tax-ecommerce-business

แม่ค้าออนไลน์ทั้งหลายคงเคยได้ยินว่า “เมื่อมีรายได้ก็ต้องเสียภาษี ”แต่หลายคนไม่ทราบว่าตัวเองมียอดขายหรือรายรับที่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีหรือยัง ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจก่อนว่า รายได้จากการออนไลน์เป็นรายได้จากการซื้อมาขายไป ประเภท40(8) ซึ่งไม่ได้รับการยกเว้นภาษี

คนขายของออนไลน์เสียภาษีอย่างไรบ้าง

แม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา การยื่นแบบเสียภาษีเพียงแค่ยื่นแสดงรายได้ประจำปี ซึ่งรายได้จากการขายออนไลน์ คุณสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงหรือเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามที่กฎหมายกำหนดดังนี้

1. ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายจริง ก็ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายได้แก่ใบเสร็จรับเงิน เพื่อประกอบการยื่นภาษีด้วย

2. ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายเพราะกฎหมายให้สิทธิเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาในอัตรา 60% ของรายได้

เมื่อเงินได้สุทธิที่คำนวณมากกว่า 150,000 บาท  จึงจะมีภาษีที่ต้องชำระ

   เงินได้สุทธิ = (เงินได้-ค่าใช้จ่าย-ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี  

ตัวอย่าง เช่น

คุณมิ้นต์ขายเสื้อผ้าที่เหมามาจากโรงงาน แล้วขายทางโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Instagram และหน้าเว็บไซต์ของตัวเอง โดยมีรายได้ทั้งสิ้น 1 ล้านบาท ในปี 2562 โดยยังไม่หักค่าใช้จ่าย ต้นทุนต่างๆ

ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ของรายได้ เมื่อคิดจาก 60% ของ 1 ล้านบาทจะได้ 600,000 บาท

ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายจริง จะคุ้มกว่าถ้าค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 600,000 บาท

สำหรับค่าลดหย่อน ถ้าไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลย ก็คิดค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

ในที่นี้สมมติเลือกหักเหมา เงินได้สุทธิ = 1,000,000-600,000-60,000 = 340,000 บาท จากตารางการคำนวณภาษีด้านล่างนี้ คำนวณภาษีได้ 7,500+4000 = 11,500 บาท

อ้างอิง: เอกสารวิธีกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2562 : ภ.ง.ด.90

ภาษีเหมาจ่ายคืออะไร

ถ้าบุคคลธรรมดามีรายได้ทางอื่นนอกเหนือจากเงินเดือน การนำรายได้ทางอื่นทั้งหมดที่มิใช่เงินเดือนโดยไม่หักค่าใช้จ่ายมารวมกันแล้วไปคูณด้วย0.5%  เรียกว่าภาษีเหมาจ่าย    

ซึ่งการคำนวณภาษีแบบเหมาจ่ายนี้ มีข้อดีคือการคำนวณภาษีง่ายและสะดวก ไม่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายและไม่ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายให้ยุ่งยาก เหมาะกับผู้ประกอบหรือร้านค้าออนไลน์ที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งมีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาทต่อปี

ตัวอย่าง เช่น

ภาษีเหมาจ่ายคืออะไร

คุณมิ้นต์มีรายได้จากการขายของออนไลน์ 1 ล้านบาท เมื่อคำนวณภาษีด้วยวิธีเหมาจ่ายโดยนำรายได้ 1 ล้านบาท คูณ 0.5% เท่ากับ 5,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบการคำนวณภาษีแบบธรรมดา และภาษีแบบเหมาจ่าย จะเห็นว่าคุณมิ้นต์จ่ายภาษีแบบเหมาจ่ายต่ำกว่าภาษีแบบธรรมดา ถึง 6,500 บาท (ภาษีแบบธรรมดา 11,500 บาท, ภาษีเหมาจ่าย 5,000 บาท)

การจัดการและวางแผนภาษีเป็นสิ่งที่จำเป็นกับผู้ประกอบการ เพราะการทำบัญชีและจัดการภาษี นอกจากจะมองเห็นกำไร และรายได้ เพื่อจัดการการลงทุนในธุรกิจแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการ เช่น การขอสินเชื่อ การหาหุ้นส่วนมาลงทุนในธุรกิจ และการขยายธุรกิจจนกระทั่งจดทะเบียนเป็นบริษัท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นคงในกิจการ

และ PEAK ก็เป็นโปรแกรมบัญชีที่พร้อมช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกรายให้จัดการบัญชีง่าย เอกสารได้เอง เชื่อมต่อการทำงานกับนักบัญชีได้สะดวก เห็นรายงานสรุปรายได้แบบเรียลไทม์ และที่สำคัญ เรามีพันธมิตรสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ พร้อมแนะนำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการหานักบัญชีปิดงบ หรือสำนักงานบัญชีในการจัดการบัญชีและภาษี

สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

PEAK แตกต่างจากโปรแกรมบัญชีอื่นอย่างไร ?


1. เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์

    สามารถเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่และทุกเวลาโดยไม่ต้องกังวลการจ้างพนักงาน IT เพื่อดูแลเครื่อง server มีการ Back up ข้อมูลทุก ๆ 5 นาที

2. ฟังก์ชั่นครบจบตั้งแต่ออกเอกสารถึงปิดงบ

    ระบบจะบันทึกข้อมูลบัญชีโดยอัตโนมัติเมื่อคุณสร้างเอกสารธุรกิจ และแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสต็อก รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร ขาดทุน และงบการเงินแบบ Real Time นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ ที่ช่วยประหยัดเวลาของคุณอีกมากมาย

รายละเอียด PEAK Highlight Feature

ฟีเจอร์สำหรับ เจ้าของธุรกิจ นักบัญชี และพันธมิตรซอฟแวร์

3.การบริการสนับสนุนและการอบรม

    มีเจ้าหน้าที่นักบัญชีที่เชี่ยวชาญให้บริการการตอบคำถามทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์และมีสัมมนาสอนการใช้งานฟรีทุกเดือน หรือสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เช่น บัญชีภาษี การเชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น

หากคุณสนใจโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คลิกเพื่อทดลองใช้งานฟรี 30 วัน หรือ คลิกดูโปรโมชั่นของ PEAK ได้หรือโทร 1485 กด 1 เพื่อพูดคุยกับทีมงานของ PEAK เพิ่มเติม

PEAK เก็บข้อมูลไว้กี่ปี ?


ระบบจะเก็บข้อมูลไว้ 5 ปี นับจากครั้งล่าสุดที่คุณเข้าสู่ระบบ(Log in) แต่หากคุณเข้ามาใช้งานโปรแกรมอยู่เรื่อยๆ ข้อมูลจะไม่หายไปแน่นอน นอกจากนี้ระบบสำรองข้อมูล(Back up)อัตโนมัติทุกๆ 5 นาทีเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะไม่สูญหายและยังมีการสำรองข้อมูลแบบ Real-time ทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลามานั่ง Backup ข้อมูลเอง

PEAK เป็นโปรแกรมที่ซื้อขาดครั้งเดียวหรือไม่ ?


การซื้อหรือการต่ออายุโปรแแกรมเป็นแบบรายเดือน และรายปี

เนื่องจาก PEAK เป็นธุรกิจ SaaS (Software as a Service) ให้บริการผ่านระบบคลาวด์พร้อมการ backup ข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายการใช้ server รายเดือนเป็นต้นทุนของการให้บริการ (ต่างกับโปรแกรมออฟไลน์ซึ่งผู้ใช้งานต้องดูแลในส่วนของ backup และ server เอง) ทำให้แพ็กเก็จของ PEAK ไม่มีแบบซื้อขาด

นอกจากนี้การที่ PEAK ไม่มีแพ็คเกจแบบซื้อขาด ยังเป็นการทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่า PEAK ต้องรักษามาตรฐานในการพัฒนาโปรแกรมให้ทันสมัย และใช้งานได้ดีอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความมั่นใจในการต่ออายุ

หากคุณสนใจโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คลิกเพื่อทดลองใช้งานฟรี 30 วัน หรือ คลิกดูโปรโมชั่นของ PEAK ได้หรือโทร 1485 กด 1 เพื่อพูดคุยกับทีมงานของ PEAK เพิ่มเติม

ฉันใช้หลายกิจการต้องจ่ายค่าแพ็กเกจยังไง ?


การชำระเงินค่าแพ็กเกจของ PEAK จะเป็นการจ่าย 1 กิจการต่อ 1 แพ็กเกจ หากมี 3 กิจการจะต้องจ่าย 3 แพ็กเกจ

หากคุณสนใจโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คลิกเพื่อทดลองใช้งานฟรี 30 วัน หรือ คลิกดูโปรโมชั่นของ PEAK ได้หรือโทร 1485 กด 1 เพื่อพูดคุยกับทีมงานของ PEAK เพิ่มเติม

ฉันต้องการย้ายข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีเดิมมาโปรแกรม PEAK ทำอย่างไร ?


การเตรียมและย้ายข้อมูลจากโปรแกรมบัญชีเดิมมาที่โปรแกรม PEAK ง่ายๆ ด้วยตัวช่วยดังนี้

  1. เตรียมและย้ายข้อมูลด้วยตัวของคุณเองคลิกอ่านคู่มือที่ link https://bit.ly/3sKjMql การย้ายข้อมูลจากโปรแกรมเดิมมาที่ PEAK

  2. ย้ายข้อมูลด้วยคนจากสำนักงานบัญชีพาร์ทเนอร์ (มีค่าใช้จ่าย)

หากสนใจให้พาร์เนอร์ของ PEAK ช่วยย้ายข้อมูลให้ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ PEAK ที่เบอร์ 1485 กด 1 ได้เลย