Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

29 Sep 2026

PEAK Account

18 min

เอกสารทางธุรกิจ มีอะไรบ้าง รู้จักทั้ง 3 ประเภท พร้อมวิธีจัดเก็บ

ปิดการขายได้แล้ว ลูกค้าขอใบกำกับภาษี ฝ่ายบัญชีขอใบเสร็จ ส่วนอีกฝั่งยังรอใบวางบิลอยู่ เจ้าของกิจการมือใหม่หลายคนเริ่มสับสนตรงนี้ว่าต้องออกใบไหนก่อนหลัง และใบไหนต้องเก็บไว้ยื่นภาษี ถ้าแยกเอกสารทางธุรกิจเป็น 3 ประเภทตามหน้าที่ เรื่องนี้จะง่ายขึ้นมาก เอกสารทางธุรกิจ คืออะไร เอกสารทางธุรกิจ หรือเอกสารธุรกิจ คือเอกสารที่กิจการออกให้หรือได้รับจากคู่ค้าในการซื้อขาย เพื่อยืนยันเงื่อนไข เรียกเก็บเงิน และเป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี เอกสารเหล่านี้ช่วยป้องกันข้อพิพาทกับลูกค้า ใช้บันทึกบัญชีได้ถูกต้อง และยืนยันความโปร่งใสเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Business Documents แบ่งตามหน้าที่ได้ 3 ประเภท คือเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารหลักฐานทางการเงิน และเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารทางธุรกิจ ต่างจากเอกสารทางบัญชีอย่างไร เอกสารทางธุรกิจเป็นคำกว้าง ครอบคลุมทุกเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรม ส่วนเอกสารทางบัญชี หรือเอกสารประกอบการลงบัญชี คือเฉพาะเอกสารที่นักบัญชีใช้บันทึกรายการ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบเสนอราคาเป็นเอกสารทางธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่เอกสารประกอบการลงบัญชี เพราะยังไม่เกิดรายการซื้อขายจริง เอกสารทางธุรกิจเรียงตามขั้นตอนการขายอย่างไร เอกสารแต่ละใบมีจังหวะของตัวเอง ตั้งแต่ลูกค้าถามราคาไปจนถึงรับเงิน ถ้าเรียงถูก ลูกค้าจ่ายเงินเร็ว และบัญชีปิดงบได้ไม่ต้องตามเอกสารย้อนหลัง ตัวอย่างด้านล่างเป็นลำดับเอกสารของ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่ขายสินค้าแบบให้เครดิตลูกค้า 30 วัน ขั้นตอนเอกสารใครออก1. ลูกค้าถามราคาใบเสนอราคาผู้ขาย2. ลูกค้าตกลงซื้อใบสั่งซื้อผู้ซื้อ3. ส่งสินค้าใบส่งสินค้า ใบกำกับภาษีผู้ขาย4. เรียกเก็บเงินใบแจ้งหนี้ ใบวางบิลผู้ขาย5. รับชำระเงินใบเสร็จรับเงินผู้ขาย6. ผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายผู้ซื้อ กิจการที่ขายเงินสดอาจรวมขั้นตอน 3 ถึง 5 ไว้ในเอกสารชุดเดียว เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน 1. เอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มแรกช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างทำธุรกิจ ใช้ยืนยันว่าตกลงราคา เงื่อนไข และการส่งมอบกันไว้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งลูกค้าบอกว่าไม่ได้สั่ง หรือยังไม่ได้รับของ เอกสารกลุ่มนี้คือหลักฐานที่กิจการใช้ยืนยันได้ จึงต้องเก็บให้ดีไม่แพ้เอกสารการเงิน เอกสารใช้ทำอะไรใบเสนอราคา (Quotation)แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อใบสั่งซื้อ (Purchase Order)ผู้ซื้อยืนยันรายการที่ต้องการซื้อสัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างระบุหน้าที่ ระยะเวลา และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายใบส่งสินค้า ใบรับสินค้ายืนยันว่าส่งและรับสินค้าครบ ควรให้ผู้รับเซ็นทุกครั้ง ใบเสนอราคาควรระบุวันหมดอายุ และบอกชัดว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT ดูตัวอย่างฟอร์มได้ที่ใบเสนอราคา คืออะไร ส่วนใบสั่งซื้อดูตัวอย่างใบสั่งซื้อ 2. เอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารทางการเงินคือหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดกับบัญชีธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเอกสารด้านรายรับ เอกสารด้านรายจ่าย และหลักฐานจากธนาคาร กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้บ่อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่นักบัญชีขอเอกสารจากเจ้าของกิจการมากที่สุดตอนปิดงบ ใบแจ้งหนี้ หรือใบอินวอย (Invoice) ใบแจ้งหนี้ หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ว่าใบอินวอย คือเอกสารที่ผู้ขายออกหลังส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว เพื่อแจ้งลูกค้าว่าต้องจ่ายค่าอะไร เท่าไร และภายในวันไหน ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว และไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาในช่วงที่ยังตกลงราคากันอยู่ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มนิยมออกเป็นชุด ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ในเอกสารฉบับเดียว รายละเอียดข้อมูลที่ต้องมีและตัวอย่างดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) ใบวางบิลใช้รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนัดให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียว เหมาะกับลูกค้าประจำที่มีรอบจ่ายเงินชัดเจน เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน ใบวางบิลเป็นเอกสารแจ้งเตือนการชำระเท่านั้น ใช้แทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีไม่ได้ ใบเสร็จรับเงิน และใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมีอะไร ใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อยืนยันว่าได้รับชำระเงินแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขายหรือผู้รับเงินต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อเมื่อรับเงินตั้งแต่จำนวนที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 105 ทวิ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ถึง 129) ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิตัวอย่างเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก13 หลักของบริษัทชื่อผู้ออก หรือชื่อที่ใช้ในการประกอบการบริษัท ก จำกัดเลขที่เล่มและเลขที่ใบRE2601-0015วัน เดือน ปี ที่ออกตรงกับวันที่รับเงินจริงจำนวนเงินที่รับระบุตัวเลขให้ชัดชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้ากรณีขายสินค้า ในทางปฏิบัติควรใส่ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ ช่องทางชำระเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายได้ วิธีออกใบเสร็จแต่ละแบบอ่านต่อที่ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ออกเมื่อมูลค่าที่เรียกเก็บไปสูงกว่าที่ควร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด ส่วนใบเพิ่มหนี้ออกเมื่อเรียกเก็บต่ำกว่าที่ควร ทั้งสองใบออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมที่ออกไปแล้ว เอกสารด้านรายจ่าย เอกสารรายจ่ายใช้ยืนยันต้นทุนจริงของกิจการ และใช้หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าเอกสารไม่ครบ รายจ่ายนั้นอาจหักไม่ได้ หลักฐานจากธนาคาร Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี ใช้เทียบกับรายรับรายจ่ายที่บันทึกไว้ว่าตรงกับเงินเข้าออกจริงหรือไม่ เป็นเอกสารหลักในขั้นตอนกระทบยอดเงินฝากธนาคาร 3. เอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบของกรมสรรพากร ถ้าจัดเก็บไม่ครบ อาจเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีเอกสารกลุ่มนี้มากกว่ากิจการทั่วไป เพราะต้องออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีทุกเดือน เอกสารใช้ทำอะไรใบกำกับภาษีหลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขายสรุปใบกำกับภาษีทั้งเดือน ใช้ยื่น ภ.พ.30หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงินเมื่อหักภาษีไว้ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากรหลักฐานว่านำส่งภาษีแล้ว ใบกำกับภาษีมีรายละเอียดที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อ่านสรุปได้ที่ใบกำกับภาษี คืออะไร ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร 4 เอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยที่สุด เพราะออกในช่วงเวลาใกล้กันและบางครั้งรวมอยู่ในฉบับเดียว จุดแยกง่ายที่สุดคือดูว่าออกก่อนหรือหลังรับเงิน และใช้ยื่นภาษีได้หรือไม่ ใบแจ้งหนี้และใบวางบิลออกก่อนรับเงิน ส่วนใบเสร็จออกหลังรับเงิน ใบกำกับภาษีขึ้นกับว่ากิจการจด VAT หรือไม่ เอกสารออกเมื่อไรใช้เป็นหลักฐานภาษีได้ไหมใบแจ้งหนี้หลังส่งสินค้าหรือบริการ ก่อนรับเงินได้ ถ้าออกคู่กับใบกำกับภาษีใบวางบิลก่อนรับเงิน รวมหลายใบแจ้งหนี้ไม่ได้ใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดทางภาษีเกิดขึ้นได้ เฉพาะกิจการที่จด VATใบเสร็จรับเงินเมื่อรับเงินแล้วได้ เป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย วิธีจัดเก็บเอกสารทางธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารหาย และหาเจอได้เร็วเมื่อนักบัญชีหรือสรรพากรขอดู หลักง่าย ๆ คือแยกหมวดหมู่ ใส่เลขที่เอกสารต่อเนื่อง และเก็บไฟล์ในระบบที่ค้นหาได้ ทำครบ 3 ข้อนี้ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องรื้อเอกสารตอนสิ้นปี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) รายละเอียดเรื่องระยะเวลาเก็บเอกสารแต่ละประเภท อ่านเพิ่มที่เอกสารบัญชีเก็บกี่ปี สรุป – เอกสารครบตั้งแต่ใบแรก บัญชีปิดง่ายตอนสิ้นปี เอกสารทางธุรกิจไม่ได้มีไว้แค่ส่งให้ลูกค้า แต่เป็นหลักฐานที่ปกป้องกิจการทั้งตอนมีข้อพิพาทและตอนสรรพากรตรวจ สิ่งที่ควรทำคือ ออกเอกสารครบทั้งวงจรในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีได้จากระบบเดียว พร้อมคลังเอกสาร File Vault เก็บไฟล์คู่กับรายการบัญชี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ Business Documents หมายถึงอะไร Business Documents คือเอกสารทางธุรกิจ หมายถึงเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใช้ยืนยันรายการระหว่างคู่ค้าและเป็นหลักฐานทางบัญชี เอกสารทางบัญชีมีอะไรบ้าง เอกสารทางบัญชีหลักคือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และ Bank Statement เอกสารเกี่ยวกับบริษัทมีอะไรบ้าง นอกจากเอกสารซื้อขาย บริษัทยังมีเอกสารแสดงตัวตนของกิจการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญากับคู่ค้า อ่านเพิ่มที่หนังสือรับรองบริษัท ออกเอกสารทางธุรกิจเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ได้ เอกสารหลายประเภทออกและเก็บเป็นไฟล์ได้ ส่วนใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำตามระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร อ่านภาพรวมได้ที่E-Document คืออะไร ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ รายละเอียดเอกสารที่กฎหมายกำหนดอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรณีเฉพาะควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือสำนักงานบัญชีจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 Sep 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

16 min

หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร ต้องมีข้อมูลอะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง

ไม่ว่าจะยื่นใบลาออกเพื่อสมัครงานใหม่ หรือการขอวีซ่าไปต่างประเทศ พนักงานมักจะขอให้ HR ออกหนังสือรับรองการทำงานให้อยู่เสมอ แต่ก็มีเจ้าของบริษัทหลายรายที่ไม่แน่ใจ ว่าในหนังสือนี้ ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ต้องใส่เงินเดือนไหม หรือถ้าพนักงานออกไปแบบไม่ดี จะเขียนเหตุผลลงไปได้หรือเปล่า การขอหนังสือรับรองการทำงาน เป็นสิทธิ์ของพนักงาน และต้องมีแต่ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ห้ามเขียนเหตุผลในการเลิกจ้าง ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักหนังสือรับรองการทำงานอย่างรอบด้าน พร้อมเช็กลิสต์สิ่งที่ใส่ได้/ไม่ได้ ในเอกสารชุดนี้ หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร หนังสือรับรองการทำงาน หรือที่เรียกกันว่าใบรับรองการทำงานหรือใบผ่านงาน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้ลูกจ้าง เพื่อยืนยันว่าลูกจ้างคนนั้นเคยทำงานกับบริษัทจริง ทำตำแหน่งอะไร และทำงานตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ผู้รับเอกสารใช้ตรวจสอบประวัติการทำงานได้โดยไม่ต้องโทรถามบริษัทเดิม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Certificate of Employment หรือ Employment Certificate ส่วนคำว่าใบผ่านงานคนมักใช้แทนกันกับหนังสือรับรองการทำงาน แต่บางบริษัทใช้หมายถึงหนังสือแจ้งผลผ่านทดลองงาน ถ้าไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการเอกสารแบบไหน ควรถามให้ชัดก่อนออก นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการทำงานให้ไหม ต้องออกให้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 กำหนดว่า เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร สิทธินี้เกิดทุกกรณีที่การจ้างสิ้นสุด ทั้งลาออก ครบสัญญา หรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่ควรปฏิเสธการออกเพียงเพราะลูกจ้างลาออกกะทันหันหรือจบกันไม่ดี หนังสือรับรองการทำงาน ต่างจากหนังสือรับรองเงินเดือนอย่างไร หนังสือรับรองการทำงานยืนยันประวัติการทำงาน ส่วนหนังสือรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ ทั้งสองอย่างออกโดยนายจ้างเหมือนกัน แต่ใช้ต่างจุดประสงค์ ผู้สมัครงานมักใช้หนังสือรับรองการทำงาน ส่วนธนาคารที่พิจารณาสินเชื่อมักขอหนังสือรับรองเงินเดือนหรือทั้งสองฉบับ ก่อนออกเอกสารจึงควรถามลูกจ้างก่อนว่าจะนำไปใช้ที่ไหน เอกสาร ยืนยันอะไร ใช้บ่อยเมื่อ หนังสือรับรองการทำงาน ตำแหน่ง ระยะเวลาทำงาน ลักษณะงาน สมัครงานใหม่ ขอวีซ่า ยื่นประสบการณ์วิชาชีพ หนังสือรับรองเงินเดือน รายได้ต่อเดือน สถานะพนักงานปัจจุบัน ขอสินเชื่อ บัตรเครดิต เช่าที่อยู่อาศัย หนังสือผ่านทดลองงาน ผลการประเมินช่วงทดลองงาน บรรจุเป็นพนักงานประจำ คำว่าหนังสือรับรองการผ่านงานส่วนใหญ่หมายถึงหนังสือรับรองการทำงานแบบแรก รายละเอียดและตัวอย่างหนังสือรับรองรายได้ อ่านได้ที่หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร อย่าสับสนกับหนังสือรับรองบริษัท ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้เพื่อรับรองตัวบริษัท ไม่ได้รับรองพนักงาน หนังสือรับรองการทำงานใช้ทำอะไรได้บ้าง หนังสือรับรองการทำงานใช้ยืนยันประสบการณ์ในทุกเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการหลักฐานว่าเคยทำงานจริง ที่พบบ่อยคือสมัครงานใหม่ ขอวีซ่าทำงานหรือวีซ่าท่องเที่ยว ยื่นขอสอบหรือต่อใบอนุญาตวิชาชีพที่กำหนดประสบการณ์ขั้นต่ำ และประกอบการขอสินเชื่อร่วมกับเอกสารรายได้ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ตามกฎหมาย ข้อมูลขั้นต่ำมีแค่ 2 อย่าง คือระยะเวลาที่ทำงานและลักษณะงานที่ทำ ในทางปฏิบัติจะใส่ชื่อบริษัท ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง และผู้ลงนามเพิ่ม สิ่งที่นายจ้างต้องระวังคือห้ามใส่เหตุเลิกจ้างหรือข้อความที่ทำให้ลูกจ้างเสียหาย ศาลฎีกาเคยตัดสินเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ประเภทข้อมูล ตัวอย่าง ต้องมี ชื่อบริษัทและที่อยู่ ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง วันเริ่มงานและวันสิ้นสุด ลักษณะงาน ผู้ลงนามพร้อมตำแหน่ง วันที่ออกหนังสือ ใส่ได้ถ้าลูกจ้างขอ เงินเดือน เลขบัตรประชาชน ตำแหน่งก่อนหน้าในบริษัท ห้ามใส่ เหตุผลที่เลิกจ้าง วิธีเลิกจ้าง ความผิดทางวินัย คำประเมินเชิงลบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2543 วินิจฉัยว่านายจ้างไม่มีสิทธิระบุว่าเลิกจ้างเมื่อใด ด้วยวิธีใด และด้วยสาเหตุใดลงในหนังสือรับรอง และลูกจ้างมีสิทธิขอให้ออกใหม่โดยระบุเฉพาะตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน (สรุปฎีกา 3502/2543) ขั้นตอนออกหนังสือรับรองการทำงานสำหรับ HR และเจ้าของกิจการ การออกหนังสือรับรองการทำงานที่ดีใช้เวลาไม่นาน ถ้าข้อมูลพนักงานเก็บไว้เป็นระบบ ขั้นตอนหลักคือรับคำขอเป็นหนังสือหรืออีเมล ตรวจข้อมูลจากทะเบียนลูกจ้าง ร่างตามแบบมาตรฐานของบริษัท ให้ผู้มีอำนาจลงนาม แล้วเก็บสำเนาไว้ ทำครบ 5 ขั้นนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดและข้อโต้แย้งภายหลัง เช็กลิสต์ก่อนลงนาม ผ่าน ชื่อ นามสกุล และตำแหน่งสะกดถูก ตรงกับบัตรหรือหนังสือเดินทาง ☐ วันเริ่มงานและวันสิ้นสุดตรงกับทะเบียนลูกจ้าง ☐ ไม่มีเหตุผลการลาออกหรือเลิกจ้าง ☐ ใส่เงินเดือนเฉพาะเมื่อลูกจ้างขอ ☐ มีชื่อ ตำแหน่ง และลายมือชื่อผู้ลงนาม ☐ บริษัทที่มีพนักงานหลายคนควรกำหนดระยะเวลาออกเอกสารไว้ในระเบียบภายใน เช่น ภายใน 3 ถึง 5 วันทำการหลังได้รับคำขอ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันไว้ แต่การออกช้าอาจทำให้ลูกจ้างเสียโอกาสงานใหม่ ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้เมื่อไร และถ้าไม่ได้ต้องทำอย่างไร ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้ตามสิทธิในมาตรา 585 เมื่อการจ้างสิ้นสุด ส่วนระหว่างยังทำงานอยู่ บริษัทส่วนใหญ่ก็ออกให้ตามคำขอเป็นแนวปฏิบัติ ถ้านายจ้างไม่ยอมออกหรือเขียนข้อความเกินที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างทวงถามเป็นหนังสือหรืออีเมล ขอคำแนะนำจากสำนักงานแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้ ลำดับที่แนะนำเมื่อไม่ได้รับหนังสือ ถ้านายจ้างค้างค่าจ้างด้วย ขั้นตอนร้องเรียนจะคล้ายกัน อ่านต่อได้ที่นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง สรุป – หนังสือรับรองการทำงานเป็นสิทธิของลูกจ้าง ไม่ใช่เครื่องมือของนายจ้าง หนังสือรับรองการทำงานมีไว้ยืนยันข้อเท็จจริงให้ลูกจ้างไปเริ่มงานใหม่ได้ ไม่ใช่ช่องทางให้นายจ้างบอกต่อว่าลูกจ้างออกไปอย่างไร กฎหมายและศาลฎีกาจึงจำกัดเนื้อหาไว้แค่ตำแหน่งและระยะเวลา สิ่งที่นายจ้างควรทำคือ เก็บข้อมูลพนักงานให้พร้อมออกเอกสารได้ทันที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว และ PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและสร้างสลิปให้พนักงาน ข้อมูลพนักงานอยู่ในระบบเดียว เวลาต้องออกเอกสารให้พนักงานก็หาข้อมูลได้เร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำงาน ใบรับรองการทำงานกับใบรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารเดียวกันไหม ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน ใบรับรองการทำงานยืนยันตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน ส่วนใบรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ บางบริษัทรวมไว้ในฉบับเดียวเมื่อลูกจ้างขอ หนังสือรับรองการทำงานใครเป็นคนออกให้ นายจ้างเป็นผู้ออก โดยทั่วไปคือฝ่ายบุคคลหรือผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท เช่น กรรมการผู้จัดการ ในบริษัทเล็กที่ไม่มี HR เจ้าของกิจการลงนามเองได้ ยังทำงานอยู่ ขอหนังสือรับรองการทำงานได้ไหม ขอได้ กฎหมายรับรองสิทธิเมื่อการจ้างสิ้นสุด แต่ระหว่างจ้างบริษัทส่วนใหญ่ออกให้ตามคำขอ เช่น ใช้ขอวีซ่าหรือสินเชื่อ ให้ระบุว่าทำงานตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงปัจจุบัน ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะทำผิด ยังได้หนังสือรับรองการทำงานไหม ยังได้ สิทธิตามมาตรา 585 ไม่ขึ้นกับเหตุที่การจ้างสิ้นสุด และนายจ้างห้ามระบุความผิดหรือเหตุเลิกจ้างลงในหนังสือ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีตราบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ควรมีหัวกระดาษบริษัท ลายมือชื่อผู้มีอำนาจ และตราบริษัทถ้ามี เพื่อให้หน่วยงานปลายทางเชื่อถือ ทำหนังสือรับรองการทำงานหาย ขอใหม่ได้ไหม ขอใหม่ได้ ติดต่อฝ่ายบุคคลของบริษัทเดิม บริษัทที่เก็บสำเนาและทะเบียนลูกจ้างไว้จะออกฉบับใหม่ได้ทันที ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ตัวอย่างหนังสือใช้ชื่อสมมุติ กรณีมีข้อพิพาทแรงงานหรือรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือทนายความ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

29 Sep 2026

PEAK Account

18 min

เอกสารทางธุรกิจ มีอะไรบ้าง รู้จักทั้ง 3 ประเภท พร้อมวิธีจัดเก็บ

ปิดการขายได้แล้ว ลูกค้าขอใบกำกับภาษี ฝ่ายบัญชีขอใบเสร็จ ส่วนอีกฝั่งยังรอใบวางบิลอยู่ เจ้าของกิจการมือใหม่หลายคนเริ่มสับสนตรงนี้ว่าต้องออกใบไหนก่อนหลัง และใบไหนต้องเก็บไว้ยื่นภาษี ถ้าแยกเอกสารทางธุรกิจเป็น 3 ประเภทตามหน้าที่ เรื่องนี้จะง่ายขึ้นมาก เอกสารทางธุรกิจ คืออะไร เอกสารทางธุรกิจ หรือเอกสารธุรกิจ คือเอกสารที่กิจการออกให้หรือได้รับจากคู่ค้าในการซื้อขาย เพื่อยืนยันเงื่อนไข เรียกเก็บเงิน และเป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี เอกสารเหล่านี้ช่วยป้องกันข้อพิพาทกับลูกค้า ใช้บันทึกบัญชีได้ถูกต้อง และยืนยันความโปร่งใสเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Business Documents แบ่งตามหน้าที่ได้ 3 ประเภท คือเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารหลักฐานทางการเงิน และเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารทางธุรกิจ ต่างจากเอกสารทางบัญชีอย่างไร เอกสารทางธุรกิจเป็นคำกว้าง ครอบคลุมทุกเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรม ส่วนเอกสารทางบัญชี หรือเอกสารประกอบการลงบัญชี คือเฉพาะเอกสารที่นักบัญชีใช้บันทึกรายการ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบเสนอราคาเป็นเอกสารทางธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่เอกสารประกอบการลงบัญชี เพราะยังไม่เกิดรายการซื้อขายจริง เอกสารทางธุรกิจเรียงตามขั้นตอนการขายอย่างไร เอกสารแต่ละใบมีจังหวะของตัวเอง ตั้งแต่ลูกค้าถามราคาไปจนถึงรับเงิน ถ้าเรียงถูก ลูกค้าจ่ายเงินเร็ว และบัญชีปิดงบได้ไม่ต้องตามเอกสารย้อนหลัง ตัวอย่างด้านล่างเป็นลำดับเอกสารของ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่ขายสินค้าแบบให้เครดิตลูกค้า 30 วัน ขั้นตอน เอกสาร ใครออก 1. ลูกค้าถามราคา ใบเสนอราคา ผู้ขาย 2. ลูกค้าตกลงซื้อ ใบสั่งซื้อ ผู้ซื้อ 3. ส่งสินค้า ใบส่งสินค้า ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 4. เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย 5. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ผู้ขาย 6. ผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี) หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อ กิจการที่ขายเงินสดอาจรวมขั้นตอน 3 ถึง 5 ไว้ในเอกสารชุดเดียว เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน 1. เอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มแรกช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างทำธุรกิจ ใช้ยืนยันว่าตกลงราคา เงื่อนไข และการส่งมอบกันไว้อย่างไร ถ้าวันหนึ่งลูกค้าบอกว่าไม่ได้สั่ง หรือยังไม่ได้รับของ เอกสารกลุ่มนี้คือหลักฐานที่กิจการใช้ยืนยันได้ จึงต้องเก็บให้ดีไม่แพ้เอกสารการเงิน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบเสนอราคา (Quotation) แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ผู้ซื้อยืนยันรายการที่ต้องการซื้อ สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง ระบุหน้าที่ ระยะเวลา และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ใบส่งสินค้า ใบรับสินค้า ยืนยันว่าส่งและรับสินค้าครบ ควรให้ผู้รับเซ็นทุกครั้ง ใบเสนอราคาควรระบุวันหมดอายุ และบอกชัดว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT ดูตัวอย่างฟอร์มได้ที่ใบเสนอราคา คืออะไร ส่วนใบสั่งซื้อดูตัวอย่างใบสั่งซื้อ 2. เอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารทางการเงินคือหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดกับบัญชีธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเอกสารด้านรายรับ เอกสารด้านรายจ่าย และหลักฐานจากธนาคาร กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้บ่อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่นักบัญชีขอเอกสารจากเจ้าของกิจการมากที่สุดตอนปิดงบ ใบแจ้งหนี้ หรือใบอินวอย (Invoice) ใบแจ้งหนี้ หรือที่หลายคนเรียกทับศัพท์ว่าใบอินวอย คือเอกสารที่ผู้ขายออกหลังส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว เพื่อแจ้งลูกค้าว่าต้องจ่ายค่าอะไร เท่าไร และภายในวันไหน ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว และไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาในช่วงที่ยังตกลงราคากันอยู่ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มนิยมออกเป็นชุด ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ในเอกสารฉบับเดียว รายละเอียดข้อมูลที่ต้องมีและตัวอย่างดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) ใบวางบิลใช้รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนัดให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียว เหมาะกับลูกค้าประจำที่มีรอบจ่ายเงินชัดเจน เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน ใบวางบิลเป็นเอกสารแจ้งเตือนการชำระเท่านั้น ใช้แทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีไม่ได้ ใบเสร็จรับเงิน และใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมีอะไร ใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อยืนยันว่าได้รับชำระเงินแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขายหรือผู้รับเงินต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อเมื่อรับเงินตั้งแต่จำนวนที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 105 ทวิ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ถึง 129) ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ ตัวอย่าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก 13 หลักของบริษัท ชื่อผู้ออก หรือชื่อที่ใช้ในการประกอบการ บริษัท ก จำกัด เลขที่เล่มและเลขที่ใบ RE2601-0015 วัน เดือน ปี ที่ออก ตรงกับวันที่รับเงินจริง จำนวนเงินที่รับ ระบุตัวเลขให้ชัด ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้า กรณีขายสินค้า ในทางปฏิบัติควรใส่ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ ช่องทางชำระเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายได้ วิธีออกใบเสร็จแต่ละแบบอ่านต่อที่ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ออกเมื่อมูลค่าที่เรียกเก็บไปสูงกว่าที่ควร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด ส่วนใบเพิ่มหนี้ออกเมื่อเรียกเก็บต่ำกว่าที่ควร ทั้งสองใบออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมที่ออกไปแล้ว เอกสารด้านรายจ่าย เอกสารรายจ่ายใช้ยืนยันต้นทุนจริงของกิจการ และใช้หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าเอกสารไม่ครบ รายจ่ายนั้นอาจหักไม่ได้ หลักฐานจากธนาคาร Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี ใช้เทียบกับรายรับรายจ่ายที่บันทึกไว้ว่าตรงกับเงินเข้าออกจริงหรือไม่ เป็นเอกสารหลักในขั้นตอนกระทบยอดเงินฝากธนาคาร 3. เอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบของกรมสรรพากร ถ้าจัดเก็บไม่ครบ อาจเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ กิจการที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มจะมีเอกสารกลุ่มนี้มากกว่ากิจการทั่วไป เพราะต้องออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีทุกเดือน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบกำกับภาษี หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย สรุปใบกำกับภาษีทั้งเดือน ใช้ยื่น ภ.พ.30 หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงินเมื่อหักภาษีไว้ ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร หลักฐานว่านำส่งภาษีแล้ว ใบกำกับภาษีมีรายละเอียดที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อ่านสรุปได้ที่ใบกำกับภาษี คืออะไร ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร 4 เอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยที่สุด เพราะออกในช่วงเวลาใกล้กันและบางครั้งรวมอยู่ในฉบับเดียว จุดแยกง่ายที่สุดคือดูว่าออกก่อนหรือหลังรับเงิน และใช้ยื่นภาษีได้หรือไม่ ใบแจ้งหนี้และใบวางบิลออกก่อนรับเงิน ส่วนใบเสร็จออกหลังรับเงิน ใบกำกับภาษีขึ้นกับว่ากิจการจด VAT หรือไม่ เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้เป็นหลักฐานภาษีได้ไหม ใบแจ้งหนี้ หลังส่งสินค้าหรือบริการ ก่อนรับเงิน ได้ ถ้าออกคู่กับใบกำกับภาษี ใบวางบิล ก่อนรับเงิน รวมหลายใบแจ้งหนี้ ไม่ได้ ใบกำกับภาษี เมื่อความรับผิดทางภาษีเกิดขึ้น ได้ เฉพาะกิจการที่จด VAT ใบเสร็จรับเงิน เมื่อรับเงินแล้ว ได้ เป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย วิธีจัดเก็บเอกสารทางธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารหาย และหาเจอได้เร็วเมื่อนักบัญชีหรือสรรพากรขอดู หลักง่าย ๆ คือแยกหมวดหมู่ ใส่เลขที่เอกสารต่อเนื่อง และเก็บไฟล์ในระบบที่ค้นหาได้ ทำครบ 3 ข้อนี้ตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องรื้อเอกสารตอนสิ้นปี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) รายละเอียดเรื่องระยะเวลาเก็บเอกสารแต่ละประเภท อ่านเพิ่มที่เอกสารบัญชีเก็บกี่ปี สรุป – เอกสารครบตั้งแต่ใบแรก บัญชีปิดง่ายตอนสิ้นปี เอกสารทางธุรกิจไม่ได้มีไว้แค่ส่งให้ลูกค้า แต่เป็นหลักฐานที่ปกป้องกิจการทั้งตอนมีข้อพิพาทและตอนสรรพากรตรวจ สิ่งที่ควรทำคือ ออกเอกสารครบทั้งวงจรในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีได้จากระบบเดียว พร้อมคลังเอกสาร File Vault เก็บไฟล์คู่กับรายการบัญชี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ Business Documents หมายถึงอะไร Business Documents คือเอกสารทางธุรกิจ หมายถึงเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใช้ยืนยันรายการระหว่างคู่ค้าและเป็นหลักฐานทางบัญชี เอกสารทางบัญชีมีอะไรบ้าง เอกสารทางบัญชีหลักคือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และ Bank Statement เอกสารเกี่ยวกับบริษัทมีอะไรบ้าง นอกจากเอกสารซื้อขาย บริษัทยังมีเอกสารแสดงตัวตนของกิจการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญากับคู่ค้า อ่านเพิ่มที่หนังสือรับรองบริษัท ออกเอกสารทางธุรกิจเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ได้ เอกสารหลายประเภทออกและเก็บเป็นไฟล์ได้ ส่วนใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำตามระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร อ่านภาพรวมได้ที่E-Document คืออะไร ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ รายละเอียดเอกสารที่กฎหมายกำหนดอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรณีเฉพาะควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือสำนักงานบัญชีจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

16 min

เบี้ยขยัน คืออะไร คิดยังไง ภาษี และการบันทึกบัญชี

เบี้ยขยัน คือเงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงานที่มาทำงานสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ลา และไม่มาสายตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ตามกฎหมายแรงงานไทย เบี้ยขยันไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่เป็นสวัสดิการที่บริษัทออกแบบเองได้ เบี้ยขยัน คือสวัสดิการแบบไหน ต่างจากค่าจ้างอย่างไร เบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจที่จ่ายเมื่อพนักงานทำตามเงื่อนไขการมาทำงาน ไม่ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนของงานที่ทำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงมีอิสระกำหนดอัตราและเงื่อนไขได้เอง แต่ต้องเขียนไว้ให้ชัดและใช้กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าจ้างว่าเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้เบี้ยขยันไม่เข้าข่ายเป็นค่าจ้าง จึงไม่ถูกนำไปรวมเป็นฐานคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งช่วยให้ SME คาดต้นทุนแรงงานได้ง่ายขึ้น ประเด็น ค่าจ้าง เบี้ยขยัน จ่ายเพื่ออะไร ตอบแทนงานที่ทำ จูงใจให้มาทำงานสม่ำเสมอ ใช้คิดโอทีและค่าชดเชย ใช้ ไม่ใช้ นายจ้างงดจ่ายได้ไหม ไม่ได้ ได้ ถ้าไม่ผ่านเงื่อนไขที่ประกาศไว้ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร คำที่เจอบ่อยในสลิปเงินเดือนและสัญญาจ้างมี 3 คำ ความหมายใกล้กันแต่มีจุดเน้นต่างกันเล็กน้อย คำภาษาอังกฤษ ใช้เมื่อไหร่ Attendance Allowance คำมาตรฐานในงาน HR เน้นเงินที่ให้ตามการมาทำงาน Diligent Allowance หรือ Diligence Allowance แปลตรงตัวจากคำว่าขยัน นิยมในบริษัทไทยและโรงงาน Attendance Bonus ใช้เมื่อจ่ายเป็นก้อนรายไตรมาสหรือรายปี ถ้าบริษัทออกสลิปสองภาษา เลือกใช้คำเดียวให้ตรงกันทั้งสลิปและประกาศสวัสดิการ พนักงานจะได้ไม่สับสน SME ควรกำหนดเบี้ยขยันอย่างไร 5 ข้อที่ต้องตัดสินใจก่อนประกาศใช้ ก่อนประกาศใช้ เจ้าของกิจการควรตัดสินใจ 5 เรื่องให้จบ ได้แก่ เงื่อนไขการได้รับ รูปแบบการจ่าย อัตราเงิน ช่องทางประกาศ และวิธีตรวจสอบเวลาเข้างาน ถ้าตอบครบทั้ง 5 ข้อ นโยบายจะชัดเจน ลดข้อโต้แย้ง และใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ด้วย 1. เงื่อนไขการได้รับ กำหนดให้ชัดว่าอะไรทำให้เสียสิทธิ์ เช่น ขาดงาน ลากิจ ลาป่วย หรือมาสายเกินกี่ครั้งต่อเดือน เพราะคำว่ามาทำงานสม่ำเสมอ แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน 2. รูปแบบการจ่าย เลือกว่าจะจ่ายคงที่ทุกเดือน หรือเพิ่มเป็นขั้นบันไดตามจำนวนเดือนที่มาครบต่อเนื่อง แบบขั้นบันไดจูงใจระยะยาวได้ดีกว่า เพราะพนักงานไม่อยากเสียขั้นที่สะสมมา 3. อัตราเงิน ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ ให้ตั้งจากงบที่ธุรกิจรับไหวจริง ตัวเลขที่ดีคือพนักงานรู้สึกว่ามีค่าพอจะรักษาไว้ แต่ไม่หนักจนกระทบกำไร 4. ช่องทางประกาศ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในข้อบังคับการทำงาน ประกาศสวัสดิการ หรือสัญญาจ้าง เพราะเอกสารนี้คือหลักฐานเวลาเกิดข้อสงสัย และกรมสรรพากรใช้ดูประกอบว่าเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้ 5. วิธีตรวจสอบ ใช้ระบบลงเวลาที่ตรวจย้อนหลังได้ เช่น เครื่องสแกนนิ้วหรือแอปลงเวลา เพราะถ้าข้อมูลเวลาเข้างานไม่แม่น เบี้ยขยันที่ควรจูงใจจะกลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะกันแทน ถ้ากำลังวางโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งระบบ ลองดูไอเดียเพิ่มเติมจากวิธีปรับเงินเดือนพนักงาน ประกอบกัน เพื่อให้สวัสดิการกับเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน เบี้ยขยัน คิดยังไง พร้อมตัวอย่างตารางขั้นบันได วิธีคิดเบี้ยขยันที่ SME ใช้กันมากมี 3 แบบ คือแบบคงที่ แบบขั้นบันได และแบบผสม ทุกแบบเริ่มจากเช็คว่าเดือนนั้นพนักงานผ่านเงื่อนไขหรือไม่ ถ้าผ่านก็จ่ายตามอัตราที่กำหนด ถ้าไม่ผ่านก็งดจ่ายหรือลดขั้นตามกติกาที่ประกาศไว้ แบบคงที่ เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้ จ่ายเท่ากันทุกเดือนที่มาครบ เช่น 500 บาทต่อเดือน คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที แต่แรงจูงใจจะคงที่ ไม่ได้ช่วยให้รักษาสถิติยาวๆ แบบขั้นบันได เหมาะกับธุรกิจที่อยากลดการลาระยะยาว เบี้ยขยันขั้นบันไดจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนที่พนักงานมาครบต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนไม่ผ่านเงื่อนไข จะงดจ่ายเดือนนั้นแล้วเริ่มนับขั้นใหม่ เดือนที่มาครบต่อเนื่อง เบี้ยขยันที่ได้รับ เดือนที่ 1 300 บาท เดือนที่ 2 400 บาท เดือนที่ 3 500 บาท เดือนที่ 4 เป็นต้นไป 600 บาท ตารางนี้เป็นตัวอย่าง ปรับตัวเลขให้เข้ากับงบของธุรกิจได้ บางบริษัทเลือกให้ลดลงทีละขั้นแทนการเริ่มใหม่ เพื่อไม่ให้พนักงานหมดกำลังใจเร็วเกินไป แบบผสม เหมาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้านหลายสาขา จ่ายเบี้ยขยันรายเดือนแบบคงที่ แล้วเพิ่มโบนัสก้อนเมื่อมาครบทั้งไตรมาส เช่น รายเดือน 400 บาท และเพิ่มอีก 1,000 บาทเมื่อครบ 3 เดือน วิธีนี้ให้ทั้งรางวัลระยะสั้นและเป้าหมายระยะยาว ตัวอย่างการคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ใช้แบบขั้นบันได ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (ชื่อสมมุติ) จ้างพนักงานแพ็กสินค้า เงินเดือน 18,000 บาท ใช้ตารางขั้นบันไดด้านบน กติกาคือ ขาด ลา หรือมาสายเกิน 2 ครั้งในเดือน ถือว่าไม่ผ่าน เดือนมกราคมถึงมีนาคม พนักงานมาครบทุกวัน ได้เบี้ยขยัน 300, 400 และ 500 บาทตามลำดับ เดือนเมษายน พนักงานลากิจ 1 วัน เดือนนี้จึงไม่ได้รับ และขั้นถูกนับใหม่ เดือนพฤษภาคม มาครบอีกครั้ง ได้ 300 บาท เงินที่ได้รับเดือนนี้จึงเป็น 18,000 บาท รวมเบี้ยขยัน 300 บาท เท่ากับ 18,300 บาท ก่อนหักภาษีและประกันสังคม ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าแบบขั้นบันไดทำให้การลา 1 วันมีต้นทุนที่พนักงานรับรู้ได้ชัด โดยที่นายจ้างไม่ต้องใช้วิธีตำหนิหรือลงโทษ ลาป่วยหรือลาพักร้อน ยังได้เบี้ยขยันไหม คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทประกาศไว้ เพราะเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงกำหนดได้ว่าการลาประเภทไหนทำให้เสียสิทธิ์ ข้อสำคัญคือต้องเขียนไว้ล่วงหน้าและบังคับใช้กับทุกคนเท่ากัน ห้ามเปลี่ยนกติกาย้อนหลังเฉพาะรายบุคคล ถ้าไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ขัดกับสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ ควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนประกาศใช้ เบี้ยขยันต้องเสียภาษีไหม บันทึกบัญชีอย่างไร ต้องเสีย เบี้ยขยันเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน หรือเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินเดือน นายจ้างต้องรวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และฝั่งบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ ฝั่งนายจ้าง รวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนของเดือนนั้น แล้วคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน การบันทึกบัญชี ลงเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดเงินเดือนและค่าแรง หรือแยกบัญชีย่อยชื่อเบี้ยขยัน เพื่อให้เห็นต้นทุนสวัสดิการชัดเจน รายจ่ายนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เมื่อจ่ายจริง มีหลักฐาน และมีประกาศสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มได้ในบทความสวัสดิการพนักงานแบบไหนหักภาษีได้ ฝั่งพนักงาน เงินก้อนนี้จะรวมอยู่ในเงินได้ทั้งปี และแสดงในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้ตอนต้นปี ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ อย่าลืมแยกบรรทัดเบี้ยขยันในสลิปเงินเดือนด้วย พนักงานจะเห็นทันทีว่าเดือนนี้ได้หรือไม่ได้เพราะอะไร ลดคำถามที่ต้องตอบซ้ำทุกสิ้นเดือน สรุป เบี้ยขยันที่ได้ผล เริ่มจากกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน สวัสดิการนี้จะจูงใจได้จริงเมื่อพนักงานรู้ว่าต้องทำอะไรถึงจะได้ และนายจ้างตรวจสอบได้แม่นยำทุกเดือน ตัวเงินอาจไม่ต้องสูงมาก แต่ความชัดเจนและความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้พนักงานเชื่อในระบบ จัดการเงินเดือนและสวัสดิการให้เป็นระบบ เมื่อมีเงินเพิ่มหลายรายการทั้งเบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชัน การคำนวณด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดได้ง่าย PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดการเงินเดือนให้ง่ายขึ้น – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเบี้ยขยัน เบี้ยขยันเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่าเบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน ในทางปฏิบัติ ถ้าบริษัทจ่ายเงินก้อนนี้ทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการมาทำงานเลย อาจถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างได้ จึงควรผูกกับเงื่อนไขการมาทำงานเสมอ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษใช้คำไหนในสัญญาจ้าง ใช้ Attendance Allowance ได้ทั่วไปที่สุด เพราะเป็นคำที่ HR ต่างชาติเข้าใจตรงกัน ถ้าบริษัทคุ้นกับคำว่า Diligent Allowance ก็ใช้ได้เช่นกัน ขอแค่ใช้คำเดียวกันทุกเอกสาร นายจ้างยกเลิกเบี้ยขยันที่เคยจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเบี้ยขยันเขียนไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน การยกเลิกถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ควรแจ้งล่วงหน้าและขอความยินยอมจากพนักงาน ไม่ควรยกเลิกทันทีฝ่ายเดียว เบี้ยขยันให้เท่าไหร่ถึงเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือเทียบกับต้นทุนที่เสียไปเมื่อพนักงานขาดงาน เช่น ต้องจ้างคนแทนหรือส่งของล่าช้า ถ้าอัตราที่ตั้งต่ำกว่าต้นทุนนั้น ก็คุ้มค่าที่จะจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

29 Sep 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

28 Sep 2026

PEAK Account

16 min

หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร ต้องมีข้อมูลอะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง

ไม่ว่าจะยื่นใบลาออกเพื่อสมัครงานใหม่ หรือการขอวีซ่าไปต่างประเทศ พนักงานมักจะขอให้ HR ออกหนังสือรับรองการทำงานให้อยู่เสมอ แต่ก็มีเจ้าของบริษัทหลายรายที่ไม่แน่ใจ ว่าในหนังสือนี้ ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ต้องใส่เงินเดือนไหม หรือถ้าพนักงานออกไปแบบไม่ดี จะเขียนเหตุผลลงไปได้หรือเปล่า การขอหนังสือรับรองการทำงาน เป็นสิทธิ์ของพนักงาน และต้องมีแต่ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ห้ามเขียนเหตุผลในการเลิกจ้าง ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักหนังสือรับรองการทำงานอย่างรอบด้าน พร้อมเช็กลิสต์สิ่งที่ใส่ได้/ไม่ได้ ในเอกสารชุดนี้ หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร หนังสือรับรองการทำงาน หรือที่เรียกกันว่าใบรับรองการทำงานหรือใบผ่านงาน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้ลูกจ้าง เพื่อยืนยันว่าลูกจ้างคนนั้นเคยทำงานกับบริษัทจริง ทำตำแหน่งอะไร และทำงานตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ผู้รับเอกสารใช้ตรวจสอบประวัติการทำงานได้โดยไม่ต้องโทรถามบริษัทเดิม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Certificate of Employment หรือ Employment Certificate ส่วนคำว่าใบผ่านงานคนมักใช้แทนกันกับหนังสือรับรองการทำงาน แต่บางบริษัทใช้หมายถึงหนังสือแจ้งผลผ่านทดลองงาน ถ้าไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการเอกสารแบบไหน ควรถามให้ชัดก่อนออก นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการทำงานให้ไหม ต้องออกให้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 กำหนดว่า เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร สิทธินี้เกิดทุกกรณีที่การจ้างสิ้นสุด ทั้งลาออก ครบสัญญา หรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่ควรปฏิเสธการออกเพียงเพราะลูกจ้างลาออกกะทันหันหรือจบกันไม่ดี หนังสือรับรองการทำงาน ต่างจากหนังสือรับรองเงินเดือนอย่างไร หนังสือรับรองการทำงานยืนยันประวัติการทำงาน ส่วนหนังสือรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ ทั้งสองอย่างออกโดยนายจ้างเหมือนกัน แต่ใช้ต่างจุดประสงค์ ผู้สมัครงานมักใช้หนังสือรับรองการทำงาน ส่วนธนาคารที่พิจารณาสินเชื่อมักขอหนังสือรับรองเงินเดือนหรือทั้งสองฉบับ ก่อนออกเอกสารจึงควรถามลูกจ้างก่อนว่าจะนำไปใช้ที่ไหน เอกสาร ยืนยันอะไร ใช้บ่อยเมื่อ หนังสือรับรองการทำงาน ตำแหน่ง ระยะเวลาทำงาน ลักษณะงาน สมัครงานใหม่ ขอวีซ่า ยื่นประสบการณ์วิชาชีพ หนังสือรับรองเงินเดือน รายได้ต่อเดือน สถานะพนักงานปัจจุบัน ขอสินเชื่อ บัตรเครดิต เช่าที่อยู่อาศัย หนังสือผ่านทดลองงาน ผลการประเมินช่วงทดลองงาน บรรจุเป็นพนักงานประจำ คำว่าหนังสือรับรองการผ่านงานส่วนใหญ่หมายถึงหนังสือรับรองการทำงานแบบแรก รายละเอียดและตัวอย่างหนังสือรับรองรายได้ อ่านได้ที่หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร อย่าสับสนกับหนังสือรับรองบริษัท ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้เพื่อรับรองตัวบริษัท ไม่ได้รับรองพนักงาน หนังสือรับรองการทำงานใช้ทำอะไรได้บ้าง หนังสือรับรองการทำงานใช้ยืนยันประสบการณ์ในทุกเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการหลักฐานว่าเคยทำงานจริง ที่พบบ่อยคือสมัครงานใหม่ ขอวีซ่าทำงานหรือวีซ่าท่องเที่ยว ยื่นขอสอบหรือต่อใบอนุญาตวิชาชีพที่กำหนดประสบการณ์ขั้นต่ำ และประกอบการขอสินเชื่อร่วมกับเอกสารรายได้ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ตามกฎหมาย ข้อมูลขั้นต่ำมีแค่ 2 อย่าง คือระยะเวลาที่ทำงานและลักษณะงานที่ทำ ในทางปฏิบัติจะใส่ชื่อบริษัท ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง และผู้ลงนามเพิ่ม สิ่งที่นายจ้างต้องระวังคือห้ามใส่เหตุเลิกจ้างหรือข้อความที่ทำให้ลูกจ้างเสียหาย ศาลฎีกาเคยตัดสินเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ประเภทข้อมูล ตัวอย่าง ต้องมี ชื่อบริษัทและที่อยู่ ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง วันเริ่มงานและวันสิ้นสุด ลักษณะงาน ผู้ลงนามพร้อมตำแหน่ง วันที่ออกหนังสือ ใส่ได้ถ้าลูกจ้างขอ เงินเดือน เลขบัตรประชาชน ตำแหน่งก่อนหน้าในบริษัท ห้ามใส่ เหตุผลที่เลิกจ้าง วิธีเลิกจ้าง ความผิดทางวินัย คำประเมินเชิงลบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2543 วินิจฉัยว่านายจ้างไม่มีสิทธิระบุว่าเลิกจ้างเมื่อใด ด้วยวิธีใด และด้วยสาเหตุใดลงในหนังสือรับรอง และลูกจ้างมีสิทธิขอให้ออกใหม่โดยระบุเฉพาะตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน (สรุปฎีกา 3502/2543) ขั้นตอนออกหนังสือรับรองการทำงานสำหรับ HR และเจ้าของกิจการ การออกหนังสือรับรองการทำงานที่ดีใช้เวลาไม่นาน ถ้าข้อมูลพนักงานเก็บไว้เป็นระบบ ขั้นตอนหลักคือรับคำขอเป็นหนังสือหรืออีเมล ตรวจข้อมูลจากทะเบียนลูกจ้าง ร่างตามแบบมาตรฐานของบริษัท ให้ผู้มีอำนาจลงนาม แล้วเก็บสำเนาไว้ ทำครบ 5 ขั้นนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดและข้อโต้แย้งภายหลัง เช็กลิสต์ก่อนลงนาม ผ่าน ชื่อ นามสกุล และตำแหน่งสะกดถูก ตรงกับบัตรหรือหนังสือเดินทาง ☐ วันเริ่มงานและวันสิ้นสุดตรงกับทะเบียนลูกจ้าง ☐ ไม่มีเหตุผลการลาออกหรือเลิกจ้าง ☐ ใส่เงินเดือนเฉพาะเมื่อลูกจ้างขอ ☐ มีชื่อ ตำแหน่ง และลายมือชื่อผู้ลงนาม ☐ บริษัทที่มีพนักงานหลายคนควรกำหนดระยะเวลาออกเอกสารไว้ในระเบียบภายใน เช่น ภายใน 3 ถึง 5 วันทำการหลังได้รับคำขอ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันไว้ แต่การออกช้าอาจทำให้ลูกจ้างเสียโอกาสงานใหม่ ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้เมื่อไร และถ้าไม่ได้ต้องทำอย่างไร ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้ตามสิทธิในมาตรา 585 เมื่อการจ้างสิ้นสุด ส่วนระหว่างยังทำงานอยู่ บริษัทส่วนใหญ่ก็ออกให้ตามคำขอเป็นแนวปฏิบัติ ถ้านายจ้างไม่ยอมออกหรือเขียนข้อความเกินที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างทวงถามเป็นหนังสือหรืออีเมล ขอคำแนะนำจากสำนักงานแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้ ลำดับที่แนะนำเมื่อไม่ได้รับหนังสือ ถ้านายจ้างค้างค่าจ้างด้วย ขั้นตอนร้องเรียนจะคล้ายกัน อ่านต่อได้ที่นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง สรุป – หนังสือรับรองการทำงานเป็นสิทธิของลูกจ้าง ไม่ใช่เครื่องมือของนายจ้าง หนังสือรับรองการทำงานมีไว้ยืนยันข้อเท็จจริงให้ลูกจ้างไปเริ่มงานใหม่ได้ ไม่ใช่ช่องทางให้นายจ้างบอกต่อว่าลูกจ้างออกไปอย่างไร กฎหมายและศาลฎีกาจึงจำกัดเนื้อหาไว้แค่ตำแหน่งและระยะเวลา สิ่งที่นายจ้างควรทำคือ เก็บข้อมูลพนักงานให้พร้อมออกเอกสารได้ทันที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว และ PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและสร้างสลิปให้พนักงาน ข้อมูลพนักงานอยู่ในระบบเดียว เวลาต้องออกเอกสารให้พนักงานก็หาข้อมูลได้เร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำงาน ใบรับรองการทำงานกับใบรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารเดียวกันไหม ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน ใบรับรองการทำงานยืนยันตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน ส่วนใบรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ บางบริษัทรวมไว้ในฉบับเดียวเมื่อลูกจ้างขอ หนังสือรับรองการทำงานใครเป็นคนออกให้ นายจ้างเป็นผู้ออก โดยทั่วไปคือฝ่ายบุคคลหรือผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท เช่น กรรมการผู้จัดการ ในบริษัทเล็กที่ไม่มี HR เจ้าของกิจการลงนามเองได้ ยังทำงานอยู่ ขอหนังสือรับรองการทำงานได้ไหม ขอได้ กฎหมายรับรองสิทธิเมื่อการจ้างสิ้นสุด แต่ระหว่างจ้างบริษัทส่วนใหญ่ออกให้ตามคำขอ เช่น ใช้ขอวีซ่าหรือสินเชื่อ ให้ระบุว่าทำงานตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงปัจจุบัน ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะทำผิด ยังได้หนังสือรับรองการทำงานไหม ยังได้ สิทธิตามมาตรา 585 ไม่ขึ้นกับเหตุที่การจ้างสิ้นสุด และนายจ้างห้ามระบุความผิดหรือเหตุเลิกจ้างลงในหนังสือ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีตราบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ควรมีหัวกระดาษบริษัท ลายมือชื่อผู้มีอำนาจ และตราบริษัทถ้ามี เพื่อให้หน่วยงานปลายทางเชื่อถือ ทำหนังสือรับรองการทำงานหาย ขอใหม่ได้ไหม ขอใหม่ได้ ติดต่อฝ่ายบุคคลของบริษัทเดิม บริษัทที่เก็บสำเนาและทะเบียนลูกจ้างไว้จะออกฉบับใหม่ได้ทันที ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ตัวอย่างหนังสือใช้ชื่อสมมุติ กรณีมีข้อพิพาทแรงงานหรือรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือทนายความ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

18 min

นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง ร้องเรียนได้ที่ไหน มีโทษอะไรบ้าง

ถึงวันเงินเดือนออกแต่ยอดในบัญชีไม่ขยับ ค่าเช่าห้อง ค่างวดรถ และค่าใช้จ่ายในบ้านกองเป็นภูเขา หลายคนเลือกเงียบไว้ก่อนเพราะกลัวเสียงาน ทั้งที่กฎหมายแรงงานไทยให้สิทธิ์ลูกจ้างไว้ชัดเจน และขั้นตอนเรียกร้องก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ถ้านายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้ากว่าที่ตกลง ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ยจากเงินที่ค้างเพิ่มด้วย ส่วนบริษัทที่ไม่จ่ายเงินเดือนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ เรื่องนี้จึงสำคัญกับเจ้าของกิจการพอๆ กับลูกจ้าง เพราะเงินเดือนไม่ออกตรงวันแม้แค่ครั้งเดียว ก็ทำให้ทีมเริ่มมองหางานใหม่ได้แล้ว นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้า ผิดกฎหมายไหม นายจ้างมีความผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 70 กำหนดให้นายจ้าง จ่ายค่าจ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงกันไว้ การที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างเลย จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายช้ากว่ากำหนด จึงถือว่านายจ้างผิดนัด แม้จะอ้างว่าธุรกิจขาดทุนหรือลูกค้ายังไม่โอนเงินมาก็ตาม นายจ้างยังหักเงินเดือนเองตามใจไม่ได้ มาตรา 76 อนุญาตให้หักได้เฉพาะบางรายการ เช่น ภาษีเงินได้ เงินสมทบประกันสังคม หรือรายการที่ลูกจ้างยินยอมเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ยังมีสิทธิ์ไหม มีสิทธิ์เท่ากัน สัญญาจ้างตกลงกันด้วยวาจาก็มีผลตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องมีคือหลักฐานว่าทำงานให้นายจ้างจริง เช่น แชตสั่งงาน ตารางกะ ภาพถ่ายขณะทำงาน หรือประวัติการโอนเงินเดือนงวดก่อนๆ ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้เงินคืนเท่าไร ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มคิดยังไง นอกจากเงินเดือนที่ค้าง ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ย 15% ต่อปีระหว่างที่นายจ้างผิดนัด และถ้านายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลสมควรเกิน 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของเงินที่ค้าง ทุกๆ 7 วัน ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลองดูตัวอย่างพนักงานแพ็กของร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (สมมุติ) เงินเดือน 15,000 บาท ถูกค้างจ่าย 30 วัน ดอกเบี้ย คิดจาก 15,000 × 15% × 30 ÷ 365 ได้ราว 185 บาท เงินเพิ่ม ใช้เฉพาะกรณีจงใจไม่จ่าย โดยคิดครั้งละ 15% ของเงินที่ค้าง หรือ 2,250 บาท ทุกๆ 7 วันที่ยังค้าง เงินส่วนนี้โตเร็วมาก จึงเป็นเหตุผลที่นายจ้างส่วนใหญ่ยอมจ่ายเมื่อเรื่องถึงพนักงานตรวจแรงงาน การคิดจำนวนงวดของเงินเพิ่มในแต่ละคดีอาจต่างกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือศาล ตัวเลขนี้ใช้ดูภาพรวมว่าเงินค้างเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ต้องทำอะไรบ้าง 4 ขั้นตอน เมื่อบริษัทไม่จ่ายเงินเดือน ให้เริ่มจากทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บหลักฐานให้ครบ แล้วยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ถ้ายังไม่ได้ผลจึงฟ้องศาลแรงงาน ลำดับนี้ช่วยให้ได้เงินคืนเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะทั้งการยื่นคำร้องและการฟ้องศาลแรงงานไม่มีค่าธรรมเนียม 1. ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งข้อความหรืออีเมลถึงนายจ้างหรือฝ่ายบุคคล ระบุงวดที่ค้างและจำนวนเงิน เพราะข้อความนี้จะกลายเป็นหลักฐานว่าเราทวงแล้ว และบางครั้งปัญหาก็จบตรงนี้ถ้าเป็นความผิดพลาดของระบบ 2. เก็บหลักฐานให้ครบ เช่น สลิปเงินเดือนงวดก่อน รายการเดินบัญชีที่เคยได้รับเงินเดือน หลักฐานสัญญาจ้าง ทั้งรูปแบบเอกสาร อีเมล หรือแชตตกลงค่าจ้าง และหลักฐานของการทวงถามจากข้อ 1 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงาน ใช้ในการยืนยันจำนวนเงิน 3. ยื่นคำร้องแบบ คร.7 ต่อพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ที่ทำงาน พนักงานตรวจแรงงานต้องสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งภายใน 60 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน 4. ฟ้องศาลแรงงาน หากนายจ้างยังไม่ยอมความ เรื่องราวซับซ้อน หรือไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ลูกจ้างสามารถส่งฟ้องศาลแรงงานได้ แต่ต้องทำการฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ไม่เช่นนั้นคำสั่งจะเป็นที่สุด อย่ารอนานเกินไป เพราะสิทธิ์เรียกค่าจ้างมีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 193/34 (9) หากหมดอายุสิทธิ์แล้ว ลูกจ้างอาจไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอีกต่อไป ช่องทางร้องเรียน ออนไลน์ สายด่วน และสำนักงาน ร้องเรียนนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนได้ 3 ช่องทาง เลือกทางที่สะดวกที่สุด ช่องทาง เหมาะกับใคร สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 แล้วเลือกเมนูกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างที่อยากสอบถามสิทธิ์ ก่อนตัดสินใจยื่นเรื่อง ระบบออนไลน์ e-service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างทั่วไป ที่ต้องการความสะดวก สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ลูกจ้างที่มีหลักฐานเอกสารเยอะ หรืออยากคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงๆ โทษของนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้าง มีอะไรบ้าง นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดมีโทษอาญา 2 ชั้น ชั้นแรกคือโทษจากการไม่จ่ายค่าจ้างเอง ชั้นที่สองคือโทษจากการไม่ทำตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นอกจากนี้ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้ลูกจ้างด้วย การกระทำ โทษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด หรือหักค่าจ้างโดยไม่มีสิทธิ์ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 144) ไม่ทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 151) ทั้งนี้ ถ้านายจ้างยอมทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานครบถ้วน คดีอาญาจะระงับไปตามมาตรา 124/1 ถ้าเป็นนายจ้างที่เงินสดไม่พอจ่ายเงินเดือน ควรทำอย่างไร สิ่งแรกคือพูดกับลูกจ้างตรงๆ ก่อนถึงวันจ่าย และห้ามลดหรือหักเงินเดือนเองโดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ยิ่งถ้าเลือกเงียบหายไป อาจเปลี่ยนจากปัญหาเงินขาดมือ กลายเป็นคดีกับกรมแรงงาน พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม การสื่อสารตรงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า รูปแบบการสื่อสารควรเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบอกทั้งสาเหตุ วันที่จะจ่ายจริง และอาจจ่ายบางส่วนก่อนหากทำได้ เพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน ดีกว่าไม่ได้รับรู้เรื่องอะไรเลย หากต้องหยุดกิจการชั่วคราว ให้ใช้ช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ โดยมาตรา 75 ระบุว่า  ให้นายจ้างที่ต้องหยุดกิจการชั่วคราวเพราะเหตุจำเป็น จ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างระหว่างหยุด โดยต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ  ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ นายจ้างสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือนักกฎหมายแรงงาน เพื่อการรักษาสิทธิ์ และความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย อีกเรื่องที่นายจ้างควรเตรียมคือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้างและจ่ายสมทบในอัตราเท่ากัน ช่วงแรกฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง เงินก้อนนี้ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยิ่งมีรายการที่ต้องหักและนำส่งมากขึ้น ยิ่งควรวางกระแสเงินสดสำหรับเงินเดือนให้ชัด เช่นเดียวกับการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีกำหนดส่งทุกเดือน วิธีป้องกันไม่ให้จ่ายเงินเดือนช้าอีก ปัญหาจ่ายเงินเดือนช้าใน SME ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากเงินเข้าไม่ตรงกับวันที่ต้องจ่าย วิธีป้องกันจึงเน้นที่การมองเงินสดล่วงหน้า กันเงินเดือนไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวด แยกบัญชีสำรองเงินเดือนออกจากบัญชีหมุนเวียน เพราะเงินเดือนเป็นรายจ่ายที่เลื่อนไม่ได้ ต่างจากค่าวัตถุดิบที่ยังต่อรองเครดิตได้ ทำประมาณการเงินสดรายเดือน ดูว่าเงินจากลูกค้าจะเข้าก่อนหรือหลังวันจ่ายเงินเดือน ถ้าลูกค้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายพนักงานทุก 30 วัน ต้องวางแผนเงินทุนหมุนเวียนรองรับ อ่านแนวทางเพิ่มได้ที่วิธีวางแผนการเงินให้ธุรกิจเติบโต ใช้ระบบคำนวณเงินเดือน การคิดเงินเดือน ภาษี และเงินหักต่างๆ ด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดจนต้องแก้และจ่ายช้า ระบบที่คำนวณให้ช่วยลดงานส่วนนี้ได้มาก สรุป การจ่ายเงินเดือนตรงเวลา คือสัญญาใจคนทำงาน สำหรับลูกจ้าง กฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ไว้ชัด ทั้งดอกเบี้ย เงินเพิ่ม และช่องทางร้องเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับนายจ้าง เงินเดือนที่ออกตรงวันคือสัญญาใจกับทีมที่สำคัญไม่แพ้คุณภาพสินค้า เพราะทีมที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนคือทีมที่ทุ่มเทกับงานได้เต็มที่ จ่ายเงินเดือนให้ตรงทุกงวด ด้วยระบบที่คำนวณให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่อยากให้วันเงินเดือนออกเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลุ้น PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการการจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างได้เป็นระบบ ลองใช้ PEAK วางระบบเงินเดือนให้ทีมมั่นใจได้ทุกเดือน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน นายจ้างไม่จ่ายเงิน แจ้งความได้ไหม การไม่จ่ายค่าจ้างเป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่ถ้าเป้าหมายคือได้เงินคืน ช่องทางที่ตรงที่สุดคือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพราะพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยได้โดยตรง ไม่ได้เงินเดือน หยุดงานได้เลยไหม ไม่ควรหยุดเองทันที เพราะถ้าขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างอาจอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือทำงานต่อระหว่างยื่นคำร้อง หรือถ้าตัดสินใจลาออก ให้ยื่นใบลาออกตามขั้นตอนและเรียกร้องเงินที่ค้างต่อ ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายได้ไหม ไม่ได้ การลาออกไม่ได้ทำให้นายจ้างหมดหน้าที่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ทำงานไปแล้ว ลูกจ้างที่ลาออกจึงยื่นคำร้องเรียกเงินงวดสุดท้ายได้เหมือนลูกจ้างปัจจุบัน ภายในอายุความ 2 ปี ถ้าเป็นฝ่ายถูกเลิกจ้าง กฎหมายเข้มกว่านั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างและเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง ตามมาตรา 70 วรรคสอง บริษัทปิดกิจการ ยังเรียกเงินเดือนคืนได้ไหม ได้ ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อน ถ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วนายจ้างยังไม่จ่าย ลูกจ้างขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง (กระทรวงแรงงาน) กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่งปรับปรุงและมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวนเงินที่ได้รับจึงควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่อีกครั้ง ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากมีข้อพิพาท ควรปรึกษาพนักงานตรวจแรงงานหรือนักกฎหมายแรงงานต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

16 Sep 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 Sep 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม