Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

15 Sep 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์30,000เงินสด/ธนาคาร30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์)30,000เงินสด/ธนาคาร30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการบันทึกผิดบันทึกถูกผลต่างค่าใช้จ่ายปีแรก30,000 บาท10,000 บาทสูงเกินจริง 20,000 บาทกำไรสุทธิปีแรกต่ำเกินจริง 20,000 บาทถูกต้องภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%)4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจความถี่ผู้รับผิดชอบรายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสารทุกสัปดาห์ฝ่ายบัญชียอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation)ทุกเดือนฝ่ายบัญชีใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการทุกสัปดาห์ฝ่ายบัญชีลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตามทุกเดือนเจ้าของกิจการ/ฝ่ายขายเจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่นทุกเดือนฝ่ายบัญชีสินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียนปีละ 1 ครั้งเจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจความถี่ผู้รับผิดชอบเอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาทีทุกเดือนฝ่ายบัญชีการอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจนทุกรายการเจ้าของกิจการแยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชีทุกไตรมาส (ทบทวน)เจ้าของกิจการสำรองข้อมูลบัญชีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งฝ่ายบัญชี/ITรหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องทุกไตรมาส (ทบทวน)เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจกำหนดเวลาผู้รับผิดชอบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปฝ่ายบัญชียื่นแบบ ภ.พ.30ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปฝ่ายบัญชีใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลักทุกรายการฝ่ายบัญชีเก็บเอกสารภาษีย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปีฝ่ายบัญชีส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBDภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชีฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบInternal AuditExternal Auditผู้ตรวจสอบคนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอกเป้าหมายหลักปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยงรับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐานความถี่ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนดปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงินบังคับตามกฎหมายไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไปบังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชีรายงานต่อใครผู้บริหารภายในผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 Sep 2026

PEAK Account

14 min

FV คืออะไร เข้าใจ Future Value มูลค่าเงินในอนาคต ฉบับเจ้าของกิจการ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับ 1 ล้านบาทอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจ FV (Future Value) คุณจะรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต FV คืออะไร (Future Value คือ มูลค่าเงินในอนาคต) FV หรือ Future Value คือการคำนวณว่าเงินจำนวนหนึ่งจะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต โดยคิดรวมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก กำไรจากการลงทุน หรืออัตราเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ พูดง่ายกว่านั้น ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาทในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี FV จะบอกคุณว่าอีก 5 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเท่าไร แนวคิดนี้มาจากหลัก Time Value of Money (มูลค่าของเงินตามเวลา) เงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่า 1 บาทในอนาคต เพราะนำไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเงินธุรกิจ ทั้งการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการวางแผนงบประมาณระยะยาว ทำไมเจ้าของกิจการต้องรู้จัก FV สำหรับเจ้าของกิจการ FV ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามเรื่องเงินที่ใช้ได้จริงในการบริหารกิจการ สูตร FV (Future Value Formula) พร้อมอธิบายทีละตัวแปร สูตร FV มี 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนหรือการออม เลือกใช้ตามสถานการณ์ของคุณ สูตร FV แบบดอกเบี้ยเดี่ยว (Simple Interest) ใช้เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้น ไม่มีการนำดอกเบี้ยมาทบเข้าเงินต้น FV = PV × (1 + r × n) ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PV เงินต้น (Present Value) 100,000 บาท r อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% = 0.05 n จำนวนปี 3 ปี สูตร FV แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผลตอบแทนของงวดก่อนจะถูกรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ทำให้เงินเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ FV = PV × (1 + r)^n ถ้าทบต้นมากกว่าปีละ 1 ครั้ง (เช่น รายเดือน) ปรับสูตรเป็น FV = PV × (1 + r/m)^(n × m) โดย m คือจำนวนครั้งที่ทบต้นต่อปี เช่น ทบต้นรายเดือน m = 12 สูตร FV แบบเงินงวด (Annuity) ใช้เมื่อลงทุนหรือออมเงินเท่ากันทุกงวด เช่น ฝากเงินเดือนละ 10,000 บาท FV = PMT × [((1 + r)^n – 1) / r] ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PMT จำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวด 10,000 บาท/เดือน r อัตราดอกเบี้ยต่องวด 6%/12 = 0.5% ต่อเดือน n จำนวนงวด 36 เดือน (3 ปี) ตัวอย่างการคำนวณ FV ที่เจ้าของกิจการใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท คุ้มไหมใน 5 ปี บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเงิน 1,000,000 บาท กำลังเลือกระหว่างซื้อเครื่องจักรใหม่หรือฝากธนาคาร ถ้าฝากที่ดอกเบี้ย 4% ทบต้นรายปี อีก 5 ปีจะได้เท่าไร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น (PV) 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย (r) 4% ต่อปี 0.04 จำนวนปี (n) 5 ปี FV 1,000,000 × (1 + 0.04)^5 1,216,653 บาท ถ้าฝากธนาคาร เงินจะโตเป็นราว 1.22 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเครื่องจักรสร้างรายได้หรือลดต้นทุนมากกว่า 216,653 บาทใน 5 ปี การซื้อเครื่องจักรก็คุ้มกว่า ตัวอย่างที่ 2: เก็บเงินสำรองธุรกิจเดือนละ 10,000 บาท อีก 3 ปีจะมีเท่าไร บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ทบต้นรายเดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินออมต่อเดือน (PMT) 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (r) 3%/12 0.25% จำนวนเดือน (n) 3 × 12 36 เดือน FV (เงินงวด) 10,000 × [((1.0025)^36 – 1) / 0.0025] 376,453 บาท จ่ายเงินจริง 360,000 บาท (10,000 × 36) แต่ผลตอบแทนที่ทบต้นทุกเดือนทำให้เงินงอกเป็น 376,453 บาท ได้กำไรจากดอกเบี้ยราว 16,453 บาท ตัวอย่างที่ 3: เปรียบเทียบ 2 ทางเลือกลงทุนด้วย FV เจ้าของกิจการมีเงิน 500,000 บาท กำลังเลือกระหว่าง 2 ทาง ทางเลือก ผลตอบแทน ระยะเวลา FV A: ฝากประจำ 3% ทบต้นรายปี 3% 5 ปี 500,000 × (1.03)^5 = 579,637 บาท B: ลงทุนกองทุนรวม คาดหวัง 7% ต่อปี 7% 5 ปี 500,000 × (1.07)^5 = 701,276 บาท ทางเลือก B ให้ FV สูงกว่าราว 121,639 บาท แต่ผลตอบแทนจากกองทุนไม่การันตี เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่รับได้ FV กับ PV ต่างกันอย่างไร FV (Future Value) และ PV (Present Value) เป็นแนวคิดที่คู่กัน ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์การเงินธุรกิจ FV (Future Value) PV (Present Value) ความหมาย มูลค่าเงินในอนาคต มูลค่าเงินในปัจจุบัน คำถามที่ตอบ “เงินวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นเท่าไร?” “เงินในอนาคต คิดเป็นมูลค่าวันนี้เท่าไร?” ใช้เมื่อ วางแผนออม ประเมินเงินสำรอง ประเมินโครงการลงทุน ตีมูลค่าสินทรัพย์ ทิศทาง ปัจจุบัน → อนาคต อนาคต → ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น “ฝากเงิน 1 แสนวันนี้ อีก 3 ปีจะมีเท่าไร” ให้ใช้ FV แต่ถ้าถามว่า “เงิน 1 แสนอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นค่าวันนี้เท่าไร” ให้ใช้ PV ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำบ่อยเรื่อง FV ใช้ผลตอบแทนที่ไม่การันตีมาคำนวณ เจ้าของกิจการหลายคนใช้ตัวเลขผลตอบแทน “ที่คาดหวัง” มาคำนวณ FV เช่น คาดว่าจะได้กำไร 10% ต่อปี แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนทั้งหมด ปัญหาคือผลตอบแทนจริงอาจต่ำกว่ามาก วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือคำนวณ FV ด้วยตัวเลขที่ระมัดระวัง (conservative) เช่น ลดลง 20-30% จากที่คาดหวัง ลืมคิดเงินเฟ้อ FV บอกว่าเงินจะเติบโตเป็นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นจะซื้อของได้เท่าเดิมไหม ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีจะมีกำลังซื้อเท่ากับ 863,000 บาทวันนี้เท่านั้น เจ้าของกิจการควรคำนวณ FV แบบ “หลังหักเงินเฟ้อ” ด้วย โดยใช้อัตราผลตอบแทนจริง (ผลตอบแทน ลบ เงินเฟ้อ) แทนผลตอบแทนตัวเลขบนกระดาษ ลืมหักภาษีจากผลตอบแทน ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงินปันผลถูกหัก 10% กำไรจากการขายหุ้นอาจมีภาษีด้วย ถ้าคำนวณ FV จากผลตอบแทนก่อนหักภาษี ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริง ต้องใช้ผลตอบแทนหลังหักภาษีในการคำนวณเสมอ เปรียบเทียบทางเลือกที่ระยะเวลาต่างกัน FV ของเงิน 500,000 บาทใน 5 ปีกับ FV ของเงิน 500,000 บาทใน 3 ปี เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ เพราะระยะเวลาต่างกัน ต้องปรับให้ระยะเวลาเท่ากันก่อน หรือใช้ผลตอบแทนต่อปี (annualized return) เปรียบเทียบแทน FV กับการวางแผนการเงินธุรกิจ นอกจากการคำนวณตัวเลข FV ยังเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจได้หลายด้าน การประเมินโครงการลงทุน ก่อนลงทุนในโครงการใหม่ ลองคำนวณ FV ของเงินก้อนนั้นถ้านำไปลงทุนทางอื่นแทน ตัวเลขนี้บอก “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของโครงการ ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า FV ของทางเลือกอื่น อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การวางแผนเงินสำรองธุรกิจ ถ้าตั้งเป้าว่าต้องมีเงินสำรอง 1 ล้านบาทใน 3 ปี ใช้สูตร FV แบบเงินงวดคำนวณย้อนกลับว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ช่วยให้วางแผนได้จริงจัง ดีกว่าเดาสุ่มว่า “น่าจะพอ” การตั้งราคาสินค้าให้รองรับเงินเฟ้อ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นปีละ 5% ใช้ FV คำนวณว่าอีก 2 ปี ต้นทุนจะเป็นเท่าไร จะได้ตั้งราคาขายให้มีกำไรเพียงพอตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ต้นทุนขึ้นแล้วค่อยปรับราคาตามหลัง สรุป: FV ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินบนตัวเลขจริง FV (Future Value) คือเครื่องมือคำนวณว่าเงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต ไม่ว่าจะออมเงิน ลงทุน หรือเปรียบเทียบทางเลือก สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูภาพรวมการเงินธุรกิจได้ทันที นำตัวเลขจริงไปวางแผนการเงินได้แม่นยำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ FV (Future Value) FV ติดลบได้ไหม ในทางทฤษฎี FV ไม่ติดลบ เพราะเป็นค่าที่บอกว่าเงินจะโตเป็นเท่าไร แต่ใน Excel ผลลัพธ์อาจแสดงเป็นลบ ถ้าใส่ค่า pmt เป็นบวก เพราะ Excel ใช้เครื่องหมายลบแทน “เงินไหลออก” แก้โดยใส่ pmt เป็นจำนวนลบ เช่น -10000 FV กับ NPV ใช้ต่างกันอย่างไร FV ตอบว่า “เงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต” ส่วน NPV (Net Present Value คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ตอบว่า “กระแสเงินสดจากโครงการทั้งหมด คิดเป็นค่าวันนี้เหลือเท่าไร” ถ้าต้องเลือกว่าจะลงทุนโครงการไหน ใช้ NPV ถ้าต้องวางแผนเงินออม ใช้ FV ดอกเบี้ยทบต้นกับ FV เกี่ยวกันอย่างไร Compound Interest คือกลไกที่ทำให้ FV เพิ่มขึ้นเร็ว เพราะผลตอบแทนงวดก่อนจะรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ยิ่งทบต้นบ่อย FV ยิ่งสูง เช่น ทบต้นรายเดือนให้ FV สูงกว่ารายปีที่อัตราเดียวกัน ตามที่อธิบายในหัวข้อสูตร FV ด้านบน ใช้ FV คำนวณเงินเฟ้อได้ไหม ได้ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ยในสูตร FV เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้นทุนวัตถุดิบ 100,000 บาทวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นราว 115,927 บาท ช่วยวางแผนต้นทุนล่วงหน้าได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ทยอยจ่าย คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีผ่อนชำระและผลทางภาษี

ซื้อรถกระบะ เช่าซื้อเครื่องจักร หรือผ่อนค่าประกันภัย เจ้าของกิจการที่แบ่งจ่ายเป็นงวดต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก ถ้าบันทึกผิด งบการเงินจะคลาดเคลื่อน และอาจมีปัญหาตอนยื่นภาษี ทยอยจ่าย คืออะไร ทยอยจ่าย คือการแบ่งชำระเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวนครั้งเดียว ในทางบัญชี เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแยกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือส่วนที่ลดยอดหนี้ (เงินต้น) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ถ้าไม่แยก ราคาทุนสินทรัพย์จะสูงเกินจริง และค่าเสื่อมราคาก็ผิดตามไปด้วย รูปแบบการทยอยจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ ก่อนลงรายละเอียดการบันทึกบัญชี มาดูก่อนว่าเจ้าของกิจการ มักเจอการทยอยจ่ายแบบไหนบ้าง รูปแบบ ลักษณะ ตัวอย่าง ผ่อนชำระสินทรัพย์ (Hire Purchase) ซื้อของแล้วผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ ซื้อรถกระบะผ่อน 60 งวด สัญญาเช่าซื้อ (Finance Lease) เช่าใช้สินทรัพย์ระยะยาว มีทางเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา เช่าซื้อเครื่องจักร 36 งวด ผ่อนชำระเงินกู้ กู้เงินจากธนาคารแล้วทยอยคืนเป็นงวด กู้ซื้ออาคารสำนักงาน ทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นงวด แบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมหลายเดือน ค่าประกันภัยรายปี จ่ายเป็น 4 งวด แต่ละรูปแบบมีวิธีบันทึกบัญชีต่างกัน มาดูทีละกรณีพร้อมตัวอย่าง วิธีบันทึกบัญชีการทยอยจ่ายพร้อมตัวอย่าง บันทึกบัญชีซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนชำระ 20 งวด งวดละ 27,500 บาท (รวมดอกเบี้ย 50,000 บาท) วันที่ซื้อ บันทึกสินทรัพย์ตามราคาเงินสด (ไม่รวมดอกเบี้ย) และบันทึกหนี้สินส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รถยนต์ 600,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 50,000 เงินสด (ดาวน์) 100,000 เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 550,000 เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน (งวดละ 27,500 บาท สมมุติดอกเบี้ยงวดนี้ 2,500 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 25,000 ดอกเบี้ยจ่าย 2,500 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 2,500 เงินสด 27,500 หลักการคือ เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ลดยอดหนี้ (25,000 บาท) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (2,500 บาท) วิธีนี้ทำให้งบการเงินแสดงภาระหนี้คงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริง บันทึกบัญชีเช่าซื้อ การเช่าซื้อ (Finance Lease) บันทึกคล้ายกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างออกไป ได้แก่ “สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า” และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” ตาม TFRS 16 อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชี สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าซื้อเครื่องจักรมูลค่า 300,000 บาท ผ่อน 12 งวด รวมดอกเบี้ย 18,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า 300,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 18,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 318,000 เมื่อจ่ายค่างวด ก็แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตารางผ่อนชำระ วิธีทำและใช้งาน ตารางผ่อนชำระ ช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละงวด เงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นเท่าไร เป็นดอกเบี้ยเท่าไร และยอดคงเหลือเท่าไร ตัวอย่างตารางผ่อนชำระเครื่องจักรของบริษัท ข จำกัด (3 งวดแรก) งวดที่ ค่างวด ดอกเบี้ย เงินต้น ยอดคงเหลือ 1 26,500 1,500 25,000 275,000 2 26,500 1,375 25,125 249,875 3 26,500 1,249 25,251 224,624 ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ยิ่งจ่ายไปเรื่อย ส่วนดอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงินต้นจะเพิ่มขึ้น ผลทางภาษีของการทยอยจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการผ่อนชำระ เมื่อกิจการที่จด VAT ซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สิทธิ์ในการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีเมื่อไร สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ เพราะถ้าไม่มีใบกำกับภาษี จะนำ VAT มาหักไม่ได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการผ่อนชำระ โดยทั่วไป การผ่อนซื้อสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อสินค้า ไม่ใช่การจ้างบริการ แต่มีกรณีที่ต้องระวังคือ แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อดูรายละเอียดแต่ละสัญญา เพราะเงื่อนไขต่างกันได้ตามลักษณะธุรกรรม ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อผ่อน นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ได้ สินทรัพย์ที่ซื้อผ่อนชำระสามารถคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ เริ่มคิดตั้งแต่วันที่รับมอบสินทรัพย์ ไม่ต้องรอจ่ายครบ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนรถกระบะ 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 600,000 ÷ 5 ปี 120,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท/ปี นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี อ้างอิง กรมสรรพากร ผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร กรณีที่กิจการมีภาษีค้างจ่าย สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากรได้ แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ไม่เกิน 12 งวด สำหรับภาษีที่ค้างไม่เกิน 50,000 บาท อาจได้รับอนุมัติงวดมากกว่านั้นตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ อ้างอิง กรมสรรพากร เมื่อบันทึกบัญชี ให้บันทึกภาษีค้างจ่ายเป็นหนี้สิน แล้วลดยอดลงทุกครั้งที่จ่ายแต่ละงวด ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ให้บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่ง ข้อควรระวังในการบันทึกบัญชีทยอยจ่าย เรื่องที่เจ้าของกิจการต้องระวัง เพราะมักบันทึกผิดบ่อย สรุป: จัดการบัญชีทยอยจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก การทยอยจ่ายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินน่าเชื่อถือ และไม่มีปัญหาตอนยื่นภาษี สิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทยอยจ่ายในทางบัญชี ซื้อรถผ่อนชำระ บันทึกบัญชียังไง บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ตามราคาเงินสดในวันที่รับรถ พร้อมบันทึกเจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อน เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน ให้แยกส่วนเงินต้นลดยอดเจ้าหนี้ กับส่วนดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่าง Journal Entry ได้ในหัวข้อด้านบน ผ่อนชำระกับเช่าซื้อต่างกันอย่างไร ผ่อนชำระ (Hire Purchase) กรรมสิทธิ์โอนให้ผู้ซื้อเมื่อจ่ายครบ ส่วนเช่าซื้อ (Finance Lease) กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ์ซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชี ทั้งสองแบบบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างกัน ทยอยจ่ายค่าประกันภัยรายปี บันทึกบัญชีอย่างไร ค่าประกันภัยรายปีที่แบ่งจ่ายเป็นงวด ให้บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า” ในวันทำสัญญา แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนตามระยะเวลาที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ตามงวดที่จ่ายเงิน กิจการที่ไม่ได้จด VAT ซื้อของผ่อนชำระต้องทำอย่างไร บันทึกราคาทุนสินทรัพย์รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ราคาทุนสินทรัพย์สูงกว่ากิจการที่จด VAT และค่าเสื่อมราคาต่อปีก็จะสูงตามไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

15 Sep 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ทยอยจ่าย คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีผ่อนชำระและผลทางภาษี

ซื้อรถกระบะ เช่าซื้อเครื่องจักร หรือผ่อนค่าประกันภัย เจ้าของกิจการที่แบ่งจ่ายเป็นงวดต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก ถ้าบันทึกผิด งบการเงินจะคลาดเคลื่อน และอาจมีปัญหาตอนยื่นภาษี ทยอยจ่าย คืออะไร ทยอยจ่าย คือการแบ่งชำระเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวนครั้งเดียว ในทางบัญชี เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแยกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือส่วนที่ลดยอดหนี้ (เงินต้น) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ถ้าไม่แยก ราคาทุนสินทรัพย์จะสูงเกินจริง และค่าเสื่อมราคาก็ผิดตามไปด้วย รูปแบบการทยอยจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ ก่อนลงรายละเอียดการบันทึกบัญชี มาดูก่อนว่าเจ้าของกิจการ มักเจอการทยอยจ่ายแบบไหนบ้าง รูปแบบ ลักษณะ ตัวอย่าง ผ่อนชำระสินทรัพย์ (Hire Purchase) ซื้อของแล้วผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ ซื้อรถกระบะผ่อน 60 งวด สัญญาเช่าซื้อ (Finance Lease) เช่าใช้สินทรัพย์ระยะยาว มีทางเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา เช่าซื้อเครื่องจักร 36 งวด ผ่อนชำระเงินกู้ กู้เงินจากธนาคารแล้วทยอยคืนเป็นงวด กู้ซื้ออาคารสำนักงาน ทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นงวด แบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมหลายเดือน ค่าประกันภัยรายปี จ่ายเป็น 4 งวด แต่ละรูปแบบมีวิธีบันทึกบัญชีต่างกัน มาดูทีละกรณีพร้อมตัวอย่าง วิธีบันทึกบัญชีการทยอยจ่ายพร้อมตัวอย่าง บันทึกบัญชีซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนชำระ 20 งวด งวดละ 27,500 บาท (รวมดอกเบี้ย 50,000 บาท) วันที่ซื้อ บันทึกสินทรัพย์ตามราคาเงินสด (ไม่รวมดอกเบี้ย) และบันทึกหนี้สินส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รถยนต์ 600,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 50,000 เงินสด (ดาวน์) 100,000 เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 550,000 เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน (งวดละ 27,500 บาท สมมุติดอกเบี้ยงวดนี้ 2,500 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 25,000 ดอกเบี้ยจ่าย 2,500 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 2,500 เงินสด 27,500 หลักการคือ เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ลดยอดหนี้ (25,000 บาท) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (2,500 บาท) วิธีนี้ทำให้งบการเงินแสดงภาระหนี้คงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริง บันทึกบัญชีเช่าซื้อ การเช่าซื้อ (Finance Lease) บันทึกคล้ายกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างออกไป ได้แก่ “สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า” และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” ตาม TFRS 16 อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชี สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าซื้อเครื่องจักรมูลค่า 300,000 บาท ผ่อน 12 งวด รวมดอกเบี้ย 18,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า 300,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 18,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 318,000 เมื่อจ่ายค่างวด ก็แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตารางผ่อนชำระ วิธีทำและใช้งาน ตารางผ่อนชำระ ช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละงวด เงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นเท่าไร เป็นดอกเบี้ยเท่าไร และยอดคงเหลือเท่าไร ตัวอย่างตารางผ่อนชำระเครื่องจักรของบริษัท ข จำกัด (3 งวดแรก) งวดที่ ค่างวด ดอกเบี้ย เงินต้น ยอดคงเหลือ 1 26,500 1,500 25,000 275,000 2 26,500 1,375 25,125 249,875 3 26,500 1,249 25,251 224,624 ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ยิ่งจ่ายไปเรื่อย ส่วนดอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงินต้นจะเพิ่มขึ้น ผลทางภาษีของการทยอยจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการผ่อนชำระ เมื่อกิจการที่จด VAT ซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สิทธิ์ในการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีเมื่อไร สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ เพราะถ้าไม่มีใบกำกับภาษี จะนำ VAT มาหักไม่ได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการผ่อนชำระ โดยทั่วไป การผ่อนซื้อสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อสินค้า ไม่ใช่การจ้างบริการ แต่มีกรณีที่ต้องระวังคือ แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อดูรายละเอียดแต่ละสัญญา เพราะเงื่อนไขต่างกันได้ตามลักษณะธุรกรรม ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อผ่อน นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ได้ สินทรัพย์ที่ซื้อผ่อนชำระสามารถคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ เริ่มคิดตั้งแต่วันที่รับมอบสินทรัพย์ ไม่ต้องรอจ่ายครบ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนรถกระบะ 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 600,000 ÷ 5 ปี 120,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท/ปี นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี อ้างอิง กรมสรรพากร ผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร กรณีที่กิจการมีภาษีค้างจ่าย สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากรได้ แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ไม่เกิน 12 งวด สำหรับภาษีที่ค้างไม่เกิน 50,000 บาท อาจได้รับอนุมัติงวดมากกว่านั้นตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ อ้างอิง กรมสรรพากร เมื่อบันทึกบัญชี ให้บันทึกภาษีค้างจ่ายเป็นหนี้สิน แล้วลดยอดลงทุกครั้งที่จ่ายแต่ละงวด ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ให้บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่ง ข้อควรระวังในการบันทึกบัญชีทยอยจ่าย เรื่องที่เจ้าของกิจการต้องระวัง เพราะมักบันทึกผิดบ่อย สรุป: จัดการบัญชีทยอยจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก การทยอยจ่ายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินน่าเชื่อถือ และไม่มีปัญหาตอนยื่นภาษี สิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทยอยจ่ายในทางบัญชี ซื้อรถผ่อนชำระ บันทึกบัญชียังไง บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ตามราคาเงินสดในวันที่รับรถ พร้อมบันทึกเจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อน เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน ให้แยกส่วนเงินต้นลดยอดเจ้าหนี้ กับส่วนดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่าง Journal Entry ได้ในหัวข้อด้านบน ผ่อนชำระกับเช่าซื้อต่างกันอย่างไร ผ่อนชำระ (Hire Purchase) กรรมสิทธิ์โอนให้ผู้ซื้อเมื่อจ่ายครบ ส่วนเช่าซื้อ (Finance Lease) กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ์ซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชี ทั้งสองแบบบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างกัน ทยอยจ่ายค่าประกันภัยรายปี บันทึกบัญชีอย่างไร ค่าประกันภัยรายปีที่แบ่งจ่ายเป็นงวด ให้บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า” ในวันทำสัญญา แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนตามระยะเวลาที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ตามงวดที่จ่ายเงิน กิจการที่ไม่ได้จด VAT ซื้อของผ่อนชำระต้องทำอย่างไร บันทึกราคาทุนสินทรัพย์รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ราคาทุนสินทรัพย์สูงกว่ากิจการที่จด VAT และค่าเสื่อมราคาต่อปีก็จะสูงตามไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

15 Sep 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีสรรพสามิต คืออะไร สินค้าที่ต้องเสีย อัตราและวิธีคำนวณ

เจ้าของกิจการหลายคนเคยเห็นคำว่า ภาษีสรรพสามิต บนฉลากสินค้าหรือในข่าวปรับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก VAT ยังไง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองไหม ภาษีสรรพสามิต คืออะไร (Excise Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น น้ำมัน สุรา บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป้าหมายหลักมี 2 ข้อ คือสร้างรายได้ให้รัฐ และควบคุมการบริโภคสินค้าที่อาจกระทบสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ภาษีสรรพสามิต ต่างจาก VAT อย่างไร คนจำนวนมากสับสนระหว่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ทั้งสองจะเป็นภาษีทางอ้อมเหมือนกัน แต่มีจุดต่างชัดเจน เปรียบเทียบ ภาษีสรรพสามิต VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เก็บจากสินค้าอะไร เฉพาะสินค้าที่กำหนดในกฎหมาย เช่น น้ำมัน สุรา รถยนต์ สินค้าและบริการเกือบทุกชนิด อัตรา ต่างกันตามประเภทสินค้า (ตั้งแต่ 0% ถึงกว่า 50%) อัตราเดียว 7% หน่วยงานจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร จุดจัดเก็บ ณ โรงงานผลิตหรือด่านศุลกากร (กรณีนำเข้า) ทุกขั้นตอนการซื้อขาย สินค้าบางอย่าง เช่น เบียร์ ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT ซึ่ง VAT จะคำนวณจากราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้วอีกทอดหนึ่ง ใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ผู้ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต้นทางของสินค้า ได้แก่ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นคนจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ภาระภาษีมักถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงเป็นผู้แบกรับต้นทุนจริงในท้ายที่สุด สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มีอะไรบ้าง สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีแบ่งเป็นหมวดหลัก หมวด สินค้า/บริการ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ LPG NGV น้ำมันหล่อลื่น (รายได้สรรพสามิตสูงสุด) เครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สุรา น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง (น้ำตาลสูง = ภาษีสูงกว่า) ยาสูบ บุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น บุหรี่ไฟฟ้า (อัตราภาษีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง) รถยนต์และยานพาหนะ รถยนต์นั่ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ รถ ATV รถ EV (ได้อัตราพิเศษ) สินค้าและบริการอื่น แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ น้ำหอม เครื่องสำอาง สนามกอล์ฟ ไนท์คลับ เรือยอทช์ อัตราภาษีสรรพสามิต แต่ละประเภทสินค้า อัตราภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและวิธีคำนวณ สรุปอัตราหลักได้ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราตามมูลค่า (%) อัตราตามปริมาณ น้ำมันเบนซิน 6.50 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 6.44 บาท/ลิตร (ปรับลดเหลือ ~1.01 ช่วงมาตรการรัฐ) เบียร์ 22% 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สุราขาว 2% 155 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ บุหรี่ 40% 1.20 บาท/มวน น้ำอัดลม 14% 1 บาท/ลิตร (ปรับเพิ่มตามปริมาณน้ำตาล) รถยนต์นั่ง (เครื่อง > 3,000cc) 40% รถยนต์นั่ง EV 2% (มาตรการส่งเสริม ถึง 31 ธ.ค. 2568) เครื่องปรับอากาศ 10% สนามกอล์ฟ 10% ของรายรับ อ้างอิง กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และ พิกัดอัตราสรรพสามิต อัตราบางรายการอาจปรับเปลี่ยนตามมาตรการรัฐ วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต (สูตรและตัวอย่าง) การคำนวณภาษีสรรพสามิตมี 2 วิธี แล้วใช้ตัวเลขที่สูงกว่า การคำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) คิดจากราคาขายส่ง ณ โรงงานหรือราคา CIF (กรณีนำเข้า) ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ราคาขายส่งหรือราคา CIF × อัตราภาษีตามมูลค่า การคำนวณตามปริมาณ (Specific Rate) คิดจากจำนวนหน่วยสินค้า เช่น ลิตร กิโลกรัม มวน ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ปริมาณสินค้า × อัตราภาษีต่อหน่วย ตัวอย่างการคำนวณจริง กรณีน้ำอัดลม สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตน้ำอัดลม 10,000 ลิตร ราคาขายส่ง ณ โรงงานลิตรละ 15 บาท ขั้นที่ 1 คำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาขายส่งรวม 10,000 × 15 150,000 บาท ภาษีตามมูลค่า 150,000 × 14% 21,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณตามปริมาณ (Specific) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ปริมาณผลิต 10,000 ลิตร ภาษีตามปริมาณ 10,000 × 1 บาท/ลิตร 10,000 บาท ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบ รายการ จำนวนเงิน ตามมูลค่า 21,000 บาท ตามปริมาณ 10,000 บาท ต้องจ่ายจริง (ตัวที่สูงกว่า) 21,000 บาท กฎหมายกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่าง 2 วิธี ดังนั้นบริษัท ก จำกัด ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 21,000 บาท ข้อยกเว้นและกรณีที่ได้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น อ้างอิง กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง เพราะภาษีนี้เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเฉพาะประเภท แต่ถ้าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตเครื่องดื่ม แปรรูปสุรา นำเข้ารถยนต์ หรือประกอบธุรกิจสถานบันเทิง มีหน้าที่จดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นแบบ และชำระภาษีตามกำหนด ต้องวางแผนต้นทุนให้ครอบคลุมภาษีนี้ตั้งแต่ขั้นกำหนดราคาขาย สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ภาษีสรรพสามิตถูกบวกอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการ คือบันทึกต้นทุนให้ถูกต้อง เพื่อคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แม่นยำ สรุป: ภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ต้องจำ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าเฉพาะประเภทตั้งแต่ต้นทาง เจ้าของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ส่วนเจ้าของกิจการทั่วไปแม้ไม่ได้จ่ายภาษีนี้โดยตรง แต่ควรเข้าใจว่ามันส่งผลต่อราคาต้นทุนสินค้า สิ่งที่ควรทำต่อ จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร จัดการภาษีได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต ภาษาอังกฤษคืออะไร ภาษีสรรพสามิตในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Excise Tax” หรือ “Excise Duty” เป็นคำที่ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ภาษีสรรพสามิต คำนวณจากอะไร คำนวณจาก 2 ฐาน คือ มูลค่า (ราคาขาย ณ โรงงานหรือราคานำเข้า) กับปริมาณ (จำนวนลิตร มวน กิโลกรัม) แล้วใช้ยอดที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลขดูได้ในหัวข้อวิธีคำนวณด้านบน ภาษีสรรพสามิต จ่ายที่ไหน จ่ายออนไลน์ได้ไหม ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตได้ที่ excise.go.th หรือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเองไหม ตามกฎหมาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ภาระภาษีถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว เช่น เวลาซื้อเบียร์ 1 ขวด ราคาที่จ่ายมีภาษีสรรพสามิตบวกอยู่โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องไปยื่นแบบเอง เปิดร้านขายเหล้า-บุหรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไหม ร้านค้าปลีกที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเอง เพราะโรงงานหรือผู้นำเข้าจ่ายไปแล้วก่อนสินค้าจะมาถึงร้าน แต่ร้านค้ายังต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หรือ “ใบอนุญาตขายยาสูบ” ตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

15 Sep 2026

PEAK Account

14 min

FV คืออะไร เข้าใจ Future Value มูลค่าเงินในอนาคต ฉบับเจ้าของกิจการ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับ 1 ล้านบาทอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจ FV (Future Value) คุณจะรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต FV คืออะไร (Future Value คือ มูลค่าเงินในอนาคต) FV หรือ Future Value คือการคำนวณว่าเงินจำนวนหนึ่งจะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต โดยคิดรวมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก กำไรจากการลงทุน หรืออัตราเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ พูดง่ายกว่านั้น ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาทในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี FV จะบอกคุณว่าอีก 5 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเท่าไร แนวคิดนี้มาจากหลัก Time Value of Money (มูลค่าของเงินตามเวลา) เงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่า 1 บาทในอนาคต เพราะนำไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเงินธุรกิจ ทั้งการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการวางแผนงบประมาณระยะยาว ทำไมเจ้าของกิจการต้องรู้จัก FV สำหรับเจ้าของกิจการ FV ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามเรื่องเงินที่ใช้ได้จริงในการบริหารกิจการ สูตร FV (Future Value Formula) พร้อมอธิบายทีละตัวแปร สูตร FV มี 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนหรือการออม เลือกใช้ตามสถานการณ์ของคุณ สูตร FV แบบดอกเบี้ยเดี่ยว (Simple Interest) ใช้เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้น ไม่มีการนำดอกเบี้ยมาทบเข้าเงินต้น FV = PV × (1 + r × n) ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PV เงินต้น (Present Value) 100,000 บาท r อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% = 0.05 n จำนวนปี 3 ปี สูตร FV แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผลตอบแทนของงวดก่อนจะถูกรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ทำให้เงินเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ FV = PV × (1 + r)^n ถ้าทบต้นมากกว่าปีละ 1 ครั้ง (เช่น รายเดือน) ปรับสูตรเป็น FV = PV × (1 + r/m)^(n × m) โดย m คือจำนวนครั้งที่ทบต้นต่อปี เช่น ทบต้นรายเดือน m = 12 สูตร FV แบบเงินงวด (Annuity) ใช้เมื่อลงทุนหรือออมเงินเท่ากันทุกงวด เช่น ฝากเงินเดือนละ 10,000 บาท FV = PMT × [((1 + r)^n – 1) / r] ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PMT จำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวด 10,000 บาท/เดือน r อัตราดอกเบี้ยต่องวด 6%/12 = 0.5% ต่อเดือน n จำนวนงวด 36 เดือน (3 ปี) ตัวอย่างการคำนวณ FV ที่เจ้าของกิจการใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท คุ้มไหมใน 5 ปี บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเงิน 1,000,000 บาท กำลังเลือกระหว่างซื้อเครื่องจักรใหม่หรือฝากธนาคาร ถ้าฝากที่ดอกเบี้ย 4% ทบต้นรายปี อีก 5 ปีจะได้เท่าไร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น (PV) 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย (r) 4% ต่อปี 0.04 จำนวนปี (n) 5 ปี FV 1,000,000 × (1 + 0.04)^5 1,216,653 บาท ถ้าฝากธนาคาร เงินจะโตเป็นราว 1.22 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเครื่องจักรสร้างรายได้หรือลดต้นทุนมากกว่า 216,653 บาทใน 5 ปี การซื้อเครื่องจักรก็คุ้มกว่า ตัวอย่างที่ 2: เก็บเงินสำรองธุรกิจเดือนละ 10,000 บาท อีก 3 ปีจะมีเท่าไร บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ทบต้นรายเดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินออมต่อเดือน (PMT) 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (r) 3%/12 0.25% จำนวนเดือน (n) 3 × 12 36 เดือน FV (เงินงวด) 10,000 × [((1.0025)^36 – 1) / 0.0025] 376,453 บาท จ่ายเงินจริง 360,000 บาท (10,000 × 36) แต่ผลตอบแทนที่ทบต้นทุกเดือนทำให้เงินงอกเป็น 376,453 บาท ได้กำไรจากดอกเบี้ยราว 16,453 บาท ตัวอย่างที่ 3: เปรียบเทียบ 2 ทางเลือกลงทุนด้วย FV เจ้าของกิจการมีเงิน 500,000 บาท กำลังเลือกระหว่าง 2 ทาง ทางเลือก ผลตอบแทน ระยะเวลา FV A: ฝากประจำ 3% ทบต้นรายปี 3% 5 ปี 500,000 × (1.03)^5 = 579,637 บาท B: ลงทุนกองทุนรวม คาดหวัง 7% ต่อปี 7% 5 ปี 500,000 × (1.07)^5 = 701,276 บาท ทางเลือก B ให้ FV สูงกว่าราว 121,639 บาท แต่ผลตอบแทนจากกองทุนไม่การันตี เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่รับได้ FV กับ PV ต่างกันอย่างไร FV (Future Value) และ PV (Present Value) เป็นแนวคิดที่คู่กัน ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์การเงินธุรกิจ FV (Future Value) PV (Present Value) ความหมาย มูลค่าเงินในอนาคต มูลค่าเงินในปัจจุบัน คำถามที่ตอบ “เงินวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นเท่าไร?” “เงินในอนาคต คิดเป็นมูลค่าวันนี้เท่าไร?” ใช้เมื่อ วางแผนออม ประเมินเงินสำรอง ประเมินโครงการลงทุน ตีมูลค่าสินทรัพย์ ทิศทาง ปัจจุบัน → อนาคต อนาคต → ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น “ฝากเงิน 1 แสนวันนี้ อีก 3 ปีจะมีเท่าไร” ให้ใช้ FV แต่ถ้าถามว่า “เงิน 1 แสนอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นค่าวันนี้เท่าไร” ให้ใช้ PV ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำบ่อยเรื่อง FV ใช้ผลตอบแทนที่ไม่การันตีมาคำนวณ เจ้าของกิจการหลายคนใช้ตัวเลขผลตอบแทน “ที่คาดหวัง” มาคำนวณ FV เช่น คาดว่าจะได้กำไร 10% ต่อปี แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนทั้งหมด ปัญหาคือผลตอบแทนจริงอาจต่ำกว่ามาก วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือคำนวณ FV ด้วยตัวเลขที่ระมัดระวัง (conservative) เช่น ลดลง 20-30% จากที่คาดหวัง ลืมคิดเงินเฟ้อ FV บอกว่าเงินจะเติบโตเป็นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นจะซื้อของได้เท่าเดิมไหม ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีจะมีกำลังซื้อเท่ากับ 863,000 บาทวันนี้เท่านั้น เจ้าของกิจการควรคำนวณ FV แบบ “หลังหักเงินเฟ้อ” ด้วย โดยใช้อัตราผลตอบแทนจริง (ผลตอบแทน ลบ เงินเฟ้อ) แทนผลตอบแทนตัวเลขบนกระดาษ ลืมหักภาษีจากผลตอบแทน ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงินปันผลถูกหัก 10% กำไรจากการขายหุ้นอาจมีภาษีด้วย ถ้าคำนวณ FV จากผลตอบแทนก่อนหักภาษี ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริง ต้องใช้ผลตอบแทนหลังหักภาษีในการคำนวณเสมอ เปรียบเทียบทางเลือกที่ระยะเวลาต่างกัน FV ของเงิน 500,000 บาทใน 5 ปีกับ FV ของเงิน 500,000 บาทใน 3 ปี เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ เพราะระยะเวลาต่างกัน ต้องปรับให้ระยะเวลาเท่ากันก่อน หรือใช้ผลตอบแทนต่อปี (annualized return) เปรียบเทียบแทน FV กับการวางแผนการเงินธุรกิจ นอกจากการคำนวณตัวเลข FV ยังเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจได้หลายด้าน การประเมินโครงการลงทุน ก่อนลงทุนในโครงการใหม่ ลองคำนวณ FV ของเงินก้อนนั้นถ้านำไปลงทุนทางอื่นแทน ตัวเลขนี้บอก “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของโครงการ ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า FV ของทางเลือกอื่น อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การวางแผนเงินสำรองธุรกิจ ถ้าตั้งเป้าว่าต้องมีเงินสำรอง 1 ล้านบาทใน 3 ปี ใช้สูตร FV แบบเงินงวดคำนวณย้อนกลับว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ช่วยให้วางแผนได้จริงจัง ดีกว่าเดาสุ่มว่า “น่าจะพอ” การตั้งราคาสินค้าให้รองรับเงินเฟ้อ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นปีละ 5% ใช้ FV คำนวณว่าอีก 2 ปี ต้นทุนจะเป็นเท่าไร จะได้ตั้งราคาขายให้มีกำไรเพียงพอตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ต้นทุนขึ้นแล้วค่อยปรับราคาตามหลัง สรุป: FV ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินบนตัวเลขจริง FV (Future Value) คือเครื่องมือคำนวณว่าเงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต ไม่ว่าจะออมเงิน ลงทุน หรือเปรียบเทียบทางเลือก สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูภาพรวมการเงินธุรกิจได้ทันที นำตัวเลขจริงไปวางแผนการเงินได้แม่นยำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ FV (Future Value) FV ติดลบได้ไหม ในทางทฤษฎี FV ไม่ติดลบ เพราะเป็นค่าที่บอกว่าเงินจะโตเป็นเท่าไร แต่ใน Excel ผลลัพธ์อาจแสดงเป็นลบ ถ้าใส่ค่า pmt เป็นบวก เพราะ Excel ใช้เครื่องหมายลบแทน “เงินไหลออก” แก้โดยใส่ pmt เป็นจำนวนลบ เช่น -10000 FV กับ NPV ใช้ต่างกันอย่างไร FV ตอบว่า “เงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต” ส่วน NPV (Net Present Value คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ตอบว่า “กระแสเงินสดจากโครงการทั้งหมด คิดเป็นค่าวันนี้เหลือเท่าไร” ถ้าต้องเลือกว่าจะลงทุนโครงการไหน ใช้ NPV ถ้าต้องวางแผนเงินออม ใช้ FV ดอกเบี้ยทบต้นกับ FV เกี่ยวกันอย่างไร Compound Interest คือกลไกที่ทำให้ FV เพิ่มขึ้นเร็ว เพราะผลตอบแทนงวดก่อนจะรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ยิ่งทบต้นบ่อย FV ยิ่งสูง เช่น ทบต้นรายเดือนให้ FV สูงกว่ารายปีที่อัตราเดียวกัน ตามที่อธิบายในหัวข้อสูตร FV ด้านบน ใช้ FV คำนวณเงินเฟ้อได้ไหม ได้ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ยในสูตร FV เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้นทุนวัตถุดิบ 100,000 บาทวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นราว 115,927 บาท ช่วยวางแผนต้นทุนล่วงหน้าได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 Sep 2026

PEAK Account

15 min

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น SME ที่ยังทำบัญชีหลายชุดแยกยื่นสรรพากรกับธนาคาร เสี่ยงถูกตรวจสอบและขอสินเชื่อไม่ผ่านมากขึ้นทุกปี เพราะปัจจุบันกรมสรรพากรใช้ Big Data จับคู่ข้อมูลข้ามระบบได้แล้ว บทความนี้อธิบายว่าบัญชีชุดเดียวคืออะไร ข้อดีที่ได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี 10 สัญญาณเสี่ยงที่ต้องระวัง และวิธีเริ่มต้นทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME  บัญชีชุดเดียว คืออะไร บัญชีชุดเดียว คือการจัดทำบัญชีและงบการเงินของกิจการเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลตามความเป็นจริง ใช้ยื่นกรมสรรพากร ยื่นธนาคาร และใช้ตัดสินใจบริหารธุรกิจได้ทุกจุด โดยไม่ต้องทำบัญชีหลายชุดแยกตามวัตถุประสงค์ มาตรการนี้เกิดจากนโยบายของกรมสรรพากรที่ต้องการยกระดับมาตรฐานบัญชีของธุรกิจ SME ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นสากลมากขึ้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรการส่งเสริมบัญชีชุดเดียว) ทำไมกรมสรรพากรถึงบังคับให้ SME ทำบัญชีชุดเดียว ในอดีต ผู้ประกอบการหลายรายทำบัญชีหลายชุด เช่น ชุดหนึ่งยื่นสรรพากรที่แสดงกำไรต่ำเพื่อเสียภาษีน้อย อีกชุดยื่นธนาคารที่แสดงตัวเลขสวยเกินจริงเพื่อขอสินเชื่อ ทำให้รัฐไม่มีข้อมูลจริงสำหรับวางนโยบายช่วยเหลือ SME และธนาคารก็ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง กรมสรรพากรจึงผลักดันนโยบายบัญชีชุดเดียวขึ้นมา เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน บัญชีชุดเดียว ต่างจากบัญชีหลายชุด อย่างไร ด้าน บัญชีหลายชุด (แบบเดิม) บัญชีชุดเดียว จำนวนบัญชี 2-3 ชุดขึ้นไป แยกตามวัตถุประสงค์ ชุดเดียว ใช้ทุกจุด ความถูกต้อง ตัวเลขอาจไม่ตรงกัน ขึ้นกับว่ายื่นใคร ตรงกับความเป็นจริง ตรวจสอบได้ ต้นทุน จ่ายค่าทำบัญชีหลายชุด เสียเวลามาก จ่ายครั้งเดียว ประหยัดกว่า ความเสี่ยง ถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้นในยุค e-Filing ไม่มีความเสี่ยง เพราะข้อมูลตรงกันหมด ขอสินเชื่อ ธนาคารอาจปฏิเสธถ้าตัวเลขไม่ตรงกับสรรพากร ผ่านการพิจารณาง่ายขึ้น ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME การทำบัญชีชุดเดียวให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการ 3 ด้านหลัก ทั้งเรื่องการเงิน ภาษี และการบริหารธุรกิจ ขอสินเชื่อธนาคารง่ายขึ้น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 กรมสรรพากรร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อต้องยื่นบัญชีชุดเดียวกับที่ยื่นกรมสรรพากร ถ้าธนาคารพบว่างบการเงินไม่ตรงกัน จะไม่อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งบทความจาก OfficeMate เรื่องบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME ระบุเพิ่มเติมว่า หากธนาคารพาณิชย์ใดอนุมัติสินเชื่อให้กิจการที่ยื่นบัญชีไม่ตรงกัน ธนาคารนั้นก็มีความผิดฐานร่วมปกปิดและเลี่ยงภาษีด้วย เมื่อกิจการมีงบการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ธนาคารจะเห็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือ ทำให้พิจารณาอนุมัติวงเงินได้เร็วขึ้นและได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสรรพากร SME ที่เข้าร่วมมาตรการบัญชีชุดเดียวจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เห็นสุขภาพการเงินที่แท้จริงของกิจการ เมื่อบัญชีสะท้อนตัวเลขจริง เจ้าของกิจการจะเห็นรายได้ ต้นทุน และกำไรที่แท้จริง ทำให้วางแผนธุรกิจได้แม่นยำ ตัดสินใจลงทุนหรือขยายกิจการบนพื้นฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ตกแต่งมา วิธีเริ่มทำบัญชีชุดเดียว สำหรับ SME ที่เพิ่งจดบริษัท SME ที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัทสามารถเริ่มทำบัญชีชุดเดียวได้ตั้งแต่วันแรก ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรก็ยิ่งไม่ต้องกลับไปแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง ทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ เอกสารและสมุดบัญชีที่ต้องจัดทำ ตามกฎหมาย นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) ต้องจัดทำเอกสารบัญชีครบ ประกอบด้วย สมุดบัญชีรายวัน 5 เล่ม งบการเงิน ที่ต้องจัดทำประจำปี กิจการต้องส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ผ่านระบบ DBD e-Filing และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้กรมสรรพากรภายใน 150 วัน ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร  10 สัญญาณที่สรรพากรจับตาว่าเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรใช้ระบบ Big Data และ Data Analytics วิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจ โดยมี 10 ลักษณะที่เข้าข่ายเลี่ยงภาษี สินทรัพย์ หนี้สินและทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย ถ้ากิจการมีลักษณะตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง ควรตรวจสอบบัญชีของตัวเองทันทีก่อนยื่นงบการเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ผ่านรายงานไทยรัฐ) ผลเสียถ้าไม่ทำบัญชีชุดเดียว ในปี 2569 ในปี 2569 ความเสี่ยงของการไม่ทำบัญชีชุดเดียวสูงกว่าในอดีตมาก เพราะกรมสรรพากรพัฒนาระบบตรวจสอบที่ทันสมัยขึ้น ระบบ e-Filing และ e-Tax Invoice ทำให้สรรพากรเห็นข้อมูลรายรับรายจ่ายของกิจการแบบ real-time ส่วนระบบ e-Payment ทำให้ธุรกรรมทุกรายการที่ผ่านธนาคารมีหลักฐานชัดเจน ถ้ายื่นบัญชีที่ตัวเลขไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ โอกาสถูกตรวจพบสูงมาก ผลที่ตามมาคือ ถูกเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง, เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม, ธนาคารปฏิเสธวงเงิน และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ เมื่อกิจการ SME รายอื่นทำบัญชีชุดเดียวกันหมดแล้ว เจ้าหน้าที่สรรพากรจะมีเวลาเข้าตรวจกิจการที่ยังไม่ปฏิบัติตามมาตรการนี้ได้อย่างละเอียดมากขึ้น สรุป: บัญชีชุดเดียว สรุปแล้ว การทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ช่วย SME ใน 3 เรื่องหลัก สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ขั้นตอนแรกคือแยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับกิจการ บันทึกทุกรายการ เก็บเอกสารครบ และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ จัดการบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ทำบัญชีชุดเดียวได้ง่าย ทุกรายการถูกบันทึกในระบบเดียว ออกเอกสารได้ครบ ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และใบแจ้งหนี้ พร้อมสรุปรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้อัตโนมัติ ระบบยังรองรับ e-Tax Invoice และ AI ช่วยกระทบยอดธนาคาร ลดงานซ้ำให้เจ้าของกิจการมีเวลาไปโฟกัสการเติบโตของธุรกิจ นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อปเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และอุปกรณ์สำนักงานคุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวกพร้อมบริการส่งฟรี* และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับบัญชีชุดเดียว บัญชีชุดเดียว กับบัญชีคู่ (double entry) เป็นเรื่องเดียวกันไหม ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “บัญชีชุดเดียว” หมายถึงนโยบายให้กิจการจัดทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลจริง ส่วน “บัญชีคู่ (double entry)” คือวิธีการบันทึกบัญชีที่ลงทั้งฝั่งเดบิตและเครดิต ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน กิจการที่ทำบัญชีชุดเดียวก็ยังใช้ระบบบัญชีคู่ในการบันทึกรายการตามปกติ ธุรกิจบุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีชุดเดียวด้วยไหม มาตรการบัญชีชุดเดียวเน้นที่นิติบุคคล คือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ส่วนบุคคลธรรมดา (คนที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่จดบริษัท) ยังไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการนี้โดยตรง แต่ก็ควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์ในการยื่นภาษีประจำปี ถ้าเคยทำบัญชีหลายชุด เริ่มปรับเป็นชุดเดียวได้อย่างไร เริ่มจากสำรวจบัญชีทุกชุดที่มีอยู่ แล้วเลือกชุดที่สะท้อนตัวเลขจริงของกิจการมากที่สุดเป็นฐาน จากนั้นให้นักบัญชีช่วยปรับปรุงรายการให้ถูกต้อง และเริ่มบันทึกทุกรายการจริงในระบบเดียวตั้งแต่วันที่ปรับ ถ้ามีภาษีค้างจ่ายจากรอบก่อนหน้า ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนจ่ายให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีชุดเดียว ประมาณเท่าไร ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการและจำนวนรายการต่อเดือน โดยทั่วไปสำนักงานบัญชีคิดค่าบริการสำหรับกิจการขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 2,000-5,000 บาท/เดือน ราคาจะแตกต่างกันตามจำนวนเอกสาร ความซับซ้อนของธุรกิจ และบริการเสริมเช่นวางระบบบัญชีหรือให้คำปรึกษาภาษี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาจากสำนักงานบัญชีหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบ หรือเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วให้นักบัญชีตรวจสอบเป็นระยะเพื่อประหยัดต้นทุน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง Facebook : : : : officemate_thailand?lang=enWebsite : สอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

2 Sep 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม