ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ประเภทเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มาตรา 40 หักผิดแก้ยังไง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไม่ได้มีอัตราเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่จ่ายไปเป็น “เงินได้ประเภทไหน” ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร ถ้าเลือกประเภทผิด อัตราภาษีที่หักก็ผิดตาม แบบที่ยื่นก็ผิด อาจโดนเบี้ยปรับจากกรมสรรพากรได้ สำหรับอัตราหัก ณ ที่จ่ายแต่ละประเภทและวิธีคำนวณแบบละเอียด อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร? ทำไมต้องแยกประเภทเงินได้ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่ผู้จ่ายเงินต้องหักไว้จากผู้รับก่อนจ่ายจริง แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน อัตราภาษีและแบบที่ต้องยื่นขึ้นอยู่กับว่าเงินที่จ่ายจัดเป็น “เงินได้ประเภทไหน” ตามมาตรา 40 เงินได้ต่างประเภทมีอัตราหักต่างกัน ใช้แบบภาษีต่างกัน ถ้าเลือกผิดตั้งแต่ต้นทาง ผลกระทบจะลามไปทั้งผู้จ่ายและผู้รับเงิน ประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 ที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ประมวลรัษฎากรแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็น 8 ประเภท ตามมาตรา 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีอัตราหักและแบบยื่นต่างกัน ด้านล่างสรุปเฉพาะที่เจ้าของกิจการ SME เจอบ่อย สำหรับรายละเอียดเงินได้พึงประเมินทั้ง 8 ประเภท อ่านเพิ่มที่ เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร เงินได้ 40(1)-(2): เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่านายหน้า เงินได้ประเภทที่ 1 (มาตรา 40(1)) คือเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ที่ได้จากการเป็นลูกจ้าง ส่วนประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) คือค่าตอบแทนจากหน้าที่หรือตำแหน่ง เช่น ค่านายหน้า เบี้ยประชุม ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินได้ 40(3): ค่า goodwill ค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เงินได้ประเภทที่ 3 (มาตรา 40(3)) คือค่าตอบแทนจากลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือค่า goodwill ถ้าจ่ายให้บุคคลธรรมดา หัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา) ถ้าจ่ายให้นิติบุคคล หัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) จุดสับสน: ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มักถูกหักเป็น 40(8) ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะค่าลิขสิทธิ์เป็น 40(3) โดยเฉพาะ เงินได้ 40(6): วิชาชีพอิสระ 6 สาขา เงินได้ประเภทที่ 6 (มาตรา 40(6)) คือรายได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ประณีตศิลปกรรม จ่ายให้บุคคลธรรมดาหัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 จุดสับสน: ค่าที่ปรึกษาที่จ่ายให้ทนายความหรือนักบัญชีอิสระเป็นเงินได้ประเภทที่ 6 ไม่ใช่ประเภทที่ 2 หรือ 8 เงินได้ 40(7)-(8): รับเหมา จ้างทำของ ค่าบริการอื่นๆ เงินได้ประเภทที่ 7 (มาตรา 40(7)) คือค่ารับเหมาที่ผู้รับจัดหาวัสดุสำคัญด้วย ส่วนประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) คือเงินได้อื่นๆ ที่ไม่เข้าประเภท 1-7 เช่น ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ รายได้จากฟรีแลนซ์ ปกติหัก 3% นี่คือจุดที่หักผิดประเภทบ่อยที่สุด เพราะหลายคนแยกไม่ออกว่าค่าบริการที่จ่ายไปควรเป็น 40(2) 40(7) หรือ 40(8) ซึ่งส่งผลต่อแบบภาษีที่ใช้ยื่นด้วย ตาราง Mapping ประเภทเงินได้ อัตราหัก และแบบ ภ.ง.ด. ตารางนี้ช่วยให้เช็คได้ทันทีว่าเงินที่จ่ายไปเป็นประเภทอะไร ต้องหักเท่าไร ใช้แบบอะไรยื่น (อ้างอิง คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 — ดูรายละเอียดที่ กรมสรรพากร) ประเภทเงินได้ ตัวอย่าง อัตราหัก (บุคคลธรรมดา) อัตราหัก (นิติบุคคล) แบบที่ยื่น 40(1) เงินเดือน เงินเดือน โบนัส อัตราก้าวหน้า 5%-35% — ภ.ง.ด.1 40(2) ค่าตอบแทน ค่านายหน้า เบี้ยประชุม อัตราก้าวหน้า 5%-35% — ภ.ง.ด.1 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 40(4) ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเงินกู้ 15% 1% ภ.ง.ด.2 / 53 40(4) เงินปันผล เงินปันผล 10% 10% ภ.ง.ด.2 / 53 40(5) ค่าเช่า ค่าเช่าสำนักงาน 5% 5% ภ.ง.ด.3 / 53 40(6) วิชาชีพอิสระ ค่าทนายความ นักบัญชี 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 40(7) รับเหมา รับเหมาก่อสร้าง 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 40(8) อื่นๆ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 หมายเหตุ: อัตราหักอาจมีข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงหรือมาตรการพิเศษ ควรเช็คจาก กรมสรรพากร เพื่อความแน่ใจ (ข้อมูลอัปเดตปี 2569) โดนหัก ณ ที่จ่ายผิดประเภทเงินได้ เกิดจากอะไร? ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะกิจการที่ไม่มีนักบัญชีประจำ สาเหตุที่พบมากที่สุดมีดังนี้ สาเหตุที่พบบ่อย ตัวอย่าง Case จริงที่พบบ่อย Case 1: ค่าที่ปรึกษา บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ้างนักบัญชีอิสระมาเป็นที่ปรึกษา จ่ายค่าตอบแทน 50,000 บาท หักภาษี 3% เป็นเงิน 1,500 บาท แล้วระบุประเภทเงินได้เป็น 40(8) ลงในแบบ ภ.ง.ด.3 ผิดตรงไหน: นักบัญชีเป็นวิชาชีพอิสระ ต้องระบุเป็น 40(6) แม้อัตราหักจะเท่ากัน (3%) แต่ประเภทที่ระบุผิดจะกระทบการยื่นภาษีประจำปีของผู้รับเงิน Case 2: ฟรีแลนซ์ออกแบบ ร้านค้าออนไลน์จ้างกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 15,000 บาท แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้าแบบเงินเดือน (40(1)) แทนที่จะหัก 3% ตาม 40(8) ผิดตรงไหน: ฟรีแลนซ์ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ เงินที่จ่ายเป็นค่าจ้างทำของ ต้องใช้ 40(8) หัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 วิธีแก้ไขเมื่อหัก ณ ที่จ่ายผิดประเภทเงินได้ ถ้าหักผิดแล้วอย่าปล่อยไว้ เพราะยิ่งทิ้งนานยิ่งแก้ยาก และอาจโดนเงินเพิ่มสะสม วิธีแก้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นฝั่งผู้จ่ายหรือผู้รับ ฝั่งผู้จ่ายเงิน (ผู้หัก) — ยื่นแบบเพิ่มเติม ขั้นตอนแก้ไขสำหรับผู้จ่ายเงินที่หักผิดประเภท หมายเหตุ: ถ้ายื่นเพิ่มเติมก่อนที่กรมสรรพากรจะตรวจพบ อาจเสียเฉพาะเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่นำส่งขาด โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ฝั่งผู้รับเงิน (ผู้ถูกหัก) — แจ้งผู้จ่ายแก้ไข ถ้าคุณเป็นฝั่งที่ถูกหักภาษีผิดประเภท ให้ทำตามขั้นตอนนี้ ถ้าผู้จ่ายไม่แก้ไขให้ ผู้ถูกหักสามารถยื่นภาษีตามประเภทเงินได้ที่ถูกต้องได้ พร้อมแนบหลักฐานประกอบ เช่น สัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ กรณีข้ามปีภาษี — ต้องทำอย่างไร ถ้าพบว่าหักผิดประเภทหลังจากยื่นแบบสรุปรายปีไปแล้ว ขั้นตอนจะซับซ้อนขึ้น ข้อแนะนำ: กรณีข้ามปีภาษีที่ซับซ้อน ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรในพื้นที่โดยตรง ผลกระทบถ้าไม่แก้ไข — เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ถ้าหักผิดประเภทแล้วปล่อยไว้ อาจเจอผลกระทบหลายด้าน (อ้างอิง ประมวลรัษฎากร มาตรา 26-27 — ดูรายละเอียดที่ กรมสรรพากร) ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ วิธีป้องกันไม่ให้หัก ณ ที่จ่ายผิดประเภทเงินได้ ป้องกันง่ายกว่าแก้ไข เช็คลิสต์ 4 ข้อนี้ช่วยลดความผิดพลาดได้ สรุป: เช็คประเภทเงินได้ก่อนหัก ลดปัญหาภาษีตั้งแต่ต้นทาง ทุกครั้งที่จ่ายเงินและต้องหัก ณ ที่จ่าย ให้เช็ค 3 อย่าง ได้แก่ ลักษณะงานที่จ้าง สถานะผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) และตาราง mapping ประเภทเงินได้ ถ้าหักผิดแล้วให้รีบยื่นเพิ่มเติมก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ จะช่วยลดเบี้ยปรับได้ จัดการหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง ระบบจะแนะนำประเภทเงินได้ อัตราหัก และคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ พร้อมสร้างแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ที่ยื่นได้ทันที ใช้ PEAK Board ดูภาพรวมภาษีแบบ Real-Time ดูฟังก์ชันทั้งหมดหรือเปรียบเทียบแพ็กเกจและราคา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับประเภทเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าจ้างเหมาบริการเป็นเงินได้ประเภทใด? ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ถ้าผู้รับจ้างจัดหาวัสดุสำคัญเองด้วย จัดเป็น 40(7) รับเหมา แต่ถ้าเป็นค่าจ้างทำของที่ใช้แรงงานหรือฝีมือเป็นหลัก จัดเป็น 40(8) ทั้งสองประเภทปกติหัก 3% เหมือนกัน แต่ฝั่งผู้รับจะหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกันตอนยื่นภาษีประจำปี หักผิดประเภทแต่อัตราเท่ากัน ต้องแก้ไหม? ควรแก้ แม้อัตราหักจะเท่ากัน (เช่น 40(6) กับ 40(8) หัก 3% เท่ากัน) แต่ประเภทเงินได้ที่ระบุไปจะกระทบการคำนวณค่าใช้จ่ายของผู้รับเงินตอนยื่นภาษีประจำปี เงินได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน เงินรางวัลจากการส่งเสริมการขายเป็นเงินได้ประเภทไหน? เงินรางวัลส่งเสริมการขาย เช่น รางวัลจากการชิงโชค จัดเป็นเงินได้ 40(8) ต้องหัก ณ ที่จ่าย 5% ไม่ใช่ 3% อย่างค่าจ้างทำของทั่วไป ดูรายละเอียดเพิ่มที่ เงินรางวัลหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร ผู้รับเงินมีสิทธิ์ปฏิเสธถ้าผู้จ่ายหักผิดประเภทหรือเปล่า? ผู้รับเงินไม่สามารถปฏิเสธการถูกหักภาษีได้ แต่มีสิทธิ์แจ้งผู้จ่ายว่าระบุประเภทผิด และขอให้ออก 50 ทวิ ฉบับใหม่ที่ถูกต้อง หากตกลงกันไม่ได้ ผู้รับเงินสามารถยื่นภาษีตามประเภทที่ถูกต้อง พร้อมแนบหลักฐานสัญญาจ้างประกอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

หัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับธุรกิจบริการ จัดการยังไงให้ครบจบ

ส่งมอบงานเสร็จ วางบิล 100,000 บาท แต่ได้รับเงินแค่ 97,000 บาท เพราะลูกค้าหักภาษี 3% ไว้ 3,000 บาท ผู้ประกอบการธุรกิจบริการเจอแบบนี้ทุกครั้งที่รับงาน คำถามคือ คำนวณยังไงให้ถูก แล้วจะเอาเงินภาษีกลับคืนมาได้อย่างไร ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% คืออะไร ทำไมธุรกิจบริการต้องถูกหัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% คือภาษีที่ลูกค้าหักจากค่าบริการก่อนจ่ายเงินให้คุณ แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน พูดง่ายๆ คือ “จ่ายภาษีล่วงหน้า” ที่ถูกเก็บไว้ทุกครั้งที่คุณรับค่าบริการตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ใครเป็นผู้หัก และใครเป็นผู้ถูกหัก ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมี 2 ฝ่าย ค่าบริการอะไรบ้างที่โดนหัก ณ ที่จ่าย 3% ค่าบริการส่วนใหญ่ที่นิติบุคคลจ่ายให้ผู้ให้บริการ จะถูกหัก 3% ทุกครั้งที่จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ดูอัตราภาษีแต่ละประเภทฉบับเต็มได้ในบทความอัตราภาษี ตัวอย่างธุรกิจบริการที่ถูกหัก 3% ประเภทค่าบริการ ตัวอย่างธุรกิจ อัตราหัก ค่าบริการทั่วไป ที่ปรึกษา, ออกแบบ, สำนักงานบัญชี 3% ค่าจ้างทำของ รับเขียนโปรแกรม, ผลิตสื่อ, ซ่อมบำรุง 3% ค่าโฆษณา เอเจนซีโฆษณา, ผู้รับจ้างทำการตลาด 2% ค่าเช่าทรัพย์สิน ค่าเช่าสำนักงาน, เช่าอุปกรณ์ 5% ค่าขนส่ง บริษัทขนส่ง, ไรเดอร์ 1% “ค่าบริการ” กับ “ค่าจ้างทำของ” หัก 3% เท่ากัน แต่ค่าเช่าและค่าขนส่งอัตราต่างกัน ถ้ามีรายได้หลายประเภทปนกัน ต้องแยกให้ชัดในใบแจ้งหนี้ คำนวณหัก ณ ที่จ่าย 3% อย่างไร พร้อมตัวอย่าง หลักสำคัญคือ หัก ณ ที่จ่ายคิดจากยอดค่าบริการก่อนบวก VAT เสมอ ไม่ใช่คิดจากยอดรวม VAT ตรงนี้คือจุดที่ SME สับสนกันมากที่สุด กรณีแยก VAT ชัดเจน (แนะนำ) สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้า ค่าบริการ 50,000 บาท ยังไม่รวม VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าบริการ 50,000 บาท VAT 7% 50,000 × 7% 3,500 บาท ยอดรวม 50,000 + 3,500 53,500 บาท หัก ณ ที่จ่าย 3% 50,000 × 3% 1,500 บาท ลูกค้าจ่ายจริง 53,500 – 1,500 52,000 บาท บริษัท ก ได้รับเงิน 52,000 บาท พร้อมใบ 50 ทวิ ยืนยันว่าถูกหักภาษีไว้ 1,500 บาท ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีรับมือ ลูกค้าหลายรายเอา VAT มารวมก่อนแล้วค่อยคิด 3% ซึ่งผิดวิธีและทำให้ถูกหักภาษีเกินจริง วิธี ยอดที่ใช้คิด 3% ภาษีหัก ถูกต้อง? คิดจากค่าบริการก่อน VAT 50,000 1,500 ถูก คิดจากยอดรวม VAT 53,500 1,605 ผิด (หักเกิน 105 บาท) ดูเผินๆ ต่างกันแค่ 105 บาท แต่ถ้าออกบิลเดือนละ 10 ครั้ง ปีหนึ่งหักเกินไป 12,600 บาท ผู้ประกอบการที่ไม่ตรวจก็เสียเงินโดยไม่รู้ตัว วิธีป้องกัน: ออก Invoice ระบุแยกบรรทัดให้ชัดเจน ค่าบริการ, VAT, หัก ณ ที่จ่าย, ยอดจ่ายสุทธิ แบบนี้ลูกค้าคำนวณถูกตั้งแต่แรก ไม่ต้องตามแก้ใบ 50 ทวิ ทีหลัง ถ้าเจอลูกค้าคำนวณผิดอยู่ แจ้งให้แก้ไขก่อนลงบัญชี เมื่อถูกหัก 3% แล้ว ธุรกิจบริการต้องทำอะไรบ้าง ทุกครั้งที่ได้รับเงินแล้วถูกหักภาษีไว้ ให้ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อได้รับเงิน 52,000 บาท (ค่าบริการ 50,000 + VAT 3,500 – หัก ณ ที่จ่าย 1,500) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 52,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้สรรพากร) 1,500 รายได้ค่าบริการ 50,000 ภาษีขาย (VAT) 3,500 ขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทำได้อย่างไร ภาษีที่ถูกหักไว้ทั้งปี นำไปใช้ได้ 2 ทาง นำไปหักจากภาษีเงินได้ประจำปี วิธีที่ใช้กันมากที่สุดคือนำยอดภาษีถูกหักทั้งปีไปเป็น “เครดิตภาษี” ตอนยื่นภาษีประจำปี ถ้ายอดที่ถูกหักมากกว่าภาษีจริง ส่วนต่างก็รับคืนได้ ผู้ยื่น แบบภาษีประจำปี กำหนดยื่น บุคคลธรรมดา (ฟรีแลนซ์) ภ.ง.ด.90 ม.ค.-มี.ค. ของปีถัดไป นิติบุคคล (บริษัท) ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ตัวอย่างการขอคืน สมมติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นสำนักงานบัญชี รายได้ค่าบริการทั้งปี 2,000,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้ง ขั้นที่ 1 ภาษีที่ถูกหักทั้งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 2,000,000 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 2,000,000 × 3% 60,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีที่ต้องจ่ายจริง รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่าย) 2,000,000 – 1,400,000 600,000 บาท กำไร 300,000 แรก (SME ทุนจดทะเบียน ≤5 ล้าน + รายได้ ≤30 ล้าน) ยกเว้น 0 บาท กำไร 300,001-600,000 300,000 × 15% 45,000 บาท ภาษีนิติบุคคลที่ต้องจ่ายจริง 45,000 บาท ขั้นที่ 3 ผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีถูกหักทั้งปี 60,000 บาท ภาษีจริง 45,000 บาท ขอคืนได้ 15,000 บาท ภาษีที่ถูกหักเกิน 15,000 บาท ยื่นรับคืนจากกรมสรรพากรได้ โดยแนบหนังสือรับรองฯ ครบทุกใบ ยื่นผ่านระบบ e-Filing หรือยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ จัดการ Cash Flow อย่างไร เมื่อถูกหัก 3% ทุกครั้ง ถูกหัก 3% ทุกรายการอาจฟังดูไม่เยอะ แต่ถ้ารายได้ปีละ 2 ล้านบาท คุณโดนหักไว้ 60,000 บาท ก่อนที่จะได้คืน นั่นคือเงินสดที่หายไปจากระบบชั่วคราว ผู้ประกอบการที่วางแผนดีจะจัดการเรื่องนี้ได้โดยไม่กระทบธุรกิจ บันทึกบัญชีภาษีถูกหักด้วย PEAK ได้อย่างไร PEAK ช่วยให้คุณบันทึกภาษีถูกหักได้ตั้งแต่ขั้นตอนออก Invoice แค่คลิกระบุว่า “ถูกหัก ณ ที่จ่าย” ระบบคำนวณยอดให้อัตโนมัติ ยอดภาษีถูกหักทั้งปีรวมอยู่ในรายงานเดียว พร้อมส่งต่อนักบัญชี ดูวิธีบันทึกใน PEAK สรุป: ธุรกิจบริการถูกหัก 3% จัดการได้ไม่ยาก พร้อมยกระดับการจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่าย? ลองใช้ PEAK PEAK ช่วยบันทึกภาษีถูกหักได้อัตโนมัติ ออกเอกสารครบ รวบรวมรายงานพร้อมยื่น ไม่ต้องตามเอกสารตอนปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ลูกค้าไม่ยอมหัก ณ ที่จ่ายให้ ทำอย่างไร ลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก ไม่ถูกหักก็ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคล กฎหมายบังคับให้หักทุกครั้งที่จ่ายถึงเกณฑ์ ฟรีแลนซ์รับงานแล้วโดนหัก 3% ขอคืนได้ไหม ได้ นำยอดภาษีที่ถูกหักไปเป็นเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ช่วง ม.ค.-มี.ค. ของปีถัดไป ถ้าถูกหักมากกว่าภาษีจริง ส่วนต่างรับคืนเป็นเงินสดได้ สิ่งสำคัญคือเก็บหนังสือรับรองฯ ครบทุกใบ ดูวิธีคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา ธุรกิจบริการประเภทไหนที่ไม่ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย กรณีไม่ต้องถูกหักมีจำกัด เช่น จ่ายต่อครั้งไม่ถึง 1,000 บาท หรือผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา แต่ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายถึงเกณฑ์ ต้องหักทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น ถ้าใบ 50 ทวิ ระบุข้อมูลผิด ต้องทำอย่างไร ต้องแจ้งลูกค้า (ผู้หัก) ให้ออกฉบับใหม่ที่ถูกต้องทันที ห้ามแก้ไขเอง เพราะหนังสือรับรองฯ ที่มีข้อมูลผิดจะทำให้ถูกสรรพากรปฏิเสธเมื่อยื่นภาษีประจำปี

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ค่าเช่าธุรกิจ เช่ารถ เช่าออฟฟิศ ภาษีที่ SME ต้องรู้ พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

SME หลายรายเช่าออฟฟิศและเช่ารถเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ทุกเดือน แต่เรื่องภาษีค่าเช่ากลับมีรายละเอียดที่หลายคนมองข้าม เช่น ค่าเช่าออฟฟิศไม่มี VAT แต่เช่ารถมี VAT หรือเช่ารถกับลีสซิ่งหักภาษีต่างกัน ค่าเช่าธุรกิจ หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราเท่าไร เมื่อบริษัทจ่ายค่าเช่าให้ผู้ให้เช่า ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วนำส่งกรมสรรพากร อัตราหักขึ้นอยู่กับประเภทค่าเช่าและสถานะผู้รับเงิน ประเภทค่าเช่า อัตราหัก ณ ที่จ่าย หมายเหตุ เช่าอสังหาริมทรัพย์ (ออฟฟิศ คลังสินค้า ที่ดิน) 5% หักจากค่าเช่าก่อน VAT เช่ารถยนต์/ยานพาหนะ 5% หักจากค่าเช่าก่อน VAT ลีสซิ่งรถยนต์ 3% (ค่าบริการ) ดูรายละเอียดในหัวข้อเช่ารถ vs ลีสซิ่ง เช่า Co-working Space 5% (ถ้าเป็นค่าเช่าพื้นที่) หรือ 3% (ถ้าเป็นค่าบริการ) ขึ้นอยู่กับสัญญา อัตราข้างต้นใช้กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล รายละเอียดอัตราครบทุกประเภทอ่านเพิ่มที่คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่ายของ PEAK เช่าออฟฟิศ กับ Co-working Space ภาษีต่างกันตรงไหน เช่าออฟฟิศแบบสัญญาเช่า ค่าเช่าออฟฟิศถือเป็นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% และค่าเช่าอสังหาฯ ได้รับยกเว้น VAT ดังนั้นผู้เช่าไม่มีภาษีซื้อจากค่าเช่าออฟฟิศ แต่ยังนำค่าเช่าไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีนิติบุคคลได้เต็มจำนวน ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าออฟฟิศเดือนละ 30,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ค่าเช่า 30,000 บาท VAT ไม่มี (ยกเว้น) หัก ณ ที่จ่าย 5% 1,500 บาท จ่ายจริง 28,500 บาท ออก50 ทวิให้ผู้ให้เช่า 1,500 บาท Co-working Space Co-working Space ส่วนใหญ่เป็น “สัญญาบริการ” ไม่ใช่ “สัญญาเช่า” ดังนั้นมี VAT 7% และหัก ณ ที่จ่าย 3% ไม่ใช่ 5% วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือดูสัญญาว่าเขียนว่า “ค่าเช่า” หรือ “ค่าบริการ” ถ้าเขียนว่าค่าเช่า ก็หัก 5% และไม่มี VAT เหมือนออฟฟิศทั่วไป ถ้าเขียนว่าค่าบริการ หัก 3% และมี VAT 7% ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด ใช้ Co-working Space เดือนละ 15,000 บาท สัญญาระบุเป็น “ค่าบริการ” รายการ จำนวนเงิน ค่าบริการ 15,000 บาท VAT 7% 1,050 บาท หัก ณ ที่จ่าย 3% 450 บาท จ่ายจริง 15,600 บาท (15,000 + 1,050 – 450) ข้อดีของ Co-working ที่เป็นค่าบริการ คือมีภาษีซื้อ 1,050 บาท นำไปหักภาษีขายได้ ต่างจากค่าเช่าออฟฟิศที่ไม่มี VAT เช่ารถ vs ลีสซิ่ง vs ซื้อสด แบบไหนคุ้มกว่าทางภาษี นี่คือคำถามที่ SME ถามบ่อยที่สุด เปรียบเทียบทั้ง 3 ทางเลือก เปรียบเทียบ เช่ารถ (Operating Lease) ลีสซิ่ง (Finance Lease) ซื้อสด/ผ่อน เป็นเจ้าของไหม ไม่ใช่ คืนรถเมื่อหมดสัญญา เป็นเจ้าของเมื่อผ่อนครบ เป็นเจ้าของทันที VAT มี 7% ได้ภาษีซื้อคืน มี 7% ได้ภาษีซื้อคืน มี 7% ได้ภาษีซื้อคืน (ครั้งเดียว) หัก ณ ที่จ่าย 5% (ค่าเช่า) 3% (ค่าบริการ) ไม่หัก หักค่าใช้จ่าย ค่าเช่าเต็มจำนวนทุกเดือน ค่าเช่า+ดอกเบี้ยทุกเดือน ค่าเสื่อมราคา 5 ปี (เพดาน 1 ล้าน สำหรับรถนั่ง) เหมาะกับ ใช้ชั่วคราว เปลี่ยนรถบ่อย ใช้ระยะยาว ต้องการเป็นเจ้าของ มีเงินสดพร้อม จุดที่ต้องระวัง: รถยนต์นั่งมีเพดานค่าเสื่อมราคาที่ 1 ล้านบาท ไม่ว่าจะซื้อราคาเท่าไร ส่วนค่าเช่ารถยนต์นั่ง หักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 36,000 บาท/เดือน ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 315 ม.4(2) และพ.ร.ฎ. ฉบับที่ 145 สำหรับรถกระบะ รถตู้ หรือรถบรรทุกที่ใช้ในกิจการ ไม่มีเพดานจำกัด หักได้ตามจริง ตัวอย่างเปรียบเทียบ: รถยนต์นั่งราคา 800,000 บาท ใช้งาน 5 ปี สมมุติบริษัท ก จำกัด ต้องการรถยนต์นั่ง 1 คัน ราคา 800,000 บาท เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทางภาษีทั้ง 3 ทาง ทางเลือก ค่าใช้จ่ายทางภาษีรวม 5 ปี ได้ภาษีซื้อคืน ได้เป็นเจ้าของ เช่ารถ 20,000/เดือน 1,200,000 บาท (20,000 x 60 เดือน) ได้ VAT คืนทุกเดือน ไม่ได้ ลีสซิ่ง 18,000/เดือน 1,080,000 บาท (18,000 x 60 เดือน) ได้ VAT คืนทุกเดือน ได้เมื่อผ่อนครบ ซื้อสด 800,000 800,000 บาท (ค่าเสื่อม 5 ปี) ได้ VAT คืนครั้งเดียว 56,000 ได้ทันที จากตัวอย่าง ซื้อสดมีค่าใช้จ่ายทางภาษีรวมต่ำสุด แต่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ทันที ส่วนเช่ารถยืดหยุ่นที่สุดแต่ค่าใช้จ่ายรวมสูงสุด ลีสซิ่งอยู่ตรงกลาง ได้เป็นเจ้าของเมื่อผ่อนครบ ต้องเลือกตามสภาพคล่องและแผนการใช้งานของกิจการ วิธีบันทึกบัญชีค่าเช่า สำหรับ SME กรณีเช่าออฟฟิศ/เช่ารถ (สัญญาเช่าดำเนินงาน) สัญญาเช่าระยะสั้นหรือมูลค่าต่ำ บันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือนตรงไปตรงมา รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเช่าสำนักงาน 30,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,500 เงินสด/ธนาคาร 28,500 กรณีลีสซิ่งรถยนต์ (สัญญาเช่าการเงิน) ลีสซิ่งต้องบันทึกทรัพย์สิน (สิทธิการใช้) และหนี้สินจากสัญญาเช่า ตามมาตรฐานบัญชี TFRS 16 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สิทธิการใช้สินทรัพย์ 800,000 ภาษีซื้อ 56,000 หนี้สินจากสัญญาเช่า 856,000 ทุกเดือนบันทึกค่าเสื่อมราคาสิทธิการใช้ + ดอกเบี้ยจ่าย แยกจากกัน ตัวอย่างสมมุติค่าเสื่อมเดือนละ 13,333 บาท ดอกเบี้ยเดือนแรก 4,000 บาท รายการ (รายเดือน) Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเสื่อมราคาสิทธิการใช้ 13,333 ค่าเสื่อมราคาสะสม สิทธิการใช้ 13,333 รายการ (ดอกเบี้ย) Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ดอกเบี้ยจ่าย 4,000 หนี้สินจากสัญญาเช่า 4,000 SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs อาจเลือกไม่ใช้ TFRS 16 ได้ ในกรณีนั้นก็บันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือนเหมือนสัญญาเช่าดำเนินงาน ปรึกษานักบัญชีว่าควรใช้มาตรฐานไหน สรุป ค่าเช่าธุรกิจ จำ 4 อย่างนี้ จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและค่าเช่าด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติเมื่อบันทึกรายจ่าย ออก 50 ทวิ และนำส่ง ภ.ง.ด.3/53 ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีค่าเช่าธุรกิจ ค่าเช่าออฟฟิศรวมค่าส่วนกลาง หักภาษีอย่างไร ค่าเช่าหัก 5% ค่าส่วนกลาง/ค่าบริการหัก 3% ถ้ารวมอยู่ในใบเสร็จเดียว ต้องแยกยอดก่อนหัก ถ้าแยกไม่ได้ หักทั้งจำนวนที่อัตราสูงกว่า (5%) จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม ต้องหัก 5% เหมือนกัน ไม่ว่าผู้ให้เช่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แต่บุคคลธรรมดาจะนำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ค่ามัดจำค่าเช่า ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม ไม่ต้อง เพราะค่ามัดจำไม่ใช่ “ค่าเช่า” แต่เป็นเงินประกันที่จะได้คืนเมื่อหมดสัญญา บันทึกเป็นสินทรัพย์ (เงินมัดจำค่าเช่า) ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ค่าเช่ารถพร้อมคนขับ หักกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าสัญญาแยกค่าเช่ารถกับค่าจ้างคนขับ ค่าเช่ารถหัก 5% ค่าจ้างคนขับหัก 1% ถ้ารวมเป็นก้อนเดียว หัก 5% ทั้งจำนวน จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 12 เดือน บันทึกบัญชีอย่างไร ไม่นำไปเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนที่จ่าย บันทึกเป็น “ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า” ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าๆ กันตลอด 12 เดือน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.2 คืออะไร ใครต้องยื่น วิธียื่น และสิ่งที่ต้องรู้

ถ้าธุรกิจของคุณจ่ายดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าลิขสิทธิ์ให้บุคคลธรรมดา เรื่อง ภ.ง.ด.2 เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม เพราะถ้าหักภาษีไม่ถูกต้องหรือยื่นแบบไม่ทัน อาจโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสะสมทุกเดือน บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับแบบยื่นภาษีนี้ ตั้งแต่ความหมาย ใครต้องยื่น อัตราภาษี ไปจนถึงวิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing แบบทีละขั้นตอน ภ.ง.ด.2 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย) เป็นแบบฟอร์มที่ผู้จ่ายเงินได้ต้องใช้เมื่อจ่ายเงินได้ประเภทที่ 3 และประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดา แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงิน พูดง่ายๆ ว่า เวลาบริษัทจ่ายเงินประเภท “ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์” ให้คนทั่วไป ต้องหักภาษีไว้ส่วนหนึ่ง แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.2 นี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — แบบ ภ.ง.ด.2) เงินได้จากการลงทุน (เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)” ซึ่งเป็นรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ รายได้กลุ่มนี้พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะดอกเบี้ยและเงินปันผลที่แทบทุกธุรกิจเกี่ยวข้อง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ค่าลิขสิทธิ์) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3)” ซึ่งเป็นรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้นักแต่งเพลงคนหนึ่ง 50,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วนำส่งผ่านแบบยื่นนี้ ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 บ้าง ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 คือ “ผู้จ่ายเงินได้” ไม่ใช่ผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ ถ้าจ่ายเงินได้ประเภทเดียวกันให้นิติบุคคล ต้องใช้แบบ ภ.ง.ด.53 แทน ไม่ใช่ ภ.ง.ด.2 อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.2 อัตราหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ที่จ่าย ตารางด้านล่างสรุปอัตราที่พบบ่อยสำหรับ SME (ตามมาตรา 50(2) ประมวลรัษฎากร) ประเภทเงินได้ มาตรา อัตราหัก ณ ที่จ่าย ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตร 40(4)(ก) 15% ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 40(4)(ก) 15% เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร 40(4)(ข) 10% ผลต่างจากการไถ่ถอนตั๋วเงิน 40(4)(ก) 15% ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ 40(3) ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) กรณีค่าลิขสิทธิ์ ผู้จ่ายต้องคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งซับซ้อนกว่าอัตราคงที่ของเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อความถูกต้อง ภ.ง.ด.2 ต้องยื่นเมื่อไหร่ กำหนดเวลาที่ต้องรู้ กำหนดเวลายื่นขึ้นอยู่กับว่ายื่นแบบกระดาษหรือออนไลน์ (ตามมาตรา 52 ประมวลรัษฎากร) ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ตรงกับวันหยุด เลื่อนเป็นวันทำการถัดไป ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ได้เวลาเพิ่ม 8 วัน ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 (กระดาษ) หรือวันที่ 15 สิงหาคม 2569 (e-Filing) ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างแบบ ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก เพราะชื่อคล้ายกัน แต่ทั้งสองแบบมีจุดประสงค์ต่างกันชัดเจน ภ.ง.ด.2ก คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2ก คือ “แบบสรุปรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายประจำปี” สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เป็นแบบที่รวบรวมข้อมูลการหักภาษีทั้งปีไว้ในฉบับเดียว เพื่อให้กรมสรรพากรใช้ตรวจสอบข้อมูลกับแบบ ภ.ง.ด.2 รายเดือน ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างที่สำคัญ รายการ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2ก ประเภท แบบยื่นรายเดือน แบบสรุปรายปี ยื่นเมื่อไหร่ ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษี ปีละ 1 ครั้ง ภายในสิ้นเดือนมกราคมของปีถัดไป ข้อมูลที่แสดง รายการหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะเดือนนั้น สรุปรายการหักทั้ง 12 เดือนรวมกัน นำส่งภาษี ต้องนำส่งเงินภาษีพร้อมยื่นแบบ ไม่ต้องนำส่งเงินภาษี (สรุปข้อมูลอย่างเดียว) วิธียื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ผ่าน e-Filing ทีละขั้นตอน การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) ช่วยให้ได้เวลาเพิ่มถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และลดข้อผิดพลาดจากการกรอกแบบด้วยมือ เตรียมเอกสารก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเข้าระบบ ตัวอย่างการกรอกแบบ ภ.ง.ด.2 สมมุติว่า บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 2 ราย ในเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้รับเงิน เงินปันผลที่จ่าย อัตราหัก ภาษีที่หัก จ่ายจริง นาย ก (ชื่อสมมุติ) 100,000 บาท 10% 10,000 บาท 90,000 บาท นาง ข (ชื่อสมมุติ) 50,000 บาท 10% 5,000 บาท 45,000 บาท รวม 150,000 บาท 15,000 บาท 135,000 บาท ข้อมูลในตารางนี้คือสิ่งที่ต้องกรอกในใบแนบ ภ.ง.ด.2 โดยระบุชื่อ เลขบัตรประชาชน จำนวนเงิน และภาษีที่หักของผู้รับเงินแต่ละราย ตัวอย่างการบันทึกบัญชี สำหรับการจ่ายเงินปันผลรวม 150,000 บาท พร้อมหักภาษี 15,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม / เงินปันผลจ่าย 150,000 — เงินฝากธนาคาร — 135,000 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง — 15,000 เมื่อนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรแล้ว บันทึกอีกรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง 15,000 — เงินฝากธนาคาร — 15,000 ขั้นตอนยื่นผ่านเว็บกรมสรรพากร บทลงโทษ ถ้ายื่น ภ.ง.ด.2 ล่าช้า หรือไม่ยื่น การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยส่งผลทั้งทางแพ่งและอาญา ตัวอย่าง ถ้าบริษัทต้องนำส่งภาษี 15,000 บาท แต่ยื่นล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่มที่ต้องจ่ายเพิ่ม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง — 15,000 บาท เงินเพิ่ม 3 เดือน 15,000 × 1.5% × 3 675 บาท ค่าปรับอาญา — สูงสุด 2,000 บาท รวมที่ต้องจ่ายสูงสุด 17,675 บาท สรุป: ภ.ง.ด.2 เรื่องที่ผู้ประกอบการต้องรู้ จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นเรื่องง่ายด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายพร้อมระบุประเภทภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ในขั้นตอนเดียว ระบบคำนวณยอดภาษีให้อัตโนมัติ ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ทันที และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้พร้อมโหลด ไม่ต้องทำซ้ำ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.3 ต่างกันตรงไหน แบบ ภ.ง.ด.2 ใช้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ ส่วนแบบ ภ.ง.ด.3 ใช้สำหรับเงินได้ประเภทอื่นที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่าทรัพย์สิน วิธีจำง่ายคือ “ภ.ง.ด.2 สำหรับเงินได้จากการลงทุน ภ.ง.ด.3 สำหรับเงินได้จากการทำงาน” เดือนไหนไม่มีการจ่ายเงินได้ ต้องยื่นแบบเปล่าไหม ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 เป็นแบบที่ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษีจริงเท่านั้น ต่างจากแบบ ภ.พ.30 ที่ผู้จด VAT ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ยื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าไหม ต้องลงทะเบียนใช้งาน e-Filing ของกรมสรรพากรก่อน โดยเข้าไปที่ efiling.rd.go.th แล้วสมัครสมาชิกด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันทำการในการอนุมัติ แนะนำให้สมัครล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นเดือนแรก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร วิธีทำ และกฎหมายที่ SME ต้องรู้

ส่งเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแต่ต้องรอปริ้นท์ ส่งไปรษณีย์ แล้วสแกนกลับ — ปัญหานี้หมดไปถ้าใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ e-signature คืออะไร มีกี่ระดับตามกฎหมายไทย ใช้กับเอกสารภาษีได้หรือไม่ ไปจนถึงวิธีทำฟรีแบบ step-by-step ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คืออะไร? ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง หรือกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่แนบหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงลายมือชื่อและแสดงว่าผู้นั้นยอมรับข้อความในเอกสาร (ตามนิยามใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544) พูดง่าย ๆ คือทุกวิธีที่แสดงเจตนายอมรับเอกสารโดยไม่ต้องเซ็นบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดยอมรับในระบบ หรือใช้ใบรับรองดิจิทัล ล้วนเป็น e-signature ทั้งสิ้น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ vs ลายเซ็นดิจิทัล vs ลายมือชื่อจริง ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน เปรียบเทียบ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ลายมือชื่อจริง (Wet Signature) รูปแบบ พิมพ์ชื่อ วาดบนหน้าจอ กดยอมรับ ใช้ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) เข้ารหัส เซ็นด้วยปากกาบนกระดาษ ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ สูงมาก ตรวจสอบการแก้ไขได้ ปลอมแปลงได้ง่ายกว่า ผลทางกฎหมาย มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ (ระดับสูงสุด) มีผลตามกฎหมายทั่วไป เหมาะกับ เอกสารธุรกิจทั่วไป สัญญาภายใน เอกสารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เอกสารที่กฎหมายบังคับ เช่น โฉนด ลายเซ็นดิจิทัล คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ “ประเภทหนึ่ง” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพิ่มความปลอดภัย จึงเป็น subset ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 3 ระดับของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายไทย (ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แบ่งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็น 3 ระดับ ตามความน่าเชื่อถือ ระดับ วิธีการ ตัวอย่างการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ระดับ 1 — ทั่วไป พิมพ์ชื่อ กดยอมรับ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ สัญญาภายในบริษัท พื้นฐาน ระดับ 2 — เชื่อถือได้ ใช้ระบบยืนยันตัวตน เช่น OTP, e-KYC ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง กลาง ระดับ 3 — เชื่อถือได้สูง ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (CA) e-Tax Invoice, เอกสารยื่นหน่วยงานรัฐ สูงสุด SME ส่วนใหญ่ใช้ระดับ 1–2 ก็เพียงพอสำหรับเอกสารธุรกิจทั่วไป ส่วนระดับ 3 จำเป็นเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐหรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง กฎหมายลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แทนเซ็นจริงได้หรือไม่? คำตอบสั้นคือ ได้ในเกือบทุกกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562) กำหนดว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายมือชื่อบนกระดาษ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ข้อยกเว้นที่ยังใช้ไม่ได้ เช่น เอกสารที่กฎหมายเฉพาะบังคับให้ทำเป็นกระดาษ (โฉนดที่ดิน, พินัยกรรม, ตั๋วเงินบางประเภท) เอกสารบัญชีและภาษีที่ใช้ e-signature ได้ เจ้าของธุรกิจมักสงสัยว่าเอกสารภาษีใช้ e-signature ได้จริงหรือเปล่า สรุปให้ดังนี้ เอกสาร ใช้ e-signature ได้? หมายเหตุ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ กฎหมายกำหนดให้มีลายเซ็น ไม่จำกัดรูปแบบ ใบกำกับภาษี / e-Tax Invoice ได้ ต้องใช้ระดับ 3 (ใบรับรองดิจิทัล) สำหรับ e-Tax Invoice ใบเสร็จรับเงิน / ใบแจ้งหนี้ ได้ ระดับ 1–2 เพียงพอ e-Withholding Tax ไม่ต้องเซ็นเลย ระบบ e-WHT ให้ธนาคารหักและนำส่งอัตโนมัติ แบบ ภ.ง.ด. ยื่นออนไลน์ ใช้ระบบ e-Filing ลงนามผ่าน Digital ID ของกรมสรรพากร สัญญาจ้างงาน / สัญญาการค้า ได้ ระดับ 2 ขึ้นไปแนะนำ วิธีทำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ฟรี ทำได้เลยตอนนี้ สำหรับ SME ที่ต้องการเริ่มใช้ e-signature ทำได้หลายวิธี เรียงจากง่ายสุดไปยาก เคล็ดลับ: ไฟล์ลายเซ็นควรเป็น PNG พื้นหลังโปร่งใส ขนาด 300×150 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้คมชัดเมื่อแทรกในเอกสาร ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-signature ในเอกสารธุรกิจ สรุป e-signature มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายเซ็นจริงตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรลงมือทำต่อจากนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับ e-signature ในเอกสารบัญชีและภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายพร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบจบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (FAQ) e-signature ใช้ในศาลเป็นหลักฐานได้ไหม? ได้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศาลไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่น้ำหนักหลักฐานขึ้นกับระดับที่ใช้ ระดับ 3 ที่มีใบรับรองดิจิทัลจะมีน้ำหนักสูงสุด ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายไหม? ระดับ 1 (วาด/พิมพ์ชื่อ) ทำฟรีได้ทันที ระดับ 2–3 มีค่าใช้จ่ายขึ้นกับผู้ให้บริการ เช่น บริการ CA (Certificate Authority) ของไทยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ต่างชาติเซ็น e-signature ในเอกสารไทยได้ไหม? ได้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ไม่จำกัดสัญชาติของผู้เซ็น ขอให้สามารถยืนยันตัวตนได้และทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับรูปแบบการเซ็น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุหมดไหม? ตัวลายเซ็นไม่มีวันหมดอายุ แต่ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ที่ใช้ในระดับ 3 มีอายุตามที่ผู้ออกกำหนด ต้องต่ออายุก่อนหมด มิฉะนั้นเอกสารที่เซ็นหลังจากนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 ก.ย. 2025

PEAK Account

13 min

ภ.ง.ด.3 คืออะไร ต้องยื่นเมื่อไหร่

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หนึ่งในประเภทภาษีที่ผู้ประกอบการน่าจะรู้จักกันดี และในการยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับกิจการ ก็จะมีเอกสารมากมายเกี่ยวข้อง ซึ่ง ภงด 3 คือหนึ่งในเอกสารที่ต้องใช้ โดยการยื่นแบบ ภงด 3 ก็มาพร้อมกับการเตรียมตัวและข้อควรรู้เพื่อให้สามารถยื่นได้ถูกต้องครบถ้วน ไม่เกิดข้อผิดพลาดในภายหลัง และในบทความนี้เราก็ได้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับแบบภาษีประเภทนี้มาให้ผู้ประกอบการทุกท่านรู้จักกันให้มากยิ่งขึ้น ภ.ง.ด.3 คืออะไร? ภงด 3 คือ แบบยื่นภาษี หัก ณ ที่จ่ายของกิจการ โดยเป็นการยื่นรายการหัก ณ ที่จ่ายของธุรกรรมที่ได้หักออกจากค่าใช้จ่ายหรือค่าจ้าง ที่ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาสำหรับมาทำงานของกิจการ ในกรณีที่ผู้ประกอบการจ้างนิติบุคคลด้วยกันเองจะเป็นการยื่นแบบ ภงด 53 แทน โดยผู้ประกอบการต้องทำการหักค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนดออกจากค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ และทำการนำส่งให้ทางกรมสรรพากร ทั้งนี้หากเดือนไหนไม่มีการหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นแบบ ภงด 3 ให้กรมสรรพากร อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้แต่ละประเภท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตาม ภงด 3 มีหลายรูปแบบ และอัตราการหักที่แตกต่างกัน มีการกำหนดอัตราในแต่ละประเภทโดยกรมสรรพากร โดยสามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางด้านล่างนี้ สามารถอ่านรายละเอียดของอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ที่คู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายจัดทำโดยกรมสรรพากร การคำนวณอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับวิธีการคำนวณอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการจ่ายให้บุคคลธรรมดา ที่ต้องยื่นแบบ ภงด 3 ประกอบด้วย สามารถคำนวณด้วยการนำค่าจ้างหรือค่าใช้จ่ายมาคูณกับอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ที่เราจ่ายให้ผู้รับเงิน  ตัวอย่าง บริษัท A จ่ายค่าเช่าร้านขายของให้นางสาว B ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา โดยมีค่าเช่า 10,000 บาท ทางบริษัทนายเอ ต้องหัก ณ ที่จ่าย 5% โดยบริษัท A จะทำการออกภาษีให้นางสาว B แบบออกให้เพียงครั้งเดียว ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังนี้ (จำนวนเงินได้ที่จ่าย + ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ออกให้ครั้งเดียว) x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกให้ครั้งเดียวคือการนำ จำนวนเงินที่จ่าย x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อคำนวณออกมาแล้วสามารถ แทนสูตรจากตัวอย่างได้ดังนี้ (10,000 + 500) x 5% = 525 บาท จากตัวอย่าง หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย ของนาง B จะมีจำนวนเงินได้ 10,500 บาท และมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย 525 บาท เมื่อนำมาคำนวณ นาง B จะได้รับเงินทั้งหมด 10,500 – 525 = 9,975 บาทซึ่งนอกจากการคำนวณรูปแบบนี้ จะมีการคำนวณแบบที่ผู้จ่ายเงินออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้แทนทั้งหมด สามารถศึกษาขั้นตอน และรูปแบบการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้เพิ่มเติมที่บทความนี้ ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.3 บ้าง? ในการยื่นแบบ ภงด 3 ผู้ที่จำเป็นต้องยื่นแบบภาษีประเภทนี้คือกิจการที่ได้ทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว และเป็นกิจการที่ได้มีการว่าจ้างบุคคลธรรมดาให้ทำงาน เช่น  ไปจนถึงค่าเช่า ก็จำเป็นต้องมีการหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ในแต่ละรูปแบบจะมีอัตราที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับการกำหนดของทางกรมสรรพากร ต้องยื่น ภ.ง.ด.3 เมื่อไหร่? การยื่น ภงด 3 จำเป็นต้องยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ณ ที่จ่าย ที่ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา โดยปกติทางกรมสรรพากรมีกำหนดการให้ยื่นภายในวันที่ 7 ทั้งนี้หากวันที่ 7 ตรงกับวันหยุดทางกรมสรรพากรจะทำการเลื่อนวันออกไปเป็นวันทำการที่ใกล้ที่สุด เพื่อความสะดวกของผู้ประกอบการในการวางแผนเพื่อจัดเตรียมเอกสาร ทางกรมสรรพากรได้มีการทำปฏิทินภาษีอากรเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเพื่อให้สามารถยื่นแบบ ภงด 3 และแบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอื่น ๆ ได้ตรงเวลาตามที่กำหนด บทลงโทษหากยื่น ภ.ง.ด.3 ไม่ตรงเวลา บทลงโทษในกรณีที่ผู้ประกอบการลืมยื่น ภงด 3 คือ มีการปรับเงินเพิ่มจากภาษีที่ต้องยื่นในแต่ละเดือนอีกร้อยละ 1.5 และหากมีเจตนาไม่ยื่นแบบภาษีจะมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 5,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการควรเตรียมตัวในการยื่นเอกสารเหล่านี้ให้ดีในทุกเดือน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการยื่นจนต้องเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น อาจเริ่มต้นจากการจัดเตรียมเอกสารไว้ล่วงหน้า หรือจัดทำบัญชีขององค์กรให้เป็นระบบ ทำให้การเรียกดูเอกสาร หรือจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ กลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ยื่น ภ.ง.ด.3 ได้ที่ไหน ปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถยื่น ภงด 3 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากรผ่านระบบ E-Filling หรือสามารถเดินทางไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรของเขตพื้นที่ที่บริษัทตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ลดระยะเวลาการเดินทางและต่อคิว แนะนำให้ทำการยื่นผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถศึกษาคู่มือสำหรับการยื่นแบบ ภงด 3 ได้ที่นี่ ซึ่งหากยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ ทางกรมสรรพากรขยายวันยื่นแบบเป็นภายในวันที่ 15 นับตั้งแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ข้อควรรู้เกี่ยวกับมาตราการยื่นภาษีในเอกสาร ภ.ง.ด.3 ในแบบของเอกสาร ภงด 3 ผู้ประกอบการจะต้องกรอกเอกสาร ภงด 3 ให้ครบถ้วน ซึ่งในเอกสารนอกจากข้อมูลทั่วไปที่ต้องกรอกแล้ว จะมีอยู่บรรทัดหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องเลือกว่าภาษีที่ยื่นนี้ เป็นการหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายประเภทไหน หากดูในเอกสารจะมีทั้งหมด 3 ส่วนด้วยกัน ซึ่งแต่ละส่วนมีความหมายดังนี้ 1. มาตรา 3 เตรส มาตรา 3 เตรส หมายถึง เงินได้ประเภทค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ธุรกิจ การเกษตร หรือการขนส่ง ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(5) – 40(8) โดยแต่ละมาตรามีรายละเอียดดังนี้ มาตรา 40(5) มาตรา 40(6) มาตรา 40(7) มาตรา 40(8) หากเรามีการหัก ณ ที่จ่ายจากการเช่า หรือซื้อที่เข้าข่ายตามมาตรทั้ง 4 มาตรานี้ก็สามารถเลือกช่อง มาตรา 3 เตรส ได้เลย 2. มาตรา 48 ทวิ อีกหนึ่งประเภทเงินได้ที่สามารถเลือกใน ภงด 3 คือ มาตรา 48 ทวิ เป็นการจ่ายเงินให้กับองค์การรัฐ ที่มีการเสียภาษีแทนผู้ขาย โดยจะเป็นการรวมทั้งการเสียแบบออกให้ครั้งเดียวหรือเสียตลอดไป 3. มาตรา 50 (3) (4) (5) จะเป็นการหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ประเภทที่อยู่ในมาตรา 50(3) – 50(5) ที่ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ มาตรา 50(3) มาตรา 50(4) มาตรา 50(5) จากทั้ง 3 รูปแบบจะเห็นได้ว่า ในการดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่มักมีการจ่ายเงิน และหัก ณ ที่จ่ายตามประเภท 3 เตรส เพราะครอบคลุมตั้งแต่การจจ่ายค่าเช่า ไปจนถึงการว่าจ้างต่าง ๆ เตรียมเอกสารไม่มีพลาด ด้วยโปรแกรมบัญชี การยื่นแบบ ภงด 3 หรือการจัดการด้านภาษีมักมาพร้อมกับเอกสารที่มากมาย ที่บางครั้งหากจัดการระบบบัญชีได้ไม่ดีพอ อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ก็สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการบัญชีของกิจการให้เป็นระบบมากขึ้น เรียกดูเอกสารได้ง่าย พร้อมทั้งเก็บข้อมูลที่สำคัญสำหรับการใช้คำนวณภาษีได้อย่างละเอียดครบถ้วน เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความยุ่งยากในการทำงาน ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้แบบเต็มตัว สามารถเริ่มต้นใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ได้แล้ววันนี้ พร้อมคู่มือออนไลน์สำหรับการปรับใช้ในองค์กร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ก.ค. 2025

PEAK Account

12 min

อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เคลียร์ชัด! อัตราไหน หักเมื่อไหร่?

ภาษี เป็นเรื่องที่มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่ถ้าเราศึกษาและทำความเข้าใจ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ซึ่งใน ภาษี แต่ละรูปแบบ สำหรับบุคคลธรรมดาจะมีหนึ่งภาษีที่ค่อนข้างสำคัญคือ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยเฉพาะผู้ที่รับงานฟรีแลนซ์หรือรับจ้างอื่น ๆ อาจจะเคยมีการทำเอกสารที่มีค่าภาษีนี้อยู่ด้วย ทั้งนี้อัตราในการนำมาใช้ คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย มีหลายอัตราขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จัก พร้อมตัวอย่างการคำนวณอย่างง่าย จะมีอะไรบ้าง เรามาหาคำตอบกัน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร? ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือหนึ่งประเภทภาษีที่ผู้จ่ายเงินจำเป็นต้องหักออกจากจำนวนเงินที่ต้องการจ่ายให้แก่ผู้รับเงิน โดยเงินจำนวนนั้นส่วนมากมักเป็นเงินค่าจ้าง เงินเดือน ค่าเช่า ซึ่งจะมีการจำแนกอัตราที่ต้องหักไว้อย่างชัดเจน โดยเงินส่วนนี้ผู้จ่ายจะทำการหักเพื่อยื่นให้แก่กรมสรรพากร หมายความว่าผู้รับเงินจะได้รับเงินไม่เต็มจำนวน และได้รับเป็นใบหัก ณ ที่จ่ายมาแทนนั่นเอง โดย ใบหัก ณ ที่จ่าย นี้สามารถใช้ในการยื่นภาษีบุคคลธรรมดา ตามรอบภาษีเพื่อขอเงินคืนในส่วนนี้ได้ ทำไมภาษีหัก ณ ที่จ่ายถึงสำคัญ? ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นข้อมูลสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรทราบ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มีการจ้างพนักงานทั้งในรูปแบบพนักงานประจำและ ฟรีแลนซ์ เพราะการจ้างประเภทนี้จำเป็นต้องมี การหักภาษี ณ​ ที่จ่าย โดยอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของการจ้างงานทั้งสองแบบก็มีอัตราที่ไม่เท่ากัน และเพื่อให้ไม่ผิดพลาดด้านการคำนวณภาษี แต่ละครั้งเจ้าของธุรกิจควรที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ด้วยนั่นเอง ใครบ้างต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย? โดยปกติแล้ว ผู้ที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย ให้กรมสรรพากร คือ ธุรกิจ หรือผู้จ่ายเงินว่าจ้าง โดยเงินในส่วนนี้จะต้องทำการหักออกทุกครั้งที่มียอดเงินชำระรวม 1,000 บาทขึ้นไป ถึงแม้ว่าแบ่งจ่ายหลายรอบ แต่ถ้ายอดรวมถึงที่กำหนดก็จำเป็นต้องนำ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เข้ามาใช้ในการคำนวณตามกรณีต่าง ๆ โดยมีจำนวนที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังนี้ 5 อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย? สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายหลัก ๆ ที่ต้องเสียมักประกอบไปด้วย 5 ประเภทด้วยกันดังนี้ 1. เงินเดือน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเริ่มต้น 0% ในกรณีของเงินเดือนจะคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดก่อน หากรายได้ของพนักงานไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี นายจ้างไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายส่วนนี้ไว้ หรือหากมีการหักภาษีเกิดขึ้นตรงส่วนนี้พนักงานสามารถทำเรื่องขอคืนภาษีได้ การที่พนักงานขอยื่นภาษีเอง จะเป็นคนละส่วนกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะในส่วนของการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน บริษัทต้องเป็นผู้หักเงินในส่วนนี้และทำการยื่นให้กรมสรรพากรตามข้อกฎหมาย โดยบริษัทจะต้องมีหนังสือรับรองการหักภาษี (ทวิ 50) ให้พนักงานใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีที่พนักงานสามารถบริหารจัดการภาษีของตัวเองได้ 2. ค่าขนส่ง อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ส่วนของค่าขนส่งตามที่เราได้ยกตัวอย่างไป จะมีอัตราภาษีอยู่ที่ 1% โดยต้องเป็นบริษัทขนส่งเอกชนเท่านั้น ในกรณีที่เป็นไปรษณีย์ไทยไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพราะได้รับการยกเว้นกรณีพิเศษเนื่องจากเป็นองค์กรของภาครัฐ  3. ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% บริษัทที่มีการเช่าตึก หรือพื้นที่สำนักงาน จำเป็นต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายทั้งหมด 5% ด้วยกัน ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นการเช่าในรูปแบบที่ผู้เช่ามีสิทธิ์ในการถือกุญแจสามารถเข้าออกพื้นที่ได้อย่างสะดวก  อย่างไรก็ตามหากเป็นการเช่าเพียงชั่วคราวสำหรับการจัดงานพิเศษจะเสียอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย อยู่ที่ 3% เพราะเข้าข่ายในกรณีของการบริการแทนนั่นเอง 4. ค่าจ้างสำหรับการโฆษณา อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2%  สำหรับบริษัทที่มีการจ้างทำโฆษณาจำเป็นต้องมีการหักภาษีส่วนนี้ด้วยเช่นกัน โดยจะนับที่เป็นการจ้างทำสื่อโฆษณาแบบดิจิทัลและสิ่งพิมพ์ ซึ่งจำเป็นต้องหักภาษีออก 2% จากจำนวนเต็มที่ต้องจ่าย ทั้งนี้หากเป็นกรณีการจ้างโฆษณาผ่านอินฟลูเอนเซอร์จะเข้าข่ายการบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็น 3% แทน 5. การจ้างทำงาน รับเหมา บริการต่าง ๆ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% หนึ่งในรูปแบบการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่เจ้าของธุรกิจมักเจอคือการจ้างบริการต่าง ๆ โดยเป็นการจ้างให้บุคคลหรือบริษัททำบริการที่แตกต่างจากกรณีของการจ้างอื่น ๆ ซึ่งจะมีอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอยู่ที่จำนวน 3%  อย่างไรก็ตาม สำหรับอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากรวมทั้งหมดจะยังมีหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังแบ่งอัตราออกตามประเภทของผู้รับเงิน โดยระหว่างนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาในบางกรณีจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่แตกต่างกัน สามารถอ่านรายละเอียดเต็มเพิ่มเติม ของอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ละกรณีในรูปแบบที่เข้าใจง่ายได้ที่บทความนี้ วิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับ วิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายสามารถทำได้สองรูปแบบ โดยจะมีทั้งแบบที่ผู้จ่ายเป็นผู้จ่ายค่าภาษี ณ ที่จ่ายเพิ่มเติมเข้ามาเอง ซึ่งในกรณีนี้ผู้รับเงินจะได้รับเงินเต็มจำนวนตามที่ตกลงกันไว้ และอีกกรณีจะเป็นการคำนวณรูปแบบที่ผู้จ่ายเงินจะทำการจ่ายเงินให้เพียงครั้งเดียว และครั้งถัดไปผู้เสียเงินจะต้องจ่ายภาษีในส่วนนี้เอง โดยผู้จ่ายเงินจะทำการหักออกจากจำนวนเงินเต็มที่ต้องได้รับ สำหรับท่านไหนที่กังวลว่าจะคำนวณภาษีผิดพลาดสามารถใช้โปรแกรมคำนวณภาษีจาก PEAK ได้ฟรี สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ ข้อควรรู้เกี่ยวกับอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นเรื่องสำคัญในด้านบัญชีที่ธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพราะหากมีการยื่นภาษีไม่ครบ หรือจงใจเลี่ยงภาษีก็จะมีบทลงโทษจากกรมสรรพากรไม่ว่าจะเป็นการปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ สามารถอ่านรายละเอียดบทกำหนดโทษกรณีปฏิบัติไม่ครบถ้วนได้จากคู่มือการหักภาษีบนเว็บไซต์กรมสรรพากร สรุปท้ายบทความ: ให้ความสำคัญกับการทำบัญชีเพื่อให้ไม่พลาดเรื่องภาษี เพราะเรื่องภาษีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงยักษ์ใหญ่ ควรต้องจัดการระบบบัญชีให้เรียบร้อย มีการคำนวณอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นทั้งหมดอย่างถูกต้อง ซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็พร้อมเป็นหนึ่งในตัวช่วยในการจัดการระบบบัญชีและภาษีของบริษัทคุณให้อย่างครบวงจร สามารถศึกษาการใช้งานผ่านคู่มือออนไลน์ได้เลย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ประเภทเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มาตรา 40 หักผิดแก้ยังไง

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไม่ได้มีอัตราเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเงินที่จ่ายไปเป็น “เงินได้ประเภทไหน” ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร ถ้าเลือกประเภทผิด อัตราภาษีที่หักก็ผิดตาม แบบที่ยื่นก็ผิด อาจโดนเบี้ยปรับจากกรมสรรพากรได้ สำหรับอัตราหัก ณ ที่จ่ายแต่ละประเภทและวิธีคำนวณแบบละเอียด อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคืออะไร? ทำไมต้องแยกประเภทเงินได้ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่ผู้จ่ายเงินต้องหักไว้จากผู้รับก่อนจ่ายจริง แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน อัตราภาษีและแบบที่ต้องยื่นขึ้นอยู่กับว่าเงินที่จ่ายจัดเป็น “เงินได้ประเภทไหน” ตามมาตรา 40 เงินได้ต่างประเภทมีอัตราหักต่างกัน ใช้แบบภาษีต่างกัน ถ้าเลือกผิดตั้งแต่ต้นทาง ผลกระทบจะลามไปทั้งผู้จ่ายและผู้รับเงิน ประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 ที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ประมวลรัษฎากรแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็น 8 ประเภท ตามมาตรา 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีอัตราหักและแบบยื่นต่างกัน ด้านล่างสรุปเฉพาะที่เจ้าของกิจการ SME เจอบ่อย สำหรับรายละเอียดเงินได้พึงประเมินทั้ง 8 ประเภท อ่านเพิ่มที่ เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร เงินได้ 40(1)-(2): เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่านายหน้า เงินได้ประเภทที่ 1 (มาตรา 40(1)) คือเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ที่ได้จากการเป็นลูกจ้าง ส่วนประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) คือค่าตอบแทนจากหน้าที่หรือตำแหน่ง เช่น ค่านายหน้า เบี้ยประชุม ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินได้ 40(3): ค่า goodwill ค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เงินได้ประเภทที่ 3 (มาตรา 40(3)) คือค่าตอบแทนจากลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือค่า goodwill ถ้าจ่ายให้บุคคลธรรมดา หัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา) ถ้าจ่ายให้นิติบุคคล หัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) จุดสับสน: ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มักถูกหักเป็น 40(8) ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะค่าลิขสิทธิ์เป็น 40(3) โดยเฉพาะ เงินได้ 40(6): วิชาชีพอิสระ 6 สาขา เงินได้ประเภทที่ 6 (มาตรา 40(6)) คือรายได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ประณีตศิลปกรรม จ่ายให้บุคคลธรรมดาหัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 จุดสับสน: ค่าที่ปรึกษาที่จ่ายให้ทนายความหรือนักบัญชีอิสระเป็นเงินได้ประเภทที่ 6 ไม่ใช่ประเภทที่ 2 หรือ 8 เงินได้ 40(7)-(8): รับเหมา จ้างทำของ ค่าบริการอื่นๆ เงินได้ประเภทที่ 7 (มาตรา 40(7)) คือค่ารับเหมาที่ผู้รับจัดหาวัสดุสำคัญด้วย ส่วนประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) คือเงินได้อื่นๆ ที่ไม่เข้าประเภท 1-7 เช่น ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ รายได้จากฟรีแลนซ์ ปกติหัก 3% นี่คือจุดที่หักผิดประเภทบ่อยที่สุด เพราะหลายคนแยกไม่ออกว่าค่าบริการที่จ่ายไปควรเป็น 40(2) 40(7) หรือ 40(8) ซึ่งส่งผลต่อแบบภาษีที่ใช้ยื่นด้วย ตาราง Mapping ประเภทเงินได้ อัตราหัก และแบบ ภ.ง.ด. ตารางนี้ช่วยให้เช็คได้ทันทีว่าเงินที่จ่ายไปเป็นประเภทอะไร ต้องหักเท่าไร ใช้แบบอะไรยื่น (อ้างอิง คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 — ดูรายละเอียดที่ กรมสรรพากร) ประเภทเงินได้ ตัวอย่าง อัตราหัก (บุคคลธรรมดา) อัตราหัก (นิติบุคคล) แบบที่ยื่น 40(1) เงินเดือน เงินเดือน โบนัส อัตราก้าวหน้า 5%-35% — ภ.ง.ด.1 40(2) ค่าตอบแทน ค่านายหน้า เบี้ยประชุม อัตราก้าวหน้า 5%-35% — ภ.ง.ด.1 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 40(4) ดอกเบี้ย ดอกเบี้ยเงินกู้ 15% 1% ภ.ง.ด.2 / 53 40(4) เงินปันผล เงินปันผล 10% 10% ภ.ง.ด.2 / 53 40(5) ค่าเช่า ค่าเช่าสำนักงาน 5% 5% ภ.ง.ด.3 / 53 40(6) วิชาชีพอิสระ ค่าทนายความ นักบัญชี 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 40(7) รับเหมา รับเหมาก่อสร้าง 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 40(8) อื่นๆ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ 3% 3% ภ.ง.ด.3 / 53 หมายเหตุ: อัตราหักอาจมีข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงหรือมาตรการพิเศษ ควรเช็คจาก กรมสรรพากร เพื่อความแน่ใจ (ข้อมูลอัปเดตปี 2569) โดนหัก ณ ที่จ่ายผิดประเภทเงินได้ เกิดจากอะไร? ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะกิจการที่ไม่มีนักบัญชีประจำ สาเหตุที่พบมากที่สุดมีดังนี้ สาเหตุที่พบบ่อย ตัวอย่าง Case จริงที่พบบ่อย Case 1: ค่าที่ปรึกษา บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ้างนักบัญชีอิสระมาเป็นที่ปรึกษา จ่ายค่าตอบแทน 50,000 บาท หักภาษี 3% เป็นเงิน 1,500 บาท แล้วระบุประเภทเงินได้เป็น 40(8) ลงในแบบ ภ.ง.ด.3 ผิดตรงไหน: นักบัญชีเป็นวิชาชีพอิสระ ต้องระบุเป็น 40(6) แม้อัตราหักจะเท่ากัน (3%) แต่ประเภทที่ระบุผิดจะกระทบการยื่นภาษีประจำปีของผู้รับเงิน Case 2: ฟรีแลนซ์ออกแบบ ร้านค้าออนไลน์จ้างกราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 15,000 บาท แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้าแบบเงินเดือน (40(1)) แทนที่จะหัก 3% ตาม 40(8) ผิดตรงไหน: ฟรีแลนซ์ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ เงินที่จ่ายเป็นค่าจ้างทำของ ต้องใช้ 40(8) หัก 3% ยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 วิธีแก้ไขเมื่อหัก ณ ที่จ่ายผิดประเภทเงินได้ ถ้าหักผิดแล้วอย่าปล่อยไว้ เพราะยิ่งทิ้งนานยิ่งแก้ยาก และอาจโดนเงินเพิ่มสะสม วิธีแก้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นฝั่งผู้จ่ายหรือผู้รับ ฝั่งผู้จ่ายเงิน (ผู้หัก) — ยื่นแบบเพิ่มเติม ขั้นตอนแก้ไขสำหรับผู้จ่ายเงินที่หักผิดประเภท หมายเหตุ: ถ้ายื่นเพิ่มเติมก่อนที่กรมสรรพากรจะตรวจพบ อาจเสียเฉพาะเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่นำส่งขาด โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ฝั่งผู้รับเงิน (ผู้ถูกหัก) — แจ้งผู้จ่ายแก้ไข ถ้าคุณเป็นฝั่งที่ถูกหักภาษีผิดประเภท ให้ทำตามขั้นตอนนี้ ถ้าผู้จ่ายไม่แก้ไขให้ ผู้ถูกหักสามารถยื่นภาษีตามประเภทเงินได้ที่ถูกต้องได้ พร้อมแนบหลักฐานประกอบ เช่น สัญญาจ้าง ใบแจ้งหนี้ กรณีข้ามปีภาษี — ต้องทำอย่างไร ถ้าพบว่าหักผิดประเภทหลังจากยื่นแบบสรุปรายปีไปแล้ว ขั้นตอนจะซับซ้อนขึ้น ข้อแนะนำ: กรณีข้ามปีภาษีที่ซับซ้อน ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรในพื้นที่โดยตรง ผลกระทบถ้าไม่แก้ไข — เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ถ้าหักผิดประเภทแล้วปล่อยไว้ อาจเจอผลกระทบหลายด้าน (อ้างอิง ประมวลรัษฎากร มาตรา 26-27 — ดูรายละเอียดที่ กรมสรรพากร) ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ วิธีป้องกันไม่ให้หัก ณ ที่จ่ายผิดประเภทเงินได้ ป้องกันง่ายกว่าแก้ไข เช็คลิสต์ 4 ข้อนี้ช่วยลดความผิดพลาดได้ สรุป: เช็คประเภทเงินได้ก่อนหัก ลดปัญหาภาษีตั้งแต่ต้นทาง ทุกครั้งที่จ่ายเงินและต้องหัก ณ ที่จ่าย ให้เช็ค 3 อย่าง ได้แก่ ลักษณะงานที่จ้าง สถานะผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) และตาราง mapping ประเภทเงินได้ ถ้าหักผิดแล้วให้รีบยื่นเพิ่มเติมก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ จะช่วยลดเบี้ยปรับได้ จัดการหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายได้ถูกต้อง ระบบจะแนะนำประเภทเงินได้ อัตราหัก และคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ พร้อมสร้างแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ที่ยื่นได้ทันที ใช้ PEAK Board ดูภาพรวมภาษีแบบ Real-Time ดูฟังก์ชันทั้งหมดหรือเปรียบเทียบแพ็กเกจและราคา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับประเภทเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ค่าจ้างเหมาบริการเป็นเงินได้ประเภทใด? ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ถ้าผู้รับจ้างจัดหาวัสดุสำคัญเองด้วย จัดเป็น 40(7) รับเหมา แต่ถ้าเป็นค่าจ้างทำของที่ใช้แรงงานหรือฝีมือเป็นหลัก จัดเป็น 40(8) ทั้งสองประเภทปกติหัก 3% เหมือนกัน แต่ฝั่งผู้รับจะหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกันตอนยื่นภาษีประจำปี หักผิดประเภทแต่อัตราเท่ากัน ต้องแก้ไหม? ควรแก้ แม้อัตราหักจะเท่ากัน (เช่น 40(6) กับ 40(8) หัก 3% เท่ากัน) แต่ประเภทเงินได้ที่ระบุไปจะกระทบการคำนวณค่าใช้จ่ายของผู้รับเงินตอนยื่นภาษีประจำปี เงินได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน เงินรางวัลจากการส่งเสริมการขายเป็นเงินได้ประเภทไหน? เงินรางวัลส่งเสริมการขาย เช่น รางวัลจากการชิงโชค จัดเป็นเงินได้ 40(8) ต้องหัก ณ ที่จ่าย 5% ไม่ใช่ 3% อย่างค่าจ้างทำของทั่วไป ดูรายละเอียดเพิ่มที่ เงินรางวัลหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร ผู้รับเงินมีสิทธิ์ปฏิเสธถ้าผู้จ่ายหักผิดประเภทหรือเปล่า? ผู้รับเงินไม่สามารถปฏิเสธการถูกหักภาษีได้ แต่มีสิทธิ์แจ้งผู้จ่ายว่าระบุประเภทผิด และขอให้ออก 50 ทวิ ฉบับใหม่ที่ถูกต้อง หากตกลงกันไม่ได้ ผู้รับเงินสามารถยื่นภาษีตามประเภทที่ถูกต้อง พร้อมแนบหลักฐานสัญญาจ้างประกอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

หัก ณ ที่จ่าย 3% สำหรับธุรกิจบริการ จัดการยังไงให้ครบจบ

ส่งมอบงานเสร็จ วางบิล 100,000 บาท แต่ได้รับเงินแค่ 97,000 บาท เพราะลูกค้าหักภาษี 3% ไว้ 3,000 บาท ผู้ประกอบการธุรกิจบริการเจอแบบนี้ทุกครั้งที่รับงาน คำถามคือ คำนวณยังไงให้ถูก แล้วจะเอาเงินภาษีกลับคืนมาได้อย่างไร ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% คืออะไร ทำไมธุรกิจบริการต้องถูกหัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% คือภาษีที่ลูกค้าหักจากค่าบริการก่อนจ่ายเงินให้คุณ แล้วนำส่งกรมสรรพากรแทน พูดง่ายๆ คือ “จ่ายภาษีล่วงหน้า” ที่ถูกเก็บไว้ทุกครั้งที่คุณรับค่าบริการตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ใครเป็นผู้หัก และใครเป็นผู้ถูกหัก ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมี 2 ฝ่าย ค่าบริการอะไรบ้างที่โดนหัก ณ ที่จ่าย 3% ค่าบริการส่วนใหญ่ที่นิติบุคคลจ่ายให้ผู้ให้บริการ จะถูกหัก 3% ทุกครั้งที่จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ดูอัตราภาษีแต่ละประเภทฉบับเต็มได้ในบทความอัตราภาษี ตัวอย่างธุรกิจบริการที่ถูกหัก 3% ประเภทค่าบริการ ตัวอย่างธุรกิจ อัตราหัก ค่าบริการทั่วไป ที่ปรึกษา, ออกแบบ, สำนักงานบัญชี 3% ค่าจ้างทำของ รับเขียนโปรแกรม, ผลิตสื่อ, ซ่อมบำรุง 3% ค่าโฆษณา เอเจนซีโฆษณา, ผู้รับจ้างทำการตลาด 2% ค่าเช่าทรัพย์สิน ค่าเช่าสำนักงาน, เช่าอุปกรณ์ 5% ค่าขนส่ง บริษัทขนส่ง, ไรเดอร์ 1% “ค่าบริการ” กับ “ค่าจ้างทำของ” หัก 3% เท่ากัน แต่ค่าเช่าและค่าขนส่งอัตราต่างกัน ถ้ามีรายได้หลายประเภทปนกัน ต้องแยกให้ชัดในใบแจ้งหนี้ คำนวณหัก ณ ที่จ่าย 3% อย่างไร พร้อมตัวอย่าง หลักสำคัญคือ หัก ณ ที่จ่ายคิดจากยอดค่าบริการก่อนบวก VAT เสมอ ไม่ใช่คิดจากยอดรวม VAT ตรงนี้คือจุดที่ SME สับสนกันมากที่สุด กรณีแยก VAT ชัดเจน (แนะนำ) สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้า ค่าบริการ 50,000 บาท ยังไม่รวม VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าบริการ 50,000 บาท VAT 7% 50,000 × 7% 3,500 บาท ยอดรวม 50,000 + 3,500 53,500 บาท หัก ณ ที่จ่าย 3% 50,000 × 3% 1,500 บาท ลูกค้าจ่ายจริง 53,500 – 1,500 52,000 บาท บริษัท ก ได้รับเงิน 52,000 บาท พร้อมใบ 50 ทวิ ยืนยันว่าถูกหักภาษีไว้ 1,500 บาท ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีรับมือ ลูกค้าหลายรายเอา VAT มารวมก่อนแล้วค่อยคิด 3% ซึ่งผิดวิธีและทำให้ถูกหักภาษีเกินจริง วิธี ยอดที่ใช้คิด 3% ภาษีหัก ถูกต้อง? คิดจากค่าบริการก่อน VAT 50,000 1,500 ถูก คิดจากยอดรวม VAT 53,500 1,605 ผิด (หักเกิน 105 บาท) ดูเผินๆ ต่างกันแค่ 105 บาท แต่ถ้าออกบิลเดือนละ 10 ครั้ง ปีหนึ่งหักเกินไป 12,600 บาท ผู้ประกอบการที่ไม่ตรวจก็เสียเงินโดยไม่รู้ตัว วิธีป้องกัน: ออก Invoice ระบุแยกบรรทัดให้ชัดเจน ค่าบริการ, VAT, หัก ณ ที่จ่าย, ยอดจ่ายสุทธิ แบบนี้ลูกค้าคำนวณถูกตั้งแต่แรก ไม่ต้องตามแก้ใบ 50 ทวิ ทีหลัง ถ้าเจอลูกค้าคำนวณผิดอยู่ แจ้งให้แก้ไขก่อนลงบัญชี เมื่อถูกหัก 3% แล้ว ธุรกิจบริการต้องทำอะไรบ้าง ทุกครั้งที่ได้รับเงินแล้วถูกหักภาษีไว้ ให้ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อได้รับเงิน 52,000 บาท (ค่าบริการ 50,000 + VAT 3,500 – หัก ณ ที่จ่าย 1,500) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 52,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้สรรพากร) 1,500 รายได้ค่าบริการ 50,000 ภาษีขาย (VAT) 3,500 ขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทำได้อย่างไร ภาษีที่ถูกหักไว้ทั้งปี นำไปใช้ได้ 2 ทาง นำไปหักจากภาษีเงินได้ประจำปี วิธีที่ใช้กันมากที่สุดคือนำยอดภาษีถูกหักทั้งปีไปเป็น “เครดิตภาษี” ตอนยื่นภาษีประจำปี ถ้ายอดที่ถูกหักมากกว่าภาษีจริง ส่วนต่างก็รับคืนได้ ผู้ยื่น แบบภาษีประจำปี กำหนดยื่น บุคคลธรรมดา (ฟรีแลนซ์) ภ.ง.ด.90 ม.ค.-มี.ค. ของปีถัดไป นิติบุคคล (บริษัท) ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ตัวอย่างการขอคืน สมมติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นสำนักงานบัญชี รายได้ค่าบริการทั้งปี 2,000,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้ง ขั้นที่ 1 ภาษีที่ถูกหักทั้งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 2,000,000 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 2,000,000 × 3% 60,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีที่ต้องจ่ายจริง รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่าย) 2,000,000 – 1,400,000 600,000 บาท กำไร 300,000 แรก (SME ทุนจดทะเบียน ≤5 ล้าน + รายได้ ≤30 ล้าน) ยกเว้น 0 บาท กำไร 300,001-600,000 300,000 × 15% 45,000 บาท ภาษีนิติบุคคลที่ต้องจ่ายจริง 45,000 บาท ขั้นที่ 3 ผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีถูกหักทั้งปี 60,000 บาท ภาษีจริง 45,000 บาท ขอคืนได้ 15,000 บาท ภาษีที่ถูกหักเกิน 15,000 บาท ยื่นรับคืนจากกรมสรรพากรได้ โดยแนบหนังสือรับรองฯ ครบทุกใบ ยื่นผ่านระบบ e-Filing หรือยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ จัดการ Cash Flow อย่างไร เมื่อถูกหัก 3% ทุกครั้ง ถูกหัก 3% ทุกรายการอาจฟังดูไม่เยอะ แต่ถ้ารายได้ปีละ 2 ล้านบาท คุณโดนหักไว้ 60,000 บาท ก่อนที่จะได้คืน นั่นคือเงินสดที่หายไปจากระบบชั่วคราว ผู้ประกอบการที่วางแผนดีจะจัดการเรื่องนี้ได้โดยไม่กระทบธุรกิจ บันทึกบัญชีภาษีถูกหักด้วย PEAK ได้อย่างไร PEAK ช่วยให้คุณบันทึกภาษีถูกหักได้ตั้งแต่ขั้นตอนออก Invoice แค่คลิกระบุว่า “ถูกหัก ณ ที่จ่าย” ระบบคำนวณยอดให้อัตโนมัติ ยอดภาษีถูกหักทั้งปีรวมอยู่ในรายงานเดียว พร้อมส่งต่อนักบัญชี ดูวิธีบันทึกใน PEAK สรุป: ธุรกิจบริการถูกหัก 3% จัดการได้ไม่ยาก พร้อมยกระดับการจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่าย? ลองใช้ PEAK PEAK ช่วยบันทึกภาษีถูกหักได้อัตโนมัติ ออกเอกสารครบ รวบรวมรายงานพร้อมยื่น ไม่ต้องตามเอกสารตอนปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ลูกค้าไม่ยอมหัก ณ ที่จ่ายให้ ทำอย่างไร ลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หัก ไม่ถูกหักก็ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคล กฎหมายบังคับให้หักทุกครั้งที่จ่ายถึงเกณฑ์ ฟรีแลนซ์รับงานแล้วโดนหัก 3% ขอคืนได้ไหม ได้ นำยอดภาษีที่ถูกหักไปเป็นเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ช่วง ม.ค.-มี.ค. ของปีถัดไป ถ้าถูกหักมากกว่าภาษีจริง ส่วนต่างรับคืนเป็นเงินสดได้ สิ่งสำคัญคือเก็บหนังสือรับรองฯ ครบทุกใบ ดูวิธีคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา ธุรกิจบริการประเภทไหนที่ไม่ต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย กรณีไม่ต้องถูกหักมีจำกัด เช่น จ่ายต่อครั้งไม่ถึง 1,000 บาท หรือผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา แต่ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายถึงเกณฑ์ ต้องหักทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น ถ้าใบ 50 ทวิ ระบุข้อมูลผิด ต้องทำอย่างไร ต้องแจ้งลูกค้า (ผู้หัก) ให้ออกฉบับใหม่ที่ถูกต้องทันที ห้ามแก้ไขเอง เพราะหนังสือรับรองฯ ที่มีข้อมูลผิดจะทำให้ถูกสรรพากรปฏิเสธเมื่อยื่นภาษีประจำปี

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ค่าเช่าธุรกิจ เช่ารถ เช่าออฟฟิศ ภาษีที่ SME ต้องรู้ พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

SME หลายรายเช่าออฟฟิศและเช่ารถเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ทุกเดือน แต่เรื่องภาษีค่าเช่ากลับมีรายละเอียดที่หลายคนมองข้าม เช่น ค่าเช่าออฟฟิศไม่มี VAT แต่เช่ารถมี VAT หรือเช่ารถกับลีสซิ่งหักภาษีต่างกัน ค่าเช่าธุรกิจ หักภาษี ณ ที่จ่ายอัตราเท่าไร เมื่อบริษัทจ่ายค่าเช่าให้ผู้ให้เช่า ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วนำส่งกรมสรรพากร อัตราหักขึ้นอยู่กับประเภทค่าเช่าและสถานะผู้รับเงิน ประเภทค่าเช่า อัตราหัก ณ ที่จ่าย หมายเหตุ เช่าอสังหาริมทรัพย์ (ออฟฟิศ คลังสินค้า ที่ดิน) 5% หักจากค่าเช่าก่อน VAT เช่ารถยนต์/ยานพาหนะ 5% หักจากค่าเช่าก่อน VAT ลีสซิ่งรถยนต์ 3% (ค่าบริการ) ดูรายละเอียดในหัวข้อเช่ารถ vs ลีสซิ่ง เช่า Co-working Space 5% (ถ้าเป็นค่าเช่าพื้นที่) หรือ 3% (ถ้าเป็นค่าบริการ) ขึ้นอยู่กับสัญญา อัตราข้างต้นใช้กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล รายละเอียดอัตราครบทุกประเภทอ่านเพิ่มที่คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่ายของ PEAK เช่าออฟฟิศ กับ Co-working Space ภาษีต่างกันตรงไหน เช่าออฟฟิศแบบสัญญาเช่า ค่าเช่าออฟฟิศถือเป็นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% และค่าเช่าอสังหาฯ ได้รับยกเว้น VAT ดังนั้นผู้เช่าไม่มีภาษีซื้อจากค่าเช่าออฟฟิศ แต่ยังนำค่าเช่าไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีนิติบุคคลได้เต็มจำนวน ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าออฟฟิศเดือนละ 30,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ค่าเช่า 30,000 บาท VAT ไม่มี (ยกเว้น) หัก ณ ที่จ่าย 5% 1,500 บาท จ่ายจริง 28,500 บาท ออก50 ทวิให้ผู้ให้เช่า 1,500 บาท Co-working Space Co-working Space ส่วนใหญ่เป็น “สัญญาบริการ” ไม่ใช่ “สัญญาเช่า” ดังนั้นมี VAT 7% และหัก ณ ที่จ่าย 3% ไม่ใช่ 5% วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือดูสัญญาว่าเขียนว่า “ค่าเช่า” หรือ “ค่าบริการ” ถ้าเขียนว่าค่าเช่า ก็หัก 5% และไม่มี VAT เหมือนออฟฟิศทั่วไป ถ้าเขียนว่าค่าบริการ หัก 3% และมี VAT 7% ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด ใช้ Co-working Space เดือนละ 15,000 บาท สัญญาระบุเป็น “ค่าบริการ” รายการ จำนวนเงิน ค่าบริการ 15,000 บาท VAT 7% 1,050 บาท หัก ณ ที่จ่าย 3% 450 บาท จ่ายจริง 15,600 บาท (15,000 + 1,050 – 450) ข้อดีของ Co-working ที่เป็นค่าบริการ คือมีภาษีซื้อ 1,050 บาท นำไปหักภาษีขายได้ ต่างจากค่าเช่าออฟฟิศที่ไม่มี VAT เช่ารถ vs ลีสซิ่ง vs ซื้อสด แบบไหนคุ้มกว่าทางภาษี นี่คือคำถามที่ SME ถามบ่อยที่สุด เปรียบเทียบทั้ง 3 ทางเลือก เปรียบเทียบ เช่ารถ (Operating Lease) ลีสซิ่ง (Finance Lease) ซื้อสด/ผ่อน เป็นเจ้าของไหม ไม่ใช่ คืนรถเมื่อหมดสัญญา เป็นเจ้าของเมื่อผ่อนครบ เป็นเจ้าของทันที VAT มี 7% ได้ภาษีซื้อคืน มี 7% ได้ภาษีซื้อคืน มี 7% ได้ภาษีซื้อคืน (ครั้งเดียว) หัก ณ ที่จ่าย 5% (ค่าเช่า) 3% (ค่าบริการ) ไม่หัก หักค่าใช้จ่าย ค่าเช่าเต็มจำนวนทุกเดือน ค่าเช่า+ดอกเบี้ยทุกเดือน ค่าเสื่อมราคา 5 ปี (เพดาน 1 ล้าน สำหรับรถนั่ง) เหมาะกับ ใช้ชั่วคราว เปลี่ยนรถบ่อย ใช้ระยะยาว ต้องการเป็นเจ้าของ มีเงินสดพร้อม จุดที่ต้องระวัง: รถยนต์นั่งมีเพดานค่าเสื่อมราคาที่ 1 ล้านบาท ไม่ว่าจะซื้อราคาเท่าไร ส่วนค่าเช่ารถยนต์นั่ง หักค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 36,000 บาท/เดือน ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 315 ม.4(2) และพ.ร.ฎ. ฉบับที่ 145 สำหรับรถกระบะ รถตู้ หรือรถบรรทุกที่ใช้ในกิจการ ไม่มีเพดานจำกัด หักได้ตามจริง ตัวอย่างเปรียบเทียบ: รถยนต์นั่งราคา 800,000 บาท ใช้งาน 5 ปี สมมุติบริษัท ก จำกัด ต้องการรถยนต์นั่ง 1 คัน ราคา 800,000 บาท เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทางภาษีทั้ง 3 ทาง ทางเลือก ค่าใช้จ่ายทางภาษีรวม 5 ปี ได้ภาษีซื้อคืน ได้เป็นเจ้าของ เช่ารถ 20,000/เดือน 1,200,000 บาท (20,000 x 60 เดือน) ได้ VAT คืนทุกเดือน ไม่ได้ ลีสซิ่ง 18,000/เดือน 1,080,000 บาท (18,000 x 60 เดือน) ได้ VAT คืนทุกเดือน ได้เมื่อผ่อนครบ ซื้อสด 800,000 800,000 บาท (ค่าเสื่อม 5 ปี) ได้ VAT คืนครั้งเดียว 56,000 ได้ทันที จากตัวอย่าง ซื้อสดมีค่าใช้จ่ายทางภาษีรวมต่ำสุด แต่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ทันที ส่วนเช่ารถยืดหยุ่นที่สุดแต่ค่าใช้จ่ายรวมสูงสุด ลีสซิ่งอยู่ตรงกลาง ได้เป็นเจ้าของเมื่อผ่อนครบ ต้องเลือกตามสภาพคล่องและแผนการใช้งานของกิจการ วิธีบันทึกบัญชีค่าเช่า สำหรับ SME กรณีเช่าออฟฟิศ/เช่ารถ (สัญญาเช่าดำเนินงาน) สัญญาเช่าระยะสั้นหรือมูลค่าต่ำ บันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือนตรงไปตรงมา รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเช่าสำนักงาน 30,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,500 เงินสด/ธนาคาร 28,500 กรณีลีสซิ่งรถยนต์ (สัญญาเช่าการเงิน) ลีสซิ่งต้องบันทึกทรัพย์สิน (สิทธิการใช้) และหนี้สินจากสัญญาเช่า ตามมาตรฐานบัญชี TFRS 16 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สิทธิการใช้สินทรัพย์ 800,000 ภาษีซื้อ 56,000 หนี้สินจากสัญญาเช่า 856,000 ทุกเดือนบันทึกค่าเสื่อมราคาสิทธิการใช้ + ดอกเบี้ยจ่าย แยกจากกัน ตัวอย่างสมมุติค่าเสื่อมเดือนละ 13,333 บาท ดอกเบี้ยเดือนแรก 4,000 บาท รายการ (รายเดือน) Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเสื่อมราคาสิทธิการใช้ 13,333 ค่าเสื่อมราคาสะสม สิทธิการใช้ 13,333 รายการ (ดอกเบี้ย) Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ดอกเบี้ยจ่าย 4,000 หนี้สินจากสัญญาเช่า 4,000 SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs อาจเลือกไม่ใช้ TFRS 16 ได้ ในกรณีนั้นก็บันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือนเหมือนสัญญาเช่าดำเนินงาน ปรึกษานักบัญชีว่าควรใช้มาตรฐานไหน สรุป ค่าเช่าธุรกิจ จำ 4 อย่างนี้ จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและค่าเช่าด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติเมื่อบันทึกรายจ่าย ออก 50 ทวิ และนำส่ง ภ.ง.ด.3/53 ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีค่าเช่าธุรกิจ ค่าเช่าออฟฟิศรวมค่าส่วนกลาง หักภาษีอย่างไร ค่าเช่าหัก 5% ค่าส่วนกลาง/ค่าบริการหัก 3% ถ้ารวมอยู่ในใบเสร็จเดียว ต้องแยกยอดก่อนหัก ถ้าแยกไม่ได้ หักทั้งจำนวนที่อัตราสูงกว่า (5%) จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม ต้องหัก 5% เหมือนกัน ไม่ว่าผู้ให้เช่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แต่บุคคลธรรมดาจะนำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ค่ามัดจำค่าเช่า ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม ไม่ต้อง เพราะค่ามัดจำไม่ใช่ “ค่าเช่า” แต่เป็นเงินประกันที่จะได้คืนเมื่อหมดสัญญา บันทึกเป็นสินทรัพย์ (เงินมัดจำค่าเช่า) ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ค่าเช่ารถพร้อมคนขับ หักกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าสัญญาแยกค่าเช่ารถกับค่าจ้างคนขับ ค่าเช่ารถหัก 5% ค่าจ้างคนขับหัก 1% ถ้ารวมเป็นก้อนเดียว หัก 5% ทั้งจำนวน จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 12 เดือน บันทึกบัญชีอย่างไร ไม่นำไปเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนที่จ่าย บันทึกเป็น “ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า” ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าๆ กันตลอด 12 เดือน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.2 คืออะไร ใครต้องยื่น วิธียื่น และสิ่งที่ต้องรู้

ถ้าธุรกิจของคุณจ่ายดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าลิขสิทธิ์ให้บุคคลธรรมดา เรื่อง ภ.ง.ด.2 เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม เพราะถ้าหักภาษีไม่ถูกต้องหรือยื่นแบบไม่ทัน อาจโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสะสมทุกเดือน บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับแบบยื่นภาษีนี้ ตั้งแต่ความหมาย ใครต้องยื่น อัตราภาษี ไปจนถึงวิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing แบบทีละขั้นตอน ภ.ง.ด.2 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย) เป็นแบบฟอร์มที่ผู้จ่ายเงินได้ต้องใช้เมื่อจ่ายเงินได้ประเภทที่ 3 และประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บุคคลธรรมดา แล้วหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงิน พูดง่ายๆ ว่า เวลาบริษัทจ่ายเงินประเภท “ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์” ให้คนทั่วไป ต้องหักภาษีไว้ส่วนหนึ่ง แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.2 นี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — แบบ ภ.ง.ด.2) เงินได้จากการลงทุน (เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)” ซึ่งเป็นรายได้จากการลงทุนและทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ รายได้กลุ่มนี้พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะดอกเบี้ยและเงินปันผลที่แทบทุกธุรกิจเกี่ยวข้อง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น ค่าลิขสิทธิ์) กฎหมายเรียกเงินได้กลุ่มนี้ว่า “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3)” ซึ่งเป็นรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้นักแต่งเพลงคนหนึ่ง 50,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วนำส่งผ่านแบบยื่นนี้ ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 บ้าง ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 คือ “ผู้จ่ายเงินได้” ไม่ใช่ผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ ถ้าจ่ายเงินได้ประเภทเดียวกันให้นิติบุคคล ต้องใช้แบบ ภ.ง.ด.53 แทน ไม่ใช่ ภ.ง.ด.2 อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.2 อัตราหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ที่จ่าย ตารางด้านล่างสรุปอัตราที่พบบ่อยสำหรับ SME (ตามมาตรา 50(2) ประมวลรัษฎากร) ประเภทเงินได้ มาตรา อัตราหัก ณ ที่จ่าย ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตร 40(4)(ก) 15% ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 40(4)(ก) 15% เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร 40(4)(ข) 10% ผลต่างจากการไถ่ถอนตั๋วเงิน 40(4)(ก) 15% ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ 40(3) ตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) กรณีค่าลิขสิทธิ์ ผู้จ่ายต้องคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งซับซ้อนกว่าอัตราคงที่ของเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อความถูกต้อง ภ.ง.ด.2 ต้องยื่นเมื่อไหร่ กำหนดเวลาที่ต้องรู้ กำหนดเวลายื่นขึ้นอยู่กับว่ายื่นแบบกระดาษหรือออนไลน์ (ตามมาตรา 52 ประมวลรัษฎากร) ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สรรพากร ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ตรงกับวันหยุด เลื่อนเป็นวันทำการถัดไป ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน ได้เวลาเพิ่ม 8 วัน ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 (กระดาษ) หรือวันที่ 15 สิงหาคม 2569 (e-Filing) ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างแบบ ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.2ก เพราะชื่อคล้ายกัน แต่ทั้งสองแบบมีจุดประสงค์ต่างกันชัดเจน ภ.ง.ด.2ก คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.2ก คือ “แบบสรุปรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายประจำปี” สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เป็นแบบที่รวบรวมข้อมูลการหักภาษีทั้งปีไว้ในฉบับเดียว เพื่อให้กรมสรรพากรใช้ตรวจสอบข้อมูลกับแบบ ภ.ง.ด.2 รายเดือน ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างที่สำคัญ รายการ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2ก ประเภท แบบยื่นรายเดือน แบบสรุปรายปี ยื่นเมื่อไหร่ ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษี ปีละ 1 ครั้ง ภายในสิ้นเดือนมกราคมของปีถัดไป ข้อมูลที่แสดง รายการหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะเดือนนั้น สรุปรายการหักทั้ง 12 เดือนรวมกัน นำส่งภาษี ต้องนำส่งเงินภาษีพร้อมยื่นแบบ ไม่ต้องนำส่งเงินภาษี (สรุปข้อมูลอย่างเดียว) วิธียื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ผ่าน e-Filing ทีละขั้นตอน การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) ช่วยให้ได้เวลาเพิ่มถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป และลดข้อผิดพลาดจากการกรอกแบบด้วยมือ เตรียมเอกสารก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเข้าระบบ ตัวอย่างการกรอกแบบ ภ.ง.ด.2 สมมุติว่า บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 2 ราย ในเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้รับเงิน เงินปันผลที่จ่าย อัตราหัก ภาษีที่หัก จ่ายจริง นาย ก (ชื่อสมมุติ) 100,000 บาท 10% 10,000 บาท 90,000 บาท นาง ข (ชื่อสมมุติ) 50,000 บาท 10% 5,000 บาท 45,000 บาท รวม 150,000 บาท 15,000 บาท 135,000 บาท ข้อมูลในตารางนี้คือสิ่งที่ต้องกรอกในใบแนบ ภ.ง.ด.2 โดยระบุชื่อ เลขบัตรประชาชน จำนวนเงิน และภาษีที่หักของผู้รับเงินแต่ละราย ตัวอย่างการบันทึกบัญชี สำหรับการจ่ายเงินปันผลรวม 150,000 บาท พร้อมหักภาษี 15,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม / เงินปันผลจ่าย 150,000 — เงินฝากธนาคาร — 135,000 ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง — 15,000 เมื่อนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรแล้ว บันทึกอีกรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง 15,000 — เงินฝากธนาคาร — 15,000 ขั้นตอนยื่นผ่านเว็บกรมสรรพากร บทลงโทษ ถ้ายื่น ภ.ง.ด.2 ล่าช้า หรือไม่ยื่น การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยส่งผลทั้งทางแพ่งและอาญา ตัวอย่าง ถ้าบริษัทต้องนำส่งภาษี 15,000 บาท แต่ยื่นล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่มที่ต้องจ่ายเพิ่ม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง — 15,000 บาท เงินเพิ่ม 3 เดือน 15,000 × 1.5% × 3 675 บาท ค่าปรับอาญา — สูงสุด 2,000 บาท รวมที่ต้องจ่ายสูงสุด 17,675 บาท สรุป: ภ.ง.ด.2 เรื่องที่ผู้ประกอบการต้องรู้ จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นเรื่องง่ายด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายพร้อมระบุประเภทภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ในขั้นตอนเดียว ระบบคำนวณยอดภาษีให้อัตโนมัติ ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ทันที และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ให้พร้อมโหลด ไม่ต้องทำซ้ำ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.2 ภ.ง.ด.2 กับ ภ.ง.ด.3 ต่างกันตรงไหน แบบ ภ.ง.ด.2 ใช้สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(3) และ 40(4) เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าลิขสิทธิ์ ส่วนแบบ ภ.ง.ด.3 ใช้สำหรับเงินได้ประเภทอื่นที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่าทรัพย์สิน วิธีจำง่ายคือ “ภ.ง.ด.2 สำหรับเงินได้จากการลงทุน ภ.ง.ด.3 สำหรับเงินได้จากการทำงาน” เดือนไหนไม่มีการจ่ายเงินได้ ต้องยื่นแบบเปล่าไหม ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.2 เป็นแบบที่ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินและหักภาษีจริงเท่านั้น ต่างจากแบบ ภ.พ.30 ที่ผู้จด VAT ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ยื่น ภ.ง.ด.2 ออนไลน์ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าไหม ต้องลงทะเบียนใช้งาน e-Filing ของกรมสรรพากรก่อน โดยเข้าไปที่ efiling.rd.go.th แล้วสมัครสมาชิกด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันทำการในการอนุมัติ แนะนำให้สมัครล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นเดือนแรก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร วิธีทำ และกฎหมายที่ SME ต้องรู้

ส่งเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแต่ต้องรอปริ้นท์ ส่งไปรษณีย์ แล้วสแกนกลับ — ปัญหานี้หมดไปถ้าใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ e-signature คืออะไร มีกี่ระดับตามกฎหมายไทย ใช้กับเอกสารภาษีได้หรือไม่ ไปจนถึงวิธีทำฟรีแบบ step-by-step ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คืออะไร? ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง หรือกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่แนบหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงลายมือชื่อและแสดงว่าผู้นั้นยอมรับข้อความในเอกสาร (ตามนิยามใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544) พูดง่าย ๆ คือทุกวิธีที่แสดงเจตนายอมรับเอกสารโดยไม่ต้องเซ็นบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดยอมรับในระบบ หรือใช้ใบรับรองดิจิทัล ล้วนเป็น e-signature ทั้งสิ้น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ vs ลายเซ็นดิจิทัล vs ลายมือชื่อจริง ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน เปรียบเทียบ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ลายมือชื่อจริง (Wet Signature) รูปแบบ พิมพ์ชื่อ วาดบนหน้าจอ กดยอมรับ ใช้ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) เข้ารหัส เซ็นด้วยปากกาบนกระดาษ ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ สูงมาก ตรวจสอบการแก้ไขได้ ปลอมแปลงได้ง่ายกว่า ผลทางกฎหมาย มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ (ระดับสูงสุด) มีผลตามกฎหมายทั่วไป เหมาะกับ เอกสารธุรกิจทั่วไป สัญญาภายใน เอกสารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เอกสารที่กฎหมายบังคับ เช่น โฉนด ลายเซ็นดิจิทัล คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ “ประเภทหนึ่ง” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพิ่มความปลอดภัย จึงเป็น subset ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 3 ระดับของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายไทย (ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แบ่งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็น 3 ระดับ ตามความน่าเชื่อถือ ระดับ วิธีการ ตัวอย่างการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ระดับ 1 — ทั่วไป พิมพ์ชื่อ กดยอมรับ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ สัญญาภายในบริษัท พื้นฐาน ระดับ 2 — เชื่อถือได้ ใช้ระบบยืนยันตัวตน เช่น OTP, e-KYC ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง กลาง ระดับ 3 — เชื่อถือได้สูง ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (CA) e-Tax Invoice, เอกสารยื่นหน่วยงานรัฐ สูงสุด SME ส่วนใหญ่ใช้ระดับ 1–2 ก็เพียงพอสำหรับเอกสารธุรกิจทั่วไป ส่วนระดับ 3 จำเป็นเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐหรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง กฎหมายลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แทนเซ็นจริงได้หรือไม่? คำตอบสั้นคือ ได้ในเกือบทุกกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562) กำหนดว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายมือชื่อบนกระดาษ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ข้อยกเว้นที่ยังใช้ไม่ได้ เช่น เอกสารที่กฎหมายเฉพาะบังคับให้ทำเป็นกระดาษ (โฉนดที่ดิน, พินัยกรรม, ตั๋วเงินบางประเภท) เอกสารบัญชีและภาษีที่ใช้ e-signature ได้ เจ้าของธุรกิจมักสงสัยว่าเอกสารภาษีใช้ e-signature ได้จริงหรือเปล่า สรุปให้ดังนี้ เอกสาร ใช้ e-signature ได้? หมายเหตุ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ กฎหมายกำหนดให้มีลายเซ็น ไม่จำกัดรูปแบบ ใบกำกับภาษี / e-Tax Invoice ได้ ต้องใช้ระดับ 3 (ใบรับรองดิจิทัล) สำหรับ e-Tax Invoice ใบเสร็จรับเงิน / ใบแจ้งหนี้ ได้ ระดับ 1–2 เพียงพอ e-Withholding Tax ไม่ต้องเซ็นเลย ระบบ e-WHT ให้ธนาคารหักและนำส่งอัตโนมัติ แบบ ภ.ง.ด. ยื่นออนไลน์ ใช้ระบบ e-Filing ลงนามผ่าน Digital ID ของกรมสรรพากร สัญญาจ้างงาน / สัญญาการค้า ได้ ระดับ 2 ขึ้นไปแนะนำ วิธีทำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ฟรี ทำได้เลยตอนนี้ สำหรับ SME ที่ต้องการเริ่มใช้ e-signature ทำได้หลายวิธี เรียงจากง่ายสุดไปยาก เคล็ดลับ: ไฟล์ลายเซ็นควรเป็น PNG พื้นหลังโปร่งใส ขนาด 300×150 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้คมชัดเมื่อแทรกในเอกสาร ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-signature ในเอกสารธุรกิจ สรุป e-signature มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายเซ็นจริงตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรลงมือทำต่อจากนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับ e-signature ในเอกสารบัญชีและภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายพร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบจบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (FAQ) e-signature ใช้ในศาลเป็นหลักฐานได้ไหม? ได้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศาลไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่น้ำหนักหลักฐานขึ้นกับระดับที่ใช้ ระดับ 3 ที่มีใบรับรองดิจิทัลจะมีน้ำหนักสูงสุด ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายไหม? ระดับ 1 (วาด/พิมพ์ชื่อ) ทำฟรีได้ทันที ระดับ 2–3 มีค่าใช้จ่ายขึ้นกับผู้ให้บริการ เช่น บริการ CA (Certificate Authority) ของไทยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ต่างชาติเซ็น e-signature ในเอกสารไทยได้ไหม? ได้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ไม่จำกัดสัญชาติของผู้เซ็น ขอให้สามารถยืนยันตัวตนได้และทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับรูปแบบการเซ็น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุหมดไหม? ตัวลายเซ็นไม่มีวันหมดอายุ แต่ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ที่ใช้ในระดับ 3 มีอายุตามที่ผู้ออกกำหนด ต้องต่ออายุก่อนหมด มิฉะนั้นเอกสารที่เซ็นหลังจากนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก