Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

11 Sep 2026

TAN-ASC

13 min

Supervisor คืออะไร บทบาท หน้าที่ ทักษะ ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ธุรกิจเริ่มโต ทีมเริ่มใหญ่ เจ้าของกิจการหลายคนถึงจุดที่ต้องตั้ง Supervisor มาดูแลทีมแทน แต่ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง หาคนแบบไหนมาทำ และต่างจาก Manager ยังไง Supervisor คืออะไร ความหมายและบทบาทในองค์กร Supervisor คือตำแหน่งที่ทำหน้าที่ดูแลทีมขนาดเล็กให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด โดยรับนโยบายจากผู้บริหารระดับ Manager แล้วแปลงเป็นงานจริงที่ทีมต้องทำในแต่ละวัน พูดให้เข้าใจง่าย Supervisor เปรียบเหมือน กัปตันทีม ที่ลงสนามด้วยตัวเอง รู้ปัญหาหน้างานจริง แต่ก็ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของทั้งทีมไปพร้อมกัน ในองค์กรส่วนใหญ่ Supervisor จะเป็นคนแรกที่ลูกทีมเข้าหาเมื่อมีปัญหา และเป็นคนแรกที่ Manager ถามเมื่อต้องการอัปเดตงาน ตำแหน่งนี้จึงเป็น สะพานเชื่อม ระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร Supervisor vs Manager vs Team Lead ต่างกันอย่างไร หลายคนสงสัยว่า Supervisor กับ Manager ใครใหญ่กว่า คำตอบคือ Manager มีอำนาจตัดสินใจกว้างกว่า โดย Supervisor รายงานตรงต่อ Manager อีกทีหนึ่ง ส่วน Team Lead มักเป็นบทบาทมากกว่าตำแหน่ง คือคนที่นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ แต่อาจไม่มีอำนาจประเมินผลงานหรือตัดสินใจเรื่องคน ตารางเปรียบเทียบ Supervisor, Manager และ Team Lead เกณฑ์Team LeadSupervisorManagerขอบเขตงานนำทีมในโปรเจกต์เฉพาะดูแลทีมปฏิบัติงานประจำวันวางแผน ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งแผนกอำนาจตัดสินใจจำกัดเฉพาะโปรเจกต์ตัดสินใจงานประจำวันของทีมตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ งบประมาณ และทิศทางแผนกการประเมินผลงานมักไม่มีอำนาจมีอำนาจประเมินลูกทีมประเมินทั้ง Supervisor และทีมสายรายงานรายงานต่อ Supervisor หรือ Managerรายงานต่อ Managerรายงานต่อ Director หรือ C-Levelทักษะหลักความเชี่ยวชาญเฉพาะทางนำทีม แก้ปัญหาหน้างาน สื่อสารวางแผนเชิงกลยุทธ์ บริหารทรัพยากร Supervisor อยู่ระดับไหนในองค์กร Supervisor อยู่ในกลุ่ม ผู้บริหารระดับต้น (First-line Management) เส้นทางอาชีพโดยทั่วไปจะเรียงจากล่างขึ้นบนดังนี้ ตำแหน่ง Supervisor จึงเป็น จุดเริ่มต้น ของการเป็นผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายงานจะต้องผ่านจุดนี้ก่อน Assistant Supervisor คือก้าวแรกก่อนขึ้น Supervisor Assistant Supervisor คือตำแหน่งรองหัวหน้างาน ทำหน้าที่ช่วย Supervisor ในการดูแลทีม เป็นตำแหน่งที่องค์กรใช้เตรียมคนก่อนเลื่อนขั้น เหมาะสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพ แต่ต้องฝึกทักษะการนำทีมเพิ่มเติม หน้าที่และความรับผิดชอบของ Supervisor หน้าที่หลักของ Supervisor คือทำให้ทีมทำงานได้ตามเป้า ซึ่งแบ่งออกเป็นงานหลายด้าน ประเภทของ Supervisor ในสายงานต่าง ๆ ตำแหน่ง Supervisor มีอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม แต่หน้าที่เฉพาะจะต่างกันตามลักษณะงาน Accounting Supervisor และ Finance Supervisor Accounting Supervisor คือหัวหน้าทีมบัญชีที่ดูแลการปิดงบรายเดือน ตรวจสอบความถูกต้องของรายการบัญชี และประสานงานกับสรรพากรและผู้สอบบัญชี ส่วน Finance Supervisor เน้นดูแลงบประมาณ กระแสเงินสด และวิเคราะห์ตัวเลขการเงินให้ผู้บริหาร ถ้าคุณสนใจตำแหน่งงานในสายบัญชีโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ Production Supervisor Production Supervisor คือหัวหน้าสายการผลิตในโรงงาน ดูแลให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามแผน ควบคุมคุณภาพ และจัดการเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ต้องเข้าใจทั้งเครื่องจักรและคน Sale Supervisor Sale Supervisor คือหัวหน้าทีมขายที่ตั้งเป้ายอดให้ลูกทีม ติดตามผลการขาย วางแผนเข้าพบลูกค้า และฝึกเทคนิคการขายให้ทีม ต้องทำยอดเองด้วยพร้อมกับผลักดันทีมให้ถึงเป้า ตำแหน่งนี้มักได้รับคอมมิชชันจากยอดขายของทั้งทีมด้วย จึงเป็นสายงานที่มีรายได้สูงหากทำผลงานดี ทักษะสำคัญที่ Supervisor ต้องมี Supervisor ที่ดีไม่ได้เก่งแค่งาน แต่ต้องเก่งคนด้วย ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ การฟัง เพราะ Supervisor ที่ดีไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ฟังปัญหาของลูกทีมแล้วหาทางออกร่วมกันได้ ตั้ง Supervisor แล้ว เจ้าของกิจการต้องปล่อยมืออะไรบ้าง เจ้าของกิจการที่เพิ่งตั้ง Supervisor มักติดนิสัยลงไปทำเองทุกอย่าง ต้องฝึกแบ่งงานให้ชัดว่าอะไรมอบให้ Supervisor ดูแล อะไรยังต้องตัดสินใจเอง มอบให้ Supervisorเจ้าของยังดูเองมอบหมายงานประจำวันให้ลูกทีมตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การลงทุนสอนงาน ให้ feedback ประเมินผลงานจ้าง-เลิกจ้างพนักงาน (ตัดสินใจสุดท้าย)แก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นระหว่างวันวางแผนกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจตรวจสอบคุณภาพงานก่อนส่งลูกค้าเจรจากับคู่ค้ารายใหญ่รายงานสถานะงานให้เจ้าของอนุมัติค่าใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด สิ่งสำคัญ คือกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดตั้งแต่วันแรก เช่น Supervisor อนุมัติค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 5,000 บาท เกินกว่านั้นต้องขอเจ้าของ แบบนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องถามกันทุกเรื่อง งานเดินได้เร็วขึ้น Supervisor กับเทคโนโลยี ใช้ระบบช่วยบริหารจัดการงานเอกสารและบัญชีของทีมอย่างไร Supervisor ยุคนี้ไม่ได้แค่ดูแลคน แต่ต้องเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงด้วย โดยเฉพาะสำหรับ Supervisor ที่ดูแลทีมบัญชี ทีมการเงิน หรือทีม back-office ที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก ระบบที่ช่วยได้มากที่สุดคือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้ทีมออกเอกสาร บันทึกรายการ และกระทบยอดได้จากทุกที่ ลดงาน manual ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที สำหรับ Supervisor ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเดือนทีม ระบบโปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ แทนที่จะต้องคำนวณเองบน Excel ทีละคน การนำระบบเข้ามาใช้ไม่ได้แค่ลดเวลาทำงาน แต่ยังลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Supervisor ต้องรับผิดชอบแก้ไขเมื่อเกิดขึ้น สรุป: Supervisor คือก้าวแรกของการเป็นผู้บริหาร Supervisor คือตำแหน่งหัวหน้างานระดับต้นที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพต้องผ่านจุดนี้ สิ่งที่ Supervisor ต้องโฟกัสมากที่สุดคือ ทักษะการบริหารคน การสื่อสาร และการเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ จัดการทีมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการและหัวหน้าทีมจัดการงานบัญชี ออกเอกสาร และจัดการภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Supervisor Supervisor ตัวย่ออะไร Supervisor มักย่อเป็น “SUP” หรือ “SVR” ในเอกสารภายในองค์กร แต่ไม่มีตัวย่อมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละบริษัทอาจใช้ต่างกัน เช่น “SPV” หรือ “Supv.” ก็พบบ่อยเช่นกัน Senior กับ Supervisor ต่างกันอย่างไร Senior คือพนักงานอาวุโสที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ไม่จำเป็นต้องบริหารคน ส่วน Supervisor ต้องรับผิดชอบผลงานของทั้งทีม พูดง่ายคือ Senior เก่งงาน ส่วน Supervisor ต้องเก่งทั้งงานและคน ในบางองค์กร Senior อาจได้เงินเดือนสูงกว่า Supervisor ด้วยซ้ำ เพราะเชี่ยวชาญพิเศษ เลื่อนตำแหน่งเป็น Supervisor ต้องปรับตัวอย่างไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนจาก คนทำงาน เป็น คนนำทีม ไม่สามารถลงมือทำทุกอย่างเองได้อีกต่อไป ต้องฝึกมอบหมายงาน ให้ feedback และยอมรับว่าลูกทีมอาจทำงานด้วยวิธีที่ต่างออกไป สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เดือนแรกคือ พูดคุยกับลูกทีมแต่ละคนว่าต้องการ support อะไร แล้วตั้งเป้าหมายร่วมกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 Sep 2026

PEAK Account

13 min

จดทะเบียนพาณิชย์ ใครต้องจด ขั้นตอน เอกสาร วิธีจดออนไลน์

เปิดร้านค้า รับงานฟรีแลนซ์ หรือขายของออนไลน์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ไม่จดมีโทษปรับ ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท จดเสร็จภายในวันเดียว ทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากจดทะเบียนบริษัทอย่างไร ทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่าคุณกำลังประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีตัวตนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ดูแลโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลายคนสับสนระหว่างจดทะเบียนพาณิชย์กับจดทะเบียนบริษัท ดูความแตกต่างหลักได้จากตารางนี้ เรื่อง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนบริษัท เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ร้านค้ารายย่อย ฟรีแลนซ์ ธุรกิจที่ต้องการแยกนิติบุคคลชัดเจน ค่าใช้จ่าย 50 บาท 5,000-6,000 บาทขึ้นไป ความซับซ้อน ง่าย เอกสารน้อย จดเสร็จภายในวัน ซับซ้อนกว่า ต้องมีผู้ถือหุ้น กรรมการ ภาษี เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บัญชี ไม่บังคับจัดทำบัญชีชุดเต็ม บังคับจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี จดทะเบียนการค้า กับ จดทะเบียนพาณิชย์ ต่างกันไหม คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ต่างกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน คือการแจ้งจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงานรัฐ คำว่า ทะเบียนการค้า เป็นชื่อเดิมที่คนทั่วไปยังคุ้นเคย ส่วน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นชื่อทางการที่ใช้ในปัจจุบัน ใครต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ธุรกิจอะไรบ้างที่ต้องจด ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ธุรกิจที่ต้องจดได้แก่ จดทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ต่างกันอย่างไร บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่ได้จดบริษัท) สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้โดยตรง รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ส่วนนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว) ที่ทำธุรกิจในประเภทที่กำหนดก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเช่นกัน ร้านค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องจด ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ของตัวเอง กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะจดให้เรียบร้อย เอกสารจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้อะไรบ้าง เอกสารจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เตรียมให้ครบก่อนไปจดจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก เอกสารสำหรับบุคคลธรรมดา เอกสารเพิ่มเติมสำหรับนิติบุคคล ขั้นตอนจดทะเบียนพาณิชย์ แบบ Step-by-step คุณเลือกจดได้ 2 ช่องทาง คือเดินไปจดด้วยตัวเองที่สำนักงาน หรือจดออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration จดที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ จดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration สำหรับคนที่ไม่สะดวกไปจดด้วยตัวเอง สามารถจดออนไลน์ได้ผ่านระบบ DBD e-Registration ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ 2026 เท่าไร ค่าธรรมเนียมถูกมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจดทะเบียนบริษัท ประเภท ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนใหม่ 50 บาท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาท จดทะเบียนเลิกกิจการ 20 บาท ขอตรวจเอกสาร ฉบับละ 20 บาท ขอคัดสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท ใบทะเบียนพาณิชย์ หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ใบทะเบียนพาณิชย์ (ทพ.4) คือเอกสารยืนยันว่าธุรกิจของคุณจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย บนใบจะระบุชื่อร้านค้า เลขทะเบียนพาณิชย์ ที่อยู่สถานประกอบการ ประเภทธุรกิจ และวันที่จดทะเบียน ใบนี้ใช้ทำได้หลายอย่าง เช่น เปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้า สมัครเป็นผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ และใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อลูกค้าหรือคู่ค้า จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง หลังจดทะเบียนเสร็จแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจดในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ภาษีเงินได้ ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เสียภาษีตามอัตราขั้นบันได 0-35% ตามรายได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตราภาษีพิเศษที่ต่ำกว่า ต้องจด VAT ไหม เมื่อไรต้องจด ไม่จำเป็นต้องจดทันที แต่ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในกำหนด หลังจด VAT แล้วต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน หลังจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องจัดทำบัญชีอย่างไร ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายไม่บังคับให้ทำบัญชีชุดเต็ม แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง ส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจรับรองแล้วให้ DBD ทุกปี ไม่ว่าจะจดในนามไหน การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายจะทำให้ยื่นภาษีได้ง่ายและไม่ตกหล่น สรุป: จดทะเบียนพาณิชย์ไม่ยากอย่างที่คิด การจดทะเบียนเป็นขั้นตอนแรกที่ทำให้ธุรกิจถูกกฎหมาย ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท เอกสารไม่กี่รายการ จดเสร็จได้ภายในวันเดียว ส่วนใครที่ไม่สะดวกเดินทางก็จดออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ได้เลย สิ่งที่ต้องทำหลังจดเสร็จคือจัดการเรื่องภาษีให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้หรือ VAT จัดการบัญชีหลังจดทะเบียนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียน บันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนพาณิชย์ ร้านเล็กๆ ขายของไม่กี่อย่าง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องดูว่าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นการค้าขายสินค้าทั่วไป แม้จะเป็นร้านเล็กก็ต้องจด ยกเว้นการขายของจากผลผลิตการเกษตรของตัวเอง เช่น ปลูกผักขายตามตลาดนัด ไม่ต้องจด จดทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้ทำธุรกิจต่อ ต้องทำอย่างไร ต้องยื่นจดทะเบียนเลิกพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับจากวันเลิกกิจการ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าไม่แจ้งเลิกจะมีโทษปรับ จดทะเบียนแล้วเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านได้เลยไหม ได้ ใบทะเบียนการค้าใช้เป็นเอกสารเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้าได้ แต่เอกสารที่ต้องใช้ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร ควรสอบถามธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชีก่อนล่วงหน้า จดออนไลน์กับไปจดเอง ได้ใบทะเบียนเหมือนกันไหม สิทธิ์และผลทางกฎหมายเหมือนกันทุกประการ แต่ใบทะเบียนที่ได้จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ไฟล์ดิจิทัล) ส่วนจดที่สำนักงานจะได้ใบเป็นกระดาษ ทั้งสองแบบใช้ได้เหมือนกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 Sep 2026

PEAK Account

15 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

เจ้าของกิจการหลายคนเห็นคำว่า หนี้สิน ในงบการเงินแล้วรู้สึกกังวล ทั้งที่หนี้สิน คือส่วนปกติของธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้าค้างจ่ายซัพพลายเออร์ เงินกู้ขยายกิจการ หรือภาษีที่ยังไม่ได้นำส่ง สิ่งสำคัญ คือเข้าใจว่ามีหนี้อะไรอยู่ จัดการยังไง และตัวเลขไหนที่ต้องจับตา หนี้สิน คืออะไร (Liabilities) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ พูดง่ายๆ คือ เงินที่ธุรกิจเป็นหนี้คนอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้การค้า ธนาคาร กรมสรรพากร หรือพนักงาน ทั้งหมดนับเป็นหนี้สินทางบัญชี ความหมายของหนี้สินทางบัญชี vs หนี้สินส่วนบุคคล หลายคนสับสนระหว่าง 2 มุม เพราะคำเดียวกันแต่ใช้ต่างบริบท มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เครดิตบูโร ดี หรือ ไม่ดี เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และความสามารถจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินในงบการเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายคืน ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบบัญชีปัจจุบัน เป็นหนี้ที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค นอกจากนี้ยังรวมถึงภาษีค้างจ่าย (VAT ที่ต้องนำส่ง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) และเงินกู้ระยะสั้น หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) หนี้สินไม่หมุนเวียน คือหนี้ที่ครบกำหนดจ่ายเกิน 12 เดือนขึ้นไป มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) และหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) รวมถึงหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัท หนี้สินอื่นๆ ที่ SME ต้องรู้ นอกจาก 2 ประเภทหลัก SME ยังต้องรู้จักหนี้สินเหล่านี้ หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME ตารางด้านล่างรวม 10 รายการหนี้สินที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ของไทย # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่า ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร หนี้สินแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ฝั่งขวา โดยรวมกับส่วนของเจ้าของ และต้องเท่ากับสินทรัพย์ฝั่งซ้ายเสมอ สมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ นี่คือสมการพื้นฐานที่สุดของบัญชี ทุกธุรกิจใช้หลักการเดียวกัน สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท ตรวจสอบ: 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ✓ ถ้าหนี้สินสูงเกินไปเมื่อเทียบกับส่วนของเจ้าของ อาจหมายความว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากจนเสี่ยง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงินส่วนหนี้สิน ด้านล่างเป็นตัวอย่างส่วน หนี้สิน ในงบการเงินของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 500,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 ภาษีค้างจ่าย 100,000 เงินกู้ยืมระยะสั้น 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 อัตราส่วนหนี้สินที่ SME ควรรู้ (D/E Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) เป็นเครื่องมือวัดว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินลงทุนของเจ้าของ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ จากตัวอย่างบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า D/E Ratio 0.67 หมายความว่าทุก 1 บาทที่เจ้าของลงทุน ธุรกิจมีหนี้ 0.67 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยทั่วไป SME ควรรักษา D/E Ratio ไม่เกิน 1.5 เท่า สูงกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าแบกหนี้มากเกินไป อ่านเพิ่มเติมเรื่องการอ่านงบการเงิน หนี้ดี vs หนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ไม่ใช่หนี้ทุกรายการจะเป็นปัญหา หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงธุรกิจลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อยๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า เจ้าของกิจการควรประเมินก่อนกู้ทุกครั้งว่า เงินที่กู้มาจะสร้างรายได้คืนมาได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นคือหนี้ดี วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจ วิธีจัดการหนี้สินธุรกิจที่ดีที่สุด คือเริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย แล้วเจรจากับเจ้าหนี้ จากนั้นตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามสถานะสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะมีสภาพคล่องดีและเติบโตได้อย่างมั่นคง ธุรกิจ หนี้สินเยอะ ทําไงดี 5 ขั้นตอนจัดการอย่างมีระบบ สรุป: หนี้สินธุรกิจ เข้าใจ จัดการ เติบโตได้ จัดการหนี้สินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นหนี้สินทุกรายการในที่เดียว ดูงบแสดงฐานะการเงินได้ทันที ติดตามเจ้าหนี้การค้าและภาษีค้างจ่ายโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปให้ปีละครั้ง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สิน ประกันหนี้สิน คืออะไร จำเป็นสำหรับ SME ไหม ประกันหนี้สินเป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ชดเชยความเสียหายเมื่อธุรกิจถูกเรียกร้องจากบุคคลภายนอก เช่น ประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม หรือประกัน D&O สำหรับ SME ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจยังไม่จำเป็น แต่ธุรกิจที่ให้บริการลูกค้าจำนวนมากหรือมีสินค้าที่อาจเกิดอันตราย ควรพิจารณา สินเชื่อส่วนบุคคล นำมาใช้ในธุรกิจได้หรือไม่ ทำได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลมักมีดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจ และไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ ถ้าต้องการเงินทุนหมุนเวียน ควรขอสินเชื่อ SME จากธนาคารโดยตรง ดอกเบี้ยถูกกว่าและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย หนี้สินก่อนจดทะเบียนสมรส กระทบธุรกิจอย่างไร หนี้สินที่เกิดก่อนสมรสเป็นหนี้ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้ร่วม แต่ถ้าเจ้าของกิจการนำเงินส่วนตัวมาลงทุนในบริษัท หนี้ส่วนตัวอาจส่งผลต่อสภาพคล่อง ซึ่งกระทบการเพิ่มทุนในอนาคตได้ แนะนำให้แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

11 Sep 2026

PEAK Account

15 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

เจ้าของกิจการหลายคนเห็นคำว่า หนี้สิน ในงบการเงินแล้วรู้สึกกังวล ทั้งที่หนี้สิน คือส่วนปกติของธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้าค้างจ่ายซัพพลายเออร์ เงินกู้ขยายกิจการ หรือภาษีที่ยังไม่ได้นำส่ง สิ่งสำคัญ คือเข้าใจว่ามีหนี้อะไรอยู่ จัดการยังไง และตัวเลขไหนที่ต้องจับตา หนี้สิน คืออะไร (Liabilities) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ พูดง่ายๆ คือ เงินที่ธุรกิจเป็นหนี้คนอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้การค้า ธนาคาร กรมสรรพากร หรือพนักงาน ทั้งหมดนับเป็นหนี้สินทางบัญชี ความหมายของหนี้สินทางบัญชี vs หนี้สินส่วนบุคคล หลายคนสับสนระหว่าง 2 มุม เพราะคำเดียวกันแต่ใช้ต่างบริบท มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เครดิตบูโร ดี หรือ ไม่ดี เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และความสามารถจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินในงบการเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามระยะเวลาที่ต้องจ่ายคืน ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบบัญชีปัจจุบัน เป็นหนี้ที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค นอกจากนี้ยังรวมถึงภาษีค้างจ่าย (VAT ที่ต้องนำส่ง ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) และเงินกู้ระยะสั้น หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) หนี้สินไม่หมุนเวียน คือหนี้ที่ครบกำหนดจ่ายเกิน 12 เดือนขึ้นไป มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) และหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) รวมถึงหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัท หนี้สินอื่นๆ ที่ SME ต้องรู้ นอกจาก 2 ประเภทหลัก SME ยังต้องรู้จักหนี้สินเหล่านี้ หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME ตารางด้านล่างรวม 10 รายการหนี้สินที่พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ของไทย # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่า ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร หนี้สินแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ฝั่งขวา โดยรวมกับส่วนของเจ้าของ และต้องเท่ากับสินทรัพย์ฝั่งซ้ายเสมอ สมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ นี่คือสมการพื้นฐานที่สุดของบัญชี ทุกธุรกิจใช้หลักการเดียวกัน สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท ตรวจสอบ: 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ✓ ถ้าหนี้สินสูงเกินไปเมื่อเทียบกับส่วนของเจ้าของ อาจหมายความว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากจนเสี่ยง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงินส่วนหนี้สิน ด้านล่างเป็นตัวอย่างส่วน หนี้สิน ในงบการเงินของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 500,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 ภาษีค้างจ่าย 100,000 เงินกู้ยืมระยะสั้น 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 อัตราส่วนหนี้สินที่ SME ควรรู้ (D/E Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) เป็นเครื่องมือวัดว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินลงทุนของเจ้าของ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ จากตัวอย่างบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า D/E Ratio 0.67 หมายความว่าทุก 1 บาทที่เจ้าของลงทุน ธุรกิจมีหนี้ 0.67 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยทั่วไป SME ควรรักษา D/E Ratio ไม่เกิน 1.5 เท่า สูงกว่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าแบกหนี้มากเกินไป อ่านเพิ่มเติมเรื่องการอ่านงบการเงิน หนี้ดี vs หนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ไม่ใช่หนี้ทุกรายการจะเป็นปัญหา หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงธุรกิจลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อยๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า เจ้าของกิจการควรประเมินก่อนกู้ทุกครั้งว่า เงินที่กู้มาจะสร้างรายได้คืนมาได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นคือหนี้ดี วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจ วิธีจัดการหนี้สินธุรกิจที่ดีที่สุด คือเริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย แล้วเจรจากับเจ้าหนี้ จากนั้นตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามสถานะสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะมีสภาพคล่องดีและเติบโตได้อย่างมั่นคง ธุรกิจ หนี้สินเยอะ ทําไงดี 5 ขั้นตอนจัดการอย่างมีระบบ สรุป: หนี้สินธุรกิจ เข้าใจ จัดการ เติบโตได้ จัดการหนี้สินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นหนี้สินทุกรายการในที่เดียว ดูงบแสดงฐานะการเงินได้ทันที ติดตามเจ้าหนี้การค้าและภาษีค้างจ่ายโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปให้ปีละครั้ง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สิน ประกันหนี้สิน คืออะไร จำเป็นสำหรับ SME ไหม ประกันหนี้สินเป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ชดเชยความเสียหายเมื่อธุรกิจถูกเรียกร้องจากบุคคลภายนอก เช่น ประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม หรือประกัน D&O สำหรับ SME ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาจยังไม่จำเป็น แต่ธุรกิจที่ให้บริการลูกค้าจำนวนมากหรือมีสินค้าที่อาจเกิดอันตราย ควรพิจารณา สินเชื่อส่วนบุคคล นำมาใช้ในธุรกิจได้หรือไม่ ทำได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะสินเชื่อส่วนบุคคลมักมีดอกเบี้ยสูงกว่าสินเชื่อธุรกิจ และไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ ถ้าต้องการเงินทุนหมุนเวียน ควรขอสินเชื่อ SME จากธนาคารโดยตรง ดอกเบี้ยถูกกว่าและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย หนี้สินก่อนจดทะเบียนสมรส กระทบธุรกิจอย่างไร หนี้สินที่เกิดก่อนสมรสเป็นหนี้ส่วนตัว ไม่ใช่หนี้ร่วม แต่ถ้าเจ้าของกิจการนำเงินส่วนตัวมาลงทุนในบริษัท หนี้ส่วนตัวอาจส่งผลต่อสภาพคล่อง ซึ่งกระทบการเพิ่มทุนในอนาคตได้ แนะนำให้แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 Sep 2026

PEAK Account

15 min

สต๊อกสินค้า คืออะไร คู่มือจัดการสต๊อกสำหรับเจ้าของกิจการ

สต๊อกสินค้า คือหัวใจของธุรกิจที่ขายสินค้า ถ้าจัดการสต๊อกไม่ดี สินค้าขายดีหมดโดยไม่รู้ตัว ขณะที่สินค้าขายไม่ออกกองเต็มโกดัง เจ้าของกิจการที่วางระบบสต๊อกดีตั้งแต่ต้นจะลดต้นทุนจมและมีสินค้าพร้อมส่งเสมอ สต๊อกสินค้าคืออะไร สต๊อกสินค้า (Stock) หรือสินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าหรือวัตถุดิบทั้งหมดที่ธุรกิจเก็บไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต ในทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็น สินทรัพย์หมุนเวียน ที่แสดงในงบดุลของกิจการ ถ้าคุณเปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานให้กับบริษัทอื่น ของทุกชิ้นที่เก็บอยู่ในคลังรอส่งให้ลูกค้า คือสต๊อกสินค้าของคุณ ยิ่งจัดการดี ยิ่งลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสขายได้มากขึ้น ทำไมเจ้าของกิจการต้องจัดการสต๊อกสินค้า การจัดการสต๊อกที่ดีช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนจมที่ค้างอยู่ในสินค้าขายไม่ออก มีสินค้าพร้อมส่งเมื่อลูกค้าสั่ง และเห็นภาพรวมกำไรขาดทุนชัดเจน ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายอุปกรณ์ไอทีสั่งสินค้ามาเกินความต้องการ อะแดปเตอร์รุ่นเก่า 500 ชิ้นค้างสต๊อก ต้นทุนชิ้นละ 50 บาท เท่ากับเงิน 25,000 บาทจมอยู่กับสินค้าที่ราคาลดลงทุกวัน ถ้าวางแผนสต๊อกดีตั้งแต่ต้น เงินก้อนนี้สามารถนำไปหมุนซื้อรุ่นใหม่ที่ขายได้ดีกว่า ประเภทของสต๊อกสินค้าที่ควรรู้ สต๊อกสินค้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ประเภท ตัวอย่าง เหมาะกับธุรกิจ วัตถุดิบ (Raw Materials) ผ้า ด้าย กระดุม โรงงานผลิต ร้านเบเกอรี่ สินค้าระหว่างผลิต (Work in Progress) เสื้อที่ตัดแล้วยังไม่เย็บเสร็จ โรงงาน ร้านสั่งทำ สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) เสื้อผ้าพร้อมขาย สินค้า OEM ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก วัสดุสิ้นเปลือง (MRO Supplies) กล่องพัสดุ เทปกาว หมึกพิมพ์ ทุกธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ที่ซื้อมาขายไปจะเจอแค่ สินค้าสำเร็จรูป กับ วัสดุสิ้นเปลือง แต่ถ้าทำธุรกิจผลิตเอง จะต้องจัดการครบทั้ง 4 ประเภท วิธีจัดการสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการสต๊อกสินค้าที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ระบบแพง เริ่มจากหลักคิดที่ถูกต้องก็ช่วยลดปัญหาได้มาก ต่อไปนี้คือ 7 วิธีที่ SME นำไปใช้ได้ทันที 1. จัดหมวดหมู่สินค้าด้วยระบบ ABC Analysis ABC Analysis แบ่งสินค้าตามมูลค่าการขาย เพื่อให้โฟกัสจัดการสินค้าที่สำคัญที่สุดก่อน กลุ่ม สัดส่วนรายการ สัดส่วนมูลค่า วิธีจัดการ A (สำคัญมาก) ~20% ~80% ตรวจนับบ่อย สั่งซื้ออย่างระวัง B (สำคัญปานกลาง) ~30% ~15% ตรวจนับเป็นระยะ C (สำคัญน้อย) ~50% ~5% สั่งซื้อครั้งละมาก ลดความถี่ ตัวอย่าง ร้านขายอุปกรณ์ไอที สินค้ากลุ่ม A อาจเป็น iPhone, MacBook ที่ยอดขายสูง ส่วนกลุ่ม C อาจเป็นสาย USB ที่ราคาถูกแต่มีหลายร้อยรายการ 2. กำหนด Safety Stock และ Reorder Point Safety Stock คือจำนวนสินค้าขั้นต่ำที่ต้องมีในคลังเสมอเพื่อป้องกันสินค้าขาด ส่วน Reorder Point (ROP) คือจุดที่ต้องสั่งซื้อเพิ่ม สูตรคำนวณ ROP แบบง่าย ROP = (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลารอสินค้า) + Safety Stock ตัวอย่าง ร้านขายครีมกันแดดขายได้เฉลี่ยวันละ 10 ขวด สั่งสินค้าแต่ละครั้งรอ 7 วัน และกันสต๊อกสำรองไว้ 30 ขวด ROP = (10 × 7) + 30 = 100 ขวด เมื่อสต๊อกเหลือ 100 ขวด ต้องสั่งซื้อล็อตใหม่ทันที ไม่ต้องรอให้หมด 3. เลือกระบบจัดเรียงสินค้าที่เหมาะสม สินค้าที่มีวันหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ควรใช้ระบบ FIFO (First In, First Out) คือของที่เข้าคลังก่อนต้องออกก่อน ช่วยลดความเสี่ยงสินค้าหมดอายุค้างคลัง สินค้าที่ไม่เสื่อมสภาพตามเวลา เช่น อะไหล่ อุปกรณ์ สามารถเลือกจัดเรียงตามความสะดวกของพื้นที่คลัง แต่ต้องมีระบบติดป้ายกำกับชัดเจน 4. กำหนดรอบการนับสต๊อก การนับสต๊อกเป็นประจำช่วยให้ตัวเลขในระบบตรงกับของจริงในคลัง SME ควรนับอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือใช้วิธี Cycle Count คือนับทีละกลุ่มหมุนเวียนทุกสัปดาห์ ไม่ต้องปิดร้านนับทั้งหมดในวันเดียว อ่านรายละเอียดวิธีนับสต๊อกเพิ่มเติมได้ที่ วิธีนับสต๊อกสินค้าที่ถูกต้อง 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการ การใช้ Barcode หรือ QR Code ติดบนสินค้าทุกชิ้น ช่วยให้สแกนเข้า-ออกคลังได้เร็ว ลดข้อผิดพลาดจากการจดมือ ปัจจุบันเครื่องอ่าน Barcode ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1,000 บาท และแอพจัดการสต๊อกหลายตัวรองรับการสแกนผ่านกล้องมือถือได้เลย 6. วิเคราะห์ข้อมูลสต๊อกเป็นประจำ ตัวเลขที่ควรดูทุกเดือน ได้แก่ อัตราหมุนเวียนสินค้า (Inventory Turnover) สินค้าค้างสต๊อกนานเกิน 90 วัน และสินค้าที่ขายดี/ขายช้าที่สุด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตัดสินใจว่าควรสั่งซื้อสินค้าตัวไหนเพิ่ม และตัวไหนควรจัดโปรโมชันระบายสต๊อก 7. เชื่อมระบบสต๊อกเข้ากับระบบบัญชี จุดที่ SME หลายรายมองข้ามคือการเชื่อมข้อมูลสต๊อกเข้ากับบัญชี เมื่อขายสินค้า 1 ชิ้น ระบบควรตัดสต๊อกและบันทึกรายได้พร้อมกันอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสผิดพลาดและทำให้เห็นต้นทุนขายแบบ real-time วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ การคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นเรื่องสำคัญในทางบัญชี เพราะส่งผลต่อกำไรขาดทุนของธุรกิจโดยตรง มาตรฐานบัญชี TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ กำหนดวิธีที่ใช้ได้ 2 วิธีหลักในประเทศไทย วิธี หลักการ เหมาะกับ FIFO (First In, First Out) ต้นทุนล็อตแรกที่ซื้อ ถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สินค้ามีวันหมดอายุ สินค้าราคาขึ้นต่อเนื่อง ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) เฉลี่ยต้นทุนทุกล็อตรวมกัน สินค้าราคาผันผวน ร้านค้าที่สั่งซื้อบ่อย หมายเหตุ: วิธี LIFO (Last In, First Out) ไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรฐานบัญชีไทย (TAS 2) และมาตรฐานสากล (IFRS) จึงไม่แนะนำให้ใช้ ตัวอย่างการคำนวณแบบ FIFO สมมุติร้านขายเคสมือถือ (ชื่อสมมุติ) ซื้อสินค้า 2 ล็อต ขายไป 120 ชิ้น วิธี FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนจากล็อต 1 100 × 80 8,000 บาท ต้นทุนจากล็อต 2 20 × 90 1,800 บาท ต้นทุนขายรวม 8,000 + 1,800 9,800 บาท สินค้าคงเหลือ = 80 ชิ้น (จากล็อต 2) มูลค่า = 80 × 90 = 7,200 บาท ตัวอย่างการคำนวณแบบถัวเฉลี่ย ใช้ข้อมูลเดียวกัน วิธีถัวเฉลี่ยจะเฉลี่ยต้นทุนทั้ง 2 ล็อต รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนรวม (100 × 80) + (100 × 90) 17,000 บาท ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น 17,000 ÷ 200 85 บาท ต้นทุนขาย 120 ชิ้น 120 × 85 10,200 บาท จะเห็นว่าวิธีที่เลือกใช้ส่งผลต่อกำไรที่แสดงในงบการเงินโดยตรง FIFO ให้ต้นทุนขาย 9,800 บาท ส่วนถัวเฉลี่ยให้ 10,200 บาท กำไรต่างกัน 400 บาทจากรายการเดียว ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการสต๊อก ข้อผิดพลาดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ SME เจอซ้ำบ่อยที่สุด หลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่เริ่มต้นวางระบบ สรุป: สต๊อกสินค้าจัดการดี ธุรกิจเติบโตได้ไวขึ้น สต๊อกสินค้า คือสินทรัพย์ที่ส่งผลต่อกำไรขาดทุนโดยตรง เจ้าของกิจการที่จัดการสต๊อกเป็นระบบจะลดต้นทุนจม มีสินค้าพร้อมขายเสมอ และปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ เริ่มต้นง่ายที่สุด คือแบ่งกลุ่มสินค้าตามมูลค่า กำหนดจุดสั่งซื้อและสต๊อกขั้นต่ำให้ชัดเจน แล้วเลือกเครื่องมือที่เชื่อมสต๊อกกับบัญชีเพื่อลดงานซ้ำ จัดการสต๊อกพร้อมทำบัญชีครบในระบบเดียวด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการสต๊อกสินค้าพร้อมบันทึกบัญชีอัตโนมัติ รองรับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เมื่อบันทึกซื้อหรือขาย ระบบตัดสต๊อกและบันทึกบัญชีให้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสต๊อกสินค้า Stock มีกี่ประเภท สต๊อกสินค้าแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป และวัสดุสิ้นเปลือง ธุรกิจซื้อมาขายไปจะเจอส่วนใหญ่แค่สินค้าสำเร็จรูปกับวัสดุสิ้นเปลือง ส่วนธุรกิจผลิตจะครบทั้ง 4 ประเภท เมื่อไรควรเปลี่ยนจาก Excel มาใช้โปรแกรมจัดการสต๊อก เมื่อสินค้ามากกว่า 50 รายการ หรือมีคนดูแลสต๊อกมากกว่า 1 คน Excel จะเริ่มจัดการยากเพราะเสี่ยงคีย์ข้อมูลทับกัน หรือสูตรผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว โปรแกรมจัดการสต๊อกช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ สต๊อกสินค้าเกี่ยวกับการทำบัญชียังไง สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่แสดงในงบดุล และต้นทุนสินค้าที่ขายออกไปจะแสดงเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน วิธีคำนวณต้นทุน (FIFO หรือถัวเฉลี่ย) ส่งผลต่อตัวเลขกำไรโดยตรง จึงต้องเลือกให้เหมาะกับธุรกิจและใช้อย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนด ร้านค้าออนไลน์ต้องจัดการสต๊อกต่างจากร้านหน้าร้านไหม หลักการเหมือนกัน แต่ร้านออนไลน์ต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำของตัวเลขสต๊อกมากกว่า เพราะลูกค้าเห็นสถานะ มีสินค้า ในหน้าเว็บ ถ้าตัวเลขไม่ตรงกับของจริง จะเกิดปัญหาสั่งซื้อแล้วสินค้าหมด ทำให้เสียความน่าเชื่อถือธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Sep 2026

PEAK Account

17 min

Disclosure Form คืออะไร เงื่อนไข กำหนดยื่น วิธีเตรียมข้อมูล

Disclosure Form คือแบบรายงานข้อมูลที่นิติบุคคลต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรหลักของไทย) เพื่อรายงานรายการค้าระหว่างกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน หลายบริษัทเพิ่งมารู้จัก Disclosure Form ตอนนักบัญชีแจ้งว่าถึงเกณฑ์ต้องยื่น แต่พอเปิดแบบฟอร์มจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องกรอกอะไรบ้าง เตรียมข้อมูลอย่างไร และจะยื่นทันกำหนดหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือนักบัญชีที่เพิ่งเจอแบบฟอร์มนี้ บทความนี้จะอธิบายทุกส่วนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงและ Checklist ที่ใช้เตรียมข้อมูลได้ทันที Disclosure Form คืออะไร Disclosure Form คือแบบรายงานประจำปีที่กรมสรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลที่มีรายการค้ากับบริษัทในเครือ ต้องเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกัน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบว่าการตั้งราคาสินค้าและบริการระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เป็นราคาตลาดจริง ไม่ใช่การถ่ายโอนกำไร (Transfer Pricing) พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าบริษัทของคุณขายสินค้าหรือให้บริการกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทที่ผู้ถือหุ้นเดียวกัน สรรพากรต้องการรู้ว่าราคาที่คิดกันเป็นราคาตลาด ไม่ได้ตั้งราคาต่ำหรือสูงเพื่อย้ายกำไรไปอีกบริษัทหนึ่ง Disclosure Form คือเครื่องมือที่ใช้รายงานข้อมูลเหล่านี้ให้สรรพากร ใครมีหน้าที่ต้องยื่น Disclosure Form บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น Disclosure Form ต้องเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน นั่นคือ เป็นองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทอื่นในรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยหากเข้าเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ นิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องยื่นเอกสารทุกปี ถ้าเข้าเกณฑ์แค่ข้อเดียว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เกณฑ์ความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ แปลว่าอะไร มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรที่กำหนดเรื่อง Transfer Pricing) ระบุว่าบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงบริษัทที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ ตัวอย่าง ถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม 50% ขึ้นไป บริษัท ก จำกัด ถือหุ้นในบริษัท ข จำกัด เป็นจำนวนมากกว่า 50% ขึ้นไป ถือว่ามีความสัมพันธ์กัน ผู้ถือหุ้นร่วมกัน 50% ขึ้นไป นาย ค ถือหุ้นบริษัท ก 70% และถือหุ้นบริษัท ข 55% ทั้งสองบริษัทจึงเข้าเกณฑ์ มีอำนาจควบคุมด้านทุน การจัดการ หรือการดำเนินงาน บริษัทแม่ส่งผู้บริหารไปบริหารบริษัทลูก หรือกำหนดนโยบายทางการเงินให้ สิ่งสำคัญคือการถือหุ้นทางอ้อมก็นับด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ถือหุ้นบริษัท ข 60% และบริษัท ข ถือหุ้นบริษัท ค 80% ดังนั้นบริษัท ก ถือหุ้นทางอ้อมในบริษัท ค คิดเป็น 48% (60% คูณ 80%) ซึ่งยังไม่ถึง 50% แต่ถ้าบริษัท ก ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท ค อีก 5% รวมแล้วเป็น 53% จะเข้าเกณฑ์ทันที เกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาท นับอย่างไร รายได้ 200 ล้านบาท หมายถึงรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทในรอบบัญชีนั้น ทั้งรายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ และรายได้อื่น ตามที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขายสินค้า 180 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 15 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับ 8 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 203 ล้านบาท เกินเกณฑ์ 200 ล้านบาท จึงต้องยื่น Disclosure Form (ถ้าเข้าเกณฑ์ความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 195 ล้านบาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ ปีนั้นยังไม่ต้องยื่น อย่างไรก็ตาม ต้องเช็คเกณฑ์ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะรายได้อาจเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนกรอก Disclosure Form Disclosure Form แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ Part A รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part B มูลค่ารายการระหว่างกัน และ Part C ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ แต่ละ Part มีจุดสำคัญที่ต้องระวัง Part A – รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part A ต้องระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทุกราย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่มีการค้าขาย หรือธุรกรรมร่วมกัน โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ Part B – มูลค่ารายการระหว่างกัน Part B ต้องระบุมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน เฉพาะกิจการที่มีรายการจริงในรอบบัญชีนั้น โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ขายสินค้าให้บริษัทลูก 50 ล้านบาท ให้บริการที่ปรึกษา 5 ล้านบาท และมีเงินให้กู้ยืมคงค้าง 20 ล้านบาท ต้องกรอกรายการทั้งหมดนี้ใน Part B Part C – ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (CbCR) Part C ใช้สำหรับบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติเท่านั้น โดยต้องระบุชื่อบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม (Ultimate Parent Entity) ประเทศที่จดทะเบียน และข้อมูลเกี่ยวกับ Country-by-Country Report (CbCR) หากบริษัทของคุณเป็นบริษัทไทยที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทไทยด้วยกันเท่านั้น สามารถข้าม Part C ได้ กำหนดเวลายื่นและบทลงโทษ นิติบุคคลต้องยื่น Disclosure Form ภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี โดยยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ซึ่งจะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างเช่น ถ้ารอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กำหนดยื่นคือภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป และถ้ายื่นผ่าน e-Filing จะได้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ปรับเท่าไหร่ บทลงโทษตามมาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (บทบัญญัติว่าด้วยค่าปรับกรณีไม่ยื่นรายงานข้อมูล) กำหนดค่าปรับตามระดับความล่าช้า กรณี ค่าปรับ ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ไม่เกิน 50,000 บาท ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ยื่น และสรรพากรตรวจพบเอง ไม่เกิน 200,000 บาท ยิ่งยื่นช้า ค่าปรับยิ่งสูง และกรณีที่ไม่ยื่นเลยจนสรรพากรตรวจพบเอง ค่าปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท ดังนั้นถ้ารู้ว่าถึงเกณฑ์ ควรยื่นให้ทันกำหนด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการยื่น Disclosure Form จากประสบการณ์ของนักบัญชี ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นมีดังนี้ Checklist เตรียมข้อมูลก่อนยื่น Disclosure Form รายการ ทำไมต้องเตรียม ตรวจสอบรายได้รวมในงบกำไรขาดทุน ว่าถึง 200 ล้านบาทหรือไม่ เป็นเกณฑ์แรกที่ต้องเช็ค ถ้าไม่ถึงไม่ต้องยื่น จัดทำรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งในและต่างประเทศ ใช้กรอก Part A ต้องครบทุกราย ไม่ว่าจะมีรายการค้าหรือไม่ ระบุลักษณะความสัมพันธ์และสัดส่วนการถือหุ้น รวมทางอ้อม สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 71 ทวิ จริง รวบรวมมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน แยกตามประเภท ใช้กรอก Part B ต้องแยกเป็นซื้อ-ขายสินค้า ค่าบริการ ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย ตรวจสอบยอดคงค้างระหว่างกัน ณ วันสิ้นรอบบัญชี Part B ต้องรายงานยอดที่ค้างชำระด้วย ไม่ใช่แค่รายการที่เกิดระหว่างปี เทียบตัวเลขกับหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวเลขต้องตรงกัน เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ระบุข้อมูลบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม ถ้ามีกลุ่มข้ามชาติ ใช้กรอก Part C สำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มข้ามชาติ ยื่นผ่าน e-Filing ภายในกำหนด ได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน และมีหลักฐานการยื่นอิเล็กทรอนิกส์ สรุป: เตรียมข้อมูลให้ครบ ยื่นให้ทัน ลดความเสี่ยงโดนปรับ Disclosure Form ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เมื่อเข้าใจหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เช็คเกณฑ์ให้แน่ใจ (รายได้ถึง 200 ล้านบาทและมีความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ) เตรียมข้อมูลให้ครบ (Part A ใส่ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง Part B เฉพาะที่มีรายการจริง Part C สำหรับกลุ่มข้ามชาติ) และยื่นให้ทันกำหนด (150 วัน หรือ 158 วันผ่าน e-Filing) สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นคือการจัดระบบข้อมูลบัญชีให้พร้อมตั้งแต่ระหว่างปี ไม่ต้องรีบเตรียมตอนใกล้กำหนดยื่น จัดเตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมยื่น Disclosure Form ด้วย PEAK การเตรียมข้อมูลสำหรับ Disclosure Form จะง่ายขึ้นมาก ถ้าข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการค้า ออกเอกสารซื้อ-ขาย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้ดึงข้อมูลรายการระหว่างกัน ยอดคงค้าง และตัวเลขรายได้รวมได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมจากหลายแหล่ง พร้อมยื่นเอกสารได้อย่างมั่นใจ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Disclosure Form บริษัทรายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ต้องยื่นหรือไม่ ไม่ต้องยื่น เพราะเกณฑ์การยื่น Disclosure Form กำหนดให้นิติบุคคลต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อพร้อมกัน คือมีความสัมพันธ์กับกิจการอื่นตามมาตรา 71 ทวิ และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ถ้ารายได้ไม่ถึง ไม่มีหน้าที่ยื่น แต่ควรตรวจสอบรายได้ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะถ้าปีถัดไปรายได้เกิน 200 ล้าน จะต้องยื่นทันที ยื่น Disclosure Form ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่สามารถยื่นเป็นกระดาษได้ ขั้นตอนคือเข้าสู่ระบบ e-Filing ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลือกเมนู Disclosure Form กรอกข้อมูล Part A Part B และ Part C (ถ้ามี) ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วกดยื่นแบบ ระบบจะออกใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐาน ยื่นผิดหรือยื่นไม่ครบ แก้ไขได้หรือไม่ แก้ไขได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing เพื่อปรับปรุงข้อมูล แต่ควรแก้ไขก่อนครบกำหนดยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ถ้าพบข้อผิดพลาดหลังครบกำหนดแล้ว ควรยื่นแก้ไขโดยเร็วที่สุดและเก็บหลักฐานการแก้ไขไว้ เพื่อแสดงเจตนาสุจริตกรณีถูกตรวจสอบ Disclosure Form ต่างจาก Transfer Pricing Report อย่างไร Disclosure Form เป็นแบบรายงานประจำปีที่ยื่นทุกปี สรุปข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกันในภาพรวม ส่วน Transfer Pricing Report หรือ TP Report เป็นรายงานวิเคราะห์ราคาโอนฉบับละเอียด ที่ต้องจัดทำเมื่อสรรพากรร้องขอ หรือจัดทำไว้ล่วงหน้าเป็นเอกสารประกอบ TP Report ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ว่าราคาที่ใช้ระหว่างกันเป็นราคาตลาดจริงหรือไม่ ซึ่งซับซ้อนกว่า Disclosure Form มาก

4 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

11 Sep 2026

TAN-ASC

13 min

Supervisor คืออะไร บทบาท หน้าที่ ทักษะ ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ธุรกิจเริ่มโต ทีมเริ่มใหญ่ เจ้าของกิจการหลายคนถึงจุดที่ต้องตั้ง Supervisor มาดูแลทีมแทน แต่ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง หาคนแบบไหนมาทำ และต่างจาก Manager ยังไง Supervisor คืออะไร ความหมายและบทบาทในองค์กร Supervisor คือตำแหน่งที่ทำหน้าที่ดูแลทีมขนาดเล็กให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด โดยรับนโยบายจากผู้บริหารระดับ Manager แล้วแปลงเป็นงานจริงที่ทีมต้องทำในแต่ละวัน พูดให้เข้าใจง่าย Supervisor เปรียบเหมือน กัปตันทีม ที่ลงสนามด้วยตัวเอง รู้ปัญหาหน้างานจริง แต่ก็ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของทั้งทีมไปพร้อมกัน ในองค์กรส่วนใหญ่ Supervisor จะเป็นคนแรกที่ลูกทีมเข้าหาเมื่อมีปัญหา และเป็นคนแรกที่ Manager ถามเมื่อต้องการอัปเดตงาน ตำแหน่งนี้จึงเป็น สะพานเชื่อม ระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร Supervisor vs Manager vs Team Lead ต่างกันอย่างไร หลายคนสงสัยว่า Supervisor กับ Manager ใครใหญ่กว่า คำตอบคือ Manager มีอำนาจตัดสินใจกว้างกว่า โดย Supervisor รายงานตรงต่อ Manager อีกทีหนึ่ง ส่วน Team Lead มักเป็นบทบาทมากกว่าตำแหน่ง คือคนที่นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ แต่อาจไม่มีอำนาจประเมินผลงานหรือตัดสินใจเรื่องคน ตารางเปรียบเทียบ Supervisor, Manager และ Team Lead เกณฑ์ Team Lead Supervisor Manager ขอบเขตงาน นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ ดูแลทีมปฏิบัติงานประจำวัน วางแผน ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งแผนก อำนาจตัดสินใจ จำกัดเฉพาะโปรเจกต์ ตัดสินใจงานประจำวันของทีม ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ งบประมาณ และทิศทางแผนก การประเมินผลงาน มักไม่มีอำนาจ มีอำนาจประเมินลูกทีม ประเมินทั้ง Supervisor และทีม สายรายงาน รายงานต่อ Supervisor หรือ Manager รายงานต่อ Manager รายงานต่อ Director หรือ C-Level ทักษะหลัก ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นำทีม แก้ปัญหาหน้างาน สื่อสาร วางแผนเชิงกลยุทธ์ บริหารทรัพยากร Supervisor อยู่ระดับไหนในองค์กร Supervisor อยู่ในกลุ่ม ผู้บริหารระดับต้น (First-line Management) เส้นทางอาชีพโดยทั่วไปจะเรียงจากล่างขึ้นบนดังนี้ ตำแหน่ง Supervisor จึงเป็น จุดเริ่มต้น ของการเป็นผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายงานจะต้องผ่านจุดนี้ก่อน Assistant Supervisor คือก้าวแรกก่อนขึ้น Supervisor Assistant Supervisor คือตำแหน่งรองหัวหน้างาน ทำหน้าที่ช่วย Supervisor ในการดูแลทีม เป็นตำแหน่งที่องค์กรใช้เตรียมคนก่อนเลื่อนขั้น เหมาะสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพ แต่ต้องฝึกทักษะการนำทีมเพิ่มเติม หน้าที่และความรับผิดชอบของ Supervisor หน้าที่หลักของ Supervisor คือทำให้ทีมทำงานได้ตามเป้า ซึ่งแบ่งออกเป็นงานหลายด้าน ประเภทของ Supervisor ในสายงานต่าง ๆ ตำแหน่ง Supervisor มีอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม แต่หน้าที่เฉพาะจะต่างกันตามลักษณะงาน Accounting Supervisor และ Finance Supervisor Accounting Supervisor คือหัวหน้าทีมบัญชีที่ดูแลการปิดงบรายเดือน ตรวจสอบความถูกต้องของรายการบัญชี และประสานงานกับสรรพากรและผู้สอบบัญชี ส่วน Finance Supervisor เน้นดูแลงบประมาณ กระแสเงินสด และวิเคราะห์ตัวเลขการเงินให้ผู้บริหาร ถ้าคุณสนใจตำแหน่งงานในสายบัญชีโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ Production Supervisor Production Supervisor คือหัวหน้าสายการผลิตในโรงงาน ดูแลให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามแผน ควบคุมคุณภาพ และจัดการเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ต้องเข้าใจทั้งเครื่องจักรและคน Sale Supervisor Sale Supervisor คือหัวหน้าทีมขายที่ตั้งเป้ายอดให้ลูกทีม ติดตามผลการขาย วางแผนเข้าพบลูกค้า และฝึกเทคนิคการขายให้ทีม ต้องทำยอดเองด้วยพร้อมกับผลักดันทีมให้ถึงเป้า ตำแหน่งนี้มักได้รับคอมมิชชันจากยอดขายของทั้งทีมด้วย จึงเป็นสายงานที่มีรายได้สูงหากทำผลงานดี ทักษะสำคัญที่ Supervisor ต้องมี Supervisor ที่ดีไม่ได้เก่งแค่งาน แต่ต้องเก่งคนด้วย ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ การฟัง เพราะ Supervisor ที่ดีไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ฟังปัญหาของลูกทีมแล้วหาทางออกร่วมกันได้ ตั้ง Supervisor แล้ว เจ้าของกิจการต้องปล่อยมืออะไรบ้าง เจ้าของกิจการที่เพิ่งตั้ง Supervisor มักติดนิสัยลงไปทำเองทุกอย่าง ต้องฝึกแบ่งงานให้ชัดว่าอะไรมอบให้ Supervisor ดูแล อะไรยังต้องตัดสินใจเอง มอบให้ Supervisor เจ้าของยังดูเอง มอบหมายงานประจำวันให้ลูกทีม ตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การลงทุน สอนงาน ให้ feedback ประเมินผลงาน จ้าง-เลิกจ้างพนักงาน (ตัดสินใจสุดท้าย) แก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นระหว่างวัน วางแผนกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจ ตรวจสอบคุณภาพงานก่อนส่งลูกค้า เจรจากับคู่ค้ารายใหญ่ รายงานสถานะงานให้เจ้าของ อนุมัติค่าใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด สิ่งสำคัญ คือกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดตั้งแต่วันแรก เช่น Supervisor อนุมัติค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 5,000 บาท เกินกว่านั้นต้องขอเจ้าของ แบบนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องถามกันทุกเรื่อง งานเดินได้เร็วขึ้น Supervisor กับเทคโนโลยี ใช้ระบบช่วยบริหารจัดการงานเอกสารและบัญชีของทีมอย่างไร Supervisor ยุคนี้ไม่ได้แค่ดูแลคน แต่ต้องเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงด้วย โดยเฉพาะสำหรับ Supervisor ที่ดูแลทีมบัญชี ทีมการเงิน หรือทีม back-office ที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก ระบบที่ช่วยได้มากที่สุดคือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้ทีมออกเอกสาร บันทึกรายการ และกระทบยอดได้จากทุกที่ ลดงาน manual ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที สำหรับ Supervisor ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเดือนทีม ระบบโปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ แทนที่จะต้องคำนวณเองบน Excel ทีละคน การนำระบบเข้ามาใช้ไม่ได้แค่ลดเวลาทำงาน แต่ยังลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Supervisor ต้องรับผิดชอบแก้ไขเมื่อเกิดขึ้น สรุป: Supervisor คือก้าวแรกของการเป็นผู้บริหาร Supervisor คือตำแหน่งหัวหน้างานระดับต้นที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพต้องผ่านจุดนี้ สิ่งที่ Supervisor ต้องโฟกัสมากที่สุดคือ ทักษะการบริหารคน การสื่อสาร และการเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ จัดการทีมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการและหัวหน้าทีมจัดการงานบัญชี ออกเอกสาร และจัดการภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Supervisor Supervisor ตัวย่ออะไร Supervisor มักย่อเป็น “SUP” หรือ “SVR” ในเอกสารภายในองค์กร แต่ไม่มีตัวย่อมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละบริษัทอาจใช้ต่างกัน เช่น “SPV” หรือ “Supv.” ก็พบบ่อยเช่นกัน Senior กับ Supervisor ต่างกันอย่างไร Senior คือพนักงานอาวุโสที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ไม่จำเป็นต้องบริหารคน ส่วน Supervisor ต้องรับผิดชอบผลงานของทั้งทีม พูดง่ายคือ Senior เก่งงาน ส่วน Supervisor ต้องเก่งทั้งงานและคน ในบางองค์กร Senior อาจได้เงินเดือนสูงกว่า Supervisor ด้วยซ้ำ เพราะเชี่ยวชาญพิเศษ เลื่อนตำแหน่งเป็น Supervisor ต้องปรับตัวอย่างไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนจาก คนทำงาน เป็น คนนำทีม ไม่สามารถลงมือทำทุกอย่างเองได้อีกต่อไป ต้องฝึกมอบหมายงาน ให้ feedback และยอมรับว่าลูกทีมอาจทำงานด้วยวิธีที่ต่างออกไป สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เดือนแรกคือ พูดคุยกับลูกทีมแต่ละคนว่าต้องการ support อะไร แล้วตั้งเป้าหมายร่วมกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 Sep 2026

PEAK Account

13 min

จดทะเบียนพาณิชย์ ใครต้องจด ขั้นตอน เอกสาร วิธีจดออนไลน์

เปิดร้านค้า รับงานฟรีแลนซ์ หรือขายของออนไลน์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ไม่จดมีโทษปรับ ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท จดเสร็จภายในวันเดียว ทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากจดทะเบียนบริษัทอย่างไร ทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่าคุณกำลังประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีตัวตนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ดูแลโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลายคนสับสนระหว่างจดทะเบียนพาณิชย์กับจดทะเบียนบริษัท ดูความแตกต่างหลักได้จากตารางนี้ เรื่อง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนบริษัท เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ร้านค้ารายย่อย ฟรีแลนซ์ ธุรกิจที่ต้องการแยกนิติบุคคลชัดเจน ค่าใช้จ่าย 50 บาท 5,000-6,000 บาทขึ้นไป ความซับซ้อน ง่าย เอกสารน้อย จดเสร็จภายในวัน ซับซ้อนกว่า ต้องมีผู้ถือหุ้น กรรมการ ภาษี เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บัญชี ไม่บังคับจัดทำบัญชีชุดเต็ม บังคับจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี จดทะเบียนการค้า กับ จดทะเบียนพาณิชย์ ต่างกันไหม คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ต่างกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน คือการแจ้งจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงานรัฐ คำว่า ทะเบียนการค้า เป็นชื่อเดิมที่คนทั่วไปยังคุ้นเคย ส่วน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นชื่อทางการที่ใช้ในปัจจุบัน ใครต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ธุรกิจอะไรบ้างที่ต้องจด ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ธุรกิจที่ต้องจดได้แก่ จดทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ต่างกันอย่างไร บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่ได้จดบริษัท) สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้โดยตรง รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ส่วนนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว) ที่ทำธุรกิจในประเภทที่กำหนดก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเช่นกัน ร้านค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องจด ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ของตัวเอง กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะจดให้เรียบร้อย เอกสารจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้อะไรบ้าง เอกสารจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เตรียมให้ครบก่อนไปจดจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก เอกสารสำหรับบุคคลธรรมดา เอกสารเพิ่มเติมสำหรับนิติบุคคล ขั้นตอนจดทะเบียนพาณิชย์ แบบ Step-by-step คุณเลือกจดได้ 2 ช่องทาง คือเดินไปจดด้วยตัวเองที่สำนักงาน หรือจดออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration จดที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ จดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration สำหรับคนที่ไม่สะดวกไปจดด้วยตัวเอง สามารถจดออนไลน์ได้ผ่านระบบ DBD e-Registration ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ 2026 เท่าไร ค่าธรรมเนียมถูกมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจดทะเบียนบริษัท ประเภท ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนใหม่ 50 บาท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาท จดทะเบียนเลิกกิจการ 20 บาท ขอตรวจเอกสาร ฉบับละ 20 บาท ขอคัดสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท ใบทะเบียนพาณิชย์ หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ใบทะเบียนพาณิชย์ (ทพ.4) คือเอกสารยืนยันว่าธุรกิจของคุณจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย บนใบจะระบุชื่อร้านค้า เลขทะเบียนพาณิชย์ ที่อยู่สถานประกอบการ ประเภทธุรกิจ และวันที่จดทะเบียน ใบนี้ใช้ทำได้หลายอย่าง เช่น เปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้า สมัครเป็นผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ และใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อลูกค้าหรือคู่ค้า จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง หลังจดทะเบียนเสร็จแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจดในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ภาษีเงินได้ ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เสียภาษีตามอัตราขั้นบันได 0-35% ตามรายได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตราภาษีพิเศษที่ต่ำกว่า ต้องจด VAT ไหม เมื่อไรต้องจด ไม่จำเป็นต้องจดทันที แต่ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในกำหนด หลังจด VAT แล้วต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน หลังจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องจัดทำบัญชีอย่างไร ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายไม่บังคับให้ทำบัญชีชุดเต็ม แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง ส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจรับรองแล้วให้ DBD ทุกปี ไม่ว่าจะจดในนามไหน การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายจะทำให้ยื่นภาษีได้ง่ายและไม่ตกหล่น สรุป: จดทะเบียนพาณิชย์ไม่ยากอย่างที่คิด การจดทะเบียนเป็นขั้นตอนแรกที่ทำให้ธุรกิจถูกกฎหมาย ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท เอกสารไม่กี่รายการ จดเสร็จได้ภายในวันเดียว ส่วนใครที่ไม่สะดวกเดินทางก็จดออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ได้เลย สิ่งที่ต้องทำหลังจดเสร็จคือจัดการเรื่องภาษีให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้หรือ VAT จัดการบัญชีหลังจดทะเบียนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียน บันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนพาณิชย์ ร้านเล็กๆ ขายของไม่กี่อย่าง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องดูว่าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นการค้าขายสินค้าทั่วไป แม้จะเป็นร้านเล็กก็ต้องจด ยกเว้นการขายของจากผลผลิตการเกษตรของตัวเอง เช่น ปลูกผักขายตามตลาดนัด ไม่ต้องจด จดทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้ทำธุรกิจต่อ ต้องทำอย่างไร ต้องยื่นจดทะเบียนเลิกพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับจากวันเลิกกิจการ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าไม่แจ้งเลิกจะมีโทษปรับ จดทะเบียนแล้วเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านได้เลยไหม ได้ ใบทะเบียนการค้าใช้เป็นเอกสารเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้าได้ แต่เอกสารที่ต้องใช้ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร ควรสอบถามธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชีก่อนล่วงหน้า จดออนไลน์กับไปจดเอง ได้ใบทะเบียนเหมือนกันไหม สิทธิ์และผลทางกฎหมายเหมือนกันทุกประการ แต่ใบทะเบียนที่ได้จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ไฟล์ดิจิทัล) ส่วนจดที่สำนักงานจะได้ใบเป็นกระดาษ ทั้งสองแบบใช้ได้เหมือนกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

2 Sep 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม