Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

23 Oct 2026

PEAK Account

20 min

Negative Income Tax คืออะไร สรุประบบภาษีเงินได้ติดลบที่คนไทยต้องรู้จัก

หลายคนเห็นคำว่า Negative Income Tax แล้วรู้สึกตกใจ เพราะข่าวบอกว่าคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าหรือฟรีแลนซ์ที่ไม่เคยยื่นมาก่อน แต่จริงๆ แล้ว ระบบนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แถมยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐกลับมาด้วย บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้ติดลบ ทำงานยังไง กระทบใครบ้าง และผู้ประกอบการ SME รวมถึงคนทำอาชีพอิสระต้องเตรียมตัวอย่างไร Negative Income Tax คืออะไร (ภาษีเงินได้ติดลบ) Negative Income Tax หรือ NIT คือระบบภาษีที่ทำหน้าที่สองทาง ถ้ามีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็เสียภาษีตามปกติ แต่ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนกลับมาให้แทน พูดง่ายๆ คือ ระบบภาษีกับระบบสวัสดิการรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องแยกยื่นภาษีทางหนึ่ง แล้วไปขอสวัสดิการอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติรัฐกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 บาทต่อปี และอัตราอุดหนุน 50% ทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อขอสวัสดิการแยกต่างหาก Milton Friedman ผู้คิดค้น Negative Income Tax แนวคิด NIT ถูกเสนอครั้งแรกโดย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ในหนังสือ Capitalism and Freedom Friedman มองว่าระบบสวัสดิการแบบเดิมมีปัญหาหลายจุด ทั้งซ้ำซ้อน ตกหล่น และสิ้นเปลือง เขาเสนอว่าถ้ารวมภาษีกับสวัสดิการเป็นระบบเดียว จะช่วยลดความซับซ้อน ลดต้นทุนบริหาร และทำให้เงินถึงมือคนที่ต้องการจริง แม้จะเป็นแนวคิดจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลไทยกำลังศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย โดยตั้งเป้าให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีเดียวกัน (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) NIT กับ UBI (Universal Basic Income) ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า NIT กับ UBI เหมือนกันไหม คำตอบคือไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองระบบจะมีเป้าหมายช่วยเหลือคนรายได้น้อยเหมือนกัน เรื่องNegative Income Tax (NIT)Universal Basic Income (UBI)ใครได้รับเงินเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ทุกคนได้เท่ากันหมด ไม่ว่ารวยหรือจนเงื่อนไขต้องยื่นภาษีเพื่อแสดงรายได้ไม่มีเงื่อนไขงบประมาณใช้น้อยกว่า เพราะจ่ายเฉพาะกลุ่มที่ต้องการใช้มหาศาล เพราะจ่ายทุกคน NIT จึงเหมาะกับประเทศที่มีงบประมาณจำกัดมากกว่า เพราะเงินอุดหนุนถูกส่งตรงไปยังคนที่ต้องการจริง Negative Income Tax ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ NIT ไม่ซับซ้อน ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร ระบบจะคำนวณอัตโนมัติว่าคนๆ นั้นต้องเสียภาษีหรือได้รับเงินอุดหนุน ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ทำไมคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษีในระบบ NIT เหตุผลหลักคือ รัฐต้องรู้รายได้ที่แท้จริงของทุกคน เพื่อจะตัดสินได้ว่าใครควรเสียภาษีและใครควรได้รับเงินอุดหนุน ปัจจุบันคนไทยที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงราว 10-11 ล้านคนจากประชากรวัยทำงานกว่า 38 ล้านคน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – สถิติการยื่นแบบ) ซึ่งหมายความว่าคนอีกกว่า 20 ล้านคนยังอยู่นอกระบบภาษี ถ้าไม่มีข้อมูลรายได้ของทุกคน รัฐก็ไม่สามารถส่งเงินอุดหนุนถูกคนได้ การยื่นภาษีจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี แต่เป็นการแจ้งรายได้เพื่อให้ระบบทำงานได้ คนที่เคยไม่ต้องยื่นภาษี ระบบใหม่เปลี่ยนอะไร ปัจจุบันคนที่มีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ต้องยื่นแบบภาษี แต่ในระบบ NIT ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สิ่งที่เปลี่ยนคือ กลุ่มนี้ต้องเรียนรู้วิธียื่นภาษีและจัดเก็บเอกสารรายได้-รายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน Negative Income Tax ต่างจากระบบภาษีปัจจุบันอย่างไร ระบบภาษีปัจจุบันทำงานทางเดียว คือเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ส่วนคนรายได้น้อยต้องไปขอสวัสดิการแยกต่างหาก เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ NIT เปลี่ยนให้ทำงานสองทางในระบบเดียว เรื่องระบบภาษีปัจจุบันระบบ NITใครต้องยื่นเฉพาะคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ทุกคนที่มีรายได้คนรายได้น้อยต้องไปลงทะเบียนขอสวัสดิการแยกได้รับเงินอุดหนุนอัตโนมัติผ่านระบบภาษีข้อมูลรายได้รัฐมีข้อมูลไม่ครบรัฐมีข้อมูลรายได้ของทุกคนความซ้ำซ้อนสวัสดิการหลายโครงการ ซ้ำซ้อนกันรวมเป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน ผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการไทย สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ทำบัญชีและยื่นภาษีอยู่แล้ว ผลกระทบโดยตรงอาจไม่มากนัก เพราะระบบภาษีนิติบุคคลยังทำงานเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ พนักงานและลูกจ้างทุกคนจะต้องอยู่ในระบบภาษี ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบอยู่แล้วจะได้เปรียบ เพราะข้อมูลพร้อมส่งต่อให้พนักงานใช้ยื่นภาษีได้ทันที ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าธุรกิจใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์เพื่อจัดการรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกอัตโนมัติ ไม่ต้องไปรวบรวมทีหลัง คนไม่เคยยื่นภาษี-อาชีพอิสระ เตรียมตัวอย่างไร สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ไม่เคยยุ่งกับเรื่องภาษีมาก่อน อาจรู้สึกกังวล แต่หลักการเตรียมตัวไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นตอนเริ่มต้นยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบ สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย ขั้นตอนเริ่มต้นมีดังนี้ สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องกลัวว่ายื่นแล้วจะต้องเสียภาษีทุกกรณี เพราะถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ในระบบ NIT คุณจะได้รับเงินอุดหนุนกลับมาแทน เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม เอกสารใช้ทำอะไรบัตรประชาชนสมัครเลขผู้เสียภาษี ยืนยันตัวตนหลักฐานรายได้ทั้งปี (สลิปเงินเดือน ยอดขาย ใบเสร็จ)แจ้งรายได้รวมเพื่อคำนวณภาษีหลักฐานค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ)ใช้หักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)ใช้ลดภาษีที่ถูกหักไปแล้วระหว่างปีหลักฐานค่าลดหย่อน (ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ)ลดฐานภาษีให้ต่ำลง ถ้ายังไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร การเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีหรือแอปบันทึกรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้ข้อมูลพร้อมใช้ตอนยื่นภาษีออนไลน์ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมทีหลัง โทษหากไม่ยื่นภาษี ตามประมวลรัษฎากร การไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนดมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ไม่ว่าจะอยู่ในระบบภาษีปัจจุบันหรือระบบ NIT ในอนาคต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม โทษอาญา บทลงโทษแบ่งเป็น 3 ระดับ เบี้ยปรับ คือค่าปรับที่เกิดจากการยื่นแบบไม่ถูกต้อง เช่น แจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยทั่วไปเสียเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 22 และ 26 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าไปยื่นเองก่อนได้รับหมายเรียก กรมสรรพากรมีนโยบายลดเบี้ยปรับได้ (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542) เงินเพิ่ม คือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีล่าช้า คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระ ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ยิ่งจ่ายช้า ยอดก็ยิ่งเพิ่ม โทษอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนกรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับผู้ประกอบการ SME การมีระบบบัญชีที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มาก เพราะข้อมูลรายได้-รายจ่ายจะถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปแก้ไขทีหลัง บทสรุป Negative Income Tax กับสิ่งที่ต้องเตรียม Negative Income Tax ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นระบบที่จะทำให้ภาษีและสวัสดิการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทุกคนควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้คือ ยิ่งเตรียมตัวเร็วเท่าไร ยิ่งสบายตอนระบบเริ่มใช้งานจริง ให้ PEAK ช่วยจัดการบัญชีและภาษีให้ธุรกิจของคุณ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารภาษี และสร้างรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าระบบภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบจะช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้เสมอ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Negative Income Tax Negative Income Tax เริ่มใช้เมื่อไร รัฐบาลไทยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบ NIT ในปีภาษี 2570 (ค.ศ. 2027) แต่รายละเอียดและกำหนดเวลาที่แน่นอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบาย ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นระยะ ถ้ารายได้น้อยมาก ยื่นแล้วต้องเสียภาษีไหม ไม่จำเป็น ในระบบ NIT คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย การยื่นภาษีจึงเป็นประโยชน์สำหรับคนรายได้น้อย ไม่ใช่ภาระ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีด้วยไหม ต้องยื่น เพราะระบบ NIT กำหนดให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากการขายของออนไลน์ หรือรายได้ฟรีแลนซ์ ทางที่ดีคือเริ่มบันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมตอนยื่น NIT จะมาแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไหม แนวทางของ NIT คือรวมระบบสวัสดิการเข้ากับระบบภาษีเป็นระบบเดียว ซึ่งอาจทดแทนหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต แต่รายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาของรัฐบาล ผู้ประกอบการ SME ต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม สำหรับผู้ประกอบการที่ทำบัญชีและยื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ควรตรวจสอบว่าระบบบัญชีของธุรกิจสามารถออกเอกสารรับรองรายได้ให้พนักงานได้ครบถ้วน เพราะพนักงานทุกคนจะต้องยื่นภาษีเช่นกันธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Oct 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 Oct 2026

PEAK Account

20 min

PR PO GR คืออะไร เข้าใจระบบจัดซื้อครบ 3 ขั้นตอน

ธุรกิจที่เริ่มโตมักเจอคำว่า PR, PO, GR ในเอกสารจัดซื้อ แต่หลายคนยังสับสนว่าแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร และต้องใช้ตอนไหน ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักทุกเอกสาร เข้าใจทุกขั้นตอน ของระบบจัดซื้อในองค์กร ใบขอซื้อ หรือใบ PR คืออะไร ใบขอซื้อ หรือใบ PR (Purchase requisition) คือเอกสารที่พนักงานหรือแผนกในองค์กรใช้ขออนุมัติการสั่งซื้อสินค้า หรือบริการ ก่อนที่ฝ่ายจัดซื้อจะสั่งซื้อจริง เป็นจุดเริ่มต้นของทุกการจัดซื้อในระบบ หรือพูดง่าย ๆ ว่า PR เปรียบเสมือนใบเสนอความต้องการ ที่บอกว่า ฉันต้องการซื้ออะไร จำนวนเท่าไร และทำไมถึงต้องซื้อ ตัวอย่างเช่น แผนก IT ต้องการซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ 5 เครื่อง ก็ต้องทำใบ PR ส่งให้หัวหน้าแผนกอนุมัติก่อน เมื่ออนุมัติแล้วจึงส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อ ใบขอซื้อ กับ ใบเสนอซื้อ เป็นเอกสารเดียวกันไหม ใช่ ในทางปฏิบัติ “ใบขอซื้อ” “ใบเสนอซื้อ” และ “ใบขอซื้อ/ขอจ้าง” มักหมายถึงเอกสารเดียวกัน คือใบที่แผนกภายในใช้ขออนุมัติซื้อ แต่ละองค์กรเลือกเรียกต่างกัน ส่วนที่ต้องดูคือหน้าที่ของเอกสาร ไม่ใช่ชื่อ จุดที่มักสับสนคือ “ใบเสนอราคา” (Quotation) ซึ่งเป็นเอกสารคนละใบ ใบเสนอราคาออกโดยผู้ขายเพื่อบอกราคาให้ผู้ซื้อ ส่วนใบ PR ออกโดยคนในองค์กรของผู้ซื้อเอง เปิด PR คืออะไร / ขั้นตอนการเปิดใบ PR การเปิด PR หมายถึงการสร้างใบขอซื้อเข้าไปในระบบ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ตัวอย่างใบขอซื้อ (PR) ใบ PR มักมีข้อมูลสำคัญดังนี้ ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ แผนกคลังสินค้าพบว่ากล่องพัสดุเหลือไม่พอส่งของภายในสัปดาห์นี้ จึงเปิดใบ PR ขอซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบ ส่งให้ผู้จัดการอนุมัติ ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อออก PO ไปยัง supplier ใบ PR ของบริษัท ก ที่กรอกแล้วหน้าตาประมาณนี้ (ข้อมูลสมมติ) ช่อง ข้อมูล เลขที่ / วันที่ PR-2026-0042 · 15 ต.ค. 2569 แผนกที่ขอ / ผู้ขอ คลังสินค้า · หัวหน้าคลังสินค้า รายการ กล่องพัสดุลูกฟูกเบอร์ C ขนาด 20 × 30 × 11 ซม. จำนวน 500 ใบ ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ 8 บาท รวมโดยประมาณ 500 × 8 = 4,000 บาท วันที่ต้องการ 20 ต.ค. 2569 เหตุผล กล่องคงเหลือ 60 ใบ ไม่พอส่งออเดอร์ช่วงโปรโมชันปลายเดือน ผู้อนุมัติ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ (วงเงินอนุมัติไม่เกิน 10,000 บาท) ราคาในใบ PR เป็นราคาประมาณเพื่อใช้ขออนุมัติงบ ราคาจริงจะกำหนดอีกครั้งใน PO หลังฝ่ายจัดซื้อเทียบราคาจากผู้ขาย แบบฟอร์มใบขอซื้อ Excel ควรมีช่องอะไรบ้าง แบบฟอร์มใน Excel ใช้ 1 แผ่นต่อ 1 ใบ PR ส่วนหัวใส่ข้อมูลเอกสาร ส่วนตารางใส่รายการ และท้ายแผ่นเว้นช่องลงนาม ส่วน ช่องที่ควรมี ส่วนหัว เลขที่ PR วันที่ แผนก ชื่อผู้ขอ วันที่ต้องการ ตารางรายการ ลำดับ รายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวน หน่วย ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ จำนวนเงิน ท้ายตาราง รวมเงินโดยประมาณ เหตุผลในการขอซื้อ ลงนาม ผู้ขอ ผู้อนุมัติ วันที่อนุมัติ ช่องจำนวนเงินใช้สูตรคูณจำนวนกับราคาต่อหน่วย เช่น ถ้าจำนวนอยู่คอลัมน์ C และราคาอยู่คอลัมน์ E ให้ใส่ =C5*E5 แล้วลากลง ส่วนช่องรวมใช้ =SUM ของคอลัมน์จำนวนเงิน เลขที่ PR ควรเรียงต่อกันและไม่ใช้ซ้ำ เพื่อให้อ้างถึงได้ตอนออก PO และตอนตรวจย้อนหลัง ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO คืออะไร ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO (Purchase Order) คือเอกสารทางการที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย (Supplier) เพื่อแจ้งว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อผู้ขายตอบรับ PO จะใช้เป็นหลักฐานข้อตกลงซื้อขายตามรายการ ราคา และเงื่อนไขที่ระบุไว้ โดยความแตกต่างระหว่าง PO และ PR ตรงที่ PR เป็นเอกสารภายใน ขอความเห็นชอบจากผู้บริหาร ส่วน PO เป็นเอกสารภายนอก ที่ส่งให้คู่ค้าโดยตรง ใบ PO มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ใบ PO มักระบุข้อมูลสำคัญ เช่น เลขที่ PO ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย รายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และวันที่ส่งของ สำหรับรายละเอียดองค์ประกอบเต็มและตัวอย่างใบ PO พร้อมแบบฟอร์ม อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง ใบรับสินค้า หรือใบ GR คืออะไร ใบรับสินค้า หรือใบ GR (Goods Receipt ) คือเอกสารที่ออกเมื่อสินค้าถูกส่งมาถึงและผ่านการตรวจรับเรียบร้อยแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ซื้อได้รับสินค้าตรงตาม PO ที่สั่งไป ทั้งชนิด จำนวน และคุณภาพ GR เป็นขั้นตอนสุดท้ายในวงจรจัดซื้อ ก่อนที่ฝ่ายบัญชีจะจ่ายเงินให้คู่ค้า หากไม่มี GR ฝ่ายบัญชีจะไม่มีหลักฐานว่าได้รับของจริง ซึ่งอาจทำให้จ่ายเงินให้สินค้าที่ยังไม่มาถึง หรือมาถึงแต่ไม่ครบ ตัวอย่าง เช่น บริษัท ก สั่งซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบจากผู้ขาย ของมาถึงแต่มีแค่ 480 ใบ ถ้าทำ GR ตอนรับของจะบันทึกได้ทันทีว่าได้ 480 ไม่ใช่ 500 ทำให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงินตามจำนวนที่รับจริง และติดตามให้ผู้ขายส่งส่วนที่เหลืออีก 20 ใบ ขั้นตอนการทำ GR (Goods Receipt) เมื่อ supplier ส่งสินค้ามาถึง ฝ่ายคลังสินค้าหรือผู้รับผิดชอบจะต้องทำ GR ตามขั้นตอนดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับ PO (เช่น จำนวนไม่ครบ หรือคนละรุ่น) ต้องบันทึกความต่างไว้ใน GR และแจ้งผู้ขายทันที เพราะจะกระทบทั้งการจ่ายเงินและระบบสต็อกสินค้าของธุรกิจ ขั้นตอนตรวจรับและการเทียบกับใบแจ้งหนี้ของผู้ขาย อ่านต่อได้ที่บทความ รู้จักระบบ GR และ IR ความแตกต่างระหว่าง PR, PO และ GR (ตารางเปรียบเทียบ) หลายคนยังสับสนระหว่างเอกสารทั้ง 3 ตัว ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจน หัวข้อ PR (ใบขอซื้อ) PO (ใบสั่งซื้อ) GR (ใบรับสินค้า) ชื่อเต็ม Purchase Requisition Purchase Order Goods Receipt ออกโดย พนักงาน/แผนกที่ต้องการสินค้า ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า/ผู้ตรวจรับ ส่งให้ ผู้อนุมัติภายในองค์กร คู่ค้า/ผู้ขาย (ภายนอก) ฝ่ายบัญชี ใช้ทำอะไร ขออนุมัติซื้อ ยืนยันคำสั่งซื้อกับ supplier ยืนยันว่ารับสินค้าครบแล้ว ประเภทเอกสาร เอกสารภายใน เอกสารภายนอก (หลักฐานข้อตกลงซื้อขายเมื่อผู้ขายตอบรับ) เอกสารภายใน เกิดขึ้นตอนไหน ก่อนสั่งซื้อ ระหว่างสั่งซื้อ หลังรับของ จุดที่ต้องจำคือ PR อยู่ภายในองค์กร ส่วน PO ออกไปหาคู่ค้า และ GR ย้อนกลับเข้ามาเพื่อปิดรอบการจัดซื้อ ขั้นตอนจัดซื้อครบวงจร ตั้งแต่ขอซื้อ สั่งซื้อ และรับสินค้า เอกสารทั้ง 3 ตัวทำงานเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่ง ระบบจัดซื้อจะไม่สมบูรณ์ Step 1: เปิดใบขอซื้อ (PR) เมื่อแผนกใดต้องการสินค้าหรือบริการ พนักงานจะเปิดใบ PR ระบุรายการที่ต้องการพร้อมเหตุผล แล้วส่งให้หัวหน้าแผนกหรือผู้จัดการอนุมัติ ถ้าไม่อนุมัติ PR จะถูกส่งกลับให้แก้ไข หรือยกเลิก ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์สำนักงาน แผนกการตลาดต้องการผลิตสื่อโฆษณาชิ้นใหม่ จึงเปิด PR ขอซื้อบริการออกแบบจากฟรีแลนซ์ มูลค่า 15,000 บาท ระบุเหตุผลว่าเป็นแคมเปญไตรมาส 3 ส่งให้ผู้จัดการแผนกอนุมัติ PR ใบนี้ใช้เวลา 1 วันทำการก็ผ่าน เพราะมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว Step 2: อนุมัติและออกใบสั่งซื้อ (PO) เมื่อ PR ผ่านการอนุมัติ ทีมจัดซื้อจะเปรียบเทียบราคาจากคู่ค้าหลายราย เลือกรายที่เหมาะสม แล้วออกใบ PO ส่งไปยืนยันคำสั่งซื้อ โดย PO จะระบุรายละเอียดครบถ้วน ทั้งราคา จำนวน เงื่อนไขการจ่ายเงิน และวันส่งของ ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 1): ทีมจัดซื้อของบริษัท ข รับ PR ที่อนุมัติแล้ว เปรียบเทียบราคาจากฟรีแลนซ์ 3 ราย เลือกรายที่เสนอราคา 13,500 บาท พร้อมส่งงานภายใน 7 วัน แล้วออก PO เลขที่ PO-2026-0158 ส่งให้ฟรีแลนซ์ยืนยัน เมื่อฟรีแลนซ์ตอบรับ PO ฉบับนี้ก็เป็นหลักฐานข้อตกลงจ้างงานตามราคาและกำหนดส่งที่ระบุ Step 3: รับสินค้าและทำ GR เมื่อของมาถึง ฝ่ายคลังจะตรวจสอบว่าสินค้าตรงกับ PO หรือไม่ ถ้าตรงครบก็ทำ GR แล้วส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชีเพื่อจ่ายเงิน ถ้าสินค้าไม่ตรงหรือไม่ครบ จะต้องบันทึกข้อแตกต่างและติดต่อผู้ขายแก้ไขก่อน ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 2): ฟรีแลนซ์ส่งไฟล์งานออกแบบครบตามที่ตกลง แผนกการตลาดตรวจสอบแล้วตรงตาม PO-2026-0158 จึงทำ GR ยืนยันรับงาน แล้วส่ง GR ให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงิน 13,500 บาทให้ฟรีแลนซ์ ขั้นตอนนี้เรียกว่า 3-way matching คือการเทียบเอกสาร 3 ฉบับให้ตรงกันก่อนจ่ายเงิน เอกสาร ข้อมูลที่ตรวจ ออกโดย ตัวอย่าง (บริษัท ข) PO (ใบสั่งซื้อ) รายการ ราคา จำนวนที่สั่ง ทีมจัดซื้อ PO-2026-0158: ออกแบบ 1 งาน 13,500 บาท GR (ใบรับสินค้า) จำนวนที่รับจริง คุณภาพ ผู้ตรวจรับ ตรวจรับไฟล์งานครบ ตรง PO Invoice (ใบแจ้งหนี้) จำนวนเงินที่เรียกเก็บ ผู้ขาย ฟรีแลนซ์แจ้งหนี้ 13,500 บาท ถ้าเอกสารทั้ง 3 ฉบับตรงกัน ก็จ่ายเงินได้ทันที ถ้าไม่ตรง (เช่น Invoice เรียกเก็บเกิน หรือ GR ระบุว่าได้ของไม่ครบ) ต้องหาสาเหตุและแก้ไขก่อน ปัญหาที่พบบ่อยในระบบ PR PO GR และวิธีแก้ไข ระบบจัดซื้อที่ไม่เป็นระบบอาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ จัดการระบบจัดซื้อ PR PO GR ด้วยโปรแกรมบัญชี ธุรกิจที่เริ่มมีออเดอร์เยอะขึ้น การจัดการ PR PO GR ด้วยกระดาษหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ เพราะเอกสารหาย ข้อมูลไม่ตรงกัน และตรวจสอบย้อนหลังลำบาก ตัวอย่างปัญหาที่ SME เจอบ่อยเมื่อใช้ Excel จัดการ การเก็บใบสั่งซื้อไว้ในโปรแกรมบัญชีช่วยให้เอกสารจัดซื้ออยู่ที่เดียวกับข้อมูลบัญชี ค้นย้อนหลังได้จากเลขที่เอกสาร และลดการคีย์ข้อมูลซ้ำระหว่างฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายบัญชี สรุป – แค่เข้าใจเอกสาร งานจัดซื้อก็ลื่นไหล เมื่อเข้าใจว่าเอกสารจัดซื้อคืออะไร และมีอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือนำไปใช้จริงในธุรกิจ เพราะระบบจัดซื้อที่ดีช่วยควบคุมต้นทุนและลดปัญหาเอกสารตกหล่น สิ่งที่ควรเริ่มทำวันนี้ ออกใบสั่งซื้อและพิมพ์ใบขอซื้อด้วย PEAK ใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คุณสามารถสร้างใบสั่งซื้อได้ที่เมนูรายจ่าย แล้วเลือกพิมพ์จากใบสั่งซื้อใบเดียวกันออกมาเป็นรูปแบบใบสั่งซื้อ ใบขอซื้อ/ขอจ้าง หรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ PR PO GR ใบ PO ใครเป็นคนออก ใบ PO ออกโดยฝ่ายจัดซื้อขององค์กร หลังจากได้รับใบ PR ที่อนุมัติแล้ว ในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายจัดซื้อแยก เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการอาจเป็นคนออก PO เอง PO กับ Invoice ต่างกันอย่างไร PO เป็นเอกสารที่ “ผู้ซื้อ” ออกเพื่อแจ้งคำสั่งซื้อ ส่วน Invoice (ใบแจ้งหนี้) เป็นเอกสารที่ “ผู้ขาย” ออกเพื่อเรียกเก็บเงิน PO เกิดก่อนส่งของ ส่วน Invoice ออกพร้อมการส่งของหรือหลังส่งของก็ได้ ตามเงื่อนไขการค้าที่ตกลงกัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ Invoice คืออะไร บริษัทเล็กต้องมีระบบ PR PO GR ไหม ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมี แต่แนะนำอย่างยิ่ง แม้บริษัทมีพนักงาน 3 ถึง 5 คน การมีระบบ PR PO GR แบบง่าย ๆ (จะใช้กระดาษหรือ Excel ก็ได้) ช่วยให้รู้ว่าซื้ออะไร จากใคร ราคาเท่าไร ป้องกันการสั่งซื้อซ้ำหรือสั่งซื้อโดยไม่มีคนรับผิดชอบ ใบขอซื้อต้องมีลายเซ็นใครบ้าง อย่างน้อย 2 คน คือผู้ขอซื้อและผู้อนุมัติ ส่วนใครเป็นผู้อนุมัติขึ้นกับวงเงินที่บริษัทกำหนด เช่น บริษัท ก ให้ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการอนุมัติได้ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเกินต้องให้กรรมการลงนาม ควรเขียนวงเงินอนุมัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

23 Oct 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 Oct 2026

PEAK Account

20 min

PR PO GR คืออะไร เข้าใจระบบจัดซื้อครบ 3 ขั้นตอน

ธุรกิจที่เริ่มโตมักเจอคำว่า PR, PO, GR ในเอกสารจัดซื้อ แต่หลายคนยังสับสนว่าแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร และต้องใช้ตอนไหน ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักทุกเอกสาร เข้าใจทุกขั้นตอน ของระบบจัดซื้อในองค์กร ใบขอซื้อ หรือใบ PR คืออะไร ใบขอซื้อ หรือใบ PR (Purchase requisition) คือเอกสารที่พนักงานหรือแผนกในองค์กรใช้ขออนุมัติการสั่งซื้อสินค้า หรือบริการ ก่อนที่ฝ่ายจัดซื้อจะสั่งซื้อจริง เป็นจุดเริ่มต้นของทุกการจัดซื้อในระบบ หรือพูดง่าย ๆ ว่า PR เปรียบเสมือนใบเสนอความต้องการ ที่บอกว่า ฉันต้องการซื้ออะไร จำนวนเท่าไร และทำไมถึงต้องซื้อ ตัวอย่างเช่น แผนก IT ต้องการซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ 5 เครื่อง ก็ต้องทำใบ PR ส่งให้หัวหน้าแผนกอนุมัติก่อน เมื่ออนุมัติแล้วจึงส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อ ใบขอซื้อ กับ ใบเสนอซื้อ เป็นเอกสารเดียวกันไหม ใช่ ในทางปฏิบัติ “ใบขอซื้อ” “ใบเสนอซื้อ” และ “ใบขอซื้อ/ขอจ้าง” มักหมายถึงเอกสารเดียวกัน คือใบที่แผนกภายในใช้ขออนุมัติซื้อ แต่ละองค์กรเลือกเรียกต่างกัน ส่วนที่ต้องดูคือหน้าที่ของเอกสาร ไม่ใช่ชื่อ จุดที่มักสับสนคือ “ใบเสนอราคา” (Quotation) ซึ่งเป็นเอกสารคนละใบ ใบเสนอราคาออกโดยผู้ขายเพื่อบอกราคาให้ผู้ซื้อ ส่วนใบ PR ออกโดยคนในองค์กรของผู้ซื้อเอง เปิด PR คืออะไร / ขั้นตอนการเปิดใบ PR การเปิด PR หมายถึงการสร้างใบขอซื้อเข้าไปในระบบ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ตัวอย่างใบขอซื้อ (PR) ใบ PR มักมีข้อมูลสำคัญดังนี้ ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ แผนกคลังสินค้าพบว่ากล่องพัสดุเหลือไม่พอส่งของภายในสัปดาห์นี้ จึงเปิดใบ PR ขอซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบ ส่งให้ผู้จัดการอนุมัติ ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อออก PO ไปยัง supplier ใบ PR ของบริษัท ก ที่กรอกแล้วหน้าตาประมาณนี้ (ข้อมูลสมมติ) ช่อง ข้อมูล เลขที่ / วันที่ PR-2026-0042 · 15 ต.ค. 2569 แผนกที่ขอ / ผู้ขอ คลังสินค้า · หัวหน้าคลังสินค้า รายการ กล่องพัสดุลูกฟูกเบอร์ C ขนาด 20 × 30 × 11 ซม. จำนวน 500 ใบ ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ 8 บาท รวมโดยประมาณ 500 × 8 = 4,000 บาท วันที่ต้องการ 20 ต.ค. 2569 เหตุผล กล่องคงเหลือ 60 ใบ ไม่พอส่งออเดอร์ช่วงโปรโมชันปลายเดือน ผู้อนุมัติ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ (วงเงินอนุมัติไม่เกิน 10,000 บาท) ราคาในใบ PR เป็นราคาประมาณเพื่อใช้ขออนุมัติงบ ราคาจริงจะกำหนดอีกครั้งใน PO หลังฝ่ายจัดซื้อเทียบราคาจากผู้ขาย แบบฟอร์มใบขอซื้อ Excel ควรมีช่องอะไรบ้าง แบบฟอร์มใน Excel ใช้ 1 แผ่นต่อ 1 ใบ PR ส่วนหัวใส่ข้อมูลเอกสาร ส่วนตารางใส่รายการ และท้ายแผ่นเว้นช่องลงนาม ส่วน ช่องที่ควรมี ส่วนหัว เลขที่ PR วันที่ แผนก ชื่อผู้ขอ วันที่ต้องการ ตารางรายการ ลำดับ รายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวน หน่วย ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ จำนวนเงิน ท้ายตาราง รวมเงินโดยประมาณ เหตุผลในการขอซื้อ ลงนาม ผู้ขอ ผู้อนุมัติ วันที่อนุมัติ ช่องจำนวนเงินใช้สูตรคูณจำนวนกับราคาต่อหน่วย เช่น ถ้าจำนวนอยู่คอลัมน์ C และราคาอยู่คอลัมน์ E ให้ใส่ =C5*E5 แล้วลากลง ส่วนช่องรวมใช้ =SUM ของคอลัมน์จำนวนเงิน เลขที่ PR ควรเรียงต่อกันและไม่ใช้ซ้ำ เพื่อให้อ้างถึงได้ตอนออก PO และตอนตรวจย้อนหลัง ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO คืออะไร ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO (Purchase Order) คือเอกสารทางการที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย (Supplier) เพื่อแจ้งว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อผู้ขายตอบรับ PO จะใช้เป็นหลักฐานข้อตกลงซื้อขายตามรายการ ราคา และเงื่อนไขที่ระบุไว้ โดยความแตกต่างระหว่าง PO และ PR ตรงที่ PR เป็นเอกสารภายใน ขอความเห็นชอบจากผู้บริหาร ส่วน PO เป็นเอกสารภายนอก ที่ส่งให้คู่ค้าโดยตรง ใบ PO มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ใบ PO มักระบุข้อมูลสำคัญ เช่น เลขที่ PO ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย รายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และวันที่ส่งของ สำหรับรายละเอียดองค์ประกอบเต็มและตัวอย่างใบ PO พร้อมแบบฟอร์ม อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง ใบรับสินค้า หรือใบ GR คืออะไร ใบรับสินค้า หรือใบ GR (Goods Receipt ) คือเอกสารที่ออกเมื่อสินค้าถูกส่งมาถึงและผ่านการตรวจรับเรียบร้อยแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ซื้อได้รับสินค้าตรงตาม PO ที่สั่งไป ทั้งชนิด จำนวน และคุณภาพ GR เป็นขั้นตอนสุดท้ายในวงจรจัดซื้อ ก่อนที่ฝ่ายบัญชีจะจ่ายเงินให้คู่ค้า หากไม่มี GR ฝ่ายบัญชีจะไม่มีหลักฐานว่าได้รับของจริง ซึ่งอาจทำให้จ่ายเงินให้สินค้าที่ยังไม่มาถึง หรือมาถึงแต่ไม่ครบ ตัวอย่าง เช่น บริษัท ก สั่งซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบจากผู้ขาย ของมาถึงแต่มีแค่ 480 ใบ ถ้าทำ GR ตอนรับของจะบันทึกได้ทันทีว่าได้ 480 ไม่ใช่ 500 ทำให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงินตามจำนวนที่รับจริง และติดตามให้ผู้ขายส่งส่วนที่เหลืออีก 20 ใบ ขั้นตอนการทำ GR (Goods Receipt) เมื่อ supplier ส่งสินค้ามาถึง ฝ่ายคลังสินค้าหรือผู้รับผิดชอบจะต้องทำ GR ตามขั้นตอนดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับ PO (เช่น จำนวนไม่ครบ หรือคนละรุ่น) ต้องบันทึกความต่างไว้ใน GR และแจ้งผู้ขายทันที เพราะจะกระทบทั้งการจ่ายเงินและระบบสต็อกสินค้าของธุรกิจ ขั้นตอนตรวจรับและการเทียบกับใบแจ้งหนี้ของผู้ขาย อ่านต่อได้ที่บทความ รู้จักระบบ GR และ IR ความแตกต่างระหว่าง PR, PO และ GR (ตารางเปรียบเทียบ) หลายคนยังสับสนระหว่างเอกสารทั้ง 3 ตัว ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจน หัวข้อ PR (ใบขอซื้อ) PO (ใบสั่งซื้อ) GR (ใบรับสินค้า) ชื่อเต็ม Purchase Requisition Purchase Order Goods Receipt ออกโดย พนักงาน/แผนกที่ต้องการสินค้า ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า/ผู้ตรวจรับ ส่งให้ ผู้อนุมัติภายในองค์กร คู่ค้า/ผู้ขาย (ภายนอก) ฝ่ายบัญชี ใช้ทำอะไร ขออนุมัติซื้อ ยืนยันคำสั่งซื้อกับ supplier ยืนยันว่ารับสินค้าครบแล้ว ประเภทเอกสาร เอกสารภายใน เอกสารภายนอก (หลักฐานข้อตกลงซื้อขายเมื่อผู้ขายตอบรับ) เอกสารภายใน เกิดขึ้นตอนไหน ก่อนสั่งซื้อ ระหว่างสั่งซื้อ หลังรับของ จุดที่ต้องจำคือ PR อยู่ภายในองค์กร ส่วน PO ออกไปหาคู่ค้า และ GR ย้อนกลับเข้ามาเพื่อปิดรอบการจัดซื้อ ขั้นตอนจัดซื้อครบวงจร ตั้งแต่ขอซื้อ สั่งซื้อ และรับสินค้า เอกสารทั้ง 3 ตัวทำงานเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่ง ระบบจัดซื้อจะไม่สมบูรณ์ Step 1: เปิดใบขอซื้อ (PR) เมื่อแผนกใดต้องการสินค้าหรือบริการ พนักงานจะเปิดใบ PR ระบุรายการที่ต้องการพร้อมเหตุผล แล้วส่งให้หัวหน้าแผนกหรือผู้จัดการอนุมัติ ถ้าไม่อนุมัติ PR จะถูกส่งกลับให้แก้ไข หรือยกเลิก ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์สำนักงาน แผนกการตลาดต้องการผลิตสื่อโฆษณาชิ้นใหม่ จึงเปิด PR ขอซื้อบริการออกแบบจากฟรีแลนซ์ มูลค่า 15,000 บาท ระบุเหตุผลว่าเป็นแคมเปญไตรมาส 3 ส่งให้ผู้จัดการแผนกอนุมัติ PR ใบนี้ใช้เวลา 1 วันทำการก็ผ่าน เพราะมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว Step 2: อนุมัติและออกใบสั่งซื้อ (PO) เมื่อ PR ผ่านการอนุมัติ ทีมจัดซื้อจะเปรียบเทียบราคาจากคู่ค้าหลายราย เลือกรายที่เหมาะสม แล้วออกใบ PO ส่งไปยืนยันคำสั่งซื้อ โดย PO จะระบุรายละเอียดครบถ้วน ทั้งราคา จำนวน เงื่อนไขการจ่ายเงิน และวันส่งของ ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 1): ทีมจัดซื้อของบริษัท ข รับ PR ที่อนุมัติแล้ว เปรียบเทียบราคาจากฟรีแลนซ์ 3 ราย เลือกรายที่เสนอราคา 13,500 บาท พร้อมส่งงานภายใน 7 วัน แล้วออก PO เลขที่ PO-2026-0158 ส่งให้ฟรีแลนซ์ยืนยัน เมื่อฟรีแลนซ์ตอบรับ PO ฉบับนี้ก็เป็นหลักฐานข้อตกลงจ้างงานตามราคาและกำหนดส่งที่ระบุ Step 3: รับสินค้าและทำ GR เมื่อของมาถึง ฝ่ายคลังจะตรวจสอบว่าสินค้าตรงกับ PO หรือไม่ ถ้าตรงครบก็ทำ GR แล้วส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชีเพื่อจ่ายเงิน ถ้าสินค้าไม่ตรงหรือไม่ครบ จะต้องบันทึกข้อแตกต่างและติดต่อผู้ขายแก้ไขก่อน ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 2): ฟรีแลนซ์ส่งไฟล์งานออกแบบครบตามที่ตกลง แผนกการตลาดตรวจสอบแล้วตรงตาม PO-2026-0158 จึงทำ GR ยืนยันรับงาน แล้วส่ง GR ให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงิน 13,500 บาทให้ฟรีแลนซ์ ขั้นตอนนี้เรียกว่า 3-way matching คือการเทียบเอกสาร 3 ฉบับให้ตรงกันก่อนจ่ายเงิน เอกสาร ข้อมูลที่ตรวจ ออกโดย ตัวอย่าง (บริษัท ข) PO (ใบสั่งซื้อ) รายการ ราคา จำนวนที่สั่ง ทีมจัดซื้อ PO-2026-0158: ออกแบบ 1 งาน 13,500 บาท GR (ใบรับสินค้า) จำนวนที่รับจริง คุณภาพ ผู้ตรวจรับ ตรวจรับไฟล์งานครบ ตรง PO Invoice (ใบแจ้งหนี้) จำนวนเงินที่เรียกเก็บ ผู้ขาย ฟรีแลนซ์แจ้งหนี้ 13,500 บาท ถ้าเอกสารทั้ง 3 ฉบับตรงกัน ก็จ่ายเงินได้ทันที ถ้าไม่ตรง (เช่น Invoice เรียกเก็บเกิน หรือ GR ระบุว่าได้ของไม่ครบ) ต้องหาสาเหตุและแก้ไขก่อน ปัญหาที่พบบ่อยในระบบ PR PO GR และวิธีแก้ไข ระบบจัดซื้อที่ไม่เป็นระบบอาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ จัดการระบบจัดซื้อ PR PO GR ด้วยโปรแกรมบัญชี ธุรกิจที่เริ่มมีออเดอร์เยอะขึ้น การจัดการ PR PO GR ด้วยกระดาษหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ เพราะเอกสารหาย ข้อมูลไม่ตรงกัน และตรวจสอบย้อนหลังลำบาก ตัวอย่างปัญหาที่ SME เจอบ่อยเมื่อใช้ Excel จัดการ การเก็บใบสั่งซื้อไว้ในโปรแกรมบัญชีช่วยให้เอกสารจัดซื้ออยู่ที่เดียวกับข้อมูลบัญชี ค้นย้อนหลังได้จากเลขที่เอกสาร และลดการคีย์ข้อมูลซ้ำระหว่างฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายบัญชี สรุป – แค่เข้าใจเอกสาร งานจัดซื้อก็ลื่นไหล เมื่อเข้าใจว่าเอกสารจัดซื้อคืออะไร และมีอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือนำไปใช้จริงในธุรกิจ เพราะระบบจัดซื้อที่ดีช่วยควบคุมต้นทุนและลดปัญหาเอกสารตกหล่น สิ่งที่ควรเริ่มทำวันนี้ ออกใบสั่งซื้อและพิมพ์ใบขอซื้อด้วย PEAK ใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คุณสามารถสร้างใบสั่งซื้อได้ที่เมนูรายจ่าย แล้วเลือกพิมพ์จากใบสั่งซื้อใบเดียวกันออกมาเป็นรูปแบบใบสั่งซื้อ ใบขอซื้อ/ขอจ้าง หรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ PR PO GR ใบ PO ใครเป็นคนออก ใบ PO ออกโดยฝ่ายจัดซื้อขององค์กร หลังจากได้รับใบ PR ที่อนุมัติแล้ว ในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายจัดซื้อแยก เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการอาจเป็นคนออก PO เอง PO กับ Invoice ต่างกันอย่างไร PO เป็นเอกสารที่ “ผู้ซื้อ” ออกเพื่อแจ้งคำสั่งซื้อ ส่วน Invoice (ใบแจ้งหนี้) เป็นเอกสารที่ “ผู้ขาย” ออกเพื่อเรียกเก็บเงิน PO เกิดก่อนส่งของ ส่วน Invoice ออกพร้อมการส่งของหรือหลังส่งของก็ได้ ตามเงื่อนไขการค้าที่ตกลงกัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ Invoice คืออะไร บริษัทเล็กต้องมีระบบ PR PO GR ไหม ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมี แต่แนะนำอย่างยิ่ง แม้บริษัทมีพนักงาน 3 ถึง 5 คน การมีระบบ PR PO GR แบบง่าย ๆ (จะใช้กระดาษหรือ Excel ก็ได้) ช่วยให้รู้ว่าซื้ออะไร จากใคร ราคาเท่าไร ป้องกันการสั่งซื้อซ้ำหรือสั่งซื้อโดยไม่มีคนรับผิดชอบ ใบขอซื้อต้องมีลายเซ็นใครบ้าง อย่างน้อย 2 คน คือผู้ขอซื้อและผู้อนุมัติ ส่วนใครเป็นผู้อนุมัติขึ้นกับวงเงินที่บริษัทกำหนด เช่น บริษัท ก ให้ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการอนุมัติได้ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเกินต้องให้กรรมการลงนาม ควรเขียนวงเงินอนุมัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

23 Oct 2026

PEAK Account

20 min

Negative Income Tax คืออะไร สรุประบบภาษีเงินได้ติดลบที่คนไทยต้องรู้จัก

หลายคนเห็นคำว่า Negative Income Tax แล้วรู้สึกตกใจ เพราะข่าวบอกว่าคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าหรือฟรีแลนซ์ที่ไม่เคยยื่นมาก่อน แต่จริงๆ แล้ว ระบบนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แถมยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐกลับมาด้วย บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้ติดลบ ทำงานยังไง กระทบใครบ้าง และผู้ประกอบการ SME รวมถึงคนทำอาชีพอิสระต้องเตรียมตัวอย่างไร Negative Income Tax คืออะไร (ภาษีเงินได้ติดลบ) Negative Income Tax หรือ NIT คือระบบภาษีที่ทำหน้าที่สองทาง ถ้ามีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็เสียภาษีตามปกติ แต่ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนกลับมาให้แทน พูดง่ายๆ คือ ระบบภาษีกับระบบสวัสดิการรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องแยกยื่นภาษีทางหนึ่ง แล้วไปขอสวัสดิการอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติรัฐกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 บาทต่อปี และอัตราอุดหนุน 50% ทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อขอสวัสดิการแยกต่างหาก Milton Friedman ผู้คิดค้น Negative Income Tax แนวคิด NIT ถูกเสนอครั้งแรกโดย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ในหนังสือ Capitalism and Freedom Friedman มองว่าระบบสวัสดิการแบบเดิมมีปัญหาหลายจุด ทั้งซ้ำซ้อน ตกหล่น และสิ้นเปลือง เขาเสนอว่าถ้ารวมภาษีกับสวัสดิการเป็นระบบเดียว จะช่วยลดความซับซ้อน ลดต้นทุนบริหาร และทำให้เงินถึงมือคนที่ต้องการจริง แม้จะเป็นแนวคิดจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลไทยกำลังศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย โดยตั้งเป้าให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีเดียวกัน (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) NIT กับ UBI (Universal Basic Income) ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า NIT กับ UBI เหมือนกันไหม คำตอบคือไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองระบบจะมีเป้าหมายช่วยเหลือคนรายได้น้อยเหมือนกัน เรื่อง Negative Income Tax (NIT) Universal Basic Income (UBI) ใครได้รับเงิน เฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ทุกคนได้เท่ากันหมด ไม่ว่ารวยหรือจน เงื่อนไข ต้องยื่นภาษีเพื่อแสดงรายได้ ไม่มีเงื่อนไข งบประมาณ ใช้น้อยกว่า เพราะจ่ายเฉพาะกลุ่มที่ต้องการ ใช้มหาศาล เพราะจ่ายทุกคน NIT จึงเหมาะกับประเทศที่มีงบประมาณจำกัดมากกว่า เพราะเงินอุดหนุนถูกส่งตรงไปยังคนที่ต้องการจริง Negative Income Tax ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ NIT ไม่ซับซ้อน ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร ระบบจะคำนวณอัตโนมัติว่าคนๆ นั้นต้องเสียภาษีหรือได้รับเงินอุดหนุน ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ทำไมคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษีในระบบ NIT เหตุผลหลักคือ รัฐต้องรู้รายได้ที่แท้จริงของทุกคน เพื่อจะตัดสินได้ว่าใครควรเสียภาษีและใครควรได้รับเงินอุดหนุน ปัจจุบันคนไทยที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงราว 10-11 ล้านคนจากประชากรวัยทำงานกว่า 38 ล้านคน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – สถิติการยื่นแบบ) ซึ่งหมายความว่าคนอีกกว่า 20 ล้านคนยังอยู่นอกระบบภาษี ถ้าไม่มีข้อมูลรายได้ของทุกคน รัฐก็ไม่สามารถส่งเงินอุดหนุนถูกคนได้ การยื่นภาษีจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี แต่เป็นการแจ้งรายได้เพื่อให้ระบบทำงานได้ คนที่เคยไม่ต้องยื่นภาษี ระบบใหม่เปลี่ยนอะไร ปัจจุบันคนที่มีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ต้องยื่นแบบภาษี แต่ในระบบ NIT ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สิ่งที่เปลี่ยนคือ กลุ่มนี้ต้องเรียนรู้วิธียื่นภาษีและจัดเก็บเอกสารรายได้-รายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน Negative Income Tax ต่างจากระบบภาษีปัจจุบันอย่างไร ระบบภาษีปัจจุบันทำงานทางเดียว คือเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ส่วนคนรายได้น้อยต้องไปขอสวัสดิการแยกต่างหาก เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ NIT เปลี่ยนให้ทำงานสองทางในระบบเดียว เรื่อง ระบบภาษีปัจจุบัน ระบบ NIT ใครต้องยื่น เฉพาะคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ ทุกคนที่มีรายได้ คนรายได้น้อย ต้องไปลงทะเบียนขอสวัสดิการแยก ได้รับเงินอุดหนุนอัตโนมัติผ่านระบบภาษี ข้อมูลรายได้ รัฐมีข้อมูลไม่ครบ รัฐมีข้อมูลรายได้ของทุกคน ความซ้ำซ้อน สวัสดิการหลายโครงการ ซ้ำซ้อนกัน รวมเป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน ผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการไทย สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ทำบัญชีและยื่นภาษีอยู่แล้ว ผลกระทบโดยตรงอาจไม่มากนัก เพราะระบบภาษีนิติบุคคลยังทำงานเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ พนักงานและลูกจ้างทุกคนจะต้องอยู่ในระบบภาษี ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบอยู่แล้วจะได้เปรียบ เพราะข้อมูลพร้อมส่งต่อให้พนักงานใช้ยื่นภาษีได้ทันที ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าธุรกิจใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์เพื่อจัดการรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกอัตโนมัติ ไม่ต้องไปรวบรวมทีหลัง คนไม่เคยยื่นภาษี-อาชีพอิสระ เตรียมตัวอย่างไร สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ไม่เคยยุ่งกับเรื่องภาษีมาก่อน อาจรู้สึกกังวล แต่หลักการเตรียมตัวไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นตอนเริ่มต้นยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบ สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย ขั้นตอนเริ่มต้นมีดังนี้ สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องกลัวว่ายื่นแล้วจะต้องเสียภาษีทุกกรณี เพราะถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ในระบบ NIT คุณจะได้รับเงินอุดหนุนกลับมาแทน เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม เอกสาร ใช้ทำอะไร บัตรประชาชน สมัครเลขผู้เสียภาษี ยืนยันตัวตน หลักฐานรายได้ทั้งปี (สลิปเงินเดือน ยอดขาย ใบเสร็จ) แจ้งรายได้รวมเพื่อคำนวณภาษี หลักฐานค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ) ใช้หักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้ลดภาษีที่ถูกหักไปแล้วระหว่างปี หลักฐานค่าลดหย่อน (ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ลดฐานภาษีให้ต่ำลง ถ้ายังไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร การเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีหรือแอปบันทึกรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้ข้อมูลพร้อมใช้ตอนยื่นภาษีออนไลน์ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมทีหลัง โทษหากไม่ยื่นภาษี ตามประมวลรัษฎากร การไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนดมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ไม่ว่าจะอยู่ในระบบภาษีปัจจุบันหรือระบบ NIT ในอนาคต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม โทษอาญา บทลงโทษแบ่งเป็น 3 ระดับ เบี้ยปรับ คือค่าปรับที่เกิดจากการยื่นแบบไม่ถูกต้อง เช่น แจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยทั่วไปเสียเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 22 และ 26 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าไปยื่นเองก่อนได้รับหมายเรียก กรมสรรพากรมีนโยบายลดเบี้ยปรับได้ (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542) เงินเพิ่ม คือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีล่าช้า คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระ ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ยิ่งจ่ายช้า ยอดก็ยิ่งเพิ่ม โทษอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนกรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับผู้ประกอบการ SME การมีระบบบัญชีที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มาก เพราะข้อมูลรายได้-รายจ่ายจะถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปแก้ไขทีหลัง บทสรุป Negative Income Tax กับสิ่งที่ต้องเตรียม Negative Income Tax ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นระบบที่จะทำให้ภาษีและสวัสดิการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทุกคนควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้คือ ยิ่งเตรียมตัวเร็วเท่าไร ยิ่งสบายตอนระบบเริ่มใช้งานจริง ให้ PEAK ช่วยจัดการบัญชีและภาษีให้ธุรกิจของคุณ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารภาษี และสร้างรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าระบบภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบจะช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้เสมอ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Negative Income Tax Negative Income Tax เริ่มใช้เมื่อไร รัฐบาลไทยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบ NIT ในปีภาษี 2570 (ค.ศ. 2027) แต่รายละเอียดและกำหนดเวลาที่แน่นอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบาย ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นระยะ ถ้ารายได้น้อยมาก ยื่นแล้วต้องเสียภาษีไหม ไม่จำเป็น ในระบบ NIT คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย การยื่นภาษีจึงเป็นประโยชน์สำหรับคนรายได้น้อย ไม่ใช่ภาระ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีด้วยไหม ต้องยื่น เพราะระบบ NIT กำหนดให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากการขายของออนไลน์ หรือรายได้ฟรีแลนซ์ ทางที่ดีคือเริ่มบันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมตอนยื่น NIT จะมาแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไหม แนวทางของ NIT คือรวมระบบสวัสดิการเข้ากับระบบภาษีเป็นระบบเดียว ซึ่งอาจทดแทนหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต แต่รายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาของรัฐบาล ผู้ประกอบการ SME ต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม สำหรับผู้ประกอบการที่ทำบัญชีและยื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ควรตรวจสอบว่าระบบบัญชีของธุรกิจสามารถออกเอกสารรับรองรายได้ให้พนักงานได้ครบถ้วน เพราะพนักงานทุกคนจะต้องยื่นภาษีเช่นกันธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 Oct 2026

PEAK Account

26 min

ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผ่าน e-Donation สรุปวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

เงินบริจาค นิติบุคคล คืออะไร และสำคัญอย่างไร เงินบริจาค นิติบุคคล (Corporate Donation) คือเงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมอบให้องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หน่วยงานกีฬา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า เงินบริจาคของนิติบุคคลสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้อธิบายเงินบริจาค นิติบุคคลผ่านตัวอย่างบริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมส่งโรงงาน มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เงินบริจาคต่างจากค่าส่งเสริมการขายอย่างไร จุดที่ฝ่ายบัญชีสับสนบ่อยคือการแยกเงินบริจาคออกจากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย เพราะผลทางภาษีต่างกันมาก รายการ ลักษณะ ผลทางภาษี เงินบริจาค ให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางการค้า หักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด ค่าส่งเสริมการขาย / สปอนเซอร์ ได้พื้นที่โฆษณา โลโก้ หรือสิทธิประโยชน์ทางการค้ากลับมา หักเป็นรายจ่ายปกติได้เต็มจำนวน ถ้าเกี่ยวกับการหารายได้และมีหลักฐาน ถ้าบริษัทซันวิศว์สนับสนุนงานแข่งขันหุ่นยนต์ของมหาวิทยาลัยแล้วได้ติดโลโก้และออกบูธ รายการนี้ใกล้เคียงค่าส่งเสริมการขายมากกว่าเงินบริจาค ต้องมีสัญญาหรือหนังสือตกลงสิทธิประโยชน์ประกอบ เงินบริจาคนิติบุคคล หักรายจ่ายได้กี่ประเภท เงินบริจาค นิติบุคคลที่นำมาหักรายจ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามเพดานที่กฎหมายกำหนด กลุ่ม หักได้ เพดาน กฎหมาย บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา (ทั่วไป) 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. เฉพาะ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 (พ.ศ. 2569) กำไรสุทธิที่ใช้คำนวณเพดาน คือกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.52/2537 บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ได้ในส่วนที่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ผู้รับต้องเป็นองค์กรที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เช่น วัด สภากาชาดไทย โรงพยาบาลของรัฐ และมูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล ควรตรวจรายชื่อบนเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนโอนเงินทุกครั้ง ผู้รับแบบไหนที่บริจาคแล้วหักรายจ่ายไม่ได้ เงินบริจาคจะหักรายจ่ายทางภาษีไม่ได้เลยในกรณีต่อไปนี้ กรณีช่วยเหลือพนักงาน ให้พิจารณาจัดเป็นสวัสดิการพนักงานตามระเบียบบริษัทแทน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทางภาษีต่างจากเงินบริจาค บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แยกเพดานรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬาไว้อีก 2% ต่างหาก บริษัทที่บริจาคทั้ง 2 กลุ่มจึงหักได้รวมสูงสุดราว 4% ของกำไรสุทธิ กรณีบริจาคทั้ง 2 กลุ่มในปีเดียวกัน คำสั่ง ป.52/2537 กำหนดวิธีคำนวณเพดานแต่ละกลุ่มจากกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้ง 2 รายการ ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณตามสูตรในคำสั่งนี้ตอนปิดงบ บริจาคที่หักได้ 2 เท่า ผ่านระบบ e-Donation เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคลปี 2569 มาจาก พ.ร.ฎ. 3 ฉบับ ซึ่งทางภาษีคือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค และทั้งหมดต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร พ.ร.ฎ. ผู้รับบริจาค ประกาศราชกิจจานุเบกษา ช่วงเวลาที่ได้สิทธิ ฉบับที่ 806 (แก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 795) สภากาชาดไทย และมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามรายชื่อที่กำหนด รวม 9 มูลนิธิที่เพิ่มใหม่ 28 ก.ย. 2569 ตามวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนด ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 809 สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนในระบบ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันที่กำหนด 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 810 การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกรมพลศึกษา 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติร่าง พ.ร.ฎ. เหล่านี้ เงินบริจาคที่หัก 2 เท่า เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ การศึกษา และการกีฬาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านั้น (กรุงเทพธุรกิจ) รายชื่อ พ.ร.ฎ. ทั้ง 3 ฉบับดูได้ที่หน้ารวมพระราชกฤษฎีกาของกรมสรรพากร ก่อนบริจาคให้ตรวจว่าผู้รับอยู่ในรายชื่อและเข้าร่วมระบบ e-Donation แล้ว เพราะโอนเงินตรงหรือจ่ายเช็คจะไม่ได้สิทธิ 2 เท่า e-Donation คืออะไร นิติบุคคลบริจาคผ่านระบบอย่างไร e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร หน่วยรับบริจาคเป็นผู้บันทึกข้อมูลการบริจาคเข้าระบบ แล้วข้อมูลส่งตรงไปที่กรมสรรพากร ผู้บริจาคไม่ต้องใช้ใบเสร็จกระดาษเป็นหลักฐาน สำหรับนิติบุคคล หน่วยรับบริจาคจะบันทึกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัท ชื่อ วันที่ และจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สิน ตามคำถามคำตอบระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ช่องทาง QR ของธนาคารส่งข้อมูลเฉพาะการบริจาคของบุคคลธรรมดา บริษัทจึงควรบริจาคผ่านหน่วยรับบริจาคโดยตรงและแจ้งเลขผู้เสียภาษีทุกครั้ง e-Donation ต่างจากใบเสร็จกระดาษอย่างไร ประเด็น ใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตร e-Donation หลักฐาน เอกสารกระดาษจากผู้รับ ข้อมูลในระบบกรมสรรพากร สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. 2569 ไม่ได้ ได้ ถ้าผู้รับอยู่ในรายชื่อ ความเสี่ยงเอกสารหาย มี ต่ำ ตรวจย้อนได้ในระบบ การตรวจยอดก่อนปิดงบ รวบรวมใบเสร็จเอง เข้าระบบตรวจรายการได้ บริษัทที่บริจาคเป็นประจำจึงควรเลือกผู้รับที่อยู่ในระบบ e-Donation เป็นหลัก แม้จะเป็นการบริจาคที่หักได้ 1 เท่า เพราะหลักฐานตรวจสอบง่ายกว่า ขั้นตอนบริจาคผ่าน e-Donation สำหรับบริษัท หน่วยรับบริจาคไม่อยู่ในระบบ e-Donation ทำอย่างไร ถ้าผู้รับเป็นองค์การสาธารณกุศลที่ยังไม่เข้าระบบ บริษัทยังใช้สิทธิหัก 1 เท่าตาม ม.65 ตรี (3) ได้ โดยเก็บใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน และวันที่ให้ครบ แต่จะใช้สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. ไม่ได้ เพราะสิทธินี้ผูกกับการบริจาคผ่านระบบเท่านั้น ตรวจสอบเงินบริจาคผ่าน e-Donation อย่างไร เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกบริการอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ส่วนสำหรับผู้บริจาค แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอจะแสดงวันที่ ชื่อผู้รับ จำนวนเงิน และช่องทางการบริจาค ถ้ายอดไม่ขึ้นภายในช่วงที่หน่วยรับบริจาคแจ้ง ให้ติดต่อหน่วยรับบริจาคให้บันทึกข้อมูลก่อนปิดงบ เพราะยอดที่ไม่อยู่ในระบบจะใช้สิทธิ 2 เท่าไม่ได้ บริจาคสิ่งของแทนเงิน หักรายจ่ายได้ไหม ได้ เงินบริจาค นิติบุคคลในรูปทรัพย์สินแทนเงินสดหักรายจ่ายได้ภายใต้เพดานเดียวกับเงินสด ส่วน พ.ร.ฎ. ที่ให้สิทธิ 2 เท่าครอบคลุมทั้งการบริจาคเงินและทรัพย์สิน มูลค่าที่นำมาหักรายจ่ายใช้มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่บริจาค ตามข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/4708 ตัวอย่าง บริษัทซันวิศว์ซื้อชุดเครื่องมือช่างใหม่ 30,000 บาท มอบให้วิทยาลัยเทคนิคของรัฐผ่านระบบ e-Donation มูลค่าที่ใช้คือ 30,000 บาท และเข้าเงื่อนไขหัก 2 เท่าเป็น 60,000 บาท ภายใต้เพดาน 10% หลักฐานที่ต้องเก็บคือใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน และข้อมูลการรับบริจาคจากหน่วยรับ ถ้าเป็นสินค้าของกิจการที่จด VAT ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของการบริจาคสินค้าด้วย ตัวอย่างคำนวณเงินบริจาค นิติบุคคล ปี 2569 บริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท บริจาค 2 รายการ ขั้นที่ 1 คำนวณเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล ตามงบ 5,000,000 บาท เพดานบริจาคทั่วไป 2% 5,000,000 × 2% 100,000 บาท เพดานรวมกรณี 2 เท่า 10% 5,000,000 × 10% 500,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณรายจ่ายที่หักได้ รายการ วิธีคำนวณ หักได้ วัด 100,000 ไม่เกินเพดาน 100,000 100,000 บาท มหาวิทยาลัยของรัฐ (e-Donation) 200,000 × 2 400,000 บาท รวม 100,000 + 400,000 500,000 บาท (เท่าเพดาน 10% พอดี) ขั้นที่ 3 ภาษีที่ประหยัดได้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินที่บริจาคจริง 100,000 + 200,000 300,000 บาท รายจ่ายที่หักได้ จากขั้นที่ 2 500,000 บาท ภาษีที่ลดลง 500,000 × 20% 100,000 บาท ต้นทุนสุทธิของการบริจาค 300,000 – 100,000 200,000 บาท ถ้าบริษัทซันวิศว์บริจาควัด 150,000 บาทแทน ส่วนที่หักได้ยังเป็น 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 และยกไปหักปีถัดไปไม่ได้ ถ้าบริจาคมหาวิทยาลัยด้วยการโอนเงินตรงโดยไม่ผ่าน e-Donation ยอด 200,000 บาทจะกลับไปอยู่ในกลุ่มการศึกษาทั่วไป หักได้ 1 เท่าภายในเพดาน 2% เท่านั้น กรณีบริษัท SME กำไรน้อย เพดานจะแคบลง สมมุติลูกค้ารายหนึ่งของบริษัทซันวิศว์ คือบริษัท รุ่งโรจน์ แพ็คกิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) โรงงานบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 1,000,000 บาท และต้องการบริจาคโรงเรียนรัฐผ่าน e-Donation 80,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เพดานรวม 10% 1,000,000 × 10% 100,000 บาท หัก 2 เท่า 80,000 × 2 160,000 บาท หักได้จริง ไม่เกินเพดาน 100,000 บาท บริษัทรุ่งโรจน์จ่ายจริง 80,000 บาท แต่ใช้สิทธิ 2 เท่าได้แค่ 100,000 บาท ถ้าบริจาคเพียง 50,000 บาท จะหักได้ 100,000 บาทเท่ากัน เงินบริจาค นิติบุคคลที่กำไรไม่สูงจึงควรคำนวณเพดานก่อนกำหนดยอดบริจาค เงินบริจาคกับ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็น ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนและบริษัทต่างชาติ ต้องรายงานด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) และหลายรายประเมินซัพพลายเออร์จากกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย วิธีทำให้เงินบริจาคเป็น CSR ที่คู่ค้าเห็นได้จริงมี 3 ข้อ เอกสารเงินบริจาค นิติบุคคลที่ต้องเก็บ เอกสารที่ใช้ขอสิทธิขึ้นกับช่องทางและประเภทผู้รับ ควรเก็บไว้คู่กับใบสำคัญจ่ายทุกรายการ กรณี เอกสารหลัก เอกสารประกอบ บริจาคเงินผ่าน e-Donation ข้อมูลรายการในระบบ e-Donation หลักฐานการโอนเงิน · หนังสือรับเงินบริจาคถ้าขอจากผู้รับ บริจาคเงินแบบทั่วไป ใบเสร็จรับเงินหรือใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน วันที่ หลักฐานการโอนเงิน · ประกาศรายชื่อองค์การสาธารณกุศลของผู้รับ บริจาคทรัพย์สิน หนังสือรับมอบทรัพย์สินจากผู้รับ หรือข้อมูลใน e-Donation ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน เพื่อยืนยันมูลค่าต้นทุน ปิดงบปลายปี ตารางสรุปเงินบริจาคทั้งปี แยกตามกลุ่มเพดาน กระดาษทำการคำนวณเพดาน 2% และ 10% ข้อมูลจาก e-Donation และตารางสรุปนี้ใช้ประกอบการกรอก ภ.ง.ด.50 และใช้ชี้แจงเมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ควรสแกนเอกสารกระดาษเก็บเป็นไฟล์ด้วย วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค นิติบุคคล เงินบริจาค นิติบุคคลบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีด้วยจำนวนจริงที่จ่าย ส่วนสิทธิ 2 เท่าและการบวกกลับส่วนเกินเพดานเป็นรายการปรับปรุงทางภาษีตอนกรอก ภ.ง.ด.50 ไม่ได้บันทึกในสมุดบัญชี กรณีบริจาคเงิน 300,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 300,000 เงินฝากธนาคาร 300,000 กรณีบริจาคเครื่องมือช่างที่ซื้อมา 30,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 30,000 เงินฝากธนาคาร (ค่าซื้อเครื่องมือ) 30,000 ตอนปิดงบ ให้แยกเงินบริจาคทั้งปีเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่หักได้ 1 เท่า ส่วนที่หักเพิ่มได้อีก 1 เท่าตาม พ.ร.ฎ. และส่วนเกินเพดานที่ต้องบวกกลับ แล้วนำตัวเลขไปกรอกในแบบ ภ.ง.ด.50 ส่วนเกินเพดานที่บวกกลับมีลักษณะเดียวกับค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษีรายการอื่น ควรตั้งผังบัญชีเงินบริจาคแยกจากค่าใช้จ่ายทั่วไปตั้งแต่ต้นปีเพื่อดึงยอดได้ง่าย ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เงินบริจาค นิติบุคคลต้องจำอะไรบ้าง บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหักได้ไม่เกิน 2% และบริจาคเพื่อการศึกษาหรือกีฬาหักได้อีกไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านี้ บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 หักได้ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ ใช้ได้ถึง 31 ธ.ค. 2570 ส่วนเกินเพดานเป็นรายจ่ายต้องห้ามและยกไปปีถัดไปไม่ได้ สิทธิ 2 เท่าปรับใน ภ.ง.ด.50 ส่วนสมุดบัญชีบันทึกตามจำนวนที่จ่ายจริง เริ่มได้วันนี้ด้วยการประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 แล้วคูณ 10% เพื่อดูว่าบริษัทบริจาคผ่าน e-Donation ได้สูงสุดเท่าไหร่ก่อนชนเพดาน จัดการบัญชีเงินบริจาคให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายเงินบริจาคแยกผังบัญชีตั้งแต่ต้นปี ดูยอดสะสมเทียบกับกำไรได้ตลอด และปิดงบได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องรายจ่ายอื่นที่ช่วยลดภาษีได้ที่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ และวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ในหมวดภาษีของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินบริจาค นิติบุคคล บริจาควัดผ่าน e-Donation ได้หัก 2 เท่าไหม โดยทั่วไปไม่ได้ วัดอยู่ในกลุ่มบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ แม้จะบริจาคผ่าน e-Donation ก็ตาม สิทธิ 2 เท่าใช้กับผู้รับที่ พ.ร.ฎ. กำหนดไว้เท่านั้น บริจาคโรงพยาบาลรัฐ ได้หัก 2 เท่าไหม ถ้าบริจาคให้โรงพยาบาลของรัฐโดยตรง จัดเป็นบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริจาคผ่าน e-Donation ให้สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์ที่อยู่ในรายชื่อตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806 จะหักได้ 2 เท่าภายในเพดาน 10% เงินบริจาคส่วนที่เกินเพดาน ยกไปหักปีถัดไปได้ไหม ไม่ได้ ส่วนที่เกินเพดาน 2% หรือ 10% เป็นรายจ่ายต้องห้ามของปีนั้น ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีและยกไปรอบบัญชีถัดไปไม่ได้ e-Donation คืออะไร นิติบุคคลใช้ได้ไหม e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรที่หน่วยรับบริจาคบันทึกข้อมูลส่งตรงถึงกรมสรรพากร นิติบุคคลใช้ได้ โดยแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัทให้หน่วยรับบริจาคบันทึกทุกครั้ง บริษัทบริจาคเงิน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ไม่ต้อง เงินบริจาคเป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าจ้างที่อยู่ในหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย e-Donation นิติบุคคลตรวจสอบยอดได้ที่ไหน ตรวจได้ในระบบ e-Donation บนเว็บไซต์กรมสรรพากร ส่วนสำหรับผู้บริจาค โดยเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอแสดงวันที่ ผู้รับ และจำนวนเงินที่หน่วยรับบริจาคบันทึกไว้ เงินบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ไหม ได้ทางบัญชีเต็มจำนวน แต่ทางภาษีหักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนที่เกินเพดานถูกบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

21 Oct 2026

PEAK Account

21 min

บัตรชมพู คืออะไร เช็กลิสต์นายจ้าง ก่อนจ้างแรงงาน

บัตรชมพู คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัตรชมพู (Pink Card) คือ บัตรสีชมพูที่มีชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครองออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย เพื่อใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัว 13 หลัก คนทั่วไปจึงเรียกกันว่าบัตรแรงงานต่างด้าว บัตรนี้ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ส่วนสิทธิทำงานมาจากใบอนุญาตทำงานที่กรมการจัดหางานออกให้ สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน เรื่องนี้สำคัญกับนายจ้างอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท แพ็คดีบอกซ์ จำกัด (ชื่อสมมติ) ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกส่งโรงงานอาหาร ซึ่งจ้างแรงงานเมียนมาถือบัตรสีชมพู 12 คนในไลน์ผลิต ถือบัตรชมพูแล้วได้สัญชาติไทยไหม ไม่ได้ หลายคนเรียกบัตรนี้ว่า บัตรประชาชนสีชมพู แต่บัตรนี้ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนไทย และไม่ได้ทำให้ผู้ถือได้สัญชาติไทย ลูกของผู้ถือบัตรที่เกิดในไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการสัญชาติต้องยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไป ใครต้องมีบัตรชมพูบ้าง แล้วทำบัตรชมพูที่ไหน คนที่ต้องมีบัตรชมพูส่วนใหญ่คือแรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนทำงานในไทยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละรอบ ส่วนการทำบัตรต้องไปที่สำนักทะเบียนของกรมการปกครองตามที่นัดหมายไว้ การทำบัตรไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี แต่เปิดเป็นรอบตามที่ ครม. กำหนด กรมการจัดหางานดูแลเรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรมการปกครองดูแลการจัดทำทะเบียนประวัติ เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และออกบัตร ข้อมูลชีวภาพที่เก็บไว้ทำให้การสวมตัวเพื่อทำบัตรใบใหม่ในชื่ออื่นทำได้ยาก บัตรจึงเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่นายจ้างใช้อ้างอิงได้ บัตรสีชมพูทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ บัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัวของคนต่างด้าว และใช้เป็นเอกสารประกอบเวลายื่นขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ใช้แทนใบอนุญาตทำงานหรือหนังสือเดินทางไม่ได้ สิ่งที่ใช้บัตรนี้ได้ สิ่งที่บัตรนี้ทำแทนไม่ได้ เรื่องธุรกรรมอื่น เช่น เปิดบัญชีธนาคารหรือจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ แต่ละหน่วยงานกำหนดเอกสารเอง ควรถามธนาคารหรือผู้ให้บริการโดยตรง บัตรชมพู กับ Work Permit ต่างกันอย่างไร บัตรสีชมพู กับ Work Permit ต่างกันที่หน้าที่ บัตรบอกว่าผู้ถือเป็นใคร ส่วนใบอนุญาตทำงานบอกว่าผู้ถือทำงานอะไร กับนายจ้างคนไหน ได้ถึงวันไหน นายจ้างต้องตรวจทั้งสองอย่าง รายละเอียดการขอโควตา ขอใบอนุญาต และโทษของการจ้างผิดกฎหมาย อ่านต่อได้ในบทความใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งอธิบายขั้นตอนฝั่งนายจ้างไว้ครบ หัวข้อ บัตรสีชมพู ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ชื่อทางการ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว หน่วยงานที่ออก กรมการปกครอง กรมการจัดหางาน ใช้เพื่อ แสดงตัวตนและเลข 13 หลัก อนุญาตให้ทำงานตามที่ระบุ ข้อมูลสำคัญ ชื่อ รูป เลขประจำตัว วันออกบัตร วันหมดอายุบัตร นายจ้าง ประเภทงาน ท้องที่ วันหมดอายุสิทธิทำงาน ช่องทางต่ออายุ ติดต่อสำนักทะเบียนตามที่กรมการปกครองกำหนด ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-WorkPermit ตามรอบที่ประกาศ หนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคลต่างจากบัตรสีชมพูอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกเอกสาร บัตรสีชมพูออกโดยรัฐไทย ส่วนหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) ออกโดยประเทศต้นทางของแรงงาน ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากถือเอกสารสามอย่างพร้อมกัน คือบัตรสีชมพู หนังสือเดินทางหรือ CI และใบอนุญาตทำงาน นายจ้างควรเก็บสำเนาครบทั้งชุดไว้ในแฟ้มลูกจ้างแต่ละคน ได้บัตรชมพู 10 ปี แปลว่าอยู่ไทย 10 ปีได้ไหม ไม่ได้ บัตรสีชมพูของแรงงานต่างด้าวมีอายุตัวบัตรโดยทั่วไปราว 10 ปี ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แต่ระยะเวลาที่อยู่และทำงานได้จริงขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานและมติ ครม. ในแต่ละรอบ ถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุและไม่ได้ต่อ ผู้ถือต้องเดินทางออกนอกประเทศ แม้บัตรจะยังไม่หมดอายุก็ตาม วันที่ต้องยึดจึงเป็นวันหมดอายุในใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่วันบนบัตร สมมติลูกจ้างของแพ็คดีบอกซ์คนหนึ่งถือบัตรที่ยังเหลืออายุอีก 6 ปี แต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ถ้าไม่ยื่นต่อภายในกำหนด ตั้งแต่วันถัดไปบริษัทจะจ้างคนนี้ต่อไม่ได้ แรงงานต่างด้าวอยู่และทำงานได้ถึงเมื่อไร แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ต่ออายุได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ตามที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมแรงงานราว 7.7 แสนคน กรมการจัดหางานเปิดให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่ 8 กันยายน ถึง 11 ธันวาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึง 16.30 น. และชำระเงินได้ถึง 20.00 น. ของวันสุดท้าย รายการ รายละเอียด กลุ่มที่ต่อได้ ลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 ช่วงยื่นคำขอ 8 ก.ย. 2569 ถึง 11 ธ.ค. 2569 ค่าคำขอ 100 บาท ต่อฉบับ ค่าใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ต่อฉบับ (1 ปี) ถ้าใบอนุญาตทำงานของแรงงาน 12 คนของแพ็คดีบอกซ์หมดอายุ 11 ธันวาคม 2569 ทั้งหมด ค่าธรรมเนียมรอบนี้ = 12 × (100 + 900) = 12,000 บาท ยังไม่รวมค่าตรวจโรคและประกันสุขภาพ แรงงานกัมพูชาอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันที่ประกาศแยกออกมา และมีการปรับเงื่อนไขหลายครั้ง นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วน 1506 ก่อนตัดสินใจ ทำบัตรใหม่ ต่ออายุบัตรชมพู ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักมี 4 อย่าง คือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทน ใบรับรองผลตรวจโรค หลักฐานประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ และสำเนาบัตรเดิม ทั้งหมดใช้ต่อใบอนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงจัดการเรื่องบัตรกับกรมการปกครอง เพราะสิทธิอยู่ผูกกับสิทธิทำงาน ลำดับงานที่ควรทำ แพ็คดีบอกซ์ให้แรงงานทั้ง 12 คนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ แล้วให้ฝ่ายบุคคลยื่นแทนพร้อมกันในวันเดียว ทำให้ตามสถานะคำขอได้จากที่เดียว แรงงานเมียนมาที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางแนบภายหลังได้ ค่าธรรมเนียมทำบัตรของกรมการปกครองยังไม่มีตัวเลขที่ประกาศชัดในแหล่งทางการที่ตรวจได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนที่จะไปทำบัตร หรือสายด่วนกรมการปกครอง 1548 ก่อนตั้งงบประมาณ นายจ้างต้องตรวจอะไร ก่อนจ้างแรงงานบัตรชมพู ต้องตรวจว่าข้อมูลบนบัตรตรงกับตัวลูกจ้างและใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ หลังรับเข้าทำงานแล้ว ควรตามวันหมดอายุต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกจ้าง ก่อนรับเข้าทำงาน หลังรับเข้าทำงาน บนบัตรต้องดูข้อมูลช่องไหนบ้าง ดูอย่างน้อย 4 ช่อง คือ ชื่อสกุล เลขประจำตัว 13 หลัก วันออกบัตร และวันหมดอายุบัตร แล้วนำเลข 13 หลักไปเทียบกับเลขในใบอนุญาตทำงานและในระบบประกันสังคม สมมติฝ่ายบุคคลของแพ็คดีบอกซ์พิมพ์เลขลูกจ้างคนหนึ่งผิด 1 หลักตอนขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินสมทบที่ส่งทุกเดือนจะไม่ไปเข้าบัญชีของลูกจ้างคนนั้น และต้องย้อนแก้ข้อมูลภายหลัง แรงงานบัตรชมพูต้องเข้าประกันสังคมไหม ต้องเข้า ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนไทย นายจ้างต้องแจ้งเข้าภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ขั้นตอนและแบบที่ใช้อ่านได้ในบทความแจ้งเข้าประกันสังคม นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง คิดจากค่าจ้างไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาท ตัวอย่าง แพ็คดีบอกซ์จ่ายเงินเดือนลูกจ้างคนละ 11,000 บาท ประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง = 11,000 × 5% = 550 บาท และบริษัทสมทบอีก 550 บาท รวม 12 คน บริษัทนำส่งเดือนละ 12 × 1,100 = 13,200 บาท จ่ายเงินเดือนแรงงานบัตรชมพู ต้องหักภาษีไหม ต้องคำนวณเหมือนลูกจ้างคนไทย เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่มีการหักภาษี และสรุปยื่น ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง ลูกจ้างเงินเดือน 11,000 บาทของแพ็คดีบอกซ์มีภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องมีชื่ออยู่ใน ภ.ง.ด.1ก ประจำปี ความต่างของแบบทั้งสองอ่านได้ในภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรชมพู สรุป – บัตรชมพูต้องจำอะไรบ้าง บัตรชมพู คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ให้สัญชาติ สิทธิทำงานดูจากใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่จากอายุบัตร 10 ปี แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 โดยต้องยื่นภายใน 11 ธ.ค. 2569 แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าประกันสังคมและอยู่ในระบบภาษีเงินเดือนเหมือนลูกจ้างทั่วไป สัปดาห์นี้ลองเปิดแฟ้มลูกจ้างต่างด้าวทุกคน จดวันหมดอายุของบัตรและของใบอนุญาตทำงานลงตารางเดียวกัน แล้วเช็กว่ามีใครที่ต้องยื่นต่อก่อน 11 ธันวาคม 2569 บ้าง ทำจ่ายเงินเดือนแรงงานต่างด้าวด้วย PEAK เมื่อเอกสารลูกจ้างครบแล้ว งานที่เหลือทุกเดือนคือการทำจ่ายเงินเดือน PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สร้างสลิปให้พนักงาน และจ่ายผ่านระบบของธนาคาร – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรชมพู บัตรชมพูทำงานได้ไหม ทำงานได้เมื่อมีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุคู่กัน ตัวบัตรอย่างเดียวเป็นแค่บัตรแสดงตัวตน และงานที่ทำต้องตรงกับประเภทงานและนายจ้างที่ระบุในใบอนุญาต ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แต่บัตรชมพูยังไม่หมด จ้างต่อได้ไหม จ้างต่อไม่ได้ จนกว่าจะต่อใบอนุญาตทำงานสำเร็จ สิทธิอยู่และทำงานผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับวันหมดอายุบนบัตร นายจ้างควรยื่นต่อให้ทันกำหนดของรอบนั้น บัตรชมพูหายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักทะเบียนตามช่องทางของกรมการปกครอง หรือสอบถามสายด่วน 1548 ว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง ระหว่างนั้นนายจ้างควรเก็บสำเนาบัตรเดิมไว้ใช้ยืนยันเลขประจำตัว บัตรสีชมพูเปิดบัญชีธนาคารได้ไหม ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร บางแห่งขอหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานประกอบด้วย ถ้าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี ควรสอบถามธนาคารที่ใช้จ่ายเงินเดือนก่อนพาลูกจ้างไปเปิดบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 Oct 2026

PEAK Account

30 min

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร มีกี่ประเภท ขอยังไง ค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตทำงาน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารที่นายทะเบียนของกรมการจัดหางานออกให้คนต่างด้าว เพื่อยืนยันว่าคนคนนั้นทำงานในประเทศไทยได้ถูกกฎหมาย ในตำแหน่ง กับนายจ้าง และในท้องที่ที่ระบุไว้ Work Permit คือชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 คนต่างด้าวทำงานในไทยได้ต้องมีเอกสาร 2 ชิ้นที่ออกโดยคนละหน่วยงาน ชิ้นแรกคือวีซ่าและสิทธิอยู่ในประเทศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชิ้นที่สองคือ Work Permit จากกรมการจัดหางาน มีวีซ่าอย่างเดียวจึงยังทำงานไม่ได้ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะจ้างพนักงานต่างชาติ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณแอน เจ้าของบริษัทร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็ก ที่กำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติ 2 คน คือเชฟชาวญี่ปุ่น 1 คน และผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาที่มาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล (MOU) อีก 1 คน Work Permit ต่างจากวีซ่าและบัตรสีชมพูอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเป็นเอกสารของคนต่างด้าว แต่ตอบคนละคำถาม วีซ่าตอบว่าอยู่ในประเทศได้หรือไม่ Work Permit ตอบว่าทำงานอะไรได้บ้าง ส่วนบัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนของแรงงานบางกลุ่ม เอกสาร หน่วยงานที่ออก ใช้ยืนยันอะไร วีซ่าและตราประทับอนุญาตให้อยู่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สิทธิเข้าเมืองและอยู่ในไทยตามระยะเวลาที่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และท้องที่ที่ระบุ บัตรสีชมพู กรมการปกครอง บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของแรงงานบางกลุ่ม ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ใช้แทนการอนุญาตให้ทำงาน ข้อควรระวังคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าผ่านทางใช้ขอ Work Permit ไม่ได้ เพราะคู่มือการขอรับใบอนุญาตของคนต่างด้าว กำหนดให้ผู้ยื่นต้องมีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาแบบชั่วคราวประเภท Non-Immigrant ใครต้องมีใบอนุญาตทำงาน และงานไหนที่คนต่างด้าวทำไม่ได้ คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาต ไม่ว่าจะทำงานในสำนักงาน ร้านอาหาร โรงงาน หรือไซต์ก่อสร้าง และไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ มาตรา 59 กำหนดว่าคนต่างด้าวทำงานได้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว และต้องเป็นงานที่ไม่ได้ห้ามไว้ ข้อยกเว้นที่ใช้บ่อยคืองานจำเป็นเร่งด่วนที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน เช่น ช่างต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมเครื่องจักร กรณีนี้ใช้วิธีแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 61 แทนการขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบ งานที่คนต่างด้าวทำไม่ได้มีอะไรบ้าง กระทรวงแรงงานกำหนดรายการงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ในกรณีของคุณแอน งานเชฟอาหารญี่ปุ่นและงานผู้ช่วยครัวไม่อยู่ในกลุ่มห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าคุณแอนคิดจะให้ผู้ช่วยครัวไปยืนขายของหน้าร้านด้วย ต้องเช็กเงื่อนไขของงานขายหน้าร้านก่อน เพราะทำงานนอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาตก็ผิดกฎหมายเช่นกัน Work Permit มีกี่ประเภท Work Permit แบ่งตามช่องทางที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ซึ่งกฎหมายแยกไว้เป็นรายมาตรา แต่ละประเภทใช้แบบคำขอ เอกสาร และอายุใบอนุญาตไม่เหมือนกัน ประเภท ใครใช้ ตัวอย่าง ทั่วไป (มาตรา 59) คนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายแบบ Non-Immigrant และทำงานที่ไม่ห้าม ผู้จัดการ ครูสอนภาษา เชฟของคุณแอน ส่งเสริมการลงทุน (มาตรา 62) คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI นำเข้าตาม MOU แรงงานจากประเทศที่ทำบันทึกความเข้าใจกับไทย นำเข้าผ่านนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาของคุณแอน ตามมติคณะรัฐมนตรี (มาตรา 63/2) กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ขอใบอนุญาตได้เป็นการเฉพาะ แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี กลุ่มเฉพาะ (มาตรา 63/1) ผู้ถูกถอนสัญชาติ ผู้เกิดในไทยบางกรณี หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานาน ชายแดน (มาตรา 64) คนสัญชาติประเทศที่มีพรมแดนติดไทย ทำงานชั่วคราวเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลในพื้นที่ที่กำหนด แรงงานไป-กลับในจังหวัดชายแดน SME ส่วนใหญ่จะเจอแค่ 2 แบบ คือมาตรา 59 สำหรับพนักงานวิชาชีพหรือผู้บริหาร และ MOU สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สองแบบนี้มีค่าธรรมเนียมคนละอัตราตามประเภทงาน ซึ่งจะเห็นตัวเลขชัดในตัวอย่างค่าใช้จ่ายของคุณแอน เอกสารขอใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสาร Work Permit แบ่งเป็น 2 ชุด คือของลูกจ้างต่างชาติ และของนายจ้าง รายการด้านล่างอ้างอิงจากคู่มือประชาชนกรณีขอใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 ซึ่งระบุเอกสารไว้ 35 รายการ แต่ไม่ได้ใช้ทุกรายการกับทุกคน เอกสารของลูกจ้างต่างชาติ เอกสารของนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล ใบรับรองแพทย์ต้องออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่น และควรใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนฉบับล่าสุด ถ้าเอกสารภาษาต่างประเทศ ให้เตรียมคำแปลภาษาไทยไว้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเพิ่มตอนตรวจ ขั้นตอนขอ Work Permit ผ่าน e-WorkPermit ทำอย่างไร การขอ Work Permit ตอนนี้ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้ทั้งหมด นายจ้างยื่นแทนลูกจ้างได้ตามมาตรา 60 และขั้นตอนตามคู่มือประชาชนมี 4 ขั้น รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 วันนับแต่เอกสารครบ หรือราว 2 สัปดาห์ถ้าถูกส่งตรวจสอบ ก่อนถึงขั้นนี้ ลูกจ้างต้องได้วีซ่าประเภท Non-Immigrant จากสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน ส่วนนี้มีระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก เชฟของคุณแอนยื่นเอกสารครบในวันจันทร์ ถ้าไม่ถูกส่งตรวจเพิ่ม จะได้รับใบอนุญาตภายในวันพุธ คุณแอนจึงควรนัดวันเริ่มงานหลังวันรับใบอนุญาต ไม่ใช่หลังวันยื่น Digital Work Permit คืออะไร Digital Work Permit คือข้อมูลใบอนุญาตที่ตรวจดูได้ในระบบ e-WorkPermit แทนการพึ่งเล่มกระดาษอย่างเดียว ระบบนี้เปิดให้นายจ้างและคนต่างด้าวใช้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ตามที่รัฐบาลประกาศ ระบบรองรับการลงทะเบียน ยื่นข้อมูลการจ้าง ชำระค่าคำขอ ติดตามสถานะผ่านอีเมล SMS หรือ LINE และนัดหมายศูนย์บริการ กรมการจัดหางานเตรียมศูนย์บริการไว้ 54 แห่ง สำหรับยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงยังต้องไปที่ศูนย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำใบอนุญาตทำงาน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็นค่าคำขอ 100 บาทต่อคำขอ และค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา โดยกระทรวงแรงงานแยกอัตราเป็น 2 กลุ่ม คือกรรมกรกับผู้รับใช้ในบ้าน และอาชีพอื่น รายการ กรรมกร / ผู้รับใช้ในบ้าน (บาท) อาชีพอื่น (บาท) ใบอนุญาตไม่เกิน 3 เดือน 225 750 เกิน 3 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน 450 1,500 เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี 900 3,000 เกิน 1 ปี คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน ต่ออายุ อัตราเดียวกับออกใหม่ อัตราเดียวกับออกใหม่ ใบแทน (ต่อฉบับ) 200 500 เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง 900 3,000 เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ / ประเภทงาน 900 1,000 ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าธรรมเนียมของกรมการจัดหางานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าวีซ่าและค่าต่ออายุการอยู่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าบริการของบริษัทนำเข้าแรงงานกรณี MOU กลับมาที่คุณแอน ถ้าขอใบอนุญาต 1 ปีให้ทั้ง 2 คน ค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานจะเป็นดังนี้ พนักงาน กลุ่มอัตรา ค่าคำขอ ค่าใบอนุญาต 1 ปี รวม เชฟชาวญี่ปุ่น อาชีพอื่น 100 3,000 3,100 ผู้ช่วยครัว (MOU) กรรมกร 100 900 1,000 รวม 4,100 ผู้ช่วยครัวใช้อัตรากรรมกรได้เมื่อตำแหน่งงานที่ขออนุญาตจัดเป็นงานกรรมกร ถ้าระบุเป็นงานประเภทอื่น ค่าธรรมเนียมจะเปลี่ยนตาม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนกรอกตำแหน่งในคำขอ ต่ออายุ เปลี่ยนนายจ้าง และแจ้งออกจากงานทำอย่างไร Work Permit ตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่ระยะเวลาจริงของแต่ละใบขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาต จึงต้องดูวันหมดอายุบนใบอนุญาตของพนักงานแต่ละคน เรื่อง ต้องทำอะไร กฎหมาย ต่ออายุ ยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ระหว่างรอพิจารณาทำงานต่อได้ มาตรา 67 ลูกจ้างเริ่มงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง ลูกจ้างแจ้งชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน มาตรา 64/2 นายจ้างรับเข้าทำงานหรือลูกจ้างออก นายจ้างแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง และภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออก พร้อมเหตุที่ออก มาตรา 13 ใบอนุญาตหายหรือชำรุด ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ขอตรวจ แสดงใบอนุญาตภายในเวลาอันสมควร มาตรา 68 กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้ากี่วัน แต่ในทางปฏิบัติควรเริ่มก่อนหมดอายุอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเอกสารนายจ้างอย่างงบการเงินและหนังสือรับรองบริษัทต้องเตรียมใหม่ และอาจถูกส่งตรวจสอบอีก 10 วันทำการ ถ้าเชฟของคุณแอนลาออกไปทำงานกับร้านอื่น คุณแอนต้องแจ้งออกภายใน 15 วัน ส่วนร้านใหม่ต้องยื่นเปลี่ยนนายจ้างและจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เชฟจะไปทำงานที่ร้านใหม่ทันทีโดยใช้ใบอนุญาตเดิมไม่ได้ นายจ้าง SME ต้องจัดการเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานต่างชาติอย่างไร ได้ใบอนุญาตแล้วงานยังไม่จบ พนักงานต่างชาติเป็นลูกจ้างตามกฎหมายไทยเหมือนพนักงานไทย นายจ้างจึงมีหน้าที่ 3 เรื่องทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินเดือน ลองคำนวณกับพนักงานของคุณแอน สมมติเชฟได้เงินเดือน 60,000 บาท และผู้ช่วยครัวได้ 12,000 บาท ทำงานครบทั้งปีภาษี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม รายการต่อปี (บาท) เชฟชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยครัว เงินเดือนทั้งปี 720,000 144,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 72,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 60,000 หักเงินสมทบประกันสังคม 10,500 7,200 เงินได้สุทธิ 549,500 4,800 ภาษีทั้งปี 34,925 0 หัก ณ ที่จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,910 0 ภาษีของเชฟมาจาก 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% เป็น 7,500 บาท ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% เป็น 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 49,500 บาท เสีย 15% เป็น 7,425 บาท ส่วนผู้ช่วยครัวมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท จึงไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องส่งประกันสังคมทุกเดือน ภาพรวมแบบนำส่งภาษีเงินเดือนดูต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานอย่างไร เมื่อบริษัทของคุณแอนจ่ายค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานรวม 4,100 บาทจากบัญชีธนาคาร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน) 4,100 เงินฝากธนาคาร 4,100 เก็บใบเสร็จจากระบบ e-WorkPermit เป็นหลักฐานประกอบรายการทุกครั้ง ถ้าใบอนุญาตมีอายุเกิน 1 รอบบัญชี เช่น จ่ายค่าใบอนุญาต 2 ปีครั้งเดียว ควรถามผู้สอบบัญชีว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาหรือไม่ ทำงานหรือจ้างงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษอะไรบ้าง โทษตกกับทั้ง 2 ฝ่าย และนับเป็นรายคน กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชกำหนดฯ ดังนี้ ผู้กระทำผิด โทษ กฎหมาย นายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือให้ทำงานนอกเหนือที่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน มาตรา 102 นายจ้างที่ทำผิดซ้ำ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาทต่อคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าว 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 102 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ ปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศ มาตรา 101 คนต่างด้าวที่เคยถูกลงโทษตามมาตรา 101 ขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มาตรา 64/1 นายจ้างที่ไม่แจ้งการจ้างหรือการออกจากงานภายใน 15 วัน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท มาตรา 103 ถ้าร้านของคุณแอนถูกตรวจพบว่าผู้ช่วยครัวยังไม่ได้ใบอนุญาต ค่าปรับขั้นต่ำของบริษัทคือ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1 ปีของผู้ช่วยครัวถึง 10 เท่า และผู้ช่วยครัวยังถูกส่งกลับ ทำให้ร้านขาดคนทันที ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน จากประสบการณ์ ปัญหาที่ทำให้นายจ้างเสียเวลามากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนยื่น แต่เป็นการไม่รู้ว่ามีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาใหม่ หรือสับสนว่าเกณฑ์ไหนเป็นของหน่วยงานใด สรุป – การบริหารจัดการเอกสาร และภาษีของพนักงานต่างชาติ Work Permit เป็นเงื่อนไขแรกของการจ้างพนักงานต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องสุดท้าย นายจ้างต้องได้ใบอนุญาตก่อนวันเริ่มงาน แล้วดูแลเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมต่อทุกเดือน ใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน ใช้คู่กับวีซ่า Non-Immigrant จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ e-WorkPermit ได้ หากจ้างโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคน และหากทำผิดซ้ำอาจโดนห้ามจ้างคนต่างด้าวถึง 3 ปี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองทำตารางรายชื่อพนักงานต่างชาติทุกคน พร้อมประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และนายจ้างที่ระบุในใบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันหมดอายุของแต่ละคน พนักงานต่างชาติต้องถูกหักภาษี ส่งประกันสังคม และได้หนังสือรับรองการหักภาษีปลายปีเหมือนพนักงานไทย ยิ่งมีหลายสัญชาติหลายอัตรา งานเงินเดือนยิ่งพลาดง่าย ฟีเจอร์จัดการเงินเดือนและภาษีจาก PEAK Payroll ให้ PEAK Payroll ช่วยจัดการเงินเดือนในที่เดียว และส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน – ทดลองใช้งาน PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน Work Permit มีอายุกี่ปี ใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่อายุจริงขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาตในแต่ละใบ ส่วนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีจะมีอายุตามที่มติกำหนด ขอ Work Permit ออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นคำขอ แนบเอกสาร ชำระค่าคำขอ และติดตามสถานะผ่าน e-WorkPermit ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนต่างด้าวยังต้องไปยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติที่ศูนย์บริการ และไปรับใบอนุญาตด้วยตนเอง ทำงานในโรงงานต้องมีใบอนุญาตทำงานไหม ต้องมี คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงาน ถ้าเป็นงานกรรมกรในโรงงาน ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีนายจ้างและเข้ามาตาม MOU หรือตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลธรรมดาจ้างคนต่างด้าวได้ไหม ได้ นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท เช่น เจ้าของบ้านที่จ้างผู้รับใช้ในบ้าน หรือเจ้าของร้านที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่เอกสารนายจ้างจะเปลี่ยนจากหนังสือรับรองบริษัทเป็นสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารแสดงการประกอบกิจการ และหน้าที่แจ้งนายทะเบียน หักภาษี และส่งประกันสังคมยังเหมือนเดิม ใบอนุญาตทำงานหายต้องทำอย่างไร ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ว่าหายหรือชำรุดตามมาตรา 69 ค่าธรรมเนียมใบแทนฉบับละ 500 บาทสำหรับอาชีพทั่วไป และ 200 บาทสำหรับกรรมกรหรือผู้รับใช้ในบ้าน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

14 Oct 2026

PEAK Account

4 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 14/10/2026

1. เลือกผังบัญชี และแก้ไขผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 2. ระบบจะจดจำการกรอกข้อมูลรับ-จ่ายเงินจากเอกสารตามประเภทเอกสารล่าสุดให้อัตโนมัติ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ Free ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับ รายจ่าย และคลังเอกสาร 3. เปิดดูเอกสารแนบให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการเปิดหน้าต่างใหม่ได้ทันที (Open link in new tab) แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าสร้างเอกสาร ที่เมนูรายรับและรายจ่าย 4. แก้ไขยอด “สงเคราะห์ลูกจ้างส่วนนายจ้าง” ได้แล้ว เพื่อรองรับตามการคำนวณของกิจการเอง แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าทำจ่ายเงินเดือนที่ PEAK Payroll อ่านคู่มือเพิ่มเติม 5. ปรับรูปแบบไฟล์ สกล.3 ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถส่งผ่านระบบ EWF โดยวิธี Import ไฟล์ได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าข้อมูลการชำระที่ PEAK Payroll 6. สร้าง ลบ และดึงข้อมูลจาก PEAK ได้เพิ่มขึ้นอีก 4 เอกสาร ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 7. ดึงข้อมูล GL จาก PEAK ผ่าน MCP แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ PRO Plus และ PREMIUM เมนูการใช้งาน: การเชื่อมต่อ AI ผ่าน MCP 8. ตั้งค่ารูปแบบเอกสาร สำหรับพิมพ์บนกระดาษต่อเนื่องด้วยตนเองได้ แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป เมนูการใช้งาน: หน้าพิมพ์ของเอกสารฉบับนั้น ๆ อ่านคู่มือเพิ่มเติม

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

12 Oct 2026

PEAK Account

5 min

PEAK ผนึกกำลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานแถลงข่าว “โครงการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจ SE ด้วยระบบจัดการบัญชี” ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) และพันธมิตรผู้ให้บริการระบบบัญชีออนไลน์ PEAK Account โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE) เข้าถึงระบบบัญชีออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมพัฒนาทักษะด้านบัญชี การเงิน และภาษีอย่างเป็นระบบ นายภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ภายในงานว่า “การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่กำไรเพียงอย่างเดียว PEAK เราเอาความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและเทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการงานหลังบ้าน เพื่อปลดล็อกให้ผู้ประกอบการ SE ได้เอาเวลาและพลังงานไปโฟกัสการสร้าง Impact ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่” ในฐานะ Tech Company สัญชาติไทย PEAK เล็งเห็นเสมอว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ SE สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อนของงานหลังบ้าน PEAK ได้นำเสนอกระบวนการเพื่อยกระดับธุรกิจ SE ให้ทำงานได้ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น ผ่านแนวคิด 3 ขั้นตอนหลัก (CCC) ได้แก่: สำหรับการสนับสนุนในโครงการนี้ PEAK มุ่งเน้นการแชร์ความรู้ในการวางระบบบัญชีที่ดี พร้อมทั้งมอบเครื่องมือสนับสนุนผ่านส่วนลดโปรแกรม PEAK ให้กับผู้ประกอบการ SE ที่เข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาเงื่อนไขการใช้งานและดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ นอกจากนี้ ภายในงาน PEAK ยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กชอปโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SE ได้ยกระดับความรู้และการใช้งานระบบบัญชี ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน PEAK, Building SMART Business ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม