ภาษีทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.54 คืออะไร ทำไมจ่ายเงินไปต่างประเทศต้องหักภาษีก่อน

ธุรกิจ SME ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือจ้างที่ปรึกษากฎหมายจากต่างประเทศ มีโอกาสสูงที่จะต้องเจอกับแบบภาษีที่ชื่อ ภ.ง.ด.54 บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภทเงินได้ที่เข้าข่าย อัตราหักภาษี ตัวอย่างคำนวณพร้อมตัวเลข ผลกระทบถ้าไม่ยื่น ไปจนถึง FAQ ที่คนถามบ่อย ภ.ง.ด.54 คืออะไร ภ.ง.ด.54 คือแบบนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ใช้เมื่อผู้ประกอบการในไทยจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับบริษัทหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ทำธุรกิจในไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ ภ.ง.ด.54 ยังใช้ในกรณีที่สาขาของบริษัทต่างประเทศในไทยโอนเงินกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ตามมาตรา 70 ทวิ พูดง่ายๆ คือ ถ้าจ่ายเงินบางประเภทออกไปต่างประเทศ ต้องหักภาษีไว้ก่อนแล้วนำส่งให้กรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 เงินได้ประเภทไหนต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไม่ใช่การจ่ายเงินไปต่างประเทศทุกประเภทจะต้องยื่น ภ.ง.ด.54 เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40(2) ถึง 40(6) เท่านั้นที่เข้าข่าย แต่ละประเภทมีตัวอย่างดังนี้ ค่านายหน้า ค่าบริการ (มาตรา 40(2)) เช่น ค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนขายต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านการตลาด ค่าบริการวิจัยจากบริษัทต่างประเทศ ค่าลิขสิทธิ์ ค่า Royalty (มาตรา 40(3)) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ค่าสิทธิบัตร ค่าสูตรการผลิต ค่าเครื่องหมายการค้า เป็นประเภทที่ SME ไทยเจอบ่อยโดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายให้บริษัทแม่ต่างประเทศ เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นนิติบุคคลต่างประเทศ ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เช่น ค่าเช่าเครื่องจักร ค่าเช่าอุปกรณ์จากบริษัทต่างประเทศ วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เช่น ค่าจ้างทนายความต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีหรือวิศวกรรม การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) คืออะไร นอกจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 70 แล้ว ภ.ง.ด.54 ยังใช้อีกกรณีหนึ่ง คือเมื่อสาขาของบริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจในไทยต้องการโอนกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ กฎหมายถือว่าเป็นการ “จำหน่ายเงินกำไร” ออกนอกประเทศ และต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ของจำนวนเงินที่โอนออกไป อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.54 ประเภทเงินได้ อัตราหัก มาตรา 40(2)-(6) ทั่วไป (ยกเว้นเงินปันผล) 15% มาตรา 40(4) เฉพาะเงินปันผล 10% การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) 10% อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ลดอัตราหักได้ อัตรา 15% และ 10% ข้างต้นเป็นอัตราตามประมวลรัษฎากร แต่ถ้าประเทศที่รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement — DTA) กับไทย อัตราหักอาจลดลงได้ ตัวอย่างเช่น ค่า Royalty ที่จ่ายให้บริษัทในบางประเทศที่มี DTA กับไทย อัตราหักอาจลดลงเหลือ 5-10% แทนที่จะเป็น 15% ตามปกติ (ตรวจสอบอัตราจริงได้จากตาราง DTA บนเว็บไซต์กรมสรรพากร) ผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าประเทศของคู่ค้ามี DTA กับไทยหรือไม่ โดยดูได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือปรึกษานักบัญชี เพราะอัตราที่ลดลงอาจช่วยประหยัดภาษีได้จำนวนมาก ปัจจุบันไทยมี DTA กับกว่า 60 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เยอรมนี และจีน ถ้าไม่ได้ตรวจสอบ DTA ก่อนหัก อาจหักภาษีมากกว่าที่จำเป็น “หัก ณ ที่จ่าย” กับ “ออกภาษีให้” ต่างกันยังไง เมื่อต้องจ่ายเงินให้ต่างประเทศพร้อมหักภาษี ผู้จ่ายมี 2 ทางเลือก หัก ณ ที่จ่าย: หักภาษีออกจากยอดเงินที่จ่าย แล้วโอนส่วนที่เหลือให้ผู้รับ เช่น ค่าบริการ 100,000 บาท หัก 15% = โอนให้ผู้รับ 85,000 บาท นำส่งสรรพากร 15,000 บาท ออกภาษีให้ (Gross-up): ผู้จ่ายออกภาษีเพิ่มเองทั้งจำนวน โดยผู้รับได้เงินเต็ม 100,000 บาท วิธีนี้ต้องคำนวณ gross-up คือ 100,000 ÷ (1 – 0.15) = 117,647 บาท เป็นฐานภาษี หักภาษี 15% = 17,647 บาท ทำให้ผู้จ่ายจ่ายเงินรวมทั้งหมดมากกว่ากรณีแรก การเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับคู่ค้า แต่ต้องระบุในแบบ ภ.ง.ด.54 ให้ชัดเจนว่าเป็นการ “หักภาษีนำส่ง” หรือ “ออกภาษีให้” ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.ง.ด.54 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 100,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากบริษัทในญี่ปุ่น จำนวน 100,000 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ค่าลิขสิทธิ์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) เงินได้ที่จ่าย = 100,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 15% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 100,000 × 15% = 15,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 100,000 – 15,000 = 85,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 15,000 บาท ภายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 (หรือ 15 มีนาคม ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) หมายเหตุ: ถ้าญี่ปุ่นมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยที่ลดอัตราค่า Royalty อัตราหักอาจต่ำกว่า 15% ต้องตรวจสอบ DTA ก่อนหัก นอกจากนี้ ถ้าค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์นี้ถือเป็นบริการด้วย บริษัทอาจต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% ควบคู่กัน ตัวอย่าง: จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ 500,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ จำนวน 500,000 บาท ในเดือนเมษายน 2569 เงินปันผลถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) เงินปันผลที่จ่าย = 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 10% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 500,000 × 10% = 50,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 500,000 – 50,000 = 450,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 50,000 บาท ภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กรณีนี้ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการ กำหนดเวลายื่น ภ.ง.ด.54 และวิธียื่นออนไลน์ ยื่นแบบกระดาษ: ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 กรอกข้อมูลและชำระออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย แนะนำให้ใช้ช่องทาง e-Filing เพราะสะดวกกว่า ได้เวลาเพิ่ม และมีหลักฐานการยื่นเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ง่าย ถ้าจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศหลายราย หรือจ่ายเงินได้หลายประเภทในเดือนเดียวกัน ต้องแยกยื่นเป็นแต่ละรายผู้รับ หรือแต่ละประเภทเงินได้ เช่น จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้บริษัท A และค่าที่ปรึกษาให้บริษัท B ในเดือนเดียวกัน ต้องยื่นแยก 2 ชุด สำหรับธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อย การใช้ระบบ e-Withholding Tax จะช่วยลดขั้นตอนและลดโอกาสผิดพลาดได้ ไม่ยื่น ภ.ง.ด.54 มีผลอะไรบ้าง ผลกระทบจากการไม่ยื่นหรือยื่นช้ามี 3 ระดับ ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 100 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท เงินเพิ่ม: 1.5% ต่อเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) รายจ่ายต้องห้าม: นี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้อง กรมสรรพากรอาจไม่ยอมให้นำเงินที่จ่ายไปต่างประเทศมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ทำให้กำไรสุทธิสูงขึ้นและต้องเสียภาษีเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ถ้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 1,000,000 บาท โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 1,000,000 บาทนี้อาจถูกถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มถึง 200,000 บาท (อัตรา 20%) ซึ่งมากกว่าภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 150,000 บาท (15%) เสียอีก ด้วยเหตุนี้ การยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการปกป้องสิทธิ์ทางภาษีของกิจการด้วย สรุป ภ.ง.ด.54 ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ทำธุรกิจในไทย, อัตราหักทั่วไป 15% เงินปันผล 10% แต่ตรวจสอบ DTA อาจลดได้, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย และถ้าไม่ยื่นอาจโดนทั้งค่าปรับและรายจ่ายต้องห้าม จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบ บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ คำนวณภาษีตามอัตราที่ถูกต้อง และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบภาษีได้สะดวก ใช้ร่วมกับ PEAK Account ระบบบัญชีออนไลน์ที่ครบวงจร ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.54 ค่า Facebook Ads ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไหม โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นกำไรจากธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ที่อยู่ในเงื่อนไขของมาตรา 70 จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ภ.ง.ด.54 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ยังคงต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% แทน Facebook แยกต่างหาก ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันยังไง ภ.ง.ด.54 เป็นภาษีเงินได้ (ภาษีทางตรง) ที่หักจากเงินได้ก่อนจ่ายให้ผู้รับ ส่วน ภ.พ.36 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีทางอ้อม) ที่ผู้ซื้อนำส่งแทนผู้ขายต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินไปต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษีและคำนวณคนละอัตรา ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 คู่กับ ภ.พ.36 เสมอไหม ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกรรม ถ้าจ่ายค่าบริการที่เข้าข่ายทั้งมาตรา 40(2)-(6) และเป็นบริการที่ต้องเสีย VAT ด้วย เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ก็ต้องยื่นทั้ง 2 แบบ แต่ถ้าจ่ายเงินปันผลให้ต่างประเทศ ก็ยื่นเฉพาะ ภ.ง.ด.54 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ภ.พ.36 คืออะไร ทำไม SME ที่ซื้อบริการต่างประเทศต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME ที่จ่ายค่า Facebook Ads, Google Ads หรือค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าต้อง “ยื่น ภ.พ.36” แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคือแบบอะไร ต้องยื่นเมื่อไร และคำนวณภาษียังไง บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ตารางเปรียบเทียบ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ไปจนถึงค่าปรับถ้ายื่นช้า ภ.พ.36 คืออะไร ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กำหนดให้ “ผู้ซื้อ” ในประเทศไทยเป็นคนยื่นแบบและนำส่ง VAT 7% ให้กรมสรรพากรแทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้ตั้งบริษัทในไทย โดยปกติเวลาซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ผู้ขายจะเก็บ VAT 7% แล้วนำส่งให้สรรพากรเอง แต่ถ้าผู้ขายอยู่ต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ขายไม่มีหน้าที่นำส่ง VAT ดังนั้นกฎหมายจึงให้ผู้ซื้อในไทยเป็นฝ่ายนำส่งแทน โดยใช้แบบ ภ.พ.36 ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ผู้ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 แบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก กรณีซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทต่างประเทศ กรณีนี้พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ปัจจุบัน ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 ได้แก่ ค่าโฆษณา Facebook Ads หรือ Google Ads, ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Zoom, Canva, Slack, ค่า Shopee Ads หรือ Lazada Ads กรณี platform เรียกเก็บจากบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงค่าจ้าง Freelance ต่างประเทศที่ให้บริการแล้วนำมาใช้ในไทย เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องไม่ได้จดทะเบียน VAT ในประเทศไทย ถ้าผู้ขายจด VAT ในไทยแล้ว ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อไม่ต้องยื่นแบบนี้ กรณีขายทอดตลาด ผู้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ต้องยื่น ภ.พ.36 เช่นกัน แต่กรณีนี้พบน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีแรก กฎหมาย e-Service เปลี่ยนอะไรเรื่อง ภ.พ.36 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 กฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ ทำให้ platform ต่างประเทศ เช่น Facebook, Google, Netflix ต้องจดทะเบียน VAT ในไทยและนำส่ง VAT เอง ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแบ่งตามสถานะการจด VAT ดังนี้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว: ยังต้องยื่น ภ.พ.36 ตามปกติ เพราะสามารถนำ VAT ที่จ่ายกลับไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภาษี ถ้าปล่อยให้ platform นำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อจะไม่ได้ใบเสร็จจากสรรพากรมาใช้เป็นภาษีซื้อ ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT: ไม่ต้องยื่นแบบนี้อีกต่อไป เนื่องจาก platform ที่จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service จะนำส่ง VAT เองแล้ว ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT (รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี) ซื้อโฆษณา Facebook ไม่ต้องยื่นเอง เพราะ Meta (บริษัทแม่ Facebook) จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.พ.36 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าโฆษณา Facebook 10,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้จ่ายค่าโฆษณา Facebook Ads เดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 10,000 บาท โดย Facebook ออกใบเสร็จมาให้ 10,000 บาท ไม่มีการบวก VAT การคำนวณ ภ.พ.36 ทำได้ดังนี้ มูลค่าบริการ = 10,000 บาท VAT 7% = 10,000 × 7% = 700 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 700 บาท บริษัทต้องยื่น ภ.พ.36 พร้อมนำส่งเงิน 700 บาท ให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 (หรือภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) ตัวอย่าง: จ่ายค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 50,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สมัครใช้ซอฟต์แวร์ ERP จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา จ่ายค่าสมาชิกรายปี 50,000 บาทในเดือนมีนาคม 2569 มูลค่าบริการ = 50,000 บาท VAT 7% = 50,000 × 7% = 3,500 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 3,500 บาท ยื่นภายในวันที่ 7 เมษายน 2569 (หรือวันที่ 15 เมษายน ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) กรณีบริการนี้เข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ควบคู่ไปด้วย ธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อยอาจพิจารณาใช้ระบบ e-Withholding Tax เพื่อลดขั้นตอน นำภาษีที่จ่ายจาก ภ.พ.36 ไปเป็นภาษีซื้อได้ไหม ได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้ จากตัวอย่าง Facebook Ads ข้างต้น บริษัทยื่น ภ.พ.36 เดือนกุมภาพันธ์ จ่าย VAT 700 บาท → สามารถนำ 700 บาทนี้ไปเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 เดือนมีนาคมได้ ทำให้ VAT ที่จ่ายไปไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาหักกับภาษีขายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 เพราะทั้งคู่เป็นแบบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้คนละสถานการณ์กัน หัวข้อ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ประเภทภาษี VAT จากการขายสินค้า/บริการในไทย VAT จากการซื้อสินค้า/บริการจากต่างประเทศ ผู้ยื่น ผู้ขาย (ผู้ประกอบการจด VAT) ผู้ซื้อ (ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ) ความถี่ ยื่นทุกเดือน (แม้ไม่มีรายการ) ยื่นเฉพาะเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ขายต่างประเทศ กำหนดยื่นกระดาษ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย กำหนดยื่น e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย สรุปง่ายๆ คือ ภ.พ.30 เป็นแบบที่ “ผู้ขาย” ยื่น ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ “ผู้ซื้อ” ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ กำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 และวิธียื่นออนไลน์ การยื่น ภ.พ.36 มี 2 ช่องทาง ยื่นแบบกระดาษ: นำแบบ ภ.พ.36 ไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน เช่น จ่ายเงินเดือนมกราคม ต้องยื่นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.พ.36 กรอกข้อมูลและชำระเงินออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย วิธีนี้สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเดินทางไปสรรพากร และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน แนะนำให้ลงทะเบียน e-Filing ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องรีบเมื่อถึงวันครบกำหนด ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ภ.พ.36 มีค่าปรับเท่าไร ถ้ายื่น ภ.พ.36 ช้ากว่ากำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 ส่วน ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของจำนวน VAT ที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันที่ชำระ เบี้ยปรับ: กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน เบี้ยปรับ 2 เท่าของ VAT ที่ต้องนำส่ง แต่ถ้ายื่นเองก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ สามารถขอลดเบี้ยปรับได้เหลือ 2%-20% ตามระยะเวลาที่ล่าช้า (อ้างอิง คำสั่ง ทป.81/2542) ตัวอย่างเช่น VAT ที่ต้องนำส่ง 700 บาท ถ้ายื่นเองภายใน 15 วัน เบี้ยปรับลดเหลือ 2% ของ 700 คูณ 2 เท่า = 28 บาท แต่ถ้าปล่อยให้สรรพากรตรวจพบ อาจโดนเบี้ยปรับเต็ม 2 เท่า = 1,400 บาท ยิ่งรีบยื่นเร็วเท่าไร ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าลืมยื่น ควรรีบดำเนินการทันที สรุป ภ.พ.36 ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT ที่ผู้ซื้อในไทยยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย, คำนวณง่ายๆ คือมูลค่าบริการ × 7%, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย, นำ VAT ที่จ่ายกลับมาเป็นภาษีซื้อได้ถ้าจด VAT แล้ว และยื่นช้ามีทั้งค่าปรับอาญา เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นระบบ ตั้งแต่บันทึกรายการซื้อ-ขาย คำนวณ VAT ไปจนถึงออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ช่วยให้ไม่พลาดกำหนดยื่นและลดโอกาสผิดพลาด ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.พ.36 ไม่ได้จด VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 ไหม หลังจากกฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ (1 กันยายน 2564) platform ต่างประเทศรายใหญ่ เช่น Facebook, Google, Netflix จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว จึงนำส่ง VAT เอง ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT จึงไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับบริการจาก platform เหล่านี้อีก แต่ถ้าซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service ก็ยังอาจต้องยื่น ภ.พ.36 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ควรปรึกษานักบัญชีเพิ่มเติม ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือนหรือเปล่า ไม่ต้อง แบบนี้ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการให้ผู้ขายต่างประเทศเท่านั้น ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ดังนั้นเดือนไหนที่ไม่ได้จ่ายค่าบริการต่างประเทศ ก็ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ต่างกันยังไง ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ ถ้าธุรกรรมหนึ่งเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ เช่น จ่ายค่า Royalty ให้บริษัทต่างประเทศ อาจต้องยื่นทั้ง ภ.พ.36 (VAT 7%) และ ภ.ง.ด.54 (หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%) ควบคู่กัน ภ.ง.ด.36 มีจริงไหม ไม่มีแบบที่ชื่อ “ภ.ง.ด.36” ในระบบภาษีของกรมสรรพากร คนที่ค้นหาคำนี้มักสับสนระหว่าง ภ.พ.36 (แบบนำส่ง VAT) กับ ภ.ง.ด.54 (แบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศ) ทั้ง 2 แบบใช้เมื่อจ่ายเงินให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

การวางแผนภาษี สิ่งที่ต้องทำ ฉบับเจ้าของกิจการ SME

ธุรกิจที่มีกำไร 5 ล้านบาท อาจเสียภาษีต่างกันหลายแสนบาท ขึ้นอยู่กับว่าวางแผนภาษีดีแค่ไหน บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทภาษีที่ต้องจ่าย วิธีวางแผนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การวางแผนภาษีคืออะไร การวางแผนภาษี (Tax Planning) คือ การกำหนดแนวทางจัดการภาษีของธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เสียภาษีถูกต้องครบถ้วนแต่ไม่จ่ายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการที่วางแผนภาษีดี จะรู้ล่วงหน้าว่าต้องยื่นแบบอะไร เมื่อไร และจ่ายเท่าไร ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาภาษีย้อนหลังหรือค่าปรับในอนาคต ความแตกต่างระหว่างการวางแผนภาษี กับการหลีกเลี่ยงภาษี การวางแผนภาษีเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่น การใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายที่ประมวลรัษฎากรอนุญาต หรือการเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะกับโครงสร้างรายได้ การหลีกเลี่ยงภาษีคือการไม่แสดงรายได้ แต่งตัวเลข หรือสร้างรายจ่ายปลอม ซึ่งผิดกฎหมายและมีโทษทั้งค่าปรับและอาจถูกดำเนินคดีอาญา กรมสรรพากรปัจจุบันใช้ระบบ Data Analytics เชื่อมโยงข้อมูลจากธนาคาร ทำให้ตรวจจับความผิดปกติได้เร็วขึ้น ภาษีที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้จักก่อนวางแผน ก่อนวางแผนภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ SME ต้องจัดการมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) นิติบุคคล คือ บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) อัตราปกติอยู่ที่ 20% แต่ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราพิเศษแบบขั้นบันได กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 ยกเว้น (0%) 300,001 – 3,000,000 15% มากกว่า 3,000,000 20% กำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบ 6 เดือน ส่วนแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) VAT คือ ภาษีที่บวกเข้าไปในราคาสินค้าหรือบริการ อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 7% ธุรกิจที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน กำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 (VAT รายเดือน) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หลักการคำนวณ VAT คือ นำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถยกยอดไปเดือนถัดไปหรือขอคืนได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) เมื่อธุรกิจจ่ายค่าบริการให้ใคร ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายเงิน แล้วนำส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป อัตราที่ใช้บ่อย ได้แก่ ค่าจ้างทำของ 3% ค่าเช่า 5% ค่าโฆษณา 2% และค่าขนส่ง 1% ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 10,000 บาท ต้องหักภาษี 3% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 10,000 × 3% = 300 บาท จ่ายจริง = 10,000 − 300 = 9,700 บาท จากนั้นออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ฟรีแลนซ์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ให้สรรพากร วิธีวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจ SME การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นรอบบัญชี ไม่ใช่มาเร่งทำตอนปลายปี เก็บเอกสารรายรับ-รายจ่ายให้ครบ สิ่งสำคัญที่สุดคือเก็บหลักฐานทุกรายการให้ครบ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรจะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีไม่ได้ กำไรทางภาษีจะสูงกว่ากำไรจริง ทำให้ต้องจ่ายภาษีเกินความจำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ รัฐบาลมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม SME หลายตัว เช่น สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice หรือการฝึกอบรมพนักงาน ควรตรวจสอบมาตรการเหล่านี้กับเว็บไซต์กรมสรรพากร เป็นประจำ เพราะบางมาตรการมีระยะเวลาจำกัด วางแผนรายจ่ายที่หักภาษีได้ ไม่ใช่ทุกรายจ่ายที่หักภาษีได้ รายจ่ายที่หักได้ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรงและมีหลักฐานครบ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค และค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) ส่วนรายจ่ายที่หักไม่ได้ เช่น ค่าปรับภาษี ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของ หรือรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการภาษี การจัดการภาษีด้วยมือหรือ Excel มีความเสี่ยงผิดพลาดสูง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง คำนวณภาษีอัตโนมัติ และดึงข้อมูลสร้างแบบภาษีได้ทันที ตัวอย่างการวางแผนภาษีนิติบุคคล พร้อมตัวเลขจริง สมมุติ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ทั้งปี 8 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5 ล้านบาท กรณีไม่วางแผน — มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้ 500,000 บาท เพราะเอกสารไม่ครบ กำไรทางภาษี = 5,000,000 + 500,000 = 5,500,000 บาท ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,500,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 500,000 = 905,000 บาท กรณีวางแผนดี — เก็บเอกสารครบ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้ กำไรทางภาษี = 5,000,000 บาท ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,000,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 400,000 = 805,000 บาท ผลต่าง = 905,000 − 805,000 = 100,000 บาท เพียงแค่เก็บเอกสารให้ครบ ยิ่งถ้าใช้สิทธิหักค่าใช้จ่าย 2 เท่า เช่น ลงทุนระบบ e-Tax Invoice ก็ช่วยลดกำไรทางภาษีได้อีก ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางแผนภาษี สรุป: วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี ช่วยธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง สิ่งที่ต้องทำคือ เก็บเอกสารครบ ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐให้ แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด และใช้เครื่องมือช่วยจัดการ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดภาระภาษีได้หลักแสนบาทต่อปี จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ ช่วยสร้างแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 และ ภ.พ.30 จากข้อมูลบัญชีโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งออกไฟล์ยื่นภาษีออนไลน์ผ่าน e-Filing ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการวางแผนภาษี การวางแผนภาษีต้องเริ่มตอนไหน ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกของรอบบัญชี ไม่ใช่รอปลายปี เพราะบางมาตรการต้องลงทุนหรือซื้อสินค้าภายในรอบบัญชีนั้น ผู้ประกอบการที่เริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปี จะกระจายภาระภาษีและเตรียมเงินสดได้ดีกว่า SME ที่เพิ่งจดบริษัทต้องวางแผนภาษีอะไรบ้าง เริ่มจาก 3 เรื่องหลัก คือ ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT หรือยัง ตั้งระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่วันแรก และจดปฏิทินกำหนดยื่นภาษีทุกเดือน ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (วันที่ 7) และ ภ.พ.30 (วันที่ 15) ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีนักบัญชี จะวางแผนภาษีเองได้ไหม วางแผนเองได้ในเบื้องต้น เริ่มจากเก็บเอกสารทุกรายการให้ครบ จดปฏิทินวันยื่นภาษี และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยคำนวณ เมื่อธุรกิจโตขึ้นหรือมีธุรกรรมซับซ้อน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนภาษีอย่างรัดกุมอกสาร และดูภาพรวมภาษีได้แบบเรียลไทม์ ก็จะช่วยให้การวางแผนภาษีก่อนหมดปีทำได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากกว่าเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการ มีใบกำกับภาษีครบ แต่กลับนำมาเคลมภาษีซื้อไม่ได้ เพราะรายการนั้นเข้าข่ายเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” (Non-deductible Input VAT) บทความนี้สรุปครบทั้ง 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ตารางสรุปว่าลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่จ่ายไปจริง แต่เอามาลดยอดภาษีตอนยื่นแบบรายเดือนไม่ได้ ต้องรับภาระเองทั้งจำนวน ซึ่งต่างจากภาษีซื้อปกติที่สามารถนำไปหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนได้ กฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุภาษีซื้อต้องห้าม 6 ประเภท และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ที่ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ภาษีซื้อต้องห้าม มีอะไรบ้าง (6 ประเภทหลัก) กฎหมายกำหนดภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักไว้ 6 ประเภท ดังนี้ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ากิจการซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วไม่มีใบกำกับภาษีมายืนยัน ก็ไม่สามารถเคลม VAT ได้ กรณีที่พบบ่อยคือใบกำกับภาษีสูญหายแล้วไม่ได้ขอออกใหม่ หรือผู้ขายไม่ยอมออกใบกำกับภาษีให้ 2. ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันเดือนปี รายการสินค้า และจำนวนเงิน ถ้ามีการขีดฆ่า ลบ แก้ไข หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ไม่สามารถนำมาเคลมได้ ตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ที่บ้านกรรมการ ไม่ได้ใช้ในสำนักงาน ภาษีซื้อส่วนนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 4. ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ค่ารับรอง เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการรับรองแขก ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองเหล่านี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตัวค่ารับรองเองยังสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 5. ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก ถ้ากิจการรับใบกำกับภาษีจากบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ใบกำกับภาษีฉบับนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง และภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ก่อนรับใบกำกับภาษี ควรตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้าผ่านระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ก่อนเสมอ 6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 42 นอกจาก 5 ข้อข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรยังกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมไว้ในประกาศฉบับที่ 42 ซึ่งรายการที่ SME เจอบ่อยที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่ ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ครอบคลุมทั้งการซื้อ เช่าซื้อ เช่า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ทั้งหมดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ยกเว้นกิจการที่ขายรถยนต์นั่ง หรือให้เช่ารถยนต์นั่งโดยเฉพาะ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน (แบบย่อ) ไม่สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ ภาษีซื้อจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ถ้ากิจการทำทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วซื้อทรัพย์สินมาใช้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อส่วนนี้เคลมไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้าม ลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ จุดที่ SME สับสนมากที่สุดคือ ภาษีซื้อต้องห้าม “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ไม่ได้” เป็นคนละเรื่องกัน ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ตารางต่อไปนี้สรุปให้ชัด ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม เคลม VAT (หัก ภ.พ.30) ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ ไม่มีใบกำกับภาษี ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวกับกิจการ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ค่ารับรอง ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารับรอง) ใบกำกับออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถ) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้ามีหลักฐานอื่นประกอบ) ทรัพย์สินใช้ในกิจการไม่ต้องเสีย VAT (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้าเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับกิจการ) สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีฯ ส่วนใหญ่ยังลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ภาษีซื้อต้องห้ามจากใบกำกับภาษีที่มีปัญหา หรือไม่เกี่ยวกับกิจการ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME เจอบ่อย ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งของกรรมการ (เก๋ง 5 ที่นั่ง ใช้ในกิจการ) เดือนละ 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท VAT 350 บาทนี้เคลมไม่ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ที่กล่าวข้างต้น นำไปหักจากภาษีขายไม่ได้ แต่สามารถรวม VAT 350 บาทเป็นส่วนหนึ่งของค่าน้ำมัน แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้รวม 5,350 บาทได้ ค่ารับรองลูกค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลี้ยงอาหารลูกค้า 2 ท่านที่ร้านอาหาร ค่าอาหาร 3,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวมจ่าย 3,210 บาท VAT 210 บาทเคลมไม่ได้เช่นกัน แต่ค่าอาหารรวม VAT จำนวน 3,210 บาท สามารถลงเป็นค่ารับรองได้ เพราะจ่ายคนละ 1,605 บาท ไม่เกินเกณฑ์ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ และมีหลักฐานผู้รับเงินประกอบ ใบกำกับภาษีอย่างย่อจากร้านค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้ออุปกรณ์สำนักงานจากร้านสะดวกซื้อ 500 บาท ได้รับเฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ระบุแค่ชื่อร้าน วันที่ รายการ ราคารวม VAT) ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ภาษีซื้อ 32.71 บาท (500 × 7/107) เคลม VAT ไม่ได้ เพราะเป็นใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากร้านค้าทุกครั้ง โดยแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ผู้ขาย วิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามบันทึกบัญชีต่างจากภาษีซื้อปกติ เพราะไม่สามารถตั้งเป็นลูกหนี้กรมสรรพากรได้ ต้องรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งกรรมการ 5,000 บาท VAT 350 บาท จ่ายเงินสด 5,350 บาท ภาษีซื้อปกติ (ถ้าเป็นรถกระบะ) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,000.00 Dr ภาษีซื้อ 350.00 Cr เงินสด 5,350.00 ภาษีซื้อต้องห้าม (รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,350.00 Cr เงินสด 5,350.00 จะเห็นว่า VAT 350 บาทไม่ได้แยกบัญชีภาษีซื้อออกมา แต่รวมเข้าไปในค่าน้ำมันรถเลย เพราะไม่สามารถนำไปเคลมได้ ระบบบัญชีต้องมีช่องให้ระบุว่ารายการนี้เป็นภาษีซื้อที่เคลมไม่ได้ เพื่อไม่ให้ระบบดึงยอดไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่จะนำส่งสรรพากร วิธีป้องกันปัญหาภาษีซื้อต้องห้าม ปัญหาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ ถ้าตรวจสอบเอกสารก่อนบันทึกบัญชี สรุป: ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามมี 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกิจการไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนจากสรรพากรได้ สิ่งที่ SME ต้องจำคือ “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้” เป็นคนละเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง ค่ารับรอง และภาษีซื้อตามใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้า และบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามแยกออกจากภาษีซื้อปกติให้ชัดเจน จัดการภาษีซื้อให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการแยกภาษีซื้อปกติกับภาษีซื้อต้องห้ามได้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ ระบบจะไม่ดึงภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่ยื่นสรรพากร ช่วยลดความผิดพลาดและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรเรียกเงินคืน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามกับภาษีซื้อไม่ขอคืน ต่างกันอย่างไร ภาษีซื้อต้องห้ามเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเคลมไม่ได้ ไม่ว่ากิจการจะต้องการเคลมหรือไม่ ส่วนภาษีซื้อไม่ขอคืนเป็นกรณีที่กิจการมีสิทธิ์เคลมได้ แต่เลือกไม่ขอคืนเอง เช่น กิจการที่รายได้จากกิจการไม่ต้องเสีย VAT มีสัดส่วนมากกว่า 90% สามารถเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อได้ ซึ่งทำให้ภาษีซื้อทั้งหมดกลายเป็นภาษีซื้อที่ไม่ขอคืน ค่าน้ำมันรถกระบะ เคลม VAT ได้ไหม ได้ รถกระบะไม่เข้าข่ายรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถกระบะจึงเคลม VAT ได้ปกติ ขอเพียงมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม ต้องยื่น ภ.พ.30 อย่างไร ภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามเคลมไม่ต้องนำไปกรอกในช่อง “ภาษีซื้อ” ของแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่สามารถหักจากภาษีขายได้ ให้กรอกเฉพาะภาษีซื้อที่เคลมได้เท่านั้น ส่วนภาษีซื้อต้องห้ามให้บันทึกแยกไว้ในรายงานภาษีซื้อ โดยระบุว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อเป็นหลักฐาน ถ้าเผลอเคลมภาษีซื้อต้องห้ามไปแล้ว ทำอย่างไร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงยอดภาษีซื้อให้ถูกต้อง โดยลดยอดภาษีซื้อที่เคลมไปผิดออก แล้วชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (นับจากวันครบกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ) ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มที่ต้องจ่าย การเฉลี่ยภาษีซื้อ ต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามอย่างไร การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นเรื่องของกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วมีค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้ว่าใช้ในกิจการไหน ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละกิจการ ส่วนที่เฉลี่ยไปให้กิจการไม่ต้องเสีย VAT จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถ้ากิจการไม่ทำการเฉลี่ย กฎหมายถือว่าภาษีซื้อทั้งจำนวนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ถอดVAT คืออะไร สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจริง

การถอด VAT 7% ออกจากราคารวมสุทธิ แค่ใช้สูตร “หารด้วย 1.07” ก็จะได้ราคาก่อนภาษีทันที เช่น ราคารวม 1,070 บาท ÷ 1.07 = 1,000 บาท ซึ่งก็คือราคาจริงก่อน VAT นั่นเอง ฟังดูง่าย… แต่ในชีวิตจริงหลายคนยังสับสนว่าเมื่อไหร่ต้องใช้สูตรไหน? แล้วถ้าคำนวณออกมาเป็นเลขทศนิยมยาวๆ ควรปัดเศษอย่างไรให้ถูกต้อง? บทความนี้รวมสูตรถอด VAT ครบทุกรูปแบบ พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เจอบ่อย และวิธีจิ้มเครื่องคิดเลขแบบทีละขั้นตอน ถอด VAT ต่างจาก “คิด VAT” อย่างไร ถอด VAT คือการคำนวณย้อนกลับจากราคาที่รวม VAT แล้ว เพื่อหาว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร และ VAT ที่ซ่อนอยู่ในยอดนั้นเป็นเงินเท่าไร ซึ่งต่างจากการ “คิด VAT” ที่เป็นการบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไปในราคาก่อนภาษี คิด VAT คือการทำอะไร คิด VAT คือเริ่มจากราคาก่อนภาษี แล้วบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไป เพื่อได้ราคารวมที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ตัวอย่าง: บริษัทขายสินค้าราคา 1,000 บาท (ราคายังไม่รวม VAT)VAT 7% = 1,000 × 7% = 70 บาทราคารวม VAT ที่เก็บจากลูกค้า = 1,000 + 70 = 1,070 บาท ถอด VAT คือการทำอะไร ถอด VAT คือเริ่มจากราคารวม VAT แล้วคำนวณย้อนกลับ เพื่อแยกว่าส่วนไหนเป็นราคาสินค้าและส่วนไหนเป็น VAT 7% ตัวอย่าง: บริษัทได้รับใบเสร็จ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) และต้องการรู้ว่า VAT เท่าไรราคาก่อน VAT = 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาทยอด VAT 7% = 1,070 – 1,000 = 70 บาท 3 สูตรถอด VAT 7% ที่ต้องรู้ — ใช้สูตรไหน เมื่อไหร่ สูตรถอด VAT 7% มี 3 แบบหลัก แต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน เลือกตามสิ่งที่อยากรู้ สูตร ใช้เมื่อต้องการ สมการ ÷ 1.07 ราคาก่อน VAT ราคารวม ÷ 1.07 × 7 ÷ 107 ตัวเลข VAT อย่างเดียว ราคารวม × 7 ÷ 107 × 1.07 ราคารวมจากราคาก่อน VAT ราคาก่อน VAT × 1.07 สูตรที่ 1: ถอดราคาก่อน VAT จากราคารวม (÷ 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคารวม VAT แล้วอยากรู้ว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร นิยมใช้มากที่สุดในการทำบัญชี สมการ: ราคาก่อน VAT = ราคารวม VAT ÷ 1.07 ตัวอย่าง: ซื้อวัตถุดิบมา 5,350 บาท (รวม VAT แล้ว)ราคาก่อน VAT = 5,350 ÷ 1.07 = 5,000 บาทยอด VAT7%  = 5,350 – 5,000 = 350 บาท เมื่อบันทึกค่าใช้จ่าย จำเป็นจะต้องแยก “ค่าวัตถุดิบ 5,000 บาท” กับ “ภาษีซื้อ 350 บาท” ออกจากกัน เพื่อเวลายื่นภาษี สามารถนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ถูกต้อง สูตรที่ 2: หาเฉพาะ VAT จากราคารวม (× 7 ÷ 107) ใช้เมื่ออยากรู้แค่ว่า VAT ในราคารวมนั้นเท่าไร โดยไม่ต้องหาราคาก่อน VAT ก่อน สมการ: VAT = ราคารวม VAT × 7 ÷ 107 ตัวอย่าง: ใบเสร็จค่าบริการ 10,700 บาท อยากรู้ว่า VAT เท่าไรVAT = 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท สูตรนี้กับสูตรที่ 1 ให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่สลับลำดับการคำนวณ ใช้แบบไหนก็ได้ตามที่ถนัด สูตรที่ 3: คิด VAT จากราคาก่อนภาษี (× 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคาก่อน VAT แล้วอยากรู้ราคาที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ซึ่งเป็นสูตร “คิด VAT” ไม่ใช่ “ถอด VAT” แต่สำคัญพอๆ กัน สมการ: ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT × 1.07 ตัวอย่าง: ค่าบริการออกแบบ 20,000 บาท (ก่อน VAT) ราคาที่เรียกเก็บลูกค้า = 20,000 × 1.07 = 21,400 บาท ตัวอย่างการคำนวณถอด VAT 7% ตัวอย่างที่ 1: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ซื้อกล่องพัสดุ 3,210 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าค่ากล่องจริงๆ เท่าไร และ VAT เท่าไรที่จะนำไปเป็นภาษีซื้อ วิธีการคำนวณ: มูลค่ากล่องพัสดุ 3,210 ÷ 1.07 = 3,000 บาท (ราคาก่อน VAT) VAT = 3,210 – 3,000 = 210 บาท ตัวอย่างการบันทึกบัญชี:เดบิต ค่าวัสดุสิ้นเปลือง    3,000เดบิต ภาษีซื้อ                   210เครดิต เงินสด               3,210 ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณา Facebook 10,700 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าสามารถนำ VAT เท่าไรไปเป็นภาษีซื้อ (กรณีจด VAT แล้ว) วิธีการคำนวณ: 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท (VAT ที่ซ่อนอยู่)ราคาก่อน VAT = 10,700 – 700 = 10,000 บาท หมายเหตุ: ค่าโฆษณา Facebook ออกโดยบริษัทต่างประเทศ ไม่มีใบกำกับภาษีแบบไทย — กรณีนี้ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) เพิ่มเติม ดูวิธีบันทึกรายการ ภ.พ.36 ใน PEAK ราคาไม่รวม VAT กับราคารวม VAT ต่างกันอย่างไร ราคาที่เห็นในชีวิตประจำวันมีอยู่ 2 แบบ คือ “ราคาไม่รวม VAT” และ “ราคารวม VAT” ซึ่งสร้างความสับสนบ่อยมากโดยเฉพาะตอนเจรจาราคากับคู่ค้า ราคาไม่รวม VAT คืออะไร ราคาไม่รวม VAT คือราคาที่ยังไม่ได้บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป เวลาเห็นป้ายราคา “5,000 บาท ไม่รวม VAT” หมายความว่าต้องจ่ายเพิ่ม VAT 7% อีก 350 บาท รวมเป็น 5,350 บาท คำอื่นที่มีความหมายเดียวกัน: ราคาก่อน VAT, ราคายังไม่รวมภาษี, ex VAT, net price ใช้เมื่อไร: ในใบเสนอราคาระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่ทั้งสองฝ่ายจด VAT — เพราะฝ่ายซื้อจะนำ VAT ไปหักเป็นภาษีซื้อได้ จึงสนใจแค่ราคาก่อน VAT ราคารวม VAT หาได้อย่างไร ราคารวม VAT คือราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริง รวม VAT เข้าไปแล้ว เรียกอีกชื่อว่า inclusive VAT หรือ gross price ถ้ารู้ราคาไม่รวม VAT ให้คูณ 1.07 เพื่อได้ราคารวม ถ้ารู้ราคารวม VAT ให้หาร 1.07 เพื่อได้ราคาไม่รวม VAT ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย: ลูกค้าจ่าย 5,350 บาท แต่ใบเสนอราคาระบุ “5,000 บาท ไม่รวม VAT” — บางคนเข้าใจผิดว่าลูกค้าจ่ายเกิน ที่จริงถูกต้องแล้ว เพราะ 5,000 บวก VAT 7% = 5,350 บาท 4 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ถอด VAT ผิดบ่อย — และวิธีแก้ แม้สูตรจะง่าย แต่ข้อผิดพลาดในการถอด VAT เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะในกิจการที่เพิ่งจด VAT ใหม่ ผิดพลาดที่ 1: ใช้สูตรหารด้วย 0.07 แทน 1.07 เช่น 1,070 ÷ 0.07 = 15,285 ซึ่งผิดทั้งหมด ที่ถูก: 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาท ผิดพลาดที่ 2: คิดว่า VAT 7% = ราคารวม × 7% โดยตรง เช่น 1,070 × 7% = 74.9 บาท ซึ่งผิด ที่ถูก: VAT ในราคารวม 1,070 บาท = 1,070 × 7 ÷ 107 = 70 บาท (ไม่ใช่ 74.9 บาท) เหตุผล: 7% คำนวณจากราคาก่อน VAT (1,000) ไม่ใช่จากราคารวม (1,070) ผิดพลาดที่ 3: ถอด VAT จากใบเสร็จที่ไม่มี VAT ร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ดังนั้นราคาในใบเสร็จของพวกเขาไม่มี VAT รวมอยู่ — ถ้านำมาถอด VAT จะได้ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย และบันทึกบัญชีผิด สามารถนำเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขายตรวจสอบสถานะที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ผิดพลาดที่ 4: ปัดเศษผิด กรมสรรพากรกำหนดให้ปัดเศษ VAT เป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม โดยยึดหลักปัดขึ้นถ้าทศนิยมตำแหน่งที่ 3 เป็น 5 ขึ้นไป สรุป: วิธีถอด VAT 7% ให้ถูกต้องทุกครั้ง ออกใบกำกับภาษีและคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติด้วย PEAK ถ้ากิจการคุณจด VAT แล้ว ทุกครั้งที่ออกใบเสนอราคาหรือใบกำกับภาษี PEAK Account จะคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติ แยกราคาก่อน VAT และ VAT โดยไม่ต้องถอดเองทุกครั้ง และข้อมูลภาษีซื้อ–ภาษีขายจะถูกรวบรวมไว้พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถอด VAT 7% ถอด VAT 7% ใช้ ÷ 107 หรือ ÷ 1.07 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองสูตรให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ต้องระวังการจับคู่ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ ÷ 1.07 หารด้วยตัวเลขนี้เพื่อได้ “ราคาก่อน VAT” ตรงๆ ถ้าใช้ × 7 ÷ 107 คูณและหารเพื่อได้ “ตัวเลข VAT” อย่างเดียว ห้ามสลับ: ÷ 107 แบบไม่คูณอะไรก่อนนั้นผิด ต้องเป็น × 7 ÷ 107 หรือเทียบเท่า กิจการที่ไม่ได้จด VAT ต้องถอด VAT ไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่ได้จด VAT ไม่มีภาษีซื้อและภาษีขายในระบบ VAT ดังนั้นไม่ต้องถอด VAT ออกจากใบเสร็จที่ได้รับ กิจการที่ต้องจด VAT คือกิจการที่มีรายได้จากขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1) หรือที่สมัครใจจดก่อนถึงเกณฑ์ ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ กรมสรรพากร rd.go.th ถอด VAT แล้วได้เลขทศนิยม ปัดขึ้นหรือปัดลง ใช้หลักปัดปกติ — ทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ถ้าเป็น 5 ขึ้นไปให้ปัดขึ้น ถ้าต่ำกว่า 5 ให้ตัดทิ้ง แสดงผลเป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม ตัวอย่าง: 5,000 ÷ 1.07 = 4,672.897… ปัดเป็น 4,672.90 บาท กรมสรรพากรไม่ได้กำหนดวิธีปัดเศษอย่างเคร่งครัดสำหรับกิจการทั่วไป แต่ควรใช้แนวทางเดียวกันสม่ำเสมอในทุกรายการ และบันทึกไว้ในนโยบายการบัญชีของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.1 คืออะไร หักกี่เปอร์เซ็นต์ ต่างจาก 1ก ยังไง

ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องหักภาษีและยื่นแบบให้กรมสรรพากร แต่หลายคนยังสับสนว่าต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์ ภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันตรงไหน แล้วยื่นช้าจะโดนค่าปรับเท่าไร บทความนี้สรุปให้ครบตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณภาษีพร้อมตัวอย่างตัวเลข กำหนดยื่นแต่ละช่องทาง ไปจนถึงบทลงโทษ เจ้าของกิจการอ่านจบแล้วนำไปใช้ได้ทันที ภ.ง.ด.1 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน — ยื่นทุกเดือน) คือแบบแสดงรายการที่นายจ้างใช้รายงานเงินที่จ่ายให้พนักงาน แล้วหักภาษีไว้ส่วนหนึ่งเพื่อนำส่งกรมสรรพากร เงินได้ที่ต้องรายงานใน ภ.ง.ด.1 มี 2 ประเภทหลัก เงินได้ประเภทที่ 1 (ม.40(1)) ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา และสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน คือเงินที่ได้จากการเป็นลูกจ้างประจำของบริษัท เงินได้ประเภทที่ 2 (ม.40(2)) ได้แก่ ค่าตอบแทนจากหน้าที่หรือตำแหน่ง เช่น ค่านายหน้า ค่าที่ปรึกษา ค่ากรรมการ คือเงินที่ได้จากตำแหน่ง ไม่ใช่จากการรับจ้างทั่วไป ภ.ง.ด.1ก คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.1ก คือแบบสรุปรายการจ่ายเงินได้และภาษีหัก ณ ที่จ่ายประจำปี ครอบคลุมเงินได้ประเภทเดียวกับ ภ.ง.ด.1 แต่เป็นการรวมยอดทั้ง 12 เดือนของพนักงานทุกคนไว้ในแบบเดียว สิ่งสำคัญคือ ภ.ง.ด.1ก ต้องรายงานพนักงานทุกคนที่ได้รับเงินได้ในปีนั้น แม้จะไม่ถูกหักภาษีเลยก็ตาม เช่น พนักงานเงินเดือน 15,000 บาทที่ภาษีเป็น 0 ก็ต้องมีชื่อในแบบนี้ด้วย กรมสรรพากรใช้ข้อมูลจาก ภ.ง.ด.1ก ตรวจสอบกับแบบ ภ.ง.ด.91 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว) ที่พนักงานยื่นเองตอนสิ้นปี ภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร ทั้งสองแบบเกี่ยวข้องกับเงินเดือนพนักงานเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ความถี่และจุดประสงค์ รายการ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.1ก ประเภท แบบรายเดือน แบบรายปี ยื่นเมื่อไร ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินเดือน ปีละครั้ง ภายใน ก.พ. ของปีถัดไป ใช้ทำอะไร รายงานยอดเงินและภาษีที่หักในแต่ละเดือน สรุปยอดรวมทั้งปีของพนักงานแต่ละคน รายงานใคร เฉพาะพนักงานที่ได้รับเงินในเดือนนั้น พนักงานทุกคนที่ได้รับเงินในปีนั้น (รวมคนที่ภาษี 0) ค่าปรับไม่ยื่น ไม่เกิน 2,000 บาท + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ไม่เกิน 2,000 บาท ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ผู้มีหน้าที่ยื่นทั้งสองแบบ คือ “ผู้จ่ายเงินได้” ไม่ใช่ตัวพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล) สมาคม หรือแม้แต่บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง) ที่จ้างพนักงานประจำ ทุกรายที่จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) หรือ 40(2) ต้องหักภาษีและยื่นแบบให้กรมสรรพากร ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีพนักงาน 5 คน จ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน บริษัทต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน และยื่น ภ.ง.ด.1ก สรุปยอดรวมทั้งปีภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป เงินเดือนเท่าไรถึงต้องหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่พนักงานทุกคนที่ต้องถูกหักภาษี การหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนใช้วิธีคำนวณแบบอัตราก้าวหน้า โดยประมาณการรายได้ทั้งปี แล้วหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ถ้าคำนวณแล้วเงินได้สุทธิทั้งปีไม่เกิน 150,000 บาท นายจ้างไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องรายงานชื่อพนักงานคนนั้นใน ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนอยู่ดี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับพนักงานที่ไม่มีค่าลดหย่อนอื่น จะเริ่มถูกหักภาษีเมื่อเงินเดือนราว 26,000 บาทขึ้นไป โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ภ.ง.ด.1 หักกี่เปอร์เซ็นต์ วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่าง ภ.ง.ด.1 ไม่ได้หักเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่เหมือนแบบ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา เช่น จ้างฟรีแลนซ์) หรือ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท เช่น จ่ายค่าบริการให้บริษัทอื่น) แต่ใช้วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งปี แล้วหารเฉลี่ยเป็นรายเดือน (อ่านเรื่องอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ละประเภทเพิ่มเติม) ขั้นตอนคำนวณมี 4 ขั้นตอน ตัวอย่างนี้ได้เงินได้สุทธิ เงินได้สุทธิ = 300,000 – 100,000 – 60,000 = 140,000 บาท เงินได้สุทธิ 140,000 บาทไม่เกิน 150,000 บาท จึงได้รับยกเว้นภาษี พนักงานคนนี้ไม่ต้องถูกหักภาษีในแต่ละเดือน ตัวอย่าง: พนักงานเงินเดือน 35,000 บาท สมมุติพนักงานบริษัท ตัวอย่าง จำกัด ได้เงินเดือน 35,000 บาท ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากส่วนตัว เงินได้ทั้งปี = 35,000 × 12 = 420,000 บาท หักค่าใช้จ่าย = 100,000 บาท (สูงสุดที่หักได้) หักลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 420,000 – 100,000 – 60,000 = 260,000 บาท อัตราภาษีที่ต้องใช้มีดังนี้ เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% คำนวณภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 260,000 บาท 150,000 บาทแรก = ยกเว้น (0 บาท) 110,000 บาทที่เหลือ (260,000 – 150,000) × 5% = 5,500 บาท ภาษีทั้งปี = 5,500 บาท หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน = 5,500 ÷ 12 ≈ 458 บาทต่อเดือน นายจ้างจะหักเงินจากเงินเดือนพนักงานเดือนละ 458 บาท แล้วนำส่งกรมสรรพากรพร้อม ภ.ง.ด.1 พอสิ้นปีก็รวมยอดทั้ง 12 เดือนลงในแบบ ภ.ง.ด.1ก อีกครั้ง (ข้อมูลอัตราก้าวหน้าจากกรมสรรพากร) กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ภายในวันที่เท่าไร กำหนดยื่นแต่ละแบบแยกตามช่องทาง แบบ ช่องทาง กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1 ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน ภ.ง.ด.1 ยื่นออนไลน์ e-Filing ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภ.ง.ด.1ก ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายในเดือน ก.พ. ของปีถัดไป ภ.ง.ด.1ก ยื่นออนไลน์ e-Filing ภายในวันที่ 8 มี.ค. ของปีถัดไป (ข้อมูลจากปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร) เช่น จ่ายเงินเดือนมิถุนายน ต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ภายใน 7 กรกฎาคม (กระดาษ) หรือ 15 กรกฎาคม (ออนไลน์) ถ้าวันครบกำหนดตรงกับวันหยุด จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป ไม่ยื่น ภ.ง.ด.1 หรือ ภ.ง.ด.1ก มีบทลงโทษอะไรบ้าง การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้ามีโทษทั้งค่าปรับและเงินเพิ่ม (ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) ค่าปรับ: ยื่นแบบล่าช้า โดนค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ ถ้ายื่นช้าด้วยตัวเองก่อนถูกเรียกตรวจ ค่าปรับมักลดเหลือ 200 บาท (ไม่เกิน 7 วัน) หรือ 500 บาท (เกิน 7 วัน) เงินเพิ่ม: สำหรับ ภ.ง.ด.1 ที่มีภาษีต้องนำส่ง จะโดนเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษี นับตั้งแต่วันครบกำหนดจนถึงวันที่ยื่นจริง (ตามมาตรา 27 ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น ภาษีนำส่ง 10,000 บาท ยื่นช้า 2 เดือน เงินเพิ่ม = 10,000 × 1.5% × 2 เดือน = 300 บาท รวมค่าปรับ + เงินเพิ่ม = สูงสุด 2,300 บาท สำหรับ ภ.ง.ด.1ก เป็นแบบสรุปรายปีที่ไม่ต้องนำส่งภาษีเพิ่ม จึงมีแค่ค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท ไม่มีเงินเพิ่ม ภ.ง.ด.1 ต่างจาก ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 อย่างไร ทั้งสามแบบเป็นแบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหมือนกัน แต่ใช้กับผู้รับเงินคนละกลุ่ม รายการ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ผู้รับเงิน พนักงาน (บุคคลธรรมดา) ผู้รับจ้างภายนอก (บุคคลธรรมดา) บริษัทอื่น (นิติบุคคล) เงินได้ เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า อัตราหัก อัตราก้าวหน้า (ไม่คงที่) 1% ถึง 5% ตามประเภท 1% ถึง 5% ตามประเภท กำหนดยื่น ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน ภายใน 7 วันหลังสิ้นเดือน จำง่ายๆ คือ ภ.ง.ด.1 ใช้กับเงินเดือนพนักงาน ส่วน ภ.ง.ด.3 ใช้กับค่าจ้างบุคคลภายนอก และ ภ.ง.ด.53 ใช้กับค่าจ้างบริษัทอื่น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ภ.ง.ด. คืออะไร มีกี่แบบ) สรุป ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก สิ่งที่นายจ้างต้องจำ จัดการ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ให้เป็นระบบด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนให้อัตโนมัติ พิมพ์แบบ ภ.ง.ด.1 รายเดือนและ ภ.ง.ด.1ก สรุปรายปีพร้อมใบแนบได้ทันที ไม่ต้องคำนวณเอง ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก เดือนไหนไม่มีการจ่ายเงินเดือน ต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ไหม ถ้าเดือนนั้นไม่มีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) หรือ 40(2) เลย ก็ไม่ต้องยื่นสำหรับเดือนนั้น แต่ถ้ามีการจ่ายแม้แต่รายเดียว ต้องยื่นตามปกติ พนักงานเงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ต้องแจ้งใน ภ.ง.ด.1ก ไหม ต้องแจ้ง เพราะ ภ.ง.ด.1ก ต้องรายงานพนักงานทุกคนที่ได้รับเงินได้ในปีนั้น ไม่ว่าคำนวณภาษีแล้วจะเป็น 0 บาทก็ตาม กรมสรรพากรใช้ข้อมูลนี้ตรวจสอบกับแบบที่พนักงานยื่นเอง ภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.3 ต่างกันตรงไหน ภ.ง.ด.1 ใช้กับเงินเดือนพนักงานประจำ ส่วน ภ.ง.ด.3 ใช้กับค่าจ้างบุคคลภายนอก เช่น จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บไซต์หรือจ้างช่างภาพถ่ายสินค้า ถ้าบริษัทจ้างทั้งพนักงานและฟรีแลนซ์ ต้องยื่นทั้ง ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.3 แยกกัน ยื่น ภ.ง.ด.1 ช้า ต้องเสียค่าปรับเท่าไร ค่าปรับตามกฎหมายไม่เกิน 2,000 บาท แต่ถ้ายื่นด้วยตัวเองก่อนถูกเรียกตรวจ มักได้ลดค่าปรับเหลือ 200 ถึง 500 บาทตามจำนวนวันที่ล่าช้า ส่วนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนยังคงต้องจ่ายเต็มจำนวน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างกันอย่างไร ยื่นแบบไหนถึงจะถูกต้อง

ทุกปีช่วงต้นปีจะมีคำถามเดิมวนกลับมา “ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91” คำตอบสั้นที่สุดคือ ดูที่ “ประเภทรายได้” ถ้ามีเงินเดือนอย่างเดียว ยื่น ภ.ง.ด.91 ถ้ามีรายได้ทางอื่นร่วมด้วยแม้แต่บาทเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 เลือกผิดแบบอาจต้องยื่นใหม่พร้อมโดนเงินเพิ่ม บทความนี้จะช่วยให้ตัดสินใจถูกตั้งแต่ครั้งแรก พร้อมตัวอย่างจริง 4 สถานการณ์ที่เช็กได้ทันที ภ.ง.ด.90 คืออะไร ภ.ง.ด.90 คือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ใช้สำหรับผู้ที่มีเงินได้หลายประเภทหรือมีเงินได้ประเภทเดียวที่ไม่ใช่เงินเดือน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ใครต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 ผู้ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(1) ถึง 40(8) มากกว่า 1 ประเภท หรือมีรายได้ 40(2) ถึง 40(8) เพียงอย่างเดียว ต้องยื่นแบบนี้ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำคือ เกิน 60,000 บาทต่อปี (คนโสด) หรือเกิน 120,000 บาทต่อปี (มีคู่สมรส) ตามประกาศกรมสรรพากร แม้คำนวณภาษีแล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่มก็ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.91 คืออะไร ภ.ง.ด.91 คือแบบแสดงรายการสำหรับผู้ที่มีรายได้เฉพาะเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือค่าตอบแทนจากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40(1) เพียงอย่างเดียว ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.91 ผู้ที่มีรายได้จากนายจ้างทางเดียว ได้แก่ เกณฑ์ขั้นต่ำอยู่ที่ เกิน 120,000 บาทต่อปี (คนโสด) หรือเกิน 220,000 บาทต่อปี (มีคู่สมรส) สูงกว่า ภ.ง.ด.90 เพราะผู้มีเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ได้สูงสุด 100,000 บาท เงินได้สุทธิจึงน้อยกว่า ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างกันอย่างไร หลักง่ายที่สุดคือ ดูว่ามีรายได้กี่ทาง ถ้ามีรายได้ทางเดียวจากนายจ้างคนเดียว ยื่นแบบ 91 พอมีรายได้อื่นเพิ่มเข้ามาแม้แต่ทางเดียว ต้องเปลี่ยนมายื่นแบบ 90 ทันที ตารางนี้สรุปข้อแตกต่างทั้งหมด รายการ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 ประเภทรายได้ หลายประเภท หรือไม่ใช่เงินเดือนอย่างเดียว เงินเดือนอย่างเดียว ตามมาตรา 40(1) เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ (โสด) เกิน 60,000 บาทต่อปี เกิน 120,000 บาทต่อปี เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ (คู่สมรส) เกิน 120,000 บาทต่อปี เกิน 220,000 บาทต่อปี กำหนดยื่น 1 ม.ค. ถึง 31 มี.ค. ปีถัดไป เหมือนกัน ยื่นออนไลน์ ได้ ผ่าน efiling.rd.go.th ได้ ผ่าน efiling.rd.go.th หักค่าใช้จ่าย ตามประเภทรายได้ แตกต่างกัน เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท เช็กสถานการณ์ของตัวเอง ต้องยื่นแบบไหน องจับคู่กับ 4 สถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ถ้าตรงกับสถานการณ์ไหน ก็ยื่นตามนั้นได้เลย สถานการณ์ที่ 1 — มนุษย์เงินเดือนล้วนๆ: นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) ทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือน 35,000 บาท ได้โบนัสปีละ 1 เดือน รวมทั้งปี 455,000 บาท ไม่มีรายได้ทางอื่น → ยื่น ภ.ง.ด.91 สถานการณ์ที่ 2 — พนักงานที่มีร้านออนไลน์: นางสาวพิมพ์ (ชื่อสมมุติ) เงินเดือน 28,000 บาท ขายเสื้อผ้าผ่าน Shopee อีกเดือนละ 8,000 บาท → ยื่น ภ.ง.ด.90 เพราะมีทั้งเงินเดือน 40(1) และรายได้จากการค้า 40(8) สถานการณ์ที่ 3 — ฟรีแลนซ์เต็มตัว: นายเก่ง (ชื่อสมมุติ) รับงานออกแบบกราฟิก รายได้ปีละ 480,000 บาท ไม่มีนายจ้างประจำ → ยื่น ภ.ง.ด.90 เพราะไม่ใช่เงินเดือน 40(1) จัดเป็น 40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะสัญญา สถานการณ์ที่ 4 — ข้าราชการมีรายได้เสริม: นายวิทย์ (ชื่อสมมุติ) ข้าราชการเงินเดือน 32,000 บาท มีคอนโดปล่อยเช่าอีกเดือนละ 12,000 บาท → ยื่น ภ.ง.ด.90 เพราะนอกจากเงินเดือน 40(1) ยังมีค่าเช่า 40(5) เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นภาษี ไม่ว่าจะยื่นแบบ 90 หรือ 91 ต้องเตรียมสิ่งเหล่านี้ วิธียื่น ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากรเปิดให้ยื่นผ่านระบบ e-Filing ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ยื่นออนไลน์จะได้สิทธิ์ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน จาก 31 มีนาคม เป็น 8 เมษายน (ตามประกาศแต่ละปี) ทำให้ไม่ต้องรีบร้อนช่วงสิ้นเดือนมีนาคม ดูขั้นตอนละเอียดที่วิธียื่นภาษี ภ.ง.ด.91 ออนไลน์ ยื่นผิดแบบแล้วทำอย่างไร หลายคนเคยยื่น ภ.ง.ด.91 ทั้งที่มีรายได้จากการขายของหรือค่าเช่าด้วย กรณีนี้แก้ไขได้ ถ้ามีภาษีชำระเพิ่ม จะโดนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดที่ค้าง แต่ไม่โดนค่าปรับอาญาเพราะถือว่ายื่นแบบไปแล้ว ดูรายละเอียดที่การแก้ไขเมื่อยื่นภาษีไม่ครบษีต้องชำระเพิ่ม จะโดนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง แต่ไม่โดนค่าปรับอาญา เพราะถือว่ายื่นแบบไปแล้ว ดูรายละเอียดที่การแก้ไขเมื่อยื่นภาษีไม่ครบ สรุป: เลือกยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ดูที่แหล่งรายได้ จัดการรายได้และเอกสารภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดประเภทรายได้และออก 50 ทวิ ให้อัตโนมัติ HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ลดเวลาเตรียมเอกสารภาษีให้กิจการ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ข้าราชการต้องยื่น ภ.ง.ด. แบบไหน ถ้ามีแค่เงินเดือนราชการ ยื่น ภ.ง.ด.91 แต่ถ้ามีรายได้เสริมแม้แต่น้อย เช่น สอนพิเศษ เป็นวิทยากร หรือมีบ้านปล่อยเช่า ต้องยื่นแบบ 90 ขายของออนไลน์ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 รายได้จากการขายของออนไลน์จัดเป็น 40(8) ไม่ว่าจะขายผ่าน Shopee, Lazada หรือ Facebook ถ้ามีเงินเดือนจากงานประจำด้วย ให้รวมรายได้ทุกทางแล้วยื่นแบบ 90 ส่วนคนที่ขายของเป็นอาชีพเดียว ก็ยื่นแบบ 90 เช่นกันเพราะไม่ใช่ 40(1) ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างจาก ภ.ง.ด.94 อย่างไร แบบ 90 และ 91 ใช้ยื่นภาษีประจำปี (รายได้ ม.ค. ถึง ธ.ค.) ส่วน ภ.ง.ด.94 ใช้ยื่นภาษีครึ่งปีแรก (ม.ค. ถึง มิ.ย.) เฉพาะผู้มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) กำหนดยื่นภายในเดือนกันยายน ยื่นภาษีไม่ทันกำหนดมีโทษอะไร ไม่ยื่นภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ถ้ามีภาษีต้องชำระ จะโดนเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ดูรายละเอียดที่บทลงโทษเมื่อยื่นภาษีล่าช้า นายจ้าง SME ต้องเตรียมอะไรให้พนักงานยื่น ภ.ง.ด.91 นายจ้างต้องออก 50 ทวิ ให้พนักงานทุกคนภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป และยื่น ภ.ง.ด.1ก (แบบสรุปรายปี) ต่อกรมสรรพากร PEAK Payroll ช่วยออก 50 ทวิ และจัดทำไฟล์ ภ.ง.ด.1/1ก อัตโนมัติ เจ้าของกิจการจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง ยื่นแบบไหน กรรมการบริษัทที่รับเงินเดือนจากกิจการของตัวเอง ถือเป็น 40(1) ถ้ามีแค่นี้ ยื่น ภ.ง.ด.91 ได้ แต่ถ้ามีเงินปันผลจากบริษัทด้วย จะเป็น 40(4) เพิ่มเข้ามา ต้องเปลี่ยนไปยื่นแบบ 90

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ภาษีป้าย คิดยังไง สรุปอัตรา วิธีคำนวณ และกำหนดยื่น ปี 2569

ธุรกิจที่ติดป้ายชื่อร้าน ป้ายโฆษณา หรือป้ายโลโก้ ต้องเสียภาษีป้ายทุกปี ภาษีนี้คำนวณจากพื้นที่ป้ายคูณอัตราตามประเภทอักษร เริ่มที่ 5 บาทต่อ 500 ตร.ซม. บทความนี้สรุปอัตราภาษีป้ายทุกประเภท วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างจริงสำหรับร้านค้า กำหนดยื่น จ่ายที่ไหน และวิธีบันทึกบัญชี ภาษีป้ายคืออะไร ภาษีป้าย คือภาษีท้องถิ่นที่จัดเก็บเป็นรายปีจากป้ายที่ใช้เพื่อธุรกิจหรือหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อร้าน ป้ายโฆษณา หรือป้ายโลโก้ หน่วยงานที่จัดเก็บ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ไม่ใช่กรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือเจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้าย ถ้าไม่มีผู้ยื่นแบบ เจ้าหน้าที่อาจเรียกเก็บจากเจ้าของอาคารแทน (มาตรา 7 พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510) ป้ายแบบไหนต้องเสียภาษี แบบไหนได้ยกเว้น ป้ายที่ต้องเสียภาษี ป้ายที่ต้องเสียภาษี คือป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ว่าจะติดตั้งบนวัตถุใด ตัวอย่างเช่น ป้ายที่ได้รับยกเว้นภาษี ป้ายบางประเภทได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ได้แก่ (มาตรา 6 และ 8 พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510) อัตราภาษีป้าย 3 ประเภท ปี 2569 ปี 2569 ยังใช้อัตราตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 แบ่งตามลักษณะอักษรเป็น 3 ประเภท ประเภท ลักษณะป้าย ป้ายทั่วไป (บาท/500 ตร.ซม.) ป้ายเคลื่อนที่ (บาท/500 ตร.ซม.) 1 อักษรไทยล้วน 5 10 2 อักษรไทยปนต่างประเทศ หรือปนภาพ 26 52 3 ไม่มีอักษรไทย หรืออักษรไทยอยู่ใต้อักษรต่างประเทศ 50 52 ป้ายที่คำนวณภาษีแล้วได้ต่ำกว่า 200 บาท ต้องเสียภาษีขั้นต่ำ 200 บาทต่อป้าย (มาตรา 18 พ.ร.บ.ภาษีป้าย) ป้ายประเภทที่ 1 อักษรไทยล้วน ป้ายที่ใช้ตัวอักษรภาษาไทยทั้งหมด ไม่มีอักษรต่างประเทศและไม่มีโลโก้ต่างชาติ เช่น ป้าย “ร้านข้าวต้ม สมศรี” เสียภาษีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับป้ายประเภทอื่น ป้ายประเภทที่ 2 อักษรไทยปนต่างประเทศ ป้ายที่มีทั้งอักษรไทยและอักษรต่างประเทศ เช่น ป้าย “ร้านกาแฟ Café” เงื่อนไขสำคัญ คืออักษรไทยต้องอยู่เหนืออักษรต่างประเทศและมีขนาดไม่เล็กกว่า ถ้าอักษรไทยอยู่ใต้หรือเล็กกว่าอักษรต่างประเทศ จะถูกจัดเป็นประเภทที่ 3 ทันที ซึ่งเสียภาษีเกือบ 2 เท่า ป้ายประเภทที่ 3 ไม่มีอักษรไทย ป้ายที่ใช้ภาษาต่างประเทศล้วน หรือมีอักษรไทยแต่อยู่ใต้อักษรต่างประเทศ เสียภาษีสูงที่สุด เช่น ป้าย “STARBUCKS” ที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน ภาษีป้ายคิดยังไง สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณภาษีป้าย ภาษีป้าย = (พื้นที่ป้าย ÷ 500) × อัตราภาษีตามประเภท คำนวณพื้นที่ป้ายจากส่วนกว้างที่สุด × ส่วนยาวที่สุด (เป็น ตร.ซม.) กฎการปัดเศษ: ถ้าเศษเกิน 250 ตร.ซม. ปัดขึ้นเป็นอีก 500 ตร.ซม. ถ้าเศษไม่เกิน 250 ตร.ซม. ปัดทิ้ง ตัวอย่างคำนวณภาษีป้ายร้านค้า SME ตัวอย่าง 1 — ร้านกาแฟ ป้ายไทยปนอังกฤษ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ติดป้าย “กาแฟดี Café” หน้าร้าน ขนาดกว้าง 120 ซม. × ยาว 80 ซม. อักษรไทยอยู่เหนืออักษรอังกฤษ → ป้ายประเภทที่ 2 ตัวอย่าง 2 — ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ป้ายไทยล้วน ร้าน “ช่างหนึ่ง ซ่อมรถ” ติดป้ายขนาดกว้าง 200 ซม. × ยาว 100 ซม. ใช้อักษรไทยล้วน → ป้ายประเภทที่ 1 ตัวอย่าง 3 — ร้านสะดวกซื้อ ป้ายภาษาอังกฤษล้วน ร้าน “QuickMart” ติดป้ายไฟขนาดกว้าง 300 ซม. × ยาว 100 ซม. ภาษาอังกฤษล้วน ข้อความไม่เคลื่อนที่ → ป้ายประเภทที่ 3 (ข) ป้ายภาษาอังกฤษล้วนเสียภาษีมากกว่าป้ายไทยล้วนถึง 10 เท่า การเพิ่มชื่อไทยไว้ด้านบนป้ายจะช่วยลดจากอัตราประเภทที่ 3 (50 บาท) เหลือประเภทที่ 2 (26 บาท) ยื่นภาษีป้ายเมื่อไร จ่ายที่ไหน กำหนดยื่นแบบ ภ.ป.1 เจ้าของป้ายต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในเดือนมกราคมถึง 31 มีนาคมของทุกปี (มาตรา 12 พ.ร.บ.ภาษีป้าย) หลังยื่นแบบ เจ้าหน้าที่จะออกแบบแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) ต้องชำระภาษีภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง สำหรับป้ายที่ติดตั้งระหว่างปี ต้องยื่นแบบภายใน 15 วันนับจากวันติดตั้ง (มาตรา 14) ภาษีจะคิดตามจำนวนเดือนที่เหลือในปีนั้น ตัวอย่าง ถ้าติดป้ายเดือนกรกฎาคม จะเสียภาษีแค่ 6 เดือน เท่ากับครึ่งหนึ่งของภาษีเต็มปี สถานที่ชำระภาษีป้าย ชำระได้ที่หน่วยงานท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ ได้แก่ บางพื้นที่เปิดให้ชำระผ่านช่องทางออนไลน์หรือธนาคารกรุงไทย ควรสอบถามหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ก่อน ผ่อนชำระภาษีป้ายได้ไหม ได้ ถ้าภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ขอผ่อนเป็น 3 งวดเท่ากัน โดยต้องแจ้งเป็นหนังสือก่อนครบกำหนดชำระ (มาตรา 19 ทวิ พ.ร.บ.ภาษีป้าย) ไม่จ่ายภาษีป้ายมีโทษอะไร การไม่ยื่นแบบหรือชำระล่าช้ามีเงินเพิ่ม 3 กรณี (มาตรา 25 พ.ร.บ.ภาษีป้าย) ตัวอย่าง ภาษีป้าย 3,000 บาท ถ้าไม่ยื่นแบบ เสียเงินเพิ่ม 300 บาท รวม 3,300 บาท ถ้าชำระล่าช้าอีก 2 เดือน เสียเงินเพิ่มอีก 120 บาท (3,000 × 2% × 2 เดือน) รวม 3,420 บาท บันทึกบัญชีภาษีป้ายอย่างไร ภาษีป้ายเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการที่นำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีเงินได้ได้ บันทึกบัญชีดังนี้ ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ชำระภาษีป้าย 494 บาท ควรเก็บใบเสร็จรับเงินจากหน่วยงานท้องถิ่นไว้เป็นหลักฐาน เพราะใช้ประกอบการบันทึกบัญชีและยื่นภาษีเงินได้ประจำปี สำหรับกิจการที่มีป้ายหลายจุด ให้รวมยอดภาษีทั้งหมดบันทึกเป็นรายการเดียวในเดือนที่ชำระได้ สรุป ภาษีป้ายคำนวณง่าย แค่รู้ขนาดป้ายกับประเภทอักษรก็คำนวณเองได้ ต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในเดือนมีนาคมทุกปี จ่ายที่หน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ จัดการค่าใช้จ่ายภาษีป้ายให้เป็นระบบด้วย PEAK ธุรกิจที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการนี้ในหมวดค่าใช้จ่ายได้ทันที ทั้งภาษีป้ายและภาษีที่ดิน ใช้ ช่วยให้ข้อมูลค่าใช้จ่ายภาษีครบถ้วนตอนปิดงบ เพื่อให้การจัดการค่าใช้จ่ายและภาษีของธุรกิจคุณครบวงจรยิ่งขึ้น PEAK ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate (OFM) ที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำนักงาน ปริ้นเตอร์ สินค้าไอที หรือเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง เพื่อนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในโปรแกรมบัญชี PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีป้าย ภาษีป้าย 2569 จ่ายเมื่อไหร่ ยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในเดือนมกราคมถึง 31 มีนาคม 2569 ชำระภาษีภายใน 15 วันหลังได้รับแจ้งประเมิน ติดป้ายหน้าร้านเสียภาษีไหม เสียภาษี ถ้าป้ายแสดงชื่อร้านหรือเครื่องหมายเพื่อประกอบธุรกิจ ยกเว้นป้ายภายในอาคารที่มองจากนอกไม่เห็นและพื้นที่ไม่เกิน 3 ตร.ม. ภาษีป้ายร้านค้า คิดยังไง ใช้สูตร (กว้าง × ยาว ÷ 500) × อัตราภาษีตามประเภทป้าย ดูอัตราได้ในตารางเปรียบเทียบด้านบน ภาษีขั้นต่ำ 200 บาทต่อป้าย ป้าย LED หรือป้ายดิจิทัลเสียภาษีป้ายไหม เสียภาษี และมีอัตราสูงกว่าป้ายทั่วไป เพราะจัดเป็นป้ายเคลื่อนที่ ตัวอย่างเช่น ป้ายไทยล้วนแบบ LED จ่าย 10 บาทต่อ 500 ตร.ซม. (ป้ายทั่วไปจ่าย 5 บาท) ภาษีป้ายจ่ายที่ไหน จ่ายที่หน่วยงานท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ ดูรายละเอียดในหัวข้อ “สถานที่ชำระภาษีป้าย” ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2569 คืออะไร จ่ายเท่าไร พร้อมวิธีคำนวณ

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือภาษีรายปีที่เก็บจากเจ้าของที่ดิน บ้าน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง คำนวณจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ณ วันที่ 1 มกราคมของปีนั้น มีหน้าที่ต้องเสียภาษี อัตราภาษีแบ่งเป็น 4 ประเภทตามการใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ 0.01% สำหรับที่ดินเกษตร ไปจนถึง 0.7% สำหรับพาณิชยกรรม ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืออะไร ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือภาษีท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 เริ่มจัดเก็บจริงตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ใช้แทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้จัดเก็บ ได้แก่ สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) เทศบาล อบต. และเมืองพัทยา เงินภาษีนำไปพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่น เช่น สร้างถนนและสาธารณูปโภค ฐานภาษีคำนวณจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ใครต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ต้องเสียภาษี ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หากเจ้าของที่ดินกับเจ้าของสิ่งปลูกสร้างเป็นคนละคน แต่ละฝ่ายเสียภาษีเฉพาะส่วนที่ตนเป็นเจ้าของ บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถือครองอาคารสำนักงาน โกดัง โรงงาน หรือร้านค้า ก็ต้องเสียภาษี ทรัพย์สินเหล่านี้จัดเป็นประเภท “การใช้ประโยชน์อื่น” ซึ่งมีอัตราภาษีสูงกว่าที่อยู่อาศัย (ดูรายละเอียดอัตราในหัวข้อถัดไป) ผู้ประกอบการ SME จึงควรตรวจสอบว่าทรัพย์สินของกิจการเข้าประเภทใด อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2569 ทั้ง 4 ประเภท อัตราภาษีแบ่งตามการใช้ประโยชน์จริง 4 ประเภท คำนวณแบบขั้นบันไดตามมูลค่าทรัพย์สิน ตามที่สรุปโดย Thai PBS ที่ดินเกษตรกรรม สำหรับที่ดินที่ใช้ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ หรือประมง อัตราภาษีอยู่ที่ 0.01-0.1% ตามมูลค่า บุคคลธรรมดาที่ใช้ที่ดินทำเกษตร มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษี ส่วนนิติบุคคลไม่ได้รับการยกเว้นนี้ ที่อยู่อาศัย อัตราภาษีอยู่ที่ 0.02-0.10% ตามมูลค่า แบ่งเป็น 3 กรณี ประเภทอื่น ได้แก่ พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม สำนักงาน อัตราภาษี 0.3-0.7% ตามมูลค่า เพดานสูงสุด 1.2% ครอบคลุมอาคารพาณิชย์ โรงแรม อพาร์ตเมนต์ให้เช่า ร้านอาหาร โรงงาน โกดัง และสำนักงาน ยกตัวอย่าง สำนักงานมูลค่า 10 ล้านบาท เสียภาษีปีละ 30,000 บาท (0.3%) แต่ถ้าเป็นบ้านพักอาศัยมูลค่าเท่ากัน เสียเพียง 2,000 บาท (0.02%) ต่างกันถึง 15 เท่า ที่ดินรกร้างว่างเปล่า อัตราเริ่มต้นเท่ากับพาณิชยกรรม คือ 0.3-0.7% แต่หากปล่อยทิ้งร้างเกิน 3 ปีติดต่อกัน อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นอีก 0.3% ทุก 3 ปี สูงสุดไม่เกิน 3% ปี 2569 เป็นรอบแรกที่ที่ดินรกร้างมาตั้งแต่ปี 2563 ถูกปรับอัตราขึ้น เจ้าของที่ดินเปล่าจึงควรเตรียมงบภาษีที่สูงขึ้น วิธีคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณมีเพียงขั้นตอนเดียว ภาษีที่ต้องจ่าย = มูลค่าทรัพย์สิน (ราคาประเมินกรมธนารักษ์) x อัตราภาษี ตัวอย่างสำหรับผู้ประกอบการ: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด เป็นเจ้าของอาคารสำนักงาน 2 ชั้น ราคาประเมิน 8,000,000 บาท จัดอยู่ในประเภท “อื่น” อัตรา 0.3% 8,000,000 x 0.3% = 24,000 บาทต่อปี อีกกรณี: ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่มีโกดังราคาประเมิน 15,000,000 บาท 15,000,000 x 0.3% = 45,000 บาทต่อปี ทรัพย์สินมูลค่าสูงจะใช้อัตราขั้นบันได ต้องแยกคิดตามช่วงมูลค่า ตรวจสอบราคาประเมินได้ที่เว็บไซต์กรมธนารักษ์ เช็คภาษีที่ดินออนไลน์และช่องทางชำระภาษี เช็คภาษีที่ดินออนไลน์ผ่าน LTAX ตรวจสอบข้อมูลภาษีที่ดินได้ผ่านระบบ LTAX e-service ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระบบแสดงรายการทรัพย์สิน ประเภทการใช้ประโยชน์ มูลค่าประเมิน และยอดภาษีที่ต้องชำระ ใช้เลขบัตรประชาชนหรือเลขทะเบียนนิติบุคคลเข้าสู่ระบบ ตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องเดินทางไปที่ อปท. ช่องทางชำระภาษี กำหนดชำระภาษี 2569 ปกติต้องชำระภายในเดือนเมษายน แต่ปี 2569 กระทรวงมหาดไทยขยายเวลาเป็นเดือนมิถุนายน 2569 ผ่อนชำระได้ 3 งวด (มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม) ตามรายงานข่าว Thai PBS ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินบางประเภทได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ตรวจสอบว่าทรัพย์สินของตนเองเข้าเกณฑ์หรือไม่จากรายการนี้ ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้อะไรเกี่ยวกับภาษีที่ดิน สำนักงาน โกดัง และร้านค้าของกิจการ จัดเป็นประเภท “อื่น” เสียภาษีอัตรา 0.3% ขึ้นไป มีประเด็นสำคัญที่ต่างจากบุคคลธรรมดา ดังนี้ ภาษีที่ดินเป็นภาษีท้องถิ่น ไม่ใช่ภาษีตามประมวลรัษฎากร จึงไม่สามารถนำมาหักภาษีซื้อ (VAT) ได้ แต่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีในหมวด “ภาษีอากร” ได้ และนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ หาก อปท. ประเมินประเภทการใช้ประโยชน์ผิด เช่น จัดสำนักงานเป็นพาณิชยกรรมทั้งที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง สำหรับเจ้าของที่ดินที่ปล่อยร้าง อาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นที่ดินเกษตรกรรม เพื่อลดอัตราภาษีจาก 0.3% เหลือ 0.01% โดยต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรและทำเกษตรจริง ไม่จ่ายภาษีที่ดินจะเกิดอะไรขึ้น หากไม่ชำระภาษีภายในกำหนด จะมีผลดังนี้ สรุปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายภาษีที่ดิน จัดทำรายงานค่าใช้จ่ายทางภาษี และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จ่ายที่ไหน ชำระได้ที่ อปท. ที่ทรัพย์สินตั้งอยู่ หรือจ่ายออนไลน์ผ่าน Mobile Banking โดยสแกน QR Code ในหนังสือแจ้งประเมินภาษี (ภ.ด.ส. 6) บาง อปท. ยังรับชำระผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสด้วย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จ่ายเมื่อไหร่ ปกติชำระภายในเดือนเมษายน แต่ปี 2569 ขยายเป็นมิถุนายน หากยอดภาษีสูง สามารถผ่อน 3 งวดได้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปลูกต้นไม้กี่ต้นถึงลดภาษี ไม่มีกำหนดจำนวนต้นไม้ขั้นต่ำชัดเจน แต่ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับสำนักงานเกษตรอำเภอ และใช้ที่ดินทำเกษตรจริงตามเกณฑ์กระทรวงการคลัง ต้องเป็นการเกษตรที่มีผลผลิตจริง ไม่ใช่ปลูกเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต่างจากภาษีโรงเรือนอย่างไร ภาษีโรงเรือนเดิมคิดจากค่าเช่ารายปีในอัตรา 12.5% ส่วนภาษีที่ดินฯ ที่ใช้แทนนั้น คิดจากราคาประเมินกรมธนารักษ์ ในอัตราที่แตกต่างตามประเภทการใช้ประโยชน์ ตั้งแต่ 0.01% ถึง 0.7% ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง บริษัทจำกัดต้องจ่ายไหม ต้องจ่าย ทรัพย์สินที่ใช้ประกอบกิจการจัดเป็นประเภท “อื่น” อัตราเริ่มต้น 0.3% รายละเอียดวิธีบันทึกบัญชีและการหักรายจ่ายทางภาษี ดูในหัวข้อ “ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้อะไร” ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.54 คืออะไร ทำไมจ่ายเงินไปต่างประเทศต้องหักภาษีก่อน

ธุรกิจ SME ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือจ้างที่ปรึกษากฎหมายจากต่างประเทศ มีโอกาสสูงที่จะต้องเจอกับแบบภาษีที่ชื่อ ภ.ง.ด.54 บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภทเงินได้ที่เข้าข่าย อัตราหักภาษี ตัวอย่างคำนวณพร้อมตัวเลข ผลกระทบถ้าไม่ยื่น ไปจนถึง FAQ ที่คนถามบ่อย ภ.ง.ด.54 คืออะไร ภ.ง.ด.54 คือแบบนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ใช้เมื่อผู้ประกอบการในไทยจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับบริษัทหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ทำธุรกิจในไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ ภ.ง.ด.54 ยังใช้ในกรณีที่สาขาของบริษัทต่างประเทศในไทยโอนเงินกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ตามมาตรา 70 ทวิ พูดง่ายๆ คือ ถ้าจ่ายเงินบางประเภทออกไปต่างประเทศ ต้องหักภาษีไว้ก่อนแล้วนำส่งให้กรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 เงินได้ประเภทไหนต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไม่ใช่การจ่ายเงินไปต่างประเทศทุกประเภทจะต้องยื่น ภ.ง.ด.54 เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40(2) ถึง 40(6) เท่านั้นที่เข้าข่าย แต่ละประเภทมีตัวอย่างดังนี้ ค่านายหน้า ค่าบริการ (มาตรา 40(2)) เช่น ค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนขายต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านการตลาด ค่าบริการวิจัยจากบริษัทต่างประเทศ ค่าลิขสิทธิ์ ค่า Royalty (มาตรา 40(3)) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ค่าสิทธิบัตร ค่าสูตรการผลิต ค่าเครื่องหมายการค้า เป็นประเภทที่ SME ไทยเจอบ่อยโดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายให้บริษัทแม่ต่างประเทศ เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นนิติบุคคลต่างประเทศ ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เช่น ค่าเช่าเครื่องจักร ค่าเช่าอุปกรณ์จากบริษัทต่างประเทศ วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เช่น ค่าจ้างทนายความต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีหรือวิศวกรรม การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) คืออะไร นอกจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 70 แล้ว ภ.ง.ด.54 ยังใช้อีกกรณีหนึ่ง คือเมื่อสาขาของบริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจในไทยต้องการโอนกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ กฎหมายถือว่าเป็นการ “จำหน่ายเงินกำไร” ออกนอกประเทศ และต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ของจำนวนเงินที่โอนออกไป อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.54 ประเภทเงินได้ อัตราหัก มาตรา 40(2)-(6) ทั่วไป (ยกเว้นเงินปันผล) 15% มาตรา 40(4) เฉพาะเงินปันผล 10% การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) 10% อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ลดอัตราหักได้ อัตรา 15% และ 10% ข้างต้นเป็นอัตราตามประมวลรัษฎากร แต่ถ้าประเทศที่รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement — DTA) กับไทย อัตราหักอาจลดลงได้ ตัวอย่างเช่น ค่า Royalty ที่จ่ายให้บริษัทในบางประเทศที่มี DTA กับไทย อัตราหักอาจลดลงเหลือ 5-10% แทนที่จะเป็น 15% ตามปกติ (ตรวจสอบอัตราจริงได้จากตาราง DTA บนเว็บไซต์กรมสรรพากร) ผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าประเทศของคู่ค้ามี DTA กับไทยหรือไม่ โดยดูได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือปรึกษานักบัญชี เพราะอัตราที่ลดลงอาจช่วยประหยัดภาษีได้จำนวนมาก ปัจจุบันไทยมี DTA กับกว่า 60 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เยอรมนี และจีน ถ้าไม่ได้ตรวจสอบ DTA ก่อนหัก อาจหักภาษีมากกว่าที่จำเป็น “หัก ณ ที่จ่าย” กับ “ออกภาษีให้” ต่างกันยังไง เมื่อต้องจ่ายเงินให้ต่างประเทศพร้อมหักภาษี ผู้จ่ายมี 2 ทางเลือก หัก ณ ที่จ่าย: หักภาษีออกจากยอดเงินที่จ่าย แล้วโอนส่วนที่เหลือให้ผู้รับ เช่น ค่าบริการ 100,000 บาท หัก 15% = โอนให้ผู้รับ 85,000 บาท นำส่งสรรพากร 15,000 บาท ออกภาษีให้ (Gross-up): ผู้จ่ายออกภาษีเพิ่มเองทั้งจำนวน โดยผู้รับได้เงินเต็ม 100,000 บาท วิธีนี้ต้องคำนวณ gross-up คือ 100,000 ÷ (1 – 0.15) = 117,647 บาท เป็นฐานภาษี หักภาษี 15% = 17,647 บาท ทำให้ผู้จ่ายจ่ายเงินรวมทั้งหมดมากกว่ากรณีแรก การเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับคู่ค้า แต่ต้องระบุในแบบ ภ.ง.ด.54 ให้ชัดเจนว่าเป็นการ “หักภาษีนำส่ง” หรือ “ออกภาษีให้” ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.ง.ด.54 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 100,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากบริษัทในญี่ปุ่น จำนวน 100,000 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ค่าลิขสิทธิ์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) เงินได้ที่จ่าย = 100,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 15% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 100,000 × 15% = 15,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 100,000 – 15,000 = 85,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 15,000 บาท ภายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 (หรือ 15 มีนาคม ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) หมายเหตุ: ถ้าญี่ปุ่นมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยที่ลดอัตราค่า Royalty อัตราหักอาจต่ำกว่า 15% ต้องตรวจสอบ DTA ก่อนหัก นอกจากนี้ ถ้าค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์นี้ถือเป็นบริการด้วย บริษัทอาจต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% ควบคู่กัน ตัวอย่าง: จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ 500,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ จำนวน 500,000 บาท ในเดือนเมษายน 2569 เงินปันผลถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) เงินปันผลที่จ่าย = 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 10% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 500,000 × 10% = 50,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 500,000 – 50,000 = 450,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 50,000 บาท ภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กรณีนี้ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการ กำหนดเวลายื่น ภ.ง.ด.54 และวิธียื่นออนไลน์ ยื่นแบบกระดาษ: ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 กรอกข้อมูลและชำระออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย แนะนำให้ใช้ช่องทาง e-Filing เพราะสะดวกกว่า ได้เวลาเพิ่ม และมีหลักฐานการยื่นเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ง่าย ถ้าจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศหลายราย หรือจ่ายเงินได้หลายประเภทในเดือนเดียวกัน ต้องแยกยื่นเป็นแต่ละรายผู้รับ หรือแต่ละประเภทเงินได้ เช่น จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้บริษัท A และค่าที่ปรึกษาให้บริษัท B ในเดือนเดียวกัน ต้องยื่นแยก 2 ชุด สำหรับธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อย การใช้ระบบ e-Withholding Tax จะช่วยลดขั้นตอนและลดโอกาสผิดพลาดได้ ไม่ยื่น ภ.ง.ด.54 มีผลอะไรบ้าง ผลกระทบจากการไม่ยื่นหรือยื่นช้ามี 3 ระดับ ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 100 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท เงินเพิ่ม: 1.5% ต่อเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) รายจ่ายต้องห้าม: นี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้อง กรมสรรพากรอาจไม่ยอมให้นำเงินที่จ่ายไปต่างประเทศมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ทำให้กำไรสุทธิสูงขึ้นและต้องเสียภาษีเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ถ้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 1,000,000 บาท โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 1,000,000 บาทนี้อาจถูกถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มถึง 200,000 บาท (อัตรา 20%) ซึ่งมากกว่าภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 150,000 บาท (15%) เสียอีก ด้วยเหตุนี้ การยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการปกป้องสิทธิ์ทางภาษีของกิจการด้วย สรุป ภ.ง.ด.54 ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ทำธุรกิจในไทย, อัตราหักทั่วไป 15% เงินปันผล 10% แต่ตรวจสอบ DTA อาจลดได้, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย และถ้าไม่ยื่นอาจโดนทั้งค่าปรับและรายจ่ายต้องห้าม จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบ บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ คำนวณภาษีตามอัตราที่ถูกต้อง และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบภาษีได้สะดวก ใช้ร่วมกับ PEAK Account ระบบบัญชีออนไลน์ที่ครบวงจร ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.54 ค่า Facebook Ads ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไหม โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นกำไรจากธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ที่อยู่ในเงื่อนไขของมาตรา 70 จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ภ.ง.ด.54 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ยังคงต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% แทน Facebook แยกต่างหาก ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันยังไง ภ.ง.ด.54 เป็นภาษีเงินได้ (ภาษีทางตรง) ที่หักจากเงินได้ก่อนจ่ายให้ผู้รับ ส่วน ภ.พ.36 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีทางอ้อม) ที่ผู้ซื้อนำส่งแทนผู้ขายต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินไปต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษีและคำนวณคนละอัตรา ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 คู่กับ ภ.พ.36 เสมอไหม ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกรรม ถ้าจ่ายค่าบริการที่เข้าข่ายทั้งมาตรา 40(2)-(6) และเป็นบริการที่ต้องเสีย VAT ด้วย เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ก็ต้องยื่นทั้ง 2 แบบ แต่ถ้าจ่ายเงินปันผลให้ต่างประเทศ ก็ยื่นเฉพาะ ภ.ง.ด.54 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ภ.พ.36 คืออะไร ทำไม SME ที่ซื้อบริการต่างประเทศต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME ที่จ่ายค่า Facebook Ads, Google Ads หรือค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าต้อง “ยื่น ภ.พ.36” แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคือแบบอะไร ต้องยื่นเมื่อไร และคำนวณภาษียังไง บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ตารางเปรียบเทียบ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ไปจนถึงค่าปรับถ้ายื่นช้า ภ.พ.36 คืออะไร ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กำหนดให้ “ผู้ซื้อ” ในประเทศไทยเป็นคนยื่นแบบและนำส่ง VAT 7% ให้กรมสรรพากรแทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้ตั้งบริษัทในไทย โดยปกติเวลาซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ผู้ขายจะเก็บ VAT 7% แล้วนำส่งให้สรรพากรเอง แต่ถ้าผู้ขายอยู่ต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ขายไม่มีหน้าที่นำส่ง VAT ดังนั้นกฎหมายจึงให้ผู้ซื้อในไทยเป็นฝ่ายนำส่งแทน โดยใช้แบบ ภ.พ.36 ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ผู้ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 แบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก กรณีซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทต่างประเทศ กรณีนี้พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ปัจจุบัน ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 ได้แก่ ค่าโฆษณา Facebook Ads หรือ Google Ads, ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Zoom, Canva, Slack, ค่า Shopee Ads หรือ Lazada Ads กรณี platform เรียกเก็บจากบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงค่าจ้าง Freelance ต่างประเทศที่ให้บริการแล้วนำมาใช้ในไทย เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องไม่ได้จดทะเบียน VAT ในประเทศไทย ถ้าผู้ขายจด VAT ในไทยแล้ว ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อไม่ต้องยื่นแบบนี้ กรณีขายทอดตลาด ผู้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ต้องยื่น ภ.พ.36 เช่นกัน แต่กรณีนี้พบน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีแรก กฎหมาย e-Service เปลี่ยนอะไรเรื่อง ภ.พ.36 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 กฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ ทำให้ platform ต่างประเทศ เช่น Facebook, Google, Netflix ต้องจดทะเบียน VAT ในไทยและนำส่ง VAT เอง ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแบ่งตามสถานะการจด VAT ดังนี้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว: ยังต้องยื่น ภ.พ.36 ตามปกติ เพราะสามารถนำ VAT ที่จ่ายกลับไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภาษี ถ้าปล่อยให้ platform นำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อจะไม่ได้ใบเสร็จจากสรรพากรมาใช้เป็นภาษีซื้อ ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT: ไม่ต้องยื่นแบบนี้อีกต่อไป เนื่องจาก platform ที่จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service จะนำส่ง VAT เองแล้ว ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT (รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี) ซื้อโฆษณา Facebook ไม่ต้องยื่นเอง เพราะ Meta (บริษัทแม่ Facebook) จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.พ.36 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าโฆษณา Facebook 10,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้จ่ายค่าโฆษณา Facebook Ads เดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 10,000 บาท โดย Facebook ออกใบเสร็จมาให้ 10,000 บาท ไม่มีการบวก VAT การคำนวณ ภ.พ.36 ทำได้ดังนี้ มูลค่าบริการ = 10,000 บาท VAT 7% = 10,000 × 7% = 700 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 700 บาท บริษัทต้องยื่น ภ.พ.36 พร้อมนำส่งเงิน 700 บาท ให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 (หรือภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) ตัวอย่าง: จ่ายค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 50,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สมัครใช้ซอฟต์แวร์ ERP จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา จ่ายค่าสมาชิกรายปี 50,000 บาทในเดือนมีนาคม 2569 มูลค่าบริการ = 50,000 บาท VAT 7% = 50,000 × 7% = 3,500 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 3,500 บาท ยื่นภายในวันที่ 7 เมษายน 2569 (หรือวันที่ 15 เมษายน ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) กรณีบริการนี้เข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ควบคู่ไปด้วย ธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อยอาจพิจารณาใช้ระบบ e-Withholding Tax เพื่อลดขั้นตอน นำภาษีที่จ่ายจาก ภ.พ.36 ไปเป็นภาษีซื้อได้ไหม ได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้ จากตัวอย่าง Facebook Ads ข้างต้น บริษัทยื่น ภ.พ.36 เดือนกุมภาพันธ์ จ่าย VAT 700 บาท → สามารถนำ 700 บาทนี้ไปเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 เดือนมีนาคมได้ ทำให้ VAT ที่จ่ายไปไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาหักกับภาษีขายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 เพราะทั้งคู่เป็นแบบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้คนละสถานการณ์กัน หัวข้อ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ประเภทภาษี VAT จากการขายสินค้า/บริการในไทย VAT จากการซื้อสินค้า/บริการจากต่างประเทศ ผู้ยื่น ผู้ขาย (ผู้ประกอบการจด VAT) ผู้ซื้อ (ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ) ความถี่ ยื่นทุกเดือน (แม้ไม่มีรายการ) ยื่นเฉพาะเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ขายต่างประเทศ กำหนดยื่นกระดาษ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย กำหนดยื่น e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย สรุปง่ายๆ คือ ภ.พ.30 เป็นแบบที่ “ผู้ขาย” ยื่น ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ “ผู้ซื้อ” ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ กำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 และวิธียื่นออนไลน์ การยื่น ภ.พ.36 มี 2 ช่องทาง ยื่นแบบกระดาษ: นำแบบ ภ.พ.36 ไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน เช่น จ่ายเงินเดือนมกราคม ต้องยื่นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.พ.36 กรอกข้อมูลและชำระเงินออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย วิธีนี้สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเดินทางไปสรรพากร และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน แนะนำให้ลงทะเบียน e-Filing ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องรีบเมื่อถึงวันครบกำหนด ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ภ.พ.36 มีค่าปรับเท่าไร ถ้ายื่น ภ.พ.36 ช้ากว่ากำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 ส่วน ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของจำนวน VAT ที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันที่ชำระ เบี้ยปรับ: กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน เบี้ยปรับ 2 เท่าของ VAT ที่ต้องนำส่ง แต่ถ้ายื่นเองก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ สามารถขอลดเบี้ยปรับได้เหลือ 2%-20% ตามระยะเวลาที่ล่าช้า (อ้างอิง คำสั่ง ทป.81/2542) ตัวอย่างเช่น VAT ที่ต้องนำส่ง 700 บาท ถ้ายื่นเองภายใน 15 วัน เบี้ยปรับลดเหลือ 2% ของ 700 คูณ 2 เท่า = 28 บาท แต่ถ้าปล่อยให้สรรพากรตรวจพบ อาจโดนเบี้ยปรับเต็ม 2 เท่า = 1,400 บาท ยิ่งรีบยื่นเร็วเท่าไร ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าลืมยื่น ควรรีบดำเนินการทันที สรุป ภ.พ.36 ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT ที่ผู้ซื้อในไทยยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย, คำนวณง่ายๆ คือมูลค่าบริการ × 7%, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย, นำ VAT ที่จ่ายกลับมาเป็นภาษีซื้อได้ถ้าจด VAT แล้ว และยื่นช้ามีทั้งค่าปรับอาญา เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นระบบ ตั้งแต่บันทึกรายการซื้อ-ขาย คำนวณ VAT ไปจนถึงออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ช่วยให้ไม่พลาดกำหนดยื่นและลดโอกาสผิดพลาด ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.พ.36 ไม่ได้จด VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 ไหม หลังจากกฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ (1 กันยายน 2564) platform ต่างประเทศรายใหญ่ เช่น Facebook, Google, Netflix จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว จึงนำส่ง VAT เอง ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT จึงไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับบริการจาก platform เหล่านี้อีก แต่ถ้าซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service ก็ยังอาจต้องยื่น ภ.พ.36 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ควรปรึกษานักบัญชีเพิ่มเติม ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือนหรือเปล่า ไม่ต้อง แบบนี้ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการให้ผู้ขายต่างประเทศเท่านั้น ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ดังนั้นเดือนไหนที่ไม่ได้จ่ายค่าบริการต่างประเทศ ก็ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ต่างกันยังไง ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ ถ้าธุรกรรมหนึ่งเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ เช่น จ่ายค่า Royalty ให้บริษัทต่างประเทศ อาจต้องยื่นทั้ง ภ.พ.36 (VAT 7%) และ ภ.ง.ด.54 (หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%) ควบคู่กัน ภ.ง.ด.36 มีจริงไหม ไม่มีแบบที่ชื่อ “ภ.ง.ด.36” ในระบบภาษีของกรมสรรพากร คนที่ค้นหาคำนี้มักสับสนระหว่าง ภ.พ.36 (แบบนำส่ง VAT) กับ ภ.ง.ด.54 (แบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศ) ทั้ง 2 แบบใช้เมื่อจ่ายเงินให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

การวางแผนภาษี สิ่งที่ต้องทำ ฉบับเจ้าของกิจการ SME

ธุรกิจที่มีกำไร 5 ล้านบาท อาจเสียภาษีต่างกันหลายแสนบาท ขึ้นอยู่กับว่าวางแผนภาษีดีแค่ไหน บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทภาษีที่ต้องจ่าย วิธีวางแผนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การวางแผนภาษีคืออะไร การวางแผนภาษี (Tax Planning) คือ การกำหนดแนวทางจัดการภาษีของธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เสียภาษีถูกต้องครบถ้วนแต่ไม่จ่ายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการที่วางแผนภาษีดี จะรู้ล่วงหน้าว่าต้องยื่นแบบอะไร เมื่อไร และจ่ายเท่าไร ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาภาษีย้อนหลังหรือค่าปรับในอนาคต ความแตกต่างระหว่างการวางแผนภาษี กับการหลีกเลี่ยงภาษี การวางแผนภาษีเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่น การใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายที่ประมวลรัษฎากรอนุญาต หรือการเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะกับโครงสร้างรายได้ การหลีกเลี่ยงภาษีคือการไม่แสดงรายได้ แต่งตัวเลข หรือสร้างรายจ่ายปลอม ซึ่งผิดกฎหมายและมีโทษทั้งค่าปรับและอาจถูกดำเนินคดีอาญา กรมสรรพากรปัจจุบันใช้ระบบ Data Analytics เชื่อมโยงข้อมูลจากธนาคาร ทำให้ตรวจจับความผิดปกติได้เร็วขึ้น ภาษีที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้จักก่อนวางแผน ก่อนวางแผนภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ SME ต้องจัดการมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) นิติบุคคล คือ บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) อัตราปกติอยู่ที่ 20% แต่ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราพิเศษแบบขั้นบันได กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 ยกเว้น (0%) 300,001 – 3,000,000 15% มากกว่า 3,000,000 20% กำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบ 6 เดือน ส่วนแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) VAT คือ ภาษีที่บวกเข้าไปในราคาสินค้าหรือบริการ อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 7% ธุรกิจที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน กำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 (VAT รายเดือน) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หลักการคำนวณ VAT คือ นำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถยกยอดไปเดือนถัดไปหรือขอคืนได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) เมื่อธุรกิจจ่ายค่าบริการให้ใคร ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายเงิน แล้วนำส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป อัตราที่ใช้บ่อย ได้แก่ ค่าจ้างทำของ 3% ค่าเช่า 5% ค่าโฆษณา 2% และค่าขนส่ง 1% ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 10,000 บาท ต้องหักภาษี 3% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 10,000 × 3% = 300 บาท จ่ายจริง = 10,000 − 300 = 9,700 บาท จากนั้นออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ฟรีแลนซ์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ให้สรรพากร วิธีวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจ SME การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นรอบบัญชี ไม่ใช่มาเร่งทำตอนปลายปี เก็บเอกสารรายรับ-รายจ่ายให้ครบ สิ่งสำคัญที่สุดคือเก็บหลักฐานทุกรายการให้ครบ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรจะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีไม่ได้ กำไรทางภาษีจะสูงกว่ากำไรจริง ทำให้ต้องจ่ายภาษีเกินความจำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ รัฐบาลมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม SME หลายตัว เช่น สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice หรือการฝึกอบรมพนักงาน ควรตรวจสอบมาตรการเหล่านี้กับเว็บไซต์กรมสรรพากร เป็นประจำ เพราะบางมาตรการมีระยะเวลาจำกัด วางแผนรายจ่ายที่หักภาษีได้ ไม่ใช่ทุกรายจ่ายที่หักภาษีได้ รายจ่ายที่หักได้ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรงและมีหลักฐานครบ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค และค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) ส่วนรายจ่ายที่หักไม่ได้ เช่น ค่าปรับภาษี ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของ หรือรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการภาษี การจัดการภาษีด้วยมือหรือ Excel มีความเสี่ยงผิดพลาดสูง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง คำนวณภาษีอัตโนมัติ และดึงข้อมูลสร้างแบบภาษีได้ทันที ตัวอย่างการวางแผนภาษีนิติบุคคล พร้อมตัวเลขจริง สมมุติ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ทั้งปี 8 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5 ล้านบาท กรณีไม่วางแผน — มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้ 500,000 บาท เพราะเอกสารไม่ครบ กำไรทางภาษี = 5,000,000 + 500,000 = 5,500,000 บาท ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,500,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 500,000 = 905,000 บาท กรณีวางแผนดี — เก็บเอกสารครบ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้ กำไรทางภาษี = 5,000,000 บาท ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,000,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 400,000 = 805,000 บาท ผลต่าง = 905,000 − 805,000 = 100,000 บาท เพียงแค่เก็บเอกสารให้ครบ ยิ่งถ้าใช้สิทธิหักค่าใช้จ่าย 2 เท่า เช่น ลงทุนระบบ e-Tax Invoice ก็ช่วยลดกำไรทางภาษีได้อีก ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางแผนภาษี สรุป: วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี ช่วยธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง สิ่งที่ต้องทำคือ เก็บเอกสารครบ ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐให้ แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด และใช้เครื่องมือช่วยจัดการ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดภาระภาษีได้หลักแสนบาทต่อปี จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ ช่วยสร้างแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 และ ภ.พ.30 จากข้อมูลบัญชีโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งออกไฟล์ยื่นภาษีออนไลน์ผ่าน e-Filing ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการวางแผนภาษี การวางแผนภาษีต้องเริ่มตอนไหน ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกของรอบบัญชี ไม่ใช่รอปลายปี เพราะบางมาตรการต้องลงทุนหรือซื้อสินค้าภายในรอบบัญชีนั้น ผู้ประกอบการที่เริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปี จะกระจายภาระภาษีและเตรียมเงินสดได้ดีกว่า SME ที่เพิ่งจดบริษัทต้องวางแผนภาษีอะไรบ้าง เริ่มจาก 3 เรื่องหลัก คือ ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT หรือยัง ตั้งระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่วันแรก และจดปฏิทินกำหนดยื่นภาษีทุกเดือน ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (วันที่ 7) และ ภ.พ.30 (วันที่ 15) ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีนักบัญชี จะวางแผนภาษีเองได้ไหม วางแผนเองได้ในเบื้องต้น เริ่มจากเก็บเอกสารทุกรายการให้ครบ จดปฏิทินวันยื่นภาษี และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยคำนวณ เมื่อธุรกิจโตขึ้นหรือมีธุรกรรมซับซ้อน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนภาษีอย่างรัดกุมอกสาร และดูภาพรวมภาษีได้แบบเรียลไทม์ ก็จะช่วยให้การวางแผนภาษีก่อนหมดปีทำได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากกว่าเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการ มีใบกำกับภาษีครบ แต่กลับนำมาเคลมภาษีซื้อไม่ได้ เพราะรายการนั้นเข้าข่ายเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” (Non-deductible Input VAT) บทความนี้สรุปครบทั้ง 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ตารางสรุปว่าลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่จ่ายไปจริง แต่เอามาลดยอดภาษีตอนยื่นแบบรายเดือนไม่ได้ ต้องรับภาระเองทั้งจำนวน ซึ่งต่างจากภาษีซื้อปกติที่สามารถนำไปหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนได้ กฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุภาษีซื้อต้องห้าม 6 ประเภท และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ที่ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ภาษีซื้อต้องห้าม มีอะไรบ้าง (6 ประเภทหลัก) กฎหมายกำหนดภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักไว้ 6 ประเภท ดังนี้ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ากิจการซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วไม่มีใบกำกับภาษีมายืนยัน ก็ไม่สามารถเคลม VAT ได้ กรณีที่พบบ่อยคือใบกำกับภาษีสูญหายแล้วไม่ได้ขอออกใหม่ หรือผู้ขายไม่ยอมออกใบกำกับภาษีให้ 2. ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันเดือนปี รายการสินค้า และจำนวนเงิน ถ้ามีการขีดฆ่า ลบ แก้ไข หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ไม่สามารถนำมาเคลมได้ ตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ที่บ้านกรรมการ ไม่ได้ใช้ในสำนักงาน ภาษีซื้อส่วนนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 4. ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ค่ารับรอง เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการรับรองแขก ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองเหล่านี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตัวค่ารับรองเองยังสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 5. ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก ถ้ากิจการรับใบกำกับภาษีจากบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ใบกำกับภาษีฉบับนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง และภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ก่อนรับใบกำกับภาษี ควรตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้าผ่านระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ก่อนเสมอ 6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 42 นอกจาก 5 ข้อข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรยังกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมไว้ในประกาศฉบับที่ 42 ซึ่งรายการที่ SME เจอบ่อยที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่ ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ครอบคลุมทั้งการซื้อ เช่าซื้อ เช่า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ทั้งหมดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ยกเว้นกิจการที่ขายรถยนต์นั่ง หรือให้เช่ารถยนต์นั่งโดยเฉพาะ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน (แบบย่อ) ไม่สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ ภาษีซื้อจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ถ้ากิจการทำทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วซื้อทรัพย์สินมาใช้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อส่วนนี้เคลมไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้าม ลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ จุดที่ SME สับสนมากที่สุดคือ ภาษีซื้อต้องห้าม “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ไม่ได้” เป็นคนละเรื่องกัน ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ตารางต่อไปนี้สรุปให้ชัด ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม เคลม VAT (หัก ภ.พ.30) ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ ไม่มีใบกำกับภาษี ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวกับกิจการ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ค่ารับรอง ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารับรอง) ใบกำกับออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถ) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้ามีหลักฐานอื่นประกอบ) ทรัพย์สินใช้ในกิจการไม่ต้องเสีย VAT (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้าเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับกิจการ) สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีฯ ส่วนใหญ่ยังลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ภาษีซื้อต้องห้ามจากใบกำกับภาษีที่มีปัญหา หรือไม่เกี่ยวกับกิจการ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME เจอบ่อย ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งของกรรมการ (เก๋ง 5 ที่นั่ง ใช้ในกิจการ) เดือนละ 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท VAT 350 บาทนี้เคลมไม่ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ที่กล่าวข้างต้น นำไปหักจากภาษีขายไม่ได้ แต่สามารถรวม VAT 350 บาทเป็นส่วนหนึ่งของค่าน้ำมัน แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้รวม 5,350 บาทได้ ค่ารับรองลูกค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลี้ยงอาหารลูกค้า 2 ท่านที่ร้านอาหาร ค่าอาหาร 3,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวมจ่าย 3,210 บาท VAT 210 บาทเคลมไม่ได้เช่นกัน แต่ค่าอาหารรวม VAT จำนวน 3,210 บาท สามารถลงเป็นค่ารับรองได้ เพราะจ่ายคนละ 1,605 บาท ไม่เกินเกณฑ์ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ และมีหลักฐานผู้รับเงินประกอบ ใบกำกับภาษีอย่างย่อจากร้านค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้ออุปกรณ์สำนักงานจากร้านสะดวกซื้อ 500 บาท ได้รับเฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ระบุแค่ชื่อร้าน วันที่ รายการ ราคารวม VAT) ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ภาษีซื้อ 32.71 บาท (500 × 7/107) เคลม VAT ไม่ได้ เพราะเป็นใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากร้านค้าทุกครั้ง โดยแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ผู้ขาย วิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามบันทึกบัญชีต่างจากภาษีซื้อปกติ เพราะไม่สามารถตั้งเป็นลูกหนี้กรมสรรพากรได้ ต้องรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งกรรมการ 5,000 บาท VAT 350 บาท จ่ายเงินสด 5,350 บาท ภาษีซื้อปกติ (ถ้าเป็นรถกระบะ) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,000.00 Dr ภาษีซื้อ 350.00 Cr เงินสด 5,350.00 ภาษีซื้อต้องห้าม (รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,350.00 Cr เงินสด 5,350.00 จะเห็นว่า VAT 350 บาทไม่ได้แยกบัญชีภาษีซื้อออกมา แต่รวมเข้าไปในค่าน้ำมันรถเลย เพราะไม่สามารถนำไปเคลมได้ ระบบบัญชีต้องมีช่องให้ระบุว่ารายการนี้เป็นภาษีซื้อที่เคลมไม่ได้ เพื่อไม่ให้ระบบดึงยอดไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่จะนำส่งสรรพากร วิธีป้องกันปัญหาภาษีซื้อต้องห้าม ปัญหาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ ถ้าตรวจสอบเอกสารก่อนบันทึกบัญชี สรุป: ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามมี 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกิจการไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนจากสรรพากรได้ สิ่งที่ SME ต้องจำคือ “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้” เป็นคนละเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง ค่ารับรอง และภาษีซื้อตามใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้า และบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามแยกออกจากภาษีซื้อปกติให้ชัดเจน จัดการภาษีซื้อให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการแยกภาษีซื้อปกติกับภาษีซื้อต้องห้ามได้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ ระบบจะไม่ดึงภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่ยื่นสรรพากร ช่วยลดความผิดพลาดและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรเรียกเงินคืน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามกับภาษีซื้อไม่ขอคืน ต่างกันอย่างไร ภาษีซื้อต้องห้ามเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเคลมไม่ได้ ไม่ว่ากิจการจะต้องการเคลมหรือไม่ ส่วนภาษีซื้อไม่ขอคืนเป็นกรณีที่กิจการมีสิทธิ์เคลมได้ แต่เลือกไม่ขอคืนเอง เช่น กิจการที่รายได้จากกิจการไม่ต้องเสีย VAT มีสัดส่วนมากกว่า 90% สามารถเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อได้ ซึ่งทำให้ภาษีซื้อทั้งหมดกลายเป็นภาษีซื้อที่ไม่ขอคืน ค่าน้ำมันรถกระบะ เคลม VAT ได้ไหม ได้ รถกระบะไม่เข้าข่ายรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถกระบะจึงเคลม VAT ได้ปกติ ขอเพียงมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม ต้องยื่น ภ.พ.30 อย่างไร ภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามเคลมไม่ต้องนำไปกรอกในช่อง “ภาษีซื้อ” ของแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่สามารถหักจากภาษีขายได้ ให้กรอกเฉพาะภาษีซื้อที่เคลมได้เท่านั้น ส่วนภาษีซื้อต้องห้ามให้บันทึกแยกไว้ในรายงานภาษีซื้อ โดยระบุว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อเป็นหลักฐาน ถ้าเผลอเคลมภาษีซื้อต้องห้ามไปแล้ว ทำอย่างไร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงยอดภาษีซื้อให้ถูกต้อง โดยลดยอดภาษีซื้อที่เคลมไปผิดออก แล้วชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (นับจากวันครบกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ) ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มที่ต้องจ่าย การเฉลี่ยภาษีซื้อ ต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามอย่างไร การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นเรื่องของกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วมีค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้ว่าใช้ในกิจการไหน ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละกิจการ ส่วนที่เฉลี่ยไปให้กิจการไม่ต้องเสีย VAT จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถ้ากิจการไม่ทำการเฉลี่ย กฎหมายถือว่าภาษีซื้อทั้งจำนวนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก