ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

แคชเชียร์เช็ค คืออะไร ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง วิธีซื้อและใช้ในธุรกิจ

ต้องจ่ายเงินค่าที่ดิน 5 ล้านบาท จะพกเงินสดไปก็ไม่ปลอดภัย โอนผ่านแอปก็เกินวงเงิน ทางออกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “แคชเชียร์เช็ค” เช็คที่ธนาคารเป็นคนออก รับรองว่ามีเงินจ่ายแน่นอน บทความนี้อธิบายว่าแคชเชียร์เช็คคืออะไร ต่างจากเช็คธรรมดายังไง ซื้อที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร ขึ้นเงินยังไง พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่เว็บอื่นไม่มีสอน แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) คืออะไร แคชเชียร์เช็คคือเช็คที่ออกโดยธนาคาร โดยธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อเช็คทันที แล้วออกเช็คในนามของธนาคารให้ผู้ซื้อนำไปมอบให้ผู้รับเงิน จุดสำคัญคือ ธนาคารเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน ไม่ใช่บุคคลหรือบริษัท ทำให้ผู้รับเช็คมั่นใจได้ว่าจะได้เงินแน่นอน ไม่มีปัญหาเช็คเด้งเหมือนเช็คทั่วไป (ยกเว้นธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier’s Check (สะกดแบบอเมริกัน) บางธนาคารเรียกว่า “เช็คของธนาคาร” หรือ “แบงก์ดราฟต์” แคชเชียร์เช็ค ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง แคชเชียร์เช็ค เช็คทั่วไป ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร บุคคล/บริษัท หักเงินเมื่อไร ทันทีที่ซื้อเช็ค เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน โอกาสเช็คเด้ง แทบไม่มี มีได้ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้อง (จ่ายเงินสดซื้อได้) ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียม ~20 บาท/ฉบับ ไม่มี (แต่มีค่าสมุดเช็ค) เหมาะกับ ธุรกรรมใหญ่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ จดทะเบียนบริษัท จ่ายค่าสินค้า/บริการทั่วไป สรุปง่าย ๆ คือ แคชเชียร์เช็คปลอดภัยกว่า เพราะธนาคารการันตีว่ามีเงินจ่ายจริง ส่วนเช็คทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบัญชีมีเงินพอหรือไม่ ณ วันที่นำไปขึ้นเงิน ใช้แคชเชียร์เช็คในสถานการณ์ไหนบ้าง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินมักแนะนำให้ใช้แคชเชียร์เช็คเพราะสะดวกและปลอดภัย ซื้อรถยนต์เงินสด ศูนย์รถยนต์ส่วนใหญ่รับแคชเชียร์เช็คเป็นช่องทางชำระเงินหลัก เพราะยอดเงินสูงเกินวงเงินโอนออนไลน์ของหลายธนาคาร ชำระเงินทุนจดทะเบียนบริษัท เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจขอดูหลักฐานว่ามีเงินทุนจริง ขั้นตอนคือ ผู้เริ่มก่อการต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท แล้วนำเงินค่าหุ้นฝากเข้าบัญชี โดยนิยมใช้วิธีซื้อเช็คแบงก์สั่งจ่ายในนามบริษัทแล้วนำไปฝาก เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเงินทุนจริง ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 5 บาท (ขั้นต่ำ 1 หุ้น × มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117) แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จดทะเบียนที่ 1-5 ล้านบาท ตามความน่าเชื่อถือที่ต้องการ ชำระเงินระหว่างธุรกิจ เมื่อคู่ค้าที่ยังไม่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อนต้องการความมั่นใจ แคชเชียร์เช็คช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ วิธีซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคาร ซื้อได้ที่ทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีกับธนาคารที่ซื้อ (แต่ถ้ามีบัญชีจะสะดวกกว่าเพราะหักจากบัญชีได้เลย) เตรียมข้อมูล: ชื่อผู้รับเงิน (ต้องระบุชัดเจน) จำนวนเงิน และบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุ พร้อมค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละธนาคารคิดใกล้เคียงกัน (ตรวจสอบอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ ธปท.) ธนาคาร ค่าธรรมเนียม/ฉบับ กสิกรไทย 20 บาท กรุงเทพ 20 บาท ไทยพาณิชย์ 20 บาท กรุงไทย 20 บาท บางธนาคารเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเช็คแบงก์ผ่านแอปมือถือหรือ Internet Banking ได้แล้ว โดยไม่ต้องไปสาขา ตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้บริการ รับแคชเชียร์เช็ค พร้อมใบเสร็จรับเงินและต้นขั้วเช็ค เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ข้อควรรู้: ถ้าซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารอาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) เช่น หลักฐานที่มาของเงิน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น บันทึกบัญชีแคชเชียร์เช็คยังไง เมื่อบริษัทซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วส่งมอบให้ผู้รับทันที: รายการ Dr. Cr. เจ้าหนี้การค้า (หรือบัญชีที่จ่าย) XXX เงินฝากธนาคาร XXX เงินถูกหักจากบัญชีทันทีที่ซื้อเช็ค จึงเครดิตเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอจนผู้รับนำเช็คไปขึ้นเงิน กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คไว้แต่ยังไม่ส่งมอบ: รายการ Dr. Cr. แคชเชียร์เช็ครอจ่าย XXX เงินฝากธนาคาร XXX พอส่งมอบเช็คให้ผู้รับแล้ว จึงบันทึก Dr. เจ้าหนี้ / Cr. เช็ครอจ่าย กรณีบริษัทรับเช็คแบงก์จากลูกค้า: รายการ Dr. Cr. เช็ครับ (สินทรัพย์) XXX ลูกหนี้การค้า XXX เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแล้ว จึงบันทึก Dr. เงินฝากธนาคาร / Cr. เช็ครับ สำหรับเช็คแบงก์จะขึ้นเงินได้ทันที (ไม่ต้องรอ clearing เหมือนเช็คทั่วไป) ถ้าเป็นสาขาเดียวกับที่ออกเช็ค สำหรับผู้ใช้ PEAK ระบบมีฟังก์ชันบันทึกเช็ครับ-จ่ายโดยเฉพาะ ไม่ต้องลงรายการด้วยมือ ดูวิธีใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้แคชเชียร์เช็ค สูญหายหรือถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารที่ออกเช็คทันทีเพื่อระงับการจ่ายเงิน แล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นำใบแจ้งความมายื่นกับธนาคารเพื่อขอออกเช็คใหม่ ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บต่างพื้นที่ ถ้านำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดอื่น อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น หมื่นละ 10 บาท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย ต่างจากเช็คทั่วไปที่เจ้าของบัญชีสั่งอายัดได้ ต้องนำตัวเช็คจริง ใบเสร็จ และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่สาขาธนาคารเพื่อทำเรื่องยกเลิกและขอเงินคืน ทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้ ปัจจุบันหลายธุรกรรมที่เคยต้องใช้เช็คแบงก์ สามารถใช้วิธีอื่นแทนได้แล้ว เช่น โอนเงินข้ามธนาคาร (ORFT) สำหรับยอดสูงถึง 2 ล้านบาท/ครั้ง พร้อมเพย์สำหรับยอดไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือบริการ Bulk Payment สำหรับจ่ายหลายรายพร้อมกัน แต่สำหรับธุรกรรมที่ต้องการหลักฐานทางกายภาพ (เช่น จดทะเบียนที่กรมที่ดิน) เช็คแบงก์ยังคงเป็นทางเลือกหลัก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคชเชียร์เช็ค แคชเชียร์เช็คมีอายุกี่วัน หมดอายุไหม ตามป.พ.พ. มาตรา 991 ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ยื่นเกิน 6 เดือนนับจากวันออก ในทางปฏิบัติ ธนาคารส่วนใหญ่แนะนำให้นำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินภายใน 6 เดือน ถ้าเกินกำหนดนี้อาจต้องติดต่อธนาคารเป็นกรณีพิเศษ แคชเชียร์เช็คขึ้นเงินต่างธนาคารได้ไหม ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีที่ธนาคารอื่นได้ แต่ต้องรอ clearing ประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้าต้องการเงินทันทีควรไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดียวกับที่ออกเช็ค ซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ต้องทำยังไง ซื้อได้ แต่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานที่มาของเงิน ควรเตรียมเอกสารไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา แคชเชียร์เช็คเด้งได้ไหม แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ออกเช็ค เงินอยู่ในความดูแลของธนาคาร กรณีเดียวที่อาจเกิดขึ้นคือธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งในประเทศไทยมีระบบกองทุนคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เข้าใจค่าเสื่อมราคา สรุปวิธีคำนวณและอัตราตามกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคา เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไป พูดง่ายๆ ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเหมือนการจ่ายเงินสด แต่กลับส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ และต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต หากไม่มีการคำนวณที่ถูกต้อง ตัวเลขทางบัญชีอาจไม่สะท้อนสภาพจริงของกิจการ และทำให้เจ้าของธุรกิจวางแผนผิดทิศได้โดยไม่รู้ตัว ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดู 5 ด้านสำคัญที่ค่าเสื่อมราคาสะท้อนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้วางแผนการเงินให้แม่นยำขึ้น ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรลดลงตามการใช้งาน สินทรัพย์ถาวรในที่นี้หมายถึงของที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคารสำนักงาน หรือคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 150,000 บาท คาดว่าใช้งานได้ 5 ปีก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่าย 150,000 บาททันทีในเดือนที่ซื้อ ร้านต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 30,000 บาท ตลอด 5 ปี เพื่อให้ต้นทุนกาแฟแต่ละปีสะท้อนการใช้เครื่องจริง สินทรัพย์ถาวร คืออะไร และอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อม สิสินทรัพย์ถาวร คือทรัพย์สินที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ มีตัวตนจับต้องได้ ใช้งานเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้มีไว้ขาย และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี เช่น เครื่องจักรในโรงงาน รถส่งของ หรืออาคารโกดังเก็บสินค้า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ธุรกิจซื้อมาจะต้องคิดค่าเสื่อมราคา ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4(5) กรมสรรพากรกำหนดชัดว่าทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมได้คือ “ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า” นั่นหมายความว่ามีของอยู่ 2 อย่างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเลย ที่ดินไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยสภาพแล้วที่ดินไม่เสื่อมสภาพลงตามการใช้งาน ต่างจากอาคารที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งต้องคิดค่าเสื่อม ส่วนสินค้าคงเหลือก็ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเช่นกัน เพราะสินค้าคงเหลือถูกซื้อมาเพื่อขายต่อ ไม่ใช่เพื่อใช้งานระยะยาว บัญชีจะบันทึกเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออกไปแทน ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพจริงของกิจการใน 5 เรื่องหลัก วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา มีกี่วิธี ค่าเสื่อมราคาคำนวณได้ 4 วิธีหลัก แต่ละวิธีเหมาะกับสินทรัพย์ต่างประเภทกัน วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี สูตรคือ ราคาทุนลบมูลค่าซาก (ราคาที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ได้เมื่อเลิกใช้งาน) หารด้วยอายุการใช้งาน ตัวอย่าง บริษัท ขนส่งไว จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคาทุน 500,000 บาท มูลค่าซากประเมินไว้ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี คำนวณได้ (500,000 ลบ 50,000) หารด้วย 5 เท่ากับ 90,000 บาทต่อปี เท่ากันทุกปีตลอด 5 ปี ดูตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้คิดค่าเสื่อมสูงในปีแรกแล้วค่อยๆ ลดลง โดยใช้อัตราเส้นตรงคูณ 2 แล้วคูณกับมูลค่าคงเหลือต้นปี วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits) เป็นอีกวิธีแบบเร่งค่าเสื่อม เหมาะกับเครื่องจักรหรือยานพาหนะที่มีอายุใช้งานพอสมควรแต่เสื่อมสภาพเร็วในช่วงต้น คำนวณจากผลรวมจำนวนปีมาหารสัดส่วนในแต่ละปี วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงทำงาน (Units of Production) เหมาะกับสินทรัพย์ที่วัดปริมาณการใช้งานได้ชัดเจน เช่น เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงาน คำนวณจากราคาทุนลบมูลค่าซาก หารด้วยจำนวนหน่วยผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุการใช้งาน ตารางเปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา วิธีคำนวณ ลักษณะค่าเสื่อม เหมาะกับสินทรัพย์ เส้นตรง เท่ากันทุกปี อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ยอดลดลงทวีคูณ สูงปีแรก ลดลงเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลรวมจำนวนปี สูงปีแรก ลดลงแบบขั้นบันได เครื่องจักร ยานพาหนะ ตามผลผลิต ผันตามปริมาณใช้งานจริง เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงานได้ อัตราค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย ต้องหักเท่าไร สำหรับการคำนวณภาษี กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 แยกตามประเภทสินทรัพย์ดังนี้ ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร 5 เปอร์เซ็นต์ อาคารชั่วคราว 100 เปอร์เซ็นต์ สิทธิการเช่า (ไม่มีสัญญาต่ออายุ) 100 หารด้วยจำนวนปีอายุสัญญาเช่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสามารถเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ตามอายุการใช้งานจริง แต่ห้ามหักเกินเพดานที่กำหนด (อ้างอิงจากกรมสรรพากร พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) สิทธิพิเศษสำหรับ SME ถ้าธุรกิจมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กฎหมายให้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเร่งด่วนในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ดังนี้ สิทธินี้ช่วยให้ธุรกิจ SME ลดภาษีได้เร็วขึ้นในปีที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ค่าเสื่อมราคา ต่างจากค่าตัดจำหน่ายอย่างไร ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นแนวคิดเดียวกันคือทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้เรียกกับสินทรัพย์คนละประเภท ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือค่าความนิยม (กู๊ดวิล) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท จะบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้ในกิจการราคา 200,000 บาท จะบันทึกเป็นค่าตัดจำหน่ายแทน แม้หลักการคำนวณจะคล้ายกันมาก ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาได้แล้ว ต้องบันทึกบัญชีทุกสิ้นงวดหรือสิ้นปี โดยลงรายการดังนี้ เดบิต (ฝั่งบันทึกรายการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์) ค่าเสื่อมราคา บันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่าย เครดิต (ฝั่งตรงข้ามของเดบิต) ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกในงบแสดงฐานะการเงิน หักจากมูลค่าสินทรัพย์ ตัวอย่างจากร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ที่คำนวณค่าเสื่อมเครื่องชงกาแฟได้ปีละ 30,000 บาท จะบันทึกบัญชีทุกสิ้นปีเป็น เดบิตค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท เครดิตค่าเสื่อมราคาสะสม 30,000 บาท เมื่อครบ 5 ปี ยอดค่าเสื่อมราคาสะสมจะเท่ากับ 150,000 บาท เท่ากับราคาทุนของเครื่องพอดี ค่าเสื่อมราคาสะสมนี้จะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์ของงบแสดงฐานะการเงิน หักลบจากราคาทุนเดิม ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชีที่แท้จริงของสินทรัพย์ในวันนั้น สรุป: จัดการค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนจริง วางแผนลงทุนทันเวลา และใช้สิทธิลดภาษีได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องจำคือ ที่ดินและสินค้าคงเหลือไม่ต้องคิดค่าเสื่อม เลือกวิธีคำนวณให้เหมาะกับประเภทสินทรัพย์ และตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ที่ได้สิทธิหักเร่งด่วนหรือไม่ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ แม่นยำตามกฎหมาย ด้วย PEAK Asset ถ้าไม่อยากคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยมือทุกเดือนPEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกรายงานสินทรัพย์ถาวรได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุน ส่วนค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดสินทรัพย์ หักลบจากราคาทุนของสินทรัพย์นั้นในงบแสดงฐานะการเงิน ค่าเสื่อมราคา คิดยังไงให้เร็วที่สุด วิธีที่คำนวณง่ายและเร็วที่สุดคือวิธีเส้นตรง เอาราคาทุนลบมูลค่าซาก แล้วหารด้วยจำนวนปีอายุการใช้งาน ได้ตัวเลขที่ต้องหักต่อปีทันที เหมาะกับสินทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ต้องการคำนวณซับซ้อน ค่าเสื่อมราคา ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษเรียกว่า Depreciation ส่วนค่าตัดจำหน่ายเรียกว่า Amortization ทั้งสองคำมักถูกใช้แยกกันตามประเภทสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนหรือทุกปี ทางบัญชีสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งรายเดือนและรายปี ขึ้นอยู่กับรอบการปิดงบของธุรกิจ ถ้าต้องการดูตัวเลขกำไรขาดทุนรายเดือนที่แม่นยำ แนะนำให้คิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนแทนการคิดรวมทีเดียวตอนสิ้นปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ปรับเงินเดือนพนักงาน คำนวณยังไง อัปเดตกฎหมายแรงงาน

ถึงช่วงปลายปีทีไร เจ้าของกิจการ SME ต้องปวดหัวกับคำถามเดิมที่ว่า เราควรปรับเงินเดือนให้พนักงานเท่าไรดี จะปรับน้อยกลัวคนลาออก ปรับมากก็กลัวบริษัทแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเงินเดือน ตั้งแต่กฎหมายแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ การคำนวณเงินเดือน 3 แบบ ตลอดจนปัจจัยที่ควรพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงาน กฎหมายแรงงานว่าด้วยเรื่องค่าจ้าง สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ ก่อนจะคิดปรับเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องรู้กรอบกฎหมายก่อน ลดเงินเดือนไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างไม่สามารถลดค่าจ้างลูกจ้างได้ หากไม่ได้รับความยินยอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากตกลงกับลูกจ้างได้ ต้องมีการลงลายลักษณ์อักษร จ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศ ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จ่ายเงินเดือนตรงเวลาทุกเดือน ต้องจ่ายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงไว้ ถ้าจ่ายล่าช้าถือว่าผิดสัญญาจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กฎหมายใหม่ 2569) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 2569 นายจ้างต้องปรับเงินเดือนไหม อัตราค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) กระทรวงแรงงาน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตรา 337–400 บาทต่อวัน โดยแต่ละจังหวัด มีกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป พื้นที่อัตราสูงสุด 400 บาท/วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และ อ.เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ส่วนอัตราต่ำสุด 337 บาท/วัน อยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หมายเหตุ: หากมีพนักงานคนใดที่ยังได้ค่าตอบแทนไม่ถึงขั้นต่ำ นายจ้างต้องปรับให้ค่าแรงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สูตรคำนวณปรับเงินเดือนแบบเปอร์เซ็นต์ วิธีการคำนวณการปรับเงินเดือนขั้นพื้นฐาน สำหรับองค์กร SME ขนาดเล็ก สามารถทำได้ตามสูตรนี้ เงินเดือนใหม่ = เงินเดือนเดิม × (1 + อัตราปรับ%) ตัวอย่าง: เงินเดือนเดิม 25,000 บาท ปรับขึ้น 5% 25,000 × (1 + 0.05) = 25,000 × 1.05 = 26,250 บาท → เพิ่มขึ้น 1,250 บาท/เดือน เงินเดือนเดิม ปรับ 3% ปรับ 5% ปรับ 7% 15,000 15,450 (+450) 15,750 (+750) 16,050 (+1,050) 25,000 25,750 (+750) 26,250 (+1,250) 26,750 (+1,750) 40,000 41,200 (+1,200) 42,000 (+2,000) 42,800 (+2,800) ฐานเฉลี่ยการปรับเงินเดือนในประเทศไทย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ จะอยู่ที่ 4-6% ต่อปี แต่สำหรับธุรกิจ SME อาจปรับขึ้นตามกำลังของบริษัท สูตรปรับฐานเงินเดือนตามโครงสร้างองค์กร (Compa-Ratio) สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนชัดเจน หรือกระบอกเงินเดือนชัดเจน อาจใช้ Compensation Ratio เพื่อช่วยตัดสินใจว่าควรปรับเท่าไร สูตร: Compa-Ratio = เงินเดือนปัจจุบัน ÷ เงินเดือนกลาง (Midpoint) ของตำแหน่ง หมายเหตุ: ตำแหน่งนักบัญชี มีเงินเดือนกลางอยู่ที่ 30,000 บาท โดยนายไก่ ได้เงินเดือนที่ 25,000 บาท เมื่อคำนวณ Compa-Ratio จะได้ที่ 25,000 ÷ 30,000 = 0.83 ตัวเลขนี้หมายความว่า นายไก่ยังได้ต่ำกว่าค่ากลางของตำแหน่งอยู่ 17% ควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เข้าใกล้ค่ากลางมากขึ้น ส่วนพนักงานที่ Compa-Ratio เกิน 1.0 แสดงว่าได้สูงกว่าค่ากลางแล้ว อาจพิจารณาปรับเงินเดือนในอัตราต่ำลง หรือพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นแทน ปรับเงินเดือนตามผลงาน (Performance-Based) คำนวณยังไง องค์กรขนาดใหญ่ มักใช้คะแนนประเมินผลงานเป็นตัวกำหนดอัตราปรับ แทนที่จะปรับเท่ากันทุกคน โดยมีลักษณะ ดังนี้ ระดับผลงาน คะแนน อัตราปรับ (ตัวอย่าง) ดีเด่น (Outstanding) 5 8-10% ดีมาก (Very Good) 4 6-7% ดี (Good) 3 4-5% พอใช้ (Fair) 2 2-3% ต้องปรับปรุง (Needs Improvement) 1 0% วิธีนี้ จะมอบรางวัลให้กับพนักงานที่มีผลงานดี ช่วยลดความขัดแย้ง แต่องค์กรเองต้องมีระบบประเมินการทำงานที่เป็นธรรมด้วย ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาก่อนปรับเงินเดือน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นายจ้างต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกปี ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนายจ้างและองค์กร ที่มีสิทธิ์ในการปรับเงินเดือนได้ตามเหมาะสม โดยอาจคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ผลประกอบการของบริษัท — ต้องดูว่ากำไรขององค์กร มีมากเพียงพอจะรับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราเงินเฟ้อ — บริษัทควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เทียบเท่า หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย ค่าตอบแทนในตลาด — หากคู่แข่งพร้อมจ่ายมากกว่า ลูกจ้างอาจย้ายบริษัท องค์กรจึงควรพิจารณาจากอัตราตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกัน อายุงานและความรับผิดชอบ — ลูกจ้างที่อยู่มานานหรือรับภาระงานมากขึ้นควรได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเป็นพิเศษ จัดการปรับเงินเดือนทั้งบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK การปรับเงินเดือนพนักงานทีละคนใน Excel เสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ประกันสังคมตามเพดานใหม่ และออกสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง PEAK Payroll ช่วยปรับฐานเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทได้ในไม่กี่คลิก ระบบคำนวณภาษีและประกันสังคมให้อัตโนมัติตามอัตราใหม่ ออกสลิปให้พนักงานทุกคน และลงบัญชีเงินเดือนต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนพนักงาน ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ละจังหวัด จะหาอ่านได้จากไหน สามารถอ่านประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดได้ จากหน้าเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน การคำนวณเงินเดือนขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ คิดยังไง ทำได้โดยใช้เงินเดือนเดิมคูณ 1.03 ตัวอย่าง: เงินเดือน 20,000 × 1.03 = 20,600 บาท หากต้องการปรับเปอร์เซนต์อื่น ให้แทนค่าในเลข 1.xx แทน ปรับเงินเดือนพนักงานแต่ละคนไม่เท่ากัน ผิดกฎหมายไหม ไม่ผิด ถ้ามีเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ปรับตามผลประเมินผลงาน ตามอายุงาน หรือตามโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น ปรับตามเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะสมรส นายจ้างลดเงินเดือนพนักงานไม่ได้ แต่บริษัทขาดทุน แล้วบริษัทมีตัวเลือกอะไรบ้าง หากบริษัทต้องการลดต้นทุนด้านบุคลากร อาจเริ่มจากพิจารณาลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ่ายโบนัส แต่ในทุกการตัดสินใจ ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกฎหมายใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ปรับเงินเดือนพนักงานแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเปลี่ยนไหม การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะคิดจากเงินได้สุทธิทั้งปี โดยเมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เงินได้สุทธิสูงขึ้นเช่นกัน อาจทำให้เข้าขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม นายจ้างจึงต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ตั้งแต่เดือนที่ปรับเงินเดือน และปรับยอดหักในสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Audit คืออะไร สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้ ทำไมธุรกิจต้องตรวจสอบบัญชี

สำหรับเจ้าของกิจการ SME ไทย คำว่า “ออดิท” มักทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าธุรกิจคุณจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กฎหมายไทยกำหนดให้ต้องผ่าน audit ทุกปี ไม่ว่าจะมีกำไรหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจว่า audit คืออะไร มีกี่ประเภท และมีขั้นตอนทำอย่างไร ทำความรู้จัก ออดิท (Audit) คืออะไร? Audit คือ การตรวจสอบและประเมินข้อมูลทางการเงิน การดำเนินงาน หรือระบบต่างๆ ขององค์กร โดยผู้ตรวจสอบที่มีความเป็นอิสระ เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รายงานออกมาตรงกับความเป็นจริง คำว่า “ออดิท” มาจากภาษาละตินว่า audire ที่แปลว่า “ได้ยิน” ในอดีตผู้ตรวจสอบจะ “ฟัง” การอ่านบัญชีดังๆ เพื่อตรวจความถูกต้อง วันนี้ audit ซับซ้อนกว่านั้นมาก โดยผู้ตรวจสอบจะเข้ามาดูเอกสาร พูดคุยกับพนักงาน และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้อง ทำไม audit ถึงสำคัญ? เพราะการออดิทเปรียบเสมือนกับหลักประกันที่ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งนักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้าที่จะมาลงทุนกับบริษัทต่างมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับ Audit มีกี่ประเภท? รู้จักก่อนเลือกใช้ถูก ถ้าพูดถึงคำว่า “การตรวจสอบบัญชี” หรือ “Audit” หลายคนอาจจะคิดว่ามันเหมือนๆ กันไปหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Audit แบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับ “คนตรวจ” และ “เป้าหมาย” ซึ่งมีความสำคัญกับธุรกิจแตกต่างกันไป ดังนี้ แบ่งตาม “ผู้ตรวจ” — 3 ประเภทหลัก การตรวจสอบภายนอก (External Audit) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของงบการเงินโดยบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคคลทั่วไปและหน่วยงานราชการ โดยกฎหมายไทยบังคับให้บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดทุกแห่งต้องทำเป็นประจำทุกปี ผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบและเซ็นรับรองงบการเงินนี้ได้ จะต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี หรือหากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กก็สามารถใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) เป็นการตรวจสอบเพื่ออุดรอยรั่วและประเมินระบบการควบคุมภายในขององค์กร โดยเน้นดูว่าขั้นตอนการทำงานมีประสิทธิภาพไหม มีจุดไหนที่มีความเสี่ยงหรือเสี่ยงต่อการทุจริตหรือไม่ การตรวจประเภทนี้มักพบในธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่เตรียมตัวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการเช็กสุขภาพองค์กรอยู่เสมอ คนตรวจจะเป็นผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ซึ่งเป็นได้ทั้งทีมพนักงานในบริษัทเอง หรือจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากภายนอก (Outsource) เข้ามาช่วยดูก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการวางระบบและบัญชีอย่างดี การตรวจสอบของรัฐ (Government Audit) เป็นการตรวจสอบการบริหารจัดการเงินและทรัพย์สินของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย กลุ่มที่ต้องรับการตรวจนี้จึงจำกัดเฉพาะหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่างๆ ที่มีการเบิกใช้เงินงบประมาณของรัฐ โดยมีหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือหน่วยงานตรวจสอบเฉพาะของภาครัฐเป็นผู้เข้าตรวจสอบ แบ่งตาม “ลักษณะงาน” — 5 ประเภทที่พบบ่อย Financial Audit (การตรวจสอบทางการเงิน) เป็น audit ที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จะตรวจสอบงบการเงินประจำปี เช่น งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เป้าหมายคือยืนยันว่างบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs สำหรับ SME ทั่วไป) Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) Internal Audit คือ การตรวจสอบที่ทำโดยทีมงานภายในองค์กรเอง หรือที่ปรึกษาที่จ้างมา เพื่อประเมินว่าระบบงานมีประสิทธิภาพ การควบคุมภายในแข็งแกร่งพอ และพนักงานทำตามนโยบายบริษัทจริงไหม ต่างจาก Financial Audit ที่มุ่งเน้นงบการเงิน Internal Audit มองภาพรวมของการดำเนินงานทั้งองค์กร Operational Audit (การตรวจสอบการดำเนินงาน) ตรวจสอบว่าการดำเนินงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ โดยเน้นที่ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า เช่น ขั้นตอนจัดซื้อใช้เวลานานเกินไปไหม หรือต้นทุนการผลิตสูงกว่าที่ควรไหม IT Audit (การตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ) ในยุคที่ธุรกิจพึ่งพาระบบดิจิทัล IT Audit คือการตรวจสอบว่าระบบ IT ขององค์กรมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และข้อมูลไม่รั่วไหล ธุรกิจที่ดูแลข้อมูลลูกค้าจำนวนมากควรให้ความสำคัญกับ audit ประเภทนี้ Compliance Audit (การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ) ตรวจสอบว่าองค์กรปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรฐานที่กำหนดจากภายนอกหรือไม่ เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี หรือมาตรฐาน ISO ที่ได้รับการรับรองไว้ Auditor คือใคร? เข้าใจก่อนว่าต้องจ้างใคร Auditor คือ ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ “ออดิเตอร์” ไม่ได้มีแค่คนเดียว แบ่งออกได้หลักๆ 3 ประเภทที่ SME ไทยต้องรู้จัก ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) — External Auditor คือผู้ตรวจสอบบัญชีจากภายนอกที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชน บริษัทจำกัดทุกแห่งในไทยต้องจ้าง CPA ตรวจสอบงบการเงินทุกปี ไม่มีข้อยกเว้น (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ผู้ตรวจสอบบัญชีภาษีอากร (TA) คือผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมสรรพากร ตรวจสอบงบการเงินได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ค่าธรรมเนียมมักถูกกว่า CPA ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) คือพนักงานหรือทีมงานภายในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการทำงานภายใน ไม่ต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความรู้ด้านบัญชีและการตรวจสอบ มักพบในธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ จุดสำคัญที่คนมักสับสน: External Auditor (CPA/TA) ตรวจงบการเงินเพื่อรายงานให้บุคคลภายนอก ส่วน Internal Auditor ตรวจระบบภายในเพื่อรายงานให้ผู้บริหาร ทั้งสองมีบทบาทต่างกัน รายการ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ใบอนุญาตจาก สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) กรมสรรพากร ไม่ต้องมีใบอนุญาต ตรวจให้ใคร บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน หจก. ที่ทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ทุกประเภท รายงานถึง ผู้ถือหุ้น, DBD, สรรพากร สรรพากร ผู้บริหารและคณะกรรมการ ค่าธรรมเนียม สูงกว่า (ตามขนาดงาน) ถูกกว่า CPA ขึ้นกับโครงสร้างองค์กร กฎหมายบังคับ บริษัทจำกัดทุกแห่ง เฉพาะ หจก. ที่เกินเกณฑ์บางส่วน กฎหมายไม่บังคับ (สมัครใจ) ขั้นตอนการทำ Audit มีอะไรบ้าง? การ audit มาตรฐานมี 4 ขั้นหลัก ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 2–8 สัปดาห์ขึ้นกับขนาดกิจการ ขั้นที่ 1 — วางแผนและกำหนดขอบเขต Auditor จะศึกษาธุรกิจของคุณก่อน เช่น ประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ความเสี่ยงที่อาจมี แล้วกำหนดว่าจะตรวจอะไร ช่วงไหน และใช้เวลานานแค่ไหน ขั้นนี้มักจบด้วยการลงนามในสัญญาให้บริการ ขั้นที่ 2 — รวบรวมหลักฐานและตรวจสอบ นี่คือขั้นที่ใช้เวลานานที่สุด Auditor จะขอเอกสารจากคุณ เช่น สมุดบัญชี ใบกำกับภาษี สัญญาต่างๆ รายการธนาคาร และอาจสัมภาษณ์พนักงานบางคน ตัวอย่าง: ถ้าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดลูกหนี้ 5 ล้านบาทในงบ Auditor อาจขอดูใบแจ้งหนี้และการยืนยันยอดจากลูกค้าว่าตัวเลขตรงกันจริง ขั้นที่ 3 — วิเคราะห์และประเมินผล Auditor วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมา เปรียบเทียบกับปีก่อน ตรวจสอบว่ามีความผิดปกติ ข้อผิดพลาด หรือความเสี่ยงที่ต้องรายงานหรือไม่ ขั้นที่ 4 — จัดทำรายงานผู้สอบบัญชี ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “รายงานผู้สอบบัญชี” ที่ Auditor จะแสดงความเห็นว่างบการเงินของคุณถูกต้องหรือไม่ มี 4 ระดับความเห็น ได้แก่ ไม่มีเงื่อนไข (ดีที่สุด) มีเงื่อนไข ปฏิเสธการแสดงความเห็น และไม่แสดงความเห็น ทำไมธุรกิจต้อง Audit? ประโยชน์ที่ SME มองข้ามไม่ควร หลายคนมองว่า audit คือภาระ แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์ชัดเจนอย่างน้อย 4 ด้าน สร้างความน่าเชื่อถือกับนักลงทุนและธนาคาร งบการเงินที่ผ่าน audit จาก CPA ทำให้ธนาคารและนักลงทุนมั่นใจในตัวเลขที่คุณนำเสนอ เพิ่มโอกาสได้รับสินเชื่อหรือดึงดูดเงินลงทุนได้ง่ายขึ้น ป้องกันทุจริตและลดความเสี่ยง เมื่อพนักงานรู้ว่ามีการ audit ประจำปี โอกาสที่จะมีการยักยอกหรือปลอมแปลงเอกสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าเกิดความผิดปกติก็ตรวจพบได้เร็วก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัว ปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทจำกัดในไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจาก CPA ต่อ DBD ทุกปี ไม่ส่งหรือส่งช้ามีโทษปรับ ปรับปรุงระบบภายในให้แข็งแกร่ง Auditor มักให้คำแนะนำจุดอ่อนในระบบบัญชีหรือการควบคุมภายในที่เจ้าของกิจการมองข้าม ทำให้ธุรกิจวางแผนและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น บริษัทไหนต้อง Audit ตามกฎหมายไทย? นี่คือส่วนที่ SME ไทยถามบ่อยที่สุด ขึ้นอยู่กับรูปแบบนิติบุคคลของธุรกิจคุณ (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด — ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินทุกปีโดยไม่มีข้อยกเว้น และต้องส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) — แบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 หาก ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวม เกิน 30 ล้านบาท (หรือทุนเกิน 5 ล้านบาท) ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงิน กรณีที่ 2 หาก ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และสินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท — ยกเว้นไม่ต้องมี CPA ตรวจรับรองงบการเงิน แต่ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) พร้อมรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ต่อกรมสรรพากร สรุปง่ายๆ: ถ้าจดเป็นบริษัทจำกัด ต้องจ้าง CPA เสมอ ส่วน หจก. เล็กที่ยังไม่เกินเกณฑ์อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีให้ชัดเจนก่อน เตรียมพร้อมรับการ Audit อย่างไร? สิ่งที่ต้องทำก่อน Auditor เข้า ยิ่งจัดระบบได้ดีก่อน audit ยิ่งใช้เวลาน้อย ค่าธรรมเนียมอาจถูกลง และผลลัพธ์ออกมาดี นี่คือสิ่งที่ควรเตรียม จัดเอกสารให้ครบและเป็นระบบ Auditor จะขอเอกสารเหล่านี้เสมอ ได้แก่ งบการเงิน สมุดบัญชีรายวัน รายการธนาคาร ใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย สัญญาต่างๆ และเอกสารประกอบการลงบัญชี ทุกอย่างควรเก็บไว้ที่เดียวและหาง่าย ตรวจสอบตัวเลขให้ตรงกับบัญชี ยอดธนาคารต้องตรงกับสมุดบัญชี ยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องตรงกับเอกสารประกอบ ถ้ามีส่วนต่างต้องอธิบายได้ ให้ข้อมูลกับทีมงานก่อน บอกพนักงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมี audit เพื่อเตรียมพร้อมตอบคำถาม Auditor ไม่ใช่ซ่อนข้อมูล แต่ให้ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดระบบ ถ้าบัญชียังทำใน Excel หรือสมุดกระดาษ การหาข้อมูลย้อนหลังจะยากและใช้เวลานาน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยจัดเก็บเอกสาร รายการธนาคาร และงบการเงินไว้เป็นระบบ ทำให้เตรียมข้อมูลก่อน audit ได้ง่ายขึ้นมาก สรุป: Audit ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ต้องรู้จักเตรียมพร้อม Audit คือเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเติบโตอย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่ภาระตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องจำจากบทความนี้: เริ่มจัดระบบบัญชีให้พร้อม Audit ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ถ้าอยากเตรียมพร้อมรับการ audit โดยไม่ต้องตามหาเอกสารวุ่นวาย PEAK Account ช่วยจัดระบบบัญชี ออกเอกสาร และดูงบการเงินได้แบบ real-time ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Audit (ออดิท) Audit กับ Accounting ต่างกันอย่างไร? Accounting (การทำบัญชี) คือการบันทึกและจัดทำข้อมูลทางการเงินประจำวัน เช่น บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี ส่วน Audit คือการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ทำบัญชีไว้นั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กัน แต่คนละขั้นตอนและคนละคนทำ บริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งจดทะเบียน ต้อง Audit ไหม? ถ้าจดทะเบียนเป็น บริษัทจำกัด ตั้งแต่ปีแรกก็ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงินแล้ว ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องขนาด แต่ถ้าจด ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ที่มีทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กล่าวไป อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีก่อน ออดิท ตรวจอะไรบ้าง? Financial Audit ตรวจหลักๆ ได้แก่ งบการเงิน (งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด) รายการธนาคาร ลูกหนี้-เจ้าหนี้ สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ถาวร และรายการภาษีที่เกี่ยวข้อง Auditor อาจขอดูสัญญา ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงบัญชีด้วย ออดิท คืองานอะไร? ต้องจบอะไรถึงทำได้? งาน audit คือ การตรวจสอบและให้ความเห็นต่องบการเงินหรือการดำเนินงานองค์กร สำหรับ External Auditor ต้องจบปริญญาตรีบัญชีและสอบผ่านเพื่อรับใบอนุญาต CPA จากสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ซึ่งต้องสอบหลายวิชาและเก็บชั่วโมงฝึกปฏิบัติ ส่วน Internal Auditor เน้นประสบการณ์และความรู้ในสายงานมากกว่า ค่าจ้าง Auditor เท่าไร? ค่าธรรมเนียม CPA ในไทยแตกต่างกันตามขนาดธุรกิจและความซับซ้อนของงาน โดยทั่วไปสำหรับ SME เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 8,000–30,000 บาทต่อปี (ราคาโดยประมาณ ขึ้นกับขนาดธุรกิจและสำนักงานที่เลือก) ธุรกิจที่มีรายการซับซ้อนอาจสูงกว่านั้น แนะนำให้ขอใบเสนอราคาจากหลายสำนักงาน และตรวจสอบใบอนุญาตผู้สอบบัญชีได้ที่ tfac.or.th

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินทรัพย์ คืออะไร มีกี่ประเภท สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

เปิดงบการเงินมาเจอคำว่า “สินทรัพย์” อยู่แทบทุกหน้า แต่เจ้าของกิจการหลายคนยังแยกไม่ออกว่าอะไรนับเป็นสินทรัพย์ อะไรเป็นแค่ค่าใช้จ่าย ซื้อโน้ตบุ๊กมาทำงานบันทึกบัญชีอย่างไร แล้วต่างจาก “ทรัพย์สิน” ตรงไหน บทความนี้จะตอบทุกคำถามเรื่องสินทรัพย์ที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ไปจนถึงตัวอย่างจริงที่ใช้ได้ทันที สินทรัพย์คืออะไร สินทรัพย์ หรือ Asset ในภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ในมือและสามารถสร้างรายได้หรือเปลี่ยนเป็นเงินได้ ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี สิ่งที่จะนับเป็นสินทรัพย์ทางบัญชีได้ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อพร้อมกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เงินฝากธนาคาร สินค้าที่รอขาย คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน หรือแม้แต่ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ล้วนเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทั้งหมด สินทรัพย์กับทรัพย์สิน ต่างกันตรงไหน หลายคนใช้คำว่า “สินทรัพย์” กับ “ทรัพย์สิน” สลับกัน แต่ทั้งสองคำมีที่มาต่างกัน ทรัพย์สิน (Property) เป็นคำทางกฎหมาย หมายถึงวัตถุทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่ถือครองได้และมีมูลค่าเป็นเงิน เน้นที่ “กรรมสิทธิ์” คือต้องเป็นเจ้าของ สินทรัพย์ (Asset) เป็นคำทางบัญชี มีความหมายกว้างกว่า เพราะเน้นที่ “การควบคุม” ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรที่เช่าการเงินระยะยาว บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่บันทึกในงบการเงินได้เพราะใช้ประโยชน์ตลอดสัญญา จำง่ายๆ ว่าทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ สินทรัพย์มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ในทางบัญชี สินทรัพย์แบ่งได้หลายมุม มุมแรกที่ใช้บ่อยที่สุดคือแบ่งตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ประโยชน์ ได้แก่ หมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดไปภายใน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์กลุ่มนี้บอกถึงสภาพคล่องของธุรกิจว่ามีเงินหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่กิจการถือไว้ใช้งานนานกว่า 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และยานพาหนะ สินทรัพย์กลุ่มนี้ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกปี (ยกเว้นที่ดิน) เพื่อกระจายต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อีกมุมหนึ่งที่ใช้แบ่งคือดูว่าจับต้องได้หรือไม่ สินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) คือของที่จับต้องได้ เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถขนส่ง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือของที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่า เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียน และต้องทยอยตัดมูลค่าตามอายุการให้ประโยชน์ ซื้อของมาเมื่อไรถือเป็นสินทรัพย์ เมื่อไรเป็นค่าใช้จ่าย นี่เป็นคำถามที่เจ้าของ SME สับสนบ่อยที่สุด หลักง่ายๆ คือดูที่ “อายุการใช้งาน” และ “มูลค่า” ถ้าของที่ซื้อมาใช้ได้นานกว่า 1 ปี และมีมูลค่าสูงพอ ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาทุกปี แต่ถ้าของที่ซื้อมาใช้หมดเร็วหรือมูลค่าต่ำ ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กราคา 35,000 บาท คาดว่าจะใช้งาน 3 ปี กรณีนี้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละประมาณ 11,667 บาท แต่ถ้าซื้อหมึกพิมพ์ราคา 500 บาท ใช้หมดภายในเดือน ก็บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย ในทางปฏิบัติ หลายกิจการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ เช่น ของที่มีราคาต่ำกว่า 2,000 บาท ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีแม้ว่าจะใช้ได้นานกว่า 1 ปี สินทรัพย์แสดงในงบการเงินอย่างไร สินทรัพย์แสดงอยู่ฝั่งซ้ายของงบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียกว่างบดุล) โดยเรียงจากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุดไปต่ำสุด เริ่มจากเงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ไปจนถึงที่ดินและอาคาร สมการบัญชีพื้นฐานคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ สมการนี้บอกว่า ทุกอย่างที่ธุรกิจมีต้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง คือกู้ยืมมา (หนี้สิน) หรือเจ้าของลงทุนเอง (ส่วนของเจ้าของ) สมการนี้ต้องสมดุลเสมอ ถ้าไม่สมดุลแสดงว่ามีรายการบันทึกผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีเงินสดในมือ 500,000 บาท สินค้าคงเหลือ 300,000 บาท และอุปกรณ์สำนักงาน 200,000 บาท รวมเท่ากับ 1,000,000 บาท ฝั่งขวาของงบจะแสดงว่าเงิน 1 ล้านบาทนี้มาจากเงินกู้ธนาคาร 400,000 บาท (หนี้สิน) กับเจ้าของลงทุนเอง 600,000 บาท (ส่วนของเจ้าของ) รวมเท่ากับ 1,000,000 บาทเช่นกัน ตัวอย่างสินทรัพย์ของธุรกิจ SME ประเภทธุรกิจ ตัวอย่างสินทรัพย์หมุนเวียน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ร้านค้าส่ง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าในคลัง คลังสินค้า รถขนส่ง ชั้นวาง สำนักงานบัญชี เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้ค่าบริการ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมบัญชี เฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจบริการซ่อมบำรุง เงินสด วัสดุสิ้นเปลืองที่สต็อก เครื่องมือช่าง รถบริการ อุปกรณ์ จะเห็นว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ร้านค้าส่งจะมีสินค้าคงเหลือเป็นตัวหลักในฝั่งหมุนเวียน ขณะที่สำนักงานบัญชีจะมีลูกหนี้ค่าบริการเป็นหลักแทน การจัดหมวดให้ถูกต้องช่วยให้งบการเงินสะท้อนสถานะธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการคำนวณภาษี เพราะรายการที่บันทึกเป็นของใช้ระยะยาวจะตัดค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ต่างจากรายการที่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว หากจัดหมวดผิดอาจทำให้เสียภาษีเกินหรือขาดได้ สรุป: สินทรัพย์คือพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ได้ง่าย คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และแสดงข้อมูลสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทันที ไม่ต้องคำนวณเอง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต่างกันอย่างไร สินทรัพย์มีตัวตนคือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น อาคาร รถยนต์ เครื่องจักร ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่าทางธุรกิจ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียนเหมือนกัน แต่วิธีวัดมูลค่าและการตรวจนับทางบัญชีแตกต่างกัน เพราะของที่จับต้องไม่ได้จะตรวจสอบความมีอยู่จริงได้ยากกว่า ซื้อคอมพิวเตอร์ถือเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกิจการ บางบริษัทกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 2,000 บาท บางแห่งกำหนดที่ 5,000 บาท หากราคาซื้อสูงกว่าเกณฑ์ก็บันทึกเป็นอุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ สินทรัพย์ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร สินทรัพย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Asset (เอียดเซ็ท) เมื่อพูดถึงสินทรัพย์รวมของกิจการจะใช้คำว่า Assets (พหูพจน์) ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนคือ Current Assets และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือ Non-Current Assets ที่ดินเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ที่ดินจัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทมีตัวตน อยู่ในหมวด ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ข้อพิเศษของที่ดินคือไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะที่ดินไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามกาลเวลา สินทรัพย์สำคัญต่อการขอสินเชื่อธุรกิจอย่างไร ธนาคารดูมูลค่าสินทรัพย์ในงบการเงินเพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ กิจการที่มีสินทรัพย์สูงกว่าหนี้สินมากจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อง่ายกว่า นอกจากนี้สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดินหรืออาคาร ยังใช้เป็นหลักค้ำประกันสินเชื่อได้อีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สลิปเงินเดือน คืออะไร ข้อมูลที่ต้องมี พร้อมสิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้

เจ้าของกิจการหลายคนรู้จักสลิปเงินเดือน ในฐานะเอกสารที่ต้อง “ออกให้พนักงาน” แต่อาจยังไม่เคยมอง ว่าเอกสารฉบับเดียวกันนี้เชื่อมโยงกับงานบัญชีและภาษีของธุรกิจมากแค่ไหน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย ข้อมูลที่ต้องมี ไปจนถึงเรื่องกฎหมายและการเชื่อมเข้ากับ ภ.ง.ด.1 กับ ประกันสังคม ที่ผู้ประกอบการ SME ควรรู้ สลิปเงินเดือนคืออะไร สลิปเงินเดือน (Pay Slip หรือ Salary Slip) คือเอกสาร ที่นายจ้างออกให้ลูกจ้างทุกงวดการจ่ายค่าจ้าง เพื่อแสดงรายละเอียดรายได้และรายการหักทั้งหมดในเดือนนั้น ลูกจ้างจะเห็นได้ทันทีว่าเงินที่ได้รับจริงมาจากอะไร ถูกหักอะไรไปเท่าไหร่ และเงินได้สุทธิเหลือเท่าไหร่ ในทางปฏิบัติ ใบสลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญทั้งฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้าง เพราะเป็นหลักฐานยืนยันการจ่ายค่าจ้าง ที่ใช้อ้างอิงได้ทั้งเรื่องภาษี สินเชื่อ และข้อพิพาทแรงงาน สลิปเงินเดือนต่างจากหนังสือรับรองเงินเดือนอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างเอกสารสองประเภทนี้ แต่จุดประสงค์ต่างกันชัดเจน — สลิปแสดงรายละเอียดรายรับและรายหักของเดือนใดเดือนหนึ่ง ส่วนหนังสือรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารที่นายจ้างออก เพื่อยืนยันว่าพนักงานคนนี้ทำงานอยู่กับบริษัทจริง และได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งมักใช้ประกอบการขอสินเชื่อหรือค้ำประกัน เอกสารทั้งสองใช้แทนกันไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินอาจขอทั้งสองอย่างพร้อมกัน องค์ประกอบและตัวอย่างสลิปเงินเดือน เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้พนักงาน อ่านจบแล้วเข้าใจทันทีว่าเดือนนี้ได้รับเงินเท่าไหร่ ถูกหักอะไรไปบ้าง และเงินรับสุทธิเหลือเท่าไหร่ ตัวอย่างสลิปเงินเดือน จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกสลิปให้พนักงานแผนกการขาย ตำแหน่งผู้จัดการ รอบเงินเดือนเดือนสิงหาคม ข้อมูลบริษัทและพนักงาน ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อ-นามสกุลพนักงาน รหัสพนักงาน แผนก ตำแหน่ง และเลขบัญชีธนาคารที่ใช้โอนเงินเดือน นอกจากนี้ต้องระบุรอบเงินเดือน (วันที่เริ่มต้น-สิ้นสุด) และวันที่ชำระเงินเดือน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้ตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง รายได้ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง พนักงานได้รับรายได้ดังนี้ รายได้ จำนวนเงิน (บาท) เงินเดือน 50,000.00 ค่าล่วงเวลา 3,000.00 รายได้รวม 53,000.00 นอกจากเงินเดือนฐานและค่าล่วงเวลาแล้ว บริษัทอื่นอาจมีรายการรับเพิ่มเติม เช่น โบนัส ค่าตำแหน่ง ค่าครองชีพ หรือค่าคอมมิชชัน ทุกรายการควรแสดงแยกบรรทัดเพื่อความโปร่งใส รายการหัก รายการหักที่พบบ่อยในสลิปของบริษัทเอกชน ได้แก่ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เงินสมทบประกันสังคม เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และรายการหักอื่น ๆ จากตัวอย่าง พนักงานคนนี้ถูกหักดังนี้ รายการหัก จำนวนเงิน (บาท) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1,716.67 ประกันสังคม 750.00 รายการหักรวม 2,466.67 เงินรับสุทธิ: 50,533.33 บาท (รายได้รวม 53,000 − รายการหักรวม 2,466.67) ข้อควรรู้เรื่องประกันสังคม — ตัวอย่างนี้ใช้เพดานฐานค่าจ้าง 15,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราปี 2568 (หักสูงสุด 750 บาท) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานปรับเป็น 17,500 บาท ลูกจ้างจ่าย 5% สูงสุดไม่เกิน 875 บาทต่อเดือน ส่วนรายการหักอื่น เช่น เงินกู้ยืมสวัสดิการ หรือค่าเครื่องแบบ ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง ตาม ม.77 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เงินได้สะสมและภาษีสะสม สลิปที่ดีจะมีส่วน “รวมเงินได้ทั้งปี” แสดงอยู่ด้านล่าง จากตัวอย่าง เดือนสิงหาคม (เดือนที่ 2 ของปีภาษี) แสดงดังนี้ รายการสะสม จำนวนเงิน (บาท) เงินได้สะสม 103,000.00 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสะสม 3,433.34 เงินประกันสังคมสะสม 1,500.00 เงินกองทุนสำรองฯ สะสม 0.00 เงินได้สะสมคือยอดรวมรายได้ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนปัจจุบัน ส่วนภาษีสะสมคือยอดรวมภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่ต้นปี ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้พนักงานตรวจสอบได้ว่า การหักภาษีรายเดือนถูกต้องหรือไม่ และเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่นายจ้างจะระบุ ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ตอนสิ้นปี สลิปเงินเดือนสำคัญอย่างไร มุมพนักงานและมุมนายจ้าง เอกสารฉบับนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ฝั่งพนักงาน ฝั่งนายจ้างเองก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่ากัน มุมพนักงาน — สินเชื่อ ยื่นภาษี สมัครงาน พนักงานใช้สลิปเป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อ กับสถาบันการเงิน ใช้ตรวจสอบรายการหักก่อนยื่นภาษีประจำปี และยังใช้ประกอบการสมัครงานเพื่อแสดงฐานเงินเดือนเดิม นอกจากนี้ยังช่วยให้ตรวจสอบว่านายจ้างหักประกันสังคม และภาษีถูกต้องตามจริงหรือไม่ มุมนายจ้าง — หลักฐานบัญชี ลดข้อพิพาท ดึงดูดพนักงาน สำหรับผู้ประกอบการ สลิปเป็นหลักฐานว่าบริษัท จ่ายค่าจ้างครบถ้วนตามที่ตกลง หากเกิดข้อพิพาทแรงงาน เอกสารนี้จะเป็นสิ่งสำคัญ ที่ใช้ยืนยันต่อศาลแรงงานได้ ธุรกิจที่ออกเอกสารนี้อย่างเป็นระบบยังสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับองค์กร ช่วยให้พนักงานขอสินเชื่อได้สะดวก ซึ่งเป็นสวัสดิการทางอ้อม ที่ช่วยดึงดูดคนทำงานที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ออกเอกสารเงินเดือน ให้พนักงานชัดเจนทุกเดือน ย่อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกว่าธุรกิจที่จ่ายเงินสดโดยไม่มีหลักฐาน นอกจากนี้ ในมุมการบริหารต้นทุน เจ้าของกิจการสามารถใช้ข้อมูลรวมจากเอกสารเงินเดือนทุกคน มาวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรแต่ละเดือนได้ชัดเจน ทำให้เห็นว่าค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือสวัสดิการใดกำลังเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งช่วยในการตัดสินใจด้านงบประมาณบุคลากรได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการต้องออกสลิปเงินเดือนตามกฎหมายไหม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้ระบุคำว่า “สลิปเงินเดือน” โดยตรง แต่มาตรา 76 กำหนดว่านายจ้างต้องแจ้งรายการหักค่าจ้าง ให้ลูกจ้างทราบ ซึ่งในทางปฏิบัติ การออกเอกสารที่แสดงรายการรับ-จ่ายครบถ้วน ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตามกฎหมายมาตรานี้ (ข้อมูลจาก กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการ — หากไม่มีเอกสาร ยืนยันการจ่ายค่าจ้าง เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องค่าจ้างหรือรายการหัก นายจ้างจะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือศาลแรงงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดตาม ม.144 (โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) กรณีพิสูจน์ได้ว่าจ่ายค่าจ้างไม่ครบถ้วน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับตรง ๆ แต่สำหรับ SME ที่มีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป การออกใบสลิปเงินเดือนทุกเดือนถือเป็นแนวปฏิบัติที่ควรทำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความโปร่งใสในองค์กร สลิปเงินเดือนเชื่อมกับงานบัญชีและภาษีอย่างไร สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนมองข้าม คือข้อมูลในสลิปแต่ละเดือน เชื่อมโยงกับงานบัญชีและภาษีของธุรกิจหลายจุด ภ.ง.ด.1 — ยอดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่แสดงในสลิปของพนักงานทุกคนต้องรวมกันเป็นยอดเดียวกับที่ยื่น ภ.ง.ด.1 ให้กรมสรรพากรภายใน 7 วันของเดือนถัดไป (หรือ 15 วัน กรณียื่นผ่านอินเทอร์เน็ต) หากตัวเลขไม่ตรงกัน อาจถูกเรียกตรวจสอบ ประกันสังคม — ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบ ต้องตรงกับที่นำส่ง สำนักงานประกันสังคม หากหักฐานหนึ่ง แต่นำส่งอีกฐานหนึ่ง จะเป็นปัญหาเมื่อลูกจ้างไปใช้สิทธิ์ 50 ทวิ — เงินได้สะสมและภาษีสะสมทั้งปี ที่สะสมมาจากสลิปทุกเดือนต้องตรงกับ 50 ทวิ ที่ออกให้พนักงานภายใน 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป บัญชีค่าใช้จ่ายเงินเดือน — รายจ่ายค่าจ้างรวม ที่แสดงในงบกำไรขาดทุน ต้องตรงกับผลรวมของรายการจ่ายทุกคนทุกเดือน ตัวอย่างให้เห็นภาพ — บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีพนักงาน 8 คน เงินเดือนรวม 200,000 บาทต่อเดือน ยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายรวม 12,000 บาท ยอดประกันสังคมนายจ้าง-ลูกจ้างรวม 14,000 บาท ถ้าตัวเลขในสลิปทุกคนรวมกันไม่ตรงกับยอดที่ยื่น ภ.ง.ด.1 หรือนำส่งประกันสังคม ก็จะเกิดปัญหาตอนปิดงบสิ้นปี หรือถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อข้อมูลทั้งหมดนี้เชื่อมถึงกัน การใช้โปรแกรมเงินเดือนที่เชื่อมต่อกับระบบบัญชี จะช่วยลดงานซ้ำซ้อนและลดโอกาสผิดพลาดได้มาก สรุป สลิปเงินเดือนไม่ใช่แค่เอกสารที่ออกให้พนักงานไปเฉย ๆ แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างค่าจ้าง ภาษี ประกันสังคม และบัญชีของธุรกิจทั้งระบบ ผู้ประกอบการ SME ที่จัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาข้อพิพาทแรงงาน ลดความเสี่ยงด้านภาษี และทำให้งานบัญชีราบรื่นขึ้น จัดการสลิปเงินเดือนให้เป็นระบบด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี และประกันสังคมอัตโนมัติ พร้อมออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ให้พนักงานทุกคน HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที และข้อมูลเชื่อมเข้าระบบบัญชี PEAK โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสลิปเงินเดือน สลิปเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Pay Slip, Payslip หรือ Salary Slip ส่วนในบริษัทที่ใช้ระบบดิจิทัลอาจเรียกว่า e-Payslip หรือ e-Slip ซึ่งหมายถึงเอกสารเงินเดือนออนไลน์ ที่ส่งทางอีเมลหรือเปิดดูผ่านระบบ ขอสลิปเงินเดือนย้อนหลังได้กี่เดือน กฎหมายแรงงานไม่ได้กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ที่นายจ้างต้องเก็บเอกสารเงินเดือน แต่ในทางปฏิบัติ นายจ้างควรเก็บข้อมูลการจ่ายค่าจ้าง ย้อนหลังอย่างน้อย 2 ปี เพื่อใช้เป็นหลักฐานกรณีเกิดข้อพิพาท ซึ่งมีอายุความ 2 ปีตามกฎหมายแพ่งฯ ส่วนพนักงานที่ต้องการสลิปย้อนหลัง สามารถขอได้ที่ฝ่าย HR หรือฝ่ายบัญชีของบริษัท พนักงานขอสลิปเงินเดือนได้ที่ไหน พนักงานขอได้จากฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) หรือฝ่ายบัญชีของบริษัท บริษัทที่ใช้โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ พนักงานอาจเข้าดูและดาวน์โหลดสลิปเงินเดือนออนไลน์ฟรี ผ่านระบบได้เอง โดยไม่ต้องรอ HR ออกให้ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปสาระสำคัญที่ต้องรู้

ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว ต้องจด VAT แต่ยังไม่รู้ว่าใบกำกับภาษีต้องมีอะไรบ้าง ออกตอนไหน และต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ปัญหาเหล่านี้เจอบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเข้าสู่ระบบ VAT ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คือ อะไร ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงว่าได้เก็บ VAT 7% ไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86 ผู้ที่ยังไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด สำหรับผู้ขาย ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานว่าเก็บ VAT จากลูกค้าไว้เท่าไร สำหรับผู้ซื้อที่จด VAT เช่นกัน คือ หลักฐานสำคัญที่ใช้ขอหักภาษีซื้อคืนได้ ถ้าไม่มีเอกสารฉบับนี้ ต่อให้จ่ายเงินซื้อสินค้าจริง ก็นำ VAT ไปหักไม่ได้ ผู้ที่มีหน้าที่ออกใบกำกับภาษี คือ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้วเท่านั้น โดยธุรกิจที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT ภายใน 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหน้าร้าน ร้านออนไลน์ หรือฟรีแลนซ์ ส่วนธุรกิจที่ยอดขายยังไม่ถึงก็เลือกจดแบบสมัครใจได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษีเต็มรูปที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี คำว่า “ใบกำกับภาษี” และข้อมูลผู้ขาย-ผู้ซื้อ เอกสารต้องมีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่เห็นชัด พร้อมระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ถ้าออกรวมกับเอกสารอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ต้องระบุคำว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ด้วย นอกจากนี้ต้องระบุเลขลำดับของใบกำกับภาษี และวัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร เพื่อป้องกันการออกซ้ำและใช้ตรวจสอบย้อนหลัง รายละเอียดสินค้าและภาษี ระบุชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการแยกทีละรายการ พร้อมแสดงจำนวน VAT 7% แยกออกจากมูลค่าสินค้าให้เห็นชัด จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บค่าบริการจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี รายได้จากการให้บริการ 1 10,000 0 7% 10,000 มูลค่าก่อนภาษี 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 700 บาท รวมทั้งสิ้น 10,700 บาท ลายเซ็นและการอนุมัติ กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีลายเซ็นในใบกำกับภาษี แต่ในทางปฏิบัติการลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับลูกค้าองค์กรที่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติภายใน ใบกำกับภาษีมีกี่ประเภท ใบกำกับภาษีมี 2 แบบหลัก ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใช้กับการค้าทั่วไป ต้องมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/4 รวมถึงชื่อและเลขผู้เสียภาษีของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ แยกแสดง VAT ให้เห็นชัด ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อได้ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ออกได้เฉพาะกิจการค้าปลีกหรือบริการรายย่อยที่ขายให้คนจำนวนมาก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ตามมาตรา 86/6 ไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ แสดงราคารวม VAT ในตัวเลขเดียว ผู้ซื้อนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) ใช้เมื่อต้องเพิ่มยอด VAT จากที่ออกไปแล้ว และ ใบลดหนี้ (Credit Note) ใช้เมื่อต้องลดยอด VAT เช่น กรณีรับคืนสินค้าหรือให้ส่วนลดเพิ่มเติม ใบกำกับภาษีต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร ใบกำกับภาษีตอบว่า “มี VAT เท่าไรในรายการนี้” ส่วนใบเสร็จรับเงินตอบว่า “ได้รับเงินแล้วหรือยัง” สองอย่างนี้ทำหน้าที่ต่างกัน เปรียบเทียบ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ออกได้เมื่อไร เฉพาะกิจการจด VAT ทุกกิจการ แสดง VAT ต้องแยกแสดง 7% ไม่ต้อง ผู้ซื้อหัก VAT ได้ไหม ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ไม่ได้ ออกเมื่อไร ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี เมื่อได้รับเงิน ในทางปฏิบัติ กิจการที่จด VAT มักออกเป็น “ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี” รวมในเอกสารเดียว กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ตราบใดที่มีรายการครบทั้งสองแบบ วิธีออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง กฎหมายกำหนดให้ออกใบกำกับภาษี ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ วันที่ส่งมอบสินค้า หรือวันที่ได้รับชำระเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดขึ้นก่อน ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ให้บริการออกแบบเสร็จและส่งมอบงานวันนี้ แต่ลูกค้าจะโอนเงินอีก 7 วัน ต้องออกใบกำกับภาษีตั้งแต่วันที่ส่งมอบงาน ไม่ต้องรอให้ได้รับเงินก่อน ในทางกลับกัน ถ้าลูกค้าโอนมัดจำมาก่อนเริ่มงาน ต้องออกตั้งแต่วันที่ได้รับเงินมัดจำ หลังจด VAT แล้ว กิจการมีหน้าที่ 4 อย่าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างที่เกิดบ่อย: ร้านค้าออนไลน์ขายสินค้าให้บริษัทลูกค้าแต่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ (สลิป POS) ทำให้ลูกค้าใช้เป็นหลักฐานทางภาษีไม่ได้ ต้องออกเป็นแบบเต็มรูปแทน สรุป ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่กิจการจด VAT ต้องออกทุกครั้งที่ขาย ระบุข้อมูลครบตามมาตรา 86/4 แยก VAT 7% ให้ชัดเจน ออก ณ วันที่ส่งมอบหรือรับเงิน แล้วแต่ว่าอย่างไหนเกิดก่อน เก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี จัดการใบกำกับภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบกำกับภาษีได้ในไม่กี่คลิก คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบกำกับภาษีเต็มรูปและระบบ e-Tax Invoice ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษี ขอใบกำกับภาษีไปทำไม ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาซื้อของทั่วไป ใบกำกับภาษีอาจไม่จำเป็น แต่ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่จด VAT การขอทุกครั้งที่ซื้อของเข้าร้านช่วยนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ ลดยอดภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน บุคคลธรรมดาขอใบกำกับภาษีได้ไหม ได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สามารถขอจากร้านค้าที่จด VAT ได้ทุกครั้ง เพียงแจ้งชื่อและที่อยู่ให้ผู้ขายก่อนออกเอกสาร ใบกำกับภาษีหาย ทำอย่างไร ขอสำเนาหรือใบแทนจากผู้ขายเดิมได้ โดยผู้ขายจะออกเอกสารระบุว่าเป็น “ใบแทน” พร้อมอ้างอิงเลขที่ฉบับเดิม เพื่อให้นำไปใช้ทางภาษีได้เหมือนต้นฉบับ Tax Invoice คือ อะไร ภาษาไทยเรียกว่าอะไร Tax Invoice คือ ชื่อภาษาอังกฤษของใบกำกับภาษี เนื้อหาต้องเป็นภาษาไทยและหน่วยเงินบาท ถ้าต้องการออกเป็นภาษาต่างประเทศทั้งใบต้องขออนุมัติจากสรรพากร หลายบริษัทเลือกทำสองภาษาในใบเดียวแทน ใบกำกับภาษี ต้องออกภายในกี่วัน ต้องออก ณ วันที่เกิดความรับผิดทางภาษี ไม่มีเวลาผ่อนผัน สำหรับการขายสินค้า คือ วันที่ส่งมอบ สำหรับการให้บริการ คือ วันที่ได้รับชำระเงิน หรือวันที่ใช้บริการ แล้วแต่อย่างไหนเกิดก่อน แบบฟอร์มใบกำกับภาษี มีให้ดาวน์โหลดไหม กฎหมายไม่ได้บังคับรูปแบบตายตัว เพียงกำหนดว่าต้องมีรายการครบตามมาตรา 86/4 ธุรกิจจึงออกแบบฟอร์มเองได้ หรือใช้แบบฟอร์มจากโปรแกรมบัญชีที่จัดรายการให้ครบอัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ครบทุกเรื่องที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ขายสินค้าแล้วลูกค้าขอใบเสร็จ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ต่างจากบิลเงินสดและใบกำกับภาษีอย่างไร แล้วต้องเก็บไว้กี่ปี ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารทางกฎหมายที่ผู้ขายต้องออกให้ผู้ซื้อทันทีที่ได้รับเงิน ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 105 เป็นเอกสารลำดับสุดท้ายในวงจรการขาย ออกหลังจากใบแจ้งหนี้เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้ว ฝั่งผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานเบิกค่าใช้จ่ายและยืนยันกับสรรพากรว่าจ่ายเงินจริง ฝั่งผู้ขายใช้บันทึกรายรับและป้องกันข้อพิพาทเรื่องการชำระเงิน กฎหมายกำหนดให้ออกใบเสร็จเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการต้องออกใบเสร็จรับเงินทันทีทุกครั้งที่รับเงินตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ไม่ว่าผู้ซื้อจะขอหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่ออก มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ตามมาตรา 127 ทวิ และอาจถูกตรวจสอบรายได้ย้อนหลัง ข้อยกเว้น: กิจการที่จด VAT และออกใบกำกับภาษีที่ระบุว่า “ชำระราคาแล้ว” กฎหมายให้ถือว่าใบกำกับภาษีนั้นทำหน้าที่แทนใบเสร็จรับเงินได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้ ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก นิติบุคคลใช้เลขผู้เสียภาษี พร้อมระบุว่าเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขา นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสารและวันที่ออกให้ชัดเจน วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงานให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุวิธีชำระเงิน เช่น โอนผ่านธนาคาร หรือเช็ค ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ใบเสร็จรับเงินมีกี่ประเภท ใบเสร็จรับเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามรูปแบบและการใช้งาน ใบเสร็จรับเงินเต็มรูปแบบ มีรายละเอียดครบทั้งข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายและยื่นภาษีได้ เหมาะกับธุรกิจ B2B และลูกค้าที่ต้องเบิกค่าใช้จ่าย ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ รวมกับใบกำกับภาษีในเอกสารเดียว แต่ไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ พบเห็นมากในรูปแบบสลิปจากเครื่อง POS ตามร้านค้าปลีกที่จด VAT จุดสังเกตคือมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” บนเอกสาร มีเลข VAT ของร้าน และระบุว่า “รวม VAT แล้ว” แต่ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ข้อจำกัดคือลูกค้าไม่สามารถนำไปขอคืน VAT ได้ ถ้าต้องการใช้สิทธิ VAT ต้องขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ บิลเงินสดต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร บิลเงินสด (Cash Bill) คือเอกสารยืนยันการรับเงินที่มีรูปแบบง่ายกว่าใบเสร็จ มักเขียนด้วยมือ พบบ่อยในร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านที่ยังไม่จด VAT เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด ความเป็นทางการ เอกสารทางกฎหมาย ไม่เป็นทางการ ใช้ยื่นภาษีได้ ได้ (ถ้าข้อมูลครบ) ได้บางกรณี ใช้ขอคืน VAT ได้ (ถ้าเป็นแบบเต็ม) ไม่ได้ ถ้าทำธุรกิจจริงจัง ออกใบเสร็จรับเงินดีกว่าบิลเงินสดทุกกรณี วิธีออกใบเสร็จรับเงิน เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ กิจการขนาดเล็กที่ออกใบเสร็จเดือนละไม่กี่ใบ เริ่มจากเขียนมือหรือพิมพ์ใน Excel ก็เพียงพอ แต่ต้องระวังเรื่องข้อมูลไม่ครบและต้องคีย์ซ้ำเข้าระบบบัญชีทีหลัง กิจการที่ออกเอกสารบ่อยหรือมีลูกค้าหลายราย โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดงานซ้ำได้ เพราะข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ใบเสร็จรับเงินต่างจากใบกำกับภาษีอย่างไร ใบเสร็จรับเงินยืนยันว่า “รับเงินแล้ว” เท่านั้น ส่วนใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ยืนยันเพิ่มว่า “มีการเก็บ VAT ไปด้วย” เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ออกได้เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่รับเงิน ≥ 100 บาท เฉพาะกิจการที่จด VAT ต้องแสดง VAT ไหม ไม่ต้อง ต้องแสดง VAT 7% ทุกครั้ง ขอคืน VAT ได้ไหม ไม่ได้ ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ออกแค่ใบเสร็จก็พอ แต่เมื่อยอดขายถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT และเปลี่ยนมาออกใบกำกับภาษีแทน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสร็จรับเงิน หลายกิจการออกใบเสร็จแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบ ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: ออกใบเสร็จไม่ระบุเลขที่เอกสาร พอสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี หาเอกสารไม่เจอ ถูกมองว่าบันทึกบัญชีไม่สมบูรณ์ ต้องเก็บใบเสร็จรับเงินไว้กี่ปี ตามมาตรา 105 ทวิ ผู้ออกใบเสร็จต้องเก็บต้นขั้วหรือสำเนาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผู้ซื้อแม้กฎหมายไม่บังคับโดยตรง แต่ควรเก็บไว้ 5 ปีเช่นกัน เพื่อประกอบการตรวจสอบบัญชีหรือยื่นภาษีย้อนหลัง กิจการที่มีใบเสร็จมาก แนะนำให้สแกนเก็บใน Cloud เพิ่มจากเอกสารกระดาษ สรุป ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ออกทุกครั้งที่รับเงิน ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะเลขที่เอกสาร วันที่ รายการสินค้า และจำนวนเงิน เก็บรักษาไว้ 5 ปี และแยก VAT ให้ชัดเจนถ้าจดทะเบียนแล้ว ออกใบเสร็จรับเงินง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบเสร็จได้ในไม่กี่วินาที มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และ e-Tax Invoice & e-Receipt ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงิน ร้านค้าออนไลน์ต้องออกใบเสร็จรับเงินไหม ต้องออก เหมือนร้านหน้าร้าน ไม่ว่าจะรับเงินผ่านโอนเงิน บัตรเครดิต หรือ QR Code ก็ต้องออกทุกครั้ง ถ้าลูกค้าไม่ขอ ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินอยู่ไหม ต้องออกทุกกรณี ตามมาตรา 105 กำหนดว่าต้องออกทันทีทุกคราวที่รับเงิน การอ้างว่าลูกค้าไม่ขอ ไม่ใช่เหตุยกเว้นตามกฎหมาย ใบเสร็จรับเงิน ออกย้อนหลังได้ไหม ออกได้ แต่วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ ควรเก็บสลิปโอนเงินไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ออกผิดต้องทำอย่างไร ขีดฆ่าใบเสร็จเดิม เขียน “ยกเลิก” พร้อมลงลายเซ็น เก็บต้นฉบับไว้อย่าทำลาย จากนั้นออกเลขที่ใหม่ที่ข้อมูลถูกต้อง แล้วเก็บทั้ง 2 ฉบับไว้ด้วยกัน ใบเสร็จรับเงิน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร Receipt หรือ Payment Receipt ต่างจาก Invoice (ใบแจ้งหนี้) ที่ออกก่อนการชำระเงินเพื่อแจ้งยอดที่ต้องจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ส่งของแล้วแต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน ออกใบแจ้งหนี้ก็ข้อมูลไม่ครบ ลูกค้าเลื่อนวันชำระ กระทบ Cash Flow ของบริษัท ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะหลายกิจการยังไม่เข้าใจว่าใบแจ้งหนี้ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง และต่างจากใบวางบิลกับใบเสร็จรับเงินอย่างไร ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อหลังจากส่งมอบสินค้าหรือบริการเสร็จ เพื่อเรียกเก็บเงินตามจำนวนและกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ ใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ในทางปฏิบัติหัวเอกสารมักเขียนว่า “ใบแจ้งหนี้ / Invoice” ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทั้งฝ่ายบัญชีไทยและคู่ค้าต่างชาติเข้าใจตรงกัน ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงาน 10 ตัว ราคาตัวละ 3,200 บาท ให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ตกลงเครดิต 7 วัน บริษัทก็ต้องออกใบแจ้งหนี้ทันทีที่ส่งของ ระบุว่าต้องชำระภายในวันที่เท่าไร ผู้ซื้อจึงจะรู้ว่าต้องโอนเงินวันไหน และบริษัทก็มีเอกสารไว้ทวงถามได้หากลูกค้าจ่ายช้า ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ ใบแจ้งหนี้ไม่ได้เป็นแค่กระดาษแจ้งหนี้ แต่มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ 3 ด้าน หลักฐานทางการเงิน — ยืนยันว่ามีการส่งมอบสินค้าหรือบริการแล้ว ใช้อ้างอิงได้ทันทีหากเกิดข้อพิพาทกับลูกค้า และเป็นเอกสารประกอบการลงบัญชีลูกหนี้ที่ถูกต้อง การวางแผนการเงิน — ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าจะมีเงินเข้ามาในช่วงเวลาใดจากเครดิตเทอมที่ระบุไว้ ทำให้วางแผน Cash Flow ได้แม่นยำ ความน่าเชื่อถือ — เอกสารที่มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วน ช่วยลดปัญหาการโต้แย้งและทำให้ลูกค้าชำระเงินได้รวดเร็วขึ้น องค์ประกอบและตัวอย่างใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้อง ใบแจ้งหนี้ที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ลูกค้าอ่านจบแล้วรู้ทันทีว่าต้องจ่ายเท่าไร เมื่อไร ผ่านช่องทางไหน ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก เครดิตเทอม และวันครบกำหนดชำระ (Due Date) จากตัวอย่าง ผู้ขายคือ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกใบแจ้งหนี้ให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เครดิต 7 วัน อ้างอิงจากใบเสนอราคาที่ลูกค้าตอบรับ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุยอดหัก ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) และช่องทางชำระเงิน เช่น เลขบัญชีธนาคาร ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบยอดหนี้และกำหนดชำระแล้ว ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ทั้งสามใบเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย แต่ออกคนละช่วงเวลาและมีหน้าที่ต่างกัน ใบวางบิล คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) คือเอกสารที่รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่งมาแสดงยอดรวม เพื่อให้ฝ่ายการเงินของผู้ซื้อเตรียมจ่ายได้ถูกต้องตามรอบ เปรียบเหมือนใบปะหน้าที่สรุปว่าทั้งเดือนมีหนี้อะไรบ้าง ใบวางบิลไม่ใช่เอกสารบันทึกบัญชีและไม่ใช้ยื่นภาษีได้โดยตรง ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คือเอกสารที่ออกหลังจากได้รับเงินจากลูกค้าเรียบร้อยแล้ว เพื่อยืนยันว่าชำระครบถ้วน ต่างจากใบแจ้งหนี้ตรงที่ออกหลังรับเงิน ไม่ใช่ก่อน ตารางเปรียบเทียบ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ใบวางบิล (Billing Note) ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อไร ทันทีที่ส่งสินค้า/บริการเสร็จ รวบรวมใบแจ้งหนี้มานัดชำระตามรอบ หลังจากรับเงินจากลูกค้าแล้ว หน้าที่ แจ้งยอดค้างชำระรายครั้ง สรุปยอดรวม กำหนดวันชำระ ยืนยันการรับชำระเงินครบถ้วน ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ได้ (ถ้าออกพร้อมใบกำกับภาษี) ไม่ได้ ได้ (ถ้าออกพร้อมใบกำกับภาษี) บันทึกบัญชี ตั้งลูกหนี้ทันทีที่ออก ไม่บันทึก บันทึกรับเงินสด/ตัดลูกหนี้ เอกสารใดต้องออกก่อนกัน ต้องออกตามลำดับเสมอ ข้ามขั้นตอนไม่ได้ เริ่มจากส่งสินค้าเสร็จ → ออกใบแจ้งหนี้ → ครบรอบเครดิต → ออกใบวางบิลสรุป → ลูกค้าชำระเงิน → ออกใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ต้องออกก่อนเสมอ เพราะต้องมีการตั้งยอดหนี้รายครั้งก่อน จึงจะออกใบวางบิลรวบรวมได้ ประเภทของใบแจ้งหนี้ที่ควรรู้ นอกจากใบแจ้งหนี้ทั่วไป ยังมีประเภทพิเศษที่ใช้ในบริบทต่างกัน Tax Invoice (ใบกำกับภาษี) คืออะไร Tax Invoice คือใบแจ้งหนี้ที่ออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT เท่านั้น ต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งสองฝ่าย และระบุ VAT 7% แยกชัดเจน ผู้ซื้อจึงจะนำ VAT ไปขอหักภาษีซื้อได้ ตามกฎหมาย ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT และออก Tax Invoice ทุกครั้งที่ขาย Proforma Invoice คืออะไร Proforma Invoice คือใบแจ้งราคาเบื้องต้นก่อนการส่งมอบสินค้าจริง ใช้บอกลูกค้าว่าจะต้องจ่ายเท่าไร เพื่อให้ยืนยันคำสั่งซื้อหรือขอ L/C (Letter of Credit) จากธนาคาร ไม่ใช่เอกสารแจ้งหนี้จริง จึงยังไม่ต้องบันทึกบัญชี ใช้บ่อยในธุรกิจส่งออก Commercial Invoice คืออะไร Commercial Invoice คือใบแจ้งหนี้ที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ ต้องแนบไปกับสินค้าเพื่อผ่านพิธีการศุลกากร ระบุรายละเอียดสินค้า ได้แก่ ประเทศต้นทาง สกุลเงิน น้ำหนัก และเงื่อนไขการส่งมอบ (Incoterms) เช่น FOB, CIF ต่างจากใบแจ้งหนี้ทั่วไปตรงที่ต้องเป็นภาษาอังกฤษ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบแจ้งหนี้ ต้องเก็บใบแจ้งหนี้ไว้กี่ปี ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรมสรรพากร มาตรา 87/3) ต้องเก็บเอกสารประกอบรายงานภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบภาษี ดังนั้นควรเก็บใบแจ้งหนี้ทั้งหมดไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้งแบบกระดาษและไฟล์ดิจิทัล เพื่อรองรับกรณีสรรพากรตรวจสอบ ข้อมูล ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กรณีเฉพาะแนะนำปรึกษานักบัญชีหรือกรมสรรพากร สรุป ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อหลังส่งมอบงาน เพื่อแจ้งยอดและกำหนดวันชำระ ต่างจากใบวางบิลที่ใช้สรุปยอดรวมตามรอบ และใบเสร็จรับเงินที่ออกหลังรับเงินแล้ว ทั้งสามใบต้องออกตามลำดับ ข้อมูลที่ต้องมีครบคือ เลขที่เอกสาร วันที่ ข้อมูลทั้งสองฝ่าย รายการสินค้า ยอดเงิน และ Due Date เก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี ออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำซ้ำ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบแจ้งหนี้ได้ในไม่กี่คลิก ระบบบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ติดตามสถานะการชำระเงินแบบ real-time และส่งอีเมลใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าได้โดยตรง รองรับทั้งใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ ใบแจ้งหนี้ กับ ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ใบแจ้งหนี้ออกก่อนรับเงิน เพื่อแจ้งยอดที่ต้องชำระ ส่วนใบเสร็จรับเงินออกหลังรับเงินแล้ว เพื่อยืนยันว่าชำระครบถ้วน ลำดับคือ ใบแจ้งหนี้ → ลูกค้าชำระ → ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ กับ ใบกำกับภาษี เหมือนกันไหม ไม่เหมือนกัน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คือเอกสารแจ้งหนี้ทั่วไป ใครก็ออกได้ แต่ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จด VAT เท่านั้น ธุรกิจที่จด VAT มักออกทั้งสองใบรวมกันในเอกสารชุดเดียว ออกใบแจ้งหนี้ล่าช้าได้ไหม ออกช้าได้ แต่ไม่ควร เพราะใบแจ้งหนี้เป็นจุดเริ่มนับ Credit Term ถ้าส่งของวันที่ 1 แต่ออกใบแจ้งหนี้วันที่ 15 ลูกค้าจะนับเครดิต 30 วัน จากวันที่ 15 แทน เท่ากับเสียเวลารอเงิน 2 สัปดาห์ฟรี วิธีแก้คือตั้งระบบออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกส่งของ Invoice แปลว่าอะไร ภาษาไทยเรียกว่าอะไร Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้ หรือใบเรียกเก็บเงิน ในภาษาไทยอาจเรียกว่า “ใบแจ้งหนี้” หรือ “อินวอยซ์” ก็ได้ ส่วนใบวางบิลภาษาอังกฤษเรียกว่า Billing Note หรือ Statement บางบริษัทใช้คำว่า Sales Invoice สำหรับกรณีขายปลีกที่จ่ายทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เช็คสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 39 40 ได้สิทธิอะไรบ้าง

เช็คสิทธิประกันสังคมได้ด้วยตัวเอง แค่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานประกันสังคม ทำได้ทั้งผ่านเว็บไซต์ sso.go.th แอป SSO Connect หรือ LINE ยิ่งปี 2569 ที่เพดานเงินสมทบปรับเป็น 875 บาทต่อเดือน การเช็คสิทธิเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ว่าเงินที่จ่ายไปทุกเดือนคุ้มครองอะไรบ้าง ประกันสังคมคืออะไร ทำไมต้องเช็คสิทธิเป็นประจำ ประกันสังคมคือระบบที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อคุ้มครอง 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เหตุผลที่ควรเช็คเป็นประจำ เช่น ตรวจว่านายจ้างส่งเงินสมทบให้ครบทุกเดือนหรือไม่ ดูว่าโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิยังเป็นที่เดิมอยู่ไหม และตรวจยอดเงินสะสมชราภาพว่าเพิ่มขึ้นตามที่ควร โดยเฉพาะปี 2569 ที่เพดานเงินสมทบปรับจาก 750 เป็น 875 บาทต่อเดือน สำหรับคนที่เงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป ยอดเงินสะสมชราภาพจะเพิ่มขึ้นด้วย วิธีเช็คสิทธิประกันสังคมด้วยเลขบัตรประชาชน ผ่านเว็บไซต์ sso.go.th เช็คสิทธิประกันสังคมผ่านเว็บไซต์ได้ที่ www.sso.go.th ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักเป็นรหัสผู้ใช้ ทำได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ (ดูคลิปสอนขั้นตอนจริงได้ที่ YouTube — เช็กสิทธิประกันสังคมออนไลน์ ง่ายๆ ใน 1 นาที) ขั้นตอนมีดังนี้ วิธีสมัครสมาชิกผู้ประกันตนออนไลน์ (สำหรับครั้งแรก) ถ้ายังไม่เคยใช้ระบบออนไลน์ของประกันสังคม ต้องสมัครสมาชิกก่อน กดปุ่ม “สมัครสมาชิก” บนเว็บไซต์ sso.go.th กรอกเลขบัตรประชาชน เบอร์มือถือ อีเมล ชื่อ-นามสกุล และตั้งรหัสผ่าน ระบบจะส่ง OTP มาที่เบอร์มือถือเพื่อยืนยันตัวตน เมื่อกรอก OTP เสร็จก็สมัครเรียบร้อย ใช้เข้าสู่ระบบได้ทันที วิธีเช็คสิทธิประกันสังคมผ่านแอป SSO Connect สำหรับคนที่ใช้มือถือเป็นหลัก เช็คผ่านแอป SSO Connect สะดวกกว่า ดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android ใช้เลขบัตรประชาชนและรหัสผ่านเดียวกับเว็บไซต์ (ดูวิธีสมัครและใช้งานแอปได้ที่ YouTube — แนะนำแอป SSO Connect) เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว หน้าแรกจะแสดงข้อมูลสำคัญทันที เช่น ชื่อ-นามสกุล โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ ยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิทำฟันที่เหลือ กดเมนูด้านล่างเพื่อเช็คข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย ช่องทางอื่นที่เช็คสิทธิประกันสังคมได้ นอกจากเว็บไซต์และแอป SSO Connect ยังเช็คสิทธิประกันสังคมได้อีกหลายช่องทาง เช็คสิทธิประกันสังคมแต่ละมาตราต่างกันอย่างไร ผู้ประกันตนแต่ละมาตราได้สิทธิไม่เหมือนกัน สรุปความแตกต่างหลัก ดังนี้ มาตรา 33 — ลูกจ้างในระบบ ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือพนักงานบริษัทที่นายจ้างขึ้นทะเบียนให้ จ่ายเงินสมทบ 5% ของเงินเดือน สูงสุด 875 บาทต่อเดือน นายจ้างจ่ายสมทบอีก 5% เท่ากัน ได้สิทธิคุ้มครองครบ 7 กรณี ได้แก่ นอกจาก 7 กรณีข้างต้น ผู้ประกันตน ม.33 ยังมีสิทธิทำฟันปีละ 900 บาทด้วย มาตรา 39 — ลาออกแล้วต่อประกันเอง คนที่เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 มาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน และลาออกจากงาน สามารถสมัคร ม.39 เพื่อรักษาสิทธิต่อ จ่ายเงินสมทบเดือนละ 432 บาทด้วยตัวเอง ไม่มีนายจ้างจ่ายให้ ได้สิทธิ 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และชราภาพ สิทธิทุกข้อเหมือน ม.33 ทุกประการ รวมถึงทำฟันปีละ 900 บาท สิ่งเดียวที่ไม่ได้คือ กรณีว่างงาน เพราะ ม.39 ไม่ได้เป็นลูกจ้างแล้ว มาตรา 40 — อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ คนทำงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ สมัครเองได้ จ่ายเงินสมทบเองทั้งหมด ไม่มีนายจ้าง มี 3 ทางเลือก สิทธิที่ได้ต่างจาก ม.33 ค่อนข้างมาก เช็คสิทธิผ่าน sso.go.th ได้เหมือน ม.33 และ ม.39 เช็คสิทธิประกันสังคม โรงพยาบาลที่ใช้ได้ เช็คว่าสิทธิประกันสังคมของคุณอยู่โรงพยาบาลไหนได้ที่ sso.go.th หรือแอป SSO Connect ข้อมูลจะแสดงชื่อโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ทันทีหลังเข้าสู่ระบบ ถ้าต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาล ทำได้ปีละ 1 ครั้ง ในช่วง 16 ธ.ค. – 31 มี.ค. ยื่นแบบ สปส. 9-02 ที่สำนักงานประกันสังคมสาขา หรือเปลี่ยนผ่านเว็บไซต์ sso.go.th ในเมนู “เปลี่ยนสถานพยาบาล” ข้อควรรู้คือ ถ้าเปลี่ยนโรงพยาบาลกลางปี สิทธิจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เดือนถัดไป ส่วนกรณีฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช็คยอดเงินสมทบและเงินสะสมชราภาพ เช็คยอดเงินสะสมชราภาพและประวัติการจ่ายเงินสมทบได้ที่ sso.go.th หรือแอป SSO Connect ในเมนู “เงินสมทบ” หรือ “ชราภาพ” ระบบจะแสดงยอดเงินสะสมทั้งหมดที่คุณและนายจ้างจ่ายรวมกัน เงินก้อนนี้จะได้คืนเมื่ออายุครบ 55 ปีและหยุดทำงานแล้ว จะได้เป็นบำเหน็จ (จ่ายครั้งเดียว) หรือบำนาญ (จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ถ้าส่งครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้บำนาญรายเดือน สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงานทุกเดือน การเช็คยอดเงินสมทบเป็นประจำช่วยให้มั่นใจว่าบริษัทส่งเงินถูกต้องครบถ้วน เช็คสิทธิประกันสังคมไม่ได้ ต้องทำอย่างไร ถ้าเข้าระบบแล้วเช็คสิทธิไม่ได้ ลองแก้ปัญหาตามสาเหตุ สรุป ช่องทางหลักคือเว็บไซต์ sso.go.th กับแอป SSO Connect แต่ถ้าสะดวกกว่าก็ใช้ LINE @ssothai แอปเป๋าตัง แอปทางรัฐ หรือโทร 1506 สิ่งที่ควรเช็คเป็นประจำ ได้แก่ สถานะผู้ประกันตน โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ ยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิทำฟันที่เหลือ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่ดูแลประกันสังคมพนักงานหลายคน ยิ่งต้องเช็คให้ครบ จัดการเงินเดือนและประกันสังคมให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงานทุกเดือน PEAK Payroll คำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคำนวณเอง และส่งสลิปเงินเดือนออนไลน์ให้พนักงานได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเช็คสิทธิประกันสังคม เช็คสิทธิประกันสังคมคืนเงิน 900 บาท ทำยังไง สิทธิทำฟันประกันสังคมให้เบิกได้ปีละ 900 บาท ครอบคลุมการขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟัน ไปทำฟันที่คลินิกทันตกรรมแล้วจ่ายเงินไปก่อน จากนั้นยื่นเบิกคืนที่สำนักงานประกันสังคม หรือเช็คว่ายอดที่เหลือเบิกได้เท่าไรผ่านแอป SSO Connect ในเมนู “ทันตกรรม” เบอร์โทรเช็คสิทธิประกันสังคมคือเบอร์อะไร สายด่วนประกันสังคมคือ 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามได้ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ โรงพยาบาล ยอดเงินสมทบ และการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช็คสิทธิประกันสังคมว่าอยู่โรงพยาบาลไหน ทำได้ที่ไหน เข้า sso.go.th หรือแอป SSO Connect ข้อมูลแสดงทันทีหลังเข้าสู่ระบบ ถ้าต้องการเปลี่ยน ยื่นได้ช่วง 16 ธ.ค.-31 มี.ค. ของทุกปี หรือโทร 1506 ให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบให้ก็ได้ ย้ายจากมาตรา 33 เป็นมาตรา 39 สิทธิอัปเดตกี่วัน โดยทั่วไปใช้เวลา 7-30 วันทำการ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการบันทึกข้อมูลจากนายจ้างและสำนักงานประกันสังคม ในช่วงรอยต่อ สิทธิอาจแสดงไม่ตรงกับสถานะจริง ให้ตรวจสอบอีกครั้งหลังครบระยะเวลา นายจ้างเช็คสิทธิประกันสังคมของพนักงานได้ไหม นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลพนักงานผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม ที่ www.sso.go.th/eservices ดูได้ว่าพนักงานที่ขึ้นทะเบียนไว้มีสถานะเป็นอย่างไร เงินสมทบส่งครบหรือไม่ แต่ดูรายละเอียดสิทธิส่วนตัวของพนักงานไม่ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

แคชเชียร์เช็ค คืออะไร ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง วิธีซื้อและใช้ในธุรกิจ

ต้องจ่ายเงินค่าที่ดิน 5 ล้านบาท จะพกเงินสดไปก็ไม่ปลอดภัย โอนผ่านแอปก็เกินวงเงิน ทางออกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “แคชเชียร์เช็ค” เช็คที่ธนาคารเป็นคนออก รับรองว่ามีเงินจ่ายแน่นอน บทความนี้อธิบายว่าแคชเชียร์เช็คคืออะไร ต่างจากเช็คธรรมดายังไง ซื้อที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร ขึ้นเงินยังไง พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่เว็บอื่นไม่มีสอน แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) คืออะไร แคชเชียร์เช็คคือเช็คที่ออกโดยธนาคาร โดยธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อเช็คทันที แล้วออกเช็คในนามของธนาคารให้ผู้ซื้อนำไปมอบให้ผู้รับเงิน จุดสำคัญคือ ธนาคารเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน ไม่ใช่บุคคลหรือบริษัท ทำให้ผู้รับเช็คมั่นใจได้ว่าจะได้เงินแน่นอน ไม่มีปัญหาเช็คเด้งเหมือนเช็คทั่วไป (ยกเว้นธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier’s Check (สะกดแบบอเมริกัน) บางธนาคารเรียกว่า “เช็คของธนาคาร” หรือ “แบงก์ดราฟต์” แคชเชียร์เช็ค ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง แคชเชียร์เช็ค เช็คทั่วไป ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร บุคคล/บริษัท หักเงินเมื่อไร ทันทีที่ซื้อเช็ค เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน โอกาสเช็คเด้ง แทบไม่มี มีได้ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้อง (จ่ายเงินสดซื้อได้) ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียม ~20 บาท/ฉบับ ไม่มี (แต่มีค่าสมุดเช็ค) เหมาะกับ ธุรกรรมใหญ่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ จดทะเบียนบริษัท จ่ายค่าสินค้า/บริการทั่วไป สรุปง่าย ๆ คือ แคชเชียร์เช็คปลอดภัยกว่า เพราะธนาคารการันตีว่ามีเงินจ่ายจริง ส่วนเช็คทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบัญชีมีเงินพอหรือไม่ ณ วันที่นำไปขึ้นเงิน ใช้แคชเชียร์เช็คในสถานการณ์ไหนบ้าง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินมักแนะนำให้ใช้แคชเชียร์เช็คเพราะสะดวกและปลอดภัย ซื้อรถยนต์เงินสด ศูนย์รถยนต์ส่วนใหญ่รับแคชเชียร์เช็คเป็นช่องทางชำระเงินหลัก เพราะยอดเงินสูงเกินวงเงินโอนออนไลน์ของหลายธนาคาร ชำระเงินทุนจดทะเบียนบริษัท เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจขอดูหลักฐานว่ามีเงินทุนจริง ขั้นตอนคือ ผู้เริ่มก่อการต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท แล้วนำเงินค่าหุ้นฝากเข้าบัญชี โดยนิยมใช้วิธีซื้อเช็คแบงก์สั่งจ่ายในนามบริษัทแล้วนำไปฝาก เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเงินทุนจริง ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 5 บาท (ขั้นต่ำ 1 หุ้น × มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117) แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จดทะเบียนที่ 1-5 ล้านบาท ตามความน่าเชื่อถือที่ต้องการ ชำระเงินระหว่างธุรกิจ เมื่อคู่ค้าที่ยังไม่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อนต้องการความมั่นใจ แคชเชียร์เช็คช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ วิธีซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคาร ซื้อได้ที่ทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีกับธนาคารที่ซื้อ (แต่ถ้ามีบัญชีจะสะดวกกว่าเพราะหักจากบัญชีได้เลย) เตรียมข้อมูล: ชื่อผู้รับเงิน (ต้องระบุชัดเจน) จำนวนเงิน และบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุ พร้อมค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละธนาคารคิดใกล้เคียงกัน (ตรวจสอบอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ ธปท.) ธนาคาร ค่าธรรมเนียม/ฉบับ กสิกรไทย 20 บาท กรุงเทพ 20 บาท ไทยพาณิชย์ 20 บาท กรุงไทย 20 บาท บางธนาคารเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเช็คแบงก์ผ่านแอปมือถือหรือ Internet Banking ได้แล้ว โดยไม่ต้องไปสาขา ตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้บริการ รับแคชเชียร์เช็ค พร้อมใบเสร็จรับเงินและต้นขั้วเช็ค เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ข้อควรรู้: ถ้าซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารอาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) เช่น หลักฐานที่มาของเงิน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น บันทึกบัญชีแคชเชียร์เช็คยังไง เมื่อบริษัทซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วส่งมอบให้ผู้รับทันที: รายการ Dr. Cr. เจ้าหนี้การค้า (หรือบัญชีที่จ่าย) XXX เงินฝากธนาคาร XXX เงินถูกหักจากบัญชีทันทีที่ซื้อเช็ค จึงเครดิตเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอจนผู้รับนำเช็คไปขึ้นเงิน กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คไว้แต่ยังไม่ส่งมอบ: รายการ Dr. Cr. แคชเชียร์เช็ครอจ่าย XXX เงินฝากธนาคาร XXX พอส่งมอบเช็คให้ผู้รับแล้ว จึงบันทึก Dr. เจ้าหนี้ / Cr. เช็ครอจ่าย กรณีบริษัทรับเช็คแบงก์จากลูกค้า: รายการ Dr. Cr. เช็ครับ (สินทรัพย์) XXX ลูกหนี้การค้า XXX เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแล้ว จึงบันทึก Dr. เงินฝากธนาคาร / Cr. เช็ครับ สำหรับเช็คแบงก์จะขึ้นเงินได้ทันที (ไม่ต้องรอ clearing เหมือนเช็คทั่วไป) ถ้าเป็นสาขาเดียวกับที่ออกเช็ค สำหรับผู้ใช้ PEAK ระบบมีฟังก์ชันบันทึกเช็ครับ-จ่ายโดยเฉพาะ ไม่ต้องลงรายการด้วยมือ ดูวิธีใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้แคชเชียร์เช็ค สูญหายหรือถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารที่ออกเช็คทันทีเพื่อระงับการจ่ายเงิน แล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นำใบแจ้งความมายื่นกับธนาคารเพื่อขอออกเช็คใหม่ ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บต่างพื้นที่ ถ้านำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดอื่น อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น หมื่นละ 10 บาท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย ต่างจากเช็คทั่วไปที่เจ้าของบัญชีสั่งอายัดได้ ต้องนำตัวเช็คจริง ใบเสร็จ และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่สาขาธนาคารเพื่อทำเรื่องยกเลิกและขอเงินคืน ทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้ ปัจจุบันหลายธุรกรรมที่เคยต้องใช้เช็คแบงก์ สามารถใช้วิธีอื่นแทนได้แล้ว เช่น โอนเงินข้ามธนาคาร (ORFT) สำหรับยอดสูงถึง 2 ล้านบาท/ครั้ง พร้อมเพย์สำหรับยอดไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือบริการ Bulk Payment สำหรับจ่ายหลายรายพร้อมกัน แต่สำหรับธุรกรรมที่ต้องการหลักฐานทางกายภาพ (เช่น จดทะเบียนที่กรมที่ดิน) เช็คแบงก์ยังคงเป็นทางเลือกหลัก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคชเชียร์เช็ค แคชเชียร์เช็คมีอายุกี่วัน หมดอายุไหม ตามป.พ.พ. มาตรา 991 ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ยื่นเกิน 6 เดือนนับจากวันออก ในทางปฏิบัติ ธนาคารส่วนใหญ่แนะนำให้นำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินภายใน 6 เดือน ถ้าเกินกำหนดนี้อาจต้องติดต่อธนาคารเป็นกรณีพิเศษ แคชเชียร์เช็คขึ้นเงินต่างธนาคารได้ไหม ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีที่ธนาคารอื่นได้ แต่ต้องรอ clearing ประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้าต้องการเงินทันทีควรไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดียวกับที่ออกเช็ค ซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ต้องทำยังไง ซื้อได้ แต่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานที่มาของเงิน ควรเตรียมเอกสารไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา แคชเชียร์เช็คเด้งได้ไหม แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ออกเช็ค เงินอยู่ในความดูแลของธนาคาร กรณีเดียวที่อาจเกิดขึ้นคือธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งในประเทศไทยมีระบบกองทุนคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เข้าใจค่าเสื่อมราคา สรุปวิธีคำนวณและอัตราตามกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคา เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไป พูดง่ายๆ ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเหมือนการจ่ายเงินสด แต่กลับส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ และต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต หากไม่มีการคำนวณที่ถูกต้อง ตัวเลขทางบัญชีอาจไม่สะท้อนสภาพจริงของกิจการ และทำให้เจ้าของธุรกิจวางแผนผิดทิศได้โดยไม่รู้ตัว ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดู 5 ด้านสำคัญที่ค่าเสื่อมราคาสะท้อนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้วางแผนการเงินให้แม่นยำขึ้น ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรลดลงตามการใช้งาน สินทรัพย์ถาวรในที่นี้หมายถึงของที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคารสำนักงาน หรือคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 150,000 บาท คาดว่าใช้งานได้ 5 ปีก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่าย 150,000 บาททันทีในเดือนที่ซื้อ ร้านต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 30,000 บาท ตลอด 5 ปี เพื่อให้ต้นทุนกาแฟแต่ละปีสะท้อนการใช้เครื่องจริง สินทรัพย์ถาวร คืออะไร และอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อม สิสินทรัพย์ถาวร คือทรัพย์สินที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ มีตัวตนจับต้องได้ ใช้งานเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้มีไว้ขาย และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี เช่น เครื่องจักรในโรงงาน รถส่งของ หรืออาคารโกดังเก็บสินค้า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ธุรกิจซื้อมาจะต้องคิดค่าเสื่อมราคา ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4(5) กรมสรรพากรกำหนดชัดว่าทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมได้คือ “ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า” นั่นหมายความว่ามีของอยู่ 2 อย่างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเลย ที่ดินไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยสภาพแล้วที่ดินไม่เสื่อมสภาพลงตามการใช้งาน ต่างจากอาคารที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งต้องคิดค่าเสื่อม ส่วนสินค้าคงเหลือก็ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเช่นกัน เพราะสินค้าคงเหลือถูกซื้อมาเพื่อขายต่อ ไม่ใช่เพื่อใช้งานระยะยาว บัญชีจะบันทึกเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออกไปแทน ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพจริงของกิจการใน 5 เรื่องหลัก วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา มีกี่วิธี ค่าเสื่อมราคาคำนวณได้ 4 วิธีหลัก แต่ละวิธีเหมาะกับสินทรัพย์ต่างประเภทกัน วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี สูตรคือ ราคาทุนลบมูลค่าซาก (ราคาที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ได้เมื่อเลิกใช้งาน) หารด้วยอายุการใช้งาน ตัวอย่าง บริษัท ขนส่งไว จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคาทุน 500,000 บาท มูลค่าซากประเมินไว้ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี คำนวณได้ (500,000 ลบ 50,000) หารด้วย 5 เท่ากับ 90,000 บาทต่อปี เท่ากันทุกปีตลอด 5 ปี ดูตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้คิดค่าเสื่อมสูงในปีแรกแล้วค่อยๆ ลดลง โดยใช้อัตราเส้นตรงคูณ 2 แล้วคูณกับมูลค่าคงเหลือต้นปี วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits) เป็นอีกวิธีแบบเร่งค่าเสื่อม เหมาะกับเครื่องจักรหรือยานพาหนะที่มีอายุใช้งานพอสมควรแต่เสื่อมสภาพเร็วในช่วงต้น คำนวณจากผลรวมจำนวนปีมาหารสัดส่วนในแต่ละปี วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงทำงาน (Units of Production) เหมาะกับสินทรัพย์ที่วัดปริมาณการใช้งานได้ชัดเจน เช่น เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงาน คำนวณจากราคาทุนลบมูลค่าซาก หารด้วยจำนวนหน่วยผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุการใช้งาน ตารางเปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา วิธีคำนวณ ลักษณะค่าเสื่อม เหมาะกับสินทรัพย์ เส้นตรง เท่ากันทุกปี อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ยอดลดลงทวีคูณ สูงปีแรก ลดลงเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลรวมจำนวนปี สูงปีแรก ลดลงแบบขั้นบันได เครื่องจักร ยานพาหนะ ตามผลผลิต ผันตามปริมาณใช้งานจริง เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงานได้ อัตราค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย ต้องหักเท่าไร สำหรับการคำนวณภาษี กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 แยกตามประเภทสินทรัพย์ดังนี้ ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร 5 เปอร์เซ็นต์ อาคารชั่วคราว 100 เปอร์เซ็นต์ สิทธิการเช่า (ไม่มีสัญญาต่ออายุ) 100 หารด้วยจำนวนปีอายุสัญญาเช่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสามารถเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ตามอายุการใช้งานจริง แต่ห้ามหักเกินเพดานที่กำหนด (อ้างอิงจากกรมสรรพากร พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) สิทธิพิเศษสำหรับ SME ถ้าธุรกิจมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กฎหมายให้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเร่งด่วนในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ดังนี้ สิทธินี้ช่วยให้ธุรกิจ SME ลดภาษีได้เร็วขึ้นในปีที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ค่าเสื่อมราคา ต่างจากค่าตัดจำหน่ายอย่างไร ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นแนวคิดเดียวกันคือทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้เรียกกับสินทรัพย์คนละประเภท ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือค่าความนิยม (กู๊ดวิล) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท จะบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้ในกิจการราคา 200,000 บาท จะบันทึกเป็นค่าตัดจำหน่ายแทน แม้หลักการคำนวณจะคล้ายกันมาก ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาได้แล้ว ต้องบันทึกบัญชีทุกสิ้นงวดหรือสิ้นปี โดยลงรายการดังนี้ เดบิต (ฝั่งบันทึกรายการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์) ค่าเสื่อมราคา บันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่าย เครดิต (ฝั่งตรงข้ามของเดบิต) ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกในงบแสดงฐานะการเงิน หักจากมูลค่าสินทรัพย์ ตัวอย่างจากร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ที่คำนวณค่าเสื่อมเครื่องชงกาแฟได้ปีละ 30,000 บาท จะบันทึกบัญชีทุกสิ้นปีเป็น เดบิตค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท เครดิตค่าเสื่อมราคาสะสม 30,000 บาท เมื่อครบ 5 ปี ยอดค่าเสื่อมราคาสะสมจะเท่ากับ 150,000 บาท เท่ากับราคาทุนของเครื่องพอดี ค่าเสื่อมราคาสะสมนี้จะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์ของงบแสดงฐานะการเงิน หักลบจากราคาทุนเดิม ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชีที่แท้จริงของสินทรัพย์ในวันนั้น สรุป: จัดการค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนจริง วางแผนลงทุนทันเวลา และใช้สิทธิลดภาษีได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องจำคือ ที่ดินและสินค้าคงเหลือไม่ต้องคิดค่าเสื่อม เลือกวิธีคำนวณให้เหมาะกับประเภทสินทรัพย์ และตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ที่ได้สิทธิหักเร่งด่วนหรือไม่ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ แม่นยำตามกฎหมาย ด้วย PEAK Asset ถ้าไม่อยากคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยมือทุกเดือนPEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกรายงานสินทรัพย์ถาวรได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุน ส่วนค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดสินทรัพย์ หักลบจากราคาทุนของสินทรัพย์นั้นในงบแสดงฐานะการเงิน ค่าเสื่อมราคา คิดยังไงให้เร็วที่สุด วิธีที่คำนวณง่ายและเร็วที่สุดคือวิธีเส้นตรง เอาราคาทุนลบมูลค่าซาก แล้วหารด้วยจำนวนปีอายุการใช้งาน ได้ตัวเลขที่ต้องหักต่อปีทันที เหมาะกับสินทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ต้องการคำนวณซับซ้อน ค่าเสื่อมราคา ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษเรียกว่า Depreciation ส่วนค่าตัดจำหน่ายเรียกว่า Amortization ทั้งสองคำมักถูกใช้แยกกันตามประเภทสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนหรือทุกปี ทางบัญชีสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งรายเดือนและรายปี ขึ้นอยู่กับรอบการปิดงบของธุรกิจ ถ้าต้องการดูตัวเลขกำไรขาดทุนรายเดือนที่แม่นยำ แนะนำให้คิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนแทนการคิดรวมทีเดียวตอนสิ้นปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ปรับเงินเดือนพนักงาน คำนวณยังไง อัปเดตกฎหมายแรงงาน

ถึงช่วงปลายปีทีไร เจ้าของกิจการ SME ต้องปวดหัวกับคำถามเดิมที่ว่า เราควรปรับเงินเดือนให้พนักงานเท่าไรดี จะปรับน้อยกลัวคนลาออก ปรับมากก็กลัวบริษัทแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเงินเดือน ตั้งแต่กฎหมายแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ การคำนวณเงินเดือน 3 แบบ ตลอดจนปัจจัยที่ควรพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงาน กฎหมายแรงงานว่าด้วยเรื่องค่าจ้าง สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ ก่อนจะคิดปรับเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องรู้กรอบกฎหมายก่อน ลดเงินเดือนไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างไม่สามารถลดค่าจ้างลูกจ้างได้ หากไม่ได้รับความยินยอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากตกลงกับลูกจ้างได้ ต้องมีการลงลายลักษณ์อักษร จ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศ ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จ่ายเงินเดือนตรงเวลาทุกเดือน ต้องจ่ายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงไว้ ถ้าจ่ายล่าช้าถือว่าผิดสัญญาจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กฎหมายใหม่ 2569) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 2569 นายจ้างต้องปรับเงินเดือนไหม อัตราค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) กระทรวงแรงงาน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตรา 337–400 บาทต่อวัน โดยแต่ละจังหวัด มีกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป พื้นที่อัตราสูงสุด 400 บาท/วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และ อ.เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ส่วนอัตราต่ำสุด 337 บาท/วัน อยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หมายเหตุ: หากมีพนักงานคนใดที่ยังได้ค่าตอบแทนไม่ถึงขั้นต่ำ นายจ้างต้องปรับให้ค่าแรงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สูตรคำนวณปรับเงินเดือนแบบเปอร์เซ็นต์ วิธีการคำนวณการปรับเงินเดือนขั้นพื้นฐาน สำหรับองค์กร SME ขนาดเล็ก สามารถทำได้ตามสูตรนี้ เงินเดือนใหม่ = เงินเดือนเดิม × (1 + อัตราปรับ%) ตัวอย่าง: เงินเดือนเดิม 25,000 บาท ปรับขึ้น 5% 25,000 × (1 + 0.05) = 25,000 × 1.05 = 26,250 บาท → เพิ่มขึ้น 1,250 บาท/เดือน เงินเดือนเดิม ปรับ 3% ปรับ 5% ปรับ 7% 15,000 15,450 (+450) 15,750 (+750) 16,050 (+1,050) 25,000 25,750 (+750) 26,250 (+1,250) 26,750 (+1,750) 40,000 41,200 (+1,200) 42,000 (+2,000) 42,800 (+2,800) ฐานเฉลี่ยการปรับเงินเดือนในประเทศไทย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ จะอยู่ที่ 4-6% ต่อปี แต่สำหรับธุรกิจ SME อาจปรับขึ้นตามกำลังของบริษัท สูตรปรับฐานเงินเดือนตามโครงสร้างองค์กร (Compa-Ratio) สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนชัดเจน หรือกระบอกเงินเดือนชัดเจน อาจใช้ Compensation Ratio เพื่อช่วยตัดสินใจว่าควรปรับเท่าไร สูตร: Compa-Ratio = เงินเดือนปัจจุบัน ÷ เงินเดือนกลาง (Midpoint) ของตำแหน่ง หมายเหตุ: ตำแหน่งนักบัญชี มีเงินเดือนกลางอยู่ที่ 30,000 บาท โดยนายไก่ ได้เงินเดือนที่ 25,000 บาท เมื่อคำนวณ Compa-Ratio จะได้ที่ 25,000 ÷ 30,000 = 0.83 ตัวเลขนี้หมายความว่า นายไก่ยังได้ต่ำกว่าค่ากลางของตำแหน่งอยู่ 17% ควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เข้าใกล้ค่ากลางมากขึ้น ส่วนพนักงานที่ Compa-Ratio เกิน 1.0 แสดงว่าได้สูงกว่าค่ากลางแล้ว อาจพิจารณาปรับเงินเดือนในอัตราต่ำลง หรือพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นแทน ปรับเงินเดือนตามผลงาน (Performance-Based) คำนวณยังไง องค์กรขนาดใหญ่ มักใช้คะแนนประเมินผลงานเป็นตัวกำหนดอัตราปรับ แทนที่จะปรับเท่ากันทุกคน โดยมีลักษณะ ดังนี้ ระดับผลงาน คะแนน อัตราปรับ (ตัวอย่าง) ดีเด่น (Outstanding) 5 8-10% ดีมาก (Very Good) 4 6-7% ดี (Good) 3 4-5% พอใช้ (Fair) 2 2-3% ต้องปรับปรุง (Needs Improvement) 1 0% วิธีนี้ จะมอบรางวัลให้กับพนักงานที่มีผลงานดี ช่วยลดความขัดแย้ง แต่องค์กรเองต้องมีระบบประเมินการทำงานที่เป็นธรรมด้วย ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาก่อนปรับเงินเดือน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นายจ้างต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกปี ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนายจ้างและองค์กร ที่มีสิทธิ์ในการปรับเงินเดือนได้ตามเหมาะสม โดยอาจคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ผลประกอบการของบริษัท — ต้องดูว่ากำไรขององค์กร มีมากเพียงพอจะรับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราเงินเฟ้อ — บริษัทควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เทียบเท่า หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย ค่าตอบแทนในตลาด — หากคู่แข่งพร้อมจ่ายมากกว่า ลูกจ้างอาจย้ายบริษัท องค์กรจึงควรพิจารณาจากอัตราตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกัน อายุงานและความรับผิดชอบ — ลูกจ้างที่อยู่มานานหรือรับภาระงานมากขึ้นควรได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเป็นพิเศษ จัดการปรับเงินเดือนทั้งบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK การปรับเงินเดือนพนักงานทีละคนใน Excel เสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ประกันสังคมตามเพดานใหม่ และออกสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง PEAK Payroll ช่วยปรับฐานเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทได้ในไม่กี่คลิก ระบบคำนวณภาษีและประกันสังคมให้อัตโนมัติตามอัตราใหม่ ออกสลิปให้พนักงานทุกคน และลงบัญชีเงินเดือนต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนพนักงาน ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ละจังหวัด จะหาอ่านได้จากไหน สามารถอ่านประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดได้ จากหน้าเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน การคำนวณเงินเดือนขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ คิดยังไง ทำได้โดยใช้เงินเดือนเดิมคูณ 1.03 ตัวอย่าง: เงินเดือน 20,000 × 1.03 = 20,600 บาท หากต้องการปรับเปอร์เซนต์อื่น ให้แทนค่าในเลข 1.xx แทน ปรับเงินเดือนพนักงานแต่ละคนไม่เท่ากัน ผิดกฎหมายไหม ไม่ผิด ถ้ามีเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ปรับตามผลประเมินผลงาน ตามอายุงาน หรือตามโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น ปรับตามเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะสมรส นายจ้างลดเงินเดือนพนักงานไม่ได้ แต่บริษัทขาดทุน แล้วบริษัทมีตัวเลือกอะไรบ้าง หากบริษัทต้องการลดต้นทุนด้านบุคลากร อาจเริ่มจากพิจารณาลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ่ายโบนัส แต่ในทุกการตัดสินใจ ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกฎหมายใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ปรับเงินเดือนพนักงานแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเปลี่ยนไหม การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะคิดจากเงินได้สุทธิทั้งปี โดยเมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เงินได้สุทธิสูงขึ้นเช่นกัน อาจทำให้เข้าขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม นายจ้างจึงต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ตั้งแต่เดือนที่ปรับเงินเดือน และปรับยอดหักในสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Audit คืออะไร สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้ ทำไมธุรกิจต้องตรวจสอบบัญชี

สำหรับเจ้าของกิจการ SME ไทย คำว่า “ออดิท” มักทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าธุรกิจคุณจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กฎหมายไทยกำหนดให้ต้องผ่าน audit ทุกปี ไม่ว่าจะมีกำไรหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจว่า audit คืออะไร มีกี่ประเภท และมีขั้นตอนทำอย่างไร ทำความรู้จัก ออดิท (Audit) คืออะไร? Audit คือ การตรวจสอบและประเมินข้อมูลทางการเงิน การดำเนินงาน หรือระบบต่างๆ ขององค์กร โดยผู้ตรวจสอบที่มีความเป็นอิสระ เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รายงานออกมาตรงกับความเป็นจริง คำว่า “ออดิท” มาจากภาษาละตินว่า audire ที่แปลว่า “ได้ยิน” ในอดีตผู้ตรวจสอบจะ “ฟัง” การอ่านบัญชีดังๆ เพื่อตรวจความถูกต้อง วันนี้ audit ซับซ้อนกว่านั้นมาก โดยผู้ตรวจสอบจะเข้ามาดูเอกสาร พูดคุยกับพนักงาน และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้อง ทำไม audit ถึงสำคัญ? เพราะการออดิทเปรียบเสมือนกับหลักประกันที่ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งนักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้าที่จะมาลงทุนกับบริษัทต่างมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับ Audit มีกี่ประเภท? รู้จักก่อนเลือกใช้ถูก ถ้าพูดถึงคำว่า “การตรวจสอบบัญชี” หรือ “Audit” หลายคนอาจจะคิดว่ามันเหมือนๆ กันไปหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Audit แบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับ “คนตรวจ” และ “เป้าหมาย” ซึ่งมีความสำคัญกับธุรกิจแตกต่างกันไป ดังนี้ แบ่งตาม “ผู้ตรวจ” — 3 ประเภทหลัก การตรวจสอบภายนอก (External Audit) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของงบการเงินโดยบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคคลทั่วไปและหน่วยงานราชการ โดยกฎหมายไทยบังคับให้บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดทุกแห่งต้องทำเป็นประจำทุกปี ผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบและเซ็นรับรองงบการเงินนี้ได้ จะต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี หรือหากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กก็สามารถใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) เป็นการตรวจสอบเพื่ออุดรอยรั่วและประเมินระบบการควบคุมภายในขององค์กร โดยเน้นดูว่าขั้นตอนการทำงานมีประสิทธิภาพไหม มีจุดไหนที่มีความเสี่ยงหรือเสี่ยงต่อการทุจริตหรือไม่ การตรวจประเภทนี้มักพบในธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่เตรียมตัวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการเช็กสุขภาพองค์กรอยู่เสมอ คนตรวจจะเป็นผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ซึ่งเป็นได้ทั้งทีมพนักงานในบริษัทเอง หรือจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากภายนอก (Outsource) เข้ามาช่วยดูก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการวางระบบและบัญชีอย่างดี การตรวจสอบของรัฐ (Government Audit) เป็นการตรวจสอบการบริหารจัดการเงินและทรัพย์สินของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย กลุ่มที่ต้องรับการตรวจนี้จึงจำกัดเฉพาะหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่างๆ ที่มีการเบิกใช้เงินงบประมาณของรัฐ โดยมีหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือหน่วยงานตรวจสอบเฉพาะของภาครัฐเป็นผู้เข้าตรวจสอบ แบ่งตาม “ลักษณะงาน” — 5 ประเภทที่พบบ่อย Financial Audit (การตรวจสอบทางการเงิน) เป็น audit ที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จะตรวจสอบงบการเงินประจำปี เช่น งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เป้าหมายคือยืนยันว่างบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs สำหรับ SME ทั่วไป) Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) Internal Audit คือ การตรวจสอบที่ทำโดยทีมงานภายในองค์กรเอง หรือที่ปรึกษาที่จ้างมา เพื่อประเมินว่าระบบงานมีประสิทธิภาพ การควบคุมภายในแข็งแกร่งพอ และพนักงานทำตามนโยบายบริษัทจริงไหม ต่างจาก Financial Audit ที่มุ่งเน้นงบการเงิน Internal Audit มองภาพรวมของการดำเนินงานทั้งองค์กร Operational Audit (การตรวจสอบการดำเนินงาน) ตรวจสอบว่าการดำเนินงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ โดยเน้นที่ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า เช่น ขั้นตอนจัดซื้อใช้เวลานานเกินไปไหม หรือต้นทุนการผลิตสูงกว่าที่ควรไหม IT Audit (การตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ) ในยุคที่ธุรกิจพึ่งพาระบบดิจิทัล IT Audit คือการตรวจสอบว่าระบบ IT ขององค์กรมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และข้อมูลไม่รั่วไหล ธุรกิจที่ดูแลข้อมูลลูกค้าจำนวนมากควรให้ความสำคัญกับ audit ประเภทนี้ Compliance Audit (การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ) ตรวจสอบว่าองค์กรปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรฐานที่กำหนดจากภายนอกหรือไม่ เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี หรือมาตรฐาน ISO ที่ได้รับการรับรองไว้ Auditor คือใคร? เข้าใจก่อนว่าต้องจ้างใคร Auditor คือ ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ “ออดิเตอร์” ไม่ได้มีแค่คนเดียว แบ่งออกได้หลักๆ 3 ประเภทที่ SME ไทยต้องรู้จัก ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) — External Auditor คือผู้ตรวจสอบบัญชีจากภายนอกที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชน บริษัทจำกัดทุกแห่งในไทยต้องจ้าง CPA ตรวจสอบงบการเงินทุกปี ไม่มีข้อยกเว้น (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ผู้ตรวจสอบบัญชีภาษีอากร (TA) คือผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมสรรพากร ตรวจสอบงบการเงินได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ค่าธรรมเนียมมักถูกกว่า CPA ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) คือพนักงานหรือทีมงานภายในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการทำงานภายใน ไม่ต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความรู้ด้านบัญชีและการตรวจสอบ มักพบในธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ จุดสำคัญที่คนมักสับสน: External Auditor (CPA/TA) ตรวจงบการเงินเพื่อรายงานให้บุคคลภายนอก ส่วน Internal Auditor ตรวจระบบภายในเพื่อรายงานให้ผู้บริหาร ทั้งสองมีบทบาทต่างกัน รายการ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ใบอนุญาตจาก สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) กรมสรรพากร ไม่ต้องมีใบอนุญาต ตรวจให้ใคร บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน หจก. ที่ทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ทุกประเภท รายงานถึง ผู้ถือหุ้น, DBD, สรรพากร สรรพากร ผู้บริหารและคณะกรรมการ ค่าธรรมเนียม สูงกว่า (ตามขนาดงาน) ถูกกว่า CPA ขึ้นกับโครงสร้างองค์กร กฎหมายบังคับ บริษัทจำกัดทุกแห่ง เฉพาะ หจก. ที่เกินเกณฑ์บางส่วน กฎหมายไม่บังคับ (สมัครใจ) ขั้นตอนการทำ Audit มีอะไรบ้าง? การ audit มาตรฐานมี 4 ขั้นหลัก ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 2–8 สัปดาห์ขึ้นกับขนาดกิจการ ขั้นที่ 1 — วางแผนและกำหนดขอบเขต Auditor จะศึกษาธุรกิจของคุณก่อน เช่น ประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ความเสี่ยงที่อาจมี แล้วกำหนดว่าจะตรวจอะไร ช่วงไหน และใช้เวลานานแค่ไหน ขั้นนี้มักจบด้วยการลงนามในสัญญาให้บริการ ขั้นที่ 2 — รวบรวมหลักฐานและตรวจสอบ นี่คือขั้นที่ใช้เวลานานที่สุด Auditor จะขอเอกสารจากคุณ เช่น สมุดบัญชี ใบกำกับภาษี สัญญาต่างๆ รายการธนาคาร และอาจสัมภาษณ์พนักงานบางคน ตัวอย่าง: ถ้าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดลูกหนี้ 5 ล้านบาทในงบ Auditor อาจขอดูใบแจ้งหนี้และการยืนยันยอดจากลูกค้าว่าตัวเลขตรงกันจริง ขั้นที่ 3 — วิเคราะห์และประเมินผล Auditor วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมา เปรียบเทียบกับปีก่อน ตรวจสอบว่ามีความผิดปกติ ข้อผิดพลาด หรือความเสี่ยงที่ต้องรายงานหรือไม่ ขั้นที่ 4 — จัดทำรายงานผู้สอบบัญชี ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “รายงานผู้สอบบัญชี” ที่ Auditor จะแสดงความเห็นว่างบการเงินของคุณถูกต้องหรือไม่ มี 4 ระดับความเห็น ได้แก่ ไม่มีเงื่อนไข (ดีที่สุด) มีเงื่อนไข ปฏิเสธการแสดงความเห็น และไม่แสดงความเห็น ทำไมธุรกิจต้อง Audit? ประโยชน์ที่ SME มองข้ามไม่ควร หลายคนมองว่า audit คือภาระ แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์ชัดเจนอย่างน้อย 4 ด้าน สร้างความน่าเชื่อถือกับนักลงทุนและธนาคาร งบการเงินที่ผ่าน audit จาก CPA ทำให้ธนาคารและนักลงทุนมั่นใจในตัวเลขที่คุณนำเสนอ เพิ่มโอกาสได้รับสินเชื่อหรือดึงดูดเงินลงทุนได้ง่ายขึ้น ป้องกันทุจริตและลดความเสี่ยง เมื่อพนักงานรู้ว่ามีการ audit ประจำปี โอกาสที่จะมีการยักยอกหรือปลอมแปลงเอกสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าเกิดความผิดปกติก็ตรวจพบได้เร็วก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัว ปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทจำกัดในไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจาก CPA ต่อ DBD ทุกปี ไม่ส่งหรือส่งช้ามีโทษปรับ ปรับปรุงระบบภายในให้แข็งแกร่ง Auditor มักให้คำแนะนำจุดอ่อนในระบบบัญชีหรือการควบคุมภายในที่เจ้าของกิจการมองข้าม ทำให้ธุรกิจวางแผนและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น บริษัทไหนต้อง Audit ตามกฎหมายไทย? นี่คือส่วนที่ SME ไทยถามบ่อยที่สุด ขึ้นอยู่กับรูปแบบนิติบุคคลของธุรกิจคุณ (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด — ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินทุกปีโดยไม่มีข้อยกเว้น และต้องส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) — แบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 หาก ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวม เกิน 30 ล้านบาท (หรือทุนเกิน 5 ล้านบาท) ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงิน กรณีที่ 2 หาก ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และสินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท — ยกเว้นไม่ต้องมี CPA ตรวจรับรองงบการเงิน แต่ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) พร้อมรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ต่อกรมสรรพากร สรุปง่ายๆ: ถ้าจดเป็นบริษัทจำกัด ต้องจ้าง CPA เสมอ ส่วน หจก. เล็กที่ยังไม่เกินเกณฑ์อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีให้ชัดเจนก่อน เตรียมพร้อมรับการ Audit อย่างไร? สิ่งที่ต้องทำก่อน Auditor เข้า ยิ่งจัดระบบได้ดีก่อน audit ยิ่งใช้เวลาน้อย ค่าธรรมเนียมอาจถูกลง และผลลัพธ์ออกมาดี นี่คือสิ่งที่ควรเตรียม จัดเอกสารให้ครบและเป็นระบบ Auditor จะขอเอกสารเหล่านี้เสมอ ได้แก่ งบการเงิน สมุดบัญชีรายวัน รายการธนาคาร ใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย สัญญาต่างๆ และเอกสารประกอบการลงบัญชี ทุกอย่างควรเก็บไว้ที่เดียวและหาง่าย ตรวจสอบตัวเลขให้ตรงกับบัญชี ยอดธนาคารต้องตรงกับสมุดบัญชี ยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องตรงกับเอกสารประกอบ ถ้ามีส่วนต่างต้องอธิบายได้ ให้ข้อมูลกับทีมงานก่อน บอกพนักงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมี audit เพื่อเตรียมพร้อมตอบคำถาม Auditor ไม่ใช่ซ่อนข้อมูล แต่ให้ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดระบบ ถ้าบัญชียังทำใน Excel หรือสมุดกระดาษ การหาข้อมูลย้อนหลังจะยากและใช้เวลานาน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยจัดเก็บเอกสาร รายการธนาคาร และงบการเงินไว้เป็นระบบ ทำให้เตรียมข้อมูลก่อน audit ได้ง่ายขึ้นมาก สรุป: Audit ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ต้องรู้จักเตรียมพร้อม Audit คือเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเติบโตอย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่ภาระตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องจำจากบทความนี้: เริ่มจัดระบบบัญชีให้พร้อม Audit ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ถ้าอยากเตรียมพร้อมรับการ audit โดยไม่ต้องตามหาเอกสารวุ่นวาย PEAK Account ช่วยจัดระบบบัญชี ออกเอกสาร และดูงบการเงินได้แบบ real-time ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Audit (ออดิท) Audit กับ Accounting ต่างกันอย่างไร? Accounting (การทำบัญชี) คือการบันทึกและจัดทำข้อมูลทางการเงินประจำวัน เช่น บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี ส่วน Audit คือการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ทำบัญชีไว้นั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กัน แต่คนละขั้นตอนและคนละคนทำ บริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งจดทะเบียน ต้อง Audit ไหม? ถ้าจดทะเบียนเป็น บริษัทจำกัด ตั้งแต่ปีแรกก็ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงินแล้ว ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องขนาด แต่ถ้าจด ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ที่มีทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กล่าวไป อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีก่อน ออดิท ตรวจอะไรบ้าง? Financial Audit ตรวจหลักๆ ได้แก่ งบการเงิน (งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด) รายการธนาคาร ลูกหนี้-เจ้าหนี้ สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ถาวร และรายการภาษีที่เกี่ยวข้อง Auditor อาจขอดูสัญญา ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงบัญชีด้วย ออดิท คืองานอะไร? ต้องจบอะไรถึงทำได้? งาน audit คือ การตรวจสอบและให้ความเห็นต่องบการเงินหรือการดำเนินงานองค์กร สำหรับ External Auditor ต้องจบปริญญาตรีบัญชีและสอบผ่านเพื่อรับใบอนุญาต CPA จากสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ซึ่งต้องสอบหลายวิชาและเก็บชั่วโมงฝึกปฏิบัติ ส่วน Internal Auditor เน้นประสบการณ์และความรู้ในสายงานมากกว่า ค่าจ้าง Auditor เท่าไร? ค่าธรรมเนียม CPA ในไทยแตกต่างกันตามขนาดธุรกิจและความซับซ้อนของงาน โดยทั่วไปสำหรับ SME เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 8,000–30,000 บาทต่อปี (ราคาโดยประมาณ ขึ้นกับขนาดธุรกิจและสำนักงานที่เลือก) ธุรกิจที่มีรายการซับซ้อนอาจสูงกว่านั้น แนะนำให้ขอใบเสนอราคาจากหลายสำนักงาน และตรวจสอบใบอนุญาตผู้สอบบัญชีได้ที่ tfac.or.th

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินทรัพย์ คืออะไร มีกี่ประเภท สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

เปิดงบการเงินมาเจอคำว่า “สินทรัพย์” อยู่แทบทุกหน้า แต่เจ้าของกิจการหลายคนยังแยกไม่ออกว่าอะไรนับเป็นสินทรัพย์ อะไรเป็นแค่ค่าใช้จ่าย ซื้อโน้ตบุ๊กมาทำงานบันทึกบัญชีอย่างไร แล้วต่างจาก “ทรัพย์สิน” ตรงไหน บทความนี้จะตอบทุกคำถามเรื่องสินทรัพย์ที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ไปจนถึงตัวอย่างจริงที่ใช้ได้ทันที สินทรัพย์คืออะไร สินทรัพย์ หรือ Asset ในภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ในมือและสามารถสร้างรายได้หรือเปลี่ยนเป็นเงินได้ ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี สิ่งที่จะนับเป็นสินทรัพย์ทางบัญชีได้ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อพร้อมกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เงินฝากธนาคาร สินค้าที่รอขาย คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน หรือแม้แต่ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ล้วนเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทั้งหมด สินทรัพย์กับทรัพย์สิน ต่างกันตรงไหน หลายคนใช้คำว่า “สินทรัพย์” กับ “ทรัพย์สิน” สลับกัน แต่ทั้งสองคำมีที่มาต่างกัน ทรัพย์สิน (Property) เป็นคำทางกฎหมาย หมายถึงวัตถุทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่ถือครองได้และมีมูลค่าเป็นเงิน เน้นที่ “กรรมสิทธิ์” คือต้องเป็นเจ้าของ สินทรัพย์ (Asset) เป็นคำทางบัญชี มีความหมายกว้างกว่า เพราะเน้นที่ “การควบคุม” ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรที่เช่าการเงินระยะยาว บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่บันทึกในงบการเงินได้เพราะใช้ประโยชน์ตลอดสัญญา จำง่ายๆ ว่าทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ สินทรัพย์มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ในทางบัญชี สินทรัพย์แบ่งได้หลายมุม มุมแรกที่ใช้บ่อยที่สุดคือแบ่งตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ประโยชน์ ได้แก่ หมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดไปภายใน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์กลุ่มนี้บอกถึงสภาพคล่องของธุรกิจว่ามีเงินหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่กิจการถือไว้ใช้งานนานกว่า 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และยานพาหนะ สินทรัพย์กลุ่มนี้ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกปี (ยกเว้นที่ดิน) เพื่อกระจายต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อีกมุมหนึ่งที่ใช้แบ่งคือดูว่าจับต้องได้หรือไม่ สินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) คือของที่จับต้องได้ เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถขนส่ง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือของที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่า เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียน และต้องทยอยตัดมูลค่าตามอายุการให้ประโยชน์ ซื้อของมาเมื่อไรถือเป็นสินทรัพย์ เมื่อไรเป็นค่าใช้จ่าย นี่เป็นคำถามที่เจ้าของ SME สับสนบ่อยที่สุด หลักง่ายๆ คือดูที่ “อายุการใช้งาน” และ “มูลค่า” ถ้าของที่ซื้อมาใช้ได้นานกว่า 1 ปี และมีมูลค่าสูงพอ ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาทุกปี แต่ถ้าของที่ซื้อมาใช้หมดเร็วหรือมูลค่าต่ำ ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กราคา 35,000 บาท คาดว่าจะใช้งาน 3 ปี กรณีนี้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละประมาณ 11,667 บาท แต่ถ้าซื้อหมึกพิมพ์ราคา 500 บาท ใช้หมดภายในเดือน ก็บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย ในทางปฏิบัติ หลายกิจการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ เช่น ของที่มีราคาต่ำกว่า 2,000 บาท ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีแม้ว่าจะใช้ได้นานกว่า 1 ปี สินทรัพย์แสดงในงบการเงินอย่างไร สินทรัพย์แสดงอยู่ฝั่งซ้ายของงบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียกว่างบดุล) โดยเรียงจากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุดไปต่ำสุด เริ่มจากเงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ไปจนถึงที่ดินและอาคาร สมการบัญชีพื้นฐานคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ สมการนี้บอกว่า ทุกอย่างที่ธุรกิจมีต้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง คือกู้ยืมมา (หนี้สิน) หรือเจ้าของลงทุนเอง (ส่วนของเจ้าของ) สมการนี้ต้องสมดุลเสมอ ถ้าไม่สมดุลแสดงว่ามีรายการบันทึกผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีเงินสดในมือ 500,000 บาท สินค้าคงเหลือ 300,000 บาท และอุปกรณ์สำนักงาน 200,000 บาท รวมเท่ากับ 1,000,000 บาท ฝั่งขวาของงบจะแสดงว่าเงิน 1 ล้านบาทนี้มาจากเงินกู้ธนาคาร 400,000 บาท (หนี้สิน) กับเจ้าของลงทุนเอง 600,000 บาท (ส่วนของเจ้าของ) รวมเท่ากับ 1,000,000 บาทเช่นกัน ตัวอย่างสินทรัพย์ของธุรกิจ SME ประเภทธุรกิจ ตัวอย่างสินทรัพย์หมุนเวียน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ร้านค้าส่ง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าในคลัง คลังสินค้า รถขนส่ง ชั้นวาง สำนักงานบัญชี เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้ค่าบริการ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมบัญชี เฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจบริการซ่อมบำรุง เงินสด วัสดุสิ้นเปลืองที่สต็อก เครื่องมือช่าง รถบริการ อุปกรณ์ จะเห็นว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ร้านค้าส่งจะมีสินค้าคงเหลือเป็นตัวหลักในฝั่งหมุนเวียน ขณะที่สำนักงานบัญชีจะมีลูกหนี้ค่าบริการเป็นหลักแทน การจัดหมวดให้ถูกต้องช่วยให้งบการเงินสะท้อนสถานะธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการคำนวณภาษี เพราะรายการที่บันทึกเป็นของใช้ระยะยาวจะตัดค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ต่างจากรายการที่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว หากจัดหมวดผิดอาจทำให้เสียภาษีเกินหรือขาดได้ สรุป: สินทรัพย์คือพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ได้ง่าย คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และแสดงข้อมูลสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทันที ไม่ต้องคำนวณเอง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต่างกันอย่างไร สินทรัพย์มีตัวตนคือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น อาคาร รถยนต์ เครื่องจักร ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่าทางธุรกิจ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียนเหมือนกัน แต่วิธีวัดมูลค่าและการตรวจนับทางบัญชีแตกต่างกัน เพราะของที่จับต้องไม่ได้จะตรวจสอบความมีอยู่จริงได้ยากกว่า ซื้อคอมพิวเตอร์ถือเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกิจการ บางบริษัทกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 2,000 บาท บางแห่งกำหนดที่ 5,000 บาท หากราคาซื้อสูงกว่าเกณฑ์ก็บันทึกเป็นอุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ สินทรัพย์ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร สินทรัพย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Asset (เอียดเซ็ท) เมื่อพูดถึงสินทรัพย์รวมของกิจการจะใช้คำว่า Assets (พหูพจน์) ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนคือ Current Assets และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือ Non-Current Assets ที่ดินเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ที่ดินจัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทมีตัวตน อยู่ในหมวด ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ข้อพิเศษของที่ดินคือไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะที่ดินไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามกาลเวลา สินทรัพย์สำคัญต่อการขอสินเชื่อธุรกิจอย่างไร ธนาคารดูมูลค่าสินทรัพย์ในงบการเงินเพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ กิจการที่มีสินทรัพย์สูงกว่าหนี้สินมากจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อง่ายกว่า นอกจากนี้สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดินหรืออาคาร ยังใช้เป็นหลักค้ำประกันสินเชื่อได้อีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก