Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

28 Sep 2026

PEAK Account

16 min

หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร ต้องมีข้อมูลอะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง

ไม่ว่าจะยื่นใบลาออกเพื่อสมัครงานใหม่ หรือการขอวีซ่าไปต่างประเทศ พนักงานมักจะขอให้ HR ออกหนังสือรับรองการทำงานให้อยู่เสมอ แต่ก็มีเจ้าของบริษัทหลายรายที่ไม่แน่ใจ ว่าในหนังสือนี้ ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ต้องใส่เงินเดือนไหม หรือถ้าพนักงานออกไปแบบไม่ดี จะเขียนเหตุผลลงไปได้หรือเปล่า การขอหนังสือรับรองการทำงาน เป็นสิทธิ์ของพนักงาน และต้องมีแต่ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ห้ามเขียนเหตุผลในการเลิกจ้าง ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักหนังสือรับรองการทำงานอย่างรอบด้าน พร้อมเช็กลิสต์สิ่งที่ใส่ได้/ไม่ได้ ในเอกสารชุดนี้ หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร หนังสือรับรองการทำงาน หรือที่เรียกกันว่าใบรับรองการทำงานหรือใบผ่านงาน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้ลูกจ้าง เพื่อยืนยันว่าลูกจ้างคนนั้นเคยทำงานกับบริษัทจริง ทำตำแหน่งอะไร และทำงานตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ผู้รับเอกสารใช้ตรวจสอบประวัติการทำงานได้โดยไม่ต้องโทรถามบริษัทเดิม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Certificate of Employment หรือ Employment Certificate ส่วนคำว่าใบผ่านงานคนมักใช้แทนกันกับหนังสือรับรองการทำงาน แต่บางบริษัทใช้หมายถึงหนังสือแจ้งผลผ่านทดลองงาน ถ้าไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการเอกสารแบบไหน ควรถามให้ชัดก่อนออก นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการทำงานให้ไหม ต้องออกให้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 กำหนดว่า เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร สิทธินี้เกิดทุกกรณีที่การจ้างสิ้นสุด ทั้งลาออก ครบสัญญา หรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่ควรปฏิเสธการออกเพียงเพราะลูกจ้างลาออกกะทันหันหรือจบกันไม่ดี หนังสือรับรองการทำงาน ต่างจากหนังสือรับรองเงินเดือนอย่างไร หนังสือรับรองการทำงานยืนยันประวัติการทำงาน ส่วนหนังสือรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ ทั้งสองอย่างออกโดยนายจ้างเหมือนกัน แต่ใช้ต่างจุดประสงค์ ผู้สมัครงานมักใช้หนังสือรับรองการทำงาน ส่วนธนาคารที่พิจารณาสินเชื่อมักขอหนังสือรับรองเงินเดือนหรือทั้งสองฉบับ ก่อนออกเอกสารจึงควรถามลูกจ้างก่อนว่าจะนำไปใช้ที่ไหน เอกสารยืนยันอะไรใช้บ่อยเมื่อหนังสือรับรองการทำงานตำแหน่ง ระยะเวลาทำงาน ลักษณะงานสมัครงานใหม่ ขอวีซ่า ยื่นประสบการณ์วิชาชีพหนังสือรับรองเงินเดือนรายได้ต่อเดือน สถานะพนักงานปัจจุบันขอสินเชื่อ บัตรเครดิต เช่าที่อยู่อาศัยหนังสือผ่านทดลองงานผลการประเมินช่วงทดลองงานบรรจุเป็นพนักงานประจำ คำว่าหนังสือรับรองการผ่านงานส่วนใหญ่หมายถึงหนังสือรับรองการทำงานแบบแรก รายละเอียดและตัวอย่างหนังสือรับรองรายได้ อ่านได้ที่หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร อย่าสับสนกับหนังสือรับรองบริษัท ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้เพื่อรับรองตัวบริษัท ไม่ได้รับรองพนักงาน หนังสือรับรองการทำงานใช้ทำอะไรได้บ้าง หนังสือรับรองการทำงานใช้ยืนยันประสบการณ์ในทุกเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการหลักฐานว่าเคยทำงานจริง ที่พบบ่อยคือสมัครงานใหม่ ขอวีซ่าทำงานหรือวีซ่าท่องเที่ยว ยื่นขอสอบหรือต่อใบอนุญาตวิชาชีพที่กำหนดประสบการณ์ขั้นต่ำ และประกอบการขอสินเชื่อร่วมกับเอกสารรายได้ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ตามกฎหมาย ข้อมูลขั้นต่ำมีแค่ 2 อย่าง คือระยะเวลาที่ทำงานและลักษณะงานที่ทำ ในทางปฏิบัติจะใส่ชื่อบริษัท ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง และผู้ลงนามเพิ่ม สิ่งที่นายจ้างต้องระวังคือห้ามใส่เหตุเลิกจ้างหรือข้อความที่ทำให้ลูกจ้างเสียหาย ศาลฎีกาเคยตัดสินเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ประเภทข้อมูลตัวอย่างต้องมีชื่อบริษัทและที่อยู่ ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง วันเริ่มงานและวันสิ้นสุด ลักษณะงาน ผู้ลงนามพร้อมตำแหน่ง วันที่ออกหนังสือใส่ได้ถ้าลูกจ้างขอเงินเดือน เลขบัตรประชาชน ตำแหน่งก่อนหน้าในบริษัทห้ามใส่เหตุผลที่เลิกจ้าง วิธีเลิกจ้าง ความผิดทางวินัย คำประเมินเชิงลบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2543 วินิจฉัยว่านายจ้างไม่มีสิทธิระบุว่าเลิกจ้างเมื่อใด ด้วยวิธีใด และด้วยสาเหตุใดลงในหนังสือรับรอง และลูกจ้างมีสิทธิขอให้ออกใหม่โดยระบุเฉพาะตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน (สรุปฎีกา 3502/2543) ขั้นตอนออกหนังสือรับรองการทำงานสำหรับ HR และเจ้าของกิจการ การออกหนังสือรับรองการทำงานที่ดีใช้เวลาไม่นาน ถ้าข้อมูลพนักงานเก็บไว้เป็นระบบ ขั้นตอนหลักคือรับคำขอเป็นหนังสือหรืออีเมล ตรวจข้อมูลจากทะเบียนลูกจ้าง ร่างตามแบบมาตรฐานของบริษัท ให้ผู้มีอำนาจลงนาม แล้วเก็บสำเนาไว้ ทำครบ 5 ขั้นนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดและข้อโต้แย้งภายหลัง เช็กลิสต์ก่อนลงนามผ่านชื่อ นามสกุล และตำแหน่งสะกดถูก ตรงกับบัตรหรือหนังสือเดินทาง☐วันเริ่มงานและวันสิ้นสุดตรงกับทะเบียนลูกจ้าง☐ไม่มีเหตุผลการลาออกหรือเลิกจ้าง☐ใส่เงินเดือนเฉพาะเมื่อลูกจ้างขอ☐มีชื่อ ตำแหน่ง และลายมือชื่อผู้ลงนาม☐ บริษัทที่มีพนักงานหลายคนควรกำหนดระยะเวลาออกเอกสารไว้ในระเบียบภายใน เช่น ภายใน 3 ถึง 5 วันทำการหลังได้รับคำขอ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันไว้ แต่การออกช้าอาจทำให้ลูกจ้างเสียโอกาสงานใหม่ ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้เมื่อไร และถ้าไม่ได้ต้องทำอย่างไร ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้ตามสิทธิในมาตรา 585 เมื่อการจ้างสิ้นสุด ส่วนระหว่างยังทำงานอยู่ บริษัทส่วนใหญ่ก็ออกให้ตามคำขอเป็นแนวปฏิบัติ ถ้านายจ้างไม่ยอมออกหรือเขียนข้อความเกินที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างทวงถามเป็นหนังสือหรืออีเมล ขอคำแนะนำจากสำนักงานแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้ ลำดับที่แนะนำเมื่อไม่ได้รับหนังสือ ถ้านายจ้างค้างค่าจ้างด้วย ขั้นตอนร้องเรียนจะคล้ายกัน อ่านต่อได้ที่นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง สรุป – หนังสือรับรองการทำงานเป็นสิทธิของลูกจ้าง ไม่ใช่เครื่องมือของนายจ้าง หนังสือรับรองการทำงานมีไว้ยืนยันข้อเท็จจริงให้ลูกจ้างไปเริ่มงานใหม่ได้ ไม่ใช่ช่องทางให้นายจ้างบอกต่อว่าลูกจ้างออกไปอย่างไร กฎหมายและศาลฎีกาจึงจำกัดเนื้อหาไว้แค่ตำแหน่งและระยะเวลา สิ่งที่นายจ้างควรทำคือ เก็บข้อมูลพนักงานให้พร้อมออกเอกสารได้ทันที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว และ PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและสร้างสลิปให้พนักงาน ข้อมูลพนักงานอยู่ในระบบเดียว เวลาต้องออกเอกสารให้พนักงานก็หาข้อมูลได้เร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำงาน ใบรับรองการทำงานกับใบรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารเดียวกันไหม ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน ใบรับรองการทำงานยืนยันตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน ส่วนใบรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ บางบริษัทรวมไว้ในฉบับเดียวเมื่อลูกจ้างขอ หนังสือรับรองการทำงานใครเป็นคนออกให้ นายจ้างเป็นผู้ออก โดยทั่วไปคือฝ่ายบุคคลหรือผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท เช่น กรรมการผู้จัดการ ในบริษัทเล็กที่ไม่มี HR เจ้าของกิจการลงนามเองได้ ยังทำงานอยู่ ขอหนังสือรับรองการทำงานได้ไหม ขอได้ กฎหมายรับรองสิทธิเมื่อการจ้างสิ้นสุด แต่ระหว่างจ้างบริษัทส่วนใหญ่ออกให้ตามคำขอ เช่น ใช้ขอวีซ่าหรือสินเชื่อ ให้ระบุว่าทำงานตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงปัจจุบัน ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะทำผิด ยังได้หนังสือรับรองการทำงานไหม ยังได้ สิทธิตามมาตรา 585 ไม่ขึ้นกับเหตุที่การจ้างสิ้นสุด และนายจ้างห้ามระบุความผิดหรือเหตุเลิกจ้างลงในหนังสือ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีตราบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ควรมีหัวกระดาษบริษัท ลายมือชื่อผู้มีอำนาจ และตราบริษัทถ้ามี เพื่อให้หน่วยงานปลายทางเชื่อถือ ทำหนังสือรับรองการทำงานหาย ขอใหม่ได้ไหม ขอใหม่ได้ ติดต่อฝ่ายบุคคลของบริษัทเดิม บริษัทที่เก็บสำเนาและทะเบียนลูกจ้างไว้จะออกฉบับใหม่ได้ทันที ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ตัวอย่างหนังสือใช้ชื่อสมมุติ กรณีมีข้อพิพาทแรงงานหรือรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือทนายความ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

24 min

ภาษีส่งออก ส่งออกสินค้าต่างประเทศ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0% ประเภทภาษี หน่วยงาน อัตราสำหรับการส่งออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากร 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ อากรขาออก กรมศุลกากร สินค้าส่วนใหญ่ 0% ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กรมสรรพากร 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้ ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร รายการ ส่งออก นำเข้า VAT 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า อากรศุลกากร ส่วนใหญ่ 0% 0-80% ตามพิกัดสินค้า เอกสารหลัก ใบขนสินค้าขาออก ใบขนสินค้าขาเข้า การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้ VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก รายการ VAT 0% (ส่งออก) ยกเว้น VAT ขอคืนภาษีซื้อ ขอคืนได้เต็มจำนวน ขอคืนไม่ได้ ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นทุกเดือน ไม่ต้องยื่น ตัวอย่างกิจการ ส่งออกสินค้า โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้ เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0% กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้ ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543) ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0% ลักษณะบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง อัตรา 0% ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ อัตรา 7% ตามปกติ หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้ เอกสารขายสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip) เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%) ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้ ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีขาย 0 บาท ภาษีซื้อ 13,084 บาท ขอคืนจากสรรพากร 13,084 บาท ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%) ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7% ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ 11,416 บาท เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%) รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ 350,000 รายได้จากการขายส่งออก 350,000 VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) 186,916 ภาษีซื้อ 13,084 เจ้าหนี้การค้า 200,000 บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30 รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้กรมสรรพากร 13,084 ภาษีซื้อ 13,084 ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30 ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ข้อผิดพลาด ผลเสีย วิธีป้องกัน ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้ จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7% ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2)) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

28 Sep 2026

PEAK Account

16 min

เบี้ยขยัน คืออะไร คิดยังไง ภาษี และการบันทึกบัญชี

เบี้ยขยัน คือเงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงานที่มาทำงานสม่ำเสมอ ไม่ขาด ไม่ลา และไม่มาสายตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ตามกฎหมายแรงงานไทย เบี้ยขยันไม่ถือเป็นค่าจ้าง แต่เป็นสวัสดิการที่บริษัทออกแบบเองได้ เบี้ยขยัน คือสวัสดิการแบบไหน ต่างจากค่าจ้างอย่างไร เบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจที่จ่ายเมื่อพนักงานทำตามเงื่อนไขการมาทำงาน ไม่ได้จ่ายเป็นค่าตอบแทนของงานที่ทำ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงมีอิสระกำหนดอัตราและเงื่อนไขได้เอง แต่ต้องเขียนไว้ให้ชัดและใช้กับพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 5 ให้ความหมายของค่าจ้างว่าเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ส่งผลให้เบี้ยขยันไม่เข้าข่ายเป็นค่าจ้าง จึงไม่ถูกนำไปรวมเป็นฐานคิดค่าล่วงเวลาหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง ซึ่งช่วยให้ SME คาดต้นทุนแรงงานได้ง่ายขึ้น ประเด็น ค่าจ้าง เบี้ยขยัน จ่ายเพื่ออะไร ตอบแทนงานที่ทำ จูงใจให้มาทำงานสม่ำเสมอ ใช้คิดโอทีและค่าชดเชย ใช้ ไม่ใช้ นายจ้างงดจ่ายได้ไหม ไม่ได้ ได้ ถ้าไม่ผ่านเงื่อนไขที่ประกาศไว้ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร คำที่เจอบ่อยในสลิปเงินเดือนและสัญญาจ้างมี 3 คำ ความหมายใกล้กันแต่มีจุดเน้นต่างกันเล็กน้อย คำภาษาอังกฤษ ใช้เมื่อไหร่ Attendance Allowance คำมาตรฐานในงาน HR เน้นเงินที่ให้ตามการมาทำงาน Diligent Allowance หรือ Diligence Allowance แปลตรงตัวจากคำว่าขยัน นิยมในบริษัทไทยและโรงงาน Attendance Bonus ใช้เมื่อจ่ายเป็นก้อนรายไตรมาสหรือรายปี ถ้าบริษัทออกสลิปสองภาษา เลือกใช้คำเดียวให้ตรงกันทั้งสลิปและประกาศสวัสดิการ พนักงานจะได้ไม่สับสน SME ควรกำหนดเบี้ยขยันอย่างไร 5 ข้อที่ต้องตัดสินใจก่อนประกาศใช้ ก่อนประกาศใช้ เจ้าของกิจการควรตัดสินใจ 5 เรื่องให้จบ ได้แก่ เงื่อนไขการได้รับ รูปแบบการจ่าย อัตราเงิน ช่องทางประกาศ และวิธีตรวจสอบเวลาเข้างาน ถ้าตอบครบทั้ง 5 ข้อ นโยบายจะชัดเจน ลดข้อโต้แย้ง และใช้เป็นหลักฐานทางภาษีได้ด้วย 1. เงื่อนไขการได้รับ กำหนดให้ชัดว่าอะไรทำให้เสียสิทธิ์ เช่น ขาดงาน ลากิจ ลาป่วย หรือมาสายเกินกี่ครั้งต่อเดือน เพราะคำว่ามาทำงานสม่ำเสมอ แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน 2. รูปแบบการจ่าย เลือกว่าจะจ่ายคงที่ทุกเดือน หรือเพิ่มเป็นขั้นบันไดตามจำนวนเดือนที่มาครบต่อเนื่อง แบบขั้นบันไดจูงใจระยะยาวได้ดีกว่า เพราะพนักงานไม่อยากเสียขั้นที่สะสมมา 3. อัตราเงิน ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นต่ำ ให้ตั้งจากงบที่ธุรกิจรับไหวจริง ตัวเลขที่ดีคือพนักงานรู้สึกว่ามีค่าพอจะรักษาไว้ แต่ไม่หนักจนกระทบกำไร 4. ช่องทางประกาศ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรในข้อบังคับการทำงาน ประกาศสวัสดิการ หรือสัญญาจ้าง เพราะเอกสารนี้คือหลักฐานเวลาเกิดข้อสงสัย และกรมสรรพากรใช้ดูประกอบว่าเป็นรายจ่ายที่หักภาษีได้ 5. วิธีตรวจสอบ ใช้ระบบลงเวลาที่ตรวจย้อนหลังได้ เช่น เครื่องสแกนนิ้วหรือแอปลงเวลา เพราะถ้าข้อมูลเวลาเข้างานไม่แม่น เบี้ยขยันที่ควรจูงใจจะกลายเป็นเรื่องให้ทะเลาะกันแทน ถ้ากำลังวางโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งระบบ ลองดูไอเดียเพิ่มเติมจากวิธีปรับเงินเดือนพนักงาน ประกอบกัน เพื่อให้สวัสดิการกับเงินเดือนไปในทิศทางเดียวกัน เบี้ยขยัน คิดยังไง พร้อมตัวอย่างตารางขั้นบันได วิธีคิดเบี้ยขยันที่ SME ใช้กันมากมี 3 แบบ คือแบบคงที่ แบบขั้นบันได และแบบผสม ทุกแบบเริ่มจากเช็คว่าเดือนนั้นพนักงานผ่านเงื่อนไขหรือไม่ ถ้าผ่านก็จ่ายตามอัตราที่กำหนด ถ้าไม่ผ่านก็งดจ่ายหรือลดขั้นตามกติกาที่ประกาศไว้ แบบคงที่ เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มใช้ จ่ายเท่ากันทุกเดือนที่มาครบ เช่น 500 บาทต่อเดือน คำนวณง่าย พนักงานเข้าใจทันที แต่แรงจูงใจจะคงที่ ไม่ได้ช่วยให้รักษาสถิติยาวๆ แบบขั้นบันได เหมาะกับธุรกิจที่อยากลดการลาระยะยาว เบี้ยขยันขั้นบันไดจะเพิ่มขึ้นทุกเดือนที่พนักงานมาครบต่อเนื่อง ถ้าเดือนไหนไม่ผ่านเงื่อนไข จะงดจ่ายเดือนนั้นแล้วเริ่มนับขั้นใหม่ เดือนที่มาครบต่อเนื่อง เบี้ยขยันที่ได้รับ เดือนที่ 1 300 บาท เดือนที่ 2 400 บาท เดือนที่ 3 500 บาท เดือนที่ 4 เป็นต้นไป 600 บาท ตารางนี้เป็นตัวอย่าง ปรับตัวเลขให้เข้ากับงบของธุรกิจได้ บางบริษัทเลือกให้ลดลงทีละขั้นแทนการเริ่มใหม่ เพื่อไม่ให้พนักงานหมดกำลังใจเร็วเกินไป แบบผสม เหมาะกับธุรกิจที่มีหน้าร้านหลายสาขา จ่ายเบี้ยขยันรายเดือนแบบคงที่ แล้วเพิ่มโบนัสก้อนเมื่อมาครบทั้งไตรมาส เช่น รายเดือน 400 บาท และเพิ่มอีก 1,000 บาทเมื่อครบ 3 เดือน วิธีนี้ให้ทั้งรางวัลระยะสั้นและเป้าหมายระยะยาว ตัวอย่างการคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ใช้แบบขั้นบันได ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (ชื่อสมมุติ) จ้างพนักงานแพ็กสินค้า เงินเดือน 18,000 บาท ใช้ตารางขั้นบันไดด้านบน กติกาคือ ขาด ลา หรือมาสายเกิน 2 ครั้งในเดือน ถือว่าไม่ผ่าน เดือนมกราคมถึงมีนาคม พนักงานมาครบทุกวัน ได้เบี้ยขยัน 300, 400 และ 500 บาทตามลำดับ เดือนเมษายน พนักงานลากิจ 1 วัน เดือนนี้จึงไม่ได้รับ และขั้นถูกนับใหม่ เดือนพฤษภาคม มาครบอีกครั้ง ได้ 300 บาท เงินที่ได้รับเดือนนี้จึงเป็น 18,000 บาท รวมเบี้ยขยัน 300 บาท เท่ากับ 18,300 บาท ก่อนหักภาษีและประกันสังคม ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่าแบบขั้นบันไดทำให้การลา 1 วันมีต้นทุนที่พนักงานรับรู้ได้ชัด โดยที่นายจ้างไม่ต้องใช้วิธีตำหนิหรือลงโทษ ลาป่วยหรือลาพักร้อน ยังได้เบี้ยขยันไหม คำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทประกาศไว้ เพราะเบี้ยขยันไม่ใช่ค่าจ้าง นายจ้างจึงกำหนดได้ว่าการลาประเภทไหนทำให้เสียสิทธิ์ ข้อสำคัญคือต้องเขียนไว้ล่วงหน้าและบังคับใช้กับทุกคนเท่ากัน ห้ามเปลี่ยนกติกาย้อนหลังเฉพาะรายบุคคล ถ้าไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ขัดกับสิทธิ์ตามกฎหมายหรือไม่ ควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนประกาศใช้ เบี้ยขยันต้องเสียภาษีไหม บันทึกบัญชีอย่างไร ต้องเสีย เบี้ยขยันเป็นเงินได้จากการจ้างแรงงาน หรือเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินเดือน นายจ้างต้องรวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนเพื่อคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และฝั่งบริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ ฝั่งนายจ้าง รวมเบี้ยขยันเข้ากับเงินเดือนของเดือนนั้น แล้วคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงาน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้ายื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน การบันทึกบัญชี ลงเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดเงินเดือนและค่าแรง หรือแยกบัญชีย่อยชื่อเบี้ยขยัน เพื่อให้เห็นต้นทุนสวัสดิการชัดเจน รายจ่ายนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เมื่อจ่ายจริง มีหลักฐาน และมีประกาศสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร ดูรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มได้ในบทความสวัสดิการพนักงานแบบไหนหักภาษีได้ ฝั่งพนักงาน เงินก้อนนี้จะรวมอยู่ในเงินได้ทั้งปี และแสดงในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้ตอนต้นปี ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ อย่าลืมแยกบรรทัดเบี้ยขยันในสลิปเงินเดือนด้วย พนักงานจะเห็นทันทีว่าเดือนนี้ได้หรือไม่ได้เพราะอะไร ลดคำถามที่ต้องตอบซ้ำทุกสิ้นเดือน สรุป เบี้ยขยันที่ได้ผล เริ่มจากกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน สวัสดิการนี้จะจูงใจได้จริงเมื่อพนักงานรู้ว่าต้องทำอะไรถึงจะได้ และนายจ้างตรวจสอบได้แม่นยำทุกเดือน ตัวเงินอาจไม่ต้องสูงมาก แต่ความชัดเจนและความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ทำให้พนักงานเชื่อในระบบ จัดการเงินเดือนและสวัสดิการให้เป็นระบบ เมื่อมีเงินเพิ่มหลายรายการทั้งเบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา และค่าคอมมิชชัน การคำนวณด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดได้ง่าย PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดการเงินเดือนให้ง่ายขึ้น – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเบี้ยขยัน เบี้ยขยันเป็นค่าจ้างตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ใช่ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แล้วว่าเบี้ยขยันเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงาน ในทางปฏิบัติ ถ้าบริษัทจ่ายเงินก้อนนี้ทุกเดือนโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการมาทำงานเลย อาจถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างได้ จึงควรผูกกับเงื่อนไขการมาทำงานเสมอ เบี้ยขยัน ภาษาอังกฤษใช้คำไหนในสัญญาจ้าง ใช้ Attendance Allowance ได้ทั่วไปที่สุด เพราะเป็นคำที่ HR ต่างชาติเข้าใจตรงกัน ถ้าบริษัทคุ้นกับคำว่า Diligent Allowance ก็ใช้ได้เช่นกัน ขอแค่ใช้คำเดียวกันทุกเอกสาร นายจ้างยกเลิกเบี้ยขยันที่เคยจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเบี้ยขยันเขียนไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน การยกเลิกถือเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้าง ควรแจ้งล่วงหน้าและขอความยินยอมจากพนักงาน ไม่ควรยกเลิกทันทีฝ่ายเดียว เบี้ยขยันให้เท่าไหร่ถึงเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือเทียบกับต้นทุนที่เสียไปเมื่อพนักงานขาดงาน เช่น ต้องจ้างคนแทนหรือส่งของล่าช้า ถ้าอัตราที่ตั้งต่ำกว่าต้นทุนนั้น ก็คุ้มค่าที่จะจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

18 min

Holding Company คืออะไร ช่วยเรื่องภาษีจริงไหม แล้วใครควรตั้ง

Holding Company หรือบริษัทโฮลดิ้ง คือบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก รายได้หลักมาจากเงินปันผลของบริษัทลูก ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการเอง ข้อดีที่คนพูดถึงบ่อยคือเรื่องภาษีและการแยกความเสี่ยง แต่ประโยชน์ทางภาษีมีเงื่อนไข และไม่ได้ทำให้ภาษีหายไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในบทความนี้จะมาพูดถึง Holding Company ในทุกด้าน เงื่อนไขทางภาษีต่างๆ ประเภทธุรกิจที่เหมาะกับการใช้งาน ตลอดจนวิธีการตั้งบริษัท Holding Company คืออะไร ทำงานอย่างไร โฮลดิ้งคือบริษัทชั้นกลางที่อยู่ระหว่างตัวเจ้าของกับบริษัทที่ทำธุรกิจจริง แทนที่เจ้าของจะถือหุ้นทุกบริษัทในชื่อตัวเอง ก็ให้บริษัทกลางถือแทน ส่วนเจ้าของถือหุ้นบริษัทกลางนั้นอีกทอดหนึ่ง เงินปันผลจากทุกบริษัทลูกจึงไหลมารวมที่เดียวก่อนตัดสินใจว่าจะนำไปใช้ต่ออย่างไร ตัวอย่างโครงสร้างแบบง่าย เจ้าของถือหุ้นบริษัท H จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้ง แล้วบริษัท H ถือหุ้นบริษัท ก จำกัด ที่ขายสินค้าออนไลน์ และบริษัท ข จำกัด ที่ทำร้านอาหาร ทั้งสองบริษัทยังมีทีมงาน บัญชี และภาษีแยกกันตามปกติ ถ้าอยากทบทวนสิทธิ์และหน้าที่ของคนถือหุ้นก่อน อ่านต่อได้ที่ ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ที่เจ้าของ SME ต้องรู้ บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทในเครือ ต่างกันอย่างไร สามคำนี้ใช้ปนกันบ่อย แต่หมายถึงตำแหน่งในโครงสร้างที่ต่างกัน คำเรียก หมายถึง บริษัทแม่ บริษัทที่ถือหุ้นจนมีอำนาจควบคุมบริษัทอื่น บริษัทโฮลดิ้งมักอยู่ในตำแหน่งนี้ บริษัทลูก บริษัทที่ถูกบริษัทแม่ถือหุ้นและควบคุม เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง บริษัทในเครือ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาจเป็นบริษัทลูกด้วยกันเอง หรือบริษัทที่ถือหุ้นไขว้กันบางส่วน หุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ต่างกันอย่างไร ถ้าเจอคำว่าหุ้นโฮลดิ้งในตลาดหลักทรัพย์ หมายถึงบริษัทจดทะเบียนที่รายได้หลักมาจากการถือหุ้นบริษัทอื่น ตลาดหลักทรัพย์มีเกณฑ์เฉพาะเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและอำนาจควบคุมบริษัทหลัก นักลงทุนจึงต้องดูผลประกอบการของบริษัทลูกแต่ละตัว ไม่ใช่ดูแค่งบของโฮลดิ้ง ส่วนเนื้อหาต่อจากนี้เน้นมุมเจ้าของธุรกิจที่คิดจะตั้งโฮลดิ้งของตัวเอง ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงตั้งบริษัทโฮลดิ้ง เจ้าของธุรกิจตั้งบริษัทโฮลดิ้งด้วยเหตุผลหลัก 4 ข้อ คือแยกความเสี่ยงระหว่างธุรกิจ บริหารเงินปันผลไปลงทุนต่อได้คล่องขึ้น วางแผนส่งต่อธุรกิจให้ทายาท และขยายธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม เหตุผลเหล่านี้คุ้มค่าเมื่อธุรกิจมีหลายบริษัทแล้ว หรือกำลังจะมีในอนาคตอันใกล้ บริษัทโฮลดิ้งกับภาษี ได้ประโยชน์จริงแค่ไหน ประโยชน์ทางภาษีหลักคือเงินปันผลที่บริษัทโฮลดิ้งได้รับจากบริษัทลูก อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งจำนวนหรือครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) แต่ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดขึ้นเมื่อบริษัทโฮลดิ้งจ่ายปันผลต่อ จึงเป็นการเลื่อนเวลาเสียภาษี ไม่ใช่ประหยัดภาษีถาวร เงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินปันผลที่ต้องรู้ บริษัทที่ได้รับเงินปันผล สิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินปันผล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยที่ถือหุ้นผู้จ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และผู้จ่ายไม่ได้ถือหุ้นกลับทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นทั้งจำนวน บริษัทไทยอื่นที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น ยกเว้นครึ่งหนึ่ง ทุกกรณีต้องถือหุ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นมาจนถึงวันที่มีเงินได้ และต้องไม่โอนหุ้นออกไปก่อนครบ 3 เดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ ถ้าขายหุ้นเร็วเกินไปจะเสียสิทธิ์ยกเว้น ตัวอย่าง ถือหุ้นเองเทียบกับถือผ่านบริษัทโฮลดิ้ง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว และประกาศจ่ายเงินปันผล 1,000,000 บาท เจ้าของต้องการนำเงินทั้งหมดไปตั้งร้านสาขาใหม่ กรณีถือหุ้นเอง เงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือ 100,000 บาท เจ้าของได้รับ 900,000 บาท มีเงินไปลงทุนต่อเท่านี้ กรณีถือผ่านบริษัทโฮลดิ้งที่เข้าเงื่อนไขยกเว้นทั้งจำนวน บริษัท H ได้รับเงินปันผลครบ 1,000,000 บาท โดยไม่ต้องนำไปคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงมีเงินลงทุนร้านสาขาใหม่มากกว่า 100,000 บาท แต่เมื่อไรที่บริษัท H จ่ายปันผลต่อให้เจ้าของ ภาษีเงินปันผล 10% ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ประโยชน์จริงจึงอยู่ที่การได้ใช้เงินก้อนเต็มลงทุนต่อในกลุ่มบริษัท ข้อดีและข้อเสียของ Holding Company Holding Company ช่วยแยกความเสี่ยง บริหารเงินในกลุ่มได้ยืดหยุ่น และวางแผนส่งต่อธุรกิจง่ายขึ้น แต่แลกมากับต้นทุนการดูแลบริษัทเพิ่ม เอกสารที่ซับซ้อนขึ้น และภาระภาษีระหว่างกันที่ต้องทำให้ถูก การตัดสินใจจึงควรดูทั้งสองฝั่งพร้อมกัน ไม่ใช่ดูแค่เรื่องภาษีเงินปันผล ข้อดี ข้อเสีย ความเสียหายของบริษัทหนึ่งไม่ลามไปบริษัทอื่น มีค่าทำบัญชี สอบบัญชี และยื่นภาษีเพิ่มอีก 1 บริษัททุกปี นำเงินปันผลไปลงทุนต่อได้เต็มจำนวน ถ้าเข้าเงื่อนไข ภาษีเงินปันผลของเจ้าของยังเกิดเมื่อจ่ายออกจากโฮลดิ้ง โอนหุ้นบริษัทเดียวก็ส่งต่อทั้งกลุ่มได้ ธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มต้องใช้ราคาที่สมเหตุสมผลและมีเอกสาร ตั้งหรือปิดธุรกิจใหม่ได้โดยไม่กระทบธุรกิจเดิม ต้องดูผลประกอบการหลายบริษัทพร้อมกัน ถ้าบัญชีไม่เป็นระบบจะเห็นภาพรวมยาก ธุรกิจแบบไหนควรตั้งบริษัทโฮลดิ้ง แบบไหนยังไม่จำเป็น บริษัทโฮลดิ้งเหมาะกับเจ้าของที่มีตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปหรือกำลังจะมี มีกำไรจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และอยากนำเงินไปลงทุนต่อในกลุ่ม ส่วนธุรกิจที่มีบริษัทเดียวและยังไม่มีแผนขยาย มักได้ไม่คุ้มเสีย เพราะต้นทุนดูแลบริษัทเพิ่มอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้ เหมาะจะตั้ง ถ้าตรงกับข้อเหล่านี้หลายข้อ ยังไม่จำเป็น ถ้าอยู่ในกรณีนี้ ตั้งบริษัทโฮลดิ้งอย่างไร และต้องดูแลอะไรต่อ การตั้งบริษัทโฮลดิ้งใช้ขั้นตอนเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทจำกัดทั่วไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วโอนหุ้นบริษัทเดิมเข้ามาให้บริษัทโฮลดิ้งถือ สิ่งที่ต้องวางแผนมากกว่าการจดทะเบียนคือภาระหลังตั้ง ทั้งบัญชี ภาษี และธุรกรรมระหว่างกันในกลุ่ม 1. จดทะเบียนบริษัทโฮลดิ้ง ใช้ผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน และระบุขอบเขตธุรกิจของบริษัท (ที่เอกสารจดทะเบียนเรียกว่าวัตถุประสงค์) ให้ครอบคลุมการถือหุ้นและลงทุนในบริษัทอื่น ดูรายละเอียดขั้นตอนได้ที่คู่มือจดทะเบียนบริษัท 2. โอนหุ้นบริษัทเดิมเข้าโฮลดิ้ง การขายหรือโอนหุ้นจากตัวเจ้าของให้บริษัทแม่อาจมีภาษีจากกำไรการขายหุ้น ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีคำนวณก่อนโอน เพราะราคาโอนที่ต่ำเกินจริงอาจถูกประเมินภาษีภายหลัง 3. ทำบัญชีและปิดงบให้ครบทุกบริษัท บริษัทแม่ต้องทำบัญชี ยื่นงบการเงิน และยื่นภาษีทุกปีเหมือนบริษัททั่วไป กิจการที่ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs บันทึกเงินลงทุนในบริษัทย่อยด้วยวิธีราคาทุนได้ ซึ่งช่วยให้งานบัญชีไม่ซับซ้อนเกินไป 4. ดูแลธุรกรรมระหว่างกันให้ถูกต้อง เช่น บริษัทในกลุ่มให้กู้ยืมเงินกัน หรือเก็บค่าบริหารจัดการจากบริษัทลูก ต้องมีสัญญา คิดราคาที่สมเหตุสมผล และตรวจเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะของการให้กู้ยืม ถ้ารายได้ของบริษัทเกิน 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบรายงานประจำปีสำหรับนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Disclosure Form) เพิ่มด้วย สรุป – โฮลดิ้งเป็นเครื่องมือจัดโครงสร้าง ไม่ใช่ทางลัดประหยัดภาษี Holding Company มีประโยชน์จริงเมื่อธุรกิจโตจนมีหลายบริษัท และเจ้าของอยากให้เงินหมุนอยู่ในกลุ่มเพื่อขยายต่อ แต่ถ้าตั้งเพียงเพราะได้ยินว่าประหยัดภาษี อาจได้ค่าดูแลบริษัทเพิ่มโดยที่ภาษีเงินปันผลก็ยังต้องเสียเท่าเดิม หลายบริษัทก็ดูภาพรวมได้ง่ายขึ้น ยิ่งมีบริษัทในเครือมาก ยิ่งต้องการตัวเลขที่ชัดของแต่ละบริษัท PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK วางระบบบัญชีให้พร้อมก่อนขยายโครงสร้างธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Holding Company Holding หมายถึงอะไร Holding แปลตรงตัวว่าการถือครอง ในบริบทธุรกิจหมายถึงการถือหุ้นในบริษัทอื่น บริษัทที่ใช้คำนี้ในชื่อจึงมักเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นเป็นหลัก แต่ชื่อไม่ได้เป็นตัวกำหนดสถานะทางภาษี สิ่งที่กำหนดคือสัดส่วนและระยะเวลาการถือหุ้นจริง บริษัทโฮลดิ้งต้องมีทุนจดทะเบียนเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเฉพาะสำหรับบริษัทโฮลดิ้ง ใช้เกณฑ์เดียวกับบริษัทจำกัดทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติควรตั้งทุนให้พอกับมูลค่าหุ้นบริษัทลูกที่จะโอนเข้ามาถือ เพื่อให้โครงสร้างการเงินของโฮลดิ้งสมเหตุสมผล บริษัทโฮลดิ้งต่างจาก Trust หรือการถือหุ้นแทนอย่างไร บริษัทโฮลดิ้งเป็นนิติบุคคลที่ถือหุ้นอย่างเปิดเผยในชื่อตัวเอง มีงบการเงินและเสียภาษีตามปกติ ส่วนการให้คนอื่นถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อปกปิดเจ้าของจริงมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง และไม่ควรนำมาใช้แทนการตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ส่วน Trust เป็นเครื่องมือทางกฎหมายอีกรูปแบบที่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษีหรือกฎหมาย ก่อนตั้งหรือปรับโครงสร้างบริษัท ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

28 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีศุลกากร คืออะไร มีกี่ประเภท พร้อมวิธีคำนวณภาษีนำเข้า

ภาษีศุลกากรคือภาษีที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่ข้ามพรมแดน ทั้งขาเข้าและขาออก สำหรับ SME ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีตัวนี้กระทบต้นทุนโดยตรง ถ้าคำนวณไม่ถูกตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่เหลือกำไร และตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าราคาต่ำก็ไม่ได้รับยกเว้นอากรแบบเดิมแล้ว ภาษีศุลกากร คืออะไร ภาษีศุลกากร หรือที่กฎหมายเรียกว่าอากรศุลกากร คือภาษีที่รัฐเก็บเมื่อมีการนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ผู้จัดเก็บคือกรมศุลกากร สังกัดกระทรวงการคลัง อัตราที่เก็บกำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแยกอัตราตามชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ภาษีศุลกากรมีบทบาทหลัก 3 อย่าง ศุลกากร คืออะไร และกรมศุลกากรเก็บภาษีอะไรบ้าง ศุลกากรคือหน่วยงานที่ดูแลการผ่านเข้าออกของสินค้าที่ด่านชายแดน ท่าเรือ และท่าอากาศยาน ในไทยคือกรมศุลกากร นอกจากเก็บอากรขาเข้าและอากรขาออกแล้ว กรมศุลกากรยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และภาษีเพื่อมหาดไทยของสินค้านำเข้าแทนหน่วยงานอื่นไปพร้อมกันในขั้นตอนเดียว ผู้นำเข้าจึงจ่ายภาษีทุกตัวครั้งเดียวตอนผ่านพิธีการ ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท ภาษีศุลกากรแบ่งตามทิศทางของสินค้าได้ 2 ประเภท คืออากรขาเข้าที่เก็บเมื่อนำสินค้าเข้ามาในไทย และอากรขาออกที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอากรขาเข้าคือภาษีที่ธุรกิจเจอบ่อยกว่ามาก เพราะอากรขาออกเก็บเฉพาะสินค้าไม่กี่รายการ ประเภท เก็บเมื่อ สินค้าที่ต้องเสีย อากรขาเข้า (Import Duty) นำสินค้าเข้ามาในไทย สินค้าเกือบทุกชนิด ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้น อากรขาออก (Export Duty) ส่งสินค้าออกนอกไทย เฉพาะบางรายการ เช่น ไม้ หนังดิบ อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคือภาษีที่ผู้นำเข้าต้องจ่ายก่อนรับสินค้าออกจากด่าน คำนวณจากราคา CIF ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจนถึงไทย คูณด้วยอัตราอากรของพิกัดสินค้านั้น อัตรามีตั้งแต่ 0% ไปจนถึงหลายสิบเปอร์เซ็นต์ บางรายการเก็บตามปริมาณ เช่น ต่อกิโลกรัม หรือเก็บตามอัตราที่สูงกว่าระหว่างมูลค่ากับปริมาณ คำว่า duty tax หรือ import duty ที่เห็นในใบแจ้งค่าบริการของบริษัทขนส่ง หมายถึงอากรขาเข้าตัวนี้ รายละเอียดอัตราและตัวอย่างตามประเภทสินค้า อ่านเพิ่มเติมได้ที่ภาษีนำเข้า อัตราเท่าไร วิธีคำนวณ อากรขาออก อากรขาออกคืออากรที่เก็บเมื่อส่งสินค้าออกนอกประเทศ ปัจจุบันเก็บเฉพาะสินค้าบางรายการที่รัฐต้องการควบคุมการส่งออก ตามพิกัดอัตราอากรภาค 3 เช่น ไม้ส่งออกที่เก็บ 10% ของราคา FOB สินค้าส่งออกส่วนใหญ่จึงไม่มีอากรขาออก ภาษีตัวที่ผู้ส่งออกต้องใส่ใจจริง ๆ คือ VAT 0% ซึ่งมีเงื่อนไขเรื่องเอกสาร อ่านต่อได้ที่ภาษีส่งออก มีอะไรบ้าง นำเข้าสินค้าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง การนำเข้าสินค้ามีภาษีได้สูงสุด 4 ตัว ได้แก่ อากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้าทั่วไปมักเสียแค่อากรขาเข้ากับ VAT 7% ส่วนสรรพสามิตเกิดเฉพาะสินค้าในบัญชีของกรมสรรพสามิต เช่น รถยนต์ เครื่องดื่ม น้ำหอม ทุกตัวจ่ายรวมกันที่กรมศุลกากร ภาษี ฐานคำนวณ เสียเมื่อไร อากรขาเข้า ราคา CIF สินค้าเกือบทุกชนิด ภาษีสรรพสามิต ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต สินค้าในบัญชีสรรพสามิตเท่านั้น ภาษีเพื่อมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิต เมื่อมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% CIF บวกอากรขาเข้า สรรพสามิต และภาษีอื่น สินค้าเกือบทุกชนิด ฐาน VAT ของสินค้านำเข้ากำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 79/2 คือราคา CIF บวกอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่กำหนด (rd.go.th) VAT จึงคิดทับบนอากรอีกชั้นหนึ่ง ส่วนภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คำนวณตามมูลค่า ตามปริมาณ หรือทั้งสองแบบ แล้วแต่ชนิดสินค้า สูตรเก่าที่ยังเห็นในบทความหลายแห่งเป็นวิธีตามกฎหมายเดิม ก่อนนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ควรเช็กอัตรากับกรมสรรพสามิตหรือตัวแทนออกของ วิธีคำนวณภาษีศุลกากรขาเข้า พร้อมตัวอย่าง การคำนวณภาษีนำเข้ามี 3 ขั้น เริ่มจากหาราคา CIF เป็นเงินบาท จากนั้นคูณอัตราอากรขาเข้าตามพิกัดสินค้า แล้วนำ CIF บวกอากรมาคูณ 7% เป็น VAT ผลรวมของอากรและ VAT คือเงินที่ต้องจ่ายให้กรมศุลกากรก่อนรับของ ถ้ามีสรรพสามิตให้บวกเข้าฐาน VAT ด้วย ขั้นที่ 1 หาราคา CIF และพิกัดสินค้า ราคา CIF คือราคาสินค้า (Cost) บวกค่าประกันภัย (Insurance) และค่าขนส่ง (Freight) จนถึงด่านไทย แปลงเป็นเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่กรมศุลกากรประกาศ ถ้าซื้อแบบ FOB ต้องบวกค่าขนส่งและค่าประกันเองก่อนคำนวณ พิกัดสินค้า (HS Code) เป็นตัวกำหนดอัตราอากร เช็กได้ที่ระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากร ของกรมศุลกากร ถ้าใส่พิกัดผิด อัตราอากรผิดทั้งหมด ขั้นที่ 2 ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าอุปกรณ์ครัวจากต่างประเทศ ราคา CIF 100,000 บาท สมมุติอัตราอากรขาเข้า 10% และไม่อยู่ในบัญชีสรรพสามิต รายการ จำนวนเงิน ราคา CIF 100,000 บาท อากรขาเข้า 10% 10,000 บาท VAT 7% 7,700 บาท รวมจ่ายกรมศุลกากร 17,700 บาท ต้นทุนสินค้าที่ต้องบันทึกคือ 110,000 บาท (CIF บวกอากร) ส่วน VAT 7,700 บาท ถ้าบริษัทจด VAT นำไปเป็นภาษีซื้อได้ ไม่ต้องรวมในต้นทุน ขั้นที่ 3 นำ VAT นำเข้ามาเครดิตเป็นภาษีซื้อ ผู้นำเข้าที่จด VAT ใช้ใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรเป็นหลักฐานภาษีซื้อ นำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้นได้ วิธีบันทึกภาษีซื้อและภาษีขายอ่านได้ที่ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ส่วนค่าขนส่งและค่าออกของที่จ่ายให้ชิปปิ้ง ดูการบันทึกบัญชีค่าขนส่ง สินค้านำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องเสียภาษีไหม ต้องเสียแล้ว ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียทั้งอากรขาเข้าและ VAT 7% ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 219/2568 เดิมสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากร และก่อนกลางปี 2567 ได้รับยกเว้น VAT ด้วย ข้อนี้กระทบร้านออนไลน์ที่สั่งสินค้าล็อตเล็กจากแพลตฟอร์มต่างประเทศมาขายต่อโดยตรง ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงขึ้นทั้งจากอากรและ VAT ยังมีสินค้าบางประเภทที่ได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ของพิกัดอัตราศุลกากร ควรตรวจสอบกับกรมศุลกากรหรือบริษัทขนส่งก่อนตั้งราคาขาย ลดภาษีศุลกากรได้อย่างไร ผู้นำเข้าลดอากรได้ถูกกฎหมายหลายทาง ที่ใช้บ่อยคือขอสิทธิลดอากรตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยแสดงหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น Form D สำหรับอาเซียน และ Form E สำหรับจีน นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ BOI เขตปลอดอากร และคลังสินค้าทัณฑ์บน วิธี เหมาะกับ สิ่งที่ต้องเตรียม สิทธิ FTA สินค้าจากประเทศคู่สัญญา หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (Form D, Form E ฯลฯ) BOI กิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน บัตรส่งเสริมและอนุมัติบัญชีวัตถุดิบ เขตปลอดอากร หรือคลังทัณฑ์บน ผลิตหรือพักสินค้าเพื่อส่งออก อนุมัติจากกรมศุลกากร คืนอากรเมื่อส่งออก นำเข้าวัตถุดิบมาผลิตแล้วส่งออก หลักฐานการนำเข้าและส่งออกตามเวลาที่กำหนด อัตรา FTA ของแต่ละสินค้าไม่เท่ากัน บางรายการเหลือ 0% บางรายการลดเพียงบางส่วน ให้เช็กในระบบพิกัดของกรมศุลกากรโดยเลือกความตกลงที่ใช้ ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายภาษีศุลกากรเกินหรือโดนปรับ ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือสำแดงพิกัดหรือราคาไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจถูกเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ รองลงมาคือลืมรวมค่าขนส่งและค่าประกันในราคา CIF และไม่ได้นำ VAT นำเข้าไปเครดิตภาษีซื้อ ทำให้ต้นทุนสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น ข้อผิดพลาด ผลที่ตามมา ใช้พิกัดสินค้าผิด อัตราอากรผิด อาจถูกประเมินเพิ่มและปรับ สำแดงราคาต่ำกว่าจริง ถือเป็นความผิดตามกฎหมายศุลกากร คำนวณจากราคาสินค้าอย่างเดียว ไม่ใช่ CIF ตั้งงบภาษีต่ำไป ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คิด ไม่ขอสิทธิ FTA ทั้งที่มีสิทธิ จ่ายอากรเต็มอัตรา รวม VAT นำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ กำไรทางบัญชีต่ำไป สรุป ภาษีศุลกากรคือต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนสั่งซื้อ ภาษีศุลกากรแบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก ธุรกิจส่วนใหญ่เจอแค่อากรขาเข้าที่คิดจากราคา CIF แล้วมี VAT 7% คิดทับอีกชั้น สิ่งที่ควรทำก่อนนำเข้าคือ จัดการต้นทุนนำเข้าและภาษีซื้อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกต้นทุนนำเข้า แยก VAT นำเข้าเป็นภาษีซื้อ และออกรายงานภาษีซื้อสำหรับยื่น ภ.พ.30 ได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากร หมายถึงอะไร ภาษีศุลกากรหมายถึงอากรที่กรมศุลกากรเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร แบ่งเป็นอากรขาเข้าและอากรขาออก อัตรากำหนดตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้าต่างกันอย่างไร ภาษีศุลกากรเป็นคำรวมของอากรขาเข้าและอากรขาออก ส่วนคำว่าภาษีนำเข้าที่คนทั่วไปใช้ มักหมายถึงภาษีทั้งหมดที่จ่ายตอนนำเข้า ได้แก่ อากรขาเข้า VAT และสรรพสามิตถ้ามี ภาษีศุลกากรนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า บันทึกรวมกับราคา CIF และทยอยเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อขายสินค้าออกไป ส่วน VAT นำเข้าถ้าจด VAT ให้บันทึกเป็นภาษีซื้อ ไม่รวมในต้นทุน ซื้อของจากเว็บต่างประเทศมาใช้เอง ต้องเสียภาษีศุลกากรไหม ต้องเสีย ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้านำเข้ามูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไปต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT 7% ไม่ว่าจะซื้อมาใช้เองหรือขายต่อ เว้นแต่สินค้าที่อยู่ในรายการยกเว้นอากรตามกฎหมาย ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อัตราอากรและหลักเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต ก่อนนำเข้าสินค้าจริงควรตรวจสอบพิกัดและอัตรากับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของ และปรึกษาผู้สอบบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

24 min

ภาษีส่งออก ส่งออกสินค้าต่างประเทศ เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไร

ได้ออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศครั้งแรกเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือต้องคิด VAT 7% เหมือนขายในประเทศหรือเปล่า และถ้าเอกสารไม่ครบจะเป็นอะไรไหม ความกังวลนี้เข้าใจได้ เพราะภาษีส่งออกเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศมีสิทธิ์เสีย VAT ในอัตรา 0% ไม่ต้องเก็บภาษีจากผู้ซื้อต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เต็มจำนวน สิทธิ์นี้ไม่ได้มาอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารครบ ยื่นแบบถูกต้อง และเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด ถ้าเอกสารขาด อาจถูกเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ภาษีส่งออกคืออะไร ภาพรวมภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจส่งออก ภาษีส่งออกไม่ได้เป็นภาษีตัวเดียว แต่หมายถึงภาษีทุกตัวที่ธุรกิจส่งออกต้องจัดการ หลักๆ มี 3 ประเภท คือภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรขาออก และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละประเภทมีหน่วยงานรับผิดชอบและเงื่อนไขต่างกัน สำหรับผู้ส่งออก SME ส่วนใหญ่ ตัวที่ต้องจัดการจริงจังที่สุดคือ VAT 0% ประเภทภาษี หน่วยงาน อัตราสำหรับการส่งออก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรมสรรพากร 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ อากรขาออก กรมศุลกากร สินค้าส่วนใหญ่ 0% ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กรมสรรพากร 20% ของกำไรสุทธิ ตามปกติ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักรใช้อัตรา VAT 0% ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1 (ตัวบทมาตรา 80 ถึง 82 กรมสรรพากร) ข้อดีคือผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าต่างชาติ แต่ยังนำภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในประเทศมาขอคืนได้ ภาษีศุลกากร (อากรขาออก) สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก มีเพียงสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ และแร่บางชนิดที่ต้องเสียอากร ตัวอย่างที่กรมศุลกากรยกไว้คือไม้ส่งออกที่เก็บอากร 10% ของราคา FOB เช็กพิกัดสินค้าของตัวเองได้ที่ระบบตีความพิกัดอัตราศุลกากร ส่วนรายละเอียดภาษีศุลกากรทั้งระบบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องรู้จักภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิตกับการส่งออก ภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เครื่องดื่ม สุรา หรือน้ำมัน ถ้าส่งสินค้าเหล่านี้ออกนอกประเทศ กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ให้สิทธิ์ยกเว้นหรือคืนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด (กฎกระทรวงการยกเว้นหรือคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งออก) ผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพสามิตเอง สิทธิ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรจากการส่งออกต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ไม่ว่าจะขายในประเทศหรือส่งออก กำไรทุกบาทรวมเป็นฐานภาษีเดียวกัน ภาษีส่งออกต่างจากภาษีนำเข้าอย่างไร รายการ ส่งออก นำเข้า VAT 0% และขอคืนภาษีซื้อได้ 7% ของราคา CIF รวมอากรขาเข้า อากรศุลกากร ส่วนใหญ่ 0% 0-80% ตามพิกัดสินค้า เอกสารหลัก ใบขนสินค้าขาออก ใบขนสินค้าขาเข้า การส่งออกมีภาระภาษีเบากว่าการนำเข้าอย่างชัดเจน เพราะทั้ง VAT และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็น 0% ส่วนภาษีเงินได้คิดจากกำไรสุทธิเหมือนกันทั้งสองฝั่ง ถ้าทำธุรกิจนำเข้าด้วย ดูรายละเอียดฝั่งขาเข้าได้ที่อัตราภาษีนำเข้า VAT อัตรา 0% สำหรับการส่งออก เงื่อนไขที่ต้องรู้ VAT อัตรา 0% คือหัวใจที่ทำให้ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษี ผู้ส่งออกไม่ต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อ และยังขอคืน VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบได้ แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ส่งสินค้าออกจริง และมีเอกสารพิสูจน์ครบตามที่กรมสรรพากรกำหนด VAT 0% แตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง VAT 0% กับการยกเว้น VAT ทั้งที่ผลต่างกันมาก รายการ VAT 0% (ส่งออก) ยกเว้น VAT ขอคืนภาษีซื้อ ขอคืนได้เต็มจำนวน ขอคืนไม่ได้ ยื่น ภ.พ.30 ต้องยื่นทุกเดือน ไม่ต้องยื่น ตัวอย่างกิจการ ส่งออกสินค้า โรงเรียนเอกชน สถานพยาบาล ข้อแตกต่างสำคัญที่สุดอยู่ที่การขอคืนภาษีซื้อ ผู้ส่งออกเรียก VAT ที่จ่ายตอนซื้อวัตถุดิบคืนได้ทั้งหมด แต่กิจการที่ยกเว้น VAT เรียกคืนไม่ได้เลย VAT ส่วนนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนทันที ผู้ส่งออกที่รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ได้ถูกบังคับให้จด VAT แต่หลายรายเลือกจดเอง เพราะการส่งออกแทบไม่มีภาษีขาย แต่มีภาษีซื้อจากวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่างๆ การจดจึงทำให้ขอคืนเงินส่วนนี้ได้ เงื่อนไขตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิ์ VAT 0% กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักดังนี้ ถ้าขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ปรับให้เสีย VAT 7% แทน 0% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รายละเอียดเอกสารแยกตามลักษณะการส่งออก 8 กรณีอยู่ในคำสั่งกรมสรรพากร (ป.97/2543) ส่งออกบริการไปต่างประเทศ ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้าเป็นบริการที่ทำในประเทศไทยและลูกค้านำผลของบริการไปใช้ในต่างประเทศ ตามมาตรา 80/1 (2) ส่วนบริการที่ไปทำในต่างประเทศทั้งหมดอยู่นอกขอบเขต VAT ไทยตั้งแต่แรก กรณีที่พลาดบ่อยคือลูกค้าต่างชาติจ่ายเงิน แต่ใช้ผลงานในไทย ซึ่งไม่ได้อัตรา 0% ลักษณะบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำงานในไทย ลูกค้าใช้ผลงานในต่างประเทศ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติใช้งานในประเทศของตัวเอง อัตรา 0% ไปทำงานในต่างประเทศทั้งหมด เช่น ส่งทีมไปติดตั้งระบบที่ต่างประเทศ อยู่นอกขอบเขต VAT ไทย ลูกค้าอยู่ต่างประเทศ แต่ใช้บริการในไทย เช่น จัดงานสัมมนาในไทยให้บริษัทต่างชาติ อัตรา 7% ตามปกติ หลักฐานที่ควรเก็บคือสัญญาหรืออีเมลว่าจ้างที่ระบุว่านำผลงานไปใช้ที่ไหน และหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ ถ้างานก้ำกึ่ง เช่น ลูกค้าใช้ผลงานทั้งในไทยและต่างประเทศ ควรขอข้อหารือจากกรมสรรพากรก่อนออกเอกสาร บางประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าบริการมาให้ ให้ขอหนังสือรับรองการหักภาษีจากลูกค้าเก็บไว้ทุกครั้ง เพราะอาจใช้เป็นเครดิตภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับประเทศนั้นได้ ควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจเงื่อนไขของแต่ละประเทศ เอกสารหลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียมเมื่อส่งออกสินค้า เอกสาร 3 ชุดหลักที่สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าการส่งออกเกิดขึ้นจริง คือใบขนสินค้าขาออก เอกสารขายที่ออกให้ผู้ซื้อต่างประเทศ และหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ ข้อมูลในเอกสารทุกชุดต้องตรงกัน ทั้งชื่อผู้ซื้อ จำนวนสินค้า และมูลค่า ถ้าไม่ตรงกันจุดใดจุดหนึ่ง เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมรับว่าเป็นการส่งออก ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ใบขนสินค้าขาออกคือเอกสารที่แสดงว่าสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรและส่งออกจริง ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-Customs ของกรมศุลกากร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะต้องเป็นส่งออกสมบูรณ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐาน VAT 0% ได้ เอกสารขายสำหรับการส่งออก ผู้ส่งออกต้องออกเอกสารขายให้ผู้ซื้อต่างประเทศทุกครั้งที่ส่งออก เช่น Commercial Invoice และระบุมูลค่าสินค้ากับอัตรา VAT 0% ไว้อย่างชัดเจน เอกสารนี้ต้องเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด หลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ (Credit Advice หรือ SWIFT Slip) เอกสารจากธนาคารที่ยืนยันว่าผู้ซื้อต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาจริง เช่น Credit Advice (หนังสือแจ้งเงินเข้า) หรือ SWIFT Slip เอกสารนี้ใช้พิสูจน์ว่าธุรกรรมส่งออกเกิดขึ้นจริงและเงินไหลเข้าประเทศไทย วิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจส่งออก พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณ VAT ส่งออกไม่ซับซ้อน ภาษีขายเป็นศูนย์ ภาษีซื้อทั้งหมดจึงกลายเป็นยอดที่ขอคืนได้ จุดที่ต้องระวังมีสองเรื่อง คือการแปลงมูลค่าเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท และกรณีเอกสารไม่ครบ ซึ่งทำให้ยอดที่ควรได้คืนกลายเป็นภาษีที่ต้องจ่าย หลักการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออกที่เป็นเงินตราต่างประเทศต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งออก (วันที่ออกใบขนสินค้า) ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออัตราซื้อของธนาคารพาณิชย์ที่ผู้ส่งออกใช้บริการ ตัวอย่างการคำนวณ กรณีส่งออกถูกต้อง เอกสารครบ (ใช้สิทธิ์ VAT 0%) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 USD อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อ USD และซื้อวัตถุดิบในประเทศ 200,000 บาท (รวม VAT 7%) ขั้นที่ 1 แปลงมูลค่าส่งออกเป็นเงินบาท มูลค่าส่งออก = 10,000 USD × 35 = 350,000 บาท ภาษีขาย = 350,000 × 0% = 0 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีซื้อที่ขอคืนได้ ค่าวัตถุดิบก่อน VAT = 200,000 ÷ 1.07 = 186,916 บาท ภาษีซื้อ = 200,000 – 186,916 = 13,084 บาท ขั้นที่ 3 สรุปผลลัพธ์ รายการ จำนวนเงิน ภาษีขาย 0 บาท ภาษีซื้อ 13,084 บาท ขอคืนจากสรรพากร 13,084 บาท ภาษีขายเป็น 0 แต่มีภาษีซื้อ 13,084 บาท ผู้ส่งออกจึงมีสิทธิ์ขอคืนเต็มจำนวนผ่านแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ตัวอย่างการคำนวณ กรณีเอกสารไม่ครบถ้วน (ต้องเสีย VAT 7%) ใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่บริษัทไม่มีใบขนสินค้าขาออกหรือเอกสารไม่สมบูรณ์ สรรพากรจะถือเป็นการขายในประเทศที่ต้องเสีย VAT 7% ภาษีขาย = 350,000 × 7% = 24,500 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย = 24,500 – 13,084 = 11,416 บาท รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องจ่ายหลังหักภาษีซื้อ 11,416 บาท เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คิดเพิ่มตามจำนวนภาษีและระยะเวลาที่ล่าช้า จากที่ควรได้เงินคืน 13,084 บาท กลายเป็นต้องจ่าย 11,416 บาท ส่วนต่างรวม 24,500 บาท ยังไม่รวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ผู้ส่งออกต้องจริงจังกับเอกสาร ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีส่งออกข้างต้น มูลค่า 350,000 บาท บันทึกรายได้จากการส่งออก (VAT 0%) รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ 350,000 รายได้จากการขายส่งออก 350,000 VAT เป็น 0% จึงไม่มียอดภาษีขายที่ต้องบันทึก บันทึกภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบ รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ (วัตถุดิบ) 186,916 ภาษีซื้อ 13,084 เจ้าหนี้การค้า 200,000 บันทึกการขอคืน VAT ผ่าน ภ.พ.30 รายการ เดบิต เครดิต ลูกหนี้กรมสรรพากร 13,084 ภาษีซื้อ 13,084 ค่าขนส่งสินค้าไปต่างประเทศก็ต้องบันทึกให้ถูกหมวดเช่นกัน ดูแนวทางได้ที่วิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง ขั้นตอนการยื่นภาษีและแบบฟอร์มสำหรับธุรกิจส่งออก ผู้ส่งออกที่จด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มีการขายก็ตาม เพราะการไม่ยื่นแบบมีค่าปรับแยกต่างหาก และเป็นช่องทางเดียวที่จะขอคืนภาษีซื้อได้ ขั้นตอนหลักคือลงรายงานภาษีขายและภาษีซื้อ คำนวณผลต่าง แล้วเลือกว่าจะรับคืนเป็นเงินสดหรือยกไปใช้เดือนถัดไป การลงรายงานภาษีขายและการยื่นแบบ ภ.พ.30 ปัญหาภาษีที่ผู้ส่งออก VAT 0% ต้องระวัง และวิธีป้องกัน ปัญหาที่ทำให้ผู้ส่งออกเสียสิทธิ์ VAT 0% ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการตั้งใจเลี่ยงภาษี แต่มาจากเอกสารไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือเข้าใจเงื่อนไขผิด การรู้จุดเสี่ยงล่วงหน้าช่วยให้ไม่ต้องเสีย VAT 7% ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ข้อผิดพลาด ผลเสีย วิธีป้องกัน ไม่เก็บใบขนสินค้าขาออก หรือสถานะไม่สมบูรณ์ ถูกเรียก VAT 7% ย้อนหลัง ตรวจสถานะใบขนใน e-Customs ทุกครั้งหลังส่งออก ไม่ลงรายงานภาษีขายเพราะคิดว่า VAT 0% ไม่ต้องทำอะไร ข้อมูลไม่ตรงกับใบขน ขอคืน VAT ไม่ได้ ออกเอกสารขายและลงรายงานภาษีขายอัตรา 0% ทุกครั้ง ใช้อัตราแลกเปลี่ยนผิดวัน มูลค่าส่งออกไม่ตรง ถูกปรับ ใช้อัตรา ณ วันที่ออกใบขนสินค้า และเก็บหลักฐานอ้างอิง ไม่มีหลักฐานรับเงินจากต่างประเทศ สรรพากรไม่เชื่อว่าส่งออกจริง เก็บ Credit Advice หรือ SWIFT Slip ทุกรายการ ขายให้ผู้ส่งออกรายอื่นในไทยแล้วคิด VAT 0% ถือเป็นการขายในประเทศ ต้องเสีย 7% คิด 0% เฉพาะเมื่อเป็นผู้ส่งออกเอง หรือเข้ากรณีที่ ป.97/2543 กำหนด ยื่น ภ.พ.30 ช้ากว่ากำหนด เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ตั้งเตือนให้ยื่นก่อนวันที่ 15 (กระดาษ) หรือ 23 (ออนไลน์) สรุป ภาษีส่งออกได้เปรียบ แต่สิทธิ์ขึ้นอยู่กับเอกสาร ธุรกิจส่งออกได้เปรียบเรื่องภาษีชัดเจน เพราะ VAT 0% ทำให้เรียก VAT ที่จ่ายไปคืนได้ทุกบาท และอากรขาออกส่วนใหญ่เป็นศูนย์ แต่สิทธิ์ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเอกสาร ผู้ส่งออกที่เก็บเอกสารเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงได้สิทธิ์ครบ แต่ยังได้เงินคืนเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่กลับมาใช้ขยายธุรกิจได้ จัดการภาษีส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลองใช้ PEAK จัดระบบเอกสารและบัญชีให้พร้อมสำหรับทุกออร์เดอร์ต่างประเทศ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ภาษีส่งออกกี่เปอร์เซ็นต์ ภาษีมูลค่าเพิ่มของการส่งออกที่เข้าเงื่อนไขคือ 0% ส่วนอากรขาออกสินค้าส่วนใหญ่ไม่มี มีเฉพาะบางรายการที่อัตราแตกต่างกันตามพิกัด เช่น ไม้ส่งออกที่ 10% ของราคา FOB คำตอบจึงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ควรเช็กพิกัดศุลกากรของสินค้าตัวเองก่อน ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Amazon หรือ Shopee Global ได้ VAT 0% ไหม ได้ ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกนอกราชอาณาจักรจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออก ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading หรือ Air Waybill) และหลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ แม้จะขายผ่านแพลตฟอร์มก็ต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ให้ครบ มิฉะนั้นสรรพากรอาจปรับเป็น VAT 7% ส่งออกแล้วสินค้าถูกตีกลับ (Re-import) ต้องเสีย VAT อีกไหม สินค้าที่ส่งออกแล้วนำกลับเข้ามาอาจต้องเสียอากรขาเข้าและ VAT ขาเข้าใหม่ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายศุลกากร เช่น ส่งกลับมาซ่อมแล้วส่งออกอีกครั้ง ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ศุลกากรทุกกรณีเพื่อใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง ผู้ส่งออกนำภาษีซื้อมาใช้ได้ภายในกี่เดือน ภาษีซื้อควรนำมาใช้ในเดือนภาษีที่ได้รับใบกำกับภาษี ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ใช้ไม่ทันในเดือนนั้น ยังนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ แต่ไม่เกิน 6 เดือนนับจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) ยิ่งยื่นเร็ว ยิ่งได้เงินคืนเร็ว ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางภาษี กรณีมีรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือขอข้อหารือจากกรมสรรพากรงหมด ตัวอย่างเช่น รับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่างชาติที่ใช้งานในต่างประเทศ แต่ถ้าบริการถูกใช้ในไทยแม้แต่บางส่วน จะไม่เข้าเงื่อนไข VAT 0% ทั้งรายการ ต้องเสีย VAT 7% เต็มจำนวนแทน (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80/1(2)) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

28 Sep 2026

PEAK Account

16 min

หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร ต้องมีข้อมูลอะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง

ไม่ว่าจะยื่นใบลาออกเพื่อสมัครงานใหม่ หรือการขอวีซ่าไปต่างประเทศ พนักงานมักจะขอให้ HR ออกหนังสือรับรองการทำงานให้อยู่เสมอ แต่ก็มีเจ้าของบริษัทหลายรายที่ไม่แน่ใจ ว่าในหนังสือนี้ ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ต้องใส่เงินเดือนไหม หรือถ้าพนักงานออกไปแบบไม่ดี จะเขียนเหตุผลลงไปได้หรือเปล่า การขอหนังสือรับรองการทำงาน เป็นสิทธิ์ของพนักงาน และต้องมีแต่ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ห้ามเขียนเหตุผลในการเลิกจ้าง ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักหนังสือรับรองการทำงานอย่างรอบด้าน พร้อมเช็กลิสต์สิ่งที่ใส่ได้/ไม่ได้ ในเอกสารชุดนี้ หนังสือรับรองการทำงาน คืออะไร หนังสือรับรองการทำงาน หรือที่เรียกกันว่าใบรับรองการทำงานหรือใบผ่านงาน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้ลูกจ้าง เพื่อยืนยันว่าลูกจ้างคนนั้นเคยทำงานกับบริษัทจริง ทำตำแหน่งอะไร และทำงานตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน ผู้รับเอกสารใช้ตรวจสอบประวัติการทำงานได้โดยไม่ต้องโทรถามบริษัทเดิม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Certificate of Employment หรือ Employment Certificate ส่วนคำว่าใบผ่านงานคนมักใช้แทนกันกับหนังสือรับรองการทำงาน แต่บางบริษัทใช้หมายถึงหนังสือแจ้งผลผ่านทดลองงาน ถ้าไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการเอกสารแบบไหน ควรถามให้ชัดก่อนออก นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการทำงานให้ไหม ต้องออกให้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 กำหนดว่า เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไร สิทธินี้เกิดทุกกรณีที่การจ้างสิ้นสุด ทั้งลาออก ครบสัญญา หรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างจึงไม่ควรปฏิเสธการออกเพียงเพราะลูกจ้างลาออกกะทันหันหรือจบกันไม่ดี หนังสือรับรองการทำงาน ต่างจากหนังสือรับรองเงินเดือนอย่างไร หนังสือรับรองการทำงานยืนยันประวัติการทำงาน ส่วนหนังสือรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ ทั้งสองอย่างออกโดยนายจ้างเหมือนกัน แต่ใช้ต่างจุดประสงค์ ผู้สมัครงานมักใช้หนังสือรับรองการทำงาน ส่วนธนาคารที่พิจารณาสินเชื่อมักขอหนังสือรับรองเงินเดือนหรือทั้งสองฉบับ ก่อนออกเอกสารจึงควรถามลูกจ้างก่อนว่าจะนำไปใช้ที่ไหน เอกสาร ยืนยันอะไร ใช้บ่อยเมื่อ หนังสือรับรองการทำงาน ตำแหน่ง ระยะเวลาทำงาน ลักษณะงาน สมัครงานใหม่ ขอวีซ่า ยื่นประสบการณ์วิชาชีพ หนังสือรับรองเงินเดือน รายได้ต่อเดือน สถานะพนักงานปัจจุบัน ขอสินเชื่อ บัตรเครดิต เช่าที่อยู่อาศัย หนังสือผ่านทดลองงาน ผลการประเมินช่วงทดลองงาน บรรจุเป็นพนักงานประจำ คำว่าหนังสือรับรองการผ่านงานส่วนใหญ่หมายถึงหนังสือรับรองการทำงานแบบแรก รายละเอียดและตัวอย่างหนังสือรับรองรายได้ อ่านได้ที่หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร อย่าสับสนกับหนังสือรับรองบริษัท ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้เพื่อรับรองตัวบริษัท ไม่ได้รับรองพนักงาน หนังสือรับรองการทำงานใช้ทำอะไรได้บ้าง หนังสือรับรองการทำงานใช้ยืนยันประสบการณ์ในทุกเรื่องที่อีกฝ่ายต้องการหลักฐานว่าเคยทำงานจริง ที่พบบ่อยคือสมัครงานใหม่ ขอวีซ่าทำงานหรือวีซ่าท่องเที่ยว ยื่นขอสอบหรือต่อใบอนุญาตวิชาชีพที่กำหนดประสบการณ์ขั้นต่ำ และประกอบการขอสินเชื่อร่วมกับเอกสารรายได้ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ตามกฎหมาย ข้อมูลขั้นต่ำมีแค่ 2 อย่าง คือระยะเวลาที่ทำงานและลักษณะงานที่ทำ ในทางปฏิบัติจะใส่ชื่อบริษัท ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง และผู้ลงนามเพิ่ม สิ่งที่นายจ้างต้องระวังคือห้ามใส่เหตุเลิกจ้างหรือข้อความที่ทำให้ลูกจ้างเสียหาย ศาลฎีกาเคยตัดสินเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ประเภทข้อมูล ตัวอย่าง ต้องมี ชื่อบริษัทและที่อยู่ ชื่อลูกจ้าง ตำแหน่ง วันเริ่มงานและวันสิ้นสุด ลักษณะงาน ผู้ลงนามพร้อมตำแหน่ง วันที่ออกหนังสือ ใส่ได้ถ้าลูกจ้างขอ เงินเดือน เลขบัตรประชาชน ตำแหน่งก่อนหน้าในบริษัท ห้ามใส่ เหตุผลที่เลิกจ้าง วิธีเลิกจ้าง ความผิดทางวินัย คำประเมินเชิงลบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3502/2543 วินิจฉัยว่านายจ้างไม่มีสิทธิระบุว่าเลิกจ้างเมื่อใด ด้วยวิธีใด และด้วยสาเหตุใดลงในหนังสือรับรอง และลูกจ้างมีสิทธิขอให้ออกใหม่โดยระบุเฉพาะตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน (สรุปฎีกา 3502/2543) ขั้นตอนออกหนังสือรับรองการทำงานสำหรับ HR และเจ้าของกิจการ การออกหนังสือรับรองการทำงานที่ดีใช้เวลาไม่นาน ถ้าข้อมูลพนักงานเก็บไว้เป็นระบบ ขั้นตอนหลักคือรับคำขอเป็นหนังสือหรืออีเมล ตรวจข้อมูลจากทะเบียนลูกจ้าง ร่างตามแบบมาตรฐานของบริษัท ให้ผู้มีอำนาจลงนาม แล้วเก็บสำเนาไว้ ทำครบ 5 ขั้นนี้ช่วยลดข้อผิดพลาดและข้อโต้แย้งภายหลัง เช็กลิสต์ก่อนลงนาม ผ่าน ชื่อ นามสกุล และตำแหน่งสะกดถูก ตรงกับบัตรหรือหนังสือเดินทาง ☐ วันเริ่มงานและวันสิ้นสุดตรงกับทะเบียนลูกจ้าง ☐ ไม่มีเหตุผลการลาออกหรือเลิกจ้าง ☐ ใส่เงินเดือนเฉพาะเมื่อลูกจ้างขอ ☐ มีชื่อ ตำแหน่ง และลายมือชื่อผู้ลงนาม ☐ บริษัทที่มีพนักงานหลายคนควรกำหนดระยะเวลาออกเอกสารไว้ในระเบียบภายใน เช่น ภายใน 3 ถึง 5 วันทำการหลังได้รับคำขอ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันไว้ แต่การออกช้าอาจทำให้ลูกจ้างเสียโอกาสงานใหม่ ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้เมื่อไร และถ้าไม่ได้ต้องทำอย่างไร ลูกจ้างขอหนังสือรับรองการทำงานได้ตามสิทธิในมาตรา 585 เมื่อการจ้างสิ้นสุด ส่วนระหว่างยังทำงานอยู่ บริษัทส่วนใหญ่ก็ออกให้ตามคำขอเป็นแนวปฏิบัติ ถ้านายจ้างไม่ยอมออกหรือเขียนข้อความเกินที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างทวงถามเป็นหนังสือหรืออีเมล ขอคำแนะนำจากสำนักงานแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้ ลำดับที่แนะนำเมื่อไม่ได้รับหนังสือ ถ้านายจ้างค้างค่าจ้างด้วย ขั้นตอนร้องเรียนจะคล้ายกัน อ่านต่อได้ที่นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง สรุป – หนังสือรับรองการทำงานเป็นสิทธิของลูกจ้าง ไม่ใช่เครื่องมือของนายจ้าง หนังสือรับรองการทำงานมีไว้ยืนยันข้อเท็จจริงให้ลูกจ้างไปเริ่มงานใหม่ได้ ไม่ใช่ช่องทางให้นายจ้างบอกต่อว่าลูกจ้างออกไปอย่างไร กฎหมายและศาลฎีกาจึงจำกัดเนื้อหาไว้แค่ตำแหน่งและระยะเวลา สิ่งที่นายจ้างควรทำคือ เก็บข้อมูลพนักงานให้พร้อมออกเอกสารได้ทันที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว และ PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและสร้างสลิปให้พนักงาน ข้อมูลพนักงานอยู่ในระบบเดียว เวลาต้องออกเอกสารให้พนักงานก็หาข้อมูลได้เร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำงาน ใบรับรองการทำงานกับใบรับรองเงินเดือนเป็นเอกสารเดียวกันไหม ไม่ใช่เอกสารเดียวกัน ใบรับรองการทำงานยืนยันตำแหน่งและระยะเวลาทำงาน ส่วนใบรับรองเงินเดือนยืนยันรายได้ บางบริษัทรวมไว้ในฉบับเดียวเมื่อลูกจ้างขอ หนังสือรับรองการทำงานใครเป็นคนออกให้ นายจ้างเป็นผู้ออก โดยทั่วไปคือฝ่ายบุคคลหรือผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท เช่น กรรมการผู้จัดการ ในบริษัทเล็กที่ไม่มี HR เจ้าของกิจการลงนามเองได้ ยังทำงานอยู่ ขอหนังสือรับรองการทำงานได้ไหม ขอได้ กฎหมายรับรองสิทธิเมื่อการจ้างสิ้นสุด แต่ระหว่างจ้างบริษัทส่วนใหญ่ออกให้ตามคำขอ เช่น ใช้ขอวีซ่าหรือสินเชื่อ ให้ระบุว่าทำงานตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงปัจจุบัน ลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะทำผิด ยังได้หนังสือรับรองการทำงานไหม ยังได้ สิทธิตามมาตรา 585 ไม่ขึ้นกับเหตุที่การจ้างสิ้นสุด และนายจ้างห้ามระบุความผิดหรือเหตุเลิกจ้างลงในหนังสือ หนังสือรับรองการทำงานต้องมีตราบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่ควรมีหัวกระดาษบริษัท ลายมือชื่อผู้มีอำนาจ และตราบริษัทถ้ามี เพื่อให้หน่วยงานปลายทางเชื่อถือ ทำหนังสือรับรองการทำงานหาย ขอใหม่ได้ไหม ขอใหม่ได้ ติดต่อฝ่ายบุคคลของบริษัทเดิม บริษัทที่เก็บสำเนาและทะเบียนลูกจ้างไว้จะออกฉบับใหม่ได้ทันที ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ ตัวอย่างหนังสือใช้ชื่อสมมุติ กรณีมีข้อพิพาทแรงงานหรือรายละเอียดเฉพาะ ควรปรึกษาสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือทนายความ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 Sep 2026

PEAK Account

18 min

นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างทำอะไรได้บ้าง ร้องเรียนได้ที่ไหน มีโทษอะไรบ้าง

ถึงวันเงินเดือนออกแต่ยอดในบัญชีไม่ขยับ ค่าเช่าห้อง ค่างวดรถ และค่าใช้จ่ายในบ้านกองเป็นภูเขา หลายคนเลือกเงียบไว้ก่อนเพราะกลัวเสียงาน ทั้งที่กฎหมายแรงงานไทยให้สิทธิ์ลูกจ้างไว้ชัดเจน และขั้นตอนเรียกร้องก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ถ้านายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้ากว่าที่ตกลง ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน หรือฟ้องศาลแรงงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ยจากเงินที่ค้างเพิ่มด้วย ส่วนบริษัทที่ไม่จ่ายเงินเดือนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ เรื่องนี้จึงสำคัญกับเจ้าของกิจการพอๆ กับลูกจ้าง เพราะเงินเดือนไม่ออกตรงวันแม้แค่ครั้งเดียว ก็ทำให้ทีมเริ่มมองหางานใหม่ได้แล้ว นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนหรือจ่ายช้า ผิดกฎหมายไหม นายจ้างมีความผิด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน) มาตรา 70 กำหนดให้นายจ้าง จ่ายค่าจ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงกันไว้ การที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างเลย จ่ายไม่ครบ หรือจ่ายช้ากว่ากำหนด จึงถือว่านายจ้างผิดนัด แม้จะอ้างว่าธุรกิจขาดทุนหรือลูกค้ายังไม่โอนเงินมาก็ตาม นายจ้างยังหักเงินเดือนเองตามใจไม่ได้ มาตรา 76 อนุญาตให้หักได้เฉพาะบางรายการ เช่น ภาษีเงินได้ เงินสมทบประกันสังคม หรือรายการที่ลูกจ้างยินยอมเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนด ไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ยังมีสิทธิ์ไหม มีสิทธิ์เท่ากัน สัญญาจ้างตกลงกันด้วยวาจาก็มีผลตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องมีคือหลักฐานว่าทำงานให้นายจ้างจริง เช่น แชตสั่งงาน ตารางกะ ภาพถ่ายขณะทำงาน หรือประวัติการโอนเงินเดือนงวดก่อนๆ ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้เงินคืนเท่าไร ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มคิดยังไง นอกจากเงินเดือนที่ค้าง ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ดอกเบี้ย 15% ต่อปีระหว่างที่นายจ้างผิดนัด และถ้านายจ้างจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผลสมควรเกิน 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 15% ของเงินที่ค้าง ทุกๆ 7 วัน ตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลองดูตัวอย่างพนักงานแพ็กของร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่ง (สมมุติ) เงินเดือน 15,000 บาท ถูกค้างจ่าย 30 วัน ดอกเบี้ย คิดจาก 15,000 × 15% × 30 ÷ 365 ได้ราว 185 บาท เงินเพิ่ม ใช้เฉพาะกรณีจงใจไม่จ่าย โดยคิดครั้งละ 15% ของเงินที่ค้าง หรือ 2,250 บาท ทุกๆ 7 วันที่ยังค้าง เงินส่วนนี้โตเร็วมาก จึงเป็นเหตุผลที่นายจ้างส่วนใหญ่ยอมจ่ายเมื่อเรื่องถึงพนักงานตรวจแรงงาน การคิดจำนวนงวดของเงินเพิ่มในแต่ละคดีอาจต่างกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานหรือศาล ตัวเลขนี้ใช้ดูภาพรวมว่าเงินค้างเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ต้องทำอะไรบ้าง 4 ขั้นตอน เมื่อบริษัทไม่จ่ายเงินเดือน ให้เริ่มจากทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บหลักฐานให้ครบ แล้วยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ถ้ายังไม่ได้ผลจึงฟ้องศาลแรงงาน ลำดับนี้ช่วยให้ได้เงินคืนเร็ว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะทั้งการยื่นคำร้องและการฟ้องศาลแรงงานไม่มีค่าธรรมเนียม 1. ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งข้อความหรืออีเมลถึงนายจ้างหรือฝ่ายบุคคล ระบุงวดที่ค้างและจำนวนเงิน เพราะข้อความนี้จะกลายเป็นหลักฐานว่าเราทวงแล้ว และบางครั้งปัญหาก็จบตรงนี้ถ้าเป็นความผิดพลาดของระบบ 2. เก็บหลักฐานให้ครบ เช่น สลิปเงินเดือนงวดก่อน รายการเดินบัญชีที่เคยได้รับเงินเดือน หลักฐานสัญญาจ้าง ทั้งรูปแบบเอกสาร อีเมล หรือแชตตกลงค่าจ้าง และหลักฐานของการทวงถามจากข้อ 1 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงาน ใช้ในการยืนยันจำนวนเงิน 3. ยื่นคำร้องแบบ คร.7 ต่อพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ที่ทำงาน พนักงานตรวจแรงงานต้องสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งภายใน 60 วัน ขยายได้อีกไม่เกิน 30 วัน 4. ฟ้องศาลแรงงาน หากนายจ้างยังไม่ยอมความ เรื่องราวซับซ้อน หรือไม่พอใจคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ลูกจ้างสามารถส่งฟ้องศาลแรงงานได้ แต่ต้องทำการฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ไม่เช่นนั้นคำสั่งจะเป็นที่สุด อย่ารอนานเกินไป เพราะสิทธิ์เรียกค่าจ้างมีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 193/34 (9) หากหมดอายุสิทธิ์แล้ว ลูกจ้างอาจไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอีกต่อไป ช่องทางร้องเรียน ออนไลน์ สายด่วน และสำนักงาน ร้องเรียนนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนได้ 3 ช่องทาง เลือกทางที่สะดวกที่สุด ช่องทาง เหมาะกับใคร สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 แล้วเลือกเมนูกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างที่อยากสอบถามสิทธิ์ ก่อนตัดสินใจยื่นเรื่อง ระบบออนไลน์ e-service กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างทั่วไป ที่ต้องการความสะดวก สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ ลูกจ้างที่มีหลักฐานเอกสารเยอะ หรืออยากคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงๆ โทษของนายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้าง มีอะไรบ้าง นายจ้างที่ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดมีโทษอาญา 2 ชั้น ชั้นแรกคือโทษจากการไม่จ่ายค่าจ้างเอง ชั้นที่สองคือโทษจากการไม่ทำตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน นอกจากนี้ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้ลูกจ้างด้วย การกระทำ โทษตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด หรือหักค่าจ้างโดยไม่มีสิทธิ์ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 144) ไม่ทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 151) ทั้งนี้ ถ้านายจ้างยอมทำตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานครบถ้วน คดีอาญาจะระงับไปตามมาตรา 124/1 ถ้าเป็นนายจ้างที่เงินสดไม่พอจ่ายเงินเดือน ควรทำอย่างไร สิ่งแรกคือพูดกับลูกจ้างตรงๆ ก่อนถึงวันจ่าย และห้ามลดหรือหักเงินเดือนเองโดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ยิ่งถ้าเลือกเงียบหายไป อาจเปลี่ยนจากปัญหาเงินขาดมือ กลายเป็นคดีกับกรมแรงงาน พร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม การสื่อสารตรงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า รูปแบบการสื่อสารควรเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบอกทั้งสาเหตุ วันที่จะจ่ายจริง และอาจจ่ายบางส่วนก่อนหากทำได้ เพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน ดีกว่าไม่ได้รับรู้เรื่องอะไรเลย หากต้องหยุดกิจการชั่วคราว ให้ใช้ช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ โดยมาตรา 75 ระบุว่า  ให้นายจ้างที่ต้องหยุดกิจการชั่วคราวเพราะเหตุจำเป็น จ่ายเงินให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างระหว่างหยุด โดยต้องแจ้งลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ  ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ นายจ้างสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือนักกฎหมายแรงงาน เพื่อการรักษาสิทธิ์ และความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย อีกเรื่องที่นายจ้างควรเตรียมคือกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้างและจ่ายสมทบในอัตราเท่ากัน ช่วงแรกฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง เงินก้อนนี้ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยิ่งมีรายการที่ต้องหักและนำส่งมากขึ้น ยิ่งควรวางกระแสเงินสดสำหรับเงินเดือนให้ชัด เช่นเดียวกับการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีกำหนดส่งทุกเดือน วิธีป้องกันไม่ให้จ่ายเงินเดือนช้าอีก ปัญหาจ่ายเงินเดือนช้าใน SME ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากเงินเข้าไม่ตรงกับวันที่ต้องจ่าย วิธีป้องกันจึงเน้นที่การมองเงินสดล่วงหน้า กันเงินเดือนไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวด แยกบัญชีสำรองเงินเดือนออกจากบัญชีหมุนเวียน เพราะเงินเดือนเป็นรายจ่ายที่เลื่อนไม่ได้ ต่างจากค่าวัตถุดิบที่ยังต่อรองเครดิตได้ ทำประมาณการเงินสดรายเดือน ดูว่าเงินจากลูกค้าจะเข้าก่อนหรือหลังวันจ่ายเงินเดือน ถ้าลูกค้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายพนักงานทุก 30 วัน ต้องวางแผนเงินทุนหมุนเวียนรองรับ อ่านแนวทางเพิ่มได้ที่วิธีวางแผนการเงินให้ธุรกิจเติบโต ใช้ระบบคำนวณเงินเดือน การคิดเงินเดือน ภาษี และเงินหักต่างๆ ด้วยมือทุกเดือนเสี่ยงผิดพลาดจนต้องแก้และจ่ายช้า ระบบที่คำนวณให้ช่วยลดงานส่วนนี้ได้มาก สรุป การจ่ายเงินเดือนตรงเวลา คือสัญญาใจคนทำงาน สำหรับลูกจ้าง กฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ไว้ชัด ทั้งดอกเบี้ย เงินเพิ่ม และช่องทางร้องเรียนที่ไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับนายจ้าง เงินเดือนที่ออกตรงวันคือสัญญาใจกับทีมที่สำคัญไม่แพ้คุณภาพสินค้า เพราะทีมที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเดือนคือทีมที่ทุ่มเทกับงานได้เต็มที่ จ่ายเงินเดือนให้ตรงทุกงวด ด้วยระบบที่คำนวณให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่อยากให้วันเงินเดือนออกเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลุ้น PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการการจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างได้เป็นระบบ ลองใช้ PEAK วางระบบเงินเดือนให้ทีมมั่นใจได้ทุกเดือน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน นายจ้างไม่จ่ายเงิน แจ้งความได้ไหม การไม่จ่ายค่าจ้างเป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แต่ถ้าเป้าหมายคือได้เงินคืน ช่องทางที่ตรงที่สุดคือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพราะพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ยได้โดยตรง ไม่ได้เงินเดือน หยุดงานได้เลยไหม ไม่ควรหยุดเองทันที เพราะถ้าขาดงาน 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างอาจอ้างเป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ทางที่ปลอดภัยกว่าคือทำงานต่อระหว่างยื่นคำร้อง หรือถ้าตัดสินใจลาออก ให้ยื่นใบลาออกตามขั้นตอนและเรียกร้องเงินที่ค้างต่อ ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายได้ไหม ไม่ได้ การลาออกไม่ได้ทำให้นายจ้างหมดหน้าที่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ทำงานไปแล้ว ลูกจ้างที่ลาออกจึงยื่นคำร้องเรียกเงินงวดสุดท้ายได้เหมือนลูกจ้างปัจจุบัน ภายในอายุความ 2 ปี ถ้าเป็นฝ่ายถูกเลิกจ้าง กฎหมายเข้มกว่านั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างและเงินอื่นที่ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ภายใน 3 วันนับแต่วันเลิกจ้าง ตามมาตรา 70 วรรคสอง บริษัทปิดกิจการ ยังเรียกเงินเดือนคืนได้ไหม ได้ ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อน ถ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วนายจ้างยังไม่จ่าย ลูกจ้างขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่ง (กระทรวงแรงงาน) กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่งปรับปรุงและมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวนเงินที่ได้รับจึงควรสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่อีกครั้ง ข้อมูลในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย หากมีข้อพิพาท ควรปรึกษาพนักงานตรวจแรงงานหรือนักกฎหมายแรงงานต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

16 Sep 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 Sep 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม