คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

3 Jul 2026

PEAK Account

13 min

ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร กำหนดอย่างไร และหักภาษีกี่เปอร์เซ็นต์

ค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกสั้นว่า “ค่าคอม” (Commission) เป็นค่าตอบแทนที่ SME ใช้จูงใจทีมขายกันแทบทุกธุรกิจ แต่จะกำหนดอัตราเท่าไร คิดยังไง หักภาษีถูกต้องอย่างไร และลงบัญชีแบบไหน หลายคนยังสับสน บทความนี้อธิบายครบจบในที่เดียว ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร ค่าคอมมิชชั่น คือ ค่าตอบแทนที่คิดจากผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ ต่างจากเงินเดือนตรงที่ไม่ได้จ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่ขึ้นอยู่กับยอดขายจริง ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งได้มาก นิยมใช้กับทีมขาย ตัวแทนจำหน่าย นายหน้า และฟรีแลนซ์ เช่น บริษัทกำหนดว่าขายได้ 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% 100,000 × 5% = 5,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive ต่างกันอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจ่ายทุกครั้งที่ขายได้ ตามสัดส่วนที่ตกลง ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทกำหนดเป็นครั้งคราว เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้ารายไตรมาส ไม่ได้ผูกกับทุกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่นมีกี่ประเภท ค่าคอมมิชชั่นมี 6 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการเลือกใช้ได้ตามลักษณะธุรกิจ 1. คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด กำหนดอัตราคงที่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนสินค้าค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย ทีมขายทำได้ 500,000 บาท 500,000 × 3% = 15,000 บาท ข้อดี คือ ทั้งบริษัทและพนักงานเข้าใจตรงกันง่าย ไม่ต้องรอปิดยอดกำไร ข้อเสียคือไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริง ถ้าสินค้าบางตัวกำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ ค่าคอมอาจกินกำไรหมด 2. คิดแบบขั้นบันได แบ่งยอดขายเป็นช่วง แต่ละช่วงได้ค่าคอมไม่เท่ากัน เช่น ส่วนของยอดขายอัตราค่าคอม0 ถึง 100,000 บาท3%ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 300,000 บาท5%ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป7% ถ้าขายได้ 400,000 บาท ไม่ได้คิด 7% ทั้งก้อน แต่แบ่งคิดทีละขั้น (ดูตัวอย่างคำนวณใน section ถัดไป) วิธีนี้ช่วยจูงใจให้ดันยอดขายให้สูงที่สุด 3. คิดตามกำไร คิดค่าคอมจากกำไรจริง ไม่ใช่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนไม่คงที่ เช่น ธุรกิจรับเหมาหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ตัวอย่าง 4. แบบผสม เงินเดือนประจำรวมกับค่าคอมมิชชั่น ให้เงินเดือนพื้นฐานที่มั่นคง บวกค่าคอมตามยอดขาย แม้เดือนไหนขายไม่ได้เลย ก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานประกันรายได้ เหมาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือธนาคาร ที่ต้องการรักษาทีมขายมืออาชีพไว้ ตัวอย่าง 5. 100% Commission ไม่มีเงินเดือน เฉพาะค่าคอมมิชชั่น ตรงข้ามกับแบบผสม คือไม่มีเงินเดือนพื้นฐานเลย รายได้ทั้งหมดมาจากค่าคอมอย่างเดียว เหมาะกับตัวแทนขายอิสระ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หรือตัวแทนประกัน ข้อดีคือบริษัทไม่มีต้นทุนคงที่ด้านเงินเดือน แต่ข้อเสียคือหาคนมาทำงานยากกว่า 6. Residual Commission ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ทีมขายได้ค่าคอมต่อเนื่องทุกครั้งที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำหรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจแบบสมาชิก SaaS หรือบริการรายเดือน ช่วยจูงใจให้ทีมขายดูแลลูกค้าเก่า ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น พร้อมตัวอย่างคำนวณ สูตรพื้นฐาน : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตราค่าคอม ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้แยกคิดทีละขั้นแล้วรวมกัน สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดค่าคอมแบบขั้นบันไดให้ทีมขาย ทีมขายทำยอดได้ 400,000 บาทในเดือนนั้น แบ่งคิดค่าคอมทีละขั้นได้ดังนี้ ขั้นส่วนของยอดขายอัตราค่าคอม1100,000 บาทแรก3%3,000 บาท2200,000 บาทถัดไป (100,001-300,000)5%10,000 บาท3100,000 บาทที่เหลือ (300,001-400,000)7%7,000 บาทรวม400,000 บาท20,000 บาท วิธีกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้เหมาะกับธุรกิจ การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นที่ดีต้องสมดุลระหว่างแรงจูงใจของทีมขายกับกำไรของธุรกิจ มีหลักคิด 4 ข้อ ค่าคอมมิชชั่น หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ปีภาษี 2568) บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ อัตราที่หักขึ้นอยู่กับว่าจ่ายให้ใคร จ่ายให้ใครประเภทเงินได้อัตราหักแบบที่ยื่นพนักงานบริษัท40(1) เงินเดือน/ค่าจ้างอัตราก้าวหน้าภ.ง.ด.1บุคคลภายนอก (ตัวแทน/นายหน้า)40(2) ค่านายหน้าอัตราก้าวหน้าภ.ง.ด.1นิติบุคคลค่านายหน้า/ค่าบริการ3%ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้พนักงานบริษัท ค่าคอมที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน บริษัทต้องนำค่าคอมรวมกับเงินเดือน แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ตัวอย่าง กรณีจ่ายให้บุคคลภายนอกหรือตัวแทนขาย ค่าคอมที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) เช่น ตัวแทนขาย นายหน้า หรือฟรีแลนซ์ บริษัทต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เช่นเดียวกับพนักงาน ข้อควรระวัง : หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าค่านายหน้าต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 จริงแล้วค่านายหน้าเป็นเงินได้ 40(2) ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 แต่ถ้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้นิติบุคคล ต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกกรณี และต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่นอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่าคอม 20,000 บาท ให้พนักงาน (ไม่มี WHT แยก) รายการเดบิตเครดิตค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย)20,000เงินสด/ธนาคาร20,000 ถ้าจ่ายให้บุคคลภายนอก 20,000 บาท หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า สมมติหัก 1,000 บาท จ่ายจริง 19,000 บาท บันทึกดังนี้ รายการเดบิตเครดิตค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย)20,000เงินสด/ธนาคาร (จ่ายจริง)19,000ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย1,000 ค่าคอมที่จ่ายจริงและมีหลักฐานถูกต้อง สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน เช่น สัญญาการจ่ายค่าคอม หลักฐานยอดขาย และใบเสร็จรับเงิน ถ้าไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ สรุป: ค่าคอมมิชชั่น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการให้ครบ ได้แก่ เลือกประเภทค่าคอมให้ตรงกับธุรกิจ กำหนดอัตราเป็นลายลักษณ์อักษร หักภาษีถูกต้องตามประเภทผู้รับ และลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย จัดการค่าคอมมิชชั่นให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคิดเงินเดือนรวมค่าคอม หักภาษีอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีครบในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไหม ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย ถ้าบริษัทจ่ายค่าคอมเพื่อจูงใจให้ทำยอดเพิ่ม ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องนำมาคิดฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ อาจถือเป็นค่าจ้างได้ อัตราค่าคอมมิชชั่นทั่วไปอยู่ที่เท่าไร ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและกำไรของธุรกิจ อุตสาหกรรมอัตราค่าคอมทั่วไปค้าปลีก1 ถึง 5%ธุรกิจบริการ5 ถึง 15%อสังหาริมทรัพย์3 ถึง 5% ของราคาขาย ค่าคอมมิชชั่นต้องออกใบ 50 ทวิไหม ต้องออกทุกครั้ง ทั้งกรณีจ่ายให้พนักงานและบุคคลภายนอก บริษัทต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้ผู้รับนำไปยื่นภาษีประจำปี

3 Jul 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

3 Jul 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

24 Jun 2026

PEAK Account

10 min

VAT INFO คืออะไร? วิธีตรวจสอบคู่ค้าและเช็กใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง

ก่อนรับใบกำกับภาษีจากคู่ค้า สิ่งแรกที่ต้องเช็ค คือคู่ค้ารายนั้นจดทะเบียน VAT จริงหรือเปล่า เพราะถ้ารับใบกำกับภาษีจากผู้ที่ไม่ได้จด VAT แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ สรรพากรถือว่าเป็น ภาษีซื้อต้องห้าม — ใช้ลดภาษีไม่ได้ และอาจถูกเรียกเงินคืนพร้อมเบี้ยปรับ VAT INFO เป็นเครื่องมือฟรีจากกรมสรรพากรที่ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ได้ทันที ใช้ได้ทุกคน ไม่ต้องสมัครสมาชิก แค่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของคู่ค้า บทความนี้ PEAK สรุปวิธีใช้ วิธีอ่านสถานะ และวิธีป้องกันปัญหาใบกำกับภาษีปลอม VAT INFO คืออะไร VAT INFO (หรือ VATINFO) คือระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของกรมสรรพากร เปิดให้ใช้ฟรี ตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องไปสำนักงานสรรพากร  VAT INFO ใช้ทำอะไรได้บ้าง วิธีใช้งาน VAT INFO ตรวจสอบคู่ค้า เข้าใช้งานได้ที่ vsinter.rd.go.th หรือค้นหาคำว่า “vat info สรรพากร” ใน Google ตรวจสอบจากเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ตรวจสอบจากชื่อผู้ประกอบการ  ถ้าไม่มีเลข 13 หลัก สามารถค้นหาจากชื่อกิจการ หรือชื่อสาขาได้เช่นกัน แต่ต้องพิมพ์ชื่อให้ตรง เพราะระบบจะค้นหาตามตัวอักษรที่พิมพ์  สถานะ VAT แต่ละแบบหมายความว่าอะไร  เมื่อค้นหาแล้ว ระบบจะแสดงสถานะกิจการ ซึ่งหลายคนเจอแล้วงงว่าหมายความว่าอะไร สถานะ ความหมาย ออกใบกำกับภาษีได้ไหม ยังประกอบกิจการอยู่ กิจการยังเปิดปกติ จด VAT ถูกต้อง ได้ เลิกประกอบกิจการ กิจการปิดแล้ว แจ้งเลิกกับสรรพากรแล้ว ไม่ได้ อยู่ระหว่างชำระบัญชี กิจการกำลังปิด อยู่ระหว่างจัดการหนี้สินและทรัพย์สิน ระวัง ควรตรวจสอบก่อน ไม่พบข้อมูล ไม่ได้จดทะเบียน VAT ไม่ได้ ห้ามรับใบกำกับภาษี จุดสำคัญ: ถ้าสถานะเป็น “เลิกประกอบกิจการ” หรือ “ไม่พบข้อมูล” แต่คู่ค้าออกใบกำกับภาษีมาให้ ห้ามรับ เพราะจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันที  ตัวอย่าง: ฝ่ายจัดซื้อของบริษัท (ชื่อสมมุติ) ได้ใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์รายใหม่ เมื่อเช็ค VAT INFO พบว่าสถานะเป็น “เลิกประกอบกิจการ” ตั้งแต่ปีก่อน แสดงว่าใบกำกับภาษีฉบับนี้ออกมาหลังจากเลิกกิจการแล้ว ถ้านำไปใช้เป็นภาษีซื้อ สรรพากรตรวจพบจะถูกเรียกเงินคืนพร้อมเบี้ยปรับ ฝ่ายจัดซื้อจึงปฏิเสธรับและแจ้งให้ซัพพลายเออร์ชี้แจง  วิธีเช็กใบกำกับภาษีปลอม  นอกจากเช็กสถานะ VAT แล้ว ควรสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ เจอใบกำกับภาษีที่น่าสงสัย ต้องทำอย่างไร ใช้ PEAK ตรวจ VAT + SMART Key ตรวจใบกำกับภาษีอัตโนมัติ ถ้าธุรกิจของคุณรับใบกำกับภาษีจำนวนมากในแต่ละเดือน การเช็คทีละใบบน VAT INFO อาจใช้เวลานาน PEAK Account มีฟีเจอร์ที่ช่วยลดงานตรงนี้ SMART Key คือฟีเจอร์ AI + OCR บน PEAK ที่ถ่ายรูปหรืออัปโหลดใบกำกับภาษี แล้ว AI อ่านข้อมูลเข้าระบบบัญชีให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร ถ้าข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรง ระบบแจ้งเตือนทันที ไม่ต้องเช็คเองทีละใบ ตัวอย่างเช่น นักบัญชีได้รับใบกำกับภาษีซื้อจากซัพพลายเออร์ 30 ใบในเดือนเดียว ถ้าเช็คทีละใบบน VAT INFO อาจใช้เวลาครึ่งวัน เมื่ออัปโหลดเข้า PEAK ผ่าน SMART Key ระบบ AI สแกนข้อมูลทุกใบ ตรวจว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ชื่อ ที่อยู่ ครบถ้วนตามเกณฑ์กรมสรรพากรหรือไม่ ถ้าใบไหนมีปัญหาระบบแจ้งเตือนทันที นักบัญชีตีกลับเอกสารขอใบใหม่ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ PEAK ยังเชื่อมโยงข้อมูลใบกำกับภาษีกับรายงานภาษีซื้อ-ขายอัตโนมัติ ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) VAT INFO ใช้ฟรีไหม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้ได้ทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ประกอบการ เข้าใช้งานได้ที่ vsinter.rd.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง คู่ค้าไม่ได้จด VAT แต่ออกใบกำกับภาษีมาให้ ต้องทำอย่างไร ห้ามนำไปใช้เป็นภาษีซื้อ เพราะจะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ให้แจ้งคู่ค้าว่าไม่สามารถรับใบกำกับภาษีได้ และขอเอกสารอื่นแทน เช่น ใบเสร็จรับเงินปกติ ถ้าสงสัยว่าเป็นการปลอมแปลง ปรึกษาสรรพากรพื้นที่ ผลเสียของการใช้ภาษีซื้อต้องห้ามคือต้องจ่ายภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า + เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน  VAT INFO ข้อมูลอัปเดตบ่อยแค่ไหน ข้อมูลอัปเดตตามที่กรมสรรพากรบันทึกเข้าระบบ เมื่อกิจการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลแล้ว ข้อมูลจะปรากฏในระบบหลังจากสรรพากรดำเนินการเสร็จ ถ้าต้องการความแน่ใจ ให้โทรสอบถามสรรพากรพื้นที่โดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

3 Jul 2026

PEAK Account

13 min

ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร กำหนดอย่างไร และหักภาษีกี่เปอร์เซ็นต์

ค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกสั้นว่า “ค่าคอม” (Commission) เป็นค่าตอบแทนที่ SME ใช้จูงใจทีมขายกันแทบทุกธุรกิจ แต่จะกำหนดอัตราเท่าไร คิดยังไง หักภาษีถูกต้องอย่างไร และลงบัญชีแบบไหน หลายคนยังสับสน บทความนี้อธิบายครบจบในที่เดียว ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร ค่าคอมมิชชั่น คือ ค่าตอบแทนที่คิดจากผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ ต่างจากเงินเดือนตรงที่ไม่ได้จ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่ขึ้นอยู่กับยอดขายจริง ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งได้มาก นิยมใช้กับทีมขาย ตัวแทนจำหน่าย นายหน้า และฟรีแลนซ์ เช่น บริษัทกำหนดว่าขายได้ 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% 100,000 × 5% = 5,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive ต่างกันอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจ่ายทุกครั้งที่ขายได้ ตามสัดส่วนที่ตกลง ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทกำหนดเป็นครั้งคราว เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้ารายไตรมาส ไม่ได้ผูกกับทุกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่นมีกี่ประเภท ค่าคอมมิชชั่นมี 6 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการเลือกใช้ได้ตามลักษณะธุรกิจ 1. คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด กำหนดอัตราคงที่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนสินค้าค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย ทีมขายทำได้ 500,000 บาท 500,000 × 3% = 15,000 บาท ข้อดี คือ ทั้งบริษัทและพนักงานเข้าใจตรงกันง่าย ไม่ต้องรอปิดยอดกำไร ข้อเสียคือไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริง ถ้าสินค้าบางตัวกำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ ค่าคอมอาจกินกำไรหมด 2. คิดแบบขั้นบันได แบ่งยอดขายเป็นช่วง แต่ละช่วงได้ค่าคอมไม่เท่ากัน เช่น ส่วนของยอดขาย อัตราค่าคอม 0 ถึง 100,000 บาท 3% ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 300,000 บาท 5% ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป 7% ถ้าขายได้ 400,000 บาท ไม่ได้คิด 7% ทั้งก้อน แต่แบ่งคิดทีละขั้น (ดูตัวอย่างคำนวณใน section ถัดไป) วิธีนี้ช่วยจูงใจให้ดันยอดขายให้สูงที่สุด 3. คิดตามกำไร คิดค่าคอมจากกำไรจริง ไม่ใช่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนไม่คงที่ เช่น ธุรกิจรับเหมาหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ตัวอย่าง 4. แบบผสม เงินเดือนประจำรวมกับค่าคอมมิชชั่น ให้เงินเดือนพื้นฐานที่มั่นคง บวกค่าคอมตามยอดขาย แม้เดือนไหนขายไม่ได้เลย ก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานประกันรายได้ เหมาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือธนาคาร ที่ต้องการรักษาทีมขายมืออาชีพไว้ ตัวอย่าง 5. 100% Commission ไม่มีเงินเดือน เฉพาะค่าคอมมิชชั่น ตรงข้ามกับแบบผสม คือไม่มีเงินเดือนพื้นฐานเลย รายได้ทั้งหมดมาจากค่าคอมอย่างเดียว เหมาะกับตัวแทนขายอิสระ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หรือตัวแทนประกัน ข้อดีคือบริษัทไม่มีต้นทุนคงที่ด้านเงินเดือน แต่ข้อเสียคือหาคนมาทำงานยากกว่า 6. Residual Commission ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ทีมขายได้ค่าคอมต่อเนื่องทุกครั้งที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำหรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจแบบสมาชิก SaaS หรือบริการรายเดือน ช่วยจูงใจให้ทีมขายดูแลลูกค้าเก่า ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น พร้อมตัวอย่างคำนวณ สูตรพื้นฐาน : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตราค่าคอม ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้แยกคิดทีละขั้นแล้วรวมกัน สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดค่าคอมแบบขั้นบันไดให้ทีมขาย ทีมขายทำยอดได้ 400,000 บาทในเดือนนั้น แบ่งคิดค่าคอมทีละขั้นได้ดังนี้ ขั้น ส่วนของยอดขาย อัตรา ค่าคอม 1 100,000 บาทแรก 3% 3,000 บาท 2 200,000 บาทถัดไป (100,001-300,000) 5% 10,000 บาท 3 100,000 บาทที่เหลือ (300,001-400,000) 7% 7,000 บาท รวม 400,000 บาท 20,000 บาท วิธีกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้เหมาะกับธุรกิจ การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นที่ดีต้องสมดุลระหว่างแรงจูงใจของทีมขายกับกำไรของธุรกิจ มีหลักคิด 4 ข้อ ค่าคอมมิชชั่น หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ปีภาษี 2568) บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ อัตราที่หักขึ้นอยู่กับว่าจ่ายให้ใคร จ่ายให้ใคร ประเภทเงินได้ อัตราหัก แบบที่ยื่น พนักงานบริษัท 40(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 บุคคลภายนอก (ตัวแทน/นายหน้า) 40(2) ค่านายหน้า อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 นิติบุคคล ค่านายหน้า/ค่าบริการ 3% ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้พนักงานบริษัท ค่าคอมที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน บริษัทต้องนำค่าคอมรวมกับเงินเดือน แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ตัวอย่าง กรณีจ่ายให้บุคคลภายนอกหรือตัวแทนขาย ค่าคอมที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) เช่น ตัวแทนขาย นายหน้า หรือฟรีแลนซ์ บริษัทต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เช่นเดียวกับพนักงาน ข้อควรระวัง : หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าค่านายหน้าต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 จริงแล้วค่านายหน้าเป็นเงินได้ 40(2) ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 แต่ถ้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้นิติบุคคล ต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกกรณี และต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่นอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่าคอม 20,000 บาท ให้พนักงาน (ไม่มี WHT แยก) รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร 20,000 ถ้าจ่ายให้บุคคลภายนอก 20,000 บาท หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า สมมติหัก 1,000 บาท จ่ายจริง 19,000 บาท บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร (จ่ายจริง) 19,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,000 ค่าคอมที่จ่ายจริงและมีหลักฐานถูกต้อง สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน เช่น สัญญาการจ่ายค่าคอม หลักฐานยอดขาย และใบเสร็จรับเงิน ถ้าไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ สรุป: ค่าคอมมิชชั่น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการให้ครบ ได้แก่ เลือกประเภทค่าคอมให้ตรงกับธุรกิจ กำหนดอัตราเป็นลายลักษณ์อักษร หักภาษีถูกต้องตามประเภทผู้รับ และลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย จัดการค่าคอมมิชชั่นให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคิดเงินเดือนรวมค่าคอม หักภาษีอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีครบในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไหม ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย ถ้าบริษัทจ่ายค่าคอมเพื่อจูงใจให้ทำยอดเพิ่ม ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องนำมาคิดฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ อาจถือเป็นค่าจ้างได้ อัตราค่าคอมมิชชั่นทั่วไปอยู่ที่เท่าไร ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและกำไรของธุรกิจ อุตสาหกรรม อัตราค่าคอมทั่วไป ค้าปลีก 1 ถึง 5% ธุรกิจบริการ 5 ถึง 15% อสังหาริมทรัพย์ 3 ถึง 5% ของราคาขาย ค่าคอมมิชชั่นต้องออกใบ 50 ทวิไหม ต้องออกทุกครั้ง ทั้งกรณีจ่ายให้พนักงานและบุคคลภายนอก บริษัทต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้ผู้รับนำไปยื่นภาษีประจำปี

24 Jun 2026

PEAK Account

16 min

ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร สรุปข้อดี-ข้อเสีย และเหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง

คนอยากเปิดธุรกิจมักสงสัยว่าควรจดเป็น หจก. หรือ บจก. ดี ทั้งสองแบบเป็นนิติบุคคลเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่าย ภาษี และความรับผิดชอบต่างกัน บทความนี้ PEAK สรุปว่า หจก. คืออะไร ข้อดี ข้อเสีย พร้อมตารางเปรียบเทียบ 3 รูปแบบและขั้นตอนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คือนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คนร่วมกันลงทุนทำธุรกิจ ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP ชื่อต้องขึ้นต้นด้วย “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ตามด้วยชื่อกิจการเสมอ จุดสำคัญที่สุดคือ หจก. มีหุ้นส่วน 2 ประเภท ที่รับผิดชอบต่างกัน หุ้นส่วน 2 ประเภทใน หจก. หุ้นส่วนผู้จัดการ คือคนที่บริหารกิจการจริง มีอำนาจตัดสินใจและลงนามแทน หจก. แต่ต้อง รับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว ต้องมีอย่างน้อย 1 คน หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด คือคนที่ลงเงินอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์บริหาร แต่ข้อดีคือเสียได้มากสุดแค่เท่าที่ลงทุนไป ต้องมีอย่างน้อย 1 คนเช่นกัน หจก. ต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญยังไง ทั้งสองแบบคือ “ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน” เหมือนกัน แต่ต่างกัน 3 เรื่องหลักตามตาราง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หจก. ต้องจดทะเบียนไหม จดหรือไม่จดก็ได้ ต้องจดเท่านั้น ถ้าเป็นหนี้ ใครรับผิดชอบ ทุกคนรับผิดเท่ากัน ไม่มีข้อยกเว้น แบ่งได้ — คนบริหารรับผิดเต็ม คนลงเงินเสียแค่เท่าที่ลงทุน เปิดบัญชีธนาคารในนามห้างได้ไหม ถ้าไม่จดทะเบียน = ไม่ได้ ได้ ภาษี เสียในอัตราคนทั่วไป (สูงสุด 35%) เสียในอัตรานิติบุคคล (สูงสุด 20%) สรุป — ถ้าจริงจังกับธุรกิจ ควรจด หจก. เพราะน่าเชื่อถือกว่า เปิดบัญชีธนาคารได้ ออกใบกำกับภาษีได้ และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านการจดทะเบียน ด้านภาษี ตัวอย่าง กำไรยิ่งสูง ส่วนต่างภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลยิ่งมาก นอกจากนี้ หจก. ยังหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ไม่ต้องใช้อัตราเหมาเหมือนบุคคลธรรมดา ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีต่ำลง ด้านการบริหาร ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านความรับผิด ด้านการเงินและความน่าเชื่อถือ ด้านโครงสร้าง ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ หจก. หจก. เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไม่กี่คนและต้องการเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำ มักเป็นกิจการขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นบริหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หจก. ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องประมูลงานราชการ ระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก หรือมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต กรณีเหล่านี้ควรจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. vs บจก. vs บุคคลธรรมดา เลือกแบบไหนดี บุคคลธรรมดา หจก. บจก. ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ต้องจด ต้องจด (ขั้นตอนมากกว่า) ค่าจด ไม่มี ~1,000 บาท ~5,500 บาทขึ้นไป ภาษีสูงสุด 35% 20% 20% ต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้องจ้างทุกปี หานักลงทุนเพิ่มได้ไหม ยาก ยาก ออกหุ้นขายได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำ ปานกลาง สูง เหมาะกับใคร: อ้างอิง: ค่าจด หจก. ~1,000 บาท (DBD) / บจก. ~5,500+ บาท (DBD) ผู้สอบบัญชี: บจก. ต้องมีทุกปี (พ.ร.บ.การบัญชี 2543) / หจก. ทุนไม่เกิน 5 ล้าน ยกเว้น (คู่มือ DBD) อ่านเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ ทำธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแบบไหนดี ขั้นตอนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทั้งแบบ walk-in และออนไลน์ ใช้เวลาไม่นานถ้าเตรียมเอกสารครบ เอกสารที่ต้องเตรียม: หมายเหตุ : ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาอนุมัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับ DBD โดยตรง ใช้ PEAK จัดการบัญชี หจก. หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยจัดการครบจบในที่เดียว ฟีเจอร์ SMART Suggestion แนะนำรายการบัญชีอัตโนมัติ แม้ไม่มีพื้นฐานบัญชีก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับ หจก. ที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีแต่ยังต้องทำบัญชีให้ถูกต้อง สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หจก. ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร หจก. ย่อมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาษาอังกฤษคือ Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP เปิด หจก. ต้องมีกี่คน อย่างน้อย 2 คน โดยต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คน และหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน จดคนเดียวไม่ได้ หจก. ต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ต่างจาก บจก. ที่ต้องมีผู้สอบบัญชี (CPA) ทุกปี ทำให้ หจก. ประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ปีละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท อย่างไรก็ตาม หจก. ยังต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปีตามปกติ อยากเปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ทำได้ไหม แปลงสภาพโดยตรงไม่ได้ ต้องเลิกกิจการ หจก. เดิมก่อน (ชำระบัญชี จ่ายหนี้ แบ่งทรัพย์สิน) แล้วจดจัดตั้ง บจก. ใหม่ ดังนั้นถ้าคิดว่าธุรกิจจะเติบโตมาก ควรพิจารณาจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. จ่ายส่วนแบ่งกำไรยังไง หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ในหนังสือหุ้นส่วน ถ้าไม่ได้ระบุจะแบ่งตามสัดส่วนเงินลงทุน ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับต้องนำไปรวมเป็นรายได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษี ควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนจดทะเบียน หจก. เปิดบัญชีธนาคารยังไง ใช้หนังสือรับรองจาก DBD (อายุไม่เกิน 6 เดือน) + บัตรประชาชนหุ้นส่วนผู้จัดการ + ตราประทับบริษัท ไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แนะนำเปิดบัญชีกระแสรายวันแยกจากบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ทำบัญชีง่ายขึ้น หจก. ต้องส่งงบการเงินที่ไหน ต้องส่งงบการเงินประจำปีต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี นอกจากนี้ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ กรมสรรพากร ปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปี ภ.ง.ด.51 + สิ้นปี ภ.ง.ด.50) หจก. ต้องทำบัญชีไหม ต้องทำบัญชี หจก. เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชีและปิดงบทุกปี ดูรายละเอียดการส่งงบได้ที่ FAQ ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

24 Jun 2026

noppadon

3 min

Update Function PEAK 24/06/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Seamless connection with PEAK to PEAK function: Link data and send-receive documents directly as if sent from within the system. Package: All packages Suitable for: Businesses whose trade partners already use the PEAK system and want to send data directly to each other through the system without redundant printing and sending via external channels. System Updates: Benefits of Use: Helps manage documents much more conveniently between businesses that use the PEAK program together. There is no need to download and then attach to send via email or other external applications. It also prevents errors and updates document data in real-time. 2. Added settings for Shopee API connection: Combine multiple orders to create a single document. Package: PRO Plus package and above Suitable for: Businesses that sell products on Shopee and have a large volume of orders per day. System Updates: Benefits of Use: Helps track historical data and reconcile accounts more easily and quickly. 3. Added deposit document management on PEAK Application: Manage documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who want to issue documents via PEAK Application. System Updates: Supports creating deposit receipt/payment documents on PEAK Application, being able to manage documents as follows: Benefits of Use: Work more conveniently via mobile phone, reduce errors, and verify data easily. Work anywhere, anytime.

24 Jun 2026

noppadon

7 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 24/06/2026

1. เชื่อมต่อไร้รอยต่อด้วยฟังก์ชัน PEAK to PEAK เชื่อมโยงข้อมูลและการรับส่งเอกสารได้โดยตรงแบบส่งจากภายในระบบ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีคู่ค้าใช้งานระบบ PEAK อยู่แล้ว และต้องการส่งข้อมูลถึงกันโดยตรงผ่านระบบโดยไม่ต้องพิมพ์และส่งผ่านช่องทางภายนอกซ้ำซ้อน สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้จัดการเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้นระหว่างกิจการที่งานโปรแกรม PEAK ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแล้วนำไปแนบส่งผ่านอีเมลหรือแอปพลิเคชันภายนอกอื่น ๆ ทั้งป้องกันความผิดพลาดและอัปเดตข้อมูลเอกสารให้แบบ Real-time 2. เพิ่มการตั้งค่าในการเชื่อมต่อ API Shopee รวมคำสั่งซื้อหลาย ๆ รายการสร้างเป็นเอกสารฉบับเดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่ขายสินค้าบน Shopee และมียอดคำสั่งซื้อจำนวนมากต่อวัน สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังและกระทบยอดบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น 3. เพิ่มการจัดการเอกสารเงินมัดจำ บน PEAK Application จัดการเอกสารได้สะดวกขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการออกเอกสารผ่าน PEAK Application สิ่งที่ระบบอัปเดต: รองรับการสร้างเอกสารใบรับ-จ่ายเงินมัดจำบน PEAK Application โดยสามารถจัดการเอกสารได้ ดังนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือ ลดข้อผิดพลาดและตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

25 Jun 2026

PEAK Account

13 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2026

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น.ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้แสดงความสามารถ และทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทํางานร่วมกันเป็นทีม และเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี และภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์ และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 25694.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ เท่านั้น4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ในเวลา 23.59 น.4.4 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com4.5 ผู้เข้าแข่งขันสามารถทำแบบทดสอบรอบคัดเลือกได้ผ่านระบบออนไลน์ที่ทางบริษัทส่งให้ ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.5.1 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำแบบทดสอบผ่านระบบที่กำหนดเท่านั้น4.5.2 ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องทำแบบทดสอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น4.5.3 แต่ละทีมสามารถทำแบบทดสอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลทดสอบมากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลทดสอบครั้งแรกเท่านั้น 4.6 คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ จํานวน 50 ทีม ภายในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com โดย 50 ทีมที่ถูกคัดเลือกเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศแบ่งเป็น 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับปริญญาตรี ทั้งนี้การคัดเลือกจะไม่จำกัดจำนวนทีมต่อสถาบันการศึกษา เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกัน และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสถาบันสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเท่าเทียม หมายเหตุ: หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่อยู่เลขที่ 110/1-4 ถนนประชาชื่น แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 เบอร์โทรศัพท์ 02-954-7300 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนรายงานตัวเข้าแข่งขัน08.30 – 09.00 น. พิธีเปิดการแข่งขัน09.00 – 12.30 น. การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 1-312.30 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน13.30 – 15.00 น. กิจกรรมให้ความรู้15.00 – 16.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์ และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัยผ่านระบบออนไลน์ รวม 20 คะแนน โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือกจาก ความถูกต้อง และสอดคล้องกันของข้อมูล เป็นหลัก 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 80 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์กิจกรรมหลักของธุรกิจจำลอง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางการเงิน การสรุปประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK และเครื่องมืออื่นในงานบัญขี (40 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย การบันทึกรายการบัญชีในระบบ PEAK การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในงานบัญชี เช่น AI, Excel การจัดทำรายงานสรุปข้อมูลบัญชี และภาษี ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์งบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลบัญชี เช่น รายได้เพิ่มขึ้น/ลดลง, ต้นทุนสูงผิดปกติ, ลูกหนี้เกินกำหนด ฯลฯ วิเคราะห์แนวทางแก้ไข หรือพัฒนาธุรกิจ 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนําโน้ตบุ๊กมาจํานวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จไฟสําหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจําตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนําเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคํานวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทําการใด ๆ ที่ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ทั้งนี้สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

12 Mar 2026

Main ASC Team

2 min

PEAK Package ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2

ลูกค้า PEAK เมื่อซื้อ Package Basic, Pro หรือ Pro+ รายปี จำนวน 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 ขั้นตอนการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) เลือกแพ็กเกจ PEAK ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ผ่านเว็บไซต์ PEAK เพื่อดูความแตกต่างของแต่ละแพ็กเกจ คลิกดูแพ็กเกจ PEAK ได้ที่นี่2.) ติดต่อทีมงาน Customer Support ทาง Chat ในโปรแกรม หรือกรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคาเข้ามาที่นี่3.) ชำระค่าแพ็กเกจด้วยยอดตามใบเสนอราคา และส่งหลักฐานการชำระเงินให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล4.) หลังจากตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับโค้ดอายุการใช้งาน 2 ปี เพื่อต่ออายุบนหน้าระบบ5.) นำโค้ดมาต่ออายุบนหน้าระบบ ตามคู่มือนี้ เงื่อนไขการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) สามารถใช้สิทธิ์ทั้งผู้ใช้งานใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน 2.) โปรโมชั่นนี้สำหรับการซื้อPackage ต่อ 1 กิจการเท่านั้น 3.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ 4.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นๆได้ สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.comหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

อ่านบทความเพิ่มเติม