ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย ครบจบ

อยากเปิดบริษัทแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? จดทะเบียนบริษัทในปี 2569 ง่ายกว่าที่คิด เพราะกฎหมายใหม่ลดผู้ก่อตั้งเหลือแค่ 2 คน แถมจดออนไลน์ผ่าน DBD ได้ทั้งหมด บทความนี้รวมครบทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนเปิดบริษัท ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เอกสารที่ต้องเตรียม ค่าใช้จ่าย ไปจนถึงสิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียนเสร็จ ซึ่งหลายเว็บไม่ได้บอก จดทะเบียนบริษัทคืออะไร ทำไมต้องจด การจดทะเบียนบริษัทคือการจัดตั้ง “นิติบุคคล” (บริษัทที่มีสถานะทางกฎหมายแยกจากเจ้าของ) กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อให้ธุรกิจเป็นที่ยอมรับตามกฎหมาย ทำไมควรจดทะเบียนบริษัท แทนที่จะทำธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา? บริษัทจำกัดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ต่างกันอย่างไร ก่อนตัดสินใจจดทะเบียน คุณต้องเลือกก่อนว่าจะจดแบบไหน นี่คือความแตกต่างหลัก 3 มิติ เปรียบเทียบ บริษัทจำกัด (บจก.) ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) จำนวนคนขั้นต่ำ 2 คนขึ้นไป (กฎหมายใหม่ 2565) 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบหนี้สิน ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดตามทุนที่ลง หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัด (ปกติคือหุ้นส่วนผู้จัดการ) ต้องรับผิดไม่จำกัด เอาทรัพย์สินส่วนตัวจ่ายหนี้ได้ รูปแบบภาษี เสียภาษีนิติบุคคล อัตราสูงสุด 20% เสียภาษีนิติบุคคลเช่นกัน แต่หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาด้วย (สูงสุด 35%) ธุรกิจที่ต้องการปกป้องทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ ส่วนใหญ่เลือกจดเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนบริษัท กี่คน กฎหมายใหม่ปี 2565 ปัจจุบันใช้ผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 2 คน ลดจากเดิม 3 คน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ผู้ก่อตั้งทั้ง 2 คนต้องเป็นบุคคลธรรมดา อายุ 12 ปีขึ้นไป ถือหุ้นคนละอย่างน้อย 1 หุ้น จดทะเบียนบริษัท 1 คนได้ไหม ปัจจุบันยังไม่ได้ ต้องใช้อย่างน้อย 2 คน แม้จะมีร่างพระราชบัญญัติบริษัทจำกัดคนเดียวอยู่ แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้สำหรับบริษัทจำกัดทั่วไป ถ้าคุณทำธุรกิจคนเดียวจริง มี 2 ทางเลือก สำหรับธุรกิจที่โตแล้ว ทางเลือกแรกคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เอกสารจดทะเบียนบริษัท ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนไปจดทะเบียน หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร หนังสือบริคณห์สนธิ คือเอกสารก่อตั้งบริษัทที่ระบุข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่ตั้งสำนักงาน สิ่งที่บริษัทจะทำ จำนวนทุน และจำนวนหุ้น ต้องจดทะเบียนกับ DBD ก่อนจึงจะจัดตั้งบริษัทได้ ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัท ทำยังไง การจดทะเบียนบริษัทมี 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 จองชื่อนิติบุคคล เข้าเว็บไซต์ DBD e-Registration แล้วจองชื่อบริษัท ระบบจะตรวจชื่อซ้ำให้อัตโนมัติ ชื่อที่จองไว้ใช้ได้ 30 วัน ถ้าไม่จดทะเบียนภายในกำหนดต้องจองใหม่ เคล็ดลับ: เตรียมชื่อสำรองไว้ 2-3 ชื่อ เพราะชื่อที่ต้องการอาจซ้ำกับบริษัทอื่น ขั้นตอนที่ 2 จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิกับ DBD โดยระบุรายละเอียดดังนี้ ค่าธรรมเนียม 500 บาท (ข้อมูลจาก DBD) ขั้นตอนที่ 3 ประชุมจัดตั้งบริษัท หลังจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเสร็จ ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติเรื่องสำคัญ ผู้ถือหุ้นต้องชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นในวันประชุม ขั้นตอนที่ 4 จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรรมการนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับนายทะเบียน พร้อมแนบหลักฐานการชำระค่าหุ้น (ใบสำคัญรับชำระเงินค่าหุ้น) ด้วย ต้องยื่นภายใน 3 เดือนนับจากวันประชุมจัดตั้ง มิฉะนั้นถือเป็นโมฆะ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้ว บริษัทก็ถือกำเนิดเป็นนิติบุคคลทันที จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ปัจจุบันสามารถจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ทั้งหมดผ่านระบบ DBD e-Registration ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD ข้อดีของการจดออนไลน์ ผู้ใช้งานต้องสมัครสมาชิกและยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน จากนั้นกรอกข้อมูลตามที่ระบบแนะนำ ระบบจะตรวจสอบเอกสารและแจ้งผลภายใน 1-3 วันทำการ ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนบริษัท ใช้เงินเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนบริษัทแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ค่าธรรมเนียมราชการ รายการ ค่าธรรมเนียม (จดที่สำนักงาน) ค่าธรรมเนียม (จดออนไลน์ ลด 50%) จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท 250 บาท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 5,000 บาท (ทุน 1 ล้าน) 2,500 บาท ค่าอากรแสตมป์ 200 บาท 200 บาท ค่าคัดสำเนาเอกสาร ประมาณ 500 บาท ประมาณ 500 บาท รวมประมาณ 6,200 บาท 3,450 บาท ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคิดตามทุน หุ้นละ 100 บาท ขั้นต่ำ 5,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท (ข้อมูลจาก DBD) ค่าบริการสำนักงานบัญชีหรือทนายความ ถ้าไม่อยากจัดการเอกสารเอง จ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความช่วยจดทะเบียนได้ ค่าบริการตลาดอยู่ที่ประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นกับความซับซ้อนของธุรกิจ ทุนจดทะเบียน และบริการเสริม เช่น จดทะเบียน VAT จดทะเบียนนายจ้าง ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นต่ำเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ แต่ต้องมีอย่างน้อย 2 หุ้น (เท่ากับจำนวนผู้ถือหุ้น) โดยมูลค่าหุ้นขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท ในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่จดทุนที่ 1,000,000 บาท เพราะเป็นตัวเลขที่ดูน่าเชื่อถือสำหรับคู่ค้าและธนาคาร แต่ไม่จำเป็นต้องชำระเต็มจำนวน ชำระขั้นต่ำ 25% ก็พอ (เช่น ทุน 1 ล้าน ชำระ 250,000 บาท) จดทะเบียนบริษัทใช้เวลากี่วัน วิธีจดทะเบียน ระยะเวลาโดยประมาณ จดที่สำนักงาน DBD 1-3 วันทำการ (ถ้าเอกสารครบ) จดออนไลน์ผ่าน e-Registration 1-3 วันทำการ (หลังยื่นเอกสารครบ) จ้างสำนักงานบัญชีทำให้ 3-7 วัน (รวมเตรียมเอกสาร) ระยะเวลาจริงขึ้นกับความครบถ้วนของเอกสาร ถ้าเอกสารไม่ครบหรือมีข้อผิดพลาด อาจใช้เวลานานกว่า หลังจดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรต่อ จดทะเบียนเสร็จไม่ได้แปลว่าจบ นิติบุคคลใหม่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้ารายได้ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน (ตามประมวลรัษฎากร) แม้ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็จดล่วงหน้าได้ เพื่อเรียกคืนภาษีซื้อ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร สรุปครบสำหรับ SME เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เตรียมหนังสือรับรองบริษัท (ออกไม่เกิน 6 เดือน) บัตรประชาชนกรรมการ และตรายาง ไปเปิดบัญชีในนามบริษัท ธนาคารส่วนใหญ่เปิดบัญชีนิติบุคคลได้ภายใน 1 วัน ทำบัญชีเล่มแรกและจ้างผู้สอบบัญชี กฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายจัดทำบัญชี (ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543) ต้องจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินทุกปีด้วย 📄 [แทรกรูป: ตัวอย่างหน้าจอโปรแกรมบัญชี PEAK] ให้ user จับภาพหน้าจอจากระบบ PEAK demo พื้นหลัง #2c90ed ขึ้นทะเบียนประกันสังคม บริษัทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ปฏิทินภาษีที่นิติบุคคลต้องรู้ ความถี่ ภาษี/แบบฟอร์ม กำหนดยื่น ทุกเดือน แบบ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทุกเดือน แบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทุกเดือน แบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) กรณีจด VAT ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ครึ่งปี แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบ 6 เดือน รายปี แบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี รายปี งบการเงิน + ส่ง DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร จะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน อ่านรายละเอียดภาษีที่นิติบุคคลต้องรู้เพิ่มเติมในบทความภาษีนิติบุคคล สรุปครบทุกเรื่องที่ต้องยื่น สรุป: จดทะเบียนบริษัท 2569 ทำได้ใน 4 ขั้นตอน จดทะเบียนเสร็จแล้ว จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก พอเปิดบริษัทเสร็จ สิ่งที่ตามมาทันทีคือการทำบัญชีและยื่นภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้นิติบุคคลใหม่ออกใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่าย และเตรียมยื่นภาษีได้ง่ายตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องจ้างพนักงานบัญชีเพิ่มในช่วงเริ่มต้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนบริษัทที่ไหนได้บ้าง จดได้ 2 ช่องทาง คือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงาน DBD ทุกจังหวัด หรือจดออนไลน์ผ่าน edbr.dbd.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง การจดออนไลน์ได้ส่วนลดค่าธรรมเนียม 50% จดทะเบียนบริษัท กี่คนก็ได้จริงไหม ไม่จริง ต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน ตามกฎหมายที่แก้ไขปี 2565 เดิมกำหนดขั้นต่ำ 3 คน แต่ปัจจุบันลดเหลือ 2 คน จดทะเบียนบริษัทแล้วไม่ทำธุรกิจได้ไหม ได้ แต่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น จัดทำบัญชี ยื่นงบการเงินประจำปี และยื่นภาษี แม้รายได้เป็นศูนย์ ถ้าไม่ทำจะถูกปรับและอาจถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน ใช้ที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทได้ไหม ได้ ถ้าเจ้าของบ้านยินยอม ต้องเตรียมหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน หลายธุรกิจ SME เริ่มต้นจากบ้านก่อน แล้วค่อยย้ายเมื่อธุรกิจโตขึ้น จดทะเบียนบริษัททุน 1 ล้าน ต้องมีเงินเท่าไร ไม่ต้องมีเงิน 1 ล้านบาทเต็ม ชำระค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ก็พอ คือ 250,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระได้ในภายหลังเมื่อบริษัทเรียกให้ชำระรวดเร็วยิ่งขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เงินทดรองจ่าย คืออะไร สรุปวิธีเบิก บันทึกบัญชี พร้อมตัวอย่าง

ให้พนักงานสำรองเงินออกไปก่อนแล้วค่อยเบิกคืน หรือจ่ายเงินทดรองให้ล่วงหน้า — SME หลายแห่งยังจัดการเรื่องนี้แบบไม่เป็นระบบจนเงินค้างเคลียร์กลายเป็นปัญหาปลายปี บทความนี้สรุปครบตั้งแต่เงินทดรองจ่ายอยู่หมวดไหน ต่างจากเงินสดย่อยยังไง ขั้นตอนเบิก-เคลียร์ ไปจนถึงตัวอย่างบันทึกบัญชีแบบ Dr/Cr บทความนี้สรุปครบทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่เงินทดรองจ่ายอยู่หมวดไหน ต่างจากเงินสดย่อยยังไง ขั้นตอนเบิก-เคลียร์ ไปจนถึงตัวอย่างบันทึกบัญชีแบบ Dr/Cr เงินทดรองจ่าย (Advance Payment) คืออะไร? เงินทดรองจ่าย คือเงินก้อนที่กิจการมอบให้พนักงานหรือผู้รับผิดชอบไปก่อน โดยยังไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง ณ ตอนที่จ่าย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Advance Payment หรือบางที่เรียก Imprest Fund ตัวอย่างสถานการณ์จริง เช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งพนักงานขายไปพบลูกค้าต่างจังหวัด 3 วัน บริษัทจ่ายเงินทดรอง 15,000 บาทให้พนักงานนำไปจ่ายค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร เมื่อกลับมาต้องนำใบเสร็จมาเคลียร์ภายในระยะเวลาที่บริษัทกำหนด ทำไมธุรกิจถึงต้องมีเงินทดรองจ่าย? ธุรกิจ SME หลายแห่งไม่สะดวกให้พนักงานสำรองเงินส่วนตัวแล้วค่อยเบิกคืนทีหลัง เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการเป็นเงินก้อนใหญ่ การมีระบบเงินทดรองจ่ายช่วยให้การทำงานไม่สะดุด พนักงานไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายเอง และบริษัทยังติดตามการใช้เงินได้อย่างเป็นระบบ เงินทดรองจ่าย อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? เงินทดรองจ่ายจัดอยู่ในหมวด สินทรัพย์หมุนเวียน ของงบแสดงฐานะการเงิน เพราะเป็นเงินที่บริษัทจ่ายไปแล้วคาดว่าจะได้เคลียร์คืนภายใน 1 รอบบัญชี (ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ในทางบัญชี บันทึกเป็น “ลูกหนี้เงินทดรองจ่าย” หรือ “เงินทดรองจ่าย” ซึ่งจะลดลงเมื่อพนักงานนำเอกสารมาเคลียร์ ถ้ายอดทดรองจ่ายค้างนาน ควรตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริง ความแตกต่างระหว่างเงินทดรองจ่าย เงินสดย่อย และเงินสำรองจ่าย หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับ “เงินสดที่จ่ายออกไปก่อน” เหมือนกัน แต่วิธีจัดการต่างกันชัดเจน รายการ เงินทดรองจ่าย (Advance Payment) เงินสดย่อย (Petty Cash) เงินสำรองจ่าย ความหมาย เงินที่จ่ายให้พนักงานล่วงหน้า เพื่อไปใช้จ่ายเรื่องเฉพาะ เงินสดก้อนเล็กที่เก็บไว้ในออฟฟิศ สำหรับจ่ายค่าใช้จ่ายจิปาถะ เงินที่พนักงานจ่ายจากกระเป๋าตัวเองก่อน แล้วค่อยเบิกคืนบริษัททีหลัง ใครถือเงิน พนักงานที่ได้รับมอบหมาย ผู้ดูแลเงินสดย่อยประจำออฟฟิศ พนักงานใช้เงินตัวเอง วงเงิน ตามที่อนุมัติเป็นครั้งๆ (เช่น 15,000 บาท) วงเงินคงที่ (เช่น 5,000 บาท) เติมเมื่อใกล้หมด ไม่มีวงเงินตายตัว ขึ้นกับที่จ่ายจริง เมื่อไรต้องเคลียร์ หลังใช้จ่ายเสร็จ ตามระยะเวลาที่กำหนด เบิกชดเชยเมื่อเงินสดย่อยใกล้หมด เบิกคืนหลังยื่นใบเสร็จ หมวดบัญชี สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ขั้นตอนการเบิก-จ่าย-เคลียร์เงินทดรองจ่าย ขั้นตอนเงินทดรองจ่ายมี 3 ช่วงหลัก ตั้งแต่ขอเบิกจนถึงเคลียร์เงิน ขั้นตอนที่ 1: ขอเบิกเงินทดรองจ่าย พนักงานยื่นใบขอเบิกเงินทดรอง ระบุเหตุผล จำนวนเงิน และกำหนดเวลาเคลียร์ ผู้มีอำนาจอนุมัติตรวจสอบแล้วจึงจ่ายเงินให้ เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ ขั้นตอนที่ 2: ใช้จ่ายและเก็บเอกสาร พนักงานนำเงินไปใช้จ่ายตามที่ขอเบิก สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ถ้าค่าใช้จ่ายไหนไม่มีใบเสร็จ ให้ใช้ใบรับรองแทนใบเสร็จ (ใบ บก.111 กรณีหน่วยงานราชการ หรือแบบฟอร์มภายในของบริษัท) ขั้นตอนที่ 3: เคลียร์เงินทดรองจ่าย เมื่อใช้จ่ายเสร็จ พนักงานนำหลักฐานทั้งหมดมายื่นให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบว่ารายจ่ายตรงกับเหตุผลที่ขอเบิกหรือไม่ จากนั้นจัดการดังนี้ วิธีบันทึกบัญชีเงินทดรองจ่าย (Journal Entry) การบันทึกบัญชีเงินทดรองจ่ายแบ่งเป็น 2 จังหวะหลัก คือ ตอนจ่ายเงินทดรอง และตอนเคลียร์ (ถ้ายังไม่คุ้นเรื่องเดบิต-เครดิต อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) บันทึกตอนจ่ายเงินทดรอง สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินทดรอง 10,000 บาทให้พนักงานไปซื้อวัสดุ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินทดรองจ่าย 10,000 — เงินสด / เงินฝากธนาคาร — 10,000 บันทึกตอนเคลียร์เงินทดรอง พนักงานนำใบเสร็จมาเคลียร์ ใช้จ่ายจริง 8,500 บาท คืนเงิน 1,500 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) วัสดุสิ้นเปลือง 8,500 — เงินสด (รับคืน) 1,500 — เงินทดรองจ่าย — 10,000 กรณีจ่ายเกินต้องจ่ายเพิ่ม ถ้าพนักงานใช้จ่ายจริง 11,200 บาท บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม 1,200 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) วัสดุสิ้นเปลือง 11,200 — เงินทดรองจ่าย — 10,000 เงินสด (จ่ายเพิ่ม) — 1,200 เงินทดรองจ่ายจากกรรมการ คืออะไร? ในธุรกิจ SME เจ้าของมักควักเงินส่วนตัวมาจ่ายค่าใช้จ่ายของบริษัทก่อน เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าจ้างพนักงาน หรือค่าวัตถุดิบ กรณีนี้บันทึกเป็น “เงินทดรองจ่ายจากกรรมการ” ซึ่งถือเป็นหนี้สินของบริษัทที่มีต่อกรรมการ จัดอยู่ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน ไม่ใช่สินทรัพย์เหมือนเงินทดรองจ่ายพนักงาน สิ่งที่ต้องระวัง คือ ต้องมีเอกสารประกอบชัดเจน ถ้ามียอดค้างสูงหรือค้างนาน สรรพากรอาจตั้งคำถามว่าเป็นรายจ่ายจริงหรือเป็นการถอนเงินของกรรมการ นโยบายและ Internal Control เงินทดรองจ่ายสำหรับ SME SME ที่มีระบบเงินทดรองจ่ายควรกำหนดนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันการใช้เงินผิดประเภทและลดความเสี่ยงทุจริต ประเด็นที่ควรกำหนดมีดังนี้ การมีนโยบายชัดเจนช่วยให้ฝ่ายบัญชีทำงานง่ายขึ้น ตรวจสอบได้ และพร้อมรับการตรวจจากผู้สอบบัญชีหรือสรรพากร ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินทดรอง ตัวเงินทดรองที่จ่ายให้พนักงานไม่ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีทันที เพราะยังไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง ค่าใช้จ่ายจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานการจ่ายเงินมายืนยัน ประเด็นภาษีที่ SME ต้องระวังมี 2 เรื่องหลัก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าพนักงานนำเงินไปซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT ต้องขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทกลับมา ไม่ใช่ในนามพนักงาน มิฉะนั้นบริษัทจะนำ VAT มาเป็นภาษีซื้อไม่ได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าพนักงานนำเงินไปจ่ายค่าบริการให้บุคคลภายนอก เช่น จ้างช่างซ่อม 5,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% = 150 บาท ออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ (เอกสารยืนยันว่าบริษัทหักภาษีไว้แล้วก่อนจ่าย) ให้ผู้รับเงิน และนำส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สรุป: เงินทดรองจ่าย เงินทดรองจ่าย คือเงินที่บริษัทจ่ายให้พนักงานล่วงหน้าเพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจการ จัดอยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียน ต่างจากเงินสดย่อยที่เป็นเงินก้อนประจำออฟฟิศ และเงินสำรองจ่ายที่พนักงานออกเงินไปก่อน สิ่งที่ SME ควรทำ ได้แก่ จัดการเงินทดรองจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการเงินทดรองจ่าย ออกเอกสารใบเบิก และติดตามยอดค้างเคลียร์ได้จากที่เดียว ไม่ต้องเปิด Excel หลายไฟล์ ระบบ AI ช่วยจับคู่รายการอัตโนมัติ ลดงานซ้ำให้ทีมบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินทดรองจ่าย เงินทดรองจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีไหม? ตัวเงินทดรองจ่ายไม่ต้องมีใบกำกับภาษี เพราะยังไม่ใช่การซื้อขาย แต่เมื่อพนักงานนำเงินไปซื้อสินค้าหรือจ่ายค่าบริการที่มี VAT ต้องขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทกลับมาด้วย เพื่อให้บริษัทใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พนักงานไม่เคลียร์เงินทดรองจ่ายตามกำหนด ทำอย่างไร? ควรมีบทลงโทษชัดเจนในนโยบาย เช่น หักจากเงินเดือนงวดถัดไป หรือระงับสิทธิ์เบิกทดรองจ่ายจนกว่าจะเคลียร์ยอดเก่า ในทางบัญชี ถ้าค้างนานเกิน 1 ปี อาจต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ถ้ากรรมการออกเงินส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายบริษัท ต้องทำอย่างไร? ให้บันทึกเป็นหนี้สินของบริษัทที่มีต่อกรรมการ ทุกครั้งที่กรรมการออกเงิน ต้องเก็บหลักฐานการจ่ายเงินไว้ให้ครบ แล้วบริษัทค่อยจ่ายคืนกรรมการพร้อมปิดยอดหนี้ในบัญชี สำคัญคือต้องมีเอกสารชัดเจน เพราะสรรพากรอาจขอดูว่าเป็นรายจ่ายจริงหรือไม่ ใช้โปรแกรมบัญชีจัดการเงินทดรองได้อย่างไร? โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ช่วยบันทึกรายการเงินทดรองจ่ายเป็นระบบ ตั้งแต่ออกเอกสารเบิก บันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไปจนถึงติดตามยอดค้างเคลียร์ ไม่ต้องทำ manual ลดโอกาสผิดพลาดและลืมเคลียร์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ก.ค. 2026

PEAK Account

19 min

จ่ายเงินปันผลต้องทำอย่างไร ขั้นตอนการจ่าย และวิธีบันทึกบัญชี

เมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นย่อมอยากรับผลตอบแทนจากการลงทุน การจ่ายเงินปันผลเป็นวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมายในการนำกำไรของบริษัทมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น แต่ก่อนจ่ายต้องเข้าใจเงื่อนไข ขั้นตอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่เจ้าของกิจการและนักบัญชีต้องรู้เกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลบริษัทจำกัด ตั้งแต่เงื่อนไขกฎหมาย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เครดิตภาษีเงินปันผล จนถึงวิธีบันทึกบัญชีพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง เงินปันผลคืออะไร เงินปันผล (Dividend) คือผลตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้ผู้ถือหุ้นจากกำไรของกิจการ โดยจ่ายตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ เช่น ถ้าบริษัทมีกำไรและประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 5 บาท ผู้ถือหุ้น 1,000 หุ้นจะได้รับเงินปันผล 5,000 บาท การจ่ายเงินปันผลเป็นการจ่ายจากกำไร 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในระหว่างงวด และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร ทั้งนี้บริษัทที่จะจ่ายเงินปันผลได้ต้องมีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอ มีกระแสเงินสดรองรับ และมีฐานะการเงินที่แข็งแรง เงินปันผลเป็นเงินสด vs หุ้นปันผล บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือจ่ายเป็นเงินสด ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด บริษัทโอนเงินเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นโดยตรงตามจำนวนหุ้นที่ถือ วิธีนี้ผู้ถือหุ้นได้รับเงินทันทีและนำไปใช้ได้เลย รูปแบบที่สองคือจ่ายเป็นหุ้นปันผล บริษัทออกหุ้นเพิ่มทุนแจกให้ผู้ถือหุ้นแทนเงินสด วิธีนี้ช่วยให้บริษัทเก็บเงินสดไว้ใช้ในกิจการได้ แต่ผู้ถือหุ้นจะได้รับจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นแทน จ่ายเงินปันผลต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200 ถึง 1205 (verify in browser) กำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจำกัดไว้อย่างชัดเจน หากจ่ายผิดเงื่อนไขอาจมีผลทางกฎหมาย เจ้าของกิจการควรทำความเข้าใจเงื่อนไขหลัก 3 ข้อต่อไปนี้ กำไรสะสมต้องเป็นบวก ตามมาตรา 1201 ห้ามจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร และถ้าบริษัทยังขาดทุนสะสมอยู่ ห้ามจ่ายเงินปันผลจนกว่าจะแก้ไขให้หายขาดทุนก่อน พูดง่ายๆ คือ บริษัทต้องมีกำไรสะสมเป็นบวกเท่านั้นจึงจะจ่ายเงินปันผลได้ กันเงินสำรองตามกฎหมาย 5% ตามมาตรา 1202 ทุกครั้งที่จ่ายเงินปันผล บริษัทต้องกันเงินไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อย 5% ของกำไร (หนึ่งในยี่สิบส่วน) จนกว่าทุนสำรองจะถึง 10% ของทุนจดทะเบียน (หนึ่งในสิบ) หรือมากกว่าตามที่ข้อบังคับของบริษัทกำหนด ตัวอย่างเช่น บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และมีกำไรสุทธิ 500,000 บาท บริษัทต้องกันเงินสำรองอย่างน้อย 25,000 บาท (5% ของ 500,000) จนกว่าทุนสำรองจะถึง 100,000 บาท (10% ของทุนจดทะเบียน 1,000,000) มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตามมาตรา 1201 ห้ามประกาศจ่ายเงินปันผลนอกจากโดยมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งหมายความว่าต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นและลงมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลก่อนจึงจะจ่ายได้ ยกเว้นกรณีเงินปันผลระหว่างกาลที่กรรมการสามารถอนุมัติได้เอง จ่ายเงินปันผลต้องทำอย่างไรบ้าง การจ่ายเงินปันผลมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามลำดับ ดังนี้ เงินปันผลต้องเสียภาษีอย่างไร เรื่องภาษีเป็นส่วนที่เจ้าของกิจการต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งฝั่งบริษัทผู้จ่ายและฝั่งผู้ถือหุ้นผู้รับ อัตราหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินปันผลที่จ่าย ตามมาตรา 50(2)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร (verify in browser) จากนั้นนำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เท่ากับ 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินสุทธิ 90,000 บาท และบริษัทนำส่งภาษี 10,000 บาทให้กรมสรรพากร ฝั่งผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลมี 2 ทางเลือกในการจัดการภาษี ทางเลือกแรกคือให้ภาษี 10% ที่ถูกหักไปเป็นภาษีสุดท้าย (Final Tax) ไม่ต้องนำรายได้เงินปันผลไปรวมยื่นภาษีประจำปี วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีฐานภาษีสูงกว่า 10% ทางเลือกที่สองคือนำเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้ในการยื่นภาษีประจำปี และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อขอคืนภาษี วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 10% เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผลเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะกำไรของบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลไปแล้วรอบหนึ่ง เมื่อนำกำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลแล้วผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีอีกรอบ จึงมีกลไกเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (verify in browser) ให้นำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาใช้เป็นเครดิตได้ สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล มีดังนี้ รายการ สูตร เครดิตภาษี (ทั่วไป) เงินปันผล × อัตราภาษีนิติบุคคล ÷ (100 − อัตราภาษีนิติบุคคล) เครดิตภาษี (อัตราภาษี 20%) เงินปันผล × 20 ÷ 80 ตัวอย่าง ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผล 80,000 บาท จากบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% รายการ วิธีคำนวณ จำนวน เงินปันผลที่ได้รับ — 80,000 บาท เครดิตภาษี 80,000 × 20 ÷ 80 20,000 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปยื่นภาษี 80,000 + 20,000 100,000 บาท ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% × 80,000 8,000 บาท สิ่งที่นำไปหักจากภาษีที่ต้องจ่าย เครดิตภาษี + ภาษีที่ถูกหัก 28,000 บาท ข้อควรรู้คือ ถ้าเลือกใช้เครดิตภาษี ต้องนำเงินปันผลจากทุกแหล่งมายื่นรวมทั้งหมด ไม่สามารถเลือกยื่นเฉพาะบางบริษัทได้ ดังนั้นควรคำนวณเปรียบเทียบก่อนว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความวิธีประหยัดภาษี เงินปันผลระหว่างกาลคืออะไร ต่างจากเงินปันผลประจำปีอย่างไร เงินปันผลแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามช่วงเวลาที่จ่าย เงินปันผลประจำปีคือเงินปันผลที่จ่ายหลังจากปิดงบการเงินประจำปีเสร็จแล้ว โดยต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด เงินปันผลระหว่างกาลคือเงินปันผลที่จ่ายระหว่างรอบบัญชี โดยกรรมการมีอำนาจอนุมัติได้เองตามมาตรา 1201 วรรคสอง เมื่อเห็นว่าบริษัทมีกำไรเพียงพอ แต่ต้องรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งถัดไปทราบ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอจนสิ้นปี ทั้ง 2 ประเภทต้องกันเงินสำรอง 5% และหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เหมือนกัน บันทึกบัญชีเงินปันผลอย่างไร การจ่ายเงินปันผลต้องบันทึกบัญชี 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนประกาศจ่ายและขั้นตอนจ่ายจริง ตัวอย่างการบันทึกบัญชี สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประกาศจ่ายเงินปันผล 1,000,000 บาท ให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา ขั้นตอนที่ 1 บันทึกวันประกาศจ่ายเงินปันผล รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 1,000,000 — เงินปันผลค้างจ่าย — 1,000,000 ขั้นตอนที่ 2 บันทึกวันจ่ายเงินปันผลจริง รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินปันผลค้างจ่าย 1,000,000 — เงินฝากธนาคาร — 900,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย — 100,000 เงินปันผลจ่ายอยู่ในหมวดส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นรายการที่ลดกำไรสะสม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ ดังนั้นจะไม่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน แต่จะแสดงในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น สำหรับผู้ใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ สามารถบันทึกรายการเงินปันผลผ่านสมุดรายวันทั่วไปได้ อ่านขั้นตอนละเอียดได้ที่คู่มือการบันทึกเงินปันผลใน PEAK คำนวณเงินปันผลอย่างไร ดูตัวอย่างจริง มาดูตัวอย่างแบบครบ flow ตั้งแต่คำนวณจนถึงจ่ายจริง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท กำไรสุทธิประจำปี 800,000 บาท ทุนสำรองสะสมเดิม 50,000 บาท ผู้ถือหุ้น 2 คน ถือหุ้นคนละ 10,000 หุ้น (รวม 20,000 หุ้น) รายการ วิธีคำนวณ จำนวน ขั้นตอนที่ 1 กันเงินสำรอง เงินสำรองที่ต้องกัน 5% × 800,000 40,000 บาท ทุนสำรองรวม 50,000 + 40,000 90,000 บาท เพดานทุนสำรอง 10% × 2,000,000 200,000 บาท สถานะ ทุนสำรอง 90,000 ยังไม่ถึงเพดาน 200,000 ต้องกันต่อ ขั้นตอนที่ 2 คำนวณเงินปันผลที่จ่ายได้ กำไรหลังกันสำรอง 800,000 − 40,000 760,000 บาท มติจ่ายเงินปันผล ไม่จำเป็นต้องจ่ายทั้งหมด 600,000 บาท เงินปันผลต่อหุ้น 600,000 ÷ 20,000 หุ้น 30 บาท/หุ้น ขั้นตอนที่ 3 หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% × 600,000 60,000 บาท เงินสุทธิต่อคน 300,000 − 30,000 270,000 บาท จ่ายเงินปันผลต้องระวังอะไรบ้าง เจ้าของกิจการควรพิจารณาเรื่องเหล่านี้ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินปันผล ประการแรก ตรวจสอบกระแสเงินสดให้เพียงพอ แม้บริษัทจะมีกำไรตามงบการเงิน แต่หากเงินสดไม่เพียงพออาจกระทบการดำเนินงาน ควรดูงบกระแสเงินสดประกอบก่อนตัดสินใจ ประการที่สอง ถ้าจ่ายล่าช้าเกินกำหนดที่ที่ประชุมระบุไว้ ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยผิดนัดจากบริษัทได้ ตามแนวปฏิบัติทั่วไปควรจ่ายภายใน 1 เดือนหลังที่ประชุมอนุมัติ ประการที่สาม ถ้าจ่ายเงินปันผลฝ่าฝืนเงื่อนไข เจ้าหนี้ของบริษัทมีสิทธิ์ฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถือหุ้นได้ตามมาตรา 1203 (verify in browser) และกรรมการอาจต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ประการที่สี่ ถ้าไม่หักภาษีหรือยื่นแบบล่าช้า บริษัทต้องรับภาระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่นำส่งไม่ครบ สรุป: การจ่ายเงินปันผล การจ่ายเงินปันผลเป็นสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน เจ้าของกิจการต้องมั่นใจว่าบริษัทมีกำไรสะสมเป็นบวก กันเงินสำรอง 5% ตามกฎหมาย ได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 ให้ครบถ้วน การทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้การจ่ายเงินปันผลถูกต้อง ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง บันทึกบัญชีเงินปันผลง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการจ่ายเงินปันผลผ่านสมุดรายวันทั่วไปได้สะดวก ระบบจัดการผังบัญชีให้ครบ ทั้งเงินปันผลค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล บริษัทขาดทุนจ่ายเงินปันผลได้ไหม ไม่ได้ ตามมาตรา 1201 ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ห้ามจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ถ้าบริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ ต้องแก้ไขให้หายขาดทุนก่อนจึงจะจ่ายเงินปันผลได้ แม้ว่าปีปัจจุบันจะมีกำไร แต่ถ้ายังมีขาดทุนสะสมจากปีก่อนหักกลบไม่หมด ก็ไม่สามารถจ่ายได้ เลือก Final Tax หรือยื่นรวมเครดิตภาษี แบบไหนคุ้มกว่า ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของผู้ถือหุ้น ถ้ารายได้รวมทั้งปีต่ำจนอัตราภาษีไม่ถึง 10% การนำเงินปันผลไปรวมยื่นพร้อมใช้เครดิตภาษีจะคุ้มกว่าเพราะอาจได้ภาษีคืน แต่ถ้าฐานภาษีสูงกว่า 10% อยู่แล้ว การให้ภาษี 10% ที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax จะประหยัดกว่า วิธีง่ายๆ คือลองคำนวณภาษีทั้ง 2 แบบเปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจ จ่ายเงินปันผลแล้วต้องยื่นแบบอะไร บริษัทที่จ่ายเงินปันผลต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินปันผล (ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ขยายอีก 8 วัน) และต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินปันผลทุกคนเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี สามารถจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้สะดวกด้วย PEAK Tax ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

19 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชีคืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ หลักฐานที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี” เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543) เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งหลักฐานยืนยันรายการค้า เครื่องมือในการตรวจสอบบัญชี และหลักฐานประกอบการยื่นภาษี หากไม่มีเอกสารประกอบที่ครบถ้วน กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งเอกสารภายนอกและภายในให้ครบถ้วน เพราะล้วนเป็นหลักฐานที่นักบัญชีใช้ในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบถ้วนก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้เป็นหลักฐานหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้ ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี เอกสารที่ต้องเก็บตามมาตรานี้ ได้แก่ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19) โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบถ้วนช่วยให้สามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน กฎหมายกำหนดให้เก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการเอกสารบัญชีได้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารบัญชีได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงจัดเก็บเอกสารในระบบคลาวด์ที่ค้นหาง่ายและปลอดภัย ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วคุณจะรู้ว่าการจัดการเอกสารบัญชีไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอีกต่อไป คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องดำเนินการขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคารโดยเร็ว พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดสูญหาย เมื่อใด และดำเนินการอย่างไร สำหรับใบกำกับภาษีที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อดำเนินการแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ธุรกิจที่ขายเชื่อย่อมเจอลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บเงินไม่ได้ บทความนี้พาดูตั้งแต่ความหมาย หมวดบัญชี วิธีตั้งค่าเผื่อ 3 วิธี ไปจนถึงเกณฑ์ตัดหนี้สูญทางภาษี หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร ต่างจากหนี้สูญอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Debt) คือ ลูกหนี้ที่กิจการประเมินแล้วว่ามีโอกาสเก็บเงินไม่ได้ จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย หนี้สูญ (Bad Debt) คือ ลูกหนี้ที่ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว ยืนยันได้ว่าเก็บไม่ได้แน่นอน จึงตัดออกจากบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้สงสัยจะสูญเป็น “คาดว่าจะเก็บไม่ได้” ส่วนหนี้สูญคือ “ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้” เปรียบเทียบ 3 บัญชีที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 3 คำนี้มีความหมายและหมวดบัญชีต่างกัน สรุปไว้ในตารางดังนี้ รายการ หนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หนี้สูญ ความหมาย ค่าใช้จ่ายจากการประมาณว่าจะเก็บไม่ได้ ยอดสะสมที่ตั้งไว้เพื่อลดมูลค่าลูกหนี้ ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ตัดออกจากบัญชี หมวดบัญชี หมวด 5 ค่าใช้จ่าย หมวด 1 สินทรัพย์ (Contra Account) หมวด 5 ค่าใช้จ่าย (วิธีตัดตรง) แสดงในงบ งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (หักจากลูกหนี้) งบกำไรขาดทุน (วิธีตัดตรง) เป็นรายจ่ายภาษีได้ไหม ไม่ได้ ต้องบวกกลับ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ได้ ถ้าทำตามกฎกระทรวง 186 หนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่หมวดไหน หนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่แสดงในงบกำไรขาดทุน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์ ทำหน้าที่เป็น Contra Account หักจากลูกหนี้การค้า ทำให้ยอดลูกหนี้สุทธิใกล้เคียงมูลค่าจริง ส่วนหนี้สูญ ถ้าใช้วิธีตัดโดยตรง (Direct Write-Off) ก็อยู่ในหมวด 5 เช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยมเพราะรับรู้ค่าใช้จ่ายไม่ตรงงวด การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ มี 3 วิธี พร้อมตัวอย่าง ตาม TFRS for NPAEs กิจการเลือกใช้ได้ 3 วิธี ตัวอย่างทั้งหมดใช้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน วิธีร้อยละของยอดขายเชื่อสุทธิ คำนวณจากยอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี คูณด้วยอัตราที่ประเมินจากประสบการณ์ วิธีนี้ง่ายและเร็ว ไม่ต้องดูยอดค่าเผื่อเดิม ตัวอย่าง: ขายเชื่อสุทธิ 5,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 2% ค่าเผื่อที่ต้องตั้ง = 5,000,000 × 2% = 100,000 บาท วิธีร้อยละของยอดลูกหนี้คงเหลือ คำนวณจากยอดลูกหนี้ ณ สิ้นงวด แล้วหักค่าเผื่อเดิม วิธีนี้สะท้อนสถานะลูกหนี้ปัจจุบันได้ดีกว่า ตัวอย่าง: ลูกหนี้คงเหลือ 2,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 3% มีค่าเผื่อเดิม 20,000 บาท ค่าเผื่อที่ควรมี = 2,000,000 × 3% = 60,000 บาท ตั้งเพิ่ม = 60,000 − 20,000 = 40,000 บาท วิธีแยกอายุลูกหนี้ (Aging Analysis) แบ่งลูกหนี้ตามวันค้างชำระ ลูกหนี้ค้างนานใช้อัตราสูงกว่า วิธีนี้ให้ตัวเลขใกล้ความจริงที่สุด ตัวอย่าง: บริษัทฯ แบ่งลูกหนี้ตามอายุหนี้ดังนี้ อายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราประเมิน ค่าเผื่อ (บาท) ยังไม่ครบกำหนด 1,200,000 1% 12,000 เกินกำหนด 1-30 วัน 400,000 3% 12,000 เกินกำหนด 31-90 วัน 200,000 10% 20,000 เกินกำหนด 91-180 วัน 150,000 30% 45,000 เกินกำหนด 181 วันขึ้นไป 50,000 80% 40,000 รวม 2,000,000 129,000 ถ้ามีค่าเผื่อเดิม 50,000 บาท ต้องตั้งเพิ่ม 79,000 บาท (129,000 − 50,000) สำหรับ SME วิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุด เพราะเห็นชัดว่าลูกหนี้รายไหนเสี่ยง กิจการใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชีมาตั้งต้นได้ทันที วิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การบันทึกบัญชีแบ่งเป็น 3 กรณีตามสถานะของลูกหนี้ กรณีที่ 1 — ตั้งค่าเผื่อ เมื่อประเมินแล้วว่ามีลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บไม่ได้ สมมุติตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) หนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ผลกระทบ: ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ยอดลูกหนี้สุทธิลดลง กรณีที่ 2 — ตัดจำหน่ายหนี้สูญ เมื่อยืนยันว่าเก็บเงินไม่ได้แน่นอน เช่น ลูกหนี้ค้าง 30,000 บาท ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 ผลกระทบ: ค่าเผื่อและลูกหนี้ลดลงพร้อมกัน ยอดสุทธิไม่เปลี่ยน กรณีที่ 3 — หนี้สูญได้รับคืน ถ้าลูกหนี้ที่ตัดสูญแล้วกลับมาชำระ กิจการเลือกบันทึกได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 โอนกลับผ่านค่าเผื่อ แล้วบันทึกรับชำระ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 30,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 วิธีที่ 2 บันทึกเป็นรายได้อื่นทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 30,000 การตัดหนี้สูญทางภาษี ต้องทำอย่างไร ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ไม่สามารถนำไปเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องบวกกลับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) เฉพาะ “หนี้สูญ” ที่ทำตามเกณฑ์กฎหมายเท่านั้นจึงเป็นรายจ่ายได้ เกณฑ์การตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 หนี้ที่จะตัดสูญต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการ ยังไม่ขาดอายุความ และกรรมการจะเป็นลูกหนี้ไม่ได้ วิธีดำเนินการขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้แต่ละราย (แก้ไขโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) จำนวนหนี้ต่อราย วิธีดำเนินการ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องคดีแพ่ง หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่เกิน 2,000,000 บาท ทวงถามเป็นหลักฐาน ฟ้องคดี หรือเข้าสู่คดีล้มละลาย ไม่ว่าจำนวนเท่าไร กรรมการต้องอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี ทางบัญชี กับ ทางภาษี ต่างกันอย่างไร รายการ ทางบัญชี ทางภาษี เกณฑ์ตัดหนี้สูญ ใช้ดุลยพินิจตามมาตรฐานบัญชี ทำตามกฎกระทรวง 186 ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ เป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่เป็นรายจ่าย ต้องบวกกลับ หนี้สูญ เป็นค่าใช้จ่ายได้ เป็นรายจ่ายได้ ถ้าทำตามเกณฑ์ หนี้สูญได้รับคืน รายได้อื่น หรือโอนกลับค่าเผื่อ เงินได้ในรอบบัญชีที่ได้รับคืน ตัวอย่าง: บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท ตอนคำนวณภาษีต้องบวกกลับทั้งจำนวน ภายหลังตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 จำนวน 80,000 บาท จึงนำมาเป็นรายจ่ายได้ ปรับปรุงค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตอนปิดบัญชีปลายปี ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องทบทวนค่าเผื่อว่าเพียงพอหรือไม่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ ถ้าค่าเผื่อเดิมมากกว่าที่ควรมี ให้กลับรายการดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 20,000 หนี้สงสัยจะสูญ (กลับรายการ) 20,000 เรื่องนี้เป็นหนึ่งในรายการสำคัญตอนปิดบัญชีปลายปีที่ไม่ควรมองข้าม ถ้ากิจการมีลูกหนี้ค้างชำระนาน ก็ควรทบทวนค่าเผื่อให้ตรงกับสถานการณ์จริง สรุป: หนี้สงสัยจะสูญ เมื่อขายเชื่อ ให้ตั้งค่าเผื่อทุกสิ้นรอบด้วยวิธีแยกอายุลูกหนี้ เพราะให้ตัวเลขแม่นยำที่สุด ถ้ายืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ให้ตัดจำหน่ายหนี้สูญ แต่ถ้าจะนำไปหักเป็นรายจ่ายภาษี ต้องทำตามเกณฑ์กฎกระทรวง 186 ด้วย ไม่ใช่แค่ตัดในบัญชี จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยดูรายงานอายุลูกหนี้ได้ทันที นำข้อมูลไปตั้งค่าเผื่อได้อย่างถูกต้อง ดูวิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญและหนี้สูญใน PEAK ได้เลย หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สงสัยจะสูญ ตั้งค่าเผื่อแล้วลูกหนี้กลับมาชำระได้ ต้องทำอย่างไร ให้กลับรายการค่าเผื่อส่วนเกิน บันทึก Dr. ค่าเผื่อฯ / Cr. หนี้สงสัยจะสูญ ตามจำนวนที่ลดลง เลือกวิธีตั้งค่าเผื่อแล้ว เปลี่ยนวิธีภายหลังได้ไหม ได้ แต่ต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนควรเริ่มในรอบถัดไป และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ หนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้าง ต้องเก็บเอกสารทวงถาม สำเนาคำฟ้อง หรือหลักฐานล้มละลาย แล้วแต่กรณี รวมถึงคำสั่งกรรมการอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญ ลงวันที่ภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี กิจการที่ใช้เกณฑ์เงินสด ต้องตั้งค่าเผื่อไหม ไม่ต้อง เพราะกิจการเกณฑ์เงินสดไม่มีลูกหนี้การค้า การตั้งค่าเผื่อเกี่ยวข้องเฉพาะกิจการที่ใช้เกณฑ์คงค้างและมีการขายเชื่อ ตั้งค่าเผื่อต้องใช้รายงานอะไร ใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชี แสดงยอดลูกหนี้แยกตามวันค้างชำระ กำหนดอัตราแต่ละช่วงแล้วคำนวณค่าเผื่อได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

เกณฑ์คงค้าง คือ อะไร ต่างจากเกณฑ์เงินสดอย่างไร 

เกณฑ์คงค้าง คือ อะไร ต่างจากเกณฑ์เงินสดอย่างไร ในการทำบัญชีของนิติบุคคล สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเข้าใจตั้งแต่แรกคือ “เกณฑ์คงค้าง” หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Accrual Basis เพราะเป็นหลักการบันทึกบัญชีที่ธุรกิจจดทะเบียนเป็นบริษัทต้องใช้ตามมาตรฐานการบัญชีของไทย บทความนี้จะอธิบายทั้งเกณฑ์คงค้างและเกณฑ์เงินสด (Cash Basis) พร้อมตัวอย่างตัวเลขและวิธีเลือกใช้ให้ตรงกับธุรกิจของคุณ เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) คืออะไร เกณฑ์คงค้าง คือ หลักการบัญชีที่บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามวันที่ธุรกรรมเกิดขึ้นจริง โดยไม่สนใจว่าจะได้รับเงินหรือจ่ายเงินแล้วหรือยัง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าบริษัทส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าในเดือนมิถุนายน แม้จะยังไม่ได้รับเงินจนถึงเดือนสิงหาคม บัญชีตามเกณฑ์คงค้างก็จะบันทึกรายได้ในเดือนมิถุนายนทันที เพราะถือว่ารายได้เกิดขึ้นแล้ว ณ วันที่ส่งมอบสินค้า หลักการนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เกณฑ์สิทธิ” ซึ่งเป็นคำที่กรมสรรพากรใช้ในประมวลรัษฎากร หลักการเดียวกันแต่ใช้ชื่อต่างกันตามบริบท ในทางปฏิบัติ การบันทึกบัญชีแบบนี้ทำให้เห็นสถานะทางการเงินของธุรกิจที่ใกล้ความจริงมากกว่า เพราะรายได้และค่าใช้จ่ายจะแสดงอยู่ในงวดที่ธุรกรรมเกิดขึ้นจริง ไม่ผันผวนตามจังหวะการรับจ่ายเงิน ผู้ประกอบการจึงใช้ข้อมูลจากงบการเงินตัดสินใจได้แม่นยำกว่า เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) คืออะไร เกณฑ์เงินสด คือ หลักการบัญชีที่บันทึกรายได้เมื่อได้รับเงินจริง และบันทึกค่าใช้จ่ายเมื่อจ่ายเงินออกไปจริง ไม่สนใจว่าธุรกรรมนั้นเกิดขึ้นในงวดบัญชีไหน ถ้าใช้ตัวอย่างเดียวกัน บริษัทส่งสินค้าในเดือนมิถุนายน แต่ได้รับเงินเดือนสิงหาคม เกณฑ์เงินสดจะบันทึกรายได้ในเดือนสิงหาคม ไม่ใช่เดือนมิถุนายน เพราะเงินสดเข้ามาจริงตอนนั้น ในทางปฏิบัติ หน่วยงานราชการของไทยหลายแห่งยังคงใช้เกณฑ์เงินสดในการบันทึกบัญชี ส่วนบุคคลธรรมดาที่ทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายก็ใช้เกณฑ์นี้เช่นกัน เกณฑ์คงค้าง VS เกณฑ์เงินสด ต่างกันอย่างไร สรุปความแตกต่างของทั้ง 2 เกณฑ์ผ่านตาราง เพื่อให้เห็นภาพชัด ประเด็น เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) จุดรับรู้รายได้ วันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการ วันที่ได้รับเงิน จุดรับรู้ค่าใช้จ่าย วันที่ใช้สินค้าหรือรับบริการ วันที่จ่ายเงินออกไป บัญชีลูกหนี้-เจ้าหนี้ มี (เพราะบันทึกก่อนรับ-จ่ายเงิน) ไม่มี ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องปรับปรุงบัญชีสิ้นงวด) ง่ายกว่า (บันทึกตามเงินสด) ใครใช้ นิติบุคคลตามกฎหมาย บุคคลธรรมดา, หน่วยงานราชการ งบการเงิน สะท้อนผลการดำเนินงานจริง อาจไม่ตรงกับงวดที่เกิดธุรกรรม ตัวอย่างเปรียบเทียบบันทึกบัญชี 2 เกณฑ์ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าเช่าสำนักงานล่วงหน้า 120,000 บาท สำหรับ 12 เดือน (มกราคม-ธันวาคม) โดยจ่ายเงินทั้งก้อนในวันที่ 1 มกราคม เกณฑ์เงินสด บันทึกค่าเช่า 120,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในเดือนมกราคมทันที เพราะจ่ายเงินออกไปแล้ว เกณฑ์คงค้าง บันทึกค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ตลอด 12 เดือน เพราะค่าเช่าแต่ละเดือนเป็นค่าใช้จ่ายของงวดนั้น ส่วนที่จ่ายล่วงหน้าจะบันทึกเป็น “ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 บาท วิธีบันทึกบัญชี ณ วันที่ 1 มกราคม (เกณฑ์คงค้าง) รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 120,000 — เงินสด — 120,000 ทุกสิ้นเดือน (มกราคม-ธันวาคม) รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) ค่าเช่า 10,000 — ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า — 10,000 ผลลัพธ์ที่ต่างกันคือ ถ้าดูงบกำไรขาดทุนเดือนมกราคม เกณฑ์เงินสดจะแสดงค่าใช้จ่ายสูงถึง 120,000 บาท ส่วนวิธี Accrual แสดงเพียง 10,000 บาท ซึ่งสะท้อนค่าใช้จ่ายจริงของเดือนนั้นได้ถูกต้องกว่า ลองดูอีกตัวอย่างฝั่งรายได้ สมมุติบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ให้บริการที่ปรึกษาเดือนธันวาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจ่ายเงินในเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป ตามวิธี Accrual บริษัทจะบันทึกรายได้ 50,000 บาทในเดือนธันวาคมทันที โดยตั้งบัญชีลูกหนี้รอรับเงิน ส่วนวิธีเงินสดจะยังไม่บันทึกรายได้จนกว่าจะได้รับเงินจริงในเดือนกุมภาพันธ์ ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อตัวเลขกำไรขาดทุนในแต่ละปี เกณฑ์คงค้างกับเกณฑ์เงินสด มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เกณฑ์คงค้าง เกณฑ์เงินสด ข้อดี งบการเงินสะท้อนผลการดำเนินงานจริงของแต่ละงวด บันทึกง่าย ไม่ต้องปรับปรุงบัญชีสิ้นงวด เห็นภาพลูกหนี้-เจ้าหนี้ครบถ้วน วางแผนการเงินได้ดี เห็นเงินสดจริงที่รับ-จ่ายได้ชัดเจน เป็นมาตรฐานสากล ธนาคารและนักลงทุนยอมรับ เหมาะกับธุรกิจเล็กที่รับ-จ่ายเงินสดเป็นหลัก ข้อเสีย ซับซ้อนกว่า ต้องมีความรู้บัญชีหรือใช้โปรแกรมช่วย งบการเงินอาจไม่ตรงกับงวดจริง ทำให้กำไรขาดทุนผิดเพี้ยน ต้องปรับปรุงบัญชีทุกสิ้นงวด (adjusting entries) ไม่มีข้อมูลลูกหนี้-เจ้าหนี้ วางแผนยาก SME ไทยต้องใช้เกณฑ์ไหน ตามกฎหมาย ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องใช้เกณฑ์คงค้างในการจัดทำงบการเงิน เพราะ TFRS for NPAEs ซึ่งเป็นมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ SME ของไทย กำหนดให้เกณฑ์คงค้างและการดำเนินงานต่อเนื่องเป็นข้อสมมติฐานพื้นฐานในการจัดทำงบการเงิน ในฝั่งภาษี กรมสรรพากรใช้คำว่า “เกณฑ์สิทธิ” ซึ่งมีหลักการคล้ายกับเกณฑ์คงค้าง โดยกำหนดให้นิติบุคคลรับรู้รายได้และค่าใช้จ่ายตามวันที่เกิดสิทธิ ไม่ใช่วันที่รับจ่ายเงิน สรุปง่าย ๆ ถ้าคุณจดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน คุณต้องใช้หลักการ Accrual ในงบการเงิน ส่วนบุคคลธรรมดาที่ทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายยังใช้วิธีเงินสดได้ ทั้งนี้ แม้จะเริ่มต้นธุรกิจเป็นบุคคลธรรมดา แต่ถ้าเมื่อไรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องเปลี่ยนมาใช้ Accrual Basis ทันที เพราะสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้จะจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานนี้ เกณฑ์สิทธิ กับ เกณฑ์คงค้าง เหมือนหรือต่างกัน หลักการเดียวกันแต่ใช้ในบริบทต่างกัน “เกณฑ์คงค้าง” เป็นคำที่สภาวิชาชีพบัญชีและมาตรฐาน TFRS for NPAEs ใช้ ส่วน “เกณฑ์สิทธิ” เป็นคำที่กรมสรรพากรใช้ในประมวลรัษฎากร ทั้งสองคำพูดถึงหลักการบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามวันที่เกิดธุรกรรม ไม่ใช่วันที่รับจ่ายเงิน ดังนั้น ถ้าคุณเจอคำว่า “เกณฑ์สิทธิ” ในเอกสารสรรพากร ให้เข้าใจว่าคือ Accrual Basis เหมือนกัน เพียงแต่ชื่อเรียกต่างกันตามหน่วยงาน สรุป: เลือกใช้เกณฑ์ไหนให้เหมาะกับธุรกิจ Accrual Basis บันทึกรายการตามวันที่ธุรกรรมเกิดขึ้น ส่วน Cash Basis บันทึกตามวันรับจ่ายเงินจริง SME ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องใช้วิธี Accrual ตาม TFRS for NPAEs ส่วนบุคคลธรรมดาใช้วิธีเงินสดได้ สิ่งสำคัญคือการบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้างอย่างถูกต้อง จะช่วยให้งบการเงินของธุรกิจสะท้อนภาพจริง ใช้ตัดสินใจได้ และพร้อมสำหรับการยื่นภาษีโดยไม่ต้องปรับปรุงย้อนหลัง จัดการบัญชีตามเกณฑ์คงค้างให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีระบบบันทึกบัญชีตามเกณฑ์คงค้างอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Recurring ที่ช่วยสร้างเอกสารรายได้และค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเป็นประจำทุกเดือน เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ค่าบริการบัญชีรายเดือน หรือค่าบริการรายงวด โดยระบบจะบันทึกบัญชีและส่งเอกสารให้อัตโนมัติตามวันที่กำหนด ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมบันทึกรายการหรือปรับปรุงบัญชีสิ้นงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเกณฑ์คงค้างและเกณฑ์เงินสด เกณฑ์คงค้าง ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เกณฑ์คงค้าง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Accrual Basis หรือ Accrual Basis of Accounting ส่วนเกณฑ์เงินสดเรียกว่า Cash Basis ทั้งสองคำนี้เป็นศัพท์บัญชีสากลที่ใช้ทั่วโลก ทำไมนิติบุคคลต้องใช้เกณฑ์คงค้าง เพราะมาตรฐาน TFRS for NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชีกำหนดให้หลักการนี้เป็นข้อสมมติฐานพื้นฐานในการจัดทำงบการเงิน เพื่อให้งบแสดงผลการดำเนินงานที่แท้จริงของแต่ละงวด ธนาคาร นักลงทุน และสรรพากรจึงใช้ข้อมูลจากงบเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ การใช้หลักการเดียวกันยังทำให้เปรียบเทียบผลประกอบการระหว่างธุรกิจต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เกณฑ์เงินสดเหมาะกับธุรกิจแบบไหน เกณฑ์เงินสดเหมาะกับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่ซับซ้อน เช่น ฟรีแลนซ์ที่ทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายตามประกาศกรมสรรพากร หรือร้านค้าเล็กที่รับจ่ายเงินสดเป็นหลัก แต่ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ต้องเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์คงค้าง การปรับปรุงบัญชีตอนสิ้นงวดคืออะไร การปรับปรุงบัญชีสิ้นงวด (Adjusting Entries) คือการบันทึกรายการเพิ่มเติมเมื่อสิ้นรอบบัญชี เพื่อให้รายได้และค่าใช้จ่ายอยู่ในงวดที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การตัดค่าเช่าจ่ายล่วงหน้าเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน หรือการบันทึกรายได้ค้างรับที่ส่งสินค้าแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ การปรับปรุงเหล่านี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้งบการเงินสะท้อนฐานะจริงของกิจการ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่องสำคัญปิดบัญชีปลายปีที่ควรรู้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์สามารถช่วยคำนวณและบันทึกรายการเหล่านี้ได้อัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

แคชเชียร์เช็ค คืออะไร ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง วิธีซื้อและใช้ในธุรกิจ

ต้องจ่ายเงินค่าที่ดิน 5 ล้านบาท จะพกเงินสดไปก็ไม่ปลอดภัย โอนผ่านแอปก็เกินวงเงิน ทางออกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “แคชเชียร์เช็ค” เช็คที่ธนาคารเป็นคนออก รับรองว่ามีเงินจ่ายแน่นอน บทความนี้อธิบายว่าแคชเชียร์เช็คคืออะไร ต่างจากเช็คธรรมดายังไง ซื้อที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร ขึ้นเงินยังไง พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่เว็บอื่นไม่มีสอน แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) คืออะไร แคชเชียร์เช็คคือเช็คที่ออกโดยธนาคาร โดยธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อเช็คทันที แล้วออกเช็คในนามของธนาคารให้ผู้ซื้อนำไปมอบให้ผู้รับเงิน จุดสำคัญคือ ธนาคารเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน ไม่ใช่บุคคลหรือบริษัท ทำให้ผู้รับเช็คมั่นใจได้ว่าจะได้เงินแน่นอน ไม่มีปัญหาเช็คเด้งเหมือนเช็คทั่วไป (ยกเว้นธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier’s Check (สะกดแบบอเมริกัน) บางธนาคารเรียกว่า “เช็คของธนาคาร” หรือ “แบงก์ดราฟต์” แคชเชียร์เช็ค ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง แคชเชียร์เช็ค เช็คทั่วไป ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร บุคคล/บริษัท หักเงินเมื่อไร ทันทีที่ซื้อเช็ค เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน โอกาสเช็คเด้ง แทบไม่มี มีได้ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้อง (จ่ายเงินสดซื้อได้) ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียม ~20 บาท/ฉบับ ไม่มี (แต่มีค่าสมุดเช็ค) เหมาะกับ ธุรกรรมใหญ่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ จดทะเบียนบริษัท จ่ายค่าสินค้า/บริการทั่วไป สรุปง่าย ๆ คือ แคชเชียร์เช็คปลอดภัยกว่า เพราะธนาคารการันตีว่ามีเงินจ่ายจริง ส่วนเช็คทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบัญชีมีเงินพอหรือไม่ ณ วันที่นำไปขึ้นเงิน ใช้แคชเชียร์เช็คในสถานการณ์ไหนบ้าง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินมักแนะนำให้ใช้แคชเชียร์เช็คเพราะสะดวกและปลอดภัย ซื้อรถยนต์เงินสด ศูนย์รถยนต์ส่วนใหญ่รับแคชเชียร์เช็คเป็นช่องทางชำระเงินหลัก เพราะยอดเงินสูงเกินวงเงินโอนออนไลน์ของหลายธนาคาร ชำระเงินทุนจดทะเบียนบริษัท เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจขอดูหลักฐานว่ามีเงินทุนจริง ขั้นตอนคือ ผู้เริ่มก่อการต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท แล้วนำเงินค่าหุ้นฝากเข้าบัญชี โดยนิยมใช้วิธีซื้อเช็คแบงก์สั่งจ่ายในนามบริษัทแล้วนำไปฝาก เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเงินทุนจริง ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 5 บาท (ขั้นต่ำ 1 หุ้น × มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117) แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จดทะเบียนที่ 1-5 ล้านบาท ตามความน่าเชื่อถือที่ต้องการ ชำระเงินระหว่างธุรกิจ เมื่อคู่ค้าที่ยังไม่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อนต้องการความมั่นใจ แคชเชียร์เช็คช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ วิธีซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคาร ซื้อได้ที่ทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีกับธนาคารที่ซื้อ (แต่ถ้ามีบัญชีจะสะดวกกว่าเพราะหักจากบัญชีได้เลย) เตรียมข้อมูล: ชื่อผู้รับเงิน (ต้องระบุชัดเจน) จำนวนเงิน และบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุ พร้อมค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละธนาคารคิดใกล้เคียงกัน (ตรวจสอบอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ ธปท.) ธนาคาร ค่าธรรมเนียม/ฉบับ กสิกรไทย 20 บาท กรุงเทพ 20 บาท ไทยพาณิชย์ 20 บาท กรุงไทย 20 บาท บางธนาคารเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเช็คแบงก์ผ่านแอปมือถือหรือ Internet Banking ได้แล้ว โดยไม่ต้องไปสาขา ตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้บริการ รับแคชเชียร์เช็ค พร้อมใบเสร็จรับเงินและต้นขั้วเช็ค เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ข้อควรรู้: ถ้าซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารอาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) เช่น หลักฐานที่มาของเงิน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น บันทึกบัญชีแคชเชียร์เช็คยังไง เมื่อบริษัทซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วส่งมอบให้ผู้รับทันที: รายการ Dr. Cr. เจ้าหนี้การค้า (หรือบัญชีที่จ่าย) XXX เงินฝากธนาคาร XXX เงินถูกหักจากบัญชีทันทีที่ซื้อเช็ค จึงเครดิตเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอจนผู้รับนำเช็คไปขึ้นเงิน กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คไว้แต่ยังไม่ส่งมอบ: รายการ Dr. Cr. แคชเชียร์เช็ครอจ่าย XXX เงินฝากธนาคาร XXX พอส่งมอบเช็คให้ผู้รับแล้ว จึงบันทึก Dr. เจ้าหนี้ / Cr. เช็ครอจ่าย กรณีบริษัทรับเช็คแบงก์จากลูกค้า: รายการ Dr. Cr. เช็ครับ (สินทรัพย์) XXX ลูกหนี้การค้า XXX เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแล้ว จึงบันทึก Dr. เงินฝากธนาคาร / Cr. เช็ครับ สำหรับเช็คแบงก์จะขึ้นเงินได้ทันที (ไม่ต้องรอ clearing เหมือนเช็คทั่วไป) ถ้าเป็นสาขาเดียวกับที่ออกเช็ค สำหรับผู้ใช้ PEAK ระบบมีฟังก์ชันบันทึกเช็ครับ-จ่ายโดยเฉพาะ ไม่ต้องลงรายการด้วยมือ ดูวิธีใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้แคชเชียร์เช็ค สูญหายหรือถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารที่ออกเช็คทันทีเพื่อระงับการจ่ายเงิน แล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นำใบแจ้งความมายื่นกับธนาคารเพื่อขอออกเช็คใหม่ ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บต่างพื้นที่ ถ้านำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดอื่น อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น หมื่นละ 10 บาท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย ต่างจากเช็คทั่วไปที่เจ้าของบัญชีสั่งอายัดได้ ต้องนำตัวเช็คจริง ใบเสร็จ และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่สาขาธนาคารเพื่อทำเรื่องยกเลิกและขอเงินคืน ทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้ ปัจจุบันหลายธุรกรรมที่เคยต้องใช้เช็คแบงก์ สามารถใช้วิธีอื่นแทนได้แล้ว เช่น โอนเงินข้ามธนาคาร (ORFT) สำหรับยอดสูงถึง 2 ล้านบาท/ครั้ง พร้อมเพย์สำหรับยอดไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือบริการ Bulk Payment สำหรับจ่ายหลายรายพร้อมกัน แต่สำหรับธุรกรรมที่ต้องการหลักฐานทางกายภาพ (เช่น จดทะเบียนที่กรมที่ดิน) เช็คแบงก์ยังคงเป็นทางเลือกหลัก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคชเชียร์เช็ค แคชเชียร์เช็คมีอายุกี่วัน หมดอายุไหม ตามป.พ.พ. มาตรา 991 ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ยื่นเกิน 6 เดือนนับจากวันออก ในทางปฏิบัติ ธนาคารส่วนใหญ่แนะนำให้นำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินภายใน 6 เดือน ถ้าเกินกำหนดนี้อาจต้องติดต่อธนาคารเป็นกรณีพิเศษ แคชเชียร์เช็คขึ้นเงินต่างธนาคารได้ไหม ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีที่ธนาคารอื่นได้ แต่ต้องรอ clearing ประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้าต้องการเงินทันทีควรไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดียวกับที่ออกเช็ค ซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ต้องทำยังไง ซื้อได้ แต่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานที่มาของเงิน ควรเตรียมเอกสารไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา แคชเชียร์เช็คเด้งได้ไหม แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ออกเช็ค เงินอยู่ในความดูแลของธนาคาร กรณีเดียวที่อาจเกิดขึ้นคือธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งในประเทศไทยมีระบบกองทุนคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เข้าใจค่าเสื่อมราคา สรุปวิธีคำนวณและอัตราตามกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคา เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไป พูดง่ายๆ ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเหมือนการจ่ายเงินสด แต่กลับส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ และต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต หากไม่มีการคำนวณที่ถูกต้อง ตัวเลขทางบัญชีอาจไม่สะท้อนสภาพจริงของกิจการ และทำให้เจ้าของธุรกิจวางแผนผิดทิศได้โดยไม่รู้ตัว ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดู 5 ด้านสำคัญที่ค่าเสื่อมราคาสะท้อนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้วางแผนการเงินให้แม่นยำขึ้น ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรลดลงตามการใช้งาน สินทรัพย์ถาวรในที่นี้หมายถึงของที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคารสำนักงาน หรือคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 150,000 บาท คาดว่าใช้งานได้ 5 ปีก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่าย 150,000 บาททันทีในเดือนที่ซื้อ ร้านต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 30,000 บาท ตลอด 5 ปี เพื่อให้ต้นทุนกาแฟแต่ละปีสะท้อนการใช้เครื่องจริง สินทรัพย์ถาวร คืออะไร และอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อม สิสินทรัพย์ถาวร คือทรัพย์สินที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ มีตัวตนจับต้องได้ ใช้งานเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้มีไว้ขาย และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี เช่น เครื่องจักรในโรงงาน รถส่งของ หรืออาคารโกดังเก็บสินค้า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ธุรกิจซื้อมาจะต้องคิดค่าเสื่อมราคา ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4(5) กรมสรรพากรกำหนดชัดว่าทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมได้คือ “ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า” นั่นหมายความว่ามีของอยู่ 2 อย่างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเลย ที่ดินไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยสภาพแล้วที่ดินไม่เสื่อมสภาพลงตามการใช้งาน ต่างจากอาคารที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งต้องคิดค่าเสื่อม ส่วนสินค้าคงเหลือก็ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเช่นกัน เพราะสินค้าคงเหลือถูกซื้อมาเพื่อขายต่อ ไม่ใช่เพื่อใช้งานระยะยาว บัญชีจะบันทึกเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออกไปแทน ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพจริงของกิจการใน 5 เรื่องหลัก วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา มีกี่วิธี ค่าเสื่อมราคาคำนวณได้ 4 วิธีหลัก แต่ละวิธีเหมาะกับสินทรัพย์ต่างประเภทกัน วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี สูตรคือ ราคาทุนลบมูลค่าซาก (ราคาที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ได้เมื่อเลิกใช้งาน) หารด้วยอายุการใช้งาน ตัวอย่าง บริษัท ขนส่งไว จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคาทุน 500,000 บาท มูลค่าซากประเมินไว้ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี คำนวณได้ (500,000 ลบ 50,000) หารด้วย 5 เท่ากับ 90,000 บาทต่อปี เท่ากันทุกปีตลอด 5 ปี ดูตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้คิดค่าเสื่อมสูงในปีแรกแล้วค่อยๆ ลดลง โดยใช้อัตราเส้นตรงคูณ 2 แล้วคูณกับมูลค่าคงเหลือต้นปี วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits) เป็นอีกวิธีแบบเร่งค่าเสื่อม เหมาะกับเครื่องจักรหรือยานพาหนะที่มีอายุใช้งานพอสมควรแต่เสื่อมสภาพเร็วในช่วงต้น คำนวณจากผลรวมจำนวนปีมาหารสัดส่วนในแต่ละปี วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงทำงาน (Units of Production) เหมาะกับสินทรัพย์ที่วัดปริมาณการใช้งานได้ชัดเจน เช่น เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงาน คำนวณจากราคาทุนลบมูลค่าซาก หารด้วยจำนวนหน่วยผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุการใช้งาน ตารางเปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา วิธีคำนวณ ลักษณะค่าเสื่อม เหมาะกับสินทรัพย์ เส้นตรง เท่ากันทุกปี อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ยอดลดลงทวีคูณ สูงปีแรก ลดลงเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลรวมจำนวนปี สูงปีแรก ลดลงแบบขั้นบันได เครื่องจักร ยานพาหนะ ตามผลผลิต ผันตามปริมาณใช้งานจริง เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงานได้ อัตราค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย ต้องหักเท่าไร สำหรับการคำนวณภาษี กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 แยกตามประเภทสินทรัพย์ดังนี้ ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร 5 เปอร์เซ็นต์ อาคารชั่วคราว 100 เปอร์เซ็นต์ สิทธิการเช่า (ไม่มีสัญญาต่ออายุ) 100 หารด้วยจำนวนปีอายุสัญญาเช่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสามารถเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ตามอายุการใช้งานจริง แต่ห้ามหักเกินเพดานที่กำหนด (อ้างอิงจากกรมสรรพากร พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) สิทธิพิเศษสำหรับ SME ถ้าธุรกิจมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กฎหมายให้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเร่งด่วนในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ดังนี้ สิทธินี้ช่วยให้ธุรกิจ SME ลดภาษีได้เร็วขึ้นในปีที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ค่าเสื่อมราคา ต่างจากค่าตัดจำหน่ายอย่างไร ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นแนวคิดเดียวกันคือทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้เรียกกับสินทรัพย์คนละประเภท ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือค่าความนิยม (กู๊ดวิล) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท จะบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้ในกิจการราคา 200,000 บาท จะบันทึกเป็นค่าตัดจำหน่ายแทน แม้หลักการคำนวณจะคล้ายกันมาก ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาได้แล้ว ต้องบันทึกบัญชีทุกสิ้นงวดหรือสิ้นปี โดยลงรายการดังนี้ เดบิต (ฝั่งบันทึกรายการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์) ค่าเสื่อมราคา บันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่าย เครดิต (ฝั่งตรงข้ามของเดบิต) ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกในงบแสดงฐานะการเงิน หักจากมูลค่าสินทรัพย์ ตัวอย่างจากร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ที่คำนวณค่าเสื่อมเครื่องชงกาแฟได้ปีละ 30,000 บาท จะบันทึกบัญชีทุกสิ้นปีเป็น เดบิตค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท เครดิตค่าเสื่อมราคาสะสม 30,000 บาท เมื่อครบ 5 ปี ยอดค่าเสื่อมราคาสะสมจะเท่ากับ 150,000 บาท เท่ากับราคาทุนของเครื่องพอดี ค่าเสื่อมราคาสะสมนี้จะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์ของงบแสดงฐานะการเงิน หักลบจากราคาทุนเดิม ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชีที่แท้จริงของสินทรัพย์ในวันนั้น สรุป: จัดการค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนจริง วางแผนลงทุนทันเวลา และใช้สิทธิลดภาษีได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องจำคือ ที่ดินและสินค้าคงเหลือไม่ต้องคิดค่าเสื่อม เลือกวิธีคำนวณให้เหมาะกับประเภทสินทรัพย์ และตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ที่ได้สิทธิหักเร่งด่วนหรือไม่ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ แม่นยำตามกฎหมาย ด้วย PEAK Asset ถ้าไม่อยากคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยมือทุกเดือนPEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกรายงานสินทรัพย์ถาวรได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุน ส่วนค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดสินทรัพย์ หักลบจากราคาทุนของสินทรัพย์นั้นในงบแสดงฐานะการเงิน ค่าเสื่อมราคา คิดยังไงให้เร็วที่สุด วิธีที่คำนวณง่ายและเร็วที่สุดคือวิธีเส้นตรง เอาราคาทุนลบมูลค่าซาก แล้วหารด้วยจำนวนปีอายุการใช้งาน ได้ตัวเลขที่ต้องหักต่อปีทันที เหมาะกับสินทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ต้องการคำนวณซับซ้อน ค่าเสื่อมราคา ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษเรียกว่า Depreciation ส่วนค่าตัดจำหน่ายเรียกว่า Amortization ทั้งสองคำมักถูกใช้แยกกันตามประเภทสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนหรือทุกปี ทางบัญชีสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งรายเดือนและรายปี ขึ้นอยู่กับรอบการปิดงบของธุรกิจ ถ้าต้องการดูตัวเลขกำไรขาดทุนรายเดือนที่แม่นยำ แนะนำให้คิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนแทนการคิดรวมทีเดียวตอนสิ้นปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย ครบจบ

อยากเปิดบริษัทแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? จดทะเบียนบริษัทในปี 2569 ง่ายกว่าที่คิด เพราะกฎหมายใหม่ลดผู้ก่อตั้งเหลือแค่ 2 คน แถมจดออนไลน์ผ่าน DBD ได้ทั้งหมด บทความนี้รวมครบทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนเปิดบริษัท ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เอกสารที่ต้องเตรียม ค่าใช้จ่าย ไปจนถึงสิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียนเสร็จ ซึ่งหลายเว็บไม่ได้บอก จดทะเบียนบริษัทคืออะไร ทำไมต้องจด การจดทะเบียนบริษัทคือการจัดตั้ง “นิติบุคคล” (บริษัทที่มีสถานะทางกฎหมายแยกจากเจ้าของ) กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อให้ธุรกิจเป็นที่ยอมรับตามกฎหมาย ทำไมควรจดทะเบียนบริษัท แทนที่จะทำธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา? บริษัทจำกัดกับห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ต่างกันอย่างไร ก่อนตัดสินใจจดทะเบียน คุณต้องเลือกก่อนว่าจะจดแบบไหน นี่คือความแตกต่างหลัก 3 มิติ เปรียบเทียบ บริษัทจำกัด (บจก.) ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) จำนวนคนขั้นต่ำ 2 คนขึ้นไป (กฎหมายใหม่ 2565) 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบหนี้สิน ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดตามทุนที่ลง หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัด (ปกติคือหุ้นส่วนผู้จัดการ) ต้องรับผิดไม่จำกัด เอาทรัพย์สินส่วนตัวจ่ายหนี้ได้ รูปแบบภาษี เสียภาษีนิติบุคคล อัตราสูงสุด 20% เสียภาษีนิติบุคคลเช่นกัน แต่หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาด้วย (สูงสุด 35%) ธุรกิจที่ต้องการปกป้องทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ ส่วนใหญ่เลือกจดเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนบริษัท กี่คน กฎหมายใหม่ปี 2565 ปัจจุบันใช้ผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 2 คน ลดจากเดิม 3 คน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ผู้ก่อตั้งทั้ง 2 คนต้องเป็นบุคคลธรรมดา อายุ 12 ปีขึ้นไป ถือหุ้นคนละอย่างน้อย 1 หุ้น จดทะเบียนบริษัท 1 คนได้ไหม ปัจจุบันยังไม่ได้ ต้องใช้อย่างน้อย 2 คน แม้จะมีร่างพระราชบัญญัติบริษัทจำกัดคนเดียวอยู่ แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้สำหรับบริษัทจำกัดทั่วไป ถ้าคุณทำธุรกิจคนเดียวจริง มี 2 ทางเลือก สำหรับธุรกิจที่โตแล้ว ทางเลือกแรกคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เอกสารจดทะเบียนบริษัท ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนไปจดทะเบียน หนังสือบริคณห์สนธิคืออะไร หนังสือบริคณห์สนธิ คือเอกสารก่อตั้งบริษัทที่ระบุข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่ตั้งสำนักงาน สิ่งที่บริษัทจะทำ จำนวนทุน และจำนวนหุ้น ต้องจดทะเบียนกับ DBD ก่อนจึงจะจัดตั้งบริษัทได้ ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัท ทำยังไง การจดทะเบียนบริษัทมี 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 จองชื่อนิติบุคคล เข้าเว็บไซต์ DBD e-Registration แล้วจองชื่อบริษัท ระบบจะตรวจชื่อซ้ำให้อัตโนมัติ ชื่อที่จองไว้ใช้ได้ 30 วัน ถ้าไม่จดทะเบียนภายในกำหนดต้องจองใหม่ เคล็ดลับ: เตรียมชื่อสำรองไว้ 2-3 ชื่อ เพราะชื่อที่ต้องการอาจซ้ำกับบริษัทอื่น ขั้นตอนที่ 2 จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิกับ DBD โดยระบุรายละเอียดดังนี้ ค่าธรรมเนียม 500 บาท (ข้อมูลจาก DBD) ขั้นตอนที่ 3 ประชุมจัดตั้งบริษัท หลังจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเสร็จ ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติเรื่องสำคัญ ผู้ถือหุ้นต้องชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นในวันประชุม ขั้นตอนที่ 4 จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรรมการนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทกับนายทะเบียน พร้อมแนบหลักฐานการชำระค่าหุ้น (ใบสำคัญรับชำระเงินค่าหุ้น) ด้วย ต้องยื่นภายใน 3 เดือนนับจากวันประชุมจัดตั้ง มิฉะนั้นถือเป็นโมฆะ เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้ว บริษัทก็ถือกำเนิดเป็นนิติบุคคลทันที จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ปัจจุบันสามารถจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ทั้งหมดผ่านระบบ DBD e-Registration ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD ข้อดีของการจดออนไลน์ ผู้ใช้งานต้องสมัครสมาชิกและยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน จากนั้นกรอกข้อมูลตามที่ระบบแนะนำ ระบบจะตรวจสอบเอกสารและแจ้งผลภายใน 1-3 วันทำการ ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนบริษัท ใช้เงินเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนบริษัทแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ค่าธรรมเนียมราชการ รายการ ค่าธรรมเนียม (จดที่สำนักงาน) ค่าธรรมเนียม (จดออนไลน์ ลด 50%) จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท 250 บาท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 5,000 บาท (ทุน 1 ล้าน) 2,500 บาท ค่าอากรแสตมป์ 200 บาท 200 บาท ค่าคัดสำเนาเอกสาร ประมาณ 500 บาท ประมาณ 500 บาท รวมประมาณ 6,200 บาท 3,450 บาท ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทคิดตามทุน หุ้นละ 100 บาท ขั้นต่ำ 5,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท (ข้อมูลจาก DBD) ค่าบริการสำนักงานบัญชีหรือทนายความ ถ้าไม่อยากจัดการเอกสารเอง จ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความช่วยจดทะเบียนได้ ค่าบริการตลาดอยู่ที่ประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นกับความซับซ้อนของธุรกิจ ทุนจดทะเบียน และบริการเสริม เช่น จดทะเบียน VAT จดทะเบียนนายจ้าง ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นต่ำเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ แต่ต้องมีอย่างน้อย 2 หุ้น (เท่ากับจำนวนผู้ถือหุ้น) โดยมูลค่าหุ้นขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท ในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่จดทุนที่ 1,000,000 บาท เพราะเป็นตัวเลขที่ดูน่าเชื่อถือสำหรับคู่ค้าและธนาคาร แต่ไม่จำเป็นต้องชำระเต็มจำนวน ชำระขั้นต่ำ 25% ก็พอ (เช่น ทุน 1 ล้าน ชำระ 250,000 บาท) จดทะเบียนบริษัทใช้เวลากี่วัน วิธีจดทะเบียน ระยะเวลาโดยประมาณ จดที่สำนักงาน DBD 1-3 วันทำการ (ถ้าเอกสารครบ) จดออนไลน์ผ่าน e-Registration 1-3 วันทำการ (หลังยื่นเอกสารครบ) จ้างสำนักงานบัญชีทำให้ 3-7 วัน (รวมเตรียมเอกสาร) ระยะเวลาจริงขึ้นกับความครบถ้วนของเอกสาร ถ้าเอกสารไม่ครบหรือมีข้อผิดพลาด อาจใช้เวลานานกว่า หลังจดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรต่อ จดทะเบียนเสร็จไม่ได้แปลว่าจบ นิติบุคคลใหม่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้ารายได้ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน (ตามประมวลรัษฎากร) แม้ยังไม่ถึงเกณฑ์ก็จดล่วงหน้าได้ เพื่อเรียกคืนภาษีซื้อ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร สรุปครบสำหรับ SME เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท เตรียมหนังสือรับรองบริษัท (ออกไม่เกิน 6 เดือน) บัตรประชาชนกรรมการ และตรายาง ไปเปิดบัญชีในนามบริษัท ธนาคารส่วนใหญ่เปิดบัญชีนิติบุคคลได้ภายใน 1 วัน ทำบัญชีเล่มแรกและจ้างผู้สอบบัญชี กฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายจัดทำบัญชี (ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543) ต้องจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินทุกปีด้วย 📄 [แทรกรูป: ตัวอย่างหน้าจอโปรแกรมบัญชี PEAK] ให้ user จับภาพหน้าจอจากระบบ PEAK demo พื้นหลัง #2c90ed ขึ้นทะเบียนประกันสังคม บริษัทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ปฏิทินภาษีที่นิติบุคคลต้องรู้ ความถี่ ภาษี/แบบฟอร์ม กำหนดยื่น ทุกเดือน แบบ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทุกเดือน แบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทุกเดือน แบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) กรณีจด VAT ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ครึ่งปี แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบ 6 เดือน รายปี แบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี รายปี งบการเงิน + ส่ง DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร จะได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน อ่านรายละเอียดภาษีที่นิติบุคคลต้องรู้เพิ่มเติมในบทความภาษีนิติบุคคล สรุปครบทุกเรื่องที่ต้องยื่น สรุป: จดทะเบียนบริษัท 2569 ทำได้ใน 4 ขั้นตอน จดทะเบียนเสร็จแล้ว จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก พอเปิดบริษัทเสร็จ สิ่งที่ตามมาทันทีคือการทำบัญชีและยื่นภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้นิติบุคคลใหม่ออกใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่าย และเตรียมยื่นภาษีได้ง่ายตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องจ้างพนักงานบัญชีเพิ่มในช่วงเริ่มต้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนบริษัทที่ไหนได้บ้าง จดได้ 2 ช่องทาง คือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงาน DBD ทุกจังหวัด หรือจดออนไลน์ผ่าน edbr.dbd.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง การจดออนไลน์ได้ส่วนลดค่าธรรมเนียม 50% จดทะเบียนบริษัท กี่คนก็ได้จริงไหม ไม่จริง ต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน ตามกฎหมายที่แก้ไขปี 2565 เดิมกำหนดขั้นต่ำ 3 คน แต่ปัจจุบันลดเหลือ 2 คน จดทะเบียนบริษัทแล้วไม่ทำธุรกิจได้ไหม ได้ แต่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น จัดทำบัญชี ยื่นงบการเงินประจำปี และยื่นภาษี แม้รายได้เป็นศูนย์ ถ้าไม่ทำจะถูกปรับและอาจถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน ใช้ที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทได้ไหม ได้ ถ้าเจ้าของบ้านยินยอม ต้องเตรียมหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน หลายธุรกิจ SME เริ่มต้นจากบ้านก่อน แล้วค่อยย้ายเมื่อธุรกิจโตขึ้น จดทะเบียนบริษัททุน 1 ล้าน ต้องมีเงินเท่าไร ไม่ต้องมีเงิน 1 ล้านบาทเต็ม ชำระค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ก็พอ คือ 250,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระได้ในภายหลังเมื่อบริษัทเรียกให้ชำระรวดเร็วยิ่งขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เราพร้อมช่วยผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เงินทดรองจ่าย คืออะไร สรุปวิธีเบิก บันทึกบัญชี พร้อมตัวอย่าง

ให้พนักงานสำรองเงินออกไปก่อนแล้วค่อยเบิกคืน หรือจ่ายเงินทดรองให้ล่วงหน้า — SME หลายแห่งยังจัดการเรื่องนี้แบบไม่เป็นระบบจนเงินค้างเคลียร์กลายเป็นปัญหาปลายปี บทความนี้สรุปครบตั้งแต่เงินทดรองจ่ายอยู่หมวดไหน ต่างจากเงินสดย่อยยังไง ขั้นตอนเบิก-เคลียร์ ไปจนถึงตัวอย่างบันทึกบัญชีแบบ Dr/Cr บทความนี้สรุปครบทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่เงินทดรองจ่ายอยู่หมวดไหน ต่างจากเงินสดย่อยยังไง ขั้นตอนเบิก-เคลียร์ ไปจนถึงตัวอย่างบันทึกบัญชีแบบ Dr/Cr เงินทดรองจ่าย (Advance Payment) คืออะไร? เงินทดรองจ่าย คือเงินก้อนที่กิจการมอบให้พนักงานหรือผู้รับผิดชอบไปก่อน โดยยังไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง ณ ตอนที่จ่าย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Advance Payment หรือบางที่เรียก Imprest Fund ตัวอย่างสถานการณ์จริง เช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งพนักงานขายไปพบลูกค้าต่างจังหวัด 3 วัน บริษัทจ่ายเงินทดรอง 15,000 บาทให้พนักงานนำไปจ่ายค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร เมื่อกลับมาต้องนำใบเสร็จมาเคลียร์ภายในระยะเวลาที่บริษัทกำหนด ทำไมธุรกิจถึงต้องมีเงินทดรองจ่าย? ธุรกิจ SME หลายแห่งไม่สะดวกให้พนักงานสำรองเงินส่วนตัวแล้วค่อยเบิกคืนทีหลัง เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการเป็นเงินก้อนใหญ่ การมีระบบเงินทดรองจ่ายช่วยให้การทำงานไม่สะดุด พนักงานไม่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายเอง และบริษัทยังติดตามการใช้เงินได้อย่างเป็นระบบ เงินทดรองจ่าย อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? เงินทดรองจ่ายจัดอยู่ในหมวด สินทรัพย์หมุนเวียน ของงบแสดงฐานะการเงิน เพราะเป็นเงินที่บริษัทจ่ายไปแล้วคาดว่าจะได้เคลียร์คืนภายใน 1 รอบบัญชี (ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ในทางบัญชี บันทึกเป็น “ลูกหนี้เงินทดรองจ่าย” หรือ “เงินทดรองจ่าย” ซึ่งจะลดลงเมื่อพนักงานนำเอกสารมาเคลียร์ ถ้ายอดทดรองจ่ายค้างนาน ควรตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริง ความแตกต่างระหว่างเงินทดรองจ่าย เงินสดย่อย และเงินสำรองจ่าย หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับ “เงินสดที่จ่ายออกไปก่อน” เหมือนกัน แต่วิธีจัดการต่างกันชัดเจน รายการ เงินทดรองจ่าย (Advance Payment) เงินสดย่อย (Petty Cash) เงินสำรองจ่าย ความหมาย เงินที่จ่ายให้พนักงานล่วงหน้า เพื่อไปใช้จ่ายเรื่องเฉพาะ เงินสดก้อนเล็กที่เก็บไว้ในออฟฟิศ สำหรับจ่ายค่าใช้จ่ายจิปาถะ เงินที่พนักงานจ่ายจากกระเป๋าตัวเองก่อน แล้วค่อยเบิกคืนบริษัททีหลัง ใครถือเงิน พนักงานที่ได้รับมอบหมาย ผู้ดูแลเงินสดย่อยประจำออฟฟิศ พนักงานใช้เงินตัวเอง วงเงิน ตามที่อนุมัติเป็นครั้งๆ (เช่น 15,000 บาท) วงเงินคงที่ (เช่น 5,000 บาท) เติมเมื่อใกล้หมด ไม่มีวงเงินตายตัว ขึ้นกับที่จ่ายจริง เมื่อไรต้องเคลียร์ หลังใช้จ่ายเสร็จ ตามระยะเวลาที่กำหนด เบิกชดเชยเมื่อเงินสดย่อยใกล้หมด เบิกคืนหลังยื่นใบเสร็จ หมวดบัญชี สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ขั้นตอนการเบิก-จ่าย-เคลียร์เงินทดรองจ่าย ขั้นตอนเงินทดรองจ่ายมี 3 ช่วงหลัก ตั้งแต่ขอเบิกจนถึงเคลียร์เงิน ขั้นตอนที่ 1: ขอเบิกเงินทดรองจ่าย พนักงานยื่นใบขอเบิกเงินทดรอง ระบุเหตุผล จำนวนเงิน และกำหนดเวลาเคลียร์ ผู้มีอำนาจอนุมัติตรวจสอบแล้วจึงจ่ายเงินให้ เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ ขั้นตอนที่ 2: ใช้จ่ายและเก็บเอกสาร พนักงานนำเงินไปใช้จ่ายตามที่ขอเบิก สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ถ้าค่าใช้จ่ายไหนไม่มีใบเสร็จ ให้ใช้ใบรับรองแทนใบเสร็จ (ใบ บก.111 กรณีหน่วยงานราชการ หรือแบบฟอร์มภายในของบริษัท) ขั้นตอนที่ 3: เคลียร์เงินทดรองจ่าย เมื่อใช้จ่ายเสร็จ พนักงานนำหลักฐานทั้งหมดมายื่นให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบว่ารายจ่ายตรงกับเหตุผลที่ขอเบิกหรือไม่ จากนั้นจัดการดังนี้ วิธีบันทึกบัญชีเงินทดรองจ่าย (Journal Entry) การบันทึกบัญชีเงินทดรองจ่ายแบ่งเป็น 2 จังหวะหลัก คือ ตอนจ่ายเงินทดรอง และตอนเคลียร์ (ถ้ายังไม่คุ้นเรื่องเดบิต-เครดิต อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) บันทึกตอนจ่ายเงินทดรอง สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินทดรอง 10,000 บาทให้พนักงานไปซื้อวัสดุ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินทดรองจ่าย 10,000 — เงินสด / เงินฝากธนาคาร — 10,000 บันทึกตอนเคลียร์เงินทดรอง พนักงานนำใบเสร็จมาเคลียร์ ใช้จ่ายจริง 8,500 บาท คืนเงิน 1,500 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) วัสดุสิ้นเปลือง 8,500 — เงินสด (รับคืน) 1,500 — เงินทดรองจ่าย — 10,000 กรณีจ่ายเกินต้องจ่ายเพิ่ม ถ้าพนักงานใช้จ่ายจริง 11,200 บาท บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม 1,200 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) วัสดุสิ้นเปลือง 11,200 — เงินทดรองจ่าย — 10,000 เงินสด (จ่ายเพิ่ม) — 1,200 เงินทดรองจ่ายจากกรรมการ คืออะไร? ในธุรกิจ SME เจ้าของมักควักเงินส่วนตัวมาจ่ายค่าใช้จ่ายของบริษัทก่อน เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าจ้างพนักงาน หรือค่าวัตถุดิบ กรณีนี้บันทึกเป็น “เงินทดรองจ่ายจากกรรมการ” ซึ่งถือเป็นหนี้สินของบริษัทที่มีต่อกรรมการ จัดอยู่ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน ไม่ใช่สินทรัพย์เหมือนเงินทดรองจ่ายพนักงาน สิ่งที่ต้องระวัง คือ ต้องมีเอกสารประกอบชัดเจน ถ้ามียอดค้างสูงหรือค้างนาน สรรพากรอาจตั้งคำถามว่าเป็นรายจ่ายจริงหรือเป็นการถอนเงินของกรรมการ นโยบายและ Internal Control เงินทดรองจ่ายสำหรับ SME SME ที่มีระบบเงินทดรองจ่ายควรกำหนดนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อป้องกันการใช้เงินผิดประเภทและลดความเสี่ยงทุจริต ประเด็นที่ควรกำหนดมีดังนี้ การมีนโยบายชัดเจนช่วยให้ฝ่ายบัญชีทำงานง่ายขึ้น ตรวจสอบได้ และพร้อมรับการตรวจจากผู้สอบบัญชีหรือสรรพากร ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินทดรอง ตัวเงินทดรองที่จ่ายให้พนักงานไม่ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีทันที เพราะยังไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง ค่าใช้จ่ายจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานการจ่ายเงินมายืนยัน ประเด็นภาษีที่ SME ต้องระวังมี 2 เรื่องหลัก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าพนักงานนำเงินไปซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT ต้องขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทกลับมา ไม่ใช่ในนามพนักงาน มิฉะนั้นบริษัทจะนำ VAT มาเป็นภาษีซื้อไม่ได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าพนักงานนำเงินไปจ่ายค่าบริการให้บุคคลภายนอก เช่น จ้างช่างซ่อม 5,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% = 150 บาท ออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ (เอกสารยืนยันว่าบริษัทหักภาษีไว้แล้วก่อนจ่าย) ให้ผู้รับเงิน และนำส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สรุป: เงินทดรองจ่าย เงินทดรองจ่าย คือเงินที่บริษัทจ่ายให้พนักงานล่วงหน้าเพื่อนำไปใช้จ่ายในกิจการ จัดอยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียน ต่างจากเงินสดย่อยที่เป็นเงินก้อนประจำออฟฟิศ และเงินสำรองจ่ายที่พนักงานออกเงินไปก่อน สิ่งที่ SME ควรทำ ได้แก่ จัดการเงินทดรองจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการเงินทดรองจ่าย ออกเอกสารใบเบิก และติดตามยอดค้างเคลียร์ได้จากที่เดียว ไม่ต้องเปิด Excel หลายไฟล์ ระบบ AI ช่วยจับคู่รายการอัตโนมัติ ลดงานซ้ำให้ทีมบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินทดรองจ่าย เงินทดรองจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีไหม? ตัวเงินทดรองจ่ายไม่ต้องมีใบกำกับภาษี เพราะยังไม่ใช่การซื้อขาย แต่เมื่อพนักงานนำเงินไปซื้อสินค้าหรือจ่ายค่าบริการที่มี VAT ต้องขอใบกำกับภาษีในนามบริษัทกลับมาด้วย เพื่อให้บริษัทใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พนักงานไม่เคลียร์เงินทดรองจ่ายตามกำหนด ทำอย่างไร? ควรมีบทลงโทษชัดเจนในนโยบาย เช่น หักจากเงินเดือนงวดถัดไป หรือระงับสิทธิ์เบิกทดรองจ่ายจนกว่าจะเคลียร์ยอดเก่า ในทางบัญชี ถ้าค้างนานเกิน 1 ปี อาจต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ถ้ากรรมการออกเงินส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายบริษัท ต้องทำอย่างไร? ให้บันทึกเป็นหนี้สินของบริษัทที่มีต่อกรรมการ ทุกครั้งที่กรรมการออกเงิน ต้องเก็บหลักฐานการจ่ายเงินไว้ให้ครบ แล้วบริษัทค่อยจ่ายคืนกรรมการพร้อมปิดยอดหนี้ในบัญชี สำคัญคือต้องมีเอกสารชัดเจน เพราะสรรพากรอาจขอดูว่าเป็นรายจ่ายจริงหรือไม่ ใช้โปรแกรมบัญชีจัดการเงินทดรองได้อย่างไร? โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ช่วยบันทึกรายการเงินทดรองจ่ายเป็นระบบ ตั้งแต่ออกเอกสารเบิก บันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไปจนถึงติดตามยอดค้างเคลียร์ ไม่ต้องทำ manual ลดโอกาสผิดพลาดและลืมเคลียร์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ก.ค. 2026

PEAK Account

19 min

จ่ายเงินปันผลต้องทำอย่างไร ขั้นตอนการจ่าย และวิธีบันทึกบัญชี

เมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นย่อมอยากรับผลตอบแทนจากการลงทุน การจ่ายเงินปันผลเป็นวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมายในการนำกำไรของบริษัทมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้น แต่ก่อนจ่ายต้องเข้าใจเงื่อนไข ขั้นตอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่เจ้าของกิจการและนักบัญชีต้องรู้เกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลบริษัทจำกัด ตั้งแต่เงื่อนไขกฎหมาย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เครดิตภาษีเงินปันผล จนถึงวิธีบันทึกบัญชีพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง เงินปันผลคืออะไร เงินปันผล (Dividend) คือผลตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้ผู้ถือหุ้นจากกำไรของกิจการ โดยจ่ายตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ เช่น ถ้าบริษัทมีกำไรและประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 5 บาท ผู้ถือหุ้น 1,000 หุ้นจะได้รับเงินปันผล 5,000 บาท การจ่ายเงินปันผลเป็นการจ่ายจากกำไร 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในระหว่างงวด และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร ทั้งนี้บริษัทที่จะจ่ายเงินปันผลได้ต้องมีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอ มีกระแสเงินสดรองรับ และมีฐานะการเงินที่แข็งแรง เงินปันผลเป็นเงินสด vs หุ้นปันผล บริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลได้ 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือจ่ายเป็นเงินสด ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด บริษัทโอนเงินเข้าบัญชีผู้ถือหุ้นโดยตรงตามจำนวนหุ้นที่ถือ วิธีนี้ผู้ถือหุ้นได้รับเงินทันทีและนำไปใช้ได้เลย รูปแบบที่สองคือจ่ายเป็นหุ้นปันผล บริษัทออกหุ้นเพิ่มทุนแจกให้ผู้ถือหุ้นแทนเงินสด วิธีนี้ช่วยให้บริษัทเก็บเงินสดไว้ใช้ในกิจการได้ แต่ผู้ถือหุ้นจะได้รับจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นแทน จ่ายเงินปันผลต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200 ถึง 1205 (verify in browser) กำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจำกัดไว้อย่างชัดเจน หากจ่ายผิดเงื่อนไขอาจมีผลทางกฎหมาย เจ้าของกิจการควรทำความเข้าใจเงื่อนไขหลัก 3 ข้อต่อไปนี้ กำไรสะสมต้องเป็นบวก ตามมาตรา 1201 ห้ามจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร และถ้าบริษัทยังขาดทุนสะสมอยู่ ห้ามจ่ายเงินปันผลจนกว่าจะแก้ไขให้หายขาดทุนก่อน พูดง่ายๆ คือ บริษัทต้องมีกำไรสะสมเป็นบวกเท่านั้นจึงจะจ่ายเงินปันผลได้ กันเงินสำรองตามกฎหมาย 5% ตามมาตรา 1202 ทุกครั้งที่จ่ายเงินปันผล บริษัทต้องกันเงินไว้เป็นทุนสำรองอย่างน้อย 5% ของกำไร (หนึ่งในยี่สิบส่วน) จนกว่าทุนสำรองจะถึง 10% ของทุนจดทะเบียน (หนึ่งในสิบ) หรือมากกว่าตามที่ข้อบังคับของบริษัทกำหนด ตัวอย่างเช่น บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และมีกำไรสุทธิ 500,000 บาท บริษัทต้องกันเงินสำรองอย่างน้อย 25,000 บาท (5% ของ 500,000) จนกว่าทุนสำรองจะถึง 100,000 บาท (10% ของทุนจดทะเบียน 1,000,000) มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตามมาตรา 1201 ห้ามประกาศจ่ายเงินปันผลนอกจากโดยมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งหมายความว่าต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นและลงมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลก่อนจึงจะจ่ายได้ ยกเว้นกรณีเงินปันผลระหว่างกาลที่กรรมการสามารถอนุมัติได้เอง จ่ายเงินปันผลต้องทำอย่างไรบ้าง การจ่ายเงินปันผลมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามลำดับ ดังนี้ เงินปันผลต้องเสียภาษีอย่างไร เรื่องภาษีเป็นส่วนที่เจ้าของกิจการต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งฝั่งบริษัทผู้จ่ายและฝั่งผู้ถือหุ้นผู้รับ อัตราหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินปันผลที่จ่าย ตามมาตรา 50(2)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร (verify in browser) จากนั้นนำส่งภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เท่ากับ 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินสุทธิ 90,000 บาท และบริษัทนำส่งภาษี 10,000 บาทให้กรมสรรพากร ฝั่งผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลมี 2 ทางเลือกในการจัดการภาษี ทางเลือกแรกคือให้ภาษี 10% ที่ถูกหักไปเป็นภาษีสุดท้าย (Final Tax) ไม่ต้องนำรายได้เงินปันผลไปรวมยื่นภาษีประจำปี วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีฐานภาษีสูงกว่า 10% ทางเลือกที่สองคือนำเงินปันผลไปรวมเป็นรายได้ในการยื่นภาษีประจำปี และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลเพื่อขอคืนภาษี วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 10% เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผลเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน เพราะกำไรของบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลไปแล้วรอบหนึ่ง เมื่อนำกำไรมาจ่ายเป็นเงินปันผลแล้วผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีอีกรอบ จึงมีกลไกเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (verify in browser) ให้นำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาใช้เป็นเครดิตได้ สูตรคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล มีดังนี้ รายการ สูตร เครดิตภาษี (ทั่วไป) เงินปันผล × อัตราภาษีนิติบุคคล ÷ (100 − อัตราภาษีนิติบุคคล) เครดิตภาษี (อัตราภาษี 20%) เงินปันผล × 20 ÷ 80 ตัวอย่าง ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผล 80,000 บาท จากบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% รายการ วิธีคำนวณ จำนวน เงินปันผลที่ได้รับ — 80,000 บาท เครดิตภาษี 80,000 × 20 ÷ 80 20,000 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปยื่นภาษี 80,000 + 20,000 100,000 บาท ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% × 80,000 8,000 บาท สิ่งที่นำไปหักจากภาษีที่ต้องจ่าย เครดิตภาษี + ภาษีที่ถูกหัก 28,000 บาท ข้อควรรู้คือ ถ้าเลือกใช้เครดิตภาษี ต้องนำเงินปันผลจากทุกแหล่งมายื่นรวมทั้งหมด ไม่สามารถเลือกยื่นเฉพาะบางบริษัทได้ ดังนั้นควรคำนวณเปรียบเทียบก่อนว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความวิธีประหยัดภาษี เงินปันผลระหว่างกาลคืออะไร ต่างจากเงินปันผลประจำปีอย่างไร เงินปันผลแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามช่วงเวลาที่จ่าย เงินปันผลประจำปีคือเงินปันผลที่จ่ายหลังจากปิดงบการเงินประจำปีเสร็จแล้ว โดยต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด เงินปันผลระหว่างกาลคือเงินปันผลที่จ่ายระหว่างรอบบัญชี โดยกรรมการมีอำนาจอนุมัติได้เองตามมาตรา 1201 วรรคสอง เมื่อเห็นว่าบริษัทมีกำไรเพียงพอ แต่ต้องรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งถัดไปทราบ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอจนสิ้นปี ทั้ง 2 ประเภทต้องกันเงินสำรอง 5% และหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% เหมือนกัน บันทึกบัญชีเงินปันผลอย่างไร การจ่ายเงินปันผลต้องบันทึกบัญชี 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนประกาศจ่ายและขั้นตอนจ่ายจริง ตัวอย่างการบันทึกบัญชี สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประกาศจ่ายเงินปันผล 1,000,000 บาท ให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา ขั้นตอนที่ 1 บันทึกวันประกาศจ่ายเงินปันผล รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร 1,000,000 — เงินปันผลค้างจ่าย — 1,000,000 ขั้นตอนที่ 2 บันทึกวันจ่ายเงินปันผลจริง รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินปันผลค้างจ่าย 1,000,000 — เงินฝากธนาคาร — 900,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย — 100,000 เงินปันผลจ่ายอยู่ในหมวดส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นรายการที่ลดกำไรสะสม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ ดังนั้นจะไม่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน แต่จะแสดงในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น สำหรับผู้ใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ สามารถบันทึกรายการเงินปันผลผ่านสมุดรายวันทั่วไปได้ อ่านขั้นตอนละเอียดได้ที่คู่มือการบันทึกเงินปันผลใน PEAK คำนวณเงินปันผลอย่างไร ดูตัวอย่างจริง มาดูตัวอย่างแบบครบ flow ตั้งแต่คำนวณจนถึงจ่ายจริง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท กำไรสุทธิประจำปี 800,000 บาท ทุนสำรองสะสมเดิม 50,000 บาท ผู้ถือหุ้น 2 คน ถือหุ้นคนละ 10,000 หุ้น (รวม 20,000 หุ้น) รายการ วิธีคำนวณ จำนวน ขั้นตอนที่ 1 กันเงินสำรอง เงินสำรองที่ต้องกัน 5% × 800,000 40,000 บาท ทุนสำรองรวม 50,000 + 40,000 90,000 บาท เพดานทุนสำรอง 10% × 2,000,000 200,000 บาท สถานะ ทุนสำรอง 90,000 ยังไม่ถึงเพดาน 200,000 ต้องกันต่อ ขั้นตอนที่ 2 คำนวณเงินปันผลที่จ่ายได้ กำไรหลังกันสำรอง 800,000 − 40,000 760,000 บาท มติจ่ายเงินปันผล ไม่จำเป็นต้องจ่ายทั้งหมด 600,000 บาท เงินปันผลต่อหุ้น 600,000 ÷ 20,000 หุ้น 30 บาท/หุ้น ขั้นตอนที่ 3 หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% × 600,000 60,000 บาท เงินสุทธิต่อคน 300,000 − 30,000 270,000 บาท จ่ายเงินปันผลต้องระวังอะไรบ้าง เจ้าของกิจการควรพิจารณาเรื่องเหล่านี้ก่อนตัดสินใจจ่ายเงินปันผล ประการแรก ตรวจสอบกระแสเงินสดให้เพียงพอ แม้บริษัทจะมีกำไรตามงบการเงิน แต่หากเงินสดไม่เพียงพออาจกระทบการดำเนินงาน ควรดูงบกระแสเงินสดประกอบก่อนตัดสินใจ ประการที่สอง ถ้าจ่ายล่าช้าเกินกำหนดที่ที่ประชุมระบุไว้ ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยผิดนัดจากบริษัทได้ ตามแนวปฏิบัติทั่วไปควรจ่ายภายใน 1 เดือนหลังที่ประชุมอนุมัติ ประการที่สาม ถ้าจ่ายเงินปันผลฝ่าฝืนเงื่อนไข เจ้าหนี้ของบริษัทมีสิทธิ์ฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ถือหุ้นได้ตามมาตรา 1203 (verify in browser) และกรรมการอาจต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว ประการที่สี่ ถ้าไม่หักภาษีหรือยื่นแบบล่าช้า บริษัทต้องรับภาระเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่นำส่งไม่ครบ สรุป: การจ่ายเงินปันผล การจ่ายเงินปันผลเป็นสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน เจ้าของกิจการต้องมั่นใจว่าบริษัทมีกำไรสะสมเป็นบวก กันเงินสำรอง 5% ตามกฎหมาย ได้รับมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 ให้ครบถ้วน การทำตามขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยให้การจ่ายเงินปันผลถูกต้อง ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง บันทึกบัญชีเงินปันผลง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการจ่ายเงินปันผลผ่านสมุดรายวันทั่วไปได้สะดวก ระบบจัดการผังบัญชีให้ครบ ทั้งเงินปันผลค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล บริษัทขาดทุนจ่ายเงินปันผลได้ไหม ไม่ได้ ตามมาตรา 1201 ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ห้ามจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร ถ้าบริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ ต้องแก้ไขให้หายขาดทุนก่อนจึงจะจ่ายเงินปันผลได้ แม้ว่าปีปัจจุบันจะมีกำไร แต่ถ้ายังมีขาดทุนสะสมจากปีก่อนหักกลบไม่หมด ก็ไม่สามารถจ่ายได้ เลือก Final Tax หรือยื่นรวมเครดิตภาษี แบบไหนคุ้มกว่า ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของผู้ถือหุ้น ถ้ารายได้รวมทั้งปีต่ำจนอัตราภาษีไม่ถึง 10% การนำเงินปันผลไปรวมยื่นพร้อมใช้เครดิตภาษีจะคุ้มกว่าเพราะอาจได้ภาษีคืน แต่ถ้าฐานภาษีสูงกว่า 10% อยู่แล้ว การให้ภาษี 10% ที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax จะประหยัดกว่า วิธีง่ายๆ คือลองคำนวณภาษีทั้ง 2 แบบเปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจ จ่ายเงินปันผลแล้วต้องยื่นแบบอะไร บริษัทที่จ่ายเงินปันผลต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงินปันผล (ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ขยายอีก 8 วัน) และต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินปันผลทุกคนเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี สามารถจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้สะดวกด้วย PEAK Tax ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

19 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชีคืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ หลักฐานที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี” เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543) เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งหลักฐานยืนยันรายการค้า เครื่องมือในการตรวจสอบบัญชี และหลักฐานประกอบการยื่นภาษี หากไม่มีเอกสารประกอบที่ครบถ้วน กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งเอกสารภายนอกและภายในให้ครบถ้วน เพราะล้วนเป็นหลักฐานที่นักบัญชีใช้ในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบถ้วนก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้เป็นหลักฐานหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้ ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี เอกสารที่ต้องเก็บตามมาตรานี้ ได้แก่ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19) โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบถ้วนช่วยให้สามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน กฎหมายกำหนดให้เก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการเอกสารบัญชีได้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารบัญชีได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงจัดเก็บเอกสารในระบบคลาวด์ที่ค้นหาง่ายและปลอดภัย ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วคุณจะรู้ว่าการจัดการเอกสารบัญชีไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอีกต่อไป คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องดำเนินการขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคารโดยเร็ว พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดสูญหาย เมื่อใด และดำเนินการอย่างไร สำหรับใบกำกับภาษีที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อดำเนินการแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ธุรกิจที่ขายเชื่อย่อมเจอลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บเงินไม่ได้ บทความนี้พาดูตั้งแต่ความหมาย หมวดบัญชี วิธีตั้งค่าเผื่อ 3 วิธี ไปจนถึงเกณฑ์ตัดหนี้สูญทางภาษี หนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร ต่างจากหนี้สูญอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Debt) คือ ลูกหนี้ที่กิจการประเมินแล้วว่ามีโอกาสเก็บเงินไม่ได้ จึงต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย หนี้สูญ (Bad Debt) คือ ลูกหนี้ที่ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว ยืนยันได้ว่าเก็บไม่ได้แน่นอน จึงตัดออกจากบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้สงสัยจะสูญเป็น “คาดว่าจะเก็บไม่ได้” ส่วนหนี้สูญคือ “ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้” เปรียบเทียบ 3 บัญชีที่เกี่ยวข้อง ทั้ง 3 คำนี้มีความหมายและหมวดบัญชีต่างกัน สรุปไว้ในตารางดังนี้ รายการ หนี้สงสัยจะสูญ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หนี้สูญ ความหมาย ค่าใช้จ่ายจากการประมาณว่าจะเก็บไม่ได้ ยอดสะสมที่ตั้งไว้เพื่อลดมูลค่าลูกหนี้ ยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ตัดออกจากบัญชี หมวดบัญชี หมวด 5 ค่าใช้จ่าย หมวด 1 สินทรัพย์ (Contra Account) หมวด 5 ค่าใช้จ่าย (วิธีตัดตรง) แสดงในงบ งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (หักจากลูกหนี้) งบกำไรขาดทุน (วิธีตัดตรง) เป็นรายจ่ายภาษีได้ไหม ไม่ได้ ต้องบวกกลับ ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ได้ ถ้าทำตามกฎกระทรวง 186 หนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่หมวดไหน หนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่แสดงในงบกำไรขาดทุน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ อยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์ ทำหน้าที่เป็น Contra Account หักจากลูกหนี้การค้า ทำให้ยอดลูกหนี้สุทธิใกล้เคียงมูลค่าจริง ส่วนหนี้สูญ ถ้าใช้วิธีตัดโดยตรง (Direct Write-Off) ก็อยู่ในหมวด 5 เช่นกัน แต่ไม่ค่อยนิยมเพราะรับรู้ค่าใช้จ่ายไม่ตรงงวด การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ มี 3 วิธี พร้อมตัวอย่าง ตาม TFRS for NPAEs กิจการเลือกใช้ได้ 3 วิธี ตัวอย่างทั้งหมดใช้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน วิธีร้อยละของยอดขายเชื่อสุทธิ คำนวณจากยอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี คูณด้วยอัตราที่ประเมินจากประสบการณ์ วิธีนี้ง่ายและเร็ว ไม่ต้องดูยอดค่าเผื่อเดิม ตัวอย่าง: ขายเชื่อสุทธิ 5,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 2% ค่าเผื่อที่ต้องตั้ง = 5,000,000 × 2% = 100,000 บาท วิธีร้อยละของยอดลูกหนี้คงเหลือ คำนวณจากยอดลูกหนี้ ณ สิ้นงวด แล้วหักค่าเผื่อเดิม วิธีนี้สะท้อนสถานะลูกหนี้ปัจจุบันได้ดีกว่า ตัวอย่าง: ลูกหนี้คงเหลือ 2,000,000 บาท ประเมินเก็บไม่ได้ 3% มีค่าเผื่อเดิม 20,000 บาท ค่าเผื่อที่ควรมี = 2,000,000 × 3% = 60,000 บาท ตั้งเพิ่ม = 60,000 − 20,000 = 40,000 บาท วิธีแยกอายุลูกหนี้ (Aging Analysis) แบ่งลูกหนี้ตามวันค้างชำระ ลูกหนี้ค้างนานใช้อัตราสูงกว่า วิธีนี้ให้ตัวเลขใกล้ความจริงที่สุด ตัวอย่าง: บริษัทฯ แบ่งลูกหนี้ตามอายุหนี้ดังนี้ อายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราประเมิน ค่าเผื่อ (บาท) ยังไม่ครบกำหนด 1,200,000 1% 12,000 เกินกำหนด 1-30 วัน 400,000 3% 12,000 เกินกำหนด 31-90 วัน 200,000 10% 20,000 เกินกำหนด 91-180 วัน 150,000 30% 45,000 เกินกำหนด 181 วันขึ้นไป 50,000 80% 40,000 รวม 2,000,000 129,000 ถ้ามีค่าเผื่อเดิม 50,000 บาท ต้องตั้งเพิ่ม 79,000 บาท (129,000 − 50,000) สำหรับ SME วิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุด เพราะเห็นชัดว่าลูกหนี้รายไหนเสี่ยง กิจการใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชีมาตั้งต้นได้ทันที วิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญ และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การบันทึกบัญชีแบ่งเป็น 3 กรณีตามสถานะของลูกหนี้ กรณีที่ 1 — ตั้งค่าเผื่อ เมื่อประเมินแล้วว่ามีลูกหนี้ที่เสี่ยงจะเก็บไม่ได้ สมมุติตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) หนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000 ผลกระทบ: ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ยอดลูกหนี้สุทธิลดลง กรณีที่ 2 — ตัดจำหน่ายหนี้สูญ เมื่อยืนยันว่าเก็บเงินไม่ได้แน่นอน เช่น ลูกหนี้ค้าง 30,000 บาท ทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 ผลกระทบ: ค่าเผื่อและลูกหนี้ลดลงพร้อมกัน ยอดสุทธิไม่เปลี่ยน กรณีที่ 3 — หนี้สูญได้รับคืน ถ้าลูกหนี้ที่ตัดสูญแล้วกลับมาชำระ กิจการเลือกบันทึกได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 โอนกลับผ่านค่าเผื่อ แล้วบันทึกรับชำระ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 30,000 ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 30,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 ลูกหนี้การค้า 30,000 วิธีที่ 2 บันทึกเป็นรายได้อื่นทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 30,000 หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 30,000 การตัดหนี้สูญทางภาษี ต้องทำอย่างไร ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ไม่สามารถนำไปเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องบวกกลับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) เฉพาะ “หนี้สูญ” ที่ทำตามเกณฑ์กฎหมายเท่านั้นจึงเป็นรายจ่ายได้ เกณฑ์การตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 หนี้ที่จะตัดสูญต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการ ยังไม่ขาดอายุความ และกรรมการจะเป็นลูกหนี้ไม่ได้ วิธีดำเนินการขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้แต่ละราย (แก้ไขโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) จำนวนหนี้ต่อราย วิธีดำเนินการ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องคดีแพ่ง หรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ไม่เกิน 2,000,000 บาท ทวงถามเป็นหลักฐาน ฟ้องคดี หรือเข้าสู่คดีล้มละลาย ไม่ว่าจำนวนเท่าไร กรรมการต้องอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี ทางบัญชี กับ ทางภาษี ต่างกันอย่างไร รายการ ทางบัญชี ทางภาษี เกณฑ์ตัดหนี้สูญ ใช้ดุลยพินิจตามมาตรฐานบัญชี ทำตามกฎกระทรวง 186 ค่าเผื่อที่ตั้งไว้ เป็นค่าใช้จ่ายได้ ไม่เป็นรายจ่าย ต้องบวกกลับ หนี้สูญ เป็นค่าใช้จ่ายได้ เป็นรายจ่ายได้ ถ้าทำตามเกณฑ์ หนี้สูญได้รับคืน รายได้อื่น หรือโอนกลับค่าเผื่อ เงินได้ในรอบบัญชีที่ได้รับคืน ตัวอย่าง: บริษัทฯ ตั้งค่าเผื่อ 100,000 บาท ตอนคำนวณภาษีต้องบวกกลับทั้งจำนวน ภายหลังตัดหนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 จำนวน 80,000 บาท จึงนำมาเป็นรายจ่ายได้ ปรับปรุงค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตอนปิดบัญชีปลายปี ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องทบทวนค่าเผื่อว่าเพียงพอหรือไม่ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ ถ้าค่าเผื่อเดิมมากกว่าที่ควรมี ให้กลับรายการดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 20,000 หนี้สงสัยจะสูญ (กลับรายการ) 20,000 เรื่องนี้เป็นหนึ่งในรายการสำคัญตอนปิดบัญชีปลายปีที่ไม่ควรมองข้าม ถ้ากิจการมีลูกหนี้ค้างชำระนาน ก็ควรทบทวนค่าเผื่อให้ตรงกับสถานการณ์จริง สรุป: หนี้สงสัยจะสูญ เมื่อขายเชื่อ ให้ตั้งค่าเผื่อทุกสิ้นรอบด้วยวิธีแยกอายุลูกหนี้ เพราะให้ตัวเลขแม่นยำที่สุด ถ้ายืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้ ให้ตัดจำหน่ายหนี้สูญ แต่ถ้าจะนำไปหักเป็นรายจ่ายภาษี ต้องทำตามเกณฑ์กฎกระทรวง 186 ด้วย ไม่ใช่แค่ตัดในบัญชี จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยดูรายงานอายุลูกหนี้ได้ทันที นำข้อมูลไปตั้งค่าเผื่อได้อย่างถูกต้อง ดูวิธีบันทึกบัญชีหนี้สงสัยจะสูญและหนี้สูญใน PEAK ได้เลย หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สงสัยจะสูญ ตั้งค่าเผื่อแล้วลูกหนี้กลับมาชำระได้ ต้องทำอย่างไร ให้กลับรายการค่าเผื่อส่วนเกิน บันทึก Dr. ค่าเผื่อฯ / Cr. หนี้สงสัยจะสูญ ตามจำนวนที่ลดลง เลือกวิธีตั้งค่าเผื่อแล้ว เปลี่ยนวิธีภายหลังได้ไหม ได้ แต่ต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนควรเริ่มในรอบถัดไป และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ หนี้สูญตามกฎกระทรวง 186 ต้องเก็บหลักฐานอะไรบ้าง ต้องเก็บเอกสารทวงถาม สำเนาคำฟ้อง หรือหลักฐานล้มละลาย แล้วแต่กรณี รวมถึงคำสั่งกรรมการอนุมัติจำหน่ายหนี้สูญ ลงวันที่ภายใน 30 วันนับแต่สิ้นรอบบัญชี กิจการที่ใช้เกณฑ์เงินสด ต้องตั้งค่าเผื่อไหม ไม่ต้อง เพราะกิจการเกณฑ์เงินสดไม่มีลูกหนี้การค้า การตั้งค่าเผื่อเกี่ยวข้องเฉพาะกิจการที่ใช้เกณฑ์คงค้างและมีการขายเชื่อ ตั้งค่าเผื่อต้องใช้รายงานอะไร ใช้รายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) จากโปรแกรมบัญชี แสดงยอดลูกหนี้แยกตามวันค้างชำระ กำหนดอัตราแต่ละช่วงแล้วคำนวณค่าเผื่อได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก