คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

2 Sep 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการสัญญาจะซื้อจะขายสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้าโอนทันทีที่จดทะเบียนสถานที่ทำทำที่ไหนก็ได้ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินหลักฐานทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนถ้าไม่ทำตามฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการอัตราผู้รับภาระค่าธรรมเนียมโอน2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570)ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง)ค่าจดจำนอง1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570)ผู้ซื้อภาษีธุรกิจเฉพาะ3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี)ผู้ขายอากรแสตมป์0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี)ผู้ขายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครองผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

2 Sep 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

31 Aug 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 Aug 2026

PEAK Account

9 min

ปิดบัญชี คืออะไร ขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือนและประจำปี พร้อมตัวอย่าง

นักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ทำบัญชีเอง มักได้ยินคำว่า “ปิดบัญชี” ทุกสิ้นเดือนและสิ้นปี แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าต้องปิดบัญชีอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และบันทึก Dr/Cr ตรงไหน ปิดบัญชี คืออะไร การปิดบัญชี คือการโอนยอดคงเหลือของ “บัญชีชั่วคราว” ทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าสู่บัญชีกำไรขาดทุน เพื่อให้บัญชีชั่วคราวเหล่านี้มียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มต้นบันทึกรายการในงวดถัดไป ผลลัพธ์ของการปิดบัญชีคือ “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ของงวดนั้น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (Retained Earnings) ในงบแสดงฐานะการเงิน ถ้าต้องการภาพรวมเรื่องการปิดงบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมเอกสาร กำหนดส่ง ไปจนถึงค่าปรับ อ่านได้ที่บทความปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ปิดบัญชี กับ ปิดงบการเงิน ต่างกันอย่างไร ปิดบัญชี ปิดงบการเงิน คืออะไร โอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้/ค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน จัดทำงบการเงินครบชุดเพื่อยื่นหน่วยงานรัฐ ขอบเขต ขั้นตอนทางบัญชี 1 ขั้นตอน กระบวนการทั้งหมด (รวมปิดบัญชีเป็น 1 step) ทำเมื่อไหร่ ทำได้ทั้งรายเดือนและรายปี ทำรายปี ผู้ทำ นักบัญชี นักบัญชี + CPA ตรวจสอบ บัญชีอะไรบ้างที่ต้องปิด ไม่ใช่ทุกบัญชีที่ต้องปิด มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องโอนยอดเป็นศูนย์ทุกงวด บัญชีชั่วคราว (ต้องปิด) บัญชีที่สะสมตัวเลขเฉพาะงวดนั้น พองวดจบต้องโอนออกเพื่อเริ่มนับใหม่ บัญชีถาวร (ไม่ต้องปิด) บัญชีที่ยอดคงเหลือยกไปงวดถัดไปตลอด ขั้นตอนการปิดบัญชี (พร้อมตัวอย่าง Journal Entry) การปิดบัญชีมี 4 ขั้นตอน เรียงตามลำดับที่ต้องทำ ขั้นที่ 1: ปิดบัญชีรายได้เข้ากำไรขาดทุน โอนยอดรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีรายได้เป็นศูนย์ สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขาย 2,000,000 บาท และรายได้ค่าบริการ 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้จากการขาย 2,000,000 — รายได้ค่าบริการ 500,000 — กำไรขาดทุน — 2,500,000 ขั้นที่ 2: ปิดบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ากำไรขาดทุน โอนยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ สมมุติ ค่าใช้จ่ายรวม 1,800,000 บาท (ต้นทุนสินค้า 1,200,000 + เงินเดือน 400,000 + ค่าเช่า 120,000 + ค่าเสื่อมราคา 80,000) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 1,800,000 — ต้นทุนสินค้าที่ขาย — 1,200,000 เงินเดือน — 400,000 ค่าเช่า — 120,000 ค่าเสื่อมราคา — 80,000 ขั้นที่ 3: โอนกำไร (ขาดทุน) สุทธิเข้ากำไรสะสม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้รวม — 2,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม — 1,800,000 บาท กำไรสุทธิ 2,500,000 – 1,800,000 700,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 700,000 — กำไรสะสม — 700,000 ขั้นที่ 4: ตรวจสอบว่าบัญชีชั่วคราวเป็นศูนย์ หลังปิดครบ 3 ขั้นตอน ตรวจสอบว่า: ถ้ายอดไม่เป็นศูนย์ แสดงว่ามีรายการที่ปิดไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ ปิดบัญชีรายเดือน ต้องทำอะไรบ้าง การปิดบัญชีไม่ได้ทำแค่สิ้นปี หลาย SME ปิดบัญชีรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยตัดสินใจได้เร็ว สิ่งที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน: ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดบัญชีสิ้นปีจะเบาลงมาก เพราะตัวเลขถูกตรวจสอบไปแล้วทุกเดือน กรณีขาดทุน ปิดบัญชีต่างจากกรณีกำไรไหม ขั้นตอนเหมือนกันทุกประการ ต่างแค่ทิศทางการโอน ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ บัญชีกำไรขาดทุนจะมียอด Dr เหลืออยู่ ให้โอนเข้ากำไรสะสมด้าน Dr เช่นกัน ทำให้กำไรสะสมลดลง ตัวอย่าง: ถ้ารายได้ 1,000,000 ค่าใช้จ่าย 1,300,000 → ขาดทุนสุทธิ 300,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 300,000 — กำไรขาดทุน — 300,000 สรุป การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนทางบัญชีที่ต้องทำทุกงวด โดยโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้และค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน แล้วโอนต่อเข้ากำไรสะสม ทำ 4 ขั้นตอนตามลำดับ แล้วตรวจสอบว่ายอดเป็นศูนย์ ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดงบสิ้นปีจะง่ายขึ้นมาก จัดการปิดบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้เร็วขึ้น เพราะรายการรายรับ-รายจ่ายถูกบันทึกไว้ตลอด ระบบสร้างงบทดลองให้อัตโนมัติ แค่ตรวจสอบตัวเลขแล้วกดปิดงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปิดบัญชี ปิดบัญชีผิดพลาด แก้ไขอย่างไร บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entries) กลับรายการที่ผิด แล้วบันทึกใหม่ให้ถูก ถ้าพบหลังงบผ่าน CPA แล้ว ต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าต้องแก้งบย้อนหลังหรือบันทึกในงวดปัจจุบัน ต้องปิดบัญชีทุกเดือนไหม หรือปีละครั้งก็พอ กฎหมายกำหนดแค่ปีละครั้ง แต่แนะนำให้ปิดรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยจับปัญหาได้เร็วก่อนสะสมจนแก้ยาก โปรแกรมบัญชีช่วยปิดบัญชีอัตโนมัติได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK สร้าง journal entry ปิดบัญชีให้อัตโนมัติเมื่อกดปิดงวด นักบัญชีแค่ตรวจสอบตัวเลขก่อนยืนยัน ปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร หลังปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือจัดทำงบการเงินเพื่อยื่น DBD และกรมสรรพากร อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่ปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

28 Aug 2026

PEAK Account

15 min

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร หน้าที่ วิธีเลือก ค่าบริการ ฉบับ SME

ปัจจุบันมาตรการทางภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนขึ้นตามทิศทางการดำเนินธุรกิจ การวางแผนภาษีที่ดี นอกจากจะช่วยให้ชำระภาษีได้อย่างถูกต้องครบถ้วนยังเป็นการรักษาผลประโยชน์ขององค์กรในการบริหารค่าใช้จ่ายทางด้านภาษี อีกทั้งหลายธุรกิจประสบปัญหาจากการจัดการทางด้านภาษี ทำให้การชำระภาษีล่าช้าหรือไม่ถูกต้อง ต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับทางภาษีในมูลค่าสูง การมีที่ปรึกษาทางภาษีจึงเป็นกลยุทธที่สำคัญในการจัดการปัญหาด้านภาษีหรือเพื่อการวางแผนทางภาษีให้กับองค์กร

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

2 Sep 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์ ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้า โอนทันทีที่จดทะเบียน สถานที่ทำ ทำที่ไหนก็ได้ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน หลักฐาน ทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ทำตาม ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการ อัตรา ผู้รับภาระ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง) ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ผู้ซื้อ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี) ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี) ผู้ขาย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง ผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

1 Sep 2026

PEAK Account

14 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง วิธีคำนวณเงินสะสมและบันทึกบัญชี สิ่งที่นายจ้างต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2569 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13) ที่ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หลักการคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่สมัครใจ กำหนดบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนนี้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2541 แต่ถูกเลื่อนหลายครั้ง เพราะต้องรอออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ ล่าสุดกระทรวงแรงงานประกาศเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ใครต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน? นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมด้วย นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง นับลูกจ้าง 10 คน อย่างไร? จุดที่ SME หลายรายสับสนคือ “นับใครเป็นลูกจ้าง?” คำตอบสั้นๆ คือ นับทุกคนที่มีสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ สัญญาจ้าง หรือทดลองงาน สรุปเกณฑ์การนับลูกจ้าง ประเภทลูกจ้าง นับหรือไม่? หมายเหตุ พนักงานประจำ (full-time) นับ รวมทุกคนที่มีสัญญาจ้าง พนักงานทดลองงาน นับ มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว พนักงาน part-time รายชั่วโมง นับ ถ้ามีสัญญาจ้างแรงงาน ฟรีแลนซ์/รับเหมา (จ้างทำของ) ไม่นับ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน กรรมการบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่นับ ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ากิจการมีพนักงานประจำ 7 คน + ทดลองงาน 2 คน + part-time 2 คน = รวม 11 คน ก็เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้ว (ข้อมูลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ คำนวณอย่างไร? เงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม อัตราที่แน่ชัดจะกำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่ง ณ วันที่บทความนี้อัปเดต มีการกำหนดอัตราเริ่มต้นดังนี้ รายการ ผู้จ่าย อัตรา ฐานคำนวณ เงินสะสม ลูกจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน เงินสมทบ นายจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน อัตรานี้เป็นอัตราเริ่มต้น อาจปรับเพิ่มในอนาคตตามกฎกระทรวง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯก่อนเริ่มใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ 3 ระดับเงินเดือน เงินเดือน 15,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 900 บาท เงินเดือน 25,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 1,500 บาท เงินเดือน 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 3,000 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องจำคือ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 3% ของค่าจ้างรวมทุกคน เช่น ถ้ามีลูกจ้าง 15 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนเงินสมทบจะเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนจะได้รับเงินคืนเมื่อออกจากงาน เกษียณ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานและยอดเงินสะสม สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 กรณี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างกันอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย ส่วน PVD เป็นสมัครใจ ผู้ประกอบการที่มี PVD อยู่แล้วยังต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์เพิ่มเติม เปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลักษณะ ภาคบังคับตามกฎหมาย สมัครใจ ใครต้องจัดตั้ง นายจ้าง 10 คนขึ้นไป (บังคับ) นายจ้างที่ต้องการ (สมัครใจ) ผู้บริหารกองทุน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุนเอกชน อัตราเงินสะสม/สมทบ กำหนดโดยกฎกระทรวง ตกลงกันระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รอประกาศ เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ ควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีมาตรการยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD ในอนาคต วิธีบันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นักบัญชีต้องเพิ่มผังบัญชีใหม่ 3 รายการ และบันทึกรายการทุกเดือนเมื่อจ่ายเงินเดือน ได้แก่ การหักเงินสะสมจากลูกจ้าง การบันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินเข้ากองทุน ผังบัญชีที่ต้องเพิ่ม ผังบัญชีที่แนะนำให้เพิ่มในระบบ ตัวอย่างบันทึกรายการ ณ วันจ่ายเงินเดือน สมมุติลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท เงินสะสม 3% = 750 บาท เงินสมทบ 3% = 750 บาท บันทึกหักเงินสะสมจากเงินเดือนลูกจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 25,000 — เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 เงินเดือนค้างจ่าย — 24,250 บันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 บันทึก ณ วันนำส่งเงินเข้ากองทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินฝากธนาคาร — 1,500 Checklist เตรียมระบบเงินเดือนรับ 1 ตุลาคม 2569 กิจการควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องปรับทั้งระบบ Payroll ผังบัญชี และงบประมาณ รายการด้านล่างคือ 7 สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ HR และนักบัญชีต้องทำก่อน 1 ต.ค. 69 สรุป: เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ 1 ตุลาคม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเพิ่มต้นทุนให้นายจ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีให้ลูกจ้าง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ นับลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือยัง ตั้งผังบัญชีรองรับ และปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมหักเงินสะสมอัตโนมัติ จัดการบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้นักบัญชีตั้งผังบัญชีรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันที พร้อมบันทึกรายการอัตโนมัติ ส่วน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสะสม-สมทบและออกสลิปเงินเดือนที่แสดงรายการหักชัดเจน ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เตรียมระบบให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

2 Sep 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม