Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

23 Sep 2026

PEAK Account

13 min

Impairment คืออะไร การด้อยค่าสินทรัพย์ที่กระทบงบการเงิน

ลองนึกภาพว่าธุรกิจของคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท แต่ผ่านไป 2 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยน จนเครื่องนี้ทำเงินได้แค่ 6 แสนบาท มูลค่าที่หายไป 4 แสนบาทนี้ ในทางบัญชีเรียกว่า Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักบัญชีล้วน ๆ แต่ความจริงแล้ว Impairment ส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน ที่คู่ค้า B2B และนักลงทุนใช้ตัดสินใจ โดยในบทความนี้ จะอธิบาย Impairment ด้วยภาษาเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง Impairment คืออะไร Impairment คือ การที่สินทรัพย์ของธุรกิจมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกอยู่ในบัญชี พูดง่าย ๆ คือ ของที่จดไว้ว่ามีค่าเท่านี้ แต่พอถึงวันนี้มันมีค่าน้อยกว่าที่จดไว้ มาตรฐานการบัญชี TAS 36 ซึ่งเทียบเท่า IAS 36 ในระดับสากล กำหนดให้กิจการต้องทดสอบสินทรัพย์เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ ถ้ามูลค่าจริงต่ำกว่าที่บันทึก ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) ในงบการเงิน สินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่อาจเกิดการด้อยค่า สินทรัพย์ที่ต้องทดสอบ Impairment ครอบคลุมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สินทรัพย์บางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือและเครื่องมือทางการเงิน มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะของตัวเอง จึงไม่ใช้ TAS 36 – อ่านเรื่องสินทรัพย์เพิ่มได้ที่นี่ Impairment ต่างจากค่าเสื่อมราคาและ Write-off อย่างไร คนทำธุรกิจมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายเป็นตาราง รายการความหมายเกิดขึ้นเมื่อไรค่าเสื่อมราคา (Depreciation)ทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งานทุกงวดตามแผนที่กำหนดไว้การด้อยค่า (Impairment)มูลค่าจริงลดต่ำกว่าที่บันทึกไว้เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเสื่อมค่าผิดปกติการตัดจำหน่าย (Write-off)ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีทั้งจำนวนเมื่อสินทรัพย์ไม่มีมูลค่าเหลือหรือสูญหาย ค่าเสื่อมราคาเป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกงวด เหมือนรถที่เสื่อมค่าตามอายุ แต่ Impairment เกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดหดตัว หรือสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ส่วน Write-off คือการตัดออกทั้งก้อนเมื่อของหมดค่าไปแล้ว สัญญาณเตือนที่บอกว่าสินทรัพย์อาจต้องทดสอบ Impairment สัญญาณจากภายนอก สัญญาณจากภายใน ข้อยกเว้นคือ ค่าความนิยม (Goodwill) ต้องทดสอบทุกปี ไม่ว่าจะมีสัญญาณหรือไม่ ขั้นตอนทดสอบ Impairment ทำอย่างไร เมื่อพบสัญญาณบ่งชี้แล้ว ขั้นตอนการทดสอบมี 3 ขั้น มูลค่าตามบัญชี (Carrying Amount) คืออะไร มูลค่าตามบัญชี คือ ราคาสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบการเงิน หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสมแล้ว ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคาไป 2 แสนบาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 8 แสนบาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) คืออะไร คือจำนวนเงินสูงสุดที่กิจการจะได้จากสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปรียบเทียบ 2 ตัวเลขแล้วเลือกตัวที่สูงกว่า ตัวอย่างการคำนวณ Impairment Test สมมติ บริษัท สมาร์ทมูฟ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเครื่องจักรผลิตสินค้า รายการจำนวนเงินราคาซื้อเครื่องจักร1,000,000 บาทหักค่าเสื่อมราคาสะสม200,000 บาทมูลค่าตามบัญชี800,000 บาทมูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนขาย550,000 บาทมูลค่าจากการใช้ (Value in Use)600,000 บาทมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (เลือกตัวสูงกว่า)600,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน 600,000 บาท ผลต่าง 200,000 บาท คือ Impairment Loss ที่ต้องบันทึกในงบการเงิน วิธีบันทึกบัญชีเมื่อสินทรัพย์ด้อยค่า เมื่อคำนวณ Impairment Loss ได้แล้ว ต้องบันทึกในบัญชีทันที จากตัวอย่างข้างต้น บันทึกได้ดังนี้ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า รายการเดบิตเครดิตขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย200,000ค่าเผื่อการด้อยค่า (Accumulated Impairment Loss) ปรับลดสินทรัพย์200,000 หลังบันทึกแล้ว มูลค่าตามบัญชีจะลดเหลือ 600,000 บาท ตรงกับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ค่าเสื่อมราคาในงวดถัดไป ต้องคำนวณใหม่จากฐาน 600,000 บาทนี้ ผลกระทบของ Impairment ต่องบการเงิน ที่คู่ค้าและนักลงทุนต้องรู้ Impairment ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนภายนอกมองธุรกิจของคุณด้วย ผลต่องบกำไรขาดทุน (Income Statement) Impairment Loss ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิในงวดนั้นลดลง ถ้าจำนวนเงินมาก อาจทำให้กิจการที่เคยกำไรกลายเป็นขาดทุนได้เลย สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรต่อหุ้น (EPS) จะลดตาม นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการตัดสินใจ ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) เมื่อบันทึก Impairment สินทรัพย์รวมจะลดลง ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม ผลคือส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตาม สิ่งที่คู่ค้า B2B มักดู คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ถ้าส่วนทุนลดลง อัตราส่วนนี้จะสูงขึ้น อาจกระทบวงเงินสินเชื่อหรือเงื่อนไขการค้า ผลต่ออัตราส่วนการเงินที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ อัตราส่วนผลกระทบจาก ImpairmentทำไมสำคัญROA (ผลตอบแทนจากสินทรัพย์)สินทรัพย์และกำไรลดลงพร้อมกันวัดว่าธุรกิจใช้สินทรัพย์สร้างกำไรได้ดีแค่ไหนROE (ผลตอบแทนจากส่วนทุน)ส่วนทุนลดตามใช้เทียบผลตอบแทนกับธุรกิจอื่นอัตราส่วนหนี้ต่อทุนส่วนทุนลด ทำให้ ratio สูงขึ้นคู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยงมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นลดลงนักลงทุนใช้เทียบกับราคาตลาด Impairment ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจในสายตาคนภายนอกเปลี่ยนไป ทั้งนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน แต่การบันทึก Impairment ไม่ใช่เรื่องเสียหาย งบการเงินที่สะท้อนมูลค่าจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แสดงว่ากิจการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส การกลับรายการด้อยค่าทำได้เมื่อไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดี เช่น ตลาดฟื้นตัว หรือสินทรัพย์กลับมาสร้างรายได้มากขึ้น กิจการสามารถกลับรายการ Impairment ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ สรุป Impairment กับความโปร่งใสของธุรกิจ Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นกลไกที่ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง เมื่อมีสัญญาณว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่า ให้ทดสอบและบันทึกตามมาตรฐาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย งบที่สะท้อนความจริง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุนได้ดีกว่า จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมือเป็นเรื่องกินเวลาและเสี่ยงผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึก ติดตาม และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Impairment การด้อยค่าสินทรัพย์ Impairment Loss นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม กรมสรรพากรไม่ยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่บันทึก จะรับรู้เป็นรายจ่ายได้เมื่อจำหน่ายสินทรัพย์นั้นจริง จึงเกิดผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีและภาษี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการให้ถูกต้อง ธุรกิจ SME ที่ใช้ NPAEs ต้องทดสอบ Impairment ด้วยหรือเปล่า กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) ก็มีข้อกำหนดเรื่องการด้อยค่าเช่นกัน แต่หลักการจะเรียบง่ายกว่า TFRS ควรปรึกษานักบัญชีว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่ต้องทดสอบ ถ้าไม่บันทึก Impairment จะมีผลอย่างไร ถือว่างบการเงินไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบทั้งฉบับ Impairment เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและสภาพตลาด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์เทคโนโลยีมากมักเจอบ่อยกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ส่วนธุรกิจที่มีค่าความนิยมจากการซื้อกิจการ ต้องทดสอบทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีร้านค้า คืออะไร เจ้าของร้านต้องจ่ายอะไรบ้าง

ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร ภาษีร้านค้าคืออะไร ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท 3 ภาษีหลักที่ต้องรู้ ภาษี ใครต้องจ่าย ความถี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) ภาษีเงินได้ เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย หัวข้อ ร้านค้าส่ง (B2B) ร้านค้าปลีก (B2C) ใบกำกับภาษี ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ ออกแบบอย่างย่อได้ ข้อมูลในใบกำกับภาษี ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ ภาษีซื้อ มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ภาษีซื้อน้อยกว่า การขอคืน VAT มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรณีบุคคลธรรมดา ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง กรณีนิติบุคคล ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ควรจดบริษัทเมื่อไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราและเงื่อนไขการหัก ประเภทรายจ่าย อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง ค่าขนส่ง 1% ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน ค่าจ้างทำของ 3% ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง ค่าบริการ 3% ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา ค่าเช่า 5% ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้ Checklist เอกสารภาษีร้านค้า เอกสาร เก็บไว้ทำไม ใบกำกับภาษีซื้อ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี สำเนาใบกำกับภาษีขาย ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ หลักฐานค่าใช้จ่าย ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้ ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่ ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Sep 2026

PEAK Account

16 min

หน้าที่ของนายจ้าง มีอะไรบ้าง สรุปครบทุกด้านที่นายจ้างต้องรู้

การเป็นนายจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่มอบหมายงานและจ่ายเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษี ประกันสังคม การทำสัญญาต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมาย โดยในบทความนี้ จะพามาสรุปหน้าที่ของนายจ้างครบ 3 ด้านสำคัญ พร้อม Checklist สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่ปรับใช้ได้จริง นายจ้างคือใคร ตามความหมายของกฎหมายแรงงาน นายจ้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (กระทรวงแรงงาน) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสถานะเป็นนายจ้างได้ นายจ้างกับผู้ว่าจ้างต่างกันตรงไหน สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน โดยนายจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างแรงงาน ลูกจ้างต้องทำงานภายใต้คำสั่งและการควบคุม ส่วนผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน สนใจแค่ผลงานที่ส่งมอบ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะหน้าที่ตามกฎหมายจะต่างกัน หากเป็นนายจ้าง ต้องรับผิดชอบเรื่องประกันสังคม ภาษี และสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายมีอะไรบ้าง นายจ้างมีหน้าที่หลัก 4 ด้าน ได้แก่ สัญญาจ้างงาน ประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และสวัสดิการกับความปลอดภัย หากไม่ทำตามจะมีทั้งค่าปรับและโทษจำคุก 1. ด้านสัญญาจ้างงาน นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขการทำงาน อัตราค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการให้ชัดเจน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การมีสัญญาชัดเจนจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากเป็นกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป นายจ้างยังต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้วยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน 2. ด้านประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกคนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน 3. ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือน นายจ้างต้องคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน และในช่วงสิ้นปี ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้างด้วย 4. ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น วันหยุดประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมถึงสิทธิลาป่วย ลากิจ ลาคลอด และยังต้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยตามมาตรฐานด้วย สัญญาจ้างงานมีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลักๆ แต่ละแบบเหมาะกับลักษณะงานต่างกัน การเลือกให้ถูกประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ประเภทสัญญา ลักษณะสำคัญ เหมาะกับธุรกิจ B2B เมื่อ สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา จ้างประจำ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องการพนักงานทำงานต่อเนื่อง เช่น บัญชี ฝ่ายขาย สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุด จ้างตามโปรเจกต์ เช่น วางระบบ IT ให้ลูกค้า สัญญาทดลองงาน ระยะทดลองไม่เกิน 119 วัน รับพนักงานใหม่ ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตำแหน่ง สัญญาจ้างรายวัน จ่ายค่าจ้างตามวันทำงานจริง งาน part-time หรืองานที่ปริมาณไม่แน่นอน สำหรับธุรกิจ B2B ที่เพิ่งเริ่มสร้างทีม แนะนำให้ใช้สัญญาทดลองงานก่อน 119 วัน แล้วค่อยปรับเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อมั่นใจว่าพนักงานเหมาะสม นายจ้างต้องหักเงินสมทบประกันสังคมเท่าไร นายจ้างต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างทุกเดือน และนายจ้างเองก็ต้องสมทบเพิ่มอีกเท่ากัน อัตราปัจจุบันอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเริ่มต้นที่ 1,650 บาท สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท (ข้อมูลประมาณการ – ตรวจสอบอัตราล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม) ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาท นายจ้างหักจากลูกจ้าง 5% เป็นเงิน 875 บาท นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 875 บาท รวมนำส่งประกันสังคม 1,750 บาทต่อเดือน ขั้นตอนขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทำได้ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม หรือยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ เอกสารหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) กำหนดส่งเงินสมทบและบทลงโทษ นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากส่งล่าช้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย หากไม่ขึ้นทะเบียนนายจ้างเลย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีของลูกจ้าง แล้วหักไว้เฉลี่ยทุกเดือน วิธีคำนวณคือ นำเงินเดือนทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหารด้วย 12 เดือน รายได้สุทธิต่อปี อัตราภาษี 0 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี 150,001 – 300,000 บาท 5% 300,001 – 500,000 บาท 10% 500,001 – 750,000 บาท 15% 750,001 – 1,000,000 บาท 20% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 25% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 30% มากกว่า 5,000,000 บาท 35% กำหนดยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 (แบบรายเดือนสำหรับเงินเดือนลูกจ้าง) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่าน e-Filing ขยายเวลาถึงวันที่ 15 นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1ก (แบบสรุปรายปี) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปด้วย เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีรายละเอียดค่อนข้างมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) Checklist สิ่งที่นายจ้างต้องทำเมื่อรับพนักงานใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่กำลังจะรับพนักงานใหม่ นี่คือรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการให้ครบ ลำดับ สิ่งที่ต้องทำ ทำไมต้องทำ 1 จัดทำสัญญาจ้างงาน ระบุตำแหน่ง ค่าจ้าง วันเริ่มงาน ป้องกันข้อพิพาทด้านแรงงาน มีหลักฐานชัดเจนทั้งสองฝ่าย 2 ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ถ้ายังไม่เคยทำ) กฎหมายบังคับภายใน 30 วัน มีโทษจำคุกและปรับหากไม่ทำ 3 ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ต้องทำภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานของลูกจ้าง 4 จัดเตรียมระบบคำนวณเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่าย คำนวณภาษีถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก ไม่ต้องแก้ไขทีหลัง 5 จัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลลูกจ้าง 6 จัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมาย (วันหยุด ลาป่วย ลากิจ) หากไม่จัดให้ครบมีโทษปรับ และลูกจ้างฟ้องร้องได้ นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อายุงาน ค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน นอกจากค่าชดเชยแล้ว นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงาน 4 ปี เงินเดือน 25,000 บาท ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 150,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 6 เดือน) บทลงโทษหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ทำตามหน้าที่ของนายจ้าง มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ค่าปรับจนถึงโทษจำคุก กรณี บทลงโทษ (ข้อมูลประมาณการ) ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งเงินสมทบล่าช้า เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหักแล้วไม่นำส่ง เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (กิจการ 10 คนขึ้นไป) ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สรุป หน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดการให้ครบ เจ้าของธุรกิจ B2B ที่มีพนักงาน ต้องจัดการหน้าที่นายจ้างให้ครบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทำสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน ขึ้นทะเบียนประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตรงเวลา เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าละเลย อาจมีทั้งค่าปรับและโทษทางกฎหมายตามมา จัดการเงินเดือนและภาษีให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคำนวณเงินเดือน หักประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด เชื่อมต่อกับ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษี ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรได้ทันที – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหน้าที่นายจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก ลูกจ้างแต่ละคนก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันจากวันเริ่มงานเช่นกัน ปัจจุบันสามารถขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ธุรกิจ B2B ที่จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์ อัตราที่ใช้หักขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ เช่น ค่าจ้างทำของ (มาตรา 40(7)(8)) หักที่ 3% นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้ฟรีแลนซ์ทุกครั้ง และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สัญญาจ้างงานต้องมีอะไรบ้างถึงจะครบถ้วน สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุอย่างน้อย 7 รายการ ได้แก่ ชื่อนายจ้างและลูกจ้าง ตำแหน่งงาน อัตราค่าจ้าง วันเริ่มงาน ชั่วโมงทำงาน ระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขเลิกจ้าง สำหรับธุรกิจ B2B แนะนำให้เพิ่มข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับทางการค้า (NDA) ไว้ด้วย พนักงานทดลองงานมีสิทธิได้ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างหรือไม่ หากพนักงานทำงานครบ 120 วันขึ้นไป แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็มีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ถ้าทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดค่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

18 Sep 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 Sep 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

23 Sep 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีที่ดินว่างเปล่า คำนวณอย่างไร พร้อมกลยุทธ์วางแผนให้คุ้มค่า

ผู้ประกอบการหลายคนซื้อที่ดินเตรียมไว้สำหรับโครงการในอนาคต แต่ที่ดินแปลงนั้นกลับกลายเป็นภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี จากภาษีที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมีอัตราสูงกว่าภาษีที่ดินประเภทอื่น และยังเพิ่มขึ้นได้อีกหากปล่อยทิ้งไว้นาน บทความนี้จะอธิบายวิธีคำนวณภาษี พร้อมกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดการได้อย่างคุ้มค่า ภาษีที่ดินว่างเปล่า คืออะไร ภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราพิเศษ ซึ่งจัดเก็บจากที่ดินที่เจ้าของไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ โดยกฎหมายกำหนดให้เสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ดินที่ใช้ประโยชน์ทั่วไป และอัตราจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยว่างติดต่อกันหลายปี ภาษีนี้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่ปี 2563 ตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับใหม่ ซึ่งมาแทนที่ภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนฉบับเดิม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. (เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา) เป็นผู้จัดเก็บ ที่ดินแบบไหนนับว่า ว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่า ตามกฎหมายหมายถึงที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ ตัวอย่างเช่น ที่ดินที่ปลูกต้นไม้ ทำเกษตร หรือมีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานจริง จะไม่ถือเป็นที่ดินว่างเปล่า และจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ามาก ใครมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินว่างเปล่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม กรณีที่ดินอยู่ในชื่อบริษัท ผู้มีอำนาจของบริษัทมีหน้าที่ดำเนินการชำระภาษีให้ถูกต้อง อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่า เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ เริ่มต้นที่ 0.3% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ (ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์) และจะเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปีที่ปล่อยว่างติดต่อกัน สูงสุดไม่เกิน 3% ช่วงปีที่ปล่อยว่างเปล่า อัตราภาษี ปีที่ 1-3 0.3% ปีที่ 4-6 0.6% ปีที่ 7-9 0.9% ปีที่ 10-12 1.2% ปีที่ 13 ขึ้นไป (เพิ่มทุก 3 ปี) เพิ่มอีก 0.3% ทุก 3 ปี สูงสุด 3% จะเห็นว่า ยิ่งปล่อยที่ดินว่างนาน ภาระภาษีจะทบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเก็บไว้รอพัฒนาจึงควรมีแผนจัดการที่ชัดเจน เปรียบเทียบอัตราภาษีตามประเภทการใช้ที่ดิน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าที่ดินว่างเปล่าเสียภาษีสูงกว่าที่ดินประเภทอื่นอย่างไร ลองดูตารางเปรียบเทียบ ประเภทการใช้ที่ดิน อัตราภาษีสูงสุด เกษตรกรรม 0.15% ที่อยู่อาศัย (หลังหลัก) 0.03% (ยกเว้น 50 ล้านบาทแรก) ที่อยู่อาศัย (หลังอื่น) 0.10% พาณิชยกรรม หรืออื่น ๆ 1.20% ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ 3.00% (เพิ่มทุก 3 ปี) ที่ดินว่างเปล่ามีเพดานภาษีสูงกว่าที่ดินเกษตรกรรมถึง 20 เท่า การวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก วิธีคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ราคาประเมินทุนทรัพย์ คูณด้วยอัตราภาษีตามช่วงปีที่ปล่อยว่าง (อัตราตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ มาตรา 37 และ 43) ราคาประเมินสามารถตรวจสอบได้จากระบบค้นหาราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ หรือสอบถามที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ ตัวอย่างคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ ที่ดิน 5 ไร่ บริษัท สมาร์ทแลนด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่า 5 ไร่ ราคาประเมินรวม 10 ล้านบาท เพื่อรอพัฒนาเป็นคลังสินค้า แต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ภาษีที่ต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นตามตาราง ช่วงปี อัตราภาษี วิธีคำนวณ ภาษีต่อปี ภาษีรวมช่วง (3 ปี) ปีที่ 1-3 0.3% 10,000,000 x 0.3% 30,000 บาท 90,000 บาท ปีที่ 4-6 0.6% 10,000,000 x 0.6% 60,000 บาท 180,000 บาท ปีที่ 7-9 0.9% 10,000,000 x 0.9% 90,000 บาท 270,000 บาท รวม 9 ปี 540,000 บาท หากปลูกพืชยืนต้นบนที่ดินผืนเดียวกัน อัตราภาษีเกษตรกรรมเพียง 0.01-0.15% ภาษีรวม 9 ปีจะอยู่ที่ราว 3,000-45,000 บาท ต่างกับที่ดินว่างเปล่าหลายเท่าตัว กลยุทธ์วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่าให้คุ้มค่า ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาไม่จำเป็นต้องแบกภาระภาษีอัตราสูงตลอด มีหลายวิธีที่ช่วยลดอัตราภาษีได้ตามกฎหมาย ทำประโยชน์ในที่ดิน เปลี่ยนประเภทการใช้งาน วิธีตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้ที่ดินไม่เข้าเกณฑ์ที่ดินว่างเปล่า เช่น วางแผนพัฒนาโครงการภายใน 3 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการจริง ๆ การวางแผนให้เริ่มพัฒนาภายใน 3 ปีจะช่วยหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป เมื่อเริ่มก่อสร้าง ที่ดินจะเปลี่ยนสถานะจากที่ดินว่างเปล่าเป็นประเภทอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า กรณีที่มีที่ดินหลายแปลง ควรจัดลำดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ถือครอง โดยพัฒนาแปลงที่ถือมานานก่อน เพื่อลดภาระภาษีรวม กำหนดชำระภาษีและขั้นตอนที่ต้องรู้ อปท. จะแจ้งประเมินภาษีให้เจ้าของที่ดินทราบภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน (ทั้งนี้อาจมีประกาศขยายเวลาเป็นรายปี ควรตรวจสอบกับ อปท. ในพื้นที่) ขั้นตอนหลัก ๆ ที่ต้องรู้ การบันทึกบัญชีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ภาษีที่ดินที่จ่ายไปสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เมื่อชำระภาษีที่ดิน 30,000 บาท รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ค่าใช้จ่าย) 30,000 – เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร – 30,000 ตามมาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs ภาษีที่ดินจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน เพราะเป็นภาษีที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ สรุป: วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่า เปลี่ยนภาระเป็นโอกาส ภาษีที่ดินว่างเปล่าไม่ใช่ภาษีคงที่ แต่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาจึงควรทำความเข้าใจอัตราภาษี คำนวณภาระล่วงหน้า และวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตร ให้เช่า หรือเร่งพัฒนาโครงการตามกำหนด ล้วนช่วยลดภาระภาษีได้จริง สิ่งสำคัญคือการติดตามกำหนดชำระภาษีทุกปี และบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีที่ดินในระบบบัญชีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินของธุรกิจครบถ้วนและพร้อมสำหรับการตัดสินใจ จัดการบัญชีที่ดินและสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องบริหารสินทรัพย์หลายรายการ ทั้งที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายภาษีที่ดิน คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และจัดทำรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีที่ดินว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่าปล่อยให้คนอื่นเช่า ยังต้องเสียภาษีอัตราว่างเปล่าหรือไม่ ไม่ต้อง หากผู้เช่าใช้ประโยชน์จริง อปท. จะจัดประเภทที่ดินตามการใช้งานจริง เช่น ทำร้านค้าจัดเป็นพาณิชยกรรม ทำเกษตรจัดเป็นเกษตรกรรม ซึ่งล้วนมีอัตราภาษีต่ำกว่าที่ดินว่างเปล่า สิ่งที่ต้องระวังคือสัญญาเช่าควรระบุวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับ อปท. บริษัทถือครองที่ดินเป็นสินทรัพย์ บันทึกภาษีที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ ได้ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน ผู้ทำบัญชีควรแยกบันทึกให้ชัดเจนในแต่ละรอบบัญชี เพราะภาษีที่ดินเป็นรายจ่ายประจำปีที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดครั้งเดียว ภาษีที่ดินว่างเปล่าต่างจากภาษีบำรุงท้องที่อย่างไร ภาษีบำรุงท้องที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันเจ้าของที่ดินจ่ายเพียงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ข้อแตกต่างสำคัญคือกฎหมายใหม่คิดภาษีจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ราคาปานกลางแบบเดิม ทำให้ฐานภาษีสะท้อนมูลค่าที่ดินจริงมากขึ้น ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ อัตราภาษีและเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของราชการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Sep 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ความเสี่ยงที่คนทำธุรกิจ B2B ต้องรู้

ผู้ประกอบการ B2B หลายรายอาจเคยได้รับจดหมายจากสรรพากร ขอตรวจสอบภาษีย้อนหลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ซื้อขายระหว่างนิติบุคคลจำนวนมา โดยมักมีต้นเหตุมาจากเอกสารไม่ครบ ใบกำกับภาษีไม่ตรง หรือมีรายจ่ายที่สรรพากรมองว่าไม่สมเหตุสมผล ในบทความนี้ จะมาอธิบายเรื่องภาษีย้อนหลังในมุมธุรกิจ B2B พร้อมแนวทางเตรียมตัวล่วงหน้า ภาษีย้อนหลังคืออะไร ภาษีย้อนหลัง หมายถึง ภาษีที่สรรพากรประเมินเพิ่มเติมจากการตรวจสอบการยื่นภาษีในอดีต เมื่อพบว่ายื่นไม่ถูกต้อง ยื่นขาดไป หรือไม่ได้ยื่นเลย โดยกรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี อายุความในการประเมินภาษีย้อนหลังแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของผู้เสียภาษี กรณียื่นแบบแล้วแต่ยื่นไม่ถูกต้อง (อายุความ 2 ปี) ถ้ายื่นแบบภาษีครบแล้ว แต่คำนวณผิดหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ สรรพากรประเมินเพิ่มได้ภายใน 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ (ตามมาตรา 19 ประมวลรัษฎากร) กรณีหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี (อายุความ 5 ปี) ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อว่าหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา เช่น ใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือแจ้งรายจ่ายเป็นเท็จ อายุความขยายเป็น 5 ปี (ตามมาตรา 20 ประมวลรัษฎากร) กรณีไม่ยื่นแบบเลย (อายุความ 10 ปี) ถ้าไม่ได้ยื่นแบบภาษีเลย สรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ไกลถึง 10 ปี นี่คือกรณีที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุด กรณี อายุความ เงื่อนไข ยื่นแบบแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง 2 ปี นับจากวันยื่นแบบ หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกง 5 ปี สรรพากรมีหลักฐานเจตนา ไม่ยื่นแบบเลย 10 ปี ไม่มีหลักฐานการยื่น ธุรกรรม B2B ที่สรรพากรมักเพ่งเล็ง ธุรกิจ B2B มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้บางธุรกรรมเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบมากกว่าธุรกิจ B2C โดยเฉพาะกรณีเหล่านี้ ใบกำกับภาษีที่มีปัญหา กรณีที่พบบ่อยคือ ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ หรือคู่ค้าอาจไม่ได้จดทะเบียน VAT ทำให้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่า 500,000 บาท พร้อม VAT 35,000 บาท หากบริษัท ข ไม่ได้จดทะเบียน VAT จริง ใบกำกับภาษีนั้นถือเป็นใบปลอม บริษัท ก จึงไม่สามารถนำ VAT 35,000 บาทมาเครดิตภาษีซื้อได้ และอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ การตั้งราคาระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ธุรกิจที่มีบริษัทในเครือหรือผู้ถือหุ้นร่วมกัน ต้องระวังเรื่องราคาซื้อขายระหว่างกัน ที่หากราคาต่ำหรือสูงกว่าตลาดอย่างชัดเจน สรรพากรอาจปรับรายได้ตามราคาตลาด หลักการนี้เรียกว่า Transfer Pricing หรือการกำหนดราคาโอน ตัวอย่างเช่น บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้บริษัทในเครือราคาต้นทุน 100 บาท ทั้งที่ราคาตลาด 200 บาท สรรพากรอาจประเมินรายได้ใหม่ ทำให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม รายจ่ายต้องห้ามที่มักถูกประเมินเพิ่ม สรรพากรมักตรวจสอบรายจ่ายที่นำมาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี โดยรายจ่ายที่มักเป็นประเด็น ได้แก่ รายจ่ายส่วนตัวที่ปนกับธุรกิจ รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และรายจ่ายที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีย้อนหลัง ต้องจ่ายเท่าไร ถ้าสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่าเสียภาษีขาดไป ผู้ประกอบการต้องจ่ายทั้งภาษีส่วนที่ขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เบี้ยปรับคำนวณจากภาษีที่ชำระขาดไป ถ้ายื่นเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้ง เบี้ยปรับอาจลดเหลือ 2-5% ของภาษีที่ขาด แต่ถ้าสรรพากรตรวจพบเอง อาจสูงถึง 1-2 เท่า เงินเพิ่มคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระ ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสียเงินเพิ่มมากขึ้น รายการ อัตรา เบี้ยปรับ (ยื่นเพิ่มเติมเอง) 2-5% ของภาษีที่ขาด เบี้ยปรับ (สรรพากรตรวจพบ) สูงสุด 1-2 เท่าของภาษีที่ขาด เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (สูงสุดไม่เกินภาษีที่ค้าง) Checklist เตรียมเอกสารรับมือสรรพากรตรวจสอบ ผู้ประกอบการ B2B ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมเสมอ ไม่ต้องรอให้ถูกตรวจก่อนค่อยหา เพราะตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ต้องเก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เอกสาร ทำไมต้องเตรียม ใบกำกับภาษีซื้อ-ขายทุกฉบับ เป็นหลักฐานสำคัญในการเครดิตภาษีซื้อและยื่น VAT สัญญาซื้อขายกับคู่ค้า B2B พิสูจน์ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและราคาสมเหตุสมผล หลักฐานการรับ-จ่ายเงิน ยืนยันว่ามีการจ่ายเงินจริงตามเอกสาร รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน สรรพากรใช้ตรวจสอบยอด VAT ที่ยื่น งบการเงินและบัญชีแยกประเภท แสดงภาพรวมธุรกิจ รายได้ รายจ่าย กำไรขาดทุน เอกสารการจดทะเบียน VAT ของคู่ค้า ยืนยันว่าคู่ค้ามีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีจริง แนวทางป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังสำหรับธุรกิจ B2B การป้องกันดีกว่าการแก้ไข ผู้ประกอบการ B2B สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม โดยเฉพาะรายใหม่ ควรตรวจว่าจดทะเบียน VAT จริงหรือไม่ผ่านเว็บไซต์ กรมสรรพากร เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ธุรกิจยังควรจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ทั้งใบกำกับภาษี สัญญา และหลักฐานการจ่ายเงิน ควรเก็บเป็นดิจิทัลเพื่อค้นหาได้ง่าย ผ่านการใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างเป็นระบบและค้นหาได้ทันที การปรึกษานักบัญชีเป็นประจำ ยังช่วยให้มั่นใจว่ายื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน หากธุรกิจพบข้อผิดพลาดในการยื่นภาษี การยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกค้นพบ จะช่วยลดเบี้ยปรับลงได้มาก สรุป เตรียมตัวให้พร้อม ลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง ภาษีย้อนหลังไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการ B2B สิ่งที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบคู่ค้า และยื่นภาษีถูกต้อง จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร ออกใบกำกับภาษี และทำรายงานภาษีครบในที่เดียว ลดความเสี่ยงจากเอกสารตกหล่น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีย้อนหลัง บุคคลธรรมดาถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังต่างจากนิติบุคคลอย่างไร หลักอายุความเหมือนกัน (2, 5, 10 ปี) แต่นิติบุคคลมีภาระเพิ่มเรื่องงบการเงินและเอกสารบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี ทำให้สรรพากรมีข้อมูลตรวจสอบมากกว่า บุคคลธรรมดามักถูกตรวจจากข้อมูลรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ถ้าสรรพากรตรวจแล้วพบว่าเสียภาษีเกินไป ขอคืนได้หรือไม่ ได้ ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ชำระเกินได้ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ครบกำหนดยื่นแบบ โดยยื่นคำร้อง ค.10 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ มีวิธีลดเบี้ยปรับภาษีย้อนหลังได้หรือไม่ ทางที่ดีที่สุดคือยื่นแบบเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้งประเมิน เบี้ยปรับจะลดเหลือ 2-5% แทนที่จะสูงถึง 1-2 เท่า นอกจากนี้ การชำระภาษีค้างภายในกำหนดจะหยุดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนได้ทันที บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะของธุรกิจคุณ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

23 Sep 2026

PEAK Account

13 min

Impairment คืออะไร การด้อยค่าสินทรัพย์ที่กระทบงบการเงิน

ลองนึกภาพว่าธุรกิจของคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท แต่ผ่านไป 2 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยน จนเครื่องนี้ทำเงินได้แค่ 6 แสนบาท มูลค่าที่หายไป 4 แสนบาทนี้ ในทางบัญชีเรียกว่า Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักบัญชีล้วน ๆ แต่ความจริงแล้ว Impairment ส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน ที่คู่ค้า B2B และนักลงทุนใช้ตัดสินใจ โดยในบทความนี้ จะอธิบาย Impairment ด้วยภาษาเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง Impairment คืออะไร Impairment คือ การที่สินทรัพย์ของธุรกิจมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกอยู่ในบัญชี พูดง่าย ๆ คือ ของที่จดไว้ว่ามีค่าเท่านี้ แต่พอถึงวันนี้มันมีค่าน้อยกว่าที่จดไว้ มาตรฐานการบัญชี TAS 36 ซึ่งเทียบเท่า IAS 36 ในระดับสากล กำหนดให้กิจการต้องทดสอบสินทรัพย์เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ ถ้ามูลค่าจริงต่ำกว่าที่บันทึก ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) ในงบการเงิน สินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่อาจเกิดการด้อยค่า สินทรัพย์ที่ต้องทดสอบ Impairment ครอบคลุมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สินทรัพย์บางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือและเครื่องมือทางการเงิน มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะของตัวเอง จึงไม่ใช้ TAS 36 – อ่านเรื่องสินทรัพย์เพิ่มได้ที่นี่ Impairment ต่างจากค่าเสื่อมราคาและ Write-off อย่างไร คนทำธุรกิจมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายเป็นตาราง รายการ ความหมาย เกิดขึ้นเมื่อไร ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งาน ทุกงวดตามแผนที่กำหนดไว้ การด้อยค่า (Impairment) มูลค่าจริงลดต่ำกว่าที่บันทึกไว้ เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเสื่อมค่าผิดปกติ การตัดจำหน่าย (Write-off) ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีทั้งจำนวน เมื่อสินทรัพย์ไม่มีมูลค่าเหลือหรือสูญหาย ค่าเสื่อมราคาเป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกงวด เหมือนรถที่เสื่อมค่าตามอายุ แต่ Impairment เกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดหดตัว หรือสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ส่วน Write-off คือการตัดออกทั้งก้อนเมื่อของหมดค่าไปแล้ว สัญญาณเตือนที่บอกว่าสินทรัพย์อาจต้องทดสอบ Impairment สัญญาณจากภายนอก สัญญาณจากภายใน ข้อยกเว้นคือ ค่าความนิยม (Goodwill) ต้องทดสอบทุกปี ไม่ว่าจะมีสัญญาณหรือไม่ ขั้นตอนทดสอบ Impairment ทำอย่างไร เมื่อพบสัญญาณบ่งชี้แล้ว ขั้นตอนการทดสอบมี 3 ขั้น มูลค่าตามบัญชี (Carrying Amount) คืออะไร มูลค่าตามบัญชี คือ ราคาสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบการเงิน หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสมแล้ว ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคาไป 2 แสนบาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 8 แสนบาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) คืออะไร คือจำนวนเงินสูงสุดที่กิจการจะได้จากสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปรียบเทียบ 2 ตัวเลขแล้วเลือกตัวที่สูงกว่า ตัวอย่างการคำนวณ Impairment Test สมมติ บริษัท สมาร์ทมูฟ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเครื่องจักรผลิตสินค้า รายการ จำนวนเงิน ราคาซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 200,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท มูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนขาย 550,000 บาท มูลค่าจากการใช้ (Value in Use) 600,000 บาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (เลือกตัวสูงกว่า) 600,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน 600,000 บาท ผลต่าง 200,000 บาท คือ Impairment Loss ที่ต้องบันทึกในงบการเงิน วิธีบันทึกบัญชีเมื่อสินทรัพย์ด้อยค่า เมื่อคำนวณ Impairment Loss ได้แล้ว ต้องบันทึกในบัญชีทันที จากตัวอย่างข้างต้น บันทึกได้ดังนี้ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย 200,000 ค่าเผื่อการด้อยค่า (Accumulated Impairment Loss) ปรับลดสินทรัพย์ 200,000 หลังบันทึกแล้ว มูลค่าตามบัญชีจะลดเหลือ 600,000 บาท ตรงกับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ค่าเสื่อมราคาในงวดถัดไป ต้องคำนวณใหม่จากฐาน 600,000 บาทนี้ ผลกระทบของ Impairment ต่องบการเงิน ที่คู่ค้าและนักลงทุนต้องรู้ Impairment ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนภายนอกมองธุรกิจของคุณด้วย ผลต่องบกำไรขาดทุน (Income Statement) Impairment Loss ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิในงวดนั้นลดลง ถ้าจำนวนเงินมาก อาจทำให้กิจการที่เคยกำไรกลายเป็นขาดทุนได้เลย สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรต่อหุ้น (EPS) จะลดตาม นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการตัดสินใจ ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) เมื่อบันทึก Impairment สินทรัพย์รวมจะลดลง ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม ผลคือส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตาม สิ่งที่คู่ค้า B2B มักดู คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ถ้าส่วนทุนลดลง อัตราส่วนนี้จะสูงขึ้น อาจกระทบวงเงินสินเชื่อหรือเงื่อนไขการค้า ผลต่ออัตราส่วนการเงินที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ อัตราส่วน ผลกระทบจาก Impairment ทำไมสำคัญ ROA (ผลตอบแทนจากสินทรัพย์) สินทรัพย์และกำไรลดลงพร้อมกัน วัดว่าธุรกิจใช้สินทรัพย์สร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ROE (ผลตอบแทนจากส่วนทุน) ส่วนทุนลดตาม ใช้เทียบผลตอบแทนกับธุรกิจอื่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน ส่วนทุนลด ทำให้ ratio สูงขึ้น คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น ลดลง นักลงทุนใช้เทียบกับราคาตลาด Impairment ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจในสายตาคนภายนอกเปลี่ยนไป ทั้งนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน แต่การบันทึก Impairment ไม่ใช่เรื่องเสียหาย งบการเงินที่สะท้อนมูลค่าจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แสดงว่ากิจการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส การกลับรายการด้อยค่าทำได้เมื่อไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดี เช่น ตลาดฟื้นตัว หรือสินทรัพย์กลับมาสร้างรายได้มากขึ้น กิจการสามารถกลับรายการ Impairment ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ สรุป Impairment กับความโปร่งใสของธุรกิจ Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นกลไกที่ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง เมื่อมีสัญญาณว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่า ให้ทดสอบและบันทึกตามมาตรฐาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย งบที่สะท้อนความจริง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุนได้ดีกว่า จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมือเป็นเรื่องกินเวลาและเสี่ยงผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึก ติดตาม และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Impairment การด้อยค่าสินทรัพย์ Impairment Loss นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม กรมสรรพากรไม่ยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่บันทึก จะรับรู้เป็นรายจ่ายได้เมื่อจำหน่ายสินทรัพย์นั้นจริง จึงเกิดผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีและภาษี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการให้ถูกต้อง ธุรกิจ SME ที่ใช้ NPAEs ต้องทดสอบ Impairment ด้วยหรือเปล่า กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) ก็มีข้อกำหนดเรื่องการด้อยค่าเช่นกัน แต่หลักการจะเรียบง่ายกว่า TFRS ควรปรึกษานักบัญชีว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่ต้องทดสอบ ถ้าไม่บันทึก Impairment จะมีผลอย่างไร ถือว่างบการเงินไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบทั้งฉบับ Impairment เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและสภาพตลาด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์เทคโนโลยีมากมักเจอบ่อยกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ส่วนธุรกิจที่มีค่าความนิยมจากการซื้อกิจการ ต้องทดสอบทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีร้านค้า คืออะไร เจ้าของร้านต้องจ่ายอะไรบ้าง

ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร ภาษีร้านค้าคืออะไร ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท 3 ภาษีหลักที่ต้องรู้ ภาษี ใครต้องจ่าย ความถี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) ภาษีเงินได้ เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย หัวข้อ ร้านค้าส่ง (B2B) ร้านค้าปลีก (B2C) ใบกำกับภาษี ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ ออกแบบอย่างย่อได้ ข้อมูลในใบกำกับภาษี ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ ภาษีซื้อ มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ภาษีซื้อน้อยกว่า การขอคืน VAT มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรณีบุคคลธรรมดา ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง กรณีนิติบุคคล ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ควรจดบริษัทเมื่อไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราและเงื่อนไขการหัก ประเภทรายจ่าย อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง ค่าขนส่ง 1% ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน ค่าจ้างทำของ 3% ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง ค่าบริการ 3% ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา ค่าเช่า 5% ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้ Checklist เอกสารภาษีร้านค้า เอกสาร เก็บไว้ทำไม ใบกำกับภาษีซื้อ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี สำเนาใบกำกับภาษีขาย ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ หลักฐานค่าใช้จ่าย ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้ ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่ ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

16 Sep 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 Sep 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม