คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

24 Jul 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.54 คืออะไร ทำไมจ่ายเงินไปต่างประเทศต้องหักภาษีก่อน

ธุรกิจ SME ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือจ้างที่ปรึกษากฎหมายจากต่างประเทศ มีโอกาสสูงที่จะต้องเจอกับแบบภาษีที่ชื่อ ภ.ง.ด.54 บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภทเงินได้ที่เข้าข่าย อัตราหักภาษี ตัวอย่างคำนวณพร้อมตัวเลข ผลกระทบถ้าไม่ยื่น ไปจนถึง FAQ ที่คนถามบ่อย ภ.ง.ด.54 คืออะไร ภ.ง.ด.54 คือแบบนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ใช้เมื่อผู้ประกอบการในไทยจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับบริษัทหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ทำธุรกิจในไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ ภ.ง.ด.54 ยังใช้ในกรณีที่สาขาของบริษัทต่างประเทศในไทยโอนเงินกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ตามมาตรา 70 ทวิ พูดง่ายๆ คือ ถ้าจ่ายเงินบางประเภทออกไปต่างประเทศ ต้องหักภาษีไว้ก่อนแล้วนำส่งให้กรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 เงินได้ประเภทไหนต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไม่ใช่การจ่ายเงินไปต่างประเทศทุกประเภทจะต้องยื่น ภ.ง.ด.54 เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40(2) ถึง 40(6) เท่านั้นที่เข้าข่าย แต่ละประเภทมีตัวอย่างดังนี้ ค่านายหน้า ค่าบริการ (มาตรา 40(2)) เช่น ค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนขายต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านการตลาด ค่าบริการวิจัยจากบริษัทต่างประเทศ ค่าลิขสิทธิ์ ค่า Royalty (มาตรา 40(3)) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ค่าสิทธิบัตร ค่าสูตรการผลิต ค่าเครื่องหมายการค้า เป็นประเภทที่ SME ไทยเจอบ่อยโดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายให้บริษัทแม่ต่างประเทศ เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นนิติบุคคลต่างประเทศ ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เช่น ค่าเช่าเครื่องจักร ค่าเช่าอุปกรณ์จากบริษัทต่างประเทศ วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เช่น ค่าจ้างทนายความต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีหรือวิศวกรรม การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) คืออะไร นอกจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 70 แล้ว ภ.ง.ด.54 ยังใช้อีกกรณีหนึ่ง คือเมื่อสาขาของบริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจในไทยต้องการโอนกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ กฎหมายถือว่าเป็นการ “จำหน่ายเงินกำไร” ออกนอกประเทศ และต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ของจำนวนเงินที่โอนออกไป อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.54 ประเภทเงินได้อัตราหักมาตรา 40(2)-(6) ทั่วไป (ยกเว้นเงินปันผล)15%มาตรา 40(4) เฉพาะเงินปันผล10%การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ)10% อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ลดอัตราหักได้ อัตรา 15% และ 10% ข้างต้นเป็นอัตราตามประมวลรัษฎากร แต่ถ้าประเทศที่รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement — DTA) กับไทย อัตราหักอาจลดลงได้ ตัวอย่างเช่น ค่า Royalty ที่จ่ายให้บริษัทในบางประเทศที่มี DTA กับไทย อัตราหักอาจลดลงเหลือ 5-10% แทนที่จะเป็น 15% ตามปกติ (ตรวจสอบอัตราจริงได้จากตาราง DTA บนเว็บไซต์กรมสรรพากร) ผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าประเทศของคู่ค้ามี DTA กับไทยหรือไม่ โดยดูได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือปรึกษานักบัญชี เพราะอัตราที่ลดลงอาจช่วยประหยัดภาษีได้จำนวนมาก ปัจจุบันไทยมี DTA กับกว่า 60 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เยอรมนี และจีน ถ้าไม่ได้ตรวจสอบ DTA ก่อนหัก อาจหักภาษีมากกว่าที่จำเป็น “หัก ณ ที่จ่าย” กับ “ออกภาษีให้” ต่างกันยังไง เมื่อต้องจ่ายเงินให้ต่างประเทศพร้อมหักภาษี ผู้จ่ายมี 2 ทางเลือก หัก ณ ที่จ่าย: หักภาษีออกจากยอดเงินที่จ่าย แล้วโอนส่วนที่เหลือให้ผู้รับ เช่น ค่าบริการ 100,000 บาท หัก 15% = โอนให้ผู้รับ 85,000 บาท นำส่งสรรพากร 15,000 บาท ออกภาษีให้ (Gross-up): ผู้จ่ายออกภาษีเพิ่มเองทั้งจำนวน โดยผู้รับได้เงินเต็ม 100,000 บาท วิธีนี้ต้องคำนวณ gross-up คือ 100,000 ÷ (1 – 0.15) = 117,647 บาท เป็นฐานภาษี หักภาษี 15% = 17,647 บาท ทำให้ผู้จ่ายจ่ายเงินรวมทั้งหมดมากกว่ากรณีแรก การเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับคู่ค้า แต่ต้องระบุในแบบ ภ.ง.ด.54 ให้ชัดเจนว่าเป็นการ “หักภาษีนำส่ง” หรือ “ออกภาษีให้” ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.ง.ด.54 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 100,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากบริษัทในญี่ปุ่น จำนวน 100,000 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ค่าลิขสิทธิ์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) เงินได้ที่จ่าย = 100,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 15% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 100,000 × 15% = 15,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 100,000 – 15,000 = 85,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 15,000 บาท ภายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 (หรือ 15 มีนาคม ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) หมายเหตุ: ถ้าญี่ปุ่นมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยที่ลดอัตราค่า Royalty อัตราหักอาจต่ำกว่า 15% ต้องตรวจสอบ DTA ก่อนหัก นอกจากนี้ ถ้าค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์นี้ถือเป็นบริการด้วย บริษัทอาจต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% ควบคู่กัน ตัวอย่าง: จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ 500,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ จำนวน 500,000 บาท ในเดือนเมษายน 2569 เงินปันผลถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) เงินปันผลที่จ่าย = 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 10% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 500,000 × 10% = 50,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 500,000 – 50,000 = 450,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 50,000 บาท ภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กรณีนี้ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการ กำหนดเวลายื่น ภ.ง.ด.54 และวิธียื่นออนไลน์ ยื่นแบบกระดาษ: ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 กรอกข้อมูลและชำระออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย แนะนำให้ใช้ช่องทาง e-Filing เพราะสะดวกกว่า ได้เวลาเพิ่ม และมีหลักฐานการยื่นเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ง่าย ถ้าจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศหลายราย หรือจ่ายเงินได้หลายประเภทในเดือนเดียวกัน ต้องแยกยื่นเป็นแต่ละรายผู้รับ หรือแต่ละประเภทเงินได้ เช่น จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้บริษัท A และค่าที่ปรึกษาให้บริษัท B ในเดือนเดียวกัน ต้องยื่นแยก 2 ชุด สำหรับธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อย การใช้ระบบ e-Withholding Tax จะช่วยลดขั้นตอนและลดโอกาสผิดพลาดได้ ไม่ยื่น ภ.ง.ด.54 มีผลอะไรบ้าง ผลกระทบจากการไม่ยื่นหรือยื่นช้ามี 3 ระดับ ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 100 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท เงินเพิ่ม: 1.5% ต่อเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) รายจ่ายต้องห้าม: นี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้อง กรมสรรพากรอาจไม่ยอมให้นำเงินที่จ่ายไปต่างประเทศมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ทำให้กำไรสุทธิสูงขึ้นและต้องเสียภาษีเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ถ้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 1,000,000 บาท โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 1,000,000 บาทนี้อาจถูกถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มถึง 200,000 บาท (อัตรา 20%) ซึ่งมากกว่าภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 150,000 บาท (15%) เสียอีก ด้วยเหตุนี้ การยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการปกป้องสิทธิ์ทางภาษีของกิจการด้วย สรุป ภ.ง.ด.54 ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ทำธุรกิจในไทย, อัตราหักทั่วไป 15% เงินปันผล 10% แต่ตรวจสอบ DTA อาจลดได้, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย และถ้าไม่ยื่นอาจโดนทั้งค่าปรับและรายจ่ายต้องห้าม จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบ บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ คำนวณภาษีตามอัตราที่ถูกต้อง และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบภาษีได้สะดวก ใช้ร่วมกับ PEAK Account ระบบบัญชีออนไลน์ที่ครบวงจร ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.54 ค่า Facebook Ads ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไหม โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นกำไรจากธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ที่อยู่ในเงื่อนไขของมาตรา 70 จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ภ.ง.ด.54 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ยังคงต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% แทน Facebook แยกต่างหาก ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันยังไง ภ.ง.ด.54 เป็นภาษีเงินได้ (ภาษีทางตรง) ที่หักจากเงินได้ก่อนจ่ายให้ผู้รับ ส่วน ภ.พ.36 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีทางอ้อม) ที่ผู้ซื้อนำส่งแทนผู้ขายต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินไปต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษีและคำนวณคนละอัตรา ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 คู่กับ ภ.พ.36 เสมอไหม ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกรรม ถ้าจ่ายค่าบริการที่เข้าข่ายทั้งมาตรา 40(2)-(6) และเป็นบริการที่ต้องเสีย VAT ด้วย เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ก็ต้องยื่นทั้ง 2 แบบ แต่ถ้าจ่ายเงินปันผลให้ต่างประเทศ ก็ยื่นเฉพาะ ภ.ง.ด.54 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 Jul 2026

PEAK Account

14 min

ภ.พ.36 คืออะไร ทำไม SME ที่ซื้อบริการต่างประเทศต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME ที่จ่ายค่า Facebook Ads, Google Ads หรือค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าต้อง “ยื่น ภ.พ.36” แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคือแบบอะไร ต้องยื่นเมื่อไร และคำนวณภาษียังไง บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ตารางเปรียบเทียบ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ไปจนถึงค่าปรับถ้ายื่นช้า ภ.พ.36 คืออะไร ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กำหนดให้ “ผู้ซื้อ” ในประเทศไทยเป็นคนยื่นแบบและนำส่ง VAT 7% ให้กรมสรรพากรแทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้ตั้งบริษัทในไทย โดยปกติเวลาซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ผู้ขายจะเก็บ VAT 7% แล้วนำส่งให้สรรพากรเอง แต่ถ้าผู้ขายอยู่ต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ขายไม่มีหน้าที่นำส่ง VAT ดังนั้นกฎหมายจึงให้ผู้ซื้อในไทยเป็นฝ่ายนำส่งแทน โดยใช้แบบ ภ.พ.36 ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ผู้ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 แบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก กรณีซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทต่างประเทศ กรณีนี้พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ปัจจุบัน ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 ได้แก่ ค่าโฆษณา Facebook Ads หรือ Google Ads, ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Zoom, Canva, Slack, ค่า Shopee Ads หรือ Lazada Ads กรณี platform เรียกเก็บจากบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงค่าจ้าง Freelance ต่างประเทศที่ให้บริการแล้วนำมาใช้ในไทย เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องไม่ได้จดทะเบียน VAT ในประเทศไทย ถ้าผู้ขายจด VAT ในไทยแล้ว ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อไม่ต้องยื่นแบบนี้ กรณีขายทอดตลาด ผู้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ต้องยื่น ภ.พ.36 เช่นกัน แต่กรณีนี้พบน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีแรก กฎหมาย e-Service เปลี่ยนอะไรเรื่อง ภ.พ.36 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 กฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ ทำให้ platform ต่างประเทศ เช่น Facebook, Google, Netflix ต้องจดทะเบียน VAT ในไทยและนำส่ง VAT เอง ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแบ่งตามสถานะการจด VAT ดังนี้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว: ยังต้องยื่น ภ.พ.36 ตามปกติ เพราะสามารถนำ VAT ที่จ่ายกลับไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภาษี ถ้าปล่อยให้ platform นำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อจะไม่ได้ใบเสร็จจากสรรพากรมาใช้เป็นภาษีซื้อ ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT: ไม่ต้องยื่นแบบนี้อีกต่อไป เนื่องจาก platform ที่จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service จะนำส่ง VAT เองแล้ว ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT (รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี) ซื้อโฆษณา Facebook ไม่ต้องยื่นเอง เพราะ Meta (บริษัทแม่ Facebook) จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.พ.36 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าโฆษณา Facebook 10,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้จ่ายค่าโฆษณา Facebook Ads เดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 10,000 บาท โดย Facebook ออกใบเสร็จมาให้ 10,000 บาท ไม่มีการบวก VAT การคำนวณ ภ.พ.36 ทำได้ดังนี้ มูลค่าบริการ = 10,000 บาท VAT 7% = 10,000 × 7% = 700 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 700 บาท บริษัทต้องยื่น ภ.พ.36 พร้อมนำส่งเงิน 700 บาท ให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 (หรือภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) ตัวอย่าง: จ่ายค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 50,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สมัครใช้ซอฟต์แวร์ ERP จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา จ่ายค่าสมาชิกรายปี 50,000 บาทในเดือนมีนาคม 2569 มูลค่าบริการ = 50,000 บาท VAT 7% = 50,000 × 7% = 3,500 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 3,500 บาท ยื่นภายในวันที่ 7 เมษายน 2569 (หรือวันที่ 15 เมษายน ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) กรณีบริการนี้เข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ควบคู่ไปด้วย ธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อยอาจพิจารณาใช้ระบบ e-Withholding Tax เพื่อลดขั้นตอน นำภาษีที่จ่ายจาก ภ.พ.36 ไปเป็นภาษีซื้อได้ไหม ได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้ จากตัวอย่าง Facebook Ads ข้างต้น บริษัทยื่น ภ.พ.36 เดือนกุมภาพันธ์ จ่าย VAT 700 บาท → สามารถนำ 700 บาทนี้ไปเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 เดือนมีนาคมได้ ทำให้ VAT ที่จ่ายไปไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาหักกับภาษีขายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 เพราะทั้งคู่เป็นแบบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้คนละสถานการณ์กัน หัวข้อ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ประเภทภาษี VAT จากการขายสินค้า/บริการในไทย VAT จากการซื้อสินค้า/บริการจากต่างประเทศ ผู้ยื่น ผู้ขาย (ผู้ประกอบการจด VAT) ผู้ซื้อ (ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ) ความถี่ ยื่นทุกเดือน (แม้ไม่มีรายการ) ยื่นเฉพาะเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ขายต่างประเทศ กำหนดยื่นกระดาษ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย กำหนดยื่น e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย สรุปง่ายๆ คือ ภ.พ.30 เป็นแบบที่ “ผู้ขาย” ยื่น ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ “ผู้ซื้อ” ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ กำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 และวิธียื่นออนไลน์ การยื่น ภ.พ.36 มี 2 ช่องทาง ยื่นแบบกระดาษ: นำแบบ ภ.พ.36 ไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน เช่น จ่ายเงินเดือนมกราคม ต้องยื่นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.พ.36 กรอกข้อมูลและชำระเงินออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย วิธีนี้สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเดินทางไปสรรพากร และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน แนะนำให้ลงทะเบียน e-Filing ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องรีบเมื่อถึงวันครบกำหนด ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ภ.พ.36 มีค่าปรับเท่าไร ถ้ายื่น ภ.พ.36 ช้ากว่ากำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 ส่วน ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของจำนวน VAT ที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันที่ชำระ เบี้ยปรับ: กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน เบี้ยปรับ 2 เท่าของ VAT ที่ต้องนำส่ง แต่ถ้ายื่นเองก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ สามารถขอลดเบี้ยปรับได้เหลือ 2%-20% ตามระยะเวลาที่ล่าช้า (อ้างอิง คำสั่ง ทป.81/2542) ตัวอย่างเช่น VAT ที่ต้องนำส่ง 700 บาท ถ้ายื่นเองภายใน 15 วัน เบี้ยปรับลดเหลือ 2% ของ 700 คูณ 2 เท่า = 28 บาท แต่ถ้าปล่อยให้สรรพากรตรวจพบ อาจโดนเบี้ยปรับเต็ม 2 เท่า = 1,400 บาท ยิ่งรีบยื่นเร็วเท่าไร ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าลืมยื่น ควรรีบดำเนินการทันที สรุป ภ.พ.36 ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT ที่ผู้ซื้อในไทยยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย, คำนวณง่ายๆ คือมูลค่าบริการ × 7%, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย, นำ VAT ที่จ่ายกลับมาเป็นภาษีซื้อได้ถ้าจด VAT แล้ว และยื่นช้ามีทั้งค่าปรับอาญา เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นระบบ ตั้งแต่บันทึกรายการซื้อ-ขาย คำนวณ VAT ไปจนถึงออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ช่วยให้ไม่พลาดกำหนดยื่นและลดโอกาสผิดพลาด ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.พ.36 ไม่ได้จด VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 ไหม หลังจากกฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ (1 กันยายน 2564) platform ต่างประเทศรายใหญ่ เช่น Facebook, Google, Netflix จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว จึงนำส่ง VAT เอง ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT จึงไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับบริการจาก platform เหล่านี้อีก แต่ถ้าซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service ก็ยังอาจต้องยื่น ภ.พ.36 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ควรปรึกษานักบัญชีเพิ่มเติม ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือนหรือเปล่า ไม่ต้อง แบบนี้ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการให้ผู้ขายต่างประเทศเท่านั้น ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ดังนั้นเดือนไหนที่ไม่ได้จ่ายค่าบริการต่างประเทศ ก็ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ต่างกันยังไง ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ ถ้าธุรกรรมหนึ่งเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ เช่น จ่ายค่า Royalty ให้บริษัทต่างประเทศ อาจต้องยื่นทั้ง ภ.พ.36 (VAT 7%) และ ภ.ง.ด.54 (หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%) ควบคู่กัน ภ.ง.ด.36 มีจริงไหม ไม่มีแบบที่ชื่อ “ภ.ง.ด.36” ในระบบภาษีของกรมสรรพากร คนที่ค้นหาคำนี้มักสับสนระหว่าง ภ.พ.36 (แบบนำส่ง VAT) กับ ภ.ง.ด.54 (แบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศ) ทั้ง 2 แบบใช้เมื่อจ่ายเงินให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

24 Jul 2026

PEAK Account

19 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชีคืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ หลักฐานที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี” เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543) เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งหลักฐานยืนยันรายการค้า เครื่องมือในการตรวจสอบบัญชี และหลักฐานประกอบการยื่นภาษี หากไม่มีเอกสารประกอบที่ครบถ้วน กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งเอกสารภายนอกและภายในให้ครบถ้วน เพราะล้วนเป็นหลักฐานที่นักบัญชีใช้ในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบถ้วนก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้เป็นหลักฐานหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้ ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี เอกสารที่ต้องเก็บตามมาตรานี้ ได้แก่ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19) โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบถ้วนช่วยให้สามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน กฎหมายกำหนดให้เก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการเอกสารบัญชีได้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารบัญชีได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงจัดเก็บเอกสารในระบบคลาวด์ที่ค้นหาง่ายและปลอดภัย ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วคุณจะรู้ว่าการจัดการเอกสารบัญชีไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอีกต่อไป คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องดำเนินการขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคารโดยเร็ว พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดสูญหาย เมื่อใด และดำเนินการอย่างไร สำหรับใบกำกับภาษีที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อดำเนินการแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

24 Jul 2026

PEAK Account

13 min

หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ธุรกิจที่ขายเชื่อย่อมเจอลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บเงินไม่ได้ บทความนี้พาดูตั้งแต่ความหมาย หมวดบัญชี วิธีตั้งค่าเผื่อ 3 วิธี ไปจนถึงเกณฑ์ตัดหนี้สูญทางภาษี หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร ต่างจากหนี้สูญอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Debt) คือ ลูกหนี้ที่กิจการประเมินแล้วว่ามีโอกาสเก็บเงินไม่ได้ จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย หนี้สูญ (Bad Debt) คือ ลูกหนี้ที่ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว ยืนยันได้ว่าเก็บไม่ได้แน่นอน จึงตัดออกจากบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้สงสัยจะสูญเป็น “คาดว่าจะเก็บไม่ได้” ส่วนหนี้สูญคือ “ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้” เปรียบเทียบ 3 บัญชีที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 3 คำนี้มีความหมายและหมวดบัญชีต่างกัน สรุปไว้ในตารางดังนี้ รายการ หนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หนี้สูญ ความหมาย ค่าใช้จ่ายจากการประมาณว่าจะเก็บไม่ได้ ยอดสะสมที่ตั้งไว้เพื่อลดมูลค่าลูกหนี้ ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ตัดออกจากบัญชี หมวดบัญชี หมวด 5 ค่าใช้จ่าย หมวด 1 สินทรัพย์ (Contra Account) หมวด 5 ค่าใช้จ่าย (วิธีตัดตรง) แสดงในงบ งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (หักจากลูกหนี้) งบกำไรขาดทุน (วิธีตัดตรง) เป็นรายจ่ายภาษีได้ไหม ไม่ได้ ต้องบวกกลับ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ได้ ถ้าทำตามกฎกระทรวง 186 หนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่หมวดไหน หนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่แสดงในงบกำไรขาดทุน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์ ทำหน้าที่เป็น Contra Account หักจากลูกหนี้การค้า ทำให้ยอดลูกหนี้สุทธิใกล้เคียงมูลค่าจริง ส่วนหนี้สูญ ถ้าใช้วิธีตัดโดยตรง (Direct Write-Off) ก็อยู่ในหมวด 5 เช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยมเพราะรับรู้ค่าใช้จ่ายไม่ตรงงวด การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ มี 3 วิธี พร้อมตัวอย่าง ตาม TFRS for NPAEs กิจการเลือกใช้ได้ 3 วิธี ตัวอย่างทั้งหมดใช้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน วิธีร้อยละของยอดขายเชื่อสุทธิ คำนวณจากยอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี คูณด้วยอัตราที่ประเมินจากประสบการณ์ วิธีนี้ง่ายและเร็ว ไม่ต้องดูยอดค่าเผื่อเดิม ตัวอย่าง: ขายเชื่อสุทธิ 5,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 2% ค่าเผื่อที่ต้องตั้ง = 5,000,000 × 2% = 100,000 บาท วิธีร้อยละของยอดลูกหนี้คงเหลือ คำนวณจากยอดลูกหนี้ ณ สิ้นงวด แล้วหักค่าเผื่อเดิม วิธีนี้สะท้อนสถานะลูกหนี้ปัจจุบันได้ดีกว่า ตัวอย่าง: ลูกหนี้คงเหลือ 2,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 3% มีค่าเผื่อเดิม 20,000 บาท ค่าเผื่อที่ควรมี = 2,000,000 × 3% = 60,000 บาท ตั้งเพิ่ม = 60,000 − 20,000 = 40,000 บาท วิธีแยกอายุลูกหนี้ (Aging Analysis) แบ่งลูกหนี้ตามวันค้างชำระ ลูกหนี้ค้างนานใช้อัตราสูงกว่า วิธีนี้ให้ตัวเลขใกล้ความจริงที่สุด ตัวอย่าง: บริษัทฯ แบ่งลูกหนี้ตามอายุหนี้ดังนี้ อายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราประเมิน ค่าเผื่อ (บาท) ยังไม่ครบกำหนด 1,200,000 1% 12,000 เกินกำหนด 1-30 วัน 400,000 3% 12,000 เกินกำหนด 31-90 วัน 200,000 10% 20,000 เกินกำหนด 91-180 วัน 150,000 30% 45,000 เกินกำหนด 181 วันขึ้นไป 50,000 80% 40,000 รวม 2,000,000 129,000 ถ้ามีค่าเผื่อเดิม 50,000 บาท ต้องตั้งเพิ่ม 79,000 บาท (129,000 − 50,000) สำหรับ SME วิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุด เพราะเห็นชัดว่าลูกหนี้รายไหนเสี่ยง กิจการใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชีมาตั้งต้นได้ทันที วิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การบันทึกบัญชีแบ่งเป็น 3 กรณีตามสถานะของลูกหนี้ กรณีที่ 1 — ตั้งค่าเผื่อ เมื่อประเมินแล้วว่ามีลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บไม่ได้ สมมุติตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) หนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ผลกระทบ: ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ยอดลูกหนี้สุทธิลดลง กรณีที่ 2 — ตัดจำหน่ายหนี้สูญ เมื่อยืนยันว่าเก็บเงินไม่ได้แน่นอน เช่น ลูกหนี้ค้าง 30,000 บาท ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 ผลกระทบ: ค่าเผื่อและลูกหนี้ลดลงพร้อมกัน ยอดสุทธิไม่เปลี่ยน กรณีที่ 3 — หนี้สูญได้รับคืน ถ้าลูกหนี้ที่ตัดสูญแล้วกลับมาชำระ กิจการเลือกบันทึกได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 โอนกลับผ่านค่าเผื่อ แล้วบันทึกรับชำระ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 30,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 วิธีที่ 2 บันทึกเป็นรายได้อื่นทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 30,000 การตัดหนี้สูญทางภาษี ต้องทำอย่างไร ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ไม่สามารถนำไปเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องบวกกลับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) เฉพาะ “หนี้สูญ” ที่ทำตามเกณฑ์กฎหมายเท่านั้นจึงเป็นรายจ่ายได้ เกณฑ์การตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 หนี้ที่จะตัดสูญต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการ ยังไม่ขาดอายุความ และกรรมการจะเป็นลูกหนี้ไม่ได้ วิธีดำเนินการขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้แต่ละราย (แก้ไขโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) จำนวนหนี้ต่อราย วิธีดำเนินการ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องคดีแพ่ง หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่เกิน 2,000,000 บาท ทวงถามเป็นหลักฐาน ฟ้องคดี หรือเข้าสู่คดีล้มละลาย ไม่ว่าจำนวนเท่าไร กรรมการต้องอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี ทางบัญชี กับ ทางภาษี ต่างกันอย่างไร รายการ ทางบัญชี ทางภาษี เกณฑ์ตัดหนี้สูญ ใช้ดุลยพินิจตามมาตรฐานบัญชี ทำตามกฎกระทรวง 186 ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ เป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่เป็นรายจ่าย ต้องบวกกลับ หนี้สูญ เป็นค่าใช้จ่ายได้ เป็นรายจ่ายได้ ถ้าทำตามเกณฑ์ หนี้สูญได้รับคืน รายได้อื่น หรือโอนกลับค่าเผื่อ เงินได้ในรอบบัญชีที่ได้รับคืน ตัวอย่าง: บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท ตอนคำนวณภาษีต้องบวกกลับทั้งจำนวน ภายหลังตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 จำนวน 80,000 บาท จึงนำมาเป็นรายจ่ายได้ ปรับปรุงค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตอนปิดบัญชีปลายปี ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องทบทวนค่าเผื่อว่าเพียงพอหรือไม่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ ถ้าค่าเผื่อเดิมมากกว่าที่ควรมี ให้กลับรายการดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 20,000 หนี้สงสัยจะสูญ (กลับรายการ) 20,000 เรื่องนี้เป็นหนึ่งในรายการสำคัญตอนปิดบัญชีปลายปีที่ไม่ควรมองข้าม ถ้ากิจการมีลูกหนี้ค้างชำระนาน ก็ควรทบทวนค่าเผื่อให้ตรงกับสถานการณ์จริง สรุป: หนี้สงสัยจะสูญ เมื่อขายเชื่อ ให้ตั้งค่าเผื่อทุกสิ้นรอบด้วยวิธีแยกอายุลูกหนี้ เพราะให้ตัวเลขแม่นยำที่สุด ถ้ายืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ให้ตัดจำหน่ายหนี้สูญ แต่ถ้าจะนำไปหักเป็นรายจ่ายภาษี ต้องทำตามเกณฑ์กฎกระทรวง 186 ด้วย ไม่ใช่แค่ตัดในบัญชี จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยดูรายงานอายุลูกหนี้ได้ทันที นำข้อมูลไปตั้งค่าเผื่อได้อย่างถูกต้อง ดูวิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญและหนี้สูญใน PEAK ได้เลย หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สงสัยจะสูญ ตั้งค่าเผื่อแล้วลูกหนี้กลับมาชำระได้ ต้องทำอย่างไร ให้กลับรายการค่าเผื่อส่วนเกิน บันทึก Dr. ค่าเผื่อฯ / Cr. หนี้สงสัยจะสูญ ตามจำนวนที่ลดลง เลือกวิธีตั้งค่าเผื่อแล้ว เปลี่ยนวิธีภายหลังได้ไหม ได้ แต่ต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนควรเริ่มในรอบถัดไป และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ หนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้าง ต้องเก็บเอกสารทวงถาม สำเนาคำฟ้อง หรือหลักฐานล้มละลาย แล้วแต่กรณี รวมถึงคำสั่งกรรมการอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญ ลงวันที่ภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี กิจการที่ใช้เกณฑ์เงินสด ต้องตั้งค่าเผื่อไหม ไม่ต้อง เพราะกิจการเกณฑ์เงินสดไม่มีลูกหนี้การค้า การตั้งค่าเผื่อเกี่ยวข้องเฉพาะกิจการที่ใช้เกณฑ์คงค้างและมีการขายเชื่อ ตั้งค่าเผื่อต้องใช้รายงานอะไร ใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชี แสดงยอดลูกหนี้แยกตามวันค้างชำระ กำหนดอัตราแต่ละช่วงแล้วคำนวณค่าเผื่อได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

24 Jul 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.54 คืออะไร ทำไมจ่ายเงินไปต่างประเทศต้องหักภาษีก่อน

ธุรกิจ SME ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือจ้างที่ปรึกษากฎหมายจากต่างประเทศ มีโอกาสสูงที่จะต้องเจอกับแบบภาษีที่ชื่อ ภ.ง.ด.54 บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภทเงินได้ที่เข้าข่าย อัตราหักภาษี ตัวอย่างคำนวณพร้อมตัวเลข ผลกระทบถ้าไม่ยื่น ไปจนถึง FAQ ที่คนถามบ่อย ภ.ง.ด.54 คืออะไร ภ.ง.ด.54 คือแบบนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ใช้เมื่อผู้ประกอบการในไทยจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับบริษัทหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ทำธุรกิจในไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ ภ.ง.ด.54 ยังใช้ในกรณีที่สาขาของบริษัทต่างประเทศในไทยโอนเงินกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ตามมาตรา 70 ทวิ พูดง่ายๆ คือ ถ้าจ่ายเงินบางประเภทออกไปต่างประเทศ ต้องหักภาษีไว้ก่อนแล้วนำส่งให้กรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 เงินได้ประเภทไหนต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไม่ใช่การจ่ายเงินไปต่างประเทศทุกประเภทจะต้องยื่น ภ.ง.ด.54 เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40(2) ถึง 40(6) เท่านั้นที่เข้าข่าย แต่ละประเภทมีตัวอย่างดังนี้ ค่านายหน้า ค่าบริการ (มาตรา 40(2)) เช่น ค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนขายต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านการตลาด ค่าบริการวิจัยจากบริษัทต่างประเทศ ค่าลิขสิทธิ์ ค่า Royalty (มาตรา 40(3)) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ค่าสิทธิบัตร ค่าสูตรการผลิต ค่าเครื่องหมายการค้า เป็นประเภทที่ SME ไทยเจอบ่อยโดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายให้บริษัทแม่ต่างประเทศ เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นนิติบุคคลต่างประเทศ ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เช่น ค่าเช่าเครื่องจักร ค่าเช่าอุปกรณ์จากบริษัทต่างประเทศ วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เช่น ค่าจ้างทนายความต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีหรือวิศวกรรม การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) คืออะไร นอกจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 70 แล้ว ภ.ง.ด.54 ยังใช้อีกกรณีหนึ่ง คือเมื่อสาขาของบริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจในไทยต้องการโอนกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ กฎหมายถือว่าเป็นการ “จำหน่ายเงินกำไร” ออกนอกประเทศ และต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ของจำนวนเงินที่โอนออกไป อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.54 ประเภทเงินได้ อัตราหัก มาตรา 40(2)-(6) ทั่วไป (ยกเว้นเงินปันผล) 15% มาตรา 40(4) เฉพาะเงินปันผล 10% การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) 10% อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ลดอัตราหักได้ อัตรา 15% และ 10% ข้างต้นเป็นอัตราตามประมวลรัษฎากร แต่ถ้าประเทศที่รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement — DTA) กับไทย อัตราหักอาจลดลงได้ ตัวอย่างเช่น ค่า Royalty ที่จ่ายให้บริษัทในบางประเทศที่มี DTA กับไทย อัตราหักอาจลดลงเหลือ 5-10% แทนที่จะเป็น 15% ตามปกติ (ตรวจสอบอัตราจริงได้จากตาราง DTA บนเว็บไซต์กรมสรรพากร) ผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าประเทศของคู่ค้ามี DTA กับไทยหรือไม่ โดยดูได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือปรึกษานักบัญชี เพราะอัตราที่ลดลงอาจช่วยประหยัดภาษีได้จำนวนมาก ปัจจุบันไทยมี DTA กับกว่า 60 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เยอรมนี และจีน ถ้าไม่ได้ตรวจสอบ DTA ก่อนหัก อาจหักภาษีมากกว่าที่จำเป็น “หัก ณ ที่จ่าย” กับ “ออกภาษีให้” ต่างกันยังไง เมื่อต้องจ่ายเงินให้ต่างประเทศพร้อมหักภาษี ผู้จ่ายมี 2 ทางเลือก หัก ณ ที่จ่าย: หักภาษีออกจากยอดเงินที่จ่าย แล้วโอนส่วนที่เหลือให้ผู้รับ เช่น ค่าบริการ 100,000 บาท หัก 15% = โอนให้ผู้รับ 85,000 บาท นำส่งสรรพากร 15,000 บาท ออกภาษีให้ (Gross-up): ผู้จ่ายออกภาษีเพิ่มเองทั้งจำนวน โดยผู้รับได้เงินเต็ม 100,000 บาท วิธีนี้ต้องคำนวณ gross-up คือ 100,000 ÷ (1 – 0.15) = 117,647 บาท เป็นฐานภาษี หักภาษี 15% = 17,647 บาท ทำให้ผู้จ่ายจ่ายเงินรวมทั้งหมดมากกว่ากรณีแรก การเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับคู่ค้า แต่ต้องระบุในแบบ ภ.ง.ด.54 ให้ชัดเจนว่าเป็นการ “หักภาษีนำส่ง” หรือ “ออกภาษีให้” ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.ง.ด.54 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 100,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากบริษัทในญี่ปุ่น จำนวน 100,000 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ค่าลิขสิทธิ์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) เงินได้ที่จ่าย = 100,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 15% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 100,000 × 15% = 15,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 100,000 – 15,000 = 85,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 15,000 บาท ภายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 (หรือ 15 มีนาคม ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) หมายเหตุ: ถ้าญี่ปุ่นมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยที่ลดอัตราค่า Royalty อัตราหักอาจต่ำกว่า 15% ต้องตรวจสอบ DTA ก่อนหัก นอกจากนี้ ถ้าค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์นี้ถือเป็นบริการด้วย บริษัทอาจต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% ควบคู่กัน ตัวอย่าง: จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ 500,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ จำนวน 500,000 บาท ในเดือนเมษายน 2569 เงินปันผลถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) เงินปันผลที่จ่าย = 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 10% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 500,000 × 10% = 50,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 500,000 – 50,000 = 450,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 50,000 บาท ภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กรณีนี้ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการ กำหนดเวลายื่น ภ.ง.ด.54 และวิธียื่นออนไลน์ ยื่นแบบกระดาษ: ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 กรอกข้อมูลและชำระออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย แนะนำให้ใช้ช่องทาง e-Filing เพราะสะดวกกว่า ได้เวลาเพิ่ม และมีหลักฐานการยื่นเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ง่าย ถ้าจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศหลายราย หรือจ่ายเงินได้หลายประเภทในเดือนเดียวกัน ต้องแยกยื่นเป็นแต่ละรายผู้รับ หรือแต่ละประเภทเงินได้ เช่น จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้บริษัท A และค่าที่ปรึกษาให้บริษัท B ในเดือนเดียวกัน ต้องยื่นแยก 2 ชุด สำหรับธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อย การใช้ระบบ e-Withholding Tax จะช่วยลดขั้นตอนและลดโอกาสผิดพลาดได้ ไม่ยื่น ภ.ง.ด.54 มีผลอะไรบ้าง ผลกระทบจากการไม่ยื่นหรือยื่นช้ามี 3 ระดับ ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 100 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท เงินเพิ่ม: 1.5% ต่อเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) รายจ่ายต้องห้าม: นี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้อง กรมสรรพากรอาจไม่ยอมให้นำเงินที่จ่ายไปต่างประเทศมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ทำให้กำไรสุทธิสูงขึ้นและต้องเสียภาษีเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ถ้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 1,000,000 บาท โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 1,000,000 บาทนี้อาจถูกถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มถึง 200,000 บาท (อัตรา 20%) ซึ่งมากกว่าภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 150,000 บาท (15%) เสียอีก ด้วยเหตุนี้ การยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการปกป้องสิทธิ์ทางภาษีของกิจการด้วย สรุป ภ.ง.ด.54 ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ทำธุรกิจในไทย, อัตราหักทั่วไป 15% เงินปันผล 10% แต่ตรวจสอบ DTA อาจลดได้, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย และถ้าไม่ยื่นอาจโดนทั้งค่าปรับและรายจ่ายต้องห้าม จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบ บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ คำนวณภาษีตามอัตราที่ถูกต้อง และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบภาษีได้สะดวก ใช้ร่วมกับ PEAK Account ระบบบัญชีออนไลน์ที่ครบวงจร ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.54 ค่า Facebook Ads ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไหม โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นกำไรจากธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ที่อยู่ในเงื่อนไขของมาตรา 70 จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ภ.ง.ด.54 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ยังคงต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% แทน Facebook แยกต่างหาก ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันยังไง ภ.ง.ด.54 เป็นภาษีเงินได้ (ภาษีทางตรง) ที่หักจากเงินได้ก่อนจ่ายให้ผู้รับ ส่วน ภ.พ.36 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีทางอ้อม) ที่ผู้ซื้อนำส่งแทนผู้ขายต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินไปต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษีและคำนวณคนละอัตรา ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 คู่กับ ภ.พ.36 เสมอไหม ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกรรม ถ้าจ่ายค่าบริการที่เข้าข่ายทั้งมาตรา 40(2)-(6) และเป็นบริการที่ต้องเสีย VAT ด้วย เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ก็ต้องยื่นทั้ง 2 แบบ แต่ถ้าจ่ายเงินปันผลให้ต่างประเทศ ก็ยื่นเฉพาะ ภ.ง.ด.54 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 Jul 2026

PEAK Account

14 min

ภ.พ.36 คืออะไร ทำไม SME ที่ซื้อบริการต่างประเทศต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME ที่จ่ายค่า Facebook Ads, Google Ads หรือค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าต้อง “ยื่น ภ.พ.36” แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคือแบบอะไร ต้องยื่นเมื่อไร และคำนวณภาษียังไง บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ตารางเปรียบเทียบ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ไปจนถึงค่าปรับถ้ายื่นช้า ภ.พ.36 คืออะไร ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กำหนดให้ “ผู้ซื้อ” ในประเทศไทยเป็นคนยื่นแบบและนำส่ง VAT 7% ให้กรมสรรพากรแทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้ตั้งบริษัทในไทย โดยปกติเวลาซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ผู้ขายจะเก็บ VAT 7% แล้วนำส่งให้สรรพากรเอง แต่ถ้าผู้ขายอยู่ต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ขายไม่มีหน้าที่นำส่ง VAT ดังนั้นกฎหมายจึงให้ผู้ซื้อในไทยเป็นฝ่ายนำส่งแทน โดยใช้แบบ ภ.พ.36 ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ผู้ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 แบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก กรณีซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทต่างประเทศ กรณีนี้พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ปัจจุบัน ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 ได้แก่ ค่าโฆษณา Facebook Ads หรือ Google Ads, ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Zoom, Canva, Slack, ค่า Shopee Ads หรือ Lazada Ads กรณี platform เรียกเก็บจากบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงค่าจ้าง Freelance ต่างประเทศที่ให้บริการแล้วนำมาใช้ในไทย เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องไม่ได้จดทะเบียน VAT ในประเทศไทย ถ้าผู้ขายจด VAT ในไทยแล้ว ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อไม่ต้องยื่นแบบนี้ กรณีขายทอดตลาด ผู้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ต้องยื่น ภ.พ.36 เช่นกัน แต่กรณีนี้พบน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีแรก กฎหมาย e-Service เปลี่ยนอะไรเรื่อง ภ.พ.36 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 กฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ ทำให้ platform ต่างประเทศ เช่น Facebook, Google, Netflix ต้องจดทะเบียน VAT ในไทยและนำส่ง VAT เอง ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแบ่งตามสถานะการจด VAT ดังนี้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว: ยังต้องยื่น ภ.พ.36 ตามปกติ เพราะสามารถนำ VAT ที่จ่ายกลับไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภาษี ถ้าปล่อยให้ platform นำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อจะไม่ได้ใบเสร็จจากสรรพากรมาใช้เป็นภาษีซื้อ ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT: ไม่ต้องยื่นแบบนี้อีกต่อไป เนื่องจาก platform ที่จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service จะนำส่ง VAT เองแล้ว ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT (รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี) ซื้อโฆษณา Facebook ไม่ต้องยื่นเอง เพราะ Meta (บริษัทแม่ Facebook) จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.พ.36 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าโฆษณา Facebook 10,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้จ่ายค่าโฆษณา Facebook Ads เดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 10,000 บาท โดย Facebook ออกใบเสร็จมาให้ 10,000 บาท ไม่มีการบวก VAT การคำนวณ ภ.พ.36 ทำได้ดังนี้ มูลค่าบริการ = 10,000 บาท VAT 7% = 10,000 × 7% = 700 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 700 บาท บริษัทต้องยื่น ภ.พ.36 พร้อมนำส่งเงิน 700 บาท ให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 (หรือภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) ตัวอย่าง: จ่ายค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 50,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สมัครใช้ซอฟต์แวร์ ERP จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา จ่ายค่าสมาชิกรายปี 50,000 บาทในเดือนมีนาคม 2569 มูลค่าบริการ = 50,000 บาท VAT 7% = 50,000 × 7% = 3,500 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 3,500 บาท ยื่นภายในวันที่ 7 เมษายน 2569 (หรือวันที่ 15 เมษายน ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) กรณีบริการนี้เข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ควบคู่ไปด้วย ธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อยอาจพิจารณาใช้ระบบ e-Withholding Tax เพื่อลดขั้นตอน นำภาษีที่จ่ายจาก ภ.พ.36 ไปเป็นภาษีซื้อได้ไหม ได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้ จากตัวอย่าง Facebook Ads ข้างต้น บริษัทยื่น ภ.พ.36 เดือนกุมภาพันธ์ จ่าย VAT 700 บาท → สามารถนำ 700 บาทนี้ไปเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 เดือนมีนาคมได้ ทำให้ VAT ที่จ่ายไปไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาหักกับภาษีขายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 เพราะทั้งคู่เป็นแบบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้คนละสถานการณ์กัน หัวข้อ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ประเภทภาษี VAT จากการขายสินค้า/บริการในไทย VAT จากการซื้อสินค้า/บริการจากต่างประเทศ ผู้ยื่น ผู้ขาย (ผู้ประกอบการจด VAT) ผู้ซื้อ (ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ) ความถี่ ยื่นทุกเดือน (แม้ไม่มีรายการ) ยื่นเฉพาะเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ขายต่างประเทศ กำหนดยื่นกระดาษ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย กำหนดยื่น e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย สรุปง่ายๆ คือ ภ.พ.30 เป็นแบบที่ “ผู้ขาย” ยื่น ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ “ผู้ซื้อ” ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ กำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 และวิธียื่นออนไลน์ การยื่น ภ.พ.36 มี 2 ช่องทาง ยื่นแบบกระดาษ: นำแบบ ภ.พ.36 ไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน เช่น จ่ายเงินเดือนมกราคม ต้องยื่นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.พ.36 กรอกข้อมูลและชำระเงินออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย วิธีนี้สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเดินทางไปสรรพากร และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน แนะนำให้ลงทะเบียน e-Filing ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องรีบเมื่อถึงวันครบกำหนด ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ภ.พ.36 มีค่าปรับเท่าไร ถ้ายื่น ภ.พ.36 ช้ากว่ากำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 ส่วน ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของจำนวน VAT ที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันที่ชำระ เบี้ยปรับ: กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน เบี้ยปรับ 2 เท่าของ VAT ที่ต้องนำส่ง แต่ถ้ายื่นเองก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ สามารถขอลดเบี้ยปรับได้เหลือ 2%-20% ตามระยะเวลาที่ล่าช้า (อ้างอิง คำสั่ง ทป.81/2542) ตัวอย่างเช่น VAT ที่ต้องนำส่ง 700 บาท ถ้ายื่นเองภายใน 15 วัน เบี้ยปรับลดเหลือ 2% ของ 700 คูณ 2 เท่า = 28 บาท แต่ถ้าปล่อยให้สรรพากรตรวจพบ อาจโดนเบี้ยปรับเต็ม 2 เท่า = 1,400 บาท ยิ่งรีบยื่นเร็วเท่าไร ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าลืมยื่น ควรรีบดำเนินการทันที สรุป ภ.พ.36 ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT ที่ผู้ซื้อในไทยยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย, คำนวณง่ายๆ คือมูลค่าบริการ × 7%, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย, นำ VAT ที่จ่ายกลับมาเป็นภาษีซื้อได้ถ้าจด VAT แล้ว และยื่นช้ามีทั้งค่าปรับอาญา เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นระบบ ตั้งแต่บันทึกรายการซื้อ-ขาย คำนวณ VAT ไปจนถึงออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ช่วยให้ไม่พลาดกำหนดยื่นและลดโอกาสผิดพลาด ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.พ.36 ไม่ได้จด VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 ไหม หลังจากกฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ (1 กันยายน 2564) platform ต่างประเทศรายใหญ่ เช่น Facebook, Google, Netflix จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว จึงนำส่ง VAT เอง ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT จึงไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับบริการจาก platform เหล่านี้อีก แต่ถ้าซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service ก็ยังอาจต้องยื่น ภ.พ.36 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ควรปรึกษานักบัญชีเพิ่มเติม ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือนหรือเปล่า ไม่ต้อง แบบนี้ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการให้ผู้ขายต่างประเทศเท่านั้น ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ดังนั้นเดือนไหนที่ไม่ได้จ่ายค่าบริการต่างประเทศ ก็ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ต่างกันยังไง ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ ถ้าธุรกรรมหนึ่งเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ เช่น จ่ายค่า Royalty ให้บริษัทต่างประเทศ อาจต้องยื่นทั้ง ภ.พ.36 (VAT 7%) และ ภ.ง.ด.54 (หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%) ควบคู่กัน ภ.ง.ด.36 มีจริงไหม ไม่มีแบบที่ชื่อ “ภ.ง.ด.36” ในระบบภาษีของกรมสรรพากร คนที่ค้นหาคำนี้มักสับสนระหว่าง ภ.พ.36 (แบบนำส่ง VAT) กับ ภ.ง.ด.54 (แบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศ) ทั้ง 2 แบบใช้เมื่อจ่ายเงินให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

23 Jul 2026

PEAK Account

11 min

PEAK MCP คืออะไร วิธีเชื่อม AI กับระบบบัญชี PEAK

ถ้าวันนี้คุณอยากออก Invoice คุณต้องเปิดโปรแกรมบัญชี กรอกข้อมูลเอง แล้วค่อยปิดหน้าจอกลับไปทำงานอื่น แต่ถ้าคุณแค่พิมพ์บอก AI ว่า “ออก Invoice ให้บริษัท ABC 5,000 บาท” แล้วมันจัดการให้เลยล่ะ? นั่นคือสิ่งที่ PEAK MCP ทำได้ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก MCP ว่าคืออะไร ต่างจาก API ยังไง แล้วตั้งค่า PEAK MCP ยังไงให้ใช้งานได้จริง MCP คืออะไร — อธิบายแบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการ MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ที่พัฒนาโดย Anthropic ผู้สร้าง Claude AI ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ให้ AI เข้าถึงระบบภายนอกได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้แค่พิมพ์คำสั่ง AI ก็ดำเนินการให้ได้ทันที MCP ทำงานยังไง — Host, Client, Server MCP มี 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน สรุปง่ายๆ คือ คุณพิมพ์ใน Claude → Claude ส่งต่อผ่าน MCP → PEAK ดำเนินการ → ผลลัพธ์กลับมาแสดงใน Claude MCP ต่างจาก API ปกติอย่างไร API แบบเดิมต้องมีนักพัฒนาเขียนโปรแกรมเชื่อม ต้องเข้าใจโครงสร้างข้อมูล ต้องจัดการ authentication เอง เหมาะกับการส่งข้อมูลอัตโนมัติระหว่างซอฟต์แวร์ MCP ต่างตรงที่ออกแบบมาให้ “AI ใช้ได้เลย” ไม่ต้องมีความรู้ด้าน programming แค่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วสั่งงานผ่านภาษาพูด เหมือนบอกผู้ช่วยว่าอยากให้ทำอะไร PEAK MCP คืออะไร — เชื่อมต่อ AI กับระบบบัญชีของคุณ PEAK MCP คือ MCP Server ที่ทีม PEAK พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ PEAK สั่งงานระบบบัญชีผ่าน Claude ได้โดยตรง ไม่ต้องเปิดโปรแกรมแล้วคลิกทีละขั้น แค่บอกว่าอยากทำอะไร Claude จัดการให้ ทำอะไรได้บ้างผ่าน PEAK MCP ความสามารถของ PEAK MCP ครอบคลุมเทียบเท่ากับ PEAK Open API ตัวอย่างสิ่งที่ทำได้ ใครเหมาะกับ PEAK MCP วิธีเชื่อมต่อ PEAK MCP ใน 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ติดตั้ง Claude Desktop ดาวน์โหลดและติดตั้ง Claude Desktop จาก claude.ai แอปนี้ดาวน์โหลดฟรี สมัครบัญชีและเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย ขั้นที่ 2 — สร้าง Access Token จาก PEAK 2.1 เปิด PEAK Account → ไปที่ การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก 2.2 กดปุ่ม เชื่อมต่อ MCP 2.3 กด ยืนยัน ข้อควรรู้ในการเชื่อมต่อ 2.4 ระบุชื่อ MCP Key ที่ต้องการเชื่อมต่อ เช่น ChatGPT, Claude 2.5 ระบบจะทำการออกเลข User Token สามารถคัดลอกเพื่อนำ User Token ไปใส่ใน MCP Connector ขั้นที่ 3 — เชื่อมต่อ Claude กับ PEAK เปิด claude.ai → เลือก Settings → แท็บ Customize → Connectors → กดไอคอน + → เลือก Add custom connector ใส่ URL: จากนั้นใส่ข้อมูล Token, Connect ID และ Connect Key แล้วทำการเชื่อมต่อ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้  ขั้นที่ 4 — ลองทดสอบการเชื่อมต่อ ลองพิมพ์ใน Claude: “ขอรายชื่อช่องทางการเงินที่ฉันมี” และดูข้อมูลว่า AI แสดงผลออกมาถูกต้องกับข้อมูลของคุณหรือไม่ ตัวอย่าง prompt ใช้งาน PEAK MCP ที่ทำได้ทันที ออกเอกสาร เช่น ใบเสนอราคา, ใบเสร็จรับเงิน จัดการผู้ติดต่อและรายการสินค้า PEAK MCP vs PEAK Open API — ต่างกันอย่างไร ทั้ง PEAK MCP และ PEAK Open API เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน แต่วิธีใช้ต่างกัน PEAK Open API เหมาะกับ นักพัฒนา ที่ต้องการให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ เช่น ให้ POS สร้าง Invoice ใน PEAK ทุกครั้งที่ปิดการขาย ต้องเขียนโค้ด ต้องจัดการ authentication ต้องใช้ Package PEAK PRO Plus ขึ้นไป PEAK MCP เหมาะกับ ผู้ใช้ทั่วไป ที่อยากสั่งงานด้วยภาษาพูดผ่าน Claude ไม่ต้องมีทีม IT ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ได้เลย ถ้าเปรียบ API เหมือนจ้างวิศวกรมาต่อท่อน้ำให้ไหลอัตโนมัติ MCP เหมือนบอกผู้ช่วยว่า “ช่วยเปิดน้ำให้หน่อย” แล้วเขาทำให้ทันที ข้อควรรู้ก่อนใช้ PEAK MCP ความปลอดภัยของข้อมูล PEAK MCP ออกแบบมาให้ปลอดภัย การใช้งานต้องมี Access Token ที่ออกจากระบบ PEAK ข้อมูลส่งผ่านการเข้ารหัส และ AI เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลของกิจการที่ผูกไว้กับ Token นั้น ยกเลิกการใช้งานได้ตลอดเวลาจากหน้าตั้งค่าใน PEAK Account ข้อจำกัดที่ควรรู้ Token 1 ชุด ผูกกับ 1 กิจการ (Merchant) และ 1 User เท่านั้น ถ้าดูแลหลายกิจการ ต้องสร้าง Token แยกแต่ละกิจการ ไม่สามารถสลับไปมาได้ ควรตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างให้ก่อนส่งเอกสารจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขและชื่อผู้ติดต่อ สรุป: PEAK MCP ช่วยให้จัดการบัญชีง่ายขึ้นยังไง PEAK MCP เปลี่ยนวิธีทำงานบัญชีจาก “เปิดโปรแกรม → คลิกเมนู → กรอกข้อมูล” เป็น “พิมพ์บอก Claude → ได้ผลลัพธ์” ตั้งค่า 4 ขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน ได้ผู้ช่วย AI ที่เข้าถึงระบบบัญชีจริงของคุณ เริ่มใช้ PEAK MCP วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วทำตามขั้นตอนด้านบนได้เลย สำหรับนักพัฒนาที่อยากให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ ดูรายละเอียด PEAK Open API เพิ่มเติม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK MCP PEAK MCP ใช้ฟรีไหม การใช้งาน PEAK MCP ต้องมีบัญชี PEAK Account ที่ active อยู่ ส่วน Claude Desktop ดาวน์โหลดและสมัครได้ฟรีจาก claude.ai สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายและ Package ที่รองรับ ตรวจสอบได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ต้องเป็น Package อะไรถึงใช้ PEAK MCP ได้ ถ้า Package ของคุณรองรับ เมนู การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก จะมีปุ่ม “เชื่อมต่อ MCP” ให้กด หากยังไม่เห็น แสดงว่า Package ปัจจุบันยังไม่รองรับ สามารถอัปเกรดได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ใช้ได้กับ AI ตัวอื่นนอกจาก Claude ไหม ปัจจุบัน PEAK MCP รองรับการใช้งานผ่าน Claude ของ Anthropic เป็นหลัก เนื่องจาก MCP เป็นมาตรฐานเปิด หาก AI ตัวอื่นรองรับ MCP ในอนาคต ก็มีโอกาสใช้งานร่วมกันได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 Jul 2026

PEAK Account

4 min

Update Function PEAK 22/07/2026

1. Connect to PEAK MCP today! Issue documents and retrieve accounting data more easily with AI. Package: PRO Plus package and above Suitable for: Users who want to bring AI Assistants (such as ChatGPT, Claude, Gemini) to help manage and record accounting data. System Updates: Added a PEAK MCP connection page under External System Connection Settings. The system will automatically generate a User Token along with a copy code button to connect immediately, and added a Dashboard page summarizing usage along with a quota tracking system and credit usage history. Benefits of Use: Makes using accounting APIs easy without needing to write complex code. Simply give instructions via an AI Assistant to create documents, record accounting entries, or retrieve data to use conveniently, quickly, and more accurately. 2. Supports Chart of Accounts importing, no need to waste time manually typing item by item. Package: Basic package and above Suitable for: Accountants and entrepreneurs who need to create or set up a new chart of accounts for multiple items at a time. System Updates: Benefits of Use: Greatly saves time in setting up the initial accounting system. No need to waste time filling items in one by one, reduces data entry errors, and helping reduce data entry errors and enabling a faster, more efficient setup of the accounting system. 3. Expanded PREMIUM package rights to increase the maximum number of users to 20 users and unlimited financial channels, supporting business growth. Package: PREMIUM package Suitable for: PREMIUM package users who need to increase the number of system users, including having multiple financial channels. System Updates: The system increased the maximum number of users  in the PREMIUM package from 10 to 20 users per business, and expanded the financial channel limit from 50 channels to unlimited. Benefits of Use: Large businesses can bring more team members to work together in the system, andIt also provides greater flexibility for managing multiple financial channels without limitations. 4. Adjusted document quota and API usage management system (PEAK Paid Credit) to control costs accurately and ensure continuous usage without interruption. Package: PRO Plus package and above Suitable for: Entrepreneurs and accountants who use document import systems and API connections. System Updates: Benefits of Use: Helps businesses accurately control costs and plan usage without worrying about the system stopping abruptly. You can choose to buy additional credits worth the actual usage and monitor credit usage statistics. 5. Added Hide-Archive Chart of Accounts, helping you select account codes accurately and use the system continuously without interruption. Package: All packages Suitable for: Accountants and entrepreneurs who have a large number of account items in the system and want to hide rarely used account codes to reduce redundancy. System Updates: The system added an enable-disable toggle button on the chart of accounts page. You can immediately choose to disable/hide main accounts or sub-accounts that you do not wish to use. Disabled account codes will not appear in lists when creating documents or adding new products. In case a disabled account code was previously used to create documents or displayed in financial statements, the system will still display it normally as before. Benefits of Use: Helps reduce the complexity of chart of account options on the workspace, prevents selecting incorrect account codes, and helps make document creation more convenient, fast, and agile.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

25 Jun 2026

PEAK Account

13 min

ระเบียบการแข่งขัน PEAK Digital Accounting Championship 2026

ไฟล์ระเบียบการแข่งขัน โครงการค้นหา “สุดยอดว่าที่นักบัญชี” แห่งยุคดิจิทัล ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น.ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อสร้างเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้แสดงความสามารถ และทดสอบความรู้การใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์1.2 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทบทวน และเพิ่มพูนความรู้ด้านการบัญชี1.3 ส่งเสริมการทํางานร่วมกันเป็นทีม และเสริมสร้างความสามัคคีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา1.4 มอบโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนจากสถาบันอื่น 2. คุณสมบัติผู้เข้าแข่งขัน 2.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาตรี โดยต้องมีสถานภาพเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ณ วันสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน2.2 สมาชิกทีมละ 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี และศึกษาอยู่สถาบันเดียวกัน 3. ขอบเขตเนื้อหาการแข่งขัน 3.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี และภาษี3.2 การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์3.3 การวิเคราะห์ และประยุกต์การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ตามประเภทของธุรกิจ 4. การรับสมัคร 4.1 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 25694.2 ทีมผู้เข้าแข่งขันสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ เท่านั้น4.3 ปิดรับสมัครการแข่งขันวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ในเวลา 23.59 น.4.4 ประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com4.5 ผู้เข้าแข่งขันสามารถทำแบบทดสอบรอบคัดเลือกได้ผ่านระบบออนไลน์ที่ทางบริษัทส่งให้ ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.5.1 ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำแบบทดสอบผ่านระบบที่กำหนดเท่านั้น4.5.2 ผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมจะต้องทำแบบทดสอบภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น4.5.3 แต่ละทีมสามารถทำแบบทดสอบได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น หากมีการส่งผลทดสอบมากกว่า 1 ครั้ง ทางคณะกรรมการจะพิจารณาจากการส่งผลทดสอบครั้งแรกเท่านั้น 4.6 คณะกรรมการจะประกาศรายชื่อทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ จํานวน 50 ทีม ภายในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. ผ่านทางเว็บไซต์ อีเมลผู้เข้าแข่งขัน และเฟสบุ๊คแฟนเพจ PEAK – โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAKaccount.com โดย 50 ทีมที่ถูกคัดเลือกเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศแบ่งเป็น 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ 25 ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในระดับปริญญาตรี ทั้งนี้การคัดเลือกจะไม่จำกัดจำนวนทีมต่อสถาบันการศึกษา เพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกัน และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันจากทุกสถาบันสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเท่าเทียม หมายเหตุ: หากทีมใดไม่ปฏิบัติตามข้อกําหนดข้างต้น คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 5. วัน เวลา และสถานที่จัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) ชั้น 6 ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่อยู่เลขที่ 110/1-4 ถนนประชาชื่น แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 เบอร์โทรศัพท์ 02-954-7300 6. กำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนรายงานตัวเข้าแข่งขัน08.30 – 09.00 น. พิธีเปิดการแข่งขัน09.00 – 12.30 น. การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ส่วนที่ 1-312.30 – 13.30 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน13.30 – 15.00 น. กิจกรรมให้ความรู้15.00 – 16.00 น. ประกาศผลการแข่งขัน พิธีมอบรางวัล และกล่าวปิดงาน หมายเหตุ : ไม่มีบริการอาหารกลางวันให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน อาจารย์ที่ปรึกษา และผู้ติดตาม ผู้เข้าสอบต้องนั่งประจำที่สอบ ก่อนเวลาสอบ อย่างน้อย 10 นาที กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม 7. รูปแบบและเกณฑ์การพิจารณาในการตัดสินผลการแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ โดยแต่ละรอบมีเกณฑ์ และรายละเอียด ดังนี้ 7.1  รอบคัดเลือก เป็นการตอบคําถามรูปแบบปรนัยผ่านระบบออนไลน์ รวม 20 คะแนน โดยใช้ระยะเวลาในการสอบ 60 นาที โดยมีเกณฑ์การพิจารณารอบคัดเลือกจาก ความถูกต้อง และสอดคล้องกันของข้อมูล เป็นหลัก 7.2  รอบชิงชนะเลิศ รอบชิงชนะเลิศประกอบด้วยการสอบ 3 ส่วน ผลรวม 80 คะแนน โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์กิจกรรมหลักของธุรกิจจำลอง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างทางการเงิน การสรุปประเด็นสำคัญ ส่วนที่ 2 การใช้งานโปรแกรม PEAK และเครื่องมืออื่นในงานบัญขี (40 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย การบันทึกรายการบัญชีในระบบ PEAK การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยในงานบัญชี เช่น AI, Excel การจัดทำรายงานสรุปข้อมูลบัญชี และภาษี ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล (20 คะแนน)เนื้อหาประกอบด้วย วิเคราะห์งบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มจากข้อมูลบัญชี เช่น รายได้เพิ่มขึ้น/ลดลง, ต้นทุนสูงผิดปกติ, ลูกหนี้เกินกำหนด ฯลฯ วิเคราะห์แนวทางแก้ไข หรือพัฒนาธุรกิจ 8. ข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ 8.1 ผู้เข้าแข่งขันต้องนําโน้ตบุ๊กมาจํานวน 1 เครื่อง ต่อ 1 ทีม โดยทางบริษัทจะจัดเตรียมปลั๊กชาร์จไฟสําหรับโน้ตบุ๊ก และ Wifi ให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.2 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องแต่งกายด้วยชุดนักเรียน นิสิต นักศึกษา ของสถาบัน8.3 ผู้เข้าแข่งขันทุกคนในทีมต้องรายงานตัวพร้อมกัน และแสดงบัตรประจําตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ภายในเวลาลงทะเบียน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน8.4 ห้ามผู้เข้าแข่งขันนําเครื่องเขียน เครื่องมือสื่อสาร เครื่องคํานวณ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมถึงนาฬิกา Smart Watch เข้าแข่งขัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะมีการจัดเตรียมเครื่องเขียน และกระดาษทดให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน8.5 ห้ามผู้เข้าแข่งขันยืมอุปกรณ์ใด ๆ จากผู้เข้าแข่งขันทีมอื่นขณะแข่งขัน8.6 ห้ามผู้เข้าแข่งขันกระทําการใด ๆ ที่ทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริต หมายเหตุ : หากฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน ทั้งนี้คําตัดสินของคณะกรรมการจัดการแข่งขันถือเป็นที่สิ้นสุด 9. รางวัลการแข่งขัน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ระดับปริญญาตรี รางวัลชนะเลิศ : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 15,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 8,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โล่รางวัล เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 5,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รางวัลชมเชย : เกียรติบัตร และเงินรางวัล มูลค่า 2,000 บาท จํานวน 2 รางวัล ทั้งนี้สมาชิกของทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 50 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรโดย PEAK 10. ผู้รับผิดชอบโครงการ บริษัท พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด

12 Mar 2026

Main ASC Team

2 min

PEAK Package ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2

ลูกค้า PEAK เมื่อซื้อ Package Basic, Pro หรือ Pro+ รายปี จำนวน 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 ขั้นตอนการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) เลือกแพ็กเกจ PEAK ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ผ่านเว็บไซต์ PEAK เพื่อดูความแตกต่างของแต่ละแพ็กเกจ คลิกดูแพ็กเกจ PEAK ได้ที่นี่2.) ติดต่อทีมงาน Customer Support ทาง Chat ในโปรแกรม หรือกรอกแบบฟอร์มขอใบเสนอราคาเข้ามาที่นี่3.) ชำระค่าแพ็กเกจด้วยยอดตามใบเสนอราคา และส่งหลักฐานการชำระเงินให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล4.) หลังจากตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย จะได้รับโค้ดอายุการใช้งาน 2 ปี เพื่อต่ออายุบนหน้าระบบ5.) นำโค้ดมาต่ออายุบนหน้าระบบ ตามคู่มือนี้ เงื่อนไขการรับโปรโมชั่น ต่ออายุ 2 ปี รับส่วนลด 25% ในปีที่ 2 จาก PEAK 1.) สามารถใช้สิทธิ์ทั้งผู้ใช้งานใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน 2.) โปรโมชั่นนี้สำหรับการซื้อPackage ต่อ 1 กิจการเท่านั้น 3.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ 4.) โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นๆได้ สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.comหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

อ่านบทความเพิ่มเติม