Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

10 Sep 2026

PEAK Account

18 min

เช็คเงินสดคืออะไร วิธีเขียน ขึ้นเงิน สิ่งที่ SME ต้องระวัง

แม้ยุคนี้จะโอนเงินผ่านมือถือกันแทบทุกวัน แต่เช็คเงินสด (Cash Cheque) ก็ยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ผู้ประกอบการหลายคนต้องใช้ ไม่ว่าจะรับเช็คจากลูกค้ารายใหญ่หรือจ่ายเช็คให้ซัพพลายเออร์ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่แน่ใจว่าเช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คตรงไหน หรือเช็คมีอายุกี่วันกันแน่ เช็คเงินสดคือเช็คที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงิน ทำให้ผู้ถือเช็คคนใดก็สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารตามที่ระบุบนหน้าเช็ค บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีเขียน ขั้นตอนขึ้นเงิน จนถึงความเสี่ยงที่ SME ควรรู้ก่อนใช้งาน เช็คเงินสดคืออะไร ทำไม SME ยังต้องใช้ เช็คเงินสด คือเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงินสด โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงินเฉพาะเจาะจง ใครก็ตามที่ถือเช็คฉบับนี้สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่ายทันที ทำไมธุรกิจ SME ยังใช้เช็คเงินสด ทั้งที่มีช่องทางโอนเงินออนไลน์แล้ว เหตุผลหลักมีดังนี้ เช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คและเช็คระบุชื่อตรงไหน ผู้ประกอบการหลายคนเคยสับสนระหว่างเช็ค 3 ประเภทนี้ ลองดูความแตกต่างที่ชัดเจน เช็คเงินสด (Cash Cheque) เช็คที่สั่งจ่าย เงินสด หรือ ผู้ถือ ไม่ระบุชื่อผู้รับ ใครถือก็ขึ้นเงินได้ทันทีที่สาขาธนาคารผู้จ่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่เสี่ยงหากสูญหาย แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เช็คที่ออกโดยธนาคาร ธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันทีแล้วรับรองว่าจะจ่ายเงินแน่นอน ไม่มีโอกาสเด้ง ใช้ในธุรกรรมที่ต้องการความมั่นใจสูง เช่น ซื้อรถยนต์ จดทะเบียนบริษัท หรือวางมัดจำอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมออกเช็คประมาณ 20 บาทต่อฉบับ เช็คระบุชื่อ (Order Cheque) เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินชัดเจน เฉพาะบุคคลที่ชื่อตรงกันเท่านั้นจึงขึ้นเงินได้ ปลอดภัยกว่าเช็คเงินสด มักใช้ในการจ่ายเงินให้คู่ค้าหรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง ตารางเปรียบเทียบ 3 ประเภทเช็ค รายการเช็คเงินสดแคชเชียร์เช็คเช็คระบุชื่อผู้ออกเช็คเจ้าของบัญชีธนาคารเจ้าของบัญชีระบุชื่อผู้รับไม่ระบุระบุระบุใครขึ้นเงินได้ผู้ถือคนใดก็ได้เฉพาะผู้รับที่ระบุเฉพาะผู้รับที่ระบุโอกาสเช็คเด้งมีไม่มี (ธนาคารรับรอง)มีความเสี่ยงถ้าหายสูงต่ำต่ำเหมาะกับจ่ายเงินทั่วไปธุรกรรมมูลค่าสูงจ่ายคู่ค้ารายเจาะจง วิธีเขียนเช็คเงินสดที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง การเขียนเช็คผิดแม้จุดเดียว อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มาดูส่วนประกอบสำคัญและตัวอย่างจริง ส่วนประกอบสำคัญบนหน้าเช็ค วิธีการเขียนเช็คเงินสด สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าส่ง ต้องจ่ายค่าสินค้า 50,000 บาท ให้ซัพพลายเออร์ที่มารับเช็คด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องระวัง – ห้ามเว้นที่ว่างก่อนจำนวนเงินตัวอักษร เพราะอาจถูกเติมตัวเลขเพิ่ม และอย่าใช้ปากกาลบได้เด็ดขาด วิธีขึ้นเงินเช็คเงินสดที่ธนาคาร เมื่อได้รับเช็คเงินสดมาแล้ว ขั้นตอนการขึ้นเงินไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ขั้นตอนขึ้นเงินเช็คเงินสด ระยะเวลาและค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการที่รับเช็คเป็นประจำ การฝากเข้าบัญชีจะสะดวกกว่าขึ้นเงินสด เพราะมีหลักฐานทางบัญชีชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมาก เช็คเงินสดมีอายุกี่วัน หมดอายุแล้วทำอย่างไร เช็คเงินสดมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนหน้าเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 หากเกิน 6 เดือน ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม เช็คฉบับนี้ต้องนำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 31 สิงหาคม หากเลยกำหนดนี้ ธนาคารจะปฏิเสธการขึ้นเงิน เช็คหมดอายุแล้วทำอย่างไร – เช็คที่เกิน 6 เดือนไม่สามารถนำไปขึ้นเงินได้ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทน ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็คแต่อย่างใด เคล็ดลับสำหรับ SME – เมื่อได้รับเช็ค ควรบันทึกวันหมดอายุไว้ในระบบแล้วนำไปขึ้นเงินโดยเร็ว อย่าเก็บเช็คไว้นานจนลืม เพราะเสียทั้งเวลาในการติดตามและกระแสเงินสดของธุรกิจ ความเสี่ยงของเช็คเงินสดและวิธีป้องกัน เช็คเงินสดสะดวกก็จริง แต่มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ SME ควรทำความเข้าใจ เช็คเด้ง สาเหตุและผลทางกฎหมาย เช็คเด้ง คือเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายไม่พอ นอกจากนี้ยังเกิดจากลายเซ็นไม่ตรง เช็คถูกแก้ไขโดยไม่มีการเซ็นกำกับ หรือบัญชีถูกอายัด ผลทางกฎหมาย – ปัจจุบัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ยังมีผลบังคับใช้ กำหนดให้การออกเช็คโดยรู้ว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 4) ทั้งนี้ มีร่างกฎหมายยกเลิกโทษอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังเรื่องนี้อยู่ สำหรับ SME ที่รับเช็ค – ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้สั่งจ่ายก่อนรับเช็ค หากเป็นคู่ค้ารายใหม่ อาจขอแคชเชียร์เช็คแทนเพื่อลดความเสี่ยง เช็คหาย เช็คถูกปลอม ป้องกันอย่างไร เช็คเงินสดเสี่ยงมากกว่าเช็คระบุชื่อ เพราะใครก็ตามที่ถือเช็คสามารถนำไปขึ้นเงินได้ หากเช็คสูญหายหรือถูกขโมย ผู้ที่พบเช็คก็สามารถขึ้นเงินได้ทันที โดยมีวิธีป้องกัน ดังนี้ เช็คเงินสดกับการบันทึกบัญชีสำหรับ SME สำหรับผู้ประกอบการ เช็คไม่ใช่แค่เครื่องมือจ่ายเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีโดยตรง เมื่อออกเช็คเงินสดจ่าย – บันทึกบัญชีโดยเดบิตค่าใช้จ่ายหรือบัญชีเจ้าหนี้ และเครดิตบัญชีธนาคาร (ไม่ใช่เงินสด เพราะเงินออกจากบัญชีธนาคาร) ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งจ่ายเช็คเงินสด 50,000 บาท ค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ รายการเดบิตเครดิตสินค้า/ต้นทุนขาย50,000–เงินฝากธนาคาร–50,000 เมื่อรับเช็คเงินสด – บันทึกเดบิตบัญชีเช็ค (หรือเงินฝากธนาคาร ถ้านำฝากทันที) และเครดิตบัญชีลูกหนี้หรือรายได้ ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งรับเช็คเงินสด 80,000 บาท จากลูกค้า นำฝากธนาคารทันที รายการเดบิตเครดิตเงินฝากธนาคาร80,000–ลูกหนี้การค้า–80,000 จุดที่ SME มักผิดพลาด – หลายกิจการบันทึกการรับ-จ่ายเช็คไม่ตรงวัน ทำให้กระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) ไม่ตรง แนวทางที่ดีคือบันทึกรายการทันทีที่ออกเช็คหรือรับเช็ค แล้วบันทึกเพิ่มเมื่อเช็คเคลียร์ผ่านธนาคาร เพื่อให้ยอดเงินในบัญชีบริษัทตรงกับ Statement ธนาคาร การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการบันทึกเช็คจะช่วยลดข้อผิดพลาดตรงนี้ได้มาก เพราะระบบจะติดตามสถานะเช็ค (ออกเช็ค – เคลียร์แล้ว – เช็คเด้ง) ให้อัตโนมัติ สรุป: เช็คเงินสด เครื่องมือการเงินที่ SME ควรเข้าใจ เช็คเงินสดยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ใช้กันในภาคธุรกิจ แม้จะสะดวกแต่ก็มีความเสี่ยง ประเด็นสำคัญที่ควรจำ จัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าธุรกิจของคุณรับ-จ่ายเช็คเป็นประจำ การจัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบจะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลา PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานการเงิน และเตรียมข้อมูลภาษีได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็คเงินสด เช็คเงินสด ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เช็คเงินสดในภาษาอังกฤษเรียกว่า Cash Cheque หรือ Bearer Cheque หมายถึงเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ ผู้ถือ (Bearer) คนใดก็นำไปขึ้นเงินได้ ส่วนคำว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier Cheque เป็นคนละอย่างกัน เพราะหมายถึงเช็คที่ออกโดยธนาคาร เช็คเงินสดกับแคชเชียร์เช็คต่างกันตรงไหน เช็คเงินสดออกโดยเจ้าของบัญชี (บุคคลหรือนิติบุคคล) ไม่ระบุชื่อผู้รับ มีโอกาสเด้งถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ส่วนแคชเชียร์เช็คออกโดยธนาคาร หักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันที จึงไม่มีโอกาสเด้ง ถ้าต้องการความมั่นใจสูง แคชเชียร์เช็คเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า ใครก็ขึ้นเงินเช็คเงินสดได้จริงไหม จริง ถ้าเช็คไม่ได้ขีดคร่อม ผู้ถือเช็คคนใดก็นำไปขึ้นเป็นเงินสดได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่าย โดยแสดงบัตรประชาชน แต่ถ้าเช็คขีดคร่อมแล้ว ต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น ไม่สามารถรับเป็นเงินสดที่เคาน์เตอร์ได้ เช็คเงินสดหมดอายุ ต่ออายุได้ไหม ไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็ค เช็คมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่บนเช็ค หากเกิน 6 เดือนธนาคารจะปฏิเสธ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทนเท่านั้น ธุรกิจเล็กควรใช้เช็คเงินสดหรือโอนเงินดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช็คเงินสดเหมาะกับธุรกรรมที่คู่ค้ายังใช้ระบบเช็คอยู่ หรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน ส่วนการโอนเงินออนไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 Sep 2026

PEAK Account

18 min

เอกสาร NDA คืออะไร บังคับใช้แบบไหน มีผลอะไรบ้าง

เคยไหม ที่กำลังจะร่วมงานกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ แล้วอีกฝ่ายส่งเอกสารหนาๆ มาให้เซ็น บรรทัดแรกเขียนว่า Non-Disclosure Agreement หลายคนก็อาจเซ็นไปโดยไม่ได้อ่านให้ดี บางคนก็ไม่แน่ใจว่า NDA คือเอกสารอะไรกันแน่ ต่างจากสัญญาทั่วไปอย่างไร แล้วถ้าอีกฝ่ายละเมิด จะทำอะไรได้บ้าง NDA คือสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) ที่ผูกมัดให้คู่สัญญาต้องเก็บข้อมูลที่ได้รับระหว่างการทำงานร่วมกันไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้บุคคลภายนอ โดยในบทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ NDA ตั้งแต่ประเภท องค์ประกอบที่ต้องมี ไปจนถึงบทลงโทษตามกฎหมายไทยและข้อผิดพลาดที่ SME มักทำ NDA คืออะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ เป็นสัญญาที่กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ และห้ามฝ่ายที่ได้รับข้อมูลนำไปเปิดเผยหรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ตกลงกัน ในทางธุรกิจ เอกสาร NDA คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องความลับทางการค้าของคุณ ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 กำหนดว่าความลับทางการค้า คือข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป มีมูลค่าเชิงพาณิชย์เพราะเป็นความลับ และเจ้าของได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับนั้น สถานการณ์ที่ SME มักต้องใช้สัญญา NDA ได้แก่ NDA มีกี่ประเภท แต่ละแบบใช้เมื่อไร สัญญารักษาความลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล NDA ฝ่ายเดียว (Unilateral NDA) ฝ่ายหนึ่งเปิดเผยข้อมูล อีกฝ่ายรับข้อมูลและต้องรักษาความลับ มักใช้งานในกรณีที่รับพนักงานใหม่ หรือจ้างฟรีแลนซ์ ตัวอย่างเช่น เจ้าของร้านอาหารมีสูตรอาหารเฉพาะ เมื่อรับพ่อครัวคนใหม่ก็ให้เซ็น NDA เพื่อป้องกันไม่ให้นำสูตรไปเปิดเผย NDA สองฝ่าย (Bilateral NDA) ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยข้อมูลลับให้กัน และต่างต้องรักษาความลับของอีกฝ่าย มักใช้งานเมื่อสองธุรกิจร่วมมือกัน เช่น บริษัทซอฟต์แวร์กับสำนักงานบัญชีที่พัฒนาระบบร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลลูกค้า NDA หลายฝ่าย (Multilateral NDA) มักใช้ในกรณีที่มีคู่สัญญามากกว่า 2 ฝ่าย หรือใช้ในโครงการที่มีหลายบริษัทร่วมงาน เช่น กลุ่มนักลงทุน 3 รายร่วมกันพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัปแห่งหนึ่ง แทนที่จะทำ NDA แยกกันทีละคู่ ก็ทำฉบับเดียวครอบคลุมทุกฝ่าย ประเภท ใช้เมื่อไร ตัวอย่างสถานการณ์ SME ฝ่ายเดียว (Unilateral) รับพนักงาน จ้างฟรีแลนซ์ ร้านค้าออนไลน์จ้างโปรแกรมเมอร์ทำเว็บไซต์ สองฝ่าย (Bilateral) ร่วมทุน ร่วมพัฒนาสินค้า ร้านอาหาร 2 แบรนด์ร่วมออกเมนูพิเศษ หลายฝ่าย (Multilateral) โครงการหลายบริษัท กลุ่มนักลงทุนพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัป องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีใน NDA NDA ที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน ไม่ใช่แค่เขียนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลแล้วจบ เพราะถ้าข้อความกว้างเกินไป อาจบังคับใช้จริงไม่ได้เมื่อเกิดปัญหา องค์ประกอบหลักที่ต้องมีมีดังนี้ คู่สัญญา – ใครเปิดเผย ใครรับข้อมูล ระบุชื่อบริษัท ชื่อบุคคล และบทบาทให้ชัดเจน ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผย (Disclosing Party) และฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล (Receiving Party) ถ้าเป็น NDA สองฝ่าย ก็ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเป็นทั้งผู้เปิดเผยและผู้รับ ข้อมูลใด ที่ถือว่าเป็นความลับ ส่วนนี้สำคัญที่สุด ต้องระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ถือเป็นความลับ ตัวอย่างเช่น สูตรการผลิต รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการเงิน แผนการตลาด หรือซอร์สโค้ด สมมติคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายชื่อลูกค้า 5,000 ราย ถ้าข้อมูลลูกค้าเหล่านี้หลุดไปถึงคู่แข่ง อาจสูญเสียลูกค้าไปหลายร้อยราย คิดเป็นรายได้ที่หายไปหลายแสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ข้อมูลลูกค้าต้องถูกระบุไว้ในสัญญา NDA อย่างชัดเจน ข้อยกเว้น – ข้อมูลใด ที่ไม่นับเป็นความลับ ข้อมูลบางอย่างไม่ถือเป็นความลับ แม้จะอยู่ในขอบเขตสัญญา เช่น ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว ข้อมูลที่ผู้รับมีอยู่ก่อนเซ็นสัญญา หรือข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามคำสั่งศาล ระยะเวลาคุ้มครอง NDA ต้องกำหนดระยะเวลาคุ้มครองให้ชัดเจน โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลและอุตสาหกรรม หากเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูง เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองนานกว่าปกติ บทลงโทษเมื่อละเมิด ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ควรระบุค่าเสียหายกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นจำนวนเงินที่ตกลงกัน เช่น หากละเมิดสัญญา NDA ผู้ละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท การกำหนดตัวเลขไว้ชัดเจนช่วยให้ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล NDA ต่างจาก Non-compete และ NCA อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง NDA กับสัญญาประเภทอื่นที่คล้ายกัน ทั้ง 3 แบบปกป้องธุรกิจคนละมุม สัญญา ป้องกันเรื่องอะไร ตัวอย่างสถานการณ์ NDA (สัญญารักษาความลับ) ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ พนักงานห้ามเอารายชื่อลูกค้าไปบอกคนอื่น Non-compete (สัญญาห้ามแข่งขัน) ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่ง พนักงานลาออกแล้วห้ามไปทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี NCA (Non-Circumvention Agreement) ห้ามข้ามตัวกลางไปติดต่อลูกค้าโดยตรง นายหน้าแนะนำลูกค้าให้ ห้ามติดต่อลูกค้ารายนั้นโดยตรง ข้อสังเกตสำคัญ คือ สัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ในไทยมีข้อจำกัดตามที่ศาลตีความ ต้องกำหนดขอบเขตที่สมเหตุสมผลทั้งระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ ถ้ากำหนดกว้างเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าบังคับใช้ไม่ได้ ละเมิด NDA มีโทษอย่างไร หากเกิดการละเมิดสัญญา NDA ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิดและข้อมูลที่ถูกเปิดเผย โทษทางแพ่ง – ค่าเสียหายตามสัญญาและตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา NDA หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังสามารถขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสั่งให้หยุดเปิดเผยข้อมูลได้ทันที ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่มีฐานลูกค้า 200 ราย พนักงานลาออกแล้วนำรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลการเงินไปเปิดสำนักงานบัญชีแข่ง มีลูกค้าย้ายไป 50 ราย คิดเป็นค่าบริการที่หายไปราว 150,000 บาทต่อเดือน (สมมติค่าบริการรายละ 3,000 บาท) คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 41/1 ยังให้สิทธินายจ้างเลิกจ้างพนักงานที่เปิดเผยความลับทางการค้าได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โทษทางอาญา – ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322-325 ผู้ที่เปิดเผยความลับที่ได้รู้มาจากตำแหน่งหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ถ้ามีการละเมิดโดยเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ผู้กระทำมีความผิดทั้งทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย) และอาจมีโทษทางอาญาด้วย ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเรื่อง NDA จากประสบการณ์ที่พบบ่อย SME มักทำผิดพลาดเรื่อง NDA ในประเด็นต่อไปนี้ ไม่ระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน – เขียนแค่ว่าข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด กว้างเกินไปจนบังคับใช้ยาก ควรระบุเจาะจง เช่น รายชื่อลูกค้า สูตรการผลิต แผนการตลาด ข้อมูลการเงิน กำหนดระยะเวลาสั้นหรือยาวเกินไป – ระยะเวลาที่สั้นเกินไปอาจไม่คุ้มครองเพียงพอ แต่ถ้าหากยาวเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าไม่สมเหตุผล ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูล ไม่กำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า – เมื่อเกิดการละเมิด ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล ซึ่งยากและใช้เวลานาน ควรกำหนดค่าเสียหายไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ใช้แบบฟอร์ม NDA จากต่างประเทศโดยไม่ปรับ – NDA template ภาษาอังกฤษจากอินเทอร์เน็ตอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ควรปรับให้อ้างอิง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง หรือปรึกษาทนายความเพื่อความรอบคอบ ไม่ทำ NDA กับฟรีแลนซ์หรือที่ปรึกษา – หลายบริษัทเซ็น NDA กับพนักงานประจำ แต่ลืมทำกับฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา หรือผู้รับเหมา ทั้งที่คนเหล่านี้อาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากพนักงาน NDA กับ PDPA เกี่ยวข้องกันอย่างไร NDA ปกป้องข้อมูลความลับทางธุรกิจ ส่วน PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและพนักงาน ทั้งสองกฎหมายทำงานคนละมุมแต่เสริมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ SME ที่เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล หรือข้อมูลการเงิน ต้องดูแลทั้ง 2 ด้านคู่กัน ดังนั้น SME ที่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ควรมีทั้ง NDA สำหรับพนักงาน และนโยบาย PDPA สำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งสองด้าน สรุป – NDA ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือเกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งมีข้อมูลที่ต้องปกป้อง ผู้ประกอบการควรทำ NDA กับทุกคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ทั้งพนักงาน ฟรีแลนซ์ และพาร์ตเนอร์ ในเอกสารต้องระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน พร้อมกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า หรืออาจปรึกษาทนายความ เพื่อให้สัญญาที่จัดทำสอดคล้องกับกฎหมายไทย บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย จัดการข้อมูลธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากบัญชีที่ปลอดภัย ข้อมูลทางการเงินเป็นหนึ่งในความลับทางการค้าที่สำคัญที่สุดของ SME การจัดการบัญชีด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์บน Cloud ช่วยให้คุณควบคุมได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร และติดตามรายรับ-รายจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NDA สัญญารักษาความลับ NDA ย่อมาจากอะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement แปลเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ หรือสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล ใช้ในธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้คู่สัญญานำข้อมูลลับไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก เซ็น NDA แล้ว ถ้าอีกฝ่ายละเมิดต้องทำอย่างไร รวบรวมหลักฐานการละเมิดให้ครบ เช่น อีเมล ข้อความ หรือพยานบุคคล จากนั้นแจ้งคู่สัญญาอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) หรือทางอาญา (แจ้งความ) ตามความเหมาะสม NDA มีอายุกี่ปี ขึ้นอยู่กับที่ระบุในสัญญา โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองยาวนานกว่านั้น ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดอายุไว้ อาจตีความว่ามีผลตลอดไป แต่ศาลมักพิจารณาความสมเหตุสมผลด้วย SME ต้องทำ NDA กับพนักงานทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคน แต่ควรทำกับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ฝ่ายบัญชีที่ดูข้อมูลการเงิน ฝ่ายขายที่มีรายชื่อลูกค้า ฝ่ายผลิตที่รู้สูตรสินค้า หรือฝ่าย IT ที่เข้าถึงระบบทั้งหมด นอกจากนี้ อย่าลืมทำกับฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาภายนอกด้วย NDA กับสัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ต่างกันตรงไหน NDA ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ไม่ได้ห้ามทำงานกับคู่แข่ง ส่วน Non-compete ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่งขันในระยะเวลาที่กำหนด ธุรกิจสามารถใช้ทั้ง 2 สัญญาร่วมกันได้ เพื่อป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลและการแข่งขันโดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 Sep 2026

PEAK Account

11 min

ปิดการขาย คืออะไร จัดการเอกสารและบัญชีหลังปิดดีล ฉบับเจ้าของกิจการ

ตกลงราคากับลูกค้าได้แล้ว จับมือกันเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นต้องออกเอกสารอะไร ลำดับไหนก่อน แล้วบันทึกบัญชียังไง เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่สะดุดตรงนี้ ปิดการขาย คืออะไร แล้วต้องจัดการอะไรต่อหลังปิดดีล ปิดการขาย คือจุดที่ลูกค้าตกลงซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แต่สำหรับเจ้าของกิจการที่ขาย B2B ดีลยังไม่จบตรงนั้น เพราะการขายให้ธุรกิจต่างจากขายให้คนทั่วไปหลายจุด ขาย B2C ขาย B2B คนตัดสินใจ 1 คน หลายคน (จัดซื้อ ผู้ใช้งาน ผู้บริหาร) ระยะเวลาตัดสินใจ นาทีถึงวัน สัปดาห์ถึงเดือน เอกสารหลังปิดดีล แทบไม่มี ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ครบ flow การชำระเงิน จ่ายทันที Credit term 30-60 วัน สิ่งที่ตามมาหลังปิดดีล B2B คือเอกสาร 4-5 ฉบับที่ต้องออกให้ถูกลำดับ ถูกตัวเลข และถูกกฎหมาย ถ้าออกเอกสารช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจ ถ้าออกผิด ต้องเสียเวลาแก้ไข ถ้าไม่ออกใบกำกับภาษี ลูกค้าองค์กรอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป เพราะเอาไปเป็นภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ส่งใบเสนอราคาได้ภายใน 5 นาทีหลังตกลง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จสูงกว่าคนที่บอกว่าจะส่งให้วันพรุ่งนี้ เอกสาร 5 ฉบับที่ต้องออกหลังปิดดีล และลำดับที่ถูกต้อง 1. ใบเสนอราคา (Quotation) ออกทันทีหลังตกลงราคา ยิ่งส่งเร็วเท่าไร โอกาสที่ดีลจะสำเร็จยิ่งสูง เพราะลูกค้ายังอยู่ในอารมณ์ตัดสินใจ รายละเอียดที่ต้องระบุและตัวอย่างฟอร์มอ่านได้ที่คู่มือใบเสนอราคาของ PEAK 2. ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกหลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อเรียกเก็บเงินอย่างเป็นทางการ จุดสำคัญสำหรับ B2B คือต้องระบุ credit term ให้ชัด เช่น Net 30 หรือ Net 60 ลูกค้าองค์กรจะใช้ใบแจ้งหนี้เข้าระบบจัดซื้อภายใน ถ้าข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขใหม่ ทำให้ได้เงินช้าลง อ่านเพิ่มที่ใบแจ้งหนี้ คืออะไร 3. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า B2B เพราะเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ถ้าไม่ออกให้หรือออกช้า ลูกค้าอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป 4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินครบถ้วน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี 5. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการ ลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออก50 ทวิให้คุณ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตหักภาษีตอนสิ้นปีได้ ลำดับเอกสารหลังปิดดีล สรุปเป็นตาราง ลำดับ เอกสาร ออกเมื่อไร ใครออก 1 ใบเสนอราคา ทันทีหลังตกลงราคา ผู้ขาย 2 ใบแจ้งหนี้ หลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา ผู้ขาย 3 ใบกำกับภาษี วันส่งมอบสินค้า หรือวันรับเงิน (แล้วแต่อย่างใดก่อน) ผู้ขาย (ต้องจด VAT) 4 ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้ขาย 5 50 ทวิ เมื่อจ่ายเงิน (กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย) ผู้ซื้อ (ออกให้ผู้ขาย) Credit Term คืออะไร กำหนดอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุด การขาย B2B ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินสดทันที ลูกค้าองค์กรมักขอ credit term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังได้รับสินค้า/บริการแล้ว Credit Term หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ ยังไม่มีประวัติ Net 30 จ่ายภายใน 30 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้าประจำที่มีประวัติดี Net 60 จ่ายภายใน 60 วัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ credit term ยิ่งยาว เงินสดหมุนเวียนยิ่งน้อย ถ้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน กระแสเงินสดจะติดลบ ต้องวางแผนให้ credit term ที่ให้ลูกค้าสั้นกว่า credit term ที่ได้จากซัพพลายเออร์ วิธีบันทึกบัญชีหลังปิดดีล ตอนออกใบแจ้งหนี้ (ยังไม่ได้รับเงิน) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% ให้เครดิต 30 วัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนได้รับเงิน (ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%) ลูกค้าจ่ายค่าบริการ 107,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดก่อน VAT (3,000 บาท) จ่ายจริง 104,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 104,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีที่ถูกหัก 3,000 บาท เก็บ 50 ทวิ ไว้ นำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปี อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียดีล B2B หลังตกลงแล้ว เจ้าของกิจการหลายคนปิดดีลได้ แต่สุดท้ายดีลหลุดเพราะขั้นตอนหลังจากนั้น สรุป: ปิดดีลแล้ว จัดการเอกสารให้จบ ธุรกิจไปต่อได้เร็ว ออกเอกสารหลังปิดดีลได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินได้ในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารหลังปิดการขาย ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ต่างกันยังไง ใบเสนอราคาออกก่อนลูกค้าตกลง เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไข ใบแจ้งหนี้ออกหลังลูกค้าตกลงแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ใบแจ้งหนี้ถือเป็นหลักฐานการค้า ไม่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่จด VAT ออกแค่ใบเสร็จรับเงินก็พอ แต่ลูกค้า B2B ที่จด VAT อาจขอใบกำกับภาษีจากคุณ ถ้าไม่มีให้ ลูกค้าไม่สามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่า credit term ทำอย่างไร ส่งใบแจ้งหนี้เตือนก่อนครบกำหนด 3-5 วัน ถ้าเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย โทรติดตามทันที ถ้าเกิดบ่อยกับลูกค้ารายเดียวกัน ควรปรับลด credit term หรือเปลี่ยนเป็นจ่ายสดในครั้งต่อไป ปิดดีลทางแชท ต้องออกเอกสารเหมือนกันไหม ต้องออกเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะปิดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขายดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

10 Sep 2026

PEAK Account

13 min

สัญญาซื้อขาย คืออะไร วิธีป้องกันปัญหากับคู่ค้าที่เจ้าของกิจการต้องรู้

สั่งซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ทุกเดือน ขายสินค้าให้ลูกค้าองค์กร แต่ไม่เคยมีสัญญาซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าคู่ค้าส่งของไม่ตรงสเปกหรือไม่จ่ายเงินตามกำหนด จะเรียกร้องอะไรได้ยากมาก สัญญาซื้อขาย คืออะไร สัญญาซื้อขาย คือข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่ง (ผู้ขาย) โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้อีกฝ่าย (ผู้ซื้อ) และผู้ซื้อตกลงจ่ายเงินตามราคาที่ตกลงกัน สำหรับผู้ประกอบการ สัญญาซื้อขาย คือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเมื่อซื้อขายกับคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ ขายสินค้าให้ตัวแทนจำหน่าย หรือซื้ออุปกรณ์สำนักงาน จุดสำคัญ คือ กรรมสิทธิ์โอนทันที ตั้งแต่ตกลงกัน ไม่จำเป็นต้องส่งมอบของหรือจ่ายเงินก่อน ยกเว้นทรัพย์สินบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน สัญญาซื้อขาย กับ สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ แต่ผลทางกฎหมายต่างกันมาก สรุปให้ดูในตารางนี้ เปรียบเทียบ สัญญาซื้อขาย สัญญาจะซื้อจะขาย กรรมสิทธิ์ โอนทันทีที่ตกลง ยังไม่โอน ต้องไปทำสัญญาซื้อขายจริงอีกครั้ง เงินมัดจำ ไม่จำเป็น มักมีเงินมัดจำเป็นหลักประกัน เหมาะกับ สินค้าทั่วไป สินค้าที่ส่งมอบทันที อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินมูลค่าสูงที่ต้องเตรียมการ ถ้าผิดสัญญา ฟ้องบังคับตามสัญญาได้เลย ฟ้องให้ไปทำสัญญาซื้อขายจริง หรือริบ/คืนมัดจำ ตัวอย่างง่ายๆ บริษัท ก สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข มูลค่า 500,000 บาท ตกลงราคาและสเปกแล้ว เป็นสัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์โอนตอนตกลง แต่ถ้าบริษัท ก จองซื้อโกดังวางเงินมัดจำ 200,000 บาท แล้วค่อยไปโอนที่สำนักงานที่ดิน อันนี้ คือสัญญาจะซื้อจะขาย ประเภทของสัญญาซื้อขายที่ SME ควรรู้ สัญญาซื้อขายแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะทรัพย์สิน แต่ละประเภทมีเงื่อนไขทางกฎหมายต่างกัน สัญญาซื้อขายสินค้า (สังหาริมทรัพย์) ใช้กับสินค้าทั่วไปที่เคลื่อนย้ายได้ เช่น วัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องจักร สินค้าสำเร็จรูป ถ้ามูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท ทำด้วยวาจาก็มีผลตามกฎหมาย แต่ถ้าเกินเกณฑ์นี้ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย จึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้ ผู้ประกอบการที่สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์เป็นประจำ แนะนำให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง แม้มูลค่าไม่สูง เพราะถ้าเกิดปัญหาเรื่องคุณภาพหรือจำนวนไม่ตรง มีสัญญาเป็นหลักฐานจะเรียกร้องได้ง่ายกว่ามาก สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ใช้กับที่ดิน อาคาร คอนโดมิเนียม กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดิน ถ้าไม่จดทะเบียนถือว่าเป็นโมฆะ ค่าธรรมเนียมโอนอยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน ผู้ประกอบการที่ซื้อออฟฟิศ โกดัง หรือที่ดินสำหรับกิจการ ต้องวางแผนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ด้วย สัญญาซื้อขายรถยนต์ กฎหมายไม่ได้บังคับให้จดทะเบียนสัญญา แต่ต้องโอนทะเบียนรถที่กรมขนส่งทางบก ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระบุยี่ห้อ รุ่น สี หมายเลขตัวถัง สภาพรถ ระยะไมล์ และเงื่อนไขรับประกัน เพื่อป้องกันปัญหา ซื้อแล้วพบว่ามีปัญหาซ่อนเร้น ในภายหลัง องค์ประกอบสำคัญของหนังสือสัญญาซื้อขาย หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดีต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ขาดข้อใดข้อหนึ่งอาจเกิดปัญหาที่ลากยาวเป็นเดือนๆ โดยเฉพาะ SME ที่ไม่มีทีมกฎหมายดูแล ยิ่งต้องระวัง องค์ประกอบที่ต้องมี สัญญาซื้อขาย ต้องปิดอากรแสตมป์หรือไม่ เรื่องนี้หลายคนสับสน คำตอบขึ้นอยู่กับประเภททรัพย์สินที่ซื้อขาย ประเภทสัญญา ต้องปิดอากร อัตรา ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องปิด 0.5% ของราคาที่ซื้อขาย ซื้อขายสินค้าทั่วไป ไม่ต้อง – ซื้อขายรถยนต์ ไม่ต้อง – สัญญาซื้อขายสินค้าในธุรกิจทั่วไปไม่อยู่ในรายการที่ต้องปิดอากรตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการ SME ที่ค้าขายสินค้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บทความอากรแสตมป์ของ PEAK เมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้ว ต้องลงบัญชีอย่างไร เมื่อธุรกรรมเกิดขึ้น ต้องบันทึกรายการให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อมีวิธีลงบัญชีต่างกัน บันทึกฝั่งผู้ขาย สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย (VAT) 7,000 บันทึกฝั่งผู้ซื้อ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อสินค้ารายการเดียวกัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้า/วัตถุดิบ 100,000 ภาษีซื้อ (VAT) 7,000 เจ้าหนี้การค้า 107,000 ภาษีซื้อ คือ VAT ที่ผู้ซื้อจ่ายไป สามารถนำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ ถ้าเป็นผู้ประกอบการจด VAT อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือ VAT สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญ คือต้องเก็บใบกำกับภาษีไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี ถ้าไม่มีใบกำกับภาษี ก็ไม่สามารถนำ VAT มาหักได้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำสัญญาซื้อขาย SME หลายรายเจอปัญหาเพราะมองข้ามรายละเอียดเล็กน้อย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดมีดังนี้ สรุป: สิ่งที่ SME ต้องทำเมื่อจัดทำสัญญาซื้อขาย จัดการเอกสารซื้อขายและบัญชีในที่เดียวด้วย PEAK PEAK ช่วยผู้ประกอบการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษีจากรายการซื้อขายกับคู่ค้าได้ในไม่กี่คลิก ระบบบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายด้วยวาจามีผลตามกฎหมายไหม มีผล แต่ถ้าเกิดข้อพิพาทจะพิสูจน์ยากมากเพราะไม่มีหลักฐาน โดยเฉพาะกรณีมูลค่าเกิน 20,000 บาท กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องได้ แนะนำให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้งไม่ว่ามูลค่าเท่าไร สัญญาซื้อขายออนไลน์ (e-Contract) ใช้ได้ตามกฎหมายไหม ใช้ได้ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รับรองว่าสัญญาที่ทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มีผลบังคับเช่นเดียวกับสัญญากระดาษ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ก็มีผลตามกฎหมาย สัญญาซื้อขายต้องมีพยานกี่คน กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีพยาน แต่การมีพยานอย่างน้อย 1 คนต่อฝ่าย ช่วยเสริมน้ำหนักหลักฐานได้ถ้าต้องขึ้นศาล ถ้าอีกฝ่ายผิดสัญญา SME ต้องทำอย่างไร เริ่มจากส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน กำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติตาม เช่น 15 วัน ถ้ายังไม่ปฏิบัติตาม สามารถเจรจาไกล่เกลี่ย หรือยื่นฟ้องศาลตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา การมีสัญญาที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ขั้นตอนนี้ง่ายและเร็วขึ้นมากนมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 Sep 2026

PEAK Account

17 min

ผังบัญชี คืออะไร คู่มือจัดหมวดค่าใช้จ่ายให้เห็นกำไรจริง

ผังบัญชีเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี แต่ปัญหาที่ SME เจอบ่อยไม่ใช่ไม่มีผังบัญชี แต่คือการมีผัง แต่ลงหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายผิด จนเปิดงบกำไรขาดทุนแล้วตัวเลขไม่สะท้อนความจริง บทความนี้จะพาคุณเข้าใจผังบัญชี ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีจัดหมวดค่าใช้จ่ายแบบที่เจ้าของกิจการอ่านแล้วเห็น margin ได้ทันที ผังบัญชี (Chart of Accounts) คืออะไร ผังบัญชีคือรายการรหัสบัญชีทั้งหมดที่ธุรกิจใช้บันทึกรายการทางการเงิน เปรียบเหมือนสารบัญของบัญชี ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือออก จะถูกจัดเข้ารหัสบัญชีที่ตรงหมวด ผังบัญชีที่ดีช่วยให้เจ้าของกิจการเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เอง ไม่ต้องรอนักบัญชีแปลให้ทุกครั้ง ส่วนผังบัญชีที่จัดหมวดผิดหรือหยาบเกินไป จะทำให้ตัวเลขกำไรขาดทุนพร่ามัว ตัดสินใจผิดพลาดได้ ผังบัญชีสำเร็จรูปกับผังที่ออกแบบเอง อะไรเหมาะกับ SME ผังบัญชีสำเร็จรูปคือ template มาตรฐานที่โปรแกรมบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเตรียมไว้ให้ ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าเอง เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นหรือโครงสร้างไม่ซับซ้อน แต่ถ้าหากธุรกิจเริ่มโต หรือมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท ควรปรับผังบัญชีให้ตรงกับธุรกิจจริง เช่น แยกต้นทุนตามสายผลิตภัณฑ์ หรือแยกค่าใช้จ่ายทีมขายออกจากทีมบริหาร ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้วิธีเริ่มจากสำเร็จรูป แล้วค่อยปรับตามความต้องการ จะเห็นผลดีที่สุด 5 หมวดบัญชีหลักที่ต้องรู้ ผังบัญชีแบ่งออกเป็น 5 หมวดใหญ่ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป หรือ NPAEs (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หมวด ชื่อ ตัวอย่าง รหัสที่มักใช้ 1 สินทรัพย์ เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง 1xxx 2 หนี้สิน เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย 2xxx 3 ส่วนของเจ้าของ (ทุน) ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม 3xxx 4 รายได้ รายได้จากการขาย รายได้จากบริการ ดอกเบี้ยรับ 4xxx 5 ค่าใช้จ่าย ต้นทุนขาย เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 5xxx หมวดที่ 5 คือจุดที่ SME มักมีปัญหามากที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างถูกโยนรวมกันโดยไม่แยกประเภท จนเปิดงบแล้วไม่รู้ว่ากำไรหายไปตรงไหน จัดหมวดค่าใช้จ่ายให้ถูก ใช้บริหารธุรกิจได้จริง ค่าใช้จ่ายในผังบัญชีหมวด 5 ไม่ควรรวมกันเป็นก้อนเดียว การแยกหมวดให้ชัดจะทำให้เจ้าของเห็นว่าเงินไหลออกไปตรงไหน และกำไรขั้นต้น (gross margin) เป็นเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายบริหาร โดยมีหลักการง่ายๆ คือ การแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่ม ชื่อ คืออะไร ตัวอย่าง ต้นทุนขาย Cost of Sales (COS) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือส่งมอบสินค้า/บริการ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงทีมผลิต ค่าขนส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน Operating Expense (Opex) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ เงินเดือนทีมบริหาร ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าโฆษณา เมื่อแยก 2 กลุ่มนี้ชัด คุณจะเห็นสูตรสำคัญ กำไรขั้นต้น = รายได้ – ต้นทุนขาย ถ้ากำไรขั้นต้นต่ำ แปลว่าต้นทุนการผลิตหรือบริการสูงเกินไป ต้องแก้ที่สินค้า ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่ายบริหาร เงินเดือนควรอยู่หมวดไหน ขึ้นกับหน้าที่ของทีม เงินเดือนคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ SME มักจัดผิดหมวด หลักคิดคือ ถ้าพนักงานคนนั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรง ค่าแรงเขาคือต้นทุนขาย ทีม ตัวอย่าง ควรอยู่หมวด เหตุผล ทีมผลิต ช่างประกอบ ช่างเย็บ ต้นทุนขาย (COS) สร้างสินค้าโดยตรง ทีมบริการ ช่างซ่อม ที่ปรึกษา ต้นทุนขาย (COS) ส่งมอบบริการโดยตรง ทีมขาย เซลส์ ทีม BD ค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) ช่วยหารายได้ แต่ไม่ได้ผลิตสินค้า ทีมบริหาร บัญชี HR ผู้บริหาร ค่าใช้จ่ายบริหาร (Admin Expense) สนับสนุนธุรกิจ ไม่ได้สร้างสินค้า ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า มีพนักงาน 10 คน เงินเดือนรวม 300,000 บาท/เดือน ถ้าโยนรวมเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียว จะไม่รู้เลยว่าต้นทุนการผลิตจริงเป็นเท่าไร แต่ถ้าแยกตามตารางข้างบน จะเห็นชัดว่าต้นทุนขายคือเงินเดือนทีมผลิต 180,000 บาท ส่วนที่เหลือ 120,000 บาท คือค่าบริหาร ค่าโฆษณา คอมมิชชัน ส่วนลด จัดยังไงให้เห็นต้นทุนการหาลูกค้า ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) ไม่ปนกับค่าบริหารทั่วไป เพราะเมื่อแยกชัดจะเห็นต้นทุนการหาลูกค้า (Customer Acquisition Cost หรือ CAC) ได้ โดยค่าใช้จ่ายที่ควรอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายขาย ได้แก่ วิธีคำนวณ CAC แบบง่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายขายทั้งเดือน รวมค่าโฆษณา + คอมมิชชัน + ส่วนลด 100,000 บาท จำนวนลูกค้าใหม่ – 50 ราย CAC 100,000 ÷ 50 2,000 บาท/ราย ถ้า CAC สูงเกินกำไรต่อลูกค้า แปลว่าต้องปรับกลยุทธ์การตลาด ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียว แยกยังไงไม่ให้งบกำไรขาดทุนหลอก ค่าใช้จ่ายบางรายการเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่มูลค่าสูง เช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท หรือซ่อมแซมออฟฟิศ 300,000 บาท ถ้าลงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนเดียว กำไรเดือนนั้นจะติดลบ ทั้งที่ธุรกิจไม่ได้ขาดทุนจริง โดยวิธีจัดการคือ บันทึกเป็นสินทรัพย์ในหมวด 1 แล้วทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายผ่านค่าเสื่อมราคา (depreciation คือการกระจายต้นทุนสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน) ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาปีละ 100,000 บาท แบบนี้งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนต้นทุนจริงของแต่ละปี ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและไม่ปกติ เช่น ค่าปรับ ค่าเสียหายจากภัยธรรมชาติ ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ไม่ปนกับค่าใช้จ่ายปกติ เพื่อให้กำไรจากการดำเนินงานสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง ค่าใช้จ่ายที่ต้องกระจาย Prepaid กับ Accrued Expense สำหรับ SME ค่าใช้จ่ายบางรายการจ่ายก่อนแต่ใช้ทีหลัง หรือใช้ก่อนแต่จ่ายทีหลัง ถ้าบันทึกผิดเดือน งบกำไรขาดทุนจะบิดเบือน ประเภท คืออะไร ตัวอย่าง วิธีจัดการ Prepaid Expense (ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า) จ่ายเงินไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 6 เดือน ค่าประกันภัยรายปี บันทึกเป็นสินทรัพย์ก่อน แล้วตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีละเดือน Accrued Expense (ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย) ใช้ประโยชน์แล้ว แต่ยังไม่จ่ายเงิน ค่าไฟฟ้าเดือนนี้ที่ยังไม่ได้รับบิล โบนัสพนักงานที่ตั้งค้างไว้ บันทึกค่าใช้จ่ายทันที แม้ยังไม่จ่ายจริง สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้อง prepaid/accrued ทุกรายการ แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าก้อนใหญ่ เช่น ค่าเช่ารายปี ควรกระจายให้ถูกเดือน เพื่อให้งบรายเดือนสะท้อนต้นทุนจริง ค่าใช้จ่ายเจ้าของปนบริษัท แยกยังไงให้ถูกภาษีและคุมง่าย ปัญหาที่พบมากที่สุดใน SME ไทยคือ เจ้าของใช้เงินบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าน้ำมันรถส่วนตัว ค่าอาหาร ค่าเดินทางครอบครัว ถ้าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท จะมีปัญหา 2 ด้าน วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ วิธีออกแบบผังบัญชีแบบเจ้าของอ่านง่าย ผังบัญชีที่ดีไม่ใช่ผังที่ละเอียดที่สุด แต่คือผังที่เจ้าของเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เองภายใน 5 นาที โดยหลักการออกแบบมี 3 ข้อ คือ หมวดไหนควรแยกละเอียด หมวดไหนรวมได้ ไม่จำเป็นต้องแยกทุกรายการให้ละเอียดเท่ากัน ให้ดูว่าเจ้าของต้องติดตามตัวเลขไหนเป็นประจำ โดยหมวดที่ควรแยกละเอียดคือ ต้นทุนขายแยกตามประเภทสินค้าหรือบริการ ค่าโฆษณาแยกตามช่องทาง (Facebook/Google/อื่นๆ) และเงินเดือนแยกตามแผนก หมวดที่รวมได้เพื่อความสะดวก อาทิเช่น ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต) รวมเป็นรหัสเดียวได้ หรือค่าเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน และวัสดุสิ้นเปลือง รวมเป็นรหัสเดียว เป็นต้น ตัวอย่างผังบัญชีหมวดค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจ SME ผังบัญชีด้านล่างเป็นตัวอย่างสำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ ปรับเพิ่มหรือลดรหัสย่อยได้ตามความต้องการ รหัส ชื่อบัญชี ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ 5100 ต้นทุนขาย ✅ ต้นทุนสินค้า ✅ ค่าแรงบริการ 5110 ค่าวัตถุดิบ/สินค้า ✅ – 5120 ค่าแรงผลิต/บริการ ✅ ✅ 5130 ค่าขนส่งสินค้า ✅ – 5200 ค่าใช้จ่ายขาย ✅ ✅ 5210 ค่าโฆษณาออนไลน์ ✅ ✅ 5220 คอมมิชชันพนักงานขาย ✅ ✅ 5300 ค่าใช้จ่ายบริหาร ✅ ✅ 5310 เงินเดือนทีมบริหาร ✅ ✅ 5320 ค่าเช่าสำนักงาน ✅ ✅ 5330 ค่าสาธารณูปโภค ✅ ✅ 5900 ค่าใช้จ่ายอื่น ✅ ค่าปรับ ค่าเสียหาย ✅ ใช้ PEAK จัดการผังบัญชี ลดงานซ้ำ เห็นตัวเลขจริง PEAK มีผังบัญชีสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานได้ทันทีหลังสมัคร และปรับเพิ่มรหัสบัญชีได้ตามต้องการ นอกจากนี้ PEAK ยังมีระบบวิเคราะห์ธุรกิจของ PEAK (PEAK Board) แสดงกำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดเป็นกราฟให้เจ้าของดูได้ทันที ไม่ต้องดาวน์โหลดงบมาเปิดใน Excel อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน สรุป: ออกแบบผังบัญชีให้เห็นกำไรจริง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผังบัญชี SME ต้องมีผังบัญชีละเอียดแค่ไหน ไม่มีกฎตายตัว แต่อย่างน้อยควรแยกต้นทุนขายกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานออกจากกัน ส่วนรายละเอียดภายในแต่ละหมวดขึ้นกับว่าเจ้าของต้องการดูตัวเลขไหนเป็นประจำ ถ้ายังไม่แน่ใจ เริ่มจากผังสำเร็จรูปแล้วค่อยเพิ่มรหัสทีหลังได้ เปลี่ยนผังบัญชีระหว่างปีได้ไหม เปลี่ยนได้ แต่ต้องระวังเรื่องการย้ายยอดสะสม ถ้าเพิ่มรหัสใหม่ที่ไม่กระทบรหัสเดิม ทำได้เลย แต่ถ้าต้องรวมหรือแยกรหัสที่มียอดอยู่ ควรทำต้นรอบบัญชีใหม่และปรึกษานักบัญชี ผังบัญชีกับเลขบัญชี 4 หลักกับ 5 หลักต่างกันยังไง เลข 4 หลักเป็นมาตรฐานที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ เช่น 5100 คือต้นทุนขาย ถ้าธุรกิจมีรายการเยอะขึ้น ใช้ 5 หลักเพื่อแยกย่อยได้ เช่น 51001 คือค่าวัตถุดิบ A, 51002 คือค่าวัตถุดิบ B การเพิ่มหลักไม่กระทบโครงสร้างเดิม แค่เพิ่มรายละเอียด ค่าเสื่อมราคาควรอยู่หมวดไหนในผังบัญชี ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต้องแยกตามประเภทของสินทรัพย์ ถ้าเป็นเครื่องจักรผลิต ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนขาย ถ้าเป็นอุปกรณ์สำนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริหาร หลักคิดเหมือนเงินเดือน คือดูว่าสินทรัพย์นั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่ป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง สาม ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่แจ้งเตือนบิลค้างและแสดงรายรับแบบเรียลไทม์ แทนการพึ่ง spreadsheet

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Sep 2026

PEAK Account

17 min

Disclosure Form คืออะไร เงื่อนไข กำหนดยื่น วิธีเตรียมข้อมูล

Disclosure Form คือแบบรายงานข้อมูลที่นิติบุคคลต้องยื่นต่อกรมสรรพากร ตามมาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรหลักของไทย) เพื่อรายงานรายการค้าระหว่างกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน หลายบริษัทเพิ่งมารู้จัก Disclosure Form ตอนนักบัญชีแจ้งว่าถึงเกณฑ์ต้องยื่น แต่พอเปิดแบบฟอร์มจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องกรอกอะไรบ้าง เตรียมข้อมูลอย่างไร และจะยื่นทันกำหนดหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือนักบัญชีที่เพิ่งเจอแบบฟอร์มนี้ บทความนี้จะอธิบายทุกส่วนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงและ Checklist ที่ใช้เตรียมข้อมูลได้ทันที Disclosure Form คืออะไร Disclosure Form คือแบบรายงานประจำปีที่กรมสรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลที่มีรายการค้ากับบริษัทในเครือ ต้องเปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกัน เพื่อให้สรรพากรตรวจสอบว่าการตั้งราคาสินค้าและบริการระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เป็นราคาตลาดจริง ไม่ใช่การถ่ายโอนกำไร (Transfer Pricing) พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ถ้าบริษัทของคุณขายสินค้าหรือให้บริการกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทที่ผู้ถือหุ้นเดียวกัน สรรพากรต้องการรู้ว่าราคาที่คิดกันเป็นราคาตลาด ไม่ได้ตั้งราคาต่ำหรือสูงเพื่อย้ายกำไรไปอีกบริษัทหนึ่ง Disclosure Form คือเครื่องมือที่ใช้รายงานข้อมูลเหล่านี้ให้สรรพากร ใครมีหน้าที่ต้องยื่น Disclosure Form บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น Disclosure Form ต้องเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน นั่นคือ เป็นองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทอื่นในรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป โดยหากเข้าเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อ นิติบุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องยื่นเอกสารทุกปี ถ้าเข้าเกณฑ์แค่ข้อเดียว ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เกณฑ์ความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ แปลว่าอะไร มาตรา 71 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีอากรที่กำหนดเรื่อง Transfer Pricing) ระบุว่าบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน หมายถึงบริษัทที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ ตัวอย่าง ถือหุ้นทางตรงหรือทางอ้อม 50% ขึ้นไป บริษัท ก จำกัด ถือหุ้นในบริษัท ข จำกัด เป็นจำนวนมากกว่า 50% ขึ้นไป ถือว่ามีความสัมพันธ์กัน ผู้ถือหุ้นร่วมกัน 50% ขึ้นไป นาย ค ถือหุ้นบริษัท ก 70% และถือหุ้นบริษัท ข 55% ทั้งสองบริษัทจึงเข้าเกณฑ์ มีอำนาจควบคุมด้านทุน การจัดการ หรือการดำเนินงาน บริษัทแม่ส่งผู้บริหารไปบริหารบริษัทลูก หรือกำหนดนโยบายทางการเงินให้ สิ่งสำคัญคือการถือหุ้นทางอ้อมก็นับด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก ถือหุ้นบริษัท ข 60% และบริษัท ข ถือหุ้นบริษัท ค 80% ดังนั้นบริษัท ก ถือหุ้นทางอ้อมในบริษัท ค คิดเป็น 48% (60% คูณ 80%) ซึ่งยังไม่ถึง 50% แต่ถ้าบริษัท ก ถือหุ้นโดยตรงในบริษัท ค อีก 5% รวมแล้วเป็น 53% จะเข้าเกณฑ์ทันที เกณฑ์รายได้ 200 ล้านบาท นับอย่างไร รายได้ 200 ล้านบาท หมายถึงรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทในรอบบัญชีนั้น ทั้งรายได้จากการขาย รายได้จากการให้บริการ และรายได้อื่น ตามที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขายสินค้า 180 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 15 ล้านบาท และดอกเบี้ยรับ 8 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 203 ล้านบาท เกินเกณฑ์ 200 ล้านบาท จึงต้องยื่น Disclosure Form (ถ้าเข้าเกณฑ์ความสัมพันธ์ด้วย) แต่ถ้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 195 ล้านบาท ยังไม่ถึงเกณฑ์ ปีนั้นยังไม่ต้องยื่น อย่างไรก็ตาม ต้องเช็คเกณฑ์ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะรายได้อาจเปลี่ยนแปลง ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนกรอก Disclosure Form Disclosure Form แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน คือ Part A รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part B มูลค่ารายการระหว่างกัน และ Part C ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ แต่ละ Part มีจุดสำคัญที่ต้องระวัง Part A – รายชื่อกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน Part A ต้องระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทุกราย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้ว่าจะไม่มีการค้าขาย หรือธุรกรรมร่วมกัน โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ Part B – มูลค่ารายการระหว่างกัน Part B ต้องระบุมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน เฉพาะกิจการที่มีรายการจริงในรอบบัญชีนั้น โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ขายสินค้าให้บริษัทลูก 50 ล้านบาท ให้บริการที่ปรึกษา 5 ล้านบาท และมีเงินให้กู้ยืมคงค้าง 20 ล้านบาท ต้องกรอกรายการทั้งหมดนี้ใน Part B Part C – ข้อมูลกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (CbCR) Part C ใช้สำหรับบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทข้ามชาติเท่านั้น โดยต้องระบุชื่อบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม (Ultimate Parent Entity) ประเทศที่จดทะเบียน และข้อมูลเกี่ยวกับ Country-by-Country Report (CbCR) หากบริษัทของคุณเป็นบริษัทไทยที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทไทยด้วยกันเท่านั้น สามารถข้าม Part C ได้ กำหนดเวลายื่นและบทลงโทษ นิติบุคคลต้องยื่น Disclosure Form ภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี โดยยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ซึ่งจะได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน รวมเป็น 158 วัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างเช่น ถ้ารอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กำหนดยื่นคือภายในวันที่ 30 พฤษภาคมของปีถัดไป และถ้ายื่นผ่าน e-Filing จะได้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ปรับเท่าไหร่ บทลงโทษตามมาตรา 35 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (บทบัญญัติว่าด้วยค่าปรับกรณีไม่ยื่นรายงานข้อมูล) กำหนดค่าปรับตามระดับความล่าช้า กรณี ค่าปรับ ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ไม่เกิน 50,000 บาท ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน ไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ยื่น และสรรพากรตรวจพบเอง ไม่เกิน 200,000 บาท ยิ่งยื่นช้า ค่าปรับยิ่งสูง และกรณีที่ไม่ยื่นเลยจนสรรพากรตรวจพบเอง ค่าปรับสูงสุดถึง 200,000 บาท ดังนั้นถ้ารู้ว่าถึงเกณฑ์ ควรยื่นให้ทันกำหนด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการยื่น Disclosure Form จากประสบการณ์ของนักบัญชี ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นมีดังนี้ Checklist เตรียมข้อมูลก่อนยื่น Disclosure Form รายการ ทำไมต้องเตรียม ตรวจสอบรายได้รวมในงบกำไรขาดทุน ว่าถึง 200 ล้านบาทหรือไม่ เป็นเกณฑ์แรกที่ต้องเช็ค ถ้าไม่ถึงไม่ต้องยื่น จัดทำรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทั้งหมด ทั้งในและต่างประเทศ ใช้กรอก Part A ต้องครบทุกราย ไม่ว่าจะมีรายการค้าหรือไม่ ระบุลักษณะความสัมพันธ์และสัดส่วนการถือหุ้น รวมทางอ้อม สรรพากรใช้ตรวจสอบว่าเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 71 ทวิ จริง รวบรวมมูลค่ารายการค้าระหว่างกัน แยกตามประเภท ใช้กรอก Part B ต้องแยกเป็นซื้อ-ขายสินค้า ค่าบริการ ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย ตรวจสอบยอดคงค้างระหว่างกัน ณ วันสิ้นรอบบัญชี Part B ต้องรายงานยอดที่ค้างชำระด้วย ไม่ใช่แค่รายการที่เกิดระหว่างปี เทียบตัวเลขกับหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตัวเลขต้องตรงกัน เพื่อลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ระบุข้อมูลบริษัทแม่สูงสุดของกลุ่ม ถ้ามีกลุ่มข้ามชาติ ใช้กรอก Part C สำหรับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มข้ามชาติ ยื่นผ่าน e-Filing ภายในกำหนด ได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน และมีหลักฐานการยื่นอิเล็กทรอนิกส์ สรุป: เตรียมข้อมูลให้ครบ ยื่นให้ทัน ลดความเสี่ยงโดนปรับ Disclosure Form ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล เมื่อเข้าใจหลักสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ เช็คเกณฑ์ให้แน่ใจ (รายได้ถึง 200 ล้านบาทและมีความสัมพันธ์ตามมาตรา 71 ทวิ) เตรียมข้อมูลให้ครบ (Part A ใส่ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง Part B เฉพาะที่มีรายการจริง Part C สำหรับกลุ่มข้ามชาติ) และยื่นให้ทันกำหนด (150 วัน หรือ 158 วันผ่าน e-Filing) สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นคือการจัดระบบข้อมูลบัญชีให้พร้อมตั้งแต่ระหว่างปี ไม่ต้องรีบเตรียมตอนใกล้กำหนดยื่น จัดเตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมยื่น Disclosure Form ด้วย PEAK การเตรียมข้อมูลสำหรับ Disclosure Form จะง่ายขึ้นมาก ถ้าข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการค้า ออกเอกสารซื้อ-ขาย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้ดึงข้อมูลรายการระหว่างกัน ยอดคงค้าง และตัวเลขรายได้รวมได้สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารวบรวมจากหลายแหล่ง พร้อมยื่นเอกสารได้อย่างมั่นใจ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Disclosure Form บริษัทรายได้ไม่ถึง 200 ล้านบาท ต้องยื่นหรือไม่ ไม่ต้องยื่น เพราะเกณฑ์การยื่น Disclosure Form กำหนดให้นิติบุคคลต้องเข้าเงื่อนไข 2 ข้อพร้อมกัน คือมีความสัมพันธ์กับกิจการอื่นตามมาตรา 71 ทวิ และมีรายได้รวมตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป ถ้ารายได้ไม่ถึง ไม่มีหน้าที่ยื่น แต่ควรตรวจสอบรายได้ใหม่ทุกรอบบัญชี เพราะถ้าปีถัดไปรายได้เกิน 200 ล้าน จะต้องยื่นทันที ยื่น Disclosure Form ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรเท่านั้น ไม่สามารถยื่นเป็นกระดาษได้ ขั้นตอนคือเข้าสู่ระบบ e-Filing ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลือกเมนู Disclosure Form กรอกข้อมูล Part A Part B และ Part C (ถ้ามี) ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วกดยื่นแบบ ระบบจะออกใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐาน ยื่นผิดหรือยื่นไม่ครบ แก้ไขได้หรือไม่ แก้ไขได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมผ่านระบบ e-Filing เพื่อปรับปรุงข้อมูล แต่ควรแก้ไขก่อนครบกำหนดยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ถ้าพบข้อผิดพลาดหลังครบกำหนดแล้ว ควรยื่นแก้ไขโดยเร็วที่สุดและเก็บหลักฐานการแก้ไขไว้ เพื่อแสดงเจตนาสุจริตกรณีถูกตรวจสอบ Disclosure Form ต่างจาก Transfer Pricing Report อย่างไร Disclosure Form เป็นแบบรายงานประจำปีที่ยื่นทุกปี สรุปข้อมูลความสัมพันธ์และมูลค่ารายการระหว่างกันในภาพรวม ส่วน Transfer Pricing Report หรือ TP Report เป็นรายงานวิเคราะห์ราคาโอนฉบับละเอียด ที่ต้องจัดทำเมื่อสรรพากรร้องขอ หรือจัดทำไว้ล่วงหน้าเป็นเอกสารประกอบ TP Report ลงรายละเอียดการวิเคราะห์ว่าราคาที่ใช้ระหว่างกันเป็นราคาตลาดจริงหรือไม่ ซึ่งซับซ้อนกว่า Disclosure Form มาก

4 Sep 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

10 Sep 2026

PEAK Account

18 min

เช็คเงินสดคืออะไร วิธีเขียน ขึ้นเงิน สิ่งที่ SME ต้องระวัง

แม้ยุคนี้จะโอนเงินผ่านมือถือกันแทบทุกวัน แต่เช็คเงินสด (Cash Cheque) ก็ยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ผู้ประกอบการหลายคนต้องใช้ ไม่ว่าจะรับเช็คจากลูกค้ารายใหญ่หรือจ่ายเช็คให้ซัพพลายเออร์ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่แน่ใจว่าเช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คตรงไหน หรือเช็คมีอายุกี่วันกันแน่ เช็คเงินสดคือเช็คที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงิน ทำให้ผู้ถือเช็คคนใดก็สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารตามที่ระบุบนหน้าเช็ค บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีเขียน ขั้นตอนขึ้นเงิน จนถึงความเสี่ยงที่ SME ควรรู้ก่อนใช้งาน เช็คเงินสดคืออะไร ทำไม SME ยังต้องใช้ เช็คเงินสด คือเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงินสด โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงินเฉพาะเจาะจง ใครก็ตามที่ถือเช็คฉบับนี้สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่ายทันที ทำไมธุรกิจ SME ยังใช้เช็คเงินสด ทั้งที่มีช่องทางโอนเงินออนไลน์แล้ว เหตุผลหลักมีดังนี้ เช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คและเช็คระบุชื่อตรงไหน ผู้ประกอบการหลายคนเคยสับสนระหว่างเช็ค 3 ประเภทนี้ ลองดูความแตกต่างที่ชัดเจน เช็คเงินสด (Cash Cheque) เช็คที่สั่งจ่าย เงินสด หรือ ผู้ถือ ไม่ระบุชื่อผู้รับ ใครถือก็ขึ้นเงินได้ทันทีที่สาขาธนาคารผู้จ่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่เสี่ยงหากสูญหาย แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เช็คที่ออกโดยธนาคาร ธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันทีแล้วรับรองว่าจะจ่ายเงินแน่นอน ไม่มีโอกาสเด้ง ใช้ในธุรกรรมที่ต้องการความมั่นใจสูง เช่น ซื้อรถยนต์ จดทะเบียนบริษัท หรือวางมัดจำอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมออกเช็คประมาณ 20 บาทต่อฉบับ เช็คระบุชื่อ (Order Cheque) เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินชัดเจน เฉพาะบุคคลที่ชื่อตรงกันเท่านั้นจึงขึ้นเงินได้ ปลอดภัยกว่าเช็คเงินสด มักใช้ในการจ่ายเงินให้คู่ค้าหรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง ตารางเปรียบเทียบ 3 ประเภทเช็ค รายการ เช็คเงินสด แคชเชียร์เช็ค เช็คระบุชื่อ ผู้ออกเช็ค เจ้าของบัญชี ธนาคาร เจ้าของบัญชี ระบุชื่อผู้รับ ไม่ระบุ ระบุ ระบุ ใครขึ้นเงินได้ ผู้ถือคนใดก็ได้ เฉพาะผู้รับที่ระบุ เฉพาะผู้รับที่ระบุ โอกาสเช็คเด้ง มี ไม่มี (ธนาคารรับรอง) มี ความเสี่ยงถ้าหาย สูง ต่ำ ต่ำ เหมาะกับ จ่ายเงินทั่วไป ธุรกรรมมูลค่าสูง จ่ายคู่ค้ารายเจาะจง วิธีเขียนเช็คเงินสดที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง การเขียนเช็คผิดแม้จุดเดียว อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มาดูส่วนประกอบสำคัญและตัวอย่างจริง ส่วนประกอบสำคัญบนหน้าเช็ค วิธีการเขียนเช็คเงินสด สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าส่ง ต้องจ่ายค่าสินค้า 50,000 บาท ให้ซัพพลายเออร์ที่มารับเช็คด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องระวัง – ห้ามเว้นที่ว่างก่อนจำนวนเงินตัวอักษร เพราะอาจถูกเติมตัวเลขเพิ่ม และอย่าใช้ปากกาลบได้เด็ดขาด วิธีขึ้นเงินเช็คเงินสดที่ธนาคาร เมื่อได้รับเช็คเงินสดมาแล้ว ขั้นตอนการขึ้นเงินไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ขั้นตอนขึ้นเงินเช็คเงินสด ระยะเวลาและค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการที่รับเช็คเป็นประจำ การฝากเข้าบัญชีจะสะดวกกว่าขึ้นเงินสด เพราะมีหลักฐานทางบัญชีชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมาก เช็คเงินสดมีอายุกี่วัน หมดอายุแล้วทำอย่างไร เช็คเงินสดมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนหน้าเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 หากเกิน 6 เดือน ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม เช็คฉบับนี้ต้องนำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 31 สิงหาคม หากเลยกำหนดนี้ ธนาคารจะปฏิเสธการขึ้นเงิน เช็คหมดอายุแล้วทำอย่างไร – เช็คที่เกิน 6 เดือนไม่สามารถนำไปขึ้นเงินได้ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทน ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็คแต่อย่างใด เคล็ดลับสำหรับ SME – เมื่อได้รับเช็ค ควรบันทึกวันหมดอายุไว้ในระบบแล้วนำไปขึ้นเงินโดยเร็ว อย่าเก็บเช็คไว้นานจนลืม เพราะเสียทั้งเวลาในการติดตามและกระแสเงินสดของธุรกิจ ความเสี่ยงของเช็คเงินสดและวิธีป้องกัน เช็คเงินสดสะดวกก็จริง แต่มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ SME ควรทำความเข้าใจ เช็คเด้ง สาเหตุและผลทางกฎหมาย เช็คเด้ง คือเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายไม่พอ นอกจากนี้ยังเกิดจากลายเซ็นไม่ตรง เช็คถูกแก้ไขโดยไม่มีการเซ็นกำกับ หรือบัญชีถูกอายัด ผลทางกฎหมาย – ปัจจุบัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ยังมีผลบังคับใช้ กำหนดให้การออกเช็คโดยรู้ว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 4) ทั้งนี้ มีร่างกฎหมายยกเลิกโทษอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังเรื่องนี้อยู่ สำหรับ SME ที่รับเช็ค – ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้สั่งจ่ายก่อนรับเช็ค หากเป็นคู่ค้ารายใหม่ อาจขอแคชเชียร์เช็คแทนเพื่อลดความเสี่ยง เช็คหาย เช็คถูกปลอม ป้องกันอย่างไร เช็คเงินสดเสี่ยงมากกว่าเช็คระบุชื่อ เพราะใครก็ตามที่ถือเช็คสามารถนำไปขึ้นเงินได้ หากเช็คสูญหายหรือถูกขโมย ผู้ที่พบเช็คก็สามารถขึ้นเงินได้ทันที โดยมีวิธีป้องกัน ดังนี้ เช็คเงินสดกับการบันทึกบัญชีสำหรับ SME สำหรับผู้ประกอบการ เช็คไม่ใช่แค่เครื่องมือจ่ายเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีโดยตรง เมื่อออกเช็คเงินสดจ่าย – บันทึกบัญชีโดยเดบิตค่าใช้จ่ายหรือบัญชีเจ้าหนี้ และเครดิตบัญชีธนาคาร (ไม่ใช่เงินสด เพราะเงินออกจากบัญชีธนาคาร) ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งจ่ายเช็คเงินสด 50,000 บาท ค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ รายการ เดบิต เครดิต สินค้า/ต้นทุนขาย 50,000 – เงินฝากธนาคาร – 50,000 เมื่อรับเช็คเงินสด – บันทึกเดบิตบัญชีเช็ค (หรือเงินฝากธนาคาร ถ้านำฝากทันที) และเครดิตบัญชีลูกหนี้หรือรายได้ ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งรับเช็คเงินสด 80,000 บาท จากลูกค้า นำฝากธนาคารทันที รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 80,000 – ลูกหนี้การค้า – 80,000 จุดที่ SME มักผิดพลาด – หลายกิจการบันทึกการรับ-จ่ายเช็คไม่ตรงวัน ทำให้กระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) ไม่ตรง แนวทางที่ดีคือบันทึกรายการทันทีที่ออกเช็คหรือรับเช็ค แล้วบันทึกเพิ่มเมื่อเช็คเคลียร์ผ่านธนาคาร เพื่อให้ยอดเงินในบัญชีบริษัทตรงกับ Statement ธนาคาร การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการบันทึกเช็คจะช่วยลดข้อผิดพลาดตรงนี้ได้มาก เพราะระบบจะติดตามสถานะเช็ค (ออกเช็ค – เคลียร์แล้ว – เช็คเด้ง) ให้อัตโนมัติ สรุป: เช็คเงินสด เครื่องมือการเงินที่ SME ควรเข้าใจ เช็คเงินสดยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ใช้กันในภาคธุรกิจ แม้จะสะดวกแต่ก็มีความเสี่ยง ประเด็นสำคัญที่ควรจำ จัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าธุรกิจของคุณรับ-จ่ายเช็คเป็นประจำ การจัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบจะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลา PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานการเงิน และเตรียมข้อมูลภาษีได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็คเงินสด เช็คเงินสด ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เช็คเงินสดในภาษาอังกฤษเรียกว่า Cash Cheque หรือ Bearer Cheque หมายถึงเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ ผู้ถือ (Bearer) คนใดก็นำไปขึ้นเงินได้ ส่วนคำว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier Cheque เป็นคนละอย่างกัน เพราะหมายถึงเช็คที่ออกโดยธนาคาร เช็คเงินสดกับแคชเชียร์เช็คต่างกันตรงไหน เช็คเงินสดออกโดยเจ้าของบัญชี (บุคคลหรือนิติบุคคล) ไม่ระบุชื่อผู้รับ มีโอกาสเด้งถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ส่วนแคชเชียร์เช็คออกโดยธนาคาร หักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันที จึงไม่มีโอกาสเด้ง ถ้าต้องการความมั่นใจสูง แคชเชียร์เช็คเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า ใครก็ขึ้นเงินเช็คเงินสดได้จริงไหม จริง ถ้าเช็คไม่ได้ขีดคร่อม ผู้ถือเช็คคนใดก็นำไปขึ้นเป็นเงินสดได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่าย โดยแสดงบัตรประชาชน แต่ถ้าเช็คขีดคร่อมแล้ว ต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น ไม่สามารถรับเป็นเงินสดที่เคาน์เตอร์ได้ เช็คเงินสดหมดอายุ ต่ออายุได้ไหม ไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็ค เช็คมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่บนเช็ค หากเกิน 6 เดือนธนาคารจะปฏิเสธ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทนเท่านั้น ธุรกิจเล็กควรใช้เช็คเงินสดหรือโอนเงินดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช็คเงินสดเหมาะกับธุรกรรมที่คู่ค้ายังใช้ระบบเช็คอยู่ หรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน ส่วนการโอนเงินออนไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 Sep 2026

PEAK Account

18 min

เอกสาร NDA คืออะไร บังคับใช้แบบไหน มีผลอะไรบ้าง

เคยไหม ที่กำลังจะร่วมงานกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ แล้วอีกฝ่ายส่งเอกสารหนาๆ มาให้เซ็น บรรทัดแรกเขียนว่า Non-Disclosure Agreement หลายคนก็อาจเซ็นไปโดยไม่ได้อ่านให้ดี บางคนก็ไม่แน่ใจว่า NDA คือเอกสารอะไรกันแน่ ต่างจากสัญญาทั่วไปอย่างไร แล้วถ้าอีกฝ่ายละเมิด จะทำอะไรได้บ้าง NDA คือสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) ที่ผูกมัดให้คู่สัญญาต้องเก็บข้อมูลที่ได้รับระหว่างการทำงานร่วมกันไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้บุคคลภายนอ โดยในบทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ NDA ตั้งแต่ประเภท องค์ประกอบที่ต้องมี ไปจนถึงบทลงโทษตามกฎหมายไทยและข้อผิดพลาดที่ SME มักทำ NDA คืออะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ เป็นสัญญาที่กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ และห้ามฝ่ายที่ได้รับข้อมูลนำไปเปิดเผยหรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ตกลงกัน ในทางธุรกิจ เอกสาร NDA คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องความลับทางการค้าของคุณ ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 กำหนดว่าความลับทางการค้า คือข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป มีมูลค่าเชิงพาณิชย์เพราะเป็นความลับ และเจ้าของได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับนั้น สถานการณ์ที่ SME มักต้องใช้สัญญา NDA ได้แก่ NDA มีกี่ประเภท แต่ละแบบใช้เมื่อไร สัญญารักษาความลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล NDA ฝ่ายเดียว (Unilateral NDA) ฝ่ายหนึ่งเปิดเผยข้อมูล อีกฝ่ายรับข้อมูลและต้องรักษาความลับ มักใช้งานในกรณีที่รับพนักงานใหม่ หรือจ้างฟรีแลนซ์ ตัวอย่างเช่น เจ้าของร้านอาหารมีสูตรอาหารเฉพาะ เมื่อรับพ่อครัวคนใหม่ก็ให้เซ็น NDA เพื่อป้องกันไม่ให้นำสูตรไปเปิดเผย NDA สองฝ่าย (Bilateral NDA) ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยข้อมูลลับให้กัน และต่างต้องรักษาความลับของอีกฝ่าย มักใช้งานเมื่อสองธุรกิจร่วมมือกัน เช่น บริษัทซอฟต์แวร์กับสำนักงานบัญชีที่พัฒนาระบบร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลลูกค้า NDA หลายฝ่าย (Multilateral NDA) มักใช้ในกรณีที่มีคู่สัญญามากกว่า 2 ฝ่าย หรือใช้ในโครงการที่มีหลายบริษัทร่วมงาน เช่น กลุ่มนักลงทุน 3 รายร่วมกันพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัปแห่งหนึ่ง แทนที่จะทำ NDA แยกกันทีละคู่ ก็ทำฉบับเดียวครอบคลุมทุกฝ่าย ประเภท ใช้เมื่อไร ตัวอย่างสถานการณ์ SME ฝ่ายเดียว (Unilateral) รับพนักงาน จ้างฟรีแลนซ์ ร้านค้าออนไลน์จ้างโปรแกรมเมอร์ทำเว็บไซต์ สองฝ่าย (Bilateral) ร่วมทุน ร่วมพัฒนาสินค้า ร้านอาหาร 2 แบรนด์ร่วมออกเมนูพิเศษ หลายฝ่าย (Multilateral) โครงการหลายบริษัท กลุ่มนักลงทุนพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัป องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีใน NDA NDA ที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน ไม่ใช่แค่เขียนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลแล้วจบ เพราะถ้าข้อความกว้างเกินไป อาจบังคับใช้จริงไม่ได้เมื่อเกิดปัญหา องค์ประกอบหลักที่ต้องมีมีดังนี้ คู่สัญญา – ใครเปิดเผย ใครรับข้อมูล ระบุชื่อบริษัท ชื่อบุคคล และบทบาทให้ชัดเจน ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผย (Disclosing Party) และฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล (Receiving Party) ถ้าเป็น NDA สองฝ่าย ก็ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเป็นทั้งผู้เปิดเผยและผู้รับ ข้อมูลใด ที่ถือว่าเป็นความลับ ส่วนนี้สำคัญที่สุด ต้องระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ถือเป็นความลับ ตัวอย่างเช่น สูตรการผลิต รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการเงิน แผนการตลาด หรือซอร์สโค้ด สมมติคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายชื่อลูกค้า 5,000 ราย ถ้าข้อมูลลูกค้าเหล่านี้หลุดไปถึงคู่แข่ง อาจสูญเสียลูกค้าไปหลายร้อยราย คิดเป็นรายได้ที่หายไปหลายแสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ข้อมูลลูกค้าต้องถูกระบุไว้ในสัญญา NDA อย่างชัดเจน ข้อยกเว้น – ข้อมูลใด ที่ไม่นับเป็นความลับ ข้อมูลบางอย่างไม่ถือเป็นความลับ แม้จะอยู่ในขอบเขตสัญญา เช่น ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว ข้อมูลที่ผู้รับมีอยู่ก่อนเซ็นสัญญา หรือข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามคำสั่งศาล ระยะเวลาคุ้มครอง NDA ต้องกำหนดระยะเวลาคุ้มครองให้ชัดเจน โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลและอุตสาหกรรม หากเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูง เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองนานกว่าปกติ บทลงโทษเมื่อละเมิด ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ควรระบุค่าเสียหายกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นจำนวนเงินที่ตกลงกัน เช่น หากละเมิดสัญญา NDA ผู้ละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท การกำหนดตัวเลขไว้ชัดเจนช่วยให้ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล NDA ต่างจาก Non-compete และ NCA อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง NDA กับสัญญาประเภทอื่นที่คล้ายกัน ทั้ง 3 แบบปกป้องธุรกิจคนละมุม สัญญา ป้องกันเรื่องอะไร ตัวอย่างสถานการณ์ NDA (สัญญารักษาความลับ) ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ พนักงานห้ามเอารายชื่อลูกค้าไปบอกคนอื่น Non-compete (สัญญาห้ามแข่งขัน) ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่ง พนักงานลาออกแล้วห้ามไปทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี NCA (Non-Circumvention Agreement) ห้ามข้ามตัวกลางไปติดต่อลูกค้าโดยตรง นายหน้าแนะนำลูกค้าให้ ห้ามติดต่อลูกค้ารายนั้นโดยตรง ข้อสังเกตสำคัญ คือ สัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ในไทยมีข้อจำกัดตามที่ศาลตีความ ต้องกำหนดขอบเขตที่สมเหตุสมผลทั้งระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ ถ้ากำหนดกว้างเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าบังคับใช้ไม่ได้ ละเมิด NDA มีโทษอย่างไร หากเกิดการละเมิดสัญญา NDA ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิดและข้อมูลที่ถูกเปิดเผย โทษทางแพ่ง – ค่าเสียหายตามสัญญาและตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา NDA หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังสามารถขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสั่งให้หยุดเปิดเผยข้อมูลได้ทันที ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่มีฐานลูกค้า 200 ราย พนักงานลาออกแล้วนำรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลการเงินไปเปิดสำนักงานบัญชีแข่ง มีลูกค้าย้ายไป 50 ราย คิดเป็นค่าบริการที่หายไปราว 150,000 บาทต่อเดือน (สมมติค่าบริการรายละ 3,000 บาท) คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 41/1 ยังให้สิทธินายจ้างเลิกจ้างพนักงานที่เปิดเผยความลับทางการค้าได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โทษทางอาญา – ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322-325 ผู้ที่เปิดเผยความลับที่ได้รู้มาจากตำแหน่งหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ถ้ามีการละเมิดโดยเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ผู้กระทำมีความผิดทั้งทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย) และอาจมีโทษทางอาญาด้วย ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเรื่อง NDA จากประสบการณ์ที่พบบ่อย SME มักทำผิดพลาดเรื่อง NDA ในประเด็นต่อไปนี้ ไม่ระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน – เขียนแค่ว่าข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด กว้างเกินไปจนบังคับใช้ยาก ควรระบุเจาะจง เช่น รายชื่อลูกค้า สูตรการผลิต แผนการตลาด ข้อมูลการเงิน กำหนดระยะเวลาสั้นหรือยาวเกินไป – ระยะเวลาที่สั้นเกินไปอาจไม่คุ้มครองเพียงพอ แต่ถ้าหากยาวเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าไม่สมเหตุผล ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูล ไม่กำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า – เมื่อเกิดการละเมิด ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล ซึ่งยากและใช้เวลานาน ควรกำหนดค่าเสียหายไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ใช้แบบฟอร์ม NDA จากต่างประเทศโดยไม่ปรับ – NDA template ภาษาอังกฤษจากอินเทอร์เน็ตอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ควรปรับให้อ้างอิง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง หรือปรึกษาทนายความเพื่อความรอบคอบ ไม่ทำ NDA กับฟรีแลนซ์หรือที่ปรึกษา – หลายบริษัทเซ็น NDA กับพนักงานประจำ แต่ลืมทำกับฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา หรือผู้รับเหมา ทั้งที่คนเหล่านี้อาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากพนักงาน NDA กับ PDPA เกี่ยวข้องกันอย่างไร NDA ปกป้องข้อมูลความลับทางธุรกิจ ส่วน PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและพนักงาน ทั้งสองกฎหมายทำงานคนละมุมแต่เสริมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ SME ที่เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล หรือข้อมูลการเงิน ต้องดูแลทั้ง 2 ด้านคู่กัน ดังนั้น SME ที่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ควรมีทั้ง NDA สำหรับพนักงาน และนโยบาย PDPA สำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งสองด้าน สรุป – NDA ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือเกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งมีข้อมูลที่ต้องปกป้อง ผู้ประกอบการควรทำ NDA กับทุกคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ทั้งพนักงาน ฟรีแลนซ์ และพาร์ตเนอร์ ในเอกสารต้องระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน พร้อมกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า หรืออาจปรึกษาทนายความ เพื่อให้สัญญาที่จัดทำสอดคล้องกับกฎหมายไทย บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย จัดการข้อมูลธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากบัญชีที่ปลอดภัย ข้อมูลทางการเงินเป็นหนึ่งในความลับทางการค้าที่สำคัญที่สุดของ SME การจัดการบัญชีด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์บน Cloud ช่วยให้คุณควบคุมได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร และติดตามรายรับ-รายจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NDA สัญญารักษาความลับ NDA ย่อมาจากอะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement แปลเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ หรือสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล ใช้ในธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้คู่สัญญานำข้อมูลลับไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก เซ็น NDA แล้ว ถ้าอีกฝ่ายละเมิดต้องทำอย่างไร รวบรวมหลักฐานการละเมิดให้ครบ เช่น อีเมล ข้อความ หรือพยานบุคคล จากนั้นแจ้งคู่สัญญาอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) หรือทางอาญา (แจ้งความ) ตามความเหมาะสม NDA มีอายุกี่ปี ขึ้นอยู่กับที่ระบุในสัญญา โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองยาวนานกว่านั้น ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดอายุไว้ อาจตีความว่ามีผลตลอดไป แต่ศาลมักพิจารณาความสมเหตุสมผลด้วย SME ต้องทำ NDA กับพนักงานทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคน แต่ควรทำกับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ฝ่ายบัญชีที่ดูข้อมูลการเงิน ฝ่ายขายที่มีรายชื่อลูกค้า ฝ่ายผลิตที่รู้สูตรสินค้า หรือฝ่าย IT ที่เข้าถึงระบบทั้งหมด นอกจากนี้ อย่าลืมทำกับฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาภายนอกด้วย NDA กับสัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ต่างกันตรงไหน NDA ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ไม่ได้ห้ามทำงานกับคู่แข่ง ส่วน Non-compete ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่งขันในระยะเวลาที่กำหนด ธุรกิจสามารถใช้ทั้ง 2 สัญญาร่วมกันได้ เพื่อป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลและการแข่งขันโดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

2 Sep 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 Sep 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม