คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

21 Aug 2026

PEAK Account

12 min

โปรแกรมบัญชี คืออะไร คู่มือเลือกใช้สำหรับเจ้าของธุรกิจ

เปิดบริษัทแล้วเจอปัญหาบัญชียุ่งเหยิง? ออกใบเสร็จไม่ทัน ส่งภาษีผิดพลาด เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โปรแกรมบัญชีช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ในตลาดมีตั้งหลายสิบตัว จะเลือกอย่างไรให้ตรงกับธุรกิจ? บทความนี้อธิบายตั้งแต่พื้นฐาน ประเภท ฟีเจอร์ที่ต้องมี ไปจนถึงวิธีเลือกที่เหมาะกับธุรกิจคุณ โปรแกรมบัญชีคืออะไร? โปรแกรมบัญชี (Accounting Software) คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี คำนวณภาษี และจัดทำรายงานการเงินแบบอัตโนมัติ ใช้แทนการทำด้วย Excel หรือกระดาษ พูดง่ายๆ คือตัวช่วยจัดการเรื่องเงินของธุรกิจทั้งหมดในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงปิดงบการเงินส่งสรรพากร “โปรแกรมบัญชี” กับ “ระบบบัญชี” ต่างกันอย่างไร? หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันชัดเจน ระบบบัญชี คือวิธีและหลักเกณฑ์ในการจัดทำบัญชี เช่น ระบบบัญชีเดี่ยว ระบบบัญชีคู่ เป็นแนวคิดและมาตรฐานที่บริษัททุกแห่งต้องปฏิบัติตาม ส่วนซอฟต์แวร์บัญชีคือ “เครื่องมือ” ที่นำระบบบัญชีมาใช้งานจริง เหมือนระบบบัญชีเป็นสูตรอาหาร แต่ตัวโปรแกรมคือเตาไฟฟ้าที่ช่วยทำอาหารได้เร็วขึ้น โปรแกรมบัญชีมีอะไรบ้าง? 4 ประเภทที่ต้องรู้ ก่อนเลือกใช้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องมือจัดการบัญชีแบ่งเป็นกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับธุรกิจแบบไหน ประเภทวิธีใช้งานเหมาะกับใครราคาเริ่มต้นโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (Desktop)ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ธุรกิจที่ไม่ต้องการเข้าถึงจากหลายที่5,000-50,000 บาท (ซื้อขาด)โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Cloud)ใช้งานผ่านเว็บ ไม่ต้องติดตั้งSME, ฟรีแลนซ์, สำนักงานบัญชี0-2,000 บาท/เดือนโปรแกรมบัญชี ERPระบบครบวงจร รวมบัญชี+คลัง+ขาย+HRธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่10,000+ บาท/เดือนโปรแกรมบัญชีฟรีใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายธุรกิจเริ่มต้นที่มีธุรกรรมน้อยฟรี (มีข้อจำกัดฟีเจอร์) โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (Desktop) ติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์โดยตรง ข้อดีคือทำงานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่ข้อเสียคือข้อมูลอยู่ในเครื่องเดียว ถ้าเครื่องเสียอาจสูญเสียข้อมูลทั้งหมด โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Cloud-based) ทำงานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ เข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ปลอดภัยจากเครื่องเสียหรือไฟไหม้ ปัจจุบัน SME ส่วนใหญ่เลือกใช้ประเภทนี้ เพราะสะดวก เข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ และอัปเดตเวอร์ชันอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชี ERP ระบบที่รวมทุกอย่างไว้ในตัวเดียว ทั้งบัญชี คลังสินค้า ขาย จัดซื้อ และ HR เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเชื่อมข้อมูลข้ามแผนก แต่ราคาสูงและตั้งค่าซับซ้อนกว่า เหมาะกับธุรกิจที่มีหลายแผนกจริง ๆ ฟรี vs เสียเงิน ต่างกันตรงไหน? ตัวช่วยทำบัญชีแบบฟรีมักจำกัดจำนวนเอกสารต่อเดือน จำนวนผู้ใช้ หรือฟีเจอร์ขั้นสูง เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือธุรกิจเพิ่งเริ่มที่มีรายการไม่มาก เมื่อธุรกิจโตขึ้น มักต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงิน ฟีเจอร์สำคัญที่โปรแกรมบัญชีดีๆ ต้องมี เลือกซอฟต์แวร์บัญชี ไม่ใช่ดูแค่ราคา ต้องเช็คว่ามีฟีเจอร์ครบตามที่ธุรกิจต้องการ ฟีเจอร์พื้นฐานที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ AI ตัวช่วยใหม่ในโปรแกรมบัญชี เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนวงการบัญชีคือ AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ตัวอย่างเช่น AI ที่อ่านใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ หรือช่วยจัดหมวดหมู่รายการบัญชีโดยไม่ต้องคีย์เอง PEAK เป็นหนึ่งในเครื่องมือบัญชีไทยที่นำ AI มาใช้จริง เช่น PEAK AI Accounting ที่จับคู่รายการธนาคารกับเอกสารบัญชีอัตโนมัติ ลดเวลาทำงานได้หลายชั่วโมงต่อเดือน วิธีเลือกโปรแกรมบัญชีที่เหมาะกับธุรกิจ ไม่มีโปรแกรมบัญชีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับขนาดและความต้องการของธุรกิจ ขนาดธุรกิจความต้องการหลักประเภทที่แนะนำสิ่งที่ควรเช็คFreelance / เพิ่งเริ่มต้นออกใบเสร็จ บันทึกรายรับรายจ่ายCloud ฟรีหรือแพ็กเกจเริ่มต้นใช้ง่ายไหม มีแพ็กเกจฟรีไหมSME (รายได้ต่ำกว่า 30 ล้าน/ปี)บัญชีครบ ภาษี รายงาน สต็อกCloud แบบเสียเงินเชื่อมธนาคารได้ไหม รองรับ e-Tax ไหมธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ระบบบัญชี+คลัง+ขาย+HR ครบวงจรERP หรือ Cloud + Add-onCustomize ได้ไหม API เชื่อมระบบอื่นได้ไหม ก่อนตัดสินใจ ลองตอบคำถาม 3 ข้อนี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกโปรแกรมบัญชี เห็นธุรกิจหลายร้อยรายเจอปัญหาซ้ำๆ จึงสรุปข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง สรุป โปรแกรมบัญชีคือเครื่องมือจัดการเรื่องเงินของธุรกิจ ตั้งแต่บันทึกรายรับรายจ่ายจนถึงปิดงบส่งสรรพากร สิ่งสำคัญไม่ใช่เลือกตัวที่แพงที่สุดหรือถูกที่สุด แต่ต้องตรงกับความต้องการจริง เริ่มจากประเมินว่าธุรกิจต้องการอะไร ลองใช้ฟรีก่อน แล้วตัดสินใจจากประสบการณ์จริง ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี AI ช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติ เชื่อมต่อธนาคาร ออก e-Tax Invoice และสรุปรายงานการเงินให้ครบ ใช้งานได้จากทุกที่ มีผู้ประกอบการและสำนักงานบัญชีกว่า 60,000 กิจการไว้วางใจ ดูแพ็กเกจและราคา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโปรแกรมบัญชี โปรแกรมบัญชีฟรีตลอดชีพมีไหม? มีบางโปรแกรมที่เปิดให้ใช้ฟรีไม่จำกัดเวลา แต่มักจำกัดจำนวนเอกสารหรือผู้ใช้งาน เช่น PEAK มีแพ็กเกจ Free ที่ใช้ได้ตลอดสำหรับธุรกิจที่มีเอกสารไม่มาก เมื่อธุรกิจโตขึ้นค่อยอัปเกรดก็ได้ โปรแกรมบัญชีที่สรรพากรรับรองมีตัวไหนบ้าง? กรมสรรพากรไม่ได้ออกใบรับรองให้โปรแกรมใดโดยเฉพาะ แต่โปรแกรมที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ต้องผ่านมาตรฐาน ETDA สิ่งที่สรรพากรดูจริง ๆ คือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ได้ดูว่าใช้โปรแกรมตัวไหน โปรแกรมบัญชีสำหรับร้านค้าออนไลน์ใช้ตัวไหนดี? ร้านค้าออนไลน์ควรเลือกโปรแกรมที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม e-commerce เช่น Shopee, Lazada ได้ และรองรับเอกสารจำนวนมากต่อเดือน โปรแกรมบัญชีแบบ Cloud เหมาะกว่าแบบติดตั้ง เพราะซิงก์ข้อมูลการขายกับบัญชีได้แบบเรียลไทม์ Cloud Accounting ต่างจากโปรแกรมบัญชีทั่วไปอย่างไร? Cloud Accounting คือซอฟต์แวร์บัญชีที่ทำงานบนอินเทอร์เน็ต ข้อมูลเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ไม่ใช่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อดีหลักคือเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ สำรองข้อมูลอัตโนมัติ และอัปเดตเวอร์ชันใหม่โดยไม่ต้องติดตั้งเอง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 Aug 2026

PEAK Account

15 min

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ คำนวณยังไง พร้อมตารางอัตราทางภาษี

ซื้อคอมพิวเตอร์มา 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี แล้วจะหักเป็นค่าใช้จ่ายยังไง? คำตอบคือต้อง “คิดค่าเสื่อมราคา” เพื่อทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี บทความนี้รวมสูตรคำนวณครบ 4 วิธี ตัวอย่างจริงแยกประเภทสินทรัพย์ และตารางอัตราตามสรรพากรที่ใช้ได้ทันที สำหรับความหมายและผลกระทบต่อธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมที่ ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร? คิดค่าเสื่อมราคา คืออะไร? คิดค่าเสื่อมราคา คือการกระจายต้นทุนสินทรัพย์ถาวรออกเป็นค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาที่ใช้งาน ตัวอย่างสินทรัพย์ที่ต้องคำนวณ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องหักต้นทุนก้อนเดียวตอนซื้อ แต่ทยอยหักทีละปีแทน หลักคิดง่ายๆ คือ ถ้าสินทรัพย์ใช้งานได้หลายปี ก็ควรแบ่งต้นทุนออกเป็นค่าใช้จ่ายทีละปี การคำนวณเป็นไปตาม TAS 16 เรื่อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) สูตรคำนวณค่าเสื่อมราคา 4 วิธี การคิดค่าเสื่อมราคามี 4 วิธีหลัก ได้แก่ วิธีเส้นตรง วิธียอดลดลงทวีคูณ วิธีผลรวมจำนวนปี และวิธีตามจำนวนผลผลิต SME ส่วนใหญ่ใช้วิธีเส้นตรงเพราะคำนวณง่ายที่สุด หักเท่ากันทุกปี ตารางด้านล่างสรุปสูตรและความเหมาะสมของแต่ละวิธี วิธี สูตรหลัก เหมาะกับ เส้นตรง (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุใช้งาน สินทรัพย์ทั่วไป ใช้บ่อยที่สุด ยอดลดลงทวีคูณ มูลค่าตามบัญชี × (อัตราเส้นตรง × 2) สินทรัพย์เสื่อมเร็วช่วงแรก ผลรวมจำนวนปี (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × จำนวนปีที่เหลือ ÷ ผลรวมปี สินทรัพย์ที่เสื่อมไม่เท่ากันแต่ละปี ตามจำนวนผลผลิต (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × ผลผลิตปีนี้ ÷ ผลผลิตรวม เครื่องจักรที่วัดผลผลิตได้ วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) วิธีนี้ใช้บ่อยที่สุดและง่ายที่สุด เพราะหักค่าเสื่อมราคาเท่ากันทุกปีตลอดอายุการใช้งาน ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ต้นทุนสินทรัพย์ – มูลค่าซาก) ÷ อายุการใช้งาน (ปี) ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเครื่องพิมพ์ราคา 50,000 บาท มูลค่าซาก 5,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนสินทรัพย์ — 50,000 บาท หักมูลค่าซาก — 5,000 บาท มูลค่าที่ต้องหัก 50,000 – 5,000 45,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 45,000 ÷ 5 9,000 บาท วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) วิธีนี้หักค่าเสื่อมราคาสูงในปีแรกๆ แล้วลดลงเรื่อยๆ เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงต้น เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = มูลค่าตามบัญชีต้นปี × (อัตราเส้นตรง × 2) ตัวอย่าง: สินทรัพย์ต้นทุน 100,000 บาท อายุ 5 ปี (อัตราเส้นตรง 20% ดังนั้นอัตราทวีคูณ = 40%) ปีที่ มูลค่าตามบัญชีต้นปี วิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา 1 100,000 100,000 × 40% 40,000 2 60,000 60,000 × 40% 24,000 3 36,000 36,000 × 40% 14,400 4 21,600 21,600 × 40% 8,640 5 12,960 ปรับให้เหลือมูลค่าซาก 12,960 วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years’ Digits) คล้ายวิธียอดลดลง แต่คำนวณจากสัดส่วนจำนวนปีที่เหลือ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × จำนวนปีที่เหลือ ÷ ผลรวมจำนวนปี ตัวอย่าง: สินทรัพย์ 50,000 บาท มูลค่าซาก 5,000 บาท อายุ 5 ปี ผลรวมจำนวนปี = 1+2+3+4+5 = 15 ปีที่ ปีที่เหลือ วิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา 1 5 45,000 × 5/15 15,000 2 4 45,000 × 4/15 12,000 3 3 45,000 × 3/15 9,000 4 2 45,000 × 2/15 6,000 5 1 45,000 × 1/15 3,000 วิธีตามจำนวนผลผลิต (Units of Production) เหมาะกับเครื่องจักรที่วัดปริมาณผลผลิตได้ เช่น เครื่องปั๊ม เครื่องพิมพ์อุตสาหกรรม ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ จำนวนผลผลิตรวมตลอดอายุ ตัวอย่าง: เครื่องจักร 200,000 บาท มูลค่าซาก 20,000 บาท ผลิตได้ 100,000 ชิ้นตลอดอายุ ปีนี้ผลิต 25,000 ชิ้น รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าเสื่อมต่อหน่วย (200,000 – 20,000) ÷ 100,000 1.80 บาท/ชิ้น ค่าเสื่อมราคาปีนี้ 1.80 × 25,000 45,000 บาท มูลค่าซาก คืออะไร คิดยังไง? มูลค่าซาก คือมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการขายสินทรัพย์เมื่อหมดอายุการใช้งาน เช่น ซื้อรถยนต์มา 800,000 บาท ใช้ 5 ปีแล้วคาดว่าขายได้ 200,000 บาท ส่วนนี้คือมูลค่าซาก วิธีกำหนดมูลค่าซากต้องประเมินจากราคาตลาดของสินทรัพย์ประเภทเดียวกันที่หมดอายุแล้ว กิจการต้องทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง (ตาม TAS 16) การตั้งมูลค่าซากต่ำ เช่น 1 บาท ทำได้ไหม? หลายกิจการตั้งมูลค่าซากไว้ต่ำมาก เช่น 1 บาท เพื่อหักต้นทุนได้เกือบทั้งจำนวน แต่ยังคงแสดงสินทรัพย์ในบัญชีอยู่ วิธีนี้ทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องมีเหตุผลรองรับว่าเมื่อสิ้นอายุ สินทรัพย์แทบไม่มีมูลค่าเหลือ ตารางอัตราค่าเสื่อมราคาตามสรรพากร กรมสรรพากรกำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุด/ปี อายุขั้นต่ำ หมายเหตุ อาคารถาวร 5% 20 ปี — อาคารชั่วคราว 100% 1 ปี หักทั้งจำนวนปีเดียว เครื่องจักร, อุปกรณ์ 20% 5 ปี หักเพิ่มเป็น 40% ปีแรกได้ตามเงื่อนไข ยานพาหนะ (รถบรรทุก) 20% 5 ปี — รถยนต์นั่ง 20% 5 ปี มีเพดานต้นทุนทางภาษี (ดูด้านล่าง) คอมพิวเตอร์ + ซอฟต์แวร์ 33.33% 3 ปี ตาม พ.ร.ฎ. 395 เฟอร์นิเจอร์, อุปกรณ์สำนักงาน 20% 5 ปี — อาคารและสิ่งปลูกสร้าง อาคารถาวรหักได้ไม่เกิน 5% ต่อปี (อายุ 20 ปี) แต่ถ้าเป็นอาคารชั่วคราว เช่น เต็นท์หรืออาคารสำเร็จรูป หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในปีที่ซื้อได้เลย ยานพาหนะ (รถยนต์ รถบรรทุก) รถบรรทุกและรถตู้ที่ใช้ในกิจการหักค่าเสื่อมราคาได้ 20% ต่อปี ไม่จำกัดมูลค่า แต่ รถยนต์นั่ง มีเงื่อนไขพิเศษ คือต้นทุนที่นำมาหักทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท แม้ราคาซื้อจริงจะสูงกว่า คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์หักค่าเสื่อมราคาได้เร็วกว่าสินทรัพย์อื่น คือ 33.33% ต่อปี (อายุ 3 ปี) ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 395 ส่วนเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงานทั่วไป เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เอกสาร หักได้ 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) ตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคา แยกประเภทสินทรัพย์ ตัวอย่างทั้งหมดใช้วิธีเส้นตรงซึ่งนิยมที่สุด และตั้งซาก 1 บาท ตามแนวปฏิบัติทั่วไป ตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องละ 30,000 บาท ตั้งซากไว้ 1 บาท อายุ 3 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุน – มูลค่าซาก 30,000 – 1 29,999 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 29,999 ÷ 3 10,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน 10,000 ÷ 12 833 บาท ตัวอย่าง: รถยนต์นั่ง (มีเพดาน) ซื้อรถยนต์นั่งราคา 1,500,000 บาท ตั้งซากไว้ 1 บาท อายุ 5 ปี ทางภาษีใช้ต้นทุนได้สูงสุด 1,000,000 บาท รายการ ทางบัญชี ทางภาษี ต้นทุนที่ใช้คำนวณ 1,500,000 บาท 1,000,000 บาท หักมูลค่าซาก 1 บาท 1 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 300,000 บาท 200,000 บาท ส่วนต่าง 100,000 บาทต่อปี บันทึกทางบัญชีได้แต่หักภาษีไม่ได้ ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่าง: เครื่องจักรโรงงาน ซื้อเครื่องจักรราคา 500,000 บาท มูลค่าซาก 50,000 บาท อายุ 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าที่ต้องหัก 500,000 – 50,000 450,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 450,000 ÷ 5 90,000 บาท ค่าเสื่อมราคาสะสม คืออะไร คิดยังไง? ค่าเสื่อมราคาสะสม คือยอดรวมค่าเสื่อมราคาที่หักมาแล้วทั้งหมดตั้งแต่เริ่มใช้สินทรัพย์ ใช้สำหรับคำนวณ “มูลค่าตามบัญชี” ซึ่งก็คือราคาสินทรัพย์ที่เหลืออยู่จริง มูลค่าตามบัญชี = ต้นทุนสินทรัพย์ – ค่าเสื่อมราคาสะสม ตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท ใช้มาแล้ว 2 ปี ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ต้นทุน 30,000 บาท ค่าเสื่อมราคาสะสม (2 ปี) 20,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 10,000 บาท บัญชีนี้เป็นสินทรัพย์ด้านตรงข้าม (contra asset) อยู่ในหมวดที่ 1 สินทรัพย์ แต่แสดงเป็นยอดหัก วิธีบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา (Journal Entry) ทุกสิ้นเดือนหรือสิ้นปี กิจการต้องบันทึกค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายในบัญชี หากยังไม่คุ้นเคยกับหลักการบัญชีพื้นฐาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 6 ทักษะสำคัญของนักบัญชียุคใหม่ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเสื่อมราคา (ค่าใช้จ่าย) 10,000 — ค่าเสื่อมราคาสะสม (สินทรัพย์ตรงข้าม) — 10,000 ผลจากการบันทึกนี้ ส่วนเดบิตจะไปลดกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุน ส่วนเครดิตจะไปลดมูลค่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน สรุป ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ให้อัตโนมัติ เพียงบันทึกข้อมูลสินทรัพย์ ต้นทุน อายุการใช้งาน และวิธีคิด ระบบจะคำนวณและบันทึกบัญชีให้ทุกเดือนไม่ต้องทำเอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ต่างกันอย่างไร? ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ส่วนค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ หลักการคำนวณเหมือนกัน คือทยอยหักต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน? ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดที่ 5 ค่าใช้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริง แต่บันทึกเพื่อสะท้อนการเสื่อมมูลค่าของสินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคาสะสม อยู่หมวดไหน? ค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดที่ 1 สินทรัพย์ แต่เป็นบัญชีด้านตรงข้าม (contra asset) จึงแสดงเป็นยอดหักจากต้นทุนสินทรัพย์ เมื่อนำมารวมกันจะได้ “มูลค่าตามบัญชี” หรือมูลค่าสุทธิของสินทรัพย์นั้น ซื้อสินทรัพย์กลางปี คิดค่าเสื่อมยังไง? คิดตามสัดส่วนเดือนที่ใช้จริง เช่น ซื้อเครื่องจักรเดือนเมษายน คิดค่าเสื่อมราคาปีนั้น 9 เดือน (เม.ย.–ธ.ค.) ไม่ใช่ 12 เดือนเต็ม ปีถัดไปค่อยคิดเต็มปี

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

20 Aug 2026

PEAK Account

14 min

สินเชื่อ OD คืออะไร สรุปสินเชื่อเบิกเกินบัญชี ดอกเบี้ย วิธีขอ ฉบับ SME

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเจอปัญหาเงินหมุนไม่ทัน สั่งของแล้วยังไม่ได้เงินจากลูกค้า แต่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ก่อน สินเชื่อ OD คือทางออกที่ธนาคารออกแบบมาเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจในสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า OD ทำงานยังไง ข้อดี-ข้อเสียมีอะไรบ้าง เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง OD คืออะไร ทำความเข้าใจสินเชื่อเบิกเกินบัญชี OD คือสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (Overdraft) ที่ธนาคารอนุมัติให้ผู้ประกอบการเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้มากกว่ายอดเงินฝากจริง ภายในวงเงินที่กำหนด โดยจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้จริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารอนุมัติวงเงิน OD 1 ล้านบาท ถ้าบัญชีมีเงิน 200,000 บาท คุณเบิกใช้ได้สูงสุด 1,200,000 บาท ส่วนที่เกิน 200,000 บาทจะคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันที่ใช้จริง พอลูกค้าจ่ายเงินเข้ามา ดอกเบี้ยก็หยุดทันที OD ย่อมาจากอะไร ความหมายทางการเงิน OD ย่อมาจาก Overdraft แปลตรงตัวว่า “เบิกเกินบัญชี” ในวงการธนาคารไทย มักเรียกว่า “สินเชื่อเบิกเกินบัญชี” หรือ “วงเงินโอดี” ต้องแยกจาก OD ในความหมายอื่น เช่น Organization Development (การพัฒนาองค์กร) ที่ใช้ในสาย HR เมื่อพูดถึง OD ในบริบทการเงินหรือธุรกิจ จะหมายถึงสินเชื่อประเภทนี้เสมอ วงเงิน OD ทำงานอย่างไร วงเงิน OD ผูกกับบัญชีกระแสรายวัน ผู้ประกอบการใช้เงินผ่านเช็คหรือโอนตามปกติ เมื่อเงินในบัญชีหมด ระบบจะเบิกจากวงเงิน OD ให้อัตโนมัติ พอมีเงินเข้าบัญชี ระบบจะหักชำระ OD คืนโดยอัตโนมัติเช่นกัน ไม่ต้องทำเรื่องเบิก-คืนทุกครั้ง ข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อ OD ที่ SME ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ OD ควรชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียให้ชัดเจน ข้อดีของ OD ทำไม SME ถึงนิยมใช้ ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง สินเชื่อ OD กับ Term Loan ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี คำถามที่ SME ถามบ่อยที่สุดคือ OD กับ Term Loan ต่างกันยังไง ตารางนี้เปรียบเทียบให้เห็นชัด เงื่อนไข สินเชื่อ OD Term Loan สินเชื่อหมุนเวียน (Revolving) ลักษณะการเบิก เบิกผ่านบัญชีที่ผูกไว้ ใช้เท่าไรก็ได้ในวงเงิน รับเงินก้อนเดียว มีวงเงินให้เบิก คล้าย OD ดอกเบี้ย คิดเฉพาะเงินที่ใช้จริง รายวัน คิดจากเงินต้นทั้งก้อน คิดเฉพาะที่ใช้จริง อัตราดอกเบี้ย สูงกว่า (ประมาณ 7-9% ต่อปี) ต่ำกว่า (MLR หรือต่ำกว่า) ปานกลาง การชำระคืน ชำระเมื่อไรก็ได้ ไม่มีงวดบังคับ ผ่อนเป็นงวดตามสัญญา ชำระเป็นรอบ เช่น ทุก 30-90 วัน เหมาะกับ หมุนเงินระยะสั้น สภาพคล่องรายวัน ลงทุนซื้อทรัพย์สิน ขยายกิจการ สั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่ สรุปง่ายๆ ถ้าต้องการเงินหมุนเวียนใช้แล้วคืน คืนแล้วใช้ เลือก OD ถ้าต้องการเงินก้อนใหญ่ลงทุนระยะยาว เลือก Term Loan ดอกเบี้ย OD คิดยังไง วิธีคำนวณแบบเข้าใจง่าย ดอกเบี้ย OD คำนวณแบบรายวัน คิดเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้เกินบัญชีจริง สูตรคือ ดอกเบี้ย = เงินต้นที่ใช้ OD × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ย OD สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีวงเงิน OD 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MOR+1% = 8% ต่อปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เบิกใช้ OD — 300,000 บาท ใช้งาน — 15 วัน ดอกเบี้ย OD 300,000 × 8% × 15 ÷ 365 986.30 บาท จ่ายดอกเบี้ยไม่ถึง 1,000 บาทสำหรับเงินหมุน 300,000 บาท 15 วัน ถ้าลูกค้าจ่ายเงินเข้ามาเร็วกว่านี้ ดอกเบี้ยก็ยิ่งน้อยลง สินเชื่อ OD เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ต้องมี OD ลองดูว่าคุณอยู่ในกลุ่มไหน เหมาะมาก — ธุรกิจที่มีรอบรับเงินจากลูกค้าไม่สม่ำเสมอ เช่น ธุรกิจรับเหมา ร้านค้าส่ง หรือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน เงินเข้า-ออกไม่พร้อมกัน OD ช่วยให้จ่ายค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องรอเงินจากลูกค้า ไม่จำเป็น — ธุรกิจที่รับเงินสดทันที เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก หรือธุรกิจออนไลน์ที่ลูกค้าจ่ายก่อนรับของ กรณีนี้กระแสเงินสดหมุนเร็วอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกดอกเบี้ย OD เอกสารและคุณสมบัติในการขอสินเชื่อ OD คุณสมบัติผู้ขอ คุณสมบัติหลักที่ธนาคารพิจารณาแตกต่างกันไปตามประเภทผู้ขอ เงื่อนไข นิติบุคคล บุคคลธรรมดา (ทำธุรกิจ) ระยะเวลาทำธุรกิจ มักต้อง 2 ปีขึ้นไป มักต้อง 1-2 ปีขึ้นไป งบการเงิน ต้องมีงบย้อนหลัง 2-3 ปี ต้องมี statement ย้อนหลัง 6-12 เดือน หลักประกัน อสังหาริมทรัพย์ หรือหน่วยงานค้ำประกัน SME อสังหาริมทรัพย์ หรือค้ำประกันบุคคล เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสารหลักที่ธนาคารส่วนใหญ่ต้องการมีดังนี้ เงื่อนไขแต่ละธนาคารอาจแตกต่างกัน ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนยื่นขอ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน มีจริงไหม มีครับ ปัจจุบันบางธนาคารและสถาบันการเงินเสนอสินเชื่อ OD แบบไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยใช้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันแทน ข้อแลกเปลี่ยนคือ วงเงินมักน้อยกว่า (ไม่เกิน 1-5 ล้านบาท) และดอกเบี้ยสูงกว่า OD ที่มีหลักประกัน รวมถึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. เพิ่มอีก 1-2% ต่อปี ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามได้ที่ธนาคารที่ร่วมโครงการกับ บสย. (ข้อมูลจาก บสย.) วิธีบันทึกบัญชีสินเชื่อ OD ขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน การบันทึกบัญชี OD ต้องแยกเป็น 2 กรณีหลัก คือตอนเบิกใช้เงิน OD และตอนชำระคืน กรณีที่ 1 — เบิกใช้เงิน OD (เช่น เบิก 300,000 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 300,000 — เงินเบิกเกินบัญชี (OD) — 300,000 กรณีที่ 2 — ชำระคืน OD พร้อมดอกเบี้ย (คืน 300,000 + ดอกเบี้ย 986 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเบิกเกินบัญชี (OD) 300,000 — ดอกเบี้ยจ่าย 986 — เงินสด / ธนาคาร — 300,986 ในงบแสดงฐานะการเงิน ยอด OD ที่ค้างชำระจะแสดงเป็น “หนี้สินหมุนเวียน” เพราะเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ชำระคืนได้ตลอด สรุป ทดลองใช้ PEAK ฟรี บันทึกรายการเบิก-ชำระ OD ด้วยมือเสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อเบิก-คืนบ่อย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการ OD ตามมาตรฐาน NPAEs คำนวณดอกเบี้ยค้างจ่ายอัตโนมัติ พร้อมออกงบการเงินครบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินเชื่อ OD OD ผ่อนเป็นงวดได้ไหม? ไม่ได้ เพราะ OD ไม่มีตารางผ่อน ชำระเมื่อไรก็ได้ ยอดจะลดลงอัตโนมัติเมื่อมีเงินเข้าบัญชี ถ้าต้องการแบบผ่อนเป็นงวดชัดเจน ควรใช้ Term Loan แทน OD หมดวงเงินแล้วทำยังไง ถ้าใช้ OD จนเต็มวงเงินแล้ว ทางเลือกมี 3 ทาง คือ รอเงินจากลูกค้าเข้ามาเพื่อลดยอด OD ขอธนาคารพิจารณาเพิ่มวงเงิน หรือใช้สินเชื่อประเภทอื่นเสริม เช่น Factoring (ขายลูกหนี้การค้า) การพยายามเบิกเกินวงเงินจะถูกปฏิเสธจากระบบธนาคาร สินเชื่อ OD กับ P/N ต่างกันอย่างไร P/N (Promissory Note) คือสินเชื่อที่ออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน มีกำหนดชำระคืนชัดเจน เช่น 90 วัน แล้วต้องต่ออายุ ส่วน OD เบิกใช้และชำระคืนได้ตลอดไม่มีกำหนด P/N เหมาะสำหรับเงินก้อนที่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าไร ส่วน OD เหมาะกับเงินหมุนที่ใช้ไม่แน่นอน ดอกเบี้ย OD แต่ละธนาคารประมาณเท่าไร อัตราดอกเบี้ย OD ขึ้นอยู่กับประเภทหลักประกันและความเสี่ยงของธุรกิจ ธนาคารที่มีหลักประกันดีอาจได้อัตราต่ำกว่า ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอจากหลายธนาคารแล้วนำมาเทียบทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝง เช่น ค่าวิเคราะห์สินเชื่อ ค่าค้ำประกัน และค่าธรรมเนียมรายปี (เงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับธนาคารโดยตรง) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

19 Aug 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 19/08/2026

1. เพิ่มการแก้ไข อนุมัติและยกเลิกเอกสารผ่าน PEAK MCP จัดการเอกสารครบวงจร แพ็กเกจใช้งาน: PRO Plus ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อ AI Assistant สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มชุดเครื่องมือ (Tools) ใหม่ในระบบ MCP (Model Context Protocol) ได้แก่ การแก้ไข (Edit), การอนุมัติ (Approve) และการยกเลิกเอกสาร (Void Document) สำหรับเอกสารประเภทต่างๆ จากเดิม 33 Tools รวมเป็น 51 Tools ช่วยให้ AI Agent สามารถปฏิบัติตามคำสั่งและจัดการสถานะเอกสารได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้อย่างสะดวก สามารถสั่งการผ่าน AI Assistant เพื่อให้แก้ไข อนุมัติ หรือยกเลิกเอกสารได้ทันที ปลอดภัยด้วยระบบล็อกข้อมูลมาตรฐานเดียวกับ PEAK ช่วยลดเวลาการทำงานและยกระดับการบริหารจัดการบัญชีอัตโนมัติได้อย่างเต็มรูปแบบ 2. ระบบติดตาม “ลูกค้าประจำ” พร้อมแจ้งเตือน Smart Insight ยอดไม่ตก ไม่พลาดทุกรอบการขาย แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและฝ่ายขาย สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: รู้การเคลื่อนไหวของลูกค้าประจำได้ทันทีเมื่อเริ่มซื้อช้ากว่าปกติ ช่วยให้ทีมขายเข้าไปติดตามได้ทันท่วงที หมดปัญหาลืมออกใบแจ้งหนี้หรือลืมตามยอดและช่วยให้เห็นภาพรวมและสถิติการสั่งซื้อของลูกค้าประจำแต่ละรายในที่เดียว วางแผนการขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น 3. เพิ่มการพิมพ์รายการเคลื่อนไหวทางการเงินและเคลื่อนไหวสินค้าหน้ารวมรายงาน พิมพ์รายงานได้สะดวกยิ่งกว่าเดิม แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: นักบัญชี และผู้ดูแลระบบ (Admin) สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มรายงาน “รายการเคลื่อนไหวทางการเงิน” และ “รายการเคลื่อนไหวสินค้า” เข้าไปในเมนู รวมรายงาน พร้อมปรับหน้าพิมพ์รายงาน เพิ่มช่อง Dropdown ให้เลือกช่องทางการเงิน หรือเลือกรายการสินค้า/บริการ/จัดชุด ได้อย่างสะดวกจากหน้ารวมรายงานทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ดึงรายงานได้รวดเร็วและสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องคลิกเข้าไปหน้าย่อยของแต่ละบัญชีธนาคารหรือสินค้ารายตัว สามารถเรียกดูและ Export รายงานสำคัญทั้งหมดได้ครบจบจากศูนย์รวมรายงานในที่เดียว 4. จัดการสต็อกและบัญชีได้ไวขึ้น ด้วยระบบคำนวณต้นทุนขายใหม่ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีการขายสินค้า, ฝ่ายสต็อก, ฝ่ายจัดซื้อ และนักบัญชี สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับรูปแบบการประมวลผลในหน้า “ความเคลื่อนไหวสต๊อกสินค้า” ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยระบบจะประมวลผลข้อมูลล็อตสินค้าเฉพาะเมื่อเปิดเข้ามาใช้งานหน้านี้โดยตรง ช่วยลดการทำงานเบื้องหลังที่ไม่จำเป็นขณะออกเอกสารทั่วไป ส่งผลให้หน้าจอแสดงจำนวนสินค้าคงเหลือ การบันทึกบัญชีต้นทุนขาย และรายงานสินค้าต่างๆ ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอยู่เสมอ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ยกระดับความคล่องตัวในการทำงานทั้งระบบ! ช่วยให้ภาพรวมการใช้งานเร็วขึ้น ออกเอกสารการขาย บันทึกบัญชีต้นทุนขาย และเช็กยอดสินค้าคงเหลือได้อย่างราบรื่น ไร้สะดุด พร้อมรองรับการดึงข้อมูลล็อตสินค้าอย่างเจาะจงได้ทันทีเมื่อต้องการ

19 Aug 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 19/08/2026

1. Added document editing, approving, and voiding via PEAK MCP for end-to-end document management. Package: PRO Plus and above Suitable for: Users connected to AI Assistants System Updates: The system added new sets of tools (Tools) in the MCP system (Model Context Protocol), including editing (Edit), approving (Approve), and voiding documents (Void Document) for various document types from originally 33 Tools to a total of 51 Tools, helping AI Agents follow instructions and manage document statuses more completely. Benefits of Use: Work conveniently by giving instructions through AI Assistants to edit, approve, or void documents immediately. Secure with a data-locking system of the same standard as PEAK, helping to reduce working time and elevate fully automated accounting management. 2. “Regular Customer” tracking system with Smart Insight alerts to keep sales from dropping and never miss any sales cycle. Package: All active packages Suitable for: Business owners and sales teams System Updates: Benefits of Use: Instantly know regular customer movements when they start buying slower than usual. Helps sales teams follow up in a timely manner, eliminates the problem of forgetting to issue invoices or track amounts, and helps view the overall picture and purchase statistics for each regular customer in one place to plan sales more precisely. 3. Added printing for Financial movement and Stock movement on the report summary page, making report printing more convenient than before. Package: e-Document and above Suitable for: Accountants and System Administrators (Admins) System Updates: Added “Financial Movement Report” and “Stock Movement Report” reports into the Report Summary menu, along with adjusting the report printing page to add Dropdown fields for choosing financial channels or choosing products/services/bundles conveniently right from the report summary page. Benefits of Use: Pull reports faster and more conveniently without having to click into sub-pages for each individual bank account or product item. Able to view and export all key reports comprehensively from a single central report center. 4. Manage stock and accounting faster with the new cost of goods sold calculation system. Package: All active packages Suitable for: Businesses with product sales, inventory departments, purchasing departments, and accountants System Updates: The system adjusted the processing model on the “Inventory Movement” page to work more efficiently. The system will process product lot data only when entering to use this page directly, helping reduce unnecessary background tasks while issuing general documents. As a result, screen displays for remaining product quantities, cost of goods sold accounting records, and various inventory reports can process quickly and remain accurate at all times. Benefits of Use: Elevates agility across the entire system! Helps overall usage run faster. Issue sales documents, record cost of goods sold accounting entries, and check remaining product balances smoothly without interruption, while supporting specific product lot data retrieval immediately when needed.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม