Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

12 Oct 2026

PEAK Account

16 min

AI-Powered Customer Journey กับไปรษณีย์ไทย และ Buzzebees – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน Summit 2026

หลายธุรกิจมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือเต็มไปหมด แต่ไม่รู้ว่าลูกค้าคนไหนพร้อมซื้อเพิ่ม และคนไหนกำลังจะหายไป ปัญหานี้เกิดขึ้นกับหนึ่งในธุรกิจรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในไทย อย่าง ThaiPost หรือไปรษณีย์ไทย ที่มีข้อมูลจัดส่งจดหมายและพัสดุรวมกว่า 140 ปี สู่การจับมือร่วมกับ Buzzebees เพื่อการจัดการข้อมูลที่ดีขึ้น ในเซสชัน AI-Powered Customer Journey ในงานลงทุนแมน Summit 2026 ผู้บริหารสองคนจากสองอุตสาหกรรม ทั้ง ดร.ตฤณ ทวิธารานนท์ – CIO of ThaiPost และ คุณ Michael Chen – CEO of Buzzebees ได้มาร่วมแชร์แนวทางการใช้งาน AI เพื่อการจัดการลูกค้า ให้ข้อมูลกลายเป็นยอดขายที่วัดได้จริง สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากเวที AI-Powered Customer Journey Customer Journey คืออะไร ทำไมระบบสะสมแต้มอย่างเดียวไม่พอ Customer Journey คือ เส้นทางทั้งหมดที่ลูกค้าเดินผ่านกับแบรนด์ ตั้งแต่รู้จัก สนใจ ตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงกลับมาซื้อซ้ำ คุณ Michael อธิบายว่า CRM แบบเดิมมักหยุดอยู่ที่บัตรสมาชิกและแต้มสะสม ได้แต่รอให้ลูกค้าเดิมกลับมาเอง เพราะความเสียดายในแต้มที่สะสมมา แต่การแข่งขันในวันนี้ แบรนด์ต้องดูแลครบทั้งเส้นทาง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่าการทำ Full Customer Funnel ช่วงของเส้นทางเป้าหมายหาลูกค้าใหม่ (Acquisition)ให้คนที่ใช่รู้จักแบรนด์เปลี่ยนความสนใจเป็นการซื้อ (Conversion)ส่งข้อเสนอที่ตรงกับแต่ละคนในจังหวะที่เหมาะรักษาลูกค้า (Retention และ Loyalty)ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำและอยู่กับแบรนด์นาน การทำ Full Customer Funnel แตกต่างจากการทำ CRM แบบดั้งเดิม ตรงที่การใช้งานข้อมูลในทุกช่วงเวลา แบรนด์จะเข้าใจได้ว่าลูกค้าแต่ละคนอยู่ในช่วงไหน และควรสื่อสารกับพวกเขาเหล่านั้นอย่างไร Buzzebees ใช้ AI ดัน Conversion Rate ได้อย่างไร Buzzebees ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า แบ่งกลุ่มตาม Segment ต่างๆ แล้วจึงส่งข้อเสนอเฉพาะคน (Hyper Personalization) ที่เข้ากับความต้องการหรือความสนใจของลูกค้ากลุ่มนั้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบให้เข้าถึงง่าย ผ่านการพิมพ์ถามระบบเป็นภาษาธรรมดาได้ เช่น ลูกค้ากลุ่มไหนมีโอกาสซื้อเพิ่ม หรือกลุ่มไหนเสี่ยงจะเลิกซื้อ คุณ Michael เล่าว่าวิธีนี้ทำให้ Conversion Rate สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3 ถึง 5% หลายเท่า นอกจากนี้ การพัฒนาระบบ CRM ของ Buzzebees ยังช่วยให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความสามารถด้านการเขียนโค้ด ซึ่งจะช่วยลดงานของ Data Analyst และ Business Analyst ลง ให้ได้ทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า กรณีศึกษาการใช้ AI ร่วมกับ Full Customer Funnel จาก Buzzebees เคสตัวอย่างกลยุทธ์และการใช้งานผลลัพธ์เชิงตัวเลขร้านขนมหวาน (SME ขนาดเล็ก)ปรับใช้วิธีการ Full Funnel Marketing ร่วมกับ AI เพื่อระบุกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและส่งมอบข้อเสนอแบบ Personalized OfferConversion Rate เพิ่มขึ้นเป็น 24% (เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติที่ 3-5%) และสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้ารวมกว่า 400,000 ราย และใช้ AI ทำ Automated Segmentation เพื่อส่งสื่อส่งเสริมการขายตรงตามพฤติกรรมConversion Rate สูงถึง 15% (คิดเป็นอัตราที่สูงกว่ารูปแบบดั้งเดิมที่ไม่ใช้ AI ถึง 3 เท่า)แบรนด์เครื่องสำอางนำ AI มาประเมิน Data Insight เพื่อทำ Hyper-personalized Communication สื่อสารข้อเสนอแบบเฉพาะรายบุคคลConversion Rate สูงสุดถึง 50% และเพิ่มอัตราการกลับมาซื้อซ้ำ ผลลัพธ์เชิงตัวเลขอันประจักษ์จากฝั่ง MarTech Enabler แสดงให้เห็นว่า AI สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจค้าปลีกได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ Data และ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคการค้าปลีกเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาพลิกโฉมองค์กรอย่างไปรษณีย์ไทยได้อย่างก้าวกระโดด ไปรษณีย์ไทยกับภารกิจจัดการข้อมูล 144 ปี สู่การสร้าง Data Warehouse ตลอด 144 ปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยต้องรับมือกับฐานข้อมูลมหาศาล ทั้งข้อมูลที่อยู่ของผู้ใช้บริการกว่า 29 ล้านครัวเรือน ซึ่งยังไม่รวมที่อยู่อาศัยนอกระบบ การจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์หินสำหรับพี่ไปร ที่ต้องจัดการกับข้อมูลที่ไม่มีลักษณะตายตัว เช่น จ่าหน้าซองเลอะน้ำ ลายมือที่อ่านไม่ออก หรือที่อยู่ที่ให้มาไม่ครบ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ความต้องการส่งจดหมายจะลดลง แต่ความต้องการส่งพัสดุกลับพุ่งสูงถึงเกือบ 2 ล้านชิ้นต่อวัน ด้วยเหตุนี้ ไปรษณีย์ไทยจึงต้องเร่งยกระดับการจัดการข้อมูลนี้ โดยมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนข้อมูลเชิงพื้นที่ให้กลายเป็นฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปรษณีย์ไทยใช้กลยุทธ์อะไร ในการจัดการฐานข้อมูล การผสาน Human Touch กับ AI Power ยกระดับ Customer Experience เรามักจะคุ้นเคยกับพี่ไปรแถวบ้าน บางบ้านถึงขั้นที่ตั้งแต่เล็กจนโต ก็เจอพี่ไปรคนเดิมมาเป็นสิบปี สิ่งนี้เป็นเพราะไปรษณีย์ไทยให้คนทำงานที่ต้องใช้ความคุ้นเคย และความไว้ใจสูง การจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรอาจฟังดูเป็นไปได้ยาก แต่ ดร.ตฤณ เลือกที่จะนำ AI มาใช้ทำงานที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและการทำซ้ำไปซ้ำมา โดยได้ให้ชื่อแนวทางการทำงานนี้ว่า Beyond CRM การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้ส่งผลเสียต่อพี่ไปร ที่ยังคงทำงานส่งพัสดุให้พวกเราเหมือนเคย แต่มีหน้าที่ใหม่จากความช่วยเหลือของ AI ที่นอกจากจะทำงานได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยองค์กรจัดการกับข้อมูลหน้าบ้าน ให้กลายเป็นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลเพิ่มขึ้นด้วย บทบาทสิ่งที่ไปรษณีย์ไทยทำการเก็บข้อมูลประชากรพี่ไปรมีความใกล้ชิดกับคนในชุมชน สามารถเก็บข้อมูลให้องค์กรนำไปต่อยอดสร้างรายได้ใหม่กว่า 200 ล้านบาทต่อปีการเก็บข้อมูลพื้นที่พี่ไปรช่วยบันทึกกิจการ/ชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการ SME ที่มองหาทำเล หรือโอกาสในการขยายธุรกิจAI ตอบคำถามลูกค้าเรียลไทม์พี่ไปรเวอร์ชัน AI ช่วยให้บริการผ่าน Call Center 1545 และลดคำร้องเรียนบนโซเชียลผู้ฝึกฝน AI และคุมความถูกต้องพี่ไปรช่วยฝึกฝน AI ผ่านการแกะลายมือ ตรวจสอบความถูกต้อง และทดสอบระบบ AI อย่างสม่ำเสมอ ดร.ตฤณ ยังเล่าว่าคนไทยตอบรับเทคโนโลยีดิจิทัลเร็วติดอันดับต้นของโลก (Digital Adoption) และคาดหวังให้พัสดุจัดส่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ แต่การจะพึ่งพาระบบอัตโนมัติอย่างเดียวอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกห่างจากแบรนด์ การมีคนกลางที่จริงใจอย่างพี่ไปรจึงช่วยให้ไปรษณีย์ไทยเป็นที่รักของชุมชน 4 ข้อคิดที่เจ้าของธุรกิจนำไปใช้ได้ ผู้บรรยายทั้งสองได้ฝาก 4 ข้อคิดที่ผู้ประกอบการ SME สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของระบบหลังบ้าน ลดการทำงานซ้ำซ้อน เพื่อให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้แก่ สรุป – การทำ Customer Journey เริ่มต้นได้ แม้ไม่มี AI เจ้าของกิจการ SME เริ่มทำ Customer Journey ของตนเองได้ทันที แม้จะไม่มีระบบหมื่นล้าน หรือข้อมูลลูกค้ามากมาย เพียงแค่เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมลูกค้าของเรา รายการไหนขายได้บ่อย รายการไหนขายดีคู่กับอะไร และทำการลงบันทึกให้เป็นระบบ เก็บเป็นข้อมูลที่อ่านได้ง่าย แค่นี้ก็เปรียบเสมือนการทำ CRM แบบเต็มระบบแล้ว เพียงยึดหลักว่า: ดูยอดขายรายลูกค้าจากเอกสารขายจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมจัดการข้อมูลลูกค้าและเอกสารขาย ดูยอดขายรายลูกค้าได้ทุกเดือน ใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นของการดูแลลูกค้าได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 Oct 2026

PEAK Account

19 min

MizuMi & Karmarts ถอดรหัสความสำเร็จ T-Beauty – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน Summit 2026

เมื่อไม่กี่ปีก่อน แบรนด์เครื่องสำอางไทยมักถูกวางไว้ชั้นหลังของร้านบิวตี้ ส่วนพื้นที่หน้าร้านเป็นของแบรนด์เกาหลี ญี่ปุ่น และแบรนด์ตะวันตก แต่ในวันนี้ แบรนด์ไทยขยับขึ้นมาอยู่หน้าร้าน และบางแบรนด์ไปเปิดร้านในต่างประเทศได้แล้ว เพราะความพยายามของผู้ประกอบการไทย ที่พร้อมผลักดันวงการ T-Beauty สู่ระดับโลก ในเซสชัน Put T-Beauty on The Map ในงานลงทุนแมน Summit 2026 ได้สองผู้ประกอบการไฟแรงอย่าง คุณพงษ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล (คุณแก็ป) – Founder of Karmart และ คุณวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ (คุณหนุ่ย) – CEO & Founder of Mizuhada Group ได้มาเล่าประสบการณ์ และเส้นทางธุรกิจของตนเอง พร้อมถอดรหัสความสำเร็จในการนำพาธุรกิจไทยไปสู่เวทีระดับโลก สรุป 5 ข้อคิดสำคัญจากเวที Put T-Beauty on The Map T-Beauty กับความต้องการของผู้บริโภค ที่พร้อมเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่เดิม ผู้บริโภคมักให้ความสนใจกับสินค้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น K-Beauty, J-Beauty หรือ C-Beauty แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่วมกับการระบาดของโรคโควิด ส่งผลให้ความต้องการซื้อครีมบำรุงหรือเครื่องสำอางค์นำเข้าลดลง ผู้คนเริ่มเปิดใจ ทดลองสินค้าแบรนด์ไทยที่เข้าถึงง่าย ราคาประหยัด และมีสูตรส่วนผสมที่เหมาะกับผิวคนไทยโดยเฉพาะแทน ผลจากการทดลองใช้จริง ผู้บริโภคพบว่าผลิตภัณฑ์ T-Beauty มีเนื้อสัมผัสที่ซึมไว สบายผิว เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น และให้ผลลัพธ์การบำรุงเทียบเท่าแบรนด์นำเข้า ในระดับราคาที่ประหยัดกว่า ซึ่งสอดรับกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่ผู้บริโภคจะคำนึงถึงความคุ้มค่าก่อนเสมอ นอกจากการเปิดใจทดลองแล้ว การบอกต่อแบบปากต่อปากยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่ช่วยให้ T-Beauty ครอบครองใจผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผ่านผู้บริโภคด้วยกันเอง เจ้าของคลินิกเสริมความงาม หรือแม้กระทั่งกับอินฟลูเอนเซอร์ระดับโลก อย่าง Kris Jenner (คุณแม่แห่งบ้าน Kardashian), Georgina Rodriguez (ภรรยาของ Cristiano Ronaldo), Lisa Blackpink ตลอดจน Makeup Artist ในวงการฮอลลีวูด ยังได้นำผลิตภัณฑ์ไทยไปใช้จริงและบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดีย โดยทางแบรนด์ไม่ได้ใช้งบการตลาดไปเท่าไหร่นัก และยังช่วยทลายภาพจำของแบรนด์ T-Beauty ว่าต้องเป็นรองต่างชาติด้วย จุดแข็งของแบรนด์สกินแคร์ไทยเมื่อเทียบกับ K-Beauty และ J-Beauty เสน่ห์ของ T-Beauty อยู่ที่ความหลากหลาย เอกลักษณ์เฉพาะตัว และอัตลักษณ์แบรนด์ที่สนุกสนาน ไม่ได้ยึดติดกับภาพจำเหมือนประเทศเกาหลีที่เน้นผิวฉ่ำวาว หรือประเทศญี่ปุ่นที่เน้นในความมินิมอล แต่กับสินค้า T-Beauty เน้นในด้านคุณภาพ แก้ปัญหาได้ตรงจุด ราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมรองรับความต้องการหลากหลาย จุดแข็ง รายละเอียด สูตรสำหรับอากาศร้อน เนื้อบางเบา ซึมไว คุมมัน กันเหงื่อ แต่ยังบำรุงและปกป้องผิวได้ดี แก้ปัญหาตรงจุดในราคาคุ้ม ใส่สารบำรุงเข้มข้น หรือรวมหลายประโยชน์ไว้ในชิ้นเดียว เร็วและยืดหยุ่น จับเทรนด์ส่วนผสม บรรจุภัณฑ์ และการสื่อสาร แล้วออกสินค้าได้เร็วกว่าแบรนด์ข้ามชาติ คาแรกเตอร์หลากหลาย แต่ละแบรนด์มีตัวตนชัดและกล้าแตกต่าง อย่างไรก็ตาม การมีจุดแข็งทางกลยุทธ์และการทำตลาดที่โดดเด่นเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอในการสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน แบรนด์จำเป็นต้องสร้างระบบป้องกันตนเอง หรือคูเมือง (Moat) เพื่อไม่ให้แบรนด์อื่นลอกเลียนแบบเราได้ คุณภาพสินค้าคือเกราะป้องกันแบรนด์ในตลาด Red Ocean ตลาดความงามวันนี้มีผู้เล่นเข้ามาง่าย ทั้งดาราและครีเอเตอร์บน TikTok ที่สร้างแบรนด์ของตัวเองได้เร็ว ทั้งคุณหนุ่ยและคุณแก็ปเน้นย้ำว่า คุณภาพสินค้าต้องมาเป็นอันดับแรก เพราะสินค้าที่ดีจะยังเกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ไม่ต้องมีงบการตลาด เพียงแต่ต้องมุ่งเน้นด้านการสื่อสารให้เหมาะสม และปรับให้เป็นจุดแข็ง อาทิ Hero Product หรือ House of Brands เลือกแบบไหนดี การเลือกกลยุทธ์เพื่อปั้นแบรนด์ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ เงินทุน ความพร้อมของทีมงาน และเป้าหมายในการเติบโต โดย MizuMi และ Karmarts ต่างเติบโตมาในคนละวิธีกัน MizuMi เริ่มจากสินค้าตัวเดียว แล้วต่อยอดตามการใช้งานจริง MizuMi เริ่มต้นด้วยทุนและคนที่จำกัด จึงเลือกทุ่มทุกอย่างไปที่สินค้าตัวเดียว คือกันแดดเนื้อเซรั่มหลอดสีฟ้าขาว ข้อดีคือลูกค้าใหม่จำแบรนด์ได้ง่ายและตัดสินใจซื้อได้เร็ว ความเสี่ยงของสินค้าตัวเดียวคือวันหนึ่งความนิยมจะลดลง MizuMi จึงต่อยอดสินค้าตามลำดับการใช้งานของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมซื้อได้หลายอย่างขึ้น อาทิ กันแดดสูตรกันน้ำหลอดส้ม เหมาะสำหรับคนเล่นกีฬากลางแจ้ง ตลอดจนการขยายตลาดไปสู่ Cleansing Water เพื่อล้างกันแดดออก เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดูแลผิว เมื่อแบรนด์หลักแข็งแรงแล้ว MizuMi จึงเปิดแบรนด์ใหม่ที่ไม่ทับกับแบรนด์เดิม ได้แก่ Bomi (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) และ Gentle Color (เครื่องสำอาง) เพื่อไม่ให้สินค้าของตัวเองแย่งยอดขายกันเอง Karmarts สร้างหลายแบรนด์เพื่อครอบคลุมทุกหมวด Karmarts ดูแลมากกว่า 20 แบรนด์ จากแบรนด์ที่สร้างเองอย่าง Cathy Doll และ Baby Bright ก่อนจะเริ่มสร้างแบรนด์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ และยังมีแบรนด์จากการเข้าซื้อกิจการ เช่น การเข้าซื้อหุ้นแบรนด์ 4U2 คุณแก๊ปเล่าว่าการได้นักลงทุนเชิงกลยุทธ์จากญี่ปุ่นเข้ามาถือหุ้นเมื่อ 1 ถึง 2 ปีก่อน เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะให้ Karmarts เป็นศูนย์กลางการซื้อและควบรวมกิจการด้านความงามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีสินค้าครบทุกหมวด ทั้งสกินแคร์ เครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และอุปกรณ์ความงาม ช่วยกระจายความเสี่ยงได้จริง ช่วงโควิด-19 ยอดเครื่องสำอางที่ขายนักท่องเที่ยวลดลง แต่แบรนด์เครื่องหอมรื่นรมย์ที่ปั้นมาเกือบ 10 ปี กลับโตกว่า 100% ต่อปีจากพฤติกรรมคนอยู่บ้าน ความแตกต่างจากสองกลยุทธ์ ด้าน Hero Product (MizuMi) House of Brands (Karmarts) โครงสร้าง ลึกในหมวดเดียว กว้างครอบทุกหมวด ข้อดี ภาพจำชัด จัดการง่าย ใช้ทุนคุ้ม กระจายความเสี่ยง มีรายได้หลายทาง ความเสี่ยง สินค้าหลักหมดความนิยม หรือถูกคู่แข่งแย่ง ต้นทุนดำเนินงานสูง บริหารซับซ้อน เหมาะกับ ธุรกิจเริ่มต้นหรือทุนจำกัด องค์กรที่มีทุนและทีมพร้อม ผู้ประกอบการทั้งสองท่านย้ำว่า ความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว คนที่ทำธุรกิจต้องเข้าใจในจุดแข็ง แนวทางการสื่อสาร ข้อดีของสินค้า/บริการของตนเอง เพื่อให้การประกอบธุรกิจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุกตลาดต่างประเทศ แบรนด์ไทยต้องระวังอะไร แบรนด์เครื่องสำอางไทยที่จะออกต่างประเทศต้องระวังสามเรื่อง คือ ความต่างของผู้บริโภคแต่ละประเทศ สินค้าค้างสต๊อกที่ส่งกลับไม่ได้ และพาร์ตเนอร์ที่ไม่ได้ตั้งใจสร้างแบรนด์ระยะยาว ด้าน MizuMi เลือกทดลองตลาดอย่างระมัดระวังด้วยทีมเล็ก ส่วน Karmarts เลือกบุกหนักในตลาดที่ยากที่สุดอย่างเกาหลีใต้ ทั้งสองแบบให้บทเรียนที่ใช้ได้จริง MizuMi ทดลองตลาดเวียดนามและมาเลเซียด้วยทีมเล็ก คุณหนุ่ยเตือนว่าความเสี่ยงใหญ่ของการขายต่างประเทศคือสต๊อก สินค้าที่ขายไม่ออกส่งกลับประเทศไม่ได้ และมักต้องทำลายทิ้งทั้งหมด ดังนั้น หนึ่งในทางเลือกที่ดี คือการส่งคนไปศึกษาตลาดก่อน พร้อมจัดตั้งทีมงานในประเทศเพื่อการประสานงาน แทนที่จะโยกย้ายทีมไปตั้งสังกัดอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่ต้น ซึ่งต้องใช้เงินทุน และทรัพยากรจำนวนมาก Karmarts เปิดร้านกลางย่านซองซูในเกาหลีใต้ Karmarts ขยายไปกว่า 40 ประเทศ และเลือกเปิดร้านในย่านซองซู (Seongsu) กรุงโซล ฝั่งตรงข้ามร้านของแบรนด์ระดับโลก ถือเป็นการประชันความคิดชาตินิยมในพื้นที่ นอกจากนี้ คุณแก็ปยังติดต่อ Makeup Artist ระดับโลกอีกหลายราย ให้มาลองใช้สินค้า T-Beauty พร้อมนำไปวางจำหน่ายภายในสตูดิโอแต่งหน้า เมื่อศิลปินหรือแฟนคลับได้เห็นภาพนี้บ่อยๆ จะนำไปสู่การจดจำ และเปิดใจทดลองใช้ได้ 95% ของคนที่ติดต่อในงานแสดงสินค้าไม่ใช่พาร์ตเนอร์ตัวจริง คุณหนุ่ยให้ตัวเลขที่น่าคิดว่า กว่า 95% ของคนที่เข้ามาคุยในงานแสดงสินค้าต่างประเทศ เป็นผู้ค้าที่ซื้อไปขายครั้งเดียวจบ ไม่มีแผนการตลาดหรือแผนสร้างแบรนด์ระยะยาว ก่อนจะตกลงเซ็นสัญญากับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ ควรถามให้ชัดเจนว่าจะมาช่วยทำการตลาดอย่างไร ลงทุนอะไรเองบ้าง และมองภาพยาวไปอีกกี่ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพาร์ทเนอร์นั้น มีภาพใหญ่ที่ตรงกับความต้องการของเรา และจะไม่เป็นการเสียเวลาของทั้งสองฝ่าย ถอดบทเรียนที่เจ้าของ SME นำไปใช้ได้ แม้ไม่ได้ทำแบรนด์เครื่องสำอาง แต่องค์ความรู้จากทั้งคุณหนุ่ยและคุณแก็ป สามารถนำไปต่อยอดกับธุรกิจอื่นๆ ได้ เช่น ความเข้าใจในสินค้า/บริการของตนว่า ตัวไหนทำกำไรได้จริง คำแนะนำให้ระวังสต๊อกจมเมื่อต้องการขยายตลาด และการเตรียมความพร้อมก่อนจะขยายธุรกิจ บทเรียนจากเวที สิ่งที่ SME ทำได้ทันที สินค้าตัวเด่นวันหนึ่งจะหมดความนิยม ดูยอดขายและกำไรรายสินค้าทุกเดือน จะเห็นสัญญาณก่อนยอดตก หลายแบรนด์ช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ต้นทุนสูงขึ้น แยกรายได้และค่าใช้จ่ายรายแบรนด์ เพื่อรู้ว่าแบรนด์ไหนเลี้ยงตัวเองได้ สต๊อกในต่างประเทศส่งกลับไม่ได้ เริ่มส่งล็อตเล็ก และคิดต้นทุนสินค้าที่อาจขายไม่ออกไว้ในราคาตั้งแต่ต้น พาร์ตเนอร์ส่วนใหญ่ซื้อครั้งเดียวจบ ขอแผนการตลาดและกำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้รัดกุมก่อนส่งของ นักลงทุนและการซื้อกิจการต้องใช้ตัวเลข ทำบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก งบการเงินที่เชื่อถือได้ช่วยในการเจรจา สินค้าที่เปิดตัวเงียบอาจขายดีที่สุด ดูตัวเลขขายจริง ไม่ตัดสินจากงบที่ลงไป สรุป – ผู้ประกอบการที่เก่ง ต้องเข้าใจจุดแข็งในแบรนด์ตนเอง แบรนด์เครื่องสำอางไทยไปถึงเวทีโลกได้ เพราะเจ้าของแบรนด์เข้าใจในจุดแข็ง พร้อมนำมาต่อยอดสู่ระดับโลก บทเรียนจาก MizuMi และ Karmarts แม้จะเติบโตมาคนละเส้นทาง แต่ในตอนจบต่างยืนเคียงข้างกันได้ นอกจากสินค้าที่ดี แบรนด์ระดับโลกยังมีระบบหลังบ้านที่มั่นคง เช่น การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกขายและซื้อแยกตามสินค้าหรือแบรนด์ ดูรายงานสต๊อกและงบการเงินได้ทุกเดือน พร้อมใช้ตัดสินใจตอนขยายตลาดหรือคุยกับนักลงทุนได้ในทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 Oct 2026

PEAK Account

5 min

PEAK ผนึกกำลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานแถลงข่าว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วยระบบจัดการบัญชี” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ ได้แก่ PEAK Account และ FlowAccount โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) เข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมพัฒนาทักษะด้านบัญชี การเงิน และภาษีอย่างเป็นระบบ นายภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ภายในงานว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่กำไรเพียงอย่างเดียว PEAK เราเอาความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและเทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการงานหลังบ้าน เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบการ SE ได้เอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสการสร้าง Impact ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่” ในฐานะ Tech Company สัญชาติไทย PEAK เล็งเห็นเสมอว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ SE สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของงานหลังบ้าน PEAK ได้นำเสนอกระบวนการเพื่อยกระดับธุรกิจ SE ให้ทำงานได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ผ่านแนวคิด 3 ขั้นตอนหลัก (CCC) ได้แก่: สำหรับการสนับสนุนในโครงการนี้ PEAK มุ่งเน้นการแชร์ความรู้ในการวางระบบบัญชีที่ดี พร้อมทั้งมอบเครื่องมือสนับสนุนผ่านส่วนลดโปรแกรม PEAK ให้กับผู้ประกอบการ SE ที่เข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขการใช้งานและดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ นอกจากนี้ ภายในงาน PEAK ยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SE ได้ยกระดับความรู้และการใช้งานระบบบัญชี ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน PEAK, Building SMART Business ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Oct 2026

PEAK Account

26 min

จุดคุ้มทุน คืออะไร ต้องขายเท่าไหร่ ถึงไม่ขาดทุน

ยอดขายโตขึ้นทุกไตรมาส แต่ทุกครั้งที่จะจ้างเซลส์เพิ่ม หรือลูกค้ารายใหญ่ขอลดราคา เจ้าของกลับตอบไม่ได้ว่าคุ้มหรือไม่ เพราะไม่รู้จุดคุ้มทุนของตนเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตอบได้ทุกคำถามเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการ บทความนี้ได้รวบรวมทุกคำถามที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจ ตั้งแต่วิธีการตั้งราคาขายให้เหมาะสม ควรดูยอดเงินหรือจำนวนออเดอร์ ไปจนถึงจ้างคนเพิ่มหรือให้ส่วนลดแล้วต้องขายเพิ่มอีกเท่าไหร่ จุดคุ้มทุน คืออะไร จุดคุ้มทุน คือ ระดับยอดขายที่รายได้เท่ากับต้นทุนรวมพอดี กิจการไม่กำไรและไม่ขาดทุน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Break Even Point หรือ BEP ถ้าขายต่ำกว่าจุดนี้จะขาดทุน ถ้าขายเกินจุดนี้ ทุกบาทที่ขายเพิ่มจะเริ่มเป็นกำไร คำตอบบอกได้ทั้งเป็นยอดขายบาท จำนวนออเดอร์ หรือจำนวนชิ้น Break Even Point คือเครื่องมือพื้นฐานของบัญชีบริหาร ใช้ตอบคำถามเชิงตัดสินใจ เช่น ตั้งเป้ายอดขาย ตั้งราคา รับลูกค้ารายใหญ่ หรือเพิ่มคน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break Even Analysis) โดยต้องใช้ข้อมูล 2 ตัว คือต้นทุนคงที่ต่อเดือน และอัตรากำไรส่วนเกิน กราฟจุดคุ้มทุน อ่านอย่างไร กราฟจุดคุ้มทุนมีเส้นหลัก 3 เส้น แกนนอนคือยอดขายหรือจำนวนออเดอร์ แกนตั้งคือจำนวนเงิน เส้นในกราฟ ความหมาย เส้นต้นทุนคงที่ เส้นแนวนอน เท่ากันทุกระดับยอดขาย (เส้นประสีส้ม) เส้นต้นทุนรวม เริ่มที่ระดับต้นทุนคงที่ แล้วชันขึ้นตามต้นทุนผันแปร (เส้นทึบสีแดง) เส้นรายได้ เริ่มที่ศูนย์ แล้วชันขึ้นตามราคาขาย (เส้นทึบสีฟ้า) จุดที่เส้นรายได้ตัดเส้นต้นทุนรวมคือจุดคุ้มทุน ด้านซ้ายของจุดตัดคือช่วงขาดทุน ด้านขวาคือช่วงกำไร และช่องว่างระหว่างสองเส้นจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อยอดขายโต ต้องขายเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน คำตอบคือเอาต้นทุนคงที่หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีต้นทุนคงที่ 300,000 บาทต่อเดือน และเหลือกำไรส่วนเกิน 25 บาทจากทุก 100 บาทที่ขาย จึงต้องขาย 1,200,000 บาทต่อเดือนก่อน VAT หรือ 1,284,000 บาทรวม VAT ถ้าขายต่ำกว่านี้จะขาดทุนทันที วิธีหาจุดคุ้มทุนมี 4 ขั้น ขั้นตอน บริษัท ก 1. รวมต้นทุนคงที่ต่อเดือน 300,000 บาท 2. หาอัตรากำไรส่วนเกิน 25% 3. หารต้นทุนคงที่ด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน 300,000 ÷ 25% = 1,200,000 บาท 4. บวก VAT ถ้าอยากรู้ยอดในใบกำกับภาษี 1,200,000 × 1.07 = 1,284,000 บาท ถ้าเดือนไหนขายได้ 1,500,000 บาท กำไรส่วนเกินคือ 375,000 บาท หักต้นทุนคงที่แล้วเหลือกำไร 75,000 บาท แต่ถ้าขายได้ 1,000,000 บาท จะขาดทุน 50,000 บาท การหาจุดคุ้มทุนต้องใช้ราคาก่อน VAT เสมอ เพราะ VAT ขายเป็นเงินที่เก็บแทนกรมสรรพากร ไม่ใช่รายได้ของบริษัท สูตรคำนวณจุดคุ้มทุน contribution margin คือ กำไรส่วนเกิน หมายถึงเงินที่เหลือจากราคาขายหลังหักต้นทุนผันแปร เงินก้อนนี้ใช้จ่ายต้นทุนคงที่ก่อน ส่วนที่เหลือจึงเป็นกำไร ต้นทุนผันแปรของบริษัท ก ต่อยอดขาย 100 บาทแยกได้ดังนี้ ต่อยอดขาย 100 บาท ก่อน VAT บาท ต้นทุนสินค้า 65 ค่าขนส่งตามออเดอร์ 5 ค่าคอมมิชชันเซลส์ 3 ค่าธรรมเนียมรับเงินและส่วนลดเงินสด 2 กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) 25 สูตรจุดคุ้มทุนที่ใช้บ่อยมี 5 แบบ ต้องการหา สูตร กำไรส่วนเกินต่อหน่วย ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย อัตรากำไรส่วนเกิน กำไรส่วนเกิน ÷ ราคาขาย ยอดขายคุ้มทุน (บาท) ต้นทุนคงที่ ÷ อัตรากำไรส่วนเกิน จำนวนหน่วยหรือออเดอร์คุ้มทุน ต้นทุนคงที่ ÷ กำไรส่วนเกินต่อหน่วยหรือต่อออเดอร์ ยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย (ต้นทุนคงที่ + กำไรเป้าหมาย) ÷ อัตรากำไรส่วนเกิน ควรดูยอดขายคุ้มทุน หรือจำนวนออเดอร์คุ้มทุน ใช้ยอดขายคุ้มทุนเป็นเป้าหลักของบริษัท และใช้จำนวนออเดอร์เป็นเป้าทำงานของทีมขาย บริษัท ก ต้องขาย 1,200,000 บาท ถ้ายอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ 20,000 บาท เท่ากับ 60 ออเดอร์ต่อเดือน หรือราว 3 ออเดอร์ต่อวันทำการ แต่ตัวเลขออเดอร์ใช้ได้เฉพาะเมื่อขนาดออเดอร์และกำไรต่อออเดอร์ไม่เปลี่ยนมาก ธุรกิจ B2B มักมีลูกค้าหลายกลุ่มที่สั่งไม่เท่ากัน และได้ราคาไม่เท่ากัน บริษัท ก มีลูกค้า 2 กลุ่มหลัก กลุ่มลูกค้า ยอดต่อออเดอร์ กำไรส่วนเกินต่อออเดอร์ โรงงาน 50,000 บาท 22% หรือ 11,000 บาท ร้านค้าออนไลน์ 10,000 บาท 30% หรือ 3,000 บาท ลูกค้าโรงงานได้ราคาส่วนลดตามปริมาณ อัตรากำไรจึงต่ำกว่า แต่ออเดอร์เดียวให้กำไรส่วนเกินเกือบ 4 เท่าของร้านค้าออนไลน์ ลองเทียบ 2 เดือนที่ได้ 60 ออเดอร์เท่ากัน เดือน ส่วนผสมออเดอร์ ผลลัพธ์ เดือนปกติ โรงงาน 15 + ออนไลน์ 45 ยอดขาย 1,200,000 บาท กำไรส่วนเกิน 300,000 บาท คุ้มทุนพอดี เดือนที่โรงงานสั่งน้อย โรงงาน 5 + ออนไลน์ 55 ยอดขาย 800,000 บาท กำไรส่วนเกิน 220,000 บาท ขาดทุน 80,000 บาท ออเดอร์ครบ 60 เหมือนกัน แต่เดือนที่สองขาดทุน เพราะส่วนผสมลูกค้าเปลี่ยน ถ้าเจ้าของดูแค่จำนวนออเดอร์ จะคิดว่าทุกอย่างปกติ ตัวเลข เหมาะกับ ยอดขายคุ้มทุน 1,200,000 บาท เป้าของบริษัท เทียบกับงบกำไรขาดทุนทุกเดือน กำไรส่วนเกิน 300,000 บาท เป้าที่แม่นที่สุดเมื่อขายให้ลูกค้าหลายกลุ่ม จำนวนออเดอร์ แยกตามกลุ่ม เป้าของเซลส์ เช่น โรงงาน 15 ออเดอร์ ออนไลน์ 45 ออเดอร์ ถ้าจะตั้งเป้าเป็นจำนวนออเดอร์ ให้แยกตามกลุ่มลูกค้าเสมอ ไม่ใช้ตัวเลขรวมก้อนเดียว แยกต้นทุนอย่างไรไม่ให้จุดคุ้มทุนต่ำกว่าความจริง ใช้คำถามเดียว ถ้าเดือนหน้าไม่มีออเดอร์เลย รายการนี้ยังต้องจ่ายไหม ถ้ายังต้องจ่ายคือต้นทุนคงที่ ถ้าหายไปด้วยคือต้นทุนผันแปร แล้วไล่จากงบกำไรขาดทุนรายเดือนทีละบรรทัด ไม่ประมาณจากความจำ เพราะรายการที่ลืมหรือจัดผิดกลุ่มจะทำให้ยอดคุ้มทุนต่ำกว่าความจริงเสมอ ความหมายพื้นฐานและตัวอย่างของแต่ละประเภท อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ ต้นทุนคงที่ 300,000 บาทของบริษัท ก มาจากรายการเหล่านี้ ต้นทุนคงที่ต่อเดือน บาท ค่าเช่าโกดังและสำนักงาน 60,000 เงินเดือนพนักงานประจำ 5 คน รวมประกันสังคมส่วนนายจ้าง 125,000 เงินเดือนกรรมการ 60,000 ค่าเสื่อมราคารถส่งของ 2 คัน 20,000 ค่าขนส่งส่วนคงที่ เช่น ประกันรถและค่าบำรุงรักษา 10,000 ค่าระบบ อินเทอร์เน็ต ค่าน้ำค่าไฟ 10,000 ค่าใช้จ่ายรายปีเฉลี่ยต่อเดือน 15,000 รวม 300,000 จุดที่เจ้าของมักหลอกตัวเองมี 6 จุด และทุกจุดทำให้ยอดคุ้มทุนดูต่ำกว่าความจริง กับดัก ผลต่อตัวเลข ไม่นับเงินเดือนกรรมการหรือเจ้าของ ตัด 60,000 บาทออก ยอดคุ้มทุนเหลือ 960,000 บาท ต่ำไป 240,000 บาท ลืมค่าใช้จ่ายรายปี ค่าสอบบัญชี ประกันภัยสินค้า ภาษีป้าย ต่อทะเบียนรถ รวม 180,000 บาทต่อปี ต้องเฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาท ใช้ยอดขายรวม VAT อัตรากำไรส่วนเกินดูเหมือน 29.9% (32 ÷ 107) แทน 25% จัดค่าคอมเซลส์เป็นต้นทุนคงที่ ค่าคอมขึ้นลงตามยอดขาย ต้องอยู่ในต้นทุนผันแปร ไม่หักส่วนลดการค้าและส่วนลดเงินสด ราคาที่ใช้ต้องเป็นราคาหลังส่วนลดที่ลูกค้าจ่ายจริง ไม่นับค่าขนส่งต่อออเดอร์ อัตรากำไรส่วนเกินดูเหมือน 30% ยอดคุ้มทุนเหลือ 1,000,000 บาท ต่ำไป 200,000 บาท ถ้าผังบัญชีแยกรหัสค่าใช้จ่ายตามพฤติกรรมต้นทุนไว้ตั้งแต่แรก การดึงตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนทุกเดือนจะเร็วขึ้นมาก ต้นทุนกึ่งผันแปรและต้นทุนขั้นบันได ต้นทุนกึ่งผันแปร คือ รายการที่มีทั้งส่วนคงที่และส่วนที่ขึ้นตามยอดขาย ค่าขนส่งของบริษัท ก เป็นแบบนี้ แยกได้ด้วยวิธี High-Low โดยเทียบเดือนที่ยอดขายสูงสุดกับต่ำสุด เดือน ยอดขาย ค่าขนส่ง ยอดต่ำสุด 1,000,000 บาท 60,000 บาท ยอดสูงสุด 1,600,000 บาท 90,000 บาท ส่วนผันแปรคือ 30,000 ÷ 600,000 = 5% ของยอดขาย ส่วนคงที่คือ 60,000 – 50,000 = 10,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้คือที่มาของค่าขนส่ง 5% ในต้นทุนผันแปร และ 10,000 บาทในต้นทุนคงที่ ต้นทุนขั้นบันได คือ ต้นทุนคงที่ที่กระโดดขึ้นเมื่อยอดขายเกินกำลังเดิม โกดังของบริษัท ก รองรับยอดขายได้ราว 1,600,000 บาทต่อเดือน ถ้าจะขายเกินนี้ต้องเช่าโกดังเพิ่มอีกเดือนละ 40,000 บาท ต้นทุนคงที่จะกลายเป็น 340,000 บาท จุดคุ้มทุนขยับเป็น 1,360,000 บาท แปลว่ายอดขายส่วนที่เพิ่มจากโกดังใหม่ 160,000 บาทแรกมีไว้จ่ายค่าเช่าอย่างเดียว ก่อนเซ็นสัญญาเช่าเพิ่มจึงควรมั่นใจว่ายอดขายจะโตเกินระดับนั้นได้จริง จุดคุ้มทุนต่อเดือนกับทั้งปี ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหน แบบต่อเดือนบอกว่าแต่ละเดือนต้องขายเท่าไหร่ถึงพอจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ แบบทั้งปีบอกว่าตลอดปีกิจการอยู่รอดหรือไม่ ธุรกิจที่ยอดขายขึ้นลงตามฤดูกาลควรใช้ตัวเลขทั้งปีเป็นเป้าหลัก แล้วแตกเป็นเป้ารายเดือนตามฤดูกาล และติดตามยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี ไม่ตัดสินจากเดือนเดียว จุดคุ้มทุนทั้งปีของบริษัท ก คือ 3,600,000 ÷ 25% = 14,400,000 บาท ยอดขายกล่องบรรจุภัณฑ์ขึ้นลงตามฤดูกาลชัดเจน ช่วงปลายปีร้านค้าออนไลน์สั่งเพิ่มรับเทศกาล ส่วนต้นปียอดตก ช่วงเวลา ยอดขายต่อเดือน กำไร (ขาดทุน) ต่อเดือน ม.ค. ถึง เม.ย. (4 เดือน) 900,000 บาท ขาดทุน 75,000 บาท พ.ค. ถึง ก.ย. (5 เดือน) 1,200,000 บาท 0 บาท ต.ค. ถึง ธ.ค. (3 เดือน) 1,800,000 บาท กำไร 150,000 บาท ทั้งปี 15,000,000 บาท กำไร 150,000 บาท ถ้าดูแค่แบบต่อเดือน 4 เดือนแรกจะดูเหมือนธุรกิจกำลังมีปัญหา แต่ทั้งปีขายได้เกิน 14,400,000 บาท จึงมีกำไร 150,000 บาท ข้อควรระวังคือ ขาดทุนสะสม 300,000 บาทในช่วงต้นปีเป็นเงินสดจริงที่ต้องสำรองไว้ ตัวเลขทั้งปีบอกว่ารอด แต่ตัวเลขรายเดือนบอกว่าต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ ใช้ทำอะไร แบบที่เหมาะ ตั้งเป้ายอดขายและงบประมาณประจำปี ทั้งปี ตัดสินใจลงทุนหรือเพิ่มคนประจำ ทั้งปี ติดตามผลทุกสิ้นเดือน ต่อเดือน เทียบกับยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี วางแผนเงินสดและวงเงินกู้ ต่อเดือน จุดคุ้มทุนเงินสด เมื่อลูกค้าจ่ายตามเครดิตเทอม จุดคุ้มทุนทางบัญชีนับรายได้ตั้งแต่วันส่งของ แต่บริษัท ก ได้รับเงินจริงอีก 30 วันต่อมา เดือนที่บัญชีบอกว่าคุ้มทุนแล้ว เงินในบัญชีธนาคารอาจยังติดลบ VAT ขายสินค้าเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า บริษัทจึงต้องยื่น ภ.พ.30 และนำส่ง VAT ของเดือนนั้นตามกำหนดในเดือนถัดไป แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน ถ้าตัดค่าเสื่อมราคาซึ่งไม่ใช่เงินสดออก ต้นทุนคงที่ที่จ่ายเป็นเงินสดเหลือ 280,000 บาท จุดคุ้มทุนเงินสดคือ 280,000 ÷ 25% = 1,120,000 บาท แต่ตัวเลขนี้ใช้ได้เมื่อเงินจากลูกค้าเข้ามาตามรอบปกติแล้วเท่านั้น ช่วงที่ยอดขายโตเร็ว ต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้จ่ายก่อนเงินลูกค้าเข้า ที่ยอดขาย 1,200,000 บาท ถ้าซัพพลายเออร์ไม่ให้เครดิต ต้องสำรองราว 1,180,000 บาท แต่ถ้าได้เครดิต 30 วันเท่ากับที่ให้ลูกค้า จะเหลือราว 400,000 บาท จ้างพนักงานเพิ่ม 1 คน จุดคุ้มทุนขยับเท่าไหร่ จุดคุ้มทุนจะขยับขึ้นเท่ากับต้นทุนเต็มของพนักงานหารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน บริษัท ก จะจ้างเซลส์เงินเดือน 20,000 บาท ต้นทุนเต็มเมื่อรวมประกันสังคม โบนัสเฉลี่ย และค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่งคือ 25,542 บาท จึงต้องขายเพิ่มประมาณ 102,168 บาทต่อเดือน หรือราว 5 ออเดอร์ขนาดเฉลี่ย ต้นทุนเต็มของพนักงาน 1 คนต่อเดือน บาท เงินเดือน 20,000 เงินสมทบประกันสังคมส่วนนายจ้าง 5% (สูงสุด 875 บาท) 875 โบนัสเฉลี่ย 1 เดือนต่อปี (20,000 ÷ 12) 1,667 ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง 3,000 รวม 25,542 เงินสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท มาจากฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทที่ใช้ตั้งแต่ปี 2569 เงินเดือน 20,000 บาทจึงจ่ายเต็มเพดาน ยอดขายที่ต้องเพิ่มคือ 25,542 ÷ 25% = 102,168 บาทต่อเดือน หรือ 1,226,016 บาทต่อปี และจุดคุ้มทุนใหม่ของบริษัทขยับเป็น 1,302,168 บาทต่อเดือน เงินเดือนเป็นต้นทุนคงที่ ส่วนค่าคอม 3% ของเซลส์คนใหม่อยู่ในต้นทุนผันแปรอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนับซ้ำ การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนตรงนี้ควรเผื่อช่วงเริ่มงานด้วย เซลส์ใหม่มักใช้ 2 ถึง 3 เดือนกว่าจะปิดการขายได้ เป้าในเดือนถัดไปจึงควรสูงกว่า 102,168 บาท เพื่อชดเชยต้นทุนช่วงแรก คนที่จ้าง คำถามที่ต้องตอบ เซลส์ ยอดขายเพิ่มจากคนนี้ถึง 102,168 บาทต่อเดือนหรือไม่ พนักงานคลังหรือบัญชี ยอดขายปัจจุบันเกินกำลังทีมเดิมแล้วหรือยัง ถ้ายัง การจ้างคือการยกต้นทุนคงที่ขึ้นโดยยอดขายไม่เพิ่ม ให้ส่วนลดหรือจัดโปรโมชัน จุดคุ้มทุนเปลี่ยนอย่างไร ใช้สูตร จำนวนที่ต้องขายเพิ่ม = อัตรากำไรส่วนเกินเดิม ÷ (อัตรากำไรส่วนเกินเดิม – ส่วนลด) – 1 บริษัท ก มีอัตรากำไรส่วนเกิน 25% ถ้าลดราคา 10% ต้องขายจำนวนเพิ่ม 67% ถึงจะได้กำไรเท่าเดิม และจุดคุ้มทุนขยับจาก 60 เป็น 100 ออเดอร์ต่อเดือน ตัวเลขสูงขนาดนี้เพราะส่วนลดตัดออกจากกำไรส่วนเกินทั้งก้อน ต้นทุนสินค้าไม่ได้ลดตาม สินค้าราคา 100 บาทมีต้นทุนผันแปร 75 บาท ลด 10% เหลือ 90 บาท กำไรส่วนเกินจะเหลือ 15 บาท หายไป 40% ส่วนลด กำไรส่วนเกินที่เหลือ (จาก 25 บาท) ต้องขายจำนวนเพิ่ม 5% 20 บาท 25% 10% 15 บาท 67% 15% 10 บาท 150% 20% 5 บาท 400% ถ้าลดราคาทุกออเดอร์ 10% อัตรากำไรส่วนเกินจะเหลือ 15 ÷ 90 = 16.7% ยอดขายคุ้มทุนขยับจาก 1,200,000 เป็น 1,800,000 บาท ลูกค้ารายหนึ่งของบริษัท ก มีอัตรากำไรส่วนเกินเท่าค่าเฉลี่ย 25% สั่งเดือนละ 400,000 บาท ให้กำไรส่วนเกิน 100,000 บาท แล้วขอลด 10% ถ้าสั่งเท่าเดิม ลูกค้าจะจ่าย 360,000 บาท กำไรส่วนเกินเหลือ 60,000 บาท บริษัทเสียไป 40,000 บาทต่อเดือน ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มจนยอดหลังส่วนลดถึง 600,000 บาทต่อเดือน บริษัทถึงจะได้กำไรส่วนเกิน 100,000 บาทเท่าเดิม ทางเลือกที่เจ็บน้อยกว่าการลดราคาทั้งก้อน โปรโมชันแบบซื้อ 10 แถม 1 ก็คิดแบบเดียวกัน เท่ากับส่วนลด 9.1% ต้องขายจำนวนเพิ่มราว 57% ถึงจะคุ้ม ถ้าค่าคอมและค่าธรรมเนียม 5 บาทคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย จะลดตามราคาด้วย ตัวเลขจริงจะดีกว่าตารางเล็กน้อย เช่น ลด 10% ต้องขายเพิ่มราว 61% คำนวณจุดคุ้มทุนใน Excel ทำได้ด้วยไฟล์เดียว ใส่ต้นทุนคงที่ อัตรากำไรส่วนเกิน ยอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ ต้นทุนพนักงานใหม่ และส่วนลดไว้ในคอลัมน์ B แล้วใช้สูตรด้านล่าง ไฟล์นี้ตอบได้ทั้งยอดคุ้มทุน จำนวนออเดอร์ ยอดที่ต้องเพิ่มเมื่อจ้างคน และเมื่อให้ส่วนลด เมื่อตัวเลขตั้งต้นเปลี่ยน ผลลัพธ์ทุกช่องจะอัปเดตเอง เซลล์ ข้อมูล ค่าของบริษัท ก B1 ต้นทุนคงที่ต่อเดือน 300000 B2 อัตรากำไรส่วนเกิน 25% B3 ยอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ 20000 B4 ต้นทุนเต็มของพนักงานใหม่ 25542 B5 ส่วนลดที่จะให้ 10% B6 กำไรเป้าหมายต่อเดือน 100000 ต้องการหา สูตร Excel ผลลัพธ์ ยอดขายคุ้มทุน =B1/B2 1,200,000 ยอดคุ้มทุนรวม VAT =B1/B2*1.07 1,284,000 จำนวนออเดอร์คุ้มทุน =ROUNDUP(B1/(B2*B3),0) 60 ยอดขายที่ต้องเพิ่มเมื่อจ้างคน =B4/B2 102,168 จำนวนที่ต้องขายเพิ่มเมื่อลดราคา =B2/(B2-B5)-1 67% ยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย =(B1+B6)/B2 1,600,000 ถ้าต้องการเครื่องคิดเลขออนไลน์แบบเร็ว ใช้เครื่องคำนวณจุดคุ้มทุนของธนาคารออมสินได้ สรุป – แค่รู้จุดคุ้มทุน ขายยังไงก็ไม่ขาดทุน จุดคุ้มทุนคือยอดขายขั้นต่ำที่ธุรกิจต้องทำให้ได้ คำนวณจากต้นทุนคงที่หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ความแม่นขึ้นกับการแยกต้นทุนจากงบกำไรขาดทุนจริงและใช้ราคาก่อน VAT เมื่อมีตัวเลขนี้ คำถามเรื่องเป้ายอดขาย การจ้างคน และการให้ส่วนลด จะตอบได้ด้วยการคำนวณ ไม่ใช่ความรู้สึก คำถามของเจ้าของ คำตอบของบริษัท ก ต้องขายเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน 1,200,000 บาทต่อเดือนก่อน VAT ดูยอดขายหรือจำนวนออเดอร์ ยอดขายเป็นเป้าหลัก ออเดอร์แยกตามกลุ่มลูกค้า แยกต้นทุนอย่างไรไม่หลอกตัวเอง ถามว่าถ้าไม่มีออเดอร์ยังต้องจ่ายไหม และไล่จากงบจริง ต่อเดือนหรือทั้งปี เป้าทั้งปี 14,400,000 บาท แตกรายเดือนตามฤดูกาล จ้างเพิ่ม 1 คน ขายเพิ่ม 102,168 บาทต่อเดือน ลดราคา 10% ขายจำนวนเพิ่ม 67% ดูต้นทุนคงที่และผันแปรจากรายงานจริงทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกค่าใช้จ่ายแยกตามผังบัญชี แล้วดูงบกำไรขาดทุนรายเดือนและรายงานลูกหนี้ได้ทันที ใช้ตัวเลขจริงคำนวณยอดคุ้มทุนได้ทุกเดือนโดยไม่ต้องรวบรวมเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจุดคุ้มทุน จุดคุ้มทุน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Break Even Point ย่อว่า BEP ส่วนการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนเรียกว่า Break Even Analysis และกำไรส่วนเกินเรียกว่า Contribution Margin ธุรกิจบริการ คิดจุดคุ้มทุนอย่างไร ใช้สูตรเดียวกัน แต่เปลี่ยนหน่วยเป็นชั่วโมง โปรเจกต์ หรือสัญญารายเดือน ต้นทุนผันแปรคือค่าจ้างฟรีแลนซ์ต่อโปรเจกต์และค่าเดินทาง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าหักไว้ไม่ใช่ต้นทุน เพราะนำไปเครดิตภาษีได้ แต่ทำให้เงินสดเข้าน้อยกว่ายอดในใบแจ้งหนี้ ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนคงที่ไหม ใช่ ค่าเสื่อมราคาของรถ เครื่องจักร และอุปกรณ์เป็นต้นทุนคงที่ แต่ไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออก จึงหักออกเมื่อคิดจุดคุ้มทุนเงินสด อยากได้กำไรหลังภาษีปีละ 1 ล้านบาท ต้องขายเท่าไหร่ ต้องย้อนหากำไรก่อนภาษีก่อน บริษัท ก […]

9 Oct 2026

PEAK Account

13 min

เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ภาษี และการยื่น DBD

เมื่อธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลายคนมักไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่ว่าจะรับหุ้นส่วนใหม่ โอนหุ้นให้ลูก หรือปรับสัดส่วนในบริษัท คำถามที่ตามมาก็คล้ายกัน เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือเปล่า การโอนหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าข้ามขั้นตอนสำคัญไปแม้แค่ข้อเดียว อาจเป็นปัญหาทางกฎหมายในภายหลังได้ บทความนี้สรุปครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เอกสาร ภาษี ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงข้อควรระวัง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น (การโอนหุ้น) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคือการโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมไปให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการขาย ให้ หรือโอนภายในครอบครัว ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายเซ็นทั้งผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานอย่างน้อย 1 คน การโอนจะมีผลทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเท่านั้น สำหรับพื้นฐานเรื่อง ผู้ถือหุ้นคืออะไร สิทธิและหน้าที่ เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนหุ้น ก่อนเริ่มโอนหุ้น ต้องเตรียมเอกสารหลัก 3 ชุด ได้แก่ ตราสารการโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้น และแบบ บอจ.5 ตราสารการโอนหุ้น (Share Transfer Instrument) ตราสารการโอนหุ้นคือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี เพื่อแสดงว่าผู้โอนยินยอมส่งมอบหุ้นให้ผู้รับโอนจริง ต้องระบุจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ราคาที่ตกลงซื้อขาย วันที่โอน และลายเซ็นทั้งสองฝ่ายพร้อมพยาน เอกสารนี้ต้องติดอากรแสตมป์ด้วย เพราะจัดเป็นตราสารตามบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 หนังสือสัญญาโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้นเป็นเอกสารเสริมที่ช่วยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน หรือข้อห้ามในการขายต่อ กรณีที่โอนหุ้นมีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น แบ่งชำระหลายงวด ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหาก แบบ บอจ.5 และเอกสารประกอบ บอจ.5 คือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารประกอบที่ต้องแนบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนผู้ถือหุ้นใหม่ สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ยื่นเอง) รายละเอียดเกี่ยวกับ บอจ.5 คืออะไร ขอได้ที่ไหน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้น การโอนหุ้นมีภาษี 2 ประเภทที่ต้องพิจารณา คืออากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายทุกกรณี และภาษีเงินได้กรณีมีกำไรจากการขาย อากรแสตมป์การโอนหุ้น ตราสารการโอนหุ้นจัดอยู่ในบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 ตามประมวลรัษฎากร (หมวดอากรแสตมป์) รายการ รายละเอียด ประเภทตราสาร ตราสารโอนหุ้น (ลำดับที่ 10) อัตราอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ฐานคำนวณ ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว หรือมูลค่าหุ้นที่โอน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า ผู้เสียอากร ผู้โอน ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) หากไม่ติดอากรแสตมป์ ตราสารนั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ ภาษีเงินได้จากกำไรการขายหุ้น กรณีบุคคลธรรมดาขายหุ้นได้กำไร ต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับนิติบุคคล กำไรจากการขายหุ้นจะรวมคำนวณในกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานราคาซื้อหุ้นเดิมไว้ เพื่อใช้คำนวณกำไรขาดทุนได้ถูกต้อง ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด หลังจากเตรียมเอกสารและเข้าใจเรื่องภาษีแล้ว มาดูขั้นตอนจริงทั้งหมด โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก 1. ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและข้อจำกัดการโอนหุ้น ก่อนโอนหุ้น ต้องเช็คข้อบังคับบริษัทว่ามีเงื่อนไขจำกัดการโอนหรือไม่ บางบริษัทกำหนดว่าต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน (Right of First Refusal) ถ้าข้อบังคับกำหนดให้ต้องประชุมอนุมัติ ก็ต้องจัดประชุมและทำรายงานการประชุมให้เรียบร้อยก่อน 2. จัดทำเอกสารและชำระอากรแสตมป์ จัดทำตราสารการโอนหุ้นและสัญญาโอนหุ้นตามที่ระบุในหัวข้อเอกสารด้านบน ลงลายเซ็นให้ครบทุกฝ่าย แล้วติดอากรแสตมป์ตามอัตราในหัวข้อภาษี 3. แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บริษัทต้องจดแจ้งการโอนหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ถ้าไม่จดแจ้ง การโอนจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ 4. ยื่นแบบ บอจ.5 ที่ DBD ขั้นตอนสุดท้ายคือยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ วิธียื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น DBD ออนไลน์ ปัจจุบันยื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ข้อควรระวังสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น นอกจากเรื่องเอกสารและภาษีแล้ว ยังมี 2 ประเด็นที่มักถูกมองข้าม กรณีที่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าการโอนหุ้นเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนหรือลดทุนจดทะเบียน ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย การแก้ไขต้องมีมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และต้องจดทะเบียนกับ DBD แยกจากการยื่น บอจ.5 สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้าผู้รับโอนเป็นชาวต่างชาติหรือนิติบุคคลต่างด้าว ต้องระวังเรื่องสัดส่วน กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่ SME ทำอยู่ ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ หากโอนหุ้นแล้วสัดส่วนต่างชาติเกิน 49 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจะถูกถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ต้องขออนุญาตก่อน สรุป – เตรียมให้ครบ ยื่นให้ถูก โอนหุ้นไม่มีสะดุด การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอแค่เตรียมเอกสารให้ครบ จ่ายอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ให้เรียบร้อย ส่วนที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องภาษีเงินได้จากกำไรขายหุ้น และสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ วางแผนไว้ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา จัดการเอกสารบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยน เอกสารทางบัญชีก็ต้องอัปเดตตาม PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย เอกสารทางการเงิน และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่ ไม่จำเป็นทุกกรณี ถ้าข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นสามารถโอนหุ้นได้เลยโดยทำตราสารการโอนหุ้น แต่ถ้าข้อบังคับระบุให้ต้องประชุมอนุมัติก่อน ก็ต้องทำตามนั้น โอนหุ้นให้คนในครอบครัวหรือลูก ทำอย่างไร ขั้นตอนเหมือนการโอนหุ้นทั่วไปที่อธิบายไว้ด้านบน สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือ ถ้าโอนให้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาดมาก กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ผู้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่าง เปลี่ยนผู้ถือหุ้นมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายหลักคืออากรแสตมป์ตามอัตราในตารางด้านบน (1 บาทต่อทุก 1,000 บาท) การยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มตามที่ DBD กำหนด ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าเอกสารครบและยื่นผ่านระบบออนไลน์ DBD จะดำเนินการประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้ามีเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรง อาจต้องแก้ไขและยื่นใหม่ จำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความจัดการโอนหุ้นให้หรือไม่ ไม่จำเป็นสำหรับกรณีทั่วไป เจ้าของกิจการดำเนินการเองได้ แต่ถ้ามีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์าร เพราะกรมสรรพากรอาจเข้าตรวจสอบได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

29 Sep 2026

PEAK Account

14 min

ค.21 คืออะไร ได้รับหนังสือแจ้งคืนภาษีแล้ว ต้องทำอย่างไร

เปิดตู้จดหมายแล้วเจอซองจากกรมสรรพากร ข้างในเป็นเอกสารหัวมุมเขียนว่า ค.21 หลายคนตกใจคิดว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม ความจริงตรงกันข้าม เอกสารนี้แปลว่าคุณได้เงินคืน แค่ต้องนำหนังสือไปรับเงินเองที่ธนาคาร ในบทความนี้ จะมาไขข้อข้องใจเรื่องเอกสาร ค.21 รอบด้าน ค.21 คืออะไร ค.21 หรือหนังสือ ค.21 คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรออกให้เมื่ออนุมัติคืนภาษีแล้ว แต่โอนเงินเข้าพร้อมเพย์ไม่ได้ จึงส่งหนังสือทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ในแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ให้นำไปรับเงินที่ธนาคาร (กรมสรรพากร) ถ้าคุณได้รับหนังสือนี้ แปลว่าการขอคืนภาษีของคุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหลือแค่ขั้นตอนไปรับเงิน ค.21 ต่างจาก ค.10 และ ค.20 อย่างไร ทั้งสามเป็นแบบของกรมสรรพากรที่เกี่ยวกับการคืนภาษี แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ค.10 เป็นแบบคำร้องที่ผู้เสียภาษียื่นเพื่อขอคืน ส่วน ค.20 และ ค.21 เป็นหนังสือที่กรมสรรพากรส่งกลับมาหลังอนุมัติคืนแล้ว ต่างกันที่ ค.20 ใช้กับภาษีฝั่งธุรกิจ เช่น VAT ส่วน ค.21 ใช้กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบ ใครเป็นผู้ออก ใช้ทำอะไร ค.10 ผู้เสียภาษียื่นต่อกรมสรรพากร คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร เช่น นิติบุคคลขอคืนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ค.20 กรมสรรพากรส่งให้ผู้ประกอบการ แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีฝั่งธุรกิจแล้ว เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค.21 กรมสรรพากรส่งให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา แจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ใช้รับเงินที่ธนาคาร กรณีขอคืน VAT แล้วถูกปฏิเสธ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือ ค.30 แทน เจ้าของกิจการที่ต้องขอคืนภาษีในนามบริษัท ดูขั้นตอนได้ที่วิธีขอคืนภาษีนิติบุคคล ทำไมได้ ค.21 แทนเงินเข้าพร้อมเพย์ สาเหตุหลักคือผู้ขอคืนไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน กรมสรรพากรจึงโอนเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ได้ และต้องส่งหนังสือแจ้งคืนให้ไปรับเงินแทน ปัจจุบันกรมสรรพากรคืนเงินภาษีได้ 3 ช่องทาง ขึ้นกับสถานะของผู้ขอคืน ช่องทาง ใครได้รับช่องทางนี้ โอนเข้าพร้อมเพย์ ผู้ที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือ ค.21 รับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ผู้ที่ไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช็คคืนภาษี กรณีเฉพาะ เช่น คนต่างด้าว ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองมรดก ข้อยกเว้นที่ควรรู้คือ ผู้ที่ได้เงินคืนเกิน 2 ล้านบาทรับได้เฉพาะช่องทางเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี) ได้รับ ค.21 แล้วต้องทำอย่างไร เมื่อได้รับหนังสือแจ้งคืน ให้นำหนังสือตัวจริงพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนไปที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. เพื่อรับเงินคืนภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน ก่อนไปให้ตรวจข้อมูลบนหนังสือให้ตรงกับบัตร และไม่ควรเก็บหนังสือไว้นาน เพราะถ้าหายต้องเสียเวลาขอฉบับใหม่ เช็กลิสต์เอกสาร ใช้เมื่อ หนังสือ ค.21 ตัวจริง ทุกกรณี บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ผู้มีสัญชาติไทย บัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง หรือหนังสือเดินทาง คนต่างด้าว บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ถ้ามี ที่มา: กรมสรรพากร ช่องทางรับเงินคืนภาษี ค.21 แจ้งคืนภาษีทางไปรษณีย์ ใช้เวลากี่วัน ระยะเวลาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือการพิจารณาคืนภาษี กรมสรรพากรระบุว่าคืนภายใน 3 เดือนนับจากวันรับเรื่อง ถ้าเอกสารชัดเจน ช่วงที่สองคือการส่งหนังสือทางไปรษณีย์หลังอนุมัติ ซึ่งขึ้นกับพื้นที่และการจัดส่ง ถ้าสถานะในระบบขึ้นว่าอนุมัติแล้วแต่รอนานยังไม่ได้รับ ควรติดต่อกรมสรรพากร วิธีเช็กว่าการขอคืนภาษีอยู่ขั้นไหน ขั้นตอนเช็กสถานะแบบละเอียด อ่านได้ที่เช็กสถานะคืนภาษีออนไลน์ ไม่ได้รับ ค.21 หรือทำหาย ต้องทำอย่างไร ถ้าระบบแจ้งว่าอนุมัติคืนภาษีและส่งหนังสือแล้ว แต่ไม่ได้รับ หรือได้รับแล้วทำหาย ชำรุด ให้ขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ผ่านบริการของกรมสรรพากร ไม่ต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ทั้งหมด สาเหตุที่พบบ่อยของการไม่ได้รับคือที่อยู่ในแบบไม่ตรงกับที่อยู่ปัจจุบัน ถ้าต้องการเพียงสำเนาหนังสือแจ้งคืนไว้เป็นหลักฐาน ใช้แบบ ค.33 คำขอสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากร ดาวน์โหลดแบบทั้งสองได้ที่หน้าแบบฟอร์มของกรมสรรพากร ถ้าหนังสือเก่าเลยกำหนดรับเงินไปแล้ว ให้ใช้ขั้นตอนเดียวกันนี้ และสอบถาม 1161 ว่าต้องใช้เอกสารใดเพิ่ม ทำอย่างไรให้ครั้งหน้าได้เงินคืนเร็วโดยไม่ต้องรอ ค.21 วิธีที่ได้ผลที่สุดคือผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชนก่อนยื่นแบบ กรมสรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีที่ผูกไว้โดยตรง ไม่ต้องรอไปรษณีย์และไม่ต้องไปธนาคาร การยื่นแบบออนไลน์และส่งเอกสารประกอบครบตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาไม่สะดุด สรุป – ค.21 คือเงินของคุณที่รอให้ไปรับ ค.21 ไม่ใช่หนังสือเรียกเก็บภาษี แต่เป็นใบยืนยันว่ากรมสรรพากรอนุมัติคืนเงินให้คุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำมีไม่มาก เจ้าของกิจการเก็บเอกสารภาษีให้พร้อมทุกปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เอกสารรายได้และหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่เป็นระบบ พอถึงฤดูยื่นภาษีก็หยิบใช้ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค.21 เอกสาร ค.21 จากสรรพากรคืออะไร คือหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรส่งให้ผู้ที่ได้รับอนุมัติคืนภาษีแต่รับเงินผ่านพร้อมเพย์ไม่ได้ ใช้นำไปรับเงินที่ธนาคารกรุงไทยหรือ ธ.ก.ส. ได้ ค.21 แปลว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม ไม่ใช่ หนังสือนี้แจ้งว่าคุณได้รับเงินคืน ถ้ากรมสรรพากรต้องการเรียกเก็บภาษีเพิ่ม จะใช้หนังสือแจ้งประเมินหรือหนังสือแจ้งให้ชำระภาษีซึ่งเป็นคนละฉบับ ไม่มีบัตรประชาชนตัวจริง ใช้สำเนาไปรับเงินได้ไหม ควรใช้ตัวจริง กรมสรรพากรระบุเอกสารที่ใช้รับเงินคือหนังสือแจ้งคืนและบัตรประจำตัวประชาชน ถ้าบัตรหมดอายุหรือหาย ควรทำบัตรใหม่ก่อนไปธนาคาร โทร 1161 เสียค่าโทรไหม ค่าโทรเป็นไปตามอัตราของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้ ถ้าไม่อยากเสียค่าโทร สอบถามผ่าน LINE ทางการของศูนย์สารนิเทศสรรพากร @rdintelligence ได้ ค.21 หายต้องยื่นขอคืนภาษีใหม่ไหม ไม่ต้อง การคืนภาษีอนุมัติแล้ว เพียงขอหนังสือแจ้งคืนฉบับใหม่ด้วยแบบ ค.39 ผ่านบริการของกรมสรรพากร หรือโทรสอบถาม 1161 ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ขั้นตอนและช่องทางรับเงินคืนอาจเปลี่ยนตามประกาศของกรมสรรพากร ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ rd.go.th หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 ข้อมูลคืนภาษีของคุณควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรโดยตรงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Oct 2026

PEAK Account

16 min

AI-Powered Customer Journey กับไปรษณีย์ไทย และ Buzzebees – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน Summit 2026

หลายธุรกิจมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือเต็มไปหมด แต่ไม่รู้ว่าลูกค้าคนไหนพร้อมซื้อเพิ่ม และคนไหนกำลังจะหายไป ปัญหานี้เกิดขึ้นกับหนึ่งในธุรกิจรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในไทย อย่าง ThaiPost หรือไปรษณีย์ไทย ที่มีข้อมูลจัดส่งจดหมายและพัสดุรวมกว่า 140 ปี สู่การจับมือร่วมกับ Buzzebees เพื่อการจัดการข้อมูลที่ดีขึ้น ในเซสชัน AI-Powered Customer Journey ในงานลงทุนแมน Summit 2026 ผู้บริหารสองคนจากสองอุตสาหกรรม ทั้ง ดร.ตฤณ ทวิธารานนท์ – CIO of ThaiPost และ คุณ Michael Chen – CEO of Buzzebees ได้มาร่วมแชร์แนวทางการใช้งาน AI เพื่อการจัดการลูกค้า ให้ข้อมูลกลายเป็นยอดขายที่วัดได้จริง สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากเวที AI-Powered Customer Journey Customer Journey คืออะไร ทำไมระบบสะสมแต้มอย่างเดียวไม่พอ Customer Journey คือ เส้นทางทั้งหมดที่ลูกค้าเดินผ่านกับแบรนด์ ตั้งแต่รู้จัก สนใจ ตัดสินใจซื้อ ไปจนถึงกลับมาซื้อซ้ำ คุณ Michael อธิบายว่า CRM แบบเดิมมักหยุดอยู่ที่บัตรสมาชิกและแต้มสะสม ได้แต่รอให้ลูกค้าเดิมกลับมาเอง เพราะความเสียดายในแต้มที่สะสมมา แต่การแข่งขันในวันนี้ แบรนด์ต้องดูแลครบทั้งเส้นทาง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่าการทำ Full Customer Funnel ช่วงของเส้นทาง เป้าหมาย หาลูกค้าใหม่ (Acquisition) ให้คนที่ใช่รู้จักแบรนด์ เปลี่ยนความสนใจเป็นการซื้อ (Conversion) ส่งข้อเสนอที่ตรงกับแต่ละคนในจังหวะที่เหมาะ รักษาลูกค้า (Retention และ Loyalty) ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำและอยู่กับแบรนด์นาน การทำ Full Customer Funnel แตกต่างจากการทำ CRM แบบดั้งเดิม ตรงที่การใช้งานข้อมูลในทุกช่วงเวลา แบรนด์จะเข้าใจได้ว่าลูกค้าแต่ละคนอยู่ในช่วงไหน และควรสื่อสารกับพวกเขาเหล่านั้นอย่างไร Buzzebees ใช้ AI ดัน Conversion Rate ได้อย่างไร Buzzebees ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า แบ่งกลุ่มตาม Segment ต่างๆ แล้วจึงส่งข้อเสนอเฉพาะคน (Hyper Personalization) ที่เข้ากับความต้องการหรือความสนใจของลูกค้ากลุ่มนั้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบให้เข้าถึงง่าย ผ่านการพิมพ์ถามระบบเป็นภาษาธรรมดาได้ เช่น ลูกค้ากลุ่มไหนมีโอกาสซื้อเพิ่ม หรือกลุ่มไหนเสี่ยงจะเลิกซื้อ คุณ Michael เล่าว่าวิธีนี้ทำให้ Conversion Rate สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3 ถึง 5% หลายเท่า นอกจากนี้ การพัฒนาระบบ CRM ของ Buzzebees ยังช่วยให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความสามารถด้านการเขียนโค้ด ซึ่งจะช่วยลดงานของ Data Analyst และ Business Analyst ลง ให้ได้ทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า กรณีศึกษาการใช้ AI ร่วมกับ Full Customer Funnel จาก Buzzebees เคสตัวอย่าง กลยุทธ์และการใช้งาน ผลลัพธ์เชิงตัวเลข ร้านขนมหวาน (SME ขนาดเล็ก) ปรับใช้วิธีการ Full Funnel Marketing ร่วมกับ AI เพื่อระบุกลุ่มเป้าหมายเฉพาะและส่งมอบข้อเสนอแบบ Personalized Offer Conversion Rate เพิ่มขึ้นเป็น 24% (เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติที่ 3-5%) และสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า วิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้ารวมกว่า 400,000 ราย และใช้ AI ทำ Automated Segmentation เพื่อส่งสื่อส่งเสริมการขายตรงตามพฤติกรรม Conversion Rate สูงถึง 15% (คิดเป็นอัตราที่สูงกว่ารูปแบบดั้งเดิมที่ไม่ใช้ AI ถึง 3 เท่า) แบรนด์เครื่องสำอาง นำ AI มาประเมิน Data Insight เพื่อทำ Hyper-personalized Communication สื่อสารข้อเสนอแบบเฉพาะรายบุคคล Conversion Rate สูงสุดถึง 50% และเพิ่มอัตราการกลับมาซื้อซ้ำ ผลลัพธ์เชิงตัวเลขอันประจักษ์จากฝั่ง MarTech Enabler แสดงให้เห็นว่า AI สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจค้าปลีกได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ Data และ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคการค้าปลีกเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาพลิกโฉมองค์กรอย่างไปรษณีย์ไทยได้อย่างก้าวกระโดด ไปรษณีย์ไทยกับภารกิจจัดการข้อมูล 144 ปี สู่การสร้าง Data Warehouse ตลอด 144 ปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยต้องรับมือกับฐานข้อมูลมหาศาล ทั้งข้อมูลที่อยู่ของผู้ใช้บริการกว่า 29 ล้านครัวเรือน ซึ่งยังไม่รวมที่อยู่อาศัยนอกระบบ การจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์หินสำหรับพี่ไปร ที่ต้องจัดการกับข้อมูลที่ไม่มีลักษณะตายตัว เช่น จ่าหน้าซองเลอะน้ำ ลายมือที่อ่านไม่ออก หรือที่อยู่ที่ให้มาไม่ครบ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ความต้องการส่งจดหมายจะลดลง แต่ความต้องการส่งพัสดุกลับพุ่งสูงถึงเกือบ 2 ล้านชิ้นต่อวัน ด้วยเหตุนี้ ไปรษณีย์ไทยจึงต้องเร่งยกระดับการจัดการข้อมูลนี้ โดยมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนข้อมูลเชิงพื้นที่ให้กลายเป็นฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปรษณีย์ไทยใช้กลยุทธ์อะไร ในการจัดการฐานข้อมูล การผสาน Human Touch กับ AI Power ยกระดับ Customer Experience เรามักจะคุ้นเคยกับพี่ไปรแถวบ้าน บางบ้านถึงขั้นที่ตั้งแต่เล็กจนโต ก็เจอพี่ไปรคนเดิมมาเป็นสิบปี สิ่งนี้เป็นเพราะไปรษณีย์ไทยให้คนทำงานที่ต้องใช้ความคุ้นเคย และความไว้ใจสูง การจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรอาจฟังดูเป็นไปได้ยาก แต่ ดร.ตฤณ เลือกที่จะนำ AI มาใช้ทำงานที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและการทำซ้ำไปซ้ำมา โดยได้ให้ชื่อแนวทางการทำงานนี้ว่า Beyond CRM การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้ส่งผลเสียต่อพี่ไปร ที่ยังคงทำงานส่งพัสดุให้พวกเราเหมือนเคย แต่มีหน้าที่ใหม่จากความช่วยเหลือของ AI ที่นอกจากจะทำงานได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยองค์กรจัดการกับข้อมูลหน้าบ้าน ให้กลายเป็นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลเพิ่มขึ้นด้วย บทบาท สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยทำ การเก็บข้อมูลประชากร พี่ไปรมีความใกล้ชิดกับคนในชุมชน สามารถเก็บข้อมูลให้องค์กรนำไปต่อยอดสร้างรายได้ใหม่กว่า 200 ล้านบาทต่อปี การเก็บข้อมูลพื้นที่ พี่ไปรช่วยบันทึกกิจการ/ชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการ SME ที่มองหาทำเล หรือโอกาสในการขยายธุรกิจ AI ตอบคำถามลูกค้าเรียลไทม์ พี่ไปรเวอร์ชัน AI ช่วยให้บริการผ่าน Call Center 1545 และลดคำร้องเรียนบนโซเชียล ผู้ฝึกฝน AI และคุมความถูกต้อง พี่ไปรช่วยฝึกฝน AI ผ่านการแกะลายมือ ตรวจสอบความถูกต้อง และทดสอบระบบ AI อย่างสม่ำเสมอ ดร.ตฤณ ยังเล่าว่าคนไทยตอบรับเทคโนโลยีดิจิทัลเร็วติดอันดับต้นของโลก (Digital Adoption) และคาดหวังให้พัสดุจัดส่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ แต่การจะพึ่งพาระบบอัตโนมัติอย่างเดียวอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกห่างจากแบรนด์ การมีคนกลางที่จริงใจอย่างพี่ไปรจึงช่วยให้ไปรษณีย์ไทยเป็นที่รักของชุมชน 4 ข้อคิดที่เจ้าของธุรกิจนำไปใช้ได้ ผู้บรรยายทั้งสองได้ฝาก 4 ข้อคิดที่ผู้ประกอบการ SME สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของระบบหลังบ้าน ลดการทำงานซ้ำซ้อน เพื่อให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้แก่ สรุป – การทำ Customer Journey เริ่มต้นได้ แม้ไม่มี AI เจ้าของกิจการ SME เริ่มทำ Customer Journey ของตนเองได้ทันที แม้จะไม่มีระบบหมื่นล้าน หรือข้อมูลลูกค้ามากมาย เพียงแค่เริ่มจากการสังเกตพฤติกรรมลูกค้าของเรา รายการไหนขายได้บ่อย รายการไหนขายดีคู่กับอะไร และทำการลงบันทึกให้เป็นระบบ เก็บเป็นข้อมูลที่อ่านได้ง่าย แค่นี้ก็เปรียบเสมือนการทำ CRM แบบเต็มระบบแล้ว เพียงยึดหลักว่า: ดูยอดขายรายลูกค้าจากเอกสารขายจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมจัดการข้อมูลลูกค้าและเอกสารขาย ดูยอดขายรายลูกค้าได้ทุกเดือน ใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นของการดูแลลูกค้าได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 Oct 2026

PEAK Account

19 min

MizuMi & Karmarts ถอดรหัสความสำเร็จ T-Beauty – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน Summit 2026

เมื่อไม่กี่ปีก่อน แบรนด์เครื่องสำอางไทยมักถูกวางไว้ชั้นหลังของร้านบิวตี้ ส่วนพื้นที่หน้าร้านเป็นของแบรนด์เกาหลี ญี่ปุ่น และแบรนด์ตะวันตก แต่ในวันนี้ แบรนด์ไทยขยับขึ้นมาอยู่หน้าร้าน และบางแบรนด์ไปเปิดร้านในต่างประเทศได้แล้ว เพราะความพยายามของผู้ประกอบการไทย ที่พร้อมผลักดันวงการ T-Beauty สู่ระดับโลก ในเซสชัน Put T-Beauty on The Map ในงานลงทุนแมน Summit 2026 ได้สองผู้ประกอบการไฟแรงอย่าง คุณพงษ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล (คุณแก็ป) – Founder of Karmart และ คุณวริษฐา สืบพันธ์วงษ์ (คุณหนุ่ย) – CEO & Founder of Mizuhada Group ได้มาเล่าประสบการณ์ และเส้นทางธุรกิจของตนเอง พร้อมถอดรหัสความสำเร็จในการนำพาธุรกิจไทยไปสู่เวทีระดับโลก สรุป 5 ข้อคิดสำคัญจากเวที Put T-Beauty on The Map T-Beauty กับความต้องการของผู้บริโภค ที่พร้อมเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่เดิม ผู้บริโภคมักให้ความสนใจกับสินค้าจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น K-Beauty, J-Beauty หรือ C-Beauty แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่วมกับการระบาดของโรคโควิด ส่งผลให้ความต้องการซื้อครีมบำรุงหรือเครื่องสำอางค์นำเข้าลดลง ผู้คนเริ่มเปิดใจ ทดลองสินค้าแบรนด์ไทยที่เข้าถึงง่าย ราคาประหยัด และมีสูตรส่วนผสมที่เหมาะกับผิวคนไทยโดยเฉพาะแทน ผลจากการทดลองใช้จริง ผู้บริโภคพบว่าผลิตภัณฑ์ T-Beauty มีเนื้อสัมผัสที่ซึมไว สบายผิว เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น และให้ผลลัพธ์การบำรุงเทียบเท่าแบรนด์นำเข้า ในระดับราคาที่ประหยัดกว่า ซึ่งสอดรับกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่ผู้บริโภคจะคำนึงถึงความคุ้มค่าก่อนเสมอ นอกจากการเปิดใจทดลองแล้ว การบอกต่อแบบปากต่อปากยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่ช่วยให้ T-Beauty ครอบครองใจผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นผ่านผู้บริโภคด้วยกันเอง เจ้าของคลินิกเสริมความงาม หรือแม้กระทั่งกับอินฟลูเอนเซอร์ระดับโลก อย่าง Kris Jenner (คุณแม่แห่งบ้าน Kardashian), Georgina Rodriguez (ภรรยาของ Cristiano Ronaldo), Lisa Blackpink ตลอดจน Makeup Artist ในวงการฮอลลีวูด ยังได้นำผลิตภัณฑ์ไทยไปใช้จริงและบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดีย โดยทางแบรนด์ไม่ได้ใช้งบการตลาดไปเท่าไหร่นัก และยังช่วยทลายภาพจำของแบรนด์ T-Beauty ว่าต้องเป็นรองต่างชาติด้วย จุดแข็งของแบรนด์สกินแคร์ไทยเมื่อเทียบกับ K-Beauty และ J-Beauty เสน่ห์ของ T-Beauty อยู่ที่ความหลากหลาย เอกลักษณ์เฉพาะตัว และอัตลักษณ์แบรนด์ที่สนุกสนาน ไม่ได้ยึดติดกับภาพจำเหมือนประเทศเกาหลีที่เน้นผิวฉ่ำวาว หรือประเทศญี่ปุ่นที่เน้นในความมินิมอล แต่กับสินค้า T-Beauty เน้นในด้านคุณภาพ แก้ปัญหาได้ตรงจุด ราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมรองรับความต้องการหลากหลาย จุดแข็ง รายละเอียด สูตรสำหรับอากาศร้อน เนื้อบางเบา ซึมไว คุมมัน กันเหงื่อ แต่ยังบำรุงและปกป้องผิวได้ดี แก้ปัญหาตรงจุดในราคาคุ้ม ใส่สารบำรุงเข้มข้น หรือรวมหลายประโยชน์ไว้ในชิ้นเดียว เร็วและยืดหยุ่น จับเทรนด์ส่วนผสม บรรจุภัณฑ์ และการสื่อสาร แล้วออกสินค้าได้เร็วกว่าแบรนด์ข้ามชาติ คาแรกเตอร์หลากหลาย แต่ละแบรนด์มีตัวตนชัดและกล้าแตกต่าง อย่างไรก็ตาม การมีจุดแข็งทางกลยุทธ์และการทำตลาดที่โดดเด่นเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอในการสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน แบรนด์จำเป็นต้องสร้างระบบป้องกันตนเอง หรือคูเมือง (Moat) เพื่อไม่ให้แบรนด์อื่นลอกเลียนแบบเราได้ คุณภาพสินค้าคือเกราะป้องกันแบรนด์ในตลาด Red Ocean ตลาดความงามวันนี้มีผู้เล่นเข้ามาง่าย ทั้งดาราและครีเอเตอร์บน TikTok ที่สร้างแบรนด์ของตัวเองได้เร็ว ทั้งคุณหนุ่ยและคุณแก็ปเน้นย้ำว่า คุณภาพสินค้าต้องมาเป็นอันดับแรก เพราะสินค้าที่ดีจะยังเกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ไม่ต้องมีงบการตลาด เพียงแต่ต้องมุ่งเน้นด้านการสื่อสารให้เหมาะสม และปรับให้เป็นจุดแข็ง อาทิ Hero Product หรือ House of Brands เลือกแบบไหนดี การเลือกกลยุทธ์เพื่อปั้นแบรนด์ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ เงินทุน ความพร้อมของทีมงาน และเป้าหมายในการเติบโต โดย MizuMi และ Karmarts ต่างเติบโตมาในคนละวิธีกัน MizuMi เริ่มจากสินค้าตัวเดียว แล้วต่อยอดตามการใช้งานจริง MizuMi เริ่มต้นด้วยทุนและคนที่จำกัด จึงเลือกทุ่มทุกอย่างไปที่สินค้าตัวเดียว คือกันแดดเนื้อเซรั่มหลอดสีฟ้าขาว ข้อดีคือลูกค้าใหม่จำแบรนด์ได้ง่ายและตัดสินใจซื้อได้เร็ว ความเสี่ยงของสินค้าตัวเดียวคือวันหนึ่งความนิยมจะลดลง MizuMi จึงต่อยอดสินค้าตามลำดับการใช้งานของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าคนเดิมซื้อได้หลายอย่างขึ้น อาทิ กันแดดสูตรกันน้ำหลอดส้ม เหมาะสำหรับคนเล่นกีฬากลางแจ้ง ตลอดจนการขยายตลาดไปสู่ Cleansing Water เพื่อล้างกันแดดออก เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดูแลผิว เมื่อแบรนด์หลักแข็งแรงแล้ว MizuMi จึงเปิดแบรนด์ใหม่ที่ไม่ทับกับแบรนด์เดิม ได้แก่ Bomi (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) และ Gentle Color (เครื่องสำอาง) เพื่อไม่ให้สินค้าของตัวเองแย่งยอดขายกันเอง Karmarts สร้างหลายแบรนด์เพื่อครอบคลุมทุกหมวด Karmarts ดูแลมากกว่า 20 แบรนด์ จากแบรนด์ที่สร้างเองอย่าง Cathy Doll และ Baby Bright ก่อนจะเริ่มสร้างแบรนด์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ และยังมีแบรนด์จากการเข้าซื้อกิจการ เช่น การเข้าซื้อหุ้นแบรนด์ 4U2 คุณแก๊ปเล่าว่าการได้นักลงทุนเชิงกลยุทธ์จากญี่ปุ่นเข้ามาถือหุ้นเมื่อ 1 ถึง 2 ปีก่อน เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่จะให้ Karmarts เป็นศูนย์กลางการซื้อและควบรวมกิจการด้านความงามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีสินค้าครบทุกหมวด ทั้งสกินแคร์ เครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และอุปกรณ์ความงาม ช่วยกระจายความเสี่ยงได้จริง ช่วงโควิด-19 ยอดเครื่องสำอางที่ขายนักท่องเที่ยวลดลง แต่แบรนด์เครื่องหอมรื่นรมย์ที่ปั้นมาเกือบ 10 ปี กลับโตกว่า 100% ต่อปีจากพฤติกรรมคนอยู่บ้าน ความแตกต่างจากสองกลยุทธ์ ด้าน Hero Product (MizuMi) House of Brands (Karmarts) โครงสร้าง ลึกในหมวดเดียว กว้างครอบทุกหมวด ข้อดี ภาพจำชัด จัดการง่าย ใช้ทุนคุ้ม กระจายความเสี่ยง มีรายได้หลายทาง ความเสี่ยง สินค้าหลักหมดความนิยม หรือถูกคู่แข่งแย่ง ต้นทุนดำเนินงานสูง บริหารซับซ้อน เหมาะกับ ธุรกิจเริ่มต้นหรือทุนจำกัด องค์กรที่มีทุนและทีมพร้อม ผู้ประกอบการทั้งสองท่านย้ำว่า ความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว คนที่ทำธุรกิจต้องเข้าใจในจุดแข็ง แนวทางการสื่อสาร ข้อดีของสินค้า/บริการของตนเอง เพื่อให้การประกอบธุรกิจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุกตลาดต่างประเทศ แบรนด์ไทยต้องระวังอะไร แบรนด์เครื่องสำอางไทยที่จะออกต่างประเทศต้องระวังสามเรื่อง คือ ความต่างของผู้บริโภคแต่ละประเทศ สินค้าค้างสต๊อกที่ส่งกลับไม่ได้ และพาร์ตเนอร์ที่ไม่ได้ตั้งใจสร้างแบรนด์ระยะยาว ด้าน MizuMi เลือกทดลองตลาดอย่างระมัดระวังด้วยทีมเล็ก ส่วน Karmarts เลือกบุกหนักในตลาดที่ยากที่สุดอย่างเกาหลีใต้ ทั้งสองแบบให้บทเรียนที่ใช้ได้จริง MizuMi ทดลองตลาดเวียดนามและมาเลเซียด้วยทีมเล็ก คุณหนุ่ยเตือนว่าความเสี่ยงใหญ่ของการขายต่างประเทศคือสต๊อก สินค้าที่ขายไม่ออกส่งกลับประเทศไม่ได้ และมักต้องทำลายทิ้งทั้งหมด ดังนั้น หนึ่งในทางเลือกที่ดี คือการส่งคนไปศึกษาตลาดก่อน พร้อมจัดตั้งทีมงานในประเทศเพื่อการประสานงาน แทนที่จะโยกย้ายทีมไปตั้งสังกัดอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่ต้น ซึ่งต้องใช้เงินทุน และทรัพยากรจำนวนมาก Karmarts เปิดร้านกลางย่านซองซูในเกาหลีใต้ Karmarts ขยายไปกว่า 40 ประเทศ และเลือกเปิดร้านในย่านซองซู (Seongsu) กรุงโซล ฝั่งตรงข้ามร้านของแบรนด์ระดับโลก ถือเป็นการประชันความคิดชาตินิยมในพื้นที่ นอกจากนี้ คุณแก็ปยังติดต่อ Makeup Artist ระดับโลกอีกหลายราย ให้มาลองใช้สินค้า T-Beauty พร้อมนำไปวางจำหน่ายภายในสตูดิโอแต่งหน้า เมื่อศิลปินหรือแฟนคลับได้เห็นภาพนี้บ่อยๆ จะนำไปสู่การจดจำ และเปิดใจทดลองใช้ได้ 95% ของคนที่ติดต่อในงานแสดงสินค้าไม่ใช่พาร์ตเนอร์ตัวจริง คุณหนุ่ยให้ตัวเลขที่น่าคิดว่า กว่า 95% ของคนที่เข้ามาคุยในงานแสดงสินค้าต่างประเทศ เป็นผู้ค้าที่ซื้อไปขายครั้งเดียวจบ ไม่มีแผนการตลาดหรือแผนสร้างแบรนด์ระยะยาว ก่อนจะตกลงเซ็นสัญญากับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ ควรถามให้ชัดเจนว่าจะมาช่วยทำการตลาดอย่างไร ลงทุนอะไรเองบ้าง และมองภาพยาวไปอีกกี่ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพาร์ทเนอร์นั้น มีภาพใหญ่ที่ตรงกับความต้องการของเรา และจะไม่เป็นการเสียเวลาของทั้งสองฝ่าย ถอดบทเรียนที่เจ้าของ SME นำไปใช้ได้ แม้ไม่ได้ทำแบรนด์เครื่องสำอาง แต่องค์ความรู้จากทั้งคุณหนุ่ยและคุณแก็ป สามารถนำไปต่อยอดกับธุรกิจอื่นๆ ได้ เช่น ความเข้าใจในสินค้า/บริการของตนว่า ตัวไหนทำกำไรได้จริง คำแนะนำให้ระวังสต๊อกจมเมื่อต้องการขยายตลาด และการเตรียมความพร้อมก่อนจะขยายธุรกิจ บทเรียนจากเวที สิ่งที่ SME ทำได้ทันที สินค้าตัวเด่นวันหนึ่งจะหมดความนิยม ดูยอดขายและกำไรรายสินค้าทุกเดือน จะเห็นสัญญาณก่อนยอดตก หลายแบรนด์ช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ต้นทุนสูงขึ้น แยกรายได้และค่าใช้จ่ายรายแบรนด์ เพื่อรู้ว่าแบรนด์ไหนเลี้ยงตัวเองได้ สต๊อกในต่างประเทศส่งกลับไม่ได้ เริ่มส่งล็อตเล็ก และคิดต้นทุนสินค้าที่อาจขายไม่ออกไว้ในราคาตั้งแต่ต้น พาร์ตเนอร์ส่วนใหญ่ซื้อครั้งเดียวจบ ขอแผนการตลาดและกำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้รัดกุมก่อนส่งของ นักลงทุนและการซื้อกิจการต้องใช้ตัวเลข ทำบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรก งบการเงินที่เชื่อถือได้ช่วยในการเจรจา สินค้าที่เปิดตัวเงียบอาจขายดีที่สุด ดูตัวเลขขายจริง ไม่ตัดสินจากงบที่ลงไป สรุป – ผู้ประกอบการที่เก่ง ต้องเข้าใจจุดแข็งในแบรนด์ตนเอง แบรนด์เครื่องสำอางไทยไปถึงเวทีโลกได้ เพราะเจ้าของแบรนด์เข้าใจในจุดแข็ง พร้อมนำมาต่อยอดสู่ระดับโลก บทเรียนจาก MizuMi และ Karmarts แม้จะเติบโตมาคนละเส้นทาง แต่ในตอนจบต่างยืนเคียงข้างกันได้ นอกจากสินค้าที่ดี แบรนด์ระดับโลกยังมีระบบหลังบ้านที่มั่นคง เช่น การใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกขายและซื้อแยกตามสินค้าหรือแบรนด์ ดูรายงานสต๊อกและงบการเงินได้ทุกเดือน พร้อมใช้ตัดสินใจตอนขยายตลาดหรือคุยกับนักลงทุนได้ในทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

30 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 30/09/2026

1. อัปเดตเมนูคลังเอกสาร ดูไฟล์เอกสารได้ชัดขึ้น สร้างเอกสารรายรับ-รายจ่ายได้ทันที แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการจัดการเอกสารสแกนหรือรูปภาพเข้าโปรแกรม PEAKสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับโฉมหน้าจอแสดงผล สามารถขยายการดูรูปภาพเอกสารได้เต็มหน้าจอ มองเห็นรายละเอียด ตัวเลข และข้อความได้ชัดเจนยิ่งขึ้นรองรับการสร้างเอกสารครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งฝั่งรายรับ ได้แก่ ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้, ใบเสร็จรับเงิน, ใบรับเงินมัดจำ และฝั่งรายจ่าย ได้แก่ ใบซื้อสินทรัพย์ และใบจ่ายเงินมัดจำเพิ่มช่องเลือก “กลุ่มจัดประเภท” ในโหมดสร้างเอกสารขั้นสูง ช่วยให้จัดหมวดหมู่หรือระบุโครงการ/สาขาได้ทันทีSMART Key อ่านข้อมูลอัตโนมัติ ช่วยดึงรายละเอียดเอกสารมาใส่ลงในช่องให้อัตโนมัติ ลดเวลาการคีย์ข้อมูลลงประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ตรวจสอบไฟล์ต้นฉบับพร้อมกรอกข้อมูลได้จบในหน้าเดียว ลดข้อผิดพลาดในการบันทึกเอกสาร 2. เพิ่มตัวเลือกแสดงเลขที่ผังบัญชีเมื่อพิมพ์รายงานงบการเงิน ตรวจสอบข้อมูลได้สะดวกขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Basic ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: นักบัญชีที่ต้องการนำข้อมูลรายงานงบการเงินไปใช้งานต่อหรือตรวจสอบรายละเอียดร่วมกับผังบัญชีอย่างถูกต้องแม่นยำ สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้เห็นโครงสร้างและเลขที่ผังบัญชีควบคู่กับรายการงบการเงินได้ทันที ตรวจสอบข้อมูลสะดวกรวดเร็ว นำไฟล์ Excel ไปวิเคราะห์หรือทำงานต่อได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเลขผังบัญชีย้อนหลัง 3. เพิ่มปุ่มแสดงรายละเอียดใน Dashboard งบกำไรขาดทุน ดูข้อมูลเปรียบเทียบสะดวกขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Basic ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเจาะลึกวิเคราะห์โครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายของธุรกิจในรูปแบบแผนภาพที่เข้าใจง่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มปุ่ม Drilldown ให้ผู้ใช้งานสามารถกด เพื่อเปิดดูรายละเอียดตัวเลข เปรียบเทียบกับงวดก่อนหรือปีก่อนหน้าได้ทันที โดยระบบจะช่วยวิเคราะห์แสดงการเติบโต สัดส่วนค่าใช้จ่ายเทียบกับรายได้รวม ช่วยให้เห็นแนวโน้มทางเงินได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ใน Dashboard ยังมีการจัดเรียงลำดับรายการที่มีมูลค่าสูงสุดไปหาน้อยที่สุดให้อัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นจุดสำคัญของงบการเงินได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งปรับการตั้งค่าเริ่มต้นให้แสดงผลเป็นช่วงเวลาของ “เดือนปัจจุบัน” เพื่อให้ผู้ใช้งานเปิดเข้ามาเช็กงบการเงินช่วงล่าสุดได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาปรับเลือกช่วงเวลาใหม่ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้เห็นภาพรวมและเจาะลึกงบการเงินได้จบในที่เดียว เข้าใจที่มาที่ไปของรายได้และค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น วางแผนการเงินและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

30 Sep 2026

PEAK Account

3 min

PEAK Function Update 30/09/2026

1. Updated File Vault menu, view document files more clearly, create revenue-expense documents immediately. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who want to manage scanned documents or images in the PEAK program. System Updates: Benefits of Use: Work more conveniently and quickly, review original files along with filling in data all on a single page, reducing errors in document recording. 2. Added option to display chart of accounts numbers when printing financial statement reports, checking data more conveniently. Package: Basic package and above Suitable for: Accountants who want to use financial statement report data further or accurately check details alongside the chart of accounts. System Updates: Benefits of Use: Helps users view account structures and account numbers alongside financial statement items at a glance, making it easier to check data quickly and conveniently. It also makes Excel files easier to analyze and use for further work, without wasting time searching for account numbers later. 3. Added show details button in Income Statement Dashboard, viewing comparative data more conveniently. Package: Basic package and above Suitable for: Users who want an in-depth analysis of business revenue and expense structures in an easy-to-understand visualizations. System Updates: The system added a Drill down button allowing users to click to open and view numerical details compared to previous periods or previous years immediately. The system also analyzes and displays revenue growth and expense proportions relative to total revenue, helping users identify financial trends more clearly. Furthermore, the Dashboard automatically sorts items from highest to lowest value, helping users see key financial statement points quickly. Default settings have also been adjusted to display the “Current Month” period so users opening the page can check the latest financial statement period immediately without wasting time setting new periods. Benefits of Use: Helps view the overview and drill down into financial statements all in one place, understanding the sources of revenue and expenses more easily, planning finances and making business decisions more precisely.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Oct 2026

PEAK Account

5 min

PEAK ผนึกกำลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานแถลงข่าว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วยระบบจัดการบัญชี” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ ได้แก่ PEAK Account และ FlowAccount โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) เข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมพัฒนาทักษะด้านบัญชี การเงิน และภาษีอย่างเป็นระบบ นายภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ภายในงานว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่กำไรเพียงอย่างเดียว PEAK เราเอาความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและเทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการงานหลังบ้าน เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบการ SE ได้เอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสการสร้าง Impact ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่” ในฐานะ Tech Company สัญชาติไทย PEAK เล็งเห็นเสมอว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ SE สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของงานหลังบ้าน PEAK ได้นำเสนอกระบวนการเพื่อยกระดับธุรกิจ SE ให้ทำงานได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ผ่านแนวคิด 3 ขั้นตอนหลัก (CCC) ได้แก่: สำหรับการสนับสนุนในโครงการนี้ PEAK มุ่งเน้นการแชร์ความรู้ในการวางระบบบัญชีที่ดี พร้อมทั้งมอบเครื่องมือสนับสนุนผ่านส่วนลดโปรแกรม PEAK ให้กับผู้ประกอบการ SE ที่เข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขการใช้งานและดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ นอกจากนี้ ภายในงาน PEAK ยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SE ได้ยกระดับความรู้และการใช้งานระบบบัญชี ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน PEAK, Building SMART Business ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม