Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

27 Oct 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็นใบกำกับภาษีเต็มรูปใบกำกับภาษีอย่างย่อมาตราที่กำหนด86/486/6ใครออกได้ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภทผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7คำว่า “ใบกำกับภาษี”ต้องมีต้องมีข้อมูลผู้ขายชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษีชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษีข้อมูลผู้ซื้อชื่อและที่อยู่ไม่ต้องมีรายการสินค้าชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่าชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่าการแสดง VATแยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้งระบุว่าราคารวม VAT แล้วผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อได้ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 Oct 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 Oct 2026

PEAK Account

16 min

IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% สรุปเสียงจากทุกฝ่าย ผลกระทบ SME และวิธีเตรียมตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือนักบัญชีที่เห็นข่าว VAT 10% แล้วเริ่มกังวลว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คุณไม่ได้กังวลคนเดียว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับสากลอย่าง IMF ไปจนถึงภาคเอกชนไทย บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครพูดอะไรบ้าง ผลกระทบต่อ SME จริง ๆ เป็นยังไง และถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% จริง ธุรกิจของคุณต้องเตรียมตัวอย่างไร IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% จากการประชุมที่กรุงเทพ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอให้ไทยพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับไปที่ 10% ตามอัตราจริงในกฎหมาย ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Article IV Consultation ซึ่ง IMF จัดทำให้กับประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ช่องว่างรายได้รัฐ กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลักที่ IMF แนะนำคือ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหา รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวัสดิการผู้สูงอายุ และโครงสร้างพื้นฐาน สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง-สูง ที่อยู่ราว 20-25% การเพิ่ม VAT จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ IMF มองว่าช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation) อัตรา VAT ไทย 7% เป็นอัตราพิเศษมาตลอด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มใช้ แต่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ. ลดอัตราลงเหลือ 7% เป็นมาตรการชั่วคราว แล้วต่ออายุมาเรื่อย ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ครั้ง พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่อัตราถาวร แต่เป็นอัตราที่รัฐบาลลดให้ และต่ออายุทุก 1-2 ปีมาตลอด สรุปเสียงเรื่อง VAT 10% จากทุกฝ่าย ประเด็นการขึ้น VAT 10% ไม่ได้มีแค่ IMF ที่พูดถึง แต่มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและกังวล คุณปีเตอร์ บรอยเออร์ (Peter Breuer) หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำไทย ในฐานะ IMF Mission Chief for Thailand คุณ Breuer ได้ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า อัตรา VAT 7% ของไทยในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก และไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูปภาษี โดย VAT เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะฐานภาษีกว้างและต้นทุนจัดเก็บต่ำ สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ เสนอขึ้น VAT 10% แบบค่อยเป็นค่อยไป ในฝั่งสภาไทย สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง (วุฒิสภา) ได้เสนอแผนปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แบบทยอยขึ้นภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐราว 3 แสนล้านบาทต่อปี ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT อย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายฐานภาษีเงินได้และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น กระทรวงการคลัง และ ครม. ยังไม่พร้อมขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวัง ครม. มีมติต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT เหลือ 7% ออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขึ้น VAT ในช่วงนี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ภาคเอกชน กังวลผลกระทบต่อ SME โดยตรง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แสดงความกังวลว่า การขึ้น VAT 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มี margin ต่ำ เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ภาคเอกชนเสนอว่า ถ้าจะขึ้น VAT ต้องมีมาตรการเยียวยาคู่กัน เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือมาตรการช่วย SME ช่วงเปลี่ยนผ่าน World Bank และนักเศรษฐศาสตร์ มองในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ IMF เท่านั้น ธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยแนะนำให้ไทยขยายฐานภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การเพิ่มรายได้ภาครัฐตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น VAT 10% เริ่มเมื่อไหร่ สถานะล่าสุดและ Timeline ณ ตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สถานะล่าสุด พ.ร.ฎ. ต่ออายุ VAT 7% เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติอนุมัติขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ปัจจัยที่จะทำให้ขึ้นจริง หรือเลื่อนออกไปอีก การตัดสินใจขึ้น VAT ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง ในอดีตเคยมีการเสนอขึ้น VAT หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต่ออายุอัตราเดิมมาตลอดกว่า 30 ปี ผลกระทบ VAT 10% ต่อ SME ต้นทุนเพิ่มเท่าไร สำหรับ SME สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% (จาก 7% เป็น 10%) จะส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนสินค้าและราคาขาย ตัวอย่างคำนวณ ต้นทุนเพิ่มเท่าไรเมื่อ VAT ขึ้น 3% สมมติร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 1,000 บาท รายการ VAT 7% (ปัจจุบัน) VAT 10% (ถ้าขึ้น) ราคาสินค้าก่อน VAT 1,000 บาท 1,000 บาท VAT ที่เรียกเก็บ 70 บาท 100 บาท ราคาขายรวม VAT 1,070 บาท 1,100 บาท ส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม – 30 บาท ต่อชิ้น ตัวเลข 30 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้ายอดขาย 10,000 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าแล้วนำส่งสรรพากร แต่ผลกระทบอยู่ที่ราคาขายที่สูงขึ้นจะกระทบยอดขาย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธุรกิจที่มี margin ต่ำจะรู้สึกมากที่สุด เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการรายย่อย และฟรีแลนซ์ เพราะการปรับราคาขึ้น 3% อาจทำให้สูญเสียลูกค้า ในขณะที่การรับภาระเองก็กินเข้าไปในกำไร ธุรกิจที่รับผลกระทบน้อยกว่าคือธุรกิจที่มี margin สูง หรือสินค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น (สินค้าจำเป็น) ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในมุมผู้บริโภค VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะส่งผ่านมาในราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิด ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบการ SME จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น (เสี่ยงเสียลูกค้า) หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง (กำไรลดลง) เปรียบเทียบอัตรา VAT ไทย กับประเทศในอาเซียน เพื่อให้เห็นภาพว่าอัตรา VAT 10% อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศ อัตรา VAT/GST ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% (สินค้าทั่วไปยังใช้ 11%) กัมพูชา 10% เวียดนาม 10% (อัตราทั่วไป) ไทย (ถ้าขึ้น) 10% สิงคโปร์ 9% (GST) มาเลเซีย 8% (Sales Tax) ไทย (ปัจจุบัน) 7% จะเห็นว่าแม้ VAT 10% จะสูงกว่าอัตราปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา และต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร 5 แนวทางรับมือ VAT 10% แม้ว่า VAT จะยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง 1. ทบทวนโครงสร้างราคาตั้งแต่วันนี้ ลองคำนวณว่าถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% กำไรของสินค้าแต่ละตัวจะเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะถ้ารอจนวันที่ประกาศขึ้นจริง การปรับราคาอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าจำราคาได้ดี ลองใช้วิธีคำนวณ VAT ที่ถูกต้องเพื่อวางแผนราคาล่วงหน้า 2. เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับอัตราใหม่ ระบบออกใบกำกับภาษีและระบบบัญชีต้องสามารถเปลี่ยนอัตรา VAT ได้ทันทีเมื่อมีประกาศ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าทำด้วยมือ 3. วางแผนกระแสเงินสดรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนอัตราภาษี ต้องระวังเรื่องใบกำกับภาษีที่ออกก่อนและหลังวันเปลี่ยน เพราะ VAT ขาเข้า (ซื้อ) และ VAT ขาออก (ขาย) อาจไม่ตรงกัน ทำให้เงินสดหมุนเวียนติดขัดได้ 4. ติดตามข่าวมาตรการเยียวยาจากรัฐ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT จริง มักจะมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือสิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับ SME การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการภาษีอัตโนมัติ การจัดการ VAT ด้วยมือจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราเปลี่ยน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะคำนวณผิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน สรุป การเตรียมตัวคือสิ่งที่ SME ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องนี้จะกลับมาเป็นข่าวอีกแน่นอน เพราะทั้ง IMF, World Bank และภาคการเมืองไทยต่างเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ ส่วนจะขึ้นเมื่อไรขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับ SME การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่มีข้อเสีย ทบทวนโครงสร้างราคา เตรียมระบบบัญชีให้พร้อม และใช้เครื่องมือที่ช่วยจัดการภาษีได้อัตโนมัติ PEAK ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ง่ายขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าอัตรา VAT จะเป็น 7% หรือ 10% ก็ปรับได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT 10% VAT 10% คืออะไร ต่างจาก VAT 7% ที่ใช้อยู่ตรงไหน VAT 10% คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจริง ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 7% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอัตราลดพิเศษที่รัฐบาลออก พ.ร.ฎ. ลดให้ชั่วคราว และต่ออายุมาตลอดกว่า 30 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ขึ้น VAT 10% จะเริ่มเมื่อไร ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ปัจจุบัน ครม. ได้ต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT 7% ออกไปอีก การขึ้นจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง VAT 10% กระทบ SME อย่างไร VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยสินค้าราคา 1,000 บาทจะมี VAT เพิ่มจาก 70 บาทเป็น 100 บาท ธุรกิจ SME ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง ธุรกิจ margin ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หรือไม่ ไม่ต้องจดใหม่ ธุรกิจที่จด VAT อยู่แล้วจะใช้อัตราใหม่อัตโนมัติตามประกาศของกรมสรรพากร เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องจด VAT ยังคงเท่าเดิม เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวม ณ วันที่เผยแพร่ นโยบายภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

27 Oct 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 Oct 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

27 Oct 2026

PEAK Account

16 min

IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% สรุปเสียงจากทุกฝ่าย ผลกระทบ SME และวิธีเตรียมตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือนักบัญชีที่เห็นข่าว VAT 10% แล้วเริ่มกังวลว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คุณไม่ได้กังวลคนเดียว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับสากลอย่าง IMF ไปจนถึงภาคเอกชนไทย บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครพูดอะไรบ้าง ผลกระทบต่อ SME จริง ๆ เป็นยังไง และถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% จริง ธุรกิจของคุณต้องเตรียมตัวอย่างไร IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% จากการประชุมที่กรุงเทพ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอให้ไทยพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับไปที่ 10% ตามอัตราจริงในกฎหมาย ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Article IV Consultation ซึ่ง IMF จัดทำให้กับประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ช่องว่างรายได้รัฐ กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลักที่ IMF แนะนำคือ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหา รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวัสดิการผู้สูงอายุ และโครงสร้างพื้นฐาน สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง-สูง ที่อยู่ราว 20-25% การเพิ่ม VAT จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ IMF มองว่าช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation) อัตรา VAT ไทย 7% เป็นอัตราพิเศษมาตลอด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มใช้ แต่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ. ลดอัตราลงเหลือ 7% เป็นมาตรการชั่วคราว แล้วต่ออายุมาเรื่อย ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ครั้ง พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่อัตราถาวร แต่เป็นอัตราที่รัฐบาลลดให้ และต่ออายุทุก 1-2 ปีมาตลอด สรุปเสียงเรื่อง VAT 10% จากทุกฝ่าย ประเด็นการขึ้น VAT 10% ไม่ได้มีแค่ IMF ที่พูดถึง แต่มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและกังวล คุณปีเตอร์ บรอยเออร์ (Peter Breuer) หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำไทย ในฐานะ IMF Mission Chief for Thailand คุณ Breuer ได้ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า อัตรา VAT 7% ของไทยในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก และไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูปภาษี โดย VAT เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะฐานภาษีกว้างและต้นทุนจัดเก็บต่ำ สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ เสนอขึ้น VAT 10% แบบค่อยเป็นค่อยไป ในฝั่งสภาไทย สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง (วุฒิสภา) ได้เสนอแผนปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แบบทยอยขึ้นภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐราว 3 แสนล้านบาทต่อปี ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT อย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายฐานภาษีเงินได้และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น กระทรวงการคลัง และ ครม. ยังไม่พร้อมขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวัง ครม. มีมติต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT เหลือ 7% ออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขึ้น VAT ในช่วงนี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ภาคเอกชน กังวลผลกระทบต่อ SME โดยตรง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แสดงความกังวลว่า การขึ้น VAT 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มี margin ต่ำ เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ภาคเอกชนเสนอว่า ถ้าจะขึ้น VAT ต้องมีมาตรการเยียวยาคู่กัน เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือมาตรการช่วย SME ช่วงเปลี่ยนผ่าน World Bank และนักเศรษฐศาสตร์ มองในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ IMF เท่านั้น ธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยแนะนำให้ไทยขยายฐานภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การเพิ่มรายได้ภาครัฐตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น VAT 10% เริ่มเมื่อไหร่ สถานะล่าสุดและ Timeline ณ ตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สถานะล่าสุด พ.ร.ฎ. ต่ออายุ VAT 7% เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติอนุมัติขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ปัจจัยที่จะทำให้ขึ้นจริง หรือเลื่อนออกไปอีก การตัดสินใจขึ้น VAT ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง ในอดีตเคยมีการเสนอขึ้น VAT หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต่ออายุอัตราเดิมมาตลอดกว่า 30 ปี ผลกระทบ VAT 10% ต่อ SME ต้นทุนเพิ่มเท่าไร สำหรับ SME สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% (จาก 7% เป็น 10%) จะส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนสินค้าและราคาขาย ตัวอย่างคำนวณ ต้นทุนเพิ่มเท่าไรเมื่อ VAT ขึ้น 3% สมมติร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 1,000 บาท รายการ VAT 7% (ปัจจุบัน) VAT 10% (ถ้าขึ้น) ราคาสินค้าก่อน VAT 1,000 บาท 1,000 บาท VAT ที่เรียกเก็บ 70 บาท 100 บาท ราคาขายรวม VAT 1,070 บาท 1,100 บาท ส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม – 30 บาท ต่อชิ้น ตัวเลข 30 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้ายอดขาย 10,000 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าแล้วนำส่งสรรพากร แต่ผลกระทบอยู่ที่ราคาขายที่สูงขึ้นจะกระทบยอดขาย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธุรกิจที่มี margin ต่ำจะรู้สึกมากที่สุด เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการรายย่อย และฟรีแลนซ์ เพราะการปรับราคาขึ้น 3% อาจทำให้สูญเสียลูกค้า ในขณะที่การรับภาระเองก็กินเข้าไปในกำไร ธุรกิจที่รับผลกระทบน้อยกว่าคือธุรกิจที่มี margin สูง หรือสินค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น (สินค้าจำเป็น) ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในมุมผู้บริโภค VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะส่งผ่านมาในราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิด ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบการ SME จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น (เสี่ยงเสียลูกค้า) หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง (กำไรลดลง) เปรียบเทียบอัตรา VAT ไทย กับประเทศในอาเซียน เพื่อให้เห็นภาพว่าอัตรา VAT 10% อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศ อัตรา VAT/GST ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% (สินค้าทั่วไปยังใช้ 11%) กัมพูชา 10% เวียดนาม 10% (อัตราทั่วไป) ไทย (ถ้าขึ้น) 10% สิงคโปร์ 9% (GST) มาเลเซีย 8% (Sales Tax) ไทย (ปัจจุบัน) 7% จะเห็นว่าแม้ VAT 10% จะสูงกว่าอัตราปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา และต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร 5 แนวทางรับมือ VAT 10% แม้ว่า VAT จะยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง 1. ทบทวนโครงสร้างราคาตั้งแต่วันนี้ ลองคำนวณว่าถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% กำไรของสินค้าแต่ละตัวจะเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะถ้ารอจนวันที่ประกาศขึ้นจริง การปรับราคาอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าจำราคาได้ดี ลองใช้วิธีคำนวณ VAT ที่ถูกต้องเพื่อวางแผนราคาล่วงหน้า 2. เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับอัตราใหม่ ระบบออกใบกำกับภาษีและระบบบัญชีต้องสามารถเปลี่ยนอัตรา VAT ได้ทันทีเมื่อมีประกาศ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าทำด้วยมือ 3. วางแผนกระแสเงินสดรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนอัตราภาษี ต้องระวังเรื่องใบกำกับภาษีที่ออกก่อนและหลังวันเปลี่ยน เพราะ VAT ขาเข้า (ซื้อ) และ VAT ขาออก (ขาย) อาจไม่ตรงกัน ทำให้เงินสดหมุนเวียนติดขัดได้ 4. ติดตามข่าวมาตรการเยียวยาจากรัฐ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT จริง มักจะมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือสิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับ SME การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการภาษีอัตโนมัติ การจัดการ VAT ด้วยมือจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราเปลี่ยน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะคำนวณผิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน สรุป การเตรียมตัวคือสิ่งที่ SME ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องนี้จะกลับมาเป็นข่าวอีกแน่นอน เพราะทั้ง IMF, World Bank และภาคการเมืองไทยต่างเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ ส่วนจะขึ้นเมื่อไรขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับ SME การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่มีข้อเสีย ทบทวนโครงสร้างราคา เตรียมระบบบัญชีให้พร้อม และใช้เครื่องมือที่ช่วยจัดการภาษีได้อัตโนมัติ PEAK ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ง่ายขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าอัตรา VAT จะเป็น 7% หรือ 10% ก็ปรับได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT 10% VAT 10% คืออะไร ต่างจาก VAT 7% ที่ใช้อยู่ตรงไหน VAT 10% คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจริง ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 7% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอัตราลดพิเศษที่รัฐบาลออก พ.ร.ฎ. ลดให้ชั่วคราว และต่ออายุมาตลอดกว่า 30 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ขึ้น VAT 10% จะเริ่มเมื่อไร ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ปัจจุบัน ครม. ได้ต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT 7% ออกไปอีก การขึ้นจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง VAT 10% กระทบ SME อย่างไร VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยสินค้าราคา 1,000 บาทจะมี VAT เพิ่มจาก 70 บาทเป็น 100 บาท ธุรกิจ SME ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง ธุรกิจ margin ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หรือไม่ ไม่ต้องจดใหม่ ธุรกิจที่จด VAT อยู่แล้วจะใช้อัตราใหม่อัตโนมัติตามประกาศของกรมสรรพากร เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องจด VAT ยังคงเท่าเดิม เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวม ณ วันที่เผยแพร่ นโยบายภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 Oct 2026

PEAK Account

17 min

ของขวัญลูกค้า หักภาษีได้ไหม มาดูกฎหมาย VAT และวิธีบันทึกบัญชี

ของขวัญลูกค้า คืออะไรในทางภาษี และสำคัญอย่างไร ของขวัญลูกค้า คือ สิ่งของที่กิจการให้ลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่น กระเช้าปีใหม่ ปฏิทิน หรือของที่ระลึก ในทางภาษีจัดเป็นค่ารับรอง จึงหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 หลักเกณฑ์ปัจจุบันแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (4) เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ชลบุรีอะไหล่ยนต์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอะไหล่ให้อู่ซ่อมรถ จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายได้ปี 2569 รวม 25 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 5 ล้านบาท และวางแผนแจกกระเช้าปีใหม่ให้ลูกค้า 40 ราย ของขวัญลูกค้าหักภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง หักได้เมื่อครบ 7 เงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 และที่แก้ไขโดยฉบับที่ 222 ขาดข้อใดข้อหนึ่ง รายจ่ายส่วนนั้นจะไม่เป็นค่ารับรองที่หักได้ เงื่อนไข รายละเอียด ลักษณะรายจ่าย จำเป็นตามธรรมเนียมทางการค้าทั่วไป และให้เพื่อประโยชน์ของกิจการ ผู้รับ ต้องไม่ใช่ลูกจ้างของกิจการ เว้นแต่ลูกจ้างที่มีหน้าที่เข้าร่วมรับรอง ผู้อนุมัติ กรรมการ หุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ต้องอนุมัติหรือสั่งจ่าย มูลค่าสิ่งของ ไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราว เพดานทั้งปี ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้หรือยอดขาย หรือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี แล้วแต่อย่างใดมากกว่า เพดานสูงสุด ไม่เกิน 10 ล้านบาท หลักฐาน มีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงิน เว้นแต่ผู้รับไม่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร ของที่มูลค่าเกิน 2,000 บาทต่อคนต่อคราวไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วนวิธีบวกกลับให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีของกิจการ ตัวอย่าง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตั้งใจให้ไวน์ราคา 3,210 บาทแก่เจ้าของอู่รายใหญ่ 1 ราย ของชิ้นนี้เกิน 2,000 บาท จึงต้องแยกพิจารณาจากกระเช้าที่ให้ลูกค้ารายอื่น เพดานร้อยละ 0.3 คิดอย่างไร คิดจากฐานที่มากกว่าระหว่างยอดรายได้หรือยอดขาย กับทุนที่ชำระแล้ว แล้วคูณร้อยละ 0.3 ยอดนี้เป็นวงเงินรวมของค่ารับรองทั้งปี ทั้งค่าเลี้ยง ค่าที่พัก และของขวัญ ไม่ใช่วงเงินของขวัญอย่างเดียว รายการของชลบุรีอะไหล่ยนต์ การคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เพดานจากยอดรายได้ 25,000,000 × 0.3% 75,000 เพดานจากทุนชำระแล้ว 5,000,000 × 0.3% 15,000 เพดานที่ใช้ (ฐานที่มากกว่า) 75,000 กระเช้าลูกค้า 40 ชุด 40 × 1,605 64,200 เลี้ยงรับรองลูกค้าปีใหม่ 18,000 ค่ารับรองรวม 64,200 + 18,000 82,200 ส่วนที่เกินเพดาน 82,200 − 75,000 7,200 ส่วนเกิน 7,200 บาทยังบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ แต่ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เหมือนค่าใช้จ่ายต้องห้ามรายการอื่น หลักเกณฑ์ค่ารับรองแบบครบทุกรายการ เช่น ค่าเลี้ยงและค่าที่พัก อ่านต่อได้ที่ค่ารับรอง ภาษีซื้อของขวัญลูกค้า นำมาเครดิตได้ไหม ไม่ได้ ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง รวมถึงค่าสิ่งของที่ให้ผู้ได้รับการรับรอง เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 17 ข้อ 5 ข่าวดีคือภาษีซื้อต้องห้ามกลุ่มนี้นำไปรวมเป็นรายจ่ายได้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ยกเว้นให้ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ไม่ต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ กระเช้าของชลบุรีอะไหล่ยนต์ราคาชุดละ 1,500 บาท บวก VAT 105 บาท รวม 1,605 บาท ภาษีซื้อทั้ง 40 ชุดคือ 4,200 บาท บริษัทบันทึกยอด 64,200 บาททั้งก้อนเป็นค่ารับรอง ไม่แยก 4,200 บาทไปเครดิต ดูประเภทอื่นได้ที่ภาษีซื้อต้องห้าม ซื้อของขวัญให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองในหมวดค่าใช้จ่าย ด้วยยอดที่รวม VAT แล้ว แยกตามวิธีจ่ายเงิน และตอนปิดงบให้เทียบยอดรวมกับเพดานร้อยละ 0.3 เพื่อหาส่วนที่ต้องบวกกลับ จ่ายเงินสดหรือโอนทันที บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เงินสด / เงินฝากธนาคาร 64,200 ซื้อเชื่อจากร้านค้า บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เจ้าหนี้การค้า 64,200 ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ชลบุรีอะไหล่ยนต์บวกกลับ 7,200 บาทในรายการรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ตัวเลขทางบัญชีไม่ต้องแก้ ต้องเก็บเอกสารอะไรไว้รับรองค่าใช้จ่าย เก็บเอกสาร 3 อย่าง และหลักฐานเสริมอีก 1 อย่าง ให้พิสูจน์ได้ว่าซื้อจริง ให้ใคร มูลค่าต่อคนเท่าไร และใครอนุมัติ การอนุมัติหรือสั่งจ่ายโดยผู้มีอำนาจเป็นเงื่อนไขในกฎกระทรวงโดยตรง เอกสารลงนามจึงเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด ชลบุรีอะไหล่ยนต์ให้ฝ่ายขายจัดทำรายชื่อลูกค้า 40 รายพร้อมลายมือชื่อผู้รับ แล้วให้กรรมการผู้จัดการลงนามอนุมัติก่อนสั่งซื้อ ของขวัญปีใหม่ให้พนักงาน ต่างจากให้ลูกค้าอย่างไร ต่างกันตั้งแต่ประเภทรายจ่าย ของขวัญที่ให้พนักงานไม่ใช่ค่ารับรอง เพราะผู้รับเป็นลูกจ้าง บริษัทบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ ซึ่งไม่อยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ฝั่งพนักงาน กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือว่าค่าเลี้ยงงานปีใหม่เป็นการให้ตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (10) แต่เงินสวัสดิการที่จ่ายเป็นเงินเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ส่วนบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ เรื่อง ของขวัญลูกค้า ของขวัญพนักงาน ประเภทรายจ่าย ค่ารับรอง ค่าสวัสดิการ วงเงิน คนละไม่เกิน 2,000 บาทต่อคราว และเพดานร้อยละ 0.3 ไม่อยู่ในเพดานค่ารับรอง ฝั่งผู้รับ ไม่เกี่ยวกับภาษีของกิจการ ต้องดูว่าเป็นเงินได้หรือได้รับยกเว้น ของขวัญที่เป็นสิ่งของมูลค่าสูงหรือให้เฉพาะบางคน ให้ปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าต้องรวมเป็นเงินได้ของพนักงานหรือไม่ รายการสวัสดิการอื่นอ่านได้ที่สวัสดิการพนักงาน ชลบุรีอะไหล่ยนต์แจกกระเช้าให้พนักงาน 25 คน คนละ 800 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกเป็นค่าสวัสดิการแยกจากค่ารับรอง ยอดนี้จึงไม่ทำให้เพดาน 75,000 บาทเต็มเร็วขึ้น เลือกของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าอย่างไรให้หักภาษีได้ เลือกจากงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ทำรายชื่อผู้รับตั้งแต่ก่อนซื้อ และแยกของลูกค้าออกจากของพนักงาน จากนั้นค่อยเลือกประเภทของที่ลูกค้าใช้ได้จริง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตัดสินใจลดงบเลี้ยงรับรองปีหน้าลง เพราะปีนี้ค่ารับรองรวมเกินเพดาน 7,200 บาท ส่วนไวน์ 3,210 บาทเปลี่ยนเป็นกระเช้าราคาไม่เกิน 2,000 บาท ข้อควรรู้เกี่ยวกับของขวัญลูกค้า สรุป – ของขวัญลูกค้าต้องจำอะไรบ้าง ก่อนสั่งซื้อของขวัญปีใหม่ เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดยอดค่ารับรองที่ใช้ไปแล้วทั้งปี คำนวณเพดานร้อยละ 0.3 แล้วทำรายชื่อลูกค้าพร้อมงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนสั่งซื้อ บันทึกค่ารับรองและแนบเอกสารด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ บันทึกค่าใช้จ่ายและแนบไฟล์เอกสาร ทั้งใบกำกับภาษี รายชื่อผู้รับ และเอกสารอนุมัติไว้กับรายการเดียวกัน ผู้ทำบัญชีจึงหยิบยอดค่ารับรองทั้งปีมาเทียบเพดานได้จากรายงานแยกประเภทตอนปิดงบ ให้เอกสารของขวัญปีใหม่ครบตั้งแต่วันซื้อ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับของขวัญลูกค้า ของขวัญต้องมีโลโก้บริษัทถึงจะหักค่าใช้จ่ายได้ไหม ไม่ต้อง กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดเรื่องโลโก้ เงื่อนไขอยู่ที่ผู้รับ ผู้อนุมัติ มูลค่าต่อคน เพดานทั้งปี และหลักฐาน โลโก้ช่วยให้เห็นว่าเป็นของเพื่อธุรกิจ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขทางภาษี จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่มีทั้งลูกค้าและพนักงาน บันทึกอย่างไร แยกยอดตามผู้เข้าร่วม ส่วนของลูกค้าบันทึกเป็นค่ารับรองและอยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ส่วนของพนักงานบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ พนักงานที่มีหน้าที่ต้อนรับลูกค้าในงานนับรวมในค่ารับรองได้ ซื้อเหล้าให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองเหมือนของขวัญอื่น ทั้งเหล้าและไวน์ต้องมีมูลค่าไม่เกินคนละ 2,000 บาทต่อคราว และนับรวมในเพดานร้อยละ 0.3 ภาษีซื้อเครดิตไม่ได้ แต่รวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ ถ้าราคาใกล้ 2,000 บาท ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีว่านับมูลค่าก่อนหรือหลัง VAT ของขวัญเกิน 2,000 บาทต่อคน ต้องทำอย่างไร ของชิ้นนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ถ้ายังต้องการให้ ให้แจ้งผู้ทำบัญชีตั้งแต่ตอนบันทึก เพื่อบวกกลับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

26 Oct 2026

PEAK Account

21 min

ภาษีมรดก คืออะไร คิดยังไง อัตราภาษี วิธีคำนวณ และการยื่น ภ.ม.60

ภาษีมรดก คืออะไร และสำคัญอย่างไร ภาษีมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีการรับมรดกที่เก็บจากผู้ได้รับมรดก เมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันเกิน 100 ล้านบาท โดยเสียเฉพาะส่วนที่เกิน ผู้เสียคือผู้รับ ไม่ใช่กองมรดกหรือผู้ตาย กฎหมายที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใช้กับมรดกของเจ้ามรดกที่ตายตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป และกรมสรรพากรอธิบายว่าเกณฑ์นี้ดูจากมูลค่าที่ทายาทแต่ละคนได้รับ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง ครอบครัวผู้ก่อตั้ง บริษัท ศรีนครพลาสติก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ก่อตั้งเสียชีวิต ทิ้งหุ้นบริษัท ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก หลังหักหนี้ที่ตกทอดและส่วนที่ภรรยาได้รับแล้ว เหลือมรดกที่ส่งต่อให้ลูก 2 คนรวม 150 ล้านบาท ใครเป็นผู้เสียภาษี และใครไม่อยู่ในบังคับ ผู้เสียคือผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และนิติบุคคลที่ถือว่ามีสัญชาติไทย ตามมาตรา 11 และ 12 ของกฎหมายนี้ ผู้รับมรดกบางกลุ่มไม่อยู่ในบังคับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวคือคู่สมรสของเจ้ามรดก มรดกที่คู่สมรสได้รับไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าไร ในกรณีศรีนครพลาสติก ภรรยาของผู้ก่อตั้งไม่ต้องเสียภาษีส่วนที่ตัวเองได้รับ ส่วนลูกทั้ง 2 คนเป็นผู้สืบสันดาน จึงต้องดูว่าแต่ละคนได้รับเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง มี 5 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากในประเทศไทย ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกา ทรัพย์สินที่อยู่นอก 5 ประเภทนี้ไม่ถูกนำมารวมในฐานภาษี ภาษีมรดกที่ดิน คิดอย่างไร ที่ดิน บ้าน อาคาร และคอนโดมิเนียมรวมอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำมูลค่ามารวมกับทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน แล้วเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ที่ดินจึงไม่ได้มีอัตราภาษีมรดกแยกต่างหาก มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ทายาทที่ได้ที่ดินมายังมีภาษีรายปีของตัวเองด้วย อ่านเพิ่มที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หุ้นบริษัทครอบครัวนับรวมด้วยไหม นับรวม หุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มูลค่าทางบัญชีของรอบบัญชีก่อนรอบที่ได้รับกรรมสิทธิ์ ส่วนหุ้นในตลาดใช้ค่าที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับราคาเมื่อตลาดปิดในวันที่ได้รับมรดก กองมรดกของศรีนครพลาสติกจึงต้องนับทั้งหุ้นบริษัทที่ผู้ก่อตั้งถือ ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก ส่วนที่ส่งต่อให้ลูกหลังหักหนี้และส่วนของภรรยาคือ 150 ล้านบาท สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่อ่านได้ที่ผู้ถือหุ้น เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นนับอย่างไร นับเฉพาะเงินฝากหรือเงินลักษณะเดียวกันที่อยู่ในประเทศไทย และยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ ส่วนทรัพย์สินทางการเงินประเภทอื่นต้องมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเพิ่มก่อน จึงจะนับรวม อัตราภาษีมรดกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดอย่างไร อัตราภาษีมรดกมี 2 อัตรา คือ ร้อยละ 10 สำหรับผู้รับทั่วไป และร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก ตามมาตรา 16 คิดเฉพาะมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดก อัตรา บุพการี (พ่อ แม่) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน) ร้อยละ 5 ผู้รับอื่น เช่น พี่น้อง ญาติ เพื่อน ร้อยละ 10 คู่สมรสของเจ้ามรดก ไม่อยู่ในบังคับ สูตรคือ ภาษีมรดก = (มูลค่ามรดกที่ได้รับ − หนี้สินที่ตกทอด − 100,000,000) × อัตราภาษี ตัวอย่าง ศรีนครพลาสติกมีมรดกสุทธิที่ส่งต่อให้ลูก 150 ล้านบาท ภาระภาษีต่างกันมากตามวิธีแบ่ง วิธีแบ่ง การคำนวณ ภาษีที่ต้องเสีย ลูกคนโตรับทั้งหมด 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 5% 2,500,000 บาท ลูก 2 คนรับคนละ 75 ล้านบาท แต่ละคนไม่เกิน 100 ล้านบาท 0 บาท ถ้าผู้รับเป็นน้องของเจ้ามรดก 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 10% 5,000,000 บาท การแบ่งมรดกต้องเป็นไปตามพินัยกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยมรดก ตัวอย่างนี้จึงแสดงผลทางภาษีของแต่ละแบบ ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกแบ่งเพื่อเลี่ยงภาษี กรณีไหนได้รับยกเว้น หรือไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียเมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวรวมกันไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีกรณีที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่ใช้บังคับอีก 4 กลุ่ม ในกรณีศรีนครพลาสติก ส่วนที่ภรรยาได้รับไม่ต้องเสียภาษี ส่วนลูกต้องดูแยกรายคน ภาษีการรับให้ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ต่างกันที่จังหวะเวลา ภาษีมรดกเกิดเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ส่วนภาษีการรับให้เกิดเมื่อโอนให้กันขณะยังมีชีวิต และอยู่ในประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ใน พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เรื่อง ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดเมื่อ เจ้ามรดกเสียชีวิต ให้กันขณะผู้ให้ยังมีชีวิต เกณฑ์ รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายเกิน 100 ล้านบาท อสังหาฯ ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท · เงินได้จากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี · จากผู้อื่นตามประเพณี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี อัตรา ร้อยละ 5 หรือ 10 เลือกเสียร้อยละ 5 แยกจากเงินได้อื่น หรือรวมคำนวณตามปกติ ผู้เสีย ผู้รับมรดก ผู้รับ ยกเว้นอสังหาฯ ที่ให้บุตร ผู้โอนเป็นผู้เสีย แบบที่ยื่น ภ.ม.60 ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ตัวอย่างสมมติ ถ้าผู้ก่อตั้งศรีนครพลาสติกโอนที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาทให้ลูกตอนยังมีชีวิต ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 10 ล้านบาท ภาษีร้อยละ 5 เท่ากับ 500,000 บาท และผู้โอนเป็นผู้เสีย การให้ที่ไม่เกินเกณฑ์ได้รับยกเว้นเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร ยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีอย่างไร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกที่เป็นเหตุให้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแห่งใดก็ได้ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด ถ้าเงินก้อนไม่พอ ขอผ่อนชำระได้ไม่เกิน 5 ปี โดยยื่นคำร้องพร้อมแบบ เงื่อนไขหลักมีดังนี้ ยื่นช้าหรือยื่นขาดมีภาระเพิ่ม 3 แบบ คือ เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีเมื่อไม่ยื่นภายในกำหนด เบี้ยปรับ 0.5 เท่าเมื่อยื่นขาด และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนแต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ถ้าไม่ยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าลูกคนโตของศรีนครพลาสติกรับทั้ง 150 ล้านบาท ต้องยื่น ภ.ม.60 ภายใน 150 วัน และขอผ่อนภาษี 2,500,000 บาทภายใน 2 ปีได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม ช่องทางยื่นออนไลน์ให้ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เจ้าของกิจการควรเตรียมอะไรก่อนส่งต่อธุรกิจ เตรียม 3 เรื่อง ได้แก่ บัญชีทรัพย์สินทั้งหมด การแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากของส่วนตัว และการเทียบภาระภาษีระหว่างส่งต่อเป็นมรดกกับโอนให้ขณะมีชีวิต ยิ่งเริ่มเร็ว ทางเลือกยิ่งมาก หลักการวางแผนทั่วไปอ่านได้ที่การวางแผนภาษี ครอบครัวศรีนครพลาสติกพบว่าที่ดินโรงงานเป็นชื่อผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่ชื่อบริษัท จึงต้องนับเป็นมรดกส่วนตัว เรื่องที่มีหลายทางเลือกแบบนี้ควรให้ที่ปรึกษาภาษีและผู้จัดการมรดกดูเอกสารจริง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่เสียชีวิต บริษัทต้องทำอะไรบ้าง บริษัทยังเป็นนิติบุคคลเดิม งบการเงินและภาษีของบริษัทดำเนินต่อตามปกติ สิ่งที่เปลี่ยนคือผู้ถือหุ้นและอาจรวมถึงกรรมการ งานหลักจึงเป็นการโอนหุ้นตามมรดกและแก้ทะเบียนให้ตรงกับความจริง ขั้นตอนและเอกสารอ่านได้ที่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ศรีนครพลาสติกแก้ทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังผู้จัดการมรดกโอนหุ้นให้ลูก 2 คน และใช้มูลค่าทางบัญชีจากงบของรอบบัญชีก่อนรอบที่ลูกได้รับหุ้นเป็นฐานคำนวณมูลค่า ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมรดก สรุป – ภาษีมรดกต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่ถือหุ้นและที่ดินมูลค่าสูง เริ่มวันนี้ด้วยการทำรายการทรัพย์สินว่าอะไรเป็นชื่อบริษัท อะไรเป็นชื่อตัวเอง พร้อมมูลค่าโดยประมาณ แล้วนำรายการนี้ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญภาษี เตรียมข้อมูลบริษัทให้ทายาทใช้ต่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ทายาทและผู้ทำบัญชีจึงมีงบล่าสุดของบริษัทพร้อมใช้ เมื่อต้องประเมินมูลค่าหุ้นหรือจัดการเรื่องผู้ถือหุ้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นชื่อบริษัท PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กรไว้ในระบบเดียว เริ่มจัดข้อมูลบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและเงินได้เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก ที่ดินมรดกเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอัตราแยกสำหรับที่ดิน มูลค่าที่ดินรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ส่วนที่เกินเสียร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับคนอื่น ถ้าภายหลังขายที่ดินนั้น ให้ดูขายที่ดินต้องเสียภาษีอะไรบ้าง มรดกไม่ถึง 100 ล้านบาท ต้องยื่นแบบไหม กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกเป็นผู้ยื่น ภ.ม.60 ผู้ที่ได้รับรวมไม่เกิน 100 ล้านบาทจึงไม่มีภาษีต้องชำระ ถ้าไม่แน่ใจเรื่องมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับ ให้สอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ รับมรดกเป็นหุ้นบริษัทครอบครัว ต้องเสียภาษีไหม ต้องนับรวม หุ้นของบริษัทจำกัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในฐานภาษี และกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์คำนวณมูลค่า ถ้ามูลค่าหุ้นรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกันเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีส่วนที่เกิน จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม ได้ ยื่นคำร้องขอผ่อนพร้อมแบบ ภ.ม.60 ผ่อนได้ไม่เกิน 5 ปี ผ่อนภายใน 2 ปีไม่เสียเงินเพิ่ม เกิน 2 ปีเสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.50 ต่อเดือน และต้องวางหลักประกันภายใน 30 วัน โอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกไหม ไม่ใช่ภาษีมรดก แต่เข้าเรื่องภาษีการรับให้ เช่น โอนอสังหาริมทรัพย์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทเสียร้อยละ 5 โดยผู้โอนเป็นผู้เสีย ส่วนเงินหรือทรัพย์สินอื่นมีเกณฑ์ต่อปีของผู้รับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 Oct 2026

PEAK Account

27 min

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร นับวันอย่างไร กติกาใหม่ กขค.

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร และสำคัญอย่างไร เครดิตเทอม (Credit Term) หรือสินเชื่อการค้า คือ ระยะเวลาที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อจ่ายเงินหลังได้รับสินค้าหรือบริการแล้ว เช่น ส่งของวันนี้ แล้วให้จ่ายภายใน 30 วัน ระยะเวลานี้มาจากการตกลงกันระหว่างคู่ค้า และควรเขียนไว้เป็นหนังสือ การขายแบบให้เครดิตพบได้ทั่วไปในธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจด้วยกัน (B2B) เพราะผู้ซื้อองค์กรจ่ายเงินตามรอบบัญชี ส่วนการขายหน้าร้านให้ลูกค้าทั่วไปมักรับเงินทันที สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยพาเลทแพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตพาเลทไม้ พนักงาน 45 คน รายได้ปีล่าสุด 60 ล้านบาท และขายพาเลทให้โรงงานอาหารที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี Credit Term กับ Payment Term ต่างกันอย่างไร Payment Term คือเงื่อนไขการชำระเงินทั้งหมดในการซื้อขาย เช่น มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ แบ่งจ่ายกี่งวด จ่ายผ่านช่องทางไหน ส่วน credit term คือ ส่วนหนึ่งของ Payment Term ที่บอกว่าหลังส่งของแล้วผู้ซื้อมีเวลาจ่ายเงินกี่วัน ใบเสนอราคาของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียน Payment Term ว่า “ไม่มีมัดจำ ชำระโดยโอนเข้าบัญชีบริษัท Credit Term 45 วัน” ลูกค้าเห็นครบทั้งวิธีจ่ายและกำหนดจ่ายในบรรทัดเดียว เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึงอะไร และเริ่มนับวันไหน เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มนับที่ตกลงกัน ภาษาอังกฤษมักเขียนว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ส่วนวันเริ่มนับ ถ้าไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ประกาศ กขค. ใช้วันที่ส่งมอบครบและส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ตามประกาศ กขค. ข้อ 5(2) การนับเริ่มเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ส่วนการฝากขายให้นับจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลง ตัวอย่าง ไทยพาเลทแพ็คส่งพาเลท 400 ชิ้น ชิ้นละ 500 บาท พร้อมใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีครบในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จุดที่มักพลาดคือ เอกสารไม่ครบในวันส่งของ สมมติใบแจ้งหนี้ไม่มีเลขใบสั่งซื้อ (PO) ของลูกค้า แล้วไทยพาเลทแพ็คส่งใบใหม่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 วันครบกำหนดจะเลื่อนเป็น 25 ธันวาคม 2569 เงินเข้าช้าไป 7 วันเพราะเอกสารใบเดียว เครดิต 15 วัน 45 วัน 60 วัน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จำนวนวันที่ผู้ขายรอเงิน ยิ่งยาว ผู้ซื้อได้เปรียบเรื่องเงินสด ส่วนผู้ขายรับความเสี่ยงมากขึ้น การเลือกจึงขึ้นกับประวัติลูกค้าและเงินสดของผู้ขายเอง รูปแบบ หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ Net 15 จ่ายภายใน 15 วัน ลูกค้ารายเล็ก ยอดซื้อไม่สูง Net 30 จ่ายภายใน 30 วัน ลูกค้าประจำที่จ่ายตรงเวลา Net 45 จ่ายภายใน 45 วัน ลูกค้าองค์กรที่มีรอบจ่ายเดือนละครั้ง Net 60 ขึ้นไป จ่ายภายใน 60 วันหรือมากกว่า งานโครงการ หรือกรณีมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ อ่านตารางนี้อย่างไร กติกาเครดิตเทอมใหม่ของ กขค. ที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 คืออะไร คือประกาศที่กำหนดให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่ายเงิน SME ภายใน 45 วันสำหรับการค้า การผลิต และบริการ และภายใน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร เว้นแต่ตกลงระยะเวลาสั้นกว่าไว้แล้ว ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลเมื่อพ้น 30 วัน คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชื่อเต็มคือ “ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 17(2) และ 57(4) ลงนามวันที่ 21 กันยายน 2569 ระยะเวลาตามข้อ 5(1) ของประกาศ สรุปได้ตามตารางนี้ ประเภทสินค้าหรือบริการ ระยะเวลาสูงสุด เงื่อนไข การค้า การผลิต และบริการ ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว ประกาศเปิดให้กำหนดต่างจากนี้ได้ ถ้ามีเหตุผลอันสมควรที่รับฟังได้ทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ และอยู่ในกรอบสัญญา การจ่ายเกิน 45 วันจึงไม่ได้ผิดทันที แต่ผู้ซื้อต้องอธิบายเหตุผลได้ โรงงานอาหารที่ซื้อจากไทยพาเลทแพ็คเคยใช้สัญญามาตรฐาน 90 วัน ถ้านับจาก 3 พฤศจิกายน 2569 จะครบกำหนด 1 กุมภาพันธ์ 2570 หลังประกาศมีผล ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร กรอบที่ควรใช้คือไม่เกิน 18 ธันวาคม 2569 ใครต้องทำตามกติกานี้ ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งซื้อจาก SME ตามข้อ 2 ของประกาศ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หมายถึงผู้ที่มีรายได้ในปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รายได้นี้นับรวมผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ เช่น บริษัทในเครือเดียวกัน ส่วนค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่งแบบบริการตนเอง (Cash and Carry) ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ธุรกิจแบบไหนนับเป็น SME ตามประกาศนี้ นับจากประเภทกิจการ จำนวนการจ้างงาน และรายได้ต่อปี โดยต้องผ่านทั้ง 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ประเภทกิจการ จ้างงาน รายได้ต่อปี ผลิตสินค้า ไม่เกิน 200 คน และไม่เกิน 500 ล้านบาท บริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก ไม่เกิน 100 คน และไม่เกิน 300 ล้านบาท ไทยพาเลทแพ็คเป็นกิจการผลิต พนักงาน 45 คน รายได้ 60 ล้านบาท จึงเป็น SME ส่วนโรงงานอาหารรายได้ 3,000 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ การซื้อขายคู่นี้จึงอยู่ในขอบเขตประกาศ จุดที่ต้องระวังคือ แนวทางฉบับปี 2564 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างจ้างงานกับรายได้ แต่ฉบับใหม่ใช้คำว่า “และ” บทความเก่าที่ยังเขียนเกณฑ์แบบ “หรือ” จึงอาจไม่ตรงกับประกาศฉบับนี้ แนวทางเดิมปี 2564 ยังใช้อยู่ไหม ประกาศฉบับใหม่ไม่ได้เขียนข้อยกเลิกแนวทางเดิมไว้ แนวทางเดิมลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และใช้กับผู้ประกอบธุรกิจรายใดก็ตามที่เป็นคู่ค้ากับ SME ผู้ขาย บทนำของฉบับใหม่ระบุว่าแนวทางเดิมใช้มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ซื้อรายใหญ่ ฉบับใหม่จึงกำหนดเฉพาะคู่ค้ารายใหญ่ไว้ชัดขึ้น ถ้าคู่ค้าไม่ใช่รายใหญ่และต้องการรู้ว่าแนวทางเดิมยังใช้กับกรณีของตนอย่างไร ควรสอบถามสำนักงาน กขค. โดยตรง ผู้ซื้อรายใหญ่ทำอะไรไม่ได้ และมีโทษอย่างไร ทำไม่ได้ 3 เรื่องหลักตามข้อ 7 คือ ประวิงการจ่ายเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุผลหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน และบังคับเงื่อนไขพิเศษที่เพิ่มภาระให้ SME โดยไม่จำเป็น ผู้ฝ่าฝืนเสี่ยงโทษปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ หน้าที่และข้อห้ามของผู้ซื้อรายใหญ่สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อในประกาศ สาระสำคัญ ข้อ 5(3) ต้องแจ้งให้ SME รู้สิทธิรับเงินภายในเครดิตเทอม และแสดงขั้นตอนจ่ายเงินให้ชัดเจน ข้อ 6 ห้ามใช้สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) แบบเดียวกันกับ SME ทุกรายในเรื่องระยะเวลาจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม ข้อ 7(1) ห้ามประวิงจ่ายเงินเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อ 7(2) ห้ามเปลี่ยนระยะเวลาหรือเงื่อนไขในสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ข้อ 7(3) ห้ามบังคับเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับเครดิตที่สร้างภาระเกินจำเป็น ข้อ 8 ถ้าต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่รู้เฉพาะฝั่งผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีหน้าที่แสดงหลักฐาน ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้ซื้อรายใหญ่ที่ฝ่าฝืนถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57(4) ต้องรับโทษตามมาตรา 82 คือปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่ทำผิด ถ้าทำผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อ 10 ยังระบุว่า การฝ่าฝืนอาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 54 และ 55 ของพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย การตัดสินแต่ละกรณีเป็นอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า SME ถูกจ่ายช้ากว่าเครดิตเทอม ทำอะไรได้บ้าง ทำได้ 3 ขั้น คือ ติดตามทวงถามพร้อมหลักฐาน เก็บเอกสารให้ครบ และร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค. ถ้าผู้ซื้อเป็นรายใหญ่และยังประวิงโดยไม่มีเหตุผล สมมติวันที่ 18 ธันวาคม 2569 ผ่านไปแล้ว โรงงานอาหารยังไม่จ่าย 214,000 บาท และอ้างว่าสัญญาเดิมให้ 90 วัน ไทยพาเลทแพ็คมีใบส่งของที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน และอีเมลส่งใบแจ้งหนี้ในวันเดียวกัน หลักฐานสองชิ้นนี้ยืนยันวันเริ่มนับได้ ให้เครดิตเทอมลูกค้ากี่วันดี หลักจำง่าย ๆ คือ วันที่ให้ลูกค้าไม่ควรยาวกว่าวันที่ได้จากซัพพลายเออร์ ถ้าให้ลูกค้านานกว่า กิจการต้องหาเงินมาสำรองจ่ายค่าวัตถุดิบในช่วงที่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้า ตัวอย่าง ไม้ที่ใช้ทำพาเลท 400 ชิ้นมีต้นทุน 130,000 บาท ซัพพลายเออร์ให้เครดิต 30 วัน ไทยพาเลทแพ็คจึงต้องจ่ายค่าไม้วันที่ 3 ธันวาคม 2569 เครดิตที่ให้โรงงานอาหาร วันรับเงิน วันจ่ายค่าไม้ เงินสดขาด ระยะเวลาที่ขาด 45 วัน 18 ธ.ค. 2569 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 15 วัน 90 วัน 1 ก.พ. 2570 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 60 วัน ส่วนต่างของสองแบบอยู่ที่ระยะเวลา ยอดเงินขาดเท่ากัน แต่แบบ 90 วันต้องหาเงินมาหมุนนานกว่า 4 เท่า ถ้ามีคำสั่งซื้อแบบนี้ทุกเดือน ยอดเงินจมจะซ้อนกันหลายก้อน วิธีคิดช่องว่างเงินสดแบบเต็มอ่านได้ที่กระแสเงินสด (Cash Flow) ส่วนการดูว่ากิจการมีเงินพอรองรับการให้เครดิตหรือไม่ ใช้ตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ก่อนให้ลูกค้าใหม่ซื้อเชื่อ ต้องเช็กอะไร เช็ก 3 เรื่อง คือ ข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และวงเงินที่จะให้ เริ่มด้วยยอดเล็กหรือเงินสดก่อน แล้วค่อยขยายเครดิตเมื่อลูกค้าจ่ายตรงเวลา ไทยพาเลทแพ็คใช้นโยบายนี้กับลูกค้ารายย่อยของตัวเอง ลูกค้าใหม่ทุกรายจ่ายเงินสดตอนรับของ และจะได้เครดิต 30 วันเมื่อซื้อครบ 6 เดือนโดยไม่เคยค้างชำระ นโยบายนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ต้องเขียนระยะเวลาชำระเงินไว้ในเอกสารอะไรบ้าง ควรเขียนไว้ใน 4 เอกสาร คือ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อหรือสัญญา ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายใช้วันครบกำหนดเดียวกัน และมีหลักฐานเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง เอกสาร สิ่งที่ควรระบุ ใบเสนอราคา Credit Term เช่น 45 วัน และวิธีชำระเงิน ใบสั่งซื้อ / สัญญา ระยะเวลาเดียวกับใบเสนอราคา และวันเริ่มนับ ใบแจ้งหนี้ วันที่ออก วันครบกำหนด และเลขใบสั่งซื้อของลูกค้า ใบวางบิล รายการใบแจ้งหนี้ที่รวม และวันนัดชำระ ใบแจ้งหนี้ของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียนว่า “Credit Term 45 วัน ครบกำหนด 18 ธันวาคม 2569” พร้อมเลขใบสั่งซื้อของโรงงานอาหารทุกใบ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าเห็นวันจ่ายตรงกันตั้งแต่วันรับเอกสาร ลำดับว่าเอกสารใบไหนออกก่อนหลังดูได้ที่ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย รายการที่ควรมีบนใบแจ้งหนี้ เช่น วันครบกำหนดและเลขใบสั่งซื้อ ดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ประกาศ กขค. ไม่ได้บังคับรูปแบบเอกสารของผู้ขาย แต่การเขียนวันครบกำหนดไว้ชัดช่วยให้ใช้สิทธิตามข้อ 5(3) ได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิและขั้นตอนจ่ายเงินให้ SME ทราบอยู่แล้ว ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตเทอม สรุป – เครดิตเทอมต้องจำอะไรบ้าง กติกาใหม่ช่วยได้เฉพาะ SME ที่มีหลักฐานครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดสัญญาและใบสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ทุกราย จดระยะเวลาชำระที่ใช้อยู่ แล้วเทียบกับกรอบ 45 วันที่ใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 ตั้งวงเงินขายเชื่อและติดตามลูกหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยกำหนดวงเงินขายเชื่อและเครดิตเทอมแยกตามลูกค้า ออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล พร้อมรายงานลูกหนี้ตามอายุหนี้ (Aging AR) ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นยอดค้างของลูกค้าแต่ละรายชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ธุรกิจที่ต้องการขอเครดิตเทอมในการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ดูขั้นตอนและเงื่อนไขได้ที่ OfficeMate ขอเครดิตเทอมออนไลน์ ลูกค้า OfficeMate (OFM) รับส่วนลดพิเศษเมื่อสมัคร PEAK แพ็กเกจรายปี ลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่ ติดตาม OfficeMate ได้ที่ อ่านเรื่องลูกหนี้และเงินสดของธุรกิจ B2B เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครดิตเทอม ระยะเวลาให้เครดิตเริ่มนับตอนไหน เริ่มนับตามที่ตกลงในสัญญา ถ้าเป็นกรณีผู้ซื้อรายใหญ่กับ SME ประกาศ กขค. ข้อ 5(2) ให้นับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน เครดิตเทอมห้ามกำหนดเกินกี่วัน ไม่มีตัวเลขห้ามเด็ดขาด ประกาศ กขค. ให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่าย SME ภายใน 45 วัน หรือ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร แต่กำหนดต่างจากนี้ได้ถ้ามีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ใครบ้างที่ต้องทำตามกติกาจ่ายเงิน SME ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ปีบัญชีก่อนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวมบริษัทในเครือ และค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SME ตามประกาศที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกัน ต้องทำตามกรอบ 45 วันไหม ไม่อยู่ในประกาศฉบับใหม่ เพราะฉบับนี้ใช้กับผู้ซื้อรายใหญ่ แต่แนวทางเดิมปี 2564 ซึ่งกำหนดกรอบ 30 ถึง 45 วันเช่นกัน เขียนให้ใช้กับคู่ค้าของ SME ทุกขนาด และยังลงอยู่ในหน้าประกาศของ กขค. กรณีผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกันจึงควรสอบถามสำนักงาน กขค. ก่อนยึดตามสัญญาอย่างเดียว เครดิต 30 วัน ภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร เขียนได้ว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ในใบแจ้งหนี้มักเขียนคู่กับวันครบกำหนด เช่น “Net 30 Due Date 3 Dec 2026” เพื่อไม่ให้ลูกค้านับวันต่างกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Oct 2026

PEAK Account

4 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/10/2026

1. เลือกผังบัญชี และแก้ไขผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 2. ระบบจะจดจำการกรอกข้อมูลรับ-จ่ายเงินจากเอกสารตามประเภทเอกสารล่าสุดให้อัตโนมัติ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับ รายจ่าย และคลังเอกสาร 3. เปิดดูเอกสารแนบให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเปิดหน้าต่างใหม่ได้ทันที (Open link in new tab) แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 4. แก้ไขยอด “สงเคราะห์ลูกจ้างส่วนนายจ้าง” ได้แล้ว เพื่อรองรับตามการคำนวณของกิจการเอง แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าทำจ่ายเงินเดือนที่ PEAK Payroll อ่านคู่มือเพิ่มเติม 5. ปรับรูปแบบไฟล์ สกล.3 ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถส่งผ่านระบบ EWF โดยวิธี Import ไฟล์ได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าข้อมูลการชำระที่ PEAK Payroll 6. สร้าง ลบ และดึงข้อมูลจาก PEAK ได้เพิ่มขึ้นอีก 4 เอกสาร ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 7. ดึงข้อมูล GL จาก PEAK ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 8. ตั้งค่ารูปแบบเอกสาร สำหรับพิมพ์บนกระดาษต่อเนื่องด้วยตนเองได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าพิมพ์ของเอกสารฉบับนั้น ๆ อ่านคู่มือเพิ่มเติม

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Oct 2026

PEAK Account

5 min

PEAK ผนึกกำลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานแถลงข่าว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วยระบบจัดการบัญชี” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ PEAK Account โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) เข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมพัฒนาทักษะด้านบัญชี การเงิน และภาษีอย่างเป็นระบบ นายภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ภายในงานว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่กำไรเพียงอย่างเดียว PEAK เราเอาความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและเทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการงานหลังบ้าน เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบการ SE ได้เอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสการสร้าง Impact ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่” ในฐานะ Tech Company สัญชาติไทย PEAK เล็งเห็นเสมอว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ SE สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของงานหลังบ้าน PEAK ได้นำเสนอกระบวนการเพื่อยกระดับธุรกิจ SE ให้ทำงานได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ผ่านแนวคิด 3 ขั้นตอนหลัก (CCC) ได้แก่: สำหรับการสนับสนุนในโครงการนี้ PEAK มุ่งเน้นการแชร์ความรู้ในการวางระบบบัญชีที่ดี พร้อมทั้งมอบเครื่องมือสนับสนุนผ่านส่วนลดโปรแกรม PEAK ให้กับผู้ประกอบการ SE ที่เข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขการใช้งานและดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ นอกจากนี้ ภายในงาน PEAK ยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SE ได้ยกระดับความรู้และการใช้งานระบบบัญชี ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน PEAK, Building SMART Business ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม