ธุรกิจทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

11 ก.ย. 2026

TAN-ASC

13 min

Supervisor คืออะไร บทบาท หน้าที่ ทักษะ ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ธุรกิจเริ่มโต ทีมเริ่มใหญ่ เจ้าของกิจการหลายคนถึงจุดที่ต้องตั้ง Supervisor มาดูแลทีมแทน แต่ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง หาคนแบบไหนมาทำ และต่างจาก Manager ยังไง Supervisor คืออะไร ความหมายและบทบาทในองค์กร Supervisor คือตำแหน่งที่ทำหน้าที่ดูแลทีมขนาดเล็กให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด โดยรับนโยบายจากผู้บริหารระดับ Manager แล้วแปลงเป็นงานจริงที่ทีมต้องทำในแต่ละวัน พูดให้เข้าใจง่าย Supervisor เปรียบเหมือน กัปตันทีม ที่ลงสนามด้วยตัวเอง รู้ปัญหาหน้างานจริง แต่ก็ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของทั้งทีมไปพร้อมกัน ในองค์กรส่วนใหญ่ Supervisor จะเป็นคนแรกที่ลูกทีมเข้าหาเมื่อมีปัญหา และเป็นคนแรกที่ Manager ถามเมื่อต้องการอัปเดตงาน ตำแหน่งนี้จึงเป็น สะพานเชื่อม ระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร Supervisor vs Manager vs Team Lead ต่างกันอย่างไร หลายคนสงสัยว่า Supervisor กับ Manager ใครใหญ่กว่า คำตอบคือ Manager มีอำนาจตัดสินใจกว้างกว่า โดย Supervisor รายงานตรงต่อ Manager อีกทีหนึ่ง ส่วน Team Lead มักเป็นบทบาทมากกว่าตำแหน่ง คือคนที่นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ แต่อาจไม่มีอำนาจประเมินผลงานหรือตัดสินใจเรื่องคน ตารางเปรียบเทียบ Supervisor, Manager และ Team Lead เกณฑ์ Team Lead Supervisor Manager ขอบเขตงาน นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ ดูแลทีมปฏิบัติงานประจำวัน วางแผน ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งแผนก อำนาจตัดสินใจ จำกัดเฉพาะโปรเจกต์ ตัดสินใจงานประจำวันของทีม ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ งบประมาณ และทิศทางแผนก การประเมินผลงาน มักไม่มีอำนาจ มีอำนาจประเมินลูกทีม ประเมินทั้ง Supervisor และทีม สายรายงาน รายงานต่อ Supervisor หรือ Manager รายงานต่อ Manager รายงานต่อ Director หรือ C-Level ทักษะหลัก ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นำทีม แก้ปัญหาหน้างาน สื่อสาร วางแผนเชิงกลยุทธ์ บริหารทรัพยากร Supervisor อยู่ระดับไหนในองค์กร Supervisor อยู่ในกลุ่ม ผู้บริหารระดับต้น (First-line Management) เส้นทางอาชีพโดยทั่วไปจะเรียงจากล่างขึ้นบนดังนี้ ตำแหน่ง Supervisor จึงเป็น จุดเริ่มต้น ของการเป็นผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายงานจะต้องผ่านจุดนี้ก่อน Assistant Supervisor คือก้าวแรกก่อนขึ้น Supervisor Assistant Supervisor คือตำแหน่งรองหัวหน้างาน ทำหน้าที่ช่วย Supervisor ในการดูแลทีม เป็นตำแหน่งที่องค์กรใช้เตรียมคนก่อนเลื่อนขั้น เหมาะสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพ แต่ต้องฝึกทักษะการนำทีมเพิ่มเติม หน้าที่และความรับผิดชอบของ Supervisor หน้าที่หลักของ Supervisor คือทำให้ทีมทำงานได้ตามเป้า ซึ่งแบ่งออกเป็นงานหลายด้าน ประเภทของ Supervisor ในสายงานต่าง ๆ ตำแหน่ง Supervisor มีอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม แต่หน้าที่เฉพาะจะต่างกันตามลักษณะงาน Accounting Supervisor และ Finance Supervisor Accounting Supervisor คือหัวหน้าทีมบัญชีที่ดูแลการปิดงบรายเดือน ตรวจสอบความถูกต้องของรายการบัญชี และประสานงานกับสรรพากรและผู้สอบบัญชี ส่วน Finance Supervisor เน้นดูแลงบประมาณ กระแสเงินสด และวิเคราะห์ตัวเลขการเงินให้ผู้บริหาร ถ้าคุณสนใจตำแหน่งงานในสายบัญชีโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ Production Supervisor Production Supervisor คือหัวหน้าสายการผลิตในโรงงาน ดูแลให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามแผน ควบคุมคุณภาพ และจัดการเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ต้องเข้าใจทั้งเครื่องจักรและคน Sale Supervisor Sale Supervisor คือหัวหน้าทีมขายที่ตั้งเป้ายอดให้ลูกทีม ติดตามผลการขาย วางแผนเข้าพบลูกค้า และฝึกเทคนิคการขายให้ทีม ต้องทำยอดเองด้วยพร้อมกับผลักดันทีมให้ถึงเป้า ตำแหน่งนี้มักได้รับคอมมิชชันจากยอดขายของทั้งทีมด้วย จึงเป็นสายงานที่มีรายได้สูงหากทำผลงานดี ทักษะสำคัญที่ Supervisor ต้องมี Supervisor ที่ดีไม่ได้เก่งแค่งาน แต่ต้องเก่งคนด้วย ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ การฟัง เพราะ Supervisor ที่ดีไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ฟังปัญหาของลูกทีมแล้วหาทางออกร่วมกันได้ ตั้ง Supervisor แล้ว เจ้าของกิจการต้องปล่อยมืออะไรบ้าง เจ้าของกิจการที่เพิ่งตั้ง Supervisor มักติดนิสัยลงไปทำเองทุกอย่าง ต้องฝึกแบ่งงานให้ชัดว่าอะไรมอบให้ Supervisor ดูแล อะไรยังต้องตัดสินใจเอง มอบให้ Supervisor เจ้าของยังดูเอง มอบหมายงานประจำวันให้ลูกทีม ตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การลงทุน สอนงาน ให้ feedback ประเมินผลงาน จ้าง-เลิกจ้างพนักงาน (ตัดสินใจสุดท้าย) แก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นระหว่างวัน วางแผนกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจ ตรวจสอบคุณภาพงานก่อนส่งลูกค้า เจรจากับคู่ค้ารายใหญ่ รายงานสถานะงานให้เจ้าของ อนุมัติค่าใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด สิ่งสำคัญ คือกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดตั้งแต่วันแรก เช่น Supervisor อนุมัติค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 5,000 บาท เกินกว่านั้นต้องขอเจ้าของ แบบนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องถามกันทุกเรื่อง งานเดินได้เร็วขึ้น Supervisor กับเทคโนโลยี ใช้ระบบช่วยบริหารจัดการงานเอกสารและบัญชีของทีมอย่างไร Supervisor ยุคนี้ไม่ได้แค่ดูแลคน แต่ต้องเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงด้วย โดยเฉพาะสำหรับ Supervisor ที่ดูแลทีมบัญชี ทีมการเงิน หรือทีม back-office ที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก ระบบที่ช่วยได้มากที่สุดคือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้ทีมออกเอกสาร บันทึกรายการ และกระทบยอดได้จากทุกที่ ลดงาน manual ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที สำหรับ Supervisor ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเดือนทีม ระบบโปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ แทนที่จะต้องคำนวณเองบน Excel ทีละคน การนำระบบเข้ามาใช้ไม่ได้แค่ลดเวลาทำงาน แต่ยังลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Supervisor ต้องรับผิดชอบแก้ไขเมื่อเกิดขึ้น สรุป: Supervisor คือก้าวแรกของการเป็นผู้บริหาร Supervisor คือตำแหน่งหัวหน้างานระดับต้นที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพต้องผ่านจุดนี้ สิ่งที่ Supervisor ต้องโฟกัสมากที่สุดคือ ทักษะการบริหารคน การสื่อสาร และการเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ จัดการทีมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการและหัวหน้าทีมจัดการงานบัญชี ออกเอกสาร และจัดการภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Supervisor Supervisor ตัวย่ออะไร Supervisor มักย่อเป็น “SUP” หรือ “SVR” ในเอกสารภายในองค์กร แต่ไม่มีตัวย่อมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละบริษัทอาจใช้ต่างกัน เช่น “SPV” หรือ “Supv.” ก็พบบ่อยเช่นกัน Senior กับ Supervisor ต่างกันอย่างไร Senior คือพนักงานอาวุโสที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ไม่จำเป็นต้องบริหารคน ส่วน Supervisor ต้องรับผิดชอบผลงานของทั้งทีม พูดง่ายคือ Senior เก่งงาน ส่วน Supervisor ต้องเก่งทั้งงานและคน ในบางองค์กร Senior อาจได้เงินเดือนสูงกว่า Supervisor ด้วยซ้ำ เพราะเชี่ยวชาญพิเศษ เลื่อนตำแหน่งเป็น Supervisor ต้องปรับตัวอย่างไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนจาก คนทำงาน เป็น คนนำทีม ไม่สามารถลงมือทำทุกอย่างเองได้อีกต่อไป ต้องฝึกมอบหมายงาน ให้ feedback และยอมรับว่าลูกทีมอาจทำงานด้วยวิธีที่ต่างออกไป สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เดือนแรกคือ พูดคุยกับลูกทีมแต่ละคนว่าต้องการ support อะไร แล้วตั้งเป้าหมายร่วมกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

จดทะเบียนพาณิชย์ ใครต้องจด ขั้นตอน เอกสาร วิธีจดออนไลน์

เปิดร้านค้า รับงานฟรีแลนซ์ หรือขายของออนไลน์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ไม่จดมีโทษปรับ ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท จดเสร็จภายในวันเดียว ทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากจดทะเบียนบริษัทอย่างไร ทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่าคุณกำลังประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีตัวตนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ดูแลโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลายคนสับสนระหว่างจดทะเบียนพาณิชย์กับจดทะเบียนบริษัท ดูความแตกต่างหลักได้จากตารางนี้ เรื่อง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนบริษัท เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ร้านค้ารายย่อย ฟรีแลนซ์ ธุรกิจที่ต้องการแยกนิติบุคคลชัดเจน ค่าใช้จ่าย 50 บาท 5,000-6,000 บาทขึ้นไป ความซับซ้อน ง่าย เอกสารน้อย จดเสร็จภายในวัน ซับซ้อนกว่า ต้องมีผู้ถือหุ้น กรรมการ ภาษี เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บัญชี ไม่บังคับจัดทำบัญชีชุดเต็ม บังคับจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี จดทะเบียนการค้า กับ จดทะเบียนพาณิชย์ ต่างกันไหม คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ต่างกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน คือการแจ้งจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงานรัฐ คำว่า ทะเบียนการค้า เป็นชื่อเดิมที่คนทั่วไปยังคุ้นเคย ส่วน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นชื่อทางการที่ใช้ในปัจจุบัน ใครต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ธุรกิจอะไรบ้างที่ต้องจด ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ธุรกิจที่ต้องจดได้แก่ จดทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ต่างกันอย่างไร บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่ได้จดบริษัท) สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้โดยตรง รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ส่วนนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว) ที่ทำธุรกิจในประเภทที่กำหนดก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเช่นกัน ร้านค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องจด ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ของตัวเอง กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะจดให้เรียบร้อย เอกสารจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้อะไรบ้าง เอกสารจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เตรียมให้ครบก่อนไปจดจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก เอกสารสำหรับบุคคลธรรมดา เอกสารเพิ่มเติมสำหรับนิติบุคคล ขั้นตอนจดทะเบียนพาณิชย์ แบบ Step-by-step คุณเลือกจดได้ 2 ช่องทาง คือเดินไปจดด้วยตัวเองที่สำนักงาน หรือจดออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration จดที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ จดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration สำหรับคนที่ไม่สะดวกไปจดด้วยตัวเอง สามารถจดออนไลน์ได้ผ่านระบบ DBD e-Registration ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ 2026 เท่าไร ค่าธรรมเนียมถูกมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจดทะเบียนบริษัท ประเภท ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนใหม่ 50 บาท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาท จดทะเบียนเลิกกิจการ 20 บาท ขอตรวจเอกสาร ฉบับละ 20 บาท ขอคัดสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท ใบทะเบียนพาณิชย์ หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ใบทะเบียนพาณิชย์ (ทพ.4) คือเอกสารยืนยันว่าธุรกิจของคุณจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย บนใบจะระบุชื่อร้านค้า เลขทะเบียนพาณิชย์ ที่อยู่สถานประกอบการ ประเภทธุรกิจ และวันที่จดทะเบียน ใบนี้ใช้ทำได้หลายอย่าง เช่น เปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้า สมัครเป็นผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ และใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อลูกค้าหรือคู่ค้า จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง หลังจดทะเบียนเสร็จแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจดในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ภาษีเงินได้ ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เสียภาษีตามอัตราขั้นบันได 0-35% ตามรายได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตราภาษีพิเศษที่ต่ำกว่า ต้องจด VAT ไหม เมื่อไรต้องจด ไม่จำเป็นต้องจดทันที แต่ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในกำหนด หลังจด VAT แล้วต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน หลังจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องจัดทำบัญชีอย่างไร ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายไม่บังคับให้ทำบัญชีชุดเต็ม แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง ส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจรับรองแล้วให้ DBD ทุกปี ไม่ว่าจะจดในนามไหน การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายจะทำให้ยื่นภาษีได้ง่ายและไม่ตกหล่น สรุป: จดทะเบียนพาณิชย์ไม่ยากอย่างที่คิด การจดทะเบียนเป็นขั้นตอนแรกที่ทำให้ธุรกิจถูกกฎหมาย ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท เอกสารไม่กี่รายการ จดเสร็จได้ภายในวันเดียว ส่วนใครที่ไม่สะดวกเดินทางก็จดออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ได้เลย สิ่งที่ต้องทำหลังจดเสร็จคือจัดการเรื่องภาษีให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้หรือ VAT จัดการบัญชีหลังจดทะเบียนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียน บันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนพาณิชย์ ร้านเล็กๆ ขายของไม่กี่อย่าง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องดูว่าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นการค้าขายสินค้าทั่วไป แม้จะเป็นร้านเล็กก็ต้องจด ยกเว้นการขายของจากผลผลิตการเกษตรของตัวเอง เช่น ปลูกผักขายตามตลาดนัด ไม่ต้องจด จดทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้ทำธุรกิจต่อ ต้องทำอย่างไร ต้องยื่นจดทะเบียนเลิกพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับจากวันเลิกกิจการ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าไม่แจ้งเลิกจะมีโทษปรับ จดทะเบียนแล้วเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านได้เลยไหม ได้ ใบทะเบียนการค้าใช้เป็นเอกสารเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้าได้ แต่เอกสารที่ต้องใช้ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร ควรสอบถามธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชีก่อนล่วงหน้า จดออนไลน์กับไปจดเอง ได้ใบทะเบียนเหมือนกันไหม สิทธิ์และผลทางกฎหมายเหมือนกันทุกประการ แต่ใบทะเบียนที่ได้จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ไฟล์ดิจิทัล) ส่วนจดที่สำนักงานจะได้ใบเป็นกระดาษ ทั้งสองแบบใช้ได้เหมือนกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Entrepreneur คืออะไร ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไปยังไง

Entrepreneur กับเจ้าของธุรกิจทั่วไปต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่แนวคิดเบื้องหลังต่างกันมาก และส่งผลต่อวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และทิศทางของธุรกิจ Entrepreneur คืออะไร Entrepreneur คือคนที่สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาจากไอเดียของตัวเอง ยอมรับความเสี่ยงด้านการเงิน เพื่อแลกกับโอกาสสร้างกำไรและสร้างคุณค่าให้ตลาด สิ่งที่ทำให้ Entrepreneur ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไป คือการมุ่งสร้างสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือวิธีแก้ปัญหาที่ยังไม่มีคนทำ Entrepreneur กับ Business Owner ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง Entrepreneur กับ Business Owner เพราะทั้งคู่เป็นเจ้าของธุรกิจเหมือนกัน แต่แนวคิดและวิธีทำงานต่างกัน เกณฑ์ Entrepreneur Business Owner เป้าหมาย สร้างสิ่งใหม่ เปลี่ยนตลาด ทำธุรกิจให้มั่นคง สร้างรายได้สม่ำเสมอ ความเสี่ยง กล้าเสี่ยงสูง เน้นความมั่นคง วิธีทำ คิดค้นสินค้าหรือวิธีใหม่ ใช้วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล การเติบโต ขยายให้ใหญ่เร็ว โตทีละก้าว ตัวอย่าง สร้างแอปใหม่ช่วย SME ลดต้นทุน เจ้าของโรงงานที่ดำเนินกิจการมา 10 ปี ทั้งสองแบบไม่มีอะไรดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือเข้าใจตัวเองว่าอยากสร้างอะไร Entrepreneur กับ Freelancer ต่างกันตรงไหน Freelancer ทำงานอิสระรับจ้างตามความเชี่ยวชาญ เช่น ออกแบบกราฟิก เขียนโปรแกรม หรือทำบัญชี แต่ไม่ได้สร้าง ธุรกิจ ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องลงแรงเอง Entrepreneur สร้างระบบธุรกิจที่สามารถเติบโตได้แม้ไม่ได้ทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง ฟรีแลนซ์หลายคนเริ่มต้นจากการรับจ้าง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น Entrepreneur เมื่อเริ่มสร้างทีมและระบบธุรกิจของตัวเอง ประเภทของ Entrepreneur ที่ควรรู้ Entrepreneur ไม่ได้มีแบบเดียว แต่ละประเภทมีเป้าหมายและวิธีทำธุรกิจต่างกัน Small Business Entrepreneur ผู้ประกอบการ SME คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในไทย เปิดร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงานบัญชี หรือธุรกิจบริการต่างๆ โดยมุ่งเน้นสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ธุรกิจ SME คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทย Startup Entrepreneur ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพมุ่งสร้างธุรกิจที่โตได้เร็วและขยายได้ไม่จำกัด มักใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ตัวอย่างเช่น แอปจัดการร้านค้าออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มช่วย SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน Social Entrepreneur คือผู้ประกอบการเพื่อสังคม Social Entrepreneur สร้างธุรกิจที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างกำไร เช่น ธุรกิจรีไซเคิลขยะพลาสติก หรือแพลตฟอร์มการศึกษาสำหรับชุมชนห่างไกล Intrapreneur คือผู้ประกอบการภายในองค์กร ไม่จำเป็นต้องเปิดบริษัทเองถึงจะเป็น Entrepreneur ได้ Intrapreneur คือพนักงานที่คิดและทำแบบผู้ประกอบการภายในองค์กร เช่น เสนอโปรเจกต์ใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้บริษัท หรือหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น Digital Entrepreneur ผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริการ จุดเด่น คือเริ่มต้นด้วยทุนต่ำ แต่เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก คุณสมบัติสำคัญ 7 ข้อของ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จมักมีคุณสมบัติร่วมกัน 7 ข้อ ไม่ว่าจะทำธุรกิจประเภทไหน Entrepreneurial Mindset คือแนวคิดแบบไหน Entrepreneurial Mindset คือวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ ที่มองทุกปัญหาเป็นโอกาส และกล้าลงมือทำแม้ยังไม่มีทุกอย่างพร้อม แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่เปิดบริษัท แต่ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือนักศึกษา คนที่มี Entrepreneurial Mindset มักมีลักษณะเหล่านี้ วิธีพัฒนา Entrepreneurial Mindset การพัฒนาแนวคิดนี้เริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ขั้นตอนเริ่มต้นเป็น Entrepreneur สำหรับมือใหม่ ถ้าคุณอยากเริ่มเป็นผู้ประกอบการแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองทำตามขั้นตอนนี้ เครื่องมือสำคัญที่ Entrepreneur ยุคใหม่ควรมี ผู้ประกอบการยุคนี้ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง เทคโนโลยีช่วยให้จัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น ตัวอย่าง Entrepreneur ไทยที่สร้างแรงบันดาลใจ ประเทศไทยมี Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ SME ขนาดเล็กจนถึงบริษัทระดับประเทศ ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัว ร้านค้าชุมชน หรือไอเดียที่เกิดจากการเห็นปัญหาในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จไม่ใช่ทุนมากมาย แต่คือความกล้าลงมือทำ ความพร้อมปรับตัว และการจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น สรุป: Entrepreneur คือคนที่ลงมือสร้าง Entrepreneur ไม่ใช่แค่คนที่มีไอเดีย แต่ คือคนที่เปลี่ยนไอเดียเป็นธุรกิจจริงด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็น SME, Startup หรือ Digital Entrepreneur สิ่งสำคัญ คือเข้าใจตัวเอง วางแผนให้ดี และมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก จัดการบัญชีและการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกเอกสารทางธุรกิจ ดูกระแสเงินสด และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Entrepreneur Entrepreneur ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น คุณสามารถเริ่มเป็นบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดทะเบียนบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่เหมาะสม เช่น รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจด VAT หรือต้องการสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าองค์กร Entrepreneur กับ CEO ต่างกันยังไง Entrepreneur คือผู้สร้างธุรกิจ ส่วน CEO คือตำแหน่งบริหารสูงสุดในบริษัท Entrepreneur อาจเป็น CEO ของบริษัทตัวเอง แต่ CEO ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สร้างธุรกิจ บริษัทใหญ่หลายแห่งจ้าง CEO มืออาชีพเข้ามาบริหาร เริ่มเป็น Entrepreneur ต้องมีเงินทุนเท่าไร ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ธุรกิจออนไลน์หลายอย่างเริ่มต้นด้วยเงินหลักพันบาท เช่น ขายสินค้าผ่าน social media หรือให้บริการฟรีแลนซ์ สิ่งสำคัญกว่าเงินทุนคือการเข้าใจลูกค้าและทดสอบไอเดียกับตลาดจริง Entrepreneurship เรียนได้ไหม เรียนรู้ได้ มหาวิทยาลัยทั่วโลกมีหลักสูตร Entrepreneurship และแม้แต่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา พรสวรรค์ช่วยได้ แต่ทักษะที่ฝึกฝนได้ เช่น การจัดการเงิน การตลาด และการสร้างทีม มีผลมากกว่าไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ปิดการขาย คืออะไร จัดการเอกสารและบัญชีหลังปิดดีล ฉบับเจ้าของกิจการ

ตกลงราคากับลูกค้าได้แล้ว จับมือกันเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นต้องออกเอกสารอะไร ลำดับไหนก่อน แล้วบันทึกบัญชียังไง เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่สะดุดตรงนี้ ปิดการขาย คืออะไร แล้วต้องจัดการอะไรต่อหลังปิดดีล ปิดการขาย คือจุดที่ลูกค้าตกลงซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แต่สำหรับเจ้าของกิจการที่ขาย B2B ดีลยังไม่จบตรงนั้น เพราะการขายให้ธุรกิจต่างจากขายให้คนทั่วไปหลายจุด ขาย B2C ขาย B2B คนตัดสินใจ 1 คน หลายคน (จัดซื้อ ผู้ใช้งาน ผู้บริหาร) ระยะเวลาตัดสินใจ นาทีถึงวัน สัปดาห์ถึงเดือน เอกสารหลังปิดดีล แทบไม่มี ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ครบ flow การชำระเงิน จ่ายทันที Credit term 30-60 วัน สิ่งที่ตามมาหลังปิดดีล B2B คือเอกสาร 4-5 ฉบับที่ต้องออกให้ถูกลำดับ ถูกตัวเลข และถูกกฎหมาย ถ้าออกเอกสารช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจ ถ้าออกผิด ต้องเสียเวลาแก้ไข ถ้าไม่ออกใบกำกับภาษี ลูกค้าองค์กรอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป เพราะเอาไปเป็นภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ส่งใบเสนอราคาได้ภายใน 5 นาทีหลังตกลง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จสูงกว่าคนที่บอกว่าจะส่งให้วันพรุ่งนี้ เอกสาร 5 ฉบับที่ต้องออกหลังปิดดีล และลำดับที่ถูกต้อง 1. ใบเสนอราคา (Quotation) ออกทันทีหลังตกลงราคา ยิ่งส่งเร็วเท่าไร โอกาสที่ดีลจะสำเร็จยิ่งสูง เพราะลูกค้ายังอยู่ในอารมณ์ตัดสินใจ รายละเอียดที่ต้องระบุและตัวอย่างฟอร์มอ่านได้ที่คู่มือใบเสนอราคาของ PEAK 2. ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกหลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อเรียกเก็บเงินอย่างเป็นทางการ จุดสำคัญสำหรับ B2B คือต้องระบุ credit term ให้ชัด เช่น Net 30 หรือ Net 60 ลูกค้าองค์กรจะใช้ใบแจ้งหนี้เข้าระบบจัดซื้อภายใน ถ้าข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขใหม่ ทำให้ได้เงินช้าลง อ่านเพิ่มที่ใบแจ้งหนี้ คืออะไร 3. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า B2B เพราะเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ถ้าไม่ออกให้หรือออกช้า ลูกค้าอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป 4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินครบถ้วน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี 5. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการ ลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออก50 ทวิให้คุณ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตหักภาษีตอนสิ้นปีได้ ลำดับเอกสารหลังปิดดีล สรุปเป็นตาราง ลำดับ เอกสาร ออกเมื่อไร ใครออก 1 ใบเสนอราคา ทันทีหลังตกลงราคา ผู้ขาย 2 ใบแจ้งหนี้ หลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา ผู้ขาย 3 ใบกำกับภาษี วันส่งมอบสินค้า หรือวันรับเงิน (แล้วแต่อย่างใดก่อน) ผู้ขาย (ต้องจด VAT) 4 ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้ขาย 5 50 ทวิ เมื่อจ่ายเงิน (กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย) ผู้ซื้อ (ออกให้ผู้ขาย) Credit Term คืออะไร กำหนดอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุด การขาย B2B ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินสดทันที ลูกค้าองค์กรมักขอ credit term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังได้รับสินค้า/บริการแล้ว Credit Term หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ ยังไม่มีประวัติ Net 30 จ่ายภายใน 30 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้าประจำที่มีประวัติดี Net 60 จ่ายภายใน 60 วัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ credit term ยิ่งยาว เงินสดหมุนเวียนยิ่งน้อย ถ้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน กระแสเงินสดจะติดลบ ต้องวางแผนให้ credit term ที่ให้ลูกค้าสั้นกว่า credit term ที่ได้จากซัพพลายเออร์ วิธีบันทึกบัญชีหลังปิดดีล ตอนออกใบแจ้งหนี้ (ยังไม่ได้รับเงิน) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% ให้เครดิต 30 วัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนได้รับเงิน (ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%) ลูกค้าจ่ายค่าบริการ 107,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดก่อน VAT (3,000 บาท) จ่ายจริง 104,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 104,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีที่ถูกหัก 3,000 บาท เก็บ 50 ทวิ ไว้ นำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปี อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียดีล B2B หลังตกลงแล้ว เจ้าของกิจการหลายคนปิดดีลได้ แต่สุดท้ายดีลหลุดเพราะขั้นตอนหลังจากนั้น สรุป: ปิดดีลแล้ว จัดการเอกสารให้จบ ธุรกิจไปต่อได้เร็ว ออกเอกสารหลังปิดดีลได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินได้ในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารหลังปิดการขาย ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ต่างกันยังไง ใบเสนอราคาออกก่อนลูกค้าตกลง เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไข ใบแจ้งหนี้ออกหลังลูกค้าตกลงแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ใบแจ้งหนี้ถือเป็นหลักฐานการค้า ไม่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่จด VAT ออกแค่ใบเสร็จรับเงินก็พอ แต่ลูกค้า B2B ที่จด VAT อาจขอใบกำกับภาษีจากคุณ ถ้าไม่มีให้ ลูกค้าไม่สามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่า credit term ทำอย่างไร ส่งใบแจ้งหนี้เตือนก่อนครบกำหนด 3-5 วัน ถ้าเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย โทรติดตามทันที ถ้าเกิดบ่อยกับลูกค้ารายเดียวกัน ควรปรับลด credit term หรือเปลี่ยนเป็นจ่ายสดในครั้งต่อไป ปิดดีลทางแชท ต้องออกเอกสารเหมือนกันไหม ต้องออกเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะปิดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขายดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

Passive Income คืออะไร รวมไอเดียและภาษีที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนทำธุรกิจจนรายได้มั่นคงแล้ว แต่รายได้ทั้งหมดยังผูกอยู่กับตัวเอง ถ้าหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดตาม Passive Income คือทางออกที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงาน Passive Income คืออะไร Passive Income คือรายได้ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้แรงงานหรือเวลาแลกเป็นประจำทุกวัน ในภาษาไทยมักเรียกว่า รายได้เชิงรับ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คุณต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือความรู้ เช่น คนที่ได้ค่าเช่าทุกเดือน ก็ต้องซื้ออสังหาฯ ก่อน คนที่ได้เงินปันผล ก็ต้องลงทุนซื้อหุ้นก่อน หัวใจสำคัญคือ เมื่อระบบเริ่มทำงานแล้ว รายได้จะไหลเข้ามาโดยคุณไม่ต้องแลกเวลาเป็นรายชั่วโมง Passive Income กับ Active Income ต่างกันอย่างไร Active Income คือรายได้ที่ต้องแลกเวลาและแรงงานโดยตรง เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน ค่าคอมมิชชัน หยุดทำงานเมื่อไร รายได้ก็หยุดตาม ส่วนรายได้เชิงรับ เมื่อสร้างระบบเสร็จแล้ว รายได้ยังเข้ามาแม้คุณไม่ได้ทำงานทุกวัน เกณฑ์ Active Income Passive Income ที่มารายได้ ใช้เวลาและแรงงานโดยตรง ลงทุนล่วงหน้า (เงิน/เวลา/ความรู้) ตัวอย่าง เงินเดือน, ค่าจ้าง, ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า, เงินปันผล, ค่า Royalty ความต่อเนื่อง หยุดทำ = รายได้หยุด หยุดทำ = รายได้ยังเข้า (ในระดับหนึ่ง) ความเสี่ยง ต่ำถ้ามีงานประจำ มีความเสี่ยงตามประเภทการลงทุน การเติบโต จำกัดตามเวลาที่มี ขยายได้ไม่จำกัดด้วยเวลา คนที่มั่นคงทางการเงินมักมีรายได้ทั้งสองแบบ ใช้ Active Income สร้างฐาน แล้วค่อยๆ สร้าง Passive Income เป็นรายได้เสริม ข้อดีและข้อเสียของ Passive Income ที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม ก่อนลงมือสร้างรายได้เชิงรับ ควรเข้าใจทั้งด้านดีและด้านที่ต้องระวัง ข้อดี ข้อเสีย Passive Income มีอะไรบ้าง รวมไอเดียสร้างรายได้แบบไม่ต้องทำงานทุกวัน Passive Income มีหลายรูปแบบ เลือกได้ตามเงินทุนและเวลาที่มี รายได้จากการลงทุน เงินปันผลจากหุ้น กำไรจากกองทุนรวม หรือผลตอบแทนจากพันธบัตร เป็นรายได้เชิงรับที่เข้าถึงง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยเงินไม่มากก็ได้ เช่น ลงทุนกองทุนรวมเดือนละ 1,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี แต่ไม่การันตี ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มูลค่าอาจขึ้นลงได้ รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าบ้าน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ เป็นรายได้เชิงรับที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด ถ้ายังไม่มีเงินซื้ออสังหาฯ เอง ลงทุนผ่าน REITs (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) ก็ได้ ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น เริ่มต้นหลักพันบาท รายได้จากธุรกิจออนไลน์ สร้างคอร์สออนไลน์ ขาย E-book ทำ Affiliate Marketing หรือสร้าง YouTube Channel เป็นรายได้เชิงรับที่ใช้เวลาสร้างมากกว่าเงินลงทุน เหมาะกับคนที่มีความรู้เฉพาะทาง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือ เพลง ซอฟต์แวร์ หรือสิทธิบัตร รวมถึงรายได้จากขายภาพ Stock Photo สร้างครั้งเดียวแล้วได้ผลตอบแทนไปเรื่อยๆ รายได้จากระบบอัตโนมัติ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ หรือธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องลงทุนเงินก้อนแรก แต่หลังติดตั้งแล้วใช้เวลาดูแลน้อย Passive Income กับภาษี ต้องเสียภาษีอย่างไร Passive Income ทุกประเภทต้องเสียภาษี ไม่มีข้อยกเว้น แต่อัตราและวิธีคำนวณต่างกันตามประเภทรายได้ ประเภท Passive Income ประเภทเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การหักค่าใช้จ่าย เงินปันผล เงินได้จากการลงทุน 10% เลือกไม่รวมยื่น หรือยื่นขอเครดิตภาษีคืน ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินได้จากดอกเบี้ย 15% เลือก Final Tax ไม่รวมยื่นปลายปีได้ ค่าเช่าอสังหาฯ เงินได้จากการให้เช่า 5% หักเหมา 30% หรือหักตามจริง ค่า Royalty/ลิขสิทธิ์ เงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญา 3% หักเหมา 40% อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาจากพระราชกฤษฎีกา กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หัก อัตราหัก ณ ที่จ่ายจากคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 เงินปันผล เลือกวิธีเสียภาษีที่คุ้มกว่าได้ เมื่อได้รับเงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน จะถูกหักภาษี 10% ทันที คุณมี 2 ทางเลือก ค่าเช่า หักค่าใช้จ่ายเหมาหรือตามจริง รายได้จากการให้เช่าอสังหาฯ หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ ตัวอย่างคำนวณภาษีค่าเช่า (แบบหักเหมา 30%) สมมุติคุณให้เช่าคอนโดเดือนละ 10,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ค่าเช่าทั้งปี 10,000 × 12 เดือน 120,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% 120,000 × 30% 36,000 บาท เงินได้สุทธินำไปคำนวณภาษี 120,000 – 36,000 84,000 บาท เงินได้สุทธิ 84,000 บาทนี้จะนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ แล้วคำนวณภาษีตามขั้นบันได เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT ถ้ารายได้เชิงรับของคุณมาจากการให้เช่าหรือทำธุรกิจที่ยอดรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT เมื่อจด VAT แล้ว ต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่น VAT รายเดือน) ทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ VAT คืออะไร ข้อมูลภาษีนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ Passive Income สำหรับเจ้าของกิจการ ต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่ เจ้าของกิจการมีข้อได้เปรียบในการสร้าง Passive Income เพราะมีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว ทั้งความรู้ในอุตสาหกรรม ฐานลูกค้า พื้นที่ และเครือข่ายคู่ค้า ตัวอย่าง ผู้ประกอบการที่เปิดร้านขายของออนไลน์ที่มียอดขายดี สร้างรายได้เชิงรับเพิ่มได้หลายทาง สิ่งสำคัญคือต้องแยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายของ Passive Income ออกจากธุรกิจหลักให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละช่องทางสร้างกำไรจริงเท่าไร และจัดการภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีรับค่าเช่าสำหรับ SME สมมุติกิจการของคุณให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า ผู้เช่าจ่ายค่าเช่า 10,000 บาท หักภาษีไว้ 5% คือ 500 บาท คุณได้รับเงินจริง 9,500 บาท รายการบัญชี เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินสด/ธนาคาร 9,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกหักไว้ (5%) 500 บาท รายได้ค่าเช่ารับ 10,000 บาท ภาษีที่ถูกหักไว้ 500 บาท สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร ขั้นตอนเริ่มต้นและวิธีบริหารจัดการ Passive Income สำหรับมือใหม่ ถ้าอยากเริ่มสร้างรายได้เชิงรับแต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองทำตามขั้นตอนนี้ การจัดการรายได้เชิงรับหลายช่องทางพร้อมกันอาจดูยุ่งยาก แต่ถ้าใช้เครื่องมือบันทึกรายรับ-รายจ่ายที่เป็นระบบ ก็จะเห็นภาพรวมทุกช่องทางในที่เดียว สรุป: Passive Income สร้างได้จริง เจ้าของกิจการเริ่มต้นจากสิ่งที่มี จัดการรายได้ทุกช่องทางในที่เดียวด้วย PEAK มีรายได้หลายช่องทาง ทั้งจากธุรกิจหลักและรายได้เชิงรับ PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกช่องทาง แยกประเภทรายได้อัตโนมัติ พร้อมรายงานภาษีที่ถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Passive Income Passive Income มีจริงไหม มีจริง แต่ไม่ใช่แบบที่โฆษณาว่า “นอนอยู่บ้านก็ได้เงิน” ต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือทักษะ สิ่งที่ passive จริงๆ คือหลังจากระบบเริ่มทำงาน ไม่ต้องดูแลมากเท่าตอนเริ่ม อาชีพที่เป็น Passive Income มีอะไรบ้าง ไม่ใช่ “อาชีพ” ในความหมายปกติ แต่เป็น “ช่องทางรายได้เสริม” ที่ทำควบคู่กับงานประจำได้ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ ลงทุนในหุ้นปันผล สร้างคอร์สออนไลน์ หรือทำ Affiliate Marketing ทำ Passive Income ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทุกกรณี ถ้ารายได้มาจากการลงทุน เช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดาได้เลย แต่ถ้ารายได้เชิงรับมาจากธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ หลายยูนิต หรือขายคอร์สออนไลน์ยอดสูง การจดเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด) อาจประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 15-20% ขณะที่บุคคลธรรมดาอาจสูงถึง 35% อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความจดทะเบียนบริษัท ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนให้เหมาะกับรายได้ของคุณ เริ่มต้น Passive Income ด้วยเงินน้อยได้ไหม ได้ หลายช่องทางเริ่มต้นด้วยเงินหลักร้อยถึงหลักพัน เช่น ลงทุนกองทุนรวมขั้นต่ำ 100-1,000 บาท ทำ Affiliate Marketing เริ่มได้ฟรี สร้างคอร์สออนไลน์ใช้แค่คอมพิวเตอร์กับความรู้ที่มีบพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาจ้างงาน คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้ก่อนจ้างพนักงาน

ธุรกิจเริ่มโตขึ้น ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม แต่ยังไม่เคยทำสัญญาจ้างงานเป็นเอกสาร เจ้าของกิจการหลายคนตกลงปากเปล่ากับลูกจ้าง พอพนักงานลาออกกะทันหันหรือทำงานไม่ตรงที่ตกลง จะเรียกร้องอะไรก็ไม่มีหลักฐาน สัญญาจ้างงาน คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องมี สัญญาจ้างงาน คือข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่กำหนดเงื่อนไขการทำงานร่วมกัน ทั้งตำแหน่ง ค่าจ้าง ระยะเวลา และสิทธิหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ สัญญาจ้าง คือเครื่องมือปกป้องธุรกิจ ช่วยให้กำหนดขอบเขตงาน ป้องกันพนักงานนำข้อมูลไปเปิดเผย และมีหลักฐานชัดเจนถ้าต้องเลิกจ้าง การมีสัญญาจ้างที่ชัดเจนช่วยให้เจ้าของกิจการมั่นใจว่าเงื่อนไขทุกอย่างถูกระบุไว้ครบ ถ้าเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้าง สัญญาจ้าง คือหลักฐานหลักที่ศาลแรงงานใช้พิจารณา แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งเงื่อนไขการจ้างเป็นหนังสือก่อนเริ่มงาน ดังนั้นการทำสัญญาเป็นเอกสารจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด สัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงาน และสัญญาจ้างทำของ ต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครคุมวิธีทำงาน ประเภท ลักษณะ ใครคุมวิธีทำงาน ตัวอย่าง สัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างทำงานภายใต้คำสั่งนายจ้าง นายจ้าง จ้างพนักงานประจำ ทำงาน 9.00-18.00 น. สัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างส่งมอบผลงานตามที่ตกลง ผู้รับจ้าง จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ สัญญาจ้างงาน (ทั่วไป) คำรวมที่ใช้เรียกทั้งสองแบบ ขึ้นกับเนื้อหาสัญญา ความแตกต่างนี้มีผลทางกฎหมายมาก เพราะสัญญาจ้างแรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่สัญญาจ้างทำของไม่ได้รับ สัญญาจ้างงาน มีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการต้องเลือกให้ตรงกับลักษณะงานและระยะเวลาที่ต้องการ ประเภท ระยะเวลา เหมาะกับ สิทธิ์ค่าชดเชยเมื่อหมดสัญญา มีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่ม-วันสิ้นสุด งาน project, สัญญา 1 ปี ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) ไม่มีกำหนดระยะเวลา ทำงานต่อเนื่อง ไม่ระบุวันสิ้นสุด พนักงานประจำ มี (ตามอายุงาน) ชั่วคราว งานเฉพาะกิจ ระยะสั้น งานฤดูกาล, อีเวนต์ ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) Part-time ทำงานไม่เต็มเวลา นักศึกษาฝึกงาน, งานรายชั่วโมง ขึ้นกับเงื่อนไข สัญญาจ้างงานแบบมีกำหนดระยะเวลา เป็นรูปแบบที่ SME นิยมใช้มากที่สุด เช่น สัญญาจ้างงาน 1 ปี โดยระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดสัญญาจะสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อควรระวัง: ถ้าต่อสัญญาซ้ำหลายครั้งติดต่อกัน ศาลอาจตีความว่าเป็นการจ้างแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ซึ่งหมายความว่าลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง สัญญาจ้างงานแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ใช้สำหรับพนักงานประจำที่ทำงานต่อเนื่อง การเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน สัญญาจ้างพนักงาน part-time และ freelance ธุรกิจยุคนี้ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเต็มเวลาเสมอไป การจ้าง part-time หรือ freelance เป็นอีกทางเลือกที่ SME ใช้ลดต้นทุน โดยนายจ้างต้องไม่ลืมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง สิ่งสำคัญคือต้องระบุในสัญญาให้ชัดว่าเป็นการจ้างแบบไหน เพราะมีผลต่อสิทธิ์ตามกฎหมายที่ต่างกัน องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีในสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงานที่ดีต้องครอบคลุมเงื่อนไขสำคัญทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง องค์ประกอบหลักที่ต้องระบุมีดังนี้ ค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการจ่าย ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับ SME เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนธุรกิจโดยตรง สิ่งที่ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจน ได้แก่ จำนวนเงินค่าจ้าง วันที่จ่าย วิธีจ่าย (โอนเข้าบัญชี) และสวัสดิการเพิ่มเติม ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปี 2568 อยู่ที่ 400 บาท/วัน ทั่วประเทศ นอกจากนี้นายจ้างยังต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน เงื่อนไขการเลิกจ้างและค่าชดเชย หัวข้อนี้หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดที่ทำให้เกิดข้อพิพาทบ่อยที่สุด กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดค่าชดเชยขั้นต่ำตามอายุงาน ดังนี้ อายุงาน ค่าชดเชยขั้นต่ำ 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1-3 ปี 90 วัน 3-6 ปี 180 วัน 6-10 ปี 240 วัน 10-20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน สัญญาจ้างสามารถกำหนดค่าชดเชย มากกว่า ที่กฎหมายกำหนดได้ แต่จะกำหนด น้อยกว่า ไม่ได้ ข้อตกลงใดที่ให้สิทธิ์ลูกจ้างต่ำกว่ากฎหมายจะถือเป็นโมฆะ ตัวอย่างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน หลายคนค้นหาตัวอย่างสัญญาจ้างงานเพื่อใช้เป็นต้นแบบ ด้านล่างเป็นโครงสร้างหลักที่ควรมีในแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานของบริษัทเอกชน โครงสร้างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานมาตรฐาน สำหรับ SME ที่ต้องการแบบฟอร์มสำเร็จรูป สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาจ้างงานจากกรมการจัดหางานได้ทั้งแบบ PDF และ Word ข้อกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องรู้เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน เรื่องกฎหมายอาจดูไกลตัว แต่ถ้าไม่รู้อาจถูกฟ้องร้องได้ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำ คือสัญญาจ้างจะกำหนดเงื่อนไขต่ำกว่าสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ตัวอย่างสิทธิ์ขั้นต่ำที่ระบุในสัญญาไม่ได้ต่ำกว่า ได้แก่ ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี วันลาพักร้อนไม่น้อยกว่า 6 วัน/ปี (หลังทำงานครบ 1 ปี) และค่าชดเชยตามอายุงาน อากรแสตมป์สัญญาจ้างงาน ต้องติดเท่าไร สัญญาจ้างทำของต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ของค่าจ้าง ส่วนสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ต้อง ติดอากรแสตมป์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความอากรแสตมป์สัญญาจ้างของ PEAK สัญญาจ้างงาน กับการทำงาน Remote การทำงานแบบ remote หรือ work from home เป็นเรื่องปกติของธุรกิจยุคนี้ แต่สัญญาจ้างงานแบบเดิมอาจไม่ครอบคลุมเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ควรเพิ่มในสัญญาสำหรับพนักงาน remote ได้แก่ วิธีจัดการสัญญาจ้างงานอย่างเป็นระบบ เจ้าของกิจการที่มีพนักงานหลายคนอาจพบว่าการจัดการสัญญาจ้างด้วยกระดาษยุ่งยากและเสี่ยงหาย วิธีที่ดีกว่า คือใช้ระบบดิจิทัลจัดเก็บเอกสาร เช่น เก็บไฟล์สัญญาบน Cloud แยกโฟลเดอร์ตามชื่อพนักงาน ตั้งแจ้งเตือนวันหมดอายุสัญญา และสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการที่ระบุในสัญญา ก็ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับเงินเดือนจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก สรุป: สัญญาจ้างงาน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการเงินเดือนและเอกสารพนักงานด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการค่าใช้จ่ายพนักงาน บันทึกเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย และออกเอกสารทางบัญชีได้อัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงาน ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ผิดกฎหมายไหม กฎหมายไทยยอมรับสัญญาจ้างปากเปล่า แต่ปัญหาคือถ้าเกิดข้อพิพาท ฝ่ายที่ไม่มีหลักฐานจะเสียเปรียบมากในศาลแรงงาน ดังนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำเป็นเอกสารปลอดภัยกว่าเสมอ ผิดสัญญาจ้างงาน มีผลอย่างไร ขึ้นกับว่าฝ่ายไหนผิดสัญญา ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายและค่าชดเชยตามกฎหมาย ถ้าลูกจ้างลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามสัญญา นายจ้างอาจเรียกค่าเสียหายได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องดำเนินเรื่องทางกฎหมาย สัญญาจ้างงาน ภาษาอังกฤษ ต้องทำไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำสำหรับบริษัทที่มีพนักงานต่างชาติหรือเป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ สัญญาสองภาษา (ไทย-อังกฤษ) ช่วยลดปัญหาความเข้าใจผิดและใช้เป็นหลักฐานได้ทั้งในศาลไทยและต่างประเทศ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน PDF หรือ Word ได้ที่ไหน ค้นหา “แบบฟอร์มสัญญาจ้าง” ในเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือขอจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด นำมาปรับรายละเอียดให้ตรงกับธุรกิจของคุณ ควรให้ทนายหรือที่ปรึกษาตรวจก่อนใช้จริง ช่วงทดลองงานกำหนดได้นานเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้โดยเฉพาะ แต่ที่นิยมกันคือ 90-120 วัน ข้อสำคัญคือช่วงทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและประกันสังคมเช่นเดียวกับพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

28 min

ค่าใช้จ่ายบริษัท มีอะไรบ้าง รวม 17 คำถามยอดนิยม

เลี้ยงข้าวพนักงาน ลงค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เติมน้ำมันรถตัวเอง เบิกได้มั้ย จ้างแฟนเป็นพนักงาน สรรพากรจะว่าอะไรไหม ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ คำถามเหล่านี้คงวนอยู่ในหัวบ่อยๆ บทความนี้รวมคำตอบ 17 เคสที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุด ตอบชัดเจนว่า ได้ หรือ ไม่ได้ พร้อมบอกเอกสารที่ต้องมีในแต่ละกรณี ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ ค่าใช้จ่ายบริษัทคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท ค่าใช้จ่ายบริษัท คือเงินที่บริษัทจ่ายออกไปเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ หรือค่าโฆษณา เวลาคำนวณกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตัวเลขที่เหลือจริงก่อนคิดภาษี) บริษัทจะเอาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปหักจากรายได้ได้ ยิ่งหักได้มาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่บริษัทจ่ายจะเอามาหักภาษีได้ สรรพากรแบ่งไว้ชัดเจน 2 ประเภท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษี (Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจจริงๆ มีหลักฐานครบ และไม่ถูกห้ามตามกฎหมาย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมฯ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) รายจ่ายต้องห้าม (Non-Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่สรรพากรไม่ยอมให้เอามาหักภาษี ถึงจ่ายจริงก็ตาม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เช่น หลักง่ายๆ ของสรรพากร: 3 เงื่อนไขที่ต้องครบ ค่าใช้จ่ายจะหักภาษีได้ ต้องผ่านเงื่อนไข 3 ข้อนี้ครบทุกข้อ หากขาดข้อไหนข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่าย บริษัทอาจโดนเรียกภาษีคืนย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ รู้ตารางสรุป 17 เคส: เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เคส ผล เงื่อนไขสำคัญ 1. เลี้ยงข้าวพนักงาน ✅ ได้ เป็นสวัสดิการ มีใบเสร็จและรายชื่อ 2. เติมน้ำมันรถตัวเอง ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องจดภายใต้ชื่อบริษัท หรือมีนโยบายเบิกจ่ายชัดเจน 3. ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษลูกเจ้าของบริษัท ❌ ไม่ได้ เป็นรายจ่ายส่วนตัว 4. เจ้าของบริษัทไปหาหมอ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุในระเบียบบริษัท 5. เลี้ยงลูกค้า ของขวัญลูกค้า ✅ ได้ ค่ารับรอง ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ 6. ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ✅ ได้ ใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และใช้เพื่อการทำงานจริง 7. ค่าเน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ⚠️ มีเงื่อนไข มีนโยบาย WFH และต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด 8. ทริปท่องเที่ยว อ้างว่าดูงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีการดูงานจริง มีกำหนดการ และรายงานสรุป 9. เสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ❌ ไม่ได้ ถือเป็นของใช้ส่วนตัว ยกเว้นชุดยูนิฟอร์มบริษัท 10. เช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีสัญญาเช่าและเอกสารจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัท 11. ซ่อมแอร์ออฟฟิศที่บ้าน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง 12. ค่าน้ำมัน ซ่อมรถ ทางด่วน ที่จอด ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องอยู่ในชื่อบริษัท มี log book นโยบายเบิกชัดเจน 13. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพเจ้าของ ⚠️ มีเงื่อนไข เป็นสวัสดิการกรรมการในระเบียบบริษัท 14. คอร์สเรียน โค้ช สัมมนา ✅ ได้ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องมีใบเสร็จ 15. จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องทำงานจริง เงินเดือนสมเหตุสมผล 16. โบนัส commission ไม่มี KPI ⚠️ มีความเสี่ยง ต้องมีเกณฑ์จ่าย และมติที่ประชุม 17. ของใช้ในบ้าน อ้างว่าออฟฟิศ ❌ ไม่ได้ หากถูกตรวจสอบ สรรพากรจะพบได้ง่าย ด้านล่างนี้คือรายละเอียดทุกเคส ตอบแบบเจาะลึกพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม เลี้ยงข้าวพนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการหรือเลี้ยงในโอกาสพิเศษ บริษัทเลี้ยงข้าวพนักงานตอนสิ้นปี จัดเลี้ยงวันเกิด หรือมีข้าวกลางวันให้พนักงานทุกวัน ค่าใช้จ่ายพวกนี้ลงเป็นรายจ่ายบริษัทได้ทั้งหมด แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เลี้ยงเฉพาะเจ้าของ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ เติมน้ำมันรถตัวเอง เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้ารถคันนั้นอยู่ในชื่อบริษัท ค่าน้ำมันลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เลย แต่ถ้าเป็นรถส่วนตัวของเจ้าของ ต้องมีนโยบายเบิกค่าน้ำมันของบริษัทอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้รถเพื่อธุรกิจจริง โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ่ายค่าเทอมลูกเจ้าของบริษัท (กรรมการ) ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ เพราะค่าเทอมลูกเจ้าของไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ต่อให้บริษัทจ่ายจริง ก็ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) และที่แย่กว่านั้น สรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มอีก 💡 พี่เอกแนะนำ: ถ้าอยากช่วยค่าเทอมลูก ทางที่ดีกว่าคือกำหนดเป็นเงินเดือนกรรมการให้สมเหตุสมผล แล้วเจ้าของเอาเงินเดือนไปจ่ายค่าเทอมเอง วิธีนี้บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง เจ้าของไปหาหมอ หรือพาลูกไปหาหมอ ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้าบริษัทมีระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับกรรมการและพนักงานทุกคน ค่าหมอของเจ้าของที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ระเบียบต้องให้สิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่กรรมการได้ปีละ 200,000 บาท แต่พนักงานได้แค่ 5,000 บาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ แต่สำหรับค่ารักษาลูกเจ้าของ จะหักได้ก็ต่อเมื่อระเบียบสวัสดิการครอบคลุมถึงบุตรพนักงานด้วย ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า คาราโอเกะ ของขวัญลูกค้า ได้ไหม ✅ ได้ เป็นค่ารับรอง (Entertainment Expense) การเลี้ยงข้าวลูกค้า พาไปคาราโอเกะ หรือส่งกระเช้าปีใหม่ ค่าใช้จ่ายบริษัทพวกนี้ลงเป็นค่ารับรองได้ แต่สรรพากรกำหนดเพดานไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ว่าหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ หรือไม่เกิน 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และหักได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ที่บอกว่าใช้ทำงาน ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าซื้อในนามบริษัทและใช้ทำงานจริง อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด ถ้ามูลค่าไม่สูงมากสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว แต่ถ้ามูลค่าสูงก็ลงเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ได้ไหม ⚠️ ได้บางส่วน แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้าบริษัทมีนโยบาย Work From Home อย่างเป็นทางการ สามารถเบิกค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟบ้านบางส่วน ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องแบ่งสัดส่วนชัดเจนว่าส่วนที่ใช้ทำงานคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าทริปท่องเที่ยวที่บอกว่าไปดูงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าดูงานจริง แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วอ้างว่าดูงาน ไม่ได้ สรรพากรแยกชัดมาก ถ้าเป็นการดูงานจริงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าลงทะเบียน หักได้หมด แต่ถ้าเป็นทริปพักผ่อนที่แปะป้ายว่าดูงาน สรรพากรตรวจสอบได้จากเอกสาร โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าเสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เป็นของใช้ส่วนตัว ต่อให้บอกว่าซื้อสูทไปพบลูกค้า หรือซื้อกระเป๋าใส่เอกสาร สรรพากรก็ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ยกเว้นกรณีเดียว คือยูนิฟอร์มพนักงานที่มีโลโก้บริษัท สั่งทำเหมือนกันทุกคน อันนี้ลงค่าใช้จ่ายได้ เพราะเป็นสวัสดิการทั่วไป ค่าเช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ หรือค่าตกแต่งบ้านทำงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายคนใช้บ้านตัวเองเป็นออฟฟิศ ค่าเช่าส่วนที่ใช้เป็นสำนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ และจดทะเบียนที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทกับ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัท) สำหรับค่าตกแต่ง ถ้าตกแต่งเฉพาะพื้นที่สำนักงาน เช่น ทำห้องประชุม ติดตั้งชั้นวางเอกสาร อันนี้หักได้ แต่ถ้าซื้อโซฟาห้องนั่งเล่น เตียงนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซ่อมแอร์ที่ออฟฟิศที่บ้าน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง ต่อเนื่องจากเคสก่อนหน้า ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทแล้ว ค่าซ่อมแอร์ในพื้นที่สำนักงานก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ถ้าซ่อมแอร์ห้องนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าทางด่วน ค่าที่จอด ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารถเป็นของใคร ถ้าเป็น รถบริษัท (ชื่อบริษัทในทะเบียน) ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าที่จอด หักได้ทั้งหมด แต่ค่าเสื่อมราคารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ไม่เกินมูลค่า 1 ล้านบาทตามกฎกระทรวง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แต่ถ้าเป็น รถส่วนตัว ต้องมีนโยบายเบิกค่าพาหนะของบริษัท มี log book บันทึกการเดินทาง ถึงจะหักได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเจ้าของ ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการกรรมการที่ระบุในระเบียบบริษัท บริษัทจ่ายค่าประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กรรมการได้ และหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุไว้ในระเบียบบริษัท และต้องให้สิทธิ์พนักงานทุกคนในระดับเดียวกันด้วย ไม่ใช่มีแต่เจ้าของคนเดียว สิ่งสำคัญคือ เบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายให้จะถือเป็นเงินได้ของกรรมการ ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าคอร์สเรียน โค้ช สัมมนา (เจ้าของหรือพนักงาน) ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การส่งพนักงานไปอบรม จ้างโค้ชมาสอนทีม หรือเจ้าของไปเรียนคอร์สที่เกี่ยวกับธุรกิจ ค่าใช้จ่ายบริษัทเหล่านี้หักได้ทั้งหมด รวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (ถ้าเป็นสัมมนาต่างจังหวัด) แต่ถ้าเจ้าของไปเรียนโยคะ เรียนทำอาหาร หรือเรียนภาษาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำงานจริง และเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล การจ้างคนในครอบครัวเป็นพนักงานไม่ผิดกฎหมาย และเงินเดือนนับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีได้ แต่สรรพากรจะตรวจ 3 จุด โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ โบนัส Commission แบบไม่มี KPI หรือเอกสารรองรับ ได้ไหม ⚠️ เสี่ยงถูกเพิกถอนสูง การจ่ายโบนัสหรือ commission ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีเกณฑ์การจ่ายที่ชัดเจน ถ้าจ่ายแบบอยากจ่ายก็จ่าย โดยไม่มีเกณฑ์วัดผล สรรพากรมีสิทธิ์ถือว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ และไม่ยอมให้หัก โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าของใช้ในบ้าน แต่อ้างว่าเป็นออฟฟิศ ได้ไหม ❌ ไม่ได้ และสรรพากรตรวจเจอง่ายมาก โดยเฉพาะกับการซื้อของใช้ในบ้าน เช่น ยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัว หมอนผ้าห่ม แล้วเอาใบเสร็จมาลงค่าใช้จ่ายบริษัท นี่คือรายจ่ายต้องห้ามชัดเจนตามมาตรา 65 ตรี ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ต้องสัมพันธ์กับประเภทธุรกิจ เช่น บริษัทขายซอฟต์แวร์ไม่ควรมีการหักค่าใช้จ่ายน้ำยาซักผ้าทุกเดือน ข้อควรระวังที่สรรพากรมองออกทันที หากโดนสรรพากรตรวจแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าบริษัทเอาค่าใช้จ่ายบริษัทที่ไม่ถูกต้องมาหักภาษี จะต้องจ่ายภาษีที่ขาดไปพร้อมกับ สรุป: ค่าใช้จ่ายบริษัทส่วนใหญ่หักได้ ถ้าเตรียมเอกสารให้ครบ จาก 17 เคสที่ตอบไปทั้งหมด จะเห็นว่ามี 4 เคสที่ลงค่าใช้จ่ายได้เลย (เลี้ยงข้าวพนักงาน เลี้ยงลูกค้า ซื้ออุปกรณ์ คอร์สเรียน) อีก 10 เคสที่ได้แต่ต้องมีเอกสารรองรับ และมี 3 เคสที่ไม่ได้เด็ดขาด (ค่าเทอมลูก เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน) โดยสิ่งที่แยกระหว่างได้กับไม่ได้ ไม่ใช่ประเภทค่าใช้จ่าย แต่คือเอกสารที่คุณเตรียมไว้ ธุรกิจที่มีระเบียบชัดเจน มี log book มีใบเสร็จครบ จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย Checklist เอกสารพื้นฐาน 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประเภทไหน หลักพื้นฐาน 5 ข้อนี้ช่วยให้ปลอดภัยจากสรรพากร จัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่แรก การบันทึกค่าใช้จ่ายให้ถูกหมวดตั้งแต่แรก ช่วยลดปัญหาตอนสรรพากรตรวจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่าย จัดหมวดหมู่ เก็บหลักฐานดิจิทัล และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในระบบเดียว พร้อมระบบจัดการสินทรัพย์ที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบริษัท ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของ ถ้าบริษัทจ่ายแทนไปแล้ว ต้องทำยังไง ถ้าบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของไปแล้ว (เช่น ค่าเทอมลูก ค่าเที่ยว) ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการในบัญชี กรรมการต้องคืนเงินให้บริษัท ไม่เช่นนั้นสรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่ม ค่าใช้จ่ายไม่มีใบเสร็จ ทำยังไง บางกรณีอาจใช้ใบรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่บริษัททำขึ้นเอง โดยระบุวันที่ จำนวนเงิน ชื่อผู้รับ และให้ผู้รับเงินเซ็นรับ แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริงๆ เช่น ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง จ่ายค่าแรงรายวันให้ช่าง รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต 5 รายการ มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดว่าหักได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (เสื้อผ้า ท่องเที่ยว ค่าเทอมลูก), ค่าปรับทุกชนิด (ปรับจราจร ปรับภาษี), รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ, เงินบริจาคที่เกินเพดาน 2% ของกำไรสุทธิ, และรายจ่ายที่พิสูจน์ตัวผู้รับไม่ได้ ค่าใช้จ่ายบริษัท ลงผิดหมวด จะเป็นอะไรไหม การลงผิดหมวดหมู่ทางบัญชีอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง และอาจถูกผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกต ที่สำคัญถ้าลงค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ อาจทำให้เสียภาษีขาดและถูกเรียกเงินเพิ่มย้อนหลัง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติลดปัญหานี้ได้

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

เข้าใจเงินเกษียณอายุคืออะไร พร้อมวิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน

พนักงานบริษัทหลายคนรู้ว่าเกษียณแล้วจะได้เงินก้อน แต่ยังไม่ชัดว่าเงินแต่ละส่วนต้องเสียภาษีเท่าไร และส่วนไหนยกเว้นได้ เกษียณอายุคืออะไร กฎหมายกำหนดอายุเกษียณไว้เท่าไร เกษียณอายุ คือการสิ้นสุดการจ้างงานเมื่อลูกจ้างอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อถึงวันเกษียณ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่นเดียวกับกรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่ากฎหมายให้สิทธินี้ เพราะคิดว่าเกษียณอายุเป็นการลาออกโดยสมัครใจ แต่ความจริงแล้วการเกษียณอายุตามกฎหมายถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี แม้นายจ้างไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ก็ตาม ถ้าบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ต่ำกว่า 60 ปี ให้ใช้ 60 ปีตามกฎหมาย แต่ถ้ากำหนดไว้สูงกว่า 60 ปี ให้ใช้ตามที่บริษัทกำหนด ค่าชดเชยเกษียณอายุ ได้เท่าไร (วิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน) ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับกรณีถูกเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1 ปี ถึง 3 ปี 90 วัน 3 ปี ถึง 6 ปี 180 วัน 6 ปี ถึง 10 ปี 240 วัน 10 ปี ถึง 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง: นาย ก (ชื่อสมมุติ) ทำงาน 25 ปี เงินเดือนสุดท้าย 45,000 บาท ค่าชดเชย = (45,000 / 30) x 400 = 600,000 บาท เกษียณอายุแล้วได้เงินจากไหนบ้าง เงินที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุมาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีเงื่อนไขและภาษีต่างกัน แหล่งเงิน ใครจ่าย เงื่อนไข ค่าชดเชยตามกฎหมาย นายจ้าง ได้ทุกคนที่เกษียณ ตามอายุงาน เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน ต้องเป็นสมาชิกกองทุน อายุสมาชิก ≥5 ปี + อายุ ≥55 ปี จึงยกเว้นภาษี เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน (นายจ้างสมทบ) เงื่อนไขเดียวกับเงินสะสม เงินชราภาพจากประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สมทบครบ 180 เดือน = บำนาญ / ไม่ครบ = บำเหน็จ เงินบำเหน็จ/สวัสดิการพิเศษ นายจ้าง ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท เงินเกษียณอายุ เสียภาษียังไง แยกทีละก้อนให้ชัด ค่าชดเชยตามกฎหมาย ค่าชดเชยที่ได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กรณีเกษียณอายุ ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ต้องนำไปคำนวณภาษี ทั้งนี้ กรณีถูกเลิกจ้างที่ไม่ใช่เกษียณอายุ เกณฑ์ยกเว้นจะสูงกว่า คือไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้ายและไม่เกิน 600,000 บาท ตามเกณฑ์ใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 ค่าชดเชยเกษียณส่วนที่เกิน 300,000 บาท เลือกยื่นภาษีได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 นำไปรวมกับเงินได้อื่น คือนำส่วนที่เกินไปรวมในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ตามปกติ เหมาะกับคนที่เงินได้อื่นน้อย อัตราภาษีรวมไม่สูง วิธีที่ 2 แยกคำนวณโดยไม่นำไปรวม ตามมาตรา 48(5) ประมวลรัษฎากร คำนวณโดยใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 หักค่าใช้จ่าย 7,000 บาทต่อปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แต่ไม่ได้ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เหมาะกับคนที่มีเงินได้อื่นสูงอยู่แล้ว ตัวอย่าง: นาย ก ทำงาน 25 ปี ได้ค่าชดเชยเกษียณ 600,000 บาท ส่วนยกเว้น 300,000 บาท ส่วนที่ต้องคำนวณภาษี 300,000 บาท ถ้าเลือกวิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 25 ปี = 175,000 บาท เงินได้สุทธิ = 300,000 – 175,000 = 125,000 บาท ภาษี = 125,000 x 5% = 6,250 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วย 3 ส่วน คือเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์จากการลงทุน เงื่อนไขยกเว้นภาษีมี 2 ข้อต้องเข้าพร้อมกัน คืออายุ 55 ปีขึ้นไป ณ วันที่ออกจากกองทุน และเป็นสมาชิกกองทุนติดต่อกันครบ 5 ปี ถ้าเข้าทั้ง 2 ข้อ เงินทั้งก้อนยกเว้นภาษีทั้งจำนวน ตัวอย่าง: นาย ก อายุ 60 ปี เป็นสมาชิกกองทุน 15 ปี ได้รับเงินสะสม 500,000 เงินสมทบ 500,000 ผลประโยชน์ 300,000 รวม 1,300,000 บาท เข้าเงื่อนไขครบ ยกเว้นภาษีทั้ง 1,300,000 บาท ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนอายุ 55 ปี หรือเป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี เงินสะสมของตัวเองไม่ต้องเสียภาษี แต่เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินชราภาพจากประกันสังคม เงินชราภาพจากประกันสังคมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งจำนวน ไม่ว่าจะเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ บำนาญชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณ 20% บวกเพิ่ม 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่สมทบเกิน 180 เดือน ตัวอย่าง: นาย ก สมทบ 30 ปี (360 เดือน) ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท อัตราบำนาญ = 20% + (1.5% x 15 ปีที่เกิน) = 42.5% บำนาญ/เดือน = 15,000 x 42.5% = 6,375 บาท บำเหน็จชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเงินก้อนเดียว คือเงินสะสมของตัวเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2570 สำนักงานประกันสังคมจะเริ่มใช้สูตร CARE ในการคำนวณบำนาญ โดยใช้เงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุสมาชิกแทนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เงินเดือนขึ้นเร็วช่วงท้ายได้บำนาญลดลง ควรติดตามรายละเอียดจากสำนักงานประกันสังคม นายจ้างต้องเตรียมอะไรเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ฝั่งนายจ้างมีสิ่งที่ต้องจัดการหลายอย่าง ทำตามลำดับนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยพนักงาน 600,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 5,800 เงินสดหรือธนาคาร 594,200 สรุป เงินเกษียณอายุ สิ่งที่ต้องรู้ ค่าชดเชยเกษียณคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน ทำงาน 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วัน ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทยกเว้นภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยกเว้นภาษีถ้าอายุ 55+ และสมาชิกครบ 5 ปี ฝั่งนายจ้างต้องคำนวณค่าชดเชย หัก ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และบันทึกบัญชีให้ถูก จัดการเงินเดือนและภาษีพนักงานด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกษียณอายุ เกษียณอายุก่อน 60 ปี ได้ค่าชดเชยไหม ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายให้ออก (เลิกจ้าง) ได้ค่าชดเชยตามอายุงาน แต่ถ้าลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง ไม่ได้ค่าชดเชย เงินเกษียณต้องยื่นภาษีหรือไม่ ต้องยื่นภาษีทุกกรณี แม้ส่วนใหญ่จะยกเว้นภาษี เพราะการยื่นคือการแสดงรายได้ให้ครบถ้วน ส่วนที่ยกเว้นได้แก่ ค่าชดเชย 300,000 บาทแรก กองทุนสำรองที่เข้าเงื่อนไข และเงินชราภาพจากประกันสังคม ส่วนที่เหลือต้องคำนวณภาษีตามอัตราปกติ ถ้าเลือกแยกคำนวณค่าชดเชยตาม ม.48(5) ให้ใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 บำนาญประกันสังคม เลือกรับเป็นเงินก้อนได้ไหม ถ้าสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญรายเดือนเท่านั้น ไม่สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับบำนาญไม่ถึง 5 ปี แล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแทน นายจ้างต้องตั้งสำรองค่าชดเชยเกษียณในงบการเงินไหม ตามมาตรฐานบัญชี TAS 19 กิจการต้องประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานและตั้งสำรองในงบการเงิน ไม่ใช่รอจ่ายตอนเกษียณจริงแล้วค่อยบันทึก ลูกจ้างรายวันหรือพนักงาน Part-time ได้ค่าชดเชยเกษียณไหม ได้ ถ้าทำงานครบ 120 วันขึ้นไป ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายวัน หรือ Part-time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

เงินปันผล หรือ เงินเดือนกรรมการ จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

กรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย มีเงินได้ 2 ทางเลือกจากบริษัท คือ “เงินเดือน” กับ “เงินปันผล” ภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งระบบต่างกันมาก บทความนี้คำนวณให้ดูจริง 3 กรณี เพื่อหาจุดที่ภาษีรวมต่ำที่สุด เงินปันผล vs เงินเดือนกรรมการ ต่างกันอย่างไร เงินปันผล คืออะไร เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายได้หลังจากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้วเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ ต้องมีกำไรสะสมจริงและกันเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดเงื่อนไขอยู่ในหัวข้อ “เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้” ด้านล่าง ส่วนขั้นตอนบันทึกบัญชีอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความขั้นตอนจ่ายเงินปันผลของ PEAK เงินเดือนกรรมการ คืออะไร เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนรายเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะพนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) จุดที่ต้องระวังคือ “เงินเดือนกรรมการ” กับ “ค่าตอบแทนกรรมการ” ไม่เหมือนกัน ภาษีเงินปันผล ต้องเสียเท่าไร หักอย่างไร เงินปันผลถูกเก็บภาษี 2 ชั้น ชั้นแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรของบริษัท ชั้นที่สองคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ถือหุ้น ภาษีนิติบุคคล (ฝั่งบริษัท) บริษัทต้องเสีย CIT จากกำไรสุทธิก่อน จึงจะนำกำไรหลังภาษีมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษีนิติบุคคล กำไรสุทธิ 0 – 300,000 ยกเว้น (เฉพาะ SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท + รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) กำไรสุทธิ 300,001 ขึ้นไป 15% (SME ที่เข้าเกณฑ์) กำไรสุทธิ 3,000,001 ขึ้นไป 20% ทั่วไป (ไม่ใช่ SME) 20% ทั้งจำนวน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตราภาษีปี 2568-2569) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ฝั่งผู้ถือหุ้น) เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นเลือกได้ 2 ทาง เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีส่วนบุคคล เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน (ตามมาตรา 47 ทวิ ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไร 100 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เหลือจ่ายปันผล 80 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท เครดิตภาษี 80 × 20/80 20 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่น 80 + 20 100 บาท ถ้าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 20% จะขอคืนภาษีส่วนต่างได้ แต่ถ้าสูงกว่า 20% ต้องจ่ายเพิ่ม สรุปง่ายคือ ฐานภาษีต่ำควรนำไปรวมยื่น ฐานภาษีสูงควรหัก 10% แล้วจบ ภาษีเงินเดือนกรรมการ คำนวณอย่างไร เงินเดือนกรรมการถูกหักภาษีเหมือนพนักงานทั่วไป แต่มีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องพิจารณา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุด 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 1,265,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% ประกันสังคม: กรรมการต้องจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “นายจ้าง” ตามแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม กรรมการที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและถือหุ้นหลัก ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบการทำงาน ไม่มีหัวหน้า ถือเป็น “นายจ้าง” ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม กรณีในบทความนี้ (กรรมการถือหุ้น 100% ทำงานในฐานะเจ้าของ) ถือเป็นนายจ้าง จึงไม่มีต้นทุนประกันสังคมในการคำนวณ แต่ถ้ากรรมการทำงานประจำภายใต้สัญญาจ้าง มีหัวหน้าสั่งงาน ปฏิบัติตามระเบียบ ก็ถือเป็นลูกจ้างที่ต้องจ่ายประกันสังคม 5% ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้ เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการ บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ CIT ได้เต็มจำนวน ต่างจากเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรหลังหักภาษี นี่คือข้อได้เปรียบหลักของเงินเดือน ยิ่งจ่ายเงินเดือนมาก กำไรสุทธิของบริษัทยิ่งลดลง CIT ก็ลดตาม เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนกรรมการ ให้สรรพากรยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมรับเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ถ้าพบว่าจ่ายสูงเกินสมควร ส่งผลให้บริษัทต้องเสีย CIT เพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME) เงื่อนไขที่ต้องระวัง เปรียบเทียบ: เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล ต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปความแตกต่างครบทุกมิติ ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ มิติ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล ประเภทเงินได้ เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เงินได้ประเภทที่ 4(ข) (เงินปันผล) ภาษีฝั่งบริษัท หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดกำไรสุทธิ ลด CIT หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี ภาษีฝั่งบุคคล อัตราก้าวหน้า 0-35% หัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมยื่น ประกันสังคม ไม่ต้องจ่าย (ถ้ากรรมการเป็นนายจ้าง/ผู้ถือหุ้นหลัก) ไม่ต้องจ่าย เงื่อนไขการจ่าย จ่ายได้ทุกเดือน ไม่ต้องมีกำไร ต้องมีกำไรสะสม + กันสำรอง 5% ความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มลดได้ ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น สิทธิ์ลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ใช้เครดิตภาษีได้ ตัวอย่างคำนวณภาษี: กรณีกำไร 1 ล้านบาท สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กรรมการ 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น 100% ไม่มีรายได้อื่น Case 1: จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการทั้งหมด จ่ายเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท/ปี (เดือนละ 83,333 บาท) ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 1,000,000 0 บาท ภาษีนิติบุคคล 0 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,000,000 – 100,000 – 60,000 840,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 10% 20,000 บาท ภาษี 500,001 – 750,000 250,000 × 15% 37,500 บาท ภาษี 750,001 – 840,000 90,000 × 20% 18,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 1 = 0 + 83,000 = 83,000 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 1,000,000 – 83,000 = 917,000 บาท Case 2: จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ไม่จ่ายเงินเดือน บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1 ล้านบาท แล้วจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 1,000,000 700,000 × 15% 105,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 105,000 บาท ขั้นที่ 2 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 1,000,000 – 105,000 895,000 บาท กันสำรองตามกฎหมาย 5% 895,000 × 5% 44,750 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 895,000 – 44,750 850,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 850,250 × 10% 85,025 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 2 = 105,000 + 85,025 = 190,025 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 850,250 – 85,025 = 765,225 บาท Case 3: จ่ายแบบผสม (จุด Sweet Spot ที่ประหยัดภาษีรวมได้มากที่สุด) จ่ายเงินเดือน 500,000 บาท/ปี (เดือนละ 41,667 บาท) ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 500,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 500,000 500,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 15% 30,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 30,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินเดือนกรรมการ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 500,000 – 100,000 – 60,000 340,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 340,000 40,000 × 10% 4,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 11,500 บาท ขั้นที่ 3 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 500,000 – 30,000 470,000 บาท กันสำรอง 5% 470,000 × 5% 23,500 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 470,000 – 23,500 446,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 446,500 × 10% 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 3 = 30,000 + 11,500 + 44,650 = 86,150 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = (500,000 – 11,500) + (446,500 – 44,650) = 890,350 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ 3 กรณี Case 1: เงินเดือนล้วน Case 2: ปันผลล้วน Case 3: ผสม ภาษีนิติบุคคล 0 บาท 105,000 บาท 30,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท 0 บาท 11,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 0 บาท 85,025 บาท 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ 83,000 190,025 86,150 เงินค้างบริษัท (สำรอง) 0 บาท 44,750 บาท 23,500 บาท เงินสุทธิกรรมการได้รับ 917,000 765,225 890,350 จ่ายแบบผสม (Case 3) ภาษีรวมต่ำที่สุด เพราะใช้ข้อดีของทั้งสองทางพร้อมกัน คือเงินเดือนช่วยลดกำไรของบริษัท (ลด CIT) ขณะที่เงินปันผลเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นกรณีสมมุติเพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ลดหย่อนอื่น ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ วิธีวางแผนจ่ายเงินเดือน + ปันผล ให้ประหยัดภาษีสูงสุด สูตรหาจุดคุ้มทุน: เงินเดือนเท่าไร ส่วนเหลือจ่ายปันผล หลักคิดง่ายคือ กรรมการควรจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง “เท่าที่อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) ยังต่ำกว่าอัตราภาษีรวมของเงินปันผล” สำหรับ SME ที่เสีย CIT 15% บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ภาษีรวมของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 23.5% ดังนั้นจ่ายเงินเดือนได้จนกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะถึงขั้น 20-25% จึงค่อยเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นปันผล แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้ ก่อนจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องเตรียมเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อประกาศจ่ายเงินปันผล 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 100,000 บาท เงินปันผลค้างจ่าย 90,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 10,000 บาท ข้อควรระวังและผลกระทบทางกฎหมาย ถ้าสรรพากรเห็นว่าเงินเดือนกรรมการสูงเกินสมควร บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ดูเงื่อนไขที่ต้องระวังในหัวข้อด้านบน) การจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่มีจริงถือว่าผิดกฎหมาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบส่วนตัว สำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาเรื่อง Transfer Pricing ด้วย เพราะการตั้งเงินเดือนกรรมการระหว่างบริษัทในเครือต้องเป็นราคาตลาด สรุป: วางแผนจ่ายผสม ภาษีรวมต่ำสุด จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยจัดการทั้งระบบเงินเดือน (Payroll) และบันทึกบัญชีเงินปันผล ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ดูรายงานกำไรสะสมได้ทันทีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินปันผลและเงินเดือนกรรมการ เงินปันผลเสียภาษีไหม และต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90/91 ตอนปลายปีหรือไม่ เงินปันผลเสียภาษีแน่นอน โดยถูกหัก 10% ตอนรับเงิน ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะหักแล้วจบ หรือนำไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปี ถ้านำไปรวมยื่น สามารถใช้เครดิตภาษีหักออกได้ กรณีฐานภาษีต่ำกว่า 10% จะได้คืนภาษีด้วย เงินปันผลหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เงินปันผลที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องหักภาษี 10% ของจำนวนที่จ่าย บริษัทผู้จ่ายนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผล จ่ายแบบไหนดีกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกรณี ขึ้นกับขนาดกำไร จำนวนผู้ถือหุ้น และสิทธิ์ลดหย่อนที่มี จากตัวอย่างในบทความ การจ่ายแบบผสมมักให้ภาษีรวมต่ำสุด เพราะใช้ประโยชน์ทางภาษีจากทั้งเงินเดือนและปันผลพร้อมกัน กรรมการจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานไว้ตายตัว แต่สรรพากรจะพิจารณาว่าเหมาะสมกับขนาดกิจการหรือไม่ เงินเดือนที่สูงเกินจริงอาจทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่ม แนวปฏิบัติคือดูเงินเดือนตำแหน่งเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเกณฑ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

อากรแสตมป์ออนไลน์ กับ แบบดวง ต่างกันยังไง วิธีชำระ e-Stamp สำหรับ SME

ผู้ประกอบการหลายคนยังเสียเวลาเดินทางไปซื้ออากรแสตมป์แบบดวงที่กรมสรรพากรหรือไปรษณีย์ ทั้งที่ปัจจุบันสามารถชำระอากรแสตมป์ออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องออกจากออฟฟิศ อากรแสตมป์ คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องรู้ อากรแสตมป์ คือภาษีที่เรียกเก็บจากการทำ “ตราสาร” หรือเอกสารทางกฎหมาย เช่น สัญญาจ้าง สัญญาเช่า หนังสือมอบอำนาจ ผู้ที่ทำสัญญาหรือเอกสารเหล่านี้ต้องชำระค่าอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน มิฉะนั้นเอกสารจะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลไม่ได้ ดูรายละเอียดตราสารที่ต้องปิดอากรและอัตราค่าอากรได้ที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์ กรมสรรพากร สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับอากรแสตมป์แบบดวง วิธีติด และสัญญาที่ต้องใช้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความอากรแสตมป์ฉบับเต็มของ PEAK อากรแสตมป์ออนไลน์ (e-Stamp) คืออะไร แตกต่างจากแบบดวงอย่างไร อากรแสตมป์ออนไลน์ หรือ e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร ระบบจะออกหลักฐานการชำระเป็นไฟล์ดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ทันที ข้อดีของ e-Stamp เทียบกับแบบดวง เปรียบเทียบ แบบดวง e-Stamp (ออนไลน์) ช่องทางซื้อ กรมสรรพากร, ไปรษณีย์ (เฉพาะวันเวลาราชการ) ระบบ e-Filing สรรพากร ตลอด 24 ชั่วโมง วิธีชำระ ซื้อดวงแสตมป์แล้วติดบนเอกสาร ชำระเงินออนไลน์ ได้หลักฐานดิจิทัล การตรวจสอบ ตรวจสอบยาก ดวงแสตมป์อาจชำรุด ตรวจสอบได้ทันทีผ่านระบบ e-Filing เอกสารหลักฐาน ดวงแสตมป์ที่ติดบนเอกสาร ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เก็บรักษาง่าย ความเสี่ยง ดวงแสตมป์หาย ชำรุด หรือปลอมได้ ข้อมูลอยู่ในระบบสรรพากร ปลอมแปลงไม่ได้ ตราสารที่บังคับใช้ e-Stamp เทียบกับที่เลือกใช้ได้ กรมสรรพากรกำหนดให้ตราสารบางประเภทสามารถชำระค่าอากรผ่านระบบ e-Stamp ได้ โดยมีทั้งกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงิน (ซึ่งรวม e-Stamp) และกรณีที่เลือกใช้แบบดวงหรือ e-Stamp ก็ได้ ตราสารที่มีค่าอากรตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป สามารถเลือกชำระผ่าน e-Stamp ได้ทั้งหมด ส่วนตราสารที่กฎหมายระบุให้ “ชำระเป็นตัวเงิน” เช่น เช่าซื้อรถยนต์ผ่านสถาบันการเงิน ต้องชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่สามารถใช้แบบดวงได้ 5 ธุรกรรมที่ชำระค่าอากรผ่านระบบออนไลน์ได้บ่อยที่สุด ตราสารที่ต้องปิดอากรมี 28 ลักษณะตามบัญชีอัตราแสตมป์อากร แต่ 5 ประเภทที่ผู้ประกอบการ SME ใช้บ่อยที่สุด ได้แก่ ลำดับ ประเภทตราสาร อัตราค่าอากร ตัวอย่างที่ SME เจอบ่อย 1 สัญญาจ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบ จ้างผู้รับเหมา 2 สัญญาเช่าที่ดิน อาคาร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง 3 ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงิน) 3 บาท ต่อทุก 10,000 บาท ของจำนวนเงิน ออกตั๋วสัญญาใช้เงินกู้ยืม 4 หนังสือมอบอำนาจ 30 บาท ต่อครั้ง (มอบให้คนเดียวทำการครั้งเดียว) มอบอำนาจจดทะเบียนบริษัท ลงนามสัญญา 5 ใบรับเงิน (เฉพาะ 200 บาทขึ้นไป) 1 บาท ต่อทุก 200 บาท ของมูลค่า (สูงสุด 10,000 บาท) ออกใบรับเงินค่าสินค้าหรือบริการ อัตราจากบัญชีอากรแสตมป์ กรมสรรพากร ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำสัญญาจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บไซต์ รายการ รายละเอียด มูลค่าสัญญาจ้าง 50,000 บาท อัตราอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท วิธีคำนวณ 50,000 ÷ 1,000 ค่าอากรแสตมป์ที่ต้องชำระ 50 บาท อัตราค่าอากรแสตมป์ที่ต้องชำระ (ตารางอัปเดต 2569) นอกจาก 5 ธุรกรรมข้างต้น ตราสารที่พบบ่อยในธุรกิจ SME มีอัตราค่าอากรดังนี้ ประเภทตราสาร อัตราค่าอากร หมายเหตุ สัญญาเช่าซื้อ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท เช่าซื้อเครื่องจักร รถยนต์ สัญญากู้ยืมเงิน 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สัญญาค้ำประกัน 10 บาท ต่อฉบับ ค้ำประกันเงินกู้ ใบหุ้น 5 บาท ต่อฉบับ ออกใบหุ้นบริษัท สัญญาจำนอง 1 บาท ต่อ 2,000 บาท ของจำนวนเงิน สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท อัตราเหล่านี้เป็นอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ค่าอากรที่ชำระผ่าน e-Stamp คิดอัตราเดียวกันทุกประการ ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม วิธีชำระอากรแสตมป์ออนไลน์ ทีละขั้นตอน (Step-by-Step) การชำระอากรแสตมป์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรทำได้ 5 ขั้นตอน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เมื่อชำระค่าอากรออนไลน์ ผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มใช้ระบบ e-Stamp มักพบปัญหาเหล่านี้ ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณีไม่ได้ชำระค่าอากรตามกำหนด การไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดไม่ครบถ้วนมีบทลงโทษ 2 ส่วน กรณี บทลงโทษ ไม่ปิดอากรภายในกำหนด เสียเงินเพิ่มอีก 1-5 เท่าของค่าอากร มาขอปิดอากรเอง (โดยไม่ถูกตรวจพบ) เสียเงินเพิ่ม 2 เท่าของค่าอากร ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบ เสียเงินเพิ่ม 5 เท่าของค่าอากร ตัวอย่าง: ถ้าถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่ได้ปิดอากร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าอากรที่ต้องชำระ 500 บาท เงินเพิ่ม (5 เท่า) 500 × 5 2,500 บาท รวมต้องจ่ายทั้งหมด 500 + 2,500 3,000 บาท นอกจากค่าปรับแล้ว ตราสารที่ไม่ปิดอากรจะ “ใช้เป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้” จนกว่าจะปิดอากรครบพร้อมเงินเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในกรณีที่ต้องฟ้องร้องคู่สัญญา การบันทึกบัญชีค่าอากร จัดการเอกสารอย่างเป็นระบบด้วย PEAK ค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ เมื่อชำระแล้วต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อชำระอากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของ 50,000 บาท (อากร 50 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าอากรแสตมป์ (ค่าใช้จ่าย) 50 เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร 50 PEAK ช่วยให้การจัดการเอกสารเป็นเรื่องง่าย ตั้งแต่บันทึกค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ แนบไฟล์ยืนยันจากระบบ e-Filing ไปจนถึงติดตามสัญญาที่ต้องปิดอากร ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว สรุป: ชำระค่าอากรออนไลน์ ประหยัดเวลา ลดความเสี่ยง การเปลี่ยนจากแสตมป์อากรแบบดวงมาใช้ e-Stamp ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ประหยัดเวลาเดินทาง ลดความเสี่ยงจากดวงแสตมป์ชำรุดหรือสูญหาย และมีหลักฐานดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ที่สำคัญคืออย่าลืมปิดอากรให้ครบภายใน 15 วัน จัดการเอกสารค่าอากรให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกค่าอากร แนบไฟล์ยืนยันจากสรรพากร และจัดเก็บสัญญาทุกฉบับไว้ในระบบ Cloud ที่เข้าถึงได้ทุกที่ พร้อม AI ช่วยจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ e-Stamp ออนไลน์ อากรแสตมป์ซื้อที่ไหนได้บ้างในปี 2569 แบบดวงซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่และไปรษณีย์ ส่วน e-Stamp ชำระผ่าน efiling.rd.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สัญญาจ้างแรงงานต้องปิดอากรแสตมป์ไหม ไม่ต้อง สัญญาจ้างแรงงาน (เงินเดือนพนักงานประจำ) ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ แต่ “สัญญาจ้างทำของ” เช่น จ้างฟรีแลนซ์ จ้างผู้รับเหมา ต้องปิดอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ชำระค่าอากรออนไลน์แล้ว ยังต้องติดดวงแสตมป์บนสัญญาอีกไหม ไม่ต้อง เมื่อชำระผ่านระบบ e-Filing แล้ว ระบบจะออกใบยืนยันอิเล็กทรอนิกส์ให้ ใช้แทนดวงแสตมป์ได้เลย แนะนำให้พิมพ์แนบไว้กับสัญญาเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ ค่าอากรแสตมป์หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม ได้ ค่าอากรถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ สามารถนำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาได้ตามปกติ ให้เก็บไฟล์ยืนยันการชำระไว้เป็นเอกสารประกอบ e-Stamp ต่างจาก e-Tax Invoice อย่างไร e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนใบกำกับภาษีกระดาษ ทั้งสองเป็นคนละระบบกัน แต่ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีดิจิทัลของกรมสรรพากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ฟรีแลนซ์ คืออะไร ควรจดบริษัทเมื่อไหร่ พร้อมวิธีประหยัดภาษี

รายได้จากงานอิสระเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่พอถึงเรื่องภาษีกลับปวดหัวทุกปี จนเริ่มสงสัยว่าถึงเวลาจดบริษัทหรือยัง? ฟรีแลนซ์ คืออะไร ต่างจากพนักงานประจำอย่างไร ฟรีแลนซ์ (Freelance) คือคนที่ทำงานอิสระ ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง รับงานเป็นโปรเจกต์หรือเป็นชิ้น เลือกลูกค้าและเวลาทำงานได้เอง ข้อแตกต่างหลักคือ คนทำงานอิสระไม่มีสวัสดิการจากนายจ้าง ไม่มีประกันสังคมอัตโนมัติ และต้องจัดการเรื่องภาษีเอง แต่แลกมาด้วยความยืดหยุ่นและโอกาสสร้างรายได้ไม่จำกัด ฟรีแลนซ์กับที่ปรึกษาต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่าง “ฟรีแลนซ์” กับ “ที่ปรึกษา” (Consultant) ทั้งสองเป็นคนทำงานอิสระเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลักษณะงาน ฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา ลักษณะงาน ลงมือทำงานเอง เช่น เขียนโค้ด ออกแบบ ให้คำแนะนำ วางกลยุทธ์ ค่าตอบแทน คิดเป็นชิ้นงานหรือรายชั่วโมง คิดเป็นโปรเจกต์หรือรายเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (ค่าจ้างทำของ) 3% (ค่าบริการวิชาชีพ) เรื่องภาษีและการจดบริษัท ทั้งฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาเจอโจทย์เดียวกัน จึงใช้แนวทางเดียวกันได้ อาชีพฟรีแลนซ์ยอดนิยมมีอะไรบ้าง งานฟรีแลนซ์ที่เป็นที่ต้องการสูงในปี 2026 แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ปรึกษามักมีรายได้ต่อโปรเจกต์สูงกว่ากลุ่มอื่น และเป็นกลุ่มที่พิจารณาจดบริษัทเร็วที่สุด เพราะลูกค้าองค์กรมักต้องการทำสัญญากับนิติบุคคล ข้อดีและข้อเสียของการเป็นฟรีแลนซ์ ก่อนตัดสินใจเป็นคนทำงานอิสระ ควรชั่งน้ำหนักให้ดี ข้อดี ข้อเสีย เลือกงานและเวลาทำงานได้เอง รายได้ไม่แน่นอน ช่วงไหนไม่มีงาน ก็ไม่มีเงิน ไม่จำกัดเพดานรายได้ ไม่มีสวัสดิการ ประกันสังคม ลาป่วย ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ต้องหาลูกค้าและต่อรองราคาเอง เลือกโปรเจกต์ที่สนใจ ต้องจัดการภาษีและบัญชีเอง ข้อเสียที่มองข้ามมากที่สุดคือ “เรื่องภาษี” หลายคนรู้ตัวอีกทีก็ตอนถูกสรรพากรเรียกพบ หรือตอนที่ลูกค้าขอใบกำกับภาษีแต่ออกให้ไม่ได้ ฟรีแลนซ์กับเรื่องภาษีที่ต้องรู้ ฟรีแลนซ์ที่ทำงานในนามบุคคลธรรมดามีภาษี 2 ตัวหลักที่ต้องจัดการ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้จากงานอิสระจัดเป็นเงินได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน เช่น ค่าจ้างทำงาน วิชาชีพอิสระอย่างนักบัญชีหรือทนาย หรือรายได้จากการรับเหมา แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ตรวจสอบรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดแบบขั้นบันได ตามตารางนี้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ผู้มีรายได้อิสระต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรขยายถึงเดือนเมษายน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาลูกค้าจ่ายค่าจ้าง ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อน แล้วออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บเอกสาร 50 ทวิ นี้ไว้ เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีปลายปีได้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าจ้าง — 50,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินที่ได้รับจริง 50,000 – 1,500 48,500 บาท ภาษี 1,500 บาทที่ถูกหักไปนี้ นำไปหักจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้ ถ้าถูกหักไปมากกว่าภาษีจริง ก็ขอคืนจากสรรพากรได้ ฟรีแลนซ์ควรจดบริษัทเมื่อไหร่ ไม่ใช่ฟรีแลนซ์ทุกคนต้องจดบริษัท แต่มี 5 สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจถึงจุดที่ควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล เปรียบเทียบบุคคลธรรมดากับจดบริษัท สำหรับฟรีแลนซ์ นี่คือตารางเปรียบเทียบเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หัวข้อ บุคคลธรรมดา จดบริษัท (นิติบุคคล) อัตราภาษี ขั้นบันได 5-35% SME กำไร 300,000 แรกยกเว้น, เกิน 300,000 เสีย 15% ถ้ากำไรไม่เกิน 3 ล้าน หรือ 20% หักค่าใช้จ่าย เหมา 40-60% หรือตามจริง (แล้วแต่ประเภทเงินได้) หักตามจริงได้ทั้งหมด ความน่าเชื่อถือ ทำสัญญาในชื่อบุคคล ลูกค้าองค์กรเชื่อมั่นมากกว่า ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ไม่มี ค่าจดทะเบียน + ค่าทำบัญชีรายเดือน ความยุ่งยาก ยื่นภาษีปีละครั้ง ทำบัญชี ส่งงบการเงิน ยื่นภาษีทุกเดือน เหมาะกับ รายได้ไม่เกิน 750,000/ปี ค่าใช้จ่ายน้อย รายได้เกิน 750,000/ปี ค่าใช้จ่ายสูง ลูกค้าองค์กร จุดตัดสำคัญอยู่ที่รายได้ประมาณ 750,000 บาท/ปี ตั้งแต่ขั้นนี้ภาษีบุคคลธรรมดาจะอยู่ที่ 20% ขณะที่นิติบุคคล SME เสียเพียง 15% แถมหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้มากกว่า ตัวอย่างสมมุติ คุณ ก. ทำงานอิสระรับออกแบบเว็บไซต์ มีรายได้ 1 ล้านบาท/ปี ค่าใช้จ่ายจริง 400,000 บาท เปรียบเทียบ บุคคลธรรมดา (หักเหมา 60%) จดเป็นบริษัท (หักจริง) รายได้ 1,000,000 1,000,000 หักค่าใช้จ่าย 600,000 (เหมา) 400,000 (จริง) รายได้สุทธิ/กำไรสุทธิ 400,000 600,000 ภาษีประมาณ 17,500 45,000 (15%) ในกรณีนี้ บุคคลธรรมดาเสียภาษีน้อยกว่าเพราะหักเหมาได้เยอะ แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงเพิ่มเป็น 700,000 หรือลูกค้าต้องการใบกำกับภาษี สมการก็จะเปลี่ยน ดังนั้นต้องวิเคราะห์เป็นรายกรณี ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เฉพาะของคุณ สรุป: เมื่อไหร่ควรจดบริษัท จดบริษัทแล้ว จัดการบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK พอจดบริษัทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการทำบัญชี ออกเอกสาร และยื่นภาษีทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คนที่เพิ่งจดบริษัทจัดการเรื่องเหล่านี้ได้เอง ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายรับรายจ่าย ไปจนถึงส่งข้อมูลให้นักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี ไม่ต้องจด แต่ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์แล้วไม่จด มีโทษปรับตามกฎหมาย คนทำงานอิสระที่รายได้ใกล้เกณฑ์ควรเตรียมระบบบัญชีให้พร้อม ฟรีแลนซ์หางานจากไหน แพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย เช่น Fastwork, Freelancebay รวมถึงกลุ่ม Facebook สำหรับฟรีแลนซ์ หรือจะสร้าง portfolio ของตัวเองแล้วรับงานจากลูกค้าโดยตรงก็ได้ จดบริษัทคนเดียวได้ไหม ได้ กฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้จดบริษัทจำกัดคนเดียว (Single-Member Company) โดยใช้ผู้ถือหุ้นคนเดียว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่บทความจดบริษัทคนเดียวของ PEAK ฟรีแลนซ์ต้องทำบัญชีไหม ถ้ายังเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ต้องทำบัญชีตามกฎหมาย แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายไว้ เพราะช่วยยื่นภาษีง่ายขึ้นและวางแผนการเงินได้ดีขึ้น แต่ถ้าจดบริษัทแล้ว ต้องทำบัญชีตามกฎหมายและส่งงบการเงินให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ค่าชดเชยเลิกจ้าง คำนวณยังไง สิ่งที่นายจ้าง SME ต้องรู้ก่อนเลิกจ้างพนักงาน

ถ้าต้องเลิกจ้างพนักงาน สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเตรียมคือค่าชดเชยเลิกจ้าง กฎหมายกำหนดอัตราค่าชดเชยไว้ชัดเจนตามอายุงานของลูกจ้าง จ่ายน้อยไปหรือไม่จ่ายเลยมีโทษทั้งแพ่งและอาญา ค่าชดเชยเลิกจ้าง คืออะไร ค่าชดเชยเลิกจ้าง คือเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนล่าสุดคูณจำนวนวันที่กฎหมายกำหนด เงินก้อนนี้แยกจาก “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” ที่หลายคนมักสับสน ทั้งสองก้อนต่างกันทั้งเงื่อนไขและวิธีคำนวณ ค่าชดเชย vs สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ต่างกันอย่างไร รายการ ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จ่ายเมื่อ เลิกจ้างทุกกรณี (ยกเว้นตามข้อยกเว้น) เลิกจ้างทันทีโดยไม่แจ้งล่วงหน้า วิธีคำนวณ ค่าจ้าง × จำนวนวันตามขั้น ค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่มีผล กฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 17 ได้รับพร้อมกัน? ได้ทั้งสองก้อนถ้าเข้าเงื่อนไข ได้ทั้งสองก้อนถ้าเข้าเงื่อนไข เลิกจ้างปกติ vs เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต่างกันอย่างไร “เลิกจ้างปกติ” คือการเลิกจ้างที่มีเหตุผลทางธุรกิจ เช่น ยุบตำแหน่ง ลดต้นทุน หรือปิดแผนก นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด และลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยถ้าไม่แจ้งล่วงหน้า “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” คือการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างใช้สิทธิร้องเรียน กรณีนี้ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติ โดยฟ้องศาลแรงงานได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม อัตราค่าชดเชยเลิกจ้าง แบ่งตามอายุงาน ลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วันขึ้นไปมีสิทธิได้รับค่าชดเชย แบ่งเป็น 6 ขั้นตามอายุงาน ตารางอัตราค่าชดเชย อายุงาน อัตราค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน อัตราตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ที่เพิ่มขั้น 400 วันสำหรับอายุงาน 20 ปีขึ้นไป วิธีคำนวณค่าชดเชยเลิกจ้าง พร้อมตัวอย่างจริง สูตรหลักคือ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย × จำนวนวันตามขั้น “ค่าจ้าง” คือค่าจ้างรายวัน (เงินเดือน ÷ 30) ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณ รวมอะไรบ้าง “ค่าจ้าง” ที่นำมาคำนวณ หมายถึงเงินที่จ่ายประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงาน ได้แก่ เงินเดือน ค่าตำแหน่ง และค่าครองชีพที่จ่ายประจำ สิ่งที่ไม่นับเป็นฐานค่าจ้าง วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือ ถ้าจ่ายสม่ำเสมอทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ ให้นับเป็นค่าจ้าง ตัวอย่างที่ 1: พนักงานทำงาน 3 ปี เงินเดือน 25,000 บาท บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงานมา 3 ปี 2 เดือน เงินเดือน 25,000 บาท ขั้นที่ 1: ดูอัตราค่าชดเชย รายการ รายละเอียด อายุงาน 3 ปี 2 เดือน (ช่วง 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี) อัตราค่าชดเชย ค่าจ้าง 180 วัน ขั้นที่ 2: คำนวณค่าชดเชย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าจ้างรายวัน 25,000 บาท ÷ 30 833.33 บาท ค่าชดเชย 833.33 บาท × 180 วัน 150,000 บาท หรือคิดแบบลัด: เงินเดือน x (จำนวนวัน / 30) = 25,000 x (180 / 30) = 25,000 x 6 = 150,000 บาท ตัวอย่างที่ 2: พนักงานทำงาน 12 ปี เงินเดือน 45,000 บาท บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงานมา 12 ปี เงินเดือน 45,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อายุงาน 12 ปี (ช่วง 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี) ตามตาราง ค่าจ้างรายวัน 45,000 บาท ÷ 30 1,500 บาท ค่าชดเชย 1,500 บาท × 300 วัน 450,000 บาท กรณีที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ใช่ทุกกรณีที่ต้องจ่าย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้ 6 กรณี นายจ้างต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าลูกจ้างทำผิดจริง เช่น บันทึกการสอบสวน หนังสือเตือน หรือหลักฐานความเสียหาย หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ ศาลแรงงานอาจสั่งให้จ่ายค่าชดเชยอยู่ดี ถูกเลิกจ้างแล้วไม่ได้ค่าชดเชย ทำอย่างไร? ลูกจ้างสามารถเรียกร้องสิทธิได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นตอนร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เอกสารที่ต้องเตรียม แนวทางปฏิบัติสำหรับนายจ้างและ HR ฝั่งนายจ้าง นอกจากจ่ายค่าชดเชยแล้ว ยังต้องออกหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องออกหนังสือรับรองการทำงานถ้าลูกจ้างร้องขอ และต้องจัดการหักภาษีให้ถูกต้องก่อนจ่ายเงิน ต้องจ่ายภายในกี่วัน กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าชดเชย ในวันที่เลิกจ้าง หรืออย่างช้าภายใน 3 วัน ถ้าจ่ายล่าช้า ลูกจ้างมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผล ลูกจ้างมีสิทธิได้เงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุก 7 วัน (ตามมาตรา 9) การบันทึกบัญชีค่าชดเชยเลิกจ้าง ค่าชดเชยเลิกจ้างถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน บันทึกบัญชีดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยเลิกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 150,000 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ค้างจ่าย) — ตามอัตรา เงินสด/ธนาคาร — ยอดจ่ายสุทธิ ค่าชดเชยนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เพราะเป็นรายจ่ายจริงจากการดำเนินงาน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้และออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายได้อัตโนมัติ หักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร ค่าชดเชยถือเป็นเงินได้ของลูกจ้าง นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนเงินเดือนปกติ คำนวณรวมกับเงินได้อื่นในปีนั้นแล้วหักตามอัตราภาษีขั้นบันได กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขยกเว้นภาษีไว้ดังนี้ ส่วนของค่าชดเชย เงื่อนไข ภาษี ส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างสุดท้ายตามเพดานที่กำหนด และ ไม่เกิน 300,000 บาท เข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ ยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินเพดาน เกินจากเงื่อนไขข้างต้น ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ สรุป: ค่าชดเชยเลิกจ้าง จำ 3 อย่างนี้ไว้ จัดการเงินเดือนและค่าใช้จ่ายพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่ายพนักงาน ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และจัดการบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าชดเชยเลิกจ้าง ลาออกเองได้ค่าชดเชยไหม? ไม่ได้ ค่าชดเชยจ่ายเฉพาะกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้าง ลูกจ้างที่ลาออกเองยังมีสิทธิได้ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าวันลาพักผ่อนที่ยังไม่ได้ใช้ จ่ายเป็นงวดได้ไหม? กฎหมายกำหนดให้จ่ายเต็มจำนวนในวันเลิกจ้าง ถ้าไม่พร้อมจ่ายเต็ม ควรเจรจากับลูกจ้างและทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ลูกจ้างมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยถ้าได้รับค่าชดเชยล่าช้า สัญญาจ้างระบุ “ไม่มีค่าชดเชย” ใช้ได้ไหม? ใช้ไม่ได้ ข้อตกลงที่ขัดกับกฎหมายถือเป็นโมฆะ แม้ลูกจ้างจะเซ็นยินยอมก็ตาม นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำงานไม่ครบ 120 วัน ถูกเลิกจ้าง ได้อะไรบ้าง? ไม่ได้ค่าชดเชย แต่ยังได้ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าวันหยุดที่ยังไม่ได้ใช้ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ถ้าไม่แจ้งล่วงหน้า) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 ก.ย. 2026

TAN-ASC

13 min

Supervisor คืออะไร บทบาท หน้าที่ ทักษะ ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ธุรกิจเริ่มโต ทีมเริ่มใหญ่ เจ้าของกิจการหลายคนถึงจุดที่ต้องตั้ง Supervisor มาดูแลทีมแทน แต่ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง หาคนแบบไหนมาทำ และต่างจาก Manager ยังไง Supervisor คืออะไร ความหมายและบทบาทในองค์กร Supervisor คือตำแหน่งที่ทำหน้าที่ดูแลทีมขนาดเล็กให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด โดยรับนโยบายจากผู้บริหารระดับ Manager แล้วแปลงเป็นงานจริงที่ทีมต้องทำในแต่ละวัน พูดให้เข้าใจง่าย Supervisor เปรียบเหมือน กัปตันทีม ที่ลงสนามด้วยตัวเอง รู้ปัญหาหน้างานจริง แต่ก็ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของทั้งทีมไปพร้อมกัน ในองค์กรส่วนใหญ่ Supervisor จะเป็นคนแรกที่ลูกทีมเข้าหาเมื่อมีปัญหา และเป็นคนแรกที่ Manager ถามเมื่อต้องการอัปเดตงาน ตำแหน่งนี้จึงเป็น สะพานเชื่อม ระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร Supervisor vs Manager vs Team Lead ต่างกันอย่างไร หลายคนสงสัยว่า Supervisor กับ Manager ใครใหญ่กว่า คำตอบคือ Manager มีอำนาจตัดสินใจกว้างกว่า โดย Supervisor รายงานตรงต่อ Manager อีกทีหนึ่ง ส่วน Team Lead มักเป็นบทบาทมากกว่าตำแหน่ง คือคนที่นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ แต่อาจไม่มีอำนาจประเมินผลงานหรือตัดสินใจเรื่องคน ตารางเปรียบเทียบ Supervisor, Manager และ Team Lead เกณฑ์ Team Lead Supervisor Manager ขอบเขตงาน นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ ดูแลทีมปฏิบัติงานประจำวัน วางแผน ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งแผนก อำนาจตัดสินใจ จำกัดเฉพาะโปรเจกต์ ตัดสินใจงานประจำวันของทีม ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ งบประมาณ และทิศทางแผนก การประเมินผลงาน มักไม่มีอำนาจ มีอำนาจประเมินลูกทีม ประเมินทั้ง Supervisor และทีม สายรายงาน รายงานต่อ Supervisor หรือ Manager รายงานต่อ Manager รายงานต่อ Director หรือ C-Level ทักษะหลัก ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นำทีม แก้ปัญหาหน้างาน สื่อสาร วางแผนเชิงกลยุทธ์ บริหารทรัพยากร Supervisor อยู่ระดับไหนในองค์กร Supervisor อยู่ในกลุ่ม ผู้บริหารระดับต้น (First-line Management) เส้นทางอาชีพโดยทั่วไปจะเรียงจากล่างขึ้นบนดังนี้ ตำแหน่ง Supervisor จึงเป็น จุดเริ่มต้น ของการเป็นผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายงานจะต้องผ่านจุดนี้ก่อน Assistant Supervisor คือก้าวแรกก่อนขึ้น Supervisor Assistant Supervisor คือตำแหน่งรองหัวหน้างาน ทำหน้าที่ช่วย Supervisor ในการดูแลทีม เป็นตำแหน่งที่องค์กรใช้เตรียมคนก่อนเลื่อนขั้น เหมาะสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพ แต่ต้องฝึกทักษะการนำทีมเพิ่มเติม หน้าที่และความรับผิดชอบของ Supervisor หน้าที่หลักของ Supervisor คือทำให้ทีมทำงานได้ตามเป้า ซึ่งแบ่งออกเป็นงานหลายด้าน ประเภทของ Supervisor ในสายงานต่าง ๆ ตำแหน่ง Supervisor มีอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม แต่หน้าที่เฉพาะจะต่างกันตามลักษณะงาน Accounting Supervisor และ Finance Supervisor Accounting Supervisor คือหัวหน้าทีมบัญชีที่ดูแลการปิดงบรายเดือน ตรวจสอบความถูกต้องของรายการบัญชี และประสานงานกับสรรพากรและผู้สอบบัญชี ส่วน Finance Supervisor เน้นดูแลงบประมาณ กระแสเงินสด และวิเคราะห์ตัวเลขการเงินให้ผู้บริหาร ถ้าคุณสนใจตำแหน่งงานในสายบัญชีโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ Production Supervisor Production Supervisor คือหัวหน้าสายการผลิตในโรงงาน ดูแลให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามแผน ควบคุมคุณภาพ และจัดการเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ต้องเข้าใจทั้งเครื่องจักรและคน Sale Supervisor Sale Supervisor คือหัวหน้าทีมขายที่ตั้งเป้ายอดให้ลูกทีม ติดตามผลการขาย วางแผนเข้าพบลูกค้า และฝึกเทคนิคการขายให้ทีม ต้องทำยอดเองด้วยพร้อมกับผลักดันทีมให้ถึงเป้า ตำแหน่งนี้มักได้รับคอมมิชชันจากยอดขายของทั้งทีมด้วย จึงเป็นสายงานที่มีรายได้สูงหากทำผลงานดี ทักษะสำคัญที่ Supervisor ต้องมี Supervisor ที่ดีไม่ได้เก่งแค่งาน แต่ต้องเก่งคนด้วย ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ การฟัง เพราะ Supervisor ที่ดีไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ฟังปัญหาของลูกทีมแล้วหาทางออกร่วมกันได้ ตั้ง Supervisor แล้ว เจ้าของกิจการต้องปล่อยมืออะไรบ้าง เจ้าของกิจการที่เพิ่งตั้ง Supervisor มักติดนิสัยลงไปทำเองทุกอย่าง ต้องฝึกแบ่งงานให้ชัดว่าอะไรมอบให้ Supervisor ดูแล อะไรยังต้องตัดสินใจเอง มอบให้ Supervisor เจ้าของยังดูเอง มอบหมายงานประจำวันให้ลูกทีม ตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การลงทุน สอนงาน ให้ feedback ประเมินผลงาน จ้าง-เลิกจ้างพนักงาน (ตัดสินใจสุดท้าย) แก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นระหว่างวัน วางแผนกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจ ตรวจสอบคุณภาพงานก่อนส่งลูกค้า เจรจากับคู่ค้ารายใหญ่ รายงานสถานะงานให้เจ้าของ อนุมัติค่าใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด สิ่งสำคัญ คือกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดตั้งแต่วันแรก เช่น Supervisor อนุมัติค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 5,000 บาท เกินกว่านั้นต้องขอเจ้าของ แบบนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องถามกันทุกเรื่อง งานเดินได้เร็วขึ้น Supervisor กับเทคโนโลยี ใช้ระบบช่วยบริหารจัดการงานเอกสารและบัญชีของทีมอย่างไร Supervisor ยุคนี้ไม่ได้แค่ดูแลคน แต่ต้องเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงด้วย โดยเฉพาะสำหรับ Supervisor ที่ดูแลทีมบัญชี ทีมการเงิน หรือทีม back-office ที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก ระบบที่ช่วยได้มากที่สุดคือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้ทีมออกเอกสาร บันทึกรายการ และกระทบยอดได้จากทุกที่ ลดงาน manual ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที สำหรับ Supervisor ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเดือนทีม ระบบโปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ แทนที่จะต้องคำนวณเองบน Excel ทีละคน การนำระบบเข้ามาใช้ไม่ได้แค่ลดเวลาทำงาน แต่ยังลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Supervisor ต้องรับผิดชอบแก้ไขเมื่อเกิดขึ้น สรุป: Supervisor คือก้าวแรกของการเป็นผู้บริหาร Supervisor คือตำแหน่งหัวหน้างานระดับต้นที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพต้องผ่านจุดนี้ สิ่งที่ Supervisor ต้องโฟกัสมากที่สุดคือ ทักษะการบริหารคน การสื่อสาร และการเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ จัดการทีมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการและหัวหน้าทีมจัดการงานบัญชี ออกเอกสาร และจัดการภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Supervisor Supervisor ตัวย่ออะไร Supervisor มักย่อเป็น “SUP” หรือ “SVR” ในเอกสารภายในองค์กร แต่ไม่มีตัวย่อมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละบริษัทอาจใช้ต่างกัน เช่น “SPV” หรือ “Supv.” ก็พบบ่อยเช่นกัน Senior กับ Supervisor ต่างกันอย่างไร Senior คือพนักงานอาวุโสที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ไม่จำเป็นต้องบริหารคน ส่วน Supervisor ต้องรับผิดชอบผลงานของทั้งทีม พูดง่ายคือ Senior เก่งงาน ส่วน Supervisor ต้องเก่งทั้งงานและคน ในบางองค์กร Senior อาจได้เงินเดือนสูงกว่า Supervisor ด้วยซ้ำ เพราะเชี่ยวชาญพิเศษ เลื่อนตำแหน่งเป็น Supervisor ต้องปรับตัวอย่างไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนจาก คนทำงาน เป็น คนนำทีม ไม่สามารถลงมือทำทุกอย่างเองได้อีกต่อไป ต้องฝึกมอบหมายงาน ให้ feedback และยอมรับว่าลูกทีมอาจทำงานด้วยวิธีที่ต่างออกไป สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เดือนแรกคือ พูดคุยกับลูกทีมแต่ละคนว่าต้องการ support อะไร แล้วตั้งเป้าหมายร่วมกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

จดทะเบียนพาณิชย์ ใครต้องจด ขั้นตอน เอกสาร วิธีจดออนไลน์

เปิดร้านค้า รับงานฟรีแลนซ์ หรือขายของออนไลน์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ไม่จดมีโทษปรับ ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท จดเสร็จภายในวันเดียว ทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากจดทะเบียนบริษัทอย่างไร ทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่าคุณกำลังประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีตัวตนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ดูแลโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลายคนสับสนระหว่างจดทะเบียนพาณิชย์กับจดทะเบียนบริษัท ดูความแตกต่างหลักได้จากตารางนี้ เรื่อง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนบริษัท เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ร้านค้ารายย่อย ฟรีแลนซ์ ธุรกิจที่ต้องการแยกนิติบุคคลชัดเจน ค่าใช้จ่าย 50 บาท 5,000-6,000 บาทขึ้นไป ความซับซ้อน ง่าย เอกสารน้อย จดเสร็จภายในวัน ซับซ้อนกว่า ต้องมีผู้ถือหุ้น กรรมการ ภาษี เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บัญชี ไม่บังคับจัดทำบัญชีชุดเต็ม บังคับจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี จดทะเบียนการค้า กับ จดทะเบียนพาณิชย์ ต่างกันไหม คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ต่างกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน คือการแจ้งจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงานรัฐ คำว่า ทะเบียนการค้า เป็นชื่อเดิมที่คนทั่วไปยังคุ้นเคย ส่วน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นชื่อทางการที่ใช้ในปัจจุบัน ใครต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ธุรกิจอะไรบ้างที่ต้องจด ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ธุรกิจที่ต้องจดได้แก่ จดทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ต่างกันอย่างไร บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่ได้จดบริษัท) สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้โดยตรง รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ส่วนนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว) ที่ทำธุรกิจในประเภทที่กำหนดก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเช่นกัน ร้านค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องจด ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ของตัวเอง กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะจดให้เรียบร้อย เอกสารจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้อะไรบ้าง เอกสารจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เตรียมให้ครบก่อนไปจดจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก เอกสารสำหรับบุคคลธรรมดา เอกสารเพิ่มเติมสำหรับนิติบุคคล ขั้นตอนจดทะเบียนพาณิชย์ แบบ Step-by-step คุณเลือกจดได้ 2 ช่องทาง คือเดินไปจดด้วยตัวเองที่สำนักงาน หรือจดออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration จดที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ จดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration สำหรับคนที่ไม่สะดวกไปจดด้วยตัวเอง สามารถจดออนไลน์ได้ผ่านระบบ DBD e-Registration ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ 2026 เท่าไร ค่าธรรมเนียมถูกมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจดทะเบียนบริษัท ประเภท ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนใหม่ 50 บาท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาท จดทะเบียนเลิกกิจการ 20 บาท ขอตรวจเอกสาร ฉบับละ 20 บาท ขอคัดสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท ใบทะเบียนพาณิชย์ หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ใบทะเบียนพาณิชย์ (ทพ.4) คือเอกสารยืนยันว่าธุรกิจของคุณจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย บนใบจะระบุชื่อร้านค้า เลขทะเบียนพาณิชย์ ที่อยู่สถานประกอบการ ประเภทธุรกิจ และวันที่จดทะเบียน ใบนี้ใช้ทำได้หลายอย่าง เช่น เปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้า สมัครเป็นผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ และใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อลูกค้าหรือคู่ค้า จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง หลังจดทะเบียนเสร็จแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจดในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ภาษีเงินได้ ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เสียภาษีตามอัตราขั้นบันได 0-35% ตามรายได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตราภาษีพิเศษที่ต่ำกว่า ต้องจด VAT ไหม เมื่อไรต้องจด ไม่จำเป็นต้องจดทันที แต่ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในกำหนด หลังจด VAT แล้วต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน หลังจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องจัดทำบัญชีอย่างไร ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายไม่บังคับให้ทำบัญชีชุดเต็ม แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง ส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจรับรองแล้วให้ DBD ทุกปี ไม่ว่าจะจดในนามไหน การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายจะทำให้ยื่นภาษีได้ง่ายและไม่ตกหล่น สรุป: จดทะเบียนพาณิชย์ไม่ยากอย่างที่คิด การจดทะเบียนเป็นขั้นตอนแรกที่ทำให้ธุรกิจถูกกฎหมาย ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท เอกสารไม่กี่รายการ จดเสร็จได้ภายในวันเดียว ส่วนใครที่ไม่สะดวกเดินทางก็จดออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ได้เลย สิ่งที่ต้องทำหลังจดเสร็จคือจัดการเรื่องภาษีให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้หรือ VAT จัดการบัญชีหลังจดทะเบียนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียน บันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนพาณิชย์ ร้านเล็กๆ ขายของไม่กี่อย่าง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องดูว่าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นการค้าขายสินค้าทั่วไป แม้จะเป็นร้านเล็กก็ต้องจด ยกเว้นการขายของจากผลผลิตการเกษตรของตัวเอง เช่น ปลูกผักขายตามตลาดนัด ไม่ต้องจด จดทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้ทำธุรกิจต่อ ต้องทำอย่างไร ต้องยื่นจดทะเบียนเลิกพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับจากวันเลิกกิจการ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าไม่แจ้งเลิกจะมีโทษปรับ จดทะเบียนแล้วเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านได้เลยไหม ได้ ใบทะเบียนการค้าใช้เป็นเอกสารเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้าได้ แต่เอกสารที่ต้องใช้ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร ควรสอบถามธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชีก่อนล่วงหน้า จดออนไลน์กับไปจดเอง ได้ใบทะเบียนเหมือนกันไหม สิทธิ์และผลทางกฎหมายเหมือนกันทุกประการ แต่ใบทะเบียนที่ได้จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ไฟล์ดิจิทัล) ส่วนจดที่สำนักงานจะได้ใบเป็นกระดาษ ทั้งสองแบบใช้ได้เหมือนกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Entrepreneur คืออะไร ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไปยังไง

Entrepreneur กับเจ้าของธุรกิจทั่วไปต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่แนวคิดเบื้องหลังต่างกันมาก และส่งผลต่อวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และทิศทางของธุรกิจ Entrepreneur คืออะไร Entrepreneur คือคนที่สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาจากไอเดียของตัวเอง ยอมรับความเสี่ยงด้านการเงิน เพื่อแลกกับโอกาสสร้างกำไรและสร้างคุณค่าให้ตลาด สิ่งที่ทำให้ Entrepreneur ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไป คือการมุ่งสร้างสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือวิธีแก้ปัญหาที่ยังไม่มีคนทำ Entrepreneur กับ Business Owner ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง Entrepreneur กับ Business Owner เพราะทั้งคู่เป็นเจ้าของธุรกิจเหมือนกัน แต่แนวคิดและวิธีทำงานต่างกัน เกณฑ์ Entrepreneur Business Owner เป้าหมาย สร้างสิ่งใหม่ เปลี่ยนตลาด ทำธุรกิจให้มั่นคง สร้างรายได้สม่ำเสมอ ความเสี่ยง กล้าเสี่ยงสูง เน้นความมั่นคง วิธีทำ คิดค้นสินค้าหรือวิธีใหม่ ใช้วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล การเติบโต ขยายให้ใหญ่เร็ว โตทีละก้าว ตัวอย่าง สร้างแอปใหม่ช่วย SME ลดต้นทุน เจ้าของโรงงานที่ดำเนินกิจการมา 10 ปี ทั้งสองแบบไม่มีอะไรดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือเข้าใจตัวเองว่าอยากสร้างอะไร Entrepreneur กับ Freelancer ต่างกันตรงไหน Freelancer ทำงานอิสระรับจ้างตามความเชี่ยวชาญ เช่น ออกแบบกราฟิก เขียนโปรแกรม หรือทำบัญชี แต่ไม่ได้สร้าง ธุรกิจ ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องลงแรงเอง Entrepreneur สร้างระบบธุรกิจที่สามารถเติบโตได้แม้ไม่ได้ทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง ฟรีแลนซ์หลายคนเริ่มต้นจากการรับจ้าง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น Entrepreneur เมื่อเริ่มสร้างทีมและระบบธุรกิจของตัวเอง ประเภทของ Entrepreneur ที่ควรรู้ Entrepreneur ไม่ได้มีแบบเดียว แต่ละประเภทมีเป้าหมายและวิธีทำธุรกิจต่างกัน Small Business Entrepreneur ผู้ประกอบการ SME คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในไทย เปิดร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงานบัญชี หรือธุรกิจบริการต่างๆ โดยมุ่งเน้นสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ธุรกิจ SME คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทย Startup Entrepreneur ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพมุ่งสร้างธุรกิจที่โตได้เร็วและขยายได้ไม่จำกัด มักใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ตัวอย่างเช่น แอปจัดการร้านค้าออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มช่วย SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน Social Entrepreneur คือผู้ประกอบการเพื่อสังคม Social Entrepreneur สร้างธุรกิจที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างกำไร เช่น ธุรกิจรีไซเคิลขยะพลาสติก หรือแพลตฟอร์มการศึกษาสำหรับชุมชนห่างไกล Intrapreneur คือผู้ประกอบการภายในองค์กร ไม่จำเป็นต้องเปิดบริษัทเองถึงจะเป็น Entrepreneur ได้ Intrapreneur คือพนักงานที่คิดและทำแบบผู้ประกอบการภายในองค์กร เช่น เสนอโปรเจกต์ใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้บริษัท หรือหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น Digital Entrepreneur ผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริการ จุดเด่น คือเริ่มต้นด้วยทุนต่ำ แต่เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก คุณสมบัติสำคัญ 7 ข้อของ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จมักมีคุณสมบัติร่วมกัน 7 ข้อ ไม่ว่าจะทำธุรกิจประเภทไหน Entrepreneurial Mindset คือแนวคิดแบบไหน Entrepreneurial Mindset คือวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ ที่มองทุกปัญหาเป็นโอกาส และกล้าลงมือทำแม้ยังไม่มีทุกอย่างพร้อม แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่เปิดบริษัท แต่ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือนักศึกษา คนที่มี Entrepreneurial Mindset มักมีลักษณะเหล่านี้ วิธีพัฒนา Entrepreneurial Mindset การพัฒนาแนวคิดนี้เริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ขั้นตอนเริ่มต้นเป็น Entrepreneur สำหรับมือใหม่ ถ้าคุณอยากเริ่มเป็นผู้ประกอบการแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองทำตามขั้นตอนนี้ เครื่องมือสำคัญที่ Entrepreneur ยุคใหม่ควรมี ผู้ประกอบการยุคนี้ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง เทคโนโลยีช่วยให้จัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น ตัวอย่าง Entrepreneur ไทยที่สร้างแรงบันดาลใจ ประเทศไทยมี Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ SME ขนาดเล็กจนถึงบริษัทระดับประเทศ ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัว ร้านค้าชุมชน หรือไอเดียที่เกิดจากการเห็นปัญหาในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จไม่ใช่ทุนมากมาย แต่คือความกล้าลงมือทำ ความพร้อมปรับตัว และการจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น สรุป: Entrepreneur คือคนที่ลงมือสร้าง Entrepreneur ไม่ใช่แค่คนที่มีไอเดีย แต่ คือคนที่เปลี่ยนไอเดียเป็นธุรกิจจริงด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็น SME, Startup หรือ Digital Entrepreneur สิ่งสำคัญ คือเข้าใจตัวเอง วางแผนให้ดี และมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก จัดการบัญชีและการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกเอกสารทางธุรกิจ ดูกระแสเงินสด และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Entrepreneur Entrepreneur ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น คุณสามารถเริ่มเป็นบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดทะเบียนบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่เหมาะสม เช่น รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจด VAT หรือต้องการสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าองค์กร Entrepreneur กับ CEO ต่างกันยังไง Entrepreneur คือผู้สร้างธุรกิจ ส่วน CEO คือตำแหน่งบริหารสูงสุดในบริษัท Entrepreneur อาจเป็น CEO ของบริษัทตัวเอง แต่ CEO ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สร้างธุรกิจ บริษัทใหญ่หลายแห่งจ้าง CEO มืออาชีพเข้ามาบริหาร เริ่มเป็น Entrepreneur ต้องมีเงินทุนเท่าไร ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ธุรกิจออนไลน์หลายอย่างเริ่มต้นด้วยเงินหลักพันบาท เช่น ขายสินค้าผ่าน social media หรือให้บริการฟรีแลนซ์ สิ่งสำคัญกว่าเงินทุนคือการเข้าใจลูกค้าและทดสอบไอเดียกับตลาดจริง Entrepreneurship เรียนได้ไหม เรียนรู้ได้ มหาวิทยาลัยทั่วโลกมีหลักสูตร Entrepreneurship และแม้แต่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา พรสวรรค์ช่วยได้ แต่ทักษะที่ฝึกฝนได้ เช่น การจัดการเงิน การตลาด และการสร้างทีม มีผลมากกว่าไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ปิดการขาย คืออะไร จัดการเอกสารและบัญชีหลังปิดดีล ฉบับเจ้าของกิจการ

ตกลงราคากับลูกค้าได้แล้ว จับมือกันเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นต้องออกเอกสารอะไร ลำดับไหนก่อน แล้วบันทึกบัญชียังไง เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่สะดุดตรงนี้ ปิดการขาย คืออะไร แล้วต้องจัดการอะไรต่อหลังปิดดีล ปิดการขาย คือจุดที่ลูกค้าตกลงซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แต่สำหรับเจ้าของกิจการที่ขาย B2B ดีลยังไม่จบตรงนั้น เพราะการขายให้ธุรกิจต่างจากขายให้คนทั่วไปหลายจุด ขาย B2C ขาย B2B คนตัดสินใจ 1 คน หลายคน (จัดซื้อ ผู้ใช้งาน ผู้บริหาร) ระยะเวลาตัดสินใจ นาทีถึงวัน สัปดาห์ถึงเดือน เอกสารหลังปิดดีล แทบไม่มี ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ครบ flow การชำระเงิน จ่ายทันที Credit term 30-60 วัน สิ่งที่ตามมาหลังปิดดีล B2B คือเอกสาร 4-5 ฉบับที่ต้องออกให้ถูกลำดับ ถูกตัวเลข และถูกกฎหมาย ถ้าออกเอกสารช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจ ถ้าออกผิด ต้องเสียเวลาแก้ไข ถ้าไม่ออกใบกำกับภาษี ลูกค้าองค์กรอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป เพราะเอาไปเป็นภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ส่งใบเสนอราคาได้ภายใน 5 นาทีหลังตกลง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จสูงกว่าคนที่บอกว่าจะส่งให้วันพรุ่งนี้ เอกสาร 5 ฉบับที่ต้องออกหลังปิดดีล และลำดับที่ถูกต้อง 1. ใบเสนอราคา (Quotation) ออกทันทีหลังตกลงราคา ยิ่งส่งเร็วเท่าไร โอกาสที่ดีลจะสำเร็จยิ่งสูง เพราะลูกค้ายังอยู่ในอารมณ์ตัดสินใจ รายละเอียดที่ต้องระบุและตัวอย่างฟอร์มอ่านได้ที่คู่มือใบเสนอราคาของ PEAK 2. ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกหลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อเรียกเก็บเงินอย่างเป็นทางการ จุดสำคัญสำหรับ B2B คือต้องระบุ credit term ให้ชัด เช่น Net 30 หรือ Net 60 ลูกค้าองค์กรจะใช้ใบแจ้งหนี้เข้าระบบจัดซื้อภายใน ถ้าข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขใหม่ ทำให้ได้เงินช้าลง อ่านเพิ่มที่ใบแจ้งหนี้ คืออะไร 3. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า B2B เพราะเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ถ้าไม่ออกให้หรือออกช้า ลูกค้าอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป 4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินครบถ้วน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี 5. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการ ลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออก50 ทวิให้คุณ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตหักภาษีตอนสิ้นปีได้ ลำดับเอกสารหลังปิดดีล สรุปเป็นตาราง ลำดับ เอกสาร ออกเมื่อไร ใครออก 1 ใบเสนอราคา ทันทีหลังตกลงราคา ผู้ขาย 2 ใบแจ้งหนี้ หลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา ผู้ขาย 3 ใบกำกับภาษี วันส่งมอบสินค้า หรือวันรับเงิน (แล้วแต่อย่างใดก่อน) ผู้ขาย (ต้องจด VAT) 4 ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้ขาย 5 50 ทวิ เมื่อจ่ายเงิน (กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย) ผู้ซื้อ (ออกให้ผู้ขาย) Credit Term คืออะไร กำหนดอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุด การขาย B2B ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินสดทันที ลูกค้าองค์กรมักขอ credit term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังได้รับสินค้า/บริการแล้ว Credit Term หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ ยังไม่มีประวัติ Net 30 จ่ายภายใน 30 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้าประจำที่มีประวัติดี Net 60 จ่ายภายใน 60 วัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ credit term ยิ่งยาว เงินสดหมุนเวียนยิ่งน้อย ถ้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน กระแสเงินสดจะติดลบ ต้องวางแผนให้ credit term ที่ให้ลูกค้าสั้นกว่า credit term ที่ได้จากซัพพลายเออร์ วิธีบันทึกบัญชีหลังปิดดีล ตอนออกใบแจ้งหนี้ (ยังไม่ได้รับเงิน) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% ให้เครดิต 30 วัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนได้รับเงิน (ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%) ลูกค้าจ่ายค่าบริการ 107,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดก่อน VAT (3,000 บาท) จ่ายจริง 104,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 104,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีที่ถูกหัก 3,000 บาท เก็บ 50 ทวิ ไว้ นำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปี อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียดีล B2B หลังตกลงแล้ว เจ้าของกิจการหลายคนปิดดีลได้ แต่สุดท้ายดีลหลุดเพราะขั้นตอนหลังจากนั้น สรุป: ปิดดีลแล้ว จัดการเอกสารให้จบ ธุรกิจไปต่อได้เร็ว ออกเอกสารหลังปิดดีลได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินได้ในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารหลังปิดการขาย ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ต่างกันยังไง ใบเสนอราคาออกก่อนลูกค้าตกลง เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไข ใบแจ้งหนี้ออกหลังลูกค้าตกลงแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ใบแจ้งหนี้ถือเป็นหลักฐานการค้า ไม่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่จด VAT ออกแค่ใบเสร็จรับเงินก็พอ แต่ลูกค้า B2B ที่จด VAT อาจขอใบกำกับภาษีจากคุณ ถ้าไม่มีให้ ลูกค้าไม่สามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่า credit term ทำอย่างไร ส่งใบแจ้งหนี้เตือนก่อนครบกำหนด 3-5 วัน ถ้าเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย โทรติดตามทันที ถ้าเกิดบ่อยกับลูกค้ารายเดียวกัน ควรปรับลด credit term หรือเปลี่ยนเป็นจ่ายสดในครั้งต่อไป ปิดดีลทางแชท ต้องออกเอกสารเหมือนกันไหม ต้องออกเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะปิดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขายดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

Passive Income คืออะไร รวมไอเดียและภาษีที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนทำธุรกิจจนรายได้มั่นคงแล้ว แต่รายได้ทั้งหมดยังผูกอยู่กับตัวเอง ถ้าหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดตาม Passive Income คือทางออกที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงาน Passive Income คืออะไร Passive Income คือรายได้ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้แรงงานหรือเวลาแลกเป็นประจำทุกวัน ในภาษาไทยมักเรียกว่า รายได้เชิงรับ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คุณต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือความรู้ เช่น คนที่ได้ค่าเช่าทุกเดือน ก็ต้องซื้ออสังหาฯ ก่อน คนที่ได้เงินปันผล ก็ต้องลงทุนซื้อหุ้นก่อน หัวใจสำคัญคือ เมื่อระบบเริ่มทำงานแล้ว รายได้จะไหลเข้ามาโดยคุณไม่ต้องแลกเวลาเป็นรายชั่วโมง Passive Income กับ Active Income ต่างกันอย่างไร Active Income คือรายได้ที่ต้องแลกเวลาและแรงงานโดยตรง เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน ค่าคอมมิชชัน หยุดทำงานเมื่อไร รายได้ก็หยุดตาม ส่วนรายได้เชิงรับ เมื่อสร้างระบบเสร็จแล้ว รายได้ยังเข้ามาแม้คุณไม่ได้ทำงานทุกวัน เกณฑ์ Active Income Passive Income ที่มารายได้ ใช้เวลาและแรงงานโดยตรง ลงทุนล่วงหน้า (เงิน/เวลา/ความรู้) ตัวอย่าง เงินเดือน, ค่าจ้าง, ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า, เงินปันผล, ค่า Royalty ความต่อเนื่อง หยุดทำ = รายได้หยุด หยุดทำ = รายได้ยังเข้า (ในระดับหนึ่ง) ความเสี่ยง ต่ำถ้ามีงานประจำ มีความเสี่ยงตามประเภทการลงทุน การเติบโต จำกัดตามเวลาที่มี ขยายได้ไม่จำกัดด้วยเวลา คนที่มั่นคงทางการเงินมักมีรายได้ทั้งสองแบบ ใช้ Active Income สร้างฐาน แล้วค่อยๆ สร้าง Passive Income เป็นรายได้เสริม ข้อดีและข้อเสียของ Passive Income ที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม ก่อนลงมือสร้างรายได้เชิงรับ ควรเข้าใจทั้งด้านดีและด้านที่ต้องระวัง ข้อดี ข้อเสีย Passive Income มีอะไรบ้าง รวมไอเดียสร้างรายได้แบบไม่ต้องทำงานทุกวัน Passive Income มีหลายรูปแบบ เลือกได้ตามเงินทุนและเวลาที่มี รายได้จากการลงทุน เงินปันผลจากหุ้น กำไรจากกองทุนรวม หรือผลตอบแทนจากพันธบัตร เป็นรายได้เชิงรับที่เข้าถึงง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยเงินไม่มากก็ได้ เช่น ลงทุนกองทุนรวมเดือนละ 1,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี แต่ไม่การันตี ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มูลค่าอาจขึ้นลงได้ รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าบ้าน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ เป็นรายได้เชิงรับที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด ถ้ายังไม่มีเงินซื้ออสังหาฯ เอง ลงทุนผ่าน REITs (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) ก็ได้ ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น เริ่มต้นหลักพันบาท รายได้จากธุรกิจออนไลน์ สร้างคอร์สออนไลน์ ขาย E-book ทำ Affiliate Marketing หรือสร้าง YouTube Channel เป็นรายได้เชิงรับที่ใช้เวลาสร้างมากกว่าเงินลงทุน เหมาะกับคนที่มีความรู้เฉพาะทาง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือ เพลง ซอฟต์แวร์ หรือสิทธิบัตร รวมถึงรายได้จากขายภาพ Stock Photo สร้างครั้งเดียวแล้วได้ผลตอบแทนไปเรื่อยๆ รายได้จากระบบอัตโนมัติ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ หรือธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องลงทุนเงินก้อนแรก แต่หลังติดตั้งแล้วใช้เวลาดูแลน้อย Passive Income กับภาษี ต้องเสียภาษีอย่างไร Passive Income ทุกประเภทต้องเสียภาษี ไม่มีข้อยกเว้น แต่อัตราและวิธีคำนวณต่างกันตามประเภทรายได้ ประเภท Passive Income ประเภทเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การหักค่าใช้จ่าย เงินปันผล เงินได้จากการลงทุน 10% เลือกไม่รวมยื่น หรือยื่นขอเครดิตภาษีคืน ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินได้จากดอกเบี้ย 15% เลือก Final Tax ไม่รวมยื่นปลายปีได้ ค่าเช่าอสังหาฯ เงินได้จากการให้เช่า 5% หักเหมา 30% หรือหักตามจริง ค่า Royalty/ลิขสิทธิ์ เงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญา 3% หักเหมา 40% อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาจากพระราชกฤษฎีกา กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หัก อัตราหัก ณ ที่จ่ายจากคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 เงินปันผล เลือกวิธีเสียภาษีที่คุ้มกว่าได้ เมื่อได้รับเงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน จะถูกหักภาษี 10% ทันที คุณมี 2 ทางเลือก ค่าเช่า หักค่าใช้จ่ายเหมาหรือตามจริง รายได้จากการให้เช่าอสังหาฯ หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ ตัวอย่างคำนวณภาษีค่าเช่า (แบบหักเหมา 30%) สมมุติคุณให้เช่าคอนโดเดือนละ 10,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ค่าเช่าทั้งปี 10,000 × 12 เดือน 120,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% 120,000 × 30% 36,000 บาท เงินได้สุทธินำไปคำนวณภาษี 120,000 – 36,000 84,000 บาท เงินได้สุทธิ 84,000 บาทนี้จะนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ แล้วคำนวณภาษีตามขั้นบันได เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT ถ้ารายได้เชิงรับของคุณมาจากการให้เช่าหรือทำธุรกิจที่ยอดรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT เมื่อจด VAT แล้ว ต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่น VAT รายเดือน) ทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ VAT คืออะไร ข้อมูลภาษีนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ Passive Income สำหรับเจ้าของกิจการ ต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่ เจ้าของกิจการมีข้อได้เปรียบในการสร้าง Passive Income เพราะมีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว ทั้งความรู้ในอุตสาหกรรม ฐานลูกค้า พื้นที่ และเครือข่ายคู่ค้า ตัวอย่าง ผู้ประกอบการที่เปิดร้านขายของออนไลน์ที่มียอดขายดี สร้างรายได้เชิงรับเพิ่มได้หลายทาง สิ่งสำคัญคือต้องแยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายของ Passive Income ออกจากธุรกิจหลักให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละช่องทางสร้างกำไรจริงเท่าไร และจัดการภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีรับค่าเช่าสำหรับ SME สมมุติกิจการของคุณให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า ผู้เช่าจ่ายค่าเช่า 10,000 บาท หักภาษีไว้ 5% คือ 500 บาท คุณได้รับเงินจริง 9,500 บาท รายการบัญชี เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินสด/ธนาคาร 9,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกหักไว้ (5%) 500 บาท รายได้ค่าเช่ารับ 10,000 บาท ภาษีที่ถูกหักไว้ 500 บาท สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร ขั้นตอนเริ่มต้นและวิธีบริหารจัดการ Passive Income สำหรับมือใหม่ ถ้าอยากเริ่มสร้างรายได้เชิงรับแต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองทำตามขั้นตอนนี้ การจัดการรายได้เชิงรับหลายช่องทางพร้อมกันอาจดูยุ่งยาก แต่ถ้าใช้เครื่องมือบันทึกรายรับ-รายจ่ายที่เป็นระบบ ก็จะเห็นภาพรวมทุกช่องทางในที่เดียว สรุป: Passive Income สร้างได้จริง เจ้าของกิจการเริ่มต้นจากสิ่งที่มี จัดการรายได้ทุกช่องทางในที่เดียวด้วย PEAK มีรายได้หลายช่องทาง ทั้งจากธุรกิจหลักและรายได้เชิงรับ PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกช่องทาง แยกประเภทรายได้อัตโนมัติ พร้อมรายงานภาษีที่ถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Passive Income Passive Income มีจริงไหม มีจริง แต่ไม่ใช่แบบที่โฆษณาว่า “นอนอยู่บ้านก็ได้เงิน” ต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือทักษะ สิ่งที่ passive จริงๆ คือหลังจากระบบเริ่มทำงาน ไม่ต้องดูแลมากเท่าตอนเริ่ม อาชีพที่เป็น Passive Income มีอะไรบ้าง ไม่ใช่ “อาชีพ” ในความหมายปกติ แต่เป็น “ช่องทางรายได้เสริม” ที่ทำควบคู่กับงานประจำได้ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ ลงทุนในหุ้นปันผล สร้างคอร์สออนไลน์ หรือทำ Affiliate Marketing ทำ Passive Income ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทุกกรณี ถ้ารายได้มาจากการลงทุน เช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดาได้เลย แต่ถ้ารายได้เชิงรับมาจากธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ หลายยูนิต หรือขายคอร์สออนไลน์ยอดสูง การจดเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด) อาจประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 15-20% ขณะที่บุคคลธรรมดาอาจสูงถึง 35% อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความจดทะเบียนบริษัท ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนให้เหมาะกับรายได้ของคุณ เริ่มต้น Passive Income ด้วยเงินน้อยได้ไหม ได้ หลายช่องทางเริ่มต้นด้วยเงินหลักร้อยถึงหลักพัน เช่น ลงทุนกองทุนรวมขั้นต่ำ 100-1,000 บาท ทำ Affiliate Marketing เริ่มได้ฟรี สร้างคอร์สออนไลน์ใช้แค่คอมพิวเตอร์กับความรู้ที่มีบพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาจ้างงาน คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้ก่อนจ้างพนักงาน

ธุรกิจเริ่มโตขึ้น ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม แต่ยังไม่เคยทำสัญญาจ้างงานเป็นเอกสาร เจ้าของกิจการหลายคนตกลงปากเปล่ากับลูกจ้าง พอพนักงานลาออกกะทันหันหรือทำงานไม่ตรงที่ตกลง จะเรียกร้องอะไรก็ไม่มีหลักฐาน สัญญาจ้างงาน คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องมี สัญญาจ้างงาน คือข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่กำหนดเงื่อนไขการทำงานร่วมกัน ทั้งตำแหน่ง ค่าจ้าง ระยะเวลา และสิทธิหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ สัญญาจ้าง คือเครื่องมือปกป้องธุรกิจ ช่วยให้กำหนดขอบเขตงาน ป้องกันพนักงานนำข้อมูลไปเปิดเผย และมีหลักฐานชัดเจนถ้าต้องเลิกจ้าง การมีสัญญาจ้างที่ชัดเจนช่วยให้เจ้าของกิจการมั่นใจว่าเงื่อนไขทุกอย่างถูกระบุไว้ครบ ถ้าเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้าง สัญญาจ้าง คือหลักฐานหลักที่ศาลแรงงานใช้พิจารณา แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งเงื่อนไขการจ้างเป็นหนังสือก่อนเริ่มงาน ดังนั้นการทำสัญญาเป็นเอกสารจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด สัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงาน และสัญญาจ้างทำของ ต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครคุมวิธีทำงาน ประเภท ลักษณะ ใครคุมวิธีทำงาน ตัวอย่าง สัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างทำงานภายใต้คำสั่งนายจ้าง นายจ้าง จ้างพนักงานประจำ ทำงาน 9.00-18.00 น. สัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างส่งมอบผลงานตามที่ตกลง ผู้รับจ้าง จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ สัญญาจ้างงาน (ทั่วไป) คำรวมที่ใช้เรียกทั้งสองแบบ ขึ้นกับเนื้อหาสัญญา ความแตกต่างนี้มีผลทางกฎหมายมาก เพราะสัญญาจ้างแรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่สัญญาจ้างทำของไม่ได้รับ สัญญาจ้างงาน มีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการต้องเลือกให้ตรงกับลักษณะงานและระยะเวลาที่ต้องการ ประเภท ระยะเวลา เหมาะกับ สิทธิ์ค่าชดเชยเมื่อหมดสัญญา มีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่ม-วันสิ้นสุด งาน project, สัญญา 1 ปี ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) ไม่มีกำหนดระยะเวลา ทำงานต่อเนื่อง ไม่ระบุวันสิ้นสุด พนักงานประจำ มี (ตามอายุงาน) ชั่วคราว งานเฉพาะกิจ ระยะสั้น งานฤดูกาล, อีเวนต์ ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) Part-time ทำงานไม่เต็มเวลา นักศึกษาฝึกงาน, งานรายชั่วโมง ขึ้นกับเงื่อนไข สัญญาจ้างงานแบบมีกำหนดระยะเวลา เป็นรูปแบบที่ SME นิยมใช้มากที่สุด เช่น สัญญาจ้างงาน 1 ปี โดยระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดสัญญาจะสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อควรระวัง: ถ้าต่อสัญญาซ้ำหลายครั้งติดต่อกัน ศาลอาจตีความว่าเป็นการจ้างแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ซึ่งหมายความว่าลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง สัญญาจ้างงานแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ใช้สำหรับพนักงานประจำที่ทำงานต่อเนื่อง การเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน สัญญาจ้างพนักงาน part-time และ freelance ธุรกิจยุคนี้ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเต็มเวลาเสมอไป การจ้าง part-time หรือ freelance เป็นอีกทางเลือกที่ SME ใช้ลดต้นทุน โดยนายจ้างต้องไม่ลืมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง สิ่งสำคัญคือต้องระบุในสัญญาให้ชัดว่าเป็นการจ้างแบบไหน เพราะมีผลต่อสิทธิ์ตามกฎหมายที่ต่างกัน องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีในสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงานที่ดีต้องครอบคลุมเงื่อนไขสำคัญทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง องค์ประกอบหลักที่ต้องระบุมีดังนี้ ค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการจ่าย ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับ SME เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนธุรกิจโดยตรง สิ่งที่ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจน ได้แก่ จำนวนเงินค่าจ้าง วันที่จ่าย วิธีจ่าย (โอนเข้าบัญชี) และสวัสดิการเพิ่มเติม ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปี 2568 อยู่ที่ 400 บาท/วัน ทั่วประเทศ นอกจากนี้นายจ้างยังต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน เงื่อนไขการเลิกจ้างและค่าชดเชย หัวข้อนี้หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดที่ทำให้เกิดข้อพิพาทบ่อยที่สุด กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดค่าชดเชยขั้นต่ำตามอายุงาน ดังนี้ อายุงาน ค่าชดเชยขั้นต่ำ 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1-3 ปี 90 วัน 3-6 ปี 180 วัน 6-10 ปี 240 วัน 10-20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน สัญญาจ้างสามารถกำหนดค่าชดเชย มากกว่า ที่กฎหมายกำหนดได้ แต่จะกำหนด น้อยกว่า ไม่ได้ ข้อตกลงใดที่ให้สิทธิ์ลูกจ้างต่ำกว่ากฎหมายจะถือเป็นโมฆะ ตัวอย่างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน หลายคนค้นหาตัวอย่างสัญญาจ้างงานเพื่อใช้เป็นต้นแบบ ด้านล่างเป็นโครงสร้างหลักที่ควรมีในแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานของบริษัทเอกชน โครงสร้างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานมาตรฐาน สำหรับ SME ที่ต้องการแบบฟอร์มสำเร็จรูป สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาจ้างงานจากกรมการจัดหางานได้ทั้งแบบ PDF และ Word ข้อกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องรู้เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน เรื่องกฎหมายอาจดูไกลตัว แต่ถ้าไม่รู้อาจถูกฟ้องร้องได้ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำ คือสัญญาจ้างจะกำหนดเงื่อนไขต่ำกว่าสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ตัวอย่างสิทธิ์ขั้นต่ำที่ระบุในสัญญาไม่ได้ต่ำกว่า ได้แก่ ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี วันลาพักร้อนไม่น้อยกว่า 6 วัน/ปี (หลังทำงานครบ 1 ปี) และค่าชดเชยตามอายุงาน อากรแสตมป์สัญญาจ้างงาน ต้องติดเท่าไร สัญญาจ้างทำของต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ของค่าจ้าง ส่วนสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ต้อง ติดอากรแสตมป์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความอากรแสตมป์สัญญาจ้างของ PEAK สัญญาจ้างงาน กับการทำงาน Remote การทำงานแบบ remote หรือ work from home เป็นเรื่องปกติของธุรกิจยุคนี้ แต่สัญญาจ้างงานแบบเดิมอาจไม่ครอบคลุมเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ควรเพิ่มในสัญญาสำหรับพนักงาน remote ได้แก่ วิธีจัดการสัญญาจ้างงานอย่างเป็นระบบ เจ้าของกิจการที่มีพนักงานหลายคนอาจพบว่าการจัดการสัญญาจ้างด้วยกระดาษยุ่งยากและเสี่ยงหาย วิธีที่ดีกว่า คือใช้ระบบดิจิทัลจัดเก็บเอกสาร เช่น เก็บไฟล์สัญญาบน Cloud แยกโฟลเดอร์ตามชื่อพนักงาน ตั้งแจ้งเตือนวันหมดอายุสัญญา และสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการที่ระบุในสัญญา ก็ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับเงินเดือนจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก สรุป: สัญญาจ้างงาน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการเงินเดือนและเอกสารพนักงานด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการค่าใช้จ่ายพนักงาน บันทึกเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย และออกเอกสารทางบัญชีได้อัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงาน ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ผิดกฎหมายไหม กฎหมายไทยยอมรับสัญญาจ้างปากเปล่า แต่ปัญหาคือถ้าเกิดข้อพิพาท ฝ่ายที่ไม่มีหลักฐานจะเสียเปรียบมากในศาลแรงงาน ดังนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำเป็นเอกสารปลอดภัยกว่าเสมอ ผิดสัญญาจ้างงาน มีผลอย่างไร ขึ้นกับว่าฝ่ายไหนผิดสัญญา ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายและค่าชดเชยตามกฎหมาย ถ้าลูกจ้างลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามสัญญา นายจ้างอาจเรียกค่าเสียหายได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องดำเนินเรื่องทางกฎหมาย สัญญาจ้างงาน ภาษาอังกฤษ ต้องทำไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำสำหรับบริษัทที่มีพนักงานต่างชาติหรือเป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ สัญญาสองภาษา (ไทย-อังกฤษ) ช่วยลดปัญหาความเข้าใจผิดและใช้เป็นหลักฐานได้ทั้งในศาลไทยและต่างประเทศ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน PDF หรือ Word ได้ที่ไหน ค้นหา “แบบฟอร์มสัญญาจ้าง” ในเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือขอจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด นำมาปรับรายละเอียดให้ตรงกับธุรกิจของคุณ ควรให้ทนายหรือที่ปรึกษาตรวจก่อนใช้จริง ช่วงทดลองงานกำหนดได้นานเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้โดยเฉพาะ แต่ที่นิยมกันคือ 90-120 วัน ข้อสำคัญคือช่วงทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและประกันสังคมเช่นเดียวกับพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก