หลักเกณฑ์การออกใบกำกับภาษี

หลักเกณฑ์การออกใบกำกับภาษี ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไหร่?

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความ “ใบกำกับภาษีต้องรู้” หากคุณยังไม่ได้อ่านบทความอันก่อนๆ แนะนำให้ลองดูลิงค์ด้านล่างได้

ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงว่า ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ คุณจะต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไหร่ จุดรับรู้ภาษีมูลค่าเพิ่มคือตรงไหน โดยผมจะขอสรุปง่ายๆ ดังนี้ 

ความเข้าใจของคนทั่วไปจะพูดกันว่า

  • ถ้าขายสินค้า ออกใบกำกับภาษีเมื่อส่งมอบ
  • ถ้าให้บริการ ออกใบกำกับภาษีเมื่อได้รับเงิน

ซึ่งก็ไม่ได้ผิด แต่ไม่ได้ครบถ้วนทั้งหมด เพราะว่าจริงๆ จังหวะในการออกใบกำกับภาษี หรือจุดรับรู้ภาษี จะแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือขายสินค้า และให้บริการ

หลักเกณฑ์การออกใบกำกับภาษี สำหรับการขายสินค้า

จะแบ่งเป็น 3 ส่วนตามกฎหมายคือ 

(1) ส่งมอบสินค้า : เมื่อมีการส่งมอบสินค้า ให้ออกใบกำกับภาษีพร้อมกันด้วย อันนี้จะเป็นกรณีที่พบมากที่สุดในการซื้อขายของทั่วไปๆ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระค่าสินค้า

(2) รับชำระค่าสินค้าก่อนส่งมอบ : เมื่อมีการรับเงินสำหรับค่าสินค้า แม้ว่าจะยังไม่ได้ส่งมอบก็ต้องออกใบกำกับภาษีด้วย นั่นหมายความว่ามัดจำก็ต้องออกใบกำกับภาษีด้วยเช่นกัน  

(3) โอนกรรมสิทธิให้ลูกค้าก่อนส่งมอบ : เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิให้ลูกค้าก่อนส่งมอบ ก็ต้องออกใบกำกับภาษีเลยทันทีที่ส่งมอบ แม้ว่ายังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า หรือยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม

ในทางปฏิบัติ เรามักจะเจอกรณีที่ 
1. ส่งมอบสินค้าในรูปแบบของการซื้อขายทั่วไป หรือ 
2. รับชำระค่าสินค้าก่อนส่งมอบในรูปแบบของเงินมัดจำ เป็นส่วนใหญ่

หลักเกณฑ์การออกใบกำกับภาษี สำหรับการให้บริการ

จะแบ่งเป็น 2 ส่วนตามกฎหมายคือ

(1) รับชำระค่าบริการก่อนให้บริการ : แม้ว่าจะยังไม่ได้ให้บริการ แต่ถ้าได้รับค่าบริการแล้ว เราก็ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อได้รับค่าบริการด้วย
(2) มีการใช้บริการก่อนชำระค่าบริการ : แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระเงิน แต่ถ้าได้มีการให้บริการแล้วก็ต้องออกใบกำกับภาษีด้วย

แต่!! ในทางปฏิบัติสำหรับการออกใบกำกับภาษีการให้บริการ กรณีที่มักจะทำกัน คือออกใบกำกับภาษีเมื่อรับเงิน ไม่ว่าจะก่อน หรือหลังกจากให้บริการแล้ว ซึ่งจริงๆก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะว่าถ้าเราให้บริการไปแล้ว ก็ต้องออกใบกำกับภาษีทันที แม้ว่าจะยังไม่ได้รับเงิน ตามเงื่อนไขที่ (2) คือมีการใช้บริการก่อนชำระค่าบริการ อย่างไรก็ตาม ปกติการให้บริการ กับการชำระเงิน มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆกัน หรือไม่ห่างกันมากนัก และหลายๆครั้งก็เป็นการจ่ายก่อนให้บริการ ดังนั้น คนทั่วไปจึงมักเข้าใจว่า ออกใบกำกับภาษีสำหรับการให้บริการเมื่อได้รับเงิน

หวังว่าในบทความนี้คุณ ผู้อ่านจะได้เข้าใจมากขึ้นว่า ถ้าคุณจะต้องออกใบกำกับภาษี ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อใด และออกใบกำกับภาษีในจังหวะเวลาที่ถูกต้อง สำหรับความรู้อื่นๆเกี่ยวกับใบกำกับภาษี สามารถดูได้ที่ด้านล่างนี้

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุด “ใบกำกับภาษีต้องรู้”

ติดตามความรู้ของ PEAK ที่

Blog : http://blogpeakaccount.todsorb.dev

Facebook : facebook.com/peakengine

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

PEAK แตกต่างจากโปรแกรมบัญชีอื่นอย่างไร ?


1. เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์

    สามารถเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่และทุกเวลาโดยไม่ต้องกังวลการจ้างพนักงาน IT เพื่อดูแลเครื่อง server มีการ Back up ข้อมูลทุก ๆ 5 นาที

2. ฟังก์ชั่นครบจบตั้งแต่ออกเอกสารถึงปิดงบ

    ระบบจะบันทึกข้อมูลบัญชีโดยอัตโนมัติเมื่อคุณสร้างเอกสารธุรกิจ และแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสต็อก รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร ขาดทุน และงบการเงินแบบ Real Time นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ ที่ช่วยประหยัดเวลาของคุณอีกมากมาย

รายละเอียด PEAK Highlight Feature

ฟีเจอร์สำหรับ เจ้าของธุรกิจ นักบัญชี และพันธมิตรซอฟแวร์

3.การบริการสนับสนุนและการอบรม

    มีเจ้าหน้าที่นักบัญชีที่เชี่ยวชาญให้บริการการตอบคำถามทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์และมีสัมมนาสอนการใช้งานฟรีทุกเดือน หรือสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เช่น บัญชีภาษี การเชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น

หากคุณสนใจโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คลิกเพื่อทดลองใช้งานฟรี 30 วัน หรือ คลิกดูโปรโมชั่นของ PEAK ได้หรือโทร 1485 กด 1 เพื่อพูดคุยกับทีมงานของ PEAK เพิ่มเติม

PEAK เก็บข้อมูลไว้กี่ปี ?


ระบบจะเก็บข้อมูลไว้ 5 ปี นับจากครั้งล่าสุดที่คุณเข้าสู่ระบบ(Log in) แต่หากคุณเข้ามาใช้งานโปรแกรมอยู่เรื่อยๆ ข้อมูลจะไม่หายไปแน่นอน นอกจากนี้ระบบสำรองข้อมูล(Back up)อัตโนมัติทุกๆ 5 นาทีเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะไม่สูญหายและยังมีการสำรองข้อมูลแบบ Real-time ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลามานั่ง Backup ข้อมูลเอง

PEAK เป็นโปรแกรมที่ซื้อขาดครั้งเดียวหรือไม่ ?


การซื้อหรือการต่ออายุโปรแแกรมเป็นแบบรายเดือน และรายปี

เนื่องจาก PEAK เป็นธุรกิจ SaaS (Software as a Service) ให้บริการผ่านระบบคลาวด์พร้อมการ backup ข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายการใช้ server รายเดือนเป็นต้นทุนของการให้บริการ (ต่างกับโปรแกรมออฟไลน์ซึ่งผู้ใช้งานต้องดูแลในส่วนของ backup และ server เอง) ทำให้แพ็กเก็จของ PEAK ไม่มีแบบซื้อขาด

นอกจากนี้การที่ PEAK ไม่มีแพ็คเกจแบบซื้อขาด ยังเป็นการทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่า PEAK ต้องรักษามาตรฐานในการพัฒนาโปรแกรมให้ทันสมัย และใช้งานได้ดีอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความมั่นใจในการต่ออายุ

หากคุณสนใจโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คลิกเพื่อทดลองใช้งานฟรี 30 วัน หรือ คลิกดูโปรโมชั่นของ PEAK ได้หรือโทร 1485 กด 1 เพื่อพูดคุยกับทีมงานของ PEAK เพิ่มเติม

ฉันใช้หลายกิจการต้องจ่ายค่าแพ็กเกจยังไง ?


การชำระเงินค่าแพ็กเกจของ PEAK จะเป็นการจ่าย 1 กิจการต่อ 1 แพ็กเกจ หากมี 3 กิจการจะต้องจ่าย 3 แพ็กเกจ

หากคุณสนใจโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คลิกเพื่อทดลองใช้งานฟรี 30 วัน หรือ คลิกดูโปรโมชั่นของ PEAK ได้หรือโทร 1485 กด 1 เพื่อพูดคุยกับทีมงานของ PEAK เพิ่มเติม

ฉันต้องการย้ายข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีเดิมมาโปรแกรม PEAK ทำอย่างไร ?


การเตรียมและย้ายข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีเดิมมาที่โปรแกรม PEAK ง่ายๆ ด้วยตัวช่วยดังนี้

  1. เตรียมและย้ายข้อมูลด้วยตัวของคุณเองคลิกอ่านคู่มือที่ link https://bit.ly/3sKjMql การย้ายข้อมูลจากโปรแกรมเดิมมาที่ PEAK

  2. ย้ายข้อมูลด้วยคนจากสำนักงานบัญชีพาร์ทเนอร์ (มีค่าใช้จ่าย)

หากสนใจให้พาร์เนอร์ของ PEAK ช่วยย้ายข้อมูลให้ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ PEAK ที่เบอร์ 1485 กด 1 ได้เลย