ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

เข้าใจเงินเกษียณอายุคืออะไร พร้อมวิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน

พนักงานบริษัทหลายคนรู้ว่าเกษียณแล้วจะได้เงินก้อน แต่ยังไม่ชัดว่าเงินแต่ละส่วนต้องเสียภาษีเท่าไร และส่วนไหนยกเว้นได้ เกษียณอายุคืออะไร กฎหมายกำหนดอายุเกษียณไว้เท่าไร เกษียณอายุ คือการสิ้นสุดการจ้างงานเมื่อลูกจ้างอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อถึงวันเกษียณ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่นเดียวกับกรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่ากฎหมายให้สิทธินี้ เพราะคิดว่าเกษียณอายุเป็นการลาออกโดยสมัครใจ แต่ความจริงแล้วการเกษียณอายุตามกฎหมายถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี แม้นายจ้างไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ก็ตาม ถ้าบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ต่ำกว่า 60 ปี ให้ใช้ 60 ปีตามกฎหมาย แต่ถ้ากำหนดไว้สูงกว่า 60 ปี ให้ใช้ตามที่บริษัทกำหนด ค่าชดเชยเกษียณอายุ ได้เท่าไร (วิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน) ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับกรณีถูกเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1 ปี ถึง 3 ปี 90 วัน 3 ปี ถึง 6 ปี 180 วัน 6 ปี ถึง 10 ปี 240 วัน 10 ปี ถึง 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง: นาย ก (ชื่อสมมุติ) ทำงาน 25 ปี เงินเดือนสุดท้าย 45,000 บาท ค่าชดเชย = (45,000 / 30) x 400 = 600,000 บาท เกษียณอายุแล้วได้เงินจากไหนบ้าง เงินที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุมาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีเงื่อนไขและภาษีต่างกัน แหล่งเงิน ใครจ่าย เงื่อนไข ค่าชดเชยตามกฎหมาย นายจ้าง ได้ทุกคนที่เกษียณ ตามอายุงาน เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน ต้องเป็นสมาชิกกองทุน อายุสมาชิก ≥5 ปี + อายุ ≥55 ปี จึงยกเว้นภาษี เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน (นายจ้างสมทบ) เงื่อนไขเดียวกับเงินสะสม เงินชราภาพจากประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สมทบครบ 180 เดือน = บำนาญ / ไม่ครบ = บำเหน็จ เงินบำเหน็จ/สวัสดิการพิเศษ นายจ้าง ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท เงินเกษียณอายุ เสียภาษียังไง แยกทีละก้อนให้ชัด ค่าชดเชยตามกฎหมาย ค่าชดเชยที่ได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กรณีเกษียณอายุ ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ต้องนำไปคำนวณภาษี ทั้งนี้ กรณีถูกเลิกจ้างที่ไม่ใช่เกษียณอายุ เกณฑ์ยกเว้นจะสูงกว่า คือไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้ายและไม่เกิน 600,000 บาท ตามเกณฑ์ใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 ค่าชดเชยเกษียณส่วนที่เกิน 300,000 บาท เลือกยื่นภาษีได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 นำไปรวมกับเงินได้อื่น คือนำส่วนที่เกินไปรวมในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ตามปกติ เหมาะกับคนที่เงินได้อื่นน้อย อัตราภาษีรวมไม่สูง วิธีที่ 2 แยกคำนวณโดยไม่นำไปรวม ตามมาตรา 48(5) ประมวลรัษฎากร คำนวณโดยใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 หักค่าใช้จ่าย 7,000 บาทต่อปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แต่ไม่ได้ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เหมาะกับคนที่มีเงินได้อื่นสูงอยู่แล้ว ตัวอย่าง: นาย ก ทำงาน 25 ปี ได้ค่าชดเชยเกษียณ 600,000 บาท ส่วนยกเว้น 300,000 บาท ส่วนที่ต้องคำนวณภาษี 300,000 บาท ถ้าเลือกวิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 25 ปี = 175,000 บาท เงินได้สุทธิ = 300,000 – 175,000 = 125,000 บาท ภาษี = 125,000 x 5% = 6,250 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วย 3 ส่วน คือเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์จากการลงทุน เงื่อนไขยกเว้นภาษีมี 2 ข้อต้องเข้าพร้อมกัน คืออายุ 55 ปีขึ้นไป ณ วันที่ออกจากกองทุน และเป็นสมาชิกกองทุนติดต่อกันครบ 5 ปี ถ้าเข้าทั้ง 2 ข้อ เงินทั้งก้อนยกเว้นภาษีทั้งจำนวน ตัวอย่าง: นาย ก อายุ 60 ปี เป็นสมาชิกกองทุน 15 ปี ได้รับเงินสะสม 500,000 เงินสมทบ 500,000 ผลประโยชน์ 300,000 รวม 1,300,000 บาท เข้าเงื่อนไขครบ ยกเว้นภาษีทั้ง 1,300,000 บาท ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนอายุ 55 ปี หรือเป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี เงินสะสมของตัวเองไม่ต้องเสียภาษี แต่เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินชราภาพจากประกันสังคม เงินชราภาพจากประกันสังคมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งจำนวน ไม่ว่าจะเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ บำนาญชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณ 20% บวกเพิ่ม 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่สมทบเกิน 180 เดือน ตัวอย่าง: นาย ก สมทบ 30 ปี (360 เดือน) ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท อัตราบำนาญ = 20% + (1.5% x 15 ปีที่เกิน) = 42.5% บำนาญ/เดือน = 15,000 x 42.5% = 6,375 บาท บำเหน็จชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเงินก้อนเดียว คือเงินสะสมของตัวเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2570 สำนักงานประกันสังคมจะเริ่มใช้สูตร CARE ในการคำนวณบำนาญ โดยใช้เงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุสมาชิกแทนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เงินเดือนขึ้นเร็วช่วงท้ายได้บำนาญลดลง ควรติดตามรายละเอียดจากสำนักงานประกันสังคม นายจ้างต้องเตรียมอะไรเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ฝั่งนายจ้างมีสิ่งที่ต้องจัดการหลายอย่าง ทำตามลำดับนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยพนักงาน 600,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 5,800 เงินสดหรือธนาคาร 594,200 สรุป เงินเกษียณอายุ สิ่งที่ต้องรู้ ค่าชดเชยเกษียณคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน ทำงาน 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วัน ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทยกเว้นภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยกเว้นภาษีถ้าอายุ 55+ และสมาชิกครบ 5 ปี ฝั่งนายจ้างต้องคำนวณค่าชดเชย หัก ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และบันทึกบัญชีให้ถูก จัดการเงินเดือนและภาษีพนักงานด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกษียณอายุ เกษียณอายุก่อน 60 ปี ได้ค่าชดเชยไหม ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายให้ออก (เลิกจ้าง) ได้ค่าชดเชยตามอายุงาน แต่ถ้าลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง ไม่ได้ค่าชดเชย เงินเกษียณต้องยื่นภาษีหรือไม่ ต้องยื่นภาษีทุกกรณี แม้ส่วนใหญ่จะยกเว้นภาษี เพราะการยื่นคือการแสดงรายได้ให้ครบถ้วน ส่วนที่ยกเว้นได้แก่ ค่าชดเชย 300,000 บาทแรก กองทุนสำรองที่เข้าเงื่อนไข และเงินชราภาพจากประกันสังคม ส่วนที่เหลือต้องคำนวณภาษีตามอัตราปกติ ถ้าเลือกแยกคำนวณค่าชดเชยตาม ม.48(5) ให้ใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 บำนาญประกันสังคม เลือกรับเป็นเงินก้อนได้ไหม ถ้าสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญรายเดือนเท่านั้น ไม่สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับบำนาญไม่ถึง 5 ปี แล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแทน นายจ้างต้องตั้งสำรองค่าชดเชยเกษียณในงบการเงินไหม ตามมาตรฐานบัญชี TAS 19 กิจการต้องประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานและตั้งสำรองในงบการเงิน ไม่ใช่รอจ่ายตอนเกษียณจริงแล้วค่อยบันทึก ลูกจ้างรายวันหรือพนักงาน Part-time ได้ค่าชดเชยเกษียณไหม ได้ ถ้าทำงานครบ 120 วันขึ้นไป ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายวัน หรือ Part-time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีและตีราคาที่ SME ต้องรู้

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการ “สินค้าคงเหลือ” ให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่หลายคนยังสับสนคือ ควรเลือกบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่? สินค้าคงเหลือคืออะไร? (Inventory) สินค้าคงเหลือ คือทรัพย์สินของกิจการที่ถือไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ หรืออยู่ระหว่างการผลิตเพื่อขาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย ตามหลักมาตรฐานบัญชี (TAS 2) ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดไว้ พูดง่ายๆ ก็คือ ของที่ซื้อมาขาย หรือของที่ผลิตเพื่อขาย ที่ยังเหลืออยู่ ณ วันที่ปิดงบ ทั้งหมดนับเป็น Inventory สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? ในงบแสดงฐานะการเงิน สินค้าคงเหลืออยู่หมวด “สินทรัพย์หมุนเวียน” เพราะคาดว่าจะขายได้ภายใน 1 รอบบัญชี โดยแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า (ตามโครงสร้างงบการเงินของมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs) ประเภทของสินค้าคงเหลือ Inventory แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ประเภท ตัวอย่าง ธุรกิจที่พบ วัตถุดิบ (Raw Materials) ผ้า ไม้ เหล็ก โรงงานผลิต งานระหว่างทำ (Work in Process) เสื้อที่ตัดเย็บแล้วยังไม่เสร็จ โรงงานผลิต สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าพร้อมขาย ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก นำเข้าส่งออก ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าออนไลน์ จะมีแค่ “สินค้าสำเร็จรูป” เพราะไม่ได้ผลิตเอง การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ 2 ระบบที่ต้องเลือก การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือมี 2 ระบบหลัก ได้แก่ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) และแบบสิ้นงวด (Periodic) กิจการต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่งแล้วใช้ต่อเนื่องตลอดรอบบัญชี ก่อนลงรายละเอียดแต่ละระบบ ดูตารางเปรียบเทียบภาพรวมก่อน เกณฑ์ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) อัปเดตยอดสินค้า ทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (real-time) ตอนสิ้นงวดเท่านั้น รู้ต้นทุนขายทันที ใช่ ไม่ ต้องรอตรวจนับ ความซับซ้อน สูงกว่า (บันทึกทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกตอนสิ้นงวด) เหมาะกับ สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย ใช้โปรแกรมบัญชี เหมาะมาก ใช้ได้ แต่ไม่จำเป็น ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) ระบบนี้บันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายอุปกรณ์ไอที ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 บันทึกตอนขายสินค้า (ขาย 10 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 ต้นทุนขาย 2,000 สินค้าคงเหลือ 2,000 สังเกตว่าทุกครั้งที่ขาย ต้องบันทึก 2 คู่ ทั้งรายได้และต้นทุน ทำให้รู้กำไรขั้นต้นทันทีหลังขาย ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) ระบบนี้ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขาย แต่จะรอจนสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) แล้วค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นคำนวณต้นทุนขายย้อนกลับ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ซื้อสินค้า 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 สังเกตว่าเดบิตไปที่ “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกไม่เปลี่ยนจนกว่าจะถึงสิ้นงวด บันทึกตอนขาย บันทึกแค่รายได้ ไม่บันทึกต้นทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 บันทึกสิ้นงวด ตรวจนับพบเมาส์เหลือ 90 ตัว (ต้นทุน 18,000 บาท) ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด = 0 บาท + 20,000 บาท – 18,000 บาท = 2,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ (ปลายงวด) 18,000 ต้นทุนขาย 2,000 ซื้อสินค้า 20,000 เปรียบเทียบ Perpetual vs Periodic เลือกแบบไหนดี? ไม่มีระบบไหนดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ลองเช็คตามเกณฑ์นี้ ถ้าธุรกิจคุณเป็นแบบนี้ แนะนำใช้ มีสินค้า SKU เยอะ มูลค่าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง Perpetual ต้องรู้ยอดสต๊อก real-time ขายออนไลน์หลายช่องทาง (Shopee, Lazada, หน้าเว็บ) Perpetual ป้องกันขายเกินสต๊อก สินค้าไม่กี่รายการ มูลค่าต่ำ เช่น ร้านขายของชำ Periodic ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว (เช่น PEAK) Perpetual โปรแกรมบันทึกให้อัตโนมัติ ยังทำบัญชีด้วย Excel หรือกระดาษ Periodic จัดการง่ายกว่า สำหรับ SME ที่กำลังเติบโตและมีสินค้าหลายรายการ ระบบ Perpetual เหมาะกว่าในระยะยาว เพราะช่วยให้เห็นต้นทุนจริงทันทีและวางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ การปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือปลายงวด ไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ทุกกิจการต้องตรวจนับสินค้าจริง ณ วันสิ้นงวด แล้วปรับปรุงยอดในบัญชีให้ตรงกับของจริง ถ้าพบว่าสินค้าชำรุด สูญหาย หรือล้าสมัย ต้องตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น PEAK มีคู่มือการตั้งค่าระบบบันทึกสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวดที่อธิบายขั้นตอนปรับปรุงปลายงวดอย่างละเอียด วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ หลังเลือกระบบบันทึกแล้ว ต้องเลือก “วิธีตีราคา” ว่าจะคำนวณต้นทุนสินค้าอย่างไร วิธีที่ใช้กันมากในไทยมี 2 วิธีหลัก FIFO (First-In, First-Out) FIFO หมายถึง “เข้าก่อน ออกก่อน” สินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สต๊อกปลายงวดจึงเป็นสินค้าล็อตล่าสุด ซึ่งสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดี วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าที่ราคาเปลี่ยนบ่อย Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คิดต้นทุนจากราคาเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกครั้งที่ซื้อล็อตใหม่เข้ามาจะคำนวณราคาเฉลี่ยใหม่ ขั้นตอน วิธีคำนวณ ตัวอย่าง 1. รวมมูลค่าสต๊อกทั้งหมด มูลค่าเดิม + มูลค่าที่ซื้อใหม่ 10,000 บาท + 12,000 บาท = 22,000 บาท 2. รวมจำนวนหน่วยทั้งหมด จำนวนเดิม + จำนวนที่ซื้อใหม่ 50 ชิ้น + 60 ชิ้น = 110 ชิ้น 3. หาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย มูลค่ารวม ÷ จำนวนรวม 22,000 ÷ 110 = 200 บาท/ชิ้น วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก และช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณ รายงานสินค้าคงเหลือที่ธุรกิจต้องทำ ธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าต้องจัดทำรายงานเพื่อใช้ตรวจสอบภายในและยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐ (ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) รายงานหลักที่ต้องทำ ได้แก่ กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบรายงานสินค้าคงเหลือระหว่างตรวจสอบภาษี ดังนั้นควรจัดทำให้เป็นปัจจุบันเสมอ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ที่ PEAK ทำงานร่วมกับ SME หลากหลายธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมี 4 เรื่องหลัก สรุป สินค้าคงเหลือเป็นตัวเลขสำคัญที่กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษี SME ที่เริ่มต้นแนะนำใช้ระบบ Perpetual เพราะเห็นยอดสต๊อก real-time ส่วนวิธีตีราคาเลือก FIFO หรือ Weighted Average ตามประเภทสินค้า จัดการสินค้าคงเหลือให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยบันทึกรับเข้า-จ่ายออกอัตโนมัติทุกครั้งที่สร้างใบซื้อ-ใบขาย ดูยอดสต๊อกได้ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน ออกรายงานสินค้าคงเหลือพร้อมยื่นได้เลย ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ ใช้ระบบ Perpetual อยู่ เปลี่ยนเป็น Periodic ได้ไหม? เปลี่ยนได้ แต่ควรเปลี่ยนตอนต้นรอบบัญชีใหม่ ไม่ใช่กลางปี เพราะต้องปรับปรุงยอดต้นงวดให้ตรง และต้องเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย (ตามข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชี TAS 8) สินค้าคงเหลือมีผลต่อภาษีอย่างไร? สินค้าคงเหลือกระทบต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ถ้ายอดสต๊อกสูงเกินจริง ต้นทุนขายจะต่ำไป ส่งผลให้กำไรสุทธิสูงและเสียภาษีมากขึ้น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องทำรายงานสินค้าคงเหลือไหม? ไม่ต้อง ถ้าเป็นงานบริการล้วนๆ ไม่มีสินค้าถือขาย ก็ไม่มีรายการสต๊อกในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลือง (เช่น อะไหล่ น้ำยา) ที่มูลค่ามากพอ ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร? เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี Inventory Turnover = ต้นทุนขาย (บาท) ÷ สต๊อกเฉลี่ย (บาท) ตัวอย่าง: ต้นทุนขายทั้งปี 1,200,000 บาท ÷ สต๊อกเฉลี่ย 200,000 บาท = 6 รอบ/ปี ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งดี แปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย ต่างกันยังไง สรุปเงื่อนไขทางภาษีที่ SME ต้องรู้

เลี้ยงข้าวลูกค้าหลังปิดดีล กับแจกของขวัญลูกค้าทั่วไปช่วงปีใหม่ สองรายจ่ายนี้ดูคล้ายกันแต่สรรพากรมองต่างกันโดยสิ้นเชิง ค่ารับรองมีเพดานหักรายจ่ายที่ 0.3% ของรายได้ ส่วนค่าส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน แถม VAT ภาษีซื้อก็ใช้ไม่เหมือนกัน ค่ารับรอง คือ อะไร ค่ารับรอง คือ รายจ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อต้อนรับหรือรับรองบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ลูกค้า คู่ค้า หรือผู้ที่อาจเป็นลูกค้าในอนาคต รายจ่ายประเภทนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่มีเพดานจำกัดตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สิ่งที่ทำให้รายจ่ายรับรองแตกต่างจากค่าใช้จ่ายอื่น คือต้อง “ระบุตัวผู้รับได้” เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงอาหาร มอบของขวัญ หรือพาไปดูกีฬา ทุกครั้งต้องมีชื่อผู้รับประโยชน์ที่ชัดเจน เงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 กฎกระทรวงฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) กำหนดเงื่อนไขที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนี้ ค่ารับรองมีอะไรบ้าง ตัวอย่างรายจ่ายที่เข้าข่าย ได้แก่ ค่าส่งเสริมการขาย คือ อะไร ค่าส่งเสริมการขาย คือ รายจ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับลูกค้าทั่วไป โดยไม่ได้เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รายจ่ายประเภทนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวน ไม่มีเพดาน 0.3% หลักสำคัญคือเจตนาของการจ่าย ถ้าจ่ายเพื่อ “ส่งเสริมการขายให้ลูกค้าทั่วไป” ไม่ใช่เพื่อ “ต้อนรับบุคคลเฉพาะ” จะถือเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย ตัวอย่างค่าส่งเสริมการขายที่พบบ่อย ค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย ต่างกันยังไง ความแตกต่างหลักอยู่ที่ “เจตนา” ของการจ่ายเงิน ตารางด้านล่างสรุปทุกมิติที่ต่างกัน ประเด็น ค่ารับรอง ค่าส่งเสริมการขาย เจตนาการจ่าย ต้อนรับ รับรอง บุคคลเฉพาะ กระตุ้นยอดขาย ลูกค้าทั่วไป ผู้รับประโยชน์ ระบุตัวบุคคลได้ เช่น ลูกค้า คู่ค้า ลูกค้าทั่วไป ไม่เจาะจง เพดานหักรายจ่าย 0.3% ของรายได้หรือทุน สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ไม่จำกัด หักได้ตามจริง วงเงินต่อคน ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ไม่จำกัด VAT ภาษีซื้อ เครดิตไม่ได้ เป็นภาษีซื้อต้องห้าม เครดิตได้ตามปกติ ตัวอย่าง เลี้ยงอาหารลูกค้า มอบของขวัญรายบุคคล แจกตัวอย่างสินค้า ลดราคาโปรโมชัน บันทึกบัญชี ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (บวกกลับส่วนเกิน 0.3%) ค่าใช้จ่ายในการขาย กฎหมายหลัก กฎกระทรวงฉบับที่ 143 + มาตรา 65 ตรี (4) มาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากร เปรียบเทียบการใช้ VAT ภาษีซื้อ จุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยที่สุดคือเรื่อง VAT ภาษีซื้อ ค่าใช้จ่ายรับรองจัดเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” ตามมาตรา 82/5(4) ของประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) แม้จะมีใบกำกับภาษีครบถ้วน ก็นำภาษีซื้อมาเครดิตหักกับภาษีขายไม่ได้ ส่วนรายจ่ายส่งเสริมการขายไม่ถูกจัดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำมาเครดิตภาษีขายได้ตามปกติ ถ้ามีใบกำกับภาษีเต็มรูป ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าเลี้ยงอาหารลูกค้า 10,700 บาท (รวม VAT 700 บาท) VAT 700 บาทนี้นำมาเครดิตไม่ได้เพราะเป็นรายจ่ายรับรอง แต่ถ้าบริษัทเดียวกันจ่ายค่าพิมพ์โบรชัวร์แจกลูกค้าทั่วไป 10,700 บาท (รวม VAT 700 บาท) VAT นี้เครดิตได้เพราะเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย สำหรับรายละเอียดเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ บทความ VAT ของ PEAK เปรียบเทียบวิธีบันทึกบัญชี การบันทึกบัญชีทั้งสองประเภทต่างกันตั้งแต่ผังบัญชี บันทึกบัญชีรายจ่ายรับรอง เช่น เลี้ยงอาหารลูกค้า 2,000 บาท (VAT รวมเป็นค่าใช้จ่ายเพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่ารับรอง (รวม VAT) 2,140 — เงินสด/ธนาคาร — 2,140 บันทึกบัญชีรายจ่ายส่งเสริมการขาย เช่น พิมพ์โบรชัวร์แจกลูกค้า 5,000 บาท (แยก VAT ได้) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าส่งเสริมการขาย 5,000 — ภาษีซื้อ 350 — เงินสด/ธนาคาร — 5,350 ดูวิธีบันทึกค่าใช้จ่ายในระบบ PEAK เพิ่มเติม เงื่อนไขเกณฑ์ 0.3% ที่ต้องรู้ รายจ่ายรับรองหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้ หรือ 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ทั้งนี้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท วิธีคำนวณ 0.3% พร้อมตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้ทั้งปี 20 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 5 ล้านบาท และจ่ายรายจ่ายรับรองในปีนั้นรวม 80,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน 0.3% ของรายได้ 20,000,000 x 0.3% 60,000 บาท 0.3% ของทุน 5,000,000 x 0.3% 15,000 บาท เพดานที่ใช้ เลือกอย่างที่มากกว่า 60,000 บาท ขั้นที่ 2 — เปรียบเทียบกับรายจ่ายจริง รายการ จำนวนเงิน จ่ายจริง 80,000 บาท เพดานหักได้ 60,000 บาท ส่วนเกินที่ต้องบวกกลับ 20,000 บาท ส่วนเกิน 20,000 บาทนี้ต้อง “บวกกลับ” ในแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีเพิ่มขึ้น และเสียภาษีเพิ่มตามอัตราที่ใช้อยู่ เพดาน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง หมายความว่าอย่างไร นอกจากเพดาน 0.3% แล้ว กฎกระทรวงยังกำหนดว่าแต่ละคราว ต้องมีจำนวนไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน เช่น ถ้าเลี้ยงอาหารลูกค้า 3 คน ค่าใช้จ่ายรวมได้ไม่เกิน 6,000 บาท (3 คน x 2,000 บาท) ส่วนที่เกินจะหักเป็นรายจ่ายไม่ได้แม้ยังไม่ถึงเพดาน 0.3% ข้อหารือจากกรมสรรพากร เมื่อสรรพากรตีความว่าเป็นรายจ่ายรับรองหรือส่งเสริมการขาย ในทางปฏิบัติ เส้นแบ่งระหว่างรายจ่ายทั้งสองประเภทไม่ได้ชัดเจนเสมอไป กรมสรรพากรใช้ “เจตนาของการจ่าย” และ “ลักษณะผู้รับประโยชน์” เป็นเกณฑ์ตัดสิน กรณีเลี้ยงรับรองลูกค้า บริษัทเชิญลูกค้ารายสำคัญมาทานอาหารเพื่อเจรจาธุรกิจ ค่าอาหาร 5,000 บาท สรรพากรมองว่าเป็น รายจ่ายรับรอง เพราะจ่ายเพื่อต้อนรับบุคคลเฉพาะเจาะจง มีชื่อผู้รับประโยชน์ชัดเจน ต้องอยู่ภายใต้เพดาน 0.3% และ 2,000 บาทต่อคน (ข้อมูลจากแนวข้อหารือกรมสรรพากร) กรณีแจกของขวัญปีใหม่ ของขวัญปีใหม่มีได้ 2 แบบที่สรรพากรตีความต่างกัน ลักษณะ สรรพากรตีความว่า เหตุผล มอบของขวัญให้ลูกค้ารายบุคคล เจาะจงชื่อ รายจ่ายรับรอง จ่ายเพื่อต้อนรับบุคคลเฉพาะ แจกปฏิทิน สมุดโน้ต ที่มีโลโก้บริษัทให้ลูกค้าทั่วไป รายจ่ายส่งเสริมการขาย จ่ายเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่เจาะจงบุคคล ดังนั้น ของขวัญชิ้นเดียวกัน อาจจัดเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับว่ามอบให้ใครและด้วยเจตนาอะไร (ข้อมูลจากแนวข้อหารือกรมสรรพากร) สรุป: แยกรายจ่ายรับรอง กับ ส่งเสริมการขาย ให้ถูกตั้งแต่วันที่จ่าย ทั้งสองประเภทมีผลต่อภาษีต่างกันอย่างมาก ทั้งเพดานหักรายจ่ายและการใช้ VAT ภาษีซื้อ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือ สำหรับรายละเอียดเรื่อง ค่ารับรองทางภาษีเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความฉบับเต็มที่ PEAK Blog จัดการบัญชีค่าใช้จ่ายรับรองให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME แยกประเภทค่าใช้จ่าย บันทึกบัญชีได้ถูกต้อง ใช้ PEAK Board ดูยอดค่ารับรองสะสมเทียบเพดาน 0.3% ได้ทุกเมื่อ ดู ฟังก์ชันทั้งหมด หรือเปรียบเทียบ แพ็กเกจและราคา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย ถ้าจ่ายเกินเพดาน 0.3% จะมีผลอย่างไร ส่วนที่เกินเพดานจะถูก “บวกกลับ” ในแบบ ภ.ง.ด.50 ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีสูงขึ้น ผู้ประกอบการจะเสียภาษีเพิ่มจากส่วนต่างนี้ ดังนั้นควรวางแผนการจ่ายล่วงหน้าให้อยู่ในเพดาน แจกของขวัญลูกค้า เป็นรายจ่ายรับรองหรือส่งเสริมการขาย? ขึ้นอยู่กับวิธีมอบ ถ้ามอบให้ลูกค้ารายบุคคลแบบเจาะจงชื่อ เช่น ส่งตะกร้าของขวัญถึงบ้าน ถือเป็นรายจ่ายรับรอง แต่ถ้าแจกของที่มีโลโก้บริษัทให้ลูกค้าทุกคนที่มาร่วมงาน ถือเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย ค่าส่งเสริมการขายหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดไหม? ได้ ถ้าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ไม่มีเพดาน 0.3% หักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อประโยชน์ของกิจการ ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว พนักงานเลี้ยงอาหารกันเอง นับเป็นค่ารับรองไหม? ไม่นับ รายจ่ายรับรองต้องจ่ายเพื่อรับรอง “บุคคลภายนอก” เท่านั้น ค่าอาหารที่เลี้ยงพนักงานจัดเป็นสวัสดิการพนักงาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคนละประเภท ค่าเลี้ยงรับรองต้องออกใบกำกับภาษีไหม? ร้านอาหารที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีให้ แต่ผู้ประกอบการที่จ่ายค่าเลี้ยงรับรองจะนำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ต้องบันทึก VAT รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

สรรพากรเห็นบัญชีธนาคารเราแค่ไหน ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร อะไรบ้าง

หลายคนสงสัยว่าธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรหรือเปล่า แล้วถ้าส่งจริง สรรพากรเห็นอะไรในบัญชีเราบ้าง คำตอบสั้นๆ คือ ธนาคารส่งเฉพาะ “จำนวนครั้ง” และ “ยอดเงินรวม” ให้สรรพากรเท่านั้น ไม่ได้ส่งว่าแต่ละรายการโอนเงินให้ใครหรือซื้ออะไร ธนาคารส่งข้อมูลอะไรให้สรรพากร สรุปเข้าใจง่าย ธนาคารและสถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลบัญชีที่เข้าเกณฑ์ให้กรมสรรพากรตามกฎหมาย โดยข้อมูลที่ส่งเป็นแค่ภาพรวมตัวเลข ไม่ใช่ข้อมูลเชิงลึกของแต่ละรายการ ข้อมูลที่ส่ง vs ข้อมูลที่ไม่ส่ง ข้อมูลที่ธนาคารส่ง ข้อมูลที่ธนาคาร ไม่ส่ง ชื่อเจ้าของบัญชี รายละเอียดแต่ละรายการ (ซื้ออะไร โอนให้ใคร) เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ยอดเงินคงเหลือในบัญชี เลขที่บัญชี จุดประสงค์ของการโอนเงิน จำนวนครั้งที่ฝาก/รับโอน (รวมทั้งปี) ประวัติการกู้เงินหรือสินเชื่อ ยอดเงินฝาก/รับโอนรวม (รวมทั้งปี) ข้อมูลบัตรเครดิต พูดง่ายๆ ว่าสรรพากรเห็นแค่ “ภาพรวมตัวเลข” ไม่ได้เปิดดูสเตตเมนต์ของคุณทีละรายการ เงื่อนไขที่ธนาคารต้องรายงาน เกณฑ์ธุรกรรมและยอดเงิน ไม่ใช่ทุกบัญชีที่จะถูกรายงาน ธนาคารจะส่งข้อมูลให้สรรพากรเฉพาะบัญชีที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ เงื่อนไข จำนวนครั้ง ฝากหรือรับโอนรวมตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี (นับทุกบัญชีรวมกัน ต่อสถาบันการเงิน 1 แห่ง) ยอดเงิน ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไปต่อปี (ข้อมูลจาก Q&A กรมสรรพากร เรื่องสถาบันการเงินส่งข้อมูล) สมมติคุณเปิดร้านขายของออนไลน์ มีลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีวันละ 10 ครั้ง ทั้งปี 365 วัน = 3,650 ครั้ง ซึ่งเกินเกณฑ์ 3,000 ครั้ง ธนาคารจึงต้องรายงานบัญชีนี้ ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องรายงานด้วย เกณฑ์นี้ไม่ได้จำกัดแค่ธนาคาร ผู้ให้บริการ e-Wallet อย่าง TrueMoney, Rabbit LINE Pay และ PromptPay ก็ต้องรายงานเช่นกัน สรรพากรเห็นข้อมูลอะไรบ้าง เห็นแค่ตัวเลขภาพรวม นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุด สรรพากรไม่ได้เปิดดูบัญชีธนาคารของคุณแบบเรียลไทม์ และไม่ได้เห็นว่าแต่ละรายการโอนเงินไปที่ไหน สิ่งที่สรรพากรได้รับจากธนาคารมีแค่ข้อมูลสรุปรายปี ได้แก่ ชื่อเจ้าของ เลขบัญชี จำนวนครั้ง และตัวเลขรวมทั้งปี สรรพากรนำข้อมูลนี้ไปใช้เป็น “เบาะแส” เพื่อเทียบกับรายได้ที่แจ้งในแบบยื่นภาษี ว่าตรงกันหรือไม่ ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน เช่น ยอดเงินเข้าบัญชี 5 ล้านบาท แต่แจ้งรายได้ในแบบภาษีแค่ 1 ล้านบาท สรรพากรอาจเรียกให้ชี้แจงเพิ่มเติม ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรตอนไหน ธนาคารไม่ได้ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่ส่งรายงานสรุปปีละ 1 ครั้ง รายการ คำอธิบาย ข้อมูลที่รายงาน ธุรกรรมของปีที่ผ่านมา (มกราคม – ธันวาคม) กำหนดส่ง ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป ตัวอย่าง ธุรกรรมปี 2568 ธนาคารส่งรายงานให้สรรพากรภายใน 31 มีนาคม 2569 กฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562 โดยธนาคารเริ่มส่งรอบแรกในปี 2563 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Q&A กรมสรรพากร เรื่องสถาบันการเงินส่งข้อมูล ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ฟรีแลนซ์ และคนทั่วไป กฎหมายนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด แต่ผลกระทบแตกต่างกันตามประเภทของผู้ใช้งาน เจ้าของธุรกิจ บริษัท และห้างหุ้นส่วน ถ้าคุณทำบัญชีถูกต้องและยื่นภาษีครบ ยอดรายได้ที่แจ้งก็จะตรงกับยอดเงินเข้าบัญชี ไม่ต้องกังวลอะไร แต่ถ้ามีรายได้ที่ยังไม่ได้แจ้ง ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีในการจัดการให้ถูกต้อง ฟรีแลนซ์และขายของออนไลน์ กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะหลายคนรับเงินผ่านบัญชีส่วนตัวโดยไม่ได้แยกบัญชีธุรกิจ ถ้ารับโอนจากลูกค้าจนเข้าเกณฑ์ที่กำหนด ข้อมูลก็จะถูกส่งให้สรรพากร ไม่ได้หมายความว่าจะโดนเรียกตรวจทันที แต่ถ้ายอดเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับรายได้ที่ยื่นภาษี สรรพากรอาจสอบถามเพิ่มเติม คนทั่วไปที่โอนเงินบ่อย การโอนเงินให้เพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรือหารค่าข้าวกัน ไม่ได้แปลว่าจะโดนตรวจ ธนาคารนับเฉพาะยอด “ฝากหรือรับโอนเข้า” ไม่ได้นับยอดโอนออก ถ้าคุณไม่มีรายได้จากธุรกิจ ยอดเงินเข้าบัญชีมักไม่ถึงเกณฑ์ วิธีเตรียมตัวรับมือ ทำบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์หรือไม่ การจัดการบัญชีให้เป็นระบบช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้ทุกสถานการณ์ แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะยังไม่จดบริษัทก็ตาม เพื่อให้รายรับ-รายจ่ายของธุรกิจไม่ปนกับเงินส่วนตัว ทำให้ตรวจสอบง่ายถ้าสรรพากรสอบถาม จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายสม่ำเสมอ บันทึกทุกรายการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ทั้งรายรับจากการขายและรายจ่ายต่างๆ เพื่อให้มีหลักฐานประกอบชัดเจน การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกได้สะดวกและค้นหาย้อนหลังได้ง่าย เก็บเอกสารให้พร้อมตรวจสอบ เอกสารที่ควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้องและมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะจัดเก็บเอกสารได้เป็นระบบมากขึ้น สรุป: สรรพากรเห็นบัญชีธนาคารแค่ “ภาพรวม” ไม่ต้องตกใจ พร้อมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ? เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ ออกเอกสารทางบัญชีครบถ้วน และดูรายงานสรุปภาพรวมธุรกิจได้ทุกเมื่อ ทำให้พร้อมรับมือทุกการตรวจสอบจากสรรพากรอย่างมั่นใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรทุกบัญชีไหม? ไม่ใช่ทุกบัญชี ธนาคารส่งเฉพาะบัญชีที่มียอดฝากหรือรับโอนรวมเข้าเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น ถ้าบัญชีคุณมีธุรกรรมน้อยกว่าเกณฑ์ ข้อมูลจะไม่ถูกส่ง ไม่ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรได้ไหม? ไม่ได้ เพราะเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย ธนาคารมีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้บัญชีไม่สามารถปฏิเสธหรือขอยกเว้นได้ สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี? กรณีทั่วไป สรรพากรดูย้อนหลังได้ 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ ถ้าไม่ได้ยื่นแบบเลยอาจขยายเป็น 5 ปี กรณีสงสัยว่าหลีกเลี่ยงภาษีอาจขยายได้ถึง 10 ปี โอนเงินบ่อยจะโดนสรรพากรตรวจสอบไหม? การโอนเงินในชีวิตประจำวันไม่ได้ทำให้โดนตรวจสอบทันที ธนาคารนับเฉพาะยอด “รับเข้า” ไม่นับยอดโอนออก และถึงเข้าเกณฑ์ก็เป็นแค่ข้อมูลประกอบ ไม่ได้หมายความว่าจะถูกเรียกตรวจทุกราย (อ่านเพิ่มเติม: โอนเงินบ่อย ต้องเสียภาษีไหม?) เงินเข้าบัญชีแบบไหนที่สรรพากรตรวจ? สรรพากรสนใจยอดเงินที่เข้าบัญชีซึ่งอาจเป็น “รายได้” ที่ยังไม่ได้แจ้งภาษี เช่น ค่าสินค้า ค่าจ้าง ค่าบริการ ส่วนเงินที่โอนไปมาในครอบครัวหรือคืนเงินให้เพื่อน ถ้าอธิบายได้ก็ไม่มีปัญหา (อ่านเพิ่มเติม: สรรพากรตรวจสอบอะไรบ้าง?) ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรเริ่มตั้งแต่ปีไหน? กฎหมายนี้ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ. แก้ไขฯ ฉบับที่ 48) และธนาคารเริ่มส่งข้อมูลธุรกรรมรอบแรกใน พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบันยังบังคับใช้ต่อเนื่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ปิดบัญชี คืออะไร ขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือนและประจำปี พร้อมตัวอย่าง

นักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ทำบัญชีเอง มักได้ยินคำว่า “ปิดบัญชี” ทุกสิ้นเดือนและสิ้นปี แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าต้องปิดบัญชีอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และบันทึก Dr/Cr ตรงไหน ปิดบัญชี คืออะไร การปิดบัญชี คือการโอนยอดคงเหลือของ “บัญชีชั่วคราว” ทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าสู่บัญชีกำไรขาดทุน เพื่อให้บัญชีชั่วคราวเหล่านี้มียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มต้นบันทึกรายการในงวดถัดไป ผลลัพธ์ของการปิดบัญชีคือ “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ของงวดนั้น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (Retained Earnings) ในงบแสดงฐานะการเงิน ถ้าต้องการภาพรวมเรื่องการปิดงบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมเอกสาร กำหนดส่ง ไปจนถึงค่าปรับ อ่านได้ที่บทความปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ปิดบัญชี กับ ปิดงบการเงิน ต่างกันอย่างไร ปิดบัญชี ปิดงบการเงิน คืออะไร โอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้/ค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน จัดทำงบการเงินครบชุดเพื่อยื่นหน่วยงานรัฐ ขอบเขต ขั้นตอนทางบัญชี 1 ขั้นตอน กระบวนการทั้งหมด (รวมปิดบัญชีเป็น 1 step) ทำเมื่อไหร่ ทำได้ทั้งรายเดือนและรายปี ทำรายปี ผู้ทำ นักบัญชี นักบัญชี + CPA ตรวจสอบ บัญชีอะไรบ้างที่ต้องปิด ไม่ใช่ทุกบัญชีที่ต้องปิด มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องโอนยอดเป็นศูนย์ทุกงวด บัญชีชั่วคราว (ต้องปิด) บัญชีที่สะสมตัวเลขเฉพาะงวดนั้น พองวดจบต้องโอนออกเพื่อเริ่มนับใหม่ บัญชีถาวร (ไม่ต้องปิด) บัญชีที่ยอดคงเหลือยกไปงวดถัดไปตลอด ขั้นตอนการปิดบัญชี (พร้อมตัวอย่าง Journal Entry) การปิดบัญชีมี 4 ขั้นตอน เรียงตามลำดับที่ต้องทำ ขั้นที่ 1: ปิดบัญชีรายได้เข้ากำไรขาดทุน โอนยอดรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีรายได้เป็นศูนย์ สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขาย 2,000,000 บาท และรายได้ค่าบริการ 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้จากการขาย 2,000,000 — รายได้ค่าบริการ 500,000 — กำไรขาดทุน — 2,500,000 ขั้นที่ 2: ปิดบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ากำไรขาดทุน โอนยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ สมมุติ ค่าใช้จ่ายรวม 1,800,000 บาท (ต้นทุนสินค้า 1,200,000 + เงินเดือน 400,000 + ค่าเช่า 120,000 + ค่าเสื่อมราคา 80,000) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 1,800,000 — ต้นทุนสินค้าที่ขาย — 1,200,000 เงินเดือน — 400,000 ค่าเช่า — 120,000 ค่าเสื่อมราคา — 80,000 ขั้นที่ 3: โอนกำไร (ขาดทุน) สุทธิเข้ากำไรสะสม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้รวม — 2,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม — 1,800,000 บาท กำไรสุทธิ 2,500,000 – 1,800,000 700,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 700,000 — กำไรสะสม — 700,000 ขั้นที่ 4: ตรวจสอบว่าบัญชีชั่วคราวเป็นศูนย์ หลังปิดครบ 3 ขั้นตอน ตรวจสอบว่า: ถ้ายอดไม่เป็นศูนย์ แสดงว่ามีรายการที่ปิดไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ ปิดบัญชีรายเดือน ต้องทำอะไรบ้าง การปิดบัญชีไม่ได้ทำแค่สิ้นปี หลาย SME ปิดบัญชีรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยตัดสินใจได้เร็ว สิ่งที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน: ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดบัญชีสิ้นปีจะเบาลงมาก เพราะตัวเลขถูกตรวจสอบไปแล้วทุกเดือน กรณีขาดทุน ปิดบัญชีต่างจากกรณีกำไรไหม ขั้นตอนเหมือนกันทุกประการ ต่างแค่ทิศทางการโอน ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ บัญชีกำไรขาดทุนจะมียอด Dr เหลืออยู่ ให้โอนเข้ากำไรสะสมด้าน Dr เช่นกัน ทำให้กำไรสะสมลดลง ตัวอย่าง: ถ้ารายได้ 1,000,000 ค่าใช้จ่าย 1,300,000 → ขาดทุนสุทธิ 300,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 300,000 — กำไรขาดทุน — 300,000 สรุป การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนทางบัญชีที่ต้องทำทุกงวด โดยโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้และค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน แล้วโอนต่อเข้ากำไรสะสม ทำ 4 ขั้นตอนตามลำดับ แล้วตรวจสอบว่ายอดเป็นศูนย์ ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดงบสิ้นปีจะง่ายขึ้นมาก จัดการปิดบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้เร็วขึ้น เพราะรายการรายรับ-รายจ่ายถูกบันทึกไว้ตลอด ระบบสร้างงบทดลองให้อัตโนมัติ แค่ตรวจสอบตัวเลขแล้วกดปิดงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปิดบัญชี ปิดบัญชีผิดพลาด แก้ไขอย่างไร บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entries) กลับรายการที่ผิด แล้วบันทึกใหม่ให้ถูก ถ้าพบหลังงบผ่าน CPA แล้ว ต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าต้องแก้งบย้อนหลังหรือบันทึกในงวดปัจจุบัน ต้องปิดบัญชีทุกเดือนไหม หรือปีละครั้งก็พอ กฎหมายกำหนดแค่ปีละครั้ง แต่แนะนำให้ปิดรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยจับปัญหาได้เร็วก่อนสะสมจนแก้ยาก โปรแกรมบัญชีช่วยปิดบัญชีอัตโนมัติได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK สร้าง journal entry ปิดบัญชีให้อัตโนมัติเมื่อกดปิดงวด นักบัญชีแค่ตรวจสอบตัวเลขก่อนยืนยัน ปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร หลังปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือจัดทำงบการเงินเพื่อยื่น DBD และกรมสรรพากร อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่ปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

วงจรเงินสด คืออะไร คู่มือบริหารสภาพคล่องสำหรับ SME

ธุรกิจมีกำไรทุกเดือน แต่เงินสดไม่เคยพอจ่าย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด และสาเหตุหลักมักไม่ใช่เรื่องรายได้ แต่คือ “วงจรเงินสด” ที่ยาวเกินไป วงจรเงินสด (Cash Cycle) คืออะไร? วงจรเงินสด คือระยะเวลาที่ธุรกิจใช้ไปตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ จนกระทั่งได้รับเงินคืนจากการขายสินค้านั้น โดยวัดเป็นจำนวน “วัน” ยิ่งจำนวนวันน้อย สภาพคล่องยิ่งดี ตัวอย่างง่ายๆ ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สั่งซื้อสินค้าจากโรงงานแล้วจ่ายเงินทันที ใช้เวลาขาย 30 วัน แต่ให้ลูกค้าผ่อนชำระอีก 15 วัน รวมแล้วต้องรอ 45 วันกว่าจะได้เงินกลับมา ช่วง 45 วันนี้คือ “วงจรเงินสด” ของร้าน ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Cash Conversion Cycle ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่นักวิเคราะห์การเงินทั่วโลกใช้ประเมินประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียน (อ้างอิง: Investopedia — Cash Conversion Cycle) วงจรเงินสดกับวงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) ต่างกันอย่างไร? หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความแตกต่างอยู่ที่ “เครดิตจากซัพพลายเออร์” วงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) นับตั้งแต่ซื้อสินค้าจนถึงวันที่ได้รับเงินจากลูกค้า โดยยังไม่หักเครดิตที่ได้จากซัพพลายเออร์ ตัวชี้วัด สูตร ความหมาย วงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) DIO + DSO ครอบคลุมเฉพาะฝั่งขาย ยังไม่หักเครดิตซื้อ วงจรเงินสด (Cash Cycle) DIO + DSO – DPO หักเครดิตซื้อแล้ว สะท้อนเงินสดที่ต้องสำรองจริง พูดง่ายๆ วงจรเงินสด คือ Operating Cycle ที่หักเครดิตจากเจ้าหนี้ออกแล้ว ทำให้เห็นจำนวนวันที่ธุรกิจต้อง “ควักเงินตัวเอง” จริงๆ สูตรวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คำนวณอย่างไร? สูตรวงจรเงินสด ประกอบด้วย 3 ส่วน แต่ละส่วนสะท้อนพฤติกรรมที่ต่างกันของธุรกิจ สูตร Cash Conversion Cycle วงจรเงินสด = DIO + DSO – DPO องค์ประกอบ 3 ส่วนของสูตรวงจรเงินสด แต่ละตัวย่อมีความหมายและสูตรย่อยของตัวเอง องค์ประกอบ ชื่อเต็ม ความหมาย สูตรคำนวณ DIO Days Inventory Outstanding สินค้าอยู่ในสต็อกกี่วันก่อนขายได้ (สินค้าคงเหลือเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 DSO Days Sales Outstanding ขายแล้วรอเก็บเงินจากลูกค้ากี่วัน (ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ รายได้) × 365 DPO Days Payable Outstanding ได้เครดิตจากซัพพลายเออร์กี่วัน (เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 DIO และ DSO ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะหมายความว่าธุรกิจขายสินค้าเร็วและเก็บเงินเร็ว ส่วน DPO ยิ่งมากยิ่งดี เพราะหมายความว่าได้เครดิตจากคู่ค้านานขึ้น ตัวอย่างการคำนวณวงจรเงินสดแบบเข้าใจง่าย สมมติ บริษัท สมาร์ทชอป จำกัด (ชื่อสมมติ) ขายสินค้าออนไลน์ มีข้อมูลทางการเงินดังนี้ รายการ จำนวน สินค้าคงเหลือเฉลี่ย 500,000 บาท ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย 300,000 บาท เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 400,000 บาท ต้นทุนขาย (ต่อปี) 3,650,000 บาท รายได้ (ต่อปี) 6,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ DIO (สินค้าอยู่สต็อกกี่วัน) (500,000 ÷ 3,650,000) × 365 50 วัน DSO (รอเก็บเงินลูกค้ากี่วัน) (300,000 ÷ 6,000,000) × 365 18 วัน DPO (ได้เครดิตคู่ค้ากี่วัน) (400,000 ÷ 3,650,000) × 365 40 วัน วงจรเงินสด 50 + 18 – 40 28 วัน บริษัท สมาร์ทชอป จำกัด ต้อง “สำรองเงินทุน” ไว้ใช้ในธุรกิจ 28 วัน ตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้าจนได้เงินจากลูกค้ากลับมา พูดอีกแบบคือ สินค้าอยู่ในสต็อก 50 วัน บวกรอเก็บเงินอีก 18 วัน แต่ได้เครดิตจากคู่ค้า 40 วัน เลยเหลือวันที่ต้องสำรองเงินเองแค่ 28 วัน วงจรเงินสดบอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจ? วิเคราะห์ค่าวงจรเงินสด ค่าวงจรเงินสดช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าเงินสด “ติดอยู่” ในธุรกิจนานแค่ไหน ถ้าเปรียบเทียบ วงจรเงินสดของตัวเองกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม จะเห็นจุดที่ต้องปรับปรุงชัดเจน วงจรเงินสดเป็นบวก เป็นลบ หมายความว่าอย่างไร? วงจรเงินสดมี 3 สถานการณ์หลัก ค่าวงจรเงินสด หมายความว่า ตัวอย่างธุรกิจ วงจรเงินสดเป็นบวก (เช่น +28 วัน) ธุรกิจต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้ 28 วัน ยิ่งเลขสูง ยิ่งต้องมีเงินสำรองเยอะ ธุรกิจค้าปลีก ร้านวัสดุก่อสร้าง วงจรเงินสดเท่ากับ 0 เงินสดไหลเข้า-ออกพอดี ไม่ต้องสำรอง หายากในทางปฏิบัติ วงจรเงินสดเป็นลบ (เช่น -10 วัน) ธุรกิจได้เงินจากลูกค้าก่อนจ่ายซัพพลายเออร์ สภาพคล่องดีมาก ซูเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจ subscription ธุรกิจแบบ “เก็บเงินสดทันที” เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มักมีวงจรเงินสดต่ำหรือติดลบ เพราะ DSO เกือบเป็นศูนย์ ในขณะที่ธุรกิจซื้อมาขายไปที่ให้เครดิต 30-60 วัน มักมีวงจรเงินสดสูง 5 กลยุทธ์ย่นวงจรเงินสดให้ SME สภาพคล่องดีขึ้น เมื่อรู้ค่าวงจรเงินสด แล้ว คำถามถัดไปคือ “ลดได้อย่างไร” หลักการง่ายๆ คือ ลด DIO, ลด DSO, เพิ่ม DPO รวมถึงใช้เครื่องมือทางการเงินช่วยเสริม 1. เร่งเก็บเงินจากลูกค้าให้เร็วขึ้น (ลด DSO) ลด DSO หมายถึงทำให้ลูกค้าจ่ายเงินเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องตัดเครดิตทิ้ง แค่ปรับวิธีก็ช่วยได้ 2. ต่อรองเครดิตจากซัพพลายเออร์ให้นานขึ้น (เพิ่ม DPO) การได้เครดิตนานขึ้นเท่ากับมีเงินหมุนในมือนานขึ้น ลองต่อรองจากเครดิต 30 วันเป็น 45 วัน โดยเฉพาะถ้าสั่งซื้อเป็นประจำ ซัพพลายเออร์มักยินดีขยายเครดิตให้ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลา 3. บริหารสินค้าคงคลังให้หมุนเร็วขึ้น (ลด DIO) สต็อกที่นอนค้างคือเงินที่ถูก “แช่แข็ง” วิธีลด DIO ได้แก่ 4. ใช้สินเชื่อหมุนเวียนหรือ factoring เสริมสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจที่ DSO สูงเพราะลูกค้ารายใหญ่ขอเครดิตนาน การใช้บริการ factoring (ขายลูกหนี้การค้าให้สถาบันการเงิน) ช่วยให้ได้เงินสดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอครบกำหนด แม้จะมีค่าธรรมเนียม แต่ช่วยให้วงจรเงินสด สั้นลงได้ทันที อีกทางเลือกคือวงเงิน OD (overdraft) หรือสินเชื่อหมุนเวียน ซึ่งช่วยพยุงกระแสเงินสดในช่วงที่รอเก็บเงินจากลูกค้า 5. ใช้เทคโนโลยีติดตามลูกหนี้และเจ้าหนี้แบบเรียลไทม์ ธุรกิจ SME หลายรายยังติดตามลูกหนี้-เจ้าหนี้ด้วย Excel หรือจำในหัว ทำให้พลาดกำหนดเก็บเงินหรือจ่ายเงินช้าเกินจำเป็น การใช้โปรแกรมบัญชีที่แสดงอายุลูกหนี้ (AR Aging) และอายุเจ้าหนี้ (AP Aging) แบบเรียลไทม์ช่วยให้เห็นว่าใครค้างจ่ายกี่วัน ควรติดตามใครก่อน และกำหนดจ่ายเจ้าหนี้รายไหนใกล้ถึง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตัดสินใจได้เร็วขึ้น ลดเวลาที่เงินติดค้างในระบบ กรณีศึกษา: วงจรเงินสดของธุรกิจ SME ไทย ลองดู 2 ธุรกิจที่มีวงจรเงินสดต่างกัน เพื่อให้เห็นผลกระทบชัดเจน ธุรกิจ ก — ร้านค้าออนไลน์ขายเครื่องสำอาง (ชื่อสมมติ) ตัวชี้วัด ค่า หมายเหตุ DIO 35 วัน สั่งสินค้าทีละน้อย หมุนเร็ว DSO 5 วัน ลูกค้าจ่ายเงินปลายทาง หรือโอนทันที DPO 30 วัน คู่ค้าให้เครดิต 30 วัน วงจรเงินสด 10 วัน เงินหมุนเร็ว ต้องสำรองทุนแค่ 10 วัน ร้านนี้มีวงจรเงินสดต่ำเพราะเก็บเงินจากลูกค้าเร็ว (DSO 5 วัน) และได้เครดิตจากคู่ค้านานพอ (DPO 30 วัน) ธุรกิจ ข — ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างส่งผู้รับเหมา (ชื่อสมมติ) ตัวชี้วัด ค่า หมายเหตุ DIO 60 วัน สต็อกสินค้าหลายประเภท หมุนช้า DSO 45 วัน ผู้รับเหมาขอเครดิต 30-60 วัน DPO 30 วัน คู่ค้าให้เครดิต 30 วัน วงจรเงินสด 75 วัน ต้องสำรองเงินทุน 75 วัน ธุรกิจ ข ต้องสำรองเงินมากกว่าธุรกิจ ก เกือบ 8 เท่า ถ้ารายจ่ายต่อวันอยู่ที่ 10,000 บาท ต้องเตรียมเงินถึง 750,000 บาท เทียบกับธุรกิจ ก ที่เตรียมแค่ 100,000 บาท วิธีปรับปรุงวงจรเงินสด ของธุรกิจ ข คือ ลด DSO ด้วยการเก็บเงินมัดจำ 30% ก่อนส่งสินค้า และลด DIO ด้วยการสั่งซื้อตามคำสั่งซื้อจริง ไม่สต็อกรอ สรุป: วงจรเงินสด ตัวชี้วัดที่ SME ต้องรู้ วงจรเงินสดไม่ใช่ตัวเลขสำหรับนักวิเคราะห์เท่านั้น ผู้ประกอบการ SME ควรคำนวณและติดตามเป็นประจำ ใช้ PEAK ช่วยติดตามและบริหารวงจรเงินสดได้อย่างไร? การคำนวณวงจรเงินสด ต้องอาศัยข้อมูลสินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า และเจ้าหนี้การค้าที่อัปเดตตลอด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ข้อมูลเหล่านี้อัปเดตอัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกรายการ ดูอายุลูกหนี้-เจ้าหนี้ได้ทันที และออกใบแจ้งหนี้พร้อมลิงก์ชำระเงินให้ลูกค้าในคลิกเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวงจรเงินสด (FAQ) วงจรเงินสดเท่าไรถึงเรียกว่าดี? ไม่มีค่าตายตัว เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีมาตรฐานต่างกัน ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์อาจมีวงจรเงินสดต่ำกว่า 15 วัน ขณะที่ธุรกิจผลิตอาจสูงถึง 60-90 วัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ วงจรเงินสดของธุรกิจเราลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหรือไม่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือเปล่า วงจรเงินสดติดลบดีจริงหรือเปล่า? วงจรเงินสดติดลบหมายความว่าธุรกิจได้เงินจากลูกค้าก่อนที่จะต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ซึ่งถือว่าดีมากในแง่สภาพคล่อง เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่เก็บเงินทันทีแต่จ่ายซัพพลายเออร์ทีหลัง แต่ถ้า วงจรเงินสดติดลบเพราะ “ยืดจ่ายเจ้าหนี้” เกินกำหนดจนเสียความสัมพันธ์ ก็ไม่ใช่สัญญาณที่ดี วงจรเงินสดกับ Free Cash Flow เกี่ยวข้องกันอย่างไร? วงจรเงินสด และ Free Cash Flow (FCF) เป็นคนละตัวชี้วัด แต่มีความเชื่อมโยงกัน วงจรเงินสดวัด “ความเร็ว” ที่เงินสดหมุนกลับมา ส่วน FCF วัด “จำนวนเงินสด” ที่เหลือหลังจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ธุรกิจที่วงจรเงินสดสั้น มักมี FCF ดีตามไปด้วย เพราะเงินไม่ติดค้างในระบบนาน ทำให้มีเงินสดอิสระไปลงทุนต่อยอดได้มากขึ้น SME ที่ไม่มีสินค้าคงคลังคำนวณวงจรเงินสด ได้ไหม? ได้ เช่น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสต็อกสินค้า DIO จะเท่ากับศูนย์ ทำให้สูตรวงจรเงินสดเหลือแค่ DSO – DPO ซึ่งยังมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ว่าเก็บเงินจากลูกค้าเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับที่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

E-Document คืออะไร ตัวอย่าง ข้อดี และวิธีเริ่มใช้ในธุรกิจ

ทุกวันนี้ธุรกิจไหนยังจมอยู่กับกองกระดาษ ก็เสียทั้งเวลาและพื้นที่จัดเก็บ E-Document หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ คือทางออกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารได้รวดเร็ว ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมาย ข้อดี วิธีจัดเก็บ ไปจนถึงกฎหมายที่ต้องรู้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ E-Document คืออะไร? ทำความรู้จักเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ E-Document (เอกสารอิเล็กทรอนิกส์) คือเอกสารที่สร้าง จัดเก็บ และส่งต่อในรูปแบบดิจิทัล แทนการใช้กระดาษแบบเดิม ครอบคลุมทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา และเอกสารภายในองค์กร โดยมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าแทนที่จะพิมพ์ใบเสร็จออกมาเป็นกระดาษแล้วส่งทางไปรษณีย์ คุณสามารถออกเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัล ส่งให้ลูกค้าผ่านอีเมลหรือระบบออนไลน์ได้ทันที ทั้งเร็วกว่าและลดต้นทุนได้อีกด้วย ความหมายตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้น ส่ง รับ หรือจัดเก็บด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผลทางกฎหมายเท่าเทียมกับเอกสารกระดาษ ผู้ประกอบการจึงวางใจได้ว่า e-document ที่ออกอย่างถูกต้องจะใช้เป็นหลักฐานทางธุรกิจและทางภาษีได้เต็มที่ ความแตกต่างระหว่าง E-Document, Paperless Office และ DMS หลายคนสับสนคำศัพท์เหล่านี้ มาดูความแตกต่างกันสั้นๆ คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง E-Document เอกสารที่สร้างและจัดเก็บเป็นดิจิทัลตั้งแต่ต้น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) Paperless Office แนวคิดลดการใช้กระดาษทั้งองค์กร สแกนเอกสารกระดาษเก่าเข้าระบบ DMS (Document Management System) ซอฟต์แวร์จัดเก็บและบริหารเอกสาร ระบบจัดเก็บไฟล์ขององค์กร เช่น Google Drive, SharePoint พูดง่ายๆ คือ e-document เป็น “ตัวเอกสาร” ส่วน DMS เป็น “ระบบจัดการ” และ paperless คือ “แนวคิด” ที่ครอบคลุมทั้งหมด ตัวอย่างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ธุรกิจใช้จริง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้จำกัดแค่ใบเสร็จ แต่ครอบคลุมเอกสารหลายประเภทที่ธุรกิจใช้ทุกวัน ข้อดีของ E-Document สำหรับธุรกิจ SME การเปลี่ยนมาใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ประโยชน์หลายด้านกับผู้ประกอบการ ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ธุรกิจที่ออกเอกสารเดือนละหลายร้อยฉบับ จะประหยัดทั้งค่ากระดาษ หมึกพิมพ์ ค่าจัดส่ง และพื้นที่เก็บแฟ้ม ลองคำนวณดู ต้นทุนเอกสารกระดาษต่อเดือน = 500 ฉบับ × 3 บาท = 1,500 บาท ต้นทุนต่อปี = 1,500 × 12 = 18,000 บาท ยังไม่รวมค่าส่งไปรษณีย์และพื้นที่จัดเก็บอีกต่างหาก เพิ่มความเร็วในการอนุมัติเอกสาร แทนที่จะส่งกระดาษวนรอบโต๊ะหลายคน ระบบ e-document ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเอกสารผ่านออนไลน์ได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ลดเวลารอจากหลายวันเหลือไม่กี่นาที ค้นหาเอกสารได้ทันที ไม่ต้องเปิดตู้เอกสาร 10 ใบเพื่อหาใบเสร็จเก่า แค่พิมพ์ชื่อลูกค้าหรือเลขที่เอกสาร ระบบจะค้นหาให้ภายในไม่กี่วินาที ลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย เอกสารกระดาษอาจถูกน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือหายไปกับกาลเวลา แต่ e-document เก็บบนระบบ cloud สำรองข้อมูลอัตโนมัติ ปลอดภัยกว่ามาก รองรับการตรวจสอบตามกฎหมาย เมื่อสรรพากรหรือผู้สอบบัญชีขอดูเอกสาร คุณสามารถเรียกดูได้ทันทีพร้อม audit trail ที่บันทึกว่าใครสร้าง แก้ไข หรืออนุมัติเอกสารเมื่อไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำงานอย่างไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document System) ช่วยจัดการเอกสารตั้งแต่สร้างจนถึงจัดเก็บถาวร โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ขั้นตอนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) สงสัยไหมว่าเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำได้จริงหรือ? คำตอบคือได้ครับ กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยรับรองลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับ ลักษณะ ตัวอย่างการใช้งาน ทั่วไป พิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดปุ่ม “ตกลง” อนุมัติเอกสารภายในบริษัท น่าเชื่อถือ มีการยืนยันตัวตน เช่น OTP, บัตรประชาชน สัญญาจ้างงาน ใบสั่งซื้อ เชื่อถือได้ (Digital Signature) ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากหน่วยงานรับรอง e-Tax Invoice, เอกสารราชการ สำหรับธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ ลายเซ็นระดับทั่วไปหรือน่าเชื่อถือก็เพียงพอสำหรับงานประจำวัน เช่น อนุมัติใบเบิกค่าใช้จ่ายหรือลงนามสัญญาจ้าง การอนุมัติเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนอนุมัติเอกสารแบบดิจิทัลง่ายกว่าที่คิด ผู้สร้างเอกสารกดส่งเข้าระบบ ระบบแจ้งเตือนผู้อนุมัติทางอีเมลหรือแอป ผู้อนุมัติตรวจสอบแล้วกดอนุมัติหรือส่งกลับแก้ไข ทุกขั้นตอนมี audit trail บันทึกไว้ครบถ้วน ข้อดีคือไม่ต้องรอเอกสารกระดาษวนรอบออฟฟิศ ผู้บริหารที่เดินทางบ่อยก็อนุมัติผ่านมือถือได้ทันที กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ผู้ประกอบการควรรู้กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ e-document ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายหลักที่รับรองว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมาย ดูแลโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ประเด็นสำคัญที่ SME ต้องรู้คือ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เก็บกี่ปี? ระยะเวลาจัดเก็บขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร ประเภทเอกสาร ระยะเวลาจัดเก็บ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เอกสารทางภาษี (ใบกำกับภาษี, ใบเสร็จ) ไม่น้อยกว่า 5 ปี ประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีหลักของไทย) เอกสารทางบัญชี (งบการเงิน, สมุดบัญชี) ไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี 2543 เอกสารจดทะเบียนบริษัท ตลอดอายุกิจการ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เก็บเอกสารดิจิทัลก็ต้องปฏิบัติตามระยะเวลาเดียวกับเอกสารกระดาษ แนะนำให้สำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น ในระบบ cloud และ external drive เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย วิธีเลือกระบบ E-Document ที่เหมาะกับธุรกิจ ระบบ e-document ในตลาดมีหลายตัวเลือก ก่อนตัดสินใจ ลองเช็ค feature สำคัญเหล่านี้ Feature สำคัญที่ระบบ E-Document ควรมี ระบบ E-Document สำหรับ SME กับองค์กรใหญ่ต่างกันอย่างไร เกณฑ์ SME องค์กรใหญ่ จำนวนเอกสาร/เดือน หลักร้อย หลักหมื่นขึ้นไป Feature ที่ต้องการ ออกเอกสาร + บัญชี + ภาษี ครบในตัว ระบบแยกส่วน เชื่อมต่อ ERP งบประมาณ ต้องคุ้มค่า ไม่มีค่าติดตั้งแพง ลงทุนได้สูง ปรับแต่งได้เต็มที่ ระบบที่เหมาะ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี e-document ในตัว DMS ขนาดใหญ่ + ระบบ ERP สำหรับ SME ระบบที่รวม e-document เข้ากับบัญชีในตัวเดียวจะสะดวกและคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์หลายตัวแล้วมาเชื่อมต่อกันเอง สรุป: เริ่มใช้ E-Document อย่างไรให้ธุรกิจได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมยกระดับงานเอกสาร? เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่รวมระบบออกเอกสาร e-Tax Invoice, e-Receipt พร้อมบันทึกบัญชีอัตโนมัติในที่เดียว ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ค้นหาเอกสารเก่าได้ทันที และรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าของกิจการกับสำนักงานบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ E-Document E-Document ต่างจาก E-Office อย่างไร? E-Document เน้นที่ตัวเอกสารดิจิทัล เช่น ใบเสร็จ สัญญา ส่วน E-Office คือระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมทั้งเอกสาร การสื่อสาร และ workflow ภายในองค์กร พูดง่ายๆ คือ e-document เป็นส่วนหนึ่งของ e-office มีโปรแกรม E-Document ฟรีไหม? โปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวมีฟีเจอร์ e-document ให้ใช้ฟรีในแพ็กเกจเริ่มต้น เช่น PEAK มีแพ็กเกจฟรีที่ออกเอกสารทางบัญชีพร้อมบันทึกบัญชีได้ทันที เหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ธุรกิจเล็กๆ จำเป็นต้องใช้ E-Document ไหม? ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ ช่วยลดต้นทุนและข้อผิดพลาด โดยเฉพาะถ้ายอดขายใกล้ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี (เกณฑ์จดทะเบียน VAT) ระบบเอกสารดิจิทัลจะช่วยให้เปลี่ยนผ่านได้ราบรื่น เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษมา E-Document ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากเอกสารที่ใช้บ่อยที่สุดก่อน เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สมัครโปรแกรมที่เหมาะ ตั้งค่าข้อมูลบริษัท แล้วออกเอกสารดิจิทัลได้เลย เอกสารกระดาษเก่าให้สแกนเก็บคู่กันจนหมดระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

Paperless คืออะไร คู่มือทำธุรกิจไร้กระดาษฉบับ SME

ธุรกิจของคุณยังเสียเวลากับกองเอกสาร ค้นหาใบเสร็จไม่เจอ หรือเก็บเอกสารจนหมดพื้นที่อยู่ไหม? Paperless คือแนวทางที่เปลี่ยนวิธีจัดการเอกสารทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้ SME ลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และทำงานได้จากทุกที่ Paperless คืออะไร? Paperless คือแนวคิดการลดหรือเลิกใช้กระดาษในการทำงาน โดยเปลี่ยนไปใช้เอกสารดิจิทัลแทน ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา ไปจนถึงเอกสารภายในองค์กร ในบริบทธุรกิจ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องกำจัดกระดาษทุกแผ่นในวันเดียว แต่เป็นการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่สร้าง จัดเก็บ และส่งเอกสารในรูปแบบดิจิทัลเป็นหลัก Paperless Office คือระบบแบบไหน? Paperless Office คือสำนักงานที่ออกแบบให้ทำงานโดยไม่พึ่งพากระดาษ โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลจัดการเอกสารทั้งหมด เช่น Cloud Storage, ระบบจัดการเอกสาร (DMS) และซอฟต์แวร์ลงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ทำให้ Paperless Office ต่างจากสำนักงานทั่วไปคือทุกเอกสารสร้างและจัดเก็บบนระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่สแกนกระดาษแล้วเก็บไฟล์ ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้อง Go Paperless? ธุรกิจที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไร้กระดาษได้รับประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความเร็ว และลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ค่าใช้จ่ายด้านกระดาษไม่ได้มีแค่ค่ากระดาษ ยังรวมถึงค่าหมึกพิมพ์ ค่าเครื่องพิมพ์ ค่าตู้เก็บเอกสาร พื้นที่จัดเก็บ และค่าแรงพนักงานที่ต้องจัดการเอกสาร ธุรกิจ SME ที่มีเอกสารหมุนเวียน 500 แผ่นต่อเดือน อาจเสียค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 5,000 บาทต่อเดือนเมื่อรวมทุกส่วน การเปลี่ยนเป็นระบบไร้กระดาษช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ได้ 60-80% (ข้อมูลประมาณการ) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เอกสารดิจิทัลค้นหาได้ภายในวินาที เทียบกับการค้นหาเอกสารกระดาษที่อาจใช้เวลาหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง ทีมงานหลายคนเปิดดูเอกสารเดียวกันพร้อมกันได้ ส่งต่อเอกสารเพื่ออนุมัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเดินเอกสาร รักษ์โลก ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การลดการใช้กระดาษช่วยลดการตัดต้นไม้ ลดพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระดาษ และลดขยะจากเอกสารที่หมดอายุ หลายองค์กรใช้แนวคิดไร้กระดาษเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและการเข้าถึงที่ดีขึ้น เอกสารดิจิทัลตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงได้ เช่น ให้เฉพาะฝ่ายบัญชีเปิดดูเอกสารการเงิน ป้องกันข้อมูลรั่วไหลได้ดีกว่ากระดาษที่ใครก็หยิบอ่านได้ เอกสารดิจิทัลยังสำรองข้อมูลได้อัตโนมัติ ไม่เสี่ยงสูญหายจากไฟไหม้หรือน้ำท่วม Paperless กับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้คำว่า “Paperless” กับ “เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” สลับกัน แต่จริงๆ แล้วมีความต่างที่สำคัญ Paperless เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ความหมาย แนวคิดการลดกระดาษทั้งระบบ เอกสารที่สร้างหรือจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ขอบเขต ครอบคลุมวิธีทำงานทั้งองค์กร เฉพาะตัวเอกสาร ตัวอย่าง สำนักงานที่ไม่ใช้กระดาษเลย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายรองรับ เป็นแนวคิด ไม่มีกฎหมายเฉพาะ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับตามกฎหมาย เอกสารอิเล็กทรอนิกส์คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ Paperless เกิดขึ้นได้จริง ตามกฎหมายไทย พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้เทียบเท่าเอกสารกระดาษ (ข้อมูลจาก ETDA) ขั้นตอนทำ Paperless สำหรับ SME SME เปลี่ยนสู่ระบบไร้กระดาษได้ใน 5 ขั้นตอน ตั้งแต่ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม วาง Workflow ดิจิทัล แปลงเอกสารเก่า ไปจนถึงวัดผลและปรับปรุง ไม่จำเป็นต้องทำทีเดียวทั้งหมด เริ่มจากจุดที่ส่งผลต่อการทำงานมากที่สุดก่อน ขั้นที่ 1 ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เริ่มจากสำรวจว่าธุรกิจใช้เอกสารกระดาษอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร และส่วนไหนเสียเวลามากที่สุด สิ่งที่ต้องทำ: ขั้นที่ 2 เลือกเครื่องมือและระบบจัดการเอกสาร ระบบจัดการเอกสาร (Document Management System หรือ DMS) คือหัวใจของ Paperless เลือกระบบที่ตอบโจทย์ธุรกิจคุณ สิ่งที่ควรพิจารณา: ขั้นที่ 3 วาง Workflow ดิจิทัลและฝึกอบรมทีม กำหนดขั้นตอนการทำงานใหม่ที่ไม่ใช้กระดาษ เช่น เมื่อรับออเดอร์จากลูกค้า ให้สร้างใบแจ้งหนี้บนระบบ ส่งอีเมลให้ลูกค้า ระบบจัดเก็บสำเนาให้อัตโนมัติ ฝึกอบรมทีมงานให้คุ้นเคยกับเครื่องมือใหม่ เริ่มจากแผนกที่ใช้เอกสารมากที่สุดก่อน เช่น ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 4 สแกนและแปลงเอกสารเก่าเป็นดิจิทัล เอกสารเก่าที่ยังต้องเก็บตามกฎหมาย ให้สแกนเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้วจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ตั้งชื่อไฟล์ให้ค้นหาง่าย เช่น “invoice_บริษัทก_202608” และจัดแยกโฟลเดอร์ตามประเภทและปี ขั้นที่ 5 วัดผลและปรับปรุงต่อเนื่อง หลังเริ่มใช้ Paperless แล้ว ให้วัดผลทุก 3 เดือน ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม: Paperless กับงานบัญชีและภาษี งานบัญชีคือส่วนที่ได้ประโยชน์จากระบบไร้กระดาษมากที่สุด เพราะต้องจัดการเอกสารจำนวนมากทุกเดือน ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบสำคัญจ่าย ไปจนถึงงบการเงิน ปัจจุบันกรมสรรพากรรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลได้ตามกฎหมาย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กรมสรรพากรรองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าใบกำกับภาษีกระดาษ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ธุรกิจที่ใช้ e-Tax Invoice ไม่ต้องพิมพ์ ไม่ต้องส่งไปรษณีย์ ลดทั้งต้นทุนและเวลา ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากใบกำกับภาษี เอกสารอื่นอย่างใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล ก็เปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด ระบบบัญชีออนไลน์สร้างเอกสารเหล่านี้ได้อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลหรือลิงก์ พร้อมจัดเก็บสำเนาดิจิทัลไว้ให้ ไม่ต้องพิมพ์ออกมา PEAK ช่วยให้ธุรกิจ Go Paperless ด้านบัญชีได้อย่างไร PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำงานบน Cloud ทั้งหมด ออกเอกสารบัญชีดิจิทัลได้ครบตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึง e-Tax Invoice ตามข้อกำหนดกรมสรรพากร ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลได้ทันที ไม่ต้องพิมพ์ออกมาอีก ROI ของ Paperless ประหยัดได้จริงเท่าไร? ตัวอย่างการคำนวณ ROI สำหรับ SME ที่ใช้เอกสาร 500 แผ่นต่อเดือน (ชื่อสมมุติ บริษัท ก จำกัด): รายการ ก่อน Paperless (บาท/เดือน) หลัง Paperless (บาท/เดือน) กระดาษ + หมึกพิมพ์ 2,000 200 ค่าบำรุงเครื่องพิมพ์ 500 100 ค่าพื้นที่จัดเก็บ 1,500 0 ค่าส่งเอกสาร (ไปรษณีย์/แมสเซนเจอร์) 1,500 0 ค่าระบบ Cloud/ซอฟต์แวร์ 0 1,500 รวม 5,500 1,800 ประหยัดได้ประมาณ 3,700 บาทต่อเดือน หรือ 44,400 บาทต่อปี ยังไม่รวมเวลาที่ทีมงานประหยัดจากการค้นหาและจัดเก็บเอกสาร SME ไทยที่เริ่ม Paperless แล้ว ทำอะไรบ้าง ธุรกิจ SME หลายประเภทในไทยเริ่มลดกระดาษได้จริงแล้ว โดยไม่ต้องรอเป็นองค์กรใหญ่ก่อน ร้านขายส่งวัสดุก่อสร้าง ที่ออกใบแจ้งหนี้วันละหลายสิบใบ เปลี่ยนมาออกเอกสารผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ส่งให้ลูกค้าทาง LINE หรืออีเมล ลดเวลาพิมพ์และจัดส่ง ลูกค้าได้เอกสารเร็วขึ้น ฝ่ายบัญชีตรวจสอบย้อนหลังง่าย สำนักงานบัญชี ที่ให้บริการลูกค้าหลายรายเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีออนไลน์ ให้ลูกค้าอัปโหลดเอกสารเข้าระบบแทนการส่งกระดาษ ลดการสูญหายของเอกสาร เร่งการปิดงบ และทำงานร่วมกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ร้านค้าออนไลน์ ที่มียอดขายต่อเดือนหลายร้อยรายการ ใช้ระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลทันทีหลังชำระเงิน ลดงานพิมพ์และจัดส่งเอกสาร ความท้าทายและข้อควรระวังในการทำ Paperless แม้ระบบไร้กระดาษจะมีข้อดีมาก แต่การเปลี่ยนผ่านก็มีสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ ทีมงานไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่ — คนที่ทำงานกับกระดาษมานานอาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลง วิธีแก้คือเริ่มจากแผนกที่พร้อมที่สุดก่อน ให้เห็นผลลัพธ์แล้วค่อยขยายไปแผนกอื่น ต้นทุนเริ่มต้น — ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสแกนเนอร์ ค่าฝึกอบรม อาจเป็นค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องลงทุน แต่จะคุ้มทุนภายใน 6-12 เดือนจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง ความปลอดภัยของข้อมูล — เอกสารดิจิทัลต้องมีระบบสำรองข้อมูลและป้องกันการเข้าถึงที่ดี เลือกระบบที่มีการเข้ารหัสข้อมูลและสำรองข้อมูลอัตโนมัติ เอกสารบางอย่างยังต้องเป็นกระดาษ — เอกสารบางประเภทยังกำหนดให้ใช้กระดาษตามกฎหมาย ตรวจสอบข้อกำหนดของเอกสารแต่ละประเภทก่อนเปลี่ยนเป็นดิจิทัล สรุป: เริ่ม Paperless ไม่ยากอย่างที่คิด การทำธุรกิจไร้กระดาษไม่ใช่เรื่องขององค์กรใหญ่เท่านั้น SME ก็เริ่มได้ทันที สิ่งสำคัญคือเริ่มจากจุดที่เจ็บที่สุดก่อน เช่น เอกสารบัญชีที่หมุนเวียนทุกเดือน แล้วค่อยๆ ขยายไปส่วนอื่น สิ่งที่ควรลงมือทำตอนนี้: เริ่ม Paperless กับ PEAK วันนี้ ถ้าอยากลองเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลก่อนเป็นอันดับแรก PEAK ช่วยให้เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งองค์กรพร้อมกัน ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Paperless ธุรกิจขนาดเล็กทำ Paperless ได้ไหม? ได้ และอาจทำได้ง่ายกว่าองค์กรใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะมีเอกสารน้อยกว่า ทีมงานน้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงจึงเร็วกว่า เริ่มจากเปลี่ยนใบเสร็จและใบแจ้งหนี้เป็นดิจิทัลก่อน แค่นี้ก็เห็นผลแล้ว Paperless กับ EDI ต่างกันอย่างไร? EDI (Electronic Data Interchange) คือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจระหว่างองค์กรในรูปแบบมาตรฐาน มักใช้ในอุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออกและโลจิสติกส์ ส่วน Paperless เป็นแนวคิดกว้างกว่า ครอบคลุมการลดกระดาษทุกรูปแบบในองค์กร EDI จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Paperless แต่ Paperless ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EDI เริ่มทำ Paperless ต้องลงทุนเท่าไร? ต้นทุนขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและเครื่องมือที่เลือก SME ขนาดเล็กอาจเริ่มจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีแพ็กเกจเริ่มต้นหลักร้อยบาทต่อเดือน บวกค่าสแกนเนอร์สำหรับเอกสารเก่าประมาณ 3,000-5,000 บาท รวมแล้วลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 10,000 บาท และคุ้มทุนภายใน 3-6 เดือน กฎหมายไทยรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษหรือไม่? รองรับ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนดให้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ รวมถึง e-Tax Invoice ที่กรมสรรพากรรองรับ และลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ลงนามในสัญญาและเอกสารทางธุรกิจได้ (ข้อมูลจาก ETDA) Paperless ช่วยเรื่องภาษีได้อย่างไร? ระบบไร้กระดาษที่เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้จัดเก็บเอกสารสำหรับยื่นภาษีได้ครบถ้วนและค้นหาง่าย ลดความเสี่ยงที่จะหาใบกำกับภาษีไม่เจอเมื่อถูกตรวจสอบ และช่วยให้ปิดงบได้เร็วขึ้นเพราะเอกสารครบอยู่ในระบบเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

19 min

นับสต๊อก คืออะไร วิธีนับ จัดการ และบันทึกบัญชีสินค้าคงคลัง

ผู้ประกอบการ SME หลายรายเคยเจอปัญหาสั่งสินค้ามาเกินจนเงินจม หรือสินค้าหมดตอนลูกค้าต้องการ ทั้งหมดเพราะไม่ได้นับสต๊อกสินค้าอย่างสม่ำเสมอ นับสต๊อก คืออะไร? ทำไมธุรกิจต้องนับ นับสต๊อก คือการตรวจนับจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงในคลังสินค้า แล้วนำไปเทียบกับตัวเลขในระบบบัญชีหรือสต๊อกการ์ด ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน แสดงว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น เช่น สินค้าสูญหาย บันทึกผิดพลาด หรือสินค้าเสียหาย ธุรกิจที่นับสต๊อกเป็นประจำจะได้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งรู้ต้นทุนสินค้าที่แท้จริง วางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ ไม่เสียโอกาสขาย และปิดงบการเงินได้ถูกต้อง ยิ่ง SME ที่ทุนหมุนเวียนจำกัด การรู้ตัวเลขสินค้าคงเหลือที่แม่นยำช่วยป้องกันไม่ให้เงินจมอยู่ในสินค้าที่ขายไม่ออก ความแตกต่างระหว่าง สต๊อก สินค้าคงคลัง และสินค้าคงเหลือ คำทั้งสามนี้ใช้สลับกันบ่อยจนหลายคนสับสน ความจริงแล้วแตกต่างกันเล็กน้อย คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง สต๊อก (Stock) คำเรียกรวมสินค้าที่เก็บไว้ในคลัง “สต๊อกเสื้อผ้าเหลือ 500 ตัว” สินค้าคงคลัง (Inventory) สินค้าทุกประเภทที่ธุรกิจถือครองไว้ รวมถึงวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบ + สินค้าระหว่างผลิต + สินค้าสำเร็จรูป สินค้าคงเหลือ (Ending Inventory) มูลค่าสินค้าที่เหลืออยู่ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ยอดที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ในบทความนี้จะใช้คำว่า “สต๊อก” และ “สินค้าคงคลัง” สลับกันตามบริบท ประเภทของสินค้าคงคลัง มีกี่แบบ? สินค้าคงคลังแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าอยู่ในขั้นตอนไหนของธุรกิจ ประเภท คืออะไร ตัวอย่าง วัตถุดิบ (Raw Materials) วัสดุที่ยังไม่ได้แปรรูป ผ้าดิบ เม็ดพลาสติก เหล็กแผ่น สินค้าระหว่างผลิต (Work-in-Process) สินค้าที่กำลังผลิตยังไม่เสร็จ เสื้อที่ตัดแล้วยังไม่เย็บ สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าพร้อมขาย เสื้อที่แพ็คแล้วรอจัดส่ง วัสดุสิ้นเปลือง (MRO Supplies) ของใช้ในการดำเนินงานที่ไม่ได้ขาย กล่องพัสดุ สติ๊กเกอร์ หมึกพิมพ์ ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่โฟกัสที่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นโรงงานผลิต ต้องนับวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิตด้วย วิธีนับสต๊อกสินค้า 4 รูปแบบที่นิยม การเลือกวิธีนับสต๊อกขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ จำนวน SKU และงบประมาณ แต่ละวิธีมีข้อดีข้อจำกัดต่างกัน วิธี เหมาะกับ ข้อดี ข้อจำกัด นับทั้งหมด (Physical Count) ธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ได้ตัวเลขแม่นที่สุด ต้องหยุดขายชั่วคราว นับแบบวน (Cycle Counting) ธุรกิจที่มี SKU เยอะ ไม่ต้องหยุดขาย ต้องมีระบบจัดการดี ABC Analysis ธุรกิจที่สินค้ามีมูลค่าต่างกันมาก โฟกัสสินค้ามูลค่าสูง สินค้ากลุ่ม C อาจถูกมองข้าม เทคโนโลยี (Barcode/RFID) ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ เร็ว แม่นยำ real-time ต้องลงทุนอุปกรณ์ นับสต๊อกทั้งหมด (Physical Inventory Count) วิธีคลาสสิกที่นิยมมากที่สุด คือการหยุดรับ-จ่ายสินค้าชั่วคราว แล้วให้ทีมงานนับสินค้าทุกชิ้นในคลัง เหมาะกับ SME ที่มี SKU ไม่เกิน 500 รายการ ส่วนใหญ่จะทำปีละ 1-2 ครั้ง เช่น ก่อนปิดงบประจำปี นับสต๊อกแบบวน (Cycle Counting) แทนที่จะนับทุกอย่างในคราวเดียว ให้แบ่งสินค้าเป็นกลุ่มแล้วนับหมุนเวียนทุกวัน เช่น วันจันทร์นับหมวดเครื่องดื่ม วันอังคารนับหมวดขนม ข้อดีคือไม่ต้องปิดร้าน แต่ต้องมีระบบจัดการที่ดีพอจะติดตามได้ว่ากลุ่มไหนนับแล้ว กลุ่มไหนยังไม่นับ นับสต๊อกด้วย ABC Analysis แบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่มตามมูลค่า กลุ่ม A คือสินค้ามูลค่าสูง (มักมีสัดส่วนประมาณ 20% ของจำนวน SKU แต่คิดเป็น 80% ของมูลค่ารวม) ต้องนับบ่อยที่สุด เช่น ทุกสัปดาห์ กลุ่ม B นับทุกเดือน กลุ่ม C นับทุกไตรมาส นับสต๊อกด้วยเทคโนโลยี (Barcode และ RFID) ใช้เครื่องสแกน Barcode หรือ RFID อ่านข้อมูลสินค้าแล้วบันทึกเข้าระบบอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากการจดมือ และเห็นยอดสต๊อก real-time ปัจจุบันเครื่องสแกน Barcode ราคาเริ่มต้นไม่กี่พันบาท SME เริ่มใช้ได้ไม่ยาก ขั้นตอนการนับสต๊อกสินค้า ทำอย่างไรให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเลือกวิธีนับแบบไหน ขั้นตอนหลักมี 3 ช่วง คือ เตรียมตัวก่อนนับ ระหว่างนับ และหลังนับ เตรียมตัวก่อนนับ (Pre-count Preparation) การเตรียมตัวที่ดีช่วยให้การนับเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น สิ่งที่ต้องทำก่อนวันนับ ระหว่างนับ เทคนิคนับให้แม่นยำ เทคนิคที่ช่วยให้ผลนับแม่นยำที่สุด หลังนับ ตรวจสอบและบันทึกผล เมื่อนับเสร็จแล้ว ต้องปิดงานให้ครบตามขั้นตอนนี้ ปัญหาสินค้าคงคลังที่พบบ่อย และวิธีแก้ไข ก่อนจะพูดถึงวิธีจัดการสต๊อกอย่างมืออาชีพ มาดูปัญหาที่ SME เจอบ่อยที่สุดกันก่อน สต๊อกล้น ต้นทุนจม เงินหมุนไม่ทัน สั่งของมาเกินความต้องการ สินค้ากองเต็มคลังแต่ขายไม่ออก เงินที่ควรจะหมุนไปลงทุนอย่างอื่นกลับจมอยู่กับสินค้า ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุ ยิ่งเสี่ยงขาดทุน วิธีแก้คือตั้งจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ให้ชัด และใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังประกอบการตัดสินใจ สต๊อกขาด ขายไม่ได้ ลูกค้าหนีไปคู่แข่ง ตรงข้ามกับสต๊อกล้น คือสินค้าหมดตอนที่ลูกค้าต้องการ ทำให้เสียยอดขายและเสียลูกค้าไปให้คู่แข่ง วิธีป้องกันคือตั้ง Safety Stock (สต๊อกสำรอง) สำหรับสินค้าขายดี สต๊อกหาย ความผิดพลาดจากการจัดเก็บ สินค้าหายจากคลังโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเกิดจากการจัดเก็บผิดที่ บันทึกรับ-จ่ายผิดพลาด หรือสินค้าเสียหาย การนับสต๊อกเป็นประจำช่วยให้เจอปัญหาเร็วก่อนที่ผลต่างจะสะสมจนแก้ยาก ต้นทุนสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost) ที่ SME ต้องรู้ หลายคนคิดว่าต้นทุนสินค้าคือแค่ราคาซื้อ แต่จริงๆ แล้วการถือครองสินค้าไว้ในคลังมีต้นทุนแฝงอีกหลายอย่าง ทั้งค่าเช่าคลัง ค่าประกัน ค่าเสื่อมสภาพ และค่าเสียโอกาสจากเงินที่จมอยู่ ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนซื้อสินค้าเข้าคลังอีกด้วย วิธีคำนวณต้นทุนการถือครองสินค้า สูตรคำนวณแบบง่าย ต้นทุนการถือครอง = มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย × อัตราต้นทุนการถือครอง (%) โดยทั่วไปอัตราต้นทุนการถือครองอยู่ที่ 20-30% ของมูลค่าสินค้าต่อปี ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) มีสินค้าเฉลี่ย 500,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าเฉลี่ย — 500,000 บาท อัตราต้นทุนการถือครอง 25% — ต้นทุนการถือครองต่อปี 500,000 × 25% 125,000 บาท นั่นหมายความว่าทุกปี ร้านนี้เสียเงิน 125,000 บาทแค่จากการเก็บสินค้าไว้ในคลัง โดยที่ยังไม่รวมเงินทุนที่ควรหมุนไปทำอย่างอื่น การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมืออาชีพ เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว ทีนี้มาดูวิธีจัดการสินค้าคงคลังที่ช่วยให้ธุรกิจไม่สต๊อกล้นและไม่สต๊อกขาด กลยุทธ์ EOQ, Safety Stock และ Reorder Point 3 เครื่องมือสำคัญที่ช่วยตัดสินใจเรื่องสต๊อก FIFO และ Weighted Average เลือกวิธีตีราคาสินค้าแบบไหนดี วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือมีผลต่อกำไรและภาษีโดยตรง ในประเทศไทยใช้ได้ 2 วิธีหลัก วิธี หลักการ เหมาะกับ FIFO (เข้าก่อน ออกก่อน) สินค้าที่ซื้อมาก่อน ถือว่าขายออกก่อน สินค้ามีวันหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คำนวณต้นทุนเฉลี่ยทุกครั้งที่รับสินค้าเข้า สินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก หมายเหตุสำคัญ: วิธี LIFO (เข้าหลัง ออกก่อน) ที่หลายตำราต่างประเทศสอน ไม่สามารถใช้ในประเทศไทยได้ เพราะมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS/TAS 2 (สินค้าคงเหลือ) ของสภาวิชาชีพบัญชี ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีนี้ และกรมสรรพากรก็ไม่ยอมรับเช่นกัน บัญชีสต๊อกสินค้า บันทึกอย่างไรให้ถูกต้องตามมาตรฐาน นอกจากนับสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย เพราะมูลค่าสินค้าคงเหลือส่งผลต่องบการเงินและภาษีโดยตรง ทุกครั้งที่ซื้อขายสินค้าต้องมีเอกสารประกอบ เช่น บิลเงินสดหรือใบกำกับภาษี ตัวอย่าง Journal Entry การรับ-จ่ายสินค้า กรณีซื้อสินค้าเข้าคลัง (ซื้อเสื้อ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ 20,000 — เงินสด/เจ้าหนี้การค้า — 20,000 กรณีขายสินค้า (ขายเสื้อ 30 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 10,500 — รายได้จากการขาย — 10,500 ต้นทุนสินค้าที่ขาย 6,000 — สินค้าคงเหลือ — 6,000 ผลกระทบสต๊อกต่องบการเงิน มูลค่าสินค้าคงเหลือมีผลต่องบการเงิน 2 จุดสำคัญ โปรแกรมช่วยนับสต๊อกและจัดการสินค้าคงคลัง ธุรกิจที่มี SKU เกิน 50 รายการ การจัดการสต๊อกด้วย Excel เริ่มไม่ไหว เพราะข้อมูลกระจาย อัปเดตไม่ทัน และเสี่ยงผิดพลาดจากการพิมพ์ โปรแกรมจัดการสินค้าคงคลังช่วยให้เห็นยอดสต๊อก real-time ลดข้อผิดพลาด และเชื่อมกับระบบบัญชีได้โดยไม่ต้องบันทึกซ้ำ สรุป: นับสต๊อกเป็นประจำ ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จัดการสต๊อกให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้ายังใช้ Excel จัดการสต๊อกอยู่ ลองเปลี่ยนมาใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ออกแบบมาให้ออกใบกำกับภาษี ออกใบแจ้งหนี้ แล้วตัดสต๊อกพร้อมบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำซ้ำ 2 ที่อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการนับสต๊อกสินค้า ควรนับสต๊อกบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ร้านค้าที่มีสินค้าหมุนเวียนเร็ว เช่น ร้านอาหารหรือร้านค้าออนไลน์ ควรนับทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ส่วนธุรกิจที่สินค้าหมุนช้า นับทุกไตรมาสหรือปีละ 2 ครั้งก็เพียงพอ ที่สำคัญคือนับสม่ำเสมอ ดีกว่านับห่างๆ แล้วเจอผลต่างมาก สต๊อกในระบบกับของจริงไม่ตรงกัน ต้องทำอย่างไร ก่อนอื่นให้หาสาเหตุก่อน อาจเป็นเพราะลืมบันทึกรับ-จ่าย สินค้าเสียหาย หรือสินค้าหาย เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ให้ปรับยอดในระบบให้ตรงกับของจริง พร้อมบันทึกบัญชีรายการปรับปรุง และวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ FIFO กับ Weighted Average ต่างกันอย่างไรในแง่ภาษี ทั้ง 2 วิธีส่งผลต่อต้นทุนสินค้าที่ขายและกำไรสุทธิต่างกัน ในช่วงที่ราคาสินค้าสูงขึ้น FIFO จะทำให้ต้นทุนต่ำกว่า (เพราะใช้ของราคาเก่าที่ถูกกว่า) กำไรจึงสูงกว่าและเสียภาษีมากกว่า ส่วน Weighted Average จะให้ตัวเลขอยู่ตรงกลาง เมื่อเลือกวิธีใดแล้ว ต้องใช้วิธีเดิมสม่ำเสมอ จะเปลี่ยนไปมาไม่ได้ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้โปรแกรมจัดการสต๊อกไหม ถ้ามีสินค้าไม่เกิน 20-30 รายการ Excel อาจเพียงพอ แต่เมื่อ SKU เพิ่มขึ้นหรือขายหลายช่องทาง การใช้โปรแกรมจะช่วยประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้มาก โดยเฉพาะถ้าโปรแกรมเชื่อมกับระบบบัญชีได้ จะลดงานซ้ำซ้อนไปอีกขั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ผู้ทำบัญชี คือใคร หน้าที่ คุณสมบัติ และสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้

เปิดบริษัทใหม่แล้วสงสัยว่า “ผู้ทำบัญชี” ที่กฎหมายบังคับให้มีนั้นต่างจาก “นักบัญชี” ทั่วไปยังไง? บทความนี้สรุปครบ ตั้งแต่หน้าที่ คุณสมบัติอัปเดต 2569 ไปจนถึงวิธีเลือกให้เหมาะกับธุรกิจ SME ของคุณ ผู้ทำบัญชี คือใคร? ผู้ทำบัญชี คือ บุคคลที่กฎหมายกำหนดให้รับผิดชอบจัดทำบัญชีของกิจการ ตั้งแต่บันทึกรายการค้า ปิดงบ ไปจนถึงยื่นงบการเงิน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (กฎหมายบัญชี) กิจการที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งต้องมีอย่างน้อย 1 คน แม้เป็นบริษัทเล็กที่เพิ่งเปิดและยังไม่มีรายได้ก็ต้องมีตั้งแต่วันแรก (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ถ้าเปรียบง่ายๆ ผู้ทำบัญชีคือคนที่ “ลงมือทำ” บัญชีจริง ไม่ใช่แค่ให้คำปรึกษา และต้องมีคุณสมบัติครบตามกฎหมายจึงจะรับผิดชอบบัญชีของกิจการได้ ผู้ทำบัญชี vs นักบัญชี vs พนักงานบัญชี ต่างกันยังไง? คำว่า “นักบัญชี” “พนักงานบัญชี” และ “ผู้ทำบัญชี” มักถูกใช้สลับกัน แต่ตามกฎหมายมีความหมายต่างกัน เกณฑ์ ผู้ทำบัญชี นักบัญชี พนักงานบัญชี นิยาม บุคคลที่กฎหมายกำหนดให้รับผิดชอบจัดทำบัญชีของกิจการ คำเรียกทั่วไปของคนทำงานสายบัญชี ตำแหน่งงานในองค์กร ต้องขึ้นทะเบียน ใช่ ผ่านระบบ e-Accountant ของ DBD ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น ความรับผิดชอบตามกฎหมาย รับผิดชอบต่อความถูกต้องของงบการเงิน ขึ้นกับ job description ขึ้นกับ job description คุณสมบัติขั้นต่ำ ปริญญาตรีบัญชี หรือเทียบเท่า ไม่มีเกณฑ์กลาง ไม่มีเกณฑ์กลาง นักบัญชีและพนักงานบัญชีเป็นคำเรียกอาชีพ แต่ “ผู้ทำบัญชี” เป็นสถานะทางกฎหมายที่ต้องมีคุณสมบัติครบและแจ้งต่อ DBD หน้าที่ของผู้ทำบัญชี ที่ผู้ประกอบการต้องรู้ มีหน้าที่หลัก 3 ด้านที่ต้องทำให้ครบถ้วนตามกฎหมาย 1. จัดทำบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) บันทึกรายการค้าทุกรายการให้ถูกต้อง เช่น รายรับจากการขายและค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์ 10,000 บาท ยังไม่ได้รับเงิน บันทึกรายการดังนี้ ขั้นที่ 1 — ตั้งหนี้ (วันที่ส่งสินค้า) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 10,000 บาท — รายได้จากการขาย — 10,000 บาท ขั้นที่ 2 — รับชำระเงิน (ลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชี) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินฝากธนาคาร 10,000 บาท — ลูกหนี้การค้า — 10,000 บาท การบันทึกแบบนี้ทำให้เห็นชัดว่ากิจการมีรายได้เท่าไร และลูกค้ายังค้างจ่ายเท่าไร 2. จัดทำและยื่นงบการเงินและภาษี ต้องจัดทำงบการเงินประจำปีและยื่นต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังรอบบัญชีสิ้นสุด ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ปิดงบวันที่ 31 ธ.ค. ต้องยื่นงบให้เสร็จภายในวันที่ 31 พ.ค. ของปีถัดไป นอกจากนี้ยังต้องจัดเตรียมข้อมูลยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด.50 คือแบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี) และ VAT รายเดือน (แบบ ภ.พ.30 ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป) 3. เก็บรักษาเอกสารบัญชีตามกฎหมาย กิจการต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี (ข้อมูลจากพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543) ถ้าเก็บไม่ครบแล้วสรรพากรเข้าตรวจ อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มเพราะไม่มีหลักฐานหักค่าใช้จ่าย วิธีจัดการคือแยกแฟ้มตามประเภท ทั้งใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ สัญญาต่างๆ และสำรองไฟล์ดิจิทัลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง สำหรับเอกสารกระดาษ ลงทุนกับแฟ้มสันกว้างและตู้เก็บเอกสารที่แยกหมวดชัดเจน ช่วยให้หยิบได้ทันทีเวลาสรรพากรขอตรวจ OfficeMate มีอุปกรณ์จัดเก็บเอกสารสำนักงานครบ ตั้งแต่แฟ้มแยกหมวด กล่องใส่เอกสาร ไปจนถึงตู้เก็บเอกสารที่เหมาะกับออฟฟิศ SME คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี อัปเดต 2569 คุณสมบัติตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คุณสมบัติหลักที่ต้องมี การขึ้นทะเบียนผ่านระบบ e-Accountant ต้องแจ้งรายชื่อต่อ DBD ผ่านระบบ e-Accountant ใช้สำหรับแจ้งเริ่มทำบัญชี เปลี่ยนแปลง และเลิกทำบัญชี เมื่อจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่หรือเปลี่ยนตัวคนทำบัญชี กิจการต้องแจ้ง DBD ภายใน 60 วัน ถ้าไม่แจ้งตามกำหนดอาจถูกปรับ ข้อนี้ SME หลายรายมักไม่รู้จนกระทั่งได้รับหนังสือเตือน ผู้ทำบัญชี vs ผู้สอบบัญชี (CPA) ต่างกันยังไง? ทั้งสองบทบาทนี้ทำงานคนละหน้าที่ แต่ผู้ประกอบการมักสับสนว่าใครทำอะไร เกณฑ์ ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี (CPA) หน้าที่หลัก จัดทำบัญชี บันทึกรายการค้า ปิดงบ ตรวจสอบงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน เปรียบเสมือน คน “เขียน” หนังสือ คน “ตรวจ” ต้นฉบับ คุณสมบัติ ปริญญาตรีบัญชี + แจ้งชื่อต่อ DBD ปริญญาตรีบัญชี + สอบใบอนุญาต CPA + ขึ้นทะเบียนสภาวิชาชีพบัญชี ใครจ้าง กิจการจ้างเป็นพนักงานประจำ หรือจ้างสำนักงานบัญชี กิจการจ้างจากภายนอกเท่านั้น ห้ามเป็นคนในบริษัทเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ ทั้งสองตำแหน่งห้ามเป็นคนเดียวกันในกิจการเดียวกัน เพราะจะขัดกับหลักการถ่วงดุลตรวจสอบ ทำไมผู้ประกอบการ SME ต้องสนใจเรื่องนี้ นอกจากเป็นข้อบังคับที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับ (ข้อมูลจากพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543) ผู้ทำบัญชีที่ดียังช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้จริง วิธีเลือกผู้ทำบัญชีที่ดี สำหรับธุรกิจ SME จ้างประจำ (In-house) vs จ้างสำนักงานบัญชี (Outsource) เกณฑ์ จ้างประจำ (In-house) จ้างสำนักงานบัญชี (Outsource) ค่าใช้จ่าย เงินเดือน 15,000 – 40,000+ บาท/เดือน ค่าบริการ 3,000 – 15,000 บาท/เดือน เหมาะกับ กิจการขนาดกลางขึ้นไปที่มีเอกสารเยอะ SME ขนาดเล็ก สตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์จดบริษัท ข้อดี ควบคุมงานได้ใกล้ชิด เข้าถึงข้อมูลทันที ต้นทุนต่ำ ได้ทีมที่มีประสบการณ์ ข้อเสีย ต้นทุนสูง ต้องดูแลสวัสดิการ ตอบสนองอาจไม่ทันทีเสมอ ตัวอย่างประมาณการต้นทุนรายปี สำหรับ SME ขนาดเล็กที่จ้างสำนักงานบัญชี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าบริการสำนักงานบัญชี 4,000 บาท/เดือน × 12 เดือน 48,000 บาท/ปี ค่าสอบบัญชี (CPA) เหมาจ่ายรายปี 8,000 – 15,000 บาท/ปี รวมต้นทุนบัญชีทั้งปี 56,000 – 63,000 บาท/ปี ตัวเลขนี้เป็นช่วงราคาทั่วไป ควรสอบถามหลายที่ก่อนตัดสินใจ Checklist 5 ข้อ ก่อนเลือกคนทำบัญชีให้ธุรกิจ วิธีทำงานร่วมกับผู้ทำบัญชีให้ราบรื่น ปัญหาที่พบบ่อยคือเจ้าของธุรกิจส่งเอกสารช้าหรือข้อมูลตกหล่น ทำให้ปิดงบไม่ทัน การแก้ปัญหานี้ต้องจัดระบบทั้ง 2 ด้านพร้อมกัน จัดระบบเอกสารให้เป็นที่เป็นทาง เริ่มจากจัดสำนักงานให้พร้อมรับงานบัญชี แยกแฟ้มเอกสารเป็นหมวดชัดเจน เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีขาย ใบเสร็จค่าใช้จ่าย และสัญญาต่างๆ พร้อมจัดโต๊ะทำงานให้มีเครื่องคิดเลข เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์สำนักงานครบ ถ้ากำลังจัดออฟฟิศใหม่หรืออัปเกรดอุปกรณ์ OfficeMate มีสินค้าเพื่อธุรกิจครบวงจร ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน แฟ้มเอกสาร เครื่องพิมพ์ ไปจนถึงอุปกรณ์ไอที พร้อมจัดส่งฟรีทั่วไทยและรับเครดิตเทอมสูงสุด 60 วัน เหมาะกับ SME ที่ต้องการควบคุมกระแสเงินสด ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นข้อมูลเดียวกัน อีกด้านคือระบบบัญชี ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทั้งผู้ประกอบการและผู้ทำบัญชีเข้าถึงข้อมูลเดียวกันแบบ real-time ผู้ประกอบการบันทึกรายรับรายจ่ายผ่านแอปได้ทุกวัน ฝั่งบัญชีเห็นข้อมูลทันทีโดยไม่ต้องรอรับเอกสารกระดาษ ลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาทั้งสองฝ่าย สรุป: สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจำ จัดการบัญชีให้เป็นระบบ เริ่มต้นง่ายด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้ทำบัญชีทำงานร่วมกันแบบ real-time บนระบบ Cloud ออกใบกำกับภาษี บันทึกบัญชี ปิดงบ ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน จัดสำนักงานให้พร้อมรับงานบัญชี ช้อปอุปกรณ์สำนักงาน แฟ้มเอกสาร เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องพิมพ์สำหรับ SME ได้ที่ OfficeMate ส่งฟรีทั่วไทย พร้อมเครดิตเทอมสูงสุด 60 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผู้ทำบัญชี บุคคลธรรมดาที่ยังไม่จดบริษัท ต้องมีผู้ทำบัญชีไหม? ไม่ได้ถูกบังคับตามกฎหมาย แต่ถ้ามีรายได้จากธุรกิจก็ควรทำบัญชีเพื่อวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบ ภ.ง.ด.90) เมื่อยอดขายถึง 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT ด้วย ซึ่งในจุดนั้นมักจดบริษัทและแต่งตั้งผู้ทำบัญชีตามกฎหมายไปพร้อมกัน ผู้ประกอบการทำบัญชีเองได้ไหม? ได้ ถ้ามีคุณสมบัติครบตามที่กล่าวข้างต้นและแจ้งชื่อต่อ DBD แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่เลือกจ้างผู้เชี่ยวชาญ เพราะงานบัญชีต้องละเอียดและอัปเดตกฎหมายเสมอ ไม่เก็บชั่วโมง CPD ครบจะเกิดอะไร? อาจถูกพักหรือเพิกถอนการเป็นผู้ทำบัญชี ส่งผลให้กิจการที่ดูแลอยู่ไม่มีผู้ทำบัญชีตามกฎหมาย เก็บชั่วโมงได้ทั้งอบรมสด ออนไลน์ หรือกิจกรรมอื่นที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่บทความ CPD ผู้ทำบัญชี นักบัญชีเงินเดือนเท่าไร? จบใหม่เริ่มต้นประมาณ 15,000 – 20,000 บาท/เดือน ประสบการณ์ 3 – 5 ปี อยู่ที่ 25,000 – 40,000 บาท ระดับสมุห์บัญชีอาจถึง 50,000 – 80,000 บาทขึ้นไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

เข้าใจเงินเกษียณอายุคืออะไร พร้อมวิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน

พนักงานบริษัทหลายคนรู้ว่าเกษียณแล้วจะได้เงินก้อน แต่ยังไม่ชัดว่าเงินแต่ละส่วนต้องเสียภาษีเท่าไร และส่วนไหนยกเว้นได้ เกษียณอายุคืออะไร กฎหมายกำหนดอายุเกษียณไว้เท่าไร เกษียณอายุ คือการสิ้นสุดการจ้างงานเมื่อลูกจ้างอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อถึงวันเกษียณ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่นเดียวกับกรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่ากฎหมายให้สิทธินี้ เพราะคิดว่าเกษียณอายุเป็นการลาออกโดยสมัครใจ แต่ความจริงแล้วการเกษียณอายุตามกฎหมายถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี แม้นายจ้างไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ก็ตาม ถ้าบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ต่ำกว่า 60 ปี ให้ใช้ 60 ปีตามกฎหมาย แต่ถ้ากำหนดไว้สูงกว่า 60 ปี ให้ใช้ตามที่บริษัทกำหนด ค่าชดเชยเกษียณอายุ ได้เท่าไร (วิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน) ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับกรณีถูกเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1 ปี ถึง 3 ปี 90 วัน 3 ปี ถึง 6 ปี 180 วัน 6 ปี ถึง 10 ปี 240 วัน 10 ปี ถึง 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง: นาย ก (ชื่อสมมุติ) ทำงาน 25 ปี เงินเดือนสุดท้าย 45,000 บาท ค่าชดเชย = (45,000 / 30) x 400 = 600,000 บาท เกษียณอายุแล้วได้เงินจากไหนบ้าง เงินที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุมาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีเงื่อนไขและภาษีต่างกัน แหล่งเงิน ใครจ่าย เงื่อนไข ค่าชดเชยตามกฎหมาย นายจ้าง ได้ทุกคนที่เกษียณ ตามอายุงาน เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน ต้องเป็นสมาชิกกองทุน อายุสมาชิก ≥5 ปี + อายุ ≥55 ปี จึงยกเว้นภาษี เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน (นายจ้างสมทบ) เงื่อนไขเดียวกับเงินสะสม เงินชราภาพจากประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สมทบครบ 180 เดือน = บำนาญ / ไม่ครบ = บำเหน็จ เงินบำเหน็จ/สวัสดิการพิเศษ นายจ้าง ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท เงินเกษียณอายุ เสียภาษียังไง แยกทีละก้อนให้ชัด ค่าชดเชยตามกฎหมาย ค่าชดเชยที่ได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กรณีเกษียณอายุ ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ต้องนำไปคำนวณภาษี ทั้งนี้ กรณีถูกเลิกจ้างที่ไม่ใช่เกษียณอายุ เกณฑ์ยกเว้นจะสูงกว่า คือไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้ายและไม่เกิน 600,000 บาท ตามเกณฑ์ใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 ค่าชดเชยเกษียณส่วนที่เกิน 300,000 บาท เลือกยื่นภาษีได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 นำไปรวมกับเงินได้อื่น คือนำส่วนที่เกินไปรวมในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ตามปกติ เหมาะกับคนที่เงินได้อื่นน้อย อัตราภาษีรวมไม่สูง วิธีที่ 2 แยกคำนวณโดยไม่นำไปรวม ตามมาตรา 48(5) ประมวลรัษฎากร คำนวณโดยใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 หักค่าใช้จ่าย 7,000 บาทต่อปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แต่ไม่ได้ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เหมาะกับคนที่มีเงินได้อื่นสูงอยู่แล้ว ตัวอย่าง: นาย ก ทำงาน 25 ปี ได้ค่าชดเชยเกษียณ 600,000 บาท ส่วนยกเว้น 300,000 บาท ส่วนที่ต้องคำนวณภาษี 300,000 บาท ถ้าเลือกวิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 25 ปี = 175,000 บาท เงินได้สุทธิ = 300,000 – 175,000 = 125,000 บาท ภาษี = 125,000 x 5% = 6,250 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วย 3 ส่วน คือเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์จากการลงทุน เงื่อนไขยกเว้นภาษีมี 2 ข้อต้องเข้าพร้อมกัน คืออายุ 55 ปีขึ้นไป ณ วันที่ออกจากกองทุน และเป็นสมาชิกกองทุนติดต่อกันครบ 5 ปี ถ้าเข้าทั้ง 2 ข้อ เงินทั้งก้อนยกเว้นภาษีทั้งจำนวน ตัวอย่าง: นาย ก อายุ 60 ปี เป็นสมาชิกกองทุน 15 ปี ได้รับเงินสะสม 500,000 เงินสมทบ 500,000 ผลประโยชน์ 300,000 รวม 1,300,000 บาท เข้าเงื่อนไขครบ ยกเว้นภาษีทั้ง 1,300,000 บาท ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนอายุ 55 ปี หรือเป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี เงินสะสมของตัวเองไม่ต้องเสียภาษี แต่เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินชราภาพจากประกันสังคม เงินชราภาพจากประกันสังคมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งจำนวน ไม่ว่าจะเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ บำนาญชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณ 20% บวกเพิ่ม 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่สมทบเกิน 180 เดือน ตัวอย่าง: นาย ก สมทบ 30 ปี (360 เดือน) ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท อัตราบำนาญ = 20% + (1.5% x 15 ปีที่เกิน) = 42.5% บำนาญ/เดือน = 15,000 x 42.5% = 6,375 บาท บำเหน็จชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเงินก้อนเดียว คือเงินสะสมของตัวเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2570 สำนักงานประกันสังคมจะเริ่มใช้สูตร CARE ในการคำนวณบำนาญ โดยใช้เงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุสมาชิกแทนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เงินเดือนขึ้นเร็วช่วงท้ายได้บำนาญลดลง ควรติดตามรายละเอียดจากสำนักงานประกันสังคม นายจ้างต้องเตรียมอะไรเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ฝั่งนายจ้างมีสิ่งที่ต้องจัดการหลายอย่าง ทำตามลำดับนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยพนักงาน 600,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 5,800 เงินสดหรือธนาคาร 594,200 สรุป เงินเกษียณอายุ สิ่งที่ต้องรู้ ค่าชดเชยเกษียณคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน ทำงาน 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วัน ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทยกเว้นภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยกเว้นภาษีถ้าอายุ 55+ และสมาชิกครบ 5 ปี ฝั่งนายจ้างต้องคำนวณค่าชดเชย หัก ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และบันทึกบัญชีให้ถูก จัดการเงินเดือนและภาษีพนักงานด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกษียณอายุ เกษียณอายุก่อน 60 ปี ได้ค่าชดเชยไหม ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายให้ออก (เลิกจ้าง) ได้ค่าชดเชยตามอายุงาน แต่ถ้าลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง ไม่ได้ค่าชดเชย เงินเกษียณต้องยื่นภาษีหรือไม่ ต้องยื่นภาษีทุกกรณี แม้ส่วนใหญ่จะยกเว้นภาษี เพราะการยื่นคือการแสดงรายได้ให้ครบถ้วน ส่วนที่ยกเว้นได้แก่ ค่าชดเชย 300,000 บาทแรก กองทุนสำรองที่เข้าเงื่อนไข และเงินชราภาพจากประกันสังคม ส่วนที่เหลือต้องคำนวณภาษีตามอัตราปกติ ถ้าเลือกแยกคำนวณค่าชดเชยตาม ม.48(5) ให้ใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 บำนาญประกันสังคม เลือกรับเป็นเงินก้อนได้ไหม ถ้าสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญรายเดือนเท่านั้น ไม่สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับบำนาญไม่ถึง 5 ปี แล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแทน นายจ้างต้องตั้งสำรองค่าชดเชยเกษียณในงบการเงินไหม ตามมาตรฐานบัญชี TAS 19 กิจการต้องประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานและตั้งสำรองในงบการเงิน ไม่ใช่รอจ่ายตอนเกษียณจริงแล้วค่อยบันทึก ลูกจ้างรายวันหรือพนักงาน Part-time ได้ค่าชดเชยเกษียณไหม ได้ ถ้าทำงานครบ 120 วันขึ้นไป ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายวัน หรือ Part-time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีและตีราคาที่ SME ต้องรู้

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการ “สินค้าคงเหลือ” ให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่หลายคนยังสับสนคือ ควรเลือกบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่? สินค้าคงเหลือคืออะไร? (Inventory) สินค้าคงเหลือ คือทรัพย์สินของกิจการที่ถือไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ หรืออยู่ระหว่างการผลิตเพื่อขาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย ตามหลักมาตรฐานบัญชี (TAS 2) ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดไว้ พูดง่ายๆ ก็คือ ของที่ซื้อมาขาย หรือของที่ผลิตเพื่อขาย ที่ยังเหลืออยู่ ณ วันที่ปิดงบ ทั้งหมดนับเป็น Inventory สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? ในงบแสดงฐานะการเงิน สินค้าคงเหลืออยู่หมวด “สินทรัพย์หมุนเวียน” เพราะคาดว่าจะขายได้ภายใน 1 รอบบัญชี โดยแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า (ตามโครงสร้างงบการเงินของมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs) ประเภทของสินค้าคงเหลือ Inventory แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ประเภท ตัวอย่าง ธุรกิจที่พบ วัตถุดิบ (Raw Materials) ผ้า ไม้ เหล็ก โรงงานผลิต งานระหว่างทำ (Work in Process) เสื้อที่ตัดเย็บแล้วยังไม่เสร็จ โรงงานผลิต สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าพร้อมขาย ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก นำเข้าส่งออก ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าออนไลน์ จะมีแค่ “สินค้าสำเร็จรูป” เพราะไม่ได้ผลิตเอง การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ 2 ระบบที่ต้องเลือก การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือมี 2 ระบบหลัก ได้แก่ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) และแบบสิ้นงวด (Periodic) กิจการต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่งแล้วใช้ต่อเนื่องตลอดรอบบัญชี ก่อนลงรายละเอียดแต่ละระบบ ดูตารางเปรียบเทียบภาพรวมก่อน เกณฑ์ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) อัปเดตยอดสินค้า ทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (real-time) ตอนสิ้นงวดเท่านั้น รู้ต้นทุนขายทันที ใช่ ไม่ ต้องรอตรวจนับ ความซับซ้อน สูงกว่า (บันทึกทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกตอนสิ้นงวด) เหมาะกับ สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย ใช้โปรแกรมบัญชี เหมาะมาก ใช้ได้ แต่ไม่จำเป็น ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) ระบบนี้บันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายอุปกรณ์ไอที ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 บันทึกตอนขายสินค้า (ขาย 10 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 ต้นทุนขาย 2,000 สินค้าคงเหลือ 2,000 สังเกตว่าทุกครั้งที่ขาย ต้องบันทึก 2 คู่ ทั้งรายได้และต้นทุน ทำให้รู้กำไรขั้นต้นทันทีหลังขาย ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) ระบบนี้ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขาย แต่จะรอจนสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) แล้วค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นคำนวณต้นทุนขายย้อนกลับ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ซื้อสินค้า 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 สังเกตว่าเดบิตไปที่ “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกไม่เปลี่ยนจนกว่าจะถึงสิ้นงวด บันทึกตอนขาย บันทึกแค่รายได้ ไม่บันทึกต้นทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 บันทึกสิ้นงวด ตรวจนับพบเมาส์เหลือ 90 ตัว (ต้นทุน 18,000 บาท) ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด = 0 บาท + 20,000 บาท – 18,000 บาท = 2,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ (ปลายงวด) 18,000 ต้นทุนขาย 2,000 ซื้อสินค้า 20,000 เปรียบเทียบ Perpetual vs Periodic เลือกแบบไหนดี? ไม่มีระบบไหนดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ลองเช็คตามเกณฑ์นี้ ถ้าธุรกิจคุณเป็นแบบนี้ แนะนำใช้ มีสินค้า SKU เยอะ มูลค่าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง Perpetual ต้องรู้ยอดสต๊อก real-time ขายออนไลน์หลายช่องทาง (Shopee, Lazada, หน้าเว็บ) Perpetual ป้องกันขายเกินสต๊อก สินค้าไม่กี่รายการ มูลค่าต่ำ เช่น ร้านขายของชำ Periodic ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว (เช่น PEAK) Perpetual โปรแกรมบันทึกให้อัตโนมัติ ยังทำบัญชีด้วย Excel หรือกระดาษ Periodic จัดการง่ายกว่า สำหรับ SME ที่กำลังเติบโตและมีสินค้าหลายรายการ ระบบ Perpetual เหมาะกว่าในระยะยาว เพราะช่วยให้เห็นต้นทุนจริงทันทีและวางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ การปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือปลายงวด ไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ทุกกิจการต้องตรวจนับสินค้าจริง ณ วันสิ้นงวด แล้วปรับปรุงยอดในบัญชีให้ตรงกับของจริง ถ้าพบว่าสินค้าชำรุด สูญหาย หรือล้าสมัย ต้องตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น PEAK มีคู่มือการตั้งค่าระบบบันทึกสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวดที่อธิบายขั้นตอนปรับปรุงปลายงวดอย่างละเอียด วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ หลังเลือกระบบบันทึกแล้ว ต้องเลือก “วิธีตีราคา” ว่าจะคำนวณต้นทุนสินค้าอย่างไร วิธีที่ใช้กันมากในไทยมี 2 วิธีหลัก FIFO (First-In, First-Out) FIFO หมายถึง “เข้าก่อน ออกก่อน” สินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สต๊อกปลายงวดจึงเป็นสินค้าล็อตล่าสุด ซึ่งสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดี วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าที่ราคาเปลี่ยนบ่อย Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คิดต้นทุนจากราคาเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกครั้งที่ซื้อล็อตใหม่เข้ามาจะคำนวณราคาเฉลี่ยใหม่ ขั้นตอน วิธีคำนวณ ตัวอย่าง 1. รวมมูลค่าสต๊อกทั้งหมด มูลค่าเดิม + มูลค่าที่ซื้อใหม่ 10,000 บาท + 12,000 บาท = 22,000 บาท 2. รวมจำนวนหน่วยทั้งหมด จำนวนเดิม + จำนวนที่ซื้อใหม่ 50 ชิ้น + 60 ชิ้น = 110 ชิ้น 3. หาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย มูลค่ารวม ÷ จำนวนรวม 22,000 ÷ 110 = 200 บาท/ชิ้น วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก และช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณ รายงานสินค้าคงเหลือที่ธุรกิจต้องทำ ธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าต้องจัดทำรายงานเพื่อใช้ตรวจสอบภายในและยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐ (ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) รายงานหลักที่ต้องทำ ได้แก่ กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบรายงานสินค้าคงเหลือระหว่างตรวจสอบภาษี ดังนั้นควรจัดทำให้เป็นปัจจุบันเสมอ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ที่ PEAK ทำงานร่วมกับ SME หลากหลายธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมี 4 เรื่องหลัก สรุป สินค้าคงเหลือเป็นตัวเลขสำคัญที่กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษี SME ที่เริ่มต้นแนะนำใช้ระบบ Perpetual เพราะเห็นยอดสต๊อก real-time ส่วนวิธีตีราคาเลือก FIFO หรือ Weighted Average ตามประเภทสินค้า จัดการสินค้าคงเหลือให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยบันทึกรับเข้า-จ่ายออกอัตโนมัติทุกครั้งที่สร้างใบซื้อ-ใบขาย ดูยอดสต๊อกได้ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน ออกรายงานสินค้าคงเหลือพร้อมยื่นได้เลย ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ ใช้ระบบ Perpetual อยู่ เปลี่ยนเป็น Periodic ได้ไหม? เปลี่ยนได้ แต่ควรเปลี่ยนตอนต้นรอบบัญชีใหม่ ไม่ใช่กลางปี เพราะต้องปรับปรุงยอดต้นงวดให้ตรง และต้องเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย (ตามข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชี TAS 8) สินค้าคงเหลือมีผลต่อภาษีอย่างไร? สินค้าคงเหลือกระทบต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ถ้ายอดสต๊อกสูงเกินจริง ต้นทุนขายจะต่ำไป ส่งผลให้กำไรสุทธิสูงและเสียภาษีมากขึ้น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องทำรายงานสินค้าคงเหลือไหม? ไม่ต้อง ถ้าเป็นงานบริการล้วนๆ ไม่มีสินค้าถือขาย ก็ไม่มีรายการสต๊อกในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลือง (เช่น อะไหล่ น้ำยา) ที่มูลค่ามากพอ ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร? เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี Inventory Turnover = ต้นทุนขาย (บาท) ÷ สต๊อกเฉลี่ย (บาท) ตัวอย่าง: ต้นทุนขายทั้งปี 1,200,000 บาท ÷ สต๊อกเฉลี่ย 200,000 บาท = 6 รอบ/ปี ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งดี แปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย ต่างกันยังไง สรุปเงื่อนไขทางภาษีที่ SME ต้องรู้

เลี้ยงข้าวลูกค้าหลังปิดดีล กับแจกของขวัญลูกค้าทั่วไปช่วงปีใหม่ สองรายจ่ายนี้ดูคล้ายกันแต่สรรพากรมองต่างกันโดยสิ้นเชิง ค่ารับรองมีเพดานหักรายจ่ายที่ 0.3% ของรายได้ ส่วนค่าส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน แถม VAT ภาษีซื้อก็ใช้ไม่เหมือนกัน ค่ารับรอง คือ อะไร ค่ารับรอง คือ รายจ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อต้อนรับหรือรับรองบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ลูกค้า คู่ค้า หรือผู้ที่อาจเป็นลูกค้าในอนาคต รายจ่ายประเภทนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่มีเพดานจำกัดตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สิ่งที่ทำให้รายจ่ายรับรองแตกต่างจากค่าใช้จ่ายอื่น คือต้อง “ระบุตัวผู้รับได้” เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงอาหาร มอบของขวัญ หรือพาไปดูกีฬา ทุกครั้งต้องมีชื่อผู้รับประโยชน์ที่ชัดเจน เงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 กฎกระทรวงฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) กำหนดเงื่อนไขที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนี้ ค่ารับรองมีอะไรบ้าง ตัวอย่างรายจ่ายที่เข้าข่าย ได้แก่ ค่าส่งเสริมการขาย คือ อะไร ค่าส่งเสริมการขาย คือ รายจ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับลูกค้าทั่วไป โดยไม่ได้เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รายจ่ายประเภทนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวน ไม่มีเพดาน 0.3% หลักสำคัญคือเจตนาของการจ่าย ถ้าจ่ายเพื่อ “ส่งเสริมการขายให้ลูกค้าทั่วไป” ไม่ใช่เพื่อ “ต้อนรับบุคคลเฉพาะ” จะถือเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย ตัวอย่างค่าส่งเสริมการขายที่พบบ่อย ค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย ต่างกันยังไง ความแตกต่างหลักอยู่ที่ “เจตนา” ของการจ่ายเงิน ตารางด้านล่างสรุปทุกมิติที่ต่างกัน ประเด็น ค่ารับรอง ค่าส่งเสริมการขาย เจตนาการจ่าย ต้อนรับ รับรอง บุคคลเฉพาะ กระตุ้นยอดขาย ลูกค้าทั่วไป ผู้รับประโยชน์ ระบุตัวบุคคลได้ เช่น ลูกค้า คู่ค้า ลูกค้าทั่วไป ไม่เจาะจง เพดานหักรายจ่าย 0.3% ของรายได้หรือทุน สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ไม่จำกัด หักได้ตามจริง วงเงินต่อคน ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ไม่จำกัด VAT ภาษีซื้อ เครดิตไม่ได้ เป็นภาษีซื้อต้องห้าม เครดิตได้ตามปกติ ตัวอย่าง เลี้ยงอาหารลูกค้า มอบของขวัญรายบุคคล แจกตัวอย่างสินค้า ลดราคาโปรโมชัน บันทึกบัญชี ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (บวกกลับส่วนเกิน 0.3%) ค่าใช้จ่ายในการขาย กฎหมายหลัก กฎกระทรวงฉบับที่ 143 + มาตรา 65 ตรี (4) มาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากร เปรียบเทียบการใช้ VAT ภาษีซื้อ จุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยที่สุดคือเรื่อง VAT ภาษีซื้อ ค่าใช้จ่ายรับรองจัดเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” ตามมาตรา 82/5(4) ของประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) แม้จะมีใบกำกับภาษีครบถ้วน ก็นำภาษีซื้อมาเครดิตหักกับภาษีขายไม่ได้ ส่วนรายจ่ายส่งเสริมการขายไม่ถูกจัดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำมาเครดิตภาษีขายได้ตามปกติ ถ้ามีใบกำกับภาษีเต็มรูป ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าเลี้ยงอาหารลูกค้า 10,700 บาท (รวม VAT 700 บาท) VAT 700 บาทนี้นำมาเครดิตไม่ได้เพราะเป็นรายจ่ายรับรอง แต่ถ้าบริษัทเดียวกันจ่ายค่าพิมพ์โบรชัวร์แจกลูกค้าทั่วไป 10,700 บาท (รวม VAT 700 บาท) VAT นี้เครดิตได้เพราะเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย สำหรับรายละเอียดเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ บทความ VAT ของ PEAK เปรียบเทียบวิธีบันทึกบัญชี การบันทึกบัญชีทั้งสองประเภทต่างกันตั้งแต่ผังบัญชี บันทึกบัญชีรายจ่ายรับรอง เช่น เลี้ยงอาหารลูกค้า 2,000 บาท (VAT รวมเป็นค่าใช้จ่ายเพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่ารับรอง (รวม VAT) 2,140 — เงินสด/ธนาคาร — 2,140 บันทึกบัญชีรายจ่ายส่งเสริมการขาย เช่น พิมพ์โบรชัวร์แจกลูกค้า 5,000 บาท (แยก VAT ได้) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าส่งเสริมการขาย 5,000 — ภาษีซื้อ 350 — เงินสด/ธนาคาร — 5,350 ดูวิธีบันทึกค่าใช้จ่ายในระบบ PEAK เพิ่มเติม เงื่อนไขเกณฑ์ 0.3% ที่ต้องรู้ รายจ่ายรับรองหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้ หรือ 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ทั้งนี้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท วิธีคำนวณ 0.3% พร้อมตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้ทั้งปี 20 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 5 ล้านบาท และจ่ายรายจ่ายรับรองในปีนั้นรวม 80,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน 0.3% ของรายได้ 20,000,000 x 0.3% 60,000 บาท 0.3% ของทุน 5,000,000 x 0.3% 15,000 บาท เพดานที่ใช้ เลือกอย่างที่มากกว่า 60,000 บาท ขั้นที่ 2 — เปรียบเทียบกับรายจ่ายจริง รายการ จำนวนเงิน จ่ายจริง 80,000 บาท เพดานหักได้ 60,000 บาท ส่วนเกินที่ต้องบวกกลับ 20,000 บาท ส่วนเกิน 20,000 บาทนี้ต้อง “บวกกลับ” ในแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีเพิ่มขึ้น และเสียภาษีเพิ่มตามอัตราที่ใช้อยู่ เพดาน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง หมายความว่าอย่างไร นอกจากเพดาน 0.3% แล้ว กฎกระทรวงยังกำหนดว่าแต่ละคราว ต้องมีจำนวนไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน เช่น ถ้าเลี้ยงอาหารลูกค้า 3 คน ค่าใช้จ่ายรวมได้ไม่เกิน 6,000 บาท (3 คน x 2,000 บาท) ส่วนที่เกินจะหักเป็นรายจ่ายไม่ได้แม้ยังไม่ถึงเพดาน 0.3% ข้อหารือจากกรมสรรพากร เมื่อสรรพากรตีความว่าเป็นรายจ่ายรับรองหรือส่งเสริมการขาย ในทางปฏิบัติ เส้นแบ่งระหว่างรายจ่ายทั้งสองประเภทไม่ได้ชัดเจนเสมอไป กรมสรรพากรใช้ “เจตนาของการจ่าย” และ “ลักษณะผู้รับประโยชน์” เป็นเกณฑ์ตัดสิน กรณีเลี้ยงรับรองลูกค้า บริษัทเชิญลูกค้ารายสำคัญมาทานอาหารเพื่อเจรจาธุรกิจ ค่าอาหาร 5,000 บาท สรรพากรมองว่าเป็น รายจ่ายรับรอง เพราะจ่ายเพื่อต้อนรับบุคคลเฉพาะเจาะจง มีชื่อผู้รับประโยชน์ชัดเจน ต้องอยู่ภายใต้เพดาน 0.3% และ 2,000 บาทต่อคน (ข้อมูลจากแนวข้อหารือกรมสรรพากร) กรณีแจกของขวัญปีใหม่ ของขวัญปีใหม่มีได้ 2 แบบที่สรรพากรตีความต่างกัน ลักษณะ สรรพากรตีความว่า เหตุผล มอบของขวัญให้ลูกค้ารายบุคคล เจาะจงชื่อ รายจ่ายรับรอง จ่ายเพื่อต้อนรับบุคคลเฉพาะ แจกปฏิทิน สมุดโน้ต ที่มีโลโก้บริษัทให้ลูกค้าทั่วไป รายจ่ายส่งเสริมการขาย จ่ายเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่เจาะจงบุคคล ดังนั้น ของขวัญชิ้นเดียวกัน อาจจัดเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับว่ามอบให้ใครและด้วยเจตนาอะไร (ข้อมูลจากแนวข้อหารือกรมสรรพากร) สรุป: แยกรายจ่ายรับรอง กับ ส่งเสริมการขาย ให้ถูกตั้งแต่วันที่จ่าย ทั้งสองประเภทมีผลต่อภาษีต่างกันอย่างมาก ทั้งเพดานหักรายจ่ายและการใช้ VAT ภาษีซื้อ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือ สำหรับรายละเอียดเรื่อง ค่ารับรองทางภาษีเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความฉบับเต็มที่ PEAK Blog จัดการบัญชีค่าใช้จ่ายรับรองให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME แยกประเภทค่าใช้จ่าย บันทึกบัญชีได้ถูกต้อง ใช้ PEAK Board ดูยอดค่ารับรองสะสมเทียบเพดาน 0.3% ได้ทุกเมื่อ ดู ฟังก์ชันทั้งหมด หรือเปรียบเทียบ แพ็กเกจและราคา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย ถ้าจ่ายเกินเพดาน 0.3% จะมีผลอย่างไร ส่วนที่เกินเพดานจะถูก “บวกกลับ” ในแบบ ภ.ง.ด.50 ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีสูงขึ้น ผู้ประกอบการจะเสียภาษีเพิ่มจากส่วนต่างนี้ ดังนั้นควรวางแผนการจ่ายล่วงหน้าให้อยู่ในเพดาน แจกของขวัญลูกค้า เป็นรายจ่ายรับรองหรือส่งเสริมการขาย? ขึ้นอยู่กับวิธีมอบ ถ้ามอบให้ลูกค้ารายบุคคลแบบเจาะจงชื่อ เช่น ส่งตะกร้าของขวัญถึงบ้าน ถือเป็นรายจ่ายรับรอง แต่ถ้าแจกของที่มีโลโก้บริษัทให้ลูกค้าทุกคนที่มาร่วมงาน ถือเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย ค่าส่งเสริมการขายหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดไหม? ได้ ถ้าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ไม่มีเพดาน 0.3% หักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อประโยชน์ของกิจการ ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว พนักงานเลี้ยงอาหารกันเอง นับเป็นค่ารับรองไหม? ไม่นับ รายจ่ายรับรองต้องจ่ายเพื่อรับรอง “บุคคลภายนอก” เท่านั้น ค่าอาหารที่เลี้ยงพนักงานจัดเป็นสวัสดิการพนักงาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคนละประเภท ค่าเลี้ยงรับรองต้องออกใบกำกับภาษีไหม? ร้านอาหารที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีให้ แต่ผู้ประกอบการที่จ่ายค่าเลี้ยงรับรองจะนำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ต้องบันทึก VAT รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

สรรพากรเห็นบัญชีธนาคารเราแค่ไหน ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร อะไรบ้าง

หลายคนสงสัยว่าธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรหรือเปล่า แล้วถ้าส่งจริง สรรพากรเห็นอะไรในบัญชีเราบ้าง คำตอบสั้นๆ คือ ธนาคารส่งเฉพาะ “จำนวนครั้ง” และ “ยอดเงินรวม” ให้สรรพากรเท่านั้น ไม่ได้ส่งว่าแต่ละรายการโอนเงินให้ใครหรือซื้ออะไร ธนาคารส่งข้อมูลอะไรให้สรรพากร สรุปเข้าใจง่าย ธนาคารและสถาบันการเงินต้องส่งข้อมูลบัญชีที่เข้าเกณฑ์ให้กรมสรรพากรตามกฎหมาย โดยข้อมูลที่ส่งเป็นแค่ภาพรวมตัวเลข ไม่ใช่ข้อมูลเชิงลึกของแต่ละรายการ ข้อมูลที่ส่ง vs ข้อมูลที่ไม่ส่ง ข้อมูลที่ธนาคารส่ง ข้อมูลที่ธนาคาร ไม่ส่ง ชื่อเจ้าของบัญชี รายละเอียดแต่ละรายการ (ซื้ออะไร โอนให้ใคร) เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ยอดเงินคงเหลือในบัญชี เลขที่บัญชี จุดประสงค์ของการโอนเงิน จำนวนครั้งที่ฝาก/รับโอน (รวมทั้งปี) ประวัติการกู้เงินหรือสินเชื่อ ยอดเงินฝาก/รับโอนรวม (รวมทั้งปี) ข้อมูลบัตรเครดิต พูดง่ายๆ ว่าสรรพากรเห็นแค่ “ภาพรวมตัวเลข” ไม่ได้เปิดดูสเตตเมนต์ของคุณทีละรายการ เงื่อนไขที่ธนาคารต้องรายงาน เกณฑ์ธุรกรรมและยอดเงิน ไม่ใช่ทุกบัญชีที่จะถูกรายงาน ธนาคารจะส่งข้อมูลให้สรรพากรเฉพาะบัญชีที่เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เกณฑ์ เงื่อนไข จำนวนครั้ง ฝากหรือรับโอนรวมตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี (นับทุกบัญชีรวมกัน ต่อสถาบันการเงิน 1 แห่ง) ยอดเงิน ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไปต่อปี (ข้อมูลจาก Q&A กรมสรรพากร เรื่องสถาบันการเงินส่งข้อมูล) สมมติคุณเปิดร้านขายของออนไลน์ มีลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีวันละ 10 ครั้ง ทั้งปี 365 วัน = 3,650 ครั้ง ซึ่งเกินเกณฑ์ 3,000 ครั้ง ธนาคารจึงต้องรายงานบัญชีนี้ ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็ต้องรายงานด้วย เกณฑ์นี้ไม่ได้จำกัดแค่ธนาคาร ผู้ให้บริการ e-Wallet อย่าง TrueMoney, Rabbit LINE Pay และ PromptPay ก็ต้องรายงานเช่นกัน สรรพากรเห็นข้อมูลอะไรบ้าง เห็นแค่ตัวเลขภาพรวม นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดมากที่สุด สรรพากรไม่ได้เปิดดูบัญชีธนาคารของคุณแบบเรียลไทม์ และไม่ได้เห็นว่าแต่ละรายการโอนเงินไปที่ไหน สิ่งที่สรรพากรได้รับจากธนาคารมีแค่ข้อมูลสรุปรายปี ได้แก่ ชื่อเจ้าของ เลขบัญชี จำนวนครั้ง และตัวเลขรวมทั้งปี สรรพากรนำข้อมูลนี้ไปใช้เป็น “เบาะแส” เพื่อเทียบกับรายได้ที่แจ้งในแบบยื่นภาษี ว่าตรงกันหรือไม่ ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน เช่น ยอดเงินเข้าบัญชี 5 ล้านบาท แต่แจ้งรายได้ในแบบภาษีแค่ 1 ล้านบาท สรรพากรอาจเรียกให้ชี้แจงเพิ่มเติม ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรตอนไหน ธนาคารไม่ได้ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่ส่งรายงานสรุปปีละ 1 ครั้ง รายการ คำอธิบาย ข้อมูลที่รายงาน ธุรกรรมของปีที่ผ่านมา (มกราคม – ธันวาคม) กำหนดส่ง ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป ตัวอย่าง ธุรกรรมปี 2568 ธนาคารส่งรายงานให้สรรพากรภายใน 31 มีนาคม 2569 กฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562 โดยธนาคารเริ่มส่งรอบแรกในปี 2563 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Q&A กรมสรรพากร เรื่องสถาบันการเงินส่งข้อมูล ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ฟรีแลนซ์ และคนทั่วไป กฎหมายนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด แต่ผลกระทบแตกต่างกันตามประเภทของผู้ใช้งาน เจ้าของธุรกิจ บริษัท และห้างหุ้นส่วน ถ้าคุณทำบัญชีถูกต้องและยื่นภาษีครบ ยอดรายได้ที่แจ้งก็จะตรงกับยอดเงินเข้าบัญชี ไม่ต้องกังวลอะไร แต่ถ้ามีรายได้ที่ยังไม่ได้แจ้ง ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีในการจัดการให้ถูกต้อง ฟรีแลนซ์และขายของออนไลน์ กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะหลายคนรับเงินผ่านบัญชีส่วนตัวโดยไม่ได้แยกบัญชีธุรกิจ ถ้ารับโอนจากลูกค้าจนเข้าเกณฑ์ที่กำหนด ข้อมูลก็จะถูกส่งให้สรรพากร ไม่ได้หมายความว่าจะโดนเรียกตรวจทันที แต่ถ้ายอดเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับรายได้ที่ยื่นภาษี สรรพากรอาจสอบถามเพิ่มเติม คนทั่วไปที่โอนเงินบ่อย การโอนเงินให้เพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรือหารค่าข้าวกัน ไม่ได้แปลว่าจะโดนตรวจ ธนาคารนับเฉพาะยอด “ฝากหรือรับโอนเข้า” ไม่ได้นับยอดโอนออก ถ้าคุณไม่มีรายได้จากธุรกิจ ยอดเงินเข้าบัญชีมักไม่ถึงเกณฑ์ วิธีเตรียมตัวรับมือ ทำบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์หรือไม่ การจัดการบัญชีให้เป็นระบบช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้ทุกสถานการณ์ แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะยังไม่จดบริษัทก็ตาม เพื่อให้รายรับ-รายจ่ายของธุรกิจไม่ปนกับเงินส่วนตัว ทำให้ตรวจสอบง่ายถ้าสรรพากรสอบถาม จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายสม่ำเสมอ บันทึกทุกรายการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ทั้งรายรับจากการขายและรายจ่ายต่างๆ เพื่อให้มีหลักฐานประกอบชัดเจน การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกได้สะดวกและค้นหาย้อนหลังได้ง่าย เก็บเอกสารให้พร้อมตรวจสอบ เอกสารที่ควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้องและมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจะจัดเก็บเอกสารได้เป็นระบบมากขึ้น สรุป: สรรพากรเห็นบัญชีธนาคารแค่ “ภาพรวม” ไม่ต้องตกใจ พร้อมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ? เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ ออกเอกสารทางบัญชีครบถ้วน และดูรายงานสรุปภาพรวมธุรกิจได้ทุกเมื่อ ทำให้พร้อมรับมือทุกการตรวจสอบจากสรรพากรอย่างมั่นใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากร ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรทุกบัญชีไหม? ไม่ใช่ทุกบัญชี ธนาคารส่งเฉพาะบัญชีที่มียอดฝากหรือรับโอนรวมเข้าเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น ถ้าบัญชีคุณมีธุรกรรมน้อยกว่าเกณฑ์ ข้อมูลจะไม่ถูกส่ง ไม่ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรได้ไหม? ไม่ได้ เพราะเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย ธนาคารมีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้บัญชีไม่สามารถปฏิเสธหรือขอยกเว้นได้ สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี? กรณีทั่วไป สรรพากรดูย้อนหลังได้ 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ ถ้าไม่ได้ยื่นแบบเลยอาจขยายเป็น 5 ปี กรณีสงสัยว่าหลีกเลี่ยงภาษีอาจขยายได้ถึง 10 ปี โอนเงินบ่อยจะโดนสรรพากรตรวจสอบไหม? การโอนเงินในชีวิตประจำวันไม่ได้ทำให้โดนตรวจสอบทันที ธนาคารนับเฉพาะยอด “รับเข้า” ไม่นับยอดโอนออก และถึงเข้าเกณฑ์ก็เป็นแค่ข้อมูลประกอบ ไม่ได้หมายความว่าจะถูกเรียกตรวจทุกราย (อ่านเพิ่มเติม: โอนเงินบ่อย ต้องเสียภาษีไหม?) เงินเข้าบัญชีแบบไหนที่สรรพากรตรวจ? สรรพากรสนใจยอดเงินที่เข้าบัญชีซึ่งอาจเป็น “รายได้” ที่ยังไม่ได้แจ้งภาษี เช่น ค่าสินค้า ค่าจ้าง ค่าบริการ ส่วนเงินที่โอนไปมาในครอบครัวหรือคืนเงินให้เพื่อน ถ้าอธิบายได้ก็ไม่มีปัญหา (อ่านเพิ่มเติม: สรรพากรตรวจสอบอะไรบ้าง?) ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรเริ่มตั้งแต่ปีไหน? กฎหมายนี้ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2562 (พ.ร.บ. แก้ไขฯ ฉบับที่ 48) และธนาคารเริ่มส่งข้อมูลธุรกรรมรอบแรกใน พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบันยังบังคับใช้ต่อเนื่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ปิดบัญชี คืออะไร ขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือนและประจำปี พร้อมตัวอย่าง

นักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ทำบัญชีเอง มักได้ยินคำว่า “ปิดบัญชี” ทุกสิ้นเดือนและสิ้นปี แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าต้องปิดบัญชีอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และบันทึก Dr/Cr ตรงไหน ปิดบัญชี คืออะไร การปิดบัญชี คือการโอนยอดคงเหลือของ “บัญชีชั่วคราว” ทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าสู่บัญชีกำไรขาดทุน เพื่อให้บัญชีชั่วคราวเหล่านี้มียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มต้นบันทึกรายการในงวดถัดไป ผลลัพธ์ของการปิดบัญชีคือ “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ของงวดนั้น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (Retained Earnings) ในงบแสดงฐานะการเงิน ถ้าต้องการภาพรวมเรื่องการปิดงบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมเอกสาร กำหนดส่ง ไปจนถึงค่าปรับ อ่านได้ที่บทความปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ปิดบัญชี กับ ปิดงบการเงิน ต่างกันอย่างไร ปิดบัญชี ปิดงบการเงิน คืออะไร โอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้/ค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน จัดทำงบการเงินครบชุดเพื่อยื่นหน่วยงานรัฐ ขอบเขต ขั้นตอนทางบัญชี 1 ขั้นตอน กระบวนการทั้งหมด (รวมปิดบัญชีเป็น 1 step) ทำเมื่อไหร่ ทำได้ทั้งรายเดือนและรายปี ทำรายปี ผู้ทำ นักบัญชี นักบัญชี + CPA ตรวจสอบ บัญชีอะไรบ้างที่ต้องปิด ไม่ใช่ทุกบัญชีที่ต้องปิด มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องโอนยอดเป็นศูนย์ทุกงวด บัญชีชั่วคราว (ต้องปิด) บัญชีที่สะสมตัวเลขเฉพาะงวดนั้น พองวดจบต้องโอนออกเพื่อเริ่มนับใหม่ บัญชีถาวร (ไม่ต้องปิด) บัญชีที่ยอดคงเหลือยกไปงวดถัดไปตลอด ขั้นตอนการปิดบัญชี (พร้อมตัวอย่าง Journal Entry) การปิดบัญชีมี 4 ขั้นตอน เรียงตามลำดับที่ต้องทำ ขั้นที่ 1: ปิดบัญชีรายได้เข้ากำไรขาดทุน โอนยอดรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีรายได้เป็นศูนย์ สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขาย 2,000,000 บาท และรายได้ค่าบริการ 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้จากการขาย 2,000,000 — รายได้ค่าบริการ 500,000 — กำไรขาดทุน — 2,500,000 ขั้นที่ 2: ปิดบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ากำไรขาดทุน โอนยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ สมมุติ ค่าใช้จ่ายรวม 1,800,000 บาท (ต้นทุนสินค้า 1,200,000 + เงินเดือน 400,000 + ค่าเช่า 120,000 + ค่าเสื่อมราคา 80,000) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 1,800,000 — ต้นทุนสินค้าที่ขาย — 1,200,000 เงินเดือน — 400,000 ค่าเช่า — 120,000 ค่าเสื่อมราคา — 80,000 ขั้นที่ 3: โอนกำไร (ขาดทุน) สุทธิเข้ากำไรสะสม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้รวม — 2,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม — 1,800,000 บาท กำไรสุทธิ 2,500,000 – 1,800,000 700,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 700,000 — กำไรสะสม — 700,000 ขั้นที่ 4: ตรวจสอบว่าบัญชีชั่วคราวเป็นศูนย์ หลังปิดครบ 3 ขั้นตอน ตรวจสอบว่า: ถ้ายอดไม่เป็นศูนย์ แสดงว่ามีรายการที่ปิดไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ ปิดบัญชีรายเดือน ต้องทำอะไรบ้าง การปิดบัญชีไม่ได้ทำแค่สิ้นปี หลาย SME ปิดบัญชีรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยตัดสินใจได้เร็ว สิ่งที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน: ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดบัญชีสิ้นปีจะเบาลงมาก เพราะตัวเลขถูกตรวจสอบไปแล้วทุกเดือน กรณีขาดทุน ปิดบัญชีต่างจากกรณีกำไรไหม ขั้นตอนเหมือนกันทุกประการ ต่างแค่ทิศทางการโอน ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ บัญชีกำไรขาดทุนจะมียอด Dr เหลืออยู่ ให้โอนเข้ากำไรสะสมด้าน Dr เช่นกัน ทำให้กำไรสะสมลดลง ตัวอย่าง: ถ้ารายได้ 1,000,000 ค่าใช้จ่าย 1,300,000 → ขาดทุนสุทธิ 300,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 300,000 — กำไรขาดทุน — 300,000 สรุป การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนทางบัญชีที่ต้องทำทุกงวด โดยโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้และค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน แล้วโอนต่อเข้ากำไรสะสม ทำ 4 ขั้นตอนตามลำดับ แล้วตรวจสอบว่ายอดเป็นศูนย์ ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดงบสิ้นปีจะง่ายขึ้นมาก จัดการปิดบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้เร็วขึ้น เพราะรายการรายรับ-รายจ่ายถูกบันทึกไว้ตลอด ระบบสร้างงบทดลองให้อัตโนมัติ แค่ตรวจสอบตัวเลขแล้วกดปิดงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปิดบัญชี ปิดบัญชีผิดพลาด แก้ไขอย่างไร บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entries) กลับรายการที่ผิด แล้วบันทึกใหม่ให้ถูก ถ้าพบหลังงบผ่าน CPA แล้ว ต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าต้องแก้งบย้อนหลังหรือบันทึกในงวดปัจจุบัน ต้องปิดบัญชีทุกเดือนไหม หรือปีละครั้งก็พอ กฎหมายกำหนดแค่ปีละครั้ง แต่แนะนำให้ปิดรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยจับปัญหาได้เร็วก่อนสะสมจนแก้ยาก โปรแกรมบัญชีช่วยปิดบัญชีอัตโนมัติได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK สร้าง journal entry ปิดบัญชีให้อัตโนมัติเมื่อกดปิดงวด นักบัญชีแค่ตรวจสอบตัวเลขก่อนยืนยัน ปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร หลังปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือจัดทำงบการเงินเพื่อยื่น DBD และกรมสรรพากร อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่ปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก