PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เอกสารค่าใช้จ่าย ต้นตอปัญหาด้านภาษี ที่เจ้าของกิจการคาดไม่ถึง

เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจทุกครั้งต้องมีหลักฐาน ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า เอกสารค่าใช้จ่าย เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้มากกว่าที่คุณคิด ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาดูถึงความสำคัญว่าทำไมทุกธุรกิจต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดี! เอกสารค่าใช้จ่าย คืออะไร เอกสารค่าใช้จ่าย คือ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานยืนยันการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย หรือหลักฐานการชำระเงินของธุรกิจ โดยเอกสารค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะใช้ในการบันทึกบัญชี หรือใช้ในการคำนวณภาษี เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ เอกสารค่าใช้จ่าย มีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานในการชำระเงิน การมีอยู่ของเอกสารค่าใช้จ่าย จะช่วยยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน และสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ ต่อให้พนักงานบัญชีทำการลงบัญชีทุกค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถคำนวณภาษีได้ ซึ่งรวมไปถึงเอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญความสมบูรณ์ และน่าเชื่อถือของเอกสารด้วย ปัญหาที่เจ้าของกิจการพบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่าย ในการดำเนินธุรกิจ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเคยเจอปัญหาเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่ายมาพอสมควร เพราะใช้ว่าทุกธุรกิจที่เราซื้อขายด้วยจะสามารถออกบิล หรือหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายให้เราได้เสมอ หรือใช้เวลาในการออกเอกสารเนื่องจากไม่มีระบบที่รองรับ ซึ่งปัญหาที่มักพบคือ ซึ่งปัญหานี้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพูดถึงในด้านภาษี หากไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายที่ครบถ้วนก็ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีต่อได้ ส่งผลให้ธุรกิจเสียโอกาสในการลดต้นทุนของธุรกิจโดยใช่เหตุ ตัวอย่างการคำนวณภาษี ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานเอกสารค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ลงบันทึกบัญชี (เรียกว่าค่าใช้จ่ายทางบัญชี) หากไม่มีเอกสารค่าใช้จ่าย ทางภาษีจะไม่ยอมรับเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายทางบัญชี” ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A มีรายได้รวม 200,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายทางบัญชี (ที่บันทึกในบัญชี) รวมทั้งหมด 150,000 บาท แต่มีหนึ่งยอดจำนวน 50,000 บาทที่ไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบ ทำให้ “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” เป็น 100,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีไม่มีเอกสาร 200,000 – 100,000 (ไม่นำ 50,000 มาคำนวณ) = 100,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 100,000 x 20% = 20,000 บาท ดังนั้นในกรณีที่ธุรกิจไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาทดังกล่าวจะต้องชำระภาษี 20,000 บาท แต่ในกรณีที่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาท จึงนับเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี สามารถนำมาคำนวณได้ ทำค่าใช้จ่ายทางภาษีกลายเป็น 150,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีมีเอกสารครบ 200,000 – 150,000 = 50,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 50,000 x  20% = 10,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าถ้ามีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอดที่หายไป ธุรกิจจะเสียภาษีน้อยลงถึง 10,000 บาท จากการคำนวณนี้ เจ้าของกิจการน่าจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นถึงความสำคัญของการจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญกับเอกสารค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทั้งในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารค่าใช้จ่ายแบบไหนใช้สิทธิทางภาษีได้บ้าง สำหรับเอกสารค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ เราขอแบ่งออกเป็น เอกสารด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและ เอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแต่ละประเภทจะมีเอกสารดังนี้ ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ใบเสร็จรับเงิน ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารแสดงค่าใช้จ่ายที่ใช้เป็นหลักฐานว่าผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในใบเสร็จรับเงินที่สามารถนำไปใช้สิทธิทางภาษีได้ต้องมีข้อมูลดังนี้ บิลเงินสด ใช้เป็นหลักฐานแสดงการชำระเงินเช่นเดียวกับใบเสร็จรับเงิน แต่จะมีค่าเป็นทางการน้อยกว่า โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องมีในบิลเงินสดประกอบไปด้วย ใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารค่าใช้จ่ายที่ออกโดยผู้ซื้อ (ผู้จ่ายเงิน) เพื่อเป็นหลักฐานแนบในกรณีที่ในใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่ออื่น ซึ่งการแนบหลักฐานนี้เพื่อที่จะยืนยันว่ากิจการเป็นผู้ชำระเงินในใบเสร็จดังกล่าวจริง ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (กรณีที่กฎหมายยอมรับ) ในกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้ เช่น ซื้อสินค้าจากร้านขายของชำ ที่เจ้าของร้านไม่สะดวกออกเอกสาร โดยผู้จ่ายเงินสามารถออกใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินแทนได้ ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี (เต็มรูป) ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ออกโดยผู้รับเงินที่จดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม ซึ่งใบกำกับภาษีที่ถูกต้องสามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ ประกอบไปด้วยข้อมูลดังนี้ ดังนั้นธุรกิจควรที่จะเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ครบถ้วน ไม่ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นยอดเล็กน้อย หรือเป็นก้อนใหญ่ เพื่อให้ไม่เสียโอกาสในการหักลบภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปี  เคล็ดลับการออกเอกสารค่าใช้จ่าย และจัดระเบียบเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เพื่อให้เจ้าของกิจการไม่เสียโอกาสเพราะไม่มีวิธีการจัดการกับเอกสารค่าใช้จ่ายอย่างถูกวิธี เรามีเคล็ดลับที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาฝากกัน ออกเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การปรับใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ในการทำธุรกิจ นอกจากการจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ยังสามารถออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานควบคู่กับเอกสารค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสำคัญจ่าย หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ที่สามารถใช้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้  ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟีเจอร์ให้คุณบันทึกค่าใช้จ่าย พิมพ์ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หรือใบรับสินค้าได้ โดยสามารถทำตามขั้นตอนในคู่มือได้ที่นี่ จัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK  นอกจากการออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานแล้ว การจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นก็ช่วยสร้างความมั่นใจ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟังก์ชัน คลังเอกสาร ให้สามารถจัดเก็บเอกสารรายจ่ายได้อย่างเป็นระบบ สามารถศึกษาการใช้งานได้ที่นี่ เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญ ช่วยลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ น่าจะพอเห็นภาพถึงความสำคัญของ เอกสารค่าใช้จ่าย กันมากขึ้นแล้ว เพราะหากไม่มีการจัดเก็บที่ดี อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาส เสียภาษีเยอะเกินกว่าที่ควรได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญในส่วนนี้ให้มากขึ้น อาจเริ่มต้นจากการวางระบบเก็บเอกสาร หรือขอเอกสารค่าใช้จ่ายจากผู้ขายทุกครั้ง นอกจากนี้การใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ก็ไม่เพียงแค่ช่วยในเรื่องของเอกสารรายจ่ายอย่างเดียว แต่ยังช่วยจัดการระบบบัญชีได้อย่างครบวงจร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 14/01/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Updated default values and maximum ceiling for Social Security Fund to support calculations in accordance with the 2026 announcement. Suitable for: PEAK Payroll users Highlight: The system automatically updates the default values and maximum ceiling for employee/employer contributions to 875 THB, in line with the new 2026 social security ceiling. This ensures payroll calculations comply with the latest regulations without manual setup. Note: 2. Added an option to show or hide archived products/services on the report export page, allowing more accurate product reports. Suitable for: Users who need accurate product/service reports Highlight: The system now sets “exclude archived products/services” as the default option when generating reports. This makes reports clearer and more focused on actively used items. Note: 3. Improved display when selecting billing notes or payment summaries by showing the number of documents and the total amount, making it easier to review document values. Suitable for: Users who need to verify the total amount and number of documents before creating Billing Notes or Combined Payment Note Highlight: The system displays the total value of all selected documents on the pre-creation screen for Billing Notes or Combined Payment Note, and continuously shows the total in the bottom tab while selecting documents. This makes it easier and more reliable to verify totals before creating documents. Note: 4. Automatically adjusted the display of the business name in English when emailing documents from the Income & Expense menu, ensuring standardized documents and reducing manual edits. Suitable for: Users who operate the system and send emails in English Highlight: When using PEAK in English, the system will automatically display the business name in English when sending emails. This includes the email subject, sender information, and payment details—ensuring consistency and reducing manual edits. Note: 5. Updated menu navigation on Old PEAK to redirect actions to New PEAK, making it easier to record data on New PEAK. Suitable for: Old PEAK usersHighlight: The system has disabled creating, editing, and deleting documents on Old PEAK to ensure all critical business data is managed in a single system. Users can still view data as usual, but any menu related to data modification will redirect to New PEAK. Menus with editing disabled: Access New PEAK at: 6. Added an option to hide certain fields on the Income/Expense document creation page, simplifying document creation and reducing unnecessary information. Suitable for: Users creating a new business Highlight: The system updates the default settings for newly created businesses by hiding Deposit, Notes, Attachments, and Tags. This reduces the amount of information required, simplifies usage, and lowers document complexity. Note:

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

7 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/01/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. ปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดในการคำนวณเงินประกันสังคม เพื่อให้รองรับกับการประกาศในปี 2569 เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งาน PEAK Payroll Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดของช่องเงินสะสม/เงินสมทบ เป็น 875 บาท ตามเพดานประกันสังคมใหม่ปี 2569 ช่วยให้การคำนวณเงินเดือนเป็นไปตามเกณฑ์ล่าสุดโดยไม่ต้องตั้งค่าใหม่เอง หมายเหตุ 2. เพิ่มตัวเลือกแสดงหรือซ่อนสินค้า/บริการที่ปิดใช้งานในหน้าออกรายงาน ช่วยให้พิมพ์รายงานสินค้าได้ตรงตามต้องการมากขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการพิมพ์รายงานสินค้า/บริการได้อย่างถูกต้อง Highlight: ระบบเพิ่มตัวเลือกให้พิมพ์รายงานสินค้า/บริการโดย ไม่แสดงสินค้าที่จัดเก็บ เป็นค่าเริ่มต้น ช่วยให้รายงานอ่านง่ายและโฟกัสเฉพาะรายการที่ใช้งานจริง หมายเหตุ 3. เพิ่มการแสดงผลเมื่อมีการเลือกเอกสารใบวางบิล ใบรวมจ่าย แล้วแสดงมูลค่ารวมของเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบมูลค่าของเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการตรวจสอบมูลค่ารวมและจำนวนเอกสารในการสร้างใบวางบิลหรือใบรวมจ่ายให้ถูกต้องก่อนสร้างเอกสาร Highlight: ระบบแสดงยอดรวมมูลค่าเอกสารที่เลือกทั้งหมดบนหน้าคั่นก่อนสร้างใบวางบิลและใบรวมจ่าย และแสดงบนแท็บด้านล่างอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้มองเห็นยอดรวมเมื่อเลือกเอกสารแต่ละใบ เพื่อให้ตรวจสอบมูลค่ารวมได้ง่ายและมั่นใจก่อนสร้างเอกสาร หมายเหตุ 4. ปรับการแสดงข้อมูลชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมลเอกสารที่เมนูรายรับรายจ่าย ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการใช้งานระบบและต้องการส่งอีเมลด้วยภาษาอังกฤษ Highlight: เมื่อใช้งาน PEAK ด้วยภาษาอังกฤษ ระบบจะแสดงชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมล โดยจะเปลี่ยนภาษอังกฤษในหัวข้ออีเมล ข้อมูลผู้ส่ง และข้อมูลการชำระเงิน ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง หมายเหตุ 5. ปรับให้การกดเมนูบน Old PEAK ไปแสดงผลที่ New PEAK ช่วยผู้ใช้งานสามารถบันทึกข้อมูลบน New PEAK ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานระบบ Old PEAK Highlight: ระบบปิดการแก้ไข สร้าง และลบเอกสารบนระบบ Old PEAK เพื่อให้ข้อมูลสำคัญของกิจการถูกจัดการในระบบเดียว โดยผู้ใช้งานยังสามารถเข้าดูข้อมูลได้ตามปกติ แต่เมนูที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขข้อมูลจะถูกนำทางไปใช้งานบน New PEAK แทน เมนูที่ปิดการแก้ไขข้อมูล ช่องทางเข้าใช้งาน New PEAK : 6. เพิ่มการปิดแสดงผลข้อมูลในหน้าสร้างเอกสารรายรับ รายจ่าย ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างเอกสารได้ง่าย และลดการแสดงผลข้อมูลที่ไม่จำเป็น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการสร้างกิจการใหม่ Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นสำหรับกิจการที่สร้างใหม่ โดยปิดการแสดงผลข้อมูลในส่วนของ เงินมัดจำ หมายเหตุ แนบไฟล์ และแท็ก ช่วยลดข้อมูลที่ต้องกรอกให้น้อยลง ใช้งานง่าย และลดความซับซ้อนในการออกเอกสาร หมายเหตุ

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

อากรแสตมป์คืออะไร พร้อมรวมทุกเรื่องสำคัญที่ต้องรู้

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเอกสารที่มีความจำเป็นต้องติดอากรแสตมป์ต้องทำการติดภายใน 15 วันหลังลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เป็น “ตรารับรอง” ให้เอกสารดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากเอกสารไม่มีอากรแสตมป์อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ ซึ่งอัตราค่าอากรแสตมป์ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทตราสารตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร โดยอากรแสตมป์จะมีทั้ง 3 ราคาประกอบไปด้วย  ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อย่างที่เราทราบกันว่าอากรแสตมป์มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ไม่เพียงแค่เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งอากรแสตมป์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ 3 ข้อใหญ่ด้วยกันดังนี้ 1. ทำให้สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย การติดอากรแสตมป์เหมือนเป็นตรารับรองจากภาครัฐว่าเอกสารฉบับดังกล่าวมีความถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่สัญญา คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ หากมีปัญหาด้านกฎหมาย สามารถใช้เอกสารที่ติดอากรแสตมป์ในขั้นตอนทางกฎหมายได้ 2. ป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต ปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่ค้าที่ทำสัญญาร่วมกันเป็นเรื่องที่บางธุรกิจอาจต้องเจอ ซึ่งเอกสารสัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์จะมีความน่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาลมากกว่าเอกสารที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ เพราะสามารถยืนยันได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีการทำสัญญาจริงและถูกต้องตามกฎหมาย 3. ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม สัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลจะสามารถรับเป็นหลักฐานได้ทันที หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ อาจต้องเสียค่าปรับก่อนนำไปใช้ หรือมีโอกาสถูกปฏิเสธในการใช้เอกสารดังกล่าวในชั้นศาลเลยทันที เพราะฉะนั้นการติดอากรแสตมป์จึงมีความสำคัญอย่างมากหากต้องมีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่าลืมติดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ครบถ้วน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหน การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยอากรแสตมป์สามารถติดลงบนเอกสารได้เลย: ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ที่พบเจอบ่อย ถัดมาเป็นประเภทของเอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ รวมไปถึงผู้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ และผู้ที่ต้องขีดฆ่า สามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางด้านล่างนี้เลย 1. สัญญาเช่าทรัพย์สิน อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรวมตั้งแต่การเช่าที่ดิน โรงเรียน สิ่งปลูกสร้าง มีอัตราอยู่ที่ 1 บาทต่อค่าเช่า 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากค่าเช่าระบุไว้ที่ 10,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 11 บาท 2. สัญญาจ้างทำของ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ เช่น งานก่อสร้าง หรืองานออกแบบ จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อค่าแรง 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่น หากค่าแรงรวมทั้งหมดเป็น 15,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 16 บาท 3. สัญญากู้ยืมเงิน ในกรณีของสัญญากู้ยืมเงิน อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก ๆ 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากมีการกู้เงินจำนวน 50,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 25 บาท 4. คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร เป็นตราสารที่เปรียบเสมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยเอกสารคู่ฉบับจำเป็นต้องมีข้อความ รายละเอียด รวมไปถึงการลงลายมือชื่อเหมือนกับต้นฉบับ หรือต้นสัญญา ซึ่งเอกสารประเภทนี้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับเอกสารต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท ยกตัวอย่างเช่น ต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินเสียอากร 25 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ 1. หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในทางธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมาย จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 10 บาทต่อฉบับ โดยไม่มีการคิดเพิ่มตามมูลค่าหรือรายละเอียดของเอกสาร 2. ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด) สำหรับเอกสารประเภทตั๋วเงิน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 3 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท เช่น หากยอดเงินในตั๋วเงินระบุไว้ที่ 6,500 บาท ผู้ที่ออกตั๋วจะต้องชำระอากรแสตมป์จำนวน 12 บาท 3. สัญญาค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันที่ใช้ในการรับรองหรือค้ำประกัน จะต้องชำระอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท โดยมีอัตราสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น ยอดเงิน 6,000 บาท ต้องชำระอากร 9 บาท 4. สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ สำหรับสัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 0.1% ของมูลค่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น หากมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุไว้ที่ 1,000,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 1,000 บาท สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากติดอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามกฎหมาย ในส่วนนี้เราสรุป 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการติดอากรแสตมป์ที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง 1. ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ภายในกำหนด การติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องติดภายใน 15 วันหลังจากที่มีการลงนามทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว หากติดหลังจากครบกำหนด 15 วันไปแล้ว จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมให้ครบในกรณีที่ต้องการนำเอกสารไปใช้ในชั้นศาล  2. ติดแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่า อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าการติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องขีดฆ่าโดยคู่สัญญา พร้อมลงลายมือชื่อหรือวันที่ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเอกสารจะไม่สามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้ 3. ติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง การติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง เมื่อถูกทักท้วง ก็ยังคงจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยปรับก่อนนำเอกสารฉบับดังกล่าวมาใช้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน 4. ชำระอากรผิดประเภทของตราสาร การชำระอากรของตราสารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน หากชำระผิดประเภทก็ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ เช่น เอกสารที่ควรเสียตามมูลค่า แต่กลับใช้แบบเหมาจ่าย หรือใช้แสตมป์ดวงในเอกสารที่ต้องใช้ อ.ส.4 5. ติดแสตมป์ดวงในเอกสารที่ “ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น” เอกสารบางประเภท โดยเฉพาะเอกสารที่มีมูลค่าสูงจำเป็นต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้แสตมป์ดวงได้ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากใช้ผิดแบบจะทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ในทางกฎหมายได้ทันที 6. สัญญาที่กำหนดให้ “ผู้รับเงินเป็นผู้ออกอากรแทน” ตามข้อกฎหมายแล้ว ผู้ทำตราสารต้องเป็นผู้ชำระอากร ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ผู้รับเงินออกอากรแทน ก็อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งในอนาคตได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อกฎหมาย เพื่อความถูกต้องควรให้ผู้ทำตราสารชำระอากรตามข้อกฎหมายกำหนดจะดีมากที่สุด 7. เข้าใจว่าอากรแสตมป์ดูจาก “ชื่อสัญญา” ไม่ใช่ “เนื้อหา” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เข้าใจว่าหลักการติดอากรแสตมป์ดูแค่ ชื่อสัญญา อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาภายใน แต่ในทางกฎหมายอากรแสตมป์จะพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสาร หากในสัญญามีการกำหนดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน หรือภาระผูกพันที่สามารถบังคับใช้ได้ เอกสารนั้นอาจเข้าข่ายเป็นสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ทันที เช่น  การตั้งชื่อเอกสารว่า “บันทึกข้อตกลง (MOU)” หรือ “ข้อตกลงความร่วมมือ” แล้วคิดว่าไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ถ้าในเนื้อหาที่การกำหนดสิทธิต่าง ๆ หรือภาระผู้พันก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย 8. คิดว่าเป็นเอกสารภายใน หรือทำกับคนใกล้ชิด จึงไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ เวลาที่มีการทำสัญญากับหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือบุคคลใกล้ชิด หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องภายในของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าคู่สัญญาจะเป็นใคร หากเอกสารเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เช่นกัน 9. ใช้สัญญาออนไลน์ แล้วเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ในยุคดิจิทัลมีการใช้สัญญาออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือการลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ความจริงคือ หากเป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดให้เสียอากรแสตมป์ รูปแบบของเอกสารไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ทางกฎหมาย เพียงแต่รูปแบบการชำระอากรอาจแตกต่างจากเอกสารกระดาษ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญ และข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาเราขอแนะนำขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งในรูปแบบของขั้นตอนแบบกระดาษ และการขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) ขั้นตอนแบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะกว่าแบบออนไลน์ โดยสามารถทำตามได้ดังนี้ ขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) สำหรับขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ หรือเรียกว่า e-Stamp มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากรเพื่อซื้อตราสาร ที่สำคัญคือสามารถชำระอากรแสตมป์ได้ทั้งเอกสารรูปแบบดิจิทัล และเอกสารแบบกระดาษ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อากรแสตมป์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องการ อากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาทในสัญญา เอกสารดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่ได้มีการจัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต ดังนั้นเจ้าของกิจการควรจัดการเรื่องอากรแสตมป์ทุกครั้ง และทำตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ติดตามความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับด้านภาษีและการเงินสำหรับเจ้าของกิจการได้ที่บทความของ PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ใบเสร็จรับเงิน เอกสารสำคัญที่ต้องออกให้ลูกค้า

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จ (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

12 min

เข้าใจเลขประจำตัวผู้เสียภาษี คืออะไร และความแตกต่างกับเลขบัตรประชาชน

เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย หนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนไทยคือการเสียภาษี ซึ่งในการยื่นภาษีนั้นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวเลขสำคัญที่ต้องมี โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลเหมือนกันไหม ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมกัน! เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คืออะไร? เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือ หมายเลขประจำตัวที่ออกให้ทั้งผู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยในกรณีของบุคคลธรรมดาตัวเลขจะตรงกับเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ออกโดยกรมการปกครอง ในกรณีบุคคลธรรมดาที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชนจำเป็นต้องทำเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะใช้เป็นตัวเลขทะเบียนนิติบุคคลที่บางท่านอาจเคยเห็นตัวเลข 13 หลักในใบเสร็จรับเงินที่ได้รับหลังจากซื้อของ ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลที่มีเลขทะเบียนแล้วต้องทำการยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ความสำคัญของเลขประจําตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักเป็นตัวเลขที่ใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ยื่นภาษี ใช้ในการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในกรณีของผู้ที่ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้เลข 13 หลักในบัตรประชาชนได้ ในส่วนของนิติบุคคลตัวเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะมีความสำคัญมากและใช้บ่อย เพราะต้องระบุในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบเสนอราคา รวมไปถึงการออกใบกำกับภาษี และการยื่นแบบด้านภาษี เช่น เอกสาร ภ.ง.ด.1 คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใครต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรบ้าง? นอกเหนือจากคนไทยที่เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือเลขบัตรประชาชนแล้ว สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 ข้อดังนี้ 1. บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เช่น คนต่างด้าว รวมไปถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้บุคคลธรรมดาที่ต้องการจดทะเบียน VAT หรือธุรกิจเฉพาะ ก็จำเป็นต้องทำการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเช่นกัน 2. นิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ซึ่งไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักอยู่แล้ว จำเป็นต้องยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นเลขที่ออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และจำเป็นต้องทำการร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทภายใน 60 วันนับตั้งแต่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 3. นายจ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ในบางกรณีนายจ้างจำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ก็สามารถยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักได้เช่นเดียวกับกรณีของนิติบุคคล ซึ่งต้องทำการยื่นภายใน 60 วันก่อนจ่ายเงินได้ การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้สามารถจัดการด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนี้ บุคคลธรรมดา สำหรับบุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพราะใช้เลขประจำตัวประชาชนเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีโดยทันทีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนต่างด้าวและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนให้ขอภายใน 60 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี นิติบุคคล ลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะได้รับหลังจากจดทะเบียนบริษัท โดยเป็นเลขเดียวกับเลขทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลและการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ขอภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย หรือวันที่นิติบุคคลต่างประเทศเริ่มทำธุรกิจในประเทศไทย เอกสารสำหรับใช้ยื่นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ในส่วนของเอกสารการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ก็ใช้เอกสารที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. คนต่างด้าว สำหรับบุคคลธรรมที่เป็นชาวต่างด้าว และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ สามารถยื่นคำร้องด้วยแบบ ล.ป.10.1 โดยยื่นพร้อมเอกสารแนบ เช่น  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ต้องการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นิติบุคคลสามารถยื่นด้วยแบบ ล.ป.10.2 โดยแนบพร้อมกับเอกสารอื่น เช่น 3. นิติบุคคล ในส่วนของนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนบริษัท และมีเลขทะเบียนนิติบุคคลแล้ว สามารถยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีได้ด้วยแบบยื่น ล.ป.10.3 พร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น  การค้นหาเลขทะเบียนบริษัทที่ระบุในหนังสือรับรอง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเลขทะเบียนนี้จะเป็นเลขชุดเดียวกันกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล เราสามารถตรวจสอบข้อมูลในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เพื่อช่วยยืนยันตัวตนของคู่ค้า และการทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นใจ ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ต้องรู้จักเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีใช้ในการระบุตัวตนทางภาษีและธุรกิจ โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาจะใช้เลข 13 หลักของบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล จะได้รับเมื่อจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและยื่นขอรับเลขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนการยื่นภาษีหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ควรทำเรื่องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้พร้อมเพื่อความถูกต้องในการจัดการภาษีตามกฎหมาย โดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต นอกจากนี้ยังพร้อมช่วยแนะนำบริษัทรับทำบัญชี เป็นผู้ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

30 ธ.ค. 2025

PEAK Account

13 min

โหลดฟรี! ปฏิทินภาษี 2569 เช็กกำหนดยื่นภาษีทั้งปี

ปฏิทินภาษีปี 2569 คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยื่นภาษีและงบการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงค่าปรับ และรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ บทความนี้สรุปกำหนดการยื่นภาษีที่ต้องรู้ในปี 2569 พร้อมผลกระทบและบทลงโทษหากยื่นล่าช้า เพื่อให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมายนอกจากนี้ คุณสามารถ ดาวน์โหลดฟรี ปฏิทินภาษีปี 2569 ที่รวบรวมวันยื่นภาษีทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ไว้อย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจัดการภาษีอย่างมืออาชีพ ยื่นภาษีล่าช้า ส่งผลเสียต่อธุรกิจอย่างไร? ในแต่ละปีจะมีปฏิทินภาษีเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการทราบว่าเอกสารด้านการเงินและภาษีที่จำเป็นต้องยื่นให้กรมสรรพากรภายในวันไหนบ้าง เพราะหากธุรกิจยื่นล่าช้า หรือลืมยื่นเอกสารเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากกว่าที่คุณคิด ซึ่งปัญหาที่อาจเกิดขึ้นมี 3 ข้อหลัก ๆ 1.1 ขาดโอกาสด้านการเงินและการเติบโต หากมีการยื่นเอกสารทางการเงินล่าช้าระบบจะบันทึกประวัติของธุรกิจทั้งหมดไว้ และธนาคารผู้ให้สินเชื่อก็มักจะตรวจสอบประวัติการยื่นงบก่อนเสมอ ถ้าหากว่าล่าช้าอาจทำให้การขอสินเชื่อเป็นไปได้ยากมากขึ้น และนอกจากธนาคารแล้วยังอาจรวมไปถึงนักลงทุนหรือคู่ค้าที่เมื่อเห็นประวัติว่าบริษัทของเราเคยยื่นงบล่าช้าก็อาจมองได้ว่าทำงานไม่เรียบร้อย ไม่มีระบบชัดเจนจนทำงานด้วยได้ยาก ไม่เพียงแค่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่การยื่นงบการเงินที่ล่าช้าก็ส่งผลต่อการวิเคราะห์ และการเติบโตขององค์กรได้ เพราะในการวางแผนธุรกิจต้องใช้ข้อมูลการเงินที่ถูกต้อง การยื่นงบช้า หรือยื่นไม่ครบถ้วนอาจทำให้การวางแผนผิดพลาด ส่งผลต่อธุรกิจ 1.2 เสียต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น ต้นทุนแฝงเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจต้องเจอและส่งผลกระทบเป็นภัยร้ายที่ทำร้ายธุรกิจ ซึ่งการจัดการวางแผนด้านภาษีและงบการเงินที่ไม่ดีจนยื่นช้ากว่ากำหนดในปฏิทินภาษี ก็นำมาสู่ต้นตอของต้นทุนแฝง เช่น ต้องตามทำบัญชีย้อนหลังที่กระทบในวงกว้าง ตั้งแต่พนักงานบัญชีที่ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปทำบัญชี ในมุมผู้ประกอบการเองก็ต้องเครียดอยู่กับการแก้ไขข้อผิดพลาดย้อนหลัง เสียโอกาสในการใช้เวลาไปกับการพัฒนาธุรกิจ และการที่ต้องย้อนแก้ไขในบางครั้งหาเอกสารได้ไม่ครบทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งปัญหาต้นทุนแฝงอาจไม่ได้มาในรูปแบบของการเสียเงินโดยตรง แต่จากปัญหาข้างต้นก็ทำให้เสียเวลา เสียโอกาส 1.3 กระทบความน่าเชื่อถือของบริษัท ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของธุรกิจต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่กลับสูญเสียไปได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะเพียงแค่การจ่ายภาษีล่าช้าก็อาจทำให้ความน่าเชื่อถือลดลงจนทำธุรกิจได้ยากยิ่งขึ้น เพราะผู้ประกอบการที่จะทำธุรกิจด้วยกันก็มองว่าเราทำธุรกิจไม่โปร่งใส รวมไปถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสรรพากรอาจตรวจสอบเราเพิ่มเติมเมื่อยื่นไม่ตรงเวลาบ่อยครั้ง และยิ่งผิดนัดส่งงบการเงินหลายปีติดต่อกันทำให้เป็นสัญญาณความเสี่ยงได้เช่นกัน ค่าปรับภาษีสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้หรือไม่? อีกหนึ่งปัญหาใหญ่เมื่อยื่นภาษีล่าช้า เพราะจะมาพร้อมค่าปรับทางภาษี ที่ธุรกิจไม่สามารถนำไป “หักค่าใช้จ่าย” ในการคำนวณภาษีได้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เสียเปล่า ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าธุรกิจจ่ายภาษีหรือยื่นงบการเงินตรงตามที่ปฏิทินภาษี 2569 กำหนดไว้ ค่าปรับ เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย ไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยปกติค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจหลายส่วนจะสามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ แต่เมื่อเป็นค่าปรับ เบี้ยปรับ หรือดอกเบี้ย จะไม่สามารถนำมาใช้หักได้แม้แต่บาทเดียว ทำให้ธุรกิจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแบบ 100% อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับธุรกิจประเภท SMEs ที่สภาพคล่องถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจเลยก็ว่าได้  บอกได้เลยว่าค่าปรับภาษี หรือค่าปรับอื่น ๆ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าแก่ธุรกิจแม้แต่น้อย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ แนะนำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการยื่นภาษีและงบการเงินให้ตรงตามที่กฎหมายกำหนดจะดีที่สุด ปี 2569 ต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง และยื่นเมื่อไหร่? เมื่อทราบถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการยื่นภาษีและเอกสารด้านการเงินล่าช้าแล้ว เรามาดูกำหนดการยื่นภาษีต่าง ๆ และบทลงโทษที่ควรรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกับธุรกิจของเรากัน ซึ่งตารางการยื่นภาษีจะมีรูปแบบต้องยื่นเป็นประจำทุกเดือน และยื่นแบบรายปี โดยมีรายละเอียดดังนี้ 3.1 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นประจำเดือน 3.2 ตัวอย่างภาษีที่ต้องยื่นรายปี 3.3 บทลงโทษที่ต้องรู้ การยื่นภาษีให้ตรงตามปฏิทินภาษีเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากยื่นล่าช้าหรือลืมยื่นอาจมีบทลงโทษที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น หากไม่ยื่นภ.ง.ด. 50 ภายในเวลาที่กำหนด มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำไปใช้ในการหักค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษอื่น ๆ เช่น ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น วางแผนภาษีปี 2569 ตั้งแต่วันนี้! เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่พลาดการยื่นภาษีในปี 2569 ที่จะถึงนี้ PEAK ขอแนะนำปฏิทินภาษีปี 2569 ที่ระบุวันสำคัญด้านภาษี ให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารด้านการเงินได้ตรงเวลา ลดความเสี่ยงที่จะเสียค่าปรับ หรือเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ สามารถดาวน์โหลดปฏิทินภาษี 2569 จาก PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ธ.ค. 2025

PEAK Account

12 min

ทำธุรกิจโอนเงินเข้าออกบ่อย เป็นไรไหม เงินเข้าออกบัญชีห้ามเกินกี่ครั้ง?

การโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นการทำธุรกรรมทางการเงินที่นอกจากเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตประจำวันจนกลายเป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนเงินหลักของคนทั่วไป ในแต่ละวันต้องโอนเงินบ่อยครั้ง จึงทำให้หลายท่านอาจเกิดคำถามตามมาว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม และมีผลกระทบอะไรกับเราบ้าง โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจที่มีจำนวนครั้งการโอนหลายครั้งในแต่ละวัน ในบทความนี้เราจะมาไขคำตอบให้คุณกัน โอนเงินเข้าออกบ่อย เป็นไรไหม ตามจริงแล้วการโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อย ๆ ไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่หากจำนวนครั้งการโอนเงินและมูลค่ารวมถึงตามจำนวนที่กรมสรรพากรกำหนด ก็อาจถูกเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีได้ นอกจากนี้กรมสรรพากรต้องการตรวจสอบว่าที่มาของเงินนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมไปถึงที่มาของเงิน เพื่อป้องกันการฟอกเงินหรือการได้เงินมาแบบผิดกฎหมาย เช่น การพนัน หรือสแกมเมอร์ ภาษี e-Payment คืออะไร และสรรพากรดูจากอะไรบ้าง ถึงแม้การโอนเงินออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน ทั้งในมุมของบุคคลทั่วไปที่ใช้โอนเงินระหว่างกัน หรือแม้กระทั่งร้านค้าที่รับเงินผ่านการโอน ทำให้ต้องมีกฎหมายภาษี e-Payment ที่กำหนดให้ธนาคารต้องส่งรายงานธุรกรรมของบัญชีที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมตรงตามข้อกำหนดในจำนวนครั้งการโอนเงินหรือจำนวนมูลค่าที่สูงเกินกว่ากำหนด รวมไปถึงพฤติกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติเพื่อให้สรรพากรตรวจสอบ โดยมีการกำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ หากเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ธนาคารจะต้องส่งรายการธุรกรรมของบัญชีดังกล่าวให้กรมสรรพากร ทั้งนี้ในมุมของผู้ประกอบการที่ใช้การโอนเงินในการรับเงิน อาจมีโอกาสที่จำนวนครั้งการโอนหรือมูลค่าการโอนถึงที่กำหนด แต่ก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะหากมีหลักฐานที่มาของเงินชัดเจนก็ไม่มีปัญหาตามมาแน่นอน พฤติกรรมเงินเข้าออกบัญชีที่อาจถูกตรวจสอบ นอกจากจำนวนครั้งการโอนและมูลค่าการโอนเงินของบัญชีแล้ว พฤติกรรมบางรูปแบบอาจเข้าข่ายต้องสงสัยว่ากำลังฟอกเงิน หรือทำผิดกฎหมายได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น พฤติกรรมที่อาจถูกปรับเพิ่มภายหลังการตรวจสอบ ในส่วนของพฤติกรรมที่เมื่อถูกตรวจสอบแล้ว อาจถูกปรับเงินเพิ่มจากกรมสรรพากรมีดังนี้ อย่างไรก็ตามหากเราสามารถตอบคำถามหรือมีเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์ครบถ้วน ถูกต้องก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด ดังนั้นจากคำถามที่ว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม คำตอบคือ ไม่มีความผิด ถ้าสามารถยืนยันที่มาของเงินได้นั่นเอง หากถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ ต้องเตรียมอะไรบ้าง สำหรับกิจการที่บัญชีเข้าข่ายถูกตรวจสอบ ไม่ต้องกังวลไป สิ่งที่ต้องทำคือ เตรียมเอกสาร และเตรียมตอบคำถามที่กรมสรรพากรอาจถามเพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่และควรเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันเอกสารตกหล่นจนมีปัญหาตามมาได้ 1. คำถามที่ต้องสามารถตอบได้ อันดับแรกคำถามที่ต้องตอบได้คือ “ที่มาของเงิน” ซึ่งแน่นอนว่าหากเราทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่ต้องกังวลในข้อนี้แต่อย่างใด ควรเตรียมคำถามตอบประกอบกับหลักฐานอย่างชัดเจน 2. เอกสารที่ต้องเตรียม ในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมการโอนเงินเข้าออกบ่อยไม่ผิดกฎหมาย แต่สรรพากรจะตรวจสอบว่า “ที่มาของเงิน” ถูกต้องหรือไม่ จึงต้องมีการเรียกตรวจสอบนั่นเอง โอนเงินเข้าออกบ่อย เสียภาษีไหม สรุปคือ การโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อยไม่ผิดกฎหมาย และไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มทันที แต่หากเป็น “รายได้” ก็ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามประเภทเงินได้ และต้องสามารถอธิบายที่มาของเงินได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากภาษีเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีที่จะต้องเสียในแต่ละปีได้ ซึ่งเงินภาษีที่เสียไปของเรานับเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและการบริการสาธารณะ  อย่างไรก็ตามเราสามารถลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้เสียภาษีน้อยลงได้ด้วยวิธีการ ดังนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา สำหรับนิติบุคคล (SME) สิ่งที่ไม่ควรทำ ซ่อนรายได้: การไม่รายงานรายได้ทั้งหมด มีความผิดทางกฎหมาย สำหรับคำถามที่ว่า โอนเงินเข้าออกบ่อยเป็นไรไหม สรุปได้ว่า “ไม่มีความผิด” แต่หากเข้าข่ายข้อกำหนดของภาษี e-Payment อาจถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร ดังนั้นการโอนเงินอย่างมีระเบียบและวางแผนอย่างรอบคอบจะสามารถช่วยลดค่าธรรมเนียมที่ไม่จำเป็นและลดปัญหาด้านต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้การรู้จักการจัดการธุรกรรมของตนเองจะช่วยให้คุณสามารถปกป้องทรัพย์สินของตัวเองให้ปลอดภัยได้อีกด้วยสำหรับท่านไหนที่มีความกังวลด้านภาษี ยังไม่เข้าใจข้อกำหนดในหลายส่วนทั้งในมุมการเสียภาษีบุคคลธรรมดา และของกิจการ สามารถติดตามบทความจาก PEAK เพื่อให้พลาดทุกความรู้ดี ๆ ที่เรามีมาแนะนำ ตั้งแต่การจัดการด้านบัญชีของธุรกิจไปจนถึงการบริหารจัดการภาษีให้ถูกต้องอีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ธ.ค. 2025

PEAK Account

35 min

วางแผนภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ก่อนใช้สิทธิลดหย่อนปลายปี

ก่อนจะ วางแผนภาษี คุณต้องรู้ก่อนว่า “ตอนนี้คุณทำธุรกิจในรูปแบบของบุคคลธรรมดา หรือ ในรูปแบบนิติบุคคล (บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ”เพราะวิธีการคำนวณภาษี การหักต้นทุน ทำบัญชีค่าใช้จ่าย การเก็บบิลเอกสาร หลักฐาน  และ สิทธิลดหย่อนภาษีของทั้งสองแบบไม่เหมือนกันเลย และ ในแต่ละแบบจะมีวิธีการคิด คำนวณภาษี หรือ วิธีการวางแผนภาษีที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนที่คุณจะวางแผนภาษีคุณต้องรู้ตรงส่วนนี้ก่อนว่าทำธุรกิจในรูปแบบไหนถึงจะวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องและแม่นยำเพื่อทำให้เราเสียภาษีน้อยที่สุด และ ถูกต้องตามกฎหมายมากที่สุด แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราทำธุรกิจแบบไหนอยู่ ? ยกตัวอย่างให้เห็นภาพแบบง่ายๆ ก่อนที่เราจะดูเรื่องของการวางแผนภาษีเบื้องต้น สรุปแบบง่ายๆ ถ้าเราทำธุรกิจ หรือ ทำงานแบบไม่ได้ไปจดจัดตั้งบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะถือว่าเราทำธุรกิจในรูปแบบของ “บุคคลธรรมดา” ทั้งหมดไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็ตาม แต่ถ้าเราทำธุรกิจและได้มีการจดจัดตั้ง บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขึ้นมาจะถือว่าเราทำธุรกิจในรูปแบบของ “นิติบุคคล” ทั้งหมดเช่นกันไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะจด “บริษัท” หรือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด”  ขึ้นมาแล้ว และ ได้มีการเสียภาษีในรูปแบบของนิติบุคคลแล้ว แต่ถ้าตัวเราเองยังมีรายได้อยู่ไม่ว่าจะจากช่องทางไหนก็แล้วแต่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ “บริษัท” หรือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” เราก็ยังคงจะต้องยื่นภาษี และ เสียภาษีในรูปแบบของ “บุคคลธรรมดา” ด้วยเหมือนกัน การวางแผนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา แบ่งประเภทของรายได้ และ การหักต้นทุนค่าใช้จ่ายของแต่ละประเภท สิ่งแรกที่เราต้องรู้ก่อนที่เราจะวางแผนภาษี และ เสียภาษีได้นั้นคือเรื่องของการรู้ว่ารายได้ของเราจัดอยู่ในประเภทไหน และ หักต้นทุน ค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้กี่ % หรือ กี่บาท เพราะรายได้ของแต่ละอาชีพนั้นจะสามารถหักต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ไม่เหมือนกัน หรือ ไม่เท่ากันเลย ถึงแม้ว่าจะมีรายได้เท่ากันแต่การหักต้นทุน หรือ ค่าใช้จ่ายอาจจะไม่เท่ากันเสมอไป โดยประเภทรายได้ในทางภาษีจะแบ่งออกมาได้ทั้งหมด คือ 8 ประเภท  ดังนี้  การหักต้นทุนค่าใช้จ่ายในทางภาษีจะมีทั้งหมดอยู่ 2 แบบ คือ  1. การหักต้นทุนแบบเหมาโดยไม่ต้องเก็บบิล เอกสาร หลักฐาน ต้นทุน แต่จะสามารถหักต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น  2. การหักต้นทุนแบบตามความเป็นจริง คือ การที่เราสามารถหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายในธุรกิจได้ตามที่เกิดขึ้นจริงแต่จะต้องมีการทำบัญชีรับจ่าย เก็บบิล เอกสาร หลักฐานที่เป็นต้นทุนทั้งหมด  ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีกฎหมายกำหนดว่าสามารถหักต้นทุนแบบไหนได้บ้าง บางประเภทหักได้แต่แบบเหมาเท่านั้น บางประเภทหักได้แบบตามจริงเท่านั้น และ บางประเภทสามารถเลือกได้ว่าจะหักต้นทุนแบบเหมาหรือตามจริงก็ได้ (เลือกได้ 1 อย่าง) โดยแต่ละประเภทจะสามารถหักต้นทุนได้ดังนี้ **** ถ้าเรามีรายได้ทั้ง 40 (1) และ (2) รวมกันก็สามารถหักต้นทุนในการคำนวณภาษีได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เท่านั้น  ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนภาษี หลังจากที่เรารู้แล้วว่ารายได้ของเราสามารถหักต้นทุนในการคำนวณภาษีแบบไหนได้บ้าง และ หักต้นทุนได้เท่าไหร่ในการคำนวณภาษี สิ่งที่เราต้องรู้ และ เตรียมตัวในการลดหย่อนภาษีต่อมา คือ เรื่องของการใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี ซึ่งแต่ละคนก็มีสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้แตกต่างกันซึ่งสิทธิ์ลดหย่อนภาษีของแต่ละบุคคล และ แต่ละปีก็อาจจะมีความแตกต่างออกไป โดยสิทธิลดหย่อนภาษีที่ใช้ได้จะมีหลักๆ  ดังนี้ รวมใบ 50 ทวิ ให้ครบ ในกรณีที่เราทำงานให้บริการ หรือ ขายของให้กับบริษัท แล้วทางบริษัทมีการ หักภาษี ณ ที่จ่าย รายได้ของเราเอาไวด้วย เช่น รับจ้างทำงานราคา 10,000 บาท บริษัทหัภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว 3% หรือ 300 บาท ทางบริษัทจะต้องเอกสารที่เรียกว่า ใบ 50 ทวิ หรือ เอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่ายเอากับเราด้วย เพราะเราสามารถนำภาษี หัก ณ ที่จ่ายที่เราโดนหักเอาไวมาหักลบกับภาษีที่เราต้องเสียได้โดยตรง เช่น ปี 2568 มีภาษีที่ต้องเสีย 1,000 บาท แต่โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 300 บาท จะเท่ากับว่าภาษีที่ต้องเสีย 1,000 ลบ กับภาษีที่เราโดนหัก ณ ที่จ่ายเอาไวก่อนล่วงหน้า 300 บาท เท่ากับเราต้องเสียภาษีเพิ่มแค่ 700 บาท เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเราโดนหัก ภาษี ณ ที่จ่ายเราจะต้องเก็บเอกสารหัก ณ ที่จ่าย หรือ ใบ 50 ทวิเอาไวด้วยเพราะจะสามารถช่วยให้จ่ายภาษีน้อยลง หรือ สามารถขอเงินคืนภาษีได้โดยตรง คำนวณรายได้สุทธิและภาษีที่ต้องจ่าย ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ  1.รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = รายได้สุทธิ ถ้ารายได้สุทธิของเรา มากกว่า 150,001 บาท ต่อปี ขึ้นไป  จะต้องเริ่มเสียภาษีตามอัตราขั้นบันได (5% – 35%) 2. ถ้าเรามีรายได้จากประเภท 40(2) – (8) เกินปีละ 1,000,000 บาท ขึ้นไปให้เอาไป x 0.5% ถ้าเหลือออกมามากกว่า 5,000 บาท ให้เปรียบเทียบกับแบบที่ 1 แบบไหนเสียมากกว่าให้เสียภาษีตามวิธีนั้น ตัวอย่าง มีรายได้จากนายหน้า 40(2) ปีละ 1,000,000 บาท หักต้นทุนแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ประกันชีวิต 20,000 บาท = 1,000,000 – 100,000 – 60,000 – 20,000 = 820,000 บาท รายได้สุทธิที่เอาไปคำนวณภาษี คือ 820,000 บาท  รายได้สุทธิ 0 – 150,000 เสียภาษี 0 บาท รายได้สุทธิ 150,001  – 300,000 (150,000 บาท) เสียภาษี 5% = 7,500 บาท รายได้สุทธิ 300,001  – 500,000 (200,000 บาท) เสียภาษี 10% = 20,000 บาท รายได้สุทธิ 500,001  – 750,000 (250,000 บาท) เสียภาษี 15% = 37,500 บาท รายได้สุทธิ 750,001  – 1,000,000 (250,000 บาท) เสียภาษี 20% = 50,000 บาท รายได้สุทธิ 820,000 บาท แต่ไม่ถึง 1,000,000 บาท จะจัดว่าอยู่ในขั้น 20% วิธีการคำนวณคือ  นำ 820,000 – 750,001 = 69,999 x 20% = 13,999.8 บาท นำภาษีที่เราต้องเสียในแต่ละขั้นบันไดมาบวกรวมกันทั้งหมดจะเท่ากับภาษีที่เราต้องเสียในปีนั้น = 7,500 + 20,000 + 37,500 + 13,999.8 = 78,999.8 บาท ภาษีที่ต้องเสียในกรณีที่ คำนวณตามวิธีที่ 1 = 78,999.8 บาท คำนวณแบบวิธีที่ 2 คือ เอารายได้ทั้งหมด x 0.5% = ภาษีที่ต้องเสีย 1,000,000 x 0.5% = 5,000 บาท  ภาษีที่ต้องเสียตามแบบวิธีที่ 2 คือ 5,000 บาท เปรียบเทียบกันแล้วถ้าคำนวณแบบวิธีที่ 1 เสียภาษี 78,999.8 บาท คำนวณแบบวิธีที่ 2 เสียภาษี 5,000 บาท ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วต้องเสียภาษีตามแบบวิธีที่คำนวณออกมาแล้วเสียมากกว่า ถ้าตามตัวอย่าง ต้องเสียภาษีตามวิธีคำนวณแบบที่ 1 ตรวจเอกสารให้ครบ ก่อนสิ้นปี ตรวจเอกสารให้ครบ ก่อนสิ้นปี เพราะทุก “ใบเสร็จที่เรามี” = เงินที่คุณประหยัดได้ และที่สำคัญ…เดือนสุดท้ายของปี ยังทัน เรายังสามารถ “อุดรูรั่วภาษี” ได้อีกหลายทาง เช่น เดือนสุดท้ายของปี เรายังสามารถซื้อประกันหรือกองทุนเพิ่ม เพื่อใช้ลดหย่อนได้ทันเวลา ทุกอย่างที่ทำ ก่อน 31 ธ.ค. คือโอกาสประหยัดเงินแบบถูกกฎหมาย อย่าปล่อยสิทธิ์ดี ๆ หลุดมือ แล้วมานั่งเสียดายทีหลัง ข้อควรระวัง การวางแผนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ข้อควรระวังในการยื่นภาษี หรือ เสียภาษีในแต่ละปีคือ การวางแผนภาษีสำหรับบริษัท หรือนิติบุคคล ตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายในระบบบัญชี ภาษีนิติบุคคล ( บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด)  จะแตกต่างจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือการที่ภาษีนิติบุคคลจะไม่มีการแบ่งประเภทของรายได้ แต่จะใช้วิธีการคำนวณแบบง่ายๆ คือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย = รายได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี ทุกอย่างต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวกับธุรกิจเท่านั้น และ จะต้องมีการเก็บบิล เอกสาร หลักฐาน ต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด และ มีระบบการจัดการบัญชีและภาษีที่เข้มงวดมากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะ “ภาษี” ไม่ได้ดูว่าเราตั้งใจใจทำดีแค่ไหนแต่ดูจาก “เอกสาร” เท่านั้น เอกสารรายได้ที่เราออกให้ลูกค้า เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบรับเงินมัดจำ เป็นต้น ซึ่งเอกสารเหล่านี้ต้องออกให้ “ครบทุกยอดขาย และ ยอดซื้อ” เพราะถ้ายอดจริงกับเอกสารต่างกันอาจจะทำให้มีปัญหาในเรื่องของการทำบัญชี ปิดงบ หรือ ยื่นภาษีได้ ด้าน ค่าใช้จ่าย ก็เหมือนกันอยากหักภาษีให้ได้เยอะๆสิ่งที่ต้องมีคือ “หลักฐานค่าใช้จ่ายที่ถูกต้อง” เช่น ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป บิลร้านค้าที่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใบเสร็จที่ระบุรายการชัดเจน รายการโอนเงินที่มีรายละเอียดครบ เพราะภาษีนิติบุคคล คือ ถ้าไม่มีเอกสาร ค่าใช้จ่ายนั้น = นับเป็น 0 ถึงคุณจะจ่ายจริง แต่สรรพากรไม่นับให้จะต้องบวกกลับเป็นรายได้ทันที ยกตัวอย่าง ซื้อต้นทุนมา 10,000 บาท แต่ไม่มีบิล = เราต้องเสียภาษีเหมือนคุณ “ไม่เคยซื้อของนั้นเลย” อาจทำให้เราเสียภาษีเยอะขึ้นแบบไม่จำเป็น หักค่าใช้จ่ายได้เต็มสิทธิ์ คือ การที่บริษัทสามารถนำ “ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ” มาหักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะช่วยลดกำไรสุทธิ และทำให้ภาษีที่ต้องชำระลดลงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้การวางแผนภาษีมีประสิทธิภาพ บริษัทควรตรวจสอบว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้รับการบันทึกครบถ้วน พร้อมหลักฐานที่ถูกต้องครบถ้วน ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาลดภาษีได้ 1. เงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน : รวมถึงเงินเดือน, ค่าจ้างรายวัน, โบนัส, ค่าคอมมิชชั่น, ประกันสังคมนายจ้าง และสวัสดิการอื่น ๆ ที่อยู่ในนโยบายของบริษัท หมายเหตุ: ต้องมีสัญญาจ้าง รายการจ่ายจริง และหลักฐานการโอนเงินครบถ้วน 2. ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าโฆษณา : เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าสำนักงาน/คลังสินค้า, ค่าน้ำ ค่าไฟ ,ค่าอินเทอร์เน็ต ,ค่าโฆษณาออนไลน์ (Facebook Ads, Google Ads, TikTok Ads), ค่าทำการตลาดอื่น ๆ ทั้งหมดสามารถนำมาหักภาษีได้ หากมีใบเสร็จรับเงิน , ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วน และ เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา 3. ค่าซอฟต์แวร์และระบบบัญชีออนไลน์ เช่น ค่าซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ โปรแกรมทำบัญชีออนไลน์ ระบบ CRM เครื่องมือบริหารงานในบริษัท เป็นค่าใช้จ่ายที่ถือว่าเกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจโดยตรง สามารถนำมาลดภาษีได้ 100% ภายในปีภาษีนั้น ๆ (หรือบางกรณีเข้าข่ายทรัพย์สินถาวร ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาจะไม่สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงได้ทันที) 4. ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายการตลาดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน กรณีเดินทางพบลูกค้า ค่าเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ ค่าออกบูธ / ค่าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ค่าอาหารที่ใช้รับรองลูกค้า (หักได้ตามเกณฑ์กฎหมาย) ทุกค่าใช้จ่ายต้อง “มีความเกี่ยวข้องกับงาน” และต้องมีหลักฐานประกอบ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หรือเอกสารอนุมัติค่าใช้จ่ายภายในบริษัท ดังนั้น การหักค่าใช้จ่ายได้เต็มสิทธิ์คือการทำให้บริษัทมีต้นทุนที่ชัดเจน โปร่งใส และช่วยประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย สิ่งสำคัญ คือ ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อธุรกิจ มีเอกสารหลักฐานครบถ้วน บันทึกบัญชีถูกต้องตามมาตรฐาน ตรวจสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับกิจการ (Tax Incentives) การตรวจสอบ “สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกิจการ” หรือ Tax Incentives ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย และใช้ประโยชน์จากมาตรการที่รัฐจัดให้ตามกฎหมายอย่างเต็มศักยภาพ ในแต่ละปี กิจการควรประเมินสิทธิ์ของตนเองว่าเข้าข่ายได้รับการส่งเสริม หรือลดหย่อนในมาตรการด้านภาษีประเภทใดบ้าง เพื่อป้องกันการเสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็น และเพื่อลดภาระภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อัตราภาษีพิเศษสำหรับนิติบุคคลขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) SMEs ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกินตามเกณฑ์ และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได เช่น กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ยกเว้นภาษี กำไรส่วนที่เกิน 300,000 บาท: อัตราภาษี 15%  กำไรกำไรมากกว่า 3,000,000 บาท ขึ้นไป จะมีอัตราภาษี 20% ถ้าธุรกิจที่ไม่เงื่อนไขเป็น SMEs ที่จดทะเบียนนิติบุคคล จะมีอัตราภาษี 20% ตั้งแต่กำไรบาทแรก ธุรกิจต้องตรวจสอบเงื่อนไข เช่น ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว ลักษณะธุรกิจ รายได้ทั้งปี เพื่อให้ได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้อง สิทธิลดหย่อนที่ภาครัฐมักออกให้บริษัท เช่น สิทธิ์นี้สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง 5 รอบระยะเวลาบัญชีติดต่อกัน นับตั้งแต่ปีที่เริ่มมีรายได้หรือเริ่มดำเนินกิจการ (ตามเงื่อนไข SME ที่กฎหมายกำหนด) นิติบุคคลที่มีการส่งพนักงานเข้าอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skills) สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้มากกว่าปกติ โดยมีสิทธิ์หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า ของจำนวนเงินที่จ่ายจริงตามมาตรการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานที่รัฐกำหนดเพื่อใช้สิทธิ์นี้ ต้องมี หลักฐานการจ่ายเงินที่ถูกต้อง เช่นใบเสร็จรับเงิน เอกสารยืนยันการอบรมจากสถาบันหรือสถานฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง การที่นิติบุคคลลงทุนใน ระบบบัญชี โปรแกรมดิจิทัล หรือเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนาการทำงานของธุรกิจ สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาลดภาษีได้มากกว่าปกติ ตามมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ หลักการสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ “มากกว่า 100%” ของที่จ่ายจริง (ขึ้นอยู่กับมาตรการและประกาศกรมสรรพากรในแต่ละปี) ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย  สรุปงบก่อนปิดปี การตรวจงบก่อนปิดปีเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ภาระภาษีล่วงหน้า และเตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนถึงช่วงยื่นแบบภาษีประจำปี 1. ตรวจงบกำไรขาดทุน เพื่อคาดการณ์ภาษีเงินได้นิติบุคคล ธุรกิจควรสรุปงบกำไรขาดทุน (Profit & Loss Statement) ของทั้งปีเพื่อดูว่า รายได้รวมเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายบันทึกครบหรือยัง มีกำไรสุทธิหรือขาดทุน จากนั้นคำนวณ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอัตราทั่วไป 20% ของกำไรสุทธิ (หรืออัตราพิเศษตามเงื่อนไข SME) การคาดการณ์ภาษีล่วงหน้าช่วยให้เราวางแผนจัดการกระแสเงินสดได้ตรวจพบข้อผิดพลาดในงบก่อนยื่นจริง และวางแผนใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่าย/ลดหย่อนให้ครบถ้วนภายในปีภาษี 2. ตรวจยอดภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) กิจการที่มีรายได้ต้องยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ดังนั้น ปลายปีควรตรวจสอบว่า ยื่นภาษีครึ่งปีถูกต้องหรือไม่ ประมาณการรายได้-กำไรครึ่งปีสอดคล้องกับผลประกอบการจริงหรือไม่ มีความเสี่ยงต้องชำระ “เงินเพิ่ม” กรณียื่นต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ การตรวจสอบภ.ง.ด.51 จะช่วยประเมินยอดภาษีปลายปีได้แม่นยำและถูกต้องมากขึ้น 3. เตรียมยื่นภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50) เมื่อปีบัญชีสิ้นสุด บริษัทต้องเตรียมเอกสารและงบการเงินสำหรับยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) เช่น งบการเงินประจำปี รายละเอียดประกอบงบ รายการปรับปรุงภาษี รายละเอียดทรัพย์สิน–ค่าเสื่อมราคา สัญญาจ้าง / ใบกำกับภาษี / เอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนั้น การสรุปงบก่อนปิดปี คือการ “ตรวจเช็กสุขภาพการเงินของบริษัท” ก่อนส่งให้สรรพากร ช่วยให้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้เต็มที่ วางแผนภาษีก่อนหมดปี อย่ารอให้ถึงมีนาคมแล้วค่อยเริ่ม การวางแผนภาษีที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ก่อนสิ้นปี ไม่ใช่รอจนถึงช่วงยื่นแบบ เพราะเดือนสุดท้ายของปีคือโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ครบ เก็บเอกสารค่าใช้จ่ายได้ทัน ตรวจสอบยอดภาษีล่วงหน้า และปรับตัวเลขบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้คุณจ่ายภาษีเท่าที่จำเป็น ลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ และไม่พลาดสิทธิ์ที่ควรได้คืน หากมีระบบที่ช่วยจัดการบัญชีและเอกสารอย่างเป็นระเบียบ เช่น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยบันทึกรายรับรายจ่าย เก็บเอกสาร และดูภาพรวมภาษีได้แบบเรียลไทม์ ก็จะช่วยให้การวางแผนภาษีก่อนหมดปีทำได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากกว่าเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ธ.ค. 2025

PEAK Account

12 min

วิธีเช็กกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผ่าน VAT INFO 

การทำธุรกิจมักต้องมีการติดต่อซื้อขายสินค้า หรือบริการกับคู่ค้าทางธุรกิจหลายราย การตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของคู่ค้าถือเป็นขั้นตอนสำคัญ ด้วยเหตุนี้ทางกรมสรรพากรจึงได้พัฒนาระบบ VAT INFO ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของคู่ค้าง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร ธุรกิจต้องจดเมื่อไหร่? สำหรับเหตุผลที่กิจการหรือร้านค้าจำเป็นต้องมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม บวกเข้าไปในราคาของสินค้าหรือบริการ เนื่องจากกฎหมายได้มีการกำหนดให้ร้านค้าที่มียอดขายต่อปี เกินกว่า 1,800,000 บาท หรือ ประกอบธุรกิจในประเภทที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อให้ทางรัฐบาลสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศได้ โดยในปัจจุบันอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อยู่ที่ 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการ ซึ่งเป็นมูลค่าหลังหักส่วนลดแล้ว สำหรับกิจการไหนมียอดขายต่อปีเข้าใกล้กับที่กฎหมายกำหนดสามารถอ่านข้อดีของการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ที่ จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ส่งผลดีกับธุรกิจอย่างไร ทำไมต้องตรวจสอบใบกำกับภาษี อีกหนึ่งคำถามที่หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไม เราต้องตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือตรวจสอบใบกำกับภาษีด้วย? ซึ่งเหตุผลหลักคือ หากผู้ประกอบการได้รับใบกำกับภาษีปลอมจากบริษัทที่ไม่ได้มีสถานะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จริง ๆ จะไม่สามารถนำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้หักภาษีซื้อได้ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของธุรกิจคู่ค้าได้อีกด้วย จึงเป็นสาเหตุหลักที่ควรต้องตรวจสอบสถานะของคู่ค้าผ่าน VAT INFO ก่อนการทำธุรกรรมทุกครั้ง วิธีเช็กใบกำกับภาษีปลอม วิธีการตรวจสอบใบกำกับภาษีปลอม สามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การตรวจสอบด้วยตัวเอง ไปจนถึงตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งสามารถทำได้ทั้งหมด 3 รูปแบบหลักดังนี้ ตรวจสอบจากใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)ในกรณีที่ได้รับเอกสารเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบได้ด้วยไฟล์ PDF ผ่านระบบตรวจสอบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์บนเว็บไซต์ ETDA เพื่อช่วยยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ง่าย ๆ เช่นกัน วิธีสังเกตใบกำกับภาษีปลอม ใบกำกับภาษีปลอมจะมีลักษณะความผิดปกติที่ค่อนข้างชัดเจน หากพฤติกรรมคู่ค้าของคุณหรือใบกำกับภาษีที่ได้รับมามีลักษณะ 7 ข้อนี้ควรระวัง และตรวจสอบโดยทันที ทุกครั้งที่ได้รับใบกำกับภาษี หรือมีการติดต่อกับคู่ค้าใหม่ ๆ แนะนำให้ตรวจสอบสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการถูกหลอกลวงและป้องกันการเสียภาษีโดยไม่จำเป็น VAT INFO คืออะไร VAT INFO หรือ ระบบค้นหาข้อมูลผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยให้บริการบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งระบบ VAT INFO ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในประเทศไทยได้ง่ายๆ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียเวลาติดต่อกรมสรรพากรโดยตรง ประโยชน์ของ VAT INFO ขั้นตอนการเช็กรายชื่อกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ผ่าน VAT INFO ทั้งนี้ในกรณีที่กิจการที่ค้นหาไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจด VAT ระบบจะขึ้นคำว่า “เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรที่ท่านค้นหาไม่ใช่ผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม กรุณาตรวจสอบหรือทำรายการใหม่” ประโยชน์ที่ได้จากการเช็กกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหตุผลหลักที่ทำให้หลายท่านจำเป็นต้องตรวจสอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่า ส่วนใหญ่เพื่อเป็นการตรวจสอบตัวตนและความถูกต้องว่ากิจการที่เราทำธุรกรรมด้วยสามารถออกใบกำกับภาษีให้เราได้จริง โดยสรุปเหตุผลได้ทั้งหมด 3 ข้อดังนี้ 1 ช่วยให้มั่นใจว่าได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ขายเป็นธุรกิจที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับกรมสรรพากร และสามารถนำใบกำกับภาษีที่ได้ไปใช้หักภาษีซื้อหรือขอคืนภาษีได้จริง ซึ่งหมายความว่ากิจการที่เราทำธุรกรรมด้วย ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  2 เป็นการยืนยันว่ากิจการมีตัวตนอยู่จริง กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของกิจการนั้น ๆ และช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกลวง ทำให้บางธุรกิจเลือกที่จะค้าขายกับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น 3 สามารถตรวจสอบที่อยู่ที่ถูกต้องในการออกใบกำกับภาษีได้ ข้อมูลการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มักจะรวมถึงชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้เพื่อตรวจสอบข้อมูลบนใบกำกับภาษีว่ามีความถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ในหักภาษีได้จริง เช็กกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK นอกจากการใช้งาน VAT INFO ของกรมสรรพากรแล้ว โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีการเชื่อมต่อข้อมูลของกิจการที่จด VAT โดยอัตโนมัติที่สามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ เช่นกัน เพียงแค่กรอกเลขนิติบุคคล 13 หลัก ระบบจะแสดงชื่อที่อยู่ของกิจการทันที ช่วยลดระยะเวลาในการค้นหา และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการออกใบกำกับภาษีและตรวจสอบข้อมูลได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ธ.ค. 2025

PEAK Account

16 min

วิธีเลือกสำนักงานบัญชี ที่เหมาะกับธุรกิจ จัดการบัญชีขภาษีอย่างมีประสิทธิถาพ

การเลือก สำนักงานบัญชี เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายท่านอาจคิดว่า เพียงแค่ “น่าเชื่อถือ” และ “ราคาเหมาะสม” ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง การทำธุรกิจยุคปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา กิจการจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางบัญชีและการเงินที่แม่นยำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน การกำหนดราคาขาย การวางแผนงบประมาณด้านการตลาด รวมถึงการบริหารสภาพคล่อง ซึ่งในบางครั้ง การได้รับข้อมูลทางบัญชีเป็นรายปี หรือรายเดือนที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้ากว่าที่ควร เนื่องจากตัวเลขทางบัญชีอาจจะสะท้อนถึงปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นในระหว่างปี และปัญหานั้นอาจเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น การหาสำนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่การหานักบัญชีที่ปิดงบการเงินและยื่นภาษีให้เสร็จตามกฎหมาย แต่คือการค้นหาพาร์ทเนอร์ที่มีความรู้ด้านบัญชี และการเงิน และมีความเข้าใจในบริบทและวิธีการทำธุรกิจของคุณ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ  และที่สำคัญ ควรมีสไตล์การทำงานที่เหมาะสมกับกิจการ เพื่อให้สามารถร่วมงานกันได้ในระยะยาว รวมทั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต เจ้าของกิจการก็จะมั่นใจได้ว่าสำนักงานบัญชีนั้นก็พร้อมที่จะปรับตัวเช่นเดียวกับกิจการคุณ สำนักงานบัญชีที่ “ใช่” ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านภาษีและข้อผิดพลาด แต่ยังช่วยให้เจ้าของกิจการมีข้อมูลที่พร้อมใช้ในการตัดสินใจด้านกลยุทธ์และการเงินได้ทันเวลา เพื่อให้เจ้าของกิจการเลือกสำนักงานบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จึงรวบรวมทั้งปัญหาที่มักพบในการทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี รวมถึงเทคนิคสำคัญที่ควรนำไปใช้ก่อนตัดสินใจเลือกสำนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจของคุณ ทำไมการเลือกสำนักงานบัญชี จึงสำคัญต่อธุรกิจ หลายกิจการพบประสบการณ์ไม่ดีจากการ เลือกสำนักงานบัญชีที่ไม่เหมาะกับธุรกิจคล้าย ๆ กัน คือ ถูกทิ้งงานกลางคัน ติดต่อยาก ไม่ให้คำแนะนำทางบัญชี ภาษี และการเงิน และบางครั้งสำนักงานบัญชีไม่เข้าใจการประกอบธุรกิจของกิจการ ส่งผลให้ตัวเลขผิดเพี้ยนและการวิเคราะห์ธุรกิจเป็นไปอย่างคลาดเคลื่อน หรืออาจจะมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งอื่น ๆ เกิดขึ้น ทำให้เจ้าของกิจการต้องตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีเจ้าของกิจการรายใดอยากพบเจอวันนี้ เลยอยากจะมาแชร์ “กรอบแนวคิดในการประเมินและคัดเลือกสำนักงานบัญชี” และเรื่องที่ควรพูดคุยในการคัดเลือกสำนักงานบัญชี มาแบ่งปันให้กับเจ้าของกิจการที่กำลังคัดเลือกสำนักงานบัญชีมาร่วมงานด้วย สำนักงานบัญชีที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร เจ้าของกิจการควรดูอะไรบ้าง สำนักงานบัญชีที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ไม่ได้วัดกันเพียงการปิดงบหรือยื่นภาษีตรงเวลา แต่ต้องเป็นทีมที่มองงานบัญชีในฐานะข้อมูลธุรกิจ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ควรประเมินใน 5 มิตินี้: 1) ความเข้าใจธุรกิจของคุณอย่างลึกซึ้ง สำนักงานบัญชีควรมีประสบการณ์หรือความเข้าใจในประเภทธุรกิจของกิจการ ซึ่งควรจะแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของกิจการเป็นกลุ่มย่อยได้ เช่น การทำร้านอาหาร ก็จะมีทั้งร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านบุฟเฟ่ต์ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีวิธีการทำธุรกิจ และการจัดการที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะอยู่ในกลุ่มร้านอาหารเหมือนกัน และมีความเสี่ยงที่คล้าย ๆ กันในบางเรื่อง นอกจากนี้ สำนักงานบัญชีควรมีความเข้าใจสภาพของการของตลาด และการแข่งขันกันในตลาดนั้น ๆ ในเบื้องต้นด้วย 2) มีระบบและเครื่องมือที่โปร่งใส การมีระบบและเครื่องมือที่โปร่งใส จะทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และป้องกันการเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในภายหลัง ทั้งการจัดส่งเอกสาร การรายงานเรื่องต่าง ๆ ที่พบ การแจ้งประเด็นความเสี่ยงของกิจการ และตกลงขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร 3) ความรู้และการอธิบายที่เข้าใจง่าย สำนักงานบัญชีที่ดีต้องอธิบายด้วยภาษาที่เจ้าของกิจการเข้าใจได้ และให้เหตุผลรองรับจากหลักบัญชีและกฎหมาย เพื่อให้ในอนาคต หากมีประเด็นทางบัญชี ภาษีที่ซับซ้อนเกิดขึ้น จะได้มั่นใจได้ว่าสำนักงานบัญชีจะสามารถอธิบายให้เจ้าของกิจการเข้าใจได้ เพื่อสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง 4) การสื่อสารที่เป็นระบบ งานบัญชีต้องอาศัยการประสานงานตลอดปี ดังนั้นช่องทางสื่อสาร การตอบกลับ และการแจ้งเตือนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ควรสื่อสารด้วยวิธีที่เจ้าของกิจการมองว่าเหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) ให้คำแนะนำที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น สำนักงานบัญชีที่ดีควรสามารถมองตัวเลขและ ข้อมูลบัญชีของกิจการ เป็นภาพรวม ไม่ใช่เพียงการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง แต่ต้องอธิบายข้อมูลเป็นเชิงลึก และให้คำแนะนำเพื่อการบริหารกิจการ และควรนำเป็นประเด็นไปสอบถามเจ้าของกิจการด้วย เพราะบางครั้งเจ้าของกิจการอาจจะไม่ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่สะท้อนมาในตัวเลขทางบัญชี 4 เรื่องสำคัญที่ต้องคุยก่อนเลือกสำนักงานบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ การเตรียมคำถามก่อนคุยกับสำนักงานบัญชี จะช่วยให้คุณประเมินความพร้อม ความสามารถ และแนวคิดการทำงานของทีมบัญชีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 1) คุย “ขอบเขตงานรายเดือน” ให้ชัดเจน เจ้าของกิจการจำนวนมากต้องใช้ข้อมูลรายเดือนหรือรายไตรมาสประกอบการตัดสินใจ เช่น การปรับราคาขาย การวางงบโฆษณาและการตลาด และความเสี่ยงด้านการเงินจากการขยายขนาดกิจการ (Scale up) เป็นต้น แต่สำนักงานบัญชีบางแห่งอาจ “ไม่ได้ปิดบัญชีรายเดือน” หรือปิดเฉพาะบางหมวด ทำให้ตัวเลขไม่พร้อมใช้งานและไม่สามารถนำไปตัดสินใจได้จริง ควรตกลงกันให้ชัดเจนว่า: การมีขอบเขตชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปีได้อย่างมาก 2) ตกลงวิธี “จัดส่งเอกสาร” ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เอกสารคือหัวใจของงานบัญชี และเป็นจุดที่ผิดพลาดได้ง่ายที่สุด สำนักงานบัญชีแต่ละแห่งมีระบบรับเอกสารต่างกัน เช่น หากไม่มีการตกลงให้ชัดเจน เช่น ส่งกระดาษบางส่วนและไฟล์บางส่วน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมกับสำนักงานบัญชีนั้น ๆ เอกสารอาจตกหล่น ส่งผลให้การบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน และผิดพลาด ควรคุยให้ชัดว่า 3) ตกลงขอบเขตการใช้งานโปรแกรม หากมีการใช้โปรแกรมบัญชีร่วมกัน หลายกิจการ SME ปัจจุบันใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกับ สำนักงานบัญชี เช่น PEAK Account ในการออกบิลขาย บันทึกค่าใช้จ่าย และดูข้อมูลแบบ Real-time ผ่าน DashBoard เนื่องจากมีความสะดวกกว่าโปรแกรมแบบออฟไลน์ ดังนั้นสำนักงานบัญชีที่ใช้โปรแกรมเดียวกันกับกิจการจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้ข้อมูลตรงกัน 100% รวมถึงทำให้ข้อมูลที่เจ้าของกิจการต้องการใช้แบบ Real-time นั้นมีการอัพเดทตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การที่ใช้โปรแกรมเดียวกันนั้น ทำให้สำนักงานบัญชีอาจจะเข้ามาแก้ไขการข้อมูลในโปรแกรมบัญชีดังกล่าว ดังนั้น การตกลงขอบเขตงาน ว่างานส่วนใดที่เป็นความรับผิดชอบของกิจการ หรือส่วนใดเป็นของสำนักงานบัญชี และการที่สำนักงานบัญชีพบข้อผิดพลาดและต้องการแก้ไข จะต้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปประกอบการกำหนดสิทธิในโปรแกรมให้เหมาะสมนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญ 4) ขอคำแนะนำเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่คุย ทั้งเรื่องบัญชี ภาษี และการเงิน เจ้าของกิจการ ควรขอคำแนะนำจากสำนักงานบัญชีในเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่พูดคุย เพื่อเป็นการทดสอบว่าสำนักงานบัญชีมีความรู้ความเข้าใจจริงหรือไม่ โดยอาจจะเป็นการยกสถานการณ์จริงเพื่อขอคำแนะนำ เพราะถึงแม้สำนักงานบัญชีจะมีประสบการณ์ในธุรกิจประเภทเดียวกันแล้ว แต่หลายกิจการก็มีวิธีการประกอบธุรกิจที่ต่างกัน เช่น ช่องทางการขาย การสั่งซื้อสั่งผลิตสินค้า การเบิกเงินสำรองจ่ายโดยพนักงาน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ความเสี่ยงของกิจการนั้นมีความเฉพาะของกิจการด้วย ทั้งในด้านบัญชี ภาษี และการเงิน ดังนั้น เจ้าของกิจการควรขอคำแนะนำเบื้องต้นในวันแรก ที่เป็นคำถามเฉพาะเจาะจงด้วย เช่น สำนักงานบัญชีควรให้คำแนะนำในเบื้องต้นถึงความเสี่ยงที่สำคัญของกิจการได้ จำไว้ว่า “การเลือกสำนักงานบัญชีให้ดีตั้งแต่ต้น” คุ้มค่ากว่าเสมอ หากคุณกำลังอยู่ในขั้นตอน เลือกหรือหาสำนักงานบัญชี แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มจากจุดไหน การเลือกสำนักงานบัญชีที่มีระบบการทำงานชัดเจน และเข้าใจบริบทของธุรกิจ SME ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความต่อเนื่องของข้อมูลบัญชีได้มากขึ้น ปัจจุบัน PEAK มี บริการรับทำบัญชีจากสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ ที่ผ่านการคัดเลือก และทำงานบนระบบเดียวกัน ทำให้เจ้าของกิจการมั่นใจได้ว่าข้อมูลบัญชีถูกต้อง ตรวจสอบได้ และพร้อมนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  บุริศร์ ทุ่งสุกใส (คุณแบร์)บริษัท เอสเอ็น ซีพีเอ ออดิท จำกัด / ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)รับทำบัญชี สอบบัญชี ให้คำปรึกษาด้านบัญชี ภาษี และการเงิน ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีในบริษัท Big4 เชี่ยวชาญธุรกิจก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม และขายของออนไลน์

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เอกสารค่าใช้จ่าย ต้นตอปัญหาด้านภาษี ที่เจ้าของกิจการคาดไม่ถึง

เมื่อเกิดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจทุกครั้งต้องมีหลักฐาน ที่เราเรียกรวม ๆ กันว่า เอกสารค่าใช้จ่าย เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้มากกว่าที่คุณคิด ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาดูถึงความสำคัญว่าทำไมทุกธุรกิจต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดี! เอกสารค่าใช้จ่าย คืออะไร เอกสารค่าใช้จ่าย คือ เอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหลักฐานยืนยันการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย หรือหลักฐานการชำระเงินของธุรกิจ โดยเอกสารค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะใช้ในการบันทึกบัญชี หรือใช้ในการคำนวณภาษี เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ เอกสารค่าใช้จ่าย มีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักฐานในการชำระเงิน การมีอยู่ของเอกสารค่าใช้จ่าย จะช่วยยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน และสามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพราะหากไม่มีเอกสารเหล่านี้ ต่อให้พนักงานบัญชีทำการลงบัญชีทุกค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถคำนวณภาษีได้ ซึ่งรวมไปถึงเอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญความสมบูรณ์ และน่าเชื่อถือของเอกสารด้วย ปัญหาที่เจ้าของกิจการพบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่าย ในการดำเนินธุรกิจ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเคยเจอปัญหาเกี่ยวกับเอกสารค่าใช้จ่ายมาพอสมควร เพราะใช้ว่าทุกธุรกิจที่เราซื้อขายด้วยจะสามารถออกบิล หรือหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายให้เราได้เสมอ หรือใช้เวลาในการออกเอกสารเนื่องจากไม่มีระบบที่รองรับ ซึ่งปัญหาที่มักพบคือ ซึ่งปัญหานี้หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพูดถึงในด้านภาษี หากไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายที่ครบถ้วนก็ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีต่อได้ ส่งผลให้ธุรกิจเสียโอกาสในการลดต้นทุนของธุรกิจโดยใช่เหตุ ตัวอย่างการคำนวณภาษี ในกรณีที่ไม่มีหลักฐานเอกสารค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ลงบันทึกบัญชี (เรียกว่าค่าใช้จ่ายทางบัญชี) หากไม่มีเอกสารค่าใช้จ่าย ทางภาษีจะไม่ยอมรับเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องเป็น “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายทางบัญชี” ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A มีรายได้รวม 200,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายทางบัญชี (ที่บันทึกในบัญชี) รวมทั้งหมด 150,000 บาท แต่มีหนึ่งยอดจำนวน 50,000 บาทที่ไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบ ทำให้ “ค่าใช้จ่ายทางภาษี” เป็น 100,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีไม่มีเอกสาร 200,000 – 100,000 (ไม่นำ 50,000 มาคำนวณ) = 100,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 100,000 x 20% = 20,000 บาท ดังนั้นในกรณีที่ธุรกิจไม่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาทดังกล่าวจะต้องชำระภาษี 20,000 บาท แต่ในกรณีที่มีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอด 50,000 บาท จึงนับเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี สามารถนำมาคำนวณได้ ทำค่าใช้จ่ายทางภาษีกลายเป็น 150,000 บาท ยกตัวอย่างการคำนวณ กรณีมีเอกสารครบ 200,000 – 150,000 = 50,000 บาท คำนวณภาษีกรณีมีอัตรา 20% 50,000 x  20% = 10,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าถ้ามีเอกสารค่าใช้จ่ายของยอดที่หายไป ธุรกิจจะเสียภาษีน้อยลงถึง 10,000 บาท จากการคำนวณนี้ เจ้าของกิจการน่าจะพอเห็นภาพกันมากขึ้นถึงความสำคัญของการจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญกับเอกสารค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทั้งในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เอกสารค่าใช้จ่ายแบบไหนใช้สิทธิทางภาษีได้บ้าง สำหรับเอกสารค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ เราขอแบ่งออกเป็น เอกสารด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและ เอกสารด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยแต่ละประเภทจะมีเอกสารดังนี้ ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ใบเสร็จรับเงิน ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารแสดงค่าใช้จ่ายที่ใช้เป็นหลักฐานว่าผู้ขายได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในใบเสร็จรับเงินที่สามารถนำไปใช้สิทธิทางภาษีได้ต้องมีข้อมูลดังนี้ บิลเงินสด ใช้เป็นหลักฐานแสดงการชำระเงินเช่นเดียวกับใบเสร็จรับเงิน แต่จะมีค่าเป็นทางการน้อยกว่า โดยข้อมูลสำคัญที่ต้องมีในบิลเงินสดประกอบไปด้วย ใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารค่าใช้จ่ายที่ออกโดยผู้ซื้อ (ผู้จ่ายเงิน) เพื่อเป็นหลักฐานแนบในกรณีที่ในใบเสร็จรับเงินระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่ออื่น ซึ่งการแนบหลักฐานนี้เพื่อที่จะยืนยันว่ากิจการเป็นผู้ชำระเงินในใบเสร็จดังกล่าวจริง ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (กรณีที่กฎหมายยอมรับ) ในกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้ เช่น ซื้อสินค้าจากร้านขายของชำ ที่เจ้าของร้านไม่สะดวกออกเอกสาร โดยผู้จ่ายเงินสามารถออกใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินแทนได้ ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี (เต็มรูป) ใบกำกับภาษี คือ เอกสารที่ออกโดยผู้รับเงินที่จดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม ซึ่งใบกำกับภาษีที่ถูกต้องสามารถใช้สิทธิทางภาษีได้ ประกอบไปด้วยข้อมูลดังนี้ ดังนั้นธุรกิจควรที่จะเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ให้ครบถ้วน ไม่ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นยอดเล็กน้อย หรือเป็นก้อนใหญ่ เพื่อให้ไม่เสียโอกาสในการหักลบภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปี  เคล็ดลับการออกเอกสารค่าใช้จ่าย และจัดระเบียบเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เพื่อให้เจ้าของกิจการไม่เสียโอกาสเพราะไม่มีวิธีการจัดการกับเอกสารค่าใช้จ่ายอย่างถูกวิธี เรามีเคล็ดลับที่ทำตามได้ง่าย ๆ มาฝากกัน ออกเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การปรับใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ในการทำธุรกิจ นอกจากการจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ยังสามารถออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานควบคู่กับเอกสารค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสำคัญจ่าย หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน ที่สามารถใช้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้  ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟีเจอร์ให้คุณบันทึกค่าใช้จ่าย พิมพ์ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หรือใบรับสินค้าได้ โดยสามารถทำตามขั้นตอนในคู่มือได้ที่นี่ จัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK  นอกจากการออกเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานแล้ว การจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ดีตั้งแต่เริ่มต้นก็ช่วยสร้างความมั่นใจ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้ ซึ่งโปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมฟังก์ชัน คลังเอกสาร ให้สามารถจัดเก็บเอกสารรายจ่ายได้อย่างเป็นระบบ สามารถศึกษาการใช้งานได้ที่นี่ เอกสารค่าใช้จ่ายสำคัญ ช่วยลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ น่าจะพอเห็นภาพถึงความสำคัญของ เอกสารค่าใช้จ่าย กันมากขึ้นแล้ว เพราะหากไม่มีการจัดเก็บที่ดี อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาส เสียภาษีเยอะเกินกว่าที่ควรได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญในส่วนนี้ให้มากขึ้น อาจเริ่มต้นจากการวางระบบเก็บเอกสาร หรือขอเอกสารค่าใช้จ่ายจากผู้ขายทุกครั้ง นอกจากนี้การใช้โปรแกรมบัญชี PEAK ก็ไม่เพียงแค่ช่วยในเรื่องของเอกสารรายจ่ายอย่างเดียว แต่ยังช่วยจัดการระบบบัญชีได้อย่างครบวงจร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อลดต้นทุนทางภาษีของธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 14/01/2026

PEAK with the new function designed to enhance efficiency. 1. Updated default values and maximum ceiling for Social Security Fund to support calculations in accordance with the 2026 announcement. Suitable for: PEAK Payroll users Highlight: The system automatically updates the default values and maximum ceiling for employee/employer contributions to 875 THB, in line with the new 2026 social security ceiling. This ensures payroll calculations comply with the latest regulations without manual setup. Note: 2. Added an option to show or hide archived products/services on the report export page, allowing more accurate product reports. Suitable for: Users who need accurate product/service reports Highlight: The system now sets “exclude archived products/services” as the default option when generating reports. This makes reports clearer and more focused on actively used items. Note: 3. Improved display when selecting billing notes or payment summaries by showing the number of documents and the total amount, making it easier to review document values. Suitable for: Users who need to verify the total amount and number of documents before creating Billing Notes or Combined Payment Note Highlight: The system displays the total value of all selected documents on the pre-creation screen for Billing Notes or Combined Payment Note, and continuously shows the total in the bottom tab while selecting documents. This makes it easier and more reliable to verify totals before creating documents. Note: 4. Automatically adjusted the display of the business name in English when emailing documents from the Income & Expense menu, ensuring standardized documents and reducing manual edits. Suitable for: Users who operate the system and send emails in English Highlight: When using PEAK in English, the system will automatically display the business name in English when sending emails. This includes the email subject, sender information, and payment details—ensuring consistency and reducing manual edits. Note: 5. Updated menu navigation on Old PEAK to redirect actions to New PEAK, making it easier to record data on New PEAK. Suitable for: Old PEAK usersHighlight: The system has disabled creating, editing, and deleting documents on Old PEAK to ensure all critical business data is managed in a single system. Users can still view data as usual, but any menu related to data modification will redirect to New PEAK. Menus with editing disabled: Access New PEAK at: 6. Added an option to hide certain fields on the Income/Expense document creation page, simplifying document creation and reducing unnecessary information. Suitable for: Users creating a new business Highlight: The system updates the default settings for newly created businesses by hiding Deposit, Notes, Attachments, and Tags. This reduces the amount of information required, simplifies usage, and lowers document complexity. Note:

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

7 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/01/2026

เอาใจผู้ใช้งานโปรแกรม PEAK ด้วยฟังก์ชันใหม่ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. ปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดในการคำนวณเงินประกันสังคม เพื่อให้รองรับกับการประกาศในปี 2569 เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งาน PEAK Payroll Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นและเพดานสูงสุดของช่องเงินสะสม/เงินสมทบ เป็น 875 บาท ตามเพดานประกันสังคมใหม่ปี 2569 ช่วยให้การคำนวณเงินเดือนเป็นไปตามเกณฑ์ล่าสุดโดยไม่ต้องตั้งค่าใหม่เอง หมายเหตุ 2. เพิ่มตัวเลือกแสดงหรือซ่อนสินค้า/บริการที่ปิดใช้งานในหน้าออกรายงาน ช่วยให้พิมพ์รายงานสินค้าได้ตรงตามต้องการมากขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการพิมพ์รายงานสินค้า/บริการได้อย่างถูกต้อง Highlight: ระบบเพิ่มตัวเลือกให้พิมพ์รายงานสินค้า/บริการโดย ไม่แสดงสินค้าที่จัดเก็บ เป็นค่าเริ่มต้น ช่วยให้รายงานอ่านง่ายและโฟกัสเฉพาะรายการที่ใช้งานจริง หมายเหตุ 3. เพิ่มการแสดงผลเมื่อมีการเลือกเอกสารใบวางบิล ใบรวมจ่าย แล้วแสดงมูลค่ารวมของเอกสาร ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบมูลค่าของเอกสารได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่ต้องการตรวจสอบมูลค่ารวมและจำนวนเอกสารในการสร้างใบวางบิลหรือใบรวมจ่ายให้ถูกต้องก่อนสร้างเอกสาร Highlight: ระบบแสดงยอดรวมมูลค่าเอกสารที่เลือกทั้งหมดบนหน้าคั่นก่อนสร้างใบวางบิลและใบรวมจ่าย และแสดงบนแท็บด้านล่างอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้มองเห็นยอดรวมเมื่อเลือกเอกสารแต่ละใบ เพื่อให้ตรวจสอบมูลค่ารวมได้ง่ายและมั่นใจก่อนสร้างเอกสาร หมายเหตุ 4. ปรับการแสดงข้อมูลชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมลเอกสารที่เมนูรายรับรายจ่าย ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการใช้งานระบบและต้องการส่งอีเมลด้วยภาษาอังกฤษ Highlight: เมื่อใช้งาน PEAK ด้วยภาษาอังกฤษ ระบบจะแสดงชื่อกิจการภาษาอังกฤษอัตโนมัติเมื่อส่งอีเมล โดยจะเปลี่ยนภาษอังกฤษในหัวข้ออีเมล ข้อมูลผู้ส่ง และข้อมูลการชำระเงิน ช่วยให้เอกสารดูเป็นมาตรฐานเดียวกัน และลดขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลเอง หมายเหตุ 5. ปรับให้การกดเมนูบน Old PEAK ไปแสดงผลที่ New PEAK ช่วยผู้ใช้งานสามารถบันทึกข้อมูลบน New PEAK ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานระบบ Old PEAK Highlight: ระบบปิดการแก้ไข สร้าง และลบเอกสารบนระบบ Old PEAK เพื่อให้ข้อมูลสำคัญของกิจการถูกจัดการในระบบเดียว โดยผู้ใช้งานยังสามารถเข้าดูข้อมูลได้ตามปกติ แต่เมนูที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขข้อมูลจะถูกนำทางไปใช้งานบน New PEAK แทน เมนูที่ปิดการแก้ไขข้อมูล ช่องทางเข้าใช้งาน New PEAK : 6. เพิ่มการปิดแสดงผลข้อมูลในหน้าสร้างเอกสารรายรับ รายจ่าย ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างเอกสารได้ง่าย และลดการแสดงผลข้อมูลที่ไม่จำเป็น เหมาะสำหรับ : ผู้ใช้งานที่มีการสร้างกิจการใหม่ Highlight: ระบบปรับค่าเริ่มต้นสำหรับกิจการที่สร้างใหม่ โดยปิดการแสดงผลข้อมูลในส่วนของ เงินมัดจำ หมายเหตุ แนบไฟล์ และแท็ก ช่วยลดข้อมูลที่ต้องกรอกให้น้อยลง ใช้งานง่าย และลดความซับซ้อนในการออกเอกสาร หมายเหตุ

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

อากรแสตมป์คืออะไร พร้อมรวมทุกเรื่องสำคัญที่ต้องรู้

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเอกสารที่มีความจำเป็นต้องติดอากรแสตมป์ต้องทำการติดภายใน 15 วันหลังลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เป็น “ตรารับรอง” ให้เอกสารดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากเอกสารไม่มีอากรแสตมป์อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ ซึ่งอัตราค่าอากรแสตมป์ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทตราสารตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร โดยอากรแสตมป์จะมีทั้ง 3 ราคาประกอบไปด้วย  ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อย่างที่เราทราบกันว่าอากรแสตมป์มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ไม่เพียงแค่เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งอากรแสตมป์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ 3 ข้อใหญ่ด้วยกันดังนี้ 1. ทำให้สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย การติดอากรแสตมป์เหมือนเป็นตรารับรองจากภาครัฐว่าเอกสารฉบับดังกล่าวมีความถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่สัญญา คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ หากมีปัญหาด้านกฎหมาย สามารถใช้เอกสารที่ติดอากรแสตมป์ในขั้นตอนทางกฎหมายได้ 2. ป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต ปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่ค้าที่ทำสัญญาร่วมกันเป็นเรื่องที่บางธุรกิจอาจต้องเจอ ซึ่งเอกสารสัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์จะมีความน่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาลมากกว่าเอกสารที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ เพราะสามารถยืนยันได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีการทำสัญญาจริงและถูกต้องตามกฎหมาย 3. ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม สัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลจะสามารถรับเป็นหลักฐานได้ทันที หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ อาจต้องเสียค่าปรับก่อนนำไปใช้ หรือมีโอกาสถูกปฏิเสธในการใช้เอกสารดังกล่าวในชั้นศาลเลยทันที เพราะฉะนั้นการติดอากรแสตมป์จึงมีความสำคัญอย่างมากหากต้องมีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่าลืมติดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ครบถ้วน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหน การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยอากรแสตมป์สามารถติดลงบนเอกสารได้เลย: ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ที่พบเจอบ่อย ถัดมาเป็นประเภทของเอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ รวมไปถึงผู้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ และผู้ที่ต้องขีดฆ่า สามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางด้านล่างนี้เลย 1. สัญญาเช่าทรัพย์สิน อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรวมตั้งแต่การเช่าที่ดิน โรงเรียน สิ่งปลูกสร้าง มีอัตราอยู่ที่ 1 บาทต่อค่าเช่า 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากค่าเช่าระบุไว้ที่ 10,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 11 บาท 2. สัญญาจ้างทำของ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ เช่น งานก่อสร้าง หรืองานออกแบบ จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อค่าแรง 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่น หากค่าแรงรวมทั้งหมดเป็น 15,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 16 บาท 3. สัญญากู้ยืมเงิน ในกรณีของสัญญากู้ยืมเงิน อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก ๆ 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากมีการกู้เงินจำนวน 50,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 25 บาท 4. คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร เป็นตราสารที่เปรียบเสมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยเอกสารคู่ฉบับจำเป็นต้องมีข้อความ รายละเอียด รวมไปถึงการลงลายมือชื่อเหมือนกับต้นฉบับ หรือต้นสัญญา ซึ่งเอกสารประเภทนี้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับเอกสารต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท ยกตัวอย่างเช่น ต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินเสียอากร 25 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ 1. หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในทางธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมาย จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 10 บาทต่อฉบับ โดยไม่มีการคิดเพิ่มตามมูลค่าหรือรายละเอียดของเอกสาร 2. ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด) สำหรับเอกสารประเภทตั๋วเงิน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 3 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท เช่น หากยอดเงินในตั๋วเงินระบุไว้ที่ 6,500 บาท ผู้ที่ออกตั๋วจะต้องชำระอากรแสตมป์จำนวน 12 บาท 3. สัญญาค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันที่ใช้ในการรับรองหรือค้ำประกัน จะต้องชำระอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท โดยมีอัตราสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น ยอดเงิน 6,000 บาท ต้องชำระอากร 9 บาท 4. สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ สำหรับสัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 0.1% ของมูลค่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น หากมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุไว้ที่ 1,000,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 1,000 บาท สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากติดอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามกฎหมาย ในส่วนนี้เราสรุป 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการติดอากรแสตมป์ที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง 1. ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ภายในกำหนด การติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องติดภายใน 15 วันหลังจากที่มีการลงนามทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว หากติดหลังจากครบกำหนด 15 วันไปแล้ว จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมให้ครบในกรณีที่ต้องการนำเอกสารไปใช้ในชั้นศาล  2. ติดแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่า อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าการติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องขีดฆ่าโดยคู่สัญญา พร้อมลงลายมือชื่อหรือวันที่ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเอกสารจะไม่สามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้ 3. ติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง การติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง เมื่อถูกทักท้วง ก็ยังคงจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยปรับก่อนนำเอกสารฉบับดังกล่าวมาใช้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน 4. ชำระอากรผิดประเภทของตราสาร การชำระอากรของตราสารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน หากชำระผิดประเภทก็ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ เช่น เอกสารที่ควรเสียตามมูลค่า แต่กลับใช้แบบเหมาจ่าย หรือใช้แสตมป์ดวงในเอกสารที่ต้องใช้ อ.ส.4 5. ติดแสตมป์ดวงในเอกสารที่ “ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น” เอกสารบางประเภท โดยเฉพาะเอกสารที่มีมูลค่าสูงจำเป็นต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้แสตมป์ดวงได้ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากใช้ผิดแบบจะทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ในทางกฎหมายได้ทันที 6. สัญญาที่กำหนดให้ “ผู้รับเงินเป็นผู้ออกอากรแทน” ตามข้อกฎหมายแล้ว ผู้ทำตราสารต้องเป็นผู้ชำระอากร ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ผู้รับเงินออกอากรแทน ก็อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งในอนาคตได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อกฎหมาย เพื่อความถูกต้องควรให้ผู้ทำตราสารชำระอากรตามข้อกฎหมายกำหนดจะดีมากที่สุด 7. เข้าใจว่าอากรแสตมป์ดูจาก “ชื่อสัญญา” ไม่ใช่ “เนื้อหา” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เข้าใจว่าหลักการติดอากรแสตมป์ดูแค่ ชื่อสัญญา อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาภายใน แต่ในทางกฎหมายอากรแสตมป์จะพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสาร หากในสัญญามีการกำหนดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน หรือภาระผูกพันที่สามารถบังคับใช้ได้ เอกสารนั้นอาจเข้าข่ายเป็นสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ทันที เช่น  การตั้งชื่อเอกสารว่า “บันทึกข้อตกลง (MOU)” หรือ “ข้อตกลงความร่วมมือ” แล้วคิดว่าไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ถ้าในเนื้อหาที่การกำหนดสิทธิต่าง ๆ หรือภาระผู้พันก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย 8. คิดว่าเป็นเอกสารภายใน หรือทำกับคนใกล้ชิด จึงไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ เวลาที่มีการทำสัญญากับหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือบุคคลใกล้ชิด หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องภายในของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าคู่สัญญาจะเป็นใคร หากเอกสารเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เช่นกัน 9. ใช้สัญญาออนไลน์ แล้วเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ในยุคดิจิทัลมีการใช้สัญญาออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือการลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ความจริงคือ หากเป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดให้เสียอากรแสตมป์ รูปแบบของเอกสารไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ทางกฎหมาย เพียงแต่รูปแบบการชำระอากรอาจแตกต่างจากเอกสารกระดาษ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญ และข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาเราขอแนะนำขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งในรูปแบบของขั้นตอนแบบกระดาษ และการขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) ขั้นตอนแบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะกว่าแบบออนไลน์ โดยสามารถทำตามได้ดังนี้ ขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) สำหรับขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ หรือเรียกว่า e-Stamp มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากรเพื่อซื้อตราสาร ที่สำคัญคือสามารถชำระอากรแสตมป์ได้ทั้งเอกสารรูปแบบดิจิทัล และเอกสารแบบกระดาษ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อากรแสตมป์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องการ อากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาทในสัญญา เอกสารดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่ได้มีการจัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต ดังนั้นเจ้าของกิจการควรจัดการเรื่องอากรแสตมป์ทุกครั้ง และทำตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ติดตามความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับด้านภาษีและการเงินสำหรับเจ้าของกิจการได้ที่บทความของ PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ใบเสร็จรับเงิน เอกสารสำคัญที่ต้องออกให้ลูกค้า

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จ (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

12 min

เข้าใจเลขประจำตัวผู้เสียภาษี คืออะไร และความแตกต่างกับเลขบัตรประชาชน

เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย หนึ่งในหน้าที่สำคัญของคนไทยคือการเสียภาษี ซึ่งในการยื่นภาษีนั้นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวเลขสำคัญที่ต้องมี โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนี้คืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลเหมือนกันไหม ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบพร้อมกัน! เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คืออะไร? เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือ หมายเลขประจำตัวที่ออกให้ทั้งผู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยในกรณีของบุคคลธรรมดาตัวเลขจะตรงกับเลขบัตรประชาชน 13 หลักที่ออกโดยกรมการปกครอง ในกรณีบุคคลธรรมดาที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชนจำเป็นต้องทำเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม ในส่วนของเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะใช้เป็นตัวเลขทะเบียนนิติบุคคลที่บางท่านอาจเคยเห็นตัวเลข 13 หลักในใบเสร็จรับเงินที่ได้รับหลังจากซื้อของ ซึ่งในกรณีของนิติบุคคลที่มีเลขทะเบียนแล้วต้องทำการยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ความสำคัญของเลขประจําตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักเป็นตัวเลขที่ใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้ยื่นภาษี ใช้ในการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในกรณีของผู้ที่ประกอบการที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้เลข 13 หลักในบัตรประชาชนได้ ในส่วนของนิติบุคคลตัวเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะมีความสำคัญมากและใช้บ่อย เพราะต้องระบุในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบเสนอราคา รวมไปถึงการออกใบกำกับภาษี และการยื่นแบบด้านภาษี เช่น เอกสาร ภ.ง.ด.1 คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใครต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรบ้าง? นอกเหนือจากคนไทยที่เลขประจําตัวผู้เสียภาษี คือเลขบัตรประชาชนแล้ว สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 3 ข้อดังนี้ 1. บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดา ที่ไม่มีบัตรประชาชน เช่น คนต่างด้าว รวมไปถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้บุคคลธรรมดาที่ต้องการจดทะเบียน VAT หรือธุรกิจเฉพาะ ก็จำเป็นต้องทำการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเช่นกัน 2. นิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ซึ่งไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักอยู่แล้ว จำเป็นต้องยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ซึ่งเป็นเลขที่ออกให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และจำเป็นต้องทำการร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทภายใน 60 วันนับตั้งแต่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 3. นายจ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ในบางกรณีนายจ้างจำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ยังไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ก็สามารถยื่นขอใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักได้เช่นเดียวกับกรณีของนิติบุคคล ซึ่งต้องทำการยื่นภายใน 60 วันก่อนจ่ายเงินได้ การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้สามารถจัดการด้านภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนี้ บุคคลธรรมดา สำหรับบุคคลธรรมดาไม่จำเป็นต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพราะใช้เลขประจำตัวประชาชนเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีโดยทันทีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนต่างด้าวและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนให้ขอภายใน 60 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี นิติบุคคล ลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคลจะได้รับหลังจากจดทะเบียนบริษัท โดยเป็นเลขเดียวกับเลขทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งการจดทะเบียนนิติบุคคลและการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้ขอภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไทย หรือวันที่นิติบุคคลต่างประเทศเริ่มทำธุรกิจในประเทศไทย เอกสารสำหรับใช้ยื่นเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ในส่วนของเอกสารการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ก็ใช้เอกสารที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ 1. คนต่างด้าว สำหรับบุคคลธรรมที่เป็นชาวต่างด้าว และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ สามารถยื่นคำร้องด้วยแบบ ล.ป.10.1 โดยยื่นพร้อมเอกสารแนบ เช่น  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ต้องการยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นิติบุคคลสามารถยื่นด้วยแบบ ล.ป.10.2 โดยแนบพร้อมกับเอกสารอื่น เช่น 3. นิติบุคคล ในส่วนของนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนบริษัท และมีเลขทะเบียนนิติบุคคลแล้ว สามารถยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีได้ด้วยแบบยื่น ล.ป.10.3 พร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น  การค้นหาเลขทะเบียนบริษัทที่ระบุในหนังสือรับรอง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีบริษัทสามารถตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเลขทะเบียนนี้จะเป็นเลขชุดเดียวกันกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนิติบุคคล เราสามารถตรวจสอบข้อมูลในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เพื่อช่วยยืนยันตัวตนของคู่ค้า และการทำธุรกรรมทางการค้าได้อย่างมั่นใจ ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง ต้องรู้จักเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขประจำตัวผู้เสียภาษีใช้ในการระบุตัวตนทางภาษีและธุรกิจ โดยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาจะใช้เลข 13 หลักของบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนิติบุคคล จะได้รับเมื่อจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและยื่นขอรับเลขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนการยื่นภาษีหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ควรทำเรื่องยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้พร้อมเพื่อความถูกต้องในการจัดการภาษีตามกฎหมาย โดย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต นอกจากนี้ยังพร้อมช่วยแนะนำบริษัทรับทำบัญชี เป็นผู้ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก