เอกสารธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

E-Document คืออะไร ตัวอย่าง ข้อดี และวิธีเริ่มใช้ในธุรกิจ

ทุกวันนี้ธุรกิจไหนยังจมอยู่กับกองกระดาษ ก็เสียทั้งเวลาและพื้นที่จัดเก็บ E-Document หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ คือทางออกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารได้รวดเร็ว ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมาย ข้อดี วิธีจัดเก็บ ไปจนถึงกฎหมายที่ต้องรู้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ E-Document คืออะไร? ทำความรู้จักเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ E-Document (เอกสารอิเล็กทรอนิกส์) คือเอกสารที่สร้าง จัดเก็บ และส่งต่อในรูปแบบดิจิทัล แทนการใช้กระดาษแบบเดิม ครอบคลุมทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา และเอกสารภายในองค์กร โดยมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าแทนที่จะพิมพ์ใบเสร็จออกมาเป็นกระดาษแล้วส่งทางไปรษณีย์ คุณสามารถออกเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัล ส่งให้ลูกค้าผ่านอีเมลหรือระบบออนไลน์ได้ทันที ทั้งเร็วกว่าและลดต้นทุนได้อีกด้วย ความหมายตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้น ส่ง รับ หรือจัดเก็บด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผลทางกฎหมายเท่าเทียมกับเอกสารกระดาษ ผู้ประกอบการจึงวางใจได้ว่า e-document ที่ออกอย่างถูกต้องจะใช้เป็นหลักฐานทางธุรกิจและทางภาษีได้เต็มที่ ความแตกต่างระหว่าง E-Document, Paperless Office และ DMS หลายคนสับสนคำศัพท์เหล่านี้ มาดูความแตกต่างกันสั้นๆ คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง E-Document เอกสารที่สร้างและจัดเก็บเป็นดิจิทัลตั้งแต่ต้น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) Paperless Office แนวคิดลดการใช้กระดาษทั้งองค์กร สแกนเอกสารกระดาษเก่าเข้าระบบ DMS (Document Management System) ซอฟต์แวร์จัดเก็บและบริหารเอกสาร ระบบจัดเก็บไฟล์ขององค์กร เช่น Google Drive, SharePoint พูดง่ายๆ คือ e-document เป็น “ตัวเอกสาร” ส่วน DMS เป็น “ระบบจัดการ” และ paperless คือ “แนวคิด” ที่ครอบคลุมทั้งหมด ตัวอย่างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ธุรกิจใช้จริง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้จำกัดแค่ใบเสร็จ แต่ครอบคลุมเอกสารหลายประเภทที่ธุรกิจใช้ทุกวัน ข้อดีของ E-Document สำหรับธุรกิจ SME การเปลี่ยนมาใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ประโยชน์หลายด้านกับผู้ประกอบการ ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ธุรกิจที่ออกเอกสารเดือนละหลายร้อยฉบับ จะประหยัดทั้งค่ากระดาษ หมึกพิมพ์ ค่าจัดส่ง และพื้นที่เก็บแฟ้ม ลองคำนวณดู ต้นทุนเอกสารกระดาษต่อเดือน = 500 ฉบับ × 3 บาท = 1,500 บาท ต้นทุนต่อปี = 1,500 × 12 = 18,000 บาท ยังไม่รวมค่าส่งไปรษณีย์และพื้นที่จัดเก็บอีกต่างหาก เพิ่มความเร็วในการอนุมัติเอกสาร แทนที่จะส่งกระดาษวนรอบโต๊ะหลายคน ระบบ e-document ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเอกสารผ่านออนไลน์ได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ลดเวลารอจากหลายวันเหลือไม่กี่นาที ค้นหาเอกสารได้ทันที ไม่ต้องเปิดตู้เอกสาร 10 ใบเพื่อหาใบเสร็จเก่า แค่พิมพ์ชื่อลูกค้าหรือเลขที่เอกสาร ระบบจะค้นหาให้ภายในไม่กี่วินาที ลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย เอกสารกระดาษอาจถูกน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือหายไปกับกาลเวลา แต่ e-document เก็บบนระบบ cloud สำรองข้อมูลอัตโนมัติ ปลอดภัยกว่ามาก รองรับการตรวจสอบตามกฎหมาย เมื่อสรรพากรหรือผู้สอบบัญชีขอดูเอกสาร คุณสามารถเรียกดูได้ทันทีพร้อม audit trail ที่บันทึกว่าใครสร้าง แก้ไข หรืออนุมัติเอกสารเมื่อไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำงานอย่างไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document System) ช่วยจัดการเอกสารตั้งแต่สร้างจนถึงจัดเก็บถาวร โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ขั้นตอนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) สงสัยไหมว่าเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำได้จริงหรือ? คำตอบคือได้ครับ กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยรับรองลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับ ลักษณะ ตัวอย่างการใช้งาน ทั่วไป พิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดปุ่ม “ตกลง” อนุมัติเอกสารภายในบริษัท น่าเชื่อถือ มีการยืนยันตัวตน เช่น OTP, บัตรประชาชน สัญญาจ้างงาน ใบสั่งซื้อ เชื่อถือได้ (Digital Signature) ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากหน่วยงานรับรอง e-Tax Invoice, เอกสารราชการ สำหรับธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ ลายเซ็นระดับทั่วไปหรือน่าเชื่อถือก็เพียงพอสำหรับงานประจำวัน เช่น อนุมัติใบเบิกค่าใช้จ่ายหรือลงนามสัญญาจ้าง การอนุมัติเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนอนุมัติเอกสารแบบดิจิทัลง่ายกว่าที่คิด ผู้สร้างเอกสารกดส่งเข้าระบบ ระบบแจ้งเตือนผู้อนุมัติทางอีเมลหรือแอป ผู้อนุมัติตรวจสอบแล้วกดอนุมัติหรือส่งกลับแก้ไข ทุกขั้นตอนมี audit trail บันทึกไว้ครบถ้วน ข้อดีคือไม่ต้องรอเอกสารกระดาษวนรอบออฟฟิศ ผู้บริหารที่เดินทางบ่อยก็อนุมัติผ่านมือถือได้ทันที กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ผู้ประกอบการควรรู้กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ e-document ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายหลักที่รับรองว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมาย ดูแลโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ประเด็นสำคัญที่ SME ต้องรู้คือ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เก็บกี่ปี? ระยะเวลาจัดเก็บขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร ประเภทเอกสาร ระยะเวลาจัดเก็บ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เอกสารทางภาษี (ใบกำกับภาษี, ใบเสร็จ) ไม่น้อยกว่า 5 ปี ประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีหลักของไทย) เอกสารทางบัญชี (งบการเงิน, สมุดบัญชี) ไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี 2543 เอกสารจดทะเบียนบริษัท ตลอดอายุกิจการ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เก็บเอกสารดิจิทัลก็ต้องปฏิบัติตามระยะเวลาเดียวกับเอกสารกระดาษ แนะนำให้สำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น ในระบบ cloud และ external drive เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย วิธีเลือกระบบ E-Document ที่เหมาะกับธุรกิจ ระบบ e-document ในตลาดมีหลายตัวเลือก ก่อนตัดสินใจ ลองเช็ค feature สำคัญเหล่านี้ Feature สำคัญที่ระบบ E-Document ควรมี ระบบ E-Document สำหรับ SME กับองค์กรใหญ่ต่างกันอย่างไร เกณฑ์ SME องค์กรใหญ่ จำนวนเอกสาร/เดือน หลักร้อย หลักหมื่นขึ้นไป Feature ที่ต้องการ ออกเอกสาร + บัญชี + ภาษี ครบในตัว ระบบแยกส่วน เชื่อมต่อ ERP งบประมาณ ต้องคุ้มค่า ไม่มีค่าติดตั้งแพง ลงทุนได้สูง ปรับแต่งได้เต็มที่ ระบบที่เหมาะ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี e-document ในตัว DMS ขนาดใหญ่ + ระบบ ERP สำหรับ SME ระบบที่รวม e-document เข้ากับบัญชีในตัวเดียวจะสะดวกและคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์หลายตัวแล้วมาเชื่อมต่อกันเอง สรุป: เริ่มใช้ E-Document อย่างไรให้ธุรกิจได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมยกระดับงานเอกสาร? เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่รวมระบบออกเอกสาร e-Tax Invoice, e-Receipt พร้อมบันทึกบัญชีอัตโนมัติในที่เดียว ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ค้นหาเอกสารเก่าได้ทันที และรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าของกิจการกับสำนักงานบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ E-Document E-Document ต่างจาก E-Office อย่างไร? E-Document เน้นที่ตัวเอกสารดิจิทัล เช่น ใบเสร็จ สัญญา ส่วน E-Office คือระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมทั้งเอกสาร การสื่อสาร และ workflow ภายในองค์กร พูดง่ายๆ คือ e-document เป็นส่วนหนึ่งของ e-office มีโปรแกรม E-Document ฟรีไหม? โปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวมีฟีเจอร์ e-document ให้ใช้ฟรีในแพ็กเกจเริ่มต้น เช่น PEAK มีแพ็กเกจฟรีที่ออกเอกสารทางบัญชีพร้อมบันทึกบัญชีได้ทันที เหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ธุรกิจเล็กๆ จำเป็นต้องใช้ E-Document ไหม? ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ ช่วยลดต้นทุนและข้อผิดพลาด โดยเฉพาะถ้ายอดขายใกล้ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี (เกณฑ์จดทะเบียน VAT) ระบบเอกสารดิจิทัลจะช่วยให้เปลี่ยนผ่านได้ราบรื่น เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษมา E-Document ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากเอกสารที่ใช้บ่อยที่สุดก่อน เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สมัครโปรแกรมที่เหมาะ ตั้งค่าข้อมูลบริษัท แล้วออกเอกสารดิจิทัลได้เลย เอกสารกระดาษเก่าให้สแกนเก็บคู่กันจนหมดระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

Paperless คืออะไร คู่มือทำธุรกิจไร้กระดาษฉบับ SME

ธุรกิจของคุณยังเสียเวลากับกองเอกสาร ค้นหาใบเสร็จไม่เจอ หรือเก็บเอกสารจนหมดพื้นที่อยู่ไหม? Paperless คือแนวทางที่เปลี่ยนวิธีจัดการเอกสารทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้ SME ลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และทำงานได้จากทุกที่ Paperless คืออะไร? Paperless คือแนวคิดการลดหรือเลิกใช้กระดาษในการทำงาน โดยเปลี่ยนไปใช้เอกสารดิจิทัลแทน ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา ไปจนถึงเอกสารภายในองค์กร ในบริบทธุรกิจ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องกำจัดกระดาษทุกแผ่นในวันเดียว แต่เป็นการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่สร้าง จัดเก็บ และส่งเอกสารในรูปแบบดิจิทัลเป็นหลัก Paperless Office คือระบบแบบไหน? Paperless Office คือสำนักงานที่ออกแบบให้ทำงานโดยไม่พึ่งพากระดาษ โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลจัดการเอกสารทั้งหมด เช่น Cloud Storage, ระบบจัดการเอกสาร (DMS) และซอฟต์แวร์ลงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ทำให้ Paperless Office ต่างจากสำนักงานทั่วไปคือทุกเอกสารสร้างและจัดเก็บบนระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่สแกนกระดาษแล้วเก็บไฟล์ ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้อง Go Paperless? ธุรกิจที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไร้กระดาษได้รับประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความเร็ว และลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ค่าใช้จ่ายด้านกระดาษไม่ได้มีแค่ค่ากระดาษ ยังรวมถึงค่าหมึกพิมพ์ ค่าเครื่องพิมพ์ ค่าตู้เก็บเอกสาร พื้นที่จัดเก็บ และค่าแรงพนักงานที่ต้องจัดการเอกสาร ธุรกิจ SME ที่มีเอกสารหมุนเวียน 500 แผ่นต่อเดือน อาจเสียค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 5,000 บาทต่อเดือนเมื่อรวมทุกส่วน การเปลี่ยนเป็นระบบไร้กระดาษช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ได้ 60-80% (ข้อมูลประมาณการ) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เอกสารดิจิทัลค้นหาได้ภายในวินาที เทียบกับการค้นหาเอกสารกระดาษที่อาจใช้เวลาหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง ทีมงานหลายคนเปิดดูเอกสารเดียวกันพร้อมกันได้ ส่งต่อเอกสารเพื่ออนุมัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเดินเอกสาร รักษ์โลก ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การลดการใช้กระดาษช่วยลดการตัดต้นไม้ ลดพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระดาษ และลดขยะจากเอกสารที่หมดอายุ หลายองค์กรใช้แนวคิดไร้กระดาษเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและการเข้าถึงที่ดีขึ้น เอกสารดิจิทัลตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงได้ เช่น ให้เฉพาะฝ่ายบัญชีเปิดดูเอกสารการเงิน ป้องกันข้อมูลรั่วไหลได้ดีกว่ากระดาษที่ใครก็หยิบอ่านได้ เอกสารดิจิทัลยังสำรองข้อมูลได้อัตโนมัติ ไม่เสี่ยงสูญหายจากไฟไหม้หรือน้ำท่วม Paperless กับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้คำว่า “Paperless” กับ “เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” สลับกัน แต่จริงๆ แล้วมีความต่างที่สำคัญ Paperless เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ความหมาย แนวคิดการลดกระดาษทั้งระบบ เอกสารที่สร้างหรือจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ขอบเขต ครอบคลุมวิธีทำงานทั้งองค์กร เฉพาะตัวเอกสาร ตัวอย่าง สำนักงานที่ไม่ใช้กระดาษเลย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายรองรับ เป็นแนวคิด ไม่มีกฎหมายเฉพาะ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับตามกฎหมาย เอกสารอิเล็กทรอนิกส์คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ Paperless เกิดขึ้นได้จริง ตามกฎหมายไทย พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้เทียบเท่าเอกสารกระดาษ (ข้อมูลจาก ETDA) ขั้นตอนทำ Paperless สำหรับ SME SME เปลี่ยนสู่ระบบไร้กระดาษได้ใน 5 ขั้นตอน ตั้งแต่ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม วาง Workflow ดิจิทัล แปลงเอกสารเก่า ไปจนถึงวัดผลและปรับปรุง ไม่จำเป็นต้องทำทีเดียวทั้งหมด เริ่มจากจุดที่ส่งผลต่อการทำงานมากที่สุดก่อน ขั้นที่ 1 ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เริ่มจากสำรวจว่าธุรกิจใช้เอกสารกระดาษอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร และส่วนไหนเสียเวลามากที่สุด สิ่งที่ต้องทำ: ขั้นที่ 2 เลือกเครื่องมือและระบบจัดการเอกสาร ระบบจัดการเอกสาร (Document Management System หรือ DMS) คือหัวใจของ Paperless เลือกระบบที่ตอบโจทย์ธุรกิจคุณ สิ่งที่ควรพิจารณา: ขั้นที่ 3 วาง Workflow ดิจิทัลและฝึกอบรมทีม กำหนดขั้นตอนการทำงานใหม่ที่ไม่ใช้กระดาษ เช่น เมื่อรับออเดอร์จากลูกค้า ให้สร้างใบแจ้งหนี้บนระบบ ส่งอีเมลให้ลูกค้า ระบบจัดเก็บสำเนาให้อัตโนมัติ ฝึกอบรมทีมงานให้คุ้นเคยกับเครื่องมือใหม่ เริ่มจากแผนกที่ใช้เอกสารมากที่สุดก่อน เช่น ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 4 สแกนและแปลงเอกสารเก่าเป็นดิจิทัล เอกสารเก่าที่ยังต้องเก็บตามกฎหมาย ให้สแกนเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้วจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ตั้งชื่อไฟล์ให้ค้นหาง่าย เช่น “invoice_บริษัทก_202608” และจัดแยกโฟลเดอร์ตามประเภทและปี ขั้นที่ 5 วัดผลและปรับปรุงต่อเนื่อง หลังเริ่มใช้ Paperless แล้ว ให้วัดผลทุก 3 เดือน ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม: Paperless กับงานบัญชีและภาษี งานบัญชีคือส่วนที่ได้ประโยชน์จากระบบไร้กระดาษมากที่สุด เพราะต้องจัดการเอกสารจำนวนมากทุกเดือน ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบสำคัญจ่าย ไปจนถึงงบการเงิน ปัจจุบันกรมสรรพากรรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลได้ตามกฎหมาย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กรมสรรพากรรองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าใบกำกับภาษีกระดาษ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ธุรกิจที่ใช้ e-Tax Invoice ไม่ต้องพิมพ์ ไม่ต้องส่งไปรษณีย์ ลดทั้งต้นทุนและเวลา ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากใบกำกับภาษี เอกสารอื่นอย่างใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล ก็เปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด ระบบบัญชีออนไลน์สร้างเอกสารเหล่านี้ได้อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลหรือลิงก์ พร้อมจัดเก็บสำเนาดิจิทัลไว้ให้ ไม่ต้องพิมพ์ออกมา PEAK ช่วยให้ธุรกิจ Go Paperless ด้านบัญชีได้อย่างไร PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำงานบน Cloud ทั้งหมด ออกเอกสารบัญชีดิจิทัลได้ครบตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึง e-Tax Invoice ตามข้อกำหนดกรมสรรพากร ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลได้ทันที ไม่ต้องพิมพ์ออกมาอีก ROI ของ Paperless ประหยัดได้จริงเท่าไร? ตัวอย่างการคำนวณ ROI สำหรับ SME ที่ใช้เอกสาร 500 แผ่นต่อเดือน (ชื่อสมมุติ บริษัท ก จำกัด): รายการ ก่อน Paperless (บาท/เดือน) หลัง Paperless (บาท/เดือน) กระดาษ + หมึกพิมพ์ 2,000 200 ค่าบำรุงเครื่องพิมพ์ 500 100 ค่าพื้นที่จัดเก็บ 1,500 0 ค่าส่งเอกสาร (ไปรษณีย์/แมสเซนเจอร์) 1,500 0 ค่าระบบ Cloud/ซอฟต์แวร์ 0 1,500 รวม 5,500 1,800 ประหยัดได้ประมาณ 3,700 บาทต่อเดือน หรือ 44,400 บาทต่อปี ยังไม่รวมเวลาที่ทีมงานประหยัดจากการค้นหาและจัดเก็บเอกสาร SME ไทยที่เริ่ม Paperless แล้ว ทำอะไรบ้าง ธุรกิจ SME หลายประเภทในไทยเริ่มลดกระดาษได้จริงแล้ว โดยไม่ต้องรอเป็นองค์กรใหญ่ก่อน ร้านขายส่งวัสดุก่อสร้าง ที่ออกใบแจ้งหนี้วันละหลายสิบใบ เปลี่ยนมาออกเอกสารผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ส่งให้ลูกค้าทาง LINE หรืออีเมล ลดเวลาพิมพ์และจัดส่ง ลูกค้าได้เอกสารเร็วขึ้น ฝ่ายบัญชีตรวจสอบย้อนหลังง่าย สำนักงานบัญชี ที่ให้บริการลูกค้าหลายรายเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีออนไลน์ ให้ลูกค้าอัปโหลดเอกสารเข้าระบบแทนการส่งกระดาษ ลดการสูญหายของเอกสาร เร่งการปิดงบ และทำงานร่วมกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ร้านค้าออนไลน์ ที่มียอดขายต่อเดือนหลายร้อยรายการ ใช้ระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลทันทีหลังชำระเงิน ลดงานพิมพ์และจัดส่งเอกสาร ความท้าทายและข้อควรระวังในการทำ Paperless แม้ระบบไร้กระดาษจะมีข้อดีมาก แต่การเปลี่ยนผ่านก็มีสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ ทีมงานไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่ — คนที่ทำงานกับกระดาษมานานอาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลง วิธีแก้คือเริ่มจากแผนกที่พร้อมที่สุดก่อน ให้เห็นผลลัพธ์แล้วค่อยขยายไปแผนกอื่น ต้นทุนเริ่มต้น — ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสแกนเนอร์ ค่าฝึกอบรม อาจเป็นค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องลงทุน แต่จะคุ้มทุนภายใน 6-12 เดือนจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง ความปลอดภัยของข้อมูล — เอกสารดิจิทัลต้องมีระบบสำรองข้อมูลและป้องกันการเข้าถึงที่ดี เลือกระบบที่มีการเข้ารหัสข้อมูลและสำรองข้อมูลอัตโนมัติ เอกสารบางอย่างยังต้องเป็นกระดาษ — เอกสารบางประเภทยังกำหนดให้ใช้กระดาษตามกฎหมาย ตรวจสอบข้อกำหนดของเอกสารแต่ละประเภทก่อนเปลี่ยนเป็นดิจิทัล สรุป: เริ่ม Paperless ไม่ยากอย่างที่คิด การทำธุรกิจไร้กระดาษไม่ใช่เรื่องขององค์กรใหญ่เท่านั้น SME ก็เริ่มได้ทันที สิ่งสำคัญคือเริ่มจากจุดที่เจ็บที่สุดก่อน เช่น เอกสารบัญชีที่หมุนเวียนทุกเดือน แล้วค่อยๆ ขยายไปส่วนอื่น สิ่งที่ควรลงมือทำตอนนี้: เริ่ม Paperless กับ PEAK วันนี้ ถ้าอยากลองเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลก่อนเป็นอันดับแรก PEAK ช่วยให้เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งองค์กรพร้อมกัน ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Paperless ธุรกิจขนาดเล็กทำ Paperless ได้ไหม? ได้ และอาจทำได้ง่ายกว่าองค์กรใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะมีเอกสารน้อยกว่า ทีมงานน้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงจึงเร็วกว่า เริ่มจากเปลี่ยนใบเสร็จและใบแจ้งหนี้เป็นดิจิทัลก่อน แค่นี้ก็เห็นผลแล้ว Paperless กับ EDI ต่างกันอย่างไร? EDI (Electronic Data Interchange) คือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจระหว่างองค์กรในรูปแบบมาตรฐาน มักใช้ในอุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออกและโลจิสติกส์ ส่วน Paperless เป็นแนวคิดกว้างกว่า ครอบคลุมการลดกระดาษทุกรูปแบบในองค์กร EDI จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Paperless แต่ Paperless ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EDI เริ่มทำ Paperless ต้องลงทุนเท่าไร? ต้นทุนขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและเครื่องมือที่เลือก SME ขนาดเล็กอาจเริ่มจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีแพ็กเกจเริ่มต้นหลักร้อยบาทต่อเดือน บวกค่าสแกนเนอร์สำหรับเอกสารเก่าประมาณ 3,000-5,000 บาท รวมแล้วลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 10,000 บาท และคุ้มทุนภายใน 3-6 เดือน กฎหมายไทยรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษหรือไม่? รองรับ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนดให้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ รวมถึง e-Tax Invoice ที่กรมสรรพากรรองรับ และลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ลงนามในสัญญาและเอกสารทางธุรกิจได้ (ข้อมูลจาก ETDA) Paperless ช่วยเรื่องภาษีได้อย่างไร? ระบบไร้กระดาษที่เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้จัดเก็บเอกสารสำหรับยื่นภาษีได้ครบถ้วนและค้นหาง่าย ลดความเสี่ยงที่จะหาใบกำกับภาษีไม่เจอเมื่อถูกตรวจสอบ และช่วยให้ปิดงบได้เร็วขึ้นเพราะเอกสารครบอยู่ในระบบเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปสาระสำคัญที่ต้องรู้

ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว ต้องจด VAT แต่ยังไม่รู้ว่าใบกำกับภาษีต้องมีอะไรบ้าง ออกตอนไหน และต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ปัญหาเหล่านี้เจอบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ VAT ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ อะไร ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงว่าได้เก็บ VAT 7% ไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86 ผู้ที่ยังไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด สำหรับผู้ขาย ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานว่าเก็บ VAT จากลูกค้าไว้เท่าไร สำหรับผู้ซื้อที่จด VAT เช่นกัน คือ หลักฐานสำคัญที่ใช้ขอหักภาษีซื้อคืนได้ ถ้าไม่มีเอกสารฉบับนี้ ต่อให้จ่ายเงินซื้อสินค้าจริง ก็นำ VAT ไปหักไม่ได้ ผู้ที่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี คือ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้วเท่านั้น โดยธุรกิจที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT ภายใน 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหน้าร้าน ร้านออนไลน์ หรือฟรีแลนซ์ ส่วนธุรกิจที่ยอดขายยังไม่ถึงก็เลือกจดแบบสมัครใจได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษีเต็มรูปที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี คำว่า “ใบกำกับภาษี” และข้อมูลผู้ขาย-ผู้ซื้อ เอกสารต้องมีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่เห็นชัด พร้อมระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ถ้าออกรวมกับเอกสารอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ต้องระบุคำว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ด้วย นอกจากนี้ต้องระบุเลขลำดับของใบกำกับภาษี และวัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร เพื่อป้องกันการออกซ้ำและใช้ตรวจสอบย้อนหลัง รายละเอียดสินค้าและภาษี ระบุชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการแยกทีละรายการ พร้อมแสดงจำนวน VAT 7% แยกออกจากมูลค่าสินค้าให้เห็นชัด จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บค่าบริการจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี รายได้จากการให้บริการ 1 10,000 0 7% 10,000 มูลค่าก่อนภาษี 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 700 บาท รวมทั้งสิ้น 10,700 บาท ลายเซ็นและการอนุมัติ กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีลายเซ็นในใบกำกับภาษี แต่ในทางปฏิบัติการลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับลูกค้าองค์กรที่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติภายใน ใบกำกับภาษีมีกี่ประเภท ใบกำกับภาษีมี 2 แบบหลัก ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใช้กับการค้าทั่วไป ต้องมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/4 รวมถึงชื่อและเลขผู้เสียภาษีของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ แยกแสดง VAT ให้เห็นชัด ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อได้ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ออกได้เฉพาะกิจการค้าปลีกหรือบริการรายย่อยที่ขายให้คนจำนวนมาก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ตามมาตรา 86/6 ไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ แสดงราคารวม VAT ในตัวเลขเดียว ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) ใช้เมื่อต้องเพิ่มยอด VAT จากที่ออกไปแล้ว และ ใบลดหนี้ (Credit Note) ใช้เมื่อต้องลดยอด VAT เช่น กรณีรับคืนสินค้าหรือให้ส่วนลดเพิ่มเติม ใบกำกับภาษีต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ใบกำกับภาษีตอบว่า “มี VAT เท่าไรในรายการนี้” ส่วนใบเสร็จรับเงินตอบว่า “ได้รับเงินแล้วหรือยัง” สองอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกัน เปรียบเทียบ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ออกได้เมื่อไร เฉพาะกิจการจด VAT ทุกกิจการ แสดง VAT ต้องแยกแสดง 7% ไม่ต้อง ผู้ซื้อหัก VAT ได้ไหม ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ไม่ได้ ออกเมื่อไร ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี เมื่อได้รับเงิน ในทางปฏิบัติ กิจการที่จด VAT มักออกเป็น “ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี” รวมในเอกสารเดียว กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ตราบใดที่มีรายการครบทั้งสองแบบ วิธีออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง กฎหมายกำหนดให้ออกใบกำกับภาษี ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ วันที่ส่งมอบสินค้า หรือวันที่ได้รับชำระเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดขึ้นก่อน ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ให้บริการออกแบบเสร็จและส่งมอบงานวันนี้ แต่ลูกค้าจะโอนเงินอีก 7 วัน ต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่วันที่ส่งมอบงาน ไม่ต้องรอให้ได้รับเงินก่อน ในทางกลับกัน ถ้าลูกค้าโอนมัดจำมาก่อนเริ่มงาน ต้องออกตั้งแต่วันที่ได้รับเงินมัดจำ หลังจด VAT แล้ว กิจการมีหน้าที่ 4 อย่าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างที่เกิดบ่อย: ร้านค้าออนไลน์ขายสินค้าให้บริษัทลูกค้าแต่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ (สลิป POS) ทำให้ลูกค้าใช้เป็นหลักฐานทางภาษีไม่ได้ ต้องออกเป็นแบบเต็มรูปแทน สรุป ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่กิจการจด VAT ต้องออกทุกครั้งที่ขาย ระบุข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 แยก VAT 7% ให้ชัดเจน ออก ณ วันที่ส่งมอบหรือรับเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดก่อน เก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี จัดการใบกำกับภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบกำกับภาษีได้ในไม่กี่คลิก คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบกำกับภาษีเต็มรูปและระบบ e-Tax Invoice ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษี ขอใบกำกับภาษีไปทำไม ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาซื้อของทั่วไป ใบกำกับภาษีอาจไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่จด VAT การขอทุกครั้งที่ซื้อของเข้าร้านช่วยนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ ลดยอดภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน บุคคลธรรมดาขอใบกำกับภาษีได้ไหม ได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สามารถขอจากร้านค้าที่จด VAT ได้ทุกครั้ง เพียงแจ้งชื่อและที่อยู่ให้ผู้ขายก่อนออกเอกสาร ใบกำกับภาษีหาย ทำอย่างไร ขอสำเนาหรือใบแทนจากผู้ขายเดิมได้ โดยผู้ขายจะออกเอกสารระบุว่าเป็น “ใบแทน” พร้อมอ้างอิงเลขที่ฉบับเดิม เพื่อให้นำไปใช้ทางภาษีได้เหมือนต้นฉบับ Tax Invoice คือ อะไร ภาษาไทยเรียกว่าอะไร Tax Invoice คือ ชื่อภาษาอังกฤษของใบกำกับภาษี เนื้อหาต้องเป็นภาษาไทยและหน่วยเงินบาท ถ้าต้องการออกเป็นภาษาต่างประเทศทั้งใบต้องขออนุมัติจากสรรพากร หลายบริษัทเลือกทำสองภาษาในใบเดียวแทน ใบกำกับภาษี ต้องออกภายในกี่วัน ต้องออก ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ไม่มีเวลาผ่อนผัน สำหรับการขายสินค้า คือ วันที่ส่งมอบ สำหรับการให้บริการ คือ วันที่ได้รับชำระเงิน หรือวันที่ใช้บริการ แล้วแต่อย่างไหนเกิดก่อน แบบฟอร์มใบกำกับภาษี มีให้ดาวน์โหลดไหม กฎหมายไม่ได้บังคับรูปแบบตายตัว เพียงกำหนดว่าต้องมีรายการครบตามมาตรา 86/4 ธุรกิจจึงออกแบบฟอร์มเองได้ หรือใช้แบบฟอร์มจากโปรแกรมบัญชีที่จัดรายการให้ครบอัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ครบทุกเรื่องที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ขายสินค้าแล้วลูกค้าขอใบเสร็จ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ต่างจากบิลเงินสดและใบกำกับภาษีอย่างไร แล้วต้องเก็บไว้กี่ปี ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารทางกฎหมายที่ผู้ขายต้องออกให้ผู้ซื้อทันทีที่ได้รับเงิน ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 105 เป็นเอกสารลำดับสุดท้ายในวงจรการขาย ออกหลังจากใบแจ้งหนี้เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้ว ฝั่งผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานเบิกค่าใช้จ่ายและยืนยันกับสรรพากรว่าจ่ายเงินจริง ฝั่งผู้ขายใช้บันทึกรายรับและป้องกันข้อพิพาทเรื่องการชำระเงิน กฎหมายกำหนดให้ออกใบเสร็จเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการต้องออกใบเสร็จรับเงินทันทีทุกครั้งที่รับเงินตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ไม่ว่าผู้ซื้อจะขอหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่ออก มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ตามมาตรา 127 ทวิ และอาจถูกตรวจสอบรายได้ย้อนหลัง ข้อยกเว้น: กิจการที่จด VAT และออกใบกำกับภาษีที่ระบุว่า “ชำระราคาแล้ว” กฎหมายให้ถือว่าใบกำกับภาษีนั้นทำหน้าที่แทนใบเสร็จรับเงินได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้ ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก นิติบุคคลใช้เลขผู้เสียภาษี พร้อมระบุว่าเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขา นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสารและวันที่ออกให้ชัดเจน วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงานให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุวิธีชำระเงิน เช่น โอนผ่านธนาคาร หรือเช็ค ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ใบเสร็จรับเงินมีกี่ประเภท ใบเสร็จรับเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามรูปแบบและการใช้งาน ใบเสร็จรับเงินเต็มรูปแบบ มีรายละเอียดครบทั้งข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายและยื่นภาษีได้ เหมาะกับธุรกิจ B2B และลูกค้าที่ต้องเบิกค่าใช้จ่าย ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ รวมกับใบกำกับภาษีในเอกสารเดียว แต่ไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ พบเห็นมากในรูปแบบสลิปจากเครื่อง POS ตามร้านค้าปลีกที่จด VAT จุดสังเกตคือมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” บนเอกสาร มีเลข VAT ของร้าน และระบุว่า “รวม VAT แล้ว” แต่ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ข้อจำกัดคือลูกค้าไม่สามารถนำไปขอคืน VAT ได้ ถ้าต้องการใช้สิทธิ VAT ต้องขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ บิลเงินสดต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร บิลเงินสด (Cash Bill) คือเอกสารยืนยันการรับเงินที่มีรูปแบบง่ายกว่าใบเสร็จ มักเขียนด้วยมือ พบบ่อยในร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านที่ยังไม่จด VAT เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด ความเป็นทางการ เอกสารทางกฎหมาย ไม่เป็นทางการ ใช้ยื่นภาษีได้ ได้ (ถ้าข้อมูลครบ) ได้บางกรณี ใช้ขอคืน VAT ได้ (ถ้าเป็นแบบเต็ม) ไม่ได้ ถ้าทำธุรกิจจริงจัง ออกใบเสร็จรับเงินดีกว่าบิลเงินสดทุกกรณี วิธีออกใบเสร็จรับเงิน เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ กิจการขนาดเล็กที่ออกใบเสร็จเดือนละไม่กี่ใบ เริ่มจากเขียนมือหรือพิมพ์ใน Excel ก็เพียงพอ แต่ต้องระวังเรื่องข้อมูลไม่ครบและต้องคีย์ซ้ำเข้าระบบบัญชีทีหลัง กิจการที่ออกเอกสารบ่อยหรือมีลูกค้าหลายราย โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดงานซ้ำได้ เพราะข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ใบเสร็จรับเงินต่างจากใบกำกับภาษีอย่างไร ใบเสร็จรับเงินยืนยันว่า “รับเงินแล้ว” เท่านั้น ส่วนใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ยืนยันเพิ่มว่า “มีการเก็บ VAT ไปด้วย” เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ออกได้เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่รับเงิน ≥ 100 บาท เฉพาะกิจการที่จด VAT ต้องแสดง VAT ไหม ไม่ต้อง ต้องแสดง VAT 7% ทุกครั้ง ขอคืน VAT ได้ไหม ไม่ได้ ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ออกแค่ใบเสร็จก็พอ แต่เมื่อยอดขายถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT และเปลี่ยนมาออกใบกำกับภาษีแทน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสร็จรับเงิน หลายกิจการออกใบเสร็จแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบ ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: ออกใบเสร็จไม่ระบุเลขที่เอกสาร พอสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี หาเอกสารไม่เจอ ถูกมองว่าบันทึกบัญชีไม่สมบูรณ์ ต้องเก็บใบเสร็จรับเงินไว้กี่ปี ตามมาตรา 105 ทวิ ผู้ออกใบเสร็จต้องเก็บต้นขั้วหรือสำเนาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผู้ซื้อแม้กฎหมายไม่บังคับโดยตรง แต่ควรเก็บไว้ 5 ปีเช่นกัน เพื่อประกอบการตรวจสอบบัญชีหรือยื่นภาษีย้อนหลัง กิจการที่มีใบเสร็จมาก แนะนำให้สแกนเก็บใน Cloud เพิ่มจากเอกสารกระดาษ สรุป ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ออกทุกครั้งที่รับเงิน ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะเลขที่เอกสาร วันที่ รายการสินค้า และจำนวนเงิน เก็บรักษาไว้ 5 ปี และแยก VAT ให้ชัดเจนถ้าจดทะเบียนแล้ว ออกใบเสร็จรับเงินง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบเสร็จได้ในไม่กี่วินาที มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และ e-Tax Invoice & e-Receipt ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงิน ร้านค้าออนไลน์ต้องออกใบเสร็จรับเงินไหม ต้องออก เหมือนร้านหน้าร้าน ไม่ว่าจะรับเงินผ่านโอนเงิน บัตรเครดิต หรือ QR Code ก็ต้องออกทุกครั้ง ถ้าลูกค้าไม่ขอ ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินอยู่ไหม ต้องออกทุกกรณี ตามมาตรา 105 กำหนดว่าต้องออกทันทีทุกคราวที่รับเงิน การอ้างว่าลูกค้าไม่ขอ ไม่ใช่เหตุยกเว้นตามกฎหมาย ใบเสร็จรับเงิน ออกย้อนหลังได้ไหม ออกได้ แต่วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ ควรเก็บสลิปโอนเงินไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ออกผิดต้องทำอย่างไร ขีดฆ่าใบเสร็จเดิม เขียน “ยกเลิก” พร้อมลงลายเซ็น เก็บต้นฉบับไว้อย่าทำลาย จากนั้นออกเลขที่ใหม่ที่ข้อมูลถูกต้อง แล้วเก็บทั้ง 2 ฉบับไว้ด้วยกัน ใบเสร็จรับเงิน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร Receipt หรือ Payment Receipt ต่างจาก Invoice (ใบแจ้งหนี้) ที่ออกก่อนการชำระเงินเพื่อแจ้งยอดที่ต้องจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ส่งของแล้วแต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน ออกใบแจ้งหนี้ก็ข้อมูลไม่ครบ ลูกค้าเลื่อนวันชำระ กระทบ Cash Flow ของบริษัท ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะหลายกิจการยังไม่เข้าใจว่าใบแจ้งหนี้ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง และต่างจากใบวางบิลกับใบเสร็จรับเงินอย่างไร ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อหลังจากส่งมอบสินค้าหรือบริการเสร็จ เพื่อเรียกเก็บเงินตามจำนวนและกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ ใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ในทางปฏิบัติหัวเอกสารมักเขียนว่า “ใบแจ้งหนี้ / Invoice” ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทั้งฝ่ายบัญชีไทยและคู่ค้าต่างชาติเข้าใจตรงกัน ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงาน 10 ตัว ราคาตัวละ 3,200 บาท ให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ตกลงเครดิต 7 วัน บริษัทก็ต้องออกใบแจ้งหนี้ทันทีที่ส่งของ ระบุว่าต้องชำระภายในวันที่เท่าไร ผู้ซื้อจึงจะรู้ว่าต้องโอนเงินวันไหน และบริษัทก็มีเอกสารไว้ทวงถามได้หากลูกค้าจ่ายช้า ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ ใบแจ้งหนี้ไม่ได้เป็นแค่กระดาษแจ้งหนี้ แต่มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ 3 ด้าน หลักฐานทางการเงิน — ยืนยันว่ามีการส่งมอบสินค้าหรือบริการแล้ว ใช้อ้างอิงได้ทันทีหากเกิดข้อพิพาทกับลูกค้า และเป็นเอกสารประกอบการลงบัญชีลูกหนี้ที่ถูกต้อง การวางแผนการเงิน — ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าจะมีเงินเข้ามาในช่วงเวลาใดจากเครดิตเทอมที่ระบุไว้ ทำให้วางแผน Cash Flow ได้แม่นยำ ความน่าเชื่อถือ — เอกสารที่มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วน ช่วยลดปัญหาการโต้แย้งและทำให้ลูกค้าชำระเงินได้รวดเร็วขึ้น องค์ประกอบและตัวอย่างใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้อง ใบแจ้งหนี้ที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ลูกค้าอ่านจบแล้วรู้ทันทีว่าต้องจ่ายเท่าไร เมื่อไร ผ่านช่องทางไหน ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก เครดิตเทอม และวันครบกำหนดชำระ (Due Date) จากตัวอย่าง ผู้ขายคือ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกใบแจ้งหนี้ให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เครดิต 7 วัน อ้างอิงจากใบเสนอราคาที่ลูกค้าตอบรับ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุยอดหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) และช่องทางชำระเงิน เช่น เลขบัญชีธนาคาร ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบยอดหนี้และกำหนดชำระแล้ว ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ทั้งสามใบเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย แต่ออกคนละช่วงเวลาและมีหน้าที่ต่างกัน ใบวางบิล คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) คือเอกสารที่รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่งมาแสดงยอดรวม เพื่อให้ฝ่ายการเงินของผู้ซื้อเตรียมจ่ายได้ถูกต้องตามรอบ เปรียบเหมือนใบปะหน้าที่สรุปว่าทั้งเดือนมีหนี้อะไรบ้าง ใบวางบิลไม่ใช่เอกสารบันทึกบัญชีและไม่ใช้ยื่นภาษีได้โดยตรง ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คือเอกสารที่ออกหลังจากได้รับเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว เพื่อยืนยันว่าชำระครบถ้วน ต่างจากใบแจ้งหนี้ตรงที่ออกหลังรับเงิน ไม่ใช่ก่อน ตารางเปรียบเทียบ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ใบวางบิล (Billing Note) ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อไร ทันทีที่ส่งสินค้า/บริการเสร็จ รวบรวมใบแจ้งหนี้มานัดชำระตามรอบ หลังจากรับเงินจากลูกค้าแล้ว หน้าที่ แจ้งยอดค้างชำระรายครั้ง สรุปยอดรวม กำหนดวันชำระ ยืนยันการรับชำระเงินครบถ้วน ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ได้ (ถ้าออกพร้อมใบกำกับภาษี) ไม่ได้ ได้ (ถ้าออกพร้อมใบกำกับภาษี) บันทึกบัญชี ตั้งลูกหนี้ทันทีที่ออก ไม่บันทึก บันทึกรับเงินสด/ตัดลูกหนี้ เอกสารใดต้องออกก่อนกัน ต้องออกตามลำดับเสมอ ข้ามขั้นตอนไม่ได้ เริ่มจากส่งสินค้าเสร็จ → ออกใบแจ้งหนี้ → ครบรอบเครดิต → ออกใบวางบิลสรุป → ลูกค้าชำระเงิน → ออกใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ต้องออกก่อนเสมอ เพราะต้องมีการตั้งยอดหนี้รายครั้งก่อน จึงจะออกใบวางบิลรวบรวมได้ ประเภทของใบแจ้งหนี้ที่ควรรู้ นอกจากใบแจ้งหนี้ทั่วไป ยังมีประเภทพิเศษที่ใช้ในบริบทต่างกัน Tax Invoice (ใบกำกับภาษี) คืออะไร Tax Invoice คือใบแจ้งหนี้ที่ออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT เท่านั้น ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย และระบุ VAT 7% แยกชัดเจน ผู้ซื้อจึงจะนำ VAT ไปขอหักภาษีซื้อได้ ตามกฎหมาย ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT และออก Tax Invoice ทุกครั้งที่ขาย Proforma Invoice คืออะไร Proforma Invoice คือใบแจ้งราคาเบื้องต้นก่อนการส่งมอบสินค้าจริง ใช้บอกลูกค้าว่าจะต้องจ่ายเท่าไร เพื่อให้ยืนยันคำสั่งซื้อหรือขอ L/C (Letter of Credit) จากธนาคาร ไม่ใช่เอกสารแจ้งหนี้จริง จึงยังไม่ต้องบันทึกบัญชี ใช้บ่อยในธุรกิจส่งออก Commercial Invoice คืออะไร Commercial Invoice คือใบแจ้งหนี้ที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ ต้องแนบไปกับสินค้าเพื่อผ่านพิธีการศุลกากร ระบุรายละเอียดสินค้า ได้แก่ ประเทศต้นทาง สกุลเงิน น้ำหนัก และเงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms) เช่น FOB, CIF ต่างจากใบแจ้งหนี้ทั่วไปตรงที่ต้องเป็นภาษาอังกฤษ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบแจ้งหนี้ ต้องเก็บใบแจ้งหนี้ไว้กี่ปี ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรมสรรพากร มาตรา 87/3) ต้องเก็บเอกสารประกอบรายงานภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบภาษี ดังนั้นควรเก็บใบแจ้งหนี้ทั้งหมดไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้งแบบกระดาษและไฟล์ดิจิทัล เพื่อรองรับกรณีสรรพากรตรวจสอบ ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กรณีเฉพาะแนะนำปรึกษานักบัญชีหรือกรมสรรพากร สรุป ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อหลังส่งมอบงาน เพื่อแจ้งยอดและกำหนดวันชำระ ต่างจากใบวางบิลที่ใช้สรุปยอดรวมตามรอบ และใบเสร็จรับเงินที่ออกหลังรับเงินแล้ว ทั้งสามใบต้องออกตามลำดับ ข้อมูลที่ต้องมีครบคือ เลขที่เอกสาร วันที่ ข้อมูลทั้งสองฝ่าย รายการสินค้า ยอดเงิน และ Due Date เก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี ออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำซ้ำ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบแจ้งหนี้ได้ในไม่กี่คลิก ระบบบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ติดตามสถานะการชำระเงินแบบ real-time และส่งอีเมลใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าได้โดยตรง รองรับทั้งใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ ใบแจ้งหนี้ กับ ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ใบแจ้งหนี้ออกก่อนรับเงิน เพื่อแจ้งยอดที่ต้องชำระ ส่วนใบเสร็จรับเงินออกหลังรับเงินแล้ว เพื่อยืนยันว่าชำระครบถ้วน ลำดับคือ ใบแจ้งหนี้ → ลูกค้าชำระ → ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ กับ ใบกำกับภาษี เหมือนกันไหม ไม่เหมือนกัน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คือเอกสารแจ้งหนี้ทั่วไป ใครก็ออกได้ แต่ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จด VAT เท่านั้น ธุรกิจที่จด VAT มักออกทั้งสองใบรวมกันในเอกสารชุดเดียว ออกใบแจ้งหนี้ล่าช้าได้ไหม ออกช้าได้ แต่ไม่ควร เพราะใบแจ้งหนี้เป็นจุดเริ่มนับ Credit Term ถ้าส่งของวันที่ 1 แต่ออกใบแจ้งหนี้วันที่ 15 ลูกค้าจะนับเครดิต 30 วัน จากวันที่ 15 แทน เท่ากับเสียเวลารอเงิน 2 สัปดาห์ฟรี วิธีแก้คือตั้งระบบออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกส่งของ Invoice แปลว่าอะไร ภาษาไทยเรียกว่าอะไร Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้ หรือใบเรียกเก็บเงิน ในภาษาไทยอาจเรียกว่า “ใบแจ้งหนี้” หรือ “อินวอยซ์” ก็ได้ ส่วนใบวางบิลภาษาอังกฤษเรียกว่า Billing Note หรือ Statement บางบริษัทใช้คำว่า Sales Invoice สำหรับกรณีขายปลีกที่จ่ายทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบเสนอราคา คืออะไร ตัวอย่างฟอร์ม และข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง

ลูกค้าขอใบเสนอราคา แต่ไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไร ใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ราคาต้องรวม VAT หรือเปล่า ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ วิธีเขียนทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่างที่ถูกต้อง ใบเสนอราคา (Quotation) คืออะไร ใบเสนอราคา คือเอกสารที่ผู้ขายจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ เอกสารนี้ไม่ถือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หากลูกค้าตกลงตามเงื่อนไข จะนำไปสู่การออกใบสั่งซื้อหรือทำสัญญาซื้อขายต่อไป ใบเสนอราคาสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการสื่อสารราคาและเงื่อนไขกับลูกค้าอย่างชัดเจน ลดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการขายที่เป็นระบบ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะลูกค้าได้ว่าอยู่ขั้นตอนไหนแล้ว เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสนอราคาที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ลูกค้าอ่านจบแล้วตัดสินใจได้ทันที ตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใส่โลโก้บริษัทด้วยจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และวันหมดอายุให้ชัดเจน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้อ้างอิงเมื่อติดต่อกับลูกค้าในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 10 4,500 0 7% 45,000 เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 77,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 5,390 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 82,390 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและอายุใบเสนอราคา เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว เคล็ดลับเมื่อส่งใบเสนอราคาให้ลูกค้า ส่งเอกสารแล้วควรติดตามผลภายใน 3 วัน สอบถามว่าลูกค้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ การติดตามช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมาก สิ่งที่ควรทำหลังส่งเอกสาร: ใบเสนอราคาต่างจากใบแจ้งหนี้และใบเสร็จอย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 3 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบเสนอราคา ก่อนขาย แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณา ยังไม่บันทึกรายได้ ใบแจ้งหนี้ หลังตกลงซื้อ เรียกเก็บเงินตามที่ตกลง บันทึกเป็นลูกหนี้การค้า ใบเสร็จรับเงิน หลังรับเงินแล้ว ยืนยันว่าได้รับชำระเงินเรียบร้อย บันทึกรับชำระเงิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสนอขายเฟอร์นิเจอร์ 82,390 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: กิจการที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีควบคู่กับใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จด้วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้ใบเสนอราคาแทนใบแจ้งหนี้ ทำให้บันทึกบัญชีผิดพลาด เพราะใบเสนอราคาไม่ถือเป็นเอกสารรับรู้รายได้ ต้องออกใบแจ้งหนี้แยกเสมอ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสนอราคา หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ข้อควรระวังเรื่อง VAT ในใบเสนอราคา ต้องระบุให้ชัดเจนว่าราคา “รวม VAT” หรือ “ไม่รวม VAT” หากไม่ระบุ ลูกค้าอาจเข้าใจว่าราคาที่เสนอรวม VAT แล้ว ซึ่งจะเกิดปัญหาเมื่อต้องออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: เสนอราคา 100,000 บาท โดยไม่ระบุว่ารวม VAT หรือไม่ ลูกค้าเข้าใจว่าจ่าย 100,000 บาทจบ แต่พอออกใบแจ้งหนี้กลับเรียกเก็บ 107,000 บาท (รวม VAT 7%) ทำให้เกิดข้อพิพาท วิธีระบุที่ถูกต้อง: กิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ห้ามระบุว่า “ราคารวม VAT” เพราะอาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ สร้างใบเสนอราคาออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบเสนอราคา ใบเสนอราคาเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยสื่อสารราคาและเงื่อนไขอย่างชัดเจน ควรออกเอกสารทุกครั้งที่เสนอราคาลูกค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และอายุเอกสาร อย่าลืมระบุว่ารวม VAT หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบเสนอราคาได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ และแปลงเป็นใบแจ้งหนี้ได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน จัดเก็บเอกสารครบจบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสนอราคา ใบเสนอราคามีผลทางกฎหมายไหม ไม่ถือเป็นสัญญาซื้อขายตามกฎหมาย แต่ถ้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายลงนามครบทั้งสองฝ่าย อาจถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบข้อตกลงเบื้องต้นได้ ใบเสนอราคาต้องมีลายเซ็นไหม ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามโดยผู้มีอำนาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลูกค้าองค์กรส่วนใหญ่มักต้องการเอกสารที่มีลายเซ็นเพื่อประกอบการอนุมัติจัดซื้อ ใบเสนอราคาควรมีอายุกี่วัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความผันผวนของต้นทุน โดยทั่วไปกำหนดไว้ที่ 15 ถึง 30 วัน สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น วัตถุดิบนำเข้า อาจกำหนดสั้นลงเหลือ 7 วัน ใบเสนอราคาต้องมีเลขที่เอกสารไหม ไม่บังคับตามกฎหมาย แต่แนะนำให้มีทุกครั้ง เพื่อจัดเก็บอย่างเป็นระบบและค้นหาย้อนหลังได้สะดวก รูปแบบที่นิยม เช่น QT-ปี-ลำดับ (QT-2569-001) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

10 min

รู้จัก 3 ประเภทเอกสารธุรกิจ พร้อมวิธีจัดเก็บให้เป็นระบบ

เอกสารธุรกิจเป็นส่วนสำคัญของการบริหารกิจการ โดยเฉพาะเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ รายจ่าย และภาษี หากจัดการไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินและกฎหมาย บทความนี้สรุป 3 ประเภทเอกสารธุรกิจทางบัญชีที่ผู้ประกอบการต้องรู้จัก พร้อมตัวอย่างการใช้งานและแนวทางจัดเก็บให้เป็นระบบ เอกสารธุรกิจสำคัญอย่างไร? เอกสารธุรกิจทำหน้าที่เป็น “หลักฐานทางกฎหมาย” และ “เครื่องมือวางแผนการเงิน” ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ยืนยันความโปร่งใสต่อกรมสรรพากร และช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมของกำไรที่แท้จริง 3 ประเภทเอกสารธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก เอกสารธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ได้แก่ การป้องกันความเสี่ยง การเงิน และภาษี 1. เอกสารกลุ่มเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาท ความเข้าใจผิด และปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ เอกสารประเภทนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องจัดเก็บเอกสารให้ดี เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น เอกสารเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง 2. กลุ่มเอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดเงินฝากธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ: เอกสารด้านรายรับ รูปแบบแรกหลายธุรกิจน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายรับ ที่มีตั้งแต่ขั้นตอนการเรียกเก็บเงินไปจนถึงหลังจากได้รับเงินแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซึ่งเอกสารเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชี หรือเป็นหลักฐานที่ใช้ประกอบแบบยื่นได้ เอกสารด้านรายจ่าย สำหรับเอกสารธุรกิจด้านรายจ่ายก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ซึ่งเอกสารรายจ่ายไม่เพียงแต่ใช้เป็นหลักฐานอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้อ้างอิงเพื่อดูตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงของบริษัท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี และใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยเอกสารด้านรายจ่ายประกอบไปด้วย หลักฐานการเงิน สำหรับรูปแบบสุดท้ายที่ใช้เป็นหลักฐานทางการเงิน คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการยืนยันความถูกต้องอย่าง ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบกับการบันทึกบัญชีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของรายรับรายจ่ายของบริษัทว่าตรงกับรายงานจากธนาคารหรือไม่ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในขั้นตอนการกระทบยอดของบัญชี 3. กลุ่มเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบและการตรวจสอบจากกรมสรรพากร หากจัดเก็บไม่ครบ อาจทำให้เสียสิทธิทางภาษีหรือถูกประเมินย้อนหลัง 3 เคล็ดลับจัดเก็บเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย และทำให้ค้นหาได้ง่ายเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน 1. คัดและจัดหมวดหมู่ประเภทของเอกสารให้ชัดเจน วิธีแรกควรเริ่มต้นจากการคัดแยกเอกสาร และจัดประเภทหมวดหมู่ให้ชัดเจน เอกสารไหนที่ไม่มีความจำเป็นเก็บ เราแนะนำให้ทิ้งหรือทำลายเพื่อป้องกันความซับซ้อนยุ่งยากในการเก็บเอกสารธุรกิจ หลังจากคัดแยกเรียบร้อย แนะนำให้จัดประเภทหมวดหมู่ แยกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชี ออกจากเอกสารอื่น ๆ เช่น ฝ่ายบุคคลหรือการตลาด หลังจากนั้นจึงแยกอย่างละเอียดอีกขั้นตอน อาจอ้างอิงประเภทเอกสารจากที่เราแนะนำให้บทความนี้ได้เช่นกัน  การจัดเก็บอย่างเป็นหมวดหมู่จะช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่ายขึ้น และป้องกันเอกสารสูญหายจากการปะปนไปกับเอกสารอื่นที่เกิดจากการจัดเก็บผิดประเภทได้อีกด้วย 2. ใช้ระบบตัวเลขในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดหมวดหมู่เพียงอย่างเดียวแล้ว สามารถจัดเก็บเอกสารด้วยการนำระบบตัวเลขเข้ามาใช้ คล้ายกับห้องสมุด ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่าย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้ควบคู่กับการจัดหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการปรับใช้ระบบตัวเลข 3. ใช้โปรแกรมบัญชีในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษจริงแล้ว การเก็บไฟล์เอกสารก็เป็นเรื่องยุ่งยากไม่แพ้กัน แต่ในปัจจุบันที่หลายหน่วยงานเริ่มปรับตัวให้ยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ไฟล์เอกสารธุรกิจจึงมีความจำเป็นไม่แพ้กัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่มีระบบคลังเอกสาร ก็ช่วยให้จัดการระบบได้ง่ายขึ้น สามารถเรียกดูไฟล์อ้างอิงในการบันทึกบัญชีได้อย่างรวดเร็ว ให้การเก็บเอกสารธุรกิจทางบัญชีเป็นเรื่องง่าย ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชี PEAK ไม่เพียงแค่ช่วยจัดการระบบบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยฟีเจอร์ File Vault ทำหน้าที่เป็นคลังเก็บเอกสารธุรกิจ จัดการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ PEAK เองยังสามารถออกเอกสารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี โปรแกรมเดียวจัดการเรื่องเอกสารและบัญชีได้ครบวงจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เอกสารค่าใช้จ่าย ต้นตอปัญหาด้านภาษี ที่เจ้าของกิจการคาดไม่ถึง

เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจทุกครั้งต้องมีหลักฐาน ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า เอกสารค่าใช้จ่าย เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้มากกว่าที่คุณคิด ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาดูถึงความสำคัญว่าทำไมทุกธุรกิจต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดี! เอกสารค่าใช้จ่าย คืออะไร เอกสารค่าใช้จ่าย คือ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานยืนยันการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย หรือหลักฐานการชำระเงินของธุรกิจ โดยเอกสารค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะใช้ในการบันทึกบัญชี หรือใช้ในการคำนวณภาษี เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ เอกสารค่าใช้จ่าย มีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานในการชำระเงิน การมีอยู่ของเอกสารค่าใช้จ่าย จะช่วยยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน และสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ ต่อให้พนักงานบัญชีทำการลงบัญชีทุกค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถคำนวณภาษีได้ ซึ่งรวมไปถึงเอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญความสมบูรณ์ และน่าเชื่อถือของเอกสารด้วย ปัญหาที่เจ้าของกิจการพบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่าย ในการดำเนินธุรกิจ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเคยเจอปัญหาเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่ายมาพอสมควร เพราะใช้ว่าทุกธุรกิจที่เราซื้อขายด้วยจะสามารถออกบิล หรือหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายให้เราได้เสมอ หรือใช้เวลาในการออกเอกสารเนื่องจากไม่มีระบบที่รองรับ ซึ่งปัญหาที่มักพบคือ ซึ่งปัญหานี้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพูดถึงในด้านภาษี หากไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายที่ครบถ้วนก็ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีต่อได้ ส่งผลให้ธุรกิจเสียโอกาสในการลดต้นทุนของธุรกิจโดยใช่เหตุ ตัวอย่างการคำนวณภาษี ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานเอกสารค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ลงบันทึกบัญชี (เรียกว่าค่าใช้จ่ายทางบัญชี) หากไม่มีเอกสารค่าใช้จ่าย ทางภาษีจะไม่ยอมรับเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายทางบัญชี” ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A มีรายได้รวม 200,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายทางบัญชี (ที่บันทึกในบัญชี) รวมทั้งหมด 150,000 บาท แต่มีหนึ่งยอดจำนวน 50,000 บาทที่ไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบ ทำให้ “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” เป็น 100,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีไม่มีเอกสาร 200,000 – 100,000 (ไม่นำ 50,000 มาคำนวณ) = 100,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 100,000 x 20% = 20,000 บาท ดังนั้นในกรณีที่ธุรกิจไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาทดังกล่าวจะต้องชำระภาษี 20,000 บาท แต่ในกรณีที่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาท จึงนับเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี สามารถนำมาคำนวณได้ ทำค่าใช้จ่ายทางภาษีกลายเป็น 150,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีมีเอกสารครบ 200,000 – 150,000 = 50,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 50,000 x  20% = 10,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าถ้ามีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอดที่หายไป ธุรกิจจะเสียภาษีน้อยลงถึง 10,000 บาท จากการคำนวณนี้ เจ้าของกิจการน่าจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นถึงความสำคัญของการจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญกับเอกสารค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทั้งในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารค่าใช้จ่ายแบบไหนใช้สิทธิทางภาษีได้บ้าง สำหรับเอกสารค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ เราขอแบ่งออกเป็น เอกสารด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและ เอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแต่ละประเภทจะมีเอกสารดังนี้ ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ใบเสร็จรับเงิน ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารแสดงค่าใช้จ่ายที่ใช้เป็นหลักฐานว่าผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในใบเสร็จรับเงินที่สามารถนำไปใช้สิทธิทางภาษีได้ต้องมีข้อมูลดังนี้ บิลเงินสด ใช้เป็นหลักฐานแสดงการชำระเงินเช่นเดียวกับใบเสร็จรับเงิน แต่จะมีค่าเป็นทางการน้อยกว่า โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องมีในบิลเงินสดประกอบไปด้วย ใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารค่าใช้จ่ายที่ออกโดยผู้ซื้อ (ผู้จ่ายเงิน) เพื่อเป็นหลักฐานแนบในกรณีที่ในใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่ออื่น ซึ่งการแนบหลักฐานนี้เพื่อที่จะยืนยันว่ากิจการเป็นผู้ชำระเงินในใบเสร็จดังกล่าวจริง ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (กรณีที่กฎหมายยอมรับ) ในกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้ เช่น ซื้อสินค้าจากร้านขายของชำ ที่เจ้าของร้านไม่สะดวกออกเอกสาร โดยผู้จ่ายเงินสามารถออกใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินแทนได้ ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี (เต็มรูป) ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ออกโดยผู้รับเงินที่จดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม ซึ่งใบกำกับภาษีที่ถูกต้องสามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ ประกอบไปด้วยข้อมูลดังนี้ ดังนั้นธุรกิจควรที่จะเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ครบถ้วน ไม่ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นยอดเล็กน้อย หรือเป็นก้อนใหญ่ เพื่อให้ไม่เสียโอกาสในการหักลบภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปี  เคล็ดลับการออกเอกสารค่าใช้จ่าย และจัดระเบียบเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เพื่อให้เจ้าของกิจการไม่เสียโอกาสเพราะไม่มีวิธีการจัดการกับเอกสารค่าใช้จ่ายอย่างถูกวิธี เรามีเคล็ดลับที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาฝากกัน ออกเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การปรับใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ในการทำธุรกิจ นอกจากการจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ยังสามารถออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานควบคู่กับเอกสารค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสำคัญจ่าย หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ที่สามารถใช้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้  ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟีเจอร์ให้คุณบันทึกค่าใช้จ่าย พิมพ์ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หรือใบรับสินค้าได้ โดยสามารถทำตามขั้นตอนในคู่มือได้ที่นี่ จัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK  นอกจากการออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานแล้ว การจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นก็ช่วยสร้างความมั่นใจ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟังก์ชัน คลังเอกสาร ให้สามารถจัดเก็บเอกสารรายจ่ายได้อย่างเป็นระบบ สามารถศึกษาการใช้งานได้ที่นี่ เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญ ช่วยลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ น่าจะพอเห็นภาพถึงความสำคัญของ เอกสารค่าใช้จ่าย กันมากขึ้นแล้ว เพราะหากไม่มีการจัดเก็บที่ดี อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาส เสียภาษีเยอะเกินกว่าที่ควรได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญในส่วนนี้ให้มากขึ้น อาจเริ่มต้นจากการวางระบบเก็บเอกสาร หรือขอเอกสารค่าใช้จ่ายจากผู้ขายทุกครั้ง นอกจากนี้การใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ก็ไม่เพียงแค่ช่วยในเรื่องของเอกสารรายจ่ายอย่างเดียว แต่ยังช่วยจัดการระบบบัญชีได้อย่างครบวงจร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ก.ย. 2025

PEAK Account

9 min

รวมวิธีออก ใบเสร็จรับเงิน เลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ

การออกใบเสร็จรับเงิน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องทำ เพราะเป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ขายได้รับเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว หากเลือกวิธีออกเอกสารไม่เหมาะ อาจทำให้ข้อมูลผิดพลาด ตรวจสอบย้อนหลังยาก หรือกระทบงานบัญชีในระยะยาวบทความนี้รวบรวม วิธีออกใบเสร็จรับเงินที่ธุรกิจนิยมใช้พร้อมแนะนำว่ารูปแบบใดเหมาะกับธุรกิจแต่ละประเภท เพื่อช่วยให้คุณเลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้แก่ลูกค้า หลังจากได้รับเงินแล้ว เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับชำระเงิน สามารถนำไปใช้ตรวจสอบรายการซื้อขาย บันทึกบัญชี และเป็นเอกสารอ้างอิงทางกฎหมายได้ ใบเสร็จรับเงินมีกี่รูปแบบ? แม้ใบเสร็จรับเงินจะมีหน้าที่หลักคือยืนยันการรับเงิน แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจมักใช้ร่วมกับเอกสารภาษีอื่น ๆ โดยสามารถแบ่งรูปแบบที่พบได้บ่อยเป็น 3 ประเภท ได้แก่ รูปแบบที่เป็นใบเสร็จรับเงินร่วมกับใบกำกับภาษี (ข้อ 2 และ 3) ใช้ได้เฉพาะผู้ประกอบการที่ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว ดังนั้นแล้วสำหรับผู้ประกอบการ การออกใบเสร็จรับเงินจึงเป็นขั้นตอนที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กับการออกเอกสารอื่น เช่น ใบแจ้งหนี้ หรือใบวางบิล ออกใบเสร็จรับเงินได้กี่วิธี? โดยทั่วไป ผู้ประกอบการสามารถเลือก วิธีออกใบเสร็จรับเงิน ได้ 3 รูปแบบหลัก ดังนี้ 1. ออกใบเสร็จรับเงินด้วยการเขียนมือ เป็นวิธีที่ใช้กันมานาน มักเขียนลงบนกระดาษคาร์บอนหรือบิลเงินสดเหมาะกับร้านค้าขนาดเล็กที่มีจำนวนรายการไม่มาก ข้อดี ข้อจำกัด 2. ออกใบเสร็จรับเงินด้วย Excel หรือ Word เป็นการทำเอกสารในรูปแบบไฟล์ ช่วยให้ใบเสร็จดูเป็นทางการมากขึ้นเหมาะกับธุรกิจเริ่มต้นที่ยังไม่มีระบบบัญชี ข้อดี ข้อจำกัด 3. ออกใบเสร็จรับเงินด้วยโปรแกรมบัญชี เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจ SME ในปัจจุบัน เพราะ สามารถออกเอกสารและบันทึกบัญชีในระบบเดียวกัน ข้อดี ผู้ประกอบการ SME ควรเลือกวิธีไหนดีที่สุด? สำหรับธุรกิจ SME ที่มีการเติบโต มีลูกค้าหลายราย หรือทำธุรกิจแบบ B2B/B2Cการใช้โปรแกรมบัญชีในการออกใบเสร็จรับเงิน จะช่วยให้ธุรกิจ วิธีใช้โปรแกรมบัญชีในการสร้างใบเสร็จรับเงิน ในส่วนของขั้นตอนการสร้างใบเสร็จรับเงินผ่านโปรแกรมนั้นสามารถทำตามขั้นตอนได้ง่าย ๆ จากโปรแกรมบัญชี PEAK ที่สามารถทำตามได้ดังนี้ 1. สร้างใบเสร็จรับเงิน ขั้นตอนแรกสามารถคลิกสร้างใบเสร็จรับเงิน โดยการไปที่เมนู รายรับ > ใบเสร็จรับเงิน > +สร้าง 2. ระบุข้อมูลการซื้อขาย ถัดมาเป็นขั้นตอนการกรอกข้อมูลการซื้อขาย รวมไปถึงเลือกว่าต้องการให้ใบเสร็จรับเงินฉบับนั้นเป็น ใบกำกับภาษีด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายทั้ง ข้อมูลลูกค้า การออกใบกำกับภาษี รายการสินค้า/บริการ จำนวน และราคา ให้ถูกต้องเพื่อลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด 3. อนุมัติใบเสร็จรับเงิน เมื่อระบุข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หลังจากนั้นเลือกช่องทางการรับเงิน และกดอนุมัติใบเสร็จรับเงิน เพื่อทำการออกเอกสารได้เลย โดยข้อมูลของการออกใบเสร็จรับเงินจะบันทึกสู่ระบบ สามารถเรียกดูย้อนหลังได้ วิธีตรวจสอบความถูกต้องของใบเสร็จรับเงิน ก่อนออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1. ข้อมูลผู้ซื้อ และผู้ขาย ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ที่อยู่ หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการระบุถึงตัวตนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ควรสอบถามข้อมูลที่อยู่ของผู้ซื้อให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากเป็นการออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ข้อมูลของผู้ซื้ออาจไม่จำเป็นต้องระบุในเอกสารส่วนนี้ 2. วัน เดือน ปี และเลขที่เอกสาร วัน เดือน ปี และลำดับของเอกสาร เป็นข้อมูลที่หลายคนอาจมองข้าม แต่หากก็เป็นข้อมูลที่สามารถใช้อ้างอิงได้ในกรณีที่ต้องมีการตรวจสอบเอกสารเกิดขึ้น 3. รายละเอียดสินค้าและบริการ รายละเอียดของสินค้าหรือบริการ ต้องระบุถึงรายการของการซื้อขาย รวมไปถึงราคาของสินค้า และหากใบเสร็จรับเงินที่ออกเป็นใบกำกับภาษี ต้องระบุจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเช่นเดียวกัน การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ใบเสร็จรับเงินสามารถใช้เป็นหลักฐานการรับเงินได้จริง เริ่มต้นใช้โปรแกรมบัญชีในธุรกิจ เพื่อการออกใบเสร็จรับเงินและการจัดการระบบบัญชีที่ง่ายยิ่งขึ้น การเลือกวิธีออกใบเสร็จรับเงินที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องเอกสาร แต่ส่งผลโดยตรงต่อการจัดการบัญชี ความน่าเชื่อถือ และการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการความเป็นระบบ การใช้โปรแกรมบัญชี PEAK คือทางเลือกที่ช่วยให้การออกใบเสร็จรับเงินและการจัดการบัญชีเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำมากขึ้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

E-Document คืออะไร ตัวอย่าง ข้อดี และวิธีเริ่มใช้ในธุรกิจ

ทุกวันนี้ธุรกิจไหนยังจมอยู่กับกองกระดาษ ก็เสียทั้งเวลาและพื้นที่จัดเก็บ E-Document หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ คือทางออกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารได้รวดเร็ว ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมาย ข้อดี วิธีจัดเก็บ ไปจนถึงกฎหมายที่ต้องรู้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ E-Document คืออะไร? ทำความรู้จักเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ E-Document (เอกสารอิเล็กทรอนิกส์) คือเอกสารที่สร้าง จัดเก็บ และส่งต่อในรูปแบบดิจิทัล แทนการใช้กระดาษแบบเดิม ครอบคลุมทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา และเอกสารภายในองค์กร โดยมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าแทนที่จะพิมพ์ใบเสร็จออกมาเป็นกระดาษแล้วส่งทางไปรษณีย์ คุณสามารถออกเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัล ส่งให้ลูกค้าผ่านอีเมลหรือระบบออนไลน์ได้ทันที ทั้งเร็วกว่าและลดต้นทุนได้อีกด้วย ความหมายตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้น ส่ง รับ หรือจัดเก็บด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผลทางกฎหมายเท่าเทียมกับเอกสารกระดาษ ผู้ประกอบการจึงวางใจได้ว่า e-document ที่ออกอย่างถูกต้องจะใช้เป็นหลักฐานทางธุรกิจและทางภาษีได้เต็มที่ ความแตกต่างระหว่าง E-Document, Paperless Office และ DMS หลายคนสับสนคำศัพท์เหล่านี้ มาดูความแตกต่างกันสั้นๆ คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง E-Document เอกสารที่สร้างและจัดเก็บเป็นดิจิทัลตั้งแต่ต้น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) Paperless Office แนวคิดลดการใช้กระดาษทั้งองค์กร สแกนเอกสารกระดาษเก่าเข้าระบบ DMS (Document Management System) ซอฟต์แวร์จัดเก็บและบริหารเอกสาร ระบบจัดเก็บไฟล์ขององค์กร เช่น Google Drive, SharePoint พูดง่ายๆ คือ e-document เป็น “ตัวเอกสาร” ส่วน DMS เป็น “ระบบจัดการ” และ paperless คือ “แนวคิด” ที่ครอบคลุมทั้งหมด ตัวอย่างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ธุรกิจใช้จริง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้จำกัดแค่ใบเสร็จ แต่ครอบคลุมเอกสารหลายประเภทที่ธุรกิจใช้ทุกวัน ข้อดีของ E-Document สำหรับธุรกิจ SME การเปลี่ยนมาใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ประโยชน์หลายด้านกับผู้ประกอบการ ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ธุรกิจที่ออกเอกสารเดือนละหลายร้อยฉบับ จะประหยัดทั้งค่ากระดาษ หมึกพิมพ์ ค่าจัดส่ง และพื้นที่เก็บแฟ้ม ลองคำนวณดู ต้นทุนเอกสารกระดาษต่อเดือน = 500 ฉบับ × 3 บาท = 1,500 บาท ต้นทุนต่อปี = 1,500 × 12 = 18,000 บาท ยังไม่รวมค่าส่งไปรษณีย์และพื้นที่จัดเก็บอีกต่างหาก เพิ่มความเร็วในการอนุมัติเอกสาร แทนที่จะส่งกระดาษวนรอบโต๊ะหลายคน ระบบ e-document ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเอกสารผ่านออนไลน์ได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ลดเวลารอจากหลายวันเหลือไม่กี่นาที ค้นหาเอกสารได้ทันที ไม่ต้องเปิดตู้เอกสาร 10 ใบเพื่อหาใบเสร็จเก่า แค่พิมพ์ชื่อลูกค้าหรือเลขที่เอกสาร ระบบจะค้นหาให้ภายในไม่กี่วินาที ลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย เอกสารกระดาษอาจถูกน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือหายไปกับกาลเวลา แต่ e-document เก็บบนระบบ cloud สำรองข้อมูลอัตโนมัติ ปลอดภัยกว่ามาก รองรับการตรวจสอบตามกฎหมาย เมื่อสรรพากรหรือผู้สอบบัญชีขอดูเอกสาร คุณสามารถเรียกดูได้ทันทีพร้อม audit trail ที่บันทึกว่าใครสร้าง แก้ไข หรืออนุมัติเอกสารเมื่อไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำงานอย่างไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document System) ช่วยจัดการเอกสารตั้งแต่สร้างจนถึงจัดเก็บถาวร โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ขั้นตอนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) สงสัยไหมว่าเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำได้จริงหรือ? คำตอบคือได้ครับ กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยรับรองลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับ ลักษณะ ตัวอย่างการใช้งาน ทั่วไป พิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดปุ่ม “ตกลง” อนุมัติเอกสารภายในบริษัท น่าเชื่อถือ มีการยืนยันตัวตน เช่น OTP, บัตรประชาชน สัญญาจ้างงาน ใบสั่งซื้อ เชื่อถือได้ (Digital Signature) ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากหน่วยงานรับรอง e-Tax Invoice, เอกสารราชการ สำหรับธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ ลายเซ็นระดับทั่วไปหรือน่าเชื่อถือก็เพียงพอสำหรับงานประจำวัน เช่น อนุมัติใบเบิกค่าใช้จ่ายหรือลงนามสัญญาจ้าง การอนุมัติเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนอนุมัติเอกสารแบบดิจิทัลง่ายกว่าที่คิด ผู้สร้างเอกสารกดส่งเข้าระบบ ระบบแจ้งเตือนผู้อนุมัติทางอีเมลหรือแอป ผู้อนุมัติตรวจสอบแล้วกดอนุมัติหรือส่งกลับแก้ไข ทุกขั้นตอนมี audit trail บันทึกไว้ครบถ้วน ข้อดีคือไม่ต้องรอเอกสารกระดาษวนรอบออฟฟิศ ผู้บริหารที่เดินทางบ่อยก็อนุมัติผ่านมือถือได้ทันที กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ผู้ประกอบการควรรู้กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ e-document ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายหลักที่รับรองว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมาย ดูแลโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ประเด็นสำคัญที่ SME ต้องรู้คือ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เก็บกี่ปี? ระยะเวลาจัดเก็บขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร ประเภทเอกสาร ระยะเวลาจัดเก็บ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เอกสารทางภาษี (ใบกำกับภาษี, ใบเสร็จ) ไม่น้อยกว่า 5 ปี ประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีหลักของไทย) เอกสารทางบัญชี (งบการเงิน, สมุดบัญชี) ไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี 2543 เอกสารจดทะเบียนบริษัท ตลอดอายุกิจการ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เก็บเอกสารดิจิทัลก็ต้องปฏิบัติตามระยะเวลาเดียวกับเอกสารกระดาษ แนะนำให้สำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น ในระบบ cloud และ external drive เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย วิธีเลือกระบบ E-Document ที่เหมาะกับธุรกิจ ระบบ e-document ในตลาดมีหลายตัวเลือก ก่อนตัดสินใจ ลองเช็ค feature สำคัญเหล่านี้ Feature สำคัญที่ระบบ E-Document ควรมี ระบบ E-Document สำหรับ SME กับองค์กรใหญ่ต่างกันอย่างไร เกณฑ์ SME องค์กรใหญ่ จำนวนเอกสาร/เดือน หลักร้อย หลักหมื่นขึ้นไป Feature ที่ต้องการ ออกเอกสาร + บัญชี + ภาษี ครบในตัว ระบบแยกส่วน เชื่อมต่อ ERP งบประมาณ ต้องคุ้มค่า ไม่มีค่าติดตั้งแพง ลงทุนได้สูง ปรับแต่งได้เต็มที่ ระบบที่เหมาะ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี e-document ในตัว DMS ขนาดใหญ่ + ระบบ ERP สำหรับ SME ระบบที่รวม e-document เข้ากับบัญชีในตัวเดียวจะสะดวกและคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์หลายตัวแล้วมาเชื่อมต่อกันเอง สรุป: เริ่มใช้ E-Document อย่างไรให้ธุรกิจได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมยกระดับงานเอกสาร? เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่รวมระบบออกเอกสาร e-Tax Invoice, e-Receipt พร้อมบันทึกบัญชีอัตโนมัติในที่เดียว ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ค้นหาเอกสารเก่าได้ทันที และรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าของกิจการกับสำนักงานบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ E-Document E-Document ต่างจาก E-Office อย่างไร? E-Document เน้นที่ตัวเอกสารดิจิทัล เช่น ใบเสร็จ สัญญา ส่วน E-Office คือระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมทั้งเอกสาร การสื่อสาร และ workflow ภายในองค์กร พูดง่ายๆ คือ e-document เป็นส่วนหนึ่งของ e-office มีโปรแกรม E-Document ฟรีไหม? โปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวมีฟีเจอร์ e-document ให้ใช้ฟรีในแพ็กเกจเริ่มต้น เช่น PEAK มีแพ็กเกจฟรีที่ออกเอกสารทางบัญชีพร้อมบันทึกบัญชีได้ทันที เหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ธุรกิจเล็กๆ จำเป็นต้องใช้ E-Document ไหม? ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ ช่วยลดต้นทุนและข้อผิดพลาด โดยเฉพาะถ้ายอดขายใกล้ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี (เกณฑ์จดทะเบียน VAT) ระบบเอกสารดิจิทัลจะช่วยให้เปลี่ยนผ่านได้ราบรื่น เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษมา E-Document ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากเอกสารที่ใช้บ่อยที่สุดก่อน เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สมัครโปรแกรมที่เหมาะ ตั้งค่าข้อมูลบริษัท แล้วออกเอกสารดิจิทัลได้เลย เอกสารกระดาษเก่าให้สแกนเก็บคู่กันจนหมดระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

Paperless คืออะไร คู่มือทำธุรกิจไร้กระดาษฉบับ SME

ธุรกิจของคุณยังเสียเวลากับกองเอกสาร ค้นหาใบเสร็จไม่เจอ หรือเก็บเอกสารจนหมดพื้นที่อยู่ไหม? Paperless คือแนวทางที่เปลี่ยนวิธีจัดการเอกสารทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้ SME ลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และทำงานได้จากทุกที่ Paperless คืออะไร? Paperless คือแนวคิดการลดหรือเลิกใช้กระดาษในการทำงาน โดยเปลี่ยนไปใช้เอกสารดิจิทัลแทน ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา ไปจนถึงเอกสารภายในองค์กร ในบริบทธุรกิจ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องกำจัดกระดาษทุกแผ่นในวันเดียว แต่เป็นการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่สร้าง จัดเก็บ และส่งเอกสารในรูปแบบดิจิทัลเป็นหลัก Paperless Office คือระบบแบบไหน? Paperless Office คือสำนักงานที่ออกแบบให้ทำงานโดยไม่พึ่งพากระดาษ โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลจัดการเอกสารทั้งหมด เช่น Cloud Storage, ระบบจัดการเอกสาร (DMS) และซอฟต์แวร์ลงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ทำให้ Paperless Office ต่างจากสำนักงานทั่วไปคือทุกเอกสารสร้างและจัดเก็บบนระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่สแกนกระดาษแล้วเก็บไฟล์ ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้อง Go Paperless? ธุรกิจที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไร้กระดาษได้รับประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความเร็ว และลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ค่าใช้จ่ายด้านกระดาษไม่ได้มีแค่ค่ากระดาษ ยังรวมถึงค่าหมึกพิมพ์ ค่าเครื่องพิมพ์ ค่าตู้เก็บเอกสาร พื้นที่จัดเก็บ และค่าแรงพนักงานที่ต้องจัดการเอกสาร ธุรกิจ SME ที่มีเอกสารหมุนเวียน 500 แผ่นต่อเดือน อาจเสียค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 5,000 บาทต่อเดือนเมื่อรวมทุกส่วน การเปลี่ยนเป็นระบบไร้กระดาษช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ได้ 60-80% (ข้อมูลประมาณการ) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เอกสารดิจิทัลค้นหาได้ภายในวินาที เทียบกับการค้นหาเอกสารกระดาษที่อาจใช้เวลาหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง ทีมงานหลายคนเปิดดูเอกสารเดียวกันพร้อมกันได้ ส่งต่อเอกสารเพื่ออนุมัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเดินเอกสาร รักษ์โลก ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การลดการใช้กระดาษช่วยลดการตัดต้นไม้ ลดพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระดาษ และลดขยะจากเอกสารที่หมดอายุ หลายองค์กรใช้แนวคิดไร้กระดาษเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและการเข้าถึงที่ดีขึ้น เอกสารดิจิทัลตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงได้ เช่น ให้เฉพาะฝ่ายบัญชีเปิดดูเอกสารการเงิน ป้องกันข้อมูลรั่วไหลได้ดีกว่ากระดาษที่ใครก็หยิบอ่านได้ เอกสารดิจิทัลยังสำรองข้อมูลได้อัตโนมัติ ไม่เสี่ยงสูญหายจากไฟไหม้หรือน้ำท่วม Paperless กับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้คำว่า “Paperless” กับ “เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” สลับกัน แต่จริงๆ แล้วมีความต่างที่สำคัญ Paperless เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ความหมาย แนวคิดการลดกระดาษทั้งระบบ เอกสารที่สร้างหรือจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ขอบเขต ครอบคลุมวิธีทำงานทั้งองค์กร เฉพาะตัวเอกสาร ตัวอย่าง สำนักงานที่ไม่ใช้กระดาษเลย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายรองรับ เป็นแนวคิด ไม่มีกฎหมายเฉพาะ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับตามกฎหมาย เอกสารอิเล็กทรอนิกส์คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ Paperless เกิดขึ้นได้จริง ตามกฎหมายไทย พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้เทียบเท่าเอกสารกระดาษ (ข้อมูลจาก ETDA) ขั้นตอนทำ Paperless สำหรับ SME SME เปลี่ยนสู่ระบบไร้กระดาษได้ใน 5 ขั้นตอน ตั้งแต่ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม วาง Workflow ดิจิทัล แปลงเอกสารเก่า ไปจนถึงวัดผลและปรับปรุง ไม่จำเป็นต้องทำทีเดียวทั้งหมด เริ่มจากจุดที่ส่งผลต่อการทำงานมากที่สุดก่อน ขั้นที่ 1 ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เริ่มจากสำรวจว่าธุรกิจใช้เอกสารกระดาษอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร และส่วนไหนเสียเวลามากที่สุด สิ่งที่ต้องทำ: ขั้นที่ 2 เลือกเครื่องมือและระบบจัดการเอกสาร ระบบจัดการเอกสาร (Document Management System หรือ DMS) คือหัวใจของ Paperless เลือกระบบที่ตอบโจทย์ธุรกิจคุณ สิ่งที่ควรพิจารณา: ขั้นที่ 3 วาง Workflow ดิจิทัลและฝึกอบรมทีม กำหนดขั้นตอนการทำงานใหม่ที่ไม่ใช้กระดาษ เช่น เมื่อรับออเดอร์จากลูกค้า ให้สร้างใบแจ้งหนี้บนระบบ ส่งอีเมลให้ลูกค้า ระบบจัดเก็บสำเนาให้อัตโนมัติ ฝึกอบรมทีมงานให้คุ้นเคยกับเครื่องมือใหม่ เริ่มจากแผนกที่ใช้เอกสารมากที่สุดก่อน เช่น ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 4 สแกนและแปลงเอกสารเก่าเป็นดิจิทัล เอกสารเก่าที่ยังต้องเก็บตามกฎหมาย ให้สแกนเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้วจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ตั้งชื่อไฟล์ให้ค้นหาง่าย เช่น “invoice_บริษัทก_202608” และจัดแยกโฟลเดอร์ตามประเภทและปี ขั้นที่ 5 วัดผลและปรับปรุงต่อเนื่อง หลังเริ่มใช้ Paperless แล้ว ให้วัดผลทุก 3 เดือน ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม: Paperless กับงานบัญชีและภาษี งานบัญชีคือส่วนที่ได้ประโยชน์จากระบบไร้กระดาษมากที่สุด เพราะต้องจัดการเอกสารจำนวนมากทุกเดือน ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบสำคัญจ่าย ไปจนถึงงบการเงิน ปัจจุบันกรมสรรพากรรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลได้ตามกฎหมาย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กรมสรรพากรรองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าใบกำกับภาษีกระดาษ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ธุรกิจที่ใช้ e-Tax Invoice ไม่ต้องพิมพ์ ไม่ต้องส่งไปรษณีย์ ลดทั้งต้นทุนและเวลา ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากใบกำกับภาษี เอกสารอื่นอย่างใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล ก็เปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด ระบบบัญชีออนไลน์สร้างเอกสารเหล่านี้ได้อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลหรือลิงก์ พร้อมจัดเก็บสำเนาดิจิทัลไว้ให้ ไม่ต้องพิมพ์ออกมา PEAK ช่วยให้ธุรกิจ Go Paperless ด้านบัญชีได้อย่างไร PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำงานบน Cloud ทั้งหมด ออกเอกสารบัญชีดิจิทัลได้ครบตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึง e-Tax Invoice ตามข้อกำหนดกรมสรรพากร ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลได้ทันที ไม่ต้องพิมพ์ออกมาอีก ROI ของ Paperless ประหยัดได้จริงเท่าไร? ตัวอย่างการคำนวณ ROI สำหรับ SME ที่ใช้เอกสาร 500 แผ่นต่อเดือน (ชื่อสมมุติ บริษัท ก จำกัด): รายการ ก่อน Paperless (บาท/เดือน) หลัง Paperless (บาท/เดือน) กระดาษ + หมึกพิมพ์ 2,000 200 ค่าบำรุงเครื่องพิมพ์ 500 100 ค่าพื้นที่จัดเก็บ 1,500 0 ค่าส่งเอกสาร (ไปรษณีย์/แมสเซนเจอร์) 1,500 0 ค่าระบบ Cloud/ซอฟต์แวร์ 0 1,500 รวม 5,500 1,800 ประหยัดได้ประมาณ 3,700 บาทต่อเดือน หรือ 44,400 บาทต่อปี ยังไม่รวมเวลาที่ทีมงานประหยัดจากการค้นหาและจัดเก็บเอกสาร SME ไทยที่เริ่ม Paperless แล้ว ทำอะไรบ้าง ธุรกิจ SME หลายประเภทในไทยเริ่มลดกระดาษได้จริงแล้ว โดยไม่ต้องรอเป็นองค์กรใหญ่ก่อน ร้านขายส่งวัสดุก่อสร้าง ที่ออกใบแจ้งหนี้วันละหลายสิบใบ เปลี่ยนมาออกเอกสารผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ส่งให้ลูกค้าทาง LINE หรืออีเมล ลดเวลาพิมพ์และจัดส่ง ลูกค้าได้เอกสารเร็วขึ้น ฝ่ายบัญชีตรวจสอบย้อนหลังง่าย สำนักงานบัญชี ที่ให้บริการลูกค้าหลายรายเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีออนไลน์ ให้ลูกค้าอัปโหลดเอกสารเข้าระบบแทนการส่งกระดาษ ลดการสูญหายของเอกสาร เร่งการปิดงบ และทำงานร่วมกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ร้านค้าออนไลน์ ที่มียอดขายต่อเดือนหลายร้อยรายการ ใช้ระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลทันทีหลังชำระเงิน ลดงานพิมพ์และจัดส่งเอกสาร ความท้าทายและข้อควรระวังในการทำ Paperless แม้ระบบไร้กระดาษจะมีข้อดีมาก แต่การเปลี่ยนผ่านก็มีสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ ทีมงานไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่ — คนที่ทำงานกับกระดาษมานานอาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลง วิธีแก้คือเริ่มจากแผนกที่พร้อมที่สุดก่อน ให้เห็นผลลัพธ์แล้วค่อยขยายไปแผนกอื่น ต้นทุนเริ่มต้น — ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสแกนเนอร์ ค่าฝึกอบรม อาจเป็นค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องลงทุน แต่จะคุ้มทุนภายใน 6-12 เดือนจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง ความปลอดภัยของข้อมูล — เอกสารดิจิทัลต้องมีระบบสำรองข้อมูลและป้องกันการเข้าถึงที่ดี เลือกระบบที่มีการเข้ารหัสข้อมูลและสำรองข้อมูลอัตโนมัติ เอกสารบางอย่างยังต้องเป็นกระดาษ — เอกสารบางประเภทยังกำหนดให้ใช้กระดาษตามกฎหมาย ตรวจสอบข้อกำหนดของเอกสารแต่ละประเภทก่อนเปลี่ยนเป็นดิจิทัล สรุป: เริ่ม Paperless ไม่ยากอย่างที่คิด การทำธุรกิจไร้กระดาษไม่ใช่เรื่องขององค์กรใหญ่เท่านั้น SME ก็เริ่มได้ทันที สิ่งสำคัญคือเริ่มจากจุดที่เจ็บที่สุดก่อน เช่น เอกสารบัญชีที่หมุนเวียนทุกเดือน แล้วค่อยๆ ขยายไปส่วนอื่น สิ่งที่ควรลงมือทำตอนนี้: เริ่ม Paperless กับ PEAK วันนี้ ถ้าอยากลองเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลก่อนเป็นอันดับแรก PEAK ช่วยให้เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งองค์กรพร้อมกัน ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Paperless ธุรกิจขนาดเล็กทำ Paperless ได้ไหม? ได้ และอาจทำได้ง่ายกว่าองค์กรใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะมีเอกสารน้อยกว่า ทีมงานน้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงจึงเร็วกว่า เริ่มจากเปลี่ยนใบเสร็จและใบแจ้งหนี้เป็นดิจิทัลก่อน แค่นี้ก็เห็นผลแล้ว Paperless กับ EDI ต่างกันอย่างไร? EDI (Electronic Data Interchange) คือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจระหว่างองค์กรในรูปแบบมาตรฐาน มักใช้ในอุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออกและโลจิสติกส์ ส่วน Paperless เป็นแนวคิดกว้างกว่า ครอบคลุมการลดกระดาษทุกรูปแบบในองค์กร EDI จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Paperless แต่ Paperless ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EDI เริ่มทำ Paperless ต้องลงทุนเท่าไร? ต้นทุนขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและเครื่องมือที่เลือก SME ขนาดเล็กอาจเริ่มจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีแพ็กเกจเริ่มต้นหลักร้อยบาทต่อเดือน บวกค่าสแกนเนอร์สำหรับเอกสารเก่าประมาณ 3,000-5,000 บาท รวมแล้วลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 10,000 บาท และคุ้มทุนภายใน 3-6 เดือน กฎหมายไทยรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษหรือไม่? รองรับ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนดให้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ รวมถึง e-Tax Invoice ที่กรมสรรพากรรองรับ และลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ลงนามในสัญญาและเอกสารทางธุรกิจได้ (ข้อมูลจาก ETDA) Paperless ช่วยเรื่องภาษีได้อย่างไร? ระบบไร้กระดาษที่เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้จัดเก็บเอกสารสำหรับยื่นภาษีได้ครบถ้วนและค้นหาง่าย ลดความเสี่ยงที่จะหาใบกำกับภาษีไม่เจอเมื่อถูกตรวจสอบ และช่วยให้ปิดงบได้เร็วขึ้นเพราะเอกสารครบอยู่ในระบบเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปสาระสำคัญที่ต้องรู้

ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว ต้องจด VAT แต่ยังไม่รู้ว่าใบกำกับภาษีต้องมีอะไรบ้าง ออกตอนไหน และต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ปัญหาเหล่านี้เจอบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ VAT ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ อะไร ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงว่าได้เก็บ VAT 7% ไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86 ผู้ที่ยังไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด สำหรับผู้ขาย ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานว่าเก็บ VAT จากลูกค้าไว้เท่าไร สำหรับผู้ซื้อที่จด VAT เช่นกัน คือ หลักฐานสำคัญที่ใช้ขอหักภาษีซื้อคืนได้ ถ้าไม่มีเอกสารฉบับนี้ ต่อให้จ่ายเงินซื้อสินค้าจริง ก็นำ VAT ไปหักไม่ได้ ผู้ที่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี คือ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้วเท่านั้น โดยธุรกิจที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT ภายใน 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหน้าร้าน ร้านออนไลน์ หรือฟรีแลนซ์ ส่วนธุรกิจที่ยอดขายยังไม่ถึงก็เลือกจดแบบสมัครใจได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษีเต็มรูปที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี คำว่า “ใบกำกับภาษี” และข้อมูลผู้ขาย-ผู้ซื้อ เอกสารต้องมีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่เห็นชัด พร้อมระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ถ้าออกรวมกับเอกสารอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ต้องระบุคำว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ด้วย นอกจากนี้ต้องระบุเลขลำดับของใบกำกับภาษี และวัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร เพื่อป้องกันการออกซ้ำและใช้ตรวจสอบย้อนหลัง รายละเอียดสินค้าและภาษี ระบุชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการแยกทีละรายการ พร้อมแสดงจำนวน VAT 7% แยกออกจากมูลค่าสินค้าให้เห็นชัด จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บค่าบริการจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี รายได้จากการให้บริการ 1 10,000 0 7% 10,000 มูลค่าก่อนภาษี 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 700 บาท รวมทั้งสิ้น 10,700 บาท ลายเซ็นและการอนุมัติ กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีลายเซ็นในใบกำกับภาษี แต่ในทางปฏิบัติการลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับลูกค้าองค์กรที่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติภายใน ใบกำกับภาษีมีกี่ประเภท ใบกำกับภาษีมี 2 แบบหลัก ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใช้กับการค้าทั่วไป ต้องมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/4 รวมถึงชื่อและเลขผู้เสียภาษีของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ แยกแสดง VAT ให้เห็นชัด ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อได้ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ออกได้เฉพาะกิจการค้าปลีกหรือบริการรายย่อยที่ขายให้คนจำนวนมาก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ตามมาตรา 86/6 ไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ แสดงราคารวม VAT ในตัวเลขเดียว ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) ใช้เมื่อต้องเพิ่มยอด VAT จากที่ออกไปแล้ว และ ใบลดหนี้ (Credit Note) ใช้เมื่อต้องลดยอด VAT เช่น กรณีรับคืนสินค้าหรือให้ส่วนลดเพิ่มเติม ใบกำกับภาษีต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ใบกำกับภาษีตอบว่า “มี VAT เท่าไรในรายการนี้” ส่วนใบเสร็จรับเงินตอบว่า “ได้รับเงินแล้วหรือยัง” สองอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกัน เปรียบเทียบ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ออกได้เมื่อไร เฉพาะกิจการจด VAT ทุกกิจการ แสดง VAT ต้องแยกแสดง 7% ไม่ต้อง ผู้ซื้อหัก VAT ได้ไหม ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ไม่ได้ ออกเมื่อไร ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี เมื่อได้รับเงิน ในทางปฏิบัติ กิจการที่จด VAT มักออกเป็น “ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี” รวมในเอกสารเดียว กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ตราบใดที่มีรายการครบทั้งสองแบบ วิธีออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง กฎหมายกำหนดให้ออกใบกำกับภาษี ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ วันที่ส่งมอบสินค้า หรือวันที่ได้รับชำระเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดขึ้นก่อน ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ให้บริการออกแบบเสร็จและส่งมอบงานวันนี้ แต่ลูกค้าจะโอนเงินอีก 7 วัน ต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่วันที่ส่งมอบงาน ไม่ต้องรอให้ได้รับเงินก่อน ในทางกลับกัน ถ้าลูกค้าโอนมัดจำมาก่อนเริ่มงาน ต้องออกตั้งแต่วันที่ได้รับเงินมัดจำ หลังจด VAT แล้ว กิจการมีหน้าที่ 4 อย่าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างที่เกิดบ่อย: ร้านค้าออนไลน์ขายสินค้าให้บริษัทลูกค้าแต่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ (สลิป POS) ทำให้ลูกค้าใช้เป็นหลักฐานทางภาษีไม่ได้ ต้องออกเป็นแบบเต็มรูปแทน สรุป ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่กิจการจด VAT ต้องออกทุกครั้งที่ขาย ระบุข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 แยก VAT 7% ให้ชัดเจน ออก ณ วันที่ส่งมอบหรือรับเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดก่อน เก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี จัดการใบกำกับภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบกำกับภาษีได้ในไม่กี่คลิก คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบกำกับภาษีเต็มรูปและระบบ e-Tax Invoice ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษี ขอใบกำกับภาษีไปทำไม ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาซื้อของทั่วไป ใบกำกับภาษีอาจไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่จด VAT การขอทุกครั้งที่ซื้อของเข้าร้านช่วยนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ ลดยอดภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน บุคคลธรรมดาขอใบกำกับภาษีได้ไหม ได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สามารถขอจากร้านค้าที่จด VAT ได้ทุกครั้ง เพียงแจ้งชื่อและที่อยู่ให้ผู้ขายก่อนออกเอกสาร ใบกำกับภาษีหาย ทำอย่างไร ขอสำเนาหรือใบแทนจากผู้ขายเดิมได้ โดยผู้ขายจะออกเอกสารระบุว่าเป็น “ใบแทน” พร้อมอ้างอิงเลขที่ฉบับเดิม เพื่อให้นำไปใช้ทางภาษีได้เหมือนต้นฉบับ Tax Invoice คือ อะไร ภาษาไทยเรียกว่าอะไร Tax Invoice คือ ชื่อภาษาอังกฤษของใบกำกับภาษี เนื้อหาต้องเป็นภาษาไทยและหน่วยเงินบาท ถ้าต้องการออกเป็นภาษาต่างประเทศทั้งใบต้องขออนุมัติจากสรรพากร หลายบริษัทเลือกทำสองภาษาในใบเดียวแทน ใบกำกับภาษี ต้องออกภายในกี่วัน ต้องออก ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ไม่มีเวลาผ่อนผัน สำหรับการขายสินค้า คือ วันที่ส่งมอบ สำหรับการให้บริการ คือ วันที่ได้รับชำระเงิน หรือวันที่ใช้บริการ แล้วแต่อย่างไหนเกิดก่อน แบบฟอร์มใบกำกับภาษี มีให้ดาวน์โหลดไหม กฎหมายไม่ได้บังคับรูปแบบตายตัว เพียงกำหนดว่าต้องมีรายการครบตามมาตรา 86/4 ธุรกิจจึงออกแบบฟอร์มเองได้ หรือใช้แบบฟอร์มจากโปรแกรมบัญชีที่จัดรายการให้ครบอัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ครบทุกเรื่องที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ขายสินค้าแล้วลูกค้าขอใบเสร็จ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ต่างจากบิลเงินสดและใบกำกับภาษีอย่างไร แล้วต้องเก็บไว้กี่ปี ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารทางกฎหมายที่ผู้ขายต้องออกให้ผู้ซื้อทันทีที่ได้รับเงิน ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 105 เป็นเอกสารลำดับสุดท้ายในวงจรการขาย ออกหลังจากใบแจ้งหนี้เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้ว ฝั่งผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานเบิกค่าใช้จ่ายและยืนยันกับสรรพากรว่าจ่ายเงินจริง ฝั่งผู้ขายใช้บันทึกรายรับและป้องกันข้อพิพาทเรื่องการชำระเงิน กฎหมายกำหนดให้ออกใบเสร็จเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการต้องออกใบเสร็จรับเงินทันทีทุกครั้งที่รับเงินตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ไม่ว่าผู้ซื้อจะขอหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่ออก มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ตามมาตรา 127 ทวิ และอาจถูกตรวจสอบรายได้ย้อนหลัง ข้อยกเว้น: กิจการที่จด VAT และออกใบกำกับภาษีที่ระบุว่า “ชำระราคาแล้ว” กฎหมายให้ถือว่าใบกำกับภาษีนั้นทำหน้าที่แทนใบเสร็จรับเงินได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้ ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก นิติบุคคลใช้เลขผู้เสียภาษี พร้อมระบุว่าเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขา นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสารและวันที่ออกให้ชัดเจน วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงานให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุวิธีชำระเงิน เช่น โอนผ่านธนาคาร หรือเช็ค ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ใบเสร็จรับเงินมีกี่ประเภท ใบเสร็จรับเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามรูปแบบและการใช้งาน ใบเสร็จรับเงินเต็มรูปแบบ มีรายละเอียดครบทั้งข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายและยื่นภาษีได้ เหมาะกับธุรกิจ B2B และลูกค้าที่ต้องเบิกค่าใช้จ่าย ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ รวมกับใบกำกับภาษีในเอกสารเดียว แต่ไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ พบเห็นมากในรูปแบบสลิปจากเครื่อง POS ตามร้านค้าปลีกที่จด VAT จุดสังเกตคือมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” บนเอกสาร มีเลข VAT ของร้าน และระบุว่า “รวม VAT แล้ว” แต่ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ข้อจำกัดคือลูกค้าไม่สามารถนำไปขอคืน VAT ได้ ถ้าต้องการใช้สิทธิ VAT ต้องขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ บิลเงินสดต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร บิลเงินสด (Cash Bill) คือเอกสารยืนยันการรับเงินที่มีรูปแบบง่ายกว่าใบเสร็จ มักเขียนด้วยมือ พบบ่อยในร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านที่ยังไม่จด VAT เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด ความเป็นทางการ เอกสารทางกฎหมาย ไม่เป็นทางการ ใช้ยื่นภาษีได้ ได้ (ถ้าข้อมูลครบ) ได้บางกรณี ใช้ขอคืน VAT ได้ (ถ้าเป็นแบบเต็ม) ไม่ได้ ถ้าทำธุรกิจจริงจัง ออกใบเสร็จรับเงินดีกว่าบิลเงินสดทุกกรณี วิธีออกใบเสร็จรับเงิน เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ กิจการขนาดเล็กที่ออกใบเสร็จเดือนละไม่กี่ใบ เริ่มจากเขียนมือหรือพิมพ์ใน Excel ก็เพียงพอ แต่ต้องระวังเรื่องข้อมูลไม่ครบและต้องคีย์ซ้ำเข้าระบบบัญชีทีหลัง กิจการที่ออกเอกสารบ่อยหรือมีลูกค้าหลายราย โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดงานซ้ำได้ เพราะข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ใบเสร็จรับเงินต่างจากใบกำกับภาษีอย่างไร ใบเสร็จรับเงินยืนยันว่า “รับเงินแล้ว” เท่านั้น ส่วนใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ยืนยันเพิ่มว่า “มีการเก็บ VAT ไปด้วย” เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ออกได้เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่รับเงิน ≥ 100 บาท เฉพาะกิจการที่จด VAT ต้องแสดง VAT ไหม ไม่ต้อง ต้องแสดง VAT 7% ทุกครั้ง ขอคืน VAT ได้ไหม ไม่ได้ ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ออกแค่ใบเสร็จก็พอ แต่เมื่อยอดขายถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT และเปลี่ยนมาออกใบกำกับภาษีแทน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสร็จรับเงิน หลายกิจการออกใบเสร็จแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบ ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: ออกใบเสร็จไม่ระบุเลขที่เอกสาร พอสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี หาเอกสารไม่เจอ ถูกมองว่าบันทึกบัญชีไม่สมบูรณ์ ต้องเก็บใบเสร็จรับเงินไว้กี่ปี ตามมาตรา 105 ทวิ ผู้ออกใบเสร็จต้องเก็บต้นขั้วหรือสำเนาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผู้ซื้อแม้กฎหมายไม่บังคับโดยตรง แต่ควรเก็บไว้ 5 ปีเช่นกัน เพื่อประกอบการตรวจสอบบัญชีหรือยื่นภาษีย้อนหลัง กิจการที่มีใบเสร็จมาก แนะนำให้สแกนเก็บใน Cloud เพิ่มจากเอกสารกระดาษ สรุป ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ออกทุกครั้งที่รับเงิน ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะเลขที่เอกสาร วันที่ รายการสินค้า และจำนวนเงิน เก็บรักษาไว้ 5 ปี และแยก VAT ให้ชัดเจนถ้าจดทะเบียนแล้ว ออกใบเสร็จรับเงินง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบเสร็จได้ในไม่กี่วินาที มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และ e-Tax Invoice & e-Receipt ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงิน ร้านค้าออนไลน์ต้องออกใบเสร็จรับเงินไหม ต้องออก เหมือนร้านหน้าร้าน ไม่ว่าจะรับเงินผ่านโอนเงิน บัตรเครดิต หรือ QR Code ก็ต้องออกทุกครั้ง ถ้าลูกค้าไม่ขอ ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินอยู่ไหม ต้องออกทุกกรณี ตามมาตรา 105 กำหนดว่าต้องออกทันทีทุกคราวที่รับเงิน การอ้างว่าลูกค้าไม่ขอ ไม่ใช่เหตุยกเว้นตามกฎหมาย ใบเสร็จรับเงิน ออกย้อนหลังได้ไหม ออกได้ แต่วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ ควรเก็บสลิปโอนเงินไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ออกผิดต้องทำอย่างไร ขีดฆ่าใบเสร็จเดิม เขียน “ยกเลิก” พร้อมลงลายเซ็น เก็บต้นฉบับไว้อย่าทำลาย จากนั้นออกเลขที่ใหม่ที่ข้อมูลถูกต้อง แล้วเก็บทั้ง 2 ฉบับไว้ด้วยกัน ใบเสร็จรับเงิน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร Receipt หรือ Payment Receipt ต่างจาก Invoice (ใบแจ้งหนี้) ที่ออกก่อนการชำระเงินเพื่อแจ้งยอดที่ต้องจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ส่งของแล้วแต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน ออกใบแจ้งหนี้ก็ข้อมูลไม่ครบ ลูกค้าเลื่อนวันชำระ กระทบ Cash Flow ของบริษัท ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะหลายกิจการยังไม่เข้าใจว่าใบแจ้งหนี้ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง และต่างจากใบวางบิลกับใบเสร็จรับเงินอย่างไร ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อหลังจากส่งมอบสินค้าหรือบริการเสร็จ เพื่อเรียกเก็บเงินตามจำนวนและกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ ใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ในทางปฏิบัติหัวเอกสารมักเขียนว่า “ใบแจ้งหนี้ / Invoice” ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทั้งฝ่ายบัญชีไทยและคู่ค้าต่างชาติเข้าใจตรงกัน ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงาน 10 ตัว ราคาตัวละ 3,200 บาท ให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ตกลงเครดิต 7 วัน บริษัทก็ต้องออกใบแจ้งหนี้ทันทีที่ส่งของ ระบุว่าต้องชำระภายในวันที่เท่าไร ผู้ซื้อจึงจะรู้ว่าต้องโอนเงินวันไหน และบริษัทก็มีเอกสารไว้ทวงถามได้หากลูกค้าจ่ายช้า ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ ใบแจ้งหนี้ไม่ได้เป็นแค่กระดาษแจ้งหนี้ แต่มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ 3 ด้าน หลักฐานทางการเงิน — ยืนยันว่ามีการส่งมอบสินค้าหรือบริการแล้ว ใช้อ้างอิงได้ทันทีหากเกิดข้อพิพาทกับลูกค้า และเป็นเอกสารประกอบการลงบัญชีลูกหนี้ที่ถูกต้อง การวางแผนการเงิน — ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าจะมีเงินเข้ามาในช่วงเวลาใดจากเครดิตเทอมที่ระบุไว้ ทำให้วางแผน Cash Flow ได้แม่นยำ ความน่าเชื่อถือ — เอกสารที่มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วน ช่วยลดปัญหาการโต้แย้งและทำให้ลูกค้าชำระเงินได้รวดเร็วขึ้น องค์ประกอบและตัวอย่างใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้อง ใบแจ้งหนี้ที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ลูกค้าอ่านจบแล้วรู้ทันทีว่าต้องจ่ายเท่าไร เมื่อไร ผ่านช่องทางไหน ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก เครดิตเทอม และวันครบกำหนดชำระ (Due Date) จากตัวอย่าง ผู้ขายคือ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกใบแจ้งหนี้ให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เครดิต 7 วัน อ้างอิงจากใบเสนอราคาที่ลูกค้าตอบรับ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุยอดหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) และช่องทางชำระเงิน เช่น เลขบัญชีธนาคาร ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบยอดหนี้และกำหนดชำระแล้ว ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ทั้งสามใบเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย แต่ออกคนละช่วงเวลาและมีหน้าที่ต่างกัน ใบวางบิล คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) คือเอกสารที่รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่งมาแสดงยอดรวม เพื่อให้ฝ่ายการเงินของผู้ซื้อเตรียมจ่ายได้ถูกต้องตามรอบ เปรียบเหมือนใบปะหน้าที่สรุปว่าทั้งเดือนมีหนี้อะไรบ้าง ใบวางบิลไม่ใช่เอกสารบันทึกบัญชีและไม่ใช้ยื่นภาษีได้โดยตรง ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คือเอกสารที่ออกหลังจากได้รับเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว เพื่อยืนยันว่าชำระครบถ้วน ต่างจากใบแจ้งหนี้ตรงที่ออกหลังรับเงิน ไม่ใช่ก่อน ตารางเปรียบเทียบ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ใบวางบิล (Billing Note) ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อไร ทันทีที่ส่งสินค้า/บริการเสร็จ รวบรวมใบแจ้งหนี้มานัดชำระตามรอบ หลังจากรับเงินจากลูกค้าแล้ว หน้าที่ แจ้งยอดค้างชำระรายครั้ง สรุปยอดรวม กำหนดวันชำระ ยืนยันการรับชำระเงินครบถ้วน ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ได้ (ถ้าออกพร้อมใบกำกับภาษี) ไม่ได้ ได้ (ถ้าออกพร้อมใบกำกับภาษี) บันทึกบัญชี ตั้งลูกหนี้ทันทีที่ออก ไม่บันทึก บันทึกรับเงินสด/ตัดลูกหนี้ เอกสารใดต้องออกก่อนกัน ต้องออกตามลำดับเสมอ ข้ามขั้นตอนไม่ได้ เริ่มจากส่งสินค้าเสร็จ → ออกใบแจ้งหนี้ → ครบรอบเครดิต → ออกใบวางบิลสรุป → ลูกค้าชำระเงิน → ออกใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ต้องออกก่อนเสมอ เพราะต้องมีการตั้งยอดหนี้รายครั้งก่อน จึงจะออกใบวางบิลรวบรวมได้ ประเภทของใบแจ้งหนี้ที่ควรรู้ นอกจากใบแจ้งหนี้ทั่วไป ยังมีประเภทพิเศษที่ใช้ในบริบทต่างกัน Tax Invoice (ใบกำกับภาษี) คืออะไร Tax Invoice คือใบแจ้งหนี้ที่ออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT เท่านั้น ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย และระบุ VAT 7% แยกชัดเจน ผู้ซื้อจึงจะนำ VAT ไปขอหักภาษีซื้อได้ ตามกฎหมาย ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT และออก Tax Invoice ทุกครั้งที่ขาย Proforma Invoice คืออะไร Proforma Invoice คือใบแจ้งราคาเบื้องต้นก่อนการส่งมอบสินค้าจริง ใช้บอกลูกค้าว่าจะต้องจ่ายเท่าไร เพื่อให้ยืนยันคำสั่งซื้อหรือขอ L/C (Letter of Credit) จากธนาคาร ไม่ใช่เอกสารแจ้งหนี้จริง จึงยังไม่ต้องบันทึกบัญชี ใช้บ่อยในธุรกิจส่งออก Commercial Invoice คืออะไร Commercial Invoice คือใบแจ้งหนี้ที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ ต้องแนบไปกับสินค้าเพื่อผ่านพิธีการศุลกากร ระบุรายละเอียดสินค้า ได้แก่ ประเทศต้นทาง สกุลเงิน น้ำหนัก และเงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms) เช่น FOB, CIF ต่างจากใบแจ้งหนี้ทั่วไปตรงที่ต้องเป็นภาษาอังกฤษ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบแจ้งหนี้ ต้องเก็บใบแจ้งหนี้ไว้กี่ปี ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรมสรรพากร มาตรา 87/3) ต้องเก็บเอกสารประกอบรายงานภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบภาษี ดังนั้นควรเก็บใบแจ้งหนี้ทั้งหมดไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้งแบบกระดาษและไฟล์ดิจิทัล เพื่อรองรับกรณีสรรพากรตรวจสอบ ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กรณีเฉพาะแนะนำปรึกษานักบัญชีหรือกรมสรรพากร สรุป ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อหลังส่งมอบงาน เพื่อแจ้งยอดและกำหนดวันชำระ ต่างจากใบวางบิลที่ใช้สรุปยอดรวมตามรอบ และใบเสร็จรับเงินที่ออกหลังรับเงินแล้ว ทั้งสามใบต้องออกตามลำดับ ข้อมูลที่ต้องมีครบคือ เลขที่เอกสาร วันที่ ข้อมูลทั้งสองฝ่าย รายการสินค้า ยอดเงิน และ Due Date เก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี ออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำซ้ำ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบแจ้งหนี้ได้ในไม่กี่คลิก ระบบบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ติดตามสถานะการชำระเงินแบบ real-time และส่งอีเมลใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าได้โดยตรง รองรับทั้งใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ ใบแจ้งหนี้ กับ ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ใบแจ้งหนี้ออกก่อนรับเงิน เพื่อแจ้งยอดที่ต้องชำระ ส่วนใบเสร็จรับเงินออกหลังรับเงินแล้ว เพื่อยืนยันว่าชำระครบถ้วน ลำดับคือ ใบแจ้งหนี้ → ลูกค้าชำระ → ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ กับ ใบกำกับภาษี เหมือนกันไหม ไม่เหมือนกัน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คือเอกสารแจ้งหนี้ทั่วไป ใครก็ออกได้ แต่ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จด VAT เท่านั้น ธุรกิจที่จด VAT มักออกทั้งสองใบรวมกันในเอกสารชุดเดียว ออกใบแจ้งหนี้ล่าช้าได้ไหม ออกช้าได้ แต่ไม่ควร เพราะใบแจ้งหนี้เป็นจุดเริ่มนับ Credit Term ถ้าส่งของวันที่ 1 แต่ออกใบแจ้งหนี้วันที่ 15 ลูกค้าจะนับเครดิต 30 วัน จากวันที่ 15 แทน เท่ากับเสียเวลารอเงิน 2 สัปดาห์ฟรี วิธีแก้คือตั้งระบบออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกส่งของ Invoice แปลว่าอะไร ภาษาไทยเรียกว่าอะไร Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้ หรือใบเรียกเก็บเงิน ในภาษาไทยอาจเรียกว่า “ใบแจ้งหนี้” หรือ “อินวอยซ์” ก็ได้ ส่วนใบวางบิลภาษาอังกฤษเรียกว่า Billing Note หรือ Statement บางบริษัทใช้คำว่า Sales Invoice สำหรับกรณีขายปลีกที่จ่ายทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก