ธุรกิจทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

14 min

หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร ใช้เมื่อไร พร้อมวิธีคัดออนไลน์

เจ้าของกิจการหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทก็ตอนที่ธนาคารหรือคู่ค้าร้องขอ พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องขอจากไหน เอกสารมีอายุกี่เดือน หรือต่างจาก บอจ.5 ตรงไหน บทความนี้ตอบครบทุกคำถามเรื่องหนังสือรับรองบริษัท ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีคัดออนไลน์ด้วยตัวเอง พร้อมค่าธรรมเนียมและข้อควรระวัง หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง หนังสือรับรองบริษัท คือเอกสารที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกให้ เพื่อยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวตนจริง เปรียบเหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ที่คู่ค้าและธนาคารใช้ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานได้ทันที เอกสารนี้เรียกเป็นทางการว่า “หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล” ข้อมูลที่ระบุมี 5 รายการหลัก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีกรรมการ 2 คน ลงนามร่วมกัน ข้อมูลทั้งหมดจะแสดงในหนังสือรับรองฉบับเดียว ธุรกิจต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทเมื่อไร กิจการมักต้องใช้หนังสือรับรองในหลายสถานการณ์ โดยแต่ละหน่วยงานกำหนดอายุเอกสารที่ยอมรับต่างกัน (ดูรายละเอียดอายุในหัวข้อ “ใช้ได้กี่เดือน”) เปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารทุกแห่งกำหนดให้ใช้หนังสือรับรองคู่กับ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) เพื่อตรวจสอบอำนาจลงนาม ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ล่วงหน้า 1 ถึง 2 วันก่อนนัดเปิดบัญชี ยื่นประมูลงานราชการ เอกสารประกอบซองประมูลต้องมีหนังสือรับรองเสมอ ควรเผื่อเวลาคัดเอกสารก่อนวันยื่นซองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ข้อดีของการคัดหนังสือรับรองออนไลน์คือทำได้ทุกวันรวมวันหยุด ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงินใช้หนังสือรับรองยืนยันสถานะกิจการก่อนอนุมัติวงเงิน บางแห่งขอหนังสือรับรองพร้อมงบการเงินและ บอจ.5 ด้วย ซึ่งขอพร้อมกันได้ในระบบ e-Service ยืนยันตัวตนกิจการใน PEAK การ Verify กิจการบน PEAK ต้องใช้หนังสือรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันการถูกแอบอ้าง กิจการที่ Verify แล้วจะแสดงเครื่องหมายยืนยันบนระบบ วิธีคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ระบบ DBD e-Service เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00 ถึง 21:00 น. รวมวันหยุดราชการ บุคคลทั่วไปสามารถคัดหนังสือรับรองของบริษัทใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้อง (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ e-Service เข้าเว็บไซต์ ebiz.dbd.go.th แล้วกดลงทะเบียน กรอกข้อมูล Username, Password และข้อมูลติดต่อ เมื่อลงทะเบียนเสร็จให้เข้าสู่ระบบด้วย Username ที่สร้างไว้ หากเคยลงทะเบียนแล้วให้ล็อกอินได้ทันที เลือกเอกสารและค้นหาบริษัท เลือก “หนังสือรับรอง” เป็นประเภทเอกสารที่ต้องการ หากต้องการ บอจ.5 หรืองบการเงินด้วย สามารถเลือกเพิ่มในขั้นตอนเดียวกัน จากนั้นกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ระบบรองรับการขอเอกสารหลายบริษัทพร้อมกัน ตรวจสอบรายการและชำระเงิน ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ตรวจสอบก่อนยืนยัน เลือกรูปแบบใบเสร็จได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จากนั้นกดพิมพ์ใบนำชำระเงิน ชำระได้หลายช่องทาง ทั้งสแกน QR Code, Internet Banking หรือที่เคาน์เตอร์ธนาคาร รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อชำระเงินเสร็จ กลับมาที่หน้า “ติดตามสถานะ” ในระบบ e-Service เอกสารจะพร้อมดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของ DBD หากเลือกรับเอกสารตัวจริง DBD จะจัดส่งทางไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมคัดหนังสือรับรอง ออนไลน์ vs ไปสำนักงาน ค่าธรรมเนียมแตกต่างตามช่องทางและประเภทเอกสาร (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) เอกสาร ออนไลน์ (e-Service) ที่สำนักงาน DBD หนังสือรับรองนิติบุคคล 200 บาท รายการละ 40 บาท (ปกติ 5 รายการ รวม 200 บาท) ค่าบริการธนาคาร 150 บาท ไม่มี รวมหนังสือรับรอง 350 บาท 200 บาท รับรองสำเนา บอจ.5 150 บาท หน้าละ 50 บาท ตัวอย่างเช่น คัดหนังสือรับรองออนไลน์พร้อม บอจ.5 จะเสียค่าธรรมเนียมรวม 200 + 150 + ค่าบริการธนาคาร 150 = 500 บาท การขอออนไลน์มีค่าบริการธนาคารเพิ่ม 150 บาท แต่ประหยัดเวลาเดินทางและรอคิว นิติบุคคลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลดค่าธรรมเนียมครึ่งราคา หนังสือรับรองบริษัทใช้ได้กี่เดือน กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของหนังสือรับรอง แต่หน่วยงานที่รับเอกสารจะกำหนดเอง ดังนี้ หน่วยงานปลายทาง อายุที่ยอมรับ ตัวอย่างการใช้งาน ธนาคาร ไม่เกิน 1 เดือน เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หน่วยงานราชการ ไม่เกิน 3 เดือน ประมูลงาน ขอใบอนุญาต คู่ค้าเอกชน 3 ถึง 6 เดือน ทำสัญญา ยื่นเป็นคู่ค้า PEAK Verify กิจการ ไม่เกิน 3 เดือน ยืนยันตัวตนกิจการบน PEAK ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ใกล้วันที่ใช้งานมากที่สุด เพื่อไม่ให้เอกสารหมดอายุก่อนยื่น หนังสือรับรองบริษัทกับ บอจ.5 ต่างกันอย่างไร หลายกิจการสับสนว่าต้องขอเอกสารไหน เพราะธนาคารมักขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน รายการ หนังสือรับรองบริษัท บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ออกโดย DBD รับรอง DBD รับรองสำเนา ข้อมูลหลัก ชื่อ ที่ตั้ง ทุน กรรมการ วัตถุประสงค์ รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น ใช้เมื่อ ยืนยันตัวตนบริษัท ตรวจสอบอำนาจกรรมการ ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น สรุปง่าย ๆ คือ หนังสือรับรองบอกว่า “บริษัทนี้คือใคร” ส่วน บอจ.5 บอกว่า “ใครเป็นเจ้าของ” หากต้องเปิดบัญชีธนาคาร ควรขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน ข้อควรระวังเมื่อคัดหนังสือรับรองออนไลน์ สรุป: คัดหนังสือรับรองออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด การคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ทำได้ 4 ขั้นตอน คือลงทะเบียน เลือกเอกสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลด ใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคัดเอกสารให้ใกล้วันใช้งาน และเลือกอายุให้ตรงกับที่หน่วยงานปลายทางกำหนด จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อมีหนังสือรับรองพร้อมแล้ว กิจการสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จัดการเอกสารทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน จนถึงใบกำกับภาษี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองบริษัท คัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ใช้เวลากี่วัน การขอแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับเอกสารภายในวันทำการเดียวกัน หลังระบบตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย หากเลือกรับเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์จะใช้เวลาเพิ่มอีก 3 ถึง 5 วันทำการ ขอหนังสือรับรองบริษัทของบริษัทอื่นได้ไหม ได้ เพราะข้อมูลนิติบุคคลเป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจหรือแสดงเหตุผล เพียงชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนฉบับจริงได้หรือไม่ ได้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์จาก DBD มีลายเซ็นดิจิทัลรับรอง ถือเป็นเอกสารต้นฉบับทางราชการ ธนาคารและหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยอมรับ (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ที่หน้า “ตรวจสอบเอกสาร” บนเว็บ DBD e-Service ขอหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนออนไลน์ได้ไหม ได้ ระบบ DBD e-Service รองรับทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำกัด ขั้นตอนและค่าธรรมเนียมเหมือนกันทุกประเภทนิติบุคคล เพียงกรอกเลขทะเบียน 13 หลัก ขอหนังสือรับรองบริษัทผ่านธนาคารทำอย่างไร นอกจาก e-Service แล้ว กิจการยังขอผ่านสาขาธนาคารที่ร่วมโครงการ DBD e-Certificate ได้ ปัจจุบันมี 10 ธนาคาร เช่น กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ รวมกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมเท่ากับการขอผ่าน e-Service แจ้งเลขทะเบียนนิติบุคคลที่สาขาได้ทันที ขอหนังสือรับรองบริษัทภาษาอังกฤษออนไลน์ได้ไหม ได้ DBD มีระบบแยกต่างหากที่ encert.dbd.go.th สำหรับขอหนังสือรับรองฉบับภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,200 บาท (ค่ากฎกระทรวง 200 + ค่าดำเนินการแปล 1,000 บาท) เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องใช้เอกสารทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระบบนี้แยกจาก e-Service ที่ออกฉบับภาษาไทย หากต้องนำไปใช้ต่างประเทศอาจต้องรับรองเอกสารเพิ่มที่กระทรวงการต่างประเทศ (Legalization) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

12 min

โบนัสคืออะไร วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่าง ฉบับเจ้าของกิจการ

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการ SME หลายคนต้องตัดสินใจว่า จะจ่ายโบนัสให้พนักงานเท่าไร ใช้สูตรอะไร และต้องจัดการเรื่องภาษีกับบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องรายจ่ายทางภาษีที่มักถูกมองข้าม โบนัสคืออะไร เงินโบนัส คือ ค่าตอบแทนพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงาน นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน โดยมักจ่ายปีละครั้ง หรือตามรอบที่กิจการกำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หลายกิจการใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับทีม โบนัสกับค่าจ้างต่างกันอย่างไร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 “ค่าจ้าง” หมายถึง เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ส่วนโบนัสไม่ได้จ่ายตอบแทนการทำงานประจำ จึงไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้าไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่จ่ายโบนัส ไม่ผิด ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน โบนัส ค่าคอมมิชชัน และ Incentive ต่างกันอย่างไร เจ้าของกิจการหลายคนสับสนสามคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันทั้งวิธีจ่ายและจังหวะ ในทางภาษี ทั้งสามอย่างเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกันหมด โบนัสมีกี่ประเภท การจ่ายเงินโบนัสแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งส่งผลต่อทั้งแรงจูงใจพนักงานและภาษีของกิจการ รูปแบบที่ 1 แบบการันตี (Guaranteed Bonus) แบบการันตี คือ เงินรางวัลที่กำหนดจ่ายแน่นอนตามสัญญาจ้าง เช่น “ได้เงินพิเศษ 1 เดือนทุกปี” ไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือพนักงานมีความมั่นคง แต่ข้อเสียคือไม่ได้ผูกกับผลงาน จึงอาจไม่กระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น รูปแบบที่ 2 ตามผลงาน (Performance-Based) แบบตามผลงาน คือ การจ่ายโบนัสที่ผูกกับเกณฑ์ที่วัดได้ เช่น KPI ยอดขาย จำนวนชิ้นงาน หรือคะแนนประเมิน ใครทำผลงานดีก็ได้มากกว่า และสามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่ได้คิดจากผลกำไร รูปแบบที่ 3 ตามกำไรสุทธิ (Profit-Sharing) แบบตามกำไรสุทธิ คือ การคำนวณจากกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชี เช่น ปีนี้มีกำไร 2 ล้านบาท จัดสรร 10% เป็นเงินรางวัลให้ทีม เจ้าของกิจการต้องระวังว่า แบบนี้มีผลทางภาษี (รายละเอียดอยู่ใน section “บันทึกบัญชีและภาษี” ด้านล่าง) วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณขึ้นอยู่กับรูปแบบที่กิจการเลือกใช้ ลองดูตัวอย่าง 3 แบบที่ใช้กันบ่อย 1. สูตรคำนวณแบบ X เดือน นี่คือแบบที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด คำนวณง่ายเพราะยึดจากเงินเดือน เงินพิเศษ = เงินเดือน × จำนวนเดือนที่กำหนด ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท กิจการจ่ายโบนัส 1.5 เดือน 25,000 × 1.5 = 37,500 บาท 2. สูตรคำนวณตามผลงาน (KPI-Based) เงินพิเศษ = เงินเดือน × อัตราตามผลงาน KPI ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้ KPI 85% จะได้รับเงินพิเศษ 1 เดือน เท่ากับ 30,000 บาท 3. สูตรคำนวณตามกำไร (Profit-Sharing) เงินรางวัลรวม = ยอดจัดสรร × สัดส่วนของพนักงานแต่ละคน ตัวอย่าง กิจการจัดสรรเงิน 500,000 บาท ให้พนักงาน 10 คน แบ่งตามสัดส่วนเงินเดือน คนที่เงินเดือนสูงกว่าได้มากกว่า แบบนี้ต้องดูเรื่องภาษีให้ดี เพราะอาจเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม (รายละเอียดใน section ถัดไป) กิจการต้องจ่ายโบนัสให้พนักงานหรือไม่ กฎหมายแรงงานไม่ได้บังคับให้กิจการต้องจ่ายเงินพิเศษนี้ เรื่องนี้เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ถ้าสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงานระบุไว้ชัดเจน เช่น “จ่ายโบนัสปีละ X เดือน” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามนั้น ถ้าไม่จ่าย ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าของกิจการ SME จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต วิธีตั้งงบโบนัสสำหรับ SME ก่อนจ่ายเงินพิเศษ เจ้าของกิจการควรวางแผนงบล่วงหน้า ไม่ใช่รอดูกำไรปลายปีแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะจะทำให้ควบคุมต้นทุนไม่ได้ วิธีง่ายที่สุด คือ ตั้งงบเป็นสัดส่วนของรายได้รวม เช่น กำหนดไว้ 3-5% ของรายได้ทั้งปี แล้วแบ่งให้พนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้วางแผนกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือ ควรกำหนดเกณฑ์จ่ายจากผลงาน ไม่ใช่จากกำไร เพราะนอกจากกระตุ้นพนักงานได้ดีกว่าแล้ว ยังนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้อีกด้วย โบนัสกับการบันทึกบัญชีและภาษี เรื่องบัญชีและภาษีเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม แต่ถ้าจัดการไม่ถูก อาจเสียภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การจ่าย ถ้าอยากให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องกำหนดเกณฑ์จากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่กำไรสุทธิ และทำเป็นระเบียบบริษัทไว้ให้ชัดเจน บันทึกค้างจ่ายอย่างไร ถ้ากิจการจ่ายโบนัสในเดือนมกราคม แต่เป็นของผลงานปีก่อน ต้องบันทึกเป็น “ค้างจ่าย” ในงบของปีก่อน ณ วันสิ้นปี (31 ธ.ค.) — ตั้งค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินรางวัลพนักงาน xxx เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เมื่อจ่ายจริง (ม.ค. ปีถัดไป) — ล้างค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เงินฝากธนาคาร xxx ถ้าใช้ PEAK Payroll สามารถตั้งค่ารายการและเลือกบัญชีที่ผูกไว้ได้ ระบบจะช่วยบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ลดโอกาสบันทึกผิด สรุป สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำเรื่องโบนัส จัดการเงินเดือนและเงินพิเศษให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าคุณต้องจัดการเงินเดือนและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้พนักงาน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน ออกสลิป สร้างไฟล์ ภ.ง.ด.1 และบันทึกรายการเงินพิเศษได้ในระบบเดียว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโบนัส โบนัส 1.5 เดือน คือเท่าไร เอาเงินเดือนคูณ 1.5 เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ได้ 30,000 บาท ส่วนที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลข 1.5 เดือนนี้คิดจากเงินเดือนฐานเท่านั้น ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือเบี้ยเลี้ยง ยกเว้นกิจการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบ ลาออกก่อนจ่ายโบนัส ได้ไหม ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกิจการ ส่วนใหญ่กำหนดว่าพนักงานต้องมีสถานะอยู่จนถึงวันจ่าย ถ้าลาออกก่อน มักไม่มีสิทธิได้รับ แต่ถ้าสัญญาจ้างไม่ได้ระบุเงื่อนไขนี้ อาจเรียกร้องได้ โบนัสต้องหักประกันสังคมไหม ไม่ต้อง เพราะเงินพิเศษนี้ไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามนิยามของกฎหมายประกันสังคม ที่หมายถึงค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติเท่านั้น เงินรางวัลเป็นเงินจูงใจ ไม่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคม โบนัสต้องหักภาษีไหม ต้องหัก เพราะเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนของเดือนที่จ่าย แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

โครงสร้างองค์กร คืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

เปิดบริษัทมาสักพัก ทีมเริ่มโตจาก 3 คนเป็น 15 คน แต่ยังไม่รู้ว่าใครรายงานใคร ใครอนุมัติอะไร ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ แปลว่าถึงเวลาวางโครงสร้างองค์กรให้ชัดแล้ว บทความนี้จะอธิบายว่าโครงสร้างองค์กรคืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างแผนผังองค์กรสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้จริง โครงสร้างองค์กร คืออะไร โครงสร้างองค์กร (Organizational Structure) คือแผนผังที่แสดงตำแหน่งงาน สายการบังคับบัญชา และหน้าที่ของทุกคนในบริษัท ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าใครทำหน้าที่อะไร ต้องรายงานใคร และใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องไหน พูดง่าย ๆ ก็คือ “แผนที่ของทีม” ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก 5 คน หรือบริษัทใหญ่ 500 คน ทุกที่ล้วนต้องมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน เพื่อให้การทำงานไม่สับสนและเติบโตได้อย่างเป็นระบบ ทำไมธุรกิจต้องมีโครงสร้างองค์กร เมื่อธุรกิจเริ่มโต การทำงานแบบ “ใครว่างก็ทำ” จะเริ่มมีปัญหา เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าใครรับผิดชอบอะไร โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยแก้ปัญหานี้ได้หลายทาง องค์ประกอบของโครงสร้างองค์กรที่ดี ก่อนเลือกว่าจะจัดโครงสร้างแบบไหน ต้องเข้าใจองค์ประกอบหลัก 3 ข้อก่อน สายการบังคับบัญชา (Chain of Command) คือลำดับว่าใครรายงานใคร เช่น พนักงานขายรายงานหัวหน้าฝ่ายขาย หัวหน้าฝ่ายขายรายงานผู้บริหาร ยิ่งสายนี้ชัดเจน การตัดสินใจก็ยิ่งเร็ว ขอบเขตการควบคุม (Span of Control) คือจำนวนลูกน้องที่หัวหน้า 1 คนดูแล ถ้าดูแล 3-5 คน เรียกว่า narrow span ถ้าดูแล 10-15 คน เรียกว่า wide span ธุรกิจ SME ที่ทีมเล็กมักใช้ wide span เพราะหัวหน้าดูแลหลายคนได้ การแบ่งหน้าที่ (Division of Labor) คือการแบ่งงานตามความถนัด เช่น แยกคนทำบัญชี คนดูแลการขาย คนจัดการสต็อก ไม่ให้คน ๆ เดียวทำทุกอย่างจนงานไม่มีคุณภาพ โครงสร้างองค์กร 7 แบบที่นิยมใช้ แผนผังองค์กรที่ธุรกิจนิยมใช้มี 7 รูปแบบหลัก แต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน 1. แบบลำดับขั้น (Hierarchical) เป็นโครงสร้างคลาสสิกที่สุด จัดเป็นรูปปิรามิด ผู้บริหารสูงสุดอยู่บนสุด แบ่งสายงานลงมาเป็นชั้น ๆ ข้อดีคือทุกคนรู้ว่าต้องรายงานใคร ข้อเสียคือการตัดสินใจอาจช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้น 2. แบบตามหน้าที่ (Functional) คล้ายแบบลำดับขั้น แต่แบ่งทีมตามความเชี่ยวชาญ เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย แต่ละฝ่ายมีหัวหน้าดูแลอิสระ ข้อดีคือพนักงานพัฒนาทักษะเฉพาะทางได้ดี ข้อเสียคืออาจเกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” 3. แบบแนวนอน (Flat) มีลำดับชั้นน้อยมาก เจ้าของดูแลทีมทั้งหมดโดยตรง เหมาะกับธุรกิจเริ่มต้นที่มีทีม 5-10 คน ข้อดีคือสื่อสารเร็ว ตัดสินใจไว ข้อเสียคือเมื่อทีมโตเกิน 15-20 คน จะดูแลไม่ทั่วถึง 4. แบบหน่วยงาน (Divisional) แบ่งทีมตามสายผลิตภัณฑ์ พื้นที่ หรือกลุ่มลูกค้า แต่ละหน่วยทำงานเหมือนบริษัทย่อย มีทีมการตลาด บัญชี ขาย ของตัวเอง เหมาะกับธุรกิจที่มีหลายสาขาหรือหลายแบรนด์ 5. แบบแมทริกซ์ (Matrix) พนักงาน 1 คนรายงาน 2 หัวหน้าพร้อมกัน เช่น รายงานหัวหน้าฝ่ายการตลาดและหัวหน้าโปรเจกต์ด้วย ข้อดีคือใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ดี ข้อเสียคืออาจสับสนว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ 6. แบบทีมงาน (Team-based) จัดทีมตามโปรเจกต์หรือเป้าหมาย ไม่ยึดแผนกตายตัว เมื่อจบโปรเจกต์ก็จัดทีมใหม่ เหมาะกับเอเจนซีหรือบริษัท IT ที่ต้องปรับตัวเร็ว 7. แบบเครือข่าย (Network) สำนักงานหลักทำหน้าที่ประสานงาน ส่วนงานบางอย่างจ้างภายนอก (Outsource) เช่น จ้างสำนักงานบัญชี จ้างฟรีแลนซ์ทำกราฟิก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นและควบคุมต้นทุน เปรียบเทียบโครงสร้างองค์กรแต่ละแบบ แบบ เหมาะกับ ขนาดทีม ข้อดีหลัก ข้อจำกัด ลำดับขั้น องค์กรใหญ่ ราชการ 50 คนขึ้นไป สายงานชัดเจน ตัดสินใจช้า ตามหน้าที่ ธุรกิจแบ่งแผนกชัด 20-100 คน เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำงานแบบ silo แนวนอน Startup ธุรกิจเริ่มต้น 5-15 คน สื่อสารเร็ว ดูแลไม่ทั่วเมื่อโต หน่วยงาน หลายสาขา แบรนด์ 50 คนขึ้นไป ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะ ต้นทุนสูง งานซ้ำ แมทริกซ์ โปรเจกต์ข้ามแผนก 30 คนขึ้นไป ใช้ทรัพยากรร่วมกัน สับสนเรื่องอำนาจ ทีมงาน เอเจนซี IT 10-50 คน ยืดหยุ่น ปรับทีมได้ ขาดเสถียรภาพ เครือข่าย outsource มาก ไม่จำกัด ต้นทุนต่ำ คล่องตัว ควบคุมคุณภาพยาก วิธีเลือกโครงสร้างองค์กรให้เหมาะกับ SME ไม่มีโครงสร้างไหนที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกธุรกิจ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือขนาดทีม ประเภทธุรกิจ และความซับซ้อนของงาน ถ้าทีมยังมีไม่เกิน 10 คน โครงสร้างแบบแนวนอนเหมาะที่สุด เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง สื่อสารง่ายและตัดสินใจได้เร็ว เมื่อทีมโตเป็น 15-30 คน ควรเปลี่ยนเป็นแบบตามหน้าที่ แบ่งฝ่ายชัดเจน เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบัญชี แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารับผิดชอบ ถ้ามีหลายสาขาหรือหลายสายผลิตภัณฑ์ โครงสร้างแบบหน่วยงานจะช่วยให้แต่ละสาขาบริหารได้อิสระ สิ่งสำคัญคืออย่ายึดติดกับโครงสร้างเดียวตลอดไป เมื่อธุรกิจเปลี่ยน โครงสร้างก็ต้องปรับตาม ตัวอย่างแผนผังองค์กร SME ร้านค้าออนไลน์ 5-8 คน เจ้าของเป็นหัวหน้าหลัก ดูแลทุกคนโดยตรง ทีมอาจมีฝ่ายรับออเดอร์ 2 คน ฝ่ายแพ็คส่ง 2 คน และฝ่ายดูแลโซเชียลมีเดีย 1 คน ไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าแผนก เพราะเจ้าของสื่อสารกับทุกคนได้ทุกวัน เป็นโครงสร้างแบบแนวนอนโดยธรรมชาติ ธุรกิจบริการ 20-40 คน เช่น สำนักงานบัญชี หรือบริษัทรับเหมา ควรใช้โครงสร้างแบบตามหน้าที่ แบ่งเป็น 3-4 ฝ่าย เช่น ฝ่ายให้บริการลูกค้า ฝ่ายบัญชีภายใน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการตลาด แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารายงานตรงต่อผู้บริหาร ธุรกิจที่ outsource งานบางส่วน เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่จ้างสำนักงานบัญชีภายนอก จ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า จ้างขนส่งผ่าน 3PL ทีมประจำอาจมีแค่ 3-5 คน แต่มีเครือข่ายพันธมิตรรอบข้าง เป็นโครงสร้างแบบเครือข่ายที่ SME ไทยใช้กันมากโดยไม่รู้ตัว โครงสร้างองค์กรกับการจัดการบัญชีและ Payroll โครงสร้างองค์กรไม่ได้เป็นแค่ผังตำแหน่ง แต่มีผลต่อการจัดการบัญชีและเงินเดือนด้วย เช่น ถ้าแบ่งฝ่ายชัดเจน ก็ตั้งศูนย์ต้นทุน (Cost Center) แยกตามแผนกได้ ทำให้รู้ว่าแผนกไหนใช้งบเท่าไร สายอนุมัติก็เช่นกัน ถ้าโครงสร้างชัดก็กำหนดได้ว่า ค่าใช้จ่ายวงเงินเท่าไรต้องให้ใครอนุมัติ ป้องกันการใช้จ่ายเกินงบ เรื่อง Payroll ยิ่งสำคัญ เพราะโครงสร้างบริษัทบอกว่ามีกี่ตำแหน่ง แต่ละตำแหน่งฐานเงินเดือนเท่าไร มีค่าตำแหน่งอะไรเพิ่ม HR สามารถใช้ข้อมูลจากผังองค์กรเป็นฐานคำนวณเงินเดือน สลิปเงินเดือน และหักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมกับระบบเงินเดือน ข้อมูลจะไหลจากผังองค์กรไปสู่การทำบัญชีได้โดยอัตโนมัติ สรุป: โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยธุรกิจโตอย่างมั่นคง โครงสร้างองค์กรไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น ธุรกิจ SME ที่มีทีมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปก็ควรเริ่มวางแผนผังองค์กรให้ชัด เลือกโครงสร้างที่เหมาะกับขนาดทีมและประเภทธุรกิจ แล้วปรับเปลี่ยนเมื่อธุรกิจเติบโต เมื่อโครงสร้างชัด การจัดการบัญชี Payroll และภาษีก็ทำได้ง่ายขึ้น ลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยจัดระบบบัญชีและเงินเดือนให้ตรงกับโครงสร้างองค์กรของคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโครงสร้างองค์กร โครงสร้างการบริหารในองค์การประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สายการบังคับบัญชาที่บอกว่าใครรายงานใคร ขอบเขตการควบคุมที่กำหนดว่าหัวหน้า 1 คนดูแลกี่คน และการแบ่งหน้าที่ที่กำหนดว่าใครทำงานอะไร นอกจากนี้ยังรวมถึงระบบสื่อสารภายในและระดับอำนาจตัดสินใจ โครงสร้างองค์การแบบแมทริกซ์เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจที่มีโปรเจกต์ข้ามแผนกบ่อย เช่น บริษัทที่ปรึกษา เอเจนซีโฆษณา หรือบริษัท IT ที่ต้องดึงคนจากหลายฝ่ายมาทำโปรเจกต์ร่วมกัน ไม่แนะนำสำหรับ SME ขนาดเล็กที่ทีมยังไม่ถึง 30 คน เพราะอาจสับสนเรื่องสายบังคับบัญชา SME ขนาดเล็กควรเลือกโครงสร้างองค์กรแบบไหน ทีม 5-15 คน ควรเริ่มจากโครงสร้างแบบแนวนอน (Flat) ที่เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง เมื่อทีมโตเกิน 15 คน ค่อยปรับเป็นแบบตามหน้าที่ โดยตั้งหัวหน้าแผนกขึ้นมาแบ่งเบาภาระ ไม่ต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินไป โครงสร้างองค์กรกับ Organization Chart ต่างกันไหม ทั้งสองคำมักใช้แทนกันได้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้าแยกให้ชัด โครงสร้างองค์กร หมายถึงระบบจัดการทั้งหมด รวมถึงสายอำนาจ หน้าที่ และวิธีทำงาน ส่วนผังองค์กร (Organization Chart) คือแผนภาพ ที่แสดงโครงสร้างนั้นออกมาให้เห็นเป็นรูป

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

กิจการเจ้าของคนเดียว คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่าครึ่งเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว เพราะตั้งได้เร็ว ค่าใช้จ่ายต่ำ และข้อบังคับทางกฎหมายน้อยกว่ารูปแบบอื่น บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่ข้อดีข้อเสีย ตัวอย่างธุรกิจ ขั้นตอนจดทะเบียน ไปจนถึงภาษีที่ต้องรู้ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้รอบคอบก่อนเปิดกิจการ กิจการเจ้าของคนเดียวคืออะไร กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) คือ ธุรกิจที่บุคคลธรรมดาเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของ ลงทุน และบริหารทุกอย่างด้วยตัวเอง มีสถานะทางกฎหมายเป็น “บุคคลธรรมดา” ไม่ใช่นิติบุคคล จึงไม่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไม่ต้องยื่นงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลักษณะของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อดีของกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการเลือกมากที่สุดเพราะ ข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกรูปแบบนี้ ตัวอย่างกิจการเจ้าของคนเดียวมีร้านอะไรบ้าง กิจการเจ้าของคนเดียวไม่ได้จำกัดแค่ร้านค้าเล็ก หลายธุรกิจที่เริ่มจากเจ้าของคนเดียวมีรายได้หลักแสนถึงหลักล้านต่อเดือน ธุรกิจซื้อมาขายไปและค้าส่ง ธุรกิจบริการวิชาชีพ ธุรกิจรับเหมาและงานโปรเจกต์ กิจการเจ้าของคนเดียวต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง เจ้าของธุรกิจที่ค้าขายในนามบุคคลธรรมดา ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่เริ่มกิจการ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับต่อเนื่องวันละไม่เกิน 100 บาท ตามพ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 จดทะเบียนพาณิชย์ ยื่นจดได้ที่สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) ค่าธรรมเนียม 50 บาท ใช้เอกสารหลัก ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แผนที่ตั้งร้าน และแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้าเข้าเกณฑ์) ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถ้ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านก็จดสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ ภาษีที่กิจการเจ้าของคนเดียวต้องรู้ กิจการเจ้าของคนเดียวมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา จึงเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่อัตราคงที่เหมือนนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทต่อปี ได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 150,000-300,000 บาท เสีย 5% จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดสูงสุด 35% เมื่อเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท ตัวอย่าง: ตัวแทนจำหน่ายสินค้ามีรายได้ปีละ 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เหลือ 320,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 260,000 บาท คิดเป็นภาษี 5,500 บาท ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้ามีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% สามารถเลือกหักตามจริงแทนได้ แต่ต้องมีหลักฐานครบ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงิน เช่น จ้างออกแบบโลโก้ 10,000 บาท หัก 3% = 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท นำส่ง 300 บาทให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เปรียบเทียบกิจการเจ้าของคนเดียวกับรูปแบบธุรกิจอื่น รายการ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด จำนวนเจ้าของขั้นต่ำ 1 คน 2 คนขึ้นไป 2 คนขึ้นไป ความรับผิดในหนี้สิน ไม่จำกัด จำกัดเฉพาะหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด จำกัดตามมูลค่าหุ้น ภาษี บุคคลธรรมดา 0-35% นิติบุคคล สูงสุด 20% นิติบุคคล สูงสุด 20% ต้องจัดทำบัญชี ไม่บังคับ บังคับ บังคับ ต้องยื่นงบการเงิน ไม่ต้อง ต้องยื่น DBD ทุกปี ต้องยื่น DBD ทุกปี ค่าจดทะเบียนเริ่มต้น 50 บาท (ทะเบียนพาณิชย์) 1,000 บาทขึ้นไป 5,500 บาทขึ้นไป เหมาะกับ ธุรกิจเริ่มต้น รายได้ยังน้อย ธุรกิจขนาดกลาง มีหุ้นส่วน ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ถ้ารายได้เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาเกิน 20% อาจถึงเวลาพิจารณาจดทะเบียนบริษัทเพื่อประหยัดภาษี สรุป: กิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการทดลองตลาดก่อนขยายกิจการ สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรก ได้แก่ ศึกษาภาระภาษีให้ชัด แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน และเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตั้งแต่ต้น จัดการบัญชีกิจการเจ้าของคนเดียวให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อธุรกิจเริ่มโต การมีระบบบัญชีช่วยให้เห็นตัวเลขกำไรที่แท้จริงและพร้อมขยายเป็นบริษัทในอนาคตPEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกเอกสารครบทั้งใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวต้องทำบัญชีไหม ไม่ได้เป็นข้อบังคับตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติควรทำ เพราะเวลายื่นภาษี ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงจะต้องมีหลักฐานประกอบ ถ้ากรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ การมีบันทึกบัญชีจะช่วยให้ชี้แจงได้ง่ายขึ้น กิจการเจ้าของคนเดียวรายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT เกณฑ์อยู่ที่ 1.8 ล้านบาทต่อปี นับจากรายได้รวมไม่ใช่กำไร ถ้าธุรกิจซื้อมาขายไปที่ต้นทุนสินค้าสูง การจด VAT สมัครใจตั้งแต่ยอดยังไม่ถึงเกณฑ์อาจคุ้มกว่า เพราะนำภาษีซื้อจากต้นทุนสินค้ามาหักออกจากภาษีขายได้ กิจการเจ้าของคนเดียวเลิกกิจการต้องทำอย่างไร ยื่นจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เลิก ที่หน่วยงานเดียวกับที่จดทะเบียนตั้งใหม่ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าจด VAT ไว้ต้องยื่นเลิกทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรด้วย แล้วยื่นภาษีเงินได้ให้ครบถ้วนสำหรับปีที่เลิก กิจการเจ้าของคนเดียวจ้างพนักงานได้ไหม ได้ การจ้างพนักงานไม่ได้เปลี่ยนสถานะธุรกิจ แต่เจ้าของต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน เช่น จ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน ถ้ามีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างนอกจากนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

8 min

SWIFT Code คืออะไร? รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย

ถ้าคุณต้องโอนเงินไปต่างประเทศหรือรับเงินจากต่างประเทศ สิ่งที่ธนาคารจะถามคือ “SWIFT Code” ของธนาคารปลายทาง บทความนี้ PEAK รวม SWIFT Code ของทุกธนาคารในไทยไว้ที่เดียว พร้อมวิธีเช็คและข้อควรรู้ก่อนโอน SWIFT Code คืออะไร SWIFT Code (หรือ BIC Code) คือรหัสประจำตัวของธนาคารที่ใช้ระบุตัวตนในระบบการเงินระหว่างประเทศ ย่อมาจาก Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication เป็นมาตรฐานกลางที่ธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ร่วมกัน ถ้าใส่ SWIFT Code ผิด เงินอาจส่งไปผิดที่หรือถูกตีกลับ SWIFT Code ประกอบด้วยอะไรบ้าง  SWIFT Code มี 8 หรือ 11 ตัวอักษร แต่ละส่วนมีความหมายดังนี้  ตำแหน่ง ความหมาย ตัวอย่าง (กสิกรไทย) ตัวที่ 1-4 รหัสธนาคาร KASI (Kasikornbank) ตัวที่ 5-6 รหัสประเทศ TH (Thailand) ตัวที่ 7-8 รหัสที่ตั้ง (เมือง) BK (Bangkok) ตัวที่ 9-11 รหัสสาขา (ถ้ามี) XXX หรือไม่ระบุ = สำนักงานใหญ่ ดังนั้น SWIFT Code ของธนาคารกสิกรไทย คือ KASITHBK (8 หลัก = สำนักงานใหญ่) รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย  ธนาคารกรุงเทพ — SWIFT Code: BKKBTHBK ธนาคารกสิกรไทย — SWIFT Code: KASITHBK ธนาคารไทยพาณิชย์ — SWIFT Code: SICOTHBK ธนาคารกรุงไทย — SWIFT Code: KRTHTHBK ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) — SWIFT Code: TMBKTHBK ธนาคารกรุงศรีอยุธยา — SWIFT Code: AYUDTHBK ธนาคารเกียรตินาคินภัทร — SWIFT Code: KKPBTHBK ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย — SWIFT Code: UBOBTHBK ธนาคารยูโอบี — SWIFT Code: UOVBTHBK ธนาคารไทยเครดิต — SWIFT Code: THCETHB1 ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ — SWIFT Code: LAHRTHB1 ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) — SWIFT Code: ICBKTHBK ธนาคารเฉพาะกิจ (ของรัฐ) ธนาคารออมสิน — SWIFT Code: GSBATHBK ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธ.ก.ส.) — SWIFT Code: BAABTHBK ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย — SWIFT Code: TIBTTHBK ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) — SWIFT Code: GHBATHBK หมายเหตุ : รหัสในตารางเป็นรหัสสำนักงานใหญ่ (8 หลัก) ใช้ได้กับการโอนเงินเข้าบัญชีทุกสาขาทั่วประเทศ ควรตรวจสอบกับธนาคารปลายทางอีกครั้งก่อนโอน  SWIFT Code ดูตรงไหน  ถ้าไม่แน่ใจว่า SWIFT Code ของธนาคารที่ใช้อยู่คืออะไร มี 3 วิธีเช็คได้ง่ายๆ โอนเงินผ่าน SWIFT ใช้เวลากี่วัน  การโอนเงินผ่านระบบ SWIFT ระยะเวลาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ค่าธรรมเนียม แต่ละธนาคารคิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและประเทศปลายทาง ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนทำรายการ สรุป ถ้าธุรกิจของคุณรับหรือจ่ายเงินต่างประเทศเป็นประจำ PEAK Account ช่วยบันทึกรายการโอนเงินต่างประเทศ กระทบยอดกับ Bank Statement และจัดทำรายงานภาษีให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) SWIFT Code กับ BIC Code ต่างกันไหม เหมือนกัน SWIFT Code คือชื่อที่คนทั่วไปเรียก ส่วน BIC Code (Bank Identifier Code) คือชื่อทางการตามมาตรฐาน ISO 9362 ใช้แทนกันได้ ต้องใช้ SWIFT Code ทุกครั้งที่โอนเงินต่างประเทศไหม ใช่ ทุกครั้งที่โอนเงินระหว่างประเทศผ่านธนาคาร ต้องระบุ SWIFT Code ของธนาคารปลายทาง แต่ถ้าใช้บริการโอนเงินออนไลน์ เช่น Wise หรือ PayPal ระบบอาจกรอก SWIFT Code ให้อัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 มิ.ย. 2026

PEAK Account

18 min

ไทยช่วยไทยพลัส สรุปสำหรับร้านค้า รัฐจ่าย 60% คุณจ่าย 40% 

โครงการไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้สิทธิ์แล้วตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 ร้านค้าหลายแห่งเริ่มรับเงินจากลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ผ่านแอปเป๋าตัง แต่คำถามที่ตามมาคือ “รายได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษีไหม?” และ “บันทึกบัญชียังไง?” บทความนี้ PEAK สรุปทุกเรื่องที่ร้านค้าและผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่โครงการคืออะไร เงื่อนไขร้านค้า วิธีใช้สิทธิ์ เรื่องภาษีที่ต้องระวัง และวิธีบันทึกบัญชีรายรับจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร ไทยช่วยไทยพลัส คือโครงการช่วยลดค่าครองชีพจากรัฐบาล ในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 โดยรัฐจ่ายให้ 60% ของค่าสินค้าและบริการ ประชาชนจ่ายเอง 40% ใช้ผ่านแอป “เป๋าตัง” ฝั่งลูกค้า และแอป “ถุงเงิน” ฝั่งร้านค้า สิทธิ์ที่ได้: รัฐจ่ายให้สูงสุด 4,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ  ใช้ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. รัฐจ่ายให้ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ถ้าเดือนไหนใช้ไม่หมด วงเงินจะไม่ทบไปเดือนถัดไป (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) ไทยช่วยไทยพลัส ต่างจากคนละครึ่งพลัสยังไง  หลายคนสับสนว่าเป็นโครงการเดียวกันหรือไม่ จริงๆ แล้ว ไทยช่วยไทยพลัส คือการรวมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าด้วยกัน จุดต่างหลักคือ เปรียบเทียบ คนละครึ่งพลัส ไทยช่วยไทยพลัส สัดส่วนร่วมจ่าย 50/50 60/40 (รัฐจ่ายมากกว่า) วงเงินต่อคน 2,000 บาท 4,000 บาท ช่วงเวลาใช้สิทธิ์ สิ้นสุดแล้ว 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 แอปที่ใช้ เป๋าตัง + ถุงเงิน เป๋าตัง + ถุงเงิน (เหมือนกัน) เงื่อนไขร้านค้านิติบุคคล รายได้ ≤1.8 ล้าน รายได้ ≤1.8 ล้าน (เหมือนกัน) เงื่อนไขสำหรับร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส  ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ ตามประกาศจากทำเนียบรัฐบาล ร้านค้าที่เข้าร่วมไม่ได้ ร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ และร้านที่รับของจากคนอื่นมาวางขายแบบตัวแทน (ไม่ได้ซื้อขาดมาเป็นของตัวเอง) เช่น รับฝากขายสินค้าแล้วหักค่าคอมมิชชัน ร้านค้ารับเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ต้องเสียภาษีไหม  ต้องนำมารวมเป็นรายได้ตามปกติ เงินที่ร้านค้าได้รับจากโครงการ (ทั้งส่วนที่ลูกค้าจ่าย 40% + ส่วนที่รัฐจ่าย 60%) ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าและบริการตามหลักภาษี ไม่ใช่เงินให้เปล่าจากรัฐ อย่างไรก็ตาม รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ข้อมูลจากแอปถุงเงินไม่ถูกส่งให้กรมสรรพากร (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) ถึงแม้ข้อมูลจะไม่ถูกส่งโดยตรง แต่สรรพากรมีสิทธิ์ตรวจสอบย้อนหลังหากพบความผิดปกติของบัญชีธนาคาร ดังนั้นการยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงปลอดภัยที่สุด  ข้อมูลภาษีทั่วไป — ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะ  ร้านค้าบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายผ่านโครงการ จัดเป็น เงินได้ประเภท 40(8) คือรายได้จากการค้า สิ้นปีต้องนำมายื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือเหมา 60% แล้วแต่อย่างไหนประหยัดภาษีกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง: ร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 80,000 บาท + รายได้นอกโครงการ 320,000 บาท รวมปีละ 400,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 240,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 160,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือ 100,000 บาท → เสียภาษี 5% = 5,000 บาท สิ่งที่ต้องเก็บ: หลักฐานรายรับรายจ่าย เช่น ประวัติรับเงินจากแอปถุงเงิน ใบเสร็จซื้อวัตถุดิบ เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี สำหรับกรณีสรรพากรขอตรวจ ร้านค้านิติบุคคล รายได้จากโครงการรวมเป็นรายได้ของกิจการ ยื่น ภ.ง.ด.50 (ปี) และ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ตามปกติ สำหรับนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการ รายได้ต้อง ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี (เงื่อนไขโครงการ) ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ SME ที่เสียภาษีเงินได้อัตราพิเศษ อัตราภาษีนิติบุคคล SME (ทุนจดทะเบียน ≤5 ล้าน + รายได้ ≤30 ล้าน): กำไรสุทธิ 0-300,000 บาท = ยกเว้นภาษี / 300,001-3,000,000 บาท = 15% / เกิน 3 ล้าน = 20% ดังนั้นร้านค้านิติบุคคลที่รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไรไม่เกิน 300,000 บาท จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย  ตัวอย่าง: ร้านขายเครื่องดื่ม (ชื่อสมมุติ) จดเป็นบริษัทจำกัด รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 200,000 บาท + รายได้อื่น 600,000 บาท รวม 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจริง 550,000 บาท กำไรสุทธิ 250,000 บาท → ไม่ต้องเสียภาษี (กำไรไม่เกิน 300,000 บาท)   ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท  ถ้ารายได้จากการขายทั้งหมด (ไม่ใช่แค่จากโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่เนื่องจากเงื่อนไขโครงการกำหนดให้นิติบุคคลที่เข้าร่วมต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน จึงส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดาที่ขายดีมาก ถ้ารายได้รวมทั้งปี (จากโครงการ + นอกโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาท ให้ปรึกษาสรรพากรพื้นที่เรื่องการจด VAT เพราะถ้ารายได้เกินเกณฑ์แล้วไม่จด อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ สรุปเรื่องภาษีสำหรับร้านค้า: รายได้จากไทยช่วยไทยพลัสไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่เป็นค่าสินค้า/บริการที่รัฐจ่ายแทนลูกค้า ต้องบันทึกเป็นรายได้ตามปกติ ข้อดีคือข้อมูลจากถุงเงินไม่ถูกส่งให้สรรพากรโดยตรง แต่ร้านค้ายังมีหน้าที่ยื่นภาษีด้วยตัวเอง วิธีบันทึกบัญชีรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส  ตัวอย่างบันทึกบัญชี สมมุติร้านขายของชำ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้ลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 500 บาท รายการ เดบิต เครดิต เงินสด/ธนาคาร (ส่วนลูกค้าจ่าย 40%) 300 ลูกหนี้โครงการรัฐ (ส่วนรัฐจ่าย 60%) 200 รายได้จากการขาย 500 เมื่อรัฐโอนเงินส่วน 60% เข้าบัญชี  รายการ เดบิต เครดิต เงินสด/ธนาคาร 200 ลูกหนี้โครงการรัฐ 200 จุดสำคัญ: บันทึกรายได้ เต็มจำนวน 500 บาท ณ วันที่ขาย ไม่ใช่บันทึกแค่ 200 บาทที่ได้เงินสดจริง เพราะร้านค้ามีสิทธิ์ได้รับเงินจากรัฐส่วนที่เหลืออยู่แล้ว เคล็ดลับสำหรับร้านค้าที่รับเงินจากหลายช่องทาง: ถ้าร้านรับทั้งเงินสด เงินโอน และเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ควรแยกบันทึกให้ชัด เพื่อง่ายต่อการกระทบยอดและยื่นภาษี ใช้ PEAK บันทึกรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส   PEAK Account รองรับการบันทึกรายรับจากหลายช่องทาง รวมถึงเงินที่รับผ่านโครงการรัฐ สร้างใบเสร็จรับเงินพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลไปยังรายงานภาษีได้ในขั้นตอนเดียว สิ่งที่ PEAK ช่วยได้สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ: นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับรายงานภาษีและใบกำกับภาษี ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด วิธีใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส (รัฐจ่าย 60% / คุณจ่าย 40%)  ขั้นตอนฝั่งร้านค้าง่ายมาก ข้อจำกัดที่ร้านค้าต้องรู้: ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะเวลา 06.00-23.00 น. เท่านั้น ห้ามใช้ซื้อสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และบัตรกำนัล วิธีคิด 60/40 คิดยังไง หลายคนงงว่า “รัฐจ่าย 60% ฉันจ่าย 40%” คำนวณยังไง วิธีคิดง่ายมาก สูตร: ยอดซื้อ × 0.4 = ส่วนที่ลูกค้าจ่าย / ยอดซื้อ × 0.6 = ส่วนที่รัฐจ่าย ยอดซื้อจริง ลูกค้าจ่าย (40%) รัฐจ่ายให้ (60%) ร้านค้าได้รับ 50 บาท 20 บาท 30 บาท 50 บาท 100 บาท 40 บาท 60 บาท 100 บาท 200 บาท 80 บาท 120 บาท 200 บาท 333 บาท 133 บาท 200 บาท (ชนเพดานวัน) 333 บาท 500 บาท 300 บาท 200 บาท (ชนเพดาน) 500 บาท จุดสำคัญ: รัฐจ่ายสูงสุด 200 บาท/วัน ถ้าซื้อเกิน 333 บาท ส่วนเกินลูกค้าต้องจ่ายเองทั้งหมด เช่น ซื้อ 500 บาท → รัฐจ่าย 200 (ชนเพดาน) + ลูกค้าจ่าย 300 พูดง่ายๆ: ซื้อไม่เกิน 333 บาท/วัน = คุ้มสุด เพราะรัฐจ่ายให้เต็ม 60% ตัวอย่างจริง: ลูกค้าซื้ออาหารจากร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) 200 บาท ลูกค้าควักกระเป๋าจ่ายแค่ 80 บาท รัฐจ่ายให้ร้านอีก 120 บาท ร้านได้รับเงินครบ 200 บาทเต็ม  ใช้สิทธิ์ได้วันละเท่าไหร่ กี่วันหมด  วงเงินที่รัฐจ่ายให้ 4,000 บาท/คน ตลอดโครงการ มีเพดานจำกัดดังนี้ (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) เพดาน รัฐจ่ายสูงสุด ลูกค้าจ่ายขั้นต่ำ ยอดซื้อรวมสูงสุด ต่อวัน 200 บาท ~133 บาท ~333 บาท ต่อเดือน 1,000 บาท ~667 บาท ~1,667 บาท ตลอดโครงการ 4,000 บาท ~2,667 บาท ~6,667 บาท ใช้กี่วันหมด? ถ้าซื้อวันละ 333 บาท (ใช้สิทธิ์รัฐเต็มวันละ 200) = 5 วันก็ครบเพดานเดือน (200 × 5 = 1,000) ใช้เต็มทุกเดือน 4 เดือน = หมดพอดี 4,000 บาท สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้: ใช้ยังไงให้คุ้ม (มุมร้านค้า): รัฐจ่ายให้ลูกค้าสูงสุดวันละ 200 บาท ดังนั้นยอดซื้อที่คุ้มสุดคือ ไม่เกิน 333 บาท/วัน เพราะรัฐจ่ายเต็ม 60% ถ้าร้านตั้งราคาเซ็ตอาหารหรือสินค้าในช่วง 200-333 บาท ลูกค้าจะใช้สิทธิ์ได้เต็มที่และมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำ สรุป ไทยช่วยไทยพลัส สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้  คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับไทยช่วยไทยพลัส  ไทยช่วยไทยพลัส ใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. ทุกวัน สิทธิ์ 4,000 บาทต่อคนแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกเริ่มแล้ว ถ้าเฟสแรกหมดก่อนต้องรอเฟสถัดไป ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ www.ไทยช่วยไทยพลัส.th หรือโทร 0 2111 1122 รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส นับรวมเป็นรายได้ 1.8 ล้านไหม นับรวม รายได้ทั้งหมดที่ร้านค้าได้รับ (ทั้งจากโครงการและนอกโครงการ) นำมารวมเป็นรายได้ทั้งปี ถ้าเกิน 1.8 ล้านบาท อาจต้องจด VAT ส่วนนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านอยู่แล้ว (เงื่อนไขโครงการ) สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดา ไม่มีเพดานรายได้ จึงอาจเกิน 1.8 ล้านได้ หากเกินต้องพิจารณาจด VAT รับเงินจากโครงการแล้ว ต้องออกใบเสร็จให้ลูกค้าไหม ร้านค้าควรออกใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงินเหมือนการขายปกติ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชีและยื่นภาษี โดยระบุยอดขายเต็มจำนวน (เช่น 500 บาท) ไม่ใช่แค่ส่วนที่ลูกค้าจ่ายจริง (200 บาท) เพราะร้านค้าได้รับรายได้ครบ 500 บาทจริง แม้จะมาจาก 2 แหล่ง (ลูกค้า 40% + รัฐ 60%)

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

29 min

อากรแสตมป์ คืออะไร? ใช้อย่างไร ซื้อที่ไหน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำสัญญาธุรกิจ

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับนั้น ซึ่งเอกสารที่ต้องติดอากรแสตมป์จะต้องดำเนินการภายใน 15 วันหลังจากวันลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เปรียบเหมือน “ตรารับรอง” จากภาครัฐว่าเอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากไม่ติด อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ อัตราค่าอากรแสตมป์จะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทตราสาร ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันมีตราสารทั้งหมด 28 ลักษณะ โดยดวงอากรแสตมป์ที่จำหน่ายมี 3 ราคา แยกตามสี ดังนี้ สีของดวงแสตมป์ ราคา หมายเหตุ สีน้ำเงิน 1 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรต่ำ สีเขียว 5 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรปานกลาง สีแดง 20 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรสูง นอกจากแบบดวง ยังมีการชำระเป็นตัวเงิน ผ่านแบบ อ.ส.4 ที่สำนักงานสรรพากร หรือชำระออนไลน์ผ่าน e-Stamp (อ.ส.9) ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดด้านล่าง สิ่งที่ต้องรู้คือ อากรแสตมป์ไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์ ทั้งสองเป็นคนละสิ่งกันและใช้แทนกันไม่ได้ โดยอากรแสตมป์พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีมาตรฐานป้องกันการปลอมแปลงระดับเดียวกับธนบัตร ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อากรแสตมป์ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ยังเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้ ตัวอย่าง: คุณทำสัญญาเช่าร้านค้า มูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน เซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย แต่ลืมติดอากรแสตมป์ ทุกอย่างปกติจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทและต้องนำสัญญาไปใช้ในศาล ผลคือ สัญญาฉบับนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐาน จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มครบเสียก่อน ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสียอากรแสตมป์? ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์จะระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแตกต่างกันตามลักษณะตราสาร ตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาอาจตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอากรก็ได้ แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักเสมอ หากตราสารถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้ที่ได้รับตราสารเป็นคนแรกในไทยจะต้องเสียอากรภายใน 30 วัน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบและควรเลือกแบบไหน? การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยมี 4 วิธีหลัก ดังนี้ วิธีชำระ รายละเอียด เหมาะกับ ติดแสตมป์ดวง ซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่าพร้อมลงลายมือชื่อและวันที่ ตราสารมูลค่าอากรไม่สูง เช่น หนังสือมอบอำนาจ แสตมป์ดุน เจ้าหน้าที่ประทับตราดุนลงบนเอกสาร (วิธีเก่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว) เอกสารบางประเภทตามข้อกำหนดเดิม ชำระตัวเงิน (อ.ส.4) ยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากร เอกสารที่มีมูลค่าสูง หรือที่กำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ชำระออนไลน์ e-Stamp (อ.ส.9) ชำระผ่าน e-Filing สะดวกรวดเร็ว ได้ QR Code รับรอง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ตรวจสอบย้อนหลังได้  เอกสารและธุรกรรมที่ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง? กรมสรรพากรกำหนดตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ต่อไปนี้คือสัญญาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อยที่สุด พร้อมค่าอากร ผู้เสียอากร และผู้ขีดฆ่า อัตราอากรแสตมป์และตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ประเภทตราสาร อัตราอากร ผู้เสียอากร ผู้ขีดฆ่า ตัวอย่าง เช่าที่ดิน/โรงเรือน/สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ค่าเช่า 10,500 บาท = อากร 11 บาท จ้างทำของ 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง ผู้จ้าง ค่าจ้าง 15,500 บาท = อากร 16 บาท กู้ยืมเงิน 1 บาท / 2,000 บาท (สูงสุด 10,000) ผู้ให้กู้ ผู้กู้ กู้ 50,000 บาท = อากร 25 บาท เช่าซื้อทรัพย์สิน 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ เช่าซื้อรถ 800,000 บาท = อากร 800 บาท ใบรับเงิน (Receipt) 1 บาท / 200 บาท (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป) ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ออกใบรับ 50,000 บาท = อากร 250 บาท รายละเอียดของตราสารแต่ละประเภทที่พบบ่อย คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร – เปรียบเหมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยต้องมีข้อความ รายละเอียด และลายมือชื่อเหมือนต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับเสียอากร 5 บาท เช่น สัญญากู้ยืมต้นฉบับเสีย 25 บาท คู่ฉบับเสียเพียง 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ นอกจากสัญญาหลัก ๆ ข้างต้น ยังมีเอกสารประเภทอื่นที่เจ้าของธุรกิจอาจพบเจอได้เช่นกัน ข้อควรรู้: การคำนวณอากรแสตมป์จะไม่นำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มารวมด้วย เช่น  กรณีที่ได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ใช่ทุกเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บางกรณีได้รับยกเว้น เช่น จุดน่าสังเกตสำหรับ SMEs: ถ้าธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT แล้ว ใบเสร็จรับเงินจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ต้องเสียซ้ำ ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้มีอะไรบ้าง? ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามกฎหมาย ต่อไปนี้คือ 9 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญและข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาจะอธิบายขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ (e-Stamp) ให้ครบถ้วน ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ (e-Stamp) อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Stamp เป็นระบบที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 สามารถชำระได้ทั้งเอกสารแบบดิจิทัลและเอกสารกระดาษ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร มีขั้นตอนดังนี้ ข้อดีของ e-Stamp: ไม่ต้องเดินทาง ลดความเสี่ยงแสตมป์สูญหาย ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประวัติชำระย้อนหลังได้ และชำระได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำตราสารบ่อย ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังเกี่ยวกับอากรแสตมป์ การไม่เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและทางอาญา สรุปตามตารางด้านล่าง ระยะเวลาที่ล่าช้า เงินเพิ่ม (Surcharge) โทษปรับ (ทางอาญา) ไม่เกิน 15 วัน อากร + เงินเพิ่ม 1 เท่า – เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 2 เท่า (หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 5 เท่า (หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบ อากร + เงินเพิ่ม 6 เท่า (หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท ตัวอย่าง: คุณสมชายทำสัญญาจ้างรีโนเวทร้านอาหาร 300,000 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 300 บาท แต่ลืมจ่าย 4 เดือนผ่านไป (เกิน 90 วัน) คุณสมชายต้องจ่ายอากร 300 + เงินเพิ่ม 5 เท่า (1,500) รวม 1,800 บาท จากที่จ่ายแค่ 300 บาทตั้งแต่แรก การขอคืนหรือแก้ไข และอายุความที่ควรรู้ บางกรณีสามารถขอคืนอากรแสตมป์ได้ เช่น เสียอากรซ้ำซ้อน เสียเกินจำนวน ตราสารไม่มีผลใช้บังคับ (สัญญาถูกยกเลิกก่อนดำเนินการ) หรือชำระผิดประเภท โดยต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร อายุความในการเรียกเก็บ: กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรและเงินเพิ่มภายใน 10 ปีนับจากวันทำตราสาร จึงไม่ควรประมาทว่า “เรื่องเก่า ๆ จะไม่ถูกตรวจ” ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์เพิ่มเติม สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ได้อย่างถูกต้องและไม่พลาด มีข้อควรจำเพิ่มเติมดังนี้ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาท เอกสารอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่จัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสัญญา อย่าลืมตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเข้าข่ายต้องเสียอากรหรือไม่ และดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

14 min

งบการเงิน คืออะไร? สรุปเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจ

คำว่า งบการเงิน หลายคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว งบการเงินคือสิ่งที่บอกได้ชัดที่สุดว่าธุรกิจของคุณกำลังไปได้ดีหรือกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำไร เงินสด หรือหนี้สิน ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในงบการเงินทั้งหมด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ PEAK จะช่วยให้เข้าใจว่า งบการเงินคืออะไร มีอะไรบ้าง และควรดูตรงไหนถึงจะเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) คือรายงานสรุปภาพรวมทางการเงินของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร เหลือกำไรหรือขาดทุนแค่ไหน และตอนนี้มีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่ระดับใด การจัดทำและยื่นงบการเงิน เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด  แต่ในมุมของเจ้าของธุรกิจหลายราย อาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะอ่านไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงๆแล้ว งบการเงินคือเครื่องมือวัดสถานะธุรกิจที่สามารถนำไปพัฒนาและกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้เลย ทำไมงบการเงินถึงสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา เพิ่มพนักงาน ลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตัวเลขในงบการเงินคือข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ  ธนาคารและผู้ลงทุนมักพิจารณางบการเงินเป็นอันดับแรก หากงบชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง โอกาสได้รับการอนุมัติก็สูงขึ้น  งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และการบริหารจัดการที่ดี  การเห็นภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินอย่างชัดเจน ช่วยให้ธุรกิจควบคุมความเสี่ยงได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากงบการเงินจัดทำแบบเร่งรีบ ข้อมูลไม่ครบ หรือมีการแก้ไขย้อนหลังบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความน่าเชื่อถือของธุรกิจทันที 3 งบการเงินที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจ แม้รายละเอียดทางบัญชีจะมีหลายส่วน แต่โดยทั่วไปงบการเงินหลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้มี 3 งบสำคัญ 1. งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) งบแสดงฐานะการเงิน คือ งบที่แสดงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ว่าตอนนี้บริษัทมีอะไรอยู่บ้าง และเป็นหนี้ใครเท่าไร ในงบนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ  1.1) สินทรัพย์ คือสิ่งที่บริษัทครอบครองและสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แบ่งเป็น 1.2) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินของบริษัท ที่ต้องชำระคืน แบ่งเป็น 1.3) ส่วนของผู้ถือหุ้น คือส่วนที่เหลือหลังจากหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์ และยังรวมถึง ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันเสมอ หากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังเสี่ยงเกินไป งบดุลจึงช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจเราแข็งแรงแค่ไหนในวันนี้” 2. งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนเป็นงบที่เจ้าของธุรกิจมักสนใจมากที่สุด เพราะเป็นตัวบอกตรง ๆ ว่าธุรกิจ “กำไรหรือขาดทุน”  งบนี้แสดงโครงสร้างสำคัญ คือ  2.1) รายได้ 2.2) ค่าใช้จ่าย 2.3) กำไร ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำไรไม่เพิ่ม อาจหมายความว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ซึ่งเป็นจุดที่ต้องกลับมาทบทวนทันที  3. งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดเป็นตัวบอกว่าเงินสดเข้า-ออกจริงเท่าไร โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน 3.1) เงินสดจากการดำเนินงาน – เงินที่เกิดจากการทำธุรกิจปกติ เช่น  3.2) เงินสดจากการลงทุน – เงินที่ใช้ไปกับการซื้อเพื่อการลงทุน เช่น 3.3) เงินสดจากการจัดหาเงิน – เงินที่เกี่ยวกับการหาหรือจ่าย และแสดงความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนในบริษัท เช่น  เจ้าของธุรกิจควรดูงบการเงินหรือไม่ ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้นที่ต้องเข้าใจงบการเงิน แต่งบการเงิน คือ รายงานสุขภาพของธุรกิจ ที่เจ้าของต้องอ่านและทำความเข้าใจด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับทุกการตัดสินใจสำคัญ เช่น ขยายกิจการ ขอกู้เงิน เพิ่ม/ลดพนักงาน หรือการวางแผนควบคุมต้นทุน หากไม่ดูงบการเงิน ธุรกิจอาจดูมีกำไรบนกระดาษแต่ขาดเงินสด หรืออาจจะเติบโตแบบมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว  ปัญหาที่ธุรกิจมักเจอเกี่ยวกับงบการเงิน หลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาเรื่องยอดขาย แต่สะดุดเพราะข้อมูลบัญชีไม่เป็นระบบ ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ เมื่อข้อมูลต้นทางไม่ถูกต้อง งบการเงินที่จัดทำขึ้นก็อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ และส่งผลให้เจ้าของกิจการตัดสินใจผิดทิศทางได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้งบการเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ “เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกธุรกรรมประจำวัน และสรุปรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ สามารถดูการใช้งานโปรแกรม PEAK เพื่อดูงบการเงินเพิ่มเติม ทำให้การจัดทำงบการเงินไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป และเจ้าของธุรกิจสามารถดูภาพรวมได้เองตลอดเวลา ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน บัญชี เอกสาร และรายงานได้จากทุกอุปกรณ์ ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญแบบ Real-Time  ครบทุกฟังก์ชันที่ธุรกิจต้องการครอบคลุมตั้งแต่การออกเอกสารธุรกิจ ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินและรายงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลทางบัญชีถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และลดเวลาการทำงานลงอย่างเห็นได้ชัด  เก็บเอกสารอย่างปลอดภัย ไม่หาย ไม่สับสนด้วยระบบที่ช่วยจัดเก็บเอกสารต่าง ๆ แบบออนไลน์ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารตกหล่นหรือหาย และสามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน Cloud ระดับสากลข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบ Cloud ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและระบบยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication ช่วยให้คุณอุ่นใจว่าข้อมูลธุรกิจจะปลอดภัยและพร้อมใช้งานเสมอ  งบการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเข็มทิศสำคัญของธุรกิจ งบการเงินคือเครื่องมือที่บอกว่าธุรกิจของคุณกำลังเดินไปในทิศทางไหน กำไรจริงไหม เงินสดพอหรือเปล่า และฐานะการเงินแข็งแรงแค่ไหน ยิ่งคุณเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณก็ยิ่งตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น และหากมีระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้น การทำงบการเงินก็จะไม่ใช่เรื่องเครียดอีกต่อไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

31 min

งบการเงิน คืออะไร? วิธีดูงบก่อนวิเคราะห์ธุรกิจ สำหรับมือใหม่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือทำมาสักพัก คุณอาจเคยได้ยินคำว่า งบการเงิน ผ่านหูมาบ้าง แต่พอเปิดดูจริง ๆ กลับเจอตัวเลขเต็มไปหมด มีชื่อบัญชีที่อ่านแล้วงง ทำให้หลายคนเลือกปิดไฟล์แล้วปล่อยให้นักบัญชีจัดการไป แต่ความจริงแล้ว งบการเงิน คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารธุรกิจ มันเปรียบเหมือน “ใบตรวจสุขภาพ” ของกิจการ ที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงดีไหม มีเงินพอใช้หรือเปล่า กำไรจริง ๆ เท่าไหร่ และกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางไหนบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับงบการเงินตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีมาก่อน เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเข้าใจตัวเลขในกิจการของตัวเองมากขึ้น ก็อ่านตามได้เลย งบการเงิน คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ? งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปภาพรวมของฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ งบการเงิน จะบอกคุณว่า “ตอนนี้ธุรกิจมีเงินเท่าไหร่ เป็นหนี้เท่าไหร่ ขายของแล้วได้กำไรหรือขาดทุน และเงินสดในมือยังพอหมุนไหม” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง ธนาคาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยงบการเงินมีอะไรบ้างนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล), งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงินสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจอย่างไร? สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ SMEs งบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องส่งให้ราชการตามหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น หาอ่านงบการเงินได้จากที่ไหน และครอบคลุมช่วงเวลาใด? งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ส่วนธุรกิจทั่วไปที่เป็นนิติบุคคล สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+โดยทั่วไป งบการเงิน จะจัดทำเป็นรายปี ซึ่งรอบบัญชีส่วนใหญ่จะกำหนดตามปีปฏิทิน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่บางบริษัทอาจกำหนดรอบบัญชีต่างออกไปก็ได้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาสด้วย 5 องค์ประกอบงบการเงินมีอะไรบ้าง? 1. งบดุล (Balance Sheet) คืออะไร? งบดุล หรือชื่อทางการว่า งบฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่บอกคุณว่า “ณ วันนั้นวันนี้ ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันตามสมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ องค์ประกอบหลักและสิ่งที่งบดุลบอกเรา อัตราส่วนสำคัญและลักษณะของงบดุลที่ดี เวลาอ่านงบดุล มีอัตราส่วนที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจ เช่น งบดุลที่ดีควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนพอสมควร มีอัตราส่วนหนี้สินไม่สูงจนเกินไป และส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของได้ 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) บอกอะไรเราบ้าง? ถ้างบดุลบอกว่า “ตอนนี้มีอะไร” งบกำไรขาดทุนจะบอกว่า “ช่วงที่ผ่านมาทำเงินได้เท่าไหร่” โดยงบนี้จะแสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส กำไรแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? ในงบกำไรขาดทุน คุณจะเห็นกำไรหลายระดับ ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายต่างกัน ดังนี้ อัตราส่วนสำคัญและการอ่านแนวโน้มรายได้-ค่าใช้จ่าย เคล็ดลับในการอ่านงบกำไรขาดทุนคือ อย่าดูแค่ปีเดียว ลองเปรียบเทียบย้อนหลัง 2-3 ปี เพื่อดูว่ารายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ และกำไรสุทธิมีทิศทางเป็นอย่างไร 3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร? คืองบที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นงบที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า “เงินสดเข้า-ออกจากกิจการเท่าไหร่จริง ๆ” ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่อาจรวมรายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินจริงด้วย กระแสเงินสดต่างจากกำไรอย่างไร?  นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนสับสน “ทำไมมีกำไรแต่ไม่มีเงินสด?” คำตอบอยู่ตรงนี้: กำไร คำนวณตามหลักบัญชี ซึ่งรับรู้รายได้ทันทีที่เกิดการขาย แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน เช่น ขายสินค้าเป็นเครดิต 30 วัน รายได้จะถูกบันทึกในวันที่ขาย แต่เงินสดจะเข้ามาจริงอีก 30 วันข้างหน้า กระแสเงินสด ดูเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง ๆ เท่านั้น ธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือจนต้องปิดกิจการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงบกระแสเงินสดจึงสำคัญมาก 3 กิจกรรมหลักและวิธีตีความ 4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity) คืออะไร? งบนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนของเจ้าของ (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะมีรายละเอียด เช่น สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs งบนี้จะช่วยให้เห็นว่ามูลค่ากิจการในส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจกำลังสร้างมูลค่าให้กิจการได้ต่อเนื่อง 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) สำคัญอย่างไร? หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นเหมือน “คำอธิบายฉบับเต็ม” ของตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏในงบ โดยจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ถ้าคุณเห็นตัวเลขที่ดูผิดปกติในงบ ให้ลองอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะคำตอบมักอยู่ที่นั่น สรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงบการเงินแต่ละประเภท เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะสรุปให้เห็นว่างบการเงินมีอะไรบ้าง แต่ละประเภทบอกอะไร และมีประโยชน์อย่างไร ประเภทงบ บอกอะไร ช่วงเวลา คำถามสำคัญที่ตอบได้ งบดุล ฐานะทางการเงิน ณ วันใดวันหนึ่ง (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ) ณ วันที่ (Snapshot) ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือ? เป็นหนี้เท่าไหร่? งบกำไรขาดทุน ผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน) ช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) ขายแล้วกำไรหรือขาดทุน? งบกระแสเงินสด การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง (เข้า-ออก) ช่วงเวลาหนึ่ง เงินสดไหลเข้า-ออกเท่าไหร่? มีเงินพอหมุนไหม? งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น ความเปลี่ยนแปลงของส่วนเจ้าของ ช่วงเวลาหนึ่ง มูลค่าส่วนเจ้าของเพิ่มหรือลด? หมายเหตุประกอบงบ คำอธิบายเพิ่มเติมของตัวเลขในงบทั้งหมด ตามงบที่อ้างอิง รายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขคืออะไร? ความสัมพันธ์ระหว่างงบการเงินทั้งหมด งบการเงิน ทั้ง 5 ส่วนไม่ได้แยกกันอยู่อิสระ แต่เชื่อมโยงกันเหมือนเครือข่าย การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณอ่านงบการเงินได้อย่างมีมิติมากขึ้น งบแต่ละประเภทเชื่อมโยงกันอย่างไร ตัวอย่าง: ลองนึกภาพตามนี้: เมื่อธุรกิจขายสินค้าได้ กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มใน “กำไรสะสม” ในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น จากนั้นกำไรสะสมก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกที ขณะเดียวกัน เงินสดที่เข้ามาจริง (หรือยังไม่เข้า) จะถูกสะท้อนในงบกระแสเงินสด ตัวอย่าง: บริษัท ก. ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ต้นทุน 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 200,000 บาท เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจจากงบการเงินโดยการตั้งคำถามตามนี้ เมื่อเข้าใจงบแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการนำข้อมูลจากงบการเงินมาวิเคราะห์ “สุขภาพ” ของธุรกิจ ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเองเป็นประจำ 1. เงินสดพอใช้ไหม? อยู่รอดได้กี่เดือน? ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่าถ้าวันนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ธุรกิจจะอยู่ได้กี่เดือน ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็น Buffer สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 2. ธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มไหม? 3. รายได้ที่เห็น เป็นเงินจริงหรือยัง? ถ้าอยากรู้ว่าเงินที่เก็บไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ให้ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ลูกหนี้การค้า” ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี อาจต้องทบทวนว่าให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือเปล่า 4. ขยายแล้วดีขึ้น หรือแค่แบกภาระมากขึ้น? 5. มีอะไร “ผิดปกติ” ที่งบกำลังฟ้องอยู่ไหม? สัญญาณเตือนที่ควรระวัง สังเกตได้เบื้องต้นดังนี้ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรหยุดดูให้ลึกขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนนี้ PEAK มีบทความการเช็กงบการเงิน ให้คุณอ่านเพิ่มเติมต่อได้อีก  ประโยชน์และข้อจำกัดของงบการเงิน งบการเงิน ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบัญชีเท่านั้น แต่มีคนหลายกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงิน เช่น ข้อจำกัดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ แม้งบการเงิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ เช่น ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้งบการเงินประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น สภาพตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรม และข้อมูลภายในบริษัท เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ข้อควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินเพิ่มเติม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงิน มีข้อควรรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้ สุดท้ายนี้ การอ่านงบการเงิน อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นฐาน รู้ว่าแต่ละงบบอกอะไร และลองนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง คุณจะพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายกิจการ การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การวางแผนภาษี PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

14 min

หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร ใช้เมื่อไร พร้อมวิธีคัดออนไลน์

เจ้าของกิจการหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทก็ตอนที่ธนาคารหรือคู่ค้าร้องขอ พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องขอจากไหน เอกสารมีอายุกี่เดือน หรือต่างจาก บอจ.5 ตรงไหน บทความนี้ตอบครบทุกคำถามเรื่องหนังสือรับรองบริษัท ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีคัดออนไลน์ด้วยตัวเอง พร้อมค่าธรรมเนียมและข้อควรระวัง หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง หนังสือรับรองบริษัท คือเอกสารที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกให้ เพื่อยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวตนจริง เปรียบเหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ที่คู่ค้าและธนาคารใช้ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานได้ทันที เอกสารนี้เรียกเป็นทางการว่า “หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล” ข้อมูลที่ระบุมี 5 รายการหลัก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีกรรมการ 2 คน ลงนามร่วมกัน ข้อมูลทั้งหมดจะแสดงในหนังสือรับรองฉบับเดียว ธุรกิจต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทเมื่อไร กิจการมักต้องใช้หนังสือรับรองในหลายสถานการณ์ โดยแต่ละหน่วยงานกำหนดอายุเอกสารที่ยอมรับต่างกัน (ดูรายละเอียดอายุในหัวข้อ “ใช้ได้กี่เดือน”) เปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารทุกแห่งกำหนดให้ใช้หนังสือรับรองคู่กับ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) เพื่อตรวจสอบอำนาจลงนาม ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ล่วงหน้า 1 ถึง 2 วันก่อนนัดเปิดบัญชี ยื่นประมูลงานราชการ เอกสารประกอบซองประมูลต้องมีหนังสือรับรองเสมอ ควรเผื่อเวลาคัดเอกสารก่อนวันยื่นซองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ข้อดีของการคัดหนังสือรับรองออนไลน์คือทำได้ทุกวันรวมวันหยุด ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงินใช้หนังสือรับรองยืนยันสถานะกิจการก่อนอนุมัติวงเงิน บางแห่งขอหนังสือรับรองพร้อมงบการเงินและ บอจ.5 ด้วย ซึ่งขอพร้อมกันได้ในระบบ e-Service ยืนยันตัวตนกิจการใน PEAK การ Verify กิจการบน PEAK ต้องใช้หนังสือรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันการถูกแอบอ้าง กิจการที่ Verify แล้วจะแสดงเครื่องหมายยืนยันบนระบบ วิธีคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ระบบ DBD e-Service เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00 ถึง 21:00 น. รวมวันหยุดราชการ บุคคลทั่วไปสามารถคัดหนังสือรับรองของบริษัทใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้อง (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ e-Service เข้าเว็บไซต์ ebiz.dbd.go.th แล้วกดลงทะเบียน กรอกข้อมูล Username, Password และข้อมูลติดต่อ เมื่อลงทะเบียนเสร็จให้เข้าสู่ระบบด้วย Username ที่สร้างไว้ หากเคยลงทะเบียนแล้วให้ล็อกอินได้ทันที เลือกเอกสารและค้นหาบริษัท เลือก “หนังสือรับรอง” เป็นประเภทเอกสารที่ต้องการ หากต้องการ บอจ.5 หรืองบการเงินด้วย สามารถเลือกเพิ่มในขั้นตอนเดียวกัน จากนั้นกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ระบบรองรับการขอเอกสารหลายบริษัทพร้อมกัน ตรวจสอบรายการและชำระเงิน ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ตรวจสอบก่อนยืนยัน เลือกรูปแบบใบเสร็จได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จากนั้นกดพิมพ์ใบนำชำระเงิน ชำระได้หลายช่องทาง ทั้งสแกน QR Code, Internet Banking หรือที่เคาน์เตอร์ธนาคาร รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อชำระเงินเสร็จ กลับมาที่หน้า “ติดตามสถานะ” ในระบบ e-Service เอกสารจะพร้อมดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของ DBD หากเลือกรับเอกสารตัวจริง DBD จะจัดส่งทางไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมคัดหนังสือรับรอง ออนไลน์ vs ไปสำนักงาน ค่าธรรมเนียมแตกต่างตามช่องทางและประเภทเอกสาร (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) เอกสาร ออนไลน์ (e-Service) ที่สำนักงาน DBD หนังสือรับรองนิติบุคคล 200 บาท รายการละ 40 บาท (ปกติ 5 รายการ รวม 200 บาท) ค่าบริการธนาคาร 150 บาท ไม่มี รวมหนังสือรับรอง 350 บาท 200 บาท รับรองสำเนา บอจ.5 150 บาท หน้าละ 50 บาท ตัวอย่างเช่น คัดหนังสือรับรองออนไลน์พร้อม บอจ.5 จะเสียค่าธรรมเนียมรวม 200 + 150 + ค่าบริการธนาคาร 150 = 500 บาท การขอออนไลน์มีค่าบริการธนาคารเพิ่ม 150 บาท แต่ประหยัดเวลาเดินทางและรอคิว นิติบุคคลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลดค่าธรรมเนียมครึ่งราคา หนังสือรับรองบริษัทใช้ได้กี่เดือน กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของหนังสือรับรอง แต่หน่วยงานที่รับเอกสารจะกำหนดเอง ดังนี้ หน่วยงานปลายทาง อายุที่ยอมรับ ตัวอย่างการใช้งาน ธนาคาร ไม่เกิน 1 เดือน เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หน่วยงานราชการ ไม่เกิน 3 เดือน ประมูลงาน ขอใบอนุญาต คู่ค้าเอกชน 3 ถึง 6 เดือน ทำสัญญา ยื่นเป็นคู่ค้า PEAK Verify กิจการ ไม่เกิน 3 เดือน ยืนยันตัวตนกิจการบน PEAK ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ใกล้วันที่ใช้งานมากที่สุด เพื่อไม่ให้เอกสารหมดอายุก่อนยื่น หนังสือรับรองบริษัทกับ บอจ.5 ต่างกันอย่างไร หลายกิจการสับสนว่าต้องขอเอกสารไหน เพราะธนาคารมักขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน รายการ หนังสือรับรองบริษัท บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ออกโดย DBD รับรอง DBD รับรองสำเนา ข้อมูลหลัก ชื่อ ที่ตั้ง ทุน กรรมการ วัตถุประสงค์ รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น ใช้เมื่อ ยืนยันตัวตนบริษัท ตรวจสอบอำนาจกรรมการ ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น สรุปง่าย ๆ คือ หนังสือรับรองบอกว่า “บริษัทนี้คือใคร” ส่วน บอจ.5 บอกว่า “ใครเป็นเจ้าของ” หากต้องเปิดบัญชีธนาคาร ควรขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน ข้อควรระวังเมื่อคัดหนังสือรับรองออนไลน์ สรุป: คัดหนังสือรับรองออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด การคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ทำได้ 4 ขั้นตอน คือลงทะเบียน เลือกเอกสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลด ใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคัดเอกสารให้ใกล้วันใช้งาน และเลือกอายุให้ตรงกับที่หน่วยงานปลายทางกำหนด จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อมีหนังสือรับรองพร้อมแล้ว กิจการสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จัดการเอกสารทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน จนถึงใบกำกับภาษี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองบริษัท คัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ใช้เวลากี่วัน การขอแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับเอกสารภายในวันทำการเดียวกัน หลังระบบตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย หากเลือกรับเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์จะใช้เวลาเพิ่มอีก 3 ถึง 5 วันทำการ ขอหนังสือรับรองบริษัทของบริษัทอื่นได้ไหม ได้ เพราะข้อมูลนิติบุคคลเป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจหรือแสดงเหตุผล เพียงชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนฉบับจริงได้หรือไม่ ได้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์จาก DBD มีลายเซ็นดิจิทัลรับรอง ถือเป็นเอกสารต้นฉบับทางราชการ ธนาคารและหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยอมรับ (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ที่หน้า “ตรวจสอบเอกสาร” บนเว็บ DBD e-Service ขอหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนออนไลน์ได้ไหม ได้ ระบบ DBD e-Service รองรับทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำกัด ขั้นตอนและค่าธรรมเนียมเหมือนกันทุกประเภทนิติบุคคล เพียงกรอกเลขทะเบียน 13 หลัก ขอหนังสือรับรองบริษัทผ่านธนาคารทำอย่างไร นอกจาก e-Service แล้ว กิจการยังขอผ่านสาขาธนาคารที่ร่วมโครงการ DBD e-Certificate ได้ ปัจจุบันมี 10 ธนาคาร เช่น กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ รวมกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมเท่ากับการขอผ่าน e-Service แจ้งเลขทะเบียนนิติบุคคลที่สาขาได้ทันที ขอหนังสือรับรองบริษัทภาษาอังกฤษออนไลน์ได้ไหม ได้ DBD มีระบบแยกต่างหากที่ encert.dbd.go.th สำหรับขอหนังสือรับรองฉบับภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,200 บาท (ค่ากฎกระทรวง 200 + ค่าดำเนินการแปล 1,000 บาท) เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องใช้เอกสารทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระบบนี้แยกจาก e-Service ที่ออกฉบับภาษาไทย หากต้องนำไปใช้ต่างประเทศอาจต้องรับรองเอกสารเพิ่มที่กระทรวงการต่างประเทศ (Legalization) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

12 min

โบนัสคืออะไร วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่าง ฉบับเจ้าของกิจการ

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการ SME หลายคนต้องตัดสินใจว่า จะจ่ายโบนัสให้พนักงานเท่าไร ใช้สูตรอะไร และต้องจัดการเรื่องภาษีกับบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องรายจ่ายทางภาษีที่มักถูกมองข้าม โบนัสคืออะไร เงินโบนัส คือ ค่าตอบแทนพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงาน นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน โดยมักจ่ายปีละครั้ง หรือตามรอบที่กิจการกำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หลายกิจการใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับทีม โบนัสกับค่าจ้างต่างกันอย่างไร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 “ค่าจ้าง” หมายถึง เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ส่วนโบนัสไม่ได้จ่ายตอบแทนการทำงานประจำ จึงไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้าไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่จ่ายโบนัส ไม่ผิด ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน โบนัส ค่าคอมมิชชัน และ Incentive ต่างกันอย่างไร เจ้าของกิจการหลายคนสับสนสามคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันทั้งวิธีจ่ายและจังหวะ ในทางภาษี ทั้งสามอย่างเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกันหมด โบนัสมีกี่ประเภท การจ่ายเงินโบนัสแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งส่งผลต่อทั้งแรงจูงใจพนักงานและภาษีของกิจการ รูปแบบที่ 1 แบบการันตี (Guaranteed Bonus) แบบการันตี คือ เงินรางวัลที่กำหนดจ่ายแน่นอนตามสัญญาจ้าง เช่น “ได้เงินพิเศษ 1 เดือนทุกปี” ไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือพนักงานมีความมั่นคง แต่ข้อเสียคือไม่ได้ผูกกับผลงาน จึงอาจไม่กระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น รูปแบบที่ 2 ตามผลงาน (Performance-Based) แบบตามผลงาน คือ การจ่ายโบนัสที่ผูกกับเกณฑ์ที่วัดได้ เช่น KPI ยอดขาย จำนวนชิ้นงาน หรือคะแนนประเมิน ใครทำผลงานดีก็ได้มากกว่า และสามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่ได้คิดจากผลกำไร รูปแบบที่ 3 ตามกำไรสุทธิ (Profit-Sharing) แบบตามกำไรสุทธิ คือ การคำนวณจากกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชี เช่น ปีนี้มีกำไร 2 ล้านบาท จัดสรร 10% เป็นเงินรางวัลให้ทีม เจ้าของกิจการต้องระวังว่า แบบนี้มีผลทางภาษี (รายละเอียดอยู่ใน section “บันทึกบัญชีและภาษี” ด้านล่าง) วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณขึ้นอยู่กับรูปแบบที่กิจการเลือกใช้ ลองดูตัวอย่าง 3 แบบที่ใช้กันบ่อย 1. สูตรคำนวณแบบ X เดือน นี่คือแบบที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด คำนวณง่ายเพราะยึดจากเงินเดือน เงินพิเศษ = เงินเดือน × จำนวนเดือนที่กำหนด ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท กิจการจ่ายโบนัส 1.5 เดือน 25,000 × 1.5 = 37,500 บาท 2. สูตรคำนวณตามผลงาน (KPI-Based) เงินพิเศษ = เงินเดือน × อัตราตามผลงาน KPI ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้ KPI 85% จะได้รับเงินพิเศษ 1 เดือน เท่ากับ 30,000 บาท 3. สูตรคำนวณตามกำไร (Profit-Sharing) เงินรางวัลรวม = ยอดจัดสรร × สัดส่วนของพนักงานแต่ละคน ตัวอย่าง กิจการจัดสรรเงิน 500,000 บาท ให้พนักงาน 10 คน แบ่งตามสัดส่วนเงินเดือน คนที่เงินเดือนสูงกว่าได้มากกว่า แบบนี้ต้องดูเรื่องภาษีให้ดี เพราะอาจเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม (รายละเอียดใน section ถัดไป) กิจการต้องจ่ายโบนัสให้พนักงานหรือไม่ กฎหมายแรงงานไม่ได้บังคับให้กิจการต้องจ่ายเงินพิเศษนี้ เรื่องนี้เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ถ้าสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงานระบุไว้ชัดเจน เช่น “จ่ายโบนัสปีละ X เดือน” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามนั้น ถ้าไม่จ่าย ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าของกิจการ SME จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต วิธีตั้งงบโบนัสสำหรับ SME ก่อนจ่ายเงินพิเศษ เจ้าของกิจการควรวางแผนงบล่วงหน้า ไม่ใช่รอดูกำไรปลายปีแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะจะทำให้ควบคุมต้นทุนไม่ได้ วิธีง่ายที่สุด คือ ตั้งงบเป็นสัดส่วนของรายได้รวม เช่น กำหนดไว้ 3-5% ของรายได้ทั้งปี แล้วแบ่งให้พนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้วางแผนกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือ ควรกำหนดเกณฑ์จ่ายจากผลงาน ไม่ใช่จากกำไร เพราะนอกจากกระตุ้นพนักงานได้ดีกว่าแล้ว ยังนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้อีกด้วย โบนัสกับการบันทึกบัญชีและภาษี เรื่องบัญชีและภาษีเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม แต่ถ้าจัดการไม่ถูก อาจเสียภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การจ่าย ถ้าอยากให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องกำหนดเกณฑ์จากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่กำไรสุทธิ และทำเป็นระเบียบบริษัทไว้ให้ชัดเจน บันทึกค้างจ่ายอย่างไร ถ้ากิจการจ่ายโบนัสในเดือนมกราคม แต่เป็นของผลงานปีก่อน ต้องบันทึกเป็น “ค้างจ่าย” ในงบของปีก่อน ณ วันสิ้นปี (31 ธ.ค.) — ตั้งค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินรางวัลพนักงาน xxx เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เมื่อจ่ายจริง (ม.ค. ปีถัดไป) — ล้างค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เงินฝากธนาคาร xxx ถ้าใช้ PEAK Payroll สามารถตั้งค่ารายการและเลือกบัญชีที่ผูกไว้ได้ ระบบจะช่วยบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ลดโอกาสบันทึกผิด สรุป สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำเรื่องโบนัส จัดการเงินเดือนและเงินพิเศษให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าคุณต้องจัดการเงินเดือนและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้พนักงาน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน ออกสลิป สร้างไฟล์ ภ.ง.ด.1 และบันทึกรายการเงินพิเศษได้ในระบบเดียว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโบนัส โบนัส 1.5 เดือน คือเท่าไร เอาเงินเดือนคูณ 1.5 เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ได้ 30,000 บาท ส่วนที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลข 1.5 เดือนนี้คิดจากเงินเดือนฐานเท่านั้น ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือเบี้ยเลี้ยง ยกเว้นกิจการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบ ลาออกก่อนจ่ายโบนัส ได้ไหม ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกิจการ ส่วนใหญ่กำหนดว่าพนักงานต้องมีสถานะอยู่จนถึงวันจ่าย ถ้าลาออกก่อน มักไม่มีสิทธิได้รับ แต่ถ้าสัญญาจ้างไม่ได้ระบุเงื่อนไขนี้ อาจเรียกร้องได้ โบนัสต้องหักประกันสังคมไหม ไม่ต้อง เพราะเงินพิเศษนี้ไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามนิยามของกฎหมายประกันสังคม ที่หมายถึงค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติเท่านั้น เงินรางวัลเป็นเงินจูงใจ ไม่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคม โบนัสต้องหักภาษีไหม ต้องหัก เพราะเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนของเดือนที่จ่าย แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

โครงสร้างองค์กร คืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

เปิดบริษัทมาสักพัก ทีมเริ่มโตจาก 3 คนเป็น 15 คน แต่ยังไม่รู้ว่าใครรายงานใคร ใครอนุมัติอะไร ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ แปลว่าถึงเวลาวางโครงสร้างองค์กรให้ชัดแล้ว บทความนี้จะอธิบายว่าโครงสร้างองค์กรคืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างแผนผังองค์กรสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้จริง โครงสร้างองค์กร คืออะไร โครงสร้างองค์กร (Organizational Structure) คือแผนผังที่แสดงตำแหน่งงาน สายการบังคับบัญชา และหน้าที่ของทุกคนในบริษัท ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าใครทำหน้าที่อะไร ต้องรายงานใคร และใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องไหน พูดง่าย ๆ ก็คือ “แผนที่ของทีม” ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก 5 คน หรือบริษัทใหญ่ 500 คน ทุกที่ล้วนต้องมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน เพื่อให้การทำงานไม่สับสนและเติบโตได้อย่างเป็นระบบ ทำไมธุรกิจต้องมีโครงสร้างองค์กร เมื่อธุรกิจเริ่มโต การทำงานแบบ “ใครว่างก็ทำ” จะเริ่มมีปัญหา เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าใครรับผิดชอบอะไร โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยแก้ปัญหานี้ได้หลายทาง องค์ประกอบของโครงสร้างองค์กรที่ดี ก่อนเลือกว่าจะจัดโครงสร้างแบบไหน ต้องเข้าใจองค์ประกอบหลัก 3 ข้อก่อน สายการบังคับบัญชา (Chain of Command) คือลำดับว่าใครรายงานใคร เช่น พนักงานขายรายงานหัวหน้าฝ่ายขาย หัวหน้าฝ่ายขายรายงานผู้บริหาร ยิ่งสายนี้ชัดเจน การตัดสินใจก็ยิ่งเร็ว ขอบเขตการควบคุม (Span of Control) คือจำนวนลูกน้องที่หัวหน้า 1 คนดูแล ถ้าดูแล 3-5 คน เรียกว่า narrow span ถ้าดูแล 10-15 คน เรียกว่า wide span ธุรกิจ SME ที่ทีมเล็กมักใช้ wide span เพราะหัวหน้าดูแลหลายคนได้ การแบ่งหน้าที่ (Division of Labor) คือการแบ่งงานตามความถนัด เช่น แยกคนทำบัญชี คนดูแลการขาย คนจัดการสต็อก ไม่ให้คน ๆ เดียวทำทุกอย่างจนงานไม่มีคุณภาพ โครงสร้างองค์กร 7 แบบที่นิยมใช้ แผนผังองค์กรที่ธุรกิจนิยมใช้มี 7 รูปแบบหลัก แต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน 1. แบบลำดับขั้น (Hierarchical) เป็นโครงสร้างคลาสสิกที่สุด จัดเป็นรูปปิรามิด ผู้บริหารสูงสุดอยู่บนสุด แบ่งสายงานลงมาเป็นชั้น ๆ ข้อดีคือทุกคนรู้ว่าต้องรายงานใคร ข้อเสียคือการตัดสินใจอาจช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้น 2. แบบตามหน้าที่ (Functional) คล้ายแบบลำดับขั้น แต่แบ่งทีมตามความเชี่ยวชาญ เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย แต่ละฝ่ายมีหัวหน้าดูแลอิสระ ข้อดีคือพนักงานพัฒนาทักษะเฉพาะทางได้ดี ข้อเสียคืออาจเกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” 3. แบบแนวนอน (Flat) มีลำดับชั้นน้อยมาก เจ้าของดูแลทีมทั้งหมดโดยตรง เหมาะกับธุรกิจเริ่มต้นที่มีทีม 5-10 คน ข้อดีคือสื่อสารเร็ว ตัดสินใจไว ข้อเสียคือเมื่อทีมโตเกิน 15-20 คน จะดูแลไม่ทั่วถึง 4. แบบหน่วยงาน (Divisional) แบ่งทีมตามสายผลิตภัณฑ์ พื้นที่ หรือกลุ่มลูกค้า แต่ละหน่วยทำงานเหมือนบริษัทย่อย มีทีมการตลาด บัญชี ขาย ของตัวเอง เหมาะกับธุรกิจที่มีหลายสาขาหรือหลายแบรนด์ 5. แบบแมทริกซ์ (Matrix) พนักงาน 1 คนรายงาน 2 หัวหน้าพร้อมกัน เช่น รายงานหัวหน้าฝ่ายการตลาดและหัวหน้าโปรเจกต์ด้วย ข้อดีคือใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ดี ข้อเสียคืออาจสับสนว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ 6. แบบทีมงาน (Team-based) จัดทีมตามโปรเจกต์หรือเป้าหมาย ไม่ยึดแผนกตายตัว เมื่อจบโปรเจกต์ก็จัดทีมใหม่ เหมาะกับเอเจนซีหรือบริษัท IT ที่ต้องปรับตัวเร็ว 7. แบบเครือข่าย (Network) สำนักงานหลักทำหน้าที่ประสานงาน ส่วนงานบางอย่างจ้างภายนอก (Outsource) เช่น จ้างสำนักงานบัญชี จ้างฟรีแลนซ์ทำกราฟิก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นและควบคุมต้นทุน เปรียบเทียบโครงสร้างองค์กรแต่ละแบบ แบบ เหมาะกับ ขนาดทีม ข้อดีหลัก ข้อจำกัด ลำดับขั้น องค์กรใหญ่ ราชการ 50 คนขึ้นไป สายงานชัดเจน ตัดสินใจช้า ตามหน้าที่ ธุรกิจแบ่งแผนกชัด 20-100 คน เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำงานแบบ silo แนวนอน Startup ธุรกิจเริ่มต้น 5-15 คน สื่อสารเร็ว ดูแลไม่ทั่วเมื่อโต หน่วยงาน หลายสาขา แบรนด์ 50 คนขึ้นไป ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะ ต้นทุนสูง งานซ้ำ แมทริกซ์ โปรเจกต์ข้ามแผนก 30 คนขึ้นไป ใช้ทรัพยากรร่วมกัน สับสนเรื่องอำนาจ ทีมงาน เอเจนซี IT 10-50 คน ยืดหยุ่น ปรับทีมได้ ขาดเสถียรภาพ เครือข่าย outsource มาก ไม่จำกัด ต้นทุนต่ำ คล่องตัว ควบคุมคุณภาพยาก วิธีเลือกโครงสร้างองค์กรให้เหมาะกับ SME ไม่มีโครงสร้างไหนที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกธุรกิจ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือขนาดทีม ประเภทธุรกิจ และความซับซ้อนของงาน ถ้าทีมยังมีไม่เกิน 10 คน โครงสร้างแบบแนวนอนเหมาะที่สุด เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง สื่อสารง่ายและตัดสินใจได้เร็ว เมื่อทีมโตเป็น 15-30 คน ควรเปลี่ยนเป็นแบบตามหน้าที่ แบ่งฝ่ายชัดเจน เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบัญชี แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารับผิดชอบ ถ้ามีหลายสาขาหรือหลายสายผลิตภัณฑ์ โครงสร้างแบบหน่วยงานจะช่วยให้แต่ละสาขาบริหารได้อิสระ สิ่งสำคัญคืออย่ายึดติดกับโครงสร้างเดียวตลอดไป เมื่อธุรกิจเปลี่ยน โครงสร้างก็ต้องปรับตาม ตัวอย่างแผนผังองค์กร SME ร้านค้าออนไลน์ 5-8 คน เจ้าของเป็นหัวหน้าหลัก ดูแลทุกคนโดยตรง ทีมอาจมีฝ่ายรับออเดอร์ 2 คน ฝ่ายแพ็คส่ง 2 คน และฝ่ายดูแลโซเชียลมีเดีย 1 คน ไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าแผนก เพราะเจ้าของสื่อสารกับทุกคนได้ทุกวัน เป็นโครงสร้างแบบแนวนอนโดยธรรมชาติ ธุรกิจบริการ 20-40 คน เช่น สำนักงานบัญชี หรือบริษัทรับเหมา ควรใช้โครงสร้างแบบตามหน้าที่ แบ่งเป็น 3-4 ฝ่าย เช่น ฝ่ายให้บริการลูกค้า ฝ่ายบัญชีภายใน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการตลาด แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารายงานตรงต่อผู้บริหาร ธุรกิจที่ outsource งานบางส่วน เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่จ้างสำนักงานบัญชีภายนอก จ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า จ้างขนส่งผ่าน 3PL ทีมประจำอาจมีแค่ 3-5 คน แต่มีเครือข่ายพันธมิตรรอบข้าง เป็นโครงสร้างแบบเครือข่ายที่ SME ไทยใช้กันมากโดยไม่รู้ตัว โครงสร้างองค์กรกับการจัดการบัญชีและ Payroll โครงสร้างองค์กรไม่ได้เป็นแค่ผังตำแหน่ง แต่มีผลต่อการจัดการบัญชีและเงินเดือนด้วย เช่น ถ้าแบ่งฝ่ายชัดเจน ก็ตั้งศูนย์ต้นทุน (Cost Center) แยกตามแผนกได้ ทำให้รู้ว่าแผนกไหนใช้งบเท่าไร สายอนุมัติก็เช่นกัน ถ้าโครงสร้างชัดก็กำหนดได้ว่า ค่าใช้จ่ายวงเงินเท่าไรต้องให้ใครอนุมัติ ป้องกันการใช้จ่ายเกินงบ เรื่อง Payroll ยิ่งสำคัญ เพราะโครงสร้างบริษัทบอกว่ามีกี่ตำแหน่ง แต่ละตำแหน่งฐานเงินเดือนเท่าไร มีค่าตำแหน่งอะไรเพิ่ม HR สามารถใช้ข้อมูลจากผังองค์กรเป็นฐานคำนวณเงินเดือน สลิปเงินเดือน และหักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมกับระบบเงินเดือน ข้อมูลจะไหลจากผังองค์กรไปสู่การทำบัญชีได้โดยอัตโนมัติ สรุป: โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยธุรกิจโตอย่างมั่นคง โครงสร้างองค์กรไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น ธุรกิจ SME ที่มีทีมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปก็ควรเริ่มวางแผนผังองค์กรให้ชัด เลือกโครงสร้างที่เหมาะกับขนาดทีมและประเภทธุรกิจ แล้วปรับเปลี่ยนเมื่อธุรกิจเติบโต เมื่อโครงสร้างชัด การจัดการบัญชี Payroll และภาษีก็ทำได้ง่ายขึ้น ลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยจัดระบบบัญชีและเงินเดือนให้ตรงกับโครงสร้างองค์กรของคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโครงสร้างองค์กร โครงสร้างการบริหารในองค์การประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สายการบังคับบัญชาที่บอกว่าใครรายงานใคร ขอบเขตการควบคุมที่กำหนดว่าหัวหน้า 1 คนดูแลกี่คน และการแบ่งหน้าที่ที่กำหนดว่าใครทำงานอะไร นอกจากนี้ยังรวมถึงระบบสื่อสารภายในและระดับอำนาจตัดสินใจ โครงสร้างองค์การแบบแมทริกซ์เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจที่มีโปรเจกต์ข้ามแผนกบ่อย เช่น บริษัทที่ปรึกษา เอเจนซีโฆษณา หรือบริษัท IT ที่ต้องดึงคนจากหลายฝ่ายมาทำโปรเจกต์ร่วมกัน ไม่แนะนำสำหรับ SME ขนาดเล็กที่ทีมยังไม่ถึง 30 คน เพราะอาจสับสนเรื่องสายบังคับบัญชา SME ขนาดเล็กควรเลือกโครงสร้างองค์กรแบบไหน ทีม 5-15 คน ควรเริ่มจากโครงสร้างแบบแนวนอน (Flat) ที่เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง เมื่อทีมโตเกิน 15 คน ค่อยปรับเป็นแบบตามหน้าที่ โดยตั้งหัวหน้าแผนกขึ้นมาแบ่งเบาภาระ ไม่ต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินไป โครงสร้างองค์กรกับ Organization Chart ต่างกันไหม ทั้งสองคำมักใช้แทนกันได้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้าแยกให้ชัด โครงสร้างองค์กร หมายถึงระบบจัดการทั้งหมด รวมถึงสายอำนาจ หน้าที่ และวิธีทำงาน ส่วนผังองค์กร (Organization Chart) คือแผนภาพ ที่แสดงโครงสร้างนั้นออกมาให้เห็นเป็นรูป

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

กิจการเจ้าของคนเดียว คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่าครึ่งเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว เพราะตั้งได้เร็ว ค่าใช้จ่ายต่ำ และข้อบังคับทางกฎหมายน้อยกว่ารูปแบบอื่น บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่ข้อดีข้อเสีย ตัวอย่างธุรกิจ ขั้นตอนจดทะเบียน ไปจนถึงภาษีที่ต้องรู้ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้รอบคอบก่อนเปิดกิจการ กิจการเจ้าของคนเดียวคืออะไร กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) คือ ธุรกิจที่บุคคลธรรมดาเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของ ลงทุน และบริหารทุกอย่างด้วยตัวเอง มีสถานะทางกฎหมายเป็น “บุคคลธรรมดา” ไม่ใช่นิติบุคคล จึงไม่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไม่ต้องยื่นงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลักษณะของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อดีของกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการเลือกมากที่สุดเพราะ ข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกรูปแบบนี้ ตัวอย่างกิจการเจ้าของคนเดียวมีร้านอะไรบ้าง กิจการเจ้าของคนเดียวไม่ได้จำกัดแค่ร้านค้าเล็ก หลายธุรกิจที่เริ่มจากเจ้าของคนเดียวมีรายได้หลักแสนถึงหลักล้านต่อเดือน ธุรกิจซื้อมาขายไปและค้าส่ง ธุรกิจบริการวิชาชีพ ธุรกิจรับเหมาและงานโปรเจกต์ กิจการเจ้าของคนเดียวต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง เจ้าของธุรกิจที่ค้าขายในนามบุคคลธรรมดา ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่เริ่มกิจการ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับต่อเนื่องวันละไม่เกิน 100 บาท ตามพ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 จดทะเบียนพาณิชย์ ยื่นจดได้ที่สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) ค่าธรรมเนียม 50 บาท ใช้เอกสารหลัก ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แผนที่ตั้งร้าน และแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้าเข้าเกณฑ์) ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถ้ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านก็จดสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ ภาษีที่กิจการเจ้าของคนเดียวต้องรู้ กิจการเจ้าของคนเดียวมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา จึงเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่อัตราคงที่เหมือนนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทต่อปี ได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 150,000-300,000 บาท เสีย 5% จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดสูงสุด 35% เมื่อเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท ตัวอย่าง: ตัวแทนจำหน่ายสินค้ามีรายได้ปีละ 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เหลือ 320,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 260,000 บาท คิดเป็นภาษี 5,500 บาท ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้ามีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% สามารถเลือกหักตามจริงแทนได้ แต่ต้องมีหลักฐานครบ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงิน เช่น จ้างออกแบบโลโก้ 10,000 บาท หัก 3% = 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท นำส่ง 300 บาทให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เปรียบเทียบกิจการเจ้าของคนเดียวกับรูปแบบธุรกิจอื่น รายการ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด จำนวนเจ้าของขั้นต่ำ 1 คน 2 คนขึ้นไป 2 คนขึ้นไป ความรับผิดในหนี้สิน ไม่จำกัด จำกัดเฉพาะหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด จำกัดตามมูลค่าหุ้น ภาษี บุคคลธรรมดา 0-35% นิติบุคคล สูงสุด 20% นิติบุคคล สูงสุด 20% ต้องจัดทำบัญชี ไม่บังคับ บังคับ บังคับ ต้องยื่นงบการเงิน ไม่ต้อง ต้องยื่น DBD ทุกปี ต้องยื่น DBD ทุกปี ค่าจดทะเบียนเริ่มต้น 50 บาท (ทะเบียนพาณิชย์) 1,000 บาทขึ้นไป 5,500 บาทขึ้นไป เหมาะกับ ธุรกิจเริ่มต้น รายได้ยังน้อย ธุรกิจขนาดกลาง มีหุ้นส่วน ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ถ้ารายได้เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาเกิน 20% อาจถึงเวลาพิจารณาจดทะเบียนบริษัทเพื่อประหยัดภาษี สรุป: กิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการทดลองตลาดก่อนขยายกิจการ สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรก ได้แก่ ศึกษาภาระภาษีให้ชัด แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน และเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตั้งแต่ต้น จัดการบัญชีกิจการเจ้าของคนเดียวให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อธุรกิจเริ่มโต การมีระบบบัญชีช่วยให้เห็นตัวเลขกำไรที่แท้จริงและพร้อมขยายเป็นบริษัทในอนาคตPEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกเอกสารครบทั้งใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวต้องทำบัญชีไหม ไม่ได้เป็นข้อบังคับตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติควรทำ เพราะเวลายื่นภาษี ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงจะต้องมีหลักฐานประกอบ ถ้ากรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ การมีบันทึกบัญชีจะช่วยให้ชี้แจงได้ง่ายขึ้น กิจการเจ้าของคนเดียวรายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT เกณฑ์อยู่ที่ 1.8 ล้านบาทต่อปี นับจากรายได้รวมไม่ใช่กำไร ถ้าธุรกิจซื้อมาขายไปที่ต้นทุนสินค้าสูง การจด VAT สมัครใจตั้งแต่ยอดยังไม่ถึงเกณฑ์อาจคุ้มกว่า เพราะนำภาษีซื้อจากต้นทุนสินค้ามาหักออกจากภาษีขายได้ กิจการเจ้าของคนเดียวเลิกกิจการต้องทำอย่างไร ยื่นจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เลิก ที่หน่วยงานเดียวกับที่จดทะเบียนตั้งใหม่ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าจด VAT ไว้ต้องยื่นเลิกทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรด้วย แล้วยื่นภาษีเงินได้ให้ครบถ้วนสำหรับปีที่เลิก กิจการเจ้าของคนเดียวจ้างพนักงานได้ไหม ได้ การจ้างพนักงานไม่ได้เปลี่ยนสถานะธุรกิจ แต่เจ้าของต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน เช่น จ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน ถ้ามีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างนอกจากนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

8 min

SWIFT Code คืออะไร? รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย

ถ้าคุณต้องโอนเงินไปต่างประเทศหรือรับเงินจากต่างประเทศ สิ่งที่ธนาคารจะถามคือ “SWIFT Code” ของธนาคารปลายทาง บทความนี้ PEAK รวม SWIFT Code ของทุกธนาคารในไทยไว้ที่เดียว พร้อมวิธีเช็คและข้อควรรู้ก่อนโอน SWIFT Code คืออะไร SWIFT Code (หรือ BIC Code) คือรหัสประจำตัวของธนาคารที่ใช้ระบุตัวตนในระบบการเงินระหว่างประเทศ ย่อมาจาก Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication เป็นมาตรฐานกลางที่ธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ร่วมกัน ถ้าใส่ SWIFT Code ผิด เงินอาจส่งไปผิดที่หรือถูกตีกลับ SWIFT Code ประกอบด้วยอะไรบ้าง  SWIFT Code มี 8 หรือ 11 ตัวอักษร แต่ละส่วนมีความหมายดังนี้  ตำแหน่ง ความหมาย ตัวอย่าง (กสิกรไทย) ตัวที่ 1-4 รหัสธนาคาร KASI (Kasikornbank) ตัวที่ 5-6 รหัสประเทศ TH (Thailand) ตัวที่ 7-8 รหัสที่ตั้ง (เมือง) BK (Bangkok) ตัวที่ 9-11 รหัสสาขา (ถ้ามี) XXX หรือไม่ระบุ = สำนักงานใหญ่ ดังนั้น SWIFT Code ของธนาคารกสิกรไทย คือ KASITHBK (8 หลัก = สำนักงานใหญ่) รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย  ธนาคารกรุงเทพ — SWIFT Code: BKKBTHBK ธนาคารกสิกรไทย — SWIFT Code: KASITHBK ธนาคารไทยพาณิชย์ — SWIFT Code: SICOTHBK ธนาคารกรุงไทย — SWIFT Code: KRTHTHBK ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) — SWIFT Code: TMBKTHBK ธนาคารกรุงศรีอยุธยา — SWIFT Code: AYUDTHBK ธนาคารเกียรตินาคินภัทร — SWIFT Code: KKPBTHBK ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย — SWIFT Code: UBOBTHBK ธนาคารยูโอบี — SWIFT Code: UOVBTHBK ธนาคารไทยเครดิต — SWIFT Code: THCETHB1 ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ — SWIFT Code: LAHRTHB1 ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) — SWIFT Code: ICBKTHBK ธนาคารเฉพาะกิจ (ของรัฐ) ธนาคารออมสิน — SWIFT Code: GSBATHBK ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธ.ก.ส.) — SWIFT Code: BAABTHBK ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย — SWIFT Code: TIBTTHBK ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) — SWIFT Code: GHBATHBK หมายเหตุ : รหัสในตารางเป็นรหัสสำนักงานใหญ่ (8 หลัก) ใช้ได้กับการโอนเงินเข้าบัญชีทุกสาขาทั่วประเทศ ควรตรวจสอบกับธนาคารปลายทางอีกครั้งก่อนโอน  SWIFT Code ดูตรงไหน  ถ้าไม่แน่ใจว่า SWIFT Code ของธนาคารที่ใช้อยู่คืออะไร มี 3 วิธีเช็คได้ง่ายๆ โอนเงินผ่าน SWIFT ใช้เวลากี่วัน  การโอนเงินผ่านระบบ SWIFT ระยะเวลาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ค่าธรรมเนียม แต่ละธนาคารคิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและประเทศปลายทาง ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนทำรายการ สรุป ถ้าธุรกิจของคุณรับหรือจ่ายเงินต่างประเทศเป็นประจำ PEAK Account ช่วยบันทึกรายการโอนเงินต่างประเทศ กระทบยอดกับ Bank Statement และจัดทำรายงานภาษีให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) SWIFT Code กับ BIC Code ต่างกันไหม เหมือนกัน SWIFT Code คือชื่อที่คนทั่วไปเรียก ส่วน BIC Code (Bank Identifier Code) คือชื่อทางการตามมาตรฐาน ISO 9362 ใช้แทนกันได้ ต้องใช้ SWIFT Code ทุกครั้งที่โอนเงินต่างประเทศไหม ใช่ ทุกครั้งที่โอนเงินระหว่างประเทศผ่านธนาคาร ต้องระบุ SWIFT Code ของธนาคารปลายทาง แต่ถ้าใช้บริการโอนเงินออนไลน์ เช่น Wise หรือ PayPal ระบบอาจกรอก SWIFT Code ให้อัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก