Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

9 Oct 2026

PEAK Account

14 min

CK Cheong กับวิธีปรับตัวของธุรกิจในโลกที่ลูกค้าเป็น AI – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

ลองนึกภาพวันที่คุณตื่นมาแล้วพบว่ายอดขายวันนี้มาจาก AI Agent ไม่ใช่คน AI Agent เป็นตัวแทนที่ค้นหาสินค้า เปรียบเทียบราคา และกดจ่ายเงินแทนลูกค้าทั้งหมด ฟังดูเหมือนอนาคตอีกไกล แต่จริง ๆ แล้วมันเกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ CK Cheong ซีอีโอของ Fastwork บนเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน What’s Next for The Business Trend วิเคราะห์เทรนด์ธุรกิจ คิดโมเดลแห่งอนาคต พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ผู้ซื้อ ผู้ตัดสินใจ และผู้จ่ายเงินหลักในอนาคตจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็น AI Agent บทความนี้สรุปเนื้อหาสำคัญจากเวทีนั้น พร้อมวิธีปรับตัวที่ธุรกิจไทยนำไปใช้ได้ทันที CK Cheong ซีอีโอ Fastwork กับมุมมอง AI Agent บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 CK Cheong เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Fastwork แพลตฟอร์มจ้างงานฟรีแลนซ์ที่เริ่มต้นในไทยแล้วขยายไปหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาเป็นหนึ่งใน speaker ที่ได้รับเชิญขึ้นเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 งานสัมมนาด้านธุรกิจและการลงทุนที่รวมผู้นำจากหลากหลายอุตสาหกรรม หัวข้อที่ CK เลือกพูดไม่ใช่เรื่องการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน แต่เป็นมุมที่ใหม่กว่านั้นมาก นั่นคือ AI Agent กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริงของธุรกิจ และแบรนด์ที่ไม่เตรียมพร้อมจะถูกข้ามไปอย่างเงียบ ๆ AI Agent คืออะไร – ทำความเข้าใจตัวแทน AI ที่ทำงานแทนคน AI Agent คือโปรแกรม AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้แบบครบวงจร ตั้งแต่รับคำสั่ง วางแผน ตัดสินใจ ไปจนถึงลงมือทำ โดยไม่ต้องรอให้คนมากดปุ่มทุกขั้นตอน สิ่งที่ทำให้ AI Agent ต่างจาก Chatbot ทั่วไปคือความสามารถในการลงมือทำได้จริง Chatbot ตอบคำถามได้ แต่ AI Agent เชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน ระบบสต็อกสินค้า หรือแม้แต่ควบคุมคอมพิวเตอร์เพื่อทำธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง AI Agent มีอะไรบ้าง – ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ CK ยกตัวอย่างบนเวทีหลายตัวที่น่าสนใจ ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่ concept อีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้จริงเริ่มทดลองแล้ววันนี้ Agentic AI กับ AI Agent ต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ลองคิดแบบง่าย ๆ ว่า Agentic AI คือแนวคิดที่ให้ AI ทำงานแบบอิสระ ตัดสินใจเอง วางแผนเอง ส่วน AI Agent คือตัวโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาตามแนวคิดนั้น พูดง่าย ๆ คือ Agentic AI เป็นปรัชญา ส่วน AI Agent คือคนที่ลงมือทำตามปรัชญานั้น ในทางปฏิบัติทั้งสองคำมักถูกใช้แทนกันได้ แต่ถ้าต้องการความชัดเจน ให้จำว่า Agent เน้นที่ตัวโปรแกรม ส่วน Agentic เน้นที่คุณสมบัติของการทำงาน เมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า – จาก Search Engine สู่ Full Automation CK อธิบายวิวัฒนาการพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ 3 ขั้นที่ชัดเจนมาก ขั้นที่ 1 ยุค Search Engine – มนุษย์ค้นหาข้อมูลเองผ่าน Google, TikTok, Lazada หรือ Shopee เปรียบเทียบเอง ตัดสินใจเอง แล้วกดซื้อเอง ขั้นที่ 2 ยุค AI Agent – AI สืบค้นข้อมูลแทน คัดสรรตัวเลือก ดึงรีวิวและ rating มาเปรียบเทียบ แล้วแนะนำตัวเลือกที่ดีที่สุดให้มนุษย์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 3 ยุค Full Automation – AI ทำทุกอย่างแทน ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบ ตัดสินใจ สั่งซื้อ จ่ายเงิน จนถึงเติมสต็อกให้อัตโนมัติ โดยไม่ผ่านแอปหรือหน้าจอใด ๆ เลย กรณี Meta Muse ที่ CK ยกมาเป็นตัวอย่างของขั้นที่ 3 ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ผู้ใช้ไม่ได้เปิดแอปช็อปปิ้ง ไม่ได้เปรียบเทียบราคา แค่บอก AI ว่าผ้าอ้อมหมด แล้วของก็มาถึงบ้าน ผู้ซื้อตัวจริงในกรณีนี้คือ AI Agent ไม่ใช่มนุษย์ ธุรกิจที่ไม่มีตัวตนในสายตา AI Agent จะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK เตือนไว้ชัดว่า ธุรกิจที่ไม่นำข้อมูล ผลงาน รีวิว และ rating ขึ้นสู่ระบบออนไลน์ในรูปแบบที่ AI Agent ดึงไปประมวลผลได้ ธุรกิจนั้นจะกลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีตัวตน เมื่อ AI Agent ค้นหาร้านอาหาร ช่างซ่อม หรือสำนักงานบัญชีให้ลูกค้า มันจะดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ที่มีโครงสร้างชัดเจน ถ้าธุรกิจของคุณไม่มีข้อมูลเหล่านี้ AI Agent ก็ไม่มีทางแนะนำคุณได้ ธุรกิจของคุณจะถูกข้ามไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว การอวสานของ App – CK มองอนาคตที่เหลือแค่ AI Interface เดียว อีกประเด็นที่ CK พูดถึงบนเวทีคือ อนาคตที่ธุรกิจไม่ต้องสร้างแอปหรือหน้าจอซับซ้อนอีกต่อไป เพราะ AI จะกลายเป็น interface เดียวที่เชื่อมต่อทุกระบบหลังบ้าน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Salesforce Agentforce ที่ใช้ AI จาก Anthropic เป็นตัวกลาง พนักงานขายแค่พิมพ์หรือพูดว่าต้องการข้อมูลลูกค้ารายไหน ระบบก็ดึงข้อมูลจาก CRM มาให้ทันที ไม่ต้องเปิดหน้าจอหลายจอ ไม่ต้องจำวิธี filter ข้อมูล สำหรับ SME ไทย สิ่งที่ต้องคิดคือ ระบบหลังบ้านของธุรกิจพร้อมเชื่อมต่อกับ AI หรือยัง ถ้าข้อมูลยังอยู่ในกระดาษหรือ Excel ที่ไม่มี API เชื่อมต่อ ธุรกิจก็จะถูกตัดออกจากระบบนิเวศใหม่นี้ แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร – Executive Action Checklist จาก CK Cheong CK ไม่ได้แค่ชี้ปัญหา แต่ให้ checklist สำหรับผู้บริหารไว้ด้วย สรุปเป็นแนวทางที่ SME นำไปใช้ได้ทันที Audit Digital Presence – ทำให้ธุรกิจมีตัวตนในสายตา AI ก่อนจะคิดเรื่องอื่น ต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้า AI Agent ค้นหาธุรกิจแบบเดียวกับคุณ มันจะเจอคุณไหม ข้อมูลสินค้า ราคา รีวิว และ rating ของคุณอยู่ในรูปแบบที่ AI ดึงไปใช้ได้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือยังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากการทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนแพลตฟอร์มที่มีโครงสร้าง เช่น Google Business Profile ที่มีข้อมูลครบถ้วน เว็บไซต์ที่มี structured data หรือฐานข้อมูลสินค้าที่มี API ให้ระบบภายนอกเชื่อมต่อได้ เตรียมระบบหลังบ้านให้ AI Agent เชื่อมต่อได้ ระบบ CRM ระบบชำระเงิน และระบบบัญชี ทั้งหมดต้องพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ เพราะเมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า มันจะทำธุรกรรมผ่าน API ไม่ใช่ผ่านหน้าเว็บแบบที่มนุษย์ใช้ SME ที่ยังใช้ระบบแยกส่วนหรือบันทึกข้อมูลด้วยมือ ควรเริ่มย้ายมาใช้ระบบ Cloud ที่รองรับการเชื่อมต่อ เพราะนี่คือ infrastructure พื้นฐานของยุคที่ AI เป็นลูกค้า AI Agent กับการทำบัญชีและการเงินของ SME CK ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับวงการบัญชี เขาเล่าว่าก่อนปี 2000 การกระทบยอดบัญชีธนาคาร (Bank Reconciliation) ต้องใช้คนทั้งตึกนั่งคิดดอกเบี้ยและเทียบยอดด้วยมือ พอ Excel เข้ามา คนทั้งตึกนั้นก็หายไป แต่ไม่ได้หมายความว่าคนตกงาน หลายคน reskill ตัวเองเป็น Financial Analyst ที่ใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูลแทน ในยุค AI Agent สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ AI จะทำ auto reconciliation ออก invoice อัตโนมัติ และจัดการงานบัญชีพื้นฐานได้ด้วยตัวเอง นักบัญชีที่ปรับตัวได้จะกลายเป็น AI Systems Auditor ที่ตรวจสอบความถูกต้องของระบบ AI แทน สิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมคือระบบบัญชีที่อยู่บน Cloud และพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อ AI Agent เริ่มจัดการธุรกรรมให้ลูกค้า ระบบบัญชีต้องรับข้อมูลได้แบบ real-time ไม่ใช่รอคนมากรอกด้วยมือ สรุป – เมื่อลูกค้าไม่ใช่คน ธุรกิจที่พร้อมเชื่อมต่อจะไปต่อได้ insight จาก CK Cheong บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 ทำให้เห็นชัดว่า AI Agent ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยงาน แต่กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริง ธุรกิจที่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จะได้เปรียบ ส่วนธุรกิจที่ยังไม่มีตัวตนในโลกดิจิทัลจะค่อย ๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK ทิ้งคำถามไว้บนเวทีว่า องค์กรของคุณกำลังทำสิ่งเดิมแล้วหวังผลลัพธ์ใหม่ หรือกำลังกล้าที่จะทอยลูกเต๋าลูกใหม่ พร้อมปรับธุรกิจให้รับยุค AI Agent ด้วยระบบบัญชีที่เชื่อมต่อได้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้ธุรกิจจัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บนระบบ Cloud ที่พร้อมเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึง AI Agent ในอนาคต ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Agent AI Agent ใช้งานยังไง AI Agent ทำงานโดยรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านข้อความหรือเสียง จากนั้นมันจะวางแผนและลงมือทำให้เสร็จโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น บอกให้จองตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุดไปเชียงใหม่สัปดาห์หน้า AI Agent จะค้นหา เปรียบเทียบ และจองให้โดยที่คุณไม่ต้องเปิดเว็บไซต์สายการบินเอง AI Agent จะมาแทนที่คนทำงานไหม CK อธิบายว่าไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาท เช่น พนักงาน Customer Service อาจเปลี่ยนเป็น AI Agent Trainer ที่สอนให้ AI ตอบลูกค้าได้ถูกต้อง สิ่งสำคัญคือการเป็น Problem Solver ที่มุ่งแก้ปัญหาให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ Organizer ที่ทำงานตามขั้นตอนเดิมซ้ำ ๆ ธุรกิจขนาดเล็กต้องเตรียมตัวอย่างไรสำหรับยุค AI Agent เริ่มจาก 3 อย่างที่ทำได้ทันที หนึ่งคือทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนออนไลน์ในรูปแบบที่ AI อ่านได้ สองคือย้ายระบบหลังบ้านขึ้น Cloud เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ API ในอนาคต สามคือเริ่มใช้ AI ในงานประจำวันเพื่อให้ทีมคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับ AI ก่อนที่ AI Agent จะกลายเป็นลูกค้าจริง ๆ Meet Proxy คืออะไร ทำไม CK บอกว่าเป็นภัยเงียบขององค์กร Meet Proxy คือพฤติกรรมที่ผู้ส่งคัดลอกข้อความยาว ๆ จาก AI ส่งให้อีกฝ่าย แล้วผู้รับก็คัดลอกข้อความนั้นกลับเข้า AI ให้สรุปให้อีกที ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำความเข้าใจเนื้อหาจริงเลย CK เตือนว่าพฤติกรรมนี้สร้างต้นทุนแฝงมหาศาลให้องค์กร เพราะดูเหมือนทำงานแต่ไม่มีใครคิดจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 Oct 2026

PEAK Account

15 min

สร้างแผนการตลาดแบบ Dr.PONG – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

การสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาล แต่ต้องเข้าใจว่าลูกค้ามองเราอย่างไร และเราอยากให้เขาจำเราในแบบไหน คุณพงศ์ (นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์) CEO และผู้ก่อตั้ง Dr.PONG แบรนด์สกินแคร์ที่เติบโตจากออนไลน์จนกลายเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักทั่วประเทศ ขึ้นเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน The Scaling Up Playbook ขยายธุรกิจใหญ่ ทำอย่างไรให้แบรนด์โต พร้อมถ่ายทอดบทเรียนที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที มาดูกันว่าคุณพงศ์พูดอะไรบ้างบนเวทีนี้ รู้จัก Dr.PONG – จากคลินิกหมอพงศ์สู่แบรนด์สกินแคร์ระดับส่งออก จุดเริ่มต้น คลินิกความงามสู่สกินแคร์ออนไลน์ คุณพงศ์เริ่มต้นจากคลินิกความงามเล็ก ๆ ก่อนขยายสู่สกินแคร์ ในยุคนั้นแบรนด์ที่ขายผ่าน Modern Trade อย่างห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อต้องถูกหักส่วนแบ่ง (GP – Gross Profit) สูงถึง 40% จากราคาขาย หมายความว่าจากสินค้าราคา 100 บาท แบรนด์ได้กลับมาแค่ 60 บาท Dr.PONG มองเห็นช่องว่างตรงนี้ จึงเลือกขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วนำเงินส่วนต่าง 40% นั้นกลับไปใส่ในคุณภาพผลิตภัณฑ์แทน ผลลัพธ์คือสินค้าประสิทธิภาพสูงในราคาที่คุ้มค่ากว่าคู่แข่ง นี่คือตัวอย่างของ Channel Disruption ที่ SME สามารถเรียนรู้ได้ เลือกช่องทางที่ได้เปรียบแล้วเอางบที่เหลือไปสร้างคุณภาพ ไม่ใช่จ่ายค่าชั้นวาง ปัจจุบัน Dr.PONG ไม่ได้หยุดแค่การขาย แต่ร่วมวิจัยเทคโนโลยี Nano Liposome กับ NanoTEC และจัดตั้ง Dr. Pong SRL เพื่อผลิตวัตถุดิบเอง ลดการนำเข้า และต่อยอดเป็นธุรกิจ B2B ส่งออกไปถึงเกาหลีใต้ การสร้างแบรนด์คืออะไร ทำไม SME ยุคนี้ต้องใส่ใจ การสร้างแบรนด์ (Branding) คือการสร้างตัวตนให้ธุรกิจ ตั้งแต่ชื่อ โลโก้ ภาพลักษณ์ ไปจนถึงความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อสินค้าและบริการ เป้าหมายคือทำให้ลูกค้า นึกถึงเราก่อน เมื่อต้องการสินค้าในหมวดนั้น สำหรับ SME ที่งบจำกัด การสร้างแบรนด์ยิ่งสำคัญ เพราะแบรนด์ที่ชัดเจนช่วยลดต้นทุนการตลาดระยะยาว ลูกค้าที่จำแบรนด์ได้จะกลับมาซื้อซ้ำโดยไม่ต้องยิงโฆษณาทุกครั้ง Branding กับ Marketing ต่างกันตรงไหน Branding คือเรื่องของการบอกว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือวิธีที่เราสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ถ้าแบรนด์ยังไม่ชัด การทำการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุด เหมือนพูดกับคนฟังโดยไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดเรื่องอะไร Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ดี แบรนด์ชัดตั้งแต่แรกว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ทุกแคมเปญจึงสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย 5 บทเรียนสร้างแบรนด์ให้คนจำ จากเวที Scaling Up Playbook 1. ทำของดีที่สุดก่อน แล้วค่อยตั้งราคา คุณพงศ์บอกบนเวทีว่า Dr.PONG ไม่ได้เริ่มจากการตั้งราคาแล้วหาวัตถุดิบให้พอดีต้นทุน แต่เริ่มจากการทำสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีตั้งราคาที่เหมาะสม แนวคิดนี้ต่างจาก SME หลายรายที่ตั้งงบก่อนแล้วจำกัดคุณภาพตาม ผลลัพธ์คือสินค้าที่ไม่โดดเด่นพอจะแข่งในตลาดที่มีแบรนด์กว่า 10,000 รายในตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท (ตัวเลขจากคุณพงศ์บนเวที) 2. ยอดขายคือครูที่ดีที่สุด – ทำการตลาดแบบเข้าใจง่าย คุณพงศ์เล่าว่า Dr.PONG เคยลง Billboard ขนาดใหญ่โดยใส่รูปคิมซอนโฮ (Kim Seon-ho) นักแสดงเกาหลีชื่อดังในฐานะพรีเซ็นเตอร์ พร้อมชื่อแบรนด์ชัดเจน แต่ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภค 30-40% ยังคิดว่า Dr.PONG เป็นแบรนด์เกาหลี บทเรียนนี้สอนว่าผู้บริโภคมีเวลาจำกัด มองเห็นแค่สิ่งที่ตนคิด การสื่อสารแบรนด์ต้องเข้าใจได้ภายใน 3-5 วินาที ไม่ต้องท่ายาก ไม่ต้องซับซ้อน ยอดขายจะบอกเองว่าวิธีไหนได้ผล 3. Common Sense Branding – ลูกค้าเรียกป๋องก็ไม่เป็นไร ลูกค้าหลายคนเรียก Dr.PONG ว่า ป๋อง ซึ่งผิดจากชื่อจริง แทนที่จะแก้ไขทุกครั้ง คุณพงศ์เลือกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะมองว่าความสนิทสนมสำคัญกว่าความถูกต้องตามทฤษฎี แนวคิดนี้เรียกว่า Common Sense Branding ไม่ยึดตำราตายตัว แต่ฟังลูกค้าก่อนว่าเขาสะดวกแบบไหน แบรนด์ที่เข้าถึงง่ายจะถูกจดจำง่ายกว่าแบรนด์ที่พยายามควบคุมทุกอย่าง 4. จัดการความคาดหวังลูกค้า – สินค้ากลิ่นไม่หอม แต่ได้ผลจริง Dr.PONG มีเซรั่มวิตามินซีผสมกลูต้าไธโอนที่ได้ผลดีมาก แต่มีกลิ่นคล้ายไข่เน่าเพราะสารออกฤทธิ์ แทนที่จะเปลี่ยนสูตรจนประสิทธิภาพลดลง Dr.PONG เลือกแจ้งลูกค้าล่วงหน้าว่ากลิ่นเป็นอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกประสิทธิภาพก่อนความหอม ผลลัพธ์คือลูกค้าที่ซื้อแล้วพอใจ เพราะรู้ล่วงหน้าและยอมรับ trade-off ได้ การจัดการความคาดหวังตั้งแต่ก่อนขายช่วยลดปัญหา complaint และสร้างความไว้ใจระยะยาว 5. ให้อำนาจทีมแก้ปัญหาทันที Dr.PONG มีสเปรย์ที่ใส่สารระงับกลิ่นกายความเข้มข้นสูง ทำให้บางครั้งหัวสเปรย์อุดตัน เมื่อลูกค้าแจ้งปัญหา ทีมไม่ต้องขอหลักฐานหรือรอยืนยัน แต่ส่งสินค้าชิ้นใหม่ให้ทันที แนวทางนี้เรียกว่า Zero-friction Claim ลดขั้นตอนให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจจริง ไม่ใช่แค่พูด ต้นทุนที่เสียไปจากการเปลี่ยนสินค้าน้อยกว่าต้นทุนการเสียลูกค้าไปตลอดชีวิต ขั้นตอนสร้างแบรนด์สำหรับ SME – ถอดจากแนวคิด Dr.PONG Step 1 กำหนด Positioning ที่ชัดเจน ก่อนทำอย่างอื่น ต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราต่างจากคู่แข่งตรงไหน Dr.PONG ตอบได้ชัดว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาที่ SME เข้าถึงได้ ถ้ายังตอบไม่ได้ ให้เริ่มจากจุดนี้ก่อนลงเงินทำการตลาด Step 2 เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ ไม่จำเป็นต้องอยู่ทุกช่องทาง เลือกช่องทางที่ต้นทุนต่ำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรง Dr.PONG เริ่มจากออนไลน์เพราะไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วเอาเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับคุณภาพสินค้าแทน SME สามารถใช้แนวคิดเดียวกันได้ เลือกช่องทาง 1-2 ช่องทางที่ถนัดแล้วทำให้ดี ดีกว่ากระจายไปทุกที่แต่ทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ Step 3 สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ Brand DNA คือสิ่งที่ทำให้คนนึกถึงแบรนด์ทันทีเมื่อเห็นหรือได้ยิน Dr.PONG สร้างภาพลักษณ์ของหมอที่เข้าถึงง่าย ไม่ถือตัว พร้อมรับฟังลูกค้า แม้ลูกค้าจะเรียกชื่อผิดก็ไม่เป็นไร สำหรับ SME ลองถามตัวเองว่าถ้าลูกค้าจะเล่าให้เพื่อนฟังเรื่องแบรนด์เรา เขาจะพูดว่าอะไร คำตอบนั้นคือ Brand DNA Step 4 ทดลองตลาดจริง วัดผลด้วยยอดขาย แผนการตลาดที่สวยบนกระดาษไม่มีความหมายถ้ายอดขายไม่ขยับ คุณพงศ์เน้นย้ำว่ายอดขายคือครูที่ดีที่สุด ทดลองทำจริง ดูตัวเลขจริง แล้วปรับตามผลลัพธ์ ไม่ต้องรอแผนสมบูรณ์แบบ Step 5 วางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ปัญหาที่ตามมาคือระบบหลังบ้านตามไม่ทัน ทั้งเรื่องบัญชี การเงิน สต็อกสินค้า และภาษี ถ้าระบบไม่พร้อม การเติบโตจะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นโอกาส ผู้ประกอบการที่เตรียมระบบบัญชีและการเงินให้เป็นระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะเห็นตัวเลขจริงว่ากำไรเท่าไหร่ ต้นทุนตรงไหนลดได้ และช่องทางไหนคุ้มค่าที่สุด ยุคทองของผู้ประกอบการรายเล็ก คุณพงศ์ปิดท้ายเวทีด้วยข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจว่ายุคนี้คนตัวเล็กมีโอกาสสูงสุด ตั้งเป้าหมายในใจให้ชัด เส้นทางจะตามมาเอง ตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่า 200,000 ล้านบาท แบ่งให้แบรนด์กว่า 10,000 ราย เฉลี่ยแล้วแบรนด์ละ 20 ล้านบาท ตัวเลขนี้บอกว่าแม้จะเริ่มเล็ก ก็มีพื้นที่ให้เติบโต ถ้ามีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและสินค้าที่ดีจริง ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้ ถ้ารู้จักใช้ข้อได้เปรียบของตัวเอง ทั้งความคล่องตัว ความใกล้ชิดลูกค้า และการจัดการธุรกิจที่เป็นระบบ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ สิ่งที่ต้องเริ่มก่อนเมื่อจะสร้างแบรนด์ เริ่มจากกำหนด Positioning ให้ชัดเจนว่าสินค้าหรือบริการต่างจากคู่แข่งตรงไหน และตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มไหน ก่อนลงเงินออกแบบโลโก้หรือทำโฆษณา ต้องตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ให้ได้ก่อน เหมือน Dr.PONG ที่ชัดตั้งแต่แรกว่าเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ขั้นตอนการสร้างแบรนด์มีอะไรบ้าง ขั้นตอนหลักมี 5 ข้อ ได้แก่ กำหนด Positioning, เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ, สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ, ทดลองตลาดจริงและวัดผลด้วยยอดขาย, สุดท้ายคือวางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต ทุกขั้นตอนไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน เริ่มจาก Positioning แล้วค่อยขยายทีละขั้น SME งบน้อยสร้างแบรนด์ได้ไหม ได้ Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เริ่มจากการเลือกช่องทางออนไลน์ที่ต้นทุนต่ำ แล้วเอางบที่ประหยัดได้ไปใส่ในคุณภาพสินค้า ไม่ต้องลงโฆษณาแพงตั้งแต่แรก เริ่มจากสินค้าดี ลูกค้าจะบอกต่อเอง การสร้างแบรนด์ต่างจากการทำการตลาดอย่างไร Branding คือการกำหนดตัวตนว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือการสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ทั้งสองต้องทำควบคู่กัน แต่ต้องเริ่มจาก Branding ก่อน ไม่เช่นนั้นการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุดและเปลืองงบ สรุป – สร้างแบรนด์ให้คนจำ เริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทำจริง บทเรียนจากคุณพงศ์แห่ง Dr.PONG บนเวที Scaling Up Playbook ในงานลงทุนแมน Summit ชี้ให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่ได้ต้องใช้เงินมาก แต่ต้องใช้ความเข้าใจลูกค้า ทำสินค้าดี สื่อสารเรียบง่าย จัดการความคาดหวัง และให้อำนาจทีมแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้ Dr.PONG ต่างจากแบรนด์อื่น ไม่ใช่งบการตลาดที่มากกว่า แต่เป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ เอางบไปใส่คุณภาพ และฟังลูกค้ามากกว่าฟังทฤษฎี เริ่มต้นสร้างธุรกิจอย่างเป็นระบบกับ PEAK เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ระบบหลังบ้านที่ดีจะช่วยให้คุณโฟกัสกับการสร้างแบรนด์ได้เต็มที่ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 Oct 2026

PEAK Account

18 min

เบื้องหลังไลฟ์ 100 ล้านบาท LA GLACE ใช้ DATA ช่วยทำธุรกิจได้อย่างไร – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

เคยสงสัยไหมว่าแบรนด์ที่ทำยอดขาย 100 ล้านบาทจากการไลฟ์ขายของ ใช้อะไรมากกว่าแค่พรีเซนเตอร์ดังและโปรโมชันลดราคา คำตอบคือ Data Driven หรือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล ที่ LA GLACE นำมาใช้ตั้งแต่วิเคราะห์ตลาด วางแผนการเงิน ไปจนถึงออกแบบคอนเทนต์ให้คนดูจนจบ บนเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน Attention Marketing การตลาดชิงความสนใจ ทำแบบไหน ในยุคนี้ ทีม LA GLACE ได้แชร์เบื้องหลังแคมเปญที่เริ่มต้นจากไม่มีสต็อกสินค้าและไม่มีเงินทุน แต่ใช้ data วิเคราะห์โอกาสจนสร้างยอดขายทะลุเป้าหมาย บทความนี้สรุปกลยุทธ์ทั้งหมดพร้อมตัวเลขจริง และสูตรคำนวณที่เจ้าของธุรกิจ SME นำไปใช้ได้ทันที เบื้องหลังไลฟ์ 100 ล้านบาทของ LA GLACE – จากศูนย์สู่ยอดขาย 100 ล้าน แคมเปญนี้ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนก้อนใหญ่หรือสต็อกสินค้าพร้อมขาย แต่เริ่มจาก data ล้วน ทีม LA GLACE ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงมือ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 สเต็ปหลัก สเต็ป 1 วิเคราะห์ตลาดด้วย Data ไม่ใช่ความรู้สึก ก่อนจะตัดสินใจทำแคมเปญ ทีม LA GLACE ศึกษาตลาด Toner Pad ซึ่งมีมูลค่ารวม 2,400 ล้านบาท เฉพาะช่องทางออนไลน์มีมูลค่า 720 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือ LA GLACE ครอง Engagement Share ใน keyword Toner Pad สูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นศักยภาพยอดขายเฉลี่ย 60 ล้านบาทต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูล engagement จริงบนแพลตฟอร์ม (ข้อมูลจาก LA GLACE ในงานลงทุนแมน Summit 2026) สเต็ป 2 คำนวณย้อนกลับจากเป้า 100 ล้าน สู่ตาราง Traffic เมื่อตั้งเป้าหมายยอดขาย 100 ล้านบาท ทีมงานใช้สูตร Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV คำนวณย้อนกลับ (Working Backward) จากเป้า Revenue ไปหาปริมาณ Traffic ที่ต้องสร้าง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 280,000 ออเดอร์ จากนั้นจึงแปลงเป็นตาราง Traffic และ Engagement ที่ต้องสร้างในแต่ละช่องทาง วิธีนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่าต้องลงทุนเท่าไร ในช่องทางไหน และคาดหวังผลลัพธ์ได้แม่นยำ ไม่ใช่การตั้งเป้าแล้วลุ้นว่าจะถึงหรือไม่ สเต็ป 3 ใช้ Data เจรจา Credit Terms ได้สินค้าโดยไม่ต้องลงทุน นี่คือจุดที่ data driven เปลี่ยนเกมจริง เมื่อ LA GLACE มีตัวเลข demand ที่พิสูจน์ได้ ทีมงานนำข้อมูลเหล่านี้ไปเจรจากับโรงงานผู้ผลิตเพื่อขอ Credit Terms ผลคือได้สินค้ามาจำหน่ายก่อนโดยไม่ต้องใช้วงเงินของตัวเอง สำหรับ SME ที่ไม่มีเงินทุนหนา นี่คือบทเรียนสำคัญ ถ้าคุณมีข้อมูลที่แสดง demand ชัดเจน ข้อมูลนั้นสามารถใช้แทนเงินสดในการเจรจาต่อรองได้ สเต็ป 4 Neuro-Marketing ออกแบบคอนเทนต์ด้วยวิทยาศาสตร์สมอง LA GLACE ไม่ได้แค่สร้างคอนเทนต์สวย แต่ออกแบบวิดีโอโดยอิงหลัก Neuro-Marketing ที่กระตุ้นฮอร์โมนในสมอง 3 ตัว สเต็ป 5 เปลี่ยนอัลกอริทึมจากศัตรูเป็นนายหน้า อีกหนึ่ง insight สำคัญจากงาน Summit คือวิธีคิดเรื่องอัลกอริทึม LA GLACE มองว่าแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อการมองเห็น แต่สามารถเปลี่ยนให้เป็นนายหน้า (Broker) ที่ช่วยส่งคอนเทนต์ไปหากลุ่มเป้าหมายให้ฟรี หลักการคือ ถ้าแบรนด์ทำโฆษณาขายของตรงๆ แบบ Hard-sell คนจะกดข้าม แพลตฟอร์มจะมองแบรนด์เป็นแค่ลูกค้าที่ต้องจ่ายเงิน แต่ถ้าแบรนด์สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าจนคนดูจบ แพลตฟอร์มจะมองแบรนด์เป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยดึงคนให้อยู่ในระบบ อัลกอริทึมก็จะช่วยกระจายคอนเทนต์ให้เองโดยอัตโนมัติ สเต็ป 6 Omnichannel เมื่อออนไลน์ไม่พอ ต้องเติม OOH เมื่อ Traffic จากทีมงานและ Influencer บนโลกออนไลน์ไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย LA GLACE จึงกระจายงบไปยังสื่อ Out-of-Home (OOH) เพื่อดึงคนกลุ่มใหม่ที่สื่อดิจิทัลเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ยังนำภาพแคมเปญ OOH ที่มีพรีเซนเตอร์อย่างต้าวอู๋และ Offroad มาตัดต่อใหม่ ใส่จังหวะเพลงและเสียงเพื่อกระตุ้นระบบประสาท แล้วโพสต์ลง TikTok สร้าง Engagement รวมกันได้มากกว่า 400,000 Engagement ทำให้แคมเปญทะลุเป้าหมาย 100 ล้านบาท (ข้อมูลจาก LA GLACE และ Plan B Media ในงานลงทุนแมน Summit 2026) Data Driven คืออะไร Data Driven คือแนวทางการตัดสินใจทางธุรกิจที่อาศัยข้อมูลจริงเป็นตัวนำ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด วางแผนการเงิน ออกแบบสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจลงทุนในช่องทางต่าง ๆ จากกรณีของ LA GLACE จะเห็นว่า Data Driven ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีราคาแพงหรือทีม Data Scientist ขนาดใหญ่ แต่คือการเริ่มจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ยอดขาย Engagement Share และ Conversion Rate แล้วนำมาตัดสินใจอย่างเป็นระบบ Data Driven ต่างจากการตัดสินใจแบบเดาอย่างไร ธุรกิจที่ตัดสินใจแบบเดา จะตั้งเป้าหมายคลุมเครือ เช่น อยากขายดีขึ้น แล้วลงมือทำทันทีโดยหวังว่าจะได้ผล ธุรกิจที่ใช้ Data Driven จะเริ่มจากตัวเลข เช่น ตลาดมีมูลค่า 2,400 ล้านบาท เราครอง Engagement 85 เปอร์เซ็นต์ ศักยภาพรายได้ 60 ล้านต่อเดือน จากนั้นจึงตั้งเป้าที่ชัดเจน คำนวณย้อนกลับว่าต้องทำอะไรบ้าง แล้วค่อยลงมือ แม้แต่ข้อมูลพื้นฐานอย่างรายรับรายจ่ายที่บันทึกอยู่แล้ว ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Data Driven ได้ ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ LA GLACE สามารถเจรจา Credit Terms กับโรงงานได้สำเร็จ เพราะมีตัวเลขพิสูจน์ demand จริง ไม่ใช่แค่บอกว่า ขายได้แน่นอน ทำไม Data Driven ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจยุคนี้ ในยุคที่ผู้บริโภคมีสมาธิสั้นลงและสไลด์ฟีดอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจทางธุรกิจโดยไม่มีข้อมูลรองรับก็เหมือนขับรถโดยไม่ดูแผนที่ ตลาด Live Commerce เติบโตอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่มีข้อมูลจะมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น เช่น LA GLACE ที่เห็นว่าตัวเองครอง Engagement Share 85 เปอร์เซ็นต์ของ keyword Toner Pad จึงรู้ว่ามีโอกาสทำยอดขายได้สูง ขณะที่แบรนด์อื่นที่ไม่มีข้อมูลอาจมองข้ามโอกาสเดียวกันนี้ไป นอกจากนี้ data ยังช่วยลดความเสี่ยง เพราะทุกการตัดสินใจมีตัวเลขรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบโฆษณา การเลือกช่องทางขาย หรือการเจรจากับพาร์ทเนอร์ Data Driven Marketing คืออะไร บทเรียนจาก LA GLACE Data Driven Marketing คือการทำการตลาดที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวกำหนดทิศทาง ตั้งแต่เลือกกลุ่มเป้าหมาย ออกแบบคอนเทนต์ ไปจนถึงเลือกช่องทางและวัดผล LA GLACE เป็นตัวอย่างที่ดีของ Data Driven Marketing เพราะไม่ได้ใช้ data แค่วิเคราะห์ตลาด แต่ใช้ตั้งแต่ออกแบบคอนเทนต์ (Neuro-Marketing 3 ฮอร์โมน) ไปจนถึงจัดสรรงบระหว่างช่องทางออนไลน์กับ OOH เครือข่าย Affiliate Creators กว่า 300,000 ช่องทาง สร้างระบบที่ขยายตัวเอง อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ LA GLACE สร้างเครือข่าย Affiliate Creators ที่ช่วยสร้างคอนเทนต์และติดตะกร้าขายสินค้าให้มากกว่า 300,000 ช่องทาง นี่คือ Data Driven ในอีกมิติหนึ่ง แทนที่แบรนด์จะตะโกนขายของเพียงลำพัง ก็ใช้ข้อมูลสร้างระบบที่มีคนช่วยขายให้โดยอัตโนมัติ ยิ่งมี data บอกว่าคอนเทนต์แบบไหนขายดี Affiliate ก็ยิ่งผลิตคอนเทนต์ที่ตรงจุดมากขึ้น เป็นระบบที่เติบโตด้วยตัวเอง สูตรคำนวณ Data-Driven สำหรับเจ้าของธุรกิจ ใช้ได้เลย สูตรที่ LA GLACE ใช้ในการวางแผนแคมเปญ 100 ล้านบาท เป็นสูตรพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจทุกคนนำไปประยุกต์ได้ Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV (มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์) วิธีใช้คือ เริ่มจากเป้าหมาย Revenue ที่ต้องการ แล้วคำนวณย้อนกลับ ตัวอย่างเช่น ถ้าเป้า 10 ล้านบาท AOV เฉลี่ย 500 บาท Conversion Rate 2 เปอร์เซ็นต์ จะต้องสร้าง Traffic 1,000,000 คน จากนั้นจึงจัดสรรงบไปตามช่องทางที่ให้ Traffic คุณภาพสูงสุด สูตรนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ LA GLACE ทำได้ดีคือการนำตัวเลขจริงมาใส่ในสูตร ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ทำให้แผนมีความน่าเชื่อถือมากพอที่จะใช้เจรจากับโรงงานและพาร์ทเนอร์ได้ วิธีอธิบายให้หุ้นส่วนหรือฝ่ายการเงินเข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนกับ Data หลายธุรกิจเจอปัญหาว่าฝ่ายการเงินไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนกับ data หรือสื่อโฆษณา วิธีที่ดีที่สุดคือใช้สูตรข้างต้นคำนวณให้เห็นเป็นตัวเลข แทนที่จะบอกว่า ต้องทำโฆษณาเพราะจะช่วยเพิ่มยอดขาย ให้บอกว่า ถ้าลงทุนสื่อ OOH 2 ล้านบาท จะได้ Traffic เพิ่ม 500,000 คน คูณ Conversion Rate 2 เปอร์เซ็นต์ คูณ AOV 500 บาท คิดเป็น Revenue เพิ่ม 5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินลงทุน จะเห็นความคุ้มค่าทันที (สูตรและแนวทางจาก Session Attention Marketing งานลงทุนแมน Summit 2026) 5 ขั้นตอนเริ่มต้น Data Driven สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ถึงจะทำ Data Driven ได้ SME ไทยเริ่มต้นได้จาก 5 ขั้นตอนนี้ สรุป Data ไม่ได้มีแค่ในบริษัทใหญ่ LA GLACE พิสูจน์แล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจาก case study นี้คือ LA GLACE ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนมหาศาลหรือเทคโนโลยีซับซ้อน แต่เริ่มจากข้อมูลที่วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ศึกษาตลาด คำนวณย้อนกลับ เจรจากับโรงงาน ออกแบบคอนเทนต์ด้วย Neuro-Marketing ไปจนถึงขยายช่องทางแบบ Omnichannel ทุกขั้นตอนขับเคลื่อนด้วย data ทั้งหมด นี่คือ Data Driven ในความหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ศัพท์เท่ ๆ ในห้องประชุม เริ่มต้น Data Driven Business กับ PEAK จุดเริ่มต้นของ Data Driven ที่ง่ายที่สุดสำหรับ SME คือการมี data ทางการเงินที่ถูกต้องและเห็นได้แบบ real-time PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นยอดขาย กำไรขาดทุน ต้นทุน และกระแสเงินสดได้ทันที ข้อมูลเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกการตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลรองรับ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Data Driven Data Driven อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร Data Driven อ่านว่า เดต้า ดริฟเว่น แปลว่า ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หมายถึงแนวทางการตัดสินใจทางธุรกิจที่ใช้ข้อมูลจริงเป็นตัวนำ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว Data Driven ต่างจาก Data Analytics อย่างไร Data Analytics คือการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วน Data Driven คือวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้ผลการวิเคราะห์เป็นตัวตัดสินใจจริง องค์กรอาจทำ Data Analytics แต่ถ้าผู้บริหารยังตัดสินใจตามสัญชาตญาณ ก็ยังไม่ถือว่าเป็น Data Driven SME ที่ไม่มีทีม Data Scientist เริ่มทำ Data Driven ได้อย่างไร เริ่มจาก data ที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลยอดขาย ต้นทุน กำไร จากโปรแกรมบัญชี จากนั้นใช้สูตร Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV คำนวณย้อนกลับจากเป้าหมาย ไม่จำเป็นต้องมีทีมเฉพาะทาง แค่เริ่มจากการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นระบบ Data Driven Organization คืออะไร Data Driven Organization คือองค์กรที่ทุกระดับตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก ตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดไปจนถึงพนักงานหน้างาน ไม่ใช่แค่ฝ่าย IT หรือฝ่ายวิเคราะห์เท่านั้นที่ใช้ data แต่ทุกคนในองค์กรเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูลในการทำงานประจำวัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

9 Oct 2026

PEAK Account

13 min

เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ภาษี และการยื่น DBD

เมื่อธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลายคนมักไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่ว่าจะรับหุ้นส่วนใหม่ โอนหุ้นให้ลูก หรือปรับสัดส่วนในบริษัท คำถามที่ตามมาก็คล้ายกัน เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือเปล่า การโอนหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าข้ามขั้นตอนสำคัญไปแม้แค่ข้อเดียว อาจเป็นปัญหาทางกฎหมายในภายหลังได้ บทความนี้สรุปครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เอกสาร ภาษี ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงข้อควรระวัง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น (การโอนหุ้น) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคือการโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมไปให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการขาย ให้ หรือโอนภายในครอบครัว ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายเซ็นทั้งผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานอย่างน้อย 1 คน การโอนจะมีผลทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเท่านั้น สำหรับพื้นฐานเรื่อง ผู้ถือหุ้นคืออะไร สิทธิและหน้าที่ เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนหุ้น ก่อนเริ่มโอนหุ้น ต้องเตรียมเอกสารหลัก 3 ชุด ได้แก่ ตราสารการโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้น และแบบ บอจ.5 ตราสารการโอนหุ้น (Share Transfer Instrument) ตราสารการโอนหุ้นคือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี เพื่อแสดงว่าผู้โอนยินยอมส่งมอบหุ้นให้ผู้รับโอนจริง ต้องระบุจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ราคาที่ตกลงซื้อขาย วันที่โอน และลายเซ็นทั้งสองฝ่ายพร้อมพยาน เอกสารนี้ต้องติดอากรแสตมป์ด้วย เพราะจัดเป็นตราสารตามบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 หนังสือสัญญาโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้นเป็นเอกสารเสริมที่ช่วยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน หรือข้อห้ามในการขายต่อ กรณีที่โอนหุ้นมีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น แบ่งชำระหลายงวด ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหาก แบบ บอจ.5 และเอกสารประกอบ บอจ.5 คือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารประกอบที่ต้องแนบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนผู้ถือหุ้นใหม่ สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ยื่นเอง) รายละเอียดเกี่ยวกับ บอจ.5 คืออะไร ขอได้ที่ไหน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้น การโอนหุ้นมีภาษี 2 ประเภทที่ต้องพิจารณา คืออากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายทุกกรณี และภาษีเงินได้กรณีมีกำไรจากการขาย อากรแสตมป์การโอนหุ้น ตราสารการโอนหุ้นจัดอยู่ในบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 ตามประมวลรัษฎากร (หมวดอากรแสตมป์) รายการ รายละเอียด ประเภทตราสาร ตราสารโอนหุ้น (ลำดับที่ 10) อัตราอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ฐานคำนวณ ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว หรือมูลค่าหุ้นที่โอน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า ผู้เสียอากร ผู้โอน ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) หากไม่ติดอากรแสตมป์ ตราสารนั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ ภาษีเงินได้จากกำไรการขายหุ้น กรณีบุคคลธรรมดาขายหุ้นได้กำไร ต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับนิติบุคคล กำไรจากการขายหุ้นจะรวมคำนวณในกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานราคาซื้อหุ้นเดิมไว้ เพื่อใช้คำนวณกำไรขาดทุนได้ถูกต้อง ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด หลังจากเตรียมเอกสารและเข้าใจเรื่องภาษีแล้ว มาดูขั้นตอนจริงทั้งหมด โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก 1. ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและข้อจำกัดการโอนหุ้น ก่อนโอนหุ้น ต้องเช็คข้อบังคับบริษัทว่ามีเงื่อนไขจำกัดการโอนหรือไม่ บางบริษัทกำหนดว่าต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน (Right of First Refusal) ถ้าข้อบังคับกำหนดให้ต้องประชุมอนุมัติ ก็ต้องจัดประชุมและทำรายงานการประชุมให้เรียบร้อยก่อน 2. จัดทำเอกสารและชำระอากรแสตมป์ จัดทำตราสารการโอนหุ้นและสัญญาโอนหุ้นตามที่ระบุในหัวข้อเอกสารด้านบน ลงลายเซ็นให้ครบทุกฝ่าย แล้วติดอากรแสตมป์ตามอัตราในหัวข้อภาษี 3. แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บริษัทต้องจดแจ้งการโอนหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ถ้าไม่จดแจ้ง การโอนจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ 4. ยื่นแบบ บอจ.5 ที่ DBD ขั้นตอนสุดท้ายคือยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ วิธียื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น DBD ออนไลน์ ปัจจุบันยื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ข้อควรระวังสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น นอกจากเรื่องเอกสารและภาษีแล้ว ยังมี 2 ประเด็นที่มักถูกมองข้าม กรณีที่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าการโอนหุ้นเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนหรือลดทุนจดทะเบียน ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย การแก้ไขต้องมีมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และต้องจดทะเบียนกับ DBD แยกจากการยื่น บอจ.5 สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้าผู้รับโอนเป็นชาวต่างชาติหรือนิติบุคคลต่างด้าว ต้องระวังเรื่องสัดส่วน กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่ SME ทำอยู่ ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ หากโอนหุ้นแล้วสัดส่วนต่างชาติเกิน 49 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจะถูกถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ต้องขออนุญาตก่อน สรุป – เตรียมให้ครบ ยื่นให้ถูก โอนหุ้นไม่มีสะดุด การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอแค่เตรียมเอกสารให้ครบ จ่ายอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ให้เรียบร้อย ส่วนที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องภาษีเงินได้จากกำไรขายหุ้น และสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ วางแผนไว้ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา จัดการเอกสารบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยน เอกสารทางบัญชีก็ต้องอัปเดตตาม PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย เอกสารทางการเงิน และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่ ไม่จำเป็นทุกกรณี ถ้าข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นสามารถโอนหุ้นได้เลยโดยทำตราสารการโอนหุ้น แต่ถ้าข้อบังคับระบุให้ต้องประชุมอนุมัติก่อน ก็ต้องทำตามนั้น โอนหุ้นให้คนในครอบครัวหรือลูก ทำอย่างไร ขั้นตอนเหมือนการโอนหุ้นทั่วไปที่อธิบายไว้ด้านบน สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือ ถ้าโอนให้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาดมาก กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ผู้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่าง เปลี่ยนผู้ถือหุ้นมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายหลักคืออากรแสตมป์ตามอัตราในตารางด้านบน (1 บาทต่อทุก 1,000 บาท) การยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มตามที่ DBD กำหนด ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าเอกสารครบและยื่นผ่านระบบออนไลน์ DBD จะดำเนินการประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้ามีเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรง อาจต้องแก้ไขและยื่นใหม่ จำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความจัดการโอนหุ้นให้หรือไม่ ไม่จำเป็นสำหรับกรณีทั่วไป เจ้าของกิจการดำเนินการเองได้ แต่ถ้ามีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์าร เพราะกรมสรรพากรอาจเข้าตรวจสอบได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 Oct 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาเช่า คืออะไร เข้าใจ TFRS 16 พร้อมตัวอย่างบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการหลายคนคุ้นเคยกับการเช่าสำนักงาน เช่ารถ หรือเช่าเครื่องจักรเพื่อใช้ในกิจการ แต่พอถึงเรื่องการบันทึกบัญชีสัญญาเช่า กลับมีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะเมื่อมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่อย่าง TFRS 16 เข้ามาเปลี่ยนวิธีการบันทึกแบบเดิมไปอย่างมาก พูดให้เข้าใจง่าย สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ามอบสิทธิในการใช้สินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ซึ่งในทางบัญชีไม่ได้เป็นแค่รายจ่ายรายเดือน แต่อาจต้องนำมาแสดงเป็นสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 แบบ step-by-step พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ SME นำไปใช้ได้ทันที สัญญาเช่า คืออะไร ทั้งในมุมกฎหมายและมุมบัญชี สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน เป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้เช่าจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ในทางบัญชี ความหมายกว้างกว่าหลักกฎหมายทั่วไป เพราะมาตรฐาน TFRS 16 กำหนดให้ผู้เช่าต้องพิจารณาว่าสัญญาใดเข้าข่ายตามนิยามทางบัญชี ซึ่งอาจรวมถึงสัญญาบริการบางประเภทที่ให้สิทธิควบคุมการใช้สินทรัพย์ด้วย สัญญาเช่า กับสัญญาเช่าซื้อ ต่างกันตรงไหน สัญญาเช่ากับสัญญาเช่าซื้อเป็นคนละเรื่องกัน แม้ชื่อจะคล้ายกันจนหลายคนสับสน รายการ สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ ยังเป็นของผู้ให้เช่า โอนให้ผู้เช่าซื้อเมื่อผ่อนครบ เมื่อครบสัญญา คืนทรัพย์สินให้ผู้ให้เช่า ผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ตัวอย่าง เช่าสำนักงาน เช่าเครื่องจักร ผ่อนซื้อรถยนต์ ผ่อนซื้อเครื่องจักร พูดง่าย ๆ คือ สัญญาเช่าจ่ายค่าเช่าเพื่อใช้งาน ส่วนสัญญาเช่าซื้อจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของในท้ายที่สุด TFRS 16 คืออะไร มาตรฐานบัญชีสัญญาเช่าฉบับใหม่ TFRS 16 คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า ซึ่งอ้างอิงจาก IFRS 16 ของมาตรฐานสากล มีผลบังคับใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ตามประกาศของสภาวิชาชีพบัญชีฯ หลักการสำคัญ คือ ผู้เช่าต้องนำสัญญาเกือบทุกประเภทมาแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแบบดำเนินงานหรือแบบการเงินตามการจำแนกเดิมก็ตาม TFRS 16 เปลี่ยนอะไรจากมาตรฐานเดิม ก่อนมี TFRS 16 มาตรฐานเดิม (TAS 17) แบ่งสัญญาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบดำเนินงาน กับแบบการเงิน ปัญหาคือ ประเภทดำเนินงานไม่ต้องแสดงในงบดุล จึงทำให้หนี้สินที่แท้จริงของกิจการถูกซ่อนไว้ TFRS 16 แก้ปัญหานี้โดยยกเลิกการแบ่งประเภทสำหรับฝั่งผู้เช่า ให้บันทึกสัญญาทุกประเภทเข้างบดุลเป็น Right-of-Use Asset (สินทรัพย์สิทธิการเช่า) และ Lease Liability (หนี้สินจากการเช่า) รายการ TAS 17 (เดิม) TFRS 16 (ปัจจุบัน) สัญญาเช่าดำเนินงาน บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวด ไม่ขึ้นงบดุล บันทึกเป็น ROU Asset และ Lease Liability ในงบดุล สัญญาเช่าการเงิน บันทึกในงบดุล บันทึกในงบดุล (เหมือนเดิม) ผลต่องบการเงิน หนี้สินถูกซ่อน ทำให้ D/E Ratio ดูต่ำกว่าจริง งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจริง Right-of-Use Asset คืออะไร Right-of-Use Asset หรือ สินทรัพย์สิทธิการเช่า คือ สินทรัพย์ที่ผู้เช่าบันทึกในงบดุลเพื่อแสดงสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าตลอดอายุสัญญา พูดให้เข้าใจง่าย คือ แม้ผู้เช่าไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ แต่มีสิทธิในการใช้สินทรัพย์นั้น ซึ่งสิทธินี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุล เช่นเดียวกับการบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น บริษัทเช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ภายใต้ TFRS 16 บริษัทต้องบันทึกมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดเป็น Right-of-Use Asset ไม่ใช่แค่ตัดค่าเช่าเป็นรายจ่ายทุกเดือนอย่างเดิม วิธีบันทึกบัญชีสัญญาเช่าตาม TFRS 16 แบบ Step-by-Step การบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 มี 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุว่าเป็นสัญญาเช่าหรือไม่ การวัดมูลค่าเริ่มต้น การบันทึกรายการ และการบันทึกค่าเสื่อมราคากับดอกเบี้ยในแต่ละงวด ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าเป็นสัญญาเช่าตาม TFRS 16 หรือไม่ สัญญาจะเข้าข่ายตาม TFRS 16 เมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ข้อนี้พร้อมกัน ถ้าสัญญาระบุแค่ว่าผู้ให้บริการจะจัดหาพื้นที่ให้ใช้ โดยผู้ให้บริการเปลี่ยนพื้นที่ได้ตลอด สัญญานี้อาจไม่เข้าข่ายตาม TFRS 16 ขั้นตอนที่ 2 วัดมูลค่า Right-of-Use Asset และ Lease Liability เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสัญญาเช่า ให้คำนวณมูลค่าเริ่มต้นโดยหามูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา สูตร Lease Liability = มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดที่ต้องจ่ายในอนาคต อัตราคิดลดที่ใช้ คือ อัตราดอกเบี้ยโดยนัยในสัญญาเช่า (Implicit Rate) ถ้าหาไม่ได้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม (Incremental Borrowing Rate) ของผู้เช่า ROU Asset ณ วันเริ่มต้น = Lease Liability + ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก เช่น ค่านายหน้า หรือค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า ขั้นตอนที่ 3 บันทึกรายการเริ่มต้น Journal Entry ณ วันที่เริ่มต้นสัญญาเช่า บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า (ROU Asset) XXX หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability) XXX มูลค่าที่บันทึกทั้ง 2 ด้านจะเท่ากัน หากไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มแรกเพิ่มเติม ขั้นตอนที่ 4 บันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยรายงวด ในแต่ละงวด ผู้เช่าต้องบันทึก 2 รายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมราคา ROU Asset หารเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา (หรืออายุการใช้งาน แล้วแต่ว่าอย่างไหนสั้นกว่า) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจาก Lease Liability คำนวณจากยอดหนี้สินคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ย บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน เมื่อจ่ายค่าเช่าจริง ส่วนหนึ่งจะลดยอด Lease Liability (ส่วนเงินต้น) และอีกส่วนเป็นดอกเบี้ย ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าสำนักงาน สมมุติว่าบริษัท สมาร์ท จำกัด เช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จ่ายต้นเดือน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม 5% ต่อปี การคำนวณ Lease Liability Journal Entry วันเริ่มต้นสัญญา บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า 1,001,000 บาท หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,001,000 บาท การคำนวณรายเดือน แยกค่าเช่ารายเดือน 30,000 บาท ยอดหนี้สินคงเหลือจะลดลงเรื่อย ๆ ทุกเดือน เพราะดอกเบี้ยคำนวณจากยอดคงเหลือที่ลดลง ข้อยกเว้น TFRS 16 กรณีไหนไม่ต้องบันทึก Right-of-Use Asset TFRS 16 อนุญาตให้ผู้เช่าเลือกไม่บันทึก Right-of-Use Asset ได้ 2 กรณี เพื่อลดภาระงานบัญชีสำหรับสัญญาเช่าที่มีมูลค่าไม่มากหรืออายุสั้น สัญญาเช่าระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน สัญญาที่มีอายุไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันเริ่มต้น และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ ผู้เช่าสามารถเลือกบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดตามปกติได้ โดยไม่ต้องขึ้นงบดุล ตัวอย่าง เช่าพื้นที่จัดงานอีเวนต์ 6 เดือน หรือเช่ารถสำหรับโปรเจกต์ระยะสั้น สินทรัพย์อ้างอิงมูลค่าต่ำ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำเมื่ออยู่ในสภาพใหม่ (IFRS 16 ใช้เกณฑ์ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000-175,000 บาท) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดได้ เช่น เช่าเครื่องพิมพ์ เช่าโน้ตบุ๊ก หรือเช่าเครื่องทำน้ำ การเลือกใช้ข้อยกเว้นนี้ต้องเปิดเผยนโยบายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่าหรือซื้อดี TFRS 16 ช่วยผู้บริหารตัดสินใจอย่างไร TFRS 16 ทำให้งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจากการเช่าได้จริง ผู้บริหารจึงสามารถเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างการเช่ากับการซื้อได้ชัดเจนขึ้น เพราะเห็นตัวเลขทั้งฝั่งสินทรัพย์และหนี้สินครบถ้วน ผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินที่ต้องรู้ เมื่อสัญญาเช่าขึ้นงบดุล อัตราส่วนทางการเงินหลายตัวจะเปลี่ยนไป ผู้บริหารที่เข้าใจผลกระทบนี้จะวางแผนโครงสร้างการเงินได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อกับธนาคาร และการรายงานต่อผู้ถือหุ้น สรุป – ทำความเข้าใจสัญญาเช่าและ TFRS 16 เพื่อจัดการงบการเงินอย่างมืออาชีพ TFRS 16 เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสัญญาเช่าจากแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ให้กลายเป็นสินทรัพย์และหนี้สินที่ต้องแสดงในงบดุล ผู้ประกอบการที่เข้าใจหลักการนี้จะมีเครื่องมือในการตัดสินใจทางการเงินที่แม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเช่าหรือซื้อ เรื่องเงื่อนไขสินเชื่อ หรือการวางแผนงบประมาณระยะยาว จัดการสัญญาเช่าและ TFRS 16 ให้ถูกต้องและง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ด้วยระบบ Cloud 100% พร้อม AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ให้คุณมั่นใจว่างบการเงินของกิจการถูกต้องตามมาตรฐาน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาเช่าและ TFRS 16 กิจการ SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้ TFRS 16 ด้วยหรือไม่ กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ไม่จำเป็นต้องใช้ TFRS 16 แต่สามารถเลือกใช้ได้โดยสมัครใจ กิจการ NPAEs ที่ต้องการใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs ให้ดูแนวปฏิบัติเรื่องสัญญาเช่าที่สภาวิชาชีพบัญชีฯ ประกาศ สัญญาเช่าระยะสั้นที่ต่อสัญญาทุกปี ต้องบันทึก ROU Asset หรือไม่ ถ้าสัญญาเดิมมีอายุไม่เกิน 12 เดือน และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ สามารถใช้ข้อยกเว้นได้ แต่ถ้าในทางปฏิบัติมีการต่อสัญญาซ้ำหลายปีจนเห็นได้ว่ามีภาระผูกพันระยะยาว ผู้สอบบัญชีอาจพิจารณาว่าต้องบันทึกตาม TFRS 16 ค่าเช่าที่ผันแปรตามยอดขายต้องบันทึกเป็น Lease Liability ด้วยหรือไม่ ค่าเช่าผันแปร (Variable Lease Payments) ที่ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือปริมาณการใช้ ไม่ต้องรวมในการคำนวณ Lease Liability ณ วันเริ่มต้น แต่ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดขึ้นจริง ส่วนค่าเช่าผันแปรที่อิงกับดัชนี เช่น CPI ต้องรวมอยู่ใน Lease Liability ตามประมาณการ ณ วันเริ่มต้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

29 Sep 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

9 Oct 2026

PEAK Account

14 min

CK Cheong กับวิธีปรับตัวของธุรกิจในโลกที่ลูกค้าเป็น AI – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

ลองนึกภาพวันที่คุณตื่นมาแล้วพบว่ายอดขายวันนี้มาจาก AI Agent ไม่ใช่คน AI Agent เป็นตัวแทนที่ค้นหาสินค้า เปรียบเทียบราคา และกดจ่ายเงินแทนลูกค้าทั้งหมด ฟังดูเหมือนอนาคตอีกไกล แต่จริง ๆ แล้วมันเกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ CK Cheong ซีอีโอของ Fastwork บนเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน What’s Next for The Business Trend วิเคราะห์เทรนด์ธุรกิจ คิดโมเดลแห่งอนาคต พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ผู้ซื้อ ผู้ตัดสินใจ และผู้จ่ายเงินหลักในอนาคตจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็น AI Agent บทความนี้สรุปเนื้อหาสำคัญจากเวทีนั้น พร้อมวิธีปรับตัวที่ธุรกิจไทยนำไปใช้ได้ทันที CK Cheong ซีอีโอ Fastwork กับมุมมอง AI Agent บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 CK Cheong เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Fastwork แพลตฟอร์มจ้างงานฟรีแลนซ์ที่เริ่มต้นในไทยแล้วขยายไปหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาเป็นหนึ่งใน speaker ที่ได้รับเชิญขึ้นเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 งานสัมมนาด้านธุรกิจและการลงทุนที่รวมผู้นำจากหลากหลายอุตสาหกรรม หัวข้อที่ CK เลือกพูดไม่ใช่เรื่องการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน แต่เป็นมุมที่ใหม่กว่านั้นมาก นั่นคือ AI Agent กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริงของธุรกิจ และแบรนด์ที่ไม่เตรียมพร้อมจะถูกข้ามไปอย่างเงียบ ๆ AI Agent คืออะไร – ทำความเข้าใจตัวแทน AI ที่ทำงานแทนคน AI Agent คือโปรแกรม AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้แบบครบวงจร ตั้งแต่รับคำสั่ง วางแผน ตัดสินใจ ไปจนถึงลงมือทำ โดยไม่ต้องรอให้คนมากดปุ่มทุกขั้นตอน สิ่งที่ทำให้ AI Agent ต่างจาก Chatbot ทั่วไปคือความสามารถในการลงมือทำได้จริง Chatbot ตอบคำถามได้ แต่ AI Agent เชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน ระบบสต็อกสินค้า หรือแม้แต่ควบคุมคอมพิวเตอร์เพื่อทำธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง AI Agent มีอะไรบ้าง – ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ CK ยกตัวอย่างบนเวทีหลายตัวที่น่าสนใจ ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่ concept อีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้จริงเริ่มทดลองแล้ววันนี้ Agentic AI กับ AI Agent ต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ลองคิดแบบง่าย ๆ ว่า Agentic AI คือแนวคิดที่ให้ AI ทำงานแบบอิสระ ตัดสินใจเอง วางแผนเอง ส่วน AI Agent คือตัวโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาตามแนวคิดนั้น พูดง่าย ๆ คือ Agentic AI เป็นปรัชญา ส่วน AI Agent คือคนที่ลงมือทำตามปรัชญานั้น ในทางปฏิบัติทั้งสองคำมักถูกใช้แทนกันได้ แต่ถ้าต้องการความชัดเจน ให้จำว่า Agent เน้นที่ตัวโปรแกรม ส่วน Agentic เน้นที่คุณสมบัติของการทำงาน เมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า – จาก Search Engine สู่ Full Automation CK อธิบายวิวัฒนาการพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ 3 ขั้นที่ชัดเจนมาก ขั้นที่ 1 ยุค Search Engine – มนุษย์ค้นหาข้อมูลเองผ่าน Google, TikTok, Lazada หรือ Shopee เปรียบเทียบเอง ตัดสินใจเอง แล้วกดซื้อเอง ขั้นที่ 2 ยุค AI Agent – AI สืบค้นข้อมูลแทน คัดสรรตัวเลือก ดึงรีวิวและ rating มาเปรียบเทียบ แล้วแนะนำตัวเลือกที่ดีที่สุดให้มนุษย์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 3 ยุค Full Automation – AI ทำทุกอย่างแทน ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบ ตัดสินใจ สั่งซื้อ จ่ายเงิน จนถึงเติมสต็อกให้อัตโนมัติ โดยไม่ผ่านแอปหรือหน้าจอใด ๆ เลย กรณี Meta Muse ที่ CK ยกมาเป็นตัวอย่างของขั้นที่ 3 ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ผู้ใช้ไม่ได้เปิดแอปช็อปปิ้ง ไม่ได้เปรียบเทียบราคา แค่บอก AI ว่าผ้าอ้อมหมด แล้วของก็มาถึงบ้าน ผู้ซื้อตัวจริงในกรณีนี้คือ AI Agent ไม่ใช่มนุษย์ ธุรกิจที่ไม่มีตัวตนในสายตา AI Agent จะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK เตือนไว้ชัดว่า ธุรกิจที่ไม่นำข้อมูล ผลงาน รีวิว และ rating ขึ้นสู่ระบบออนไลน์ในรูปแบบที่ AI Agent ดึงไปประมวลผลได้ ธุรกิจนั้นจะกลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีตัวตน เมื่อ AI Agent ค้นหาร้านอาหาร ช่างซ่อม หรือสำนักงานบัญชีให้ลูกค้า มันจะดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ที่มีโครงสร้างชัดเจน ถ้าธุรกิจของคุณไม่มีข้อมูลเหล่านี้ AI Agent ก็ไม่มีทางแนะนำคุณได้ ธุรกิจของคุณจะถูกข้ามไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว การอวสานของ App – CK มองอนาคตที่เหลือแค่ AI Interface เดียว อีกประเด็นที่ CK พูดถึงบนเวทีคือ อนาคตที่ธุรกิจไม่ต้องสร้างแอปหรือหน้าจอซับซ้อนอีกต่อไป เพราะ AI จะกลายเป็น interface เดียวที่เชื่อมต่อทุกระบบหลังบ้าน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Salesforce Agentforce ที่ใช้ AI จาก Anthropic เป็นตัวกลาง พนักงานขายแค่พิมพ์หรือพูดว่าต้องการข้อมูลลูกค้ารายไหน ระบบก็ดึงข้อมูลจาก CRM มาให้ทันที ไม่ต้องเปิดหน้าจอหลายจอ ไม่ต้องจำวิธี filter ข้อมูล สำหรับ SME ไทย สิ่งที่ต้องคิดคือ ระบบหลังบ้านของธุรกิจพร้อมเชื่อมต่อกับ AI หรือยัง ถ้าข้อมูลยังอยู่ในกระดาษหรือ Excel ที่ไม่มี API เชื่อมต่อ ธุรกิจก็จะถูกตัดออกจากระบบนิเวศใหม่นี้ แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร – Executive Action Checklist จาก CK Cheong CK ไม่ได้แค่ชี้ปัญหา แต่ให้ checklist สำหรับผู้บริหารไว้ด้วย สรุปเป็นแนวทางที่ SME นำไปใช้ได้ทันที Audit Digital Presence – ทำให้ธุรกิจมีตัวตนในสายตา AI ก่อนจะคิดเรื่องอื่น ต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้า AI Agent ค้นหาธุรกิจแบบเดียวกับคุณ มันจะเจอคุณไหม ข้อมูลสินค้า ราคา รีวิว และ rating ของคุณอยู่ในรูปแบบที่ AI ดึงไปใช้ได้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือยังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากการทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนแพลตฟอร์มที่มีโครงสร้าง เช่น Google Business Profile ที่มีข้อมูลครบถ้วน เว็บไซต์ที่มี structured data หรือฐานข้อมูลสินค้าที่มี API ให้ระบบภายนอกเชื่อมต่อได้ เตรียมระบบหลังบ้านให้ AI Agent เชื่อมต่อได้ ระบบ CRM ระบบชำระเงิน และระบบบัญชี ทั้งหมดต้องพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ เพราะเมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า มันจะทำธุรกรรมผ่าน API ไม่ใช่ผ่านหน้าเว็บแบบที่มนุษย์ใช้ SME ที่ยังใช้ระบบแยกส่วนหรือบันทึกข้อมูลด้วยมือ ควรเริ่มย้ายมาใช้ระบบ Cloud ที่รองรับการเชื่อมต่อ เพราะนี่คือ infrastructure พื้นฐานของยุคที่ AI เป็นลูกค้า AI Agent กับการทำบัญชีและการเงินของ SME CK ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับวงการบัญชี เขาเล่าว่าก่อนปี 2000 การกระทบยอดบัญชีธนาคาร (Bank Reconciliation) ต้องใช้คนทั้งตึกนั่งคิดดอกเบี้ยและเทียบยอดด้วยมือ พอ Excel เข้ามา คนทั้งตึกนั้นก็หายไป แต่ไม่ได้หมายความว่าคนตกงาน หลายคน reskill ตัวเองเป็น Financial Analyst ที่ใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูลแทน ในยุค AI Agent สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ AI จะทำ auto reconciliation ออก invoice อัตโนมัติ และจัดการงานบัญชีพื้นฐานได้ด้วยตัวเอง นักบัญชีที่ปรับตัวได้จะกลายเป็น AI Systems Auditor ที่ตรวจสอบความถูกต้องของระบบ AI แทน สิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมคือระบบบัญชีที่อยู่บน Cloud และพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อ AI Agent เริ่มจัดการธุรกรรมให้ลูกค้า ระบบบัญชีต้องรับข้อมูลได้แบบ real-time ไม่ใช่รอคนมากรอกด้วยมือ สรุป – เมื่อลูกค้าไม่ใช่คน ธุรกิจที่พร้อมเชื่อมต่อจะไปต่อได้ insight จาก CK Cheong บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 ทำให้เห็นชัดว่า AI Agent ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยงาน แต่กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริง ธุรกิจที่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จะได้เปรียบ ส่วนธุรกิจที่ยังไม่มีตัวตนในโลกดิจิทัลจะค่อย ๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK ทิ้งคำถามไว้บนเวทีว่า องค์กรของคุณกำลังทำสิ่งเดิมแล้วหวังผลลัพธ์ใหม่ หรือกำลังกล้าที่จะทอยลูกเต๋าลูกใหม่ พร้อมปรับธุรกิจให้รับยุค AI Agent ด้วยระบบบัญชีที่เชื่อมต่อได้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้ธุรกิจจัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บนระบบ Cloud ที่พร้อมเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึง AI Agent ในอนาคต ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Agent AI Agent ใช้งานยังไง AI Agent ทำงานโดยรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านข้อความหรือเสียง จากนั้นมันจะวางแผนและลงมือทำให้เสร็จโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น บอกให้จองตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุดไปเชียงใหม่สัปดาห์หน้า AI Agent จะค้นหา เปรียบเทียบ และจองให้โดยที่คุณไม่ต้องเปิดเว็บไซต์สายการบินเอง AI Agent จะมาแทนที่คนทำงานไหม CK อธิบายว่าไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาท เช่น พนักงาน Customer Service อาจเปลี่ยนเป็น AI Agent Trainer ที่สอนให้ AI ตอบลูกค้าได้ถูกต้อง สิ่งสำคัญคือการเป็น Problem Solver ที่มุ่งแก้ปัญหาให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ Organizer ที่ทำงานตามขั้นตอนเดิมซ้ำ ๆ ธุรกิจขนาดเล็กต้องเตรียมตัวอย่างไรสำหรับยุค AI Agent เริ่มจาก 3 อย่างที่ทำได้ทันที หนึ่งคือทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนออนไลน์ในรูปแบบที่ AI อ่านได้ สองคือย้ายระบบหลังบ้านขึ้น Cloud เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ API ในอนาคต สามคือเริ่มใช้ AI ในงานประจำวันเพื่อให้ทีมคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับ AI ก่อนที่ AI Agent จะกลายเป็นลูกค้าจริง ๆ Meet Proxy คืออะไร ทำไม CK บอกว่าเป็นภัยเงียบขององค์กร Meet Proxy คือพฤติกรรมที่ผู้ส่งคัดลอกข้อความยาว ๆ จาก AI ส่งให้อีกฝ่าย แล้วผู้รับก็คัดลอกข้อความนั้นกลับเข้า AI ให้สรุปให้อีกที ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำความเข้าใจเนื้อหาจริงเลย CK เตือนว่าพฤติกรรมนี้สร้างต้นทุนแฝงมหาศาลให้องค์กร เพราะดูเหมือนทำงานแต่ไม่มีใครคิดจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 Oct 2026

PEAK Account

15 min

สร้างแผนการตลาดแบบ Dr.PONG – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

การสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาล แต่ต้องเข้าใจว่าลูกค้ามองเราอย่างไร และเราอยากให้เขาจำเราในแบบไหน คุณพงศ์ (นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์) CEO และผู้ก่อตั้ง Dr.PONG แบรนด์สกินแคร์ที่เติบโตจากออนไลน์จนกลายเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักทั่วประเทศ ขึ้นเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน The Scaling Up Playbook ขยายธุรกิจใหญ่ ทำอย่างไรให้แบรนด์โต พร้อมถ่ายทอดบทเรียนที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที มาดูกันว่าคุณพงศ์พูดอะไรบ้างบนเวทีนี้ รู้จัก Dr.PONG – จากคลินิกหมอพงศ์สู่แบรนด์สกินแคร์ระดับส่งออก จุดเริ่มต้น คลินิกความงามสู่สกินแคร์ออนไลน์ คุณพงศ์เริ่มต้นจากคลินิกความงามเล็ก ๆ ก่อนขยายสู่สกินแคร์ ในยุคนั้นแบรนด์ที่ขายผ่าน Modern Trade อย่างห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อต้องถูกหักส่วนแบ่ง (GP – Gross Profit) สูงถึง 40% จากราคาขาย หมายความว่าจากสินค้าราคา 100 บาท แบรนด์ได้กลับมาแค่ 60 บาท Dr.PONG มองเห็นช่องว่างตรงนี้ จึงเลือกขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วนำเงินส่วนต่าง 40% นั้นกลับไปใส่ในคุณภาพผลิตภัณฑ์แทน ผลลัพธ์คือสินค้าประสิทธิภาพสูงในราคาที่คุ้มค่ากว่าคู่แข่ง นี่คือตัวอย่างของ Channel Disruption ที่ SME สามารถเรียนรู้ได้ เลือกช่องทางที่ได้เปรียบแล้วเอางบที่เหลือไปสร้างคุณภาพ ไม่ใช่จ่ายค่าชั้นวาง ปัจจุบัน Dr.PONG ไม่ได้หยุดแค่การขาย แต่ร่วมวิจัยเทคโนโลยี Nano Liposome กับ NanoTEC และจัดตั้ง Dr. Pong SRL เพื่อผลิตวัตถุดิบเอง ลดการนำเข้า และต่อยอดเป็นธุรกิจ B2B ส่งออกไปถึงเกาหลีใต้ การสร้างแบรนด์คืออะไร ทำไม SME ยุคนี้ต้องใส่ใจ การสร้างแบรนด์ (Branding) คือการสร้างตัวตนให้ธุรกิจ ตั้งแต่ชื่อ โลโก้ ภาพลักษณ์ ไปจนถึงความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อสินค้าและบริการ เป้าหมายคือทำให้ลูกค้า นึกถึงเราก่อน เมื่อต้องการสินค้าในหมวดนั้น สำหรับ SME ที่งบจำกัด การสร้างแบรนด์ยิ่งสำคัญ เพราะแบรนด์ที่ชัดเจนช่วยลดต้นทุนการตลาดระยะยาว ลูกค้าที่จำแบรนด์ได้จะกลับมาซื้อซ้ำโดยไม่ต้องยิงโฆษณาทุกครั้ง Branding กับ Marketing ต่างกันตรงไหน Branding คือเรื่องของการบอกว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือวิธีที่เราสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ถ้าแบรนด์ยังไม่ชัด การทำการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุด เหมือนพูดกับคนฟังโดยไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดเรื่องอะไร Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ดี แบรนด์ชัดตั้งแต่แรกว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ทุกแคมเปญจึงสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย 5 บทเรียนสร้างแบรนด์ให้คนจำ จากเวที Scaling Up Playbook 1. ทำของดีที่สุดก่อน แล้วค่อยตั้งราคา คุณพงศ์บอกบนเวทีว่า Dr.PONG ไม่ได้เริ่มจากการตั้งราคาแล้วหาวัตถุดิบให้พอดีต้นทุน แต่เริ่มจากการทำสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีตั้งราคาที่เหมาะสม แนวคิดนี้ต่างจาก SME หลายรายที่ตั้งงบก่อนแล้วจำกัดคุณภาพตาม ผลลัพธ์คือสินค้าที่ไม่โดดเด่นพอจะแข่งในตลาดที่มีแบรนด์กว่า 10,000 รายในตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท (ตัวเลขจากคุณพงศ์บนเวที) 2. ยอดขายคือครูที่ดีที่สุด – ทำการตลาดแบบเข้าใจง่าย คุณพงศ์เล่าว่า Dr.PONG เคยลง Billboard ขนาดใหญ่โดยใส่รูปคิมซอนโฮ (Kim Seon-ho) นักแสดงเกาหลีชื่อดังในฐานะพรีเซ็นเตอร์ พร้อมชื่อแบรนด์ชัดเจน แต่ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภค 30-40% ยังคิดว่า Dr.PONG เป็นแบรนด์เกาหลี บทเรียนนี้สอนว่าผู้บริโภคมีเวลาจำกัด มองเห็นแค่สิ่งที่ตนคิด การสื่อสารแบรนด์ต้องเข้าใจได้ภายใน 3-5 วินาที ไม่ต้องท่ายาก ไม่ต้องซับซ้อน ยอดขายจะบอกเองว่าวิธีไหนได้ผล 3. Common Sense Branding – ลูกค้าเรียกป๋องก็ไม่เป็นไร ลูกค้าหลายคนเรียก Dr.PONG ว่า ป๋อง ซึ่งผิดจากชื่อจริง แทนที่จะแก้ไขทุกครั้ง คุณพงศ์เลือกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะมองว่าความสนิทสนมสำคัญกว่าความถูกต้องตามทฤษฎี แนวคิดนี้เรียกว่า Common Sense Branding ไม่ยึดตำราตายตัว แต่ฟังลูกค้าก่อนว่าเขาสะดวกแบบไหน แบรนด์ที่เข้าถึงง่ายจะถูกจดจำง่ายกว่าแบรนด์ที่พยายามควบคุมทุกอย่าง 4. จัดการความคาดหวังลูกค้า – สินค้ากลิ่นไม่หอม แต่ได้ผลจริง Dr.PONG มีเซรั่มวิตามินซีผสมกลูต้าไธโอนที่ได้ผลดีมาก แต่มีกลิ่นคล้ายไข่เน่าเพราะสารออกฤทธิ์ แทนที่จะเปลี่ยนสูตรจนประสิทธิภาพลดลง Dr.PONG เลือกแจ้งลูกค้าล่วงหน้าว่ากลิ่นเป็นอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกประสิทธิภาพก่อนความหอม ผลลัพธ์คือลูกค้าที่ซื้อแล้วพอใจ เพราะรู้ล่วงหน้าและยอมรับ trade-off ได้ การจัดการความคาดหวังตั้งแต่ก่อนขายช่วยลดปัญหา complaint และสร้างความไว้ใจระยะยาว 5. ให้อำนาจทีมแก้ปัญหาทันที Dr.PONG มีสเปรย์ที่ใส่สารระงับกลิ่นกายความเข้มข้นสูง ทำให้บางครั้งหัวสเปรย์อุดตัน เมื่อลูกค้าแจ้งปัญหา ทีมไม่ต้องขอหลักฐานหรือรอยืนยัน แต่ส่งสินค้าชิ้นใหม่ให้ทันที แนวทางนี้เรียกว่า Zero-friction Claim ลดขั้นตอนให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจจริง ไม่ใช่แค่พูด ต้นทุนที่เสียไปจากการเปลี่ยนสินค้าน้อยกว่าต้นทุนการเสียลูกค้าไปตลอดชีวิต ขั้นตอนสร้างแบรนด์สำหรับ SME – ถอดจากแนวคิด Dr.PONG Step 1 กำหนด Positioning ที่ชัดเจน ก่อนทำอย่างอื่น ต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราต่างจากคู่แข่งตรงไหน Dr.PONG ตอบได้ชัดว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาที่ SME เข้าถึงได้ ถ้ายังตอบไม่ได้ ให้เริ่มจากจุดนี้ก่อนลงเงินทำการตลาด Step 2 เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ ไม่จำเป็นต้องอยู่ทุกช่องทาง เลือกช่องทางที่ต้นทุนต่ำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรง Dr.PONG เริ่มจากออนไลน์เพราะไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วเอาเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับคุณภาพสินค้าแทน SME สามารถใช้แนวคิดเดียวกันได้ เลือกช่องทาง 1-2 ช่องทางที่ถนัดแล้วทำให้ดี ดีกว่ากระจายไปทุกที่แต่ทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ Step 3 สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ Brand DNA คือสิ่งที่ทำให้คนนึกถึงแบรนด์ทันทีเมื่อเห็นหรือได้ยิน Dr.PONG สร้างภาพลักษณ์ของหมอที่เข้าถึงง่าย ไม่ถือตัว พร้อมรับฟังลูกค้า แม้ลูกค้าจะเรียกชื่อผิดก็ไม่เป็นไร สำหรับ SME ลองถามตัวเองว่าถ้าลูกค้าจะเล่าให้เพื่อนฟังเรื่องแบรนด์เรา เขาจะพูดว่าอะไร คำตอบนั้นคือ Brand DNA Step 4 ทดลองตลาดจริง วัดผลด้วยยอดขาย แผนการตลาดที่สวยบนกระดาษไม่มีความหมายถ้ายอดขายไม่ขยับ คุณพงศ์เน้นย้ำว่ายอดขายคือครูที่ดีที่สุด ทดลองทำจริง ดูตัวเลขจริง แล้วปรับตามผลลัพธ์ ไม่ต้องรอแผนสมบูรณ์แบบ Step 5 วางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ปัญหาที่ตามมาคือระบบหลังบ้านตามไม่ทัน ทั้งเรื่องบัญชี การเงิน สต็อกสินค้า และภาษี ถ้าระบบไม่พร้อม การเติบโตจะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นโอกาส ผู้ประกอบการที่เตรียมระบบบัญชีและการเงินให้เป็นระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะเห็นตัวเลขจริงว่ากำไรเท่าไหร่ ต้นทุนตรงไหนลดได้ และช่องทางไหนคุ้มค่าที่สุด ยุคทองของผู้ประกอบการรายเล็ก คุณพงศ์ปิดท้ายเวทีด้วยข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจว่ายุคนี้คนตัวเล็กมีโอกาสสูงสุด ตั้งเป้าหมายในใจให้ชัด เส้นทางจะตามมาเอง ตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่า 200,000 ล้านบาท แบ่งให้แบรนด์กว่า 10,000 ราย เฉลี่ยแล้วแบรนด์ละ 20 ล้านบาท ตัวเลขนี้บอกว่าแม้จะเริ่มเล็ก ก็มีพื้นที่ให้เติบโต ถ้ามีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและสินค้าที่ดีจริง ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้ ถ้ารู้จักใช้ข้อได้เปรียบของตัวเอง ทั้งความคล่องตัว ความใกล้ชิดลูกค้า และการจัดการธุรกิจที่เป็นระบบ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ สิ่งที่ต้องเริ่มก่อนเมื่อจะสร้างแบรนด์ เริ่มจากกำหนด Positioning ให้ชัดเจนว่าสินค้าหรือบริการต่างจากคู่แข่งตรงไหน และตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มไหน ก่อนลงเงินออกแบบโลโก้หรือทำโฆษณา ต้องตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ให้ได้ก่อน เหมือน Dr.PONG ที่ชัดตั้งแต่แรกว่าเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ขั้นตอนการสร้างแบรนด์มีอะไรบ้าง ขั้นตอนหลักมี 5 ข้อ ได้แก่ กำหนด Positioning, เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ, สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ, ทดลองตลาดจริงและวัดผลด้วยยอดขาย, สุดท้ายคือวางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต ทุกขั้นตอนไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน เริ่มจาก Positioning แล้วค่อยขยายทีละขั้น SME งบน้อยสร้างแบรนด์ได้ไหม ได้ Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เริ่มจากการเลือกช่องทางออนไลน์ที่ต้นทุนต่ำ แล้วเอางบที่ประหยัดได้ไปใส่ในคุณภาพสินค้า ไม่ต้องลงโฆษณาแพงตั้งแต่แรก เริ่มจากสินค้าดี ลูกค้าจะบอกต่อเอง การสร้างแบรนด์ต่างจากการทำการตลาดอย่างไร Branding คือการกำหนดตัวตนว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือการสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ทั้งสองต้องทำควบคู่กัน แต่ต้องเริ่มจาก Branding ก่อน ไม่เช่นนั้นการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุดและเปลืองงบ สรุป – สร้างแบรนด์ให้คนจำ เริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทำจริง บทเรียนจากคุณพงศ์แห่ง Dr.PONG บนเวที Scaling Up Playbook ในงานลงทุนแมน Summit ชี้ให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่ได้ต้องใช้เงินมาก แต่ต้องใช้ความเข้าใจลูกค้า ทำสินค้าดี สื่อสารเรียบง่าย จัดการความคาดหวัง และให้อำนาจทีมแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้ Dr.PONG ต่างจากแบรนด์อื่น ไม่ใช่งบการตลาดที่มากกว่า แต่เป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ เอางบไปใส่คุณภาพ และฟังลูกค้ามากกว่าฟังทฤษฎี เริ่มต้นสร้างธุรกิจอย่างเป็นระบบกับ PEAK เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ระบบหลังบ้านที่ดีจะช่วยให้คุณโฟกัสกับการสร้างแบรนด์ได้เต็มที่ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

30 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 30/09/2026

1. อัปเดตเมนูคลังเอกสาร ดูไฟล์เอกสารได้ชัดขึ้น สร้างเอกสารรายรับ-รายจ่ายได้ทันที แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการจัดการเอกสารสแกนหรือรูปภาพเข้าโปรแกรม PEAKสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับโฉมหน้าจอแสดงผล สามารถขยายการดูรูปภาพเอกสารได้เต็มหน้าจอ มองเห็นรายละเอียด ตัวเลข และข้อความได้ชัดเจนยิ่งขึ้นรองรับการสร้างเอกสารครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งฝั่งรายรับ ได้แก่ ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้, ใบเสร็จรับเงิน, ใบรับเงินมัดจำ และฝั่งรายจ่าย ได้แก่ ใบซื้อสินทรัพย์ และใบจ่ายเงินมัดจำเพิ่มช่องเลือก “กลุ่มจัดประเภท” ในโหมดสร้างเอกสารขั้นสูง ช่วยให้จัดหมวดหมู่หรือระบุโครงการ/สาขาได้ทันทีSMART Key อ่านข้อมูลอัตโนมัติ ช่วยดึงรายละเอียดเอกสารมาใส่ลงในช่องให้อัตโนมัติ ลดเวลาการคีย์ข้อมูลลงประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ตรวจสอบไฟล์ต้นฉบับพร้อมกรอกข้อมูลได้จบในหน้าเดียว ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกเอกสาร 2. เพิ่มตัวเลือกแสดงเลขที่ผังบัญชีเมื่อพิมพ์รายงานงบการเงิน ตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Basic ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: นักบัญชีที่ต้องการนำข้อมูลรายงานงบการเงินไปใช้งานต่อหรือตรวจสอบรายละเอียดร่วมกับผังบัญชีอย่างถูกต้องแม่นยำ สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้เห็นโครงสร้างและเลขที่ผังบัญชีควบคู่กับรายการงบการเงินได้ทันที ตรวจสอบข้อมูลสะดวกรวดเร็ว นำไฟล์ Excel ไปวิเคราะห์หรือทำงานต่อได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเลขผังบัญชีย้อนหลัง 3. เพิ่มปุ่มแสดงรายละเอียดใน Dashboard งบกำไรขาดทุน ดูข้อมูลเปรียบเทียบสะดวกขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Basic ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเจาะลึกวิเคราะห์โครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายของธุรกิจในรูปแบบแผนภาพที่เข้าใจง่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มปุ่ม Drilldown ให้ผู้ใช้งานสามารถกด เพื่อเปิดดูรายละเอียดตัวเลข เปรียบเทียบกับงวดก่อนหรือปีก่อนหน้าได้ทันที โดยระบบจะช่วยวิเคราะห์แสดงการเติบโต สัดส่วนค่าใช้จ่ายเทียบกับรายได้รวม ช่วยให้เห็นแนวโน้มทางเงินได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ใน Dashboard ยังมีการจัดเรียงลำดับรายการที่มีมูลค่าสูงสุดไปหาน้อยที่สุดให้อัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นจุดสำคัญของงบการเงินได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งปรับการตั้งค่าเริ่มต้นให้แสดงผลเป็นช่วงเวลาของ “เดือนปัจจุบัน” เพื่อให้ผู้ใช้งานเปิดเข้ามาเช็กงบการเงินช่วงล่าสุดได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาปรับเลือกช่วงเวลาใหม่ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้เห็นภาพรวมและเจาะลึกงบการเงินได้จบในที่เดียว เข้าใจที่มาที่ไปของรายได้และค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น วางแผนการเงินและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

30 Sep 2026

PEAK Account

3 min

PEAK Function Update 30/09/2026

1. Updated File Vault menu, view document files more clearly, create revenue-expense documents immediately. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who want to manage scanned documents or images in the PEAK program. System Updates: Benefits of Use: Work more conveniently and quickly, review original files along with filling in data all on a single page, reducing errors in document recording. 2. Added option to display chart of accounts numbers when printing financial statement reports, checking data more conveniently. Package: Basic package and above Suitable for: Accountants who want to use financial statement report data further or accurately check details alongside the chart of accounts. System Updates: Benefits of Use: Helps users view account structures and account numbers alongside financial statement items at a glance, making it easier to check data quickly and conveniently. It also makes Excel files easier to analyze and use for further work, without wasting time searching for account numbers later. 3. Added show details button in Income Statement Dashboard, viewing comparative data more conveniently. Package: Basic package and above Suitable for: Users who want an in-depth analysis of business revenue and expense structures in an easy-to-understand visualizations. System Updates: The system added a Drill down button allowing users to click to open and view numerical details compared to previous periods or previous years immediately. The system also analyzes and displays revenue growth and expense proportions relative to total revenue, helping users identify financial trends more clearly. Furthermore, the Dashboard automatically sorts items from highest to lowest value, helping users see key financial statement points quickly. Default settings have also been adjusted to display the “Current Month” period so users opening the page can check the latest financial statement period immediately without wasting time setting new periods. Benefits of Use: Helps view the overview and drill down into financial statements all in one place, understanding the sources of revenue and expenses more easily, planning finances and making business decisions more precisely.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม