คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

24 Jul 2026

PEAK Account

14 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขาเท่านั้น ได้แก่ แพทย์ (ประกอบโรคศิลปะ) ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1-7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับ 43 ประเภทกิจการที่กรมสรรพากรกำหนด ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทนี้ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์40(1) เงินเดือน40(2) รับจ้างทำงานความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้างเงื่อนไขจ่ายเงินจ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลงตัวอย่างพนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือนฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2))เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภทลักษณะเงินได้หักตามจริงหักเหมา40(1)เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัสไม่ได้50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2))40(2)รับจ้างทำงาน ค่านายหน้าไม่ได้50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1))40(3)ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญาได้50% ไม่เกิน 100,000 บาท40(4)ดอกเบี้ย เงินปันผลไม่ได้ไม่ได้40(5)ค่าเช่าทรัพย์สินได้10-30% ตามประเภททรัพย์สิน40(6)วิชาชีพอิสระ 6 สาขาได้30-60% ตามวิชาชีพ40(7)รับเหมาก่อสร้างได้60%40(8)ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆได้60% (เฉพาะ 43 ประเภทกิจการ) เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก สรุป: เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและออกเอกสาร 50 ทวิให้อัตโนมัติ เชื่อมกับระบบบัญชี PEAK ที่แยกประเภทรายได้ให้ตั้งแต่ออกเอกสาร ลดงานซ้ำตอนยื่นภาษี ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5-35% เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 Jul 2026

PEAK Account

11 min

รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี สรุปเกณฑ์ขั้นต่ำและวิธีคำนวณ

ทุกต้นปีคำถามยอดฮิตคือ “รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี” บทความนี้ตอบให้ชัดว่าเกณฑ์ไหนต้องยื่นแบบ เกณฑ์ไหนต้องจ่ายจริง พร้อมตัวอย่างจากเงินเดือน 3 ระดับ รายได้เท่าไหร่ถึงต้อง “ยื่นภาษี” (เกณฑ์ขั้นต่ำ) กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์ว่ารายได้ถึงเท่าไหร่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ แม้ไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม ดังนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (ม.40(1)) 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (ม.40(2)-(8)) 60,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) เงินเดือนอย่างเดียว 220,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) รายได้ประเภทอื่น 120,000 บาท ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ในตารางนี้ ต้องยื่นแบบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่ เกณฑ์สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว พนักงานที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.91 เมื่อรายได้รวมถึงเกณฑ์ในตาราง คิดเป็นเดือนละประมาณ 10,000 บาท เกณฑ์สำหรับคนมีรายได้หลายทาง คนที่มีรายได้หลายแหล่ง เช่น งานฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือธุรกิจส่วนตัว มีเกณฑ์ยื่นต่ำกว่ากลุ่มแรก ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 “ยื่นภาษี” กับ “เสียภาษี” ต่างกันอย่างไร หลายคนเข้าใจผิดว่า “ยื่นภาษี” แปลว่าต้อง “จ่ายภาษี” ทันที แต่ทั้งสองอย่างเป็นคนละเรื่อง การยื่นภาษี คือ การแจ้งสรรพากรว่ามีรายได้อะไร จำนวนเท่าไหร่ ทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่น แม้ไม่ต้องจ่ายก็ตาม การเสียภาษี เกิดขึ้นเมื่อรายได้หลังหัก expense และลดหย่อนเกิน 150,000 บาท จึงเริ่มมีภาษีต้องชำระ ตัวอย่างเช่น คนเงินเดือน 15,000 บาท มีรายได้รวมปีละ 180,000 บาท ต้อง “ยื่นแบบ” เพราะเกินเกณฑ์ แต่หักรายจ่ายและลดหย่อนแล้วอาจไม่ต้อง “จ่ายภาษี” เลย อัตราภาษีขั้นบันไดคำนวณอย่างไร เมื่อได้ยอดรายได้หลังหักรายจ่ายและลดหย่อนแล้ว ให้เทียบกับตารางอัตราภาษี (อ้างอิงกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิต่อปี (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดของขั้นนี้ 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% — สูตรหายอดที่ต้องนำมาเทียบตาราง: รายได้รวมทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ลดหย่อน = ยอดที่ต้องนำไปคำนวณภาษี สำหรับพนักงานเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนลดหย่อนส่วนตัวทุกคนได้ 60,000 เงินเดือนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี ดูตัวอย่างจริง ลองดูตัวอย่าง 3 ระดับจากพนักงานบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียว ตัวอย่าง: เงินเดือน 15,000 บาท รายได้รวม = 15,000 × 12 = 180,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% = 90,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 180,000 − 90,000 − 60,000 = 30,000 บาท ยอด 30,000 บาท อยู่ในขั้นยกเว้น ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ต้องยื่นแบบเพราะรายได้เกินเกณฑ์ตามตาราง ตัวอย่าง: เงินเดือน 25,000 บาท รายได้รวม = 25,000 × 12 = 300,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 300,000 − 100,000 − 60,000 = 140,000 บาท ยอด 140,000 บาท ยังอยู่ในขั้นยกเว้น ถ้ามีสิทธิเพิ่ม เช่น ประกันสังคม ก็ยิ่งห่างจากเกณฑ์ ตัวอย่าง: เงินเดือน 40,000 บาท รายได้รวม = 40,000 × 12 = 480,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 480,000 − 100,000 − 60,000 = 320,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย: 150,000 แรก = ยกเว้น 150,001 – 300,000 = 150,000 × 5% = 7,500 บาท 300,001 – 320,000 = 20,000 × 10% = 2,000 บาท รวมภาษี = 9,500 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่ได้หักสิทธิอื่น ถ้ามีเงินสมทบประกันสังคม ประกันชีวิต หรือกองทุน SSF/RMF จะช่วยลดลงได้อีก มีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี นอกจากสิทธิส่วนตัวที่ทุกคนได้โดยอัตโนมัติ ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ช่วยให้จ่ายภาษีน้อยลง สิทธิหลัก ๆ ที่คนทำงานใช้บ่อย ได้แก่ แต่ละสิทธิมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดจากกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีก่อนใช้สิทธิ ผ่อนชำระภาษีได้ไหม ถ้ามีภาษีต้องจ่ายมาก ถ้าคำนวณแล้วมีภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สรรพากรเปิดให้ผ่อนได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน ไม่เสียดอกเบี้ย โดยยื่นแบบ บ.ช.35 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ถ้างวดใดไม่ทันกำหนด จะหมดสิทธิผ่อนและต้องจ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ยื่นภาษีมีโทษอะไรบ้าง ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่ยื่นแบบ จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ดังนี้ (อ้างอิงประมวลรัษฎากร) สรุป: รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่ควรทำมีดังนี้ จัดการภาษีง่ายขึ้นด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการหรือฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายทาง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเอกสารรายรับรายจ่ายและออกรายงานภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสียภาษีบุคคลธรรมดา รายได้จากต่างประเทศต้องเสียภาษีไทยไหม ถ้าอยู่ในไทย 180 วันขึ้นไปในปีภาษี และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในปีเดียวกัน ต้องนำมารวมคำนวณด้วย สามี-ภรรยายื่นภาษีร่วมกันหรือแยกดีกว่า กรณีจดทะเบียนสมรส เลือกได้ 2 แบบ คือ ยื่นร่วมกันหรือแยกยื่น ส่วนใหญ่การแยกยื่นจะประหยัดกว่า เพราะแต่ละคนจะใช้ขั้นยกเว้น 150,000 บาทแรกแยกกัน ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องยื่นอีกไหม ต้องยื่นครับ การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นการทยอยจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าหักไปมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง สามารถขอคืนได้ ฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอนต้องเสียภาษีไหม ฟรีแลนซ์เลือกหักรายจ่ายได้ 2 แบบ คือ ตามจริง (ต้องเก็บหลักฐาน) หรือแบบเหมา จะต้องจ่ายภาษีหรือไม่ขึ้นอยู่กับยอดหลังหักลดหย่อน ยื่นภาษีออนไลน์ e-Filing ทำอย่างไร เข้า efiling.rd.go.th สมัครสมาชิกด้วยบัตรประชาชน เลือกแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 กรอกรายได้และสิทธิลดหย่อน ระบบจะคำนวณให้อัตโนมัติ จ่ายผ่าน QR Code ได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

24 Jul 2026

PEAK Account

19 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชีคืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ หลักฐานที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี” เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543) เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งหลักฐานยืนยันรายการค้า เครื่องมือในการตรวจสอบบัญชี และหลักฐานประกอบการยื่นภาษี หากไม่มีเอกสารประกอบที่ครบถ้วน กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งเอกสารภายนอกและภายในให้ครบถ้วน เพราะล้วนเป็นหลักฐานที่นักบัญชีใช้ในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบถ้วนก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้เป็นหลักฐานหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้ ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี เอกสารที่ต้องเก็บตามมาตรานี้ ได้แก่ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19) โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบถ้วนช่วยให้สามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน กฎหมายกำหนดให้เก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการเอกสารบัญชีได้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารบัญชีได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงจัดเก็บเอกสารในระบบคลาวด์ที่ค้นหาง่ายและปลอดภัย ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วคุณจะรู้ว่าการจัดการเอกสารบัญชีไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอีกต่อไป คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องดำเนินการขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคารโดยเร็ว พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดสูญหาย เมื่อใด และดำเนินการอย่างไร สำหรับใบกำกับภาษีที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อดำเนินการแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

24 Jul 2026

PEAK Account

13 min

หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ธุรกิจที่ขายเชื่อย่อมเจอลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บเงินไม่ได้ บทความนี้พาดูตั้งแต่ความหมาย หมวดบัญชี วิธีตั้งค่าเผื่อ 3 วิธี ไปจนถึงเกณฑ์ตัดหนี้สูญทางภาษี หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร ต่างจากหนี้สูญอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Debt) คือ ลูกหนี้ที่กิจการประเมินแล้วว่ามีโอกาสเก็บเงินไม่ได้ จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย หนี้สูญ (Bad Debt) คือ ลูกหนี้ที่ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว ยืนยันได้ว่าเก็บไม่ได้แน่นอน จึงตัดออกจากบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้สงสัยจะสูญเป็น “คาดว่าจะเก็บไม่ได้” ส่วนหนี้สูญคือ “ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้” เปรียบเทียบ 3 บัญชีที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 3 คำนี้มีความหมายและหมวดบัญชีต่างกัน สรุปไว้ในตารางดังนี้ รายการ หนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หนี้สูญ ความหมาย ค่าใช้จ่ายจากการประมาณว่าจะเก็บไม่ได้ ยอดสะสมที่ตั้งไว้เพื่อลดมูลค่าลูกหนี้ ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ตัดออกจากบัญชี หมวดบัญชี หมวด 5 ค่าใช้จ่าย หมวด 1 สินทรัพย์ (Contra Account) หมวด 5 ค่าใช้จ่าย (วิธีตัดตรง) แสดงในงบ งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (หักจากลูกหนี้) งบกำไรขาดทุน (วิธีตัดตรง) เป็นรายจ่ายภาษีได้ไหม ไม่ได้ ต้องบวกกลับ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ได้ ถ้าทำตามกฎกระทรวง 186 หนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่หมวดไหน หนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่แสดงในงบกำไรขาดทุน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์ ทำหน้าที่เป็น Contra Account หักจากลูกหนี้การค้า ทำให้ยอดลูกหนี้สุทธิใกล้เคียงมูลค่าจริง ส่วนหนี้สูญ ถ้าใช้วิธีตัดโดยตรง (Direct Write-Off) ก็อยู่ในหมวด 5 เช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยมเพราะรับรู้ค่าใช้จ่ายไม่ตรงงวด การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ มี 3 วิธี พร้อมตัวอย่าง ตาม TFRS for NPAEs กิจการเลือกใช้ได้ 3 วิธี ตัวอย่างทั้งหมดใช้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน วิธีร้อยละของยอดขายเชื่อสุทธิ คำนวณจากยอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี คูณด้วยอัตราที่ประเมินจากประสบการณ์ วิธีนี้ง่ายและเร็ว ไม่ต้องดูยอดค่าเผื่อเดิม ตัวอย่าง: ขายเชื่อสุทธิ 5,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 2% ค่าเผื่อที่ต้องตั้ง = 5,000,000 × 2% = 100,000 บาท วิธีร้อยละของยอดลูกหนี้คงเหลือ คำนวณจากยอดลูกหนี้ ณ สิ้นงวด แล้วหักค่าเผื่อเดิม วิธีนี้สะท้อนสถานะลูกหนี้ปัจจุบันได้ดีกว่า ตัวอย่าง: ลูกหนี้คงเหลือ 2,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 3% มีค่าเผื่อเดิม 20,000 บาท ค่าเผื่อที่ควรมี = 2,000,000 × 3% = 60,000 บาท ตั้งเพิ่ม = 60,000 − 20,000 = 40,000 บาท วิธีแยกอายุลูกหนี้ (Aging Analysis) แบ่งลูกหนี้ตามวันค้างชำระ ลูกหนี้ค้างนานใช้อัตราสูงกว่า วิธีนี้ให้ตัวเลขใกล้ความจริงที่สุด ตัวอย่าง: บริษัทฯ แบ่งลูกหนี้ตามอายุหนี้ดังนี้ อายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราประเมิน ค่าเผื่อ (บาท) ยังไม่ครบกำหนด 1,200,000 1% 12,000 เกินกำหนด 1-30 วัน 400,000 3% 12,000 เกินกำหนด 31-90 วัน 200,000 10% 20,000 เกินกำหนด 91-180 วัน 150,000 30% 45,000 เกินกำหนด 181 วันขึ้นไป 50,000 80% 40,000 รวม 2,000,000 129,000 ถ้ามีค่าเผื่อเดิม 50,000 บาท ต้องตั้งเพิ่ม 79,000 บาท (129,000 − 50,000) สำหรับ SME วิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุด เพราะเห็นชัดว่าลูกหนี้รายไหนเสี่ยง กิจการใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชีมาตั้งต้นได้ทันที วิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การบันทึกบัญชีแบ่งเป็น 3 กรณีตามสถานะของลูกหนี้ กรณีที่ 1 — ตั้งค่าเผื่อ เมื่อประเมินแล้วว่ามีลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บไม่ได้ สมมุติตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) หนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ผลกระทบ: ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ยอดลูกหนี้สุทธิลดลง กรณีที่ 2 — ตัดจำหน่ายหนี้สูญ เมื่อยืนยันว่าเก็บเงินไม่ได้แน่นอน เช่น ลูกหนี้ค้าง 30,000 บาท ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 ผลกระทบ: ค่าเผื่อและลูกหนี้ลดลงพร้อมกัน ยอดสุทธิไม่เปลี่ยน กรณีที่ 3 — หนี้สูญได้รับคืน ถ้าลูกหนี้ที่ตัดสูญแล้วกลับมาชำระ กิจการเลือกบันทึกได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 โอนกลับผ่านค่าเผื่อ แล้วบันทึกรับชำระ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 30,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 วิธีที่ 2 บันทึกเป็นรายได้อื่นทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 30,000 การตัดหนี้สูญทางภาษี ต้องทำอย่างไร ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ไม่สามารถนำไปเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องบวกกลับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) เฉพาะ “หนี้สูญ” ที่ทำตามเกณฑ์กฎหมายเท่านั้นจึงเป็นรายจ่ายได้ เกณฑ์การตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 หนี้ที่จะตัดสูญต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการ ยังไม่ขาดอายุความ และกรรมการจะเป็นลูกหนี้ไม่ได้ วิธีดำเนินการขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้แต่ละราย (แก้ไขโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) จำนวนหนี้ต่อราย วิธีดำเนินการ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องคดีแพ่ง หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่เกิน 2,000,000 บาท ทวงถามเป็นหลักฐาน ฟ้องคดี หรือเข้าสู่คดีล้มละลาย ไม่ว่าจำนวนเท่าไร กรรมการต้องอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี ทางบัญชี กับ ทางภาษี ต่างกันอย่างไร รายการ ทางบัญชี ทางภาษี เกณฑ์ตัดหนี้สูญ ใช้ดุลยพินิจตามมาตรฐานบัญชี ทำตามกฎกระทรวง 186 ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ เป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่เป็นรายจ่าย ต้องบวกกลับ หนี้สูญ เป็นค่าใช้จ่ายได้ เป็นรายจ่ายได้ ถ้าทำตามเกณฑ์ หนี้สูญได้รับคืน รายได้อื่น หรือโอนกลับค่าเผื่อ เงินได้ในรอบบัญชีที่ได้รับคืน ตัวอย่าง: บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท ตอนคำนวณภาษีต้องบวกกลับทั้งจำนวน ภายหลังตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 จำนวน 80,000 บาท จึงนำมาเป็นรายจ่ายได้ ปรับปรุงค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตอนปิดบัญชีปลายปี ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องทบทวนค่าเผื่อว่าเพียงพอหรือไม่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ ถ้าค่าเผื่อเดิมมากกว่าที่ควรมี ให้กลับรายการดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 20,000 หนี้สงสัยจะสูญ (กลับรายการ) 20,000 เรื่องนี้เป็นหนึ่งในรายการสำคัญตอนปิดบัญชีปลายปีที่ไม่ควรมองข้าม ถ้ากิจการมีลูกหนี้ค้างชำระนาน ก็ควรทบทวนค่าเผื่อให้ตรงกับสถานการณ์จริง สรุป: หนี้สงสัยจะสูญ เมื่อขายเชื่อ ให้ตั้งค่าเผื่อทุกสิ้นรอบด้วยวิธีแยกอายุลูกหนี้ เพราะให้ตัวเลขแม่นยำที่สุด ถ้ายืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ให้ตัดจำหน่ายหนี้สูญ แต่ถ้าจะนำไปหักเป็นรายจ่ายภาษี ต้องทำตามเกณฑ์กฎกระทรวง 186 ด้วย ไม่ใช่แค่ตัดในบัญชี จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยดูรายงานอายุลูกหนี้ได้ทันที นำข้อมูลไปตั้งค่าเผื่อได้อย่างถูกต้อง ดูวิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญและหนี้สูญใน PEAK ได้เลย หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สงสัยจะสูญ ตั้งค่าเผื่อแล้วลูกหนี้กลับมาชำระได้ ต้องทำอย่างไร ให้กลับรายการค่าเผื่อส่วนเกิน บันทึก Dr. ค่าเผื่อฯ / Cr. หนี้สงสัยจะสูญ ตามจำนวนที่ลดลง เลือกวิธีตั้งค่าเผื่อแล้ว เปลี่ยนวิธีภายหลังได้ไหม ได้ แต่ต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนควรเริ่มในรอบถัดไป และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ หนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้าง ต้องเก็บเอกสารทวงถาม สำเนาคำฟ้อง หรือหลักฐานล้มละลาย แล้วแต่กรณี รวมถึงคำสั่งกรรมการอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญ ลงวันที่ภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี กิจการที่ใช้เกณฑ์เงินสด ต้องตั้งค่าเผื่อไหม ไม่ต้อง เพราะกิจการเกณฑ์เงินสดไม่มีลูกหนี้การค้า การตั้งค่าเผื่อเกี่ยวข้องเฉพาะกิจการที่ใช้เกณฑ์คงค้างและมีการขายเชื่อ ตั้งค่าเผื่อต้องใช้รายงานอะไร ใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชี แสดงยอดลูกหนี้แยกตามวันค้างชำระ กำหนดอัตราแต่ละช่วงแล้วคำนวณค่าเผื่อได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

24 Jul 2026

PEAK Account

14 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขาเท่านั้น ได้แก่ แพทย์ (ประกอบโรคศิลปะ) ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1-7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับ 43 ประเภทกิจการที่กรมสรรพากรกำหนด ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทนี้ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์ 40(1) เงินเดือน 40(2) รับจ้างทำงาน ความสัมพันธ์ นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง เงื่อนไขจ่ายเงิน จ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่ จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง ตัวอย่าง พนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ หักค่าใช้จ่าย เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภท ลักษณะเงินได้ หักตามจริง หักเหมา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) 40(2) รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่ได้ ไม่ได้ 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน ได้ 10-30% ตามประเภททรัพย์สิน 40(6) วิชาชีพอิสระ 6 สาขา ได้ 30-60% ตามวิชาชีพ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง ได้ 60% 40(8) ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ ได้ 60% (เฉพาะ 43 ประเภทกิจการ) เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก สรุป: เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและออกเอกสาร 50 ทวิให้อัตโนมัติ เชื่อมกับระบบบัญชี PEAK ที่แยกประเภทรายได้ให้ตั้งแต่ออกเอกสาร ลดงานซ้ำตอนยื่นภาษี ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5-35% เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 Jul 2026

PEAK Account

11 min

รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี สรุปเกณฑ์ขั้นต่ำและวิธีคำนวณ

ทุกต้นปีคำถามยอดฮิตคือ “รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี” บทความนี้ตอบให้ชัดว่าเกณฑ์ไหนต้องยื่นแบบ เกณฑ์ไหนต้องจ่ายจริง พร้อมตัวอย่างจากเงินเดือน 3 ระดับ รายได้เท่าไหร่ถึงต้อง “ยื่นภาษี” (เกณฑ์ขั้นต่ำ) กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์ว่ารายได้ถึงเท่าไหร่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ แม้ไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม ดังนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (ม.40(1)) 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (ม.40(2)-(8)) 60,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) เงินเดือนอย่างเดียว 220,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) รายได้ประเภทอื่น 120,000 บาท ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ในตารางนี้ ต้องยื่นแบบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่ เกณฑ์สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว พนักงานที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.91 เมื่อรายได้รวมถึงเกณฑ์ในตาราง คิดเป็นเดือนละประมาณ 10,000 บาท เกณฑ์สำหรับคนมีรายได้หลายทาง คนที่มีรายได้หลายแหล่ง เช่น งานฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือธุรกิจส่วนตัว มีเกณฑ์ยื่นต่ำกว่ากลุ่มแรก ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 “ยื่นภาษี” กับ “เสียภาษี” ต่างกันอย่างไร หลายคนเข้าใจผิดว่า “ยื่นภาษี” แปลว่าต้อง “จ่ายภาษี” ทันที แต่ทั้งสองอย่างเป็นคนละเรื่อง การยื่นภาษี คือ การแจ้งสรรพากรว่ามีรายได้อะไร จำนวนเท่าไหร่ ทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่น แม้ไม่ต้องจ่ายก็ตาม การเสียภาษี เกิดขึ้นเมื่อรายได้หลังหัก expense และลดหย่อนเกิน 150,000 บาท จึงเริ่มมีภาษีต้องชำระ ตัวอย่างเช่น คนเงินเดือน 15,000 บาท มีรายได้รวมปีละ 180,000 บาท ต้อง “ยื่นแบบ” เพราะเกินเกณฑ์ แต่หักรายจ่ายและลดหย่อนแล้วอาจไม่ต้อง “จ่ายภาษี” เลย อัตราภาษีขั้นบันไดคำนวณอย่างไร เมื่อได้ยอดรายได้หลังหักรายจ่ายและลดหย่อนแล้ว ให้เทียบกับตารางอัตราภาษี (อ้างอิงกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิต่อปี (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดของขั้นนี้ 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% — สูตรหายอดที่ต้องนำมาเทียบตาราง: รายได้รวมทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ลดหย่อน = ยอดที่ต้องนำไปคำนวณภาษี สำหรับพนักงานเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนลดหย่อนส่วนตัวทุกคนได้ 60,000 เงินเดือนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี ดูตัวอย่างจริง ลองดูตัวอย่าง 3 ระดับจากพนักงานบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียว ตัวอย่าง: เงินเดือน 15,000 บาท รายได้รวม = 15,000 × 12 = 180,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% = 90,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 180,000 − 90,000 − 60,000 = 30,000 บาท ยอด 30,000 บาท อยู่ในขั้นยกเว้น ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ต้องยื่นแบบเพราะรายได้เกินเกณฑ์ตามตาราง ตัวอย่าง: เงินเดือน 25,000 บาท รายได้รวม = 25,000 × 12 = 300,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 300,000 − 100,000 − 60,000 = 140,000 บาท ยอด 140,000 บาท ยังอยู่ในขั้นยกเว้น ถ้ามีสิทธิเพิ่ม เช่น ประกันสังคม ก็ยิ่งห่างจากเกณฑ์ ตัวอย่าง: เงินเดือน 40,000 บาท รายได้รวม = 40,000 × 12 = 480,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 480,000 − 100,000 − 60,000 = 320,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย: 150,000 แรก = ยกเว้น 150,001 – 300,000 = 150,000 × 5% = 7,500 บาท 300,001 – 320,000 = 20,000 × 10% = 2,000 บาท รวมภาษี = 9,500 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่ได้หักสิทธิอื่น ถ้ามีเงินสมทบประกันสังคม ประกันชีวิต หรือกองทุน SSF/RMF จะช่วยลดลงได้อีก มีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี นอกจากสิทธิส่วนตัวที่ทุกคนได้โดยอัตโนมัติ ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ช่วยให้จ่ายภาษีน้อยลง สิทธิหลัก ๆ ที่คนทำงานใช้บ่อย ได้แก่ แต่ละสิทธิมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดจากกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีก่อนใช้สิทธิ ผ่อนชำระภาษีได้ไหม ถ้ามีภาษีต้องจ่ายมาก ถ้าคำนวณแล้วมีภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สรรพากรเปิดให้ผ่อนได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน ไม่เสียดอกเบี้ย โดยยื่นแบบ บ.ช.35 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ถ้างวดใดไม่ทันกำหนด จะหมดสิทธิผ่อนและต้องจ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ยื่นภาษีมีโทษอะไรบ้าง ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่ยื่นแบบ จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ดังนี้ (อ้างอิงประมวลรัษฎากร) สรุป: รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่ควรทำมีดังนี้ จัดการภาษีง่ายขึ้นด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการหรือฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายทาง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเอกสารรายรับรายจ่ายและออกรายงานภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสียภาษีบุคคลธรรมดา รายได้จากต่างประเทศต้องเสียภาษีไทยไหม ถ้าอยู่ในไทย 180 วันขึ้นไปในปีภาษี และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในปีเดียวกัน ต้องนำมารวมคำนวณด้วย สามี-ภรรยายื่นภาษีร่วมกันหรือแยกดีกว่า กรณีจดทะเบียนสมรส เลือกได้ 2 แบบ คือ ยื่นร่วมกันหรือแยกยื่น ส่วนใหญ่การแยกยื่นจะประหยัดกว่า เพราะแต่ละคนจะใช้ขั้นยกเว้น 150,000 บาทแรกแยกกัน ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องยื่นอีกไหม ต้องยื่นครับ การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นการทยอยจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าหักไปมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง สามารถขอคืนได้ ฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอนต้องเสียภาษีไหม ฟรีแลนซ์เลือกหักรายจ่ายได้ 2 แบบ คือ ตามจริง (ต้องเก็บหลักฐาน) หรือแบบเหมา จะต้องจ่ายภาษีหรือไม่ขึ้นอยู่กับยอดหลังหักลดหย่อน ยื่นภาษีออนไลน์ e-Filing ทำอย่างไร เข้า efiling.rd.go.th สมัครสมาชิกด้วยบัตรประชาชน เลือกแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 กรอกรายได้และสิทธิลดหย่อน ระบบจะคำนวณให้อัตโนมัติ จ่ายผ่าน QR Code ได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

24 Jul 2026

PEAK Account

14 min

งบกำไรขาดทุน คืออะไร องค์ประกอบ และวิธีอ่านฉบับเจ้าของธุรกิจ

ทุกสิ้นปีเจ้าของธุรกิจต้องดูงบการเงินหลายใบ แต่ใบที่ตอบคำถามว่า “ปีนี้กำไรหรือขาดทุน” ได้ตรงที่สุด ก็คืองบกำไรขาดทุนนี่เอง บทความนี้อธิบายองค์ประกอบทั้ง 5 ส่วน พร้อมตัวอย่างตัวเลข SME สูตรคำนวณ และวิธีอ่านที่เจ้าของกิจการนำไปใช้ได้ทันที งบกำไรขาดทุน คืออะไร งบกำไรขาดทุน คือ รายงานทางการเงินที่สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ผลลัพธ์สุดท้ายของงบนี้จะบอกว่ากิจการมีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่าไร กิจการที่ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น ก็เรียกว่า “งบกำไรขาดทุน” เช่นกัน มาตรฐานฉบับปรับปรุง 2565 ใช้ชื่อนี้แทน “งบรายได้และค่าใช้จ่าย” ที่เคยใช้ก่อนหน้า งบนี้เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่นิติบุคคลทุกรายต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี อ่านเพิ่มเกี่ยวกับงบการเงินทั้ง 5 ประเภทได้ที่บทความงบการเงินของ PEAK งบกำไรขาดทุน มีอะไรบ้าง — 5 องค์ประกอบที่ต้องรู้ งบกำไรขาดทุนประกอบด้วย 5 ส่วนหลักเรียงจากบนลงล่าง แต่ละส่วนทำหน้าที่ต่างกัน รายได้จากการขายหรือบริการ (Revenue) รายได้หลักของกิจการ เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้า ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจสร้างเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไรก่อนหักต้นทุนใดๆ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือซื้อสินค้ามาขาย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานในสายการผลิต หรือต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ เมื่อเอารายได้มาหักต้นทุนขาย จะได้ “กำไรขั้นต้น” ซึ่งบอกว่าสินค้ามี margin เหลือเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวสินค้าโดยตรง แต่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น รายได้อื่นและค่าใช้จ่ายอื่น ส่วนนี้เป็นรายการที่ไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายรถยนต์บริษัทที่ไม่ใช้แล้ว หรือดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้ SME มักมองข้ามส่วนนี้ แต่ถ้ามีมูลค่าสูงอาจกระทบกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ภาษีเงินได้นิติบุคคล บรรทัดสุดท้ายก่อนถึงกำไรสุทธิ คือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กิจการต้องจ่ายจากกำไรก่อนภาษี สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษตามตารางนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 ยกเว้น 300,001 – 3,000,000 15% เกิน 3,000,000 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กิจการทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไข SME ต้องเสียภาษีอัตราคงที่ 20% จากกำไรสุทธิทั้งก้อน สูตรคำนวณงบกำไรขาดทุน หัวใจของงบนี้ คือการไล่หักค่าใช้จ่ายทีละชั้นจนเหลือกำไรสุทธิ สรุปเป็นสูตรได้ดังนี้ กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย − ต้นทุนขาย กำไรจากการดำเนินงาน = กำไรขั้นต้น − ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร กำไรก่อนภาษี = กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่น − ค่าใช้จ่ายอื่น กำไรสุทธิ = กำไรก่อนภาษี − ภาษีเงินได้นิติบุคคล สูตรนี้ใช้ได้กับงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ ส่วนแบบขั้นเดียวจะรวมรายได้ทั้งหมดหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดในขั้นตอนเดียว ดูตัวอย่างเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบได้ในหัวข้อถัดไป ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน — แบบขั้นเดียวและหลายขั้น ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ตัวเลขของบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปขนาดเล็ก รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบขั้นเดียว (Single-Step) แบบขั้นเดียวนำรายได้ทุกประเภทมารวมกัน แล้วหักค่าใช้จ่ายทุกประเภทในครั้งเดียว เหมาะกับกิจการขนาดเล็กที่โครงสร้างรายได้ไม่ซับซ้อน รายการ จำนวน (บาท) รายได้ รายได้จากการขาย 5,000,000 รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 รวมรายได้ 5,020,000 ค่าใช้จ่าย ต้นทุนขาย 3,000,000 เงินเดือนและสวัสดิการ 800,000 ค่าเช่าและสาธารณูปโภค 300,000 ค่าโฆษณา 150,000 ค่าเสื่อมราคา 50,000 ดอกเบี้ยจ่าย 30,000 รวมค่าใช้จ่าย 4,330,000 กำไรก่อนภาษี 690,000 ภาษีเงินได้ (SME) 58,500 กำไรสุทธิ 631,500 ภาษี SME คำนวณจากกำไรก่อนภาษี 690,000 บาท กำไร 300,000 แรก = ยกเว้น กำไรส่วนที่เกิน = (690,000 − 300,000) × 15% = 390,000 × 15% = 58,500 บาท ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) แบบหลายขั้นแยกกำไรเป็นชั้นๆ ทำให้เห็นว่าสินค้ามี margin เท่าไร (กำไรขั้นต้น) และการบริหารกินกำไรไปเท่าไร เป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากกว่า รายการ จำนวน (บาท) รายได้จากการขาย 5,000,000 หัก ต้นทุนขาย (3,000,000) กำไรขั้นต้น 2,000,000 หัก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เงินเดือนและสวัสดิการ (800,000) ค่าเช่าและสาธารณูปโภค (300,000) ค่าโฆษณา (150,000) ค่าเสื่อมราคา (50,000) กำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บวก รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 หัก ค่าใช้จ่ายอื่น (ดอกเบี้ยจ่าย) (30,000) กำไรก่อนภาษี 690,000 หัก ภาษีเงินได้ (SME) (58,500) กำไรสุทธิ 631,500 ตัวเลขสุดท้ายเท่ากัน แต่แบบหลายขั้นให้ข้อมูลมากกว่า เช่น กำไรขั้นต้น 2 ล้านบาท (Gross Margin 40%) บอกว่าสินค้ามี margin ดี ส่วนกำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บาทบอกว่าค่าใช้จ่ายบริหารกิน margin ไปอีก 1.3 ล้านบาท วิธีอ่านงบกำไรขาดทุนสำหรับเจ้าของ SME เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แค่รู้จักดู 3 จุดสำคัญก็วิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้ ดูแนวโน้มรายได้ก่อน เปรียบเทียบรายได้ปีนี้กับปีก่อน ถ้าเพิ่มขึ้นแสดงว่าธุรกิจโตได้ แต่ถ้าเพิ่มขึ้นน้อยกว่าต้นทุนที่เพิ่ม ก็ยังน่ากังวล ดู Gross Margin (อัตรากำไรขั้นต้น) คำนวณจาก กำไรขั้นต้น ÷ รายได้ × 100 ถ้าตัวเลขนี้ลดลงเรื่อยๆ อาจหมายความว่าต้นทุนสินค้าแพงขึ้น หรือลดราคาขายมากเกินไป จากตัวอย่างข้างต้น Gross Margin = 2,000,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 40% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจค้าปลีก ดู Net Margin (อัตรากำไรสุทธิ) คำนวณจาก กำไรสุทธิ ÷ รายได้ × 100 ตัวเลขนี้บอกว่าจากยอดขาย 100 บาท เหลือเป็นกำไรจริงกี่บาท จากตัวอย่าง Net Margin = 631,500 ÷ 5,000,000 × 100 = 12.6% หมายความว่าขายของ 100 บาท เหลือกำไร 12.60 บาท ถ้าอยากดูวิธีวิเคราะห์งบการเงินแบบละเอียดทั้ง 5 งบ อ่านต่อได้ที่บทความของ PEAK งบกำไรขาดทุน vs งบแสดงฐานะการเงิน ต่างกันอย่างไร เจ้าของ SME หลายคนสับสนระหว่าง 2 งบนี้ สรุปสั้นๆ ดูจากตารางเปรียบเทียบ ประเด็น งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตอบคำถาม “ปีนี้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร” “ตอนนี้บริษัทมีทรัพย์สินและหนี้สินเท่าไร” ช่วงเวลา ระหว่างช่วงเวลา (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) ณ วันใดวันหนึ่ง (31 ธ.ค.) แสดงอะไร รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน “สรุปรายรับ-รายจ่ายทั้งปี” เหมือน “ภาพถ่ายสถานะการเงินวันสุดท้าย” ทั้ง 2 งบเชื่อมกัน เพราะกำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะไปเพิ่ม “กำไรสะสม” ในงบแสดงฐานะการเงิน อ่านรายละเอียดงบดุลเพิ่มเติมได้ที่บทความ PEAK สรุป งบกำไรขาดทุนเป็นเครื่องมือวัดผลธุรกิจที่เจ้าของ SME ทุกคนควรอ่านเป็น สิ่งที่ควรทำหลังอ่านบทความนี้จบ ดูงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สร้างงบกำไรขาดทุนอัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกรายการ เจ้าของกิจการดูได้ทุกเมื่อว่ากำไรหรือขาดทุน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร เรียกว่า Income Statement หรือ Profit and Loss Statement (P&L) ทั้ง 2 ชื่อใช้แทนกันได้ โดย Income Statement นิยมใช้ในงบการเงินที่เป็นทางการ ส่วน P&L มักใช้ในการสนทนาและรายงานภายในบริษัท งบกำไรขาดทุน ต้องยื่นเมื่อไร นิติบุคคลต้องยื่นงบกำไรขาดทุนพร้อมกับงบการเงินชุดสมบูรณ์ให้ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี เช่น ปิดงบ 31 ธันวาคม ต้องยื่นไม่เกิน 31 พฤษภาคมของปีถัดไป ส่วนการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด.50 คือแบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี งบรายได้และค่าใช้จ่าย คืองบกำไรขาดทุนหรือไม่ ใช่ เป็นงบเดียวกัน ต่างแค่ชื่อเรียก โดยหลังมาตรฐาน NPAEs ปรับปรุงปี 2565 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “งบกำไรขาดทุน” ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นถ้าเจอชื่อเดิมในเอกสารเก่า ให้เข้าใจว่าเป็นงบตัวเดียวกัน งบกำไรขาดทุน ดูได้จากที่ไหน ถ้าเป็นกิจการของตัวเอง ขอจากนักบัญชีหรือดูจากโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ ถ้าต้องการดูงบการเงินของบริษัทอื่น เช็คได้ที่ระบบ DBD DataWarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งรวบรวมงบการเงินของนิติบุคคลทุกรายที่ยื่นแล้ว ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดูได้ที่เว็บไซต์ SET ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

23 Jul 2026

PEAK Account

11 min

PEAK MCP คืออะไร วิธีเชื่อม AI กับระบบบัญชี PEAK

ถ้าวันนี้คุณอยากออก Invoice คุณต้องเปิดโปรแกรมบัญชี กรอกข้อมูลเอง แล้วค่อยปิดหน้าจอกลับไปทำงานอื่น แต่ถ้าคุณแค่พิมพ์บอก AI ว่า “ออก Invoice ให้บริษัท ABC 5,000 บาท” แล้วมันจัดการให้เลยล่ะ? นั่นคือสิ่งที่ PEAK MCP ทำได้ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก MCP ว่าคืออะไร ต่างจาก API ยังไง แล้วตั้งค่า PEAK MCP ยังไงให้ใช้งานได้จริง MCP คืออะไร — อธิบายแบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการ MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ที่พัฒนาโดย Anthropic ผู้สร้าง Claude AI ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ให้ AI เข้าถึงระบบภายนอกได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้แค่พิมพ์คำสั่ง AI ก็ดำเนินการให้ได้ทันที MCP ทำงานยังไง — Host, Client, Server MCP มี 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน สรุปง่ายๆ คือ คุณพิมพ์ใน Claude → Claude ส่งต่อผ่าน MCP → PEAK ดำเนินการ → ผลลัพธ์กลับมาแสดงใน Claude MCP ต่างจาก API ปกติอย่างไร API แบบเดิมต้องมีนักพัฒนาเขียนโปรแกรมเชื่อม ต้องเข้าใจโครงสร้างข้อมูล ต้องจัดการ authentication เอง เหมาะกับการส่งข้อมูลอัตโนมัติระหว่างซอฟต์แวร์ MCP ต่างตรงที่ออกแบบมาให้ “AI ใช้ได้เลย” ไม่ต้องมีความรู้ด้าน programming แค่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วสั่งงานผ่านภาษาพูด เหมือนบอกผู้ช่วยว่าอยากให้ทำอะไร PEAK MCP คืออะไร — เชื่อมต่อ AI กับระบบบัญชีของคุณ PEAK MCP คือ MCP Server ที่ทีม PEAK พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ PEAK สั่งงานระบบบัญชีผ่าน Claude ได้โดยตรง ไม่ต้องเปิดโปรแกรมแล้วคลิกทีละขั้น แค่บอกว่าอยากทำอะไร Claude จัดการให้ ทำอะไรได้บ้างผ่าน PEAK MCP ความสามารถของ PEAK MCP ครอบคลุมเทียบเท่ากับ PEAK Open API ตัวอย่างสิ่งที่ทำได้ ใครเหมาะกับ PEAK MCP วิธีเชื่อมต่อ PEAK MCP ใน 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ติดตั้ง Claude Desktop ดาวน์โหลดและติดตั้ง Claude Desktop จาก claude.ai แอปนี้ดาวน์โหลดฟรี สมัครบัญชีและเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย ขั้นที่ 2 — สร้าง Access Token จาก PEAK 2.1 เปิด PEAK Account → ไปที่ การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก 2.2 กดปุ่ม เชื่อมต่อ MCP 2.3 กด ยืนยัน ข้อควรรู้ในการเชื่อมต่อ 2.4 ระบุชื่อ MCP Key ที่ต้องการเชื่อมต่อ เช่น ChatGPT, Claude 2.5 ระบบจะทำการออกเลข User Token สามารถคัดลอกเพื่อนำ User Token ไปใส่ใน MCP Connector ขั้นที่ 3 — เชื่อมต่อ Claude กับ PEAK เปิด claude.ai → เลือก Settings → แท็บ Customize → Connectors → กดไอคอน + → เลือก Add custom connector ใส่ URL: จากนั้นใส่ข้อมูล Token, Connect ID และ Connect Key แล้วทำการเชื่อมต่อ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้  ขั้นที่ 4 — ลองทดสอบการเชื่อมต่อ ลองพิมพ์ใน Claude: “ขอรายชื่อช่องทางการเงินที่ฉันมี” และดูข้อมูลว่า AI แสดงผลออกมาถูกต้องกับข้อมูลของคุณหรือไม่ ตัวอย่าง prompt ใช้งาน PEAK MCP ที่ทำได้ทันที ออกเอกสาร เช่น ใบเสนอราคา, ใบเสร็จรับเงิน จัดการผู้ติดต่อและรายการสินค้า PEAK MCP vs PEAK Open API — ต่างกันอย่างไร ทั้ง PEAK MCP และ PEAK Open API เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน แต่วิธีใช้ต่างกัน PEAK Open API เหมาะกับ นักพัฒนา ที่ต้องการให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ เช่น ให้ POS สร้าง Invoice ใน PEAK ทุกครั้งที่ปิดการขาย ต้องเขียนโค้ด ต้องจัดการ authentication ต้องใช้ Package PEAK PRO Plus ขึ้นไป PEAK MCP เหมาะกับ ผู้ใช้ทั่วไป ที่อยากสั่งงานด้วยภาษาพูดผ่าน Claude ไม่ต้องมีทีม IT ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ได้เลย ถ้าเปรียบ API เหมือนจ้างวิศวกรมาต่อท่อน้ำให้ไหลอัตโนมัติ MCP เหมือนบอกผู้ช่วยว่า “ช่วยเปิดน้ำให้หน่อย” แล้วเขาทำให้ทันที ข้อควรรู้ก่อนใช้ PEAK MCP ความปลอดภัยของข้อมูล PEAK MCP ออกแบบมาให้ปลอดภัย การใช้งานต้องมี Access Token ที่ออกจากระบบ PEAK ข้อมูลส่งผ่านการเข้ารหัส และ AI เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลของกิจการที่ผูกไว้กับ Token นั้น ยกเลิกการใช้งานได้ตลอดเวลาจากหน้าตั้งค่าใน PEAK Account ข้อจำกัดที่ควรรู้ Token 1 ชุด ผูกกับ 1 กิจการ (Merchant) และ 1 User เท่านั้น ถ้าดูแลหลายกิจการ ต้องสร้าง Token แยกแต่ละกิจการ ไม่สามารถสลับไปมาได้ ควรตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างให้ก่อนส่งเอกสารจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขและชื่อผู้ติดต่อ สรุป: PEAK MCP ช่วยให้จัดการบัญชีง่ายขึ้นยังไง PEAK MCP เปลี่ยนวิธีทำงานบัญชีจาก “เปิดโปรแกรม → คลิกเมนู → กรอกข้อมูล” เป็น “พิมพ์บอก Claude → ได้ผลลัพธ์” ตั้งค่า 4 ขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน ได้ผู้ช่วย AI ที่เข้าถึงระบบบัญชีจริงของคุณ เริ่มใช้ PEAK MCP วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วทำตามขั้นตอนด้านบนได้เลย สำหรับนักพัฒนาที่อยากให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ ดูรายละเอียด PEAK Open API เพิ่มเติม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK MCP PEAK MCP ใช้ฟรีไหม การใช้งาน PEAK MCP ต้องมีบัญชี PEAK Account ที่ active อยู่ ส่วน Claude Desktop ดาวน์โหลดและสมัครได้ฟรีจาก claude.ai สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายและ Package ที่รองรับ ตรวจสอบได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ต้องเป็น Package อะไรถึงใช้ PEAK MCP ได้ ถ้า Package ของคุณรองรับ เมนู การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก จะมีปุ่ม “เชื่อมต่อ MCP” ให้กด หากยังไม่เห็น แสดงว่า Package ปัจจุบันยังไม่รองรับ สามารถอัปเกรดได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ใช้ได้กับ AI ตัวอื่นนอกจาก Claude ไหม ปัจจุบัน PEAK MCP รองรับการใช้งานผ่าน Claude ของ Anthropic เป็นหลัก เนื่องจาก MCP เป็นมาตรฐานเปิด หาก AI ตัวอื่นรองรับ MCP ในอนาคต ก็มีโอกาสใช้งานร่วมกันได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 Jul 2026

PEAK Account

4 min

Update Function PEAK 22/07/2026

1. Connect to PEAK MCP today! Issue documents and retrieve accounting data more easily with AI. Package: PRO Plus package and above Suitable for: Users who want to bring AI Assistants (such as ChatGPT, Claude, Gemini) to help manage and record accounting data. System Updates: Added a PEAK MCP connection page under External System Connection Settings. The system will automatically generate a User Token along with a copy code button to connect immediately, and added a Dashboard page summarizing usage along with a quota tracking system and credit usage history. Benefits of Use: Makes using accounting APIs easy without needing to write complex code. Simply give instructions via an AI Assistant to create documents, record accounting entries, or retrieve data to use conveniently, quickly, and more accurately. 2. Supports Chart of Accounts importing, no need to waste time manually typing item by item. Package: Basic package and above Suitable for: Accountants and entrepreneurs who need to create or set up a new chart of accounts for multiple items at a time. System Updates: Benefits of Use: Greatly saves time in setting up the initial accounting system. No need to waste time filling items in one by one, reduces data entry errors, and helping reduce data entry errors and enabling a faster, more efficient setup of the accounting system. 3. Expanded PREMIUM package rights to increase the maximum number of users to 20 users and unlimited financial channels, supporting business growth. Package: PREMIUM package Suitable for: PREMIUM package users who need to increase the number of system users, including having multiple financial channels. System Updates: The system increased the maximum number of users  in the PREMIUM package from 10 to 20 users per business, and expanded the financial channel limit from 50 channels to unlimited. Benefits of Use: Large businesses can bring more team members to work together in the system, andIt also provides greater flexibility for managing multiple financial channels without limitations. 4. Adjusted document quota and API usage management system (PEAK Paid Credit) to control costs accurately and ensure continuous usage without interruption. Package: PRO Plus package and above Suitable for: Entrepreneurs and accountants who use document import systems and API connections. System Updates: Benefits of Use: Helps businesses accurately control costs and plan usage without worrying about the system stopping abruptly. You can choose to buy additional credits worth the actual usage and monitor credit usage statistics. 5. Added Hide-Archive Chart of Accounts, helping you select account codes accurately and use the system continuously without interruption. Package: All packages Suitable for: Accountants and entrepreneurs who have a large number of account items in the system and want to hide rarely used account codes to reduce redundancy. System Updates: The system added an enable-disable toggle button on the chart of accounts page. You can immediately choose to disable/hide main accounts or sub-accounts that you do not wish to use. Disabled account codes will not appear in lists when creating documents or adding new products. In case a disabled account code was previously used to create documents or displayed in financial statements, the system will still display it normally as before. Benefits of Use: Helps reduce the complexity of chart of account options on the workspace, prevents selecting incorrect account codes, and helps make document creation more convenient, fast, and agile.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

25 Jun 2026

PEAK Account

13 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2026

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น.ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้แสดงความสามารถ และทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทํางานร่วมกันเป็นทีม และเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี และภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์ และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 25694.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ เท่านั้น4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ในเวลา 23.59 น.4.4 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com4.5 ผู้เข้าแข่งขันสามารถทำแบบทดสอบรอบคัดเลือกได้ผ่านระบบออนไลน์ที่ทางบริษัทส่งให้ ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.5.1 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำแบบทดสอบผ่านระบบที่กำหนดเท่านั้น4.5.2 ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องทำแบบทดสอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น4.5.3 แต่ละทีมสามารถทำแบบทดสอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลทดสอบมากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลทดสอบครั้งแรกเท่านั้น 4.6 คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ จํานวน 50 ทีม ภายในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com โดย 50 ทีมที่ถูกคัดเลือกเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศแบ่งเป็น 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับปริญญาตรี ทั้งนี้การคัดเลือกจะไม่จำกัดจำนวนทีมต่อสถาบันการศึกษา เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกัน และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสถาบันสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเท่าเทียม หมายเหตุ: หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่อยู่เลขที่ 110/1-4 ถนนประชาชื่น แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 เบอร์โทรศัพท์ 02-954-7300 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนรายงานตัวเข้าแข่งขัน08.30 – 09.00 น. พิธีเปิดการแข่งขัน09.00 – 12.30 น. การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 1-312.30 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน13.30 – 15.00 น. กิจกรรมให้ความรู้15.00 – 16.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์ และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัยผ่านระบบออนไลน์ รวม 20 คะแนน โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือกจาก ความถูกต้อง และสอดคล้องกันของข้อมูล เป็นหลัก 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 80 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์กิจกรรมหลักของธุรกิจจำลอง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางการเงิน การสรุปประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK และเครื่องมืออื่นในงานบัญขี (40 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย การบันทึกรายการบัญชีในระบบ PEAK การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในงานบัญชี เช่น AI, Excel การจัดทำรายงานสรุปข้อมูลบัญชี และภาษี ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์งบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลบัญชี เช่น รายได้เพิ่มขึ้น/ลดลง, ต้นทุนสูงผิดปกติ, ลูกหนี้เกินกำหนด ฯลฯ วิเคราะห์แนวทางแก้ไข หรือพัฒนาธุรกิจ 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนําโน้ตบุ๊กมาจํานวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จไฟสําหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจําตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนําเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคํานวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทําการใด ๆ ที่ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ทั้งนี้สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

12 Mar 2026

Main ASC Team

2 min

PEAK Package ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2

ลูกค้า PEAK เมื่อซื้อ Package Basic, Pro หรือ Pro+ รายปี จำนวน 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 ขั้นตอนการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) เลือกแพ็กเกจ PEAK ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ผ่านเว็บไซต์ PEAK เพื่อดูความแตกต่างของแต่ละแพ็กเกจ คลิกดูแพ็กเกจ PEAK ได้ที่นี่2.) ติดต่อทีมงาน Customer Support ทาง Chat ในโปรแกรม หรือกรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคาเข้ามาที่นี่3.) ชำระค่าแพ็กเกจด้วยยอดตามใบเสนอราคา และส่งหลักฐานการชำระเงินให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล4.) หลังจากตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับโค้ดอายุการใช้งาน 2 ปี เพื่อต่ออายุบนหน้าระบบ5.) นำโค้ดมาต่ออายุบนหน้าระบบ ตามคู่มือนี้ เงื่อนไขการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) สามารถใช้สิทธิ์ทั้งผู้ใช้งานใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน 2.) โปรโมชั่นนี้สำหรับการซื้อPackage ต่อ 1 กิจการเท่านั้น 3.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ 4.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นๆได้ สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.comหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

อ่านบทความเพิ่มเติม