
ปิดงบสิ้นปีแล้วนักบัญชีบอกว่ามี “รายจ่ายต้องบวกกลับ” หลายรายการ ทำให้ภาษีที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คิดไว้ — ปัญหานี้เกิดจากค่าใช้จ่ายต้องห้ามที่ไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปี บทความนี้อธิบายครบว่ารายจ่ายต้องห้ามมีอะไรบ้าง เจาะลึกเรื่องค่ารับรอง 0.3% พร้อมตัวอย่างคำนวณบวกกลับจริง
ค่าใช้จ่ายต้องห้าม คืออะไร?
ค่าใช้จ่ายต้องห้าม (Non-deductible Expenses) คือ รายจ่ายที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ในมาตรา 65 ตรี ว่าไม่ให้นำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
พูดง่ายๆ คือ “จ่ายไปจริง บันทึกบัญชีได้ แต่ตอนคิดภาษีเอามาหักไม่ได้”
ค่าใช้จ่ายทางบัญชี กับ ค่าใช้จ่ายทางภาษี ต่างกันอย่างไร?
ทางบัญชี บริษัทบันทึกค่าใช้จ่ายทุกรายการที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับ ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ แต่ทางภาษี กรมสรรพากรมีกฎที่กำหนดว่ารายจ่ายบางอย่างใช้หักภาษีไม่ได้
ผลต่างตรงนี้ทำให้ “กำไรทางบัญชี” กับ “กำไรทางภาษี” ไม่เท่ากัน เจ้าของธุรกิจที่ไม่เข้าใจจุดนี้มักเสียภาษีมากกว่าที่ควร เพราะไม่ได้วางแผนค่าใช้จ่ายให้ถูกตั้งแต่ต้น
ค่าใช้จ่ายต้องห้ามมีอะไรบ้าง (รายการที่พบบ่อย)
มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ระบุรายจ่ายต้องห้ามไว้หลายข้อ ต่อไปนี้คือรายการที่ SME มักเจอบ่อยที่สุด
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ
รายจ่ายที่จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการหรือพนักงาน ไม่ใช่เพื่อกิจการ เช่น ค่าเสื้อผ้าส่วนตัว ค่าทำผม ค่าท่องเที่ยวครอบครัว — ถ้าไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง หักภาษีไม่ได้
ค่าปรับ เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับทางภาษี
ถ้ายื่นภาษีช้าหรือจ่ายภาษีไม่ครบ กรมสรรพากรเรียกเก็บค่าปรับและเงินเพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม) รายจ่ายเหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามทั้งหมด บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบได้ แต่ต้องบวกกลับตอนคิดภาษี
รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานหรือใบเสร็จไม่ถูกต้อง
ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ไม่มีหลักฐานการจ่าย หรือพิสูจน์ตัวผู้รับเงินไม่ได้ สรรพากรไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่าย เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจ่ายจริงหรือไม่
ค่าเสื่อมราคาที่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
สมมติซื้อรถยนต์นั่งมาใช้ในกิจการราคา 2 ล้านบาท กฎหมายให้คิดค่าเสื่อมราคาได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 1 ล้านถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับ
รายจ่ายที่เกินสมควร
รายจ่ายที่จ่ายจริงแต่มูลค่าสูงเกินปกติเมื่อเทียบกับราคาตลาด เช่น ซื้อของราคา 10,000 บาทแต่จ่าย 50,000 บาท ส่วนที่เกินสมควรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
รายจ่ายต้องห้ามอื่นที่ควรรู้
นอกจากรายการข้างต้น ยังมีรายจ่ายต้องห้ามอื่นที่พบได้ เช่น
- รายจ่ายที่กำหนดจ่ายจากกำไร (เช่น โบนัสกรรมการที่จ่ายจากกำไรสุทธิ)
- เงินสำรองต่างๆ ที่กันไว้ (ยกเว้นที่กฎหมายอนุญาต)
- ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระโดยไม่มีสิทธิ์เรียกคืน
- ค่ารับรองส่วนที่เกินเกณฑ์ (ดูรายละเอียดในหัวข้อถัดไป)
ค่ารับรอง (Entertainment Expenses) คืออะไร
ค่ารับรอง คือ ค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อรับรองลูกค้าหรือบุคคลภายนอกตามธรรมเนียมทางธุรกิจ เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรอง ค่าของขวัญ ค่าที่พัก เป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ แต่มีเพดาน
ค่ารับรองทางภาษี: เงื่อนไขที่หักได้
ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 กำหนดเงื่อนไขค่ารับรองที่เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนี้
- ต้องเป็นค่ารับรองตามธรรมเนียมทางธุรกิจทั่วไป
- ผู้รับการรับรองต้องไม่ใช่พนักงานหรือลูกจ้างของกิจการ (ยกเว้นที่เข้าร่วมเป็นผู้อำนวยความสะดวก)
- ต้องมีหลักฐานการจ่ายที่ชัดเจน ได้แก่ ใบเสร็จ ชื่อผู้รับการรับรอง และเหตุผลที่รับรอง
ค่ารับรอง 0.3% คำนวณอย่างไร (พร้อมตัวอย่าง)
ค่ารับรองที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องไม่เกินทั้ง 2 เงื่อนไขนี้พร้อมกัน
- ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ (Revenue) หรือ 0.3% ของทุนที่ชำระแล้ว (Paid-up Capital) แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า
- รวมทั้งปีไม่เกิน 10 ล้านบาท
สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| รายได้ทั้งปี | 20,000,000 บาท |
| ทุนชำระแล้ว | 5,000,000 บาท |
| ค่ารับรองที่จ่ายจริงทั้งปี | 100,000 บาท |
คำนวณเพดานค่ารับรอง
| ขั้นตอน | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| 0.3% ของรายได้ | 20,000,000 × 0.3% | 60,000 บาท |
| 0.3% ของทุนชำระแล้ว | 5,000,000 × 0.3% | 15,000 บาท |
| เพดานที่ใช้ (เลือกจำนวนที่มากกว่า) | 60,000 บาท | |
| ค่ารับรองที่จ่ายจริง | 100,000 บาท | |
| ส่วนที่เกิน = ค่าใช้จ่ายต้องห้าม | 100,000 – 60,000 | 40,000 บาท |
ค่ารับรอง 60,000 บาทแรก หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ส่วนที่เกินอีก 40,000 บาท ต้อง “บวกกลับ” เข้าไปในกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี
ค่ารับรองใช้ได้เท่าไหร่ต่อคน
ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งต้องไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับค่ารับรองที่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือของขวัญ ถ้ามอบสิ่งของ ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนเช่นกัน (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143)
“ค่าใช้จ่ายบวกกลับ” คืออะไร ทำไมต้องบวกกลับ
ค่าใช้จ่ายบวกกลับ คือ ค่าใช้จ่ายที่ถูกบันทึกในบัญชีแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาคำนวณภาษี ต้องนำมา “บวกกลับ” เข้าไปในกำไรสุทธิ เพราะสรรพากรไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่าย
เหตุผลที่ต้องบวกกลับ ก็เพราะกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษีคำนวณต่างกัน ทางบัญชีหักค่าใช้จ่ายทุกรายการ แต่ทางภาษีมีกฎว่ารายจ่ายบางอย่างหักไม่ได้ จึงต้องเอากลับมาบวกเข้าไปใหม่
ตัวอย่างการคำนวณบวกกลับค่าใช้จ่ายต้องห้าม
สมมติ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| กำไรสุทธิทางบัญชี | 1,000,000 บาท |
| ค่าปรับยื่นภาษีช้า | 5,000 บาท |
| ค่ารับรองส่วนเกินเพดาน 0.3% | 40,000 บาท |
| ค่าเสื่อมราคารถยนต์ส่วนเกิน | 100,000 บาท |
คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี
| ขั้นตอน | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิทางบัญชี | 1,000,000 บาท | |
| บวกกลับ: ค่าปรับ | + 5,000 บาท | |
| บวกกลับ: ค่ารับรองเกินเพดาน | + 40,000 บาท | |
| บวกกลับ: ค่าเสื่อมราคาเกินเกณฑ์ | + 100,000 บาท | |
| กำไรสุทธิทางภาษี | 1,000,000 + 145,000 | 1,145,000 บาท |
จะเห็นว่ากำไรทางภาษี (1,145,000 บาท) สูงกว่ากำไรทางบัญชี (1,000,000 บาท) ถึง 145,000 บาท ซึ่งหมายความว่าบริษัทต้องเสียภาษีจากฐาน 1,145,000 บาท ไม่ใช่ 1,000,000 บาท
ค่ารับรองกับ VAT: ใช้ภาษีซื้อได้ไหม
คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยมากคือ ค่ารับรองลูกค้านำภาษีซื้อ (VAT) มาเครดิตได้หรือไม่
คำตอบคือ ค่ารับรองที่อยู่ในเพดาน 0.3% และมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง สามารถนำภาษีซื้อมาหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ (อ่านเพิ่มเติมเรื่อง VAT คืออะไร) แต่ค่ารับรองส่วนที่เกินเพดาน 0.3% นำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ ต้องถือเป็นต้นทุนทั้งจำนวน
ข้อควรระวังคือ ค่ารับรองที่เป็นค่าอาหารจากร้านที่ไม่ได้จด VAT จะไม่มีใบกำกับภาษี ก็จะนำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ตั้งแต่แรก
วิธีบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายต้องห้าม
ค่าใช้จ่ายต้องห้ามยังคงบันทึกในบัญชีตามปกติ ไม่ต้องแยกบัญชีพิเศษ แต่ตอนสิ้นปีที่ปรับปรุงกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษี ต้อง “บวกกลับ” รายจ่ายเหล่านี้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) เช่นเดียวกับที่ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เมื่อหักภาษีจากผู้รับเงิน
สิ่งสำคัญคือต้องแยกรายการให้ชัดเจนว่ารายจ่ายไหนเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เพื่อให้ตอนปิดงบคำนวณบวกกลับได้ถูกต้อง ไม่ตกหล่น
สรุป
สิ่งที่ควรลงมือทำทันทีหลังอ่านบทความนี้
- ตรวจสอบว่ารายจ่ายแต่ละรายการมีหลักฐานครบหรือไม่
- คำนวณเพดานค่ารับรอง 0.3% ไว้ล่วงหน้า ไม่จ่ายเกินเพดาน
- แยกรายจ่ายที่ต้องบวกกลับไว้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ถึงปิดงบแล้วค่อยหา
ทดลองใช้ PEAK ฟรี
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายแยกหมวด ดึงรายงานได้ทันที ไม่ต้องนั่งไล่หาว่ารายจ่ายไหนต้องบวกกลับตอนปิดงบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต้องห้าม
ค่าใช้จ่ายต้องห้าม ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร
ค่าใช้จ่ายต้องห้ามในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Non-deductible Expenses” หรือ “Prohibited Expenses” หมายถึงรายจ่ายที่ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ตามกฎหมาย
ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งเกิน 2,000 บาท หักภาษีได้ไหม?
ค่ารับรองต่อคนต่อครั้งเกิน 2,000 บาท ส่วนที่เกินถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับ เช่น เลี้ยงลูกค้า 1 คน ค่าอาหาร 3,500 บาท หักได้แค่ 2,000 บาท อีก 1,500 บาทต้องบวกกลับ
ค่าใช้จ่ายต้องห้ามอยู่หมวดบัญชีไหน
ในการบันทึกบัญชี ค่าใช้จ่ายต้องห้ามบันทึกอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายปกติ (หมวด 5) ตามลักษณะของรายจ่ายนั้นๆ เช่น ค่าปรับอาจอยู่ในค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่ารับรองอยู่ในค่าใช้จ่ายในการขาย การแยกเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามจะทำตอนปรับปรุงภาษีสิ้นปี
จะรู้ได้อย่างไรว่าค่าใช้จ่ายไหนต้องบวกกลับ
วิธีง่ายที่สุดคือเช็ครายจ่ายทุกรายการกับเงื่อนไขในมาตรา 65 ตรี ถ้าตรงข้อไหนก็ต้องบวกกลับ ในทางปฏิบัติ ให้แยก flag รายจ่ายที่อาจเข้าข่ายไว้ตั้งแต่ตอนบันทึกบัญชี ไม่ต้องรอสิ้นปีค่อยมาหา จะช่วยลดความผิดพลาดได้มาก
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
