ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เช็คสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 39 40 ได้สิทธิอะไรบ้าง

เช็คสิทธิประกันสังคมได้ด้วยตัวเอง แค่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานประกันสังคม ทำได้ทั้งผ่านเว็บไซต์ sso.go.th แอป SSO Connect หรือ LINE ยิ่งปี 2569 ที่เพดานเงินสมทบปรับเป็น 875 บาทต่อเดือน การเช็คสิทธิเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ว่าเงินที่จ่ายไปทุกเดือนคุ้มครองอะไรบ้าง ประกันสังคมคืออะไร ทำไมต้องเช็คสิทธิเป็นประจำ ประกันสังคมคือระบบที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อคุ้มครอง 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เหตุผลที่ควรเช็คเป็นประจำ เช่น ตรวจว่านายจ้างส่งเงินสมทบให้ครบทุกเดือนหรือไม่ ดูว่าโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิยังเป็นที่เดิมอยู่ไหม และตรวจยอดเงินสะสมชราภาพว่าเพิ่มขึ้นตามที่ควร โดยเฉพาะปี 2569 ที่เพดานเงินสมทบปรับจาก 750 เป็น 875 บาทต่อเดือน สำหรับคนที่เงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป ยอดเงินสะสมชราภาพจะเพิ่มขึ้นด้วย วิธีเช็คสิทธิประกันสังคมด้วยเลขบัตรประชาชน ผ่านเว็บไซต์ sso.go.th เช็คสิทธิประกันสังคมผ่านเว็บไซต์ได้ที่ www.sso.go.th ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักเป็นรหัสผู้ใช้ ทำได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ (ดูคลิปสอนขั้นตอนจริงได้ที่ YouTube — เช็กสิทธิประกันสังคมออนไลน์ ง่ายๆ ใน 1 นาที) ขั้นตอนมีดังนี้ วิธีสมัครสมาชิกผู้ประกันตนออนไลน์ (สำหรับครั้งแรก) ถ้ายังไม่เคยใช้ระบบออนไลน์ของประกันสังคม ต้องสมัครสมาชิกก่อน กดปุ่ม “สมัครสมาชิก” บนเว็บไซต์ sso.go.th กรอกเลขบัตรประชาชน เบอร์มือถือ อีเมล ชื่อ-นามสกุล และตั้งรหัสผ่าน ระบบจะส่ง OTP มาที่เบอร์มือถือเพื่อยืนยันตัวตน เมื่อกรอก OTP เสร็จก็สมัครเรียบร้อย ใช้เข้าสู่ระบบได้ทันที วิธีเช็คสิทธิประกันสังคมผ่านแอป SSO Connect สำหรับคนที่ใช้มือถือเป็นหลัก เช็คผ่านแอป SSO Connect สะดวกกว่า ดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android ใช้เลขบัตรประชาชนและรหัสผ่านเดียวกับเว็บไซต์ (ดูวิธีสมัครและใช้งานแอปได้ที่ YouTube — แนะนำแอป SSO Connect) เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว หน้าแรกจะแสดงข้อมูลสำคัญทันที เช่น ชื่อ-นามสกุล โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ ยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิทำฟันที่เหลือ กดเมนูด้านล่างเพื่อเช็คข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย ช่องทางอื่นที่เช็คสิทธิประกันสังคมได้ นอกจากเว็บไซต์และแอป SSO Connect ยังเช็คสิทธิประกันสังคมได้อีกหลายช่องทาง เช็คสิทธิประกันสังคมแต่ละมาตราต่างกันอย่างไร ผู้ประกันตนแต่ละมาตราได้สิทธิไม่เหมือนกัน สรุปความแตกต่างหลัก ดังนี้ มาตรา 33 — ลูกจ้างในระบบ ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือพนักงานบริษัทที่นายจ้างขึ้นทะเบียนให้ จ่ายเงินสมทบ 5% ของเงินเดือน สูงสุด 875 บาทต่อเดือน นายจ้างจ่ายสมทบอีก 5% เท่ากัน ได้สิทธิคุ้มครองครบ 7 กรณี ได้แก่ นอกจาก 7 กรณีข้างต้น ผู้ประกันตน ม.33 ยังมีสิทธิทำฟันปีละ 900 บาทด้วย มาตรา 39 — ลาออกแล้วต่อประกันเอง คนที่เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 มาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน และลาออกจากงาน สามารถสมัคร ม.39 เพื่อรักษาสิทธิต่อ จ่ายเงินสมทบเดือนละ 432 บาทด้วยตัวเอง ไม่มีนายจ้างจ่ายให้ ได้สิทธิ 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และชราภาพ สิทธิทุกข้อเหมือน ม.33 ทุกประการ รวมถึงทำฟันปีละ 900 บาท สิ่งเดียวที่ไม่ได้คือ กรณีว่างงาน เพราะ ม.39 ไม่ได้เป็นลูกจ้างแล้ว มาตรา 40 — อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ คนทำงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ สมัครเองได้ จ่ายเงินสมทบเองทั้งหมด ไม่มีนายจ้าง มี 3 ทางเลือก สิทธิที่ได้ต่างจาก ม.33 ค่อนข้างมาก เช็คสิทธิผ่าน sso.go.th ได้เหมือน ม.33 และ ม.39 เช็คสิทธิประกันสังคม โรงพยาบาลที่ใช้ได้ เช็คว่าสิทธิประกันสังคมของคุณอยู่โรงพยาบาลไหนได้ที่ sso.go.th หรือแอป SSO Connect ข้อมูลจะแสดงชื่อโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ทันทีหลังเข้าสู่ระบบ ถ้าต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาล ทำได้ปีละ 1 ครั้ง ในช่วง 16 ธ.ค. – 31 มี.ค. ยื่นแบบ สปส. 9-02 ที่สำนักงานประกันสังคมสาขา หรือเปลี่ยนผ่านเว็บไซต์ sso.go.th ในเมนู “เปลี่ยนสถานพยาบาล” ข้อควรรู้คือ ถ้าเปลี่ยนโรงพยาบาลกลางปี สิทธิจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เดือนถัดไป ส่วนกรณีฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช็คยอดเงินสมทบและเงินสะสมชราภาพ เช็คยอดเงินสะสมชราภาพและประวัติการจ่ายเงินสมทบได้ที่ sso.go.th หรือแอป SSO Connect ในเมนู “เงินสมทบ” หรือ “ชราภาพ” ระบบจะแสดงยอดเงินสะสมทั้งหมดที่คุณและนายจ้างจ่ายรวมกัน เงินก้อนนี้จะได้คืนเมื่ออายุครบ 55 ปีและหยุดทำงานแล้ว จะได้เป็นบำเหน็จ (จ่ายครั้งเดียว) หรือบำนาญ (จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ถ้าส่งครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้บำนาญรายเดือน สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงานทุกเดือน การเช็คยอดเงินสมทบเป็นประจำช่วยให้มั่นใจว่าบริษัทส่งเงินถูกต้องครบถ้วน เช็คสิทธิประกันสังคมไม่ได้ ต้องทำอย่างไร ถ้าเข้าระบบแล้วเช็คสิทธิไม่ได้ ลองแก้ปัญหาตามสาเหตุ สรุป ช่องทางหลักคือเว็บไซต์ sso.go.th กับแอป SSO Connect แต่ถ้าสะดวกกว่าก็ใช้ LINE @ssothai แอปเป๋าตัง แอปทางรัฐ หรือโทร 1506 สิ่งที่ควรเช็คเป็นประจำ ได้แก่ สถานะผู้ประกันตน โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ ยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิทำฟันที่เหลือ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่ดูแลประกันสังคมพนักงานหลายคน ยิ่งต้องเช็คให้ครบ จัดการเงินเดือนและประกันสังคมให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงานทุกเดือน PEAK Payroll คำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคำนวณเอง และส่งสลิปเงินเดือนออนไลน์ให้พนักงานได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเช็คสิทธิประกันสังคม เช็คสิทธิประกันสังคมคืนเงิน 900 บาท ทำยังไง สิทธิทำฟันประกันสังคมให้เบิกได้ปีละ 900 บาท ครอบคลุมการขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟัน ไปทำฟันที่คลินิกทันตกรรมแล้วจ่ายเงินไปก่อน จากนั้นยื่นเบิกคืนที่สำนักงานประกันสังคม หรือเช็คว่ายอดที่เหลือเบิกได้เท่าไรผ่านแอป SSO Connect ในเมนู “ทันตกรรม” เบอร์โทรเช็คสิทธิประกันสังคมคือเบอร์อะไร สายด่วนประกันสังคมคือ 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามได้ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ โรงพยาบาล ยอดเงินสมทบ และการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช็คสิทธิประกันสังคมว่าอยู่โรงพยาบาลไหน ทำได้ที่ไหน เข้า sso.go.th หรือแอป SSO Connect ข้อมูลแสดงทันทีหลังเข้าสู่ระบบ ถ้าต้องการเปลี่ยน ยื่นได้ช่วง 16 ธ.ค.-31 มี.ค. ของทุกปี หรือโทร 1506 ให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบให้ก็ได้ ย้ายจากมาตรา 33 เป็นมาตรา 39 สิทธิอัปเดตกี่วัน โดยทั่วไปใช้เวลา 7-30 วันทำการ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการบันทึกข้อมูลจากนายจ้างและสำนักงานประกันสังคม ในช่วงรอยต่อ สิทธิอาจแสดงไม่ตรงกับสถานะจริง ให้ตรวจสอบอีกครั้งหลังครบระยะเวลา นายจ้างเช็คสิทธิประกันสังคมของพนักงานได้ไหม นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลพนักงานผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม ที่ www.sso.go.th/eservices ดูได้ว่าพนักงานที่ขึ้นทะเบียนไว้มีสถานะเป็นอย่างไร เงินสมทบส่งครบหรือไม่ แต่ดูรายละเอียดสิทธิส่วนตัวของพนักงานไม่ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เช็คสิทธิตรวจสุขภาพประกันสังคม วิธีตรวจสอบและยื่นใช้สิทธิ

ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ส่งประกันสังคมทุกเดือน รู้ไหมว่าคุณมีสิทธิตรวจสุขภาพฟรีปีละ 1 ครั้ง ครอบคลุมถึง 14 รายการ โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มแม้แต่บาทเดียว สำนักงานประกันสังคม (สปส.) มอบสิทธิประโยชน์นี้ให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อให้รู้ทันสุขภาพตัวเองก่อนที่โรคจะลุกลาม บทความนี้รวบรวมทุกอย่างที่คุณต้องรู้ ตั้งแต่ตรวจอะไรได้บ้าง ใครมีสิทธิใช้ วิธีเช็กสิทธิ จนถึงวิธีจองคิว ตรวจสุขภาพประกันสังคมคืออะไร ใครใช้สิทธิได้บ้าง ตรวจสุขภาพประกันสังคม คือสวัสดิการด้านสุขภาพที่ สปส. จัดไว้ให้ผู้ประกันตน สามารถเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปีได้ฟรีที่สถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เป้าหมายคือให้ผู้ประกันตนค้นพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการรักษาได้ทันก่อนที่โรคจะรุนแรงขึ้น ผู้ประกันตนมาตราใดบ้างที่ใช้สิทธิได้ ผู้ที่มีสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ คือผู้ประกันตนตาม 2 มาตรานี้เท่านั้น มาตรา 33 คือพนักงานมีนายจ้าง เช่น พนักงานบริษัท โรงงาน ร้านค้า ที่ถูกหักเงินสมทบทุกเดือน ถ้าคุณเป็นลูกจ้างและเห็นยอดประกันสังคมหักออกจากสลิปเงินเดือน แปลว่าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ มาตรา 39 คือคนที่เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 มาก่อน แล้วออกจากงานหรือลาออก แต่ขอสมัครต่อประกันสังคมด้วยตัวเองโดยส่งเงินสมทบเองทุกเดือน ผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่มีสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการนี้ ข้อนี้หลายคนเข้าใจผิด เพราะ ม.40 เป็นผู้ประกันตนเหมือนกัน แต่เป็นกลุ่มแรงงานอิสระที่ไม่มีนายจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของร้านค้าเล็กๆ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ สิทธิประโยชน์ของ ม.40 ครอบคลุม เจ็บป่วย/ประสบอันตราย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร แต่ ไม่รวม สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 14 รายการนี้ ถ้าคุณเป็น ม.40 และอยากตรวจสุขภาพ จะต้องใช้สิทธิบัตรทอง (สปสช.) หรือจ่ายเองแทน ตรวจสุขภาพประกันสังคมตรวจอะไรบ้าง สิทธิตรวจสุขภาพประกันสังคมปี 2569 ครอบคลุม 14 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มตามเงื่อนไขการตรวจ (ข้อมูลจาก สำนักงานประกันสังคม อัปเดต พ.ค. 2569) รายการตรวจพื้นฐาน ตรวจได้ทุกช่วงอายุ 6 รายการแรกนี้ผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธิตรวจได้ ไม่จำกัดอายุหรือเพศ 1. คัดกรองการได้ยิน (Finger Rub Test) ประเมินความสามารถรับเสียงเบื้องต้น เหมาะมากสำหรับคนทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง เช่น โรงงาน ก่อสร้าง 2. ตรวจเต้านม โดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข พร้อมสอนวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเองเพื่อเฝ้าระวังมะเร็งเต้านม 3. ตรวจสายตาโดยจักษุแพทย์ รวมการตรวจด้วย Snellen Eye Chart และวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองความผิดปกติทางสายตาและโรคต้อหิน 4. ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ประเมินภาวะโลหิตจางและความผิดปกติของเลือด ตัวเลขนี้บอกได้หลายอย่างตั้งแต่ภูมิคุ้มกันไปถึงสัญญาณโรคบางชนิด 5. ตรวจปัสสาวะ (Urine Analysis: UA) คัดกรองโรคทางไตและระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักไม่มีอาการในระยะแรก 6. ตรวจวัดร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง คำนวณค่า BMI วัดความดันโลหิต เป็นพื้นฐานที่แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัยรายการอื่น รายการตรวจตามช่วงอายุและเพศ 8 รายการต่อมา สปส. กำหนดเงื่อนไขอายุและเพศเพื่อให้การตรวจตรงกับความเสี่ยงของแต่ละกลุ่ม 7. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด คัดกรองเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยมากในวัยทำงาน และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวจนกว่าจะมีอาการแทรกซ้อน 8. ตรวจไขมันในเลือด วัดทั้งไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด 9. ตรวจการทำงานของไต (Creatinine) ไตเป็นอวัยวะที่เสื่อมแบบเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการจนเสียหายมากแล้ว การตรวจนี้จึงสำคัญมาก 10. ตรวจ X-Ray ปอด คัดกรองวัณโรคและมะเร็งปอด สำหรับผู้ประกันตนอายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจได้ทุก 3 ปี 11. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) สำหรับผู้ประกันตนเพศหญิงตามเกณฑ์อายุที่ สปส. กำหนด 12. ตรวจ EKG (คลื่นหัวใจ) วัดการทำงานของหัวใจ เหมาะสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจตามเกณฑ์อายุ 13. ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ตามเกณฑ์อายุที่ สปส. กำหนด เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้รักษาได้ผลดีมากถ้าพบในระยะต้น 14. ตรวจหาภาวะโลหิตจางและธาลัสซีเมีย สำหรับกลุ่มเสี่ยงตามเงื่อนไข สปส. ข้อแนะนำ: แต่ละรายการอาจมีเงื่อนไขอายุและความถี่ที่ต่างกัน ก่อนไปตรวจควรสอบถามกับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง หรือตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดที่ sso.go.th หรือสายด่วน 1506 วิธีเช็กสิทธิตรวจสุขภาพประกันสังคม ก่อนนัดหมาย ควรเช็กสิทธิก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าคุณยังเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบและมีสิทธิใช้งานได้ ทำได้ 3 ช่องทางหลัก เช็กสิทธิผ่านเว็บไซต์ sso.go.th เช็กสิทธิผ่านแอป SSO Plus โหลดแอป SSO Plus (SSO+) ได้จาก App Store และ Google Play ล็อกอินด้วยเลขบัตรประชาชน แอปนี้ยังใช้ดูรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพได้ด้วย เช็กสิทธิผ่าน LINE @ssothai และสายด่วน 1506 เพิ่มเพื่อน LINE Official Account @ssothai แล้วพิมพ์คำว่า “ตรวจสอบสิทธิ” หรือโทรสายด่วน 1506 บริการตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนจองคิวและใช้สิทธิตรวจสุขภาพ เมื่อเช็กสิทธิแล้ว ขั้นตอนง่ายกว่าที่คิด ไม่จำกัดว่าต้องตรวจที่โรงพยาบาลคู่สัญญาของตัวเอง สามารถเลือกโรงพยาบาลใดก็ได้ในเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีถึง 217 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ 163 แห่ง และเอกชน 54 แห่ง ขั้นที่ 1: เข้า sso.go.th หรือแอป SSO Plus เพื่อดูรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ที่สะดวก ขั้นที่ 2: โทรนัดหมายกับโรงพยาบาลโดยตรง แจ้งว่าต้องการใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีประกันสังคม ขั้นที่ 3: ไปตรวจตามวันนัด แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าขอใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีของประกันสังคม แสดงบัตรประชาชน ขั้นที่ 4: พบแพทย์ รับการตรวจ และรอรับผลตามที่โรงพยาบาลกำหนด เตรียมตัวก่อนไปตรวจ ทำให้ผลแม่นยำขึ้น การเตรียมตัวให้ถูกต้องทำให้ผลตรวจแม่นยำและไม่ต้องตรวจซ้ำ เอกสารที่ต้องเตรียม ใช้แค่ บัตรประชาชน ใบเดียว ไม่ต้องมีเอกสารเพิ่มเติม เพราะระบบประกันสังคมตรวจสิทธิผ่านเลขบัตรประชาชนโดยตรง นายจ้างและเจ้าของกิจการควรรู้อะไรเกี่ยวกับสิทธินี้ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือ HR มีสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ เพราะสิทธิตรวจสุขภาพของพนักงานผูกกับการส่งเงินสมทบโดยตรง พนักงานจะมีสิทธิก็ต่อเมื่อนายจ้างส่งเงินสมทบให้ครบและต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนนายจ้างลืมนำส่ง หรือนำส่งไม่ครบ พนักงานอาจเสียสิทธิในเดือนนั้น ซึ่งส่งผลต่อสิทธิตรวจสุขภาพและสิทธิอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีพนักงาน 20 คน ถ้าฝ่าย HR ลืมนำส่งเงินสมทบในเดือนใดเดือนหนึ่ง พนักงานทั้ง 20 คนจะพลาดสิทธิสะสมสำหรับเดือนนั้น และอาจมีปัญหาเมื่อไปใช้สิทธิตรวจสุขภาพ นอกจากนี้ การรณรงค์ให้พนักงานไปตรวจสุขภาพประจำปียังเป็นหน้าที่หนึ่งของ HR ที่ดี เพราะพนักงานที่ดูแลสุขภาพดีหมายถึงการลาป่วยน้อยลง และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น สรุป อย่าปล่อยให้สิทธิตรวจสุขภาพเสียเปล่า ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 มีสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการปีละ 1 ครั้ง ไม่ต้องสำรองจ่าย และตรวจที่โรงพยาบาลใดก็ได้ใน 217 แห่งทั่วประเทศ แค่เช็กสิทธิ โทรนัด เตรียมบัตรประชาชน ก็พร้อมตรวจแล้ว สิทธินี้คิดต้นทุนจากเงินสมทบที่คุณส่งทุกเดือนอยู่แล้ว ไม่ใช้ก็เสียเปล่า จัดการประกันสังคมพนักงานให้ถูกต้องด้วย PEAK Payroll เจ้าของกิจการและ HR ที่ต้องดูแลพนักงานหลายคน PEAK Payroll คำนวณเงินเดือน เงินสมทบประกันสังคม และหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องอัตโนมัติ พนักงานได้สิทธิครบ คุณไม่ต้องนั่งคำนวณเอง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประกันสังคม ม.40 ตรวจสุขภาพฟรีได้ไหม ไม่ได้ สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 14 รายการนี้มีเฉพาะผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 เท่านั้น ผู้ประกันตน ม.40 ซึ่งเป็นแรงงานอิสระหรืออาชีพอิสระ ไม่ได้รับสิทธินี้ ถ้าต้องการตรวจสุขภาพฟรี ลองตรวจสอบสิทธิบัตรทองผ่านแอป สปสช. หรือโทร 1330 แทน ตรวจสุขภาพประกันสังคมปีละกี่ครั้ง ปีละ 1 ครั้ง ต่อ 1 ปีปฏิทิน สิทธินี้ไม่สะสมข้ามปี ถ้าปีนี้ไม่ใช้ก็จะหมดไปพร้อมกับสิ้นปีงบประมาณ (ก.ย.) แต่ยังสามารถใช้ได้ต่อในปีงบประมาณถัดไป (เริ่ม ต.ค.) โดยไม่ต้องรอปีหน้า ถ้าไม่ได้ตรวจปีนี้ สิทธิหายไปไหม สิทธิจะหมดอายุตามปีงบประมาณของ สปส. ซึ่งสิ้นสุดเดือนกันยายนของทุกปี ถ้าไม่ได้ใช้ภายใน ก.ย. สิทธิของปีนั้นจะหมดไป แต่ตั้งแต่ ต.ค. ของปีเดิม คุณจะเริ่มมีสิทธิใหม่สำหรับปีงบประมาณถัดไปทันที สรุปคือไม่ต้องรอถึงปีหน้า ตรวจที่โรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญาได้ไหม ได้ จุดนี้หลายคนเข้าใจผิด สำหรับสิทธิตรวจสุขภาพประจำปีนี้ ไม่จำกัดว่าต้องตรวจที่โรงพยาบาลคู่สัญญาของตัวเอง สามารถเลือกโรงพยาบาลใดก็ได้ที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพกับ สปส. เพียงแต่โรงพยาบาลนั้นต้องอยู่ในรายชื่อที่ สปส. กำหนด ตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลได้จาก sso.go.th หรือแอป SSO Plus ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบเสนอราคา คืออะไร ตัวอย่างฟอร์ม และข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง

ลูกค้าขอใบเสนอราคา แต่ไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไร ใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ราคาต้องรวม VAT หรือเปล่า ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ วิธีเขียนทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่างที่ถูกต้อง ใบเสนอราคา (Quotation) คืออะไร ใบเสนอราคา คือเอกสารที่ผู้ขายจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ เอกสารนี้ไม่ถือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หากลูกค้าตกลงตามเงื่อนไข จะนำไปสู่การออกใบสั่งซื้อหรือทำสัญญาซื้อขายต่อไป ใบเสนอราคาสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการสื่อสารราคาและเงื่อนไขกับลูกค้าอย่างชัดเจน ลดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการขายที่เป็นระบบ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะลูกค้าได้ว่าอยู่ขั้นตอนไหนแล้ว เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสนอราคาที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ลูกค้าอ่านจบแล้วตัดสินใจได้ทันที ตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใส่โลโก้บริษัทด้วยจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และวันหมดอายุให้ชัดเจน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้อ้างอิงเมื่อติดต่อกับลูกค้าในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 10 4,500 0 7% 45,000 เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 77,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 5,390 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 82,390 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและอายุใบเสนอราคา เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว เคล็ดลับเมื่อส่งใบเสนอราคาให้ลูกค้า ส่งเอกสารแล้วควรติดตามผลภายใน 3 วัน สอบถามว่าลูกค้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ การติดตามช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมาก สิ่งที่ควรทำหลังส่งเอกสาร: ใบเสนอราคาต่างจากใบแจ้งหนี้และใบเสร็จอย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 3 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบเสนอราคา ก่อนขาย แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณา ยังไม่บันทึกรายได้ ใบแจ้งหนี้ หลังตกลงซื้อ เรียกเก็บเงินตามที่ตกลง บันทึกเป็นลูกหนี้การค้า ใบเสร็จรับเงิน หลังรับเงินแล้ว ยืนยันว่าได้รับชำระเงินเรียบร้อย บันทึกรับชำระเงิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสนอขายเฟอร์นิเจอร์ 82,390 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: กิจการที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีควบคู่กับใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จด้วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้ใบเสนอราคาแทนใบแจ้งหนี้ ทำให้บันทึกบัญชีผิดพลาด เพราะใบเสนอราคาไม่ถือเป็นเอกสารรับรู้รายได้ ต้องออกใบแจ้งหนี้แยกเสมอ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสนอราคา หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ข้อควรระวังเรื่อง VAT ในใบเสนอราคา ต้องระบุให้ชัดเจนว่าราคา “รวม VAT” หรือ “ไม่รวม VAT” หากไม่ระบุ ลูกค้าอาจเข้าใจว่าราคาที่เสนอรวม VAT แล้ว ซึ่งจะเกิดปัญหาเมื่อต้องออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: เสนอราคา 100,000 บาท โดยไม่ระบุว่ารวม VAT หรือไม่ ลูกค้าเข้าใจว่าจ่าย 100,000 บาทจบ แต่พอออกใบแจ้งหนี้กลับเรียกเก็บ 107,000 บาท (รวม VAT 7%) ทำให้เกิดข้อพิพาท วิธีระบุที่ถูกต้อง: กิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ห้ามระบุว่า “ราคารวม VAT” เพราะอาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ สร้างใบเสนอราคาออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบเสนอราคา ใบเสนอราคาเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยสื่อสารราคาและเงื่อนไขอย่างชัดเจน ควรออกเอกสารทุกครั้งที่เสนอราคาลูกค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และอายุเอกสาร อย่าลืมระบุว่ารวม VAT หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบเสนอราคาได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ และแปลงเป็นใบแจ้งหนี้ได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน จัดเก็บเอกสารครบจบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสนอราคา ใบเสนอราคามีผลทางกฎหมายไหม ไม่ถือเป็นสัญญาซื้อขายตามกฎหมาย แต่ถ้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายลงนามครบทั้งสองฝ่าย อาจถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบข้อตกลงเบื้องต้นได้ ใบเสนอราคาต้องมีลายเซ็นไหม ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามโดยผู้มีอำนาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลูกค้าองค์กรส่วนใหญ่มักต้องการเอกสารที่มีลายเซ็นเพื่อประกอบการอนุมัติจัดซื้อ ใบเสนอราคาควรมีอายุกี่วัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความผันผวนของต้นทุน โดยทั่วไปกำหนดไว้ที่ 15 ถึง 30 วัน สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น วัตถุดิบนำเข้า อาจกำหนดสั้นลงเหลือ 7 วัน ใบเสนอราคาต้องมีเลขที่เอกสารไหม ไม่บังคับตามกฎหมาย แต่แนะนำให้มีทุกครั้ง เพื่อจัดเก็บอย่างเป็นระบบและค้นหาย้อนหลังได้สะดวก รูปแบบที่นิยม เช่น QT-ปี-ลำดับ (QT-2569-001) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.พ. 2026

PEAK Account

17 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง

ใบกำกับภาษีสำคัญอย่างไร ทำไมต้องออกใบกำกับภาษี? เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่สงสัย ในบทความนี้เราจะมาตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ใบกำกับภาษี ตั้งแต่ข้อมูลที่ต้องมีในเอกสาร ใครบ้างที่มีหน้าที่ออกเอกสารสำคัญนี้ พร้อมตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษี หรือ Tax invoice คืออะไร? ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกให้แก่ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการซื้อขาย เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่เรียกเก็บ หน้าที่หลัก: ใช้เป็นหลักฐานในการนำส่งภาษีขายให้กรมสรรพากร (ภ.พ.30) สำหรับผู้ซื้อ: ใช้เป็นหลักฐาน “ภาษีซื้อ” เพื่อนำไปหักลบออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริง ใครต้องออกใบกำกับภาษีบ้าง? ผู้ที่มีหน้าที่ออกบิล VAT หรือใบกำกับภาษี ต้องมีคุณสมบัติที่เข้าข่าย ซึ่งประกอบไปด้วยสองข้อดังนี้ หากไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษี แต่ยังคงออกเอกสารให้ผู้ซื้อจะมีความผิดทางกฎหมาย และในฝั่งผู้ซื้อเองควรตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าทุกครั้งว่าได้มีการจด VAT จริงหรือไม่ ใบกำกับภาษีมีกี่รูปแบบ? ถ้าพูดถึงใบกำกับภาษีที่ใช้กันเป็นประจำส่วนใหญ่จะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าที่จริงแล้วกรมสรรพากรได้มีการระบุประเภทใบกำกับภาษีไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้    1. ใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice)  2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice)  3. เอกสารอื่นที่ถือเป็นใบกำกับภาษี ซึ่งในการทำธุรกิจทั่วไปส่วนใหญ่จะเจอกับใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อมากกว่า ในส่วนถัดไปเราจะขอลงรายละเอียดเฉพาะเอกสารประเภทที่พบเป็นประจำ ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ในการทำธุรกิจแบบ B2B โดยส่วนใหญ่ผู้ขายจะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมากกว่า ซึ่งในใบกำกับภาษีต้องมีรายการดังต่อไปนี้ เพื่อให้สามารถออกเอกสารได้อย่างถูกต้อง นำไปใช้ได้จริง 1. ตำแหน่งที่แสดงคำว่า “ใบกำกับภาษี” 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ออกใบกำกับภาษี ข้อสังเกต 3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ 4. รายการ “หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขของเล่ม (ถ้ามี)” 5. รายการ “วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี” 6. รายการ “ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ” 7. รายการ “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง” ซึ่งใบกำกับภาษีเต็มรูปสามารถออกเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice คือ รูปแบบการออกเอกสารแบบดิจิทัลช่วยให้ส่งเอกสารให้ผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการส่ง e-Tax invoice ให้กรมสรรพากร ที่มีการออกระบบช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ การออกใบกำกับภาษีแบบย่อ ในส่วนของใบกำกับภาษีอย่างย่อที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะคือ ใบเสร็จที่เรามักพบในร้านค้าปลีกทั่วไป ข้อมูลจะน้อยกว่าแบบเต็มรูป (ไม่ต้องใส่ชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ) และที่สำคัญ คือ ผู้ซื้อไม่สามารถนำใบกำกับภาษีแบบย่อไปหักภาษีขายในการคำนวณ VAT ยื่น ภ.พ. 30 ได้ ลักษณะของใบกำกับภาษีอย่างย่อจะใช้เป็นหลักฐานการรับเงิน คล้ายกับใบบิลเงินสดแต่ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะมีความเป็นทางการ ข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือมากกว่า ใครออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้บ้าง? ผู้ประกอบการต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อดังนี้ถึงสามารถออกใบกำกับภาษีได้ ในใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สำหรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ จำเป็นต้องมีข้อมูลดังนี้ โดยรายละเอียดในใบกำกับภาษีอย่างย่อออกเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยก็ได้ ทั้งนี้การออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจะไม่สามารถออก e-Tax ได้ ออกใบกำกับภาษีได้เมื่อไร? ในด้านการให้บริการจะมีความแตกต่างในเรื่องของจุดรับรู้ภาษีกับการขาย โดยมีทั้งหมด 2 แบบด้วยกันดังนี้ สรุปอีกครั้งให้เห็นภาพมากขึ้น คือ จุดรับรู้ภาษีเกิดขึ้นตั้งแต่การให้บริการเสร็จสิ้น ถึงแม้จะยังไม่จ่ายเงินก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ให้บริการเสร็จสามารถออกใบกำกับภาษีและส่งให้ลูกค้าได้เลย  ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นบริษัทให้บริการต่อเติมบ้าน ให้บริการต่อเติมออฟฟิศให้องค์กรแห่งหนึ่ง หากเราต่อเติมออฟฟิศให้เสร็จแล้ว สามารถออกใบกำกับภาษีส่งให้ลูกค้าได้เลย ไม่ต้องรอจนถึงรอบการจ่ายเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะออกใบกำกับให้เมื่อไหร่ก็ตาม ผู้ออกต้องทำทั้งต้นฉบับและสำเนาใบกำกับภาษี เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับยื่น ภ.พ. 30 การออกใบกำกับภาษีต้องระวังอะไรบ้าง? ในการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ประกอบการควรสังเกต 5 จุดสำคัญดังนี้ 1. สิทธิ์ในการออกใบกำกับภาษี 2. ระบุรายละเอียดในใบกำกับภาษีให้ครบถ้วน 3. ออกใบกำกับภาษีทันทีเมื่อเกิดจุดรับรู้ภาษี 4. ห้ามลืมเสียภาษี 5. แสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า ออกใบกำกับภาษีง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น ถ้าต้องออกใบกำกับภาษี บริษัทก็สามารถทำได้ไม่ยาก และทำได้อย่างถูกต้อง! และหนึ่งในวิธีออกใบกำกับภาษีที่สะดวกรวดเร็วมากที่สุด คือ การใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีที่ช่วยกิจการเตรียมเอกสารทางบัญชีและสร้างเอกสารทางออนไลน์ ปรับแต่งได้ในแบบที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ทั้งยังรองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการรับชำระเงินผ่าน QR CODE เมื่อสร้างเอกสารแล้ว ระบบจะบันทึกรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้กิจการออกใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง ตรงตามงวดเวลาและยื่นแบบได้ภายในกำหนดเวลา รวมทั้งบันทึกบัญชีได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง หรือหากต้องการผู้ช่วยสามารถค้นหาสำนักงานรับทำบัญชีพาร์ทเนอร์ของ PEAK ได้เช่นกัน! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ม.ค. 2026

PEAK Account

10 min

ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง? และเจ้าของธุรกิจและ HR ต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร? การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ: ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้: ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575) ระยะเวลา (พ.ศ.) ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) 17,500 875 2572 – 2574 20,000 1,000 2575 เป็นต้นไป 23,000 1,150 การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น: ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง? ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้: สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้: สิทธิประโยชน์ ฐานเดิม (15,000 บาท) ฐานใหม่ (17,500 บาท) เจ็บป่วย (เงินทดแทน) 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง 26,250 บาท/ครั้ง ทุพพลภาพ 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน เสียชีวิต 90,000 บาท 105,000 บาท ว่างงาน 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) 3,000 บาท/เดือน 3,500 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) 5,250 บาท/เดือน 6,125 บาท/เดือน (หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม) เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR? การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่: สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ: ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

เช็คสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 39 40 ได้สิทธิอะไรบ้าง

เช็คสิทธิประกันสังคมได้ด้วยตัวเอง แค่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานประกันสังคม ทำได้ทั้งผ่านเว็บไซต์ sso.go.th แอป SSO Connect หรือ LINE ยิ่งปี 2569 ที่เพดานเงินสมทบปรับเป็น 875 บาทต่อเดือน การเช็คสิทธิเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ว่าเงินที่จ่ายไปทุกเดือนคุ้มครองอะไรบ้าง ประกันสังคมคืออะไร ทำไมต้องเช็คสิทธิเป็นประจำ ประกันสังคมคือระบบที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อคุ้มครอง 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เหตุผลที่ควรเช็คเป็นประจำ เช่น ตรวจว่านายจ้างส่งเงินสมทบให้ครบทุกเดือนหรือไม่ ดูว่าโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิยังเป็นที่เดิมอยู่ไหม และตรวจยอดเงินสะสมชราภาพว่าเพิ่มขึ้นตามที่ควร โดยเฉพาะปี 2569 ที่เพดานเงินสมทบปรับจาก 750 เป็น 875 บาทต่อเดือน สำหรับคนที่เงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป ยอดเงินสะสมชราภาพจะเพิ่มขึ้นด้วย วิธีเช็คสิทธิประกันสังคมด้วยเลขบัตรประชาชน ผ่านเว็บไซต์ sso.go.th เช็คสิทธิประกันสังคมผ่านเว็บไซต์ได้ที่ www.sso.go.th ใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักเป็นรหัสผู้ใช้ ทำได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ (ดูคลิปสอนขั้นตอนจริงได้ที่ YouTube — เช็กสิทธิประกันสังคมออนไลน์ ง่ายๆ ใน 1 นาที) ขั้นตอนมีดังนี้ วิธีสมัครสมาชิกผู้ประกันตนออนไลน์ (สำหรับครั้งแรก) ถ้ายังไม่เคยใช้ระบบออนไลน์ของประกันสังคม ต้องสมัครสมาชิกก่อน กดปุ่ม “สมัครสมาชิก” บนเว็บไซต์ sso.go.th กรอกเลขบัตรประชาชน เบอร์มือถือ อีเมล ชื่อ-นามสกุล และตั้งรหัสผ่าน ระบบจะส่ง OTP มาที่เบอร์มือถือเพื่อยืนยันตัวตน เมื่อกรอก OTP เสร็จก็สมัครเรียบร้อย ใช้เข้าสู่ระบบได้ทันที วิธีเช็คสิทธิประกันสังคมผ่านแอป SSO Connect สำหรับคนที่ใช้มือถือเป็นหลัก เช็คผ่านแอป SSO Connect สะดวกกว่า ดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android ใช้เลขบัตรประชาชนและรหัสผ่านเดียวกับเว็บไซต์ (ดูวิธีสมัครและใช้งานแอปได้ที่ YouTube — แนะนำแอป SSO Connect) เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว หน้าแรกจะแสดงข้อมูลสำคัญทันที เช่น ชื่อ-นามสกุล โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ ยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิทำฟันที่เหลือ กดเมนูด้านล่างเพื่อเช็คข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย ช่องทางอื่นที่เช็คสิทธิประกันสังคมได้ นอกจากเว็บไซต์และแอป SSO Connect ยังเช็คสิทธิประกันสังคมได้อีกหลายช่องทาง เช็คสิทธิประกันสังคมแต่ละมาตราต่างกันอย่างไร ผู้ประกันตนแต่ละมาตราได้สิทธิไม่เหมือนกัน สรุปความแตกต่างหลัก ดังนี้ มาตรา 33 — ลูกจ้างในระบบ ผู้ประกันตนมาตรา 33 คือพนักงานบริษัทที่นายจ้างขึ้นทะเบียนให้ จ่ายเงินสมทบ 5% ของเงินเดือน สูงสุด 875 บาทต่อเดือน นายจ้างจ่ายสมทบอีก 5% เท่ากัน ได้สิทธิคุ้มครองครบ 7 กรณี ได้แก่ นอกจาก 7 กรณีข้างต้น ผู้ประกันตน ม.33 ยังมีสิทธิทำฟันปีละ 900 บาทด้วย มาตรา 39 — ลาออกแล้วต่อประกันเอง คนที่เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 มาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน และลาออกจากงาน สามารถสมัคร ม.39 เพื่อรักษาสิทธิต่อ จ่ายเงินสมทบเดือนละ 432 บาทด้วยตัวเอง ไม่มีนายจ้างจ่ายให้ ได้สิทธิ 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และชราภาพ สิทธิทุกข้อเหมือน ม.33 ทุกประการ รวมถึงทำฟันปีละ 900 บาท สิ่งเดียวที่ไม่ได้คือ กรณีว่างงาน เพราะ ม.39 ไม่ได้เป็นลูกจ้างแล้ว มาตรา 40 — อาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ คนทำงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ สมัครเองได้ จ่ายเงินสมทบเองทั้งหมด ไม่มีนายจ้าง มี 3 ทางเลือก สิทธิที่ได้ต่างจาก ม.33 ค่อนข้างมาก เช็คสิทธิผ่าน sso.go.th ได้เหมือน ม.33 และ ม.39 เช็คสิทธิประกันสังคม โรงพยาบาลที่ใช้ได้ เช็คว่าสิทธิประกันสังคมของคุณอยู่โรงพยาบาลไหนได้ที่ sso.go.th หรือแอป SSO Connect ข้อมูลจะแสดงชื่อโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ทันทีหลังเข้าสู่ระบบ ถ้าต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาล ทำได้ปีละ 1 ครั้ง ในช่วง 16 ธ.ค. – 31 มี.ค. ยื่นแบบ สปส. 9-02 ที่สำนักงานประกันสังคมสาขา หรือเปลี่ยนผ่านเว็บไซต์ sso.go.th ในเมนู “เปลี่ยนสถานพยาบาล” ข้อควรรู้คือ ถ้าเปลี่ยนโรงพยาบาลกลางปี สิทธิจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เดือนถัดไป ส่วนกรณีฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช็คยอดเงินสมทบและเงินสะสมชราภาพ เช็คยอดเงินสะสมชราภาพและประวัติการจ่ายเงินสมทบได้ที่ sso.go.th หรือแอป SSO Connect ในเมนู “เงินสมทบ” หรือ “ชราภาพ” ระบบจะแสดงยอดเงินสะสมทั้งหมดที่คุณและนายจ้างจ่ายรวมกัน เงินก้อนนี้จะได้คืนเมื่ออายุครบ 55 ปีและหยุดทำงานแล้ว จะได้เป็นบำเหน็จ (จ่ายครั้งเดียว) หรือบำนาญ (จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ถ้าส่งครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้บำนาญรายเดือน สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องส่งเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงานทุกเดือน การเช็คยอดเงินสมทบเป็นประจำช่วยให้มั่นใจว่าบริษัทส่งเงินถูกต้องครบถ้วน เช็คสิทธิประกันสังคมไม่ได้ ต้องทำอย่างไร ถ้าเข้าระบบแล้วเช็คสิทธิไม่ได้ ลองแก้ปัญหาตามสาเหตุ สรุป ช่องทางหลักคือเว็บไซต์ sso.go.th กับแอป SSO Connect แต่ถ้าสะดวกกว่าก็ใช้ LINE @ssothai แอปเป๋าตัง แอปทางรัฐ หรือโทร 1506 สิ่งที่ควรเช็คเป็นประจำ ได้แก่ สถานะผู้ประกันตน โรงพยาบาลที่ใช้สิทธิ ยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิทำฟันที่เหลือ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่ดูแลประกันสังคมพนักงานหลายคน ยิ่งต้องเช็คให้ครบ จัดการเงินเดือนและประกันสังคมให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการที่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคมให้พนักงานทุกเดือน PEAK Payroll คำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคำนวณเอง และส่งสลิปเงินเดือนออนไลน์ให้พนักงานได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเช็คสิทธิประกันสังคม เช็คสิทธิประกันสังคมคืนเงิน 900 บาท ทำยังไง สิทธิทำฟันประกันสังคมให้เบิกได้ปีละ 900 บาท ครอบคลุมการขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟัน ไปทำฟันที่คลินิกทันตกรรมแล้วจ่ายเงินไปก่อน จากนั้นยื่นเบิกคืนที่สำนักงานประกันสังคม หรือเช็คว่ายอดที่เหลือเบิกได้เท่าไรผ่านแอป SSO Connect ในเมนู “ทันตกรรม” เบอร์โทรเช็คสิทธิประกันสังคมคือเบอร์อะไร สายด่วนประกันสังคมคือ 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามได้ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ โรงพยาบาล ยอดเงินสมทบ และการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช็คสิทธิประกันสังคมว่าอยู่โรงพยาบาลไหน ทำได้ที่ไหน เข้า sso.go.th หรือแอป SSO Connect ข้อมูลแสดงทันทีหลังเข้าสู่ระบบ ถ้าต้องการเปลี่ยน ยื่นได้ช่วง 16 ธ.ค.-31 มี.ค. ของทุกปี หรือโทร 1506 ให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบให้ก็ได้ ย้ายจากมาตรา 33 เป็นมาตรา 39 สิทธิอัปเดตกี่วัน โดยทั่วไปใช้เวลา 7-30 วันทำการ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการบันทึกข้อมูลจากนายจ้างและสำนักงานประกันสังคม ในช่วงรอยต่อ สิทธิอาจแสดงไม่ตรงกับสถานะจริง ให้ตรวจสอบอีกครั้งหลังครบระยะเวลา นายจ้างเช็คสิทธิประกันสังคมของพนักงานได้ไหม นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลพนักงานผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม ที่ www.sso.go.th/eservices ดูได้ว่าพนักงานที่ขึ้นทะเบียนไว้มีสถานะเป็นอย่างไร เงินสมทบส่งครบหรือไม่ แต่ดูรายละเอียดสิทธิส่วนตัวของพนักงานไม่ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เช็คสิทธิตรวจสุขภาพประกันสังคม วิธีตรวจสอบและยื่นใช้สิทธิ

ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ส่งประกันสังคมทุกเดือน รู้ไหมว่าคุณมีสิทธิตรวจสุขภาพฟรีปีละ 1 ครั้ง ครอบคลุมถึง 14 รายการ โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มแม้แต่บาทเดียว สำนักงานประกันสังคม (สปส.) มอบสิทธิประโยชน์นี้ให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เพื่อให้รู้ทันสุขภาพตัวเองก่อนที่โรคจะลุกลาม บทความนี้รวบรวมทุกอย่างที่คุณต้องรู้ ตั้งแต่ตรวจอะไรได้บ้าง ใครมีสิทธิใช้ วิธีเช็กสิทธิ จนถึงวิธีจองคิว ตรวจสุขภาพประกันสังคมคืออะไร ใครใช้สิทธิได้บ้าง ตรวจสุขภาพประกันสังคม คือสวัสดิการด้านสุขภาพที่ สปส. จัดไว้ให้ผู้ประกันตน สามารถเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปีได้ฟรีที่สถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ โดยไม่ต้องสำรองจ่าย เป้าหมายคือให้ผู้ประกันตนค้นพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการรักษาได้ทันก่อนที่โรคจะรุนแรงขึ้น ผู้ประกันตนมาตราใดบ้างที่ใช้สิทธิได้ ผู้ที่มีสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการ คือผู้ประกันตนตาม 2 มาตรานี้เท่านั้น มาตรา 33 คือพนักงานมีนายจ้าง เช่น พนักงานบริษัท โรงงาน ร้านค้า ที่ถูกหักเงินสมทบทุกเดือน ถ้าคุณเป็นลูกจ้างและเห็นยอดประกันสังคมหักออกจากสลิปเงินเดือน แปลว่าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ มาตรา 39 คือคนที่เคยเป็นผู้ประกันตน ม.33 มาก่อน แล้วออกจากงานหรือลาออก แต่ขอสมัครต่อประกันสังคมด้วยตัวเองโดยส่งเงินสมทบเองทุกเดือน ผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่มีสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการนี้ ข้อนี้หลายคนเข้าใจผิด เพราะ ม.40 เป็นผู้ประกันตนเหมือนกัน แต่เป็นกลุ่มแรงงานอิสระที่ไม่มีนายจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของร้านค้าเล็กๆ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ สิทธิประโยชน์ของ ม.40 ครอบคลุม เจ็บป่วย/ประสบอันตราย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร แต่ ไม่รวม สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 14 รายการนี้ ถ้าคุณเป็น ม.40 และอยากตรวจสุขภาพ จะต้องใช้สิทธิบัตรทอง (สปสช.) หรือจ่ายเองแทน ตรวจสุขภาพประกันสังคมตรวจอะไรบ้าง สิทธิตรวจสุขภาพประกันสังคมปี 2569 ครอบคลุม 14 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่มตามเงื่อนไขการตรวจ (ข้อมูลจาก สำนักงานประกันสังคม อัปเดต พ.ค. 2569) รายการตรวจพื้นฐาน ตรวจได้ทุกช่วงอายุ 6 รายการแรกนี้ผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธิตรวจได้ ไม่จำกัดอายุหรือเพศ 1. คัดกรองการได้ยิน (Finger Rub Test) ประเมินความสามารถรับเสียงเบื้องต้น เหมาะมากสำหรับคนทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง เช่น โรงงาน ก่อสร้าง 2. ตรวจเต้านม โดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข พร้อมสอนวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเองเพื่อเฝ้าระวังมะเร็งเต้านม 3. ตรวจสายตาโดยจักษุแพทย์ รวมการตรวจด้วย Snellen Eye Chart และวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองความผิดปกติทางสายตาและโรคต้อหิน 4. ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ประเมินภาวะโลหิตจางและความผิดปกติของเลือด ตัวเลขนี้บอกได้หลายอย่างตั้งแต่ภูมิคุ้มกันไปถึงสัญญาณโรคบางชนิด 5. ตรวจปัสสาวะ (Urine Analysis: UA) คัดกรองโรคทางไตและระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักไม่มีอาการในระยะแรก 6. ตรวจวัดร่างกายทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง คำนวณค่า BMI วัดความดันโลหิต เป็นพื้นฐานที่แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัยรายการอื่น รายการตรวจตามช่วงอายุและเพศ 8 รายการต่อมา สปส. กำหนดเงื่อนไขอายุและเพศเพื่อให้การตรวจตรงกับความเสี่ยงของแต่ละกลุ่ม 7. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด คัดกรองเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยมากในวัยทำงาน และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวจนกว่าจะมีอาการแทรกซ้อน 8. ตรวจไขมันในเลือด วัดทั้งไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอล เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด 9. ตรวจการทำงานของไต (Creatinine) ไตเป็นอวัยวะที่เสื่อมแบบเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการจนเสียหายมากแล้ว การตรวจนี้จึงสำคัญมาก 10. ตรวจ X-Ray ปอด คัดกรองวัณโรคและมะเร็งปอด สำหรับผู้ประกันตนอายุ 15 ปีขึ้นไป ตรวจได้ทุก 3 ปี 11. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) สำหรับผู้ประกันตนเพศหญิงตามเกณฑ์อายุที่ สปส. กำหนด 12. ตรวจ EKG (คลื่นหัวใจ) วัดการทำงานของหัวใจ เหมาะสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจตามเกณฑ์อายุ 13. ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ตามเกณฑ์อายุที่ สปส. กำหนด เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้รักษาได้ผลดีมากถ้าพบในระยะต้น 14. ตรวจหาภาวะโลหิตจางและธาลัสซีเมีย สำหรับกลุ่มเสี่ยงตามเงื่อนไข สปส. ข้อแนะนำ: แต่ละรายการอาจมีเงื่อนไขอายุและความถี่ที่ต่างกัน ก่อนไปตรวจควรสอบถามกับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง หรือตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดที่ sso.go.th หรือสายด่วน 1506 วิธีเช็กสิทธิตรวจสุขภาพประกันสังคม ก่อนนัดหมาย ควรเช็กสิทธิก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าคุณยังเป็นผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบและมีสิทธิใช้งานได้ ทำได้ 3 ช่องทางหลัก เช็กสิทธิผ่านเว็บไซต์ sso.go.th เช็กสิทธิผ่านแอป SSO Plus โหลดแอป SSO Plus (SSO+) ได้จาก App Store และ Google Play ล็อกอินด้วยเลขบัตรประชาชน แอปนี้ยังใช้ดูรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพได้ด้วย เช็กสิทธิผ่าน LINE @ssothai และสายด่วน 1506 เพิ่มเพื่อน LINE Official Account @ssothai แล้วพิมพ์คำว่า “ตรวจสอบสิทธิ” หรือโทรสายด่วน 1506 บริการตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนจองคิวและใช้สิทธิตรวจสุขภาพ เมื่อเช็กสิทธิแล้ว ขั้นตอนง่ายกว่าที่คิด ไม่จำกัดว่าต้องตรวจที่โรงพยาบาลคู่สัญญาของตัวเอง สามารถเลือกโรงพยาบาลใดก็ได้ในเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีถึง 217 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ 163 แห่ง และเอกชน 54 แห่ง ขั้นที่ 1: เข้า sso.go.th หรือแอป SSO Plus เพื่อดูรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ที่สะดวก ขั้นที่ 2: โทรนัดหมายกับโรงพยาบาลโดยตรง แจ้งว่าต้องการใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีประกันสังคม ขั้นที่ 3: ไปตรวจตามวันนัด แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าขอใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีของประกันสังคม แสดงบัตรประชาชน ขั้นที่ 4: พบแพทย์ รับการตรวจ และรอรับผลตามที่โรงพยาบาลกำหนด เตรียมตัวก่อนไปตรวจ ทำให้ผลแม่นยำขึ้น การเตรียมตัวให้ถูกต้องทำให้ผลตรวจแม่นยำและไม่ต้องตรวจซ้ำ เอกสารที่ต้องเตรียม ใช้แค่ บัตรประชาชน ใบเดียว ไม่ต้องมีเอกสารเพิ่มเติม เพราะระบบประกันสังคมตรวจสิทธิผ่านเลขบัตรประชาชนโดยตรง นายจ้างและเจ้าของกิจการควรรู้อะไรเกี่ยวกับสิทธินี้ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือ HR มีสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ เพราะสิทธิตรวจสุขภาพของพนักงานผูกกับการส่งเงินสมทบโดยตรง พนักงานจะมีสิทธิก็ต่อเมื่อนายจ้างส่งเงินสมทบให้ครบและต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนนายจ้างลืมนำส่ง หรือนำส่งไม่ครบ พนักงานอาจเสียสิทธิในเดือนนั้น ซึ่งส่งผลต่อสิทธิตรวจสุขภาพและสิทธิอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีพนักงาน 20 คน ถ้าฝ่าย HR ลืมนำส่งเงินสมทบในเดือนใดเดือนหนึ่ง พนักงานทั้ง 20 คนจะพลาดสิทธิสะสมสำหรับเดือนนั้น และอาจมีปัญหาเมื่อไปใช้สิทธิตรวจสุขภาพ นอกจากนี้ การรณรงค์ให้พนักงานไปตรวจสุขภาพประจำปียังเป็นหน้าที่หนึ่งของ HR ที่ดี เพราะพนักงานที่ดูแลสุขภาพดีหมายถึงการลาป่วยน้อยลง และประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น สรุป อย่าปล่อยให้สิทธิตรวจสุขภาพเสียเปล่า ผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 มีสิทธิตรวจสุขภาพฟรี 14 รายการปีละ 1 ครั้ง ไม่ต้องสำรองจ่าย และตรวจที่โรงพยาบาลใดก็ได้ใน 217 แห่งทั่วประเทศ แค่เช็กสิทธิ โทรนัด เตรียมบัตรประชาชน ก็พร้อมตรวจแล้ว สิทธินี้คิดต้นทุนจากเงินสมทบที่คุณส่งทุกเดือนอยู่แล้ว ไม่ใช้ก็เสียเปล่า จัดการประกันสังคมพนักงานให้ถูกต้องด้วย PEAK Payroll เจ้าของกิจการและ HR ที่ต้องดูแลพนักงานหลายคน PEAK Payroll คำนวณเงินเดือน เงินสมทบประกันสังคม และหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องอัตโนมัติ พนักงานได้สิทธิครบ คุณไม่ต้องนั่งคำนวณเอง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประกันสังคม ม.40 ตรวจสุขภาพฟรีได้ไหม ไม่ได้ สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีฟรี 14 รายการนี้มีเฉพาะผู้ประกันตน ม.33 และ ม.39 เท่านั้น ผู้ประกันตน ม.40 ซึ่งเป็นแรงงานอิสระหรืออาชีพอิสระ ไม่ได้รับสิทธินี้ ถ้าต้องการตรวจสุขภาพฟรี ลองตรวจสอบสิทธิบัตรทองผ่านแอป สปสช. หรือโทร 1330 แทน ตรวจสุขภาพประกันสังคมปีละกี่ครั้ง ปีละ 1 ครั้ง ต่อ 1 ปีปฏิทิน สิทธินี้ไม่สะสมข้ามปี ถ้าปีนี้ไม่ใช้ก็จะหมดไปพร้อมกับสิ้นปีงบประมาณ (ก.ย.) แต่ยังสามารถใช้ได้ต่อในปีงบประมาณถัดไป (เริ่ม ต.ค.) โดยไม่ต้องรอปีหน้า ถ้าไม่ได้ตรวจปีนี้ สิทธิหายไปไหม สิทธิจะหมดอายุตามปีงบประมาณของ สปส. ซึ่งสิ้นสุดเดือนกันยายนของทุกปี ถ้าไม่ได้ใช้ภายใน ก.ย. สิทธิของปีนั้นจะหมดไป แต่ตั้งแต่ ต.ค. ของปีเดิม คุณจะเริ่มมีสิทธิใหม่สำหรับปีงบประมาณถัดไปทันที สรุปคือไม่ต้องรอถึงปีหน้า ตรวจที่โรงพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญาได้ไหม ได้ จุดนี้หลายคนเข้าใจผิด สำหรับสิทธิตรวจสุขภาพประจำปีนี้ ไม่จำกัดว่าต้องตรวจที่โรงพยาบาลคู่สัญญาของตัวเอง สามารถเลือกโรงพยาบาลใดก็ได้ที่เข้าร่วมโครงการตรวจสุขภาพกับ สปส. เพียงแต่โรงพยาบาลนั้นต้องอยู่ในรายชื่อที่ สปส. กำหนด ตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลได้จาก sso.go.th หรือแอป SSO Plus ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก