่ และสถานะการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี ถ้าผู้จ้างหักภาษีไว้เกินกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ฟรีแลนซ์มีสิทธิ์ขอคืนภาษีได้ เช็คภาษีย้อนหลังได้กี่ปี ผ่านระบบ e-Filing สามารถดูประวัติการยื่นแบบย้อนหลังได้หลายปี ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่กรมสรรพากรจัดเก็บไว้ในระบบ ส่วนกรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 5 ปี หรือ 10 ปีในกรณีที่สงสัยว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร หน้าที่ วิธีเลือก ค่าบริการ ฉบับ SME

ปัจจุบันมาตรการทางภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนขึ้นตามทิศทางการดำเนินธุรกิจ การวางแผนภาษีที่ดี นอกจากจะช่วยให้ชำระภาษีได้อย่างถูกต้องครบถ้วนยังเป็นการรักษาผลประโยชน์ขององค์กรในการบริหารค่าใช้จ่ายทางด้านภาษี อีกทั้งหลายธุรกิจประสบปัญหาจากการจัดการทางด้านภาษี ทำให้การชำระภาษีล่าช้าหรือไม่ถูกต้อง ต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับทางภาษีในมูลค่าสูง การมีที่ปรึกษาทางภาษีจึงเป็นกลยุทธที่สำคัญในการจัดการปัญหาด้านภาษีหรือเพื่อการวางแผนทางภาษีให้กับองค์กร

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ประมวลรัษฎากร คืออะไร สรุปกฎหมายภาษีอากรฉบับเข้าใจง่ายสำหรับ SME

ผู้ประกอบการหลายคนได้ยินคำว่า “ประมวลรัษฎากร” แต่ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองอย่างไร ประมวลรัษฎากร คืออะไร ประมวลรัษฎากร คือกฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องภาษีอากรของประเทศไทย ใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 โดยกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่ดูแลการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายนี้ พูดง่ายๆ ว่าทุกครั้งที่ธุรกิจยื่นภาษี หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือจด VAT ล้วนทำตามกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น ภาษีอากร ภาษี และอากร ต่างกันอย่างไร หลายคนใช้คำเหล่านี้สลับกัน แต่ความหมายต่างกัน คำ ความหมาย ตัวอย่าง ภาษี เงินที่รัฐเรียกเก็บจากรายได้หรือกำไร ไม่มีสิ่งตอบแทนโดยตรง ภาษีเงินได้, VAT อากร เงินที่รัฐเรียกเก็บจากการทำนิติกรรมหรือใช้เอกสารบางประเภท อากรแสตมป์บนสัญญาเช่า ภาษีอากร คำรวมที่ครอบคลุมทั้งภาษีและอากรตามประมวลรัษฎากร ภาษี + อากร ทั้งหมดที่สรรพากรดูแล ภาษีตามประมวลรัษฎากร มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ประมวลรัษฎากรแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 ลักษณะหลัก (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ครอบคลุมภาษีหลัก 5 ประเภท บวกกลไกหักภาษีล่วงหน้าอีก 1 รายการ รวมเป็น 6 เรื่องที่ SME ต้องเจอ ประเภท ใครต้องจ่าย อัตรา แบบฟอร์มหลัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนทั่วไปที่มีรายได้ 0-35% ตามขั้นบันได ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91 ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัท, ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน 20% ของกำไร (SME อาจได้ลดหย่อน) ภ.ง.ด.50, ภ.ง.ด.51 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผู้ประกอบการที่รายได้ถึงเกณฑ์จดทะเบียน 7% ภ.พ.30 ภาษีธุรกิจเฉพาะ ธุรกิจเฉพาะ เช่น ธนาคาร ประกันชีวิต ขายอสังหาฯ 0.1-3% ตามประเภท ภ.ธ.40 อากรแสตมป์ ผู้ทำสัญญา/ตราสารที่กฎหมายกำหนด ตามอัตราท้ายประมวลฯ ติดแสตมป์/ชำระเป็นตัวเงิน หัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าจ้าง/บริการ 1-5% ตามประเภทเงินได้ ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนทั่วไปที่มีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้างฟรีแลนซ์ หรือกำไรจากธุรกิจส่วนตัว ต้องยื่นภาษีปีละครั้ง ใช้แบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) หรือ ภ.ง.ด.91 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว) ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน เสียภาษี 20% จากกำไรหลังหักค่าใช้จ่าย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดอัตราภาษีตามขั้นบันได (ข้อมูลจาก พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 530) ยื่น 2 ครั้งต่อปี ได้แก่ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบ 6 เดือน และ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กิจการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บ 7% จากลูกค้า จากนั้นนำส่งภาษีรายเดือนด้วยแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ภาษีธุรกิจเฉพาะใช้กับธุรกิจบางประเภทเท่านั้น เช่น ธนาคาร ประกันชีวิต หรือขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี SME ทั่วไปมักไม่เกี่ยว ยกเว้นกรณีขายที่ดินหรืออาคาร อากรแสตมป์เรียกเก็บจากสัญญาหรือตราสารที่กฎหมายกำหนด เช่น สัญญาเช่า สัญญาจ้าง หนังสือมอบอำนาจ ต้องติดแสตมป์หรือชำระเป็นตัวเงินให้ครบตามอัตราที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ (ตามมาตรา 104 ประมวลรัษฎากร) หัก ณ ที่จ่าย แม้ไม่ใช่ “ภาษี” โดยตรง แต่เป็นกลไกสำคัญตามประมวลรัษฎากร เวลาจ่ายค่าจ้างหรือค่าบริการ ผู้จ่ายต้องหักภาษีไว้ส่วนหนึ่งแล้วนำส่งสรรพากร ด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา) หรือ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี (50 ทวิ) ให้ผู้ถูกหักเป็นหลักฐาน มาตราสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ประมวลรัษฎากรมีหลายร้อยมาตรา แต่สำหรับ SME มี 4 มาตราที่กระทบโดยตรง มาตรา 40 — เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มาตรานี้แบ่งรายได้ออกเป็น 8 ประเภท ตั้งแต่เงินเดือน (ประเภทที่ 1) ไปจนถึงรายได้จากธุรกิจ ร้านค้า ฟรีแลนซ์ (ประเภทที่ 8) ประเภทที่รายได้อยู่กำหนดวิธีหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่าง ถ้าเปิดร้านขายของออนไลน์ รายได้จัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ซึ่งเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ มาตรา 65 — กำไรสุทธิของนิติบุคคล กำหนดวิธีคำนวณกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) เพื่อใช้เป็นฐานคิดภาษีนิติบุคคล ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักได้ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับกิจการจริงและมีหลักฐาน มาตรา 77 — ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดว่าใครต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไร และต้องทำอะไรบ้าง เช่น ออกเอกสารยืนยัน VAT ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ มาตรา 81 — กิจการที่ได้รับยกเว้น VAT บางกิจการไม่ต้องจด VAT แม้รายได้จะเกิน 1.8 ล้านบาท เช่น ขายพืชผลทางการเกษตร ขายสัตว์มีชีวิต ให้บริการทางการศึกษา หรือให้บริการด้านสาธารณสุข (ตามมาตรา 81 ประมวลรัษฎากร) ประมวลรัษฎากร กับการทำบัญชี ผลกระทบที่ SME ต้องรู้ กฎหมายภาษีส่งผลต่อการทำบัญชีโดยตรงใน 3 เรื่อง ได้แก่ วิธีบันทึกบัญชีภาษี การเก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 5 ปี และบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม ผู้ประกอบการที่เข้าใจจุดนี้จะลดความเสี่ยงตอนปิดงบและยื่นภาษีได้มาก เรื่องที่ 1 — บันทึกบัญชีที่เกี่ยวกับภาษี ทุกรายการภาษีต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายตอนซื้อของ) ภาษีขาย (VAT ที่เก็บจากลูกค้า) หรือภาษีที่หักไว้และต้องนำส่งรายเดือน ถ้าบันทึกผิด อาจทำให้ยอดภาษีในงบการเงินไม่ตรงกับแบบยื่น เรื่องที่ 2 — เก็บเอกสารไม่น้อยกว่า 5 ปี ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 (กฎหมายบัญชี) กิจการต้องเก็บเอกสารบัญชีอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี ส่วนประมวลรัษฎากรกำหนดให้เก็บเอกสารภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีเช่นกัน เช่น ใบกำกับภาษี รายงานภาษีซื้อ-ขาย และแบบยื่นภาษีทุกฉบับ เรื่องที่ 3 — บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม ยื่นภาษีล่าช้า เสียค่าปรับ 1,000-2,000 บาทต่อแบบ พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ข้อมูลจาก rd.go.th) ถ้าไม่ยื่นเลยหรือยื่นเท็จ มีโทษทั้งปรับและจำคุก สรุป: ประมวลรัษฎากร กฎหมายภาษีที่ SME ต้องเข้าใจ จัดการภาษีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกเอกสารภาษี คำนวณภาษีหัก และจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขายให้อัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความเสี่ยงผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับประมวลรัษฎากร ประมวลรัษฎากร ต่างจากกฎหมายภาษีอื่นอย่างไร ประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายภาษีหลักที่สรรพากรดูแล แต่ยังมีกฎหมายภาษีอื่นที่อยู่นอกประมวลฯ เช่น พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต (กฎหมายสรรพสามิต) ที่กรมสรรพสามิตดูแล หรือ พ.ร.บ.ศุลกากร (กฎหมายศุลกากร) ที่กรมศุลกากรดูแล ถ้าธุรกิจนำเข้าส่งออกจะเจอกฎหมายศุลกากรเพิ่มเติมด้วย SME ที่เพิ่งเปิดบริษัท ต้องเจอภาษีอะไรก่อน อย่างแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล ทุกบริษัทต้องยื่นแม้ยังไม่มีกำไร อย่างที่สองคือการหักภาษี เพราะทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างหรือค่าบริการต้องหักภาษีส่วนหนึ่งไว้นำส่ง ส่วน VAT จะเข้ามาเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์จดทะเบียน ประมวลรัษฎากร อัปเดตล่าสุดเรื่องอะไร การแก้ไขที่สำคัญล่าสุดคือเรื่องกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) ที่เพิ่มลักษณะ 7 เข้ามาในปี 2562 กำหนดให้บริษัทที่มีรายได้เกิน 200 ล้านบาทต่อปี ต้องจัดทำรายงานข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ สรรพากรยังปรับปรุงเรื่อง e-Withholding Tax (ระบบหักภาษีอิเล็กทรอนิกส์) และ e-Tax Invoice อย่างต่อเนื่อง ติดตามข่าวสารล่าสุดได้ที่ rd.go.th ถ้าไม่เข้าใจเรื่องภาษี จ้างสำนักงานบัญชีช่วยได้ไหม ได้ และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับ SME ที่ไม่มีทีมบัญชีเอง สำนักงานบัญชีช่วยยื่นภาษี จัดทำงบการเงิน และให้คำแนะนำเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีต่างๆ ที่อาจยังไม่รู้ โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ช่วยให้สำนักงานบัญชีทำงานเร็วขึ้นและลดข้อผิดพลาดในการบันทึกรายการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีสรรพสามิต คืออะไร สินค้าที่ต้องเสีย อัตราและวิธีคำนวณ

เจ้าของกิจการหลายคนเคยเห็นคำว่า ภาษีสรรพสามิต บนฉลากสินค้าหรือในข่าวปรับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก VAT ยังไง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองไหม ภาษีสรรพสามิต คืออะไร (Excise Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น น้ำมัน สุรา บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป้าหมายหลักมี 2 ข้อ คือสร้างรายได้ให้รัฐ และควบคุมการบริโภคสินค้าที่อาจกระทบสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ภาษีสรรพสามิต ต่างจาก VAT อย่างไร คนจำนวนมากสับสนระหว่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ทั้งสองจะเป็นภาษีทางอ้อมเหมือนกัน แต่มีจุดต่างชัดเจน เปรียบเทียบ ภาษีสรรพสามิต VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เก็บจากสินค้าอะไร เฉพาะสินค้าที่กำหนดในกฎหมาย เช่น น้ำมัน สุรา รถยนต์ สินค้าและบริการเกือบทุกชนิด อัตรา ต่างกันตามประเภทสินค้า (ตั้งแต่ 0% ถึงกว่า 50%) อัตราเดียว 7% หน่วยงานจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร จุดจัดเก็บ ณ โรงงานผลิตหรือด่านศุลกากร (กรณีนำเข้า) ทุกขั้นตอนการซื้อขาย สินค้าบางอย่าง เช่น เบียร์ ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT ซึ่ง VAT จะคำนวณจากราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้วอีกทอดหนึ่ง ใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ผู้ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต้นทางของสินค้า ได้แก่ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นคนจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ภาระภาษีมักถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงเป็นผู้แบกรับต้นทุนจริงในท้ายที่สุด สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มีอะไรบ้าง สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีแบ่งเป็นหมวดหลัก หมวด สินค้า/บริการ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ LPG NGV น้ำมันหล่อลื่น (รายได้สรรพสามิตสูงสุด) เครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สุรา น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง (น้ำตาลสูง = ภาษีสูงกว่า) ยาสูบ บุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น บุหรี่ไฟฟ้า (อัตราภาษีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง) รถยนต์และยานพาหนะ รถยนต์นั่ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ รถ ATV รถ EV (ได้อัตราพิเศษ) สินค้าและบริการอื่น แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ น้ำหอม เครื่องสำอาง สนามกอล์ฟ ไนท์คลับ เรือยอทช์ อัตราภาษีสรรพสามิต แต่ละประเภทสินค้า อัตราภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและวิธีคำนวณ สรุปอัตราหลักได้ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราตามมูลค่า (%) อัตราตามปริมาณ น้ำมันเบนซิน 6.50 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 6.44 บาท/ลิตร (ปรับลดเหลือ ~1.01 ช่วงมาตรการรัฐ) เบียร์ 22% 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สุราขาว 2% 155 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ บุหรี่ 40% 1.20 บาท/มวน น้ำอัดลม 14% 1 บาท/ลิตร (ปรับเพิ่มตามปริมาณน้ำตาล) รถยนต์นั่ง (เครื่อง > 3,000cc) 40% รถยนต์นั่ง EV 2% (มาตรการส่งเสริม ถึง 31 ธ.ค. 2568) เครื่องปรับอากาศ 10% สนามกอล์ฟ 10% ของรายรับ อ้างอิง กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และ พิกัดอัตราสรรพสามิต อัตราบางรายการอาจปรับเปลี่ยนตามมาตรการรัฐ วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต (สูตรและตัวอย่าง) การคำนวณภาษีสรรพสามิตมี 2 วิธี แล้วใช้ตัวเลขที่สูงกว่า การคำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) คิดจากราคาขายส่ง ณ โรงงานหรือราคา CIF (กรณีนำเข้า) ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ราคาขายส่งหรือราคา CIF × อัตราภาษีตามมูลค่า การคำนวณตามปริมาณ (Specific Rate) คิดจากจำนวนหน่วยสินค้า เช่น ลิตร กิโลกรัม มวน ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ปริมาณสินค้า × อัตราภาษีต่อหน่วย ตัวอย่างการคำนวณจริง กรณีน้ำอัดลม สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตน้ำอัดลม 10,000 ลิตร ราคาขายส่ง ณ โรงงานลิตรละ 15 บาท ขั้นที่ 1 คำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาขายส่งรวม 10,000 × 15 150,000 บาท ภาษีตามมูลค่า 150,000 × 14% 21,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณตามปริมาณ (Specific) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ปริมาณผลิต 10,000 ลิตร ภาษีตามปริมาณ 10,000 × 1 บาท/ลิตร 10,000 บาท ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบ รายการ จำนวนเงิน ตามมูลค่า 21,000 บาท ตามปริมาณ 10,000 บาท ต้องจ่ายจริง (ตัวที่สูงกว่า) 21,000 บาท กฎหมายกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่าง 2 วิธี ดังนั้นบริษัท ก จำกัด ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 21,000 บาท ข้อยกเว้นและกรณีที่ได้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น อ้างอิง กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง เพราะภาษีนี้เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเฉพาะประเภท แต่ถ้าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตเครื่องดื่ม แปรรูปสุรา นำเข้ารถยนต์ หรือประกอบธุรกิจสถานบันเทิง มีหน้าที่จดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นแบบ และชำระภาษีตามกำหนด ต้องวางแผนต้นทุนให้ครอบคลุมภาษีนี้ตั้งแต่ขั้นกำหนดราคาขาย สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ภาษีสรรพสามิตถูกบวกอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการ คือบันทึกต้นทุนให้ถูกต้อง เพื่อคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แม่นยำ สรุป: ภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ต้องจำ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าเฉพาะประเภทตั้งแต่ต้นทาง เจ้าของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ส่วนเจ้าของกิจการทั่วไปแม้ไม่ได้จ่ายภาษีนี้โดยตรง แต่ควรเข้าใจว่ามันส่งผลต่อราคาต้นทุนสินค้า สิ่งที่ควรทำต่อ จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร จัดการภาษีได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต ภาษาอังกฤษคืออะไร ภาษีสรรพสามิตในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Excise Tax” หรือ “Excise Duty” เป็นคำที่ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ภาษีสรรพสามิต คำนวณจากอะไร คำนวณจาก 2 ฐาน คือ มูลค่า (ราคาขาย ณ โรงงานหรือราคานำเข้า) กับปริมาณ (จำนวนลิตร มวน กิโลกรัม) แล้วใช้ยอดที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลขดูได้ในหัวข้อวิธีคำนวณด้านบน ภาษีสรรพสามิต จ่ายที่ไหน จ่ายออนไลน์ได้ไหม ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตได้ที่ excise.go.th หรือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเองไหม ตามกฎหมาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ภาระภาษีถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว เช่น เวลาซื้อเบียร์ 1 ขวด ราคาที่จ่ายมีภาษีสรรพสามิตบวกอยู่โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องไปยื่นแบบเอง เปิดร้านขายเหล้า-บุหรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไหม ร้านค้าปลีกที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเอง เพราะโรงงานหรือผู้นำเข้าจ่ายไปแล้วก่อนสินค้าจะมาถึงร้าน แต่ร้านค้ายังต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หรือ “ใบอนุญาตขายยาสูบ” ตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ฐานภาษี คืออะไร ตารางอัตราภาษีเงินได้ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำว่า ฐานภาษี ตอนยื่นภาษี แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ใช้ตัวเลขไหนมาคำนวณ ถ้าเข้าใจตรงนี้จะวางแผนภาษีได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ฐานภาษี คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนคำนวณภาษี ฐานภาษี คือจำนวนเงินหรือมูลค่าที่ใช้เป็นตัวตั้งต้นในการคำนวณภาษี พูดง่ายๆ คือ ตัวเลขที่เอาไปคูณกับอัตราภาษี แล้วจะได้เงินภาษีที่ต้องจ่าย ถ้าเปรียบเทียบ ฐานภาษีเหมือน น้ำหนักที่ชั่งได้ ส่วนอัตราภาษีเหมือน ราคาต่อกิโล เอาสองตัวคูณกันก็จะได้ ราคาที่ต้องจ่าย ถ้าฐานภาษีผิด ภาษีที่คำนวณออกมาก็ผิดตามไปด้วย เหตุผลที่ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะภาษีแต่ละประเภทใช้ฐานคำนวณต่างกัน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ เงินได้สุทธิ ภาษีนิติบุคคลใช้ กำไรสุทธิ และ VAT ใช้ ยอดขาย ถ้าเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าตัวเลขที่ต้องใช้คืออะไร จะวางแผนภาษีได้ถูกต้อง ประเภทของฐานภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องรู้ ภาษีในไทยที่คนทำธุรกิจเจอบ่อย แบ่งฐานในการคำนวณได้ 3 ประเภทหลัก ประเภทภาษี ฐานภาษีที่ใช้ ใครเกี่ยวข้อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการที่ยังไม่จดบริษัท ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย ตามหลักบัญชี) บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยอดขายสินค้าหรือบริการ ธุรกิจที่จด VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ฐานภาษีจากเงินได้สุทธิ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) สำหรับคนทั่วไปและฟรีแลนซ์ ฐานภาษี คือ เงินได้สุทธิ ซึ่งคำนวณจาก รายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนส่วนตัว แล้วจึงเอาเงินได้สุทธิที่เหลือไปเทียบกับตารางอัตราภาษีแบบขั้นบันได ฐานภาษีจากกำไรสุทธิ (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ฐานภาษี คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณจากรายได้หักค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี แล้วปรับปรุงตามเงื่อนไขทางภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายบางรายการที่กฎหมายไม่ให้หัก ฐานภาษีจากยอดรายรับ (VAT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ใช้ฐานคำนวณต่างจากภาษีเงินได้ ตัวเลขที่ใช้คือ มูลค่าของสินค้าหรือบริการ ที่ขาย โดยคิดอัตรา 7% จากราคาขาย ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และเก็บภาษีนี้จากลูกค้า ถ้าต้องการรายละเอียดเรื่อง VAT เพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความภาษีธุรกิจเฉพาะของ PEAK ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ระบบ “ขั้นบันได” หมายความว่ายิ่งมีเงินได้สุทธิสูง ส่วนที่เกินจะถูกเก็บภาษีอัตราสูงขึ้น ไม่ได้เก็บอัตราเดียวทั้งก้อน เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้นนี้ ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 1,265,000 บาท มากกว่า 5,000,000 35% – – อ้างอิง กรมสรรพากร ตารางอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2569 บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิอัตราพิเศษ กำไรสุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% อ้างอิง กรมสรรพากร SME ที่เข้าเงื่อนไขจะประหยัดภาษีได้มาก เช่น กำไร 2 ล้านบาท SME เสียภาษีแค่ 255,000 บาท ขณะที่บริษัทใหญ่เสีย 400,000 บาท วิธีคำนวณภาษีจากฐานภาษี พร้อมตัวอย่างจริง ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สมมุติ คุณเป็นพนักงานเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน ขั้นที่ 1 หาเงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40,000 × 12 เดือน 480,000 บาท หัก ค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000) 100,000 บาท หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หัก ประกันสังคม (ตามเพดานปัจจุบัน) ≈ 750 × 12 เดือน 9,000 บาท เงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) 480,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 311,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ อัตรา คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 311,000 10% 11,000 × 10% 1,100 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 8,600 บาท เงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน เสียภาษีปีละประมาณ 8,600 บาท หรือเดือนละไม่ถึง 720 บาท ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME) สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาท ขั้นกำไรสุทธิ อัตราภาษี คำนวณ ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 1,700,000 × 15% 255,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 255,000 บาท ถ้าบริษัทนี้ไม่ใช่ SME จะเสียภาษี 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท แปลว่า SME ประหยัดภาษีได้ 145,000 บาท ฐานภาษี SME ต่างจากบริษัทใหญ่อย่างไร หลายคนสงสัยว่าตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษีของ SME กับบริษัทใหญ่ต่างกันไหม คำตอบคือ ใช้ตัวเลขเดียวกัน คือ กำไรสุทธิ แต่สิ่งที่ต่างคืออัตราที่นำไปคูณ SME ที่เข้าเงื่อนไข (ดูตารางด้านบน) ได้สิทธิจ่ายถูกกว่ามาก จากตัวอย่างก่อนหน้า กำไร 2 ล้านบาท ประหยัดได้ถึง 145,000 บาท นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการหลายคนเลือกจดเป็นบริษัทแทนทำธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา การตัดสินใจเรื่องนี้ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจ เทคนิคลดฐานภาษีอย่างถูกกฎหมาย สำหรับเจ้าของกิจการ การ ลดฐานภาษี ไม่ได้หมายความว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อย่างเต็มที่ เทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่ สรุป: ฐานภาษีเข้าใจง่าย แค่รู้ว่าตัวเองอยู่ประเภทไหน เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด แค่จำ 3 ขั้นตอน จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นกำไรสุทธิแบบ real-time คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกใบกำกับภาษี และยื่นภาษีออนไลน์ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฐานภาษี เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มเสียภาษี ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท แปลว่าเงินเดือนที่เริ่มมีภาษี คือรายได้เกิน 310,000 บาทต่อปี หรือประมาณเดือนละ 26,000 บาทขึ้นไป (คำนวณเฉพาะกรณีไม่มีค่าลดหย่อนอื่น) ฐานภาษีกับเงินได้สุทธิต่างกันไหม ฐานภาษีเป็นคำกว้าง หมายถึง “ตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษี” ส่วนเงินได้สุทธิเป็นฐานภาษีเฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีอื่นใช้ฐานต่างกัน เช่น นิติบุคคลใช้กำไรสุทธิ VAT ใช้ยอดขาย ฟรีแลนซ์ต้องใช้ฐานภาษีแบบไหน ฟรีแลนซ์ที่ยังไม่จดบริษัทใช้ฐานภาษีแบบ เงินได้สุทธิ เหมือนพนักงานเงินเดือน แต่หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักแบบเหมา (40-60% ตามประเภทเงินได้) หรือหักตามจริง (ต้องมีเอกสาร) เลือกแบบที่ทำให้เงินได้สุทธิต่ำกว่า จะเสียภาษีน้อยกว่า ถ้า SME โตจนเกินเงื่อนไข จะเสียภาษีเพิ่มเท่าไหร่ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หรือทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท จะหลุดจากสิทธิ SME ทันที ต้องจ่ายภาษี 20% ตั้งแต่บาทแรกของกำไร ไม่มีขั้นยกเว้นอีก เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้ใกล้ชิดตอนใกล้ถึงเกณฑ์ PEAK ช่วยเรื่องฐานภาษีได้ยังไง PEAK ช่วยบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นกำไรสุทธิ (ฐานภาษีนิติบุคคล) ได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยลดโอกาสคำนวณผิดและหักค่าใช้จ่ายตกหล่นได้ผล ถ้าน้อยกว่า แปลว่าต้องปรับ จากนั้นค่อยเจาะลึก KPI อื่นที่อธิบายไว้ในบทความ เช่น ต้นทุนต่อลูกค้า ผลตอบแทนต่อเงินโฆษณาธรรมดา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Disclosure Form คืออะไร เงื่อนไข กำหนดยื่น วิธีเตรียมข้อมูล

Disclosure Form คือแบบรายงานข้อมูลที่นิติบุคคลต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรหลักของไทย) เพื่อรายงานรายการค้าระหว่างกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน หลายบริษัทเพิ่งมารู้จัก Disclosure Form ตอนนักบัญชีแจ้งว่าถึงเกณฑ์ต้องยื่น แต่พอเปิดแบบฟอร์มจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องกรอกอะไรบ้าง เตรียมข้อมูลอย่างไร และจะยื่นทันกำหนดหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือนักบัญชีที่เพิ่งเจอแบบฟอร์มนี้ บทความนี้จะอธิบายทุกส่วนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงและ Checklist ที่ใช้เตรียมข้อมูลได้ทันที Disclosure Form คืออะไร Disclosure Form คือแบบรายงานประจำปีที่กรมสรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลที่มีรายการค้ากับบริษัทในเครือ ต้องเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกัน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบว่าการตั้งราคาสินค้าและบริการระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เป็นราคาตลาดจริง ไม่ใช่การถ่ายโอนกำไร (Transfer Pricing) พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าบริษัทของคุณขายสินค้าหรือให้บริการกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทที่ผู้ถือหุ้นเดียวกัน สรรพากรต้องการรู้ว่าราคาที่คิดกันเป็นราคาตลาด ไม่ได้ตั้งราคาต่ำหรือสูงเพื่อย้ายกำไรไปอีกบริษัทหนึ่ง Disclosure Form คือเครื่องมือที่ใช้รายงานข้อมูลเหล่านี้ให้สรรพากร ใครมีหน้าที่ต้องยื่น Disclosure Form บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น Disclosure Form ต้องเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน นั่นคือ เป็นองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทอื่นในรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยหากเข้าเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ นิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องยื่นเอกสารทุกปี ถ้าเข้าเกณฑ์แค่ข้อเดียว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เกณฑ์ความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ แปลว่าอะไร มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรที่กำหนดเรื่อง Transfer Pricing) ระบุว่าบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงบริษัทที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ ตัวอย่าง ถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม 50% ขึ้นไป บริษัท ก จำกัด ถือหุ้นในบริษัท ข จำกัด เป็นจำนวนมากกว่า 50% ขึ้นไป ถือว่ามีความสัมพันธ์กัน ผู้ถือหุ้นร่วมกัน 50% ขึ้นไป นาย ค ถือหุ้นบริษัท ก 70% และถือหุ้นบริษัท ข 55% ทั้งสองบริษัทจึงเข้าเกณฑ์ มีอำนาจควบคุมด้านทุน การจัดการ หรือการดำเนินงาน บริษัทแม่ส่งผู้บริหารไปบริหารบริษัทลูก หรือกำหนดนโยบายทางการเงินให้ สิ่งสำคัญคือการถือหุ้นทางอ้อมก็นับด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ถือหุ้นบริษัท ข 60% และบริษัท ข ถือหุ้นบริษัท ค 80% ดังนั้นบริษัท ก ถือหุ้นทางอ้อมในบริษัท ค คิดเป็น 48% (60% คูณ 80%) ซึ่งยังไม่ถึง 50% แต่ถ้าบริษัท ก ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท ค อีก 5% รวมแล้วเป็น 53% จะเข้าเกณฑ์ทันที เกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาท นับอย่างไร รายได้ 200 ล้านบาท หมายถึงรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทในรอบบัญชีนั้น ทั้งรายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ และรายได้อื่น ตามที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขายสินค้า 180 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 15 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับ 8 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 203 ล้านบาท เกินเกณฑ์ 200 ล้านบาท จึงต้องยื่น Disclosure Form (ถ้าเข้าเกณฑ์ความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 195 ล้านบาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ ปีนั้นยังไม่ต้องยื่น อย่างไรก็ตาม ต้องเช็คเกณฑ์ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะรายได้อาจเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนกรอก Disclosure Form Disclosure Form แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ Part A รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part B มูลค่ารายการระหว่างกัน และ Part C ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ แต่ละ Part มีจุดสำคัญที่ต้องระวัง Part A – รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part A ต้องระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทุกราย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่มีการค้าขาย หรือธุรกรรมร่วมกัน โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ Part B – มูลค่ารายการระหว่างกัน Part B ต้องระบุมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน เฉพาะกิจการที่มีรายการจริงในรอบบัญชีนั้น โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ขายสินค้าให้บริษัทลูก 50 ล้านบาท ให้บริการที่ปรึกษา 5 ล้านบาท และมีเงินให้กู้ยืมคงค้าง 20 ล้านบาท ต้องกรอกรายการทั้งหมดนี้ใน Part B Part C – ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (CbCR) Part C ใช้สำหรับบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติเท่านั้น โดยต้องระบุชื่อบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม (Ultimate Parent Entity) ประเทศที่จดทะเบียน และข้อมูลเกี่ยวกับ Country-by-Country Report (CbCR) หากบริษัทของคุณเป็นบริษัทไทยที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทไทยด้วยกันเท่านั้น สามารถข้าม Part C ได้ กำหนดเวลายื่นและบทลงโทษ นิติบุคคลต้องยื่น Disclosure Form ภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี โดยยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ซึ่งจะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างเช่น ถ้ารอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กำหนดยื่นคือภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป และถ้ายื่นผ่าน e-Filing จะได้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ปรับเท่าไหร่ บทลงโทษตามมาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (บทบัญญัติว่าด้วยค่าปรับกรณีไม่ยื่นรายงานข้อมูล) กำหนดค่าปรับตามระดับความล่าช้า กรณี ค่าปรับ ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ไม่เกิน 50,000 บาท ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ยื่น และสรรพากรตรวจพบเอง ไม่เกิน 200,000 บาท ยิ่งยื่นช้า ค่าปรับยิ่งสูง และกรณีที่ไม่ยื่นเลยจนสรรพากรตรวจพบเอง ค่าปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท ดังนั้นถ้ารู้ว่าถึงเกณฑ์ ควรยื่นให้ทันกำหนด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการยื่น Disclosure Form จากประสบการณ์ของนักบัญชี ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นมีดังนี้ Checklist เตรียมข้อมูลก่อนยื่น Disclosure Form รายการ ทำไมต้องเตรียม ตรวจสอบรายได้รวมในงบกำไรขาดทุน ว่าถึง 200 ล้านบาทหรือไม่ เป็นเกณฑ์แรกที่ต้องเช็ค ถ้าไม่ถึงไม่ต้องยื่น จัดทำรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งในและต่างประเทศ ใช้กรอก Part A ต้องครบทุกราย ไม่ว่าจะมีรายการค้าหรือไม่ ระบุลักษณะความสัมพันธ์และสัดส่วนการถือหุ้น รวมทางอ้อม สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 71 ทวิ จริง รวบรวมมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน แยกตามประเภท ใช้กรอก Part B ต้องแยกเป็นซื้อ-ขายสินค้า ค่าบริการ ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย ตรวจสอบยอดคงค้างระหว่างกัน ณ วันสิ้นรอบบัญชี Part B ต้องรายงานยอดที่ค้างชำระด้วย ไม่ใช่แค่รายการที่เกิดระหว่างปี เทียบตัวเลขกับหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวเลขต้องตรงกัน เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ระบุข้อมูลบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม ถ้ามีกลุ่มข้ามชาติ ใช้กรอก Part C สำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มข้ามชาติ ยื่นผ่าน e-Filing ภายในกำหนด ได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน และมีหลักฐานการยื่นอิเล็กทรอนิกส์ สรุป: เตรียมข้อมูลให้ครบ ยื่นให้ทัน ลดความเสี่ยงโดนปรับ Disclosure Form ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เมื่อเข้าใจหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เช็คเกณฑ์ให้แน่ใจ (รายได้ถึง 200 ล้านบาทและมีความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ) เตรียมข้อมูลให้ครบ (Part A ใส่ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง Part B เฉพาะที่มีรายการจริง Part C สำหรับกลุ่มข้ามชาติ) และยื่นให้ทันกำหนด (150 วัน หรือ 158 วันผ่าน e-Filing) สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นคือการจัดระบบข้อมูลบัญชีให้พร้อมตั้งแต่ระหว่างปี ไม่ต้องรีบเตรียมตอนใกล้กำหนดยื่น จัดเตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมยื่น Disclosure Form ด้วย PEAK การเตรียมข้อมูลสำหรับ Disclosure Form จะง่ายขึ้นมาก ถ้าข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการค้า ออกเอกสารซื้อ-ขาย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้ดึงข้อมูลรายการระหว่างกัน ยอดคงค้าง และตัวเลขรายได้รวมได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมจากหลายแหล่ง พร้อมยื่นเอกสารได้อย่างมั่นใจ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Disclosure Form บริษัทรายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ต้องยื่นหรือไม่ ไม่ต้องยื่น เพราะเกณฑ์การยื่น Disclosure Form กำหนดให้นิติบุคคลต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อพร้อมกัน คือมีความสัมพันธ์กับกิจการอื่นตามมาตรา 71 ทวิ และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ถ้ารายได้ไม่ถึง ไม่มีหน้าที่ยื่น แต่ควรตรวจสอบรายได้ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะถ้าปีถัดไปรายได้เกิน 200 ล้าน จะต้องยื่นทันที ยื่น Disclosure Form ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่สามารถยื่นเป็นกระดาษได้ ขั้นตอนคือเข้าสู่ระบบ e-Filing ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลือกเมนู Disclosure Form กรอกข้อมูล Part A Part B และ Part C (ถ้ามี) ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วกดยื่นแบบ ระบบจะออกใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐาน ยื่นผิดหรือยื่นไม่ครบ แก้ไขได้หรือไม่ แก้ไขได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing เพื่อปรับปรุงข้อมูล แต่ควรแก้ไขก่อนครบกำหนดยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ถ้าพบข้อผิดพลาดหลังครบกำหนดแล้ว ควรยื่นแก้ไขโดยเร็วที่สุดและเก็บหลักฐานการแก้ไขไว้ เพื่อแสดงเจตนาสุจริตกรณีถูกตรวจสอบ Disclosure Form ต่างจาก Transfer Pricing Report อย่างไร Disclosure Form เป็นแบบรายงานประจำปีที่ยื่นทุกปี สรุปข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกันในภาพรวม ส่วน Transfer Pricing Report หรือ TP Report เป็นรายงานวิเคราะห์ราคาโอนฉบับละเอียด ที่ต้องจัดทำเมื่อสรรพากรร้องขอ หรือจัดทำไว้ล่วงหน้าเป็นเอกสารประกอบ TP Report ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ว่าราคาที่ใช้ระหว่างกันเป็นราคาตลาดจริงหรือไม่ ซึ่งซับซ้อนกว่า Disclosure Form มาก

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีครึ่งปี จ่ายแล้วบันทึกบัญชียังไง วิธีลงบัญชีและตัดยอดปลายปี

ภาษีครึ่งปีจ่ายไปแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องบันทึกบัญชียังไงให้ถูกต้อง นักบัญชี SME หลายคนเจอปัญหานี้ทุกปี จ่ายเงินออกไปแล้วแต่ไม่มั่นใจว่าต้อง Dr อะไร Cr อะไร แล้วพอถึงปลายปีก็สับสนอีกว่าจะตัดยอดยังไง ความจริงแล้วหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องเข้าใจว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นสินทรัพย์ที่รอตัดยอด ภาษีครึ่งปีคืออะไร ทำไมต้องจ่าย ภาษีครึ่งปี คือภาษีเงินได้ที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายล่วงหน้ากลางปี คำนวณจากกำไรสุทธิที่ประมาณการไว้ แทนที่จะรอจ่ายทีเดียวตอนสิ้นปี กรมสรรพากรใช้วิธีนี้เพื่อกระจายภาระภาษีให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกก้อนใหญ่ปลายปี ประเภท แบบภาษี ใครต้องยื่น กำหนดยื่น (ปี 2569) ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ภ.ง.ด.51 บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกแห่ง ภายใน 31 ส.ค. 2569 (ออนไลน์ถึง 8 ก.ย.) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ภ.ง.ด.94 ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5-8 เช่น เจ้าของร้าน ฟรีแลนซ์ ภายใน ก.ย. 2569 (ออนไลน์ถึง 8 ต.ค.) กำหนดยื่นจากปฏิทินภาษี กรมสรรพากร รายละเอียดวิธียื่นและคำนวณ ดูได้ที่ ภ.ง.ด.51 สรุปทุกเรื่องที่ไม่ควรพลาด และ ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีบุคคลธรรมดา จ่ายภาษีครึ่งปีแล้ว บันทึกบัญชียังไง ภาษีครึ่งปีที่จ่ายไปแล้วไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในทันที แต่เป็น ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า ซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เงินก้อนนี้จะนำไปหักกับภาษีเต็มปีตอนปิดงบ หลักการบัญชี: ภาษีจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Tax) คืออะไร ภาษีจ่ายล่วงหน้า คือเงินที่กิจการจ่ายภาษีไปก่อนที่จะรู้ตัวเลขภาษีจริงทั้งปี ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน กิจการมีสิทธิ์นำไปหักกับภาษีที่ต้องจ่ายจริงตอนสิ้นปี ตัวอย่างที่เข้าใจง่าย: เหมือนจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน ตอนจ่ายยังไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน แต่ค่อยๆ ตัดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละส่วน ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง บัญชีหลักที่ใช้บันทึกภาษีครึ่งปีมี 3 รายการ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) สมมติ บริษัท สมาร์ท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีแรก ได้ 1,200,000 บาท จึงต้องจ่ายภาษีครึ่งปี คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิประมาณการ (ครึ่งปี) 1,200,000 บาท ภาษี 20% 1,200,000 × 20% 240,000 บาท ภาษีครึ่งปีที่ต้องจ่าย 240,000 ÷ 2 120,000 บาท อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปกติ 20% กรณี SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินเสีย 15% ถ้ากำไรไม่เกิน 3 ล้านบาท อ่านเพิ่มได้ที่สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME ขั้นตอนที่ 1 บันทึกตอนจ่ายภาษีครึ่งปี (ส.ค. 2569) เมื่อจ่ายภาษี ภ.ง.ด.51 จำนวน 120,000 บาท ผ่านธนาคาร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 เงินฝากธนาคาร 120,000 ตอนนี้ ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า จะปรากฏเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบ รอตัดยอดตอนปิดงบสิ้นปี ขั้นตอนที่ 2 บันทึกตอนปลายปี (ตัดยอดกับภาษีเต็มปี) เมื่อปิดงบสิ้นปี จะรู้ตัวเลขกำไรสุทธิจริงทั้งปี จากนั้นนำภาษีที่จ่ายครึ่งปีมาหักออก กรณีที่ 1 กำไรจริงมากกว่าที่ประมาณการ (ต้องจ่ายเพิ่ม) สมมติกำไรสุทธิทั้งปีจริง = 3,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีเต็มปีจริง 3,000,000 × 20% 600,000 บาท หักภาษีจ่ายล่วงหน้า (ครึ่งปี) 120,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม 600,000 – 120,000 480,000 บาท Journal Entry ตอนปิดงบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล 600,000 ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 480,000 หลังบันทึกรายการนี้ ยอด ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า จะเป็นศูนย์ และ ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 480,000 บาท จะปรากฏเป็นหนี้สินหมุนเวียน รอจ่ายตอนยื่น ภ.ง.ด.50 กรณีที่ 2 กำไรจริงน้อยกว่าที่ประมาณการ (จ่ายเกิน ขอคืนได้) สมมติกำไรสุทธิทั้งปีจริง = 500,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีเต็มปีจริง 500,000 × 20% 100,000 บาท หักภาษีจ่ายล่วงหน้า (ครึ่งปี) 120,000 บาท ภาษีที่จ่ายเกิน (ขอคืนได้) 120,000 – 100,000 20,000 บาท Journal Entry ตอนปิดงบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล 100,000 ลูกหนี้กรมสรรพากร 20,000 ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า 120,000 ยอด 20,000 บาท ใน ลูกหนี้กรมสรรพากร คือส่วนที่จ่ายเกิน สามารถยื่นขอคืนพร้อม ภ.ง.ด.50 หรือเลือกเครดิตไว้หักกับภาษีปีถัดไป ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปี นักบัญชีที่เพิ่งเริ่มดูแลงบ SME มักเจอปัญหาเหล่านี้ สรุป: บันทึกถูกตั้งแต่ครึ่งปี ปิดงบสิ้นปีไม่ต้องแก้ย้อน การบันทึกภาษีครึ่งปีให้ถูกตั้งแต่วันจ่าย ช่วยให้งบแสดงตัวเลขที่แท้จริงตลอดทั้งปี ไม่ต้องมานั่งปรับปรุงรายการตอนปิดงบ หลักง่ายๆ คือ จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปี ภาษีครึ่งปีจ่ายแล้ว ได้เงินคืนไหม ได้ ถ้ากำไรสุทธิทั้งปีจริงน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ตอนยื่นครึ่งปี ภาษีส่วนที่จ่ายเกินยื่นขอคืนพร้อมแบบ ภ.ง.ด.50 ได้ หรือจะเลือกเครดิตไว้หักกับภาษีปีถัดไปก็ได้ ต้องบันทึกบัญชีภาษีครึ่งปีทุกครั้งที่จ่ายหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้ง หลักบัญชีกำหนดให้รับรู้รายการเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงเงินสดสูงเกินจริง และไม่เห็นยอดภาษีจ่ายล่วงหน้าที่ควรเป็นสินทรัพย์ ภาษีจ่ายล่วงหน้ากับภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ต่างกันยังไง ต่างกันที่ ใครเป็นคนจ่าย ภาษีจ่ายล่วงหน้าคือกิจการจ่ายเอง เช่น จ่าย ภ.ง.ด.51 ส่วนภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายคือลูกค้าหักไว้ก่อนจ่ายเงินให้เรา เช่น หัก 3% ก่อนจ่ายค่าบริการ ทั้งสองนำไปหักภาษีเต็มปีได้ แต่ต้องแยกบัญชีกัน ถ้าประมาณการกำไรครึ่งปี ภ.ง.ด.51 ขาดไปเกิน 25% จะเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสุทธิจริงทั้งปีเกินกว่าที่ประมาณการไว้เกิน 25% กิจการต้องเสียเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ชำระขาด การบันทึกบัญชีส่วนเงินเพิ่ม ให้ Dr. เงินเพิ่มภาษี (ค่าใช้จ่าย) / Cr. เงินสด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก