ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

Performance คืออะไร ตัวชี้วัดที่คู่ค้าและนักลงทุนใช้ประเมินธุรกิจ

วลาคู่ค้ารายใหม่ขอดูตัวเลขก่อนเซ็นสัญญา หรือนักลงทุนนัดประชุมแล้วถามถึงผลประกอบการ ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะคำว่า Performance ในโลกธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานได้ดีหรือไม่ดี แต่อาจหมายถึงตัวเลขทางการเงินในธุรกิจของคุณแข็งแรงแค่ไหน โดยในบทความนี้ จะสรุปนิยาม Performance ในมุมผลประกอบการ พร้อมตัวชี้วัดที่ SME ควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงเวลาเจรจากับคู่ค้าหรือนักลงทุน Performance คืออะไร Performance ในบริบทธุรกิจ หมายถึง ผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการ (Financial Performance) ซึ่งวัดได้จากตัวเลขทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่าธุรกิจดำเนินงานได้ดีแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด Performance ในบริบทธุรกิจ กับความหมายทั่วไป ต่างกันอย่างไร คำว่า Performance มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท ในด้าน HR หมายถึงผลงานของพนักงาน ในด้าน IT หมายถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่เมื่อใช้ในบริบทบัญชีและการเงิน Performance หมายถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด อ่านได้จากงบการเงินของบริษัท บทความนี้เจาะเฉพาะ Performance ในมุมตัวชี้วัดผลประกอบการที่ stakeholder ใช้ประเมินธุรกิจก่อนร่วมงาน ทำไม Performance ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ หาคู่ค้ารายใหม่ หรือเปิดรับนักลงทุน ล้วนต้องแสดงตัวเลขผลประกอบการ ให้ธุรกิจของตนดูน่าเชื่อถือ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ว่าธุรกิจของคุณน่าร่วมงานด้วยหรือไม่ ยิ่ง Performance ชัดเจนเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็สูงขึ้นเท่านั้น คู่ค้า B2B ประเมินอะไรก่อนร่วมงาน คู่ค้า B2B มักประเมิน 3 เรื่องหลักก่อนตกลงทำธุรกิจด้วย นักลงทุนดูตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจ คู่ค้าอาจจะดูเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก แต่กับนักลงทุน มักต้องการข้อมูลมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อาทิ ตัวชี้วัดผลประกอบการที่ SME ต้องรู้ ตัวชี้วัดผลประกอบการ หรือ Financial Performance Metrics แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามหลักการบัญชี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้อัตราส่วนเหล่านี้วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเช่นกัน SME สามารถนำมาใช้ประเมินธุรกิจตัวเองได้ กลุ่มตัวชี้วัด ตัวอย่างอัตราส่วน บอกอะไร กำไร (Profitability) Gross Margin, Net Profit Margin สินค้าหรือบริการทำกำไรได้แค่ไหน สภาพคล่อง (Liquidity) Current Ratio, Quick Ratio จ่ายหนี้ระยะสั้นได้ทันหรือไม่ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ROA, ROE, Asset Turnover ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าแค่ไหน หนี้สิน (Leverage) D/E Ratio พึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใด การอ่านตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ วิธีติดตามผลประกอบการอย่างเป็นระบบ การรู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไรเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ SME ที่ต้องการติดตาม Performance อย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยบันทึกรายการและสรุปรายงานการเงินให้อัตโนมัติ และ PEAK Board แสดง Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที สรุป ตัวเลข Performance คือภาษาที่ธุรกิจใช้สร้างความน่าเชื่อถือ Performance ไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่เข้าใจตัวชี้วัดผลประกอบการและติดตามตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามา ก็พร้อมเจรจาได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือเริ่มจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพราะตัวเลขที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน จัดการผลประกอบการให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมสรุป Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ผ่าน PEAK Board – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Performance ผลประกอบการ ดูผลประกอบการของบริษัทอื่นได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบงบการเงินของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยค้นหาจากชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลที่แสดงจะเป็นงบการเงินที่บริษัทยื่นประจำปี ผลประกอบการติดลบ หมายความว่าธุรกิจจะล้มหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป ผลประกอบการติดลบหมายถึงค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ในงวดนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนขยายกิจการหรือต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือแนวโน้มย้อนหลัง 3-4 ไตรมาส ถ้าติดลบต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้ SME ต้องรายงานผลประกอบการบ่อยแค่ไหน นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อ DBD ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 5 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี แต่สำหรับการบริหารจัดการภายใน แนะนำให้ติดตามตัวเลขทุกเดือนหรืออย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้ปรับแผนได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

NPV คืออะไร สูตรคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ฉบับ SME

SME ที่กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องจักร จะเปิดสาขาเพิ่ม หรือลงทุนขยายกิจการดีหรือไม่ อาจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่มีตัวเลขคอยบอก แต่จริงๆ แล้วผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ NPV (Net Present Value) หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ที่จะช่วยตอบคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่จะตัดสินใจ โดยบทความนี้ จะพาคุณมาคำนวณด้วยตัวเลขจริง พร้อมเชื่อมโยงผลกระทบทางภาษีที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม NPV (Net Present Value) คืออะไร NPV หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ คือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยนำกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน แล้วหักด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือนี้ตอบคำถามว่า ถ้าลงทุนเงินก้อนนี้วันนี้ เงินที่ได้คืนในอนาคตจะคุ้มกว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า โดยผลลัพธ์มีได้ 2 กรณี NPV มีหลักการคิดยังไง เพราะเงิน 100,000 บาทวันนี้ กับ 100,000 บาทอีก 3 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากัน เงินที่มีอยู่วันนี้ สามารถนำไปลงทุน หรือฝากธนาคาร ให้เกิดกำไรงอกเงย สร้างผลตอบแทนได้ แต่หากถือไว้เฉยๆ อาจมีมูลค่าลดลง ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อ หลักคิดนี้เรียกว่า Time Value of Money หรือ มูลค่าเงินตามเวลา NPV ใช้หลักการนี้ในการคำนวณ โดยนำเงินที่จะได้ในอนาคต มาเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไปในวันนี้ สูตร NPV และองค์ประกอบที่ต้องรู้ สูตรการคำนวณคือ นำกระแสเงินสดสุทธิ (Cash Flow) ของแต่ละปี มาหารด้วย (1 + อัตราคิดลด) ยกกำลังจำนวนปี แล้วรวมทุกปีเข้าด้วยกัน จากนั้นหักเงินลงทุนเริ่มต้นออก NPV = ( CF ปีที่ 1 / (1+r)^1 + CF ปีที่ 2 / (1+r)^2 + … + CF ปีที่ n / (1+r)^ n ) – เงินลงทุนเริ่มต้น ตัวแปร ความหมาย CF (Cash Flow) กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับในแต่ละปี r (Discount Rate) อัตราคิดลด คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่คุณคาดหวัง n จำนวนปีที่ใช้ประเมิน Discount Rate (อัตราคิดลด) สำหรับ SME ไทยใช้เท่าไรดี Discount Rate คือ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการคาดหวังจากการลงทุน ถ้าโครงการไหนให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่านี้ ก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน สำหรับ SME ไทย discount rate ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8-15% โดยขึ้นอยู่กับ ตัวอย่างคำนวณ NPV สำหรับ SME กรณีซื้อเครื่องจักรขยายกิจการ สมมุติ บริษัท กอไก่ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องฉีดพลาสติกใหม่ราคา 1,000,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิต โดยมีข้อมูลประมาณการ ดังนี้ ขั้นตอนคำนวณแบบ step-by-step ปีที่ กระแสเงินสด (บาท) ตัวหาร (1+0.10)^n มูลค่าปัจจุบัน (บาท) 0 -1,000,000 1.000 -1,000,000 1 300,000 1.100 272,727 2 300,000 1.210 247,934 3 300,000 1.331 225,394 4 300,000 1.464 204,904 5 300,000 1.611 186,276 รวม NPV   137,235 บาท คำนวณแล้ว ได้ผลลัพธ์ 137,235 บาท ซึ่งเป็นบวก หมายความว่า การซื้อเครื่องจักรนี้คุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการประมาณ 137,235 บาท เมื่อเทียบกับการเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทน 10% เปรียบเทียบ ก่อน vs หลัง ใช้ NPV ช่วยตัดสินใจ  ไม่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ วิธีคิด ลงทุน 1 ล้าน ได้คืนปีละ 3 แสน 5 ปีได้ 1.5 ล้าน กำไร 5 แสน ลงทุน 1 ล้าน เงินที่ได้คืนในอนาคตคิดเป็นมูลค่าวันนี้ได้ 1,137,235 บาท กำไรจริง 137,235 บาท ข้อดี คิดง่าย เข้าใจเร็ว สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง เปรียบเทียบทางเลือกได้ ข้อจำกัด ไม่คำนึงถึงค่าเงินที่เปลี่ยนตามเวลา อาจตัดสินใจผิด ต้องประมาณกระแสเงินสดและ discount rate ให้แม่นยำ หากไม่คำนวณด้วย NPV เจ้าของกิจการอาจคิดว่า การลงทุนนี้ จะได้กำไร 500,000 บาท แต่พอคิดมูลค่าเงินตามเวลาแล้ว กำไรจริงอยู่ที่ 137,235 บาท ตัวเลขต่างกันมาก ในบางกรณี การคิดด้วย NPV อาจทำให้กำไรบางลง จนไม่คุ้มค่าการลงทุนได้ด้วย NPV กับผลกระทบทางภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม การคำนวณ NPV ให้แม่นยำ ไม่ได้ดูแค่รายรับ-รายจ่าย แต่ต้องคำนึงถึงภาษีด้วย เพราะภาษีมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดสุทธิ ที่ต้องใช้คำนวณในสูตรเช่นกัน ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์กับกระแสเงินสดใน NPV เมื่อซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท เงินทั้งก้อนนั้นไม่ได้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีเดียว แต่ทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เครื่องจักรสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้สูงสุด 20% ต่อปี (อายุการใช้งาน 5 ปี) เพราะค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายจริง แต่ช่วยลดกำไรทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือ เงินสดจริงที่เพิ่มเข้ามาในกระแสเงินสด ตัวอย่าง ถ้าเครื่องจักรราคา 1,000,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาท และกิจการเสียภาษีนิติบุคคล 20% จะประหยัดภาษีได้ปีละ 200,000 x 20% = 40,000 บาท เงินจำนวนนี้ทำให้กระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลลัพธ์การคำนวณสูงขึ้นตามไปด้วย สิทธิประโยชน์ภาษี (BOI และมาตรการลดหย่อน) ที่เปลี่ยน NPV นอกจากค่าเสื่อมราคาปกติ ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี หรือหักค่าเสื่อมราคาเร่งได้ สิทธิเหล่านี้เพิ่มกระแสเงินสดหลังภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนจากติดลบเป็นบวกได้ ก่อนคำนวณ ลองเช็คว่าการลงทุนของคุณเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษีใดบ้าง เพราะอาจเปลี่ยนผลการตัดสินใจทั้งหมด NPV กับ IRR ต่างกันอย่างไร ใช้ตัวไหนดีกว่า ตัวแรกบอกว่า โครงการนี้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไร ในขณะที่ IRR (Internal Rate of Return) บอกว่า โครงการนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์  NPV IRR บอกอะไร มูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงิน อัตราผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ตัดสินใจ NPV มากกว่า 0 ควรลงทุน IRR มากกว่า discount rate ควรลงทุน จุดแข็ง เปรียบเทียบโครงการขนาดต่างกันได้ชัดเจน เข้าใจง่าย สื่อสารกับคนอื่นได้เร็ว ข้อจำกัด ต้องกำหนด discount rate ก่อน อาจให้ผลลัพธ์หลายค่าในบางกรณี สำหรับผู้ประกอบการ SME แนะนำใช้ตัวแรกเป็นเครื่องมือหลัก เพราะบอกเป็นจำนวนเงินชัดเจน แล้วใช้ IRR เป็นตัวเสริมสำหรับสื่อสารกับหุ้นส่วนหรือธนาคาร สรุป NPV ช่วย SME ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเลข ไม่ใช่แค่ความรู้สึก การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกกิจการ เครื่องมืออย่าง NPV ช่วยให้คุณเปรียบเทียบทางเลือกด้วยตัวเลขที่สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง ไม่ใช่แค่บวกลบรายรับ-รายจ่ายแบบหยาบ และสิ่งที่ทำให้การคำนวณแม่นยำยิ่งขึ้น คือการนำข้อมูลกระแสเงินสดจริงของกิจการมาใช้ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ยิ่งข้อมูลจริง ผลลัพธ์ยิ่งน่าเชื่อถือ ใช้ข้อมูลจริงจากระบบบัญชีมาคำนวณ NPV ได้ทันที ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และรายงานวิเคราะห์ธุรกิจจาก PEAK Board จะช่วยให้คุณดึงตัวเลขจริงมาใช้คำนวณได้ทันที ไม่ต้องรวบรวมเอกสารเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NPV (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) NPV ติดลบ แปลว่าห้ามลงทุนเลยหรือเปล่า ไม่เสมอไป ผลลัพธ์ติดลบหมายความว่า ผลตอบแทนทางการเงินไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ discount rate ที่กำหนด แต่บางโครงการมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่ตัวเลขจับไม่ได้ เช่น การลงทุนเพื่อรักษาลูกค้ารายใหญ่ หรือสร้างแบรนด์ในตลาดใหม่ ในกรณีนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว ผู้ประกอบการ SME คำนวณ NPV ด้วยตัวเองได้ไหม ได้ เพราะหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องมีข้อมูล 3 อย่าง คือ เงินลงทุนเริ่มต้น กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้แต่ละปี และ discount rate สิ่งสำคัญคือข้อมูลกระแสเงินสดต้องมาจากตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว การดึงตัวเลขมาใช้จะง่ายขึ้นมาก ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวอะไรกับ NPV ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกจริง แต่ช่วยลดกำไรสุทธิทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้น ผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ควรรวมผลประหยัดภาษีจากค่าเสื่อมราคาเข้าไปในการคำนวณด้วย เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ตั๋วสัญญาใช้เงิน คืออะไร เครื่องมือการเงิน B2B ที่ธุรกิจต้องรู้

การทำธุรกิจ B2B มักไม่ได้เงินสดในทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของลูกค้า ยิ่งลูกค้าสั่งสินค้าหรือใช้บริการเยอะ เจ้าของกิจการก็ต้องรับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงนี้ จึงเกิดเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับเจ้าของกิจการ SME และยังคุ้มครองด้วยกฎหมาย ในบทความนี้ คุณจะได้รู้จักกับตั๋วสัญญาใช้เงิน การใช้งานจริง เงื่อนไขภาษี ข้อกฎหมาย ตลอดจนความเสี่ยงที่ SME ต้องรู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) คือเอกสารที่ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับตามวันที่กำหนด โดยไม่มีเงื่อนไขแนบท้าย เอกสารนี้มีผลบังคับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 982 ถึง 1011 ที่หากไม่จ่ายตามกำหนด ผู้ถือตั๋วฟ้องร้องได้ทันที องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตั๋วสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตั๋วจะมีผลทางกฎหมายได้ ต้องมีรายการครบตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 983 รายการ ตัวอย่าง คำว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน ในตัวเอกสาร ระบุไว้ที่หัวเอกสาร คำมั่นว่าจะใช้เงินโดยไม่มีเงื่อนไข จ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท วันถึงกำหนดใช้เงิน 90 วันนับจากวันที่ออกตั๋ว สถานที่ใช้เงิน สำนักงานใหญ่ บริษัท ก จำกัด ชื่อผู้รับเงิน บริษัท ข จำกัด วันที่และสถานที่ออกตั๋ว 1 กันยายน – กรุงเทพฯ ลายเซ็นผู้ออกตั๋ว กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หากขาดรายการใดรายการหนึ่ง ตั๋วอาจไม่สมบูรณ์และใช้บังคับไม่ได้ ทำไม SME ถึงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินแทนเงินสด ธุรกิจ B2B มักมียอดชำระสูง การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าหากไม่มีการทำเอกสารสัญญาให้ชัดเจน ผู้ขายจะเสียเปรียบหากเกิดการผิดนัดชำระ การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน จะช่วยปกป้องทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อได้เวลาหมุนเงิน และผู้ขายจะมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่าการใช้แค่ใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินยังสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หรืออาจนำไปขายกับธนาคาร เพื่อการรับเงินสดก่อนครบกำหนด ตัวอย่างการใช้ตั๋วสัญญา จัดการเครดิตคู่ค้า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุกเดือน มูลค่าราว 500,000 บาท แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที บริษัท ก ออกตั๋วกำหนดจ่ายภายใน 90 วัน วิธีนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วแลกเงิน ต่างกันตรงไหน เปรียบเทียบ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย ผู้รับผิดชอบจ่ายเงิน ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้เอง) ผู้จ่าย (ต้องรับรองก่อน) ต้องรับรองตั๋วก่อนหรือไม่ ไม่ต้อง ต้องมี (ผู้จ่ายรับรอง) กรณีใช้งาน การค้า B2B ระหว่างคู่ค้า การค้าระหว่างประเทศ SME ไทยที่ซื้อขายในประเทศมักเลือกตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะมีแค่ 2 ฝ่าย ไม่ต้องรอใครรับรอง ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับอากรแสตมป์ เสียเท่าไร และอย่างไร ตั๋วชนิดนี้ต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลำดับที่ 9 โดยคำนวณที่อัตรา 3 บาทต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท โดยผู้ออกตั๋วเป็นผู้เสียอากร อ้างอิงจากตัวอย่างเดิม – บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกตั๋วมูลค่า 500,000 บาท คำนวณอากรได้ดังนี้ 500,000 ÷ 2,000 = 250 x 3 = 750 บาท หมายความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 500,000 บาทนี้ ต้องติดอากร 750 บาท หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ ตั๋วใบนี้จะใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ ผู้ออกตั๋วและผู้รับตั๋ว จึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดอากรครบก่อนลงลายเซ็น ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องรู้ก่อนรับตั๋ว แม้ตั๋วจะมีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินแน่นอน หากผู้ออกตั๋วไม่มีเงินจ่ายเมื่อถึงกำหนด ผู้ถือตั๋วต้องฟ้องร้องเอง ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงหลักคือ หากผู้ออกตั๋วมีสถานะทางการเงินไม่มั่นคง ตั๋วเงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เว้นแต่จะระบุเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อธนาคารที่มีการประเมินเครดิตก่อน ผู้ที่จะรับตั๋วควรประเมินคู่ค้าทุกครั้ง วิธีประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนตอบตกลงรับตั๋วจากคู่ค้า ลองตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายอย่างง่าย เมื่อธุรกิจรับตั๋วจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินรับฝั่งสินทรัพย์ พร้อมลดยอดลูกหนี้การค้า และเมื่อตั๋วครบกำหนด ก็ลดยอดตั๋วเงินรับและเพิ่มเงินสดเข้ามาแทน หากธุรกิจเป็นฝ่ายออกตั๋วให้ซัพพลายเออร์ ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินจ่ายฝั่งหนี้สิน พร้อมลดยอดเจ้าหนี้การค้า เมื่อจ่ายเงินตามตั๋วแล้ว ก็ลดยอดตั๋วเงินจ่ายและลดเงินสด กรณีนำตั๋วไปขายลดกับธนาคาร ต้องบันทึกส่วนลดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินด้วย เพราะธนาคารจะหักส่วนลดก่อนจ่ายเงินให้ ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ต้องติดตามวันครบกำหนดของตั๋วทุกใบให้ดี หากพลาดอาจเสียสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้สลักหลัง แต่ถ้าไม่อยากพลาด ผู้ประกอบการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จะบันทึกรายการเหล่านี้ได้สะดวก พร้อมจัดหมวดหมู่ให้อัตโนมัติ ช่วยติดตามตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายได้ครบโดยไม่ต้องจัดการด้วยมือ สรุป ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเครื่องมือคู่ค้า ไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย ตั๋วเงินชนิดนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้นักกฎหมายใช้ แต่เป็นเครื่องมือที่ SME จัดการเครดิตคู่ค้าได้จริง ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ติดอากรแสตมป์ให้ครบ และประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วทุกครั้ง เมื่อทำครบทุกขั้นตอน ตั๋วจะกลายเป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ จัดการบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการรายงานการเงินครบในที่เดียว ลดงานซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการจัดการด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินมีอายุความเท่าไร อายุความในการฟ้องร้องเรียกเงินตามตั๋วคือ 3 ปี นับจากวันที่ตั๋วถึงกำหนดชำระ ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1001 ผู้ถือตั๋วควรเรียกเก็บเงินหรือฟ้องร้องก่อนหมดอายุความ ถ้าผู้ออกตั๋วไม่จ่ายเงินตามกำหนด ต้องทำอย่างไร ผู้ถือตั๋วยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลได้ โดยใช้ตั๋วเป็นหลักฐาน ข้อดีคือศาลถือว่าตั๋วเป็นหลักฐานแห่งหนี้ในตัว ไม่ต้องพิสูจน์ที่มาของมูลหนี้เพิ่ม จึงฟ้องง่ายกว่ากรณีที่มีแค่ใบแจ้งหนี้ ทั้งนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการให้ถูกขั้นตอน ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตั๋วเงินเป็นเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่การขายสินค้าหรือบริการ จึงไม่ต้องเสีย VAT ตัวตั๋วเอง แต่สินค้าที่เป็นต้นเหตุให้ออกตั๋ว เช่น การซื้อวัสดุก่อสร้าง ยังต้องเสีย VAT ตามปกติ สิ่งที่ต้องเสียสำหรับตัวตั๋วคืออากรแสตมป์เท่านั้นม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ทยอยจ่าย คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีผ่อนชำระและผลทางภาษี

ซื้อรถกระบะ เช่าซื้อเครื่องจักร หรือผ่อนค่าประกันภัย เจ้าของกิจการที่แบ่งจ่ายเป็นงวดต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก ถ้าบันทึกผิด งบการเงินจะคลาดเคลื่อน และอาจมีปัญหาตอนยื่นภาษี ทยอยจ่าย คืออะไร ทยอยจ่าย คือการแบ่งชำระเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวนครั้งเดียว ในทางบัญชี เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแยกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือส่วนที่ลดยอดหนี้ (เงินต้น) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ถ้าไม่แยก ราคาทุนสินทรัพย์จะสูงเกินจริง และค่าเสื่อมราคาก็ผิดตามไปด้วย รูปแบบการทยอยจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ ก่อนลงรายละเอียดการบันทึกบัญชี มาดูก่อนว่าเจ้าของกิจการ มักเจอการทยอยจ่ายแบบไหนบ้าง รูปแบบ ลักษณะ ตัวอย่าง ผ่อนชำระสินทรัพย์ (Hire Purchase) ซื้อของแล้วผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ ซื้อรถกระบะผ่อน 60 งวด สัญญาเช่าซื้อ (Finance Lease) เช่าใช้สินทรัพย์ระยะยาว มีทางเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา เช่าซื้อเครื่องจักร 36 งวด ผ่อนชำระเงินกู้ กู้เงินจากธนาคารแล้วทยอยคืนเป็นงวด กู้ซื้ออาคารสำนักงาน ทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นงวด แบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมหลายเดือน ค่าประกันภัยรายปี จ่ายเป็น 4 งวด แต่ละรูปแบบมีวิธีบันทึกบัญชีต่างกัน มาดูทีละกรณีพร้อมตัวอย่าง วิธีบันทึกบัญชีการทยอยจ่ายพร้อมตัวอย่าง บันทึกบัญชีซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนชำระ 20 งวด งวดละ 27,500 บาท (รวมดอกเบี้ย 50,000 บาท) วันที่ซื้อ บันทึกสินทรัพย์ตามราคาเงินสด (ไม่รวมดอกเบี้ย) และบันทึกหนี้สินส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รถยนต์ 600,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 50,000 เงินสด (ดาวน์) 100,000 เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 550,000 เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน (งวดละ 27,500 บาท สมมุติดอกเบี้ยงวดนี้ 2,500 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 25,000 ดอกเบี้ยจ่าย 2,500 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 2,500 เงินสด 27,500 หลักการคือ เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ลดยอดหนี้ (25,000 บาท) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (2,500 บาท) วิธีนี้ทำให้งบการเงินแสดงภาระหนี้คงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริง บันทึกบัญชีเช่าซื้อ การเช่าซื้อ (Finance Lease) บันทึกคล้ายกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างออกไป ได้แก่ “สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า” และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” ตาม TFRS 16 อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชี สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าซื้อเครื่องจักรมูลค่า 300,000 บาท ผ่อน 12 งวด รวมดอกเบี้ย 18,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า 300,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 18,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 318,000 เมื่อจ่ายค่างวด ก็แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตารางผ่อนชำระ วิธีทำและใช้งาน ตารางผ่อนชำระ ช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละงวด เงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นเท่าไร เป็นดอกเบี้ยเท่าไร และยอดคงเหลือเท่าไร ตัวอย่างตารางผ่อนชำระเครื่องจักรของบริษัท ข จำกัด (3 งวดแรก) งวดที่ ค่างวด ดอกเบี้ย เงินต้น ยอดคงเหลือ 1 26,500 1,500 25,000 275,000 2 26,500 1,375 25,125 249,875 3 26,500 1,249 25,251 224,624 ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ยิ่งจ่ายไปเรื่อย ส่วนดอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงินต้นจะเพิ่มขึ้น ผลทางภาษีของการทยอยจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการผ่อนชำระ เมื่อกิจการที่จด VAT ซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สิทธิ์ในการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีเมื่อไร สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ เพราะถ้าไม่มีใบกำกับภาษี จะนำ VAT มาหักไม่ได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการผ่อนชำระ โดยทั่วไป การผ่อนซื้อสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อสินค้า ไม่ใช่การจ้างบริการ แต่มีกรณีที่ต้องระวังคือ แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อดูรายละเอียดแต่ละสัญญา เพราะเงื่อนไขต่างกันได้ตามลักษณะธุรกรรม ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อผ่อน นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ได้ สินทรัพย์ที่ซื้อผ่อนชำระสามารถคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ เริ่มคิดตั้งแต่วันที่รับมอบสินทรัพย์ ไม่ต้องรอจ่ายครบ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนรถกระบะ 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 600,000 ÷ 5 ปี 120,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท/ปี นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี อ้างอิง กรมสรรพากร ผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร กรณีที่กิจการมีภาษีค้างจ่าย สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากรได้ แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ไม่เกิน 12 งวด สำหรับภาษีที่ค้างไม่เกิน 50,000 บาท อาจได้รับอนุมัติงวดมากกว่านั้นตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ อ้างอิง กรมสรรพากร เมื่อบันทึกบัญชี ให้บันทึกภาษีค้างจ่ายเป็นหนี้สิน แล้วลดยอดลงทุกครั้งที่จ่ายแต่ละงวด ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ให้บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่ง ข้อควรระวังในการบันทึกบัญชีทยอยจ่าย เรื่องที่เจ้าของกิจการต้องระวัง เพราะมักบันทึกผิดบ่อย สรุป: จัดการบัญชีทยอยจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก การทยอยจ่ายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินน่าเชื่อถือ และไม่มีปัญหาตอนยื่นภาษี สิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทยอยจ่ายในทางบัญชี ซื้อรถผ่อนชำระ บันทึกบัญชียังไง บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ตามราคาเงินสดในวันที่รับรถ พร้อมบันทึกเจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อน เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน ให้แยกส่วนเงินต้นลดยอดเจ้าหนี้ กับส่วนดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่าง Journal Entry ได้ในหัวข้อด้านบน ผ่อนชำระกับเช่าซื้อต่างกันอย่างไร ผ่อนชำระ (Hire Purchase) กรรมสิทธิ์โอนให้ผู้ซื้อเมื่อจ่ายครบ ส่วนเช่าซื้อ (Finance Lease) กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ์ซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชี ทั้งสองแบบบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างกัน ทยอยจ่ายค่าประกันภัยรายปี บันทึกบัญชีอย่างไร ค่าประกันภัยรายปีที่แบ่งจ่ายเป็นงวด ให้บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า” ในวันทำสัญญา แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนตามระยะเวลาที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ตามงวดที่จ่ายเงิน กิจการที่ไม่ได้จด VAT ซื้อของผ่อนชำระต้องทำอย่างไร บันทึกราคาทุนสินทรัพย์รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ราคาทุนสินทรัพย์สูงกว่ากิจการที่จด VAT และค่าเสื่อมราคาต่อปีก็จะสูงตามไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ใบสัญญาซื้อขาย คืออะไร เอกสารสำคัญที่ SME ต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME หลายคนซื้อขายสินค้าหลักแสนหลักล้านบาท แต่ยังไม่เคยทำสัญญาซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร พอเกิดปัญหาส่งของไม่ครบหรือจ่ายเงินไม่ตรงกำหนด กลับไม่มีหลักฐานอ้างอิง บทความนี้อธิบายครบว่าสัญญาซื้อขายมีอะไรบ้าง เมื่อไหร่ต้องใช้ และบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง สัญญาซื้อขายคืออะไร สัญญาซื้อขาย คือข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่ง (ผู้ขาย) ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้อีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้ซื้อ) และผู้ซื้อตกลงชำระราคาตอบแทน ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 453 สัญญาซื้อขายเกิดขึ้นทันทีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป แต่การทำเป็นลายลักษณ์อักษรช่วยป้องกันปัญหาข้อพิพาทในภายหลัง สัญญาซื้อขาย กับ สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความแตกต่างหลักอยู่ที่จังหวะโอนกรรมสิทธิ์ รายการ สัญญาซื้อขาย สัญญาจะซื้อจะขาย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อไร โอนทันทีที่ตกลง โอนเมื่อไปทำสัญญาซื้อขายจริง เหมาะกับ สินค้าทั่วไป เครื่องจักร อุปกรณ์ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด มัดจำ ไม่จำเป็น มักมี เพื่อยืนยันเจตนา ตัวอย่าง SME สั่งซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ ซื้อที่ดินสร้างโรงงาน บทความนี้เน้นสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไปที่ SME ใช้ในธุรกิจประจำวัน องค์ประกอบสำคัญของสัญญาซื้อขาย สัญญาที่ดีต้องมีรายละเอียดครบถ้วนเพื่อป้องกันข้อพิพาท รายการที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ สัญญาซื้อขายมีกี่ประเภท แบ่งได้ตามลักษณะทรัพย์สินและรูปแบบธุรกรรม ประเภท ลักษณะ ตัวอย่าง สัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป ซื้อขายสังหาริมทรัพย์ในประเทศ สั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ ส่งออก-นำเข้า มี Incoterms กำกับ นำเข้าเครื่องจักรจากจีน สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน (กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 456) ซื้อที่ดิน อาคาร คอนโด สำหรับ SME ส่วนใหญ่ สัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไปเป็นประเภทที่ใช้บ่อยที่สุด เมื่อไหร่ที่ SME ต้องใช้สัญญาซื้อขาย แม้กฎหมายไม่บังคับให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกกรณี แต่มีหลายสถานการณ์ที่ควรทำเพื่อป้องกันความเสี่ยง วิธีเขียนสัญญาซื้อขายที่ถูกต้อง เขียนสัญญาซื้อขายไม่ยากอย่างที่คิด ทำตามขั้นตอนนี้ได้เลย เคล็ดลับ: ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์กฎหมายที่ไม่จำเป็น ถ้าเป็นสัญญามูลค่าสูงหรือมีเงื่อนไขซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษานักกฎหมายก่อนลงนาม ตัวอย่างสัญญาซื้อขายสินค้า ตัวอย่างด้านล่างเป็นโครงสร้างหลักที่ SME ปรับใช้ได้ทันที ตัวอย่างสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่า 300,000 บาท ชำระเงินภายใน 30 วัน สัญญาควรระบุรายละเอียดดังนี้ ตัวอย่างสัญญาซื้อขายสินค้าแบบผ่อนชำระ กรณีที่ตกลงผ่อนชำระ ให้เพิ่มรายละเอียดเหล่านี้ในสัญญา สัญญาซื้อขายกับอากรแสตมป์ ต้องติดหรือไม่? สัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป (สังหาริมทรัพย์) ไม่ต้องติดอากรแสตมป์ แต่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อทุก 200 บาทของราคา หรือเทียบเท่าราคาประเมิน แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า อ่านรายละเอียดเรื่องอากรแสตมป์เพิ่มเติมได้ที่ อากรแสตมป์ คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีเมื่อทำสัญญาซื้อขาย เมื่อตกลงซื้อขายและรับสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อสินค้ามูลค่า 500,000 บาท + VAT 7% ชำระภายใน 30 วัน บันทึกบัญชีฝั่งผู้ขาย (รับรู้รายได้) เมื่อส่งของและออกใบแจ้งหนี้ ผู้ขายบันทึกรายได้ทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 535,000 — รายได้จากการขาย — 500,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 35,000 บันทึกบัญชีฝั่งผู้ซื้อ (รับรู้ต้นทุน) เมื่อรับสินค้าและได้รับใบแจ้งหนี้ ผู้ซื้อบันทึกต้นทุนสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้า/วัตถุดิบ 500,000 — ภาษีซื้อ (VAT 7%) 35,000 — เจ้าหนี้การค้า — 535,000 การจัดการ VAT ในสัญญาซื้อขาย ถ้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจด VAT ผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อทุกครั้ง ผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้เมื่อยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ส่วนกรณีที่ผู้ขายไม่ได้จด VAT จะไม่มี VAT ในสัญญา ผู้ซื้อจึงไม่มีภาษีซื้อมาหักได้ ข้อควรระวังในการทำสัญญาซื้อขาย จากประสบการณ์ของ SME ไทย ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมีดังนี้ สรุป: สัญญาซื้อขาย เอกสารที่ SME ไม่ควรมองข้าม จัดการเอกสารธุรกิจและบันทึกบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ เห็นสถานะลูกหนี้-เจ้าหนี้แบบ real-time ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายสินค้าต้องทำกี่ฉบับ? ควรทำอย่างน้อย 2 ฉบับ เก็บคนละฉบับ ถ้ามีพยานก็ทำเพิ่มให้พยานเก็บด้วย นอกจากนี้แนะนำให้ scan เป็นไฟล์ดิจิทัลสำรองไว้ด้วย เผื่อเอกสารตัวจริงสูญหาย สัญญาซื้อขายที่ไม่มีลายเซ็นพยาน ใช้ได้ไหม? ใช้ได้ตามกฎหมาย เพราะไม่มีข้อบังคับว่าต้องมีพยาน แต่ในทางปฏิบัติ การมีพยานช่วยเพิ่มน้ำหนักของหลักฐานหากต้องขึ้นศาล ถ้าคู่ค้าผิดสัญญา ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ให้เวลาแก้ไขตามที่ระบุในสัญญา ถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไข สามารถเรียกค่าเสียหายตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ หรือปรึกษานักกฎหมายเพื่อดำเนินคดี สัญญาซื้อขายเกี่ยวกับบัญชีอย่างไร? สัญญาเป็นเอกสารสนับสนุนการบันทึกบัญชี ผู้สอบบัญชีใช้ตรวจสอบว่ารายการซื้อขายเกิดขึ้นจริง มูลค่าถูกต้อง และบันทึกตรงงวด หากไม่มีสัญญา อาจถูกตั้งข้อสังเกตเมื่อถูกตรวจสอบภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

Database คืออะไร ทำไม SME ต้องเปลี่ยนจาก Excel มาใช้ Cloud

ผู้ประกอบการ SME หลายคนยังจัดการข้อมูลลูกค้า ยอดขาย และสต็อกสินค้าด้วยไฟล์ Excel ที่ถ้าไม่จัดการให้ดี ข้อมูลกระจัดกระจาย หาย่อนหลังยาก แถมเสี่ยงข้อมูลซ้ำซ้อนหรือผิดพลาด การจัดการฐานข้อมูลมากๆ การใช้งาน Excel อาจไม่เหมาะอีกต่อไป Database (ฐานข้อมูล) คือคำตอบที่ช่วยให้ธุรกิจจัดเก็บและเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ บทความนี้อธิบายว่า database คืออะไร มีกี่ประเภท แตกต่างจาก Excel ตรงไหน พร้อมแนะนำวิธีเลือก cloud database ที่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก Database คืออะไร Database หรือ ฐานข้อมูล คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อจัดเก็บ จัดระเบียบ และเรียกใช้ข้อมูลจำนวนมากอย่างมีโครงสร้าง ผู้ใช้สามารถค้นหา เพิ่ม แก้ไข หรือลบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยมีระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System หรือ DBMS) คอยควบคุมความถูกต้องและความปลอดภัย ลองนึกภาพตู้เก็บเอกสารที่มีป้ายกำกับชัดเจนทุกลิ้นชัก เวลาต้องการข้อมูลก็เปิดลิ้นชักที่ถูกต้องแล้วหยิบได้ทันที database ทำงานคล้ายกัน แต่เร็วกว่าและรองรับข้อมูลได้มากกว่าหลายล้านเท่า Database ต่างจากข้อมูลทั่วไปอย่างไร Database คือข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ มีโครงสร้างชัดเจน สามารถค้นหาและเชื่อมโยงกันได้ แต่ข้อมูลทั่วไป มักเป็นข้อมูลดิบที่ยังไม่จัดระเบียบ เช่น ชื่อลูกค้าที่จดในกระดาษ ยกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น เป็นร้านค้าออนไลน์มีรายชื่อลูกค้า 500 คนในสมุดจด นั่นคือ data แต่ถ้านำข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่ระบบที่ค้นหาได้ตามชื่อ เบอร์โทร หรือยอดสั่งซื้อ นั่นคือ database ประเภทของ Database ที่ SME ควรรู้ Database มีหลายประเภท แต่สำหรับผู้ประกอบการ SME มี 3 ประเภทหลักที่ควรรู้จัก ประเภท ลักษณะ เหมาะกับ Relational Database จัดข้อมูลเป็นตาราง เชื่อมโยงกันด้วยความสัมพันธ์ ธุรกิจทั่วไป ระบบบัญชี สต็อก Cloud Database ฐานข้อมูลบนคลาวด์ เข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ต SME ที่ต้องการความยืดหยุ่น ไม่อยากลงทุน server NoSQL Database จัดข้อมูลแบบยืดหยุ่น ไม่ต้องกำหนดโครงสร้างล่วงหน้า แอปพลิเคชัน ข้อมูลที่เปลี่ยนรูปแบบบ่อย Relational Database (ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์) Relational database จัดข้อมูลเป็นตาราง (Table) ที่มีแถว (Row) และคอลัมน์ (Column) แต่ละตารางเชื่อมโยงกันได้ เช่น ตารางลูกค้าเชื่อมกับตารางคำสั่งซื้อ ทำให้ดูได้ทันทีว่าลูกค้าคนไหนสั่งซื้ออะไรบ้าง โดยซอฟต์แวร์บัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ใช้ relational database เป็นแกนหลักในการจัดเก็บข้อมูล Cloud Database (ฐานข้อมูลบนคลาวด์) Cloud database คือฐานข้อมูลที่ทำงานบน cloud server แทนที่จะติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ ผู้ใช้เข้าถึงได้จากทุกที่ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่อง server เอง ซึ่งเหมาะสำหรับ SME ที่มีทีมทำงาน work from home หรือมีหลายสาขา cloud database ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันได้แบบ real-time ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ธุรกิจทุกขนาดกำลังเปลี่ยนมาใช้เพราะลดต้นทุน IT ได้มาก NoSQL Database NoSQL database ออกแบบมาสำหรับข้อมูลที่ไม่จำเป็นต้องเป็นตาราง เช่น ข้อมูลรูปภาพสินค้า รีวิวลูกค้า หรือ log การใช้งานแอปพลิเคชัน แต่สำหรับ SME ทั่วไป NoSQL อาจยังไม่จำเป็นต้องใช้โดยตรง แต่ถ้าธุรกิจมีแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ต้องรองรับข้อมูลหลากหลายรูปแบบ NoSQL เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูล (Database System) มีองค์ประกอบหลัก 4 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน สำหรับ SME ที่ใช้ซอฟต์แวร์ cloud สำเร็จรูป ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าองค์ประกอบเหล่านี้เอง ผู้ให้บริการดูแลทุกอย่างให้ ทำไมธุรกิจ SME ต้องใช้ Database แทน Excel Excel เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับงานคำนวณเบื้องต้น แต่เมื่อธุรกิจเติบโตและมีข้อมูลเพิ่มขึ้น Excel เริ่มกลายเป็นจุดอ่อน database ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้น ปัญหาของการใช้ Excel จัดการข้อมูลธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ใช้ Excel จัดการข้อมูลมักเจอปัญหาเหล่านี้เมื่อธุรกิจขยายตัว ข้อดีของ Database เหนือ Excel สำหรับธุรกิจ เกณฑ์ Excel Database ทำงานพร้อมกันหลายคน ❌ มีข้อจำกัด ✅ ทำงานพร้อมกันได้ real-time ความจุข้อมูล จำกัดที่ ~1 ล้านแถว/sheet รองรับได้หลายร้อยล้านรายการ ความปลอดภัย ตั้งรหัสผ่านไฟล์ได้เท่านั้น กำหนดสิทธิ์รายบุคคล เข้ารหัสข้อมูล ค้นหาข้อมูล VLOOKUP ช้าเมื่อข้อมูลเยอะ ค้นหาได้ทันทีแม้ข้อมูลหลายล้านรายการ การเชื่อมต่อระบบอื่น ต้อง copy-paste เชื่อมต่ออัตโนมัติผ่าน API สำรองข้อมูล ต้องทำเอง สำรองอัตโนมัติบน cloud ตัวอย่าง Database ในธุรกิจจริง การใช้ database ไม่ได้หมายความว่าต้องเขียนโค้ดเอง ปัจจุบันซอฟต์แวร์ธุรกิจหลายตัวมี database อยู่เบื้องหลังอยู่แล้ว ตัวอย่างที่ SME ใช้กันทุกวัน ระบบบัญชีออนไลน์ (Accounting Database) โปรแกรมบัญชีออนไลน์ใช้ database เก็บข้อมูลรายรับ รายจ่าย ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และรายงานทางการเงินทั้งหมด เมื่อพนักงานบันทึกรายการขาย ระบบจะอัปเดตยอดลูกหนี้ สต็อก และ VAT ให้อัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ซ้ำหลายไฟล์ ระบบจัดการสต็อกสินค้า ร้านค้าที่มีสินค้าหลายร้อย SKU ใช้ database ติดตามจำนวนสินค้าคงเหลือแบบ real-time เมื่อมีออเดอร์เข้า ระบบหักสต็อกทันที ไม่ต้องเปิด Excel มาลบเลขเอง ระบบ CRM (ฐานข้อมูลลูกค้า) CRM (Customer Relationship Management) ใช้ database เก็บประวัติลูกค้า ยอดซื้อ ความถี่ในการสั่งซื้อ และประวัติการติดต่อทั้งหมด ทำให้ทีมขายเห็นภาพรวมลูกค้าแต่ละรายได้ในหน้าจอเดียว วิธีเลือก Cloud Database สำหรับ SME Cloud database เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับ SME มากที่สุดในปัจจุบัน เพราะไม่ต้องลงทุนซื้อ server และมีทีม IT ดูแล ผู้ให้บริการจัดการทุกอย่างให้ ข้อดีของ Cloud Database สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก สิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกระบบ Cloud Database ก่อนเลือกระบบ cloud database สำหรับธุรกิจ ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ สรุป: Database ช่วยให้ SME จัดการข้อมูลได้อย่างมืออาชีพ Database ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการอีกต่อไป ซอฟต์แวร์ cloud สำเร็จรูปทำให้ SME เข้าถึง database ได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านเทคนิค สิ่งที่ควรเริ่มทำตอนนี้คือประเมินว่าธุรกิจกำลังเจอปัญหาจากการใช้ Excel จัดการข้อมูลอยู่หรือไม่ ถ้าใช่ ถึงเวลาเปลี่ยนมาใช้ระบบที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ พร้อมยกระดับการจัดการข้อมูลธุรกิจด้วย PEAK PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ใช้ระบบ cloud database จัดเก็บข้อมูลธุรกิจของคุณอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสาร ไปจนถึงวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจแบบ real-time ผ่าน PEAK Board รองรับฟังก์ชันครบวงจรสำหรับ SME และสำนักงานบัญชี ด้วย AI ที่ช่วยลดงานซ้ำ เพิ่มเวลาให้คุณโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Database สำหรับธุรกิจ Database กับ Spreadsheet ต่างกันอย่างไร Spreadsheet เช่น Excel หรือ Google Sheets เหมาะกับการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนน้อย ส่วน database ออกแบบมาสำหรับจัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก รองรับการทำงานพร้อมกันหลายคน และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่า หากธุรกิจมีข้อมูลเกิน 5,000 รายการหรือมีพนักงานหลายคนใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน database เหมาะสมกว่า ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ Database หรือยัง ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง database เอง แต่ถ้าคุณใช้ซอฟต์แวร์ cloud เช่น โปรแกรมบัญชีออนไลน์หรือระบบ POS แสดงว่าคุณใช้ database อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว สิ่งสำคัญคือเลือกซอฟต์แวร์ที่จัดการ database ให้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่พยายามทำทุกอย่างใน Excel Cloud Database ปลอดภัยสำหรับเก็บข้อมูลธุรกิจไหม ผู้ให้บริการ cloud ระดับสากลใช้มาตรฐานเข้ารหัสข้อมูลระดับเดียวกับธนาคาร มีระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติหลายชั้น และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสากล เช่น ISO 27001 ในหลายกรณี cloud database ปลอดภัยกว่าการเก็บไฟล์ Excel ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวที่อาจพังหรือถูกไวรัสได้ เปลี่ยนจาก Excel มาใช้ระบบ Database ต้องทำอย่างไร เริ่มจากเลือกซอฟต์แวร์ cloud ที่ตรงกับงานหลักของธุรกิจ เช่น ระบบบัญชี ระบบสต็อก หรือ CRM ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่รองรับการนำเข้าข้อมูลจาก Excel ได้ ทำให้ไม่ต้องเริ่มคีย์ข้อมูลใหม่ตั้งแต่ศูนย์ จากนั้นค่อยๆ ย้ายงานจาก Excel ไปใช้ระบบใหม่ทีละส่วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ตราสารหนี้ คืออะไร เปรียบเทียบทุกประเภท จากมุมมอง SME

ผู้ประกอบการหลายคนเคยได้ยินคำว่า “ตราสารหนี้” แต่มักคิดว่าเป็นเรื่องของนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น ความจริงแล้วเครื่องมือทางการเงินประเภทนี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นมุมของคนลงทุนหรือมุมของธุรกิจที่ต้องการระดมเงินทุน โดยในบทความนี้ จะมาอธิบายตั้งแต่พื้นฐานจนถึงมุมที่ SME ใช้ได้จริง รวมถึงวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ตราสารหนี้ คืออะไร ตราสารหนี้ คือเอกสารทางการเงินที่แสดงความเป็นหนี้ระหว่างฝ่ายที่กู้เงิน กับฝ่ายที่ให้กู้ โดยฝ่ายกู้สัญญาว่าจะชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด และคืนเงินต้นเมื่อถึงวันไถ่ถอน ลองนึกภาพว่าคุณให้เพื่อนยืมเงิน 100,000 บาท เพื่อนเขียนสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี และคืนเงินครบใน 3 ปี สัญญาฉบับนั้นก็คล้ายกับตราสารหนี้ แต่สัญญานี้ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัท และซื้อขายกันได้ ในภาษาอังกฤษ ตราสารหนี้มีหลายชื่อที่ใช้แทนกัน ได้แก่ Bond, Fixed Income Security และ Debt Instrument เป็นต้น องค์ประกอบหลักของตราสารหนี้ ตราสารหนี้ทุกประเภทมีองค์ประกอบสำคัญ 4 อย่าง ตราสารหนี้มีกี่ประเภท ตราสารหนี้แบ่งได้หลายมุม แต่มักแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังสามารถแบ่งตามหน่วยงานที่ออกตราสารหนี้นั้นๆ ได้ ประเภท ใครเป็นคนออก ความเสี่ยง ตัวอย่าง พันธบัตรรัฐบาล รัฐบาล/ธนาคารแห่งประเทศไทย ต่ำมาก พันธบัตรออมทรัพย์, Treasury Bill หุ้นกู้ บริษัทเอกชน ปานกลาง-สูง หุ้นกู้ บริษัท ก จำกัด ตั๋วเงินคลัง รัฐบาล (ระยะสั้น ≤ 1 ปี) ต่ำมาก ตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน ตั๋วแลกเงิน/ตั๋วสัญญาใช้เงิน บริษัทเอกชน (ระยะสั้น) ปานกลาง B/E อายุ 6 เดือน พันธบัตรรัฐบาล คืออะไร พันธบัตร คือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อระดมเงินไปใช้พัฒนาประเทศ ถือว่าปลอดภัยที่สุดเพราะรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน โดยมีชื่อที่เราคุ้นเคย เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง มักมีดอกเบี้ยประมาณ 2-3% ต่อปี และเปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อได้ (ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) หุ้นกู้ คืออะไร หุ้นกู้ คือตราสารหนี้ที่บริษัทเอกชนออกขาย เพื่อระดมเงินจากนักลงทุนแทนการกู้ธนาคาร โดยบริษัทสัญญาว่าจะชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด หุ้นกู้มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่า เพราะหากบริษัทมีปัญหาทางการเงิน อาจชำระคืนไม่ได้ นักลงทุนจึงต้องดูอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ก่อนทำการซื้อ ตราสารหนี้ระยะสั้น คืออะไร ตราสารหนี้ระยะสั้น คือตราสารที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ที่ออกโดยรัฐบาล และตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) ที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยตราสารประเภทนี้มักไม่ชำระดอกเบี้ยระหว่างทาง แต่ขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว (ส่วนลด) แล้วคืนเต็มจำนวนเมื่อถึงวันไถ่ถอน ตราสารหนี้ กับ ตราสารทุน ต่างกันยังไง ตราสารทั้งสองประเภทนี้ ใช้เพื่อการระดมทุนทั้งคู่ แต่มีหลักการต่างกันโดยสิ้นเชิง เกณฑ์ ตราสารหนี้ (Bond) ตราสารทุน (Equity/หุ้น) ความสัมพันธ์ ผู้ถือเป็น เจ้าหนี้ ผู้ถือเป็น เจ้าของร่วม ผลตอบแทน ดอกเบี้ยคงที่ตามสัญญา เงินปันผล (ไม่แน่นอน) + กำไรจากราคาหุ้น ความเสี่ยง ต่ำกว่า เพราะรู้ดอกเบี้ยล่วงหน้า สูงกว่า เพราะราคาผันผวนตามตลาด สิทธิ์เมื่อเลิกกิจการ ได้คืนก่อนผู้ถือหุ้น ได้คืนหลังสุด (ถ้าเหลือ) ระยะเวลา มีวันครบกำหนดชัดเจน ไม่มีวันหมดอายุ ผลต่องบการเงิน แสดงเป็น หนี้สิน แสดงเป็น ส่วนของเจ้าของ เปรียบเทียบ 3 ทางเลือกระดมทุน สำหรับ SME ที่กำลังมองหาเงินทุน นอกจากตราสารหนี้และตราสารทุนแล้ว ยังมีสินเชื่อธนาคารที่เป็นตัวเลือกหลัก เกณฑ์ ตราสารหนี้ ตราสารทุน สินเชื่อธนาคาร สูญเสียความเป็นเจ้าของ ไม่ ใช่ (แบ่งหุ้น) ไม่ ต้นทุนดอกเบี้ย ปานกลาง ไม่มีดอกเบี้ย แต่แบ่งกำไร ต่ำ-สูง ตามเครดิต ความยืดหยุ่น กำหนดเงื่อนไขเองได้บางส่วน ยืดหยุ่นสูง ธนาคารกำหนดเงื่อนไข เหมาะกับ ธุรกิจที่มี credit rating ดี ธุรกิจ startup/เติบโตเร็ว ธุรกิจทั่วไปที่มีหลักค้ำประกัน ข้อดีและข้อเสียของตราสารหนี้ ตราสารหนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในมุมนักลงทุน (ผู้ซื้อ) หรือมุมธุรกิจที่ออกตราสาร (ผู้ขาย) ซึ่งแต่ละฝ่ายจะได้ประโยชน์และแบกรับความเสี่ยงต่างกัน สำหรับนักลงทุน (ผู้ซื้อ) ข้อดี ข้อเสีย สำหรับผู้ออกตราสาร และ SME ข้อดี ข้อเสีย ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ ผลตอบแทนจากตราสารหนี้มี 2 แบบหลัก ดังนี้ อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) คืออัตราที่ระบุไว้ตอนออกตราสาร เช่น หุ้นกู้มูลค่า 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี หมายความว่าจะได้รับดอกเบี้ย 4,000 บาทต่อปี ตลอดอายุตราสาร อัตราผลตอบแทนจนถึงวันไถ่ถอน (YTM หรือ Yield to Maturity) คือผลตอบแทนจริงที่นักลงทุนจะได้ ถ้าถือจนสิ้นสุดอายุตราสารและนำดอกเบี้ยที่ได้ไปลงทุนต่อ ตัวเลขนี้อาจต่างจาก Coupon Rate ถ้าซื้อตราสารหนี้มาในราคาที่ไม่เท่ากับมูลค่าหน้าตั๋ว ตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้นกู้มูลค่าหน้าตั๋ว 100,000 บาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ในราคา 98,000 บาท จะได้ YTM สูงกว่า 4% เพราะได้กำไรจากส่วนต่างราคาอีกด้วย ตราสารหนี้ ทางเลือกระดมทุนสำหรับ SME หลายคนคิดว่าการออกตราสารหนี้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันมีช่องทางสำหรับ SME มากขึ้น SME ออกตราสารหนี้ได้หรือไม่ ได้ แต่มีเงื่อนไข บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถออกหุ้นกู้ ได้ตามกฎหมายหลักทรัพย์ โดยต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. กรณีที่เสนอขายแบบวงจำกัด (Private Placement) มีขั้นตอนที่เบากว่าการเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป แต่สำหรับ SME ขนาดเล็กที่ยังไม่พร้อมออกหุ้นกู้เต็มรูปแบบ ตั๋วแลกเงิน (B/E) เป็นอีกทางเลือกที่ใช้ระดมเงินระยะสั้นได้ง่ายกว่า การบันทึกบัญชีตราสารหนี้ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี ส่วนนี้สำคัญสำหรับ SME ที่ลงทุนหรือออกตราสารหนี้ เพราะต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME (NPAEs) ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK รองรับการบันทึกรายการเหล่านี้ได้ บันทึกบัญชีฝั่งผู้ลงทุน (ซื้อตราสารหนี้) เมื่อธุรกิจซื้อตราสารหนี้เพื่อลงทุน รายการนี้จะแสดงเป็นสินทรัพย์ในงบดุล ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินลงทุนในตราสารหนี้ 500,000 — เงินสด/เงินฝากธนาคาร — 500,000 เมื่อได้รับดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยครึ่งปี 10,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 10,000 — รายได้ดอกเบี้ย — 10,000 บันทึกบัญชีฝั่งผู้ออกตราสาร เมื่อบริษัทออกหุ้นกู้ รายการนี้จะแสดงเป็นหนี้สินในงบดุล ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกหุ้นกู้ 1,000,000 บาท อายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 5% ต่อปี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 1,000,000 — หุ้นกู้ (หนี้สินระยะยาว) — 1,000,000 เมื่อจ่ายดอกเบี้ยประจำปี 50,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ดอกเบี้ยจ่าย (ค่าใช้จ่าย) 50,000 — เงินสด/เงินฝากธนาคาร — 50,000 ดอกเบี้ยจ่ายจากตราสารหนี้สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตราสารหนี้ ซื้อที่ไหน? สำหรับคนที่สนใจลงทุน มีช่องทางหลัก ดังนี้ สรุป: ตราสารหนี้ เครื่องมือที่ SME ควรรู้จัก จัดการบัญชีตราสารหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการทางการเงินได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายทางการเงิน หรือเงินลงทุน ดูงบการเงินแบบ real-time ออกใบกำกับภาษีได้ทันที และส่งงบให้นักบัญชีได้สะดวก ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตราสารหนี้ ตราสารหนี้ระยะยาว กี่ปี? โดยทั่วไปตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปถือว่าเป็นระยะยาว ในทางปฏิบัติ พันธบัตรรัฐบาลไทยมีอายุตั้งแต่ 2 ปีถึง 50 ปี ส่วนหุ้นกู้เอกชนมักอยู่ที่ 3-10 ปี ลงทุนในตราสารหนี้ ดีไหม? ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ถ้าต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและรับความเสี่ยงได้น้อย ตราสารหนี้เหมาะมาก โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล แต่ถ้าต้องการผลตอบแทนสูงและรับความผันผวนได้ การลงทุนในหุ้นอาจให้โอกาสมากกว่าในระยะยาว ตราสารหนี้ ได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่? อัตราดอกเบี้ยแตกต่างตามประเภทและอันดับเครดิต ณ ปัจจุบัน พันธบัตรรัฐบาลไทยให้ผลตอบแทนประมาณ 2-3% ต่อปี ส่วนหุ้นกู้เอกชนอยู่ที่ประมาณ 3-6% ต่อปี ขึ้นอยู่กับอันดับเครดิตของผู้ออก ยิ่งเครดิตต่ำ ดอกเบี้ยยิ่งสูงเพราะชดเชยความเสี่ยง ตราสารหนี้กับภาษี เกี่ยวกันอย่างไร? ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับบุคคลธรรมดา แต่เลือกไม่รวมคำนวณภาษีสิ้นปีได้ ส่วนนิติบุคคล ดอกเบี้ยรับต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ปกติ และดอกเบี้ยจ่ายจากการออกหุ้นกู้ ใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)จริงที่ไหลเข้าออกจากบัญชี ธุรกิจอาจมีกำไรบนกระดาษแต่เงินสดไม่พอจ่ายบิล เช่น ข ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

กำไร คืออะไร Gross Profit vs Net Profit ที่เจ้าของกิจการต้องแยกให้ออก

ธุรกิจที่ยอดขายดีไม่ได้หมายความว่ามีกำไร เจ้าของกิจการหลายคนเห็นตัวเลขรายได้สูงแต่พอสิ้นเดือนกลับไม่เหลือเงิน ปัญหานี้เกิดจากการไม่เข้าใจ กำไร อย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง Gross Profit กับ Net Profit กำไร คืออะไร ความหมายที่เจ้าของกิจการต้องรู้ กำไร (Profit) คือส่วนต่างระหว่างรายได้ที่ธุรกิจได้รับกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น พูดง่ายๆ คือ เงินที่เหลือ หลังหักทุกอย่างที่ต้องจ่ายออกไปแล้ว ถ้าเปรียบกับชีวิตประจำวัน กำไรก็เหมือนเงินเดือนที่เหลือหลังจ่ายค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถ้าเหลือเยอะก็แปลว่า กำไรดี ถ้าไม่เหลือเลยหรือติดลบก็คือ ขาดทุน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องเข้าใจคือ กำไรไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่แบ่งเป็นหลายระดับ แต่ละระดับบอกเรื่องที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสุขภาพของธุรกิจ กำไรมีกี่ประเภท รู้จักกำไร 3 ระดับที่สำคัญ กำไรในทางบัญชีแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับ SME (NPAEs) แต่ละระดับหักค่าใช้จ่ายต่างกัน สรุปภาพรวมก่อนลงรายละเอียด ประเภทกำไร สูตร บอกอะไร กำไรขั้นต้น (Gross Profit) รายได้ – ต้นทุนขาย สินค้ามีกำไรจากการขายเท่าไร กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ธุรกิจหลักทำกำไรได้ไหม กำไรสุทธิ (Net Profit) รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด สุดท้ายเหลือเงินเท่าไร กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คืออะไร กำไรขั้นต้น คือรายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) โดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน หรือค่าโฆษณา ตัวเลขนี้บอกว่าสินค้าหรือบริการของคุณ ทำเงินได้เท่าไร ก่อนหักค่าบริหาร ถ้ากำไรขั้นต้นต่ำ ต้นทุนสินค้าอาจสูงเกินไป หรือตั้งราคาขายต่ำเกินไป กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) คืออะไร กำไรจากการดำเนินงาน คือกำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าโฆษณา แต่ยังไม่รวมดอกเบี้ยและภาษี ตัวเลขนี้สำคัญเพราะบอกว่า ธุรกิจหลักทำเงินได้จริงไหม โดยไม่นับรายได้หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานปกติ กำไรสุทธิ (Net Profit) คืออะไร กำไรสุทธิ คือตัวเลขสุดท้ายที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายทุกรายการ ทั้งต้นทุนขาย ค่าดำเนินงาน ดอกเบี้ย และภาษีเงินได้ นี่คือ เงินที่เหลือจริง ของธุรกิจ ถ้ากำไรสุทธิเป็นบวกแปลว่าธุรกิจมีกำไร ถ้าเป็นลบแปลว่าขาดทุน ตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนและธนาคารดูเป็นอันดับแรกเมื่อประเมินสุขภาพทางการเงินของธุรกิจ ความแตกต่างระหว่าง Gross Profit vs Net Profit เจ้าของกิจการหลายคนสับสนระหว่างกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิ ทั้งสองบอกเรื่องคนละมุม สรุปความต่างให้ชัด หัวข้อ กำไรขั้นต้น (Gross Profit) กำไรสุทธิ (Net Profit) หักอะไร ต้นทุนขายเท่านั้น ค่าใช้จ่ายทุกรายการ (รวมภาษี ดอกเบี้ย) บอกอะไร สินค้ามีกำไรดีไหม ธุรกิจมีเงินเหลือจริงไหม ตัวเลขมาก-น้อย มากกว่า Net Profit เสมอ น้อยกว่า Gross Profit เสมอ ใช้ตัดสินใจเรื่อง ตั้งราคา ต่อรองซัพพลายเออร์ วางแผนขยายธุรกิจ จ่ายปันผล ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานให้บริษัทอื่น ยอดขาย 500,000 บาท/เดือน ต้นทุนสินค้า 200,000 บาท กำไรขั้นต้น คือ 300,000 บาท ดูดีมาก แต่พอหักค่าเช่าโกดัง ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา เงินเดือนพนักงาน ดอกเบี้ย และภาษี เหลือกำไรสุทธิ 50,000 บาท ถ้าดูแค่ Gross Profit อาจคิดว่ากำไรดี แต่พอดู Net Profit จะเห็นภาพจริงว่าเหลือเงินเท่าไร สูตรคำนวณกำไร แต่ละประเภทคำนวณอย่างไร การหากำไรไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องรู้ว่าหักอะไรบ้าง สูตรคำนวณกำไรขั้นต้น กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย – ต้นทุนขาย ตัวอย่าง ร้านขายกาแฟ (ชื่อสมมุติ) ยอดขายเดือนละ 150,000 บาท ต้นทุนวัตถุดิบ (เมล็ดกาแฟ นม แก้ว) 60,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการขาย 150,000 บาท ต้นทุนขาย 60,000 บาท กำไรขั้นต้น 150,000 – 60,000 90,000 บาท สูตรคำนวณกำไรสุทธิ กำไรสุทธิ = รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ต่อจากตัวอย่างร้านกาแฟ สมมุติมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรขั้นต้น 90,000 บาท ค่าเช่าร้าน 20,000 บาท เงินเดือนพนักงาน 30,000 บาท ค่าโฆษณา 5,000 บาท ค่าสาธารณูปโภค 5,000 บาท กำไรสุทธิ (ก่อนภาษี) 90,000 – 60,000 30,000 บาท จะเห็นว่ากำไรขั้นต้น 90,000 บาท แต่กำไรสุทธิเหลือ 30,000 บาท ส่วนต่าง 60,000 บาทคือค่าดำเนินงานต่างๆ ที่หลายคนมองข้ามตอนคำนวณกำไร วิธีหากำไรเป็นเปอร์เซ็นต์ (Profit Margin) อัตรากำไร (Profit Margin) ช่วยเปรียบเทียบความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าดูตัวเลขกำไรล้วนๆ เพราะธุรกิจที่ยอดขาย 10 ล้านบาทกำไร 1 ล้านบาท กับธุรกิจยอดขาย 1 ล้านบาทกำไร 500,000 บาท ธุรกิจหลังทำกำไรได้ดีกว่า สูตรคำนวณอัตรากำไร ประเภท สูตร ตัวอย่างร้านกาแฟ อัตรากำไรขั้นต้น (กำไรขั้นต้น ÷ รายได้) × 100 (90,000 ÷ 150,000) × 100 = 60% อัตรากำไรสุทธิ (กำไรสุทธิ ÷ รายได้) × 100 (30,000 ÷ 150,000) × 100 = 20% อัตรากำไรขั้นต้น 60% ถือว่าดีมากสำหรับธุรกิจร้านกาแฟ ส่วนอัตรากำไรสุทธิ 20% ก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ วิเคราะห์กำไรอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต การรู้ตัวเลขกำไรอย่างเดียวไม่พอ เจ้าของกิจการต้องรู้วิธี วิเคราะห์ กำไรเพื่อนำไปตัดสินใจทางธุรกิจด้วย ทำไมต้องวิเคราะห์กำไร ไม่ใช่แค่ดูยอดขาย ร้านอาหารที่มียอดขาย 1 ล้านบาทต่อเดือนอาจขาดทุนได้ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า และเงินเดือนพนักงานรวมกันเกิน 1 ล้าน ในทางกลับกัน ร้านเล็กๆ ที่ขายได้ 200,000 บาท แต่ต้นทุนต่ำ อาจมีกำไรสุทธิมากกว่า การดูแค่ยอดขายเหมือนดูแค่ด้านหน้าของเหรียญ ต้องพลิกดูด้านหลังด้วย ซึ่งก็คือตัวเลขกำไร 3 ตัวชี้วัดกำไรที่ SME ต้องติดตามทุกเดือน เจ้าของกิจการ SME ไม่จำเป็นต้องดูตัวเลขซับซ้อนมากมาย แค่ติดตาม 3 ตัวนี้ทุกเดือนก็เห็นภาพชัด ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยวิเคราะห์กำไรอัตโนมัติ การคำนวณกำไรด้วยมือหรือ Excel อาจพอได้ตอนธุรกิจเล็ก แต่พอธุรกรรมเยอะขึ้นก็เริ่มผิดพลาดและเสียเวลา โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ แล้วคำนวณกำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และงบกำไรขาดทุนให้ทันที เจ้าของกิจการที่อยากรู้เรื่องวิธีคิดต้นทุนกำไรเพื่อตั้งราคาสินค้าสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ สรุป: เข้าใจกำไร วิเคราะห์เป็น ธุรกิจโตได้ จัดการบัญชีและดูกำไรธุรกิจได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูกำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และงบกำไรขาดทุนได้ทันทีจาก Dashboard ไม่ต้องคำนวณเอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกำไร กำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิ อันไหนสำคัญกว่า ทั้งสองสำคัญเท่ากันแต่ใช้งานคนละจังหวะ กำไรขั้นต้นใช้ตรวจสอบว่าราคาขายและต้นทุนสินค้ายังสมเหตุสมผลอยู่ไหม ส่วนกำไรสุทธิใช้ประเมินภาพรวมว่าธุรกิจทั้งระบบยังทำเงินได้ดีอยู่หรือไม่ ธุรกิจขายดีแต่ไม่มีกำไร เกิดจากอะไร สาเหตุที่พบบ่อยคือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงเกินสัดส่วน เช่น ค่าโฆษณาที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ พนักงานมากเกินความจำเป็น หรือตั้งราคาขายต่ำเกินไปจนกำไรขั้นต้นไม่พอรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด วิธีแก้คือแยกดูกำไรทุกระดับเพื่อหาจุดที่ “รั่ว” อัตรากำไรเท่าไรถึงเรียกว่าดี ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ โดยทั่วไปธุรกิจบริการมักมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่าธุรกิจค้าปลีก เพราะต้นทุนสินค้าต่ำกว่า หลักที่ใช้ได้จริงคืออย่าเปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรม ให้ดูค่าเฉลี่ยในธุรกิจประเภทเดียวกัน แล้วเทียบกับแนวโน้มของตัวเองว่าดีขึ้นหรือแย่ลงในแต่ละเดือน กำไร กับ กระแสเงินสด ต่างกันอย่างไร กำไรเป็นตัวเลขทางบัญชีที่คำนวณจากรายได้หักค่าใช้จ่าย ส่วนกระแสเงินสดคือเงินจริงที่ไหลเข้าออกจากบัญชี ธุรกิจอาจมีกำไรบนกระดาษแต่เงินสดไม่พอจ่ายบิล เช่น ข ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

เจ้าของกิจการหลายคนเห็นคำว่า หนี้สิน ในงบการเงินแล้วรู้สึกกังวล ทั้งที่หนี้สิน คือส่วนปกติของธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้าค้างจ่ายซัพพลายเออร์ เงินกู้ขยายกิจการ หรือภาษีที่ยังไม่ได้นำส่ง สิ่งสำคัญ คือเข้าใจว่ามีหนี้อะไรอยู่ จัดการยังไง และตัวเลขไหนที่ต้องจับตา หนี้สิน คืออะไร (Liabilities) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ พูดง่ายๆ คือ เงินที่ธุรกิจเป็นหนี้คนอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้การค้า ธนาคาร กรมสรรพากร หรือพนักงาน ทั้งหมดนับเป็นหนี้สินทางบัญชี ความหมายของหนี้สินทางบัญชี vs หนี้สินส่วนบุคคล หลายคนสับสนระหว่าง 2 มุม เพราะคำเดียวกันแต่ใช้ต่างบริบท มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เครดิตบูโร ดี หรือ ไม่ดี เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และความสามารถจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินในงบการเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายคืน ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบบัญชีปัจจุบัน เป็นหนี้ที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค นอกจากนี้ยังรวมถึงภาษีค้างจ่าย (VAT ที่ต้องนำส่ง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) และเงินกู้ระยะสั้น หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) หนี้สินไม่หมุนเวียน คือหนี้ที่ครบกำหนดจ่ายเกิน 12 เดือนขึ้นไป มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) และหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) รวมถึงหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัท หนี้สินอื่นๆ ที่ SME ต้องรู้ นอกจาก 2 ประเภทหลัก SME ยังต้องรู้จักหนี้สินเหล่านี้ หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME ตารางด้านล่างรวม 10 รายการหนี้สินที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ของไทย # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่า ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร หนี้สินแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ฝั่งขวา โดยรวมกับส่วนของเจ้าของ และต้องเท่ากับสินทรัพย์ฝั่งซ้ายเสมอ สมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ นี่คือสมการพื้นฐานที่สุดของบัญชี ทุกธุรกิจใช้หลักการเดียวกัน สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท ตรวจสอบ: 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ✓ ถ้าหนี้สินสูงเกินไปเมื่อเทียบกับส่วนของเจ้าของ อาจหมายความว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากจนเสี่ยง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงินส่วนหนี้สิน ด้านล่างเป็นตัวอย่างส่วน หนี้สิน ในงบการเงินของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 500,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 ภาษีค้างจ่าย 100,000 เงินกู้ยืมระยะสั้น 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 อัตราส่วนหนี้สินที่ SME ควรรู้ (D/E Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) เป็นเครื่องมือวัดว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินลงทุนของเจ้าของ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ จากตัวอย่างบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า D/E Ratio 0.67 หมายความว่าทุก 1 บาทที่เจ้าของลงทุน ธุรกิจมีหนี้ 0.67 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยทั่วไป SME ควรรักษา D/E Ratio ไม่เกิน 1.5 เท่า สูงกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าแบกหนี้มากเกินไป อ่านเพิ่มเติมเรื่องการอ่านงบการเงิน หนี้ดี vs หนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ไม่ใช่หนี้ทุกรายการจะเป็นปัญหา หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงธุรกิจลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อยๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า เจ้าของกิจการควรประเมินก่อนกู้ทุกครั้งว่า เงินที่กู้มาจะสร้างรายได้คืนมาได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นคือหนี้ดี วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจ วิธีจัดการหนี้สินธุรกิจที่ดีที่สุด คือเริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย แล้วเจรจากับเจ้าหนี้ จากนั้นตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามสถานะสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะมีสภาพคล่องดีและเติบโตได้อย่างมั่นคง ธุรกิจ หนี้สินเยอะ ทําไงดี 5 ขั้นตอนจัดการอย่างมีระบบ สรุป: หนี้สินธุรกิจ เข้าใจ จัดการ เติบโตได้ จัดการหนี้สินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นหนี้สินทุกรายการในที่เดียว ดูงบแสดงฐานะการเงินได้ทันที ติดตามเจ้าหนี้การค้าและภาษีค้างจ่ายโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปให้ปีละครั้ง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สิน ประกันหนี้สิน คืออะไร จำเป็นสำหรับ SME ไหม ประกันหนี้สินเป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ชดเชยความเสียหายเมื่อธุรกิจถูกเรียกร้องจากบุคคลภายนอก เช่น ประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม หรือประกัน D&O สำหรับ SME ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจยังไม่จำเป็น แต่ธุรกิจที่ให้บริการลูกค้าจำนวนมากหรือมีสินค้าที่อาจเกิดอันตราย ควรพิจารณา สินเชื่อส่วนบุคคล นำมาใช้ในธุรกิจได้หรือไม่ ทำได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลมักมีดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจ และไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ ถ้าต้องการเงินทุนหมุนเวียน ควรขอสินเชื่อ SME จากธนาคารโดยตรง ดอกเบี้ยถูกกว่าและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย หนี้สินก่อนจดทะเบียนสมรส กระทบธุรกิจอย่างไร หนี้สินที่เกิดก่อนสมรสเป็นหนี้ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้ร่วม แต่ถ้าเจ้าของกิจการนำเงินส่วนตัวมาลงทุนในบริษัท หนี้ส่วนตัวอาจส่งผลต่อสภาพคล่อง ซึ่งกระทบการเพิ่มทุนในอนาคตได้ แนะนำให้แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

สต๊อกสินค้า คืออะไร คู่มือจัดการสต๊อกสำหรับเจ้าของกิจการ

สต๊อกสินค้า คือหัวใจของธุรกิจที่ขายสินค้า ถ้าจัดการสต๊อกไม่ดี สินค้าขายดีหมดโดยไม่รู้ตัว ขณะที่สินค้าขายไม่ออกกองเต็มโกดัง เจ้าของกิจการที่วางระบบสต๊อกดีตั้งแต่ต้นจะลดต้นทุนจมและมีสินค้าพร้อมส่งเสมอ สต๊อกสินค้าคืออะไร สต๊อกสินค้า (Stock) หรือสินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าหรือวัตถุดิบทั้งหมดที่ธุรกิจเก็บไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต ในทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็น สินทรัพย์หมุนเวียน ที่แสดงในงบดุลของกิจการ ถ้าคุณเปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานให้กับบริษัทอื่น ของทุกชิ้นที่เก็บอยู่ในคลังรอส่งให้ลูกค้า คือสต๊อกสินค้าของคุณ ยิ่งจัดการดี ยิ่งลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสขายได้มากขึ้น ทำไมเจ้าของกิจการต้องจัดการสต๊อกสินค้า การจัดการสต๊อกที่ดีช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนจมที่ค้างอยู่ในสินค้าขายไม่ออก มีสินค้าพร้อมส่งเมื่อลูกค้าสั่ง และเห็นภาพรวมกำไรขาดทุนชัดเจน ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายอุปกรณ์ไอทีสั่งสินค้ามาเกินความต้องการ อะแดปเตอร์รุ่นเก่า 500 ชิ้นค้างสต๊อก ต้นทุนชิ้นละ 50 บาท เท่ากับเงิน 25,000 บาทจมอยู่กับสินค้าที่ราคาลดลงทุกวัน ถ้าวางแผนสต๊อกดีตั้งแต่ต้น เงินก้อนนี้สามารถนำไปหมุนซื้อรุ่นใหม่ที่ขายได้ดีกว่า ประเภทของสต๊อกสินค้าที่ควรรู้ สต๊อกสินค้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ประเภท ตัวอย่าง เหมาะกับธุรกิจ วัตถุดิบ (Raw Materials) ผ้า ด้าย กระดุม โรงงานผลิต ร้านเบเกอรี่ สินค้าระหว่างผลิต (Work in Progress) เสื้อที่ตัดแล้วยังไม่เย็บเสร็จ โรงงาน ร้านสั่งทำ สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) เสื้อผ้าพร้อมขาย สินค้า OEM ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก วัสดุสิ้นเปลือง (MRO Supplies) กล่องพัสดุ เทปกาว หมึกพิมพ์ ทุกธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ที่ซื้อมาขายไปจะเจอแค่ สินค้าสำเร็จรูป กับ วัสดุสิ้นเปลือง แต่ถ้าทำธุรกิจผลิตเอง จะต้องจัดการครบทั้ง 4 ประเภท วิธีจัดการสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการสต๊อกสินค้าที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ระบบแพง เริ่มจากหลักคิดที่ถูกต้องก็ช่วยลดปัญหาได้มาก ต่อไปนี้คือ 7 วิธีที่ SME นำไปใช้ได้ทันที 1. จัดหมวดหมู่สินค้าด้วยระบบ ABC Analysis ABC Analysis แบ่งสินค้าตามมูลค่าการขาย เพื่อให้โฟกัสจัดการสินค้าที่สำคัญที่สุดก่อน กลุ่ม สัดส่วนรายการ สัดส่วนมูลค่า วิธีจัดการ A (สำคัญมาก) ~20% ~80% ตรวจนับบ่อย สั่งซื้ออย่างระวัง B (สำคัญปานกลาง) ~30% ~15% ตรวจนับเป็นระยะ C (สำคัญน้อย) ~50% ~5% สั่งซื้อครั้งละมาก ลดความถี่ ตัวอย่าง ร้านขายอุปกรณ์ไอที สินค้ากลุ่ม A อาจเป็น iPhone, MacBook ที่ยอดขายสูง ส่วนกลุ่ม C อาจเป็นสาย USB ที่ราคาถูกแต่มีหลายร้อยรายการ 2. กำหนด Safety Stock และ Reorder Point Safety Stock คือจำนวนสินค้าขั้นต่ำที่ต้องมีในคลังเสมอเพื่อป้องกันสินค้าขาด ส่วน Reorder Point (ROP) คือจุดที่ต้องสั่งซื้อเพิ่ม สูตรคำนวณ ROP แบบง่าย ROP = (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลารอสินค้า) + Safety Stock ตัวอย่าง ร้านขายครีมกันแดดขายได้เฉลี่ยวันละ 10 ขวด สั่งสินค้าแต่ละครั้งรอ 7 วัน และกันสต๊อกสำรองไว้ 30 ขวด ROP = (10 × 7) + 30 = 100 ขวด เมื่อสต๊อกเหลือ 100 ขวด ต้องสั่งซื้อล็อตใหม่ทันที ไม่ต้องรอให้หมด 3. เลือกระบบจัดเรียงสินค้าที่เหมาะสม สินค้าที่มีวันหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ควรใช้ระบบ FIFO (First In, First Out) คือของที่เข้าคลังก่อนต้องออกก่อน ช่วยลดความเสี่ยงสินค้าหมดอายุค้างคลัง สินค้าที่ไม่เสื่อมสภาพตามเวลา เช่น อะไหล่ อุปกรณ์ สามารถเลือกจัดเรียงตามความสะดวกของพื้นที่คลัง แต่ต้องมีระบบติดป้ายกำกับชัดเจน 4. กำหนดรอบการนับสต๊อก การนับสต๊อกเป็นประจำช่วยให้ตัวเลขในระบบตรงกับของจริงในคลัง SME ควรนับอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือใช้วิธี Cycle Count คือนับทีละกลุ่มหมุนเวียนทุกสัปดาห์ ไม่ต้องปิดร้านนับทั้งหมดในวันเดียว อ่านรายละเอียดวิธีนับสต๊อกเพิ่มเติมได้ที่ วิธีนับสต๊อกสินค้าที่ถูกต้อง 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการ การใช้ Barcode หรือ QR Code ติดบนสินค้าทุกชิ้น ช่วยให้สแกนเข้า-ออกคลังได้เร็ว ลดข้อผิดพลาดจากการจดมือ ปัจจุบันเครื่องอ่าน Barcode ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1,000 บาท และแอพจัดการสต๊อกหลายตัวรองรับการสแกนผ่านกล้องมือถือได้เลย 6. วิเคราะห์ข้อมูลสต๊อกเป็นประจำ ตัวเลขที่ควรดูทุกเดือน ได้แก่ อัตราหมุนเวียนสินค้า (Inventory Turnover) สินค้าค้างสต๊อกนานเกิน 90 วัน และสินค้าที่ขายดี/ขายช้าที่สุด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตัดสินใจว่าควรสั่งซื้อสินค้าตัวไหนเพิ่ม และตัวไหนควรจัดโปรโมชันระบายสต๊อก 7. เชื่อมระบบสต๊อกเข้ากับระบบบัญชี จุดที่ SME หลายรายมองข้ามคือการเชื่อมข้อมูลสต๊อกเข้ากับบัญชี เมื่อขายสินค้า 1 ชิ้น ระบบควรตัดสต๊อกและบันทึกรายได้พร้อมกันอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสผิดพลาดและทำให้เห็นต้นทุนขายแบบ real-time วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ การคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นเรื่องสำคัญในทางบัญชี เพราะส่งผลต่อกำไรขาดทุนของธุรกิจโดยตรง มาตรฐานบัญชี TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ กำหนดวิธีที่ใช้ได้ 2 วิธีหลักในประเทศไทย วิธี หลักการ เหมาะกับ FIFO (First In, First Out) ต้นทุนล็อตแรกที่ซื้อ ถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สินค้ามีวันหมดอายุ สินค้าราคาขึ้นต่อเนื่อง ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) เฉลี่ยต้นทุนทุกล็อตรวมกัน สินค้าราคาผันผวน ร้านค้าที่สั่งซื้อบ่อย หมายเหตุ: วิธี LIFO (Last In, First Out) ไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรฐานบัญชีไทย (TAS 2) และมาตรฐานสากล (IFRS) จึงไม่แนะนำให้ใช้ ตัวอย่างการคำนวณแบบ FIFO สมมุติร้านขายเคสมือถือ (ชื่อสมมุติ) ซื้อสินค้า 2 ล็อต ขายไป 120 ชิ้น วิธี FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนจากล็อต 1 100 × 80 8,000 บาท ต้นทุนจากล็อต 2 20 × 90 1,800 บาท ต้นทุนขายรวม 8,000 + 1,800 9,800 บาท สินค้าคงเหลือ = 80 ชิ้น (จากล็อต 2) มูลค่า = 80 × 90 = 7,200 บาท ตัวอย่างการคำนวณแบบถัวเฉลี่ย ใช้ข้อมูลเดียวกัน วิธีถัวเฉลี่ยจะเฉลี่ยต้นทุนทั้ง 2 ล็อต รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนรวม (100 × 80) + (100 × 90) 17,000 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น 17,000 ÷ 200 85 บาท ต้นทุนขาย 120 ชิ้น 120 × 85 10,200 บาท จะเห็นว่าวิธีที่เลือกใช้ส่งผลต่อกำไรที่แสดงในงบการเงินโดยตรง FIFO ให้ต้นทุนขาย 9,800 บาท ส่วนถัวเฉลี่ยให้ 10,200 บาท กำไรต่างกัน 400 บาทจากรายการเดียว ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการสต๊อก ข้อผิดพลาดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ SME เจอซ้ำบ่อยที่สุด หลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่เริ่มต้นวางระบบ สรุป: สต๊อกสินค้าจัดการดี ธุรกิจเติบโตได้ไวขึ้น สต๊อกสินค้า คือสินทรัพย์ที่ส่งผลต่อกำไรขาดทุนโดยตรง เจ้าของกิจการที่จัดการสต๊อกเป็นระบบจะลดต้นทุนจม มีสินค้าพร้อมขายเสมอ และปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ เริ่มต้นง่ายที่สุด คือแบ่งกลุ่มสินค้าตามมูลค่า กำหนดจุดสั่งซื้อและสต๊อกขั้นต่ำให้ชัดเจน แล้วเลือกเครื่องมือที่เชื่อมสต๊อกกับบัญชีเพื่อลดงานซ้ำ จัดการสต๊อกพร้อมทำบัญชีครบในระบบเดียวด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการสต๊อกสินค้าพร้อมบันทึกบัญชีอัตโนมัติ รองรับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เมื่อบันทึกซื้อหรือขาย ระบบตัดสต๊อกและบันทึกบัญชีให้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสต๊อกสินค้า Stock มีกี่ประเภท สต๊อกสินค้าแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป และวัสดุสิ้นเปลือง ธุรกิจซื้อมาขายไปจะเจอส่วนใหญ่แค่สินค้าสำเร็จรูปกับวัสดุสิ้นเปลือง ส่วนธุรกิจผลิตจะครบทั้ง 4 ประเภท เมื่อไรควรเปลี่ยนจาก Excel มาใช้โปรแกรมจัดการสต๊อก เมื่อสินค้ามากกว่า 50 รายการ หรือมีคนดูแลสต๊อกมากกว่า 1 คน Excel จะเริ่มจัดการยากเพราะเสี่ยงคีย์ข้อมูลทับกัน หรือสูตรผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว โปรแกรมจัดการสต๊อกช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ สต๊อกสินค้าเกี่ยวกับการทำบัญชียังไง สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่แสดงในงบดุล และต้นทุนสินค้าที่ขายออกไปจะแสดงเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน วิธีคำนวณต้นทุน (FIFO หรือถัวเฉลี่ย) ส่งผลต่อตัวเลขกำไรโดยตรง จึงต้องเลือกให้เหมาะกับธุรกิจและใช้อย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนด ร้านค้าออนไลน์ต้องจัดการสต๊อกต่างจากร้านหน้าร้านไหม หลักการเหมือนกัน แต่ร้านออนไลน์ต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำของตัวเลขสต๊อกมากกว่า เพราะลูกค้าเห็นสถานะ มีสินค้า ในหน้าเว็บ ถ้าตัวเลขไม่ตรงกับของจริง จะเกิดปัญหาสั่งซื้อแล้วสินค้าหมด ทำให้เสียความน่าเชื่อถือธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

Performance คืออะไร ตัวชี้วัดที่คู่ค้าและนักลงทุนใช้ประเมินธุรกิจ

วลาคู่ค้ารายใหม่ขอดูตัวเลขก่อนเซ็นสัญญา หรือนักลงทุนนัดประชุมแล้วถามถึงผลประกอบการ ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะคำว่า Performance ในโลกธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานได้ดีหรือไม่ดี แต่อาจหมายถึงตัวเลขทางการเงินในธุรกิจของคุณแข็งแรงแค่ไหน โดยในบทความนี้ จะสรุปนิยาม Performance ในมุมผลประกอบการ พร้อมตัวชี้วัดที่ SME ควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงเวลาเจรจากับคู่ค้าหรือนักลงทุน Performance คืออะไร Performance ในบริบทธุรกิจ หมายถึง ผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการ (Financial Performance) ซึ่งวัดได้จากตัวเลขทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่าธุรกิจดำเนินงานได้ดีแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด Performance ในบริบทธุรกิจ กับความหมายทั่วไป ต่างกันอย่างไร คำว่า Performance มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท ในด้าน HR หมายถึงผลงานของพนักงาน ในด้าน IT หมายถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่เมื่อใช้ในบริบทบัญชีและการเงิน Performance หมายถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด อ่านได้จากงบการเงินของบริษัท บทความนี้เจาะเฉพาะ Performance ในมุมตัวชี้วัดผลประกอบการที่ stakeholder ใช้ประเมินธุรกิจก่อนร่วมงาน ทำไม Performance ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ หาคู่ค้ารายใหม่ หรือเปิดรับนักลงทุน ล้วนต้องแสดงตัวเลขผลประกอบการ ให้ธุรกิจของตนดูน่าเชื่อถือ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ว่าธุรกิจของคุณน่าร่วมงานด้วยหรือไม่ ยิ่ง Performance ชัดเจนเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็สูงขึ้นเท่านั้น คู่ค้า B2B ประเมินอะไรก่อนร่วมงาน คู่ค้า B2B มักประเมิน 3 เรื่องหลักก่อนตกลงทำธุรกิจด้วย นักลงทุนดูตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจ คู่ค้าอาจจะดูเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก แต่กับนักลงทุน มักต้องการข้อมูลมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อาทิ ตัวชี้วัดผลประกอบการที่ SME ต้องรู้ ตัวชี้วัดผลประกอบการ หรือ Financial Performance Metrics แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามหลักการบัญชี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้อัตราส่วนเหล่านี้วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเช่นกัน SME สามารถนำมาใช้ประเมินธุรกิจตัวเองได้ กลุ่มตัวชี้วัด ตัวอย่างอัตราส่วน บอกอะไร กำไร (Profitability) Gross Margin, Net Profit Margin สินค้าหรือบริการทำกำไรได้แค่ไหน สภาพคล่อง (Liquidity) Current Ratio, Quick Ratio จ่ายหนี้ระยะสั้นได้ทันหรือไม่ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ROA, ROE, Asset Turnover ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าแค่ไหน หนี้สิน (Leverage) D/E Ratio พึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใด การอ่านตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ วิธีติดตามผลประกอบการอย่างเป็นระบบ การรู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไรเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ SME ที่ต้องการติดตาม Performance อย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยบันทึกรายการและสรุปรายงานการเงินให้อัตโนมัติ และ PEAK Board แสดง Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที สรุป ตัวเลข Performance คือภาษาที่ธุรกิจใช้สร้างความน่าเชื่อถือ Performance ไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่เข้าใจตัวชี้วัดผลประกอบการและติดตามตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามา ก็พร้อมเจรจาได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือเริ่มจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพราะตัวเลขที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน จัดการผลประกอบการให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมสรุป Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ผ่าน PEAK Board – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Performance ผลประกอบการ ดูผลประกอบการของบริษัทอื่นได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบงบการเงินของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยค้นหาจากชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลที่แสดงจะเป็นงบการเงินที่บริษัทยื่นประจำปี ผลประกอบการติดลบ หมายความว่าธุรกิจจะล้มหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป ผลประกอบการติดลบหมายถึงค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ในงวดนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนขยายกิจการหรือต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือแนวโน้มย้อนหลัง 3-4 ไตรมาส ถ้าติดลบต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้ SME ต้องรายงานผลประกอบการบ่อยแค่ไหน นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อ DBD ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 5 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี แต่สำหรับการบริหารจัดการภายใน แนะนำให้ติดตามตัวเลขทุกเดือนหรืออย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้ปรับแผนได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

NPV คืออะไร สูตรคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ฉบับ SME

SME ที่กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องจักร จะเปิดสาขาเพิ่ม หรือลงทุนขยายกิจการดีหรือไม่ อาจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่มีตัวเลขคอยบอก แต่จริงๆ แล้วผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ NPV (Net Present Value) หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ที่จะช่วยตอบคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่จะตัดสินใจ โดยบทความนี้ จะพาคุณมาคำนวณด้วยตัวเลขจริง พร้อมเชื่อมโยงผลกระทบทางภาษีที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม NPV (Net Present Value) คืออะไร NPV หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ คือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยนำกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน แล้วหักด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือนี้ตอบคำถามว่า ถ้าลงทุนเงินก้อนนี้วันนี้ เงินที่ได้คืนในอนาคตจะคุ้มกว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า โดยผลลัพธ์มีได้ 2 กรณี NPV มีหลักการคิดยังไง เพราะเงิน 100,000 บาทวันนี้ กับ 100,000 บาทอีก 3 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากัน เงินที่มีอยู่วันนี้ สามารถนำไปลงทุน หรือฝากธนาคาร ให้เกิดกำไรงอกเงย สร้างผลตอบแทนได้ แต่หากถือไว้เฉยๆ อาจมีมูลค่าลดลง ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อ หลักคิดนี้เรียกว่า Time Value of Money หรือ มูลค่าเงินตามเวลา NPV ใช้หลักการนี้ในการคำนวณ โดยนำเงินที่จะได้ในอนาคต มาเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไปในวันนี้ สูตร NPV และองค์ประกอบที่ต้องรู้ สูตรการคำนวณคือ นำกระแสเงินสดสุทธิ (Cash Flow) ของแต่ละปี มาหารด้วย (1 + อัตราคิดลด) ยกกำลังจำนวนปี แล้วรวมทุกปีเข้าด้วยกัน จากนั้นหักเงินลงทุนเริ่มต้นออก NPV = ( CF ปีที่ 1 / (1+r)^1 + CF ปีที่ 2 / (1+r)^2 + … + CF ปีที่ n / (1+r)^ n ) – เงินลงทุนเริ่มต้น ตัวแปร ความหมาย CF (Cash Flow) กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับในแต่ละปี r (Discount Rate) อัตราคิดลด คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่คุณคาดหวัง n จำนวนปีที่ใช้ประเมิน Discount Rate (อัตราคิดลด) สำหรับ SME ไทยใช้เท่าไรดี Discount Rate คือ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการคาดหวังจากการลงทุน ถ้าโครงการไหนให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่านี้ ก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน สำหรับ SME ไทย discount rate ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8-15% โดยขึ้นอยู่กับ ตัวอย่างคำนวณ NPV สำหรับ SME กรณีซื้อเครื่องจักรขยายกิจการ สมมุติ บริษัท กอไก่ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องฉีดพลาสติกใหม่ราคา 1,000,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิต โดยมีข้อมูลประมาณการ ดังนี้ ขั้นตอนคำนวณแบบ step-by-step ปีที่ กระแสเงินสด (บาท) ตัวหาร (1+0.10)^n มูลค่าปัจจุบัน (บาท) 0 -1,000,000 1.000 -1,000,000 1 300,000 1.100 272,727 2 300,000 1.210 247,934 3 300,000 1.331 225,394 4 300,000 1.464 204,904 5 300,000 1.611 186,276 รวม NPV   137,235 บาท คำนวณแล้ว ได้ผลลัพธ์ 137,235 บาท ซึ่งเป็นบวก หมายความว่า การซื้อเครื่องจักรนี้คุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการประมาณ 137,235 บาท เมื่อเทียบกับการเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทน 10% เปรียบเทียบ ก่อน vs หลัง ใช้ NPV ช่วยตัดสินใจ  ไม่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ วิธีคิด ลงทุน 1 ล้าน ได้คืนปีละ 3 แสน 5 ปีได้ 1.5 ล้าน กำไร 5 แสน ลงทุน 1 ล้าน เงินที่ได้คืนในอนาคตคิดเป็นมูลค่าวันนี้ได้ 1,137,235 บาท กำไรจริง 137,235 บาท ข้อดี คิดง่าย เข้าใจเร็ว สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง เปรียบเทียบทางเลือกได้ ข้อจำกัด ไม่คำนึงถึงค่าเงินที่เปลี่ยนตามเวลา อาจตัดสินใจผิด ต้องประมาณกระแสเงินสดและ discount rate ให้แม่นยำ หากไม่คำนวณด้วย NPV เจ้าของกิจการอาจคิดว่า การลงทุนนี้ จะได้กำไร 500,000 บาท แต่พอคิดมูลค่าเงินตามเวลาแล้ว กำไรจริงอยู่ที่ 137,235 บาท ตัวเลขต่างกันมาก ในบางกรณี การคิดด้วย NPV อาจทำให้กำไรบางลง จนไม่คุ้มค่าการลงทุนได้ด้วย NPV กับผลกระทบทางภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม การคำนวณ NPV ให้แม่นยำ ไม่ได้ดูแค่รายรับ-รายจ่าย แต่ต้องคำนึงถึงภาษีด้วย เพราะภาษีมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดสุทธิ ที่ต้องใช้คำนวณในสูตรเช่นกัน ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์กับกระแสเงินสดใน NPV เมื่อซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท เงินทั้งก้อนนั้นไม่ได้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีเดียว แต่ทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เครื่องจักรสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้สูงสุด 20% ต่อปี (อายุการใช้งาน 5 ปี) เพราะค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายจริง แต่ช่วยลดกำไรทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือ เงินสดจริงที่เพิ่มเข้ามาในกระแสเงินสด ตัวอย่าง ถ้าเครื่องจักรราคา 1,000,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาท และกิจการเสียภาษีนิติบุคคล 20% จะประหยัดภาษีได้ปีละ 200,000 x 20% = 40,000 บาท เงินจำนวนนี้ทำให้กระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลลัพธ์การคำนวณสูงขึ้นตามไปด้วย สิทธิประโยชน์ภาษี (BOI และมาตรการลดหย่อน) ที่เปลี่ยน NPV นอกจากค่าเสื่อมราคาปกติ ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี หรือหักค่าเสื่อมราคาเร่งได้ สิทธิเหล่านี้เพิ่มกระแสเงินสดหลังภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนจากติดลบเป็นบวกได้ ก่อนคำนวณ ลองเช็คว่าการลงทุนของคุณเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษีใดบ้าง เพราะอาจเปลี่ยนผลการตัดสินใจทั้งหมด NPV กับ IRR ต่างกันอย่างไร ใช้ตัวไหนดีกว่า ตัวแรกบอกว่า โครงการนี้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไร ในขณะที่ IRR (Internal Rate of Return) บอกว่า โครงการนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์  NPV IRR บอกอะไร มูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงิน อัตราผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ตัดสินใจ NPV มากกว่า 0 ควรลงทุน IRR มากกว่า discount rate ควรลงทุน จุดแข็ง เปรียบเทียบโครงการขนาดต่างกันได้ชัดเจน เข้าใจง่าย สื่อสารกับคนอื่นได้เร็ว ข้อจำกัด ต้องกำหนด discount rate ก่อน อาจให้ผลลัพธ์หลายค่าในบางกรณี สำหรับผู้ประกอบการ SME แนะนำใช้ตัวแรกเป็นเครื่องมือหลัก เพราะบอกเป็นจำนวนเงินชัดเจน แล้วใช้ IRR เป็นตัวเสริมสำหรับสื่อสารกับหุ้นส่วนหรือธนาคาร สรุป NPV ช่วย SME ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเลข ไม่ใช่แค่ความรู้สึก การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกกิจการ เครื่องมืออย่าง NPV ช่วยให้คุณเปรียบเทียบทางเลือกด้วยตัวเลขที่สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง ไม่ใช่แค่บวกลบรายรับ-รายจ่ายแบบหยาบ และสิ่งที่ทำให้การคำนวณแม่นยำยิ่งขึ้น คือการนำข้อมูลกระแสเงินสดจริงของกิจการมาใช้ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ยิ่งข้อมูลจริง ผลลัพธ์ยิ่งน่าเชื่อถือ ใช้ข้อมูลจริงจากระบบบัญชีมาคำนวณ NPV ได้ทันที ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และรายงานวิเคราะห์ธุรกิจจาก PEAK Board จะช่วยให้คุณดึงตัวเลขจริงมาใช้คำนวณได้ทันที ไม่ต้องรวบรวมเอกสารเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NPV (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) NPV ติดลบ แปลว่าห้ามลงทุนเลยหรือเปล่า ไม่เสมอไป ผลลัพธ์ติดลบหมายความว่า ผลตอบแทนทางการเงินไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ discount rate ที่กำหนด แต่บางโครงการมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่ตัวเลขจับไม่ได้ เช่น การลงทุนเพื่อรักษาลูกค้ารายใหญ่ หรือสร้างแบรนด์ในตลาดใหม่ ในกรณีนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว ผู้ประกอบการ SME คำนวณ NPV ด้วยตัวเองได้ไหม ได้ เพราะหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องมีข้อมูล 3 อย่าง คือ เงินลงทุนเริ่มต้น กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้แต่ละปี และ discount rate สิ่งสำคัญคือข้อมูลกระแสเงินสดต้องมาจากตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว การดึงตัวเลขมาใช้จะง่ายขึ้นมาก ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวอะไรกับ NPV ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกจริง แต่ช่วยลดกำไรสุทธิทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้น ผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ควรรวมผลประหยัดภาษีจากค่าเสื่อมราคาเข้าไปในการคำนวณด้วย เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ตั๋วสัญญาใช้เงิน คืออะไร เครื่องมือการเงิน B2B ที่ธุรกิจต้องรู้

การทำธุรกิจ B2B มักไม่ได้เงินสดในทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของลูกค้า ยิ่งลูกค้าสั่งสินค้าหรือใช้บริการเยอะ เจ้าของกิจการก็ต้องรับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงนี้ จึงเกิดเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับเจ้าของกิจการ SME และยังคุ้มครองด้วยกฎหมาย ในบทความนี้ คุณจะได้รู้จักกับตั๋วสัญญาใช้เงิน การใช้งานจริง เงื่อนไขภาษี ข้อกฎหมาย ตลอดจนความเสี่ยงที่ SME ต้องรู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) คือเอกสารที่ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับตามวันที่กำหนด โดยไม่มีเงื่อนไขแนบท้าย เอกสารนี้มีผลบังคับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 982 ถึง 1011 ที่หากไม่จ่ายตามกำหนด ผู้ถือตั๋วฟ้องร้องได้ทันที องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตั๋วสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตั๋วจะมีผลทางกฎหมายได้ ต้องมีรายการครบตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 983 รายการ ตัวอย่าง คำว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน ในตัวเอกสาร ระบุไว้ที่หัวเอกสาร คำมั่นว่าจะใช้เงินโดยไม่มีเงื่อนไข จ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท วันถึงกำหนดใช้เงิน 90 วันนับจากวันที่ออกตั๋ว สถานที่ใช้เงิน สำนักงานใหญ่ บริษัท ก จำกัด ชื่อผู้รับเงิน บริษัท ข จำกัด วันที่และสถานที่ออกตั๋ว 1 กันยายน – กรุงเทพฯ ลายเซ็นผู้ออกตั๋ว กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หากขาดรายการใดรายการหนึ่ง ตั๋วอาจไม่สมบูรณ์และใช้บังคับไม่ได้ ทำไม SME ถึงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินแทนเงินสด ธุรกิจ B2B มักมียอดชำระสูง การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าหากไม่มีการทำเอกสารสัญญาให้ชัดเจน ผู้ขายจะเสียเปรียบหากเกิดการผิดนัดชำระ การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน จะช่วยปกป้องทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อได้เวลาหมุนเงิน และผู้ขายจะมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่าการใช้แค่ใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินยังสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หรืออาจนำไปขายกับธนาคาร เพื่อการรับเงินสดก่อนครบกำหนด ตัวอย่างการใช้ตั๋วสัญญา จัดการเครดิตคู่ค้า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุกเดือน มูลค่าราว 500,000 บาท แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที บริษัท ก ออกตั๋วกำหนดจ่ายภายใน 90 วัน วิธีนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วแลกเงิน ต่างกันตรงไหน เปรียบเทียบ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย ผู้รับผิดชอบจ่ายเงิน ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้เอง) ผู้จ่าย (ต้องรับรองก่อน) ต้องรับรองตั๋วก่อนหรือไม่ ไม่ต้อง ต้องมี (ผู้จ่ายรับรอง) กรณีใช้งาน การค้า B2B ระหว่างคู่ค้า การค้าระหว่างประเทศ SME ไทยที่ซื้อขายในประเทศมักเลือกตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะมีแค่ 2 ฝ่าย ไม่ต้องรอใครรับรอง ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับอากรแสตมป์ เสียเท่าไร และอย่างไร ตั๋วชนิดนี้ต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลำดับที่ 9 โดยคำนวณที่อัตรา 3 บาทต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท โดยผู้ออกตั๋วเป็นผู้เสียอากร อ้างอิงจากตัวอย่างเดิม – บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกตั๋วมูลค่า 500,000 บาท คำนวณอากรได้ดังนี้ 500,000 ÷ 2,000 = 250 x 3 = 750 บาท หมายความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 500,000 บาทนี้ ต้องติดอากร 750 บาท หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ ตั๋วใบนี้จะใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ ผู้ออกตั๋วและผู้รับตั๋ว จึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดอากรครบก่อนลงลายเซ็น ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องรู้ก่อนรับตั๋ว แม้ตั๋วจะมีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินแน่นอน หากผู้ออกตั๋วไม่มีเงินจ่ายเมื่อถึงกำหนด ผู้ถือตั๋วต้องฟ้องร้องเอง ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงหลักคือ หากผู้ออกตั๋วมีสถานะทางการเงินไม่มั่นคง ตั๋วเงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เว้นแต่จะระบุเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อธนาคารที่มีการประเมินเครดิตก่อน ผู้ที่จะรับตั๋วควรประเมินคู่ค้าทุกครั้ง วิธีประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนตอบตกลงรับตั๋วจากคู่ค้า ลองตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายอย่างง่าย เมื่อธุรกิจรับตั๋วจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินรับฝั่งสินทรัพย์ พร้อมลดยอดลูกหนี้การค้า และเมื่อตั๋วครบกำหนด ก็ลดยอดตั๋วเงินรับและเพิ่มเงินสดเข้ามาแทน หากธุรกิจเป็นฝ่ายออกตั๋วให้ซัพพลายเออร์ ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินจ่ายฝั่งหนี้สิน พร้อมลดยอดเจ้าหนี้การค้า เมื่อจ่ายเงินตามตั๋วแล้ว ก็ลดยอดตั๋วเงินจ่ายและลดเงินสด กรณีนำตั๋วไปขายลดกับธนาคาร ต้องบันทึกส่วนลดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินด้วย เพราะธนาคารจะหักส่วนลดก่อนจ่ายเงินให้ ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ต้องติดตามวันครบกำหนดของตั๋วทุกใบให้ดี หากพลาดอาจเสียสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้สลักหลัง แต่ถ้าไม่อยากพลาด ผู้ประกอบการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จะบันทึกรายการเหล่านี้ได้สะดวก พร้อมจัดหมวดหมู่ให้อัตโนมัติ ช่วยติดตามตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายได้ครบโดยไม่ต้องจัดการด้วยมือ สรุป ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเครื่องมือคู่ค้า ไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย ตั๋วเงินชนิดนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้นักกฎหมายใช้ แต่เป็นเครื่องมือที่ SME จัดการเครดิตคู่ค้าได้จริง ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ติดอากรแสตมป์ให้ครบ และประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วทุกครั้ง เมื่อทำครบทุกขั้นตอน ตั๋วจะกลายเป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ จัดการบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการรายงานการเงินครบในที่เดียว ลดงานซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการจัดการด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินมีอายุความเท่าไร อายุความในการฟ้องร้องเรียกเงินตามตั๋วคือ 3 ปี นับจากวันที่ตั๋วถึงกำหนดชำระ ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1001 ผู้ถือตั๋วควรเรียกเก็บเงินหรือฟ้องร้องก่อนหมดอายุความ ถ้าผู้ออกตั๋วไม่จ่ายเงินตามกำหนด ต้องทำอย่างไร ผู้ถือตั๋วยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลได้ โดยใช้ตั๋วเป็นหลักฐาน ข้อดีคือศาลถือว่าตั๋วเป็นหลักฐานแห่งหนี้ในตัว ไม่ต้องพิสูจน์ที่มาของมูลหนี้เพิ่ม จึงฟ้องง่ายกว่ากรณีที่มีแค่ใบแจ้งหนี้ ทั้งนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการให้ถูกขั้นตอน ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตั๋วเงินเป็นเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่การขายสินค้าหรือบริการ จึงไม่ต้องเสีย VAT ตัวตั๋วเอง แต่สินค้าที่เป็นต้นเหตุให้ออกตั๋ว เช่น การซื้อวัสดุก่อสร้าง ยังต้องเสีย VAT ตามปกติ สิ่งที่ต้องเสียสำหรับตัวตั๋วคืออากรแสตมป์เท่านั้นม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ทยอยจ่าย คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีผ่อนชำระและผลทางภาษี

ซื้อรถกระบะ เช่าซื้อเครื่องจักร หรือผ่อนค่าประกันภัย เจ้าของกิจการที่แบ่งจ่ายเป็นงวดต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก ถ้าบันทึกผิด งบการเงินจะคลาดเคลื่อน และอาจมีปัญหาตอนยื่นภาษี ทยอยจ่าย คืออะไร ทยอยจ่าย คือการแบ่งชำระเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวนครั้งเดียว ในทางบัญชี เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแยกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือส่วนที่ลดยอดหนี้ (เงินต้น) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ถ้าไม่แยก ราคาทุนสินทรัพย์จะสูงเกินจริง และค่าเสื่อมราคาก็ผิดตามไปด้วย รูปแบบการทยอยจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ ก่อนลงรายละเอียดการบันทึกบัญชี มาดูก่อนว่าเจ้าของกิจการ มักเจอการทยอยจ่ายแบบไหนบ้าง รูปแบบ ลักษณะ ตัวอย่าง ผ่อนชำระสินทรัพย์ (Hire Purchase) ซื้อของแล้วผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ ซื้อรถกระบะผ่อน 60 งวด สัญญาเช่าซื้อ (Finance Lease) เช่าใช้สินทรัพย์ระยะยาว มีทางเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา เช่าซื้อเครื่องจักร 36 งวด ผ่อนชำระเงินกู้ กู้เงินจากธนาคารแล้วทยอยคืนเป็นงวด กู้ซื้ออาคารสำนักงาน ทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นงวด แบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมหลายเดือน ค่าประกันภัยรายปี จ่ายเป็น 4 งวด แต่ละรูปแบบมีวิธีบันทึกบัญชีต่างกัน มาดูทีละกรณีพร้อมตัวอย่าง วิธีบันทึกบัญชีการทยอยจ่ายพร้อมตัวอย่าง บันทึกบัญชีซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนชำระ 20 งวด งวดละ 27,500 บาท (รวมดอกเบี้ย 50,000 บาท) วันที่ซื้อ บันทึกสินทรัพย์ตามราคาเงินสด (ไม่รวมดอกเบี้ย) และบันทึกหนี้สินส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รถยนต์ 600,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 50,000 เงินสด (ดาวน์) 100,000 เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 550,000 เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน (งวดละ 27,500 บาท สมมุติดอกเบี้ยงวดนี้ 2,500 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 25,000 ดอกเบี้ยจ่าย 2,500 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 2,500 เงินสด 27,500 หลักการคือ เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ลดยอดหนี้ (25,000 บาท) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (2,500 บาท) วิธีนี้ทำให้งบการเงินแสดงภาระหนี้คงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริง บันทึกบัญชีเช่าซื้อ การเช่าซื้อ (Finance Lease) บันทึกคล้ายกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างออกไป ได้แก่ “สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า” และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” ตาม TFRS 16 อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชี สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าซื้อเครื่องจักรมูลค่า 300,000 บาท ผ่อน 12 งวด รวมดอกเบี้ย 18,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า 300,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 18,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 318,000 เมื่อจ่ายค่างวด ก็แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตารางผ่อนชำระ วิธีทำและใช้งาน ตารางผ่อนชำระ ช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละงวด เงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นเท่าไร เป็นดอกเบี้ยเท่าไร และยอดคงเหลือเท่าไร ตัวอย่างตารางผ่อนชำระเครื่องจักรของบริษัท ข จำกัด (3 งวดแรก) งวดที่ ค่างวด ดอกเบี้ย เงินต้น ยอดคงเหลือ 1 26,500 1,500 25,000 275,000 2 26,500 1,375 25,125 249,875 3 26,500 1,249 25,251 224,624 ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ยิ่งจ่ายไปเรื่อย ส่วนดอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงินต้นจะเพิ่มขึ้น ผลทางภาษีของการทยอยจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการผ่อนชำระ เมื่อกิจการที่จด VAT ซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สิทธิ์ในการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีเมื่อไร สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ เพราะถ้าไม่มีใบกำกับภาษี จะนำ VAT มาหักไม่ได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการผ่อนชำระ โดยทั่วไป การผ่อนซื้อสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อสินค้า ไม่ใช่การจ้างบริการ แต่มีกรณีที่ต้องระวังคือ แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อดูรายละเอียดแต่ละสัญญา เพราะเงื่อนไขต่างกันได้ตามลักษณะธุรกรรม ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อผ่อน นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ได้ สินทรัพย์ที่ซื้อผ่อนชำระสามารถคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ เริ่มคิดตั้งแต่วันที่รับมอบสินทรัพย์ ไม่ต้องรอจ่ายครบ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนรถกระบะ 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 600,000 ÷ 5 ปี 120,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท/ปี นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี อ้างอิง กรมสรรพากร ผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร กรณีที่กิจการมีภาษีค้างจ่าย สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากรได้ แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ไม่เกิน 12 งวด สำหรับภาษีที่ค้างไม่เกิน 50,000 บาท อาจได้รับอนุมัติงวดมากกว่านั้นตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ อ้างอิง กรมสรรพากร เมื่อบันทึกบัญชี ให้บันทึกภาษีค้างจ่ายเป็นหนี้สิน แล้วลดยอดลงทุกครั้งที่จ่ายแต่ละงวด ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ให้บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่ง ข้อควรระวังในการบันทึกบัญชีทยอยจ่าย เรื่องที่เจ้าของกิจการต้องระวัง เพราะมักบันทึกผิดบ่อย สรุป: จัดการบัญชีทยอยจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก การทยอยจ่ายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินน่าเชื่อถือ และไม่มีปัญหาตอนยื่นภาษี สิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทยอยจ่ายในทางบัญชี ซื้อรถผ่อนชำระ บันทึกบัญชียังไง บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ตามราคาเงินสดในวันที่รับรถ พร้อมบันทึกเจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อน เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน ให้แยกส่วนเงินต้นลดยอดเจ้าหนี้ กับส่วนดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่าง Journal Entry ได้ในหัวข้อด้านบน ผ่อนชำระกับเช่าซื้อต่างกันอย่างไร ผ่อนชำระ (Hire Purchase) กรรมสิทธิ์โอนให้ผู้ซื้อเมื่อจ่ายครบ ส่วนเช่าซื้อ (Finance Lease) กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ์ซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชี ทั้งสองแบบบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างกัน ทยอยจ่ายค่าประกันภัยรายปี บันทึกบัญชีอย่างไร ค่าประกันภัยรายปีที่แบ่งจ่ายเป็นงวด ให้บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า” ในวันทำสัญญา แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนตามระยะเวลาที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ตามงวดที่จ่ายเงิน กิจการที่ไม่ได้จด VAT ซื้อของผ่อนชำระต้องทำอย่างไร บันทึกราคาทุนสินทรัพย์รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ราคาทุนสินทรัพย์สูงกว่ากิจการที่จด VAT และค่าเสื่อมราคาต่อปีก็จะสูงตามไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก