คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

4 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการภาษีมรดกภาษีการรับให้เกิดจากผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก)ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา)เกณฑ์ขั้นต่ำมรดกสุทธิเกิน 100 ล้านอสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปีอัตราภาษี5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น)5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมินแบบยื่นภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน)รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปีกฎหมายพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติมผู้เสียภาษีผู้รับมรดกผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดกอัตราภาษีหมายเหตุบุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน)5%ทายาทโดยธรรมบุคคลอื่น10%เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการวิธีคำนวณจำนวนเงินมรดกสุทธิ150,000,000 บาทส่วนที่ได้รับยกเว้น100,000,000 บาทส่วนที่ต้องเสียภาษี150,000,000 – 100,000,00050,000,000 บาทอัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน)5%ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย50,000,000 × 5%2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภ.พ.30 คืออะไร คู่มือยื่น VAT รายเดือนสำหรับผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเจอปัญหาเดียวกัน กรอกแบบไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าต้องยื่นเมื่อไร หรือเผลอยื่นช้าจนเจอเบี้ยปรับ ภ.พ.30 คืออะไร แบบ ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT Return Form ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรทุกเดือน เพื่อสรุปยอดภาษีขายและภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนนั้น พูดให้เข้าใจง่าย ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ คุณเก็บ VAT 7% จากลูกค้าเป็นภาษีขาย และเวลาซื้อของเข้าร้าน คุณก็จ่าย VAT 7% ให้ผู้ขายเป็นภาษีซื้อ แบบนี้คือเอกสารที่สรุปว่าเดือนนี้คุณเก็บภาษีขายได้เท่าไร จ่ายภาษีซื้อไปเท่าไร แล้วต้องนำส่งส่วนต่างให้สรรพากร หรือมีสิทธิ์ขอคืน ใครมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.30 ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทุกราย มีหน้าที่ยื่นแบบนี้เป็นประจำทุกรอบเดือนภาษี ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง หรือนิติบุคคลอย่างบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วน กิจการที่มียอดขายถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือออนไลน์ ส่วนกิจการที่ยอดขายยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดทะเบียนได้โดยสมัครใจ เพื่อเครดิตภาษีซื้อคืน กรณีไม่มีรายได้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น แม้เดือนนั้นไม่มีรายได้เลย เพราะเมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว หน้าที่ยื่นแบบจะมีตลอดจนกว่าจะขอถอนทะเบียน ถ้าเดือนไหนไม่มียอดขายและยอดซื้อ ให้ยื่นแบบเปล่ากรอกเป็น 0 จะได้ไม่โดนค่าปรับ หลายคนเข้าใจผิดว่า “ไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องยื่น” แต่ความจริงคือ สรรพากรมองว่าผู้ประกอบการจด VAT ต้องรายงานทุกรอบเดือนภาษี ไม่ว่ายอดจะเป็นศูนย์ก็ตาม ภ.พ.30 ต้องยื่นภายในเมื่อไร ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ยื่นกระดาษภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนยื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 7 มีผลถึง 31 มกราคม 2570 ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น ภาษีเดือน ม.ค. ยื่นภายใน 15 ก.พ. ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ได้เพิ่ม 8 วัน เมื่อยื่นและชำระผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป วิธียื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ผ่าน e-Filing การยื่นแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ช่วยประหยัดเวลาเดินทางและมีระบบช่วยคำนวณ ลดความผิดพลาดจากการกรอกมือ เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ขั้นตอนยื่นแบบออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นแบบครั้งแรก ต้องสมัครสมาชิก e-Filing ก่อน โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและข้อมูลกิจการยืนยันตัวตน หลังจากสมัครเสร็จจะได้รหัสผ่านสำหรับเข้าระบบ สามารถใช้ยื่นแบบภาษีได้ทุกประเภท ไม่ใช่แค่แบบยื่น VAT เท่านั้น วิธีกรอก ภ.พ.30 พร้อมตัวอย่าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ เดือน ม.ค. 2569 มียอดขาย 500,000 บาทก่อน VAT และซื้อสินค้าเข้าร้าน 300,000 บาทก่อน VAT คำนวณ VAT ที่ต้องนำส่ง รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 500,000 × 7% 35,000 บาท ภาษีซื้อ 300,000 × 7% 21,000 บาท VAT ที่ต้องนำส่ง 35,000 – 21,000 14,000 บาท บริษัท ก จำกัด ต้องนำส่ง VAT 14,000 บาทให้สรรพากร พร้อมยื่นแบบออนไลน์ภายในวันที่ 23 ก.พ. 2569 ตัวอย่างกรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ถ้าเดือนไหนซื้อสินค้าเข้ามากกว่าขายออก ภาษีซื้อจะมากกว่าภาษีขาย สมมุติเดือน ก.พ. 2569 บริษัท ก มียอดขาย 200,000 บาท แต่สั่งสินค้าเข้า 400,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 200,000 × 7% 14,000 บาท ภาษีซื้อ 400,000 × 7% 28,000 บาท ภาษีซื้อเกิน 28,000 – 14,000 14,000 บาท กรณีนี้ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบตามปกติ ส่วนภาษีซื้อที่เกิน 14,000 บาท สามารถนำไปเครดิตในเดือนถัดไปหรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.พ.20 อย่างไร รายการ ภ.พ.20 ภ.พ.30 ชื่อเต็ม แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ทำอะไร ยื่นครั้งเดียวตอนจดทะเบียน VAT ยื่นทุกเดือนเพื่อนำส่ง VAT ความถี่ ครั้งเดียว ทุกเดือน กรอกอะไร ข้อมูลกิจการ สถานประกอบการ ยอดภาษีขาย ภาษีซื้อ ส่วนต่าง ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.ง.ด.50 อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 เพราะชื่อคล้ายกัน บางคนเรียก “ภ.ง.ด.30” แต่ชื่อทางการของแบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีคือ ภ.ง.ด.50 รายการ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.50 ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ใครต้องยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ความถี่ ทุกเดือน ปีละ 1 ครั้ง (ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี) คำนวณจาก ภาษีขาย หักด้วย ภาษีซื้อ กำไรสุทธิ คูณ อัตราภาษี จำง่ายๆ ว่าแบบยื่น VAT เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากมูลค่าสินค้า ส่วน ภ.ง.ด.50 เกี่ยวกับภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT ต้องยื่นทั้งสองแบบ แบบยื่น VAT ยื่นรายเดือน ส่วน ภ.ง.ด.50 ยื่นปีละครั้ง ทำไมยอดขาย ภ.พ.30 ไม่ตรงกับรายได้ ภ.ง.ด.50 เมื่อรวมยอดขายจาก ภ.พ.30 ทั้ง 12 เดือน แล้วเทียบกับรายได้ที่แสดงในแบบ ภ.ง.ด.50 ตัวเลขมักไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติที่เกิดจากความแตกต่างของฐานภาษี ไม่ได้แปลว่ามีข้อผิดพลาด แต่ต้องอธิบายสาเหตุได้เมื่อสรรพากรสอบถาม สาเหตุหลักที่ยอดไม่ตรง สาเหตุ คำอธิบาย ตัวอย่าง รายได้ที่ไม่ต้องเสีย VAT กิจการอาจมีรายได้บางประเภทที่ยกเว้น VAT เช่น ดอกเบี้ย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องนำมารวมในภาษีเงินได้ ดอกเบี้ยเงินฝาก 50,000 บาท/ปี อยู่ใน ภ.ง.ด.50 แต่ไม่อยู่ในแบบยื่น VAT จุดรับรู้รายได้ต่างกัน แบบยื่น VAT รับรู้ตามจุดที่ออกใบกำกับภาษี ส่วน ภ.ง.ด.50 รับรู้ตามเกณฑ์สิทธิ์ทางบัญชี (ตามมาตรา 65 ประมวลรัษฎากร) ออกใบกำกับภาษีเดือน ธ.ค. แต่ส่งมอบงานเดือน ม.ค. ปีถัดไป ส่วนลดและใบลดหนี้ ใบลดหนี้ลดยอดในแบบยื่น VAT ในเดือนที่ออก แต่อาจปรับปรุงต่างช่วงในงบการเงิน ออกใบลดหนี้เดือน มี.ค. แต่ปรับงบปีทีเดียวตอนปิดบัญชี รอบบัญชีไม่ตรงปีปฏิทิน บริษัทที่มีรอบบัญชี เม.ย. ถึง มี.ค. จะมียอดรวม 12 เดือนของแบบยื่น VAT ไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ ภ.ง.ด.50 ครอบคลุม สินค้า VAT 0% (ส่งออก) ยอดส่งออกปรากฏในแบบยื่น VAT ช่อง VAT 0% แต่คิดอัตราแลกเปลี่ยนคนละวันกับที่บันทึกรายได้ในงบการเงิน วิธีกระทบยอดให้ตรงก่อนยื่นภาษี เมื่อเตรียมยื่น ภ.ง.ด.50 ควรทำกระดาษทำการกระทบยอดไว้เป็นหลักฐาน ถ้าใช้ PEAK จัดทำบัญชี ระบบจะช่วยออกรายงานภาษีซื้อ-ขายที่ตรงกับงบการเงินอัตโนมัติ ช่วยลดโอกาสที่ยอดจะคลาดเคลื่อน ยื่น ภ.พ.30 ล่าช้า มีบทลงโทษอะไรบ้าง การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลย มีโทษตามประมวลรัษฎากร 3 ส่วน เบี้ยปรับ คิดจากจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง กรณี อัตราเบี้ยปรับ ยื่นแบบภายใน 7 วันหลังครบกำหนด เบี้ยปรับ 2% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 7 วัน แต่ไม่เกิน 15 วัน เบี้ยปรับ 5% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 15 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน เบี้ยปรับ 10% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน เบี้ยปรับ 15% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 60 วันขึ้นไป หรือไม่ยื่น เบี้ยปรับ 20% ของภาษี เงินเพิ่ม คิด 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องนำส่ง นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดจนถึงวันที่ชำระ ตามมาตรา 89/1 ประมวลรัษฎากร ค่าปรับอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ต่อแบบที่ไม่ยื่น ตัวอย่างคำนวณ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ต้องนำส่ง VAT 10,000 บาท แต่ยื่นช้าไป 45 วัน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง 10,000 บาท เบี้ยปรับ (ช้า 45 วัน = 15%) 10,000 × 15% 1,500 บาท เงินเพิ่ม (ช้า 2 เดือน) 10,000 × 1.5% × 2 300 บาท ค่าปรับอาญา สูงสุด 2,000 บาท รวมต้องจ่าย 10,000 + 1,500 + 300 + ค่าปรับ 11,800+ บาท จากตัวอย่างจะเห็นว่ายื่นช้าแค่ 45 วัน ต้องจ่ายเพิ่มอย่างน้อย 1,800 บาท ไม่รวมค่าปรับอาญา ยิ่งช้ามากเบี้ยปรับยิ่งสูง ดังนั้นตั้งเตือนปฏิทินไว้ล่วงหน้าคือทางที่ดีที่สุด สรุป: ภ.พ.30 ยื่นให้ครบ ยื่นให้ตรงเวลา สิ่งที่ผู้ประกอบการจด VAT ต้องจำ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ไปจนถึงสร้างแบบแสดงรายการ VAT พร้อมยื่นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 กำหนดยื่น ภ.พ.30 ตรงวันหยุด เลื่อนได้ไหม ได้ ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไปโดยอัตโนมัติ ทั้งการยื่นกระดาษและยื่นออนไลน์ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.พ.36 ใช้ในกรณีที่กิจการในไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศซึ่งไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย เช่น ค่าโฆษณา Facebook หรือค่า Google Ads ต้องนำส่ง VAT 7% แทนผู้ให้บริการต่างชาติ (อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ส่วนแบบยื่น VAT ปกติใช้สำหรับการซื้อขายภายในประเทศ ยื่น ภ.พ.30 ผิด แก้ไขได้ไหม ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติม ผ่าน e-Filing หรือที่สำนักงานสรรพากร ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องใหม่ ถ้าแก้แล้วมีภาษีต้องจ่ายเพิ่ม จะมีเงินเพิ่มคิด 1.5% ต่อเดือนของส่วนต่างที่จ่ายเพิ่ม แนะนำให้ตรวจสอบรายงานภาษีซื้อและภาษีขายให้ตรงกับใบกำกับภาษีก่อนยื่น จะได้ไม่ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมทีหลัง เก็บเอกสาร ภ.พ.30 แบบไหนดี กระดาษหรือดิจิทัล กฎหมายกำหนดให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ยื่นแบบ จะเก็บกระดาษอย่างเดียวก็ได้ แต่แนะนำให้สแกนเก็บไฟล์ดิจิทัลคู่กันเสมอ เพราะเอกสารกระดาษอาจเสื่อมสภาพหรือสูญหายได้ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รายงานภาษีจะถูกเก็บในระบบอัตโนมัติ ดึงมาได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 Sep 2026

PEAK Account

21 min

เงินปันผล หรือ เงินเดือนกรรมการ จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

กรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย มีเงินได้ 2 ทางเลือกจากบริษัท คือ “เงินเดือน” กับ “เงินปันผล” ภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งระบบต่างกันมาก บทความนี้คำนวณให้ดูจริง 3 กรณี เพื่อหาจุดที่ภาษีรวมต่ำที่สุด เงินปันผล vs เงินเดือนกรรมการ ต่างกันอย่างไร เงินปันผล คืออะไร เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายได้หลังจากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้วเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ ต้องมีกำไรสะสมจริงและกันเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดเงื่อนไขอยู่ในหัวข้อ “เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้” ด้านล่าง ส่วนขั้นตอนบันทึกบัญชีอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความขั้นตอนจ่ายเงินปันผลของ PEAK เงินเดือนกรรมการ คืออะไร เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนรายเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะพนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) จุดที่ต้องระวังคือ “เงินเดือนกรรมการ” กับ “ค่าตอบแทนกรรมการ” ไม่เหมือนกัน ภาษีเงินปันผล ต้องเสียเท่าไร หักอย่างไร เงินปันผลถูกเก็บภาษี 2 ชั้น ชั้นแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรของบริษัท ชั้นที่สองคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ถือหุ้น ภาษีนิติบุคคล (ฝั่งบริษัท) บริษัทต้องเสีย CIT จากกำไรสุทธิก่อน จึงจะนำกำไรหลังภาษีมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษีนิติบุคคล กำไรสุทธิ 0 – 300,000 ยกเว้น (เฉพาะ SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท + รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) กำไรสุทธิ 300,001 ขึ้นไป 15% (SME ที่เข้าเกณฑ์) กำไรสุทธิ 3,000,001 ขึ้นไป 20% ทั่วไป (ไม่ใช่ SME) 20% ทั้งจำนวน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตราภาษีปี 2568-2569) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ฝั่งผู้ถือหุ้น) เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นเลือกได้ 2 ทาง เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีส่วนบุคคล เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน (ตามมาตรา 47 ทวิ ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไร 100 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เหลือจ่ายปันผล 80 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท เครดิตภาษี 80 × 20/80 20 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่น 80 + 20 100 บาท ถ้าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 20% จะขอคืนภาษีส่วนต่างได้ แต่ถ้าสูงกว่า 20% ต้องจ่ายเพิ่ม สรุปง่ายคือ ฐานภาษีต่ำควรนำไปรวมยื่น ฐานภาษีสูงควรหัก 10% แล้วจบ ภาษีเงินเดือนกรรมการ คำนวณอย่างไร เงินเดือนกรรมการถูกหักภาษีเหมือนพนักงานทั่วไป แต่มีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องพิจารณา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุด 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 1,265,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% ประกันสังคม: กรรมการต้องจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “นายจ้าง” ตามแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม กรรมการที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและถือหุ้นหลัก ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบการทำงาน ไม่มีหัวหน้า ถือเป็น “นายจ้าง” ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม กรณีในบทความนี้ (กรรมการถือหุ้น 100% ทำงานในฐานะเจ้าของ) ถือเป็นนายจ้าง จึงไม่มีต้นทุนประกันสังคมในการคำนวณ แต่ถ้ากรรมการทำงานประจำภายใต้สัญญาจ้าง มีหัวหน้าสั่งงาน ปฏิบัติตามระเบียบ ก็ถือเป็นลูกจ้างที่ต้องจ่ายประกันสังคม 5% ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้ เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการ บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ CIT ได้เต็มจำนวน ต่างจากเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรหลังหักภาษี นี่คือข้อได้เปรียบหลักของเงินเดือน ยิ่งจ่ายเงินเดือนมาก กำไรสุทธิของบริษัทยิ่งลดลง CIT ก็ลดตาม เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนกรรมการ ให้สรรพากรยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมรับเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ถ้าพบว่าจ่ายสูงเกินสมควร ส่งผลให้บริษัทต้องเสีย CIT เพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME) เงื่อนไขที่ต้องระวัง เปรียบเทียบ: เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล ต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปความแตกต่างครบทุกมิติ ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ มิติ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล ประเภทเงินได้ เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เงินได้ประเภทที่ 4(ข) (เงินปันผล) ภาษีฝั่งบริษัท หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดกำไรสุทธิ ลด CIT หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี ภาษีฝั่งบุคคล อัตราก้าวหน้า 0-35% หัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมยื่น ประกันสังคม ไม่ต้องจ่าย (ถ้ากรรมการเป็นนายจ้าง/ผู้ถือหุ้นหลัก) ไม่ต้องจ่าย เงื่อนไขการจ่าย จ่ายได้ทุกเดือน ไม่ต้องมีกำไร ต้องมีกำไรสะสม + กันสำรอง 5% ความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มลดได้ ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น สิทธิ์ลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ใช้เครดิตภาษีได้ ตัวอย่างคำนวณภาษี: กรณีกำไร 1 ล้านบาท สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กรรมการ 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น 100% ไม่มีรายได้อื่น Case 1: จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการทั้งหมด จ่ายเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท/ปี (เดือนละ 83,333 บาท) ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 1,000,000 0 บาท ภาษีนิติบุคคล 0 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,000,000 – 100,000 – 60,000 840,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 10% 20,000 บาท ภาษี 500,001 – 750,000 250,000 × 15% 37,500 บาท ภาษี 750,001 – 840,000 90,000 × 20% 18,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 1 = 0 + 83,000 = 83,000 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 1,000,000 – 83,000 = 917,000 บาท Case 2: จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ไม่จ่ายเงินเดือน บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1 ล้านบาท แล้วจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 1,000,000 700,000 × 15% 105,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 105,000 บาท ขั้นที่ 2 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 1,000,000 – 105,000 895,000 บาท กันสำรองตามกฎหมาย 5% 895,000 × 5% 44,750 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 895,000 – 44,750 850,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 850,250 × 10% 85,025 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 2 = 105,000 + 85,025 = 190,025 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 850,250 – 85,025 = 765,225 บาท Case 3: จ่ายแบบผสม (จุด Sweet Spot ที่ประหยัดภาษีรวมได้มากที่สุด) จ่ายเงินเดือน 500,000 บาท/ปี (เดือนละ 41,667 บาท) ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 500,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 500,000 500,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 15% 30,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 30,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินเดือนกรรมการ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 500,000 – 100,000 – 60,000 340,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 340,000 40,000 × 10% 4,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 11,500 บาท ขั้นที่ 3 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 500,000 – 30,000 470,000 บาท กันสำรอง 5% 470,000 × 5% 23,500 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 470,000 – 23,500 446,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 446,500 × 10% 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 3 = 30,000 + 11,500 + 44,650 = 86,150 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = (500,000 – 11,500) + (446,500 – 44,650) = 890,350 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ 3 กรณี Case 1: เงินเดือนล้วน Case 2: ปันผลล้วน Case 3: ผสม ภาษีนิติบุคคล 0 บาท 105,000 บาท 30,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท 0 บาท 11,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 0 บาท 85,025 บาท 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ 83,000 190,025 86,150 เงินค้างบริษัท (สำรอง) 0 บาท 44,750 บาท 23,500 บาท เงินสุทธิกรรมการได้รับ 917,000 765,225 890,350 จ่ายแบบผสม (Case 3) ภาษีรวมต่ำที่สุด เพราะใช้ข้อดีของทั้งสองทางพร้อมกัน คือเงินเดือนช่วยลดกำไรของบริษัท (ลด CIT) ขณะที่เงินปันผลเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นกรณีสมมุติเพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ลดหย่อนอื่น ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ วิธีวางแผนจ่ายเงินเดือน + ปันผล ให้ประหยัดภาษีสูงสุด สูตรหาจุดคุ้มทุน: เงินเดือนเท่าไร ส่วนเหลือจ่ายปันผล หลักคิดง่ายคือ กรรมการควรจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง “เท่าที่อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) ยังต่ำกว่าอัตราภาษีรวมของเงินปันผล” สำหรับ SME ที่เสีย CIT 15% บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ภาษีรวมของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 23.5% ดังนั้นจ่ายเงินเดือนได้จนกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะถึงขั้น 20-25% จึงค่อยเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นปันผล แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้ ก่อนจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องเตรียมเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อประกาศจ่ายเงินปันผล 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 100,000 บาท เงินปันผลค้างจ่าย 90,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 10,000 บาท ข้อควรระวังและผลกระทบทางกฎหมาย ถ้าสรรพากรเห็นว่าเงินเดือนกรรมการสูงเกินสมควร บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ดูเงื่อนไขที่ต้องระวังในหัวข้อด้านบน) การจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่มีจริงถือว่าผิดกฎหมาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบส่วนตัว สำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาเรื่อง Transfer Pricing ด้วย เพราะการตั้งเงินเดือนกรรมการระหว่างบริษัทในเครือต้องเป็นราคาตลาด สรุป: วางแผนจ่ายผสม ภาษีรวมต่ำสุด จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยจัดการทั้งระบบเงินเดือน (Payroll) และบันทึกบัญชีเงินปันผล ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ดูรายงานกำไรสะสมได้ทันทีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินปันผลและเงินเดือนกรรมการ เงินปันผลเสียภาษีไหม และต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90/91 ตอนปลายปีหรือไม่ เงินปันผลเสียภาษีแน่นอน โดยถูกหัก 10% ตอนรับเงิน ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะหักแล้วจบ หรือนำไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปี ถ้านำไปรวมยื่น สามารถใช้เครดิตภาษีหักออกได้ กรณีฐานภาษีต่ำกว่า 10% จะได้คืนภาษีด้วย เงินปันผลหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เงินปันผลที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องหักภาษี 10% ของจำนวนที่จ่าย บริษัทผู้จ่ายนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผล จ่ายแบบไหนดีกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกรณี ขึ้นกับขนาดกำไร จำนวนผู้ถือหุ้น และสิทธิ์ลดหย่อนที่มี จากตัวอย่างในบทความ การจ่ายแบบผสมมักให้ภาษีรวมต่ำสุด เพราะใช้ประโยชน์ทางภาษีจากทั้งเงินเดือนและปันผลพร้อมกัน กรรมการจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานไว้ตายตัว แต่สรรพากรจะพิจารณาว่าเหมาะสมกับขนาดกิจการหรือไม่ เงินเดือนที่สูงเกินจริงอาจทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่ม แนวปฏิบัติคือดูเงินเดือนตำแหน่งเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเกณฑ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

4 Sep 2026

PEAK Account

14 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีและตีราคาที่ SME ต้องรู้

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการ “สินค้าคงเหลือ” ให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่หลายคนยังสับสนคือ ควรเลือกบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่? สินค้าคงเหลือคืออะไร? (Inventory) สินค้าคงเหลือ คือทรัพย์สินของกิจการที่ถือไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ หรืออยู่ระหว่างการผลิตเพื่อขาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย ตามหลักมาตรฐานบัญชี (TAS 2) ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดไว้ พูดง่ายๆ ก็คือ ของที่ซื้อมาขาย หรือของที่ผลิตเพื่อขาย ที่ยังเหลืออยู่ ณ วันที่ปิดงบ ทั้งหมดนับเป็น Inventory สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? ในงบแสดงฐานะการเงิน สินค้าคงเหลืออยู่หมวด “สินทรัพย์หมุนเวียน” เพราะคาดว่าจะขายได้ภายใน 1 รอบบัญชี โดยแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า (ตามโครงสร้างงบการเงินของมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs) ประเภทของสินค้าคงเหลือ Inventory แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ประเภท ตัวอย่าง ธุรกิจที่พบ วัตถุดิบ (Raw Materials) ผ้า ไม้ เหล็ก โรงงานผลิต งานระหว่างทำ (Work in Process) เสื้อที่ตัดเย็บแล้วยังไม่เสร็จ โรงงานผลิต สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าพร้อมขาย ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก นำเข้าส่งออก ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าออนไลน์ จะมีแค่ “สินค้าสำเร็จรูป” เพราะไม่ได้ผลิตเอง การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ 2 ระบบที่ต้องเลือก การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือมี 2 ระบบหลัก ได้แก่ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) และแบบสิ้นงวด (Periodic) กิจการต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่งแล้วใช้ต่อเนื่องตลอดรอบบัญชี ก่อนลงรายละเอียดแต่ละระบบ ดูตารางเปรียบเทียบภาพรวมก่อน เกณฑ์ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) อัปเดตยอดสินค้า ทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (real-time) ตอนสิ้นงวดเท่านั้น รู้ต้นทุนขายทันที ใช่ ไม่ ต้องรอตรวจนับ ความซับซ้อน สูงกว่า (บันทึกทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกตอนสิ้นงวด) เหมาะกับ สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย ใช้โปรแกรมบัญชี เหมาะมาก ใช้ได้ แต่ไม่จำเป็น ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) ระบบนี้บันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายอุปกรณ์ไอที ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 บันทึกตอนขายสินค้า (ขาย 10 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 ต้นทุนขาย 2,000 สินค้าคงเหลือ 2,000 สังเกตว่าทุกครั้งที่ขาย ต้องบันทึก 2 คู่ ทั้งรายได้และต้นทุน ทำให้รู้กำไรขั้นต้นทันทีหลังขาย ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) ระบบนี้ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขาย แต่จะรอจนสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) แล้วค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นคำนวณต้นทุนขายย้อนกลับ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ซื้อสินค้า 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 สังเกตว่าเดบิตไปที่ “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกไม่เปลี่ยนจนกว่าจะถึงสิ้นงวด บันทึกตอนขาย บันทึกแค่รายได้ ไม่บันทึกต้นทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 บันทึกสิ้นงวด ตรวจนับพบเมาส์เหลือ 90 ตัว (ต้นทุน 18,000 บาท) ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด = 0 บาท + 20,000 บาท – 18,000 บาท = 2,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ (ปลายงวด) 18,000 ต้นทุนขาย 2,000 ซื้อสินค้า 20,000 เปรียบเทียบ Perpetual vs Periodic เลือกแบบไหนดี? ไม่มีระบบไหนดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ลองเช็คตามเกณฑ์นี้ ถ้าธุรกิจคุณเป็นแบบนี้ แนะนำใช้ มีสินค้า SKU เยอะ มูลค่าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง Perpetual ต้องรู้ยอดสต๊อก real-time ขายออนไลน์หลายช่องทาง (Shopee, Lazada, หน้าเว็บ) Perpetual ป้องกันขายเกินสต๊อก สินค้าไม่กี่รายการ มูลค่าต่ำ เช่น ร้านขายของชำ Periodic ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว (เช่น PEAK) Perpetual โปรแกรมบันทึกให้อัตโนมัติ ยังทำบัญชีด้วย Excel หรือกระดาษ Periodic จัดการง่ายกว่า สำหรับ SME ที่กำลังเติบโตและมีสินค้าหลายรายการ ระบบ Perpetual เหมาะกว่าในระยะยาว เพราะช่วยให้เห็นต้นทุนจริงทันทีและวางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ การปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือปลายงวด ไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ทุกกิจการต้องตรวจนับสินค้าจริง ณ วันสิ้นงวด แล้วปรับปรุงยอดในบัญชีให้ตรงกับของจริง ถ้าพบว่าสินค้าชำรุด สูญหาย หรือล้าสมัย ต้องตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น PEAK มีคู่มือการตั้งค่าระบบบันทึกสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวดที่อธิบายขั้นตอนปรับปรุงปลายงวดอย่างละเอียด วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ หลังเลือกระบบบันทึกแล้ว ต้องเลือก “วิธีตีราคา” ว่าจะคำนวณต้นทุนสินค้าอย่างไร วิธีที่ใช้กันมากในไทยมี 2 วิธีหลัก FIFO (First-In, First-Out) FIFO หมายถึง “เข้าก่อน ออกก่อน” สินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สต๊อกปลายงวดจึงเป็นสินค้าล็อตล่าสุด ซึ่งสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดี วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าที่ราคาเปลี่ยนบ่อย Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คิดต้นทุนจากราคาเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกครั้งที่ซื้อล็อตใหม่เข้ามาจะคำนวณราคาเฉลี่ยใหม่ ขั้นตอน วิธีคำนวณ ตัวอย่าง 1. รวมมูลค่าสต๊อกทั้งหมด มูลค่าเดิม + มูลค่าที่ซื้อใหม่ 10,000 บาท + 12,000 บาท = 22,000 บาท 2. รวมจำนวนหน่วยทั้งหมด จำนวนเดิม + จำนวนที่ซื้อใหม่ 50 ชิ้น + 60 ชิ้น = 110 ชิ้น 3. หาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย มูลค่ารวม ÷ จำนวนรวม 22,000 ÷ 110 = 200 บาท/ชิ้น วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก และช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณ รายงานสินค้าคงเหลือที่ธุรกิจต้องทำ ธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าต้องจัดทำรายงานเพื่อใช้ตรวจสอบภายในและยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐ (ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) รายงานหลักที่ต้องทำ ได้แก่ กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบรายงานสินค้าคงเหลือระหว่างตรวจสอบภาษี ดังนั้นควรจัดทำให้เป็นปัจจุบันเสมอ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ที่ PEAK ทำงานร่วมกับ SME หลากหลายธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมี 4 เรื่องหลัก สรุป สินค้าคงเหลือเป็นตัวเลขสำคัญที่กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษี SME ที่เริ่มต้นแนะนำใช้ระบบ Perpetual เพราะเห็นยอดสต๊อก real-time ส่วนวิธีตีราคาเลือก FIFO หรือ Weighted Average ตามประเภทสินค้า จัดการสินค้าคงเหลือให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยบันทึกรับเข้า-จ่ายออกอัตโนมัติทุกครั้งที่สร้างใบซื้อ-ใบขาย ดูยอดสต๊อกได้ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน ออกรายงานสินค้าคงเหลือพร้อมยื่นได้เลย ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ ใช้ระบบ Perpetual อยู่ เปลี่ยนเป็น Periodic ได้ไหม? เปลี่ยนได้ แต่ควรเปลี่ยนตอนต้นรอบบัญชีใหม่ ไม่ใช่กลางปี เพราะต้องปรับปรุงยอดต้นงวดให้ตรง และต้องเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย (ตามข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชี TAS 8) สินค้าคงเหลือมีผลต่อภาษีอย่างไร? สินค้าคงเหลือกระทบต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ถ้ายอดสต๊อกสูงเกินจริง ต้นทุนขายจะต่ำไป ส่งผลให้กำไรสุทธิสูงและเสียภาษีมากขึ้น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องทำรายงานสินค้าคงเหลือไหม? ไม่ต้อง ถ้าเป็นงานบริการล้วนๆ ไม่มีสินค้าถือขาย ก็ไม่มีรายการสต๊อกในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลือง (เช่น อะไหล่ น้ำยา) ที่มูลค่ามากพอ ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร? เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี Inventory Turnover = ต้นทุนขาย (บาท) ÷ สต๊อกเฉลี่ย (บาท) ตัวอย่าง: ต้นทุนขายทั้งปี 1,200,000 บาท ÷ สต๊อกเฉลี่ย 200,000 บาท = 6 รอบ/ปี ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งดี แปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 Aug 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

4 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภ.พ.30 คืออะไร คู่มือยื่น VAT รายเดือนสำหรับผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเจอปัญหาเดียวกัน กรอกแบบไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าต้องยื่นเมื่อไร หรือเผลอยื่นช้าจนเจอเบี้ยปรับ ภ.พ.30 คืออะไร แบบ ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT Return Form ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรทุกเดือน เพื่อสรุปยอดภาษีขายและภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนนั้น พูดให้เข้าใจง่าย ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ คุณเก็บ VAT 7% จากลูกค้าเป็นภาษีขาย และเวลาซื้อของเข้าร้าน คุณก็จ่าย VAT 7% ให้ผู้ขายเป็นภาษีซื้อ แบบนี้คือเอกสารที่สรุปว่าเดือนนี้คุณเก็บภาษีขายได้เท่าไร จ่ายภาษีซื้อไปเท่าไร แล้วต้องนำส่งส่วนต่างให้สรรพากร หรือมีสิทธิ์ขอคืน ใครมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.30 ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทุกราย มีหน้าที่ยื่นแบบนี้เป็นประจำทุกรอบเดือนภาษี ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง หรือนิติบุคคลอย่างบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วน กิจการที่มียอดขายถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือออนไลน์ ส่วนกิจการที่ยอดขายยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดทะเบียนได้โดยสมัครใจ เพื่อเครดิตภาษีซื้อคืน กรณีไม่มีรายได้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น แม้เดือนนั้นไม่มีรายได้เลย เพราะเมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว หน้าที่ยื่นแบบจะมีตลอดจนกว่าจะขอถอนทะเบียน ถ้าเดือนไหนไม่มียอดขายและยอดซื้อ ให้ยื่นแบบเปล่ากรอกเป็น 0 จะได้ไม่โดนค่าปรับ หลายคนเข้าใจผิดว่า “ไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องยื่น” แต่ความจริงคือ สรรพากรมองว่าผู้ประกอบการจด VAT ต้องรายงานทุกรอบเดือนภาษี ไม่ว่ายอดจะเป็นศูนย์ก็ตาม ภ.พ.30 ต้องยื่นภายในเมื่อไร ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ยื่นกระดาษภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนยื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 7 มีผลถึง 31 มกราคม 2570 ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น ภาษีเดือน ม.ค. ยื่นภายใน 15 ก.พ. ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ได้เพิ่ม 8 วัน เมื่อยื่นและชำระผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป วิธียื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ผ่าน e-Filing การยื่นแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ช่วยประหยัดเวลาเดินทางและมีระบบช่วยคำนวณ ลดความผิดพลาดจากการกรอกมือ เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ขั้นตอนยื่นแบบออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นแบบครั้งแรก ต้องสมัครสมาชิก e-Filing ก่อน โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและข้อมูลกิจการยืนยันตัวตน หลังจากสมัครเสร็จจะได้รหัสผ่านสำหรับเข้าระบบ สามารถใช้ยื่นแบบภาษีได้ทุกประเภท ไม่ใช่แค่แบบยื่น VAT เท่านั้น วิธีกรอก ภ.พ.30 พร้อมตัวอย่าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ เดือน ม.ค. 2569 มียอดขาย 500,000 บาทก่อน VAT และซื้อสินค้าเข้าร้าน 300,000 บาทก่อน VAT คำนวณ VAT ที่ต้องนำส่ง รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 500,000 × 7% 35,000 บาท ภาษีซื้อ 300,000 × 7% 21,000 บาท VAT ที่ต้องนำส่ง 35,000 – 21,000 14,000 บาท บริษัท ก จำกัด ต้องนำส่ง VAT 14,000 บาทให้สรรพากร พร้อมยื่นแบบออนไลน์ภายในวันที่ 23 ก.พ. 2569 ตัวอย่างกรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ถ้าเดือนไหนซื้อสินค้าเข้ามากกว่าขายออก ภาษีซื้อจะมากกว่าภาษีขาย สมมุติเดือน ก.พ. 2569 บริษัท ก มียอดขาย 200,000 บาท แต่สั่งสินค้าเข้า 400,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 200,000 × 7% 14,000 บาท ภาษีซื้อ 400,000 × 7% 28,000 บาท ภาษีซื้อเกิน 28,000 – 14,000 14,000 บาท กรณีนี้ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบตามปกติ ส่วนภาษีซื้อที่เกิน 14,000 บาท สามารถนำไปเครดิตในเดือนถัดไปหรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.พ.20 อย่างไร รายการ ภ.พ.20 ภ.พ.30 ชื่อเต็ม แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ทำอะไร ยื่นครั้งเดียวตอนจดทะเบียน VAT ยื่นทุกเดือนเพื่อนำส่ง VAT ความถี่ ครั้งเดียว ทุกเดือน กรอกอะไร ข้อมูลกิจการ สถานประกอบการ ยอดภาษีขาย ภาษีซื้อ ส่วนต่าง ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.ง.ด.50 อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 เพราะชื่อคล้ายกัน บางคนเรียก “ภ.ง.ด.30” แต่ชื่อทางการของแบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีคือ ภ.ง.ด.50 รายการ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.50 ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ใครต้องยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ความถี่ ทุกเดือน ปีละ 1 ครั้ง (ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี) คำนวณจาก ภาษีขาย หักด้วย ภาษีซื้อ กำไรสุทธิ คูณ อัตราภาษี จำง่ายๆ ว่าแบบยื่น VAT เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากมูลค่าสินค้า ส่วน ภ.ง.ด.50 เกี่ยวกับภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT ต้องยื่นทั้งสองแบบ แบบยื่น VAT ยื่นรายเดือน ส่วน ภ.ง.ด.50 ยื่นปีละครั้ง ทำไมยอดขาย ภ.พ.30 ไม่ตรงกับรายได้ ภ.ง.ด.50 เมื่อรวมยอดขายจาก ภ.พ.30 ทั้ง 12 เดือน แล้วเทียบกับรายได้ที่แสดงในแบบ ภ.ง.ด.50 ตัวเลขมักไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติที่เกิดจากความแตกต่างของฐานภาษี ไม่ได้แปลว่ามีข้อผิดพลาด แต่ต้องอธิบายสาเหตุได้เมื่อสรรพากรสอบถาม สาเหตุหลักที่ยอดไม่ตรง สาเหตุ คำอธิบาย ตัวอย่าง รายได้ที่ไม่ต้องเสีย VAT กิจการอาจมีรายได้บางประเภทที่ยกเว้น VAT เช่น ดอกเบี้ย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องนำมารวมในภาษีเงินได้ ดอกเบี้ยเงินฝาก 50,000 บาท/ปี อยู่ใน ภ.ง.ด.50 แต่ไม่อยู่ในแบบยื่น VAT จุดรับรู้รายได้ต่างกัน แบบยื่น VAT รับรู้ตามจุดที่ออกใบกำกับภาษี ส่วน ภ.ง.ด.50 รับรู้ตามเกณฑ์สิทธิ์ทางบัญชี (ตามมาตรา 65 ประมวลรัษฎากร) ออกใบกำกับภาษีเดือน ธ.ค. แต่ส่งมอบงานเดือน ม.ค. ปีถัดไป ส่วนลดและใบลดหนี้ ใบลดหนี้ลดยอดในแบบยื่น VAT ในเดือนที่ออก แต่อาจปรับปรุงต่างช่วงในงบการเงิน ออกใบลดหนี้เดือน มี.ค. แต่ปรับงบปีทีเดียวตอนปิดบัญชี รอบบัญชีไม่ตรงปีปฏิทิน บริษัทที่มีรอบบัญชี เม.ย. ถึง มี.ค. จะมียอดรวม 12 เดือนของแบบยื่น VAT ไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ ภ.ง.ด.50 ครอบคลุม สินค้า VAT 0% (ส่งออก) ยอดส่งออกปรากฏในแบบยื่น VAT ช่อง VAT 0% แต่คิดอัตราแลกเปลี่ยนคนละวันกับที่บันทึกรายได้ในงบการเงิน วิธีกระทบยอดให้ตรงก่อนยื่นภาษี เมื่อเตรียมยื่น ภ.ง.ด.50 ควรทำกระดาษทำการกระทบยอดไว้เป็นหลักฐาน ถ้าใช้ PEAK จัดทำบัญชี ระบบจะช่วยออกรายงานภาษีซื้อ-ขายที่ตรงกับงบการเงินอัตโนมัติ ช่วยลดโอกาสที่ยอดจะคลาดเคลื่อน ยื่น ภ.พ.30 ล่าช้า มีบทลงโทษอะไรบ้าง การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลย มีโทษตามประมวลรัษฎากร 3 ส่วน เบี้ยปรับ คิดจากจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง กรณี อัตราเบี้ยปรับ ยื่นแบบภายใน 7 วันหลังครบกำหนด เบี้ยปรับ 2% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 7 วัน แต่ไม่เกิน 15 วัน เบี้ยปรับ 5% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 15 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน เบี้ยปรับ 10% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน เบี้ยปรับ 15% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 60 วันขึ้นไป หรือไม่ยื่น เบี้ยปรับ 20% ของภาษี เงินเพิ่ม คิด 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องนำส่ง นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดจนถึงวันที่ชำระ ตามมาตรา 89/1 ประมวลรัษฎากร ค่าปรับอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ต่อแบบที่ไม่ยื่น ตัวอย่างคำนวณ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ต้องนำส่ง VAT 10,000 บาท แต่ยื่นช้าไป 45 วัน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง 10,000 บาท เบี้ยปรับ (ช้า 45 วัน = 15%) 10,000 × 15% 1,500 บาท เงินเพิ่ม (ช้า 2 เดือน) 10,000 × 1.5% × 2 300 บาท ค่าปรับอาญา สูงสุด 2,000 บาท รวมต้องจ่าย 10,000 + 1,500 + 300 + ค่าปรับ 11,800+ บาท จากตัวอย่างจะเห็นว่ายื่นช้าแค่ 45 วัน ต้องจ่ายเพิ่มอย่างน้อย 1,800 บาท ไม่รวมค่าปรับอาญา ยิ่งช้ามากเบี้ยปรับยิ่งสูง ดังนั้นตั้งเตือนปฏิทินไว้ล่วงหน้าคือทางที่ดีที่สุด สรุป: ภ.พ.30 ยื่นให้ครบ ยื่นให้ตรงเวลา สิ่งที่ผู้ประกอบการจด VAT ต้องจำ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ไปจนถึงสร้างแบบแสดงรายการ VAT พร้อมยื่นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 กำหนดยื่น ภ.พ.30 ตรงวันหยุด เลื่อนได้ไหม ได้ ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไปโดยอัตโนมัติ ทั้งการยื่นกระดาษและยื่นออนไลน์ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.พ.36 ใช้ในกรณีที่กิจการในไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศซึ่งไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย เช่น ค่าโฆษณา Facebook หรือค่า Google Ads ต้องนำส่ง VAT 7% แทนผู้ให้บริการต่างชาติ (อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ส่วนแบบยื่น VAT ปกติใช้สำหรับการซื้อขายภายในประเทศ ยื่น ภ.พ.30 ผิด แก้ไขได้ไหม ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติม ผ่าน e-Filing หรือที่สำนักงานสรรพากร ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องใหม่ ถ้าแก้แล้วมีภาษีต้องจ่ายเพิ่ม จะมีเงินเพิ่มคิด 1.5% ต่อเดือนของส่วนต่างที่จ่ายเพิ่ม แนะนำให้ตรวจสอบรายงานภาษีซื้อและภาษีขายให้ตรงกับใบกำกับภาษีก่อนยื่น จะได้ไม่ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมทีหลัง เก็บเอกสาร ภ.พ.30 แบบไหนดี กระดาษหรือดิจิทัล กฎหมายกำหนดให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ยื่นแบบ จะเก็บกระดาษอย่างเดียวก็ได้ แต่แนะนำให้สแกนเก็บไฟล์ดิจิทัลคู่กันเสมอ เพราะเอกสารกระดาษอาจเสื่อมสภาพหรือสูญหายได้ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รายงานภาษีจะถูกเก็บในระบบอัตโนมัติ ดึงมาได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

4 Sep 2026

PEAK Account

21 min

เงินปันผล หรือ เงินเดือนกรรมการ จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

กรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย มีเงินได้ 2 ทางเลือกจากบริษัท คือ “เงินเดือน” กับ “เงินปันผล” ภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งระบบต่างกันมาก บทความนี้คำนวณให้ดูจริง 3 กรณี เพื่อหาจุดที่ภาษีรวมต่ำที่สุด เงินปันผล vs เงินเดือนกรรมการ ต่างกันอย่างไร เงินปันผล คืออะไร เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายได้หลังจากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้วเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ ต้องมีกำไรสะสมจริงและกันเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดเงื่อนไขอยู่ในหัวข้อ “เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้” ด้านล่าง ส่วนขั้นตอนบันทึกบัญชีอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความขั้นตอนจ่ายเงินปันผลของ PEAK เงินเดือนกรรมการ คืออะไร เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนรายเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะพนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) จุดที่ต้องระวังคือ “เงินเดือนกรรมการ” กับ “ค่าตอบแทนกรรมการ” ไม่เหมือนกัน ภาษีเงินปันผล ต้องเสียเท่าไร หักอย่างไร เงินปันผลถูกเก็บภาษี 2 ชั้น ชั้นแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรของบริษัท ชั้นที่สองคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ถือหุ้น ภาษีนิติบุคคล (ฝั่งบริษัท) บริษัทต้องเสีย CIT จากกำไรสุทธิก่อน จึงจะนำกำไรหลังภาษีมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษีนิติบุคคล กำไรสุทธิ 0 – 300,000 ยกเว้น (เฉพาะ SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท + รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) กำไรสุทธิ 300,001 ขึ้นไป 15% (SME ที่เข้าเกณฑ์) กำไรสุทธิ 3,000,001 ขึ้นไป 20% ทั่วไป (ไม่ใช่ SME) 20% ทั้งจำนวน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตราภาษีปี 2568-2569) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ฝั่งผู้ถือหุ้น) เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นเลือกได้ 2 ทาง เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีส่วนบุคคล เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน (ตามมาตรา 47 ทวิ ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไร 100 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เหลือจ่ายปันผล 80 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท เครดิตภาษี 80 × 20/80 20 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่น 80 + 20 100 บาท ถ้าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 20% จะขอคืนภาษีส่วนต่างได้ แต่ถ้าสูงกว่า 20% ต้องจ่ายเพิ่ม สรุปง่ายคือ ฐานภาษีต่ำควรนำไปรวมยื่น ฐานภาษีสูงควรหัก 10% แล้วจบ ภาษีเงินเดือนกรรมการ คำนวณอย่างไร เงินเดือนกรรมการถูกหักภาษีเหมือนพนักงานทั่วไป แต่มีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องพิจารณา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุด 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 1,265,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% ประกันสังคม: กรรมการต้องจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “นายจ้าง” ตามแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม กรรมการที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและถือหุ้นหลัก ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบการทำงาน ไม่มีหัวหน้า ถือเป็น “นายจ้าง” ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม กรณีในบทความนี้ (กรรมการถือหุ้น 100% ทำงานในฐานะเจ้าของ) ถือเป็นนายจ้าง จึงไม่มีต้นทุนประกันสังคมในการคำนวณ แต่ถ้ากรรมการทำงานประจำภายใต้สัญญาจ้าง มีหัวหน้าสั่งงาน ปฏิบัติตามระเบียบ ก็ถือเป็นลูกจ้างที่ต้องจ่ายประกันสังคม 5% ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้ เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการ บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ CIT ได้เต็มจำนวน ต่างจากเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรหลังหักภาษี นี่คือข้อได้เปรียบหลักของเงินเดือน ยิ่งจ่ายเงินเดือนมาก กำไรสุทธิของบริษัทยิ่งลดลง CIT ก็ลดตาม เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนกรรมการ ให้สรรพากรยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมรับเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ถ้าพบว่าจ่ายสูงเกินสมควร ส่งผลให้บริษัทต้องเสีย CIT เพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME) เงื่อนไขที่ต้องระวัง เปรียบเทียบ: เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล ต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปความแตกต่างครบทุกมิติ ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ มิติ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล ประเภทเงินได้ เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เงินได้ประเภทที่ 4(ข) (เงินปันผล) ภาษีฝั่งบริษัท หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดกำไรสุทธิ ลด CIT หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี ภาษีฝั่งบุคคล อัตราก้าวหน้า 0-35% หัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมยื่น ประกันสังคม ไม่ต้องจ่าย (ถ้ากรรมการเป็นนายจ้าง/ผู้ถือหุ้นหลัก) ไม่ต้องจ่าย เงื่อนไขการจ่าย จ่ายได้ทุกเดือน ไม่ต้องมีกำไร ต้องมีกำไรสะสม + กันสำรอง 5% ความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มลดได้ ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น สิทธิ์ลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ใช้เครดิตภาษีได้ ตัวอย่างคำนวณภาษี: กรณีกำไร 1 ล้านบาท สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กรรมการ 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น 100% ไม่มีรายได้อื่น Case 1: จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการทั้งหมด จ่ายเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท/ปี (เดือนละ 83,333 บาท) ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 1,000,000 0 บาท ภาษีนิติบุคคล 0 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,000,000 – 100,000 – 60,000 840,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 10% 20,000 บาท ภาษี 500,001 – 750,000 250,000 × 15% 37,500 บาท ภาษี 750,001 – 840,000 90,000 × 20% 18,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 1 = 0 + 83,000 = 83,000 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 1,000,000 – 83,000 = 917,000 บาท Case 2: จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ไม่จ่ายเงินเดือน บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1 ล้านบาท แล้วจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 1,000,000 700,000 × 15% 105,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 105,000 บาท ขั้นที่ 2 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 1,000,000 – 105,000 895,000 บาท กันสำรองตามกฎหมาย 5% 895,000 × 5% 44,750 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 895,000 – 44,750 850,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 850,250 × 10% 85,025 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 2 = 105,000 + 85,025 = 190,025 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 850,250 – 85,025 = 765,225 บาท Case 3: จ่ายแบบผสม (จุด Sweet Spot ที่ประหยัดภาษีรวมได้มากที่สุด) จ่ายเงินเดือน 500,000 บาท/ปี (เดือนละ 41,667 บาท) ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 500,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 500,000 500,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 15% 30,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 30,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินเดือนกรรมการ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 500,000 – 100,000 – 60,000 340,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 340,000 40,000 × 10% 4,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 11,500 บาท ขั้นที่ 3 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 500,000 – 30,000 470,000 บาท กันสำรอง 5% 470,000 × 5% 23,500 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 470,000 – 23,500 446,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 446,500 × 10% 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 3 = 30,000 + 11,500 + 44,650 = 86,150 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = (500,000 – 11,500) + (446,500 – 44,650) = 890,350 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ 3 กรณี Case 1: เงินเดือนล้วน Case 2: ปันผลล้วน Case 3: ผสม ภาษีนิติบุคคล 0 บาท 105,000 บาท 30,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท 0 บาท 11,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 0 บาท 85,025 บาท 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ 83,000 190,025 86,150 เงินค้างบริษัท (สำรอง) 0 บาท 44,750 บาท 23,500 บาท เงินสุทธิกรรมการได้รับ 917,000 765,225 890,350 จ่ายแบบผสม (Case 3) ภาษีรวมต่ำที่สุด เพราะใช้ข้อดีของทั้งสองทางพร้อมกัน คือเงินเดือนช่วยลดกำไรของบริษัท (ลด CIT) ขณะที่เงินปันผลเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นกรณีสมมุติเพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ลดหย่อนอื่น ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ วิธีวางแผนจ่ายเงินเดือน + ปันผล ให้ประหยัดภาษีสูงสุด สูตรหาจุดคุ้มทุน: เงินเดือนเท่าไร ส่วนเหลือจ่ายปันผล หลักคิดง่ายคือ กรรมการควรจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง “เท่าที่อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) ยังต่ำกว่าอัตราภาษีรวมของเงินปันผล” สำหรับ SME ที่เสีย CIT 15% บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ภาษีรวมของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 23.5% ดังนั้นจ่ายเงินเดือนได้จนกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะถึงขั้น 20-25% จึงค่อยเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นปันผล แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้ ก่อนจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องเตรียมเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อประกาศจ่ายเงินปันผล 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 100,000 บาท เงินปันผลค้างจ่าย 90,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 10,000 บาท ข้อควรระวังและผลกระทบทางกฎหมาย ถ้าสรรพากรเห็นว่าเงินเดือนกรรมการสูงเกินสมควร บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ดูเงื่อนไขที่ต้องระวังในหัวข้อด้านบน) การจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่มีจริงถือว่าผิดกฎหมาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบส่วนตัว สำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาเรื่อง Transfer Pricing ด้วย เพราะการตั้งเงินเดือนกรรมการระหว่างบริษัทในเครือต้องเป็นราคาตลาด สรุป: วางแผนจ่ายผสม ภาษีรวมต่ำสุด จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยจัดการทั้งระบบเงินเดือน (Payroll) และบันทึกบัญชีเงินปันผล ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ดูรายงานกำไรสะสมได้ทันทีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินปันผลและเงินเดือนกรรมการ เงินปันผลเสียภาษีไหม และต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90/91 ตอนปลายปีหรือไม่ เงินปันผลเสียภาษีแน่นอน โดยถูกหัก 10% ตอนรับเงิน ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะหักแล้วจบ หรือนำไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปี ถ้านำไปรวมยื่น สามารถใช้เครดิตภาษีหักออกได้ กรณีฐานภาษีต่ำกว่า 10% จะได้คืนภาษีด้วย เงินปันผลหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เงินปันผลที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องหักภาษี 10% ของจำนวนที่จ่าย บริษัทผู้จ่ายนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผล จ่ายแบบไหนดีกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกรณี ขึ้นกับขนาดกำไร จำนวนผู้ถือหุ้น และสิทธิ์ลดหย่อนที่มี จากตัวอย่างในบทความ การจ่ายแบบผสมมักให้ภาษีรวมต่ำสุด เพราะใช้ประโยชน์ทางภาษีจากทั้งเงินเดือนและปันผลพร้อมกัน กรรมการจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานไว้ตายตัว แต่สรรพากรจะพิจารณาว่าเหมาะสมกับขนาดกิจการหรือไม่ เงินเดือนที่สูงเกินจริงอาจทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่ม แนวปฏิบัติคือดูเงินเดือนตำแหน่งเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเกณฑ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

2 Sep 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์ ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้า โอนทันทีที่จดทะเบียน สถานที่ทำ ทำที่ไหนก็ได้ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน หลักฐาน ทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ทำตาม ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการ อัตรา ผู้รับภาระ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง) ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ผู้ซื้อ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี) ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี) ผู้ขาย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง ผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

2 Sep 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม