คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

17 Aug 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 Aug 2026

PEAK Account

11 min

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร วิธีทำ และกฎหมายที่ SME ต้องรู้

ส่งเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแต่ต้องรอปริ้นท์ ส่งไปรษณีย์ แล้วสแกนกลับ — ปัญหานี้หมดไปถ้าใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ e-signature คืออะไร มีกี่ระดับตามกฎหมายไทย ใช้กับเอกสารภาษีได้หรือไม่ ไปจนถึงวิธีทำฟรีแบบ step-by-step ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คืออะไร? ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง หรือกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่แนบหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงลายมือชื่อและแสดงว่าผู้นั้นยอมรับข้อความในเอกสาร (ตามนิยามใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544) พูดง่าย ๆ คือทุกวิธีที่แสดงเจตนายอมรับเอกสารโดยไม่ต้องเซ็นบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดยอมรับในระบบ หรือใช้ใบรับรองดิจิทัล ล้วนเป็น e-signature ทั้งสิ้น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ vs ลายเซ็นดิจิทัล vs ลายมือชื่อจริง ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน เปรียบเทียบ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ลายมือชื่อจริง (Wet Signature) รูปแบบ พิมพ์ชื่อ วาดบนหน้าจอ กดยอมรับ ใช้ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) เข้ารหัส เซ็นด้วยปากกาบนกระดาษ ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ สูงมาก ตรวจสอบการแก้ไขได้ ปลอมแปลงได้ง่ายกว่า ผลทางกฎหมาย มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ (ระดับสูงสุด) มีผลตามกฎหมายทั่วไป เหมาะกับ เอกสารธุรกิจทั่วไป สัญญาภายใน เอกสารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เอกสารที่กฎหมายบังคับ เช่น โฉนด ลายเซ็นดิจิทัล คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ “ประเภทหนึ่ง” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพิ่มความปลอดภัย จึงเป็น subset ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 3 ระดับของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายไทย (ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แบ่งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็น 3 ระดับ ตามความน่าเชื่อถือ ระดับ วิธีการ ตัวอย่างการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ระดับ 1 — ทั่วไป พิมพ์ชื่อ กดยอมรับ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ สัญญาภายในบริษัท พื้นฐาน ระดับ 2 — เชื่อถือได้ ใช้ระบบยืนยันตัวตน เช่น OTP, e-KYC ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง กลาง ระดับ 3 — เชื่อถือได้สูง ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (CA) e-Tax Invoice, เอกสารยื่นหน่วยงานรัฐ สูงสุด SME ส่วนใหญ่ใช้ระดับ 1–2 ก็เพียงพอสำหรับเอกสารธุรกิจทั่วไป ส่วนระดับ 3 จำเป็นเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐหรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง กฎหมายลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แทนเซ็นจริงได้หรือไม่? คำตอบสั้นคือ ได้ในเกือบทุกกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562) กำหนดว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายมือชื่อบนกระดาษ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ข้อยกเว้นที่ยังใช้ไม่ได้ เช่น เอกสารที่กฎหมายเฉพาะบังคับให้ทำเป็นกระดาษ (โฉนดที่ดิน, พินัยกรรม, ตั๋วเงินบางประเภท) เอกสารบัญชีและภาษีที่ใช้ e-signature ได้ เจ้าของธุรกิจมักสงสัยว่าเอกสารภาษีใช้ e-signature ได้จริงหรือเปล่า สรุปให้ดังนี้ เอกสาร ใช้ e-signature ได้? หมายเหตุ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ กฎหมายกำหนดให้มีลายเซ็น ไม่จำกัดรูปแบบ ใบกำกับภาษี / e-Tax Invoice ได้ ต้องใช้ระดับ 3 (ใบรับรองดิจิทัล) สำหรับ e-Tax Invoice ใบเสร็จรับเงิน / ใบแจ้งหนี้ ได้ ระดับ 1–2 เพียงพอ e-Withholding Tax ไม่ต้องเซ็นเลย ระบบ e-WHT ให้ธนาคารหักและนำส่งอัตโนมัติ แบบ ภ.ง.ด. ยื่นออนไลน์ ใช้ระบบ e-Filing ลงนามผ่าน Digital ID ของกรมสรรพากร สัญญาจ้างงาน / สัญญาการค้า ได้ ระดับ 2 ขึ้นไปแนะนำ วิธีทำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ฟรี ทำได้เลยตอนนี้ สำหรับ SME ที่ต้องการเริ่มใช้ e-signature ทำได้หลายวิธี เรียงจากง่ายสุดไปยาก เคล็ดลับ: ไฟล์ลายเซ็นควรเป็น PNG พื้นหลังโปร่งใส ขนาด 300×150 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้คมชัดเมื่อแทรกในเอกสาร ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-signature ในเอกสารธุรกิจ สรุป e-signature มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายเซ็นจริงตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรลงมือทำต่อจากนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับ e-signature ในเอกสารบัญชีและภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายพร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบจบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (FAQ) e-signature ใช้ในศาลเป็นหลักฐานได้ไหม? ได้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศาลไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่น้ำหนักหลักฐานขึ้นกับระดับที่ใช้ ระดับ 3 ที่มีใบรับรองดิจิทัลจะมีน้ำหนักสูงสุด ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายไหม? ระดับ 1 (วาด/พิมพ์ชื่อ) ทำฟรีได้ทันที ระดับ 2–3 มีค่าใช้จ่ายขึ้นกับผู้ให้บริการ เช่น บริการ CA (Certificate Authority) ของไทยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ต่างชาติเซ็น e-signature ในเอกสารไทยได้ไหม? ได้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ไม่จำกัดสัญชาติของผู้เซ็น ขอให้สามารถยืนยันตัวตนได้และทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับรูปแบบการเซ็น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุหมดไหม? ตัวลายเซ็นไม่มีวันหมดอายุ แต่ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ที่ใช้ในระดับ 3 มีอายุตามที่ผู้ออกกำหนด ต้องต่ออายุก่อนหมด มิฉะนั้นเอกสารที่เซ็นหลังจากนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 Aug 2026

PEAK Account

17 min

ฟรีแลนซ์ ยื่นภาษียังไง สรุปครบ คำนวณภาษี หักค่าใช้จ่าย ลดหย่อน

YouTuber, TikToker, Influencer หรือ Streamer ที่มีรายได้จาก platform ออนไลน์ ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นค่า Ad Revenue, เงิน Sponsorship หรือรายได้จาก Affiliate ล้วนต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ฟรีแลนซ์และ Content Creator ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทเงินได้ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ใช้ได้ทันที Content Creator ต้องเสียภาษีไหม? ต้องเสียภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ฟรีแลนซ์หรือ Content Creator แม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้ที่ได้รับก็ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ที่ต้องนำมายื่นภาษี รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษี ขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทเงินได้ สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 60,000 บาท มีคู่สมรส เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 220,000 บาท มีคู่สมรส รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 120,000 บาท (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) Content Creator ส่วนใหญ่มีรายได้จากหลายทาง จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) หรือ 40(8) ซึ่งเกณฑ์ต่ำมาก คนโสดแค่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (เฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน) ก็ต้องยื่นแบบแล้ว รายได้ Content Creator จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน? 40(2) vs 40(8) รายได้ของ Content Creator อาจจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) หรือประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและแหล่งรายได้ การจัดประเภทให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะกระทบ “อัตราหักค่าใช้จ่าย” โดยตรง รายได้จาก YouTube, TikTok, Instagram เป็นเงินได้ประเภทไหน รายได้จาก Ad Revenue ที่ platform จ่ายให้โดยตรง (เช่น YouTube AdSense, TikTok Creator Fund) มักถูกตีความเป็น เงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานให้ โดย Creator สร้าง content แล้ว platform จ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน อย่างไรก็ตาม บาง Creator อาจตีความว่าเป็น 40(8) ได้เช่นกัน หากทำในรูปแบบธุรกิจที่ลงทุนอุปกรณ์และจ้างทีมงาน แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดประเภทให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานจริง รายได้จาก Sponsorship, Affiliate, ขายสินค้า รายได้ที่ได้รับจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง เช่น ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรายได้จาก Affiliate จัดเป็น เงินได้ 40(8) ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ ส่วนรายได้จาก Sponsorship (แบรนด์จ้างรีวิว) ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา ถ้าแบรนด์จ้างทำงานชิ้นเดียว อาจเป็น 40(2) แต่ถ้า Creator รับงานหลายแบรนด์ในเชิงธุรกิจ อาจจัดเป็น 40(8) ได้ สรุปตาราง: ประเภทรายได้ Content Creator แหล่งรายได้ ประเภทเงินได้ หักค่าใช้จ่ายเหมา YouTube AdSense / TikTok Creator Fund 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท แบรนด์จ้างรีวิว (Sponsorship) 40(2) หรือ 40(8) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท หรือ 60% ตามประเภทธุรกิจ Affiliate Commission 40(8) 60% หรือตามจริง ขายสินค้าออนไลน์ (Merch, สินค้าตัวเอง) 40(8) 60% หรือตามจริง Donation / Super Chat / สติกเกอร์ 40(8) 60% หรือตามจริง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — อัตราหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11) สิ่งสำคัญ: ถ้ามีรายได้หลายประเภทในปีเดียวกัน ต้องแยกคำนวณค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้แต่ละตัว ไม่ใช่รวมทั้งหมดแล้วหักทีเดียว วิธีคำนวณภาษีเงินได้สำหรับ Content Creator ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งก็คือรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จากนั้นนำไปเทียบกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ตัวอย่าง: YouTuber รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน สมมุติ Content Creator (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จาก YouTube AdSense เดือนละ 50,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(2) ทั้งหมด ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 50,000 × 12 เดือน 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว — 60,000 บาท หักประกันสังคม (สมมุติ) — 9,000 บาท เงินได้สุทธิ 600,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 431,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 431,000 131,000 × 10% 13,100 บาท รวมภาษีทั้งปี 20,600 บาท Creator คนนี้มีรายได้ปีละ 600,000 บาท เสียภาษีประมาณ 20,600 บาท คิดเป็นราว 3.4% ของรายได้ ถ้ามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม (เช่น ประกันชีวิต, กองทุน SSF/RMF) ภาษีจะลดลงอีก หักค่าใช้จ่ายจริง vs เหมาจ่าย อะไรคุ้มกว่า ค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) หักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถ้ารายได้สูง จำนวนที่หักได้อาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง Creator ที่ลงทุนซื้อกล้อง คอมพิวเตอร์ ไมค์ ค่าเช่าสตูดิโอ หรือจ้างตัดต่อ อาจได้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายตามจริงมากกว่า แต่ต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกรายจ่ายให้ครบถ้วน หัก ณ ที่จ่ายที่ Content Creator ต้องรู้ เมื่อ Creator ทำงานกับแบรนด์หรือ Agency ผู้จ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ โดยอัตราที่พบบ่อยคือ ประเภทงาน อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง รับจ้างรีวิวสินค้า (40(2)) 3% จ้างรีวิว 30,000 บาท หัก 900 บาท รับจริง 29,100 บาท จ้างผ่าน Agency (นิติบุคคล) 3% หรือ 5% ขึ้นกับสัญญา ขึ้นอยู่กับว่า Creator ทำสัญญากับ Agency รูปแบบไหน ข้อสำคัญ: เงินที่ถูกหักไปไม่ได้หายไป ผู้จ้างจะออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีเพื่อนำมาเครดิตภาษีคืนได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ วิธียื่นภาษีออนไลน์สำหรับ Content Creator Content Creator ที่มีรายได้หลายประเภท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 ที่ใช้สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร มีดังนี้ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.90 คือภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป แต่ถ้ายื่นผ่าน e-Filing มักได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วัน (ตรวจสอบกำหนดแต่ละปีที่ efiling.rd.go.th) ค่าลดหย่อนที่ Content Creator ใช้ได้ ค่าลดหย่อนช่วยลดเงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี ยิ่งลดหย่อนมาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนที่ Creator ใช้ได้บ่อยที่สุดคือ หมายเหตุ: SSF + RMF + กองทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี รายละเอียดเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีจัดการรายได้จาก platform Creator ที่ไม่เคยจัดระบบเอกสารมาก่อน มักลำบากตอนยื่นภาษี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ตลอดปี ได้แก่ เคล็ดลับ: สร้างโฟลเดอร์แยกตามเดือน เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและภาพถ่ายเอกสาร ตอนปลายปีจะได้ไม่ต้องไล่หาย้อนหลัง หรือใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น เมื่อไรต้องจด VAT และเมื่อไรควรเปิดนิติบุคคล ถ้ารายได้จากธุรกิจ Content Creator ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับ Creator ที่รายได้โตเร็ว การเปิดบริษัทจำกัด (นิติบุคคล) อาจช่วยประหยัดภาษีได้ เพราะ ข้อแนะนำคือ เมื่อรายได้เริ่มถึง 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ลองปรึกษานักบัญชีเพื่อเปรียบเทียบว่าการเปิดนิติบุคคลคุ้มกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ สรุป: Content Creator เสียภาษียังไงไม่ให้โดนย้อนหลัง สิ่งที่ต้องทำเพื่อจัดการภาษีให้เรียบร้อย จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ Content Creator และฟรีแลนซ์บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดอยู่บนระบบ Cloud ใช้งานได้ทุกที่ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษี Content Creator Content Creator ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91? ต้องยื่นแบบ 90 ตามที่อธิบายในหัวข้อ “วิธียื่นภาษีออนไลน์” ด้านบน เพราะรายได้จากการทำ Content ไม่ใช่เงินเดือนจากนายจ้างรายเดียว แบบ 91 ใช้เฉพาะคนที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (เงินได้ 40(1)) เท่านั้น รายได้จากต่างประเทศ เช่น YouTube หรือ TikTok ต้องเสียภาษีไทยไหม? ต้องเสียภาษี ถ้าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อาศัยอยู่ในไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น) รายได้ที่ได้รับจาก Google หรือ TikTok แม้จะเป็นบริษัทต่างประเทศ แต่ถ้านำเงินเข้ามาในไทยในปีเดียวกับที่ได้รับ ต้องนำมายื่นภาษีด้วย ถ้าไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน ทำยังไง? สามารถยื่นภาษีย้อนหลังได้ โดยติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ย้อนหลังได้บางปี การยื่นย้อนหลังด้วยตัวเองดีกว่าถูกเรียกตรวจสอบ เพราะถ้าถูกเรียกอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เงินได้ 40(2) ยื่นแบบอะไร? ยื่นแบบ 90 เช่นเดียวกับ Content Creator ทั่วไป เพราะเงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ ไม่เข้าเงื่อนไขของแบบ 91 ที่ใช้เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

17 Aug 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 Aug 2026

PEAK Account

20 min

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง ครบทุกชนิด พร้อมตัวอย่าง SME

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดงบดุลมาแล้วงงกับคำว่า “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” ว่าตกลงมันคืออะไร แล้วมีอะไรบ้างที่นับเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้ บทความนี้รวบรวมทรัพย์สินประเภทนี้ครบทุกชนิดที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างธุรกิจจริง ตารางเปรียบเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียน และคำตอบสำหรับคำถามที่คนถามบ่อยที่สุด สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คืออะไร สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจถือครองไว้ใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี และไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนเป็นเงินสดภายในรอบบัญชีปกติ พูดง่ายๆ คือของที่ซื้อมาแล้ว “เก็บไว้ใช้” ไม่ใช่ “เอาไว้ขายหมุนเงิน” ลองนึกถึงร้านกาแฟร้านหนึ่ง เครื่องชงกาแฟราคาแสนกว่าบาทที่ซื้อมาใช้ทุกวันคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะร้านซื้อมาเพื่อใช้ผลิตกาแฟไปอีกหลายปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ ต่างจากเมล็ดกาแฟในสต๊อกที่ซื้อมาแล้วขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ เกณฑ์ที่ใช้แยกว่าสินทรัพย์ตัวไหน “ไม่หมุนเวียน” มีอยู่ 2 ข้อหลัก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการครบ 10+ ชนิด) ทรัพย์สินกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามลักษณะการใช้งาน โดยกลุ่มที่ SME เจอบ่อยที่สุดคือที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมทั้งหมดก่อนลงรายละเอียดแต่ละกลุ่ม กลุ่มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวอย่างรายการ มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ซอฟต์แวร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) ค่าความนิยม มูลค่าส่วนเกินจากการซื้อกิจการ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 3 เงินลงทุนระยะยาว หุ้น พันธบัตร เงินฝากประจำเกิน 1 ปี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่ดินหรืออาคารที่ปล่อยเช่า มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 (TAS 40) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย ทรัพย์สินที่ประกาศขายแล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant & Equipment) กลุ่มนี้คือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME มีมากที่สุด เป็นของที่จับต้องได้และใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ที่ดินที่ตั้งกิจการ อาคารสำนักงาน เครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ส่งของ คอมพิวเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ สินทรัพย์กลุ่มนี้ (ยกเว้นที่ดิน) ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกปี ค่าเสื่อมราคาคือการทยอยหักมูลค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี ก็หักเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท การบันทึกและติดตามค่าเสื่อมราคาถือเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทาน และซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้งานระยะยาว ยกตัวอย่างร้านเบเกอรีที่จดเครื่องหมายการค้าโลโก้ของตัวเอง หรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้แม้จับต้องไม่ได้แต่สร้างรายได้ระยะยาวให้ธุรกิจ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) โดยทยอยตัดจำหน่ายมูลค่าตามอายุการใช้ประโยชน์คล้ายค่าเสื่อมราคา ค่าความนิยม (Goodwill) — สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือไม่? ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทไม่มีตัวตน เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจซื้อกิจการอื่นในราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่แท้จริง ส่วนต่างที่จ่ายเกินไปนั้นคือค่าความนิยม ซึ่งสะท้อนมูลค่าของชื่อเสียง ฐานลูกค้า หรือทีมงานที่ติดมากับกิจการ ค่าความนิยมจะปรากฏในงบดุลเฉพาะกรณีที่มีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น ธุรกิจสร้างค่าความนิยมของตัวเองขึ้นมาบันทึกในงบไม่ได้ และตามมาตรฐานปัจจุบันไม่ตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายรายปี แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปีแทน เงินลงทุนระยะยาว เงินลงทุนระยะยาวคือเงินที่ธุรกิจนำไปลงทุนโดยตั้งใจถือเกิน 1 ปี เช่น การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากประจำที่มีกำหนดเกินหนึ่งปี ต่างจากเงินลงทุนระยะสั้นที่ตั้งใจขายทำกำไรภายในปีเดียว สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย (TFRS 5) เมื่อธุรกิจตัดสินใจขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนบางรายการ เช่น ประกาศขายอาคารเก่าที่เลิกใช้แล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) กำหนดให้จัดประเภทสินทรัพย์นั้นเป็น “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย” แยกออกมาต่างหาก เงื่อนไขหลักคือทรัพย์สินนั้นต้องพร้อมขายทันทีในสภาพปัจจุบัน และมีแผนขายที่ชัดเจนภายใน 12 เดือน เมื่อจัดประเภทแล้วจะหยุดคิดค่าเสื่อมราคา และวัดมูลค่าด้วยราคาที่ต่ำกว่าระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้สุทธิ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น นอกจากกลุ่มหลักข้างต้น ยังมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นที่พบได้ เช่น เงินมัดจำระยะยาว ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าที่มีอายุเกิน 1 ปี และสิทธิการเช่าระยะยาว รายการเหล่านี้มักมีมูลค่าไม่มากแต่ยังต้องแสดงแยกในงบดุลเพื่อความครบถ้วน สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดภายใน 1 ปี เป็นสินทรัพย์ที่ “หมุน” เข้าออกในการดำเนินงานประจำวัน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของธุรกิจได้ดีที่สุด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอเทียบกับหนี้สินระยะสั้น มักมีสภาพคล่องดีและจ่ายหนี้ได้ทันเวลา รายการสินทรัพย์หมุนเวียน 10 ชนิด สินทรัพย์หมุนเวียนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME เรียงจากสภาพคล่องสูงไปต่ำ มีดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาถือครองและวัตถุประสงค์การใช้งาน สินทรัพย์หมุนเวียนใช้หมุนเวียนในระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนถือไว้ใช้งานระยะยาว ตารางด้านล่างสรุปข้อแตกต่างให้เห็นชัดในทุกมิติ หัวข้อเปรียบเทียบ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาถือครอง ไม่เกิน 1 ปี เกิน 1 ปี วัตถุประสงค์ หมุนเวียนใช้ในงานประจำวัน ใช้งานระยะยาว สภาพคล่อง สูง เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย ต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินสดยาก ค่าเสื่อมราคา ไม่มี มี (ยกเว้นที่ดิน) ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ การแสดงในงบดุล แสดงก่อน เรียงตามสภาพคล่อง แสดงถัดจากสินทรัพย์หมุนเวียน จุดที่หลายคนสับสนคือสินทรัพย์ตัวเดียวกันอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับ “เจตนาการถือครอง” เช่น รถยนต์ที่บริษัทซื้อมาใช้ส่งของคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่ถ้าเป็นเต็นท์รถที่ซื้อรถมาเพื่อขายต่อ รถคันเดียวกันจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities) คือภาระหนี้ที่ธุรกิจต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี เป็นอีกด้านของงบดุลที่มักถูกพูดถึงคู่กับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะทั้งสองสะท้อนโครงสร้างการเงินระยะยาวของกิจการ หนี้สินไม่หมุนเวียนที่ SME พบบ่อยมีดังนี้ การดูสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจใช้เงินกู้ระยะยาวไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในธุรกิจ SME ทฤษฎีอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อเห็นตัวอย่างจากธุรกิจจริงจะชัดเจนขึ้นมาก ลองดูว่าธุรกิจแต่ละแบบมีทรัพย์สินระยะยาวอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า สมมติร้านอาหาร “ครัวคุณแม่” (ชื่อสมมติ) เปิดกิจการมา 3 ปี ทรัพย์สินระยะยาวของร้านประกอบด้วยเครื่องครัวอุตสาหกรรม ตู้แช่ เฟอร์นิเจอร์ในร้าน เครื่องปรับอากาศ และเงินประกันค่าเช่าพื้นที่ที่จ่ายไว้ตอนเซ็นสัญญา ทั้งหมดนี้เป็นของที่ร้านซื้อมาใช้งานยาวหลายปี ไม่ได้เอาไว้ขาย ส่วนวัตถุดิบอาหาร เงินสดในลิ้นชัก และยอดที่ลูกค้าเปิดบิลค้างไว้ คือสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะหมุนเข้าออกทุกวัน ในทางกลับกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายเสื้อผ้าจะมีทรัพย์สินระยะยาวน้อยกว่า เพราะทรัพย์สินหลักคือสต๊อกเสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอาจมีเพียงคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายสินค้า และชั้นวางในคลัง จัดการสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนด้วยมือ โดยเฉพาะการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ เป็นงานที่ใช้เวลาและผิดพลาดง่าย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Accounting Software) อย่าง PEAK มีระบบทะเบียนทรัพย์สินที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และเชื่อมข้อมูลเข้างบการเงินได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สรุป: สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME ต้องรู้ เมื่อเข้าใจสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแล้ว สิ่งที่เจ้าของกิจการควรลงมือทำต่อมีดังนี้ เริ่มจัดการบัญชีธุรกิจให้ SMART ด้วย PEAK พร้อมยกระดับการจัดการทรัพย์สินและบัญชีของธุรกิจแล้วหรือยัง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้คุณติดตามสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคา และดูงบการเงินแบบเรียลไทม์ได้ในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มสร้างระบบบัญชีที่ทำงานแทนคุณได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานในร้านหรือสำนักงานถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อยู่ในกลุ่มที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพราะใช้งานต่อเนื่องหลายปีและต้องคิดค่าเสื่อมราคา ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจขายเครื่องตกแต่งเป็นสินค้า ตัวมันจึงจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือ อุปกรณ์สำนักงานเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่ อุปกรณ์สำนักงานที่มีมูลค่าสูงและใช้งานเกิน 1 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โต๊ะทำงาน จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไปอย่างกระดาษ หมึกพิมพ์ หรือเครื่องเขียน จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 10 ชนิด มีอะไรบ้าง หากเรียงรายการที่พบบ่อย 10 อันดับแรก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ค่าความนิยม เงินลงทุนระยะยาว และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยแต่ละธุรกิจจะมีรายการมากน้อยต่างกันตามลักษณะกิจการ ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเสมอ จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพราะสะท้อนมูลค่าระยะยาวที่ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร? สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ คือ Non-Current Assets ส่วนคำศัพท์ที่เจอบ่อยในงบการเงินภาษาอังกฤษ ได้แก่ Fixed Assets (สินทรัพย์ถาวร), Property, Plant and Equipment หรือ PP&E (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์), Intangible Assets (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) และ Long-term Investments (เงินลงทุนระยะยาว)ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้นผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Aug 2026

PEAK Account

11 min

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร วิธีทำ และกฎหมายที่ SME ต้องรู้

ส่งเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแต่ต้องรอปริ้นท์ ส่งไปรษณีย์ แล้วสแกนกลับ — ปัญหานี้หมดไปถ้าใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ e-signature คืออะไร มีกี่ระดับตามกฎหมายไทย ใช้กับเอกสารภาษีได้หรือไม่ ไปจนถึงวิธีทำฟรีแบบ step-by-step ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คืออะไร? ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง หรือกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่แนบหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงลายมือชื่อและแสดงว่าผู้นั้นยอมรับข้อความในเอกสาร (ตามนิยามใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544) พูดง่าย ๆ คือทุกวิธีที่แสดงเจตนายอมรับเอกสารโดยไม่ต้องเซ็นบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดยอมรับในระบบ หรือใช้ใบรับรองดิจิทัล ล้วนเป็น e-signature ทั้งสิ้น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ vs ลายเซ็นดิจิทัล vs ลายมือชื่อจริง ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน เปรียบเทียบ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ลายมือชื่อจริง (Wet Signature) รูปแบบ พิมพ์ชื่อ วาดบนหน้าจอ กดยอมรับ ใช้ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) เข้ารหัส เซ็นด้วยปากกาบนกระดาษ ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ สูงมาก ตรวจสอบการแก้ไขได้ ปลอมแปลงได้ง่ายกว่า ผลทางกฎหมาย มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ (ระดับสูงสุด) มีผลตามกฎหมายทั่วไป เหมาะกับ เอกสารธุรกิจทั่วไป สัญญาภายใน เอกสารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เอกสารที่กฎหมายบังคับ เช่น โฉนด ลายเซ็นดิจิทัล คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ “ประเภทหนึ่ง” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพิ่มความปลอดภัย จึงเป็น subset ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 3 ระดับของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายไทย (ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แบ่งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็น 3 ระดับ ตามความน่าเชื่อถือ ระดับ วิธีการ ตัวอย่างการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ระดับ 1 — ทั่วไป พิมพ์ชื่อ กดยอมรับ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ สัญญาภายในบริษัท พื้นฐาน ระดับ 2 — เชื่อถือได้ ใช้ระบบยืนยันตัวตน เช่น OTP, e-KYC ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง กลาง ระดับ 3 — เชื่อถือได้สูง ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (CA) e-Tax Invoice, เอกสารยื่นหน่วยงานรัฐ สูงสุด SME ส่วนใหญ่ใช้ระดับ 1–2 ก็เพียงพอสำหรับเอกสารธุรกิจทั่วไป ส่วนระดับ 3 จำเป็นเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐหรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง กฎหมายลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แทนเซ็นจริงได้หรือไม่? คำตอบสั้นคือ ได้ในเกือบทุกกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562) กำหนดว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายมือชื่อบนกระดาษ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ข้อยกเว้นที่ยังใช้ไม่ได้ เช่น เอกสารที่กฎหมายเฉพาะบังคับให้ทำเป็นกระดาษ (โฉนดที่ดิน, พินัยกรรม, ตั๋วเงินบางประเภท) เอกสารบัญชีและภาษีที่ใช้ e-signature ได้ เจ้าของธุรกิจมักสงสัยว่าเอกสารภาษีใช้ e-signature ได้จริงหรือเปล่า สรุปให้ดังนี้ เอกสาร ใช้ e-signature ได้? หมายเหตุ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ กฎหมายกำหนดให้มีลายเซ็น ไม่จำกัดรูปแบบ ใบกำกับภาษี / e-Tax Invoice ได้ ต้องใช้ระดับ 3 (ใบรับรองดิจิทัล) สำหรับ e-Tax Invoice ใบเสร็จรับเงิน / ใบแจ้งหนี้ ได้ ระดับ 1–2 เพียงพอ e-Withholding Tax ไม่ต้องเซ็นเลย ระบบ e-WHT ให้ธนาคารหักและนำส่งอัตโนมัติ แบบ ภ.ง.ด. ยื่นออนไลน์ ใช้ระบบ e-Filing ลงนามผ่าน Digital ID ของกรมสรรพากร สัญญาจ้างงาน / สัญญาการค้า ได้ ระดับ 2 ขึ้นไปแนะนำ วิธีทำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ฟรี ทำได้เลยตอนนี้ สำหรับ SME ที่ต้องการเริ่มใช้ e-signature ทำได้หลายวิธี เรียงจากง่ายสุดไปยาก เคล็ดลับ: ไฟล์ลายเซ็นควรเป็น PNG พื้นหลังโปร่งใส ขนาด 300×150 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้คมชัดเมื่อแทรกในเอกสาร ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-signature ในเอกสารธุรกิจ สรุป e-signature มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายเซ็นจริงตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรลงมือทำต่อจากนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับ e-signature ในเอกสารบัญชีและภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายพร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบจบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (FAQ) e-signature ใช้ในศาลเป็นหลักฐานได้ไหม? ได้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศาลไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่น้ำหนักหลักฐานขึ้นกับระดับที่ใช้ ระดับ 3 ที่มีใบรับรองดิจิทัลจะมีน้ำหนักสูงสุด ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายไหม? ระดับ 1 (วาด/พิมพ์ชื่อ) ทำฟรีได้ทันที ระดับ 2–3 มีค่าใช้จ่ายขึ้นกับผู้ให้บริการ เช่น บริการ CA (Certificate Authority) ของไทยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ต่างชาติเซ็น e-signature ในเอกสารไทยได้ไหม? ได้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ไม่จำกัดสัญชาติของผู้เซ็น ขอให้สามารถยืนยันตัวตนได้และทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับรูปแบบการเซ็น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุหมดไหม? ตัวลายเซ็นไม่มีวันหมดอายุ แต่ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ที่ใช้ในระดับ 3 มีอายุตามที่ผู้ออกกำหนด ต้องต่ออายุก่อนหมด มิฉะนั้นเอกสารที่เซ็นหลังจากนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 Aug 2026

PEAK Account

17 min

ฟรีแลนซ์ ยื่นภาษียังไง สรุปครบ คำนวณภาษี หักค่าใช้จ่าย ลดหย่อน

YouTuber, TikToker, Influencer หรือ Streamer ที่มีรายได้จาก platform ออนไลน์ ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นค่า Ad Revenue, เงิน Sponsorship หรือรายได้จาก Affiliate ล้วนต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ฟรีแลนซ์และ Content Creator ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทเงินได้ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ใช้ได้ทันที Content Creator ต้องเสียภาษีไหม? ต้องเสียภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ฟรีแลนซ์หรือ Content Creator แม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้ที่ได้รับก็ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ที่ต้องนำมายื่นภาษี รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษี ขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทเงินได้ สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 60,000 บาท มีคู่สมรส เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 220,000 บาท มีคู่สมรส รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 120,000 บาท (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) Content Creator ส่วนใหญ่มีรายได้จากหลายทาง จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) หรือ 40(8) ซึ่งเกณฑ์ต่ำมาก คนโสดแค่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (เฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน) ก็ต้องยื่นแบบแล้ว รายได้ Content Creator จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน? 40(2) vs 40(8) รายได้ของ Content Creator อาจจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) หรือประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและแหล่งรายได้ การจัดประเภทให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะกระทบ “อัตราหักค่าใช้จ่าย” โดยตรง รายได้จาก YouTube, TikTok, Instagram เป็นเงินได้ประเภทไหน รายได้จาก Ad Revenue ที่ platform จ่ายให้โดยตรง (เช่น YouTube AdSense, TikTok Creator Fund) มักถูกตีความเป็น เงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานให้ โดย Creator สร้าง content แล้ว platform จ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน อย่างไรก็ตาม บาง Creator อาจตีความว่าเป็น 40(8) ได้เช่นกัน หากทำในรูปแบบธุรกิจที่ลงทุนอุปกรณ์และจ้างทีมงาน แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดประเภทให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานจริง รายได้จาก Sponsorship, Affiliate, ขายสินค้า รายได้ที่ได้รับจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง เช่น ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรายได้จาก Affiliate จัดเป็น เงินได้ 40(8) ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ ส่วนรายได้จาก Sponsorship (แบรนด์จ้างรีวิว) ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา ถ้าแบรนด์จ้างทำงานชิ้นเดียว อาจเป็น 40(2) แต่ถ้า Creator รับงานหลายแบรนด์ในเชิงธุรกิจ อาจจัดเป็น 40(8) ได้ สรุปตาราง: ประเภทรายได้ Content Creator แหล่งรายได้ ประเภทเงินได้ หักค่าใช้จ่ายเหมา YouTube AdSense / TikTok Creator Fund 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท แบรนด์จ้างรีวิว (Sponsorship) 40(2) หรือ 40(8) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท หรือ 60% ตามประเภทธุรกิจ Affiliate Commission 40(8) 60% หรือตามจริง ขายสินค้าออนไลน์ (Merch, สินค้าตัวเอง) 40(8) 60% หรือตามจริง Donation / Super Chat / สติกเกอร์ 40(8) 60% หรือตามจริง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — อัตราหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11) สิ่งสำคัญ: ถ้ามีรายได้หลายประเภทในปีเดียวกัน ต้องแยกคำนวณค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้แต่ละตัว ไม่ใช่รวมทั้งหมดแล้วหักทีเดียว วิธีคำนวณภาษีเงินได้สำหรับ Content Creator ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งก็คือรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จากนั้นนำไปเทียบกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ตัวอย่าง: YouTuber รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน สมมุติ Content Creator (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จาก YouTube AdSense เดือนละ 50,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(2) ทั้งหมด ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 50,000 × 12 เดือน 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว — 60,000 บาท หักประกันสังคม (สมมุติ) — 9,000 บาท เงินได้สุทธิ 600,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 431,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 431,000 131,000 × 10% 13,100 บาท รวมภาษีทั้งปี 20,600 บาท Creator คนนี้มีรายได้ปีละ 600,000 บาท เสียภาษีประมาณ 20,600 บาท คิดเป็นราว 3.4% ของรายได้ ถ้ามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม (เช่น ประกันชีวิต, กองทุน SSF/RMF) ภาษีจะลดลงอีก หักค่าใช้จ่ายจริง vs เหมาจ่าย อะไรคุ้มกว่า ค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) หักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถ้ารายได้สูง จำนวนที่หักได้อาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง Creator ที่ลงทุนซื้อกล้อง คอมพิวเตอร์ ไมค์ ค่าเช่าสตูดิโอ หรือจ้างตัดต่อ อาจได้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายตามจริงมากกว่า แต่ต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกรายจ่ายให้ครบถ้วน หัก ณ ที่จ่ายที่ Content Creator ต้องรู้ เมื่อ Creator ทำงานกับแบรนด์หรือ Agency ผู้จ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ โดยอัตราที่พบบ่อยคือ ประเภทงาน อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง รับจ้างรีวิวสินค้า (40(2)) 3% จ้างรีวิว 30,000 บาท หัก 900 บาท รับจริง 29,100 บาท จ้างผ่าน Agency (นิติบุคคล) 3% หรือ 5% ขึ้นกับสัญญา ขึ้นอยู่กับว่า Creator ทำสัญญากับ Agency รูปแบบไหน ข้อสำคัญ: เงินที่ถูกหักไปไม่ได้หายไป ผู้จ้างจะออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีเพื่อนำมาเครดิตภาษีคืนได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ วิธียื่นภาษีออนไลน์สำหรับ Content Creator Content Creator ที่มีรายได้หลายประเภท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 ที่ใช้สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร มีดังนี้ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.90 คือภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป แต่ถ้ายื่นผ่าน e-Filing มักได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วัน (ตรวจสอบกำหนดแต่ละปีที่ efiling.rd.go.th) ค่าลดหย่อนที่ Content Creator ใช้ได้ ค่าลดหย่อนช่วยลดเงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี ยิ่งลดหย่อนมาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนที่ Creator ใช้ได้บ่อยที่สุดคือ หมายเหตุ: SSF + RMF + กองทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี รายละเอียดเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีจัดการรายได้จาก platform Creator ที่ไม่เคยจัดระบบเอกสารมาก่อน มักลำบากตอนยื่นภาษี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ตลอดปี ได้แก่ เคล็ดลับ: สร้างโฟลเดอร์แยกตามเดือน เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและภาพถ่ายเอกสาร ตอนปลายปีจะได้ไม่ต้องไล่หาย้อนหลัง หรือใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น เมื่อไรต้องจด VAT และเมื่อไรควรเปิดนิติบุคคล ถ้ารายได้จากธุรกิจ Content Creator ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับ Creator ที่รายได้โตเร็ว การเปิดบริษัทจำกัด (นิติบุคคล) อาจช่วยประหยัดภาษีได้ เพราะ ข้อแนะนำคือ เมื่อรายได้เริ่มถึง 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ลองปรึกษานักบัญชีเพื่อเปรียบเทียบว่าการเปิดนิติบุคคลคุ้มกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ สรุป: Content Creator เสียภาษียังไงไม่ให้โดนย้อนหลัง สิ่งที่ต้องทำเพื่อจัดการภาษีให้เรียบร้อย จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ Content Creator และฟรีแลนซ์บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดอยู่บนระบบ Cloud ใช้งานได้ทุกที่ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษี Content Creator Content Creator ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91? ต้องยื่นแบบ 90 ตามที่อธิบายในหัวข้อ “วิธียื่นภาษีออนไลน์” ด้านบน เพราะรายได้จากการทำ Content ไม่ใช่เงินเดือนจากนายจ้างรายเดียว แบบ 91 ใช้เฉพาะคนที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (เงินได้ 40(1)) เท่านั้น รายได้จากต่างประเทศ เช่น YouTube หรือ TikTok ต้องเสียภาษีไทยไหม? ต้องเสียภาษี ถ้าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อาศัยอยู่ในไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น) รายได้ที่ได้รับจาก Google หรือ TikTok แม้จะเป็นบริษัทต่างประเทศ แต่ถ้านำเงินเข้ามาในไทยในปีเดียวกับที่ได้รับ ต้องนำมายื่นภาษีด้วย ถ้าไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน ทำยังไง? สามารถยื่นภาษีย้อนหลังได้ โดยติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ย้อนหลังได้บางปี การยื่นย้อนหลังด้วยตัวเองดีกว่าถูกเรียกตรวจสอบ เพราะถ้าถูกเรียกอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เงินได้ 40(2) ยื่นแบบอะไร? ยื่นแบบ 90 เช่นเดียวกับ Content Creator ทั่วไป เพราะเงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ ไม่เข้าเงื่อนไขของแบบ 91 ที่ใช้เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Aug 2026

PEAK Account

15 min

ทุนจดทะเบียนบริษัท ตั้งเท่าไรดี สรุปเกณฑ์ ข้อดี-ข้อเสีย ฉบับ SME

กำลังจะจดทะเบียนบริษัทแล้วเจอช่อง “ทุนจดทะเบียน” ไม่รู้จะใส่เท่าไรดี? เจ้าของธุรกิจหลายคนตั้งทุนสูงเกินไปจนเสียค่าธรรมเนียมแพง หรือตั้งต่ำเกินจนธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับทุนจดทะเบียนบริษัท ตั้งแต่ความหมาย ขั้นต่ำ ผลกระทบด้านภาษี ไปจนถึงวิธีเพิ่มหรือลดทุนในภายหลัง ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร? ต่างจาก “ทุนชำระแล้ว” อย่างไร? ทุนจดทะเบียนบริษัท คือจำนวนเงินทั้งหมดที่บริษัทระบุไว้ตอนจดทะเบียนจัดตั้ง ว่าบริษัทมีทุนรวมทั้งสิ้นเท่าไร โดยแบ่งออกเป็นจำนวนหุ้นคูณกับมูลค่าต่อหุ้น ทุนจดทะเบียนเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน “วงเงินที่ตั้งไว้” ส่วน ทุนชำระแล้ว คือเงินจริงที่ผู้ถือหุ้นจ่ายเข้าบริษัทแล้ว กฎหมายแพ่งฯ กำหนดว่าต้องชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นแต่ละหุ้นเมื่อจดทะเบียน รายการ ทุนจดทะเบียน ทุนชำระแล้ว ความหมาย วงเงินทั้งหมดที่ระบุไว้ตอนจดทะเบียน เงินที่ผู้ถือหุ้นจ่ายเข้าบริษัทจริง ตัวอย่าง จดทุน 1 ล้านบาท ชำระแล้ว 250,000 บาท (25%) แก้ไขได้ไหม ได้ ต้องจดทะเบียนเพิ่มหรือลดทุน เปลี่ยนเมื่อผู้ถือหุ้นจ่ายเงินเพิ่ม ตัวอย่างบันทึกบัญชีวันชำระค่าหุ้น — กรณีบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จดทุน 1,000,000 บาท กรณีที่ 1: ชำระขั้นต่ำ 25% (250,000 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 250,000 บาท — ลูกหนี้ค่าหุ้น (ค้างชำระ 75%) 750,000 บาท — ทุนเรือนหุ้น — 1,000,000 บาท กรณีที่ 2: ชำระเต็ม 100% (1,000,000 บาท) — แนะนำสำหรับ SME รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 1,000,000 บาท — ทุนเรือนหุ้น — 1,000,000 บาท ทุนจดทะเบียนบริษัท ต้องมีเงินสดจริงในบัญชีไหม? ไม่จำเป็นต้องมีเงินสดเท่ากับทุนจดทะเบียนในบัญชีธนาคาร ผู้ถือหุ้นต้องชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของทุนจดทะเบียนเมื่อจัดตั้งบริษัท ส่วนที่เหลืออีก 75% จะเรียกชำระทีหลังก็ได้ เช่น จดทุน 1 ล้านบาท ต้องมีเงินจ่ายจริงอย่างน้อย 250,000 บาท ข้อควรระวัง: แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 25% แต่ในทางปฏิบัติ SME ส่วนใหญ่ชำระเต็มจำนวน 100% ตั้งแต่วันจดทะเบียน เพื่อให้งบการเงินดูน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อจากธนาคาร ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นต่ำเท่าไร? กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับบริษัทจำกัดโดยตรง แต่กำหนดว่ามูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาทต่อหุ้น และบริษัทต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน (ข้อมูลจากกฎหมายแพ่งฯ) ดังนั้นทุนจดทะเบียนต่ำสุดที่เป็นไปได้คือ ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ × มูลค่าหุ้นขั้นต่ำ = ทุนจดทะเบียนต่ำสุด 3 คน × 5 บาท/หุ้น = 15 บาท อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่จดทุนตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป เพราะทุนที่ต่ำเกินไปอาจทำให้คู่ค้าหรือธนาคารไม่มั่นใจ ควรตั้งทุนจดทะเบียนเท่าไรดี? (แนะนำตามประเภทธุรกิจ) หลักคิดง่ายๆ คือ ประเมินค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจต้องใช้ใน 6-12 เดือนแรก แล้วตั้งทุนจดทะเบียนให้ครอบคลุมจำนวนนั้น ไม่ต้องตั้งสูงเกินจริงจนเสียค่าธรรมเนียมแพง แต่ก็ไม่ควรตั้งต่ำจนดูไม่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างการตั้งทุน: ธุรกิจบริการ, ซื้อมาขายไป, ผลิต, และ IT/Startup ตัวอย่างด้านล่างเป็นแนวทางเบื้องต้น ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนให้เหมาะกับธุรกิจจริง ประเภทธุรกิจ (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียนแนะนำ เหตุผล ธุรกิจบริการ เช่น รับทำบัญชี ที่ปรึกษา 100,000 – 500,000 ไม่ต้องสต็อกสินค้า ค่าใช้จ่ายหลักคือเงินเดือนและสำนักงาน ร้านค้าออนไลน์ ซื้อมาขายไป 500,000 – 1,000,000 ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับสต็อกสินค้า โรงงานผลิตขนาดเล็ก 1,000,000 – 5,000,000 ต้องลงทุนเครื่องจักร วัตถุดิบ และค่าจ้างแรงงาน IT/Startup 1,000,000 – 3,000,000 ต้องมีทุนพอสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์และดึงดูดนักลงทุน ทุนจดทะเบียนมีผลต่อภาษี ค่าธรรมเนียม และความน่าเชื่อถืออย่างไร? ทุนที่จดไว้ไม่ได้กระทบเฉพาะตอนจดบริษัท แต่มีผลต่อค่าใช้จ่ายและโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวด้วย ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนบริษัท (คิดตามมูลค่าทุน) ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) คิดตามทุนจดทะเบียน ยิ่งทุนสูง ค่าธรรมเนียมยิ่งแพง รายการ อัตรา ขั้นต่ำ สูงสุด จดหนังสือบริคณห์สนธิ แสนละ 50 บาท 500 บาท 25,000 บาท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แสนละ 500 บาท 5,000 บาท 250,000 บาท ตัวอย่าง: จดทุน 1 ล้านบาท เสียค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 5,500 บาท แต่ถ้าจดทุน 5 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มเป็นประมาณ 27,500 บาท ผลกระทบต่อภาษี การตรวจงบการเงิน และภาษีธุรกิจเฉพาะ ทุนจดทะเบียนไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่ออัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล เพราะภาษีคิดจากกำไรสุทธิ ไม่ใช่ทุนจดทะเบียน แต่มีผลทางอ้อม ได้แก่ ผลต่อความน่าเชื่อถือในการยื่นกู้และประมูลงาน จำนวนทุนที่จดไว้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ธนาคารและหน่วยงานราชการใช้พิจารณา ขั้นตอนการเพิ่มทุนและลดทุนจดทะเบียนบริษัท (ฉบับสรุป) หลังจดทะเบียนบริษัทแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย ทั้งเพิ่มทุนและลดทุน วิธีเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท (เอกสาร + ขั้นตอน DBD) การเพิ่มทุนต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ขั้นตอนหลักมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม วิธีลดทุนจดทะเบียนบริษัท (ข้อควรระวังเรื่องภาษี) การลดทุนมีขั้นตอนซับซ้อนกว่าเพิ่มทุน เพราะต้องคุ้มครองเจ้าหนี้ ข้อควรระวังด้านภาษี: ถ้าบริษัทลดทุนแล้วคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นมากกว่าเงินที่ลงทุนไป ส่วนต่างถือเป็นเงินได้ของผู้ถือหุ้นที่ต้องเสียภาษี ควรปรึกษานักบัญชีก่อนทำ วิธีเช็คทุนจดทะเบียนบริษัทของคู่ค้าผ่านระบบ DBD e-Service ก่อนทำธุรกิจกับบริษัทใด สามารถตรวจสอบทุนจดทะเบียนได้ฟรีผ่านระบบของ DBD ขั้นตอนมีดังนี้ ข้อมูลที่แสดงเป็นข้อมูลสาธารณะ สามารถใช้ประเมินฐานะเบื้องต้นของคู่ค้าได้ สรุป: ตั้งทุนจดทะเบียนอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจคุณ วางแผนระบบบัญชีตั้งแต่วันแรกที่จดบริษัท หลังจดทะเบียนบริษัทเสร็จ สิ่งที่ต้องจัดการทันทีคือระบบบัญชี เพราะบริษัทจำกัดต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินทุกปีตามกฎหมาย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และเตรียมงบการเงินได้ตั้งแต่วันแรก ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียน 100,000 บาท จดได้ไหม? จดได้ ไม่มีกฎหมายห้าม ทุนจดทะเบียน 100,000 บาทเป็นจำนวนที่ผู้ประกอบการรายเล็กนิยมใช้ เช่น ธุรกิจให้บริการหรือฟรีแลนซ์ที่เปลี่ยนมาจดเป็นนิติบุคคล แต่ถ้าต้องการกู้สินเชื่อจากธนาคาร ทุน 100,000 อาจดูน้อยเกินไปในสายตาสถาบันการเงิน ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต้องเตรียมเงินจ่ายจริงเท่าไร? ตามกฎหมายต้องชำระขั้นต่ำ 25% คือ 250,000 บาท แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้ชำระเต็ม 1 ล้านบาท เพราะธนาคารจะดู “ทุนชำระแล้ว” ในงบการเงิน ถ้าชำระแค่ 25% จะเห็นว่าบริษัทยังมีค่าหุ้นค้างชำระอยู่ อาจกระทบการขอสินเชื่อ ทุนจดทะเบียนเยอะ มีข้อเสียหรือความเสี่ยงอะไรบ้าง? ตั้งทุนสูงไม่ได้ดีเสมอไป ข้อเสียหลักคือค่าธรรมเนียมจดทะเบียนที่สูงตาม และถ้าจดทุนสูงมากโดยไม่มีเงินสดรองรับจริง อาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนได้ นอกจากนี้ ถ้าต้องการลดทุนในภายหลัง ขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากและมีค่าใช้จ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

5 Aug 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 05/08/2026

1. Attach input tax files via SMART Key, and scan them directly into purchase tax invoices. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and accounting teams who want to record and scan them directly into purchase tax invoices conveniently and quickly. System Updates: Added the “Purchase Tax Invoice” option to the file attachment page of the File Vault. Integrated with SMART Key to automatically scan and read tax invoice numbers, where the system will screen and show only documents pending purchase tax invoice registration for precise linking. Benefits of Use: Helps register existing purchase tax invoices more conveniently and quickly, reduces errors from manual data entry, and saves time searching for documents. 2. Automatically scan receipts with AI via the purchase/expense creation page, recording documents faster. Package: e-Document package and above Suitable for: Entrepreneurs and accountants who want to save time recording expenses. System Updates: Added a file selection page to the expense and product purchase recording page. Simply upload or or drag and drop document files, and SMART Key will read data, scan numbers, line items, and contacts automatically, filling in various fields immediately without needing to type manually. Benefits of Use: 3. Added visualized financial statement displays (Visualize), making financial statements easier to read, understand, and see the business overview instantly. Package: Basic package and above Suitable for: Business owners and accountants who want to analyze financial data quickly. System Updates: Added diagram/chart visualizations to both the Statement of Financial Position and Income Statement, transforming complex financial data into clear, easy-to-understand charts that display assets, liabilities, equity, as well as revenue structures, costs, and net profit. Benefits of Use: Transforms long numerical data tables into easy-to-read chart diagrams, helping you see financial proportions and trends instantly, and helping business owners use data to plan and make precise decisions.

5 Aug 2026

PEAK Account

4 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 05/08/2026

1. แนบไฟล์ภาษีซื้อผ่าน SMART Key สแกนเข้าใบกำกับภาษีซื้อได้ทันที แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและทีมบัญชี ที่ต้องการบันทึกใบกำกับภาษีซื้อย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มตัวเลือก “ใบกำกับภาษีซื้อ” ในหน้าแนบไฟล์ของคลังเอกสาร มาพร้อม SMART Key  ช่วยสแกนและอ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้อัตโนมัติ โดยระบบจะคัดกรองเฉพาะเอกสารที่รอลงทะเบียนใบกำกับภาษีซื้อขึ้นมาให้เลือกเชื่อมโยงได้อย่างแม่นยำ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้การลงทะเบียนใบกำกับภาษีซื้อย้อนหลังได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลด้วยตนเอง และช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาเอกสาร 2. สแกนใบเสร็จอัตโนมัติด้วย AI ผ่านหน้าสร้างเอกสารซื้อสินค้า/ค่าใช้จ่าย บันทึกเอกสารได้เร็วขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ประกอบการและนักบัญชีที่ต้องการประหยัดเวลาในการบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มหน้าการเลือกไฟล์บนหน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้า เพียงแค่อัปโหลดหรือลากไฟล์เอกสารเข้ามา SMART Key จะช่วยอ่านข้อมูล สแกนตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อให้อัตโนมัติ พร้อมกรอกข้อมูลลงช่องต่างๆ ให้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์เอง ประโยชน์ที่จะได้รับ: 3. เพิ่มการแสดงผลงบการเงินแบบแผนภาพ (Visualize) ช่วยให้ดูงบการเงินได้ง่าย เข้าใจและเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที แพ็กเกจใช้งาน: Basic ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและนักบัญชีที่ต้องการวิเคราะห์ข้อมูลการเงินอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มการแสดงผลแผนภาพ (Visualization) ทั้งในงบฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน ที่เปลี่ยนตัวเลขบัญชีซับซ้อนให้กลายเป็นภาพกราฟสีสันชัดเจน แยกสัดส่วนสินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น รวมถึงโครงสร้างรายได้ ต้นทุน และกำไรสุทธิ ประโยชน์ที่จะได้รับ: เปลี่ยนงบตัวเลขตารางยาวๆ ให้ดูง่ายเป็นภาพแผนภูมิ ช่วยให้มองเห็นสัดส่วนและแนวโน้มการเงินได้ทันที และช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม