Table of Contents

คลังความรู้บัญชี ภาษี และโปรแกรมบัญชีออนไลน์

ติดตามข้อมูลข่าวสาร บทความน่ารู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน และธุรกิจที่เป็นประโยชน์ สำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

ล่าสุด

26 Sep 2026

PEAK Account

13 min

รายได้ค้างรับ คืออะไร อยู่หมวดไหน เข้าใจง่ายผ่านตัวอย่างจริง

เมื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงินตามเครดิตเทอม พอถึงวันปิดงบก็เกิดคำถามว่า รายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินนี้ ต้องบันทึกไว้ตรงไหนในงบการเงิน เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีมือใหม่เจอบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอม 30-90 วัน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน จึงเป็นคำถามพื้นฐานที่ตอบผิดไม่ได้ เพราะกระทบตั้งแต่งบดุลไปจนถึงการยื่นภาษี โดยบทความนี้จะตอบให้ชัดในแบบฉบับ B2B พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่ทำตามได้ทันที รายได้ค้างรับ คืออะไร รายได้ค้างรับ คือ รายได้ที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วเพราะส่งมอบสินค้าหรือบริการครบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Accrued Revenue หรือ Accrued Income เป็นรายการที่เกิดจากหลักเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่กำหนดให้บันทึกรายได้เมื่อเกิดสิทธิ ไม่ใช่เมื่อได้รับเงินสด ตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณรับจ้างออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้า ทำเสร็จวันที่ 25 มีนาคม แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินให้ภายใน 30 วัน พอถึงวันปิดงบ 31 มีนาคม รายได้ก้อนนี้ต้องรับรู้ในงบแล้ว แม้จะยังไม่ได้เงิน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น หรือบางแห่งจัดอยู่ในหมวดลูกหนี้อื่น ตามผังบัญชีมาตรฐาน รายได้ค้างรับจะใช้เลขบัญชีในหมวด 1 เช่น เลขบัญชี 1160 หรือ 1170 ขึ้นอยู่กับผังบัญชีที่กิจการกำหนด ทำไมถึงจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน รายได้ค้างรับเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อลูกค้า คาดว่าจะได้รับเงินภายใน 12 เดือน จึงเข้าเงื่อนไขสินทรัพย์หมุนเวียนตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs) เหตุผลหลักมี 3 ข้อ ตัวอย่าง – ธุรกิจ B2B ส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงิน ลองดูเคสนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น บริษัท เอ โซลูชัน จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้กับบริษัท บี คอร์ป จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่าสัญญา 500,000 บาท เครดิตเทอม 30 วัน บริษัท เอ โซลูชัน ส่งมอบงานและลูกค้าตรวจรับเรียบร้อยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม แต่จะออกใบแจ้งหนี้วันที่ 1 เมษายน และได้รับเงินภายในวันที่ 30 เมษายน ปัญหาคือ กิจการต้องปิดงบเดือนมีนาคม ณ วันที่ 31 มีนาคม ดังนั้นรายได้ 500,000 บาทนี้ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับ เพราะส่งมอบงานครบแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ Timeline ของรายได้ค้างรับในเคสนี้ วันที่เหตุการณ์สถานะทางบัญชี20 มี.ค.ส่งมอบงาน ลูกค้าตรวจรับแล้วเกิดสิทธิในรายได้แล้ว31 มี.ค.วันปิดงบเดือนบันทึกรายได้ค้างรับ 500,000 บาท1 เม.ย.ออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้ากลับรายการรายได้ค้างรับ เปลี่ยนเป็นลูกหนี้การค้า30 เม.ย.ลูกค้าจ่ายเงินตัดลูกหนี้การค้า รับเงินสดเข้า วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ แบบ Step-by-Step จากเคสของบริษัท เอ โซลูชัน มีขั้นตอนบันทึกบัญชี 2 ช่วง Journal Entry ตอนเกิดรายได้ค้างรับ (ปรับปรุงสิ้นงวด 31 มี.ค.) รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)รายได้ค้างรับ (สินทรัพย์ หมวด 1)500,000รายได้ค่าบริการ (รายได้ หมวด 4)500,000 บันทึกนี้ทำให้งบดุลแสดงสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 500,000 บาท และงบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เพิ่มขึ้นตามจริง Journal Entry ตอนได้รับเงินจริง (กลับรายการ) เมื่อออกใบแจ้งหนี้ในเดือนเมษายน ให้กลับรายการรายได้ค้างรับ แล้วบันทึกเป็นลูกหนี้การค้าแทน รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)ลูกหนี้การค้า500,000รายได้ค้างรับ500,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริง รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)เงินฝากธนาคาร500,000ลูกหนี้การค้า500,000 รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า ต่างกันอย่างไร ทั้งสองบัญชีอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่เกิดจากจังหวะเวลาที่ต่างกัน เปรียบเทียบรายได้ค้างรับลูกหนี้การค้าเกิดเมื่อส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ออกใบแจ้งหนี้ออกใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินเอกสารรองรับสัญญาหรือใบตรวจรับงานใบแจ้งหนี้ (Invoice)สถานะยังไม่มีเอกสารเรียกเก็บเงินมีเอกสารเรียกเก็บเงินแล้วหมวดบัญชีสินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1)สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) พูดง่ายๆ คือ บัญชีนี้เป็นขั้นตอนก่อนลูกหนี้การค้า พอออกใบแจ้งหนี้แล้ว ก็เปลี่ยนสถานะเป็นลูกหนี้การค้าโดยอัตโนมัติ รายได้ค้างรับ กับ รายได้รับล่วงหน้า ต่างกันตรงไหน สองคำนี้คนสับสนบ่อยมาก แต่ความจริงแล้วอยู่คนละด้านของงบดุล เปรียบเทียบรายได้ค้างรับรายได้รับล่วงหน้าความหมายส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ได้เงินได้เงินแล้ว แต่ยังไม่ส่งมอบงานอยู่หมวดไหนหมวด 1 สินทรัพย์หมวด 2 หนี้สินเหตุผลกิจการมีสิทธิรับเงินกิจการมีภาระต้องทำงานให้ รายได้ค้างรับ คือ สิทธิที่จะได้เงิน จึงเป็นสินทรัพย์ ส่วนรายได้รับล่วงหน้า คือ ภาระที่ต้องส่งมอบงาน จึงเป็นหนี้สิน ถ้าไม่บันทึกรายได้ค้างรับ จะเกิดอะไรขึ้น การไม่ทำรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวด ส่งผลกระทบหลายด้านที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ด้านงบกำไรขาดทุน รายได้ของงวดนั้นจะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้กำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท เอ โซลูชัน (ชื่อสมมุติ) ไม่บันทึกยอด 500,000 บาทในงวดมีนาคม กำไรเดือนนั้นก็จะหายไปครึ่งล้าน ด้านงบดุล สินทรัพย์จะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน เพราะไม่ได้บันทึกสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีอยู่ ทำให้อัตราส่วนทางการเงินบิดเบือนไปด้วย เช่น อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนจะต่ำกว่าที่ควร ด้านภาษี ถ้ารายได้ตกหล่นจากงวดที่ควรรับรู้ อาจนำไปสู่ปัญหาเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ เพราะรายได้ต้องรับรู้ในงวดที่ส่งมอบงาน ไม่ใช่งวดที่ได้รับเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ด้านการตัดสินใจ ผู้บริหารที่ดูงบการเงินจะเห็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนผลการดำเนินงานจริง อาจทำให้วางแผนธุรกิจผิดพลาด เช่น ตั้งงบลงทุนน้อยเกินไป หรือประเมินสภาพคล่องผิดพลาด สรุป รายได้ค้างรับอยู่หมวดสินทรัพย์ บันทึกให้ครบ งบจึงสะท้อนผลจริง รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน เกิดขึ้นเมื่อกิจการส่งมอบงานครบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ณ วันสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกรายการปรับปรุงทุกครั้งที่ปิดงบ เพื่อให้งบการเงินแสดงผลตรงตามความเป็นจริง PEAK ช่วยจัดการบัญชีให้ง่ายขึ้นได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่ายได้ครบถ้วน ออกเอกสารทางบัญชีได้อย่างเป็นระบบ และดูรายงานการเงินได้แบบ Real-time ผ่านระบบ Cloud 100% ช่วยให้ไม่พลาดรายการปรับปรุงที่สำคัญ เพราะข้อมูลทุกรายการอัปเดตอัตโนมัติ ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบงบการเงินได้ทุกที่ทุกเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับรายได้ค้างรับ รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษคือ Accrued Revenue หรือ Accrued Income ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ในบริบทบัญชีไทย รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า คือสิ่งเดียวกันหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แม้ทั้งสองจะอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่จังหวะเวลา รายได้ค้างรับเกิดก่อนออกใบแจ้งหนี้ ส่วนลูกหนี้การค้าเกิดหลังออกใบแจ้งหนี้แล้ว เมื่อออกใบแจ้งหนี้ รายได้ค้างรับจะถูกกลับรายการเป็นลูกหนี้การค้าแทน ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในบัญชีประเภทเดียวกันหรือไม่ ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียนเหมือนกัน หลักการเดียวกันคือเป็นรายได้ที่เกิดสิทธิแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต่างกันแค่ที่มาของรายได้ ฝั่งหนึ่งมาจากการขายสินค้าหรือบริการ อีกฝั่งมาจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร ต้องบันทึกรายได้ค้างรับทุกครั้งที่ปิดงบหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้งที่มีรายได้ที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกเอกสารเรียกเก็บเงิน ณ วันสิ้นงวด เป็นหลักปฏิบัติตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่มาตรฐานการบัญชีกำหนดไว้ การบันทึกรายการนี้ช่วยให้งบการเงินสะท้อนผลการดำเนินงานจริงของกิจการกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 Sep 2026

PEAK Account

14 min

กำไรสะสม คืออะไร ตัวเลขที่บอกความมั่นคงของธุรกิจ

เวลาเปิดงบการเงินของบริษัทสักแห่ง หลายคนมักเลื่อนผ่านบรรทัดที่เขียนว่า Retained Earnings หรือกำไรสะสม ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเลขบรรทัดนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจ่ายปันผล ความพร้อมขยายกิจการ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและนักลงทุน โดยบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกำไรสะสมตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ได้แก่ ผลกระทบต่อเงินปันผลและการวางแผนภาษี กำไรสะสม คืออะไร กำไรสะสม คือ ผลรวมของกำไรสุทธิที่บริษัทเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการ หลังหักเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ตัวเลขนี้แสดงอยู่ในส่วนของเจ้าของ (Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ กำไรที่บริษัทหามาได้แล้วยังไม่ได้แจกจ่ายออกไป ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทสะสมผลกำไรไว้มาก กำไรสะสม ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Retained Earnings บางครั้งอาจเห็นเขียนว่า Accumulated Profits หรือ Earned Surplus ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน กำไรสะสม อยู่หมวดไหนในงบการเงิน กำไรสะสมอยู่ในหมวดส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ได้อยู่ในหมวดสินทรัพย์หรือหนี้สิน จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรสะสมเป็นเงินสดที่เก็บไว้ในบัญชี แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวเลขทางบัญชีที่อาจถูกใช้ไปในรูปของสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ซื้อเครื่องจักร หรือลงทุนขยายสาขา กำไรสะสม เดบิตหรือเครดิต กำไรสะสมเป็นบัญชีฝั่งเครดิต เพราะอยู่ในส่วนของเจ้าของ ถ้ามีกำไร จะบันทึกเครดิตเพิ่ม ถ้ามีขาดทุน จะบันทึกเดบิตลด ประเภทของกำไรสะสม กำไรสะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ประเภท ความหมาย กำไรสะสมจัดสรรแล้ว (Appropriated) ส่วนที่บริษัทกันไว้ตามกฎหมายหรือมติผู้ถือหุ้น เช่น สำรองตามกฎหมาย 5% จ่ายปันผลหรือใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะยกเลิกการจัดสรร กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร (Unappropriated) ส่วนที่เหลือหลังหักจัดสรรแล้ว เป็นส่วนที่บริษัทนำไปจ่ายปันผลหรือใช้ลงทุนต่อได้ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ ตัวเลขที่เห็นในงบมักเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร เพราะไม่ค่อยมีการตั้งสำรองพิเศษ สูตรคำนวณกำไรสะสม กำไรสะสมคำนวณได้จากสูตรนี้ กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่า บริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ กำไรสะสมปลายงวด = 500,000 + 300,000 – 100,000 = 700,000 บาท ตัวเลข 700,000 บาทนี้จะปรากฏในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบบัญชี งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คืออะไร งบกำไรสะสมเป็นรายงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมตลอดรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มจากยอดต้นงวด บวกกำไรสุทธิ หักเงินปันผลจ่าย จนได้ยอดปลายงวด งบนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเห็นภาพว่า กำไรที่หามาได้ถูกนำไปใช้อย่างไร เก็บสะสมไว้เท่าไร และจ่ายออกไปเท่าไร ทำไมคู่ค้า B2B และนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับกำไรสะสม กำไรสะสมเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธุรกิจ บริษัทที่มีกำไรสะสมสูงต่อเนื่องแสดงว่าทำกำไรได้จริง ไม่ได้พึ่งเงินกู้หรือเงินเพิ่มทุนอย่างเดียว กำไรสะสมบอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อคู่ค้า B2B ต้องตัดสินใจให้เครดิตเทอม 30-90 วัน หรือเมื่อนักลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัท สิ่งหนึ่งที่ดูคือกำไรสะสม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีกันชนทางการเงิน (Financial Cushion) มากแค่ไหน ถ้ายอดขายลดลงชั่วคราว บริษัทยังอยู่ได้หรือไม่ กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสัญญาณเชิงบวก ส่วนกำไรสะสมที่ลดลงหรือติดลบ อาจเป็นธงแดงว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์รายหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้เครดิตเทอม 60 วันกับลูกค้าหรือไม่ การเปิดงบแล้วเห็นกำไรสะสมเพิ่มต่อเนื่อง 3 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการดูแค่ยอดขายปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนมักใช้ 2 อัตราส่วนนี้ประกอบการวิเคราะห์ อัตราส่วน สูตร บอกอะไร Retention Ratio (กำไรสุทธิ – เงินปันผล) หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท ยิ่งสูงยิ่งเก็บเงินไว้ขยายธุรกิจมาก Payout Ratio เงินปันผล หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น เป็นตัวเลขกลับกันกับ Retention Ratio กำไรสะสมกับการจ่ายเงินปันผล สิ่งที่ SME ต้องรู้ ไม่ใช่ว่ามีกำไรสะสมแล้วจะจ่ายปันผลได้เลย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทจำกัดจะจ่ายเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไรไม่ได้ และถ้ายังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ก็จ่ายปันผลไม่ได้เช่นกัน เงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรู้ บริษัทจำกัดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนจ่ายปันผล กฎข้อกันสำรอง 5% นี้เป็นเรื่องที่ SME หลายรายมองข้าม ถ้าไม่ทำตาม อาจมีปัญหาในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง กำไรสะสมกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ผู้รับปันผลต้องเสียภาษีเพิ่มเติม จุดนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของ SME ควรวางแผนล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายปันผล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลจ่าย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายปันผล 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 90,000 บาท ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เครดิตภาษีเงินปันผลคำนวณอย่างไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือ สิทธิที่ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) มาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 20% อาจได้เงินคืนจากการใช้เครดิตภาษีนี้ การจะใช้เครดิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ กำไรสะสม ณ วันเลิกกิจการ เมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการ กำไรสะสมที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนที่จ่ายคืนเกินกว่าทุนที่ลงไป ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้ถือหุ้น จุดนี้ SME ที่กำลังคิดจะปิดกิจการควรวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะถ้ากำไรสะสมสูง ภาระภาษีตอนปิดบริษัทก็จะสูงตามไปด้วย สรุป กำไรสะสมไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจ กำไรสะสมบอกได้ทั้งสุขภาพทางการเงิน ความพร้อมจ่ายปันผล และศักยภาพในการขยายกิจการ ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามตัวเลขนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูปีละครั้งตอนปิดงบ PEAK ช่วยติดตามกำไรสะสมได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ดูงบทดลองและรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขกำไรสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสำนักงานบัญชีส่งรายงาน ทำให้ตัดสินใจเรื่องปันผลและการลงทุนได้เร็วขึ้น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Retained Earnings กำไรสะสม กำไรสะสมกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร กำไรสุทธิคือผลกำไรของปีนั้นปีเดียว ส่วนกำไรสะสมคือผลรวมสะสมของกำไรสุทธิทุกปีตั้งแต่เปิดบริษัท หลังหักเงินปันผลที่จ่ายไปแล้ว กำไรสุทธิเป็นรายได้ของงวด กำไรสะสมเป็นรายได้สะสมของทั้งชีวิตบริษัท กำไรสะสมติดลบได้หรือไม่ ได้ ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมมากกว่ากำไรที่เคยทำได้ กำไรสะสมจะเป็นค่าติดลบ (เรียกว่า ขาดทุนสะสม) สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมดก่อน กำไรสะสมสูง แปลว่าบริษัทมีเงินสดเยอะใช่หรือไม่ ไม่จำเป็น กำไรสะสมเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดในมือ บริษัทอาจมีกำไรสะสม 10 ล้านบาท แต่เงินถูกนำไปซื้อเครื่องจักร สต็อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นแล้ว ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กันจึงจะเห็นภาพครบ SME ต้องทำงบกำไรสะสมแยกต่างหากหรือไม่ SME ที่เป็นบริษัทจำกัดต้องมีข้อมูลกำไรสะสมแสดงในงบแสดงฐานะการเงินอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 Sep 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

บัญชี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี

อ่านบทความเพิ่มเติม

26 Sep 2026

PEAK Account

13 min

รายได้ค้างรับ คืออะไร อยู่หมวดไหน เข้าใจง่ายผ่านตัวอย่างจริง

เมื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงินตามเครดิตเทอม พอถึงวันปิดงบก็เกิดคำถามว่า รายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินนี้ ต้องบันทึกไว้ตรงไหนในงบการเงิน เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีมือใหม่เจอบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอม 30-90 วัน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน จึงเป็นคำถามพื้นฐานที่ตอบผิดไม่ได้ เพราะกระทบตั้งแต่งบดุลไปจนถึงการยื่นภาษี โดยบทความนี้จะตอบให้ชัดในแบบฉบับ B2B พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่ทำตามได้ทันที รายได้ค้างรับ คืออะไร รายได้ค้างรับ คือ รายได้ที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วเพราะส่งมอบสินค้าหรือบริการครบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Accrued Revenue หรือ Accrued Income เป็นรายการที่เกิดจากหลักเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่กำหนดให้บันทึกรายได้เมื่อเกิดสิทธิ ไม่ใช่เมื่อได้รับเงินสด ตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณรับจ้างออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้า ทำเสร็จวันที่ 25 มีนาคม แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินให้ภายใน 30 วัน พอถึงวันปิดงบ 31 มีนาคม รายได้ก้อนนี้ต้องรับรู้ในงบแล้ว แม้จะยังไม่ได้เงิน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น หรือบางแห่งจัดอยู่ในหมวดลูกหนี้อื่น ตามผังบัญชีมาตรฐาน รายได้ค้างรับจะใช้เลขบัญชีในหมวด 1 เช่น เลขบัญชี 1160 หรือ 1170 ขึ้นอยู่กับผังบัญชีที่กิจการกำหนด ทำไมถึงจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน รายได้ค้างรับเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อลูกค้า คาดว่าจะได้รับเงินภายใน 12 เดือน จึงเข้าเงื่อนไขสินทรัพย์หมุนเวียนตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs) เหตุผลหลักมี 3 ข้อ ตัวอย่าง – ธุรกิจ B2B ส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงิน ลองดูเคสนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น บริษัท เอ โซลูชัน จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้กับบริษัท บี คอร์ป จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่าสัญญา 500,000 บาท เครดิตเทอม 30 วัน บริษัท เอ โซลูชัน ส่งมอบงานและลูกค้าตรวจรับเรียบร้อยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม แต่จะออกใบแจ้งหนี้วันที่ 1 เมษายน และได้รับเงินภายในวันที่ 30 เมษายน ปัญหาคือ กิจการต้องปิดงบเดือนมีนาคม ณ วันที่ 31 มีนาคม ดังนั้นรายได้ 500,000 บาทนี้ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับ เพราะส่งมอบงานครบแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ Timeline ของรายได้ค้างรับในเคสนี้ วันที่ เหตุการณ์ สถานะทางบัญชี 20 มี.ค. ส่งมอบงาน ลูกค้าตรวจรับแล้ว เกิดสิทธิในรายได้แล้ว 31 มี.ค. วันปิดงบเดือน บันทึกรายได้ค้างรับ 500,000 บาท 1 เม.ย. ออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้า กลับรายการรายได้ค้างรับ เปลี่ยนเป็นลูกหนี้การค้า 30 เม.ย. ลูกค้าจ่ายเงิน ตัดลูกหนี้การค้า รับเงินสดเข้า วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ แบบ Step-by-Step จากเคสของบริษัท เอ โซลูชัน มีขั้นตอนบันทึกบัญชี 2 ช่วง Journal Entry ตอนเกิดรายได้ค้างรับ (ปรับปรุงสิ้นงวด 31 มี.ค.) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) รายได้ค้างรับ (สินทรัพย์ หมวด 1) 500,000 รายได้ค่าบริการ (รายได้ หมวด 4) 500,000 บันทึกนี้ทำให้งบดุลแสดงสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 500,000 บาท และงบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เพิ่มขึ้นตามจริง Journal Entry ตอนได้รับเงินจริง (กลับรายการ) เมื่อออกใบแจ้งหนี้ในเดือนเมษายน ให้กลับรายการรายได้ค้างรับ แล้วบันทึกเป็นลูกหนี้การค้าแทน รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ 500,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริง รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินฝากธนาคาร 500,000 ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า ต่างกันอย่างไร ทั้งสองบัญชีอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่เกิดจากจังหวะเวลาที่ต่างกัน เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ ลูกหนี้การค้า เกิดเมื่อ ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ออกใบแจ้งหนี้ ออกใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน เอกสารรองรับ สัญญาหรือใบตรวจรับงาน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) สถานะ ยังไม่มีเอกสารเรียกเก็บเงิน มีเอกสารเรียกเก็บเงินแล้ว หมวดบัญชี สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) พูดง่ายๆ คือ บัญชีนี้เป็นขั้นตอนก่อนลูกหนี้การค้า พอออกใบแจ้งหนี้แล้ว ก็เปลี่ยนสถานะเป็นลูกหนี้การค้าโดยอัตโนมัติ รายได้ค้างรับ กับ รายได้รับล่วงหน้า ต่างกันตรงไหน สองคำนี้คนสับสนบ่อยมาก แต่ความจริงแล้วอยู่คนละด้านของงบดุล เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ รายได้รับล่วงหน้า ความหมาย ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน ได้เงินแล้ว แต่ยังไม่ส่งมอบงาน อยู่หมวดไหน หมวด 1 สินทรัพย์ หมวด 2 หนี้สิน เหตุผล กิจการมีสิทธิรับเงิน กิจการมีภาระต้องทำงานให้ รายได้ค้างรับ คือ สิทธิที่จะได้เงิน จึงเป็นสินทรัพย์ ส่วนรายได้รับล่วงหน้า คือ ภาระที่ต้องส่งมอบงาน จึงเป็นหนี้สิน ถ้าไม่บันทึกรายได้ค้างรับ จะเกิดอะไรขึ้น การไม่ทำรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวด ส่งผลกระทบหลายด้านที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ด้านงบกำไรขาดทุน รายได้ของงวดนั้นจะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้กำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท เอ โซลูชัน (ชื่อสมมุติ) ไม่บันทึกยอด 500,000 บาทในงวดมีนาคม กำไรเดือนนั้นก็จะหายไปครึ่งล้าน ด้านงบดุล สินทรัพย์จะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน เพราะไม่ได้บันทึกสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีอยู่ ทำให้อัตราส่วนทางการเงินบิดเบือนไปด้วย เช่น อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนจะต่ำกว่าที่ควร ด้านภาษี ถ้ารายได้ตกหล่นจากงวดที่ควรรับรู้ อาจนำไปสู่ปัญหาเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ เพราะรายได้ต้องรับรู้ในงวดที่ส่งมอบงาน ไม่ใช่งวดที่ได้รับเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ด้านการตัดสินใจ ผู้บริหารที่ดูงบการเงินจะเห็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนผลการดำเนินงานจริง อาจทำให้วางแผนธุรกิจผิดพลาด เช่น ตั้งงบลงทุนน้อยเกินไป หรือประเมินสภาพคล่องผิดพลาด สรุป รายได้ค้างรับอยู่หมวดสินทรัพย์ บันทึกให้ครบ งบจึงสะท้อนผลจริง รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน เกิดขึ้นเมื่อกิจการส่งมอบงานครบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ณ วันสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกรายการปรับปรุงทุกครั้งที่ปิดงบ เพื่อให้งบการเงินแสดงผลตรงตามความเป็นจริง PEAK ช่วยจัดการบัญชีให้ง่ายขึ้นได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่ายได้ครบถ้วน ออกเอกสารทางบัญชีได้อย่างเป็นระบบ และดูรายงานการเงินได้แบบ Real-time ผ่านระบบ Cloud 100% ช่วยให้ไม่พลาดรายการปรับปรุงที่สำคัญ เพราะข้อมูลทุกรายการอัปเดตอัตโนมัติ ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบงบการเงินได้ทุกที่ทุกเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับรายได้ค้างรับ รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษคือ Accrued Revenue หรือ Accrued Income ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ในบริบทบัญชีไทย รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า คือสิ่งเดียวกันหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แม้ทั้งสองจะอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่จังหวะเวลา รายได้ค้างรับเกิดก่อนออกใบแจ้งหนี้ ส่วนลูกหนี้การค้าเกิดหลังออกใบแจ้งหนี้แล้ว เมื่อออกใบแจ้งหนี้ รายได้ค้างรับจะถูกกลับรายการเป็นลูกหนี้การค้าแทน ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในบัญชีประเภทเดียวกันหรือไม่ ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียนเหมือนกัน หลักการเดียวกันคือเป็นรายได้ที่เกิดสิทธิแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต่างกันแค่ที่มาของรายได้ ฝั่งหนึ่งมาจากการขายสินค้าหรือบริการ อีกฝั่งมาจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร ต้องบันทึกรายได้ค้างรับทุกครั้งที่ปิดงบหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้งที่มีรายได้ที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกเอกสารเรียกเก็บเงิน ณ วันสิ้นงวด เป็นหลักปฏิบัติตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่มาตรฐานการบัญชีกำหนดไว้ การบันทึกรายการนี้ช่วยให้งบการเงินสะท้อนผลการดำเนินงานจริงของกิจการกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 Sep 2026

PEAK Account

15 min

ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชีและตัวอย่างจริง

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนที่เพิ่งกู้เงินจากธนาคารเพื่อขยายกิจการ มักสะดุดกับคำถามเดียวกันตอนทำบัญชี คือ ดอกเบี้ยที่จ่ายทุกเดือนควรบันทึกไว้หมวดไหนดี บางคนเข้าใจว่าเป็นสินทรัพย์เพราะเกี่ยวข้องกับเงินกู้ บางคนบันทึกรวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป ซึ่งทั้งสองแบบคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) และแสดงในงบกำไรขาดทุนแยกออกจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน บทความนี้จะพาเจาะลึกตั้งแต่ความหมาย ตำแหน่งในผังบัญชี วิธีบันทึกเดบิต-เครดิต ไปจนถึงตัวอย่างจริงจากธุรกิจ B2B ที่กู้เงินมาลงทุนหรือหมุนเวียนจ่ายคู่ค้า ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense) คือ ต้นทุนทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายให้กับผู้ให้กู้ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกกับการใช้เงินที่กู้ยืมมา ถือเป็นค่าตอบแทนการใช้เงินของคนอื่นนั่นเอง ดอกเบี้ยจ่ายเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่ง ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร (Term Loan) วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ที่กิจการออก และสัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ดอกเบี้ยจ่ายไม่ใช่สินทรัพย์และไม่ใช่หนี้สิน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามงวดเวลาที่กิจการใช้เงินกู้ ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหนในผังบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย โดยจัดเป็น ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ซึ่งแยกออกจากค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพราะเป็นต้นทุนที่เกิดจากการจัดหาแหล่งเงินทุน ไม่ใช่การดำเนินงานประจำวัน ผังบัญชี 5 หมวดกับตำแหน่งของดอกเบี้ยจ่าย ผังบัญชีมาตรฐานแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก หมวด ชื่อ ตัวอย่างรายการ 1 สินทรัพย์ เงินสด ลูกหนี้ อาคาร 2 หนี้สิน เจ้าหนี้ เงินกู้ยืม 3 ส่วนของเจ้าของ ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม 4 รายได้ รายได้จากการขาย ดอกเบี้ยรับ 5 ค่าใช้จ่าย ค่าเช่า เงินเดือน ดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายจึงถูกจัดอยู่ในหมวด 5 และมีรหัสบัญชีอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ตามผังบัญชีมาตรฐานของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ดอกเบี้ยจ่ายแสดงตรงไหนในงบกำไรขาดทุน ในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจ่ายจะแสดงแยกเป็นรายการ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ซึ่งอยู่ด้านล่างของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ลำดับในงบเป็นดังนี้ รายได้จากการขาย หักด้วยต้นทุนขาย ได้กำไรขั้นต้น จากนั้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ได้กำไรจากการดำเนินงาน แล้วจึงหักด้วยค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ก่อนจะถึงกำไรก่อนภาษีเงินได้ การแสดงแยกแบบนี้ช่วยให้ผู้อ่านงบเห็นชัดว่ากำไรจากการดำเนินงานจริงเป็นเท่าไร และต้นทุนทางการเงินกินสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน วิธีบันทึกบัญชี ดอกเบี้ยจ่าย (เดบิต-เครดิต) เมื่อกิจการจ่ายดอกเบี้ย ให้เดบิตบัญชีดอกเบี้ยจ่าย (เพิ่มค่าใช้จ่าย) และเครดิตบัญชีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร (ลดสินทรัพย์) หลักการนี้ใช้ได้กับทุกรูปแบบเงินกู้ ต่างกันแค่จำนวนเงินและความถี่ในการบันทึก ตัวอย่างที่ 1 : SME กู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ บริษัท สมาร์ท ฟู้ด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตอาหารแปรรูป กู้เงินจากธนาคาร 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ผ่อนชำระรายเดือน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ขยายกำลังผลิต ดอกเบี้ยจ่ายเดือนแรก คำนวณจาก 5,000,000 x 6% x 1/12 = 25,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 25,000 – เงินฝากธนาคาร – 25,000 ตัวอย่างที่ 2 : ธุรกิจ B2B กู้หมุนเวียนเพื่อจ่ายคู่ค้า บริษัท ไทยซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัตถุดิบ ใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR+1% เพื่อหมุนเวียนจ่ายซัพพลายเออร์ ในเดือนที่ใช้วงเงินเฉลี่ย 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยรวม 7.5% ต่อปี ดอกเบี้ยจ่ายเดือนนั้น คำนวณจาก 1,500,000 x 7.5% x 1/12 = 9,375 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 9,375 – เงินฝากธนาคาร – 9,375 ข้อสังเกตสำคัญ ดอกเบี้ย OD คิดจากยอดเงินที่เบิกใช้จริง ไม่ใช่วงเงินทั้งหมด ดังนั้นยอดดอกเบี้ยจ่ายจะเปลี่ยนแปลงทุกเดือนตามยอดที่ใช้ ตัวอย่างที่ 3 : สัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) บริษัท ขนส่งสะดวก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่ารถบรรทุกแบบ Finance Lease มูลค่า 1,200,000 บาท ผ่อน 48 งวด งวดละ 30,000 บาท โดยในค่างวด 30,000 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 22,000 บาท และดอกเบี้ย 8,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต หนี้สินตามสัญญาเช่า 22,000 – ดอกเบี้ยจ่าย 8,000 – เงินฝากธนาคาร – 30,000 ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันตรงไหน ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในงบกำไรขาดทุน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินหมุนเวียนที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ทั้งสองรายการเกี่ยวข้องกัน แต่อยู่คนละตำแหน่งในงบการเงิน รายการ ประเภท แสดงในงบ ความหมาย ดอกเบี้ยจ่าย ค่าใช้จ่าย (หมวด 5) งบกำไรขาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นในงวด ดอกเบี้ยค้างจ่าย หนี้สิน (หมวด 2) งบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน ตัวอย่างเช่น ถ้ากิจการปิดงบวันที่ 31 ธันวาคม แต่กำหนดจ่ายดอกเบี้ยธนาคารวันที่ 5 มกราคม ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมจะถูกบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุน พร้อมกับตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษี ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรงและมีหลักฐานครบถ้วน เงื่อนไขหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ต้องเป็นเงินกู้ที่ใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติของตลาด ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อนิติบุคคลจ่ายดอกเบี้ยให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร โดยทั่วไปธนาคารจะได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากธนาคารนำรายได้ดอกเบี้ยไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเอง หากเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับบริษัทเอกชนหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายระหว่างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ข้อควรระวังในการบันทึกดอกเบี้ยจ่าย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ มีดังนี้ บันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงเกินจริง และค่าใช้จ่ายทางการเงินต่ำเกินจริง ส่งผลต่อการวิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงาน ลืมตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายตอนปิดงบ เช่น ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมที่กำหนดจ่ายเดือนมกราคม ถ้าไม่ตั้งค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายในงวดนั้นจะต่ำเกินจริง ไม่แยกส่วนที่ต้องรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ ตามมาตรฐาน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อก่อสร้างหรือผลิตสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน อาจต้องรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์นั้นแทนการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวด ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้สร้างอาคารโรงงานในช่วงที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ สรุป : บันทึกดอกเบี้ยจ่ายให้ถูกหมวด ธุรกิจจัดการเงินได้ชัดเจนขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินที่แสดงแยกในงบกำไรขาดทุน การบันทึกถูกหมวดช่วยให้กิจการเห็นภาพต้นทุนการเงินชัดเจน วิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงานได้แม่นยำ และใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องแหล่งเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ถ้าต้องการจัดการดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายทางการเงินอื่นให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายการบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สินทรัพย์ เพราะเป็นต้นทุนที่กิจการต้องจ่ายเพื่อใช้เงินของผู้อื่น อย่างไรก็ตาม กรณีกู้เงินมาก่อสร้างสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน ดอกเบี้ยในช่วงก่อสร้างอาจรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ได้ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ดอกเบี้ยจ่าย ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้เงินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยต้องมีหลักฐานสัญญาเงินกู้ ใบเสร็จรับเงิน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติ ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยรับต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน อยู่ในหมวด 5 ส่วนดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ที่เกิดจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร อยู่ในหมวด 4 รายได้ ทั้งสองรายการอยู่คนละด้านของงบกำไรขาดทุน บันทึกดอกเบี้ยจ่ายผิดหมวดมีผลอย่างไร การบันทึกผิดหมวดทำให้ตัวเลขในงบการเงินคลาดเคลื่อน เช่น ถ้าบันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร กำไรจากการดำเนินงานจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด หรือธนาคารประเมินสินเชื่อผิดไปจากข้อมูลจริงนที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ภาษี

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับภาษี

อ่านบทความเพิ่มเติม

26 Sep 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 Sep 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีที่ดินว่างเปล่า คำนวณอย่างไร พร้อมกลยุทธ์วางแผนให้คุ้มค่า

ผู้ประกอบการหลายคนซื้อที่ดินเตรียมไว้สำหรับโครงการในอนาคต แต่ที่ดินแปลงนั้นกลับกลายเป็นภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี จากภาษีที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมีอัตราสูงกว่าภาษีที่ดินประเภทอื่น และยังเพิ่มขึ้นได้อีกหากปล่อยทิ้งไว้นาน บทความนี้จะอธิบายวิธีคำนวณภาษี พร้อมกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดการได้อย่างคุ้มค่า ภาษีที่ดินว่างเปล่า คืออะไร ภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราพิเศษ ซึ่งจัดเก็บจากที่ดินที่เจ้าของไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ โดยกฎหมายกำหนดให้เสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ดินที่ใช้ประโยชน์ทั่วไป และอัตราจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยว่างติดต่อกันหลายปี ภาษีนี้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่ปี 2563 ตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับใหม่ ซึ่งมาแทนที่ภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนฉบับเดิม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. (เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา) เป็นผู้จัดเก็บ ที่ดินแบบไหนนับว่า ว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่า ตามกฎหมายหมายถึงที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ ตัวอย่างเช่น ที่ดินที่ปลูกต้นไม้ ทำเกษตร หรือมีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานจริง จะไม่ถือเป็นที่ดินว่างเปล่า และจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ามาก ใครมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินว่างเปล่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม กรณีที่ดินอยู่ในชื่อบริษัท ผู้มีอำนาจของบริษัทมีหน้าที่ดำเนินการชำระภาษีให้ถูกต้อง อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่า เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ เริ่มต้นที่ 0.3% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ (ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์) และจะเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปีที่ปล่อยว่างติดต่อกัน สูงสุดไม่เกิน 3% ช่วงปีที่ปล่อยว่างเปล่า อัตราภาษี ปีที่ 1-3 0.3% ปีที่ 4-6 0.6% ปีที่ 7-9 0.9% ปีที่ 10-12 1.2% ปีที่ 13 ขึ้นไป (เพิ่มทุก 3 ปี) เพิ่มอีก 0.3% ทุก 3 ปี สูงสุด 3% จะเห็นว่า ยิ่งปล่อยที่ดินว่างนาน ภาระภาษีจะทบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเก็บไว้รอพัฒนาจึงควรมีแผนจัดการที่ชัดเจน เปรียบเทียบอัตราภาษีตามประเภทการใช้ที่ดิน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าที่ดินว่างเปล่าเสียภาษีสูงกว่าที่ดินประเภทอื่นอย่างไร ลองดูตารางเปรียบเทียบ ประเภทการใช้ที่ดิน อัตราภาษีสูงสุด เกษตรกรรม 0.15% ที่อยู่อาศัย (หลังหลัก) 0.03% (ยกเว้น 50 ล้านบาทแรก) ที่อยู่อาศัย (หลังอื่น) 0.10% พาณิชยกรรม หรืออื่น ๆ 1.20% ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ 3.00% (เพิ่มทุก 3 ปี) ที่ดินว่างเปล่ามีเพดานภาษีสูงกว่าที่ดินเกษตรกรรมถึง 20 เท่า การวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก วิธีคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ราคาประเมินทุนทรัพย์ คูณด้วยอัตราภาษีตามช่วงปีที่ปล่อยว่าง (อัตราตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ มาตรา 37 และ 43) ราคาประเมินสามารถตรวจสอบได้จากระบบค้นหาราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ หรือสอบถามที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ ตัวอย่างคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ ที่ดิน 5 ไร่ บริษัท สมาร์ทแลนด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่า 5 ไร่ ราคาประเมินรวม 10 ล้านบาท เพื่อรอพัฒนาเป็นคลังสินค้า แต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ภาษีที่ต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นตามตาราง ช่วงปี อัตราภาษี วิธีคำนวณ ภาษีต่อปี ภาษีรวมช่วง (3 ปี) ปีที่ 1-3 0.3% 10,000,000 x 0.3% 30,000 บาท 90,000 บาท ปีที่ 4-6 0.6% 10,000,000 x 0.6% 60,000 บาท 180,000 บาท ปีที่ 7-9 0.9% 10,000,000 x 0.9% 90,000 บาท 270,000 บาท รวม 9 ปี 540,000 บาท หากปลูกพืชยืนต้นบนที่ดินผืนเดียวกัน อัตราภาษีเกษตรกรรมเพียง 0.01-0.15% ภาษีรวม 9 ปีจะอยู่ที่ราว 3,000-45,000 บาท ต่างกับที่ดินว่างเปล่าหลายเท่าตัว กลยุทธ์วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่าให้คุ้มค่า ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาไม่จำเป็นต้องแบกภาระภาษีอัตราสูงตลอด มีหลายวิธีที่ช่วยลดอัตราภาษีได้ตามกฎหมาย ทำประโยชน์ในที่ดิน เปลี่ยนประเภทการใช้งาน วิธีตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้ที่ดินไม่เข้าเกณฑ์ที่ดินว่างเปล่า เช่น วางแผนพัฒนาโครงการภายใน 3 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการจริง ๆ การวางแผนให้เริ่มพัฒนาภายใน 3 ปีจะช่วยหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป เมื่อเริ่มก่อสร้าง ที่ดินจะเปลี่ยนสถานะจากที่ดินว่างเปล่าเป็นประเภทอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า กรณีที่มีที่ดินหลายแปลง ควรจัดลำดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ถือครอง โดยพัฒนาแปลงที่ถือมานานก่อน เพื่อลดภาระภาษีรวม กำหนดชำระภาษีและขั้นตอนที่ต้องรู้ อปท. จะแจ้งประเมินภาษีให้เจ้าของที่ดินทราบภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน (ทั้งนี้อาจมีประกาศขยายเวลาเป็นรายปี ควรตรวจสอบกับ อปท. ในพื้นที่) ขั้นตอนหลัก ๆ ที่ต้องรู้ การบันทึกบัญชีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ภาษีที่ดินที่จ่ายไปสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เมื่อชำระภาษีที่ดิน 30,000 บาท รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ค่าใช้จ่าย) 30,000 – เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร – 30,000 ตามมาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs ภาษีที่ดินจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน เพราะเป็นภาษีที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ สรุป: วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่า เปลี่ยนภาระเป็นโอกาส ภาษีที่ดินว่างเปล่าไม่ใช่ภาษีคงที่ แต่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาจึงควรทำความเข้าใจอัตราภาษี คำนวณภาระล่วงหน้า และวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตร ให้เช่า หรือเร่งพัฒนาโครงการตามกำหนด ล้วนช่วยลดภาระภาษีได้จริง สิ่งสำคัญคือการติดตามกำหนดชำระภาษีทุกปี และบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีที่ดินในระบบบัญชีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินของธุรกิจครบถ้วนและพร้อมสำหรับการตัดสินใจ จัดการบัญชีที่ดินและสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องบริหารสินทรัพย์หลายรายการ ทั้งที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายภาษีที่ดิน คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และจัดทำรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีที่ดินว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่าปล่อยให้คนอื่นเช่า ยังต้องเสียภาษีอัตราว่างเปล่าหรือไม่ ไม่ต้อง หากผู้เช่าใช้ประโยชน์จริง อปท. จะจัดประเภทที่ดินตามการใช้งานจริง เช่น ทำร้านค้าจัดเป็นพาณิชยกรรม ทำเกษตรจัดเป็นเกษตรกรรม ซึ่งล้วนมีอัตราภาษีต่ำกว่าที่ดินว่างเปล่า สิ่งที่ต้องระวังคือสัญญาเช่าควรระบุวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับ อปท. บริษัทถือครองที่ดินเป็นสินทรัพย์ บันทึกภาษีที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ ได้ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน ผู้ทำบัญชีควรแยกบันทึกให้ชัดเจนในแต่ละรอบบัญชี เพราะภาษีที่ดินเป็นรายจ่ายประจำปีที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดครั้งเดียว ภาษีที่ดินว่างเปล่าต่างจากภาษีบำรุงท้องที่อย่างไร ภาษีบำรุงท้องที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันเจ้าของที่ดินจ่ายเพียงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ข้อแตกต่างสำคัญคือกฎหมายใหม่คิดภาษีจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ราคาปานกลางแบบเดิม ทำให้ฐานภาษีสะท้อนมูลค่าที่ดินจริงมากขึ้น ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ อัตราภาษีและเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของราชการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ธุรกิจ

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

26 Sep 2026

PEAK Account

14 min

กำไรสะสม คืออะไร ตัวเลขที่บอกความมั่นคงของธุรกิจ

เวลาเปิดงบการเงินของบริษัทสักแห่ง หลายคนมักเลื่อนผ่านบรรทัดที่เขียนว่า Retained Earnings หรือกำไรสะสม ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเลขบรรทัดนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจ่ายปันผล ความพร้อมขยายกิจการ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและนักลงทุน โดยบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกำไรสะสมตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ได้แก่ ผลกระทบต่อเงินปันผลและการวางแผนภาษี กำไรสะสม คืออะไร กำไรสะสม คือ ผลรวมของกำไรสุทธิที่บริษัทเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการ หลังหักเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ตัวเลขนี้แสดงอยู่ในส่วนของเจ้าของ (Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ กำไรที่บริษัทหามาได้แล้วยังไม่ได้แจกจ่ายออกไป ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทสะสมผลกำไรไว้มาก กำไรสะสม ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Retained Earnings บางครั้งอาจเห็นเขียนว่า Accumulated Profits หรือ Earned Surplus ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน กำไรสะสม อยู่หมวดไหนในงบการเงิน กำไรสะสมอยู่ในหมวดส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ได้อยู่ในหมวดสินทรัพย์หรือหนี้สิน จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรสะสมเป็นเงินสดที่เก็บไว้ในบัญชี แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวเลขทางบัญชีที่อาจถูกใช้ไปในรูปของสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ซื้อเครื่องจักร หรือลงทุนขยายสาขา กำไรสะสม เดบิตหรือเครดิต กำไรสะสมเป็นบัญชีฝั่งเครดิต เพราะอยู่ในส่วนของเจ้าของ ถ้ามีกำไร จะบันทึกเครดิตเพิ่ม ถ้ามีขาดทุน จะบันทึกเดบิตลด ประเภทของกำไรสะสม กำไรสะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ประเภท ความหมาย กำไรสะสมจัดสรรแล้ว (Appropriated) ส่วนที่บริษัทกันไว้ตามกฎหมายหรือมติผู้ถือหุ้น เช่น สำรองตามกฎหมาย 5% จ่ายปันผลหรือใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะยกเลิกการจัดสรร กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร (Unappropriated) ส่วนที่เหลือหลังหักจัดสรรแล้ว เป็นส่วนที่บริษัทนำไปจ่ายปันผลหรือใช้ลงทุนต่อได้ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ ตัวเลขที่เห็นในงบมักเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร เพราะไม่ค่อยมีการตั้งสำรองพิเศษ สูตรคำนวณกำไรสะสม กำไรสะสมคำนวณได้จากสูตรนี้ กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่า บริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ กำไรสะสมปลายงวด = 500,000 + 300,000 – 100,000 = 700,000 บาท ตัวเลข 700,000 บาทนี้จะปรากฏในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบบัญชี งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คืออะไร งบกำไรสะสมเป็นรายงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมตลอดรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มจากยอดต้นงวด บวกกำไรสุทธิ หักเงินปันผลจ่าย จนได้ยอดปลายงวด งบนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเห็นภาพว่า กำไรที่หามาได้ถูกนำไปใช้อย่างไร เก็บสะสมไว้เท่าไร และจ่ายออกไปเท่าไร ทำไมคู่ค้า B2B และนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับกำไรสะสม กำไรสะสมเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธุรกิจ บริษัทที่มีกำไรสะสมสูงต่อเนื่องแสดงว่าทำกำไรได้จริง ไม่ได้พึ่งเงินกู้หรือเงินเพิ่มทุนอย่างเดียว กำไรสะสมบอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อคู่ค้า B2B ต้องตัดสินใจให้เครดิตเทอม 30-90 วัน หรือเมื่อนักลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัท สิ่งหนึ่งที่ดูคือกำไรสะสม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีกันชนทางการเงิน (Financial Cushion) มากแค่ไหน ถ้ายอดขายลดลงชั่วคราว บริษัทยังอยู่ได้หรือไม่ กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสัญญาณเชิงบวก ส่วนกำไรสะสมที่ลดลงหรือติดลบ อาจเป็นธงแดงว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์รายหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้เครดิตเทอม 60 วันกับลูกค้าหรือไม่ การเปิดงบแล้วเห็นกำไรสะสมเพิ่มต่อเนื่อง 3 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการดูแค่ยอดขายปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนมักใช้ 2 อัตราส่วนนี้ประกอบการวิเคราะห์ อัตราส่วน สูตร บอกอะไร Retention Ratio (กำไรสุทธิ – เงินปันผล) หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท ยิ่งสูงยิ่งเก็บเงินไว้ขยายธุรกิจมาก Payout Ratio เงินปันผล หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น เป็นตัวเลขกลับกันกับ Retention Ratio กำไรสะสมกับการจ่ายเงินปันผล สิ่งที่ SME ต้องรู้ ไม่ใช่ว่ามีกำไรสะสมแล้วจะจ่ายปันผลได้เลย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทจำกัดจะจ่ายเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไรไม่ได้ และถ้ายังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ก็จ่ายปันผลไม่ได้เช่นกัน เงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรู้ บริษัทจำกัดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนจ่ายปันผล กฎข้อกันสำรอง 5% นี้เป็นเรื่องที่ SME หลายรายมองข้าม ถ้าไม่ทำตาม อาจมีปัญหาในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง กำไรสะสมกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ผู้รับปันผลต้องเสียภาษีเพิ่มเติม จุดนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของ SME ควรวางแผนล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายปันผล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลจ่าย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายปันผล 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 90,000 บาท ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เครดิตภาษีเงินปันผลคำนวณอย่างไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือ สิทธิที่ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) มาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 20% อาจได้เงินคืนจากการใช้เครดิตภาษีนี้ การจะใช้เครดิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ กำไรสะสม ณ วันเลิกกิจการ เมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการ กำไรสะสมที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนที่จ่ายคืนเกินกว่าทุนที่ลงไป ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้ถือหุ้น จุดนี้ SME ที่กำลังคิดจะปิดกิจการควรวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะถ้ากำไรสะสมสูง ภาระภาษีตอนปิดบริษัทก็จะสูงตามไปด้วย สรุป กำไรสะสมไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจ กำไรสะสมบอกได้ทั้งสุขภาพทางการเงิน ความพร้อมจ่ายปันผล และศักยภาพในการขยายกิจการ ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามตัวเลขนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูปีละครั้งตอนปิดงบ PEAK ช่วยติดตามกำไรสะสมได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ดูงบทดลองและรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขกำไรสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสำนักงานบัญชีส่งรายงาน ทำให้ตัดสินใจเรื่องปันผลและการลงทุนได้เร็วขึ้น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Retained Earnings กำไรสะสม กำไรสะสมกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร กำไรสุทธิคือผลกำไรของปีนั้นปีเดียว ส่วนกำไรสะสมคือผลรวมสะสมของกำไรสุทธิทุกปีตั้งแต่เปิดบริษัท หลังหักเงินปันผลที่จ่ายไปแล้ว กำไรสุทธิเป็นรายได้ของงวด กำไรสะสมเป็นรายได้สะสมของทั้งชีวิตบริษัท กำไรสะสมติดลบได้หรือไม่ ได้ ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมมากกว่ากำไรที่เคยทำได้ กำไรสะสมจะเป็นค่าติดลบ (เรียกว่า ขาดทุนสะสม) สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมดก่อน กำไรสะสมสูง แปลว่าบริษัทมีเงินสดเยอะใช่หรือไม่ ไม่จำเป็น กำไรสะสมเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดในมือ บริษัทอาจมีกำไรสะสม 10 ล้านบาท แต่เงินถูกนำไปซื้อเครื่องจักร สต็อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นแล้ว ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กันจึงจะเห็นภาพครบ SME ต้องทำงบกำไรสะสมแยกต่างหากหรือไม่ SME ที่เป็นบริษัทจำกัดต้องมีข้อมูลกำไรสะสมแสดงในงบแสดงฐานะการเงินอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 Sep 2026

PEAK Account

20 min

เงินทุน คืออะไร แหล่งเงินทุนแต่ละประเภท และผลกระทบภาษี

ผู้ประกอบการ B2B หลายคนเตรียมแผนขยายกิจการไว้แล้ว แต่พอถึงขั้นตอนหาเงินทุนกลับหยุดชะงัก เพราะไม่แน่ใจว่าควรกู้ธนาคาร เพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น หรือหาเงินทุนจากแหล่งอื่น แต่ละทางเลือกส่งผลต่อโครงสร้างภาษีและความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปภาพรวมแหล่งเงินทุนทั้ง 2 ประเภทหลัก ตั้งแต่ Equity ไปจนถึง Debt พร้อมอธิบายผลกระทบทางภาษีและอัตราส่วนการเงินที่สถาบันการเงินและคู่ค้า B2B มักใช้ประเมินก่อนตัดสินใจทำธุรกิจด้วย เงินทุนคืออะไร ทำไมถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ เงินทุน (Capital) หมายถึง ทรัพยากรทางการเงินที่ธุรกิจนำมาใช้ดำเนินงานและขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดที่เจ้าของลงทุนเอง เงินกู้จากธนาคาร หรือเงินจากนักลงทุนภายนอก สำหรับธุรกิจ B2B เงินทุนมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวกว่า B2C ลูกค้าองค์กรอาจมีเครดิตเทอม 30-90 วัน ทำให้ธุรกิจต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับหมุนเวียนระหว่างรอรับชำระ เงินทุนกับทุนจดทะเบียน ต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่างคำว่าเงินทุนกับทุนจดทะเบียน ให้เข้าใจแบบง่ายคือ ทุนจดทะเบียนเป็นตัวเลขที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตอนจัดตั้งบริษัท ส่วนเงินทุนของธุรกิจหมายถึงเงินทั้งหมดที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้ได้จริง ซึ่งรวมทั้งทุนจดทะเบียน กำไรสะสม และเงินกู้ยืม แหล่งเงินทุนมีอะไรบ้าง 2 ประเภทหลักที่ต้องรู้ แหล่งเงินทุนของธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity) และแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt) การเลือกสัดส่วนที่เหมาะสมส่งผลต่อทั้งต้นทุน ภาษี และอำนาจบริหาร แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity Financing) Equity Financing คือ เงินทุนที่ได้มาจากเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น โดยไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ ข้อดีของ Equity คือไม่สร้างภาระหนี้ ธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยทุกเดือน แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหาร แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt Financing) Debt Financing คือ เงินที่กู้ยืมมาและต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด ตัวอย่างเช่น ข้อดีของ Debt คือเจ้าของไม่ต้องเสียสัดส่วนหุ้น ยังคงควบคุมกิจการได้เต็มที่ และดอกเบี้ยสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แหล่งเงินทุนระยะสั้นกับระยะยาว ต่างกันตรงไหน นอกจากแบ่งตาม Equity กับ Debt แล้ว แหล่งเงินทุนยังแบ่งตามระยะเวลาได้อีกด้วย แหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) เหมาะสำหรับหมุนเวียนในกิจการ เช่น ซื้อสินค้ามาขาย จ่ายค่าจ้าง หรือรอลูกค้าจ่ายเงิน ตัวอย่างได้แก่ วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) เครดิตจากคู่ค้า (Trade Credit) และ Factoring ธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอมยาวกับลูกค้า มักต้องพึ่งแหล่งเงินทุนระยะสั้นเพื่อเลี้ยงเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ แหล่งเงินทุนระยะยาว (เกิน 1 ปี) เหมาะสำหรับลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ขยายสาขา หรือซื้อเครื่องจักร ตัวอย่างได้แก่ สินเชื่อธุรกิจระยะยาว สัญญาเช่าทางการเงิน (Financial Lease) และการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น หลักคิดง่าย ๆ คือ สินทรัพย์ระยะสั้นควรใช้เงินทุนระยะสั้น สินทรัพย์ระยะยาวควรใช้เงินทุนระยะยาว ถ้าใช้เงินกู้ระยะสั้นไปซื้อเครื่องจักร อาจเจอปัญหาสภาพคล่องได้ เปรียบเทียบ Debt กับ Equity เลือกแหล่งเงินทุนแบบไหนดี ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ด้าน Debt (กู้ยืม) Equity (ทุนเจ้าของ) ภาระจ่ายคืน ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด ไม่ต้องจ่ายคืน แต่ผู้ถือหุ้นคาดหวังผลตอบแทน ผลต่อภาษี ดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เงินปันผลหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ อำนาจบริหาร เจ้าของยังคุมเต็ม ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียง ความเสี่ยง ถ้ารายได้สะดุด อาจจ่ายหนี้ไม่ทัน ไม่มีภาระหนี้ แต่กำไรต่อหุ้นลดลง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ต้องการเงิน 5 ล้านบาทเพื่อขยายคลังสินค้า ถ้ากู้ธนาคารดอกเบี้ย 6% ต่อปี จะมีต้นทุนดอกเบี้ยปีละ 300,000 บาท แต่สามารถนำดอกเบี้ยไปหักภาษีได้ ช่วยประหยัดภาษีปีละ 60,000 บาท (300,000 คูณ อัตราภาษีนิติบุคคล 20%) ส่วนถ้าเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นใหม่ ไม่มีภาระดอกเบี้ย แต่ต้องแบ่งกำไรและอำนาจบริหารให้ผู้ถือหุ้นใหม่ ผลกระทบของแหล่งเงินทุนต่อโครงสร้างภาษี การเลือกแหล่งเงินทุนไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องต้นทุนเงิน แต่ยังกระทบภาษีที่ต้องจ่ายด้วย ดอกเบี้ยเงินกู้กับสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายทางภาษี เมื่อธุรกิจกู้เงินมาลงทุน ดอกเบี้ยที่จ่ายถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีลดลง เรียกว่า Tax Shield สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 2 ล้านบาท กู้เงินจ่ายดอกเบี้ยปีละ 200,000 บาท กำไรที่ต้องเสียภาษีจะเหลือ 1.8 ล้านบาท ภาษีนิติบุคคล 20% เท่ากับจ่ายภาษี 360,000 บาท แทนที่จะเป็น 400,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 40,000 บาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์เสียภาษีในอัตราขั้นบันได (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) เงินปันผลกับภาระภาษีที่ต้องจ่ายสองรอบ ถ้าธุรกิจใช้ Equity แทนการกู้ เมื่อมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น จะเกิดภาษีซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร 20% ก่อน ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้ง โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปี นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจจำนวนมากเลือกใช้ Debt มากกว่า Equity บางส่วน เพราะดอกเบี้ยช่วยลดภาษีได้ ขณะที่เงินปันผลไม่ช่วย อัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินเงินทุน เมื่อคู่ค้า B2B หรือธนาคารต้องการประเมินว่าธุรกิจมีโครงสร้างเงินทุนแข็งแรงหรือไม่ มักดูอัตราส่วนการเงิน 3 ตัวหลัก อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio) D-to-E Ratio = หนี้สินรวม หารด้วย ส่วนของเจ้าของ ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับทุนเจ้าของ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า หมายความว่าหนี้มากกว่าทุนเจ้าของ 2 เท่า สถาบันการเงินอาจมองว่าเสี่ยง สำหรับธุรกิจ B2B ทั่วไป D-to-E Ratio ที่ 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าส่วนใหญ่ยอมรับได้ อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจมีเงินและทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเพียงพอจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ ค่าที่มากกว่า 1.5 ถือว่าสภาพคล่องดี ถ้าต่ำกว่า 1 หมายความว่าธุรกิจอาจจ่ายหนี้ระยะสั้นไม่ทัน คู่ค้า B2B มักดูตัวเลขนี้ก่อนให้เครดิตเทอม เพราะถ้า Current Ratio ต่ำ โอกาสที่จะได้รับชำระเงินตรงเวลาก็น้อยลง อัตราส่วนความสามารถชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) Interest Coverage Ratio = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) หารด้วย ดอกเบี้ยจ่าย ถ้าค่านี้สูงกว่า 3 เท่า แสดงว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ธนาคารมักกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 1.5-2 เท่าเป็นเงื่อนไขในสัญญาสินเชื่อ ผู้ประกอบการสามารถดูอัตราส่วนเหล่านี้ได้จากงบการเงินของธุรกิจ การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้ข้อมูลการเงินอัปเดตแบบ real-time ทำให้ติดตามอัตราส่วนเหล่านี้ได้ทันท่วงที วิธีหาเงินทุนสำหรับธุรกิจ B2B ขั้นตอนจัดหาเงินทุนจริง สินเชื่อธุรกิจจากธนาคารพาณิชย์ ช่องทางที่นิยมที่สุดสำหรับ SME ไทย ธนาคารส่วนใหญ่เปิดให้ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจโดยเตรียมเอกสารหลัก ได้แก่ งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี หนังสือรับรองบริษัท แผนธุรกิจ และ Statement บัญชีธนาคาร เคล็ดลับสำคัญคือ จัดเตรียมงบการเงินให้ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ธนาคารจะพิจารณาจาก D-to-E Ratio และ Current Ratio เป็นหลัก ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบมักได้รับอนุมัติเร็วกว่า แหล่งเงินทุนจากภาครัฐ ภาครัฐมีหลายหน่วยงานที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SME เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ที่มีสินเชื่อเพื่อ SME หลายโครงการ รวมถึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังมีกองทุนและโครงการสนับสนุนเงินทุนสำหรับ SME อีกหลายรูปแบบ (ข้อมูลจาก sme.go.th) Angel Investor, Venture Capital, Private Equity สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อ scale อย่างรวดเร็ว การระดมทุนจากนักลงทุนอาจเหมาะกว่าการกู้ธนาคาร Crowdfunding และสินเชื่อระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer Lending) ทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น สำนักงาน กลต. กำกับดูแล Crowdfunding Portal ในไทย ทำให้ SME สามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้อย่างถูกกฎหมาย (ข้อมูลจาก sec.or.th) ส่วน Peer-to-Peer Lending เป็นแพลตฟอร์มที่จับคู่ผู้กู้กับผู้ให้กู้โดยตรง อัตราดอกเบี้ยอาจต่ำกว่าธนาคาร แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจ สรุป วางแผนเงินทุนให้ธุรกิจ B2B เติบโตได้อย่างมั่นคง การเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมไม่ได้ดูแค่ว่าได้เงินมาหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาทั้งต้นทุนทางการเงิน ผลกระทบทางภาษี และผลต่ออัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าใช้ตัดสินใจ Debt ช่วยเรื่อง Tax Shield แต่สร้างภาระจ่ายคืน Equity ลดความเสี่ยงหนี้สิน แต่อาจเจือจางอำนาจบริหาร ธุรกิจที่ดีมักผสมทั้งสองแหล่งในสัดส่วนที่เหมาะกับขนาดและช่วงเวลาของตัวเอง จัดการบัญชีให้พร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะเลือกแหล่งเงินทุนแบบไหน สิ่งที่สถาบันการเงินและคู่ค้าต้องการเห็นก่อนคืองบการเงินที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางธุรกิจ และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้เตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือนำเสนอนักลงทุนได้อย่างมั่นใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ ทดลองใช้ฟรี ต้องการดูภาพรวมสุขภาพการเงินธุรกิจแบบ real-time ลองใช้ PEAK Board แดชบอร์ดวิเคราะห์ธุรกิจที่ช่วยให้เห็นอัตราส่วนการเงินสำคัญได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินทุนธุรกิจ แหล่งเงินทุนมีกี่ประเภท แหล่งเงินทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Equity (ทุนจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น) และ Debt (เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือแหล่งอื่น) นอกจากนี้ยังแบ่งตามระยะเวลาได้เป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) และระยะยาว (เกิน 1 ปี) ธุรกิจ B2B ควรใช้ Debt หรือ Equity มากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ธุรกิจ B2B ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและต้องการรักษาอำนาจบริหารเต็มที่ มักเลือก Debt เป็นหลัก เพราะได้ประโยชน์จากการหักดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ส่วนธุรกิจที่อยู่ในช่วงขยายตัวเร็วและยังไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอ อาจเลือก Equity เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจ่ายหนี้ สถาบันการเงินดูอะไรก่อนอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ ปัจจัยหลักที่ธนาคารพิจารณาคือ งบการเงินย้อนหลัง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D-to-E Ratio) อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ประวัติการชำระหนี้ แผนธุรกิจ และหลักทรัพย์ค้ำประกัน การจัดทำบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติ เงินปันผลต้องเสียภาษีกี่ครั้ง เงินปันผลมีภาระภาษี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร (ปัจจุบัน 20%) ก่อนจ่ายปันผล ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) D-to-E Ratio เท่าไรถึงเรียกว่าเหมาะสม ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม โดยทั่วไปธุรกิจ B2B ที่ D-to-E Ratio อยู่ระหว่าง 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าและสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยอมรับได้ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า อาจต้องพิจารณาลดหนี้หรือเพิ่มทุนเจ้าของ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การใช้โปรแกรม

ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน PEAK

อ่านบทความเพิ่มเติม

16 Sep 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 Sep 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

อ่านบทความเพิ่มเติม

ข่าวสาร

อัปเดตข่าวประชาสัมพันธ์ โปรโมชั่น และเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจ

อ่านบทความเพิ่มเติม

7 Aug 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด รับชมวิดิโอบรรยายย้อนหลัง บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 Aug 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม