ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เช็คเงินสดคืออะไร วิธีเขียน ขึ้นเงิน สิ่งที่ SME ต้องระวัง

แม้ยุคนี้จะโอนเงินผ่านมือถือกันแทบทุกวัน แต่เช็คเงินสด (Cash Cheque) ก็ยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ผู้ประกอบการหลายคนต้องใช้ ไม่ว่าจะรับเช็คจากลูกค้ารายใหญ่หรือจ่ายเช็คให้ซัพพลายเออร์ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่แน่ใจว่าเช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คตรงไหน หรือเช็คมีอายุกี่วันกันแน่ เช็คเงินสดคือเช็คที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงิน ทำให้ผู้ถือเช็คคนใดก็สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารตามที่ระบุบนหน้าเช็ค บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีเขียน ขั้นตอนขึ้นเงิน จนถึงความเสี่ยงที่ SME ควรรู้ก่อนใช้งาน เช็คเงินสดคืออะไร ทำไม SME ยังต้องใช้ เช็คเงินสด คือเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงินสด โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงินเฉพาะเจาะจง ใครก็ตามที่ถือเช็คฉบับนี้สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่ายทันที ทำไมธุรกิจ SME ยังใช้เช็คเงินสด ทั้งที่มีช่องทางโอนเงินออนไลน์แล้ว เหตุผลหลักมีดังนี้ เช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คและเช็คระบุชื่อตรงไหน ผู้ประกอบการหลายคนเคยสับสนระหว่างเช็ค 3 ประเภทนี้ ลองดูความแตกต่างที่ชัดเจน เช็คเงินสด (Cash Cheque) เช็คที่สั่งจ่าย เงินสด หรือ ผู้ถือ ไม่ระบุชื่อผู้รับ ใครถือก็ขึ้นเงินได้ทันทีที่สาขาธนาคารผู้จ่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่เสี่ยงหากสูญหาย แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เช็คที่ออกโดยธนาคาร ธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันทีแล้วรับรองว่าจะจ่ายเงินแน่นอน ไม่มีโอกาสเด้ง ใช้ในธุรกรรมที่ต้องการความมั่นใจสูง เช่น ซื้อรถยนต์ จดทะเบียนบริษัท หรือวางมัดจำอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมออกเช็คประมาณ 20 บาทต่อฉบับ เช็คระบุชื่อ (Order Cheque) เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินชัดเจน เฉพาะบุคคลที่ชื่อตรงกันเท่านั้นจึงขึ้นเงินได้ ปลอดภัยกว่าเช็คเงินสด มักใช้ในการจ่ายเงินให้คู่ค้าหรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง ตารางเปรียบเทียบ 3 ประเภทเช็ค รายการ เช็คเงินสด แคชเชียร์เช็ค เช็คระบุชื่อ ผู้ออกเช็ค เจ้าของบัญชี ธนาคาร เจ้าของบัญชี ระบุชื่อผู้รับ ไม่ระบุ ระบุ ระบุ ใครขึ้นเงินได้ ผู้ถือคนใดก็ได้ เฉพาะผู้รับที่ระบุ เฉพาะผู้รับที่ระบุ โอกาสเช็คเด้ง มี ไม่มี (ธนาคารรับรอง) มี ความเสี่ยงถ้าหาย สูง ต่ำ ต่ำ เหมาะกับ จ่ายเงินทั่วไป ธุรกรรมมูลค่าสูง จ่ายคู่ค้ารายเจาะจง วิธีเขียนเช็คเงินสดที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง การเขียนเช็คผิดแม้จุดเดียว อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มาดูส่วนประกอบสำคัญและตัวอย่างจริง ส่วนประกอบสำคัญบนหน้าเช็ค วิธีการเขียนเช็คเงินสด สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าส่ง ต้องจ่ายค่าสินค้า 50,000 บาท ให้ซัพพลายเออร์ที่มารับเช็คด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องระวัง – ห้ามเว้นที่ว่างก่อนจำนวนเงินตัวอักษร เพราะอาจถูกเติมตัวเลขเพิ่ม และอย่าใช้ปากกาลบได้เด็ดขาด วิธีขึ้นเงินเช็คเงินสดที่ธนาคาร เมื่อได้รับเช็คเงินสดมาแล้ว ขั้นตอนการขึ้นเงินไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ขั้นตอนขึ้นเงินเช็คเงินสด ระยะเวลาและค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการที่รับเช็คเป็นประจำ การฝากเข้าบัญชีจะสะดวกกว่าขึ้นเงินสด เพราะมีหลักฐานทางบัญชีชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมาก เช็คเงินสดมีอายุกี่วัน หมดอายุแล้วทำอย่างไร เช็คเงินสดมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนหน้าเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 หากเกิน 6 เดือน ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม เช็คฉบับนี้ต้องนำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 31 สิงหาคม หากเลยกำหนดนี้ ธนาคารจะปฏิเสธการขึ้นเงิน เช็คหมดอายุแล้วทำอย่างไร – เช็คที่เกิน 6 เดือนไม่สามารถนำไปขึ้นเงินได้ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทน ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็คแต่อย่างใด เคล็ดลับสำหรับ SME – เมื่อได้รับเช็ค ควรบันทึกวันหมดอายุไว้ในระบบแล้วนำไปขึ้นเงินโดยเร็ว อย่าเก็บเช็คไว้นานจนลืม เพราะเสียทั้งเวลาในการติดตามและกระแสเงินสดของธุรกิจ ความเสี่ยงของเช็คเงินสดและวิธีป้องกัน เช็คเงินสดสะดวกก็จริง แต่มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ SME ควรทำความเข้าใจ เช็คเด้ง สาเหตุและผลทางกฎหมาย เช็คเด้ง คือเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายไม่พอ นอกจากนี้ยังเกิดจากลายเซ็นไม่ตรง เช็คถูกแก้ไขโดยไม่มีการเซ็นกำกับ หรือบัญชีถูกอายัด ผลทางกฎหมาย – ปัจจุบัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ยังมีผลบังคับใช้ กำหนดให้การออกเช็คโดยรู้ว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 4) ทั้งนี้ มีร่างกฎหมายยกเลิกโทษอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังเรื่องนี้อยู่ สำหรับ SME ที่รับเช็ค – ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้สั่งจ่ายก่อนรับเช็ค หากเป็นคู่ค้ารายใหม่ อาจขอแคชเชียร์เช็คแทนเพื่อลดความเสี่ยง เช็คหาย เช็คถูกปลอม ป้องกันอย่างไร เช็คเงินสดเสี่ยงมากกว่าเช็คระบุชื่อ เพราะใครก็ตามที่ถือเช็คสามารถนำไปขึ้นเงินได้ หากเช็คสูญหายหรือถูกขโมย ผู้ที่พบเช็คก็สามารถขึ้นเงินได้ทันที โดยมีวิธีป้องกัน ดังนี้ เช็คเงินสดกับการบันทึกบัญชีสำหรับ SME สำหรับผู้ประกอบการ เช็คไม่ใช่แค่เครื่องมือจ่ายเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีโดยตรง เมื่อออกเช็คเงินสดจ่าย – บันทึกบัญชีโดยเดบิตค่าใช้จ่ายหรือบัญชีเจ้าหนี้ และเครดิตบัญชีธนาคาร (ไม่ใช่เงินสด เพราะเงินออกจากบัญชีธนาคาร) ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งจ่ายเช็คเงินสด 50,000 บาท ค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ รายการ เดบิต เครดิต สินค้า/ต้นทุนขาย 50,000 – เงินฝากธนาคาร – 50,000 เมื่อรับเช็คเงินสด – บันทึกเดบิตบัญชีเช็ค (หรือเงินฝากธนาคาร ถ้านำฝากทันที) และเครดิตบัญชีลูกหนี้หรือรายได้ ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งรับเช็คเงินสด 80,000 บาท จากลูกค้า นำฝากธนาคารทันที รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 80,000 – ลูกหนี้การค้า – 80,000 จุดที่ SME มักผิดพลาด – หลายกิจการบันทึกการรับ-จ่ายเช็คไม่ตรงวัน ทำให้กระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) ไม่ตรง แนวทางที่ดีคือบันทึกรายการทันทีที่ออกเช็คหรือรับเช็ค แล้วบันทึกเพิ่มเมื่อเช็คเคลียร์ผ่านธนาคาร เพื่อให้ยอดเงินในบัญชีบริษัทตรงกับ Statement ธนาคาร การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการบันทึกเช็คจะช่วยลดข้อผิดพลาดตรงนี้ได้มาก เพราะระบบจะติดตามสถานะเช็ค (ออกเช็ค – เคลียร์แล้ว – เช็คเด้ง) ให้อัตโนมัติ สรุป: เช็คเงินสด เครื่องมือการเงินที่ SME ควรเข้าใจ เช็คเงินสดยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ใช้กันในภาคธุรกิจ แม้จะสะดวกแต่ก็มีความเสี่ยง ประเด็นสำคัญที่ควรจำ จัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าธุรกิจของคุณรับ-จ่ายเช็คเป็นประจำ การจัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบจะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลา PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานการเงิน และเตรียมข้อมูลภาษีได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็คเงินสด เช็คเงินสด ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เช็คเงินสดในภาษาอังกฤษเรียกว่า Cash Cheque หรือ Bearer Cheque หมายถึงเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ ผู้ถือ (Bearer) คนใดก็นำไปขึ้นเงินได้ ส่วนคำว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier Cheque เป็นคนละอย่างกัน เพราะหมายถึงเช็คที่ออกโดยธนาคาร เช็คเงินสดกับแคชเชียร์เช็คต่างกันตรงไหน เช็คเงินสดออกโดยเจ้าของบัญชี (บุคคลหรือนิติบุคคล) ไม่ระบุชื่อผู้รับ มีโอกาสเด้งถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ส่วนแคชเชียร์เช็คออกโดยธนาคาร หักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันที จึงไม่มีโอกาสเด้ง ถ้าต้องการความมั่นใจสูง แคชเชียร์เช็คเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า ใครก็ขึ้นเงินเช็คเงินสดได้จริงไหม จริง ถ้าเช็คไม่ได้ขีดคร่อม ผู้ถือเช็คคนใดก็นำไปขึ้นเป็นเงินสดได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่าย โดยแสดงบัตรประชาชน แต่ถ้าเช็คขีดคร่อมแล้ว ต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น ไม่สามารถรับเป็นเงินสดที่เคาน์เตอร์ได้ เช็คเงินสดหมดอายุ ต่ออายุได้ไหม ไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็ค เช็คมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่บนเช็ค หากเกิน 6 เดือนธนาคารจะปฏิเสธ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทนเท่านั้น ธุรกิจเล็กควรใช้เช็คเงินสดหรือโอนเงินดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช็คเงินสดเหมาะกับธุรกรรมที่คู่ค้ายังใช้ระบบเช็คอยู่ หรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน ส่วนการโอนเงินออนไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เอกสาร NDA คืออะไร บังคับใช้แบบไหน มีผลอะไรบ้าง

เคยไหม ที่กำลังจะร่วมงานกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ แล้วอีกฝ่ายส่งเอกสารหนาๆ มาให้เซ็น บรรทัดแรกเขียนว่า Non-Disclosure Agreement หลายคนก็อาจเซ็นไปโดยไม่ได้อ่านให้ดี บางคนก็ไม่แน่ใจว่า NDA คือเอกสารอะไรกันแน่ ต่างจากสัญญาทั่วไปอย่างไร แล้วถ้าอีกฝ่ายละเมิด จะทำอะไรได้บ้าง NDA คือสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) ที่ผูกมัดให้คู่สัญญาต้องเก็บข้อมูลที่ได้รับระหว่างการทำงานร่วมกันไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้บุคคลภายนอ โดยในบทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ NDA ตั้งแต่ประเภท องค์ประกอบที่ต้องมี ไปจนถึงบทลงโทษตามกฎหมายไทยและข้อผิดพลาดที่ SME มักทำ NDA คืออะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ เป็นสัญญาที่กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ และห้ามฝ่ายที่ได้รับข้อมูลนำไปเปิดเผยหรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ตกลงกัน ในทางธุรกิจ เอกสาร NDA คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องความลับทางการค้าของคุณ ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 กำหนดว่าความลับทางการค้า คือข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป มีมูลค่าเชิงพาณิชย์เพราะเป็นความลับ และเจ้าของได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับนั้น สถานการณ์ที่ SME มักต้องใช้สัญญา NDA ได้แก่ NDA มีกี่ประเภท แต่ละแบบใช้เมื่อไร สัญญารักษาความลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล NDA ฝ่ายเดียว (Unilateral NDA) ฝ่ายหนึ่งเปิดเผยข้อมูล อีกฝ่ายรับข้อมูลและต้องรักษาความลับ มักใช้งานในกรณีที่รับพนักงานใหม่ หรือจ้างฟรีแลนซ์ ตัวอย่างเช่น เจ้าของร้านอาหารมีสูตรอาหารเฉพาะ เมื่อรับพ่อครัวคนใหม่ก็ให้เซ็น NDA เพื่อป้องกันไม่ให้นำสูตรไปเปิดเผย NDA สองฝ่าย (Bilateral NDA) ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยข้อมูลลับให้กัน และต่างต้องรักษาความลับของอีกฝ่าย มักใช้งานเมื่อสองธุรกิจร่วมมือกัน เช่น บริษัทซอฟต์แวร์กับสำนักงานบัญชีที่พัฒนาระบบร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลลูกค้า NDA หลายฝ่าย (Multilateral NDA) มักใช้ในกรณีที่มีคู่สัญญามากกว่า 2 ฝ่าย หรือใช้ในโครงการที่มีหลายบริษัทร่วมงาน เช่น กลุ่มนักลงทุน 3 รายร่วมกันพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัปแห่งหนึ่ง แทนที่จะทำ NDA แยกกันทีละคู่ ก็ทำฉบับเดียวครอบคลุมทุกฝ่าย ประเภท ใช้เมื่อไร ตัวอย่างสถานการณ์ SME ฝ่ายเดียว (Unilateral) รับพนักงาน จ้างฟรีแลนซ์ ร้านค้าออนไลน์จ้างโปรแกรมเมอร์ทำเว็บไซต์ สองฝ่าย (Bilateral) ร่วมทุน ร่วมพัฒนาสินค้า ร้านอาหาร 2 แบรนด์ร่วมออกเมนูพิเศษ หลายฝ่าย (Multilateral) โครงการหลายบริษัท กลุ่มนักลงทุนพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัป องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีใน NDA NDA ที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน ไม่ใช่แค่เขียนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลแล้วจบ เพราะถ้าข้อความกว้างเกินไป อาจบังคับใช้จริงไม่ได้เมื่อเกิดปัญหา องค์ประกอบหลักที่ต้องมีมีดังนี้ คู่สัญญา – ใครเปิดเผย ใครรับข้อมูล ระบุชื่อบริษัท ชื่อบุคคล และบทบาทให้ชัดเจน ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผย (Disclosing Party) และฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล (Receiving Party) ถ้าเป็น NDA สองฝ่าย ก็ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเป็นทั้งผู้เปิดเผยและผู้รับ ข้อมูลใด ที่ถือว่าเป็นความลับ ส่วนนี้สำคัญที่สุด ต้องระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ถือเป็นความลับ ตัวอย่างเช่น สูตรการผลิต รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการเงิน แผนการตลาด หรือซอร์สโค้ด สมมติคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายชื่อลูกค้า 5,000 ราย ถ้าข้อมูลลูกค้าเหล่านี้หลุดไปถึงคู่แข่ง อาจสูญเสียลูกค้าไปหลายร้อยราย คิดเป็นรายได้ที่หายไปหลายแสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ข้อมูลลูกค้าต้องถูกระบุไว้ในสัญญา NDA อย่างชัดเจน ข้อยกเว้น – ข้อมูลใด ที่ไม่นับเป็นความลับ ข้อมูลบางอย่างไม่ถือเป็นความลับ แม้จะอยู่ในขอบเขตสัญญา เช่น ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว ข้อมูลที่ผู้รับมีอยู่ก่อนเซ็นสัญญา หรือข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามคำสั่งศาล ระยะเวลาคุ้มครอง NDA ต้องกำหนดระยะเวลาคุ้มครองให้ชัดเจน โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลและอุตสาหกรรม หากเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูง เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองนานกว่าปกติ บทลงโทษเมื่อละเมิด ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ควรระบุค่าเสียหายกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นจำนวนเงินที่ตกลงกัน เช่น หากละเมิดสัญญา NDA ผู้ละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท การกำหนดตัวเลขไว้ชัดเจนช่วยให้ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล NDA ต่างจาก Non-compete และ NCA อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง NDA กับสัญญาประเภทอื่นที่คล้ายกัน ทั้ง 3 แบบปกป้องธุรกิจคนละมุม สัญญา ป้องกันเรื่องอะไร ตัวอย่างสถานการณ์ NDA (สัญญารักษาความลับ) ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ พนักงานห้ามเอารายชื่อลูกค้าไปบอกคนอื่น Non-compete (สัญญาห้ามแข่งขัน) ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่ง พนักงานลาออกแล้วห้ามไปทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี NCA (Non-Circumvention Agreement) ห้ามข้ามตัวกลางไปติดต่อลูกค้าโดยตรง นายหน้าแนะนำลูกค้าให้ ห้ามติดต่อลูกค้ารายนั้นโดยตรง ข้อสังเกตสำคัญ คือ สัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ในไทยมีข้อจำกัดตามที่ศาลตีความ ต้องกำหนดขอบเขตที่สมเหตุสมผลทั้งระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ ถ้ากำหนดกว้างเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าบังคับใช้ไม่ได้ ละเมิด NDA มีโทษอย่างไร หากเกิดการละเมิดสัญญา NDA ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิดและข้อมูลที่ถูกเปิดเผย โทษทางแพ่ง – ค่าเสียหายตามสัญญาและตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา NDA หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังสามารถขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสั่งให้หยุดเปิดเผยข้อมูลได้ทันที ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่มีฐานลูกค้า 200 ราย พนักงานลาออกแล้วนำรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลการเงินไปเปิดสำนักงานบัญชีแข่ง มีลูกค้าย้ายไป 50 ราย คิดเป็นค่าบริการที่หายไปราว 150,000 บาทต่อเดือน (สมมติค่าบริการรายละ 3,000 บาท) คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 41/1 ยังให้สิทธินายจ้างเลิกจ้างพนักงานที่เปิดเผยความลับทางการค้าได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โทษทางอาญา – ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322-325 ผู้ที่เปิดเผยความลับที่ได้รู้มาจากตำแหน่งหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ถ้ามีการละเมิดโดยเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ผู้กระทำมีความผิดทั้งทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย) และอาจมีโทษทางอาญาด้วย ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเรื่อง NDA จากประสบการณ์ที่พบบ่อย SME มักทำผิดพลาดเรื่อง NDA ในประเด็นต่อไปนี้ ไม่ระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน – เขียนแค่ว่าข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด กว้างเกินไปจนบังคับใช้ยาก ควรระบุเจาะจง เช่น รายชื่อลูกค้า สูตรการผลิต แผนการตลาด ข้อมูลการเงิน กำหนดระยะเวลาสั้นหรือยาวเกินไป – ระยะเวลาที่สั้นเกินไปอาจไม่คุ้มครองเพียงพอ แต่ถ้าหากยาวเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าไม่สมเหตุผล ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูล ไม่กำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า – เมื่อเกิดการละเมิด ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล ซึ่งยากและใช้เวลานาน ควรกำหนดค่าเสียหายไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ใช้แบบฟอร์ม NDA จากต่างประเทศโดยไม่ปรับ – NDA template ภาษาอังกฤษจากอินเทอร์เน็ตอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ควรปรับให้อ้างอิง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง หรือปรึกษาทนายความเพื่อความรอบคอบ ไม่ทำ NDA กับฟรีแลนซ์หรือที่ปรึกษา – หลายบริษัทเซ็น NDA กับพนักงานประจำ แต่ลืมทำกับฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา หรือผู้รับเหมา ทั้งที่คนเหล่านี้อาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากพนักงาน NDA กับ PDPA เกี่ยวข้องกันอย่างไร NDA ปกป้องข้อมูลความลับทางธุรกิจ ส่วน PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและพนักงาน ทั้งสองกฎหมายทำงานคนละมุมแต่เสริมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ SME ที่เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล หรือข้อมูลการเงิน ต้องดูแลทั้ง 2 ด้านคู่กัน ดังนั้น SME ที่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ควรมีทั้ง NDA สำหรับพนักงาน และนโยบาย PDPA สำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งสองด้าน สรุป – NDA ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือเกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งมีข้อมูลที่ต้องปกป้อง ผู้ประกอบการควรทำ NDA กับทุกคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ทั้งพนักงาน ฟรีแลนซ์ และพาร์ตเนอร์ ในเอกสารต้องระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน พร้อมกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า หรืออาจปรึกษาทนายความ เพื่อให้สัญญาที่จัดทำสอดคล้องกับกฎหมายไทย บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย จัดการข้อมูลธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากบัญชีที่ปลอดภัย ข้อมูลทางการเงินเป็นหนึ่งในความลับทางการค้าที่สำคัญที่สุดของ SME การจัดการบัญชีด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์บน Cloud ช่วยให้คุณควบคุมได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร และติดตามรายรับ-รายจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NDA สัญญารักษาความลับ NDA ย่อมาจากอะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement แปลเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ หรือสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล ใช้ในธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้คู่สัญญานำข้อมูลลับไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก เซ็น NDA แล้ว ถ้าอีกฝ่ายละเมิดต้องทำอย่างไร รวบรวมหลักฐานการละเมิดให้ครบ เช่น อีเมล ข้อความ หรือพยานบุคคล จากนั้นแจ้งคู่สัญญาอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) หรือทางอาญา (แจ้งความ) ตามความเหมาะสม NDA มีอายุกี่ปี ขึ้นอยู่กับที่ระบุในสัญญา โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองยาวนานกว่านั้น ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดอายุไว้ อาจตีความว่ามีผลตลอดไป แต่ศาลมักพิจารณาความสมเหตุสมผลด้วย SME ต้องทำ NDA กับพนักงานทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคน แต่ควรทำกับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ฝ่ายบัญชีที่ดูข้อมูลการเงิน ฝ่ายขายที่มีรายชื่อลูกค้า ฝ่ายผลิตที่รู้สูตรสินค้า หรือฝ่าย IT ที่เข้าถึงระบบทั้งหมด นอกจากนี้ อย่าลืมทำกับฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาภายนอกด้วย NDA กับสัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ต่างกันตรงไหน NDA ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ไม่ได้ห้ามทำงานกับคู่แข่ง ส่วน Non-compete ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่งขันในระยะเวลาที่กำหนด ธุรกิจสามารถใช้ทั้ง 2 สัญญาร่วมกันได้ เพื่อป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลและการแข่งขันโดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ปิดการขาย คืออะไร จัดการเอกสารและบัญชีหลังปิดดีล ฉบับเจ้าของกิจการ

ตกลงราคากับลูกค้าได้แล้ว จับมือกันเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นต้องออกเอกสารอะไร ลำดับไหนก่อน แล้วบันทึกบัญชียังไง เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่สะดุดตรงนี้ ปิดการขาย คืออะไร แล้วต้องจัดการอะไรต่อหลังปิดดีล ปิดการขาย คือจุดที่ลูกค้าตกลงซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แต่สำหรับเจ้าของกิจการที่ขาย B2B ดีลยังไม่จบตรงนั้น เพราะการขายให้ธุรกิจต่างจากขายให้คนทั่วไปหลายจุด ขาย B2C ขาย B2B คนตัดสินใจ 1 คน หลายคน (จัดซื้อ ผู้ใช้งาน ผู้บริหาร) ระยะเวลาตัดสินใจ นาทีถึงวัน สัปดาห์ถึงเดือน เอกสารหลังปิดดีล แทบไม่มี ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ครบ flow การชำระเงิน จ่ายทันที Credit term 30-60 วัน สิ่งที่ตามมาหลังปิดดีล B2B คือเอกสาร 4-5 ฉบับที่ต้องออกให้ถูกลำดับ ถูกตัวเลข และถูกกฎหมาย ถ้าออกเอกสารช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจ ถ้าออกผิด ต้องเสียเวลาแก้ไข ถ้าไม่ออกใบกำกับภาษี ลูกค้าองค์กรอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป เพราะเอาไปเป็นภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ส่งใบเสนอราคาได้ภายใน 5 นาทีหลังตกลง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จสูงกว่าคนที่บอกว่าจะส่งให้วันพรุ่งนี้ เอกสาร 5 ฉบับที่ต้องออกหลังปิดดีล และลำดับที่ถูกต้อง 1. ใบเสนอราคา (Quotation) ออกทันทีหลังตกลงราคา ยิ่งส่งเร็วเท่าไร โอกาสที่ดีลจะสำเร็จยิ่งสูง เพราะลูกค้ายังอยู่ในอารมณ์ตัดสินใจ รายละเอียดที่ต้องระบุและตัวอย่างฟอร์มอ่านได้ที่คู่มือใบเสนอราคาของ PEAK 2. ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกหลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อเรียกเก็บเงินอย่างเป็นทางการ จุดสำคัญสำหรับ B2B คือต้องระบุ credit term ให้ชัด เช่น Net 30 หรือ Net 60 ลูกค้าองค์กรจะใช้ใบแจ้งหนี้เข้าระบบจัดซื้อภายใน ถ้าข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขใหม่ ทำให้ได้เงินช้าลง อ่านเพิ่มที่ใบแจ้งหนี้ คืออะไร 3. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า B2B เพราะเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ถ้าไม่ออกให้หรือออกช้า ลูกค้าอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป 4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินครบถ้วน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี 5. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการ ลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออก50 ทวิให้คุณ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตหักภาษีตอนสิ้นปีได้ ลำดับเอกสารหลังปิดดีล สรุปเป็นตาราง ลำดับ เอกสาร ออกเมื่อไร ใครออก 1 ใบเสนอราคา ทันทีหลังตกลงราคา ผู้ขาย 2 ใบแจ้งหนี้ หลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา ผู้ขาย 3 ใบกำกับภาษี วันส่งมอบสินค้า หรือวันรับเงิน (แล้วแต่อย่างใดก่อน) ผู้ขาย (ต้องจด VAT) 4 ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้ขาย 5 50 ทวิ เมื่อจ่ายเงิน (กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย) ผู้ซื้อ (ออกให้ผู้ขาย) Credit Term คืออะไร กำหนดอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุด การขาย B2B ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินสดทันที ลูกค้าองค์กรมักขอ credit term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังได้รับสินค้า/บริการแล้ว Credit Term หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ ยังไม่มีประวัติ Net 30 จ่ายภายใน 30 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้าประจำที่มีประวัติดี Net 60 จ่ายภายใน 60 วัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ credit term ยิ่งยาว เงินสดหมุนเวียนยิ่งน้อย ถ้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน กระแสเงินสดจะติดลบ ต้องวางแผนให้ credit term ที่ให้ลูกค้าสั้นกว่า credit term ที่ได้จากซัพพลายเออร์ วิธีบันทึกบัญชีหลังปิดดีล ตอนออกใบแจ้งหนี้ (ยังไม่ได้รับเงิน) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% ให้เครดิต 30 วัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนได้รับเงิน (ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%) ลูกค้าจ่ายค่าบริการ 107,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดก่อน VAT (3,000 บาท) จ่ายจริง 104,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 104,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีที่ถูกหัก 3,000 บาท เก็บ 50 ทวิ ไว้ นำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปี อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียดีล B2B หลังตกลงแล้ว เจ้าของกิจการหลายคนปิดดีลได้ แต่สุดท้ายดีลหลุดเพราะขั้นตอนหลังจากนั้น สรุป: ปิดดีลแล้ว จัดการเอกสารให้จบ ธุรกิจไปต่อได้เร็ว ออกเอกสารหลังปิดดีลได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินได้ในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารหลังปิดการขาย ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ต่างกันยังไง ใบเสนอราคาออกก่อนลูกค้าตกลง เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไข ใบแจ้งหนี้ออกหลังลูกค้าตกลงแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ใบแจ้งหนี้ถือเป็นหลักฐานการค้า ไม่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่จด VAT ออกแค่ใบเสร็จรับเงินก็พอ แต่ลูกค้า B2B ที่จด VAT อาจขอใบกำกับภาษีจากคุณ ถ้าไม่มีให้ ลูกค้าไม่สามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่า credit term ทำอย่างไร ส่งใบแจ้งหนี้เตือนก่อนครบกำหนด 3-5 วัน ถ้าเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย โทรติดตามทันที ถ้าเกิดบ่อยกับลูกค้ารายเดียวกัน ควรปรับลด credit term หรือเปลี่ยนเป็นจ่ายสดในครั้งต่อไป ปิดดีลทางแชท ต้องออกเอกสารเหมือนกันไหม ต้องออกเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะปิดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขายดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

Passive Income คืออะไร รวมไอเดียและภาษีที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนทำธุรกิจจนรายได้มั่นคงแล้ว แต่รายได้ทั้งหมดยังผูกอยู่กับตัวเอง ถ้าหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดตาม Passive Income คือทางออกที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงาน Passive Income คืออะไร Passive Income คือรายได้ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้แรงงานหรือเวลาแลกเป็นประจำทุกวัน ในภาษาไทยมักเรียกว่า รายได้เชิงรับ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คุณต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือความรู้ เช่น คนที่ได้ค่าเช่าทุกเดือน ก็ต้องซื้ออสังหาฯ ก่อน คนที่ได้เงินปันผล ก็ต้องลงทุนซื้อหุ้นก่อน หัวใจสำคัญคือ เมื่อระบบเริ่มทำงานแล้ว รายได้จะไหลเข้ามาโดยคุณไม่ต้องแลกเวลาเป็นรายชั่วโมง Passive Income กับ Active Income ต่างกันอย่างไร Active Income คือรายได้ที่ต้องแลกเวลาและแรงงานโดยตรง เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน ค่าคอมมิชชัน หยุดทำงานเมื่อไร รายได้ก็หยุดตาม ส่วนรายได้เชิงรับ เมื่อสร้างระบบเสร็จแล้ว รายได้ยังเข้ามาแม้คุณไม่ได้ทำงานทุกวัน เกณฑ์ Active Income Passive Income ที่มารายได้ ใช้เวลาและแรงงานโดยตรง ลงทุนล่วงหน้า (เงิน/เวลา/ความรู้) ตัวอย่าง เงินเดือน, ค่าจ้าง, ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า, เงินปันผล, ค่า Royalty ความต่อเนื่อง หยุดทำ = รายได้หยุด หยุดทำ = รายได้ยังเข้า (ในระดับหนึ่ง) ความเสี่ยง ต่ำถ้ามีงานประจำ มีความเสี่ยงตามประเภทการลงทุน การเติบโต จำกัดตามเวลาที่มี ขยายได้ไม่จำกัดด้วยเวลา คนที่มั่นคงทางการเงินมักมีรายได้ทั้งสองแบบ ใช้ Active Income สร้างฐาน แล้วค่อยๆ สร้าง Passive Income เป็นรายได้เสริม ข้อดีและข้อเสียของ Passive Income ที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม ก่อนลงมือสร้างรายได้เชิงรับ ควรเข้าใจทั้งด้านดีและด้านที่ต้องระวัง ข้อดี ข้อเสีย Passive Income มีอะไรบ้าง รวมไอเดียสร้างรายได้แบบไม่ต้องทำงานทุกวัน Passive Income มีหลายรูปแบบ เลือกได้ตามเงินทุนและเวลาที่มี รายได้จากการลงทุน เงินปันผลจากหุ้น กำไรจากกองทุนรวม หรือผลตอบแทนจากพันธบัตร เป็นรายได้เชิงรับที่เข้าถึงง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยเงินไม่มากก็ได้ เช่น ลงทุนกองทุนรวมเดือนละ 1,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี แต่ไม่การันตี ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มูลค่าอาจขึ้นลงได้ รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าบ้าน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ เป็นรายได้เชิงรับที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด ถ้ายังไม่มีเงินซื้ออสังหาฯ เอง ลงทุนผ่าน REITs (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) ก็ได้ ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น เริ่มต้นหลักพันบาท รายได้จากธุรกิจออนไลน์ สร้างคอร์สออนไลน์ ขาย E-book ทำ Affiliate Marketing หรือสร้าง YouTube Channel เป็นรายได้เชิงรับที่ใช้เวลาสร้างมากกว่าเงินลงทุน เหมาะกับคนที่มีความรู้เฉพาะทาง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือ เพลง ซอฟต์แวร์ หรือสิทธิบัตร รวมถึงรายได้จากขายภาพ Stock Photo สร้างครั้งเดียวแล้วได้ผลตอบแทนไปเรื่อยๆ รายได้จากระบบอัตโนมัติ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ หรือธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องลงทุนเงินก้อนแรก แต่หลังติดตั้งแล้วใช้เวลาดูแลน้อย Passive Income กับภาษี ต้องเสียภาษีอย่างไร Passive Income ทุกประเภทต้องเสียภาษี ไม่มีข้อยกเว้น แต่อัตราและวิธีคำนวณต่างกันตามประเภทรายได้ ประเภท Passive Income ประเภทเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การหักค่าใช้จ่าย เงินปันผล เงินได้จากการลงทุน 10% เลือกไม่รวมยื่น หรือยื่นขอเครดิตภาษีคืน ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินได้จากดอกเบี้ย 15% เลือก Final Tax ไม่รวมยื่นปลายปีได้ ค่าเช่าอสังหาฯ เงินได้จากการให้เช่า 5% หักเหมา 30% หรือหักตามจริง ค่า Royalty/ลิขสิทธิ์ เงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญา 3% หักเหมา 40% อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาจากพระราชกฤษฎีกา กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หัก อัตราหัก ณ ที่จ่ายจากคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 เงินปันผล เลือกวิธีเสียภาษีที่คุ้มกว่าได้ เมื่อได้รับเงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน จะถูกหักภาษี 10% ทันที คุณมี 2 ทางเลือก ค่าเช่า หักค่าใช้จ่ายเหมาหรือตามจริง รายได้จากการให้เช่าอสังหาฯ หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ ตัวอย่างคำนวณภาษีค่าเช่า (แบบหักเหมา 30%) สมมุติคุณให้เช่าคอนโดเดือนละ 10,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ค่าเช่าทั้งปี 10,000 × 12 เดือน 120,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% 120,000 × 30% 36,000 บาท เงินได้สุทธินำไปคำนวณภาษี 120,000 – 36,000 84,000 บาท เงินได้สุทธิ 84,000 บาทนี้จะนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ แล้วคำนวณภาษีตามขั้นบันได เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT ถ้ารายได้เชิงรับของคุณมาจากการให้เช่าหรือทำธุรกิจที่ยอดรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT เมื่อจด VAT แล้ว ต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่น VAT รายเดือน) ทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ VAT คืออะไร ข้อมูลภาษีนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ Passive Income สำหรับเจ้าของกิจการ ต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่ เจ้าของกิจการมีข้อได้เปรียบในการสร้าง Passive Income เพราะมีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว ทั้งความรู้ในอุตสาหกรรม ฐานลูกค้า พื้นที่ และเครือข่ายคู่ค้า ตัวอย่าง ผู้ประกอบการที่เปิดร้านขายของออนไลน์ที่มียอดขายดี สร้างรายได้เชิงรับเพิ่มได้หลายทาง สิ่งสำคัญคือต้องแยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายของ Passive Income ออกจากธุรกิจหลักให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละช่องทางสร้างกำไรจริงเท่าไร และจัดการภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีรับค่าเช่าสำหรับ SME สมมุติกิจการของคุณให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า ผู้เช่าจ่ายค่าเช่า 10,000 บาท หักภาษีไว้ 5% คือ 500 บาท คุณได้รับเงินจริง 9,500 บาท รายการบัญชี เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินสด/ธนาคาร 9,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกหักไว้ (5%) 500 บาท รายได้ค่าเช่ารับ 10,000 บาท ภาษีที่ถูกหักไว้ 500 บาท สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร ขั้นตอนเริ่มต้นและวิธีบริหารจัดการ Passive Income สำหรับมือใหม่ ถ้าอยากเริ่มสร้างรายได้เชิงรับแต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองทำตามขั้นตอนนี้ การจัดการรายได้เชิงรับหลายช่องทางพร้อมกันอาจดูยุ่งยาก แต่ถ้าใช้เครื่องมือบันทึกรายรับ-รายจ่ายที่เป็นระบบ ก็จะเห็นภาพรวมทุกช่องทางในที่เดียว สรุป: Passive Income สร้างได้จริง เจ้าของกิจการเริ่มต้นจากสิ่งที่มี จัดการรายได้ทุกช่องทางในที่เดียวด้วย PEAK มีรายได้หลายช่องทาง ทั้งจากธุรกิจหลักและรายได้เชิงรับ PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกช่องทาง แยกประเภทรายได้อัตโนมัติ พร้อมรายงานภาษีที่ถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Passive Income Passive Income มีจริงไหม มีจริง แต่ไม่ใช่แบบที่โฆษณาว่า “นอนอยู่บ้านก็ได้เงิน” ต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือทักษะ สิ่งที่ passive จริงๆ คือหลังจากระบบเริ่มทำงาน ไม่ต้องดูแลมากเท่าตอนเริ่ม อาชีพที่เป็น Passive Income มีอะไรบ้าง ไม่ใช่ “อาชีพ” ในความหมายปกติ แต่เป็น “ช่องทางรายได้เสริม” ที่ทำควบคู่กับงานประจำได้ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ ลงทุนในหุ้นปันผล สร้างคอร์สออนไลน์ หรือทำ Affiliate Marketing ทำ Passive Income ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทุกกรณี ถ้ารายได้มาจากการลงทุน เช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดาได้เลย แต่ถ้ารายได้เชิงรับมาจากธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ หลายยูนิต หรือขายคอร์สออนไลน์ยอดสูง การจดเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด) อาจประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 15-20% ขณะที่บุคคลธรรมดาอาจสูงถึง 35% อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความจดทะเบียนบริษัท ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนให้เหมาะกับรายได้ของคุณ เริ่มต้น Passive Income ด้วยเงินน้อยได้ไหม ได้ หลายช่องทางเริ่มต้นด้วยเงินหลักร้อยถึงหลักพัน เช่น ลงทุนกองทุนรวมขั้นต่ำ 100-1,000 บาท ทำ Affiliate Marketing เริ่มได้ฟรี สร้างคอร์สออนไลน์ใช้แค่คอมพิวเตอร์กับความรู้ที่มีบพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาจ้างงาน คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้ก่อนจ้างพนักงาน

ธุรกิจเริ่มโตขึ้น ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม แต่ยังไม่เคยทำสัญญาจ้างงานเป็นเอกสาร เจ้าของกิจการหลายคนตกลงปากเปล่ากับลูกจ้าง พอพนักงานลาออกกะทันหันหรือทำงานไม่ตรงที่ตกลง จะเรียกร้องอะไรก็ไม่มีหลักฐาน สัญญาจ้างงาน คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องมี สัญญาจ้างงาน คือข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่กำหนดเงื่อนไขการทำงานร่วมกัน ทั้งตำแหน่ง ค่าจ้าง ระยะเวลา และสิทธิหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ สัญญาจ้าง คือเครื่องมือปกป้องธุรกิจ ช่วยให้กำหนดขอบเขตงาน ป้องกันพนักงานนำข้อมูลไปเปิดเผย และมีหลักฐานชัดเจนถ้าต้องเลิกจ้าง การมีสัญญาจ้างที่ชัดเจนช่วยให้เจ้าของกิจการมั่นใจว่าเงื่อนไขทุกอย่างถูกระบุไว้ครบ ถ้าเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้าง สัญญาจ้าง คือหลักฐานหลักที่ศาลแรงงานใช้พิจารณา แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งเงื่อนไขการจ้างเป็นหนังสือก่อนเริ่มงาน ดังนั้นการทำสัญญาเป็นเอกสารจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด สัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงาน และสัญญาจ้างทำของ ต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครคุมวิธีทำงาน ประเภท ลักษณะ ใครคุมวิธีทำงาน ตัวอย่าง สัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างทำงานภายใต้คำสั่งนายจ้าง นายจ้าง จ้างพนักงานประจำ ทำงาน 9.00-18.00 น. สัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างส่งมอบผลงานตามที่ตกลง ผู้รับจ้าง จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ สัญญาจ้างงาน (ทั่วไป) คำรวมที่ใช้เรียกทั้งสองแบบ ขึ้นกับเนื้อหาสัญญา ความแตกต่างนี้มีผลทางกฎหมายมาก เพราะสัญญาจ้างแรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่สัญญาจ้างทำของไม่ได้รับ สัญญาจ้างงาน มีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการต้องเลือกให้ตรงกับลักษณะงานและระยะเวลาที่ต้องการ ประเภท ระยะเวลา เหมาะกับ สิทธิ์ค่าชดเชยเมื่อหมดสัญญา มีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่ม-วันสิ้นสุด งาน project, สัญญา 1 ปี ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) ไม่มีกำหนดระยะเวลา ทำงานต่อเนื่อง ไม่ระบุวันสิ้นสุด พนักงานประจำ มี (ตามอายุงาน) ชั่วคราว งานเฉพาะกิจ ระยะสั้น งานฤดูกาล, อีเวนต์ ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) Part-time ทำงานไม่เต็มเวลา นักศึกษาฝึกงาน, งานรายชั่วโมง ขึ้นกับเงื่อนไข สัญญาจ้างงานแบบมีกำหนดระยะเวลา เป็นรูปแบบที่ SME นิยมใช้มากที่สุด เช่น สัญญาจ้างงาน 1 ปี โดยระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดสัญญาจะสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อควรระวัง: ถ้าต่อสัญญาซ้ำหลายครั้งติดต่อกัน ศาลอาจตีความว่าเป็นการจ้างแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ซึ่งหมายความว่าลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง สัญญาจ้างงานแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ใช้สำหรับพนักงานประจำที่ทำงานต่อเนื่อง การเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน สัญญาจ้างพนักงาน part-time และ freelance ธุรกิจยุคนี้ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเต็มเวลาเสมอไป การจ้าง part-time หรือ freelance เป็นอีกทางเลือกที่ SME ใช้ลดต้นทุน โดยนายจ้างต้องไม่ลืมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง สิ่งสำคัญคือต้องระบุในสัญญาให้ชัดว่าเป็นการจ้างแบบไหน เพราะมีผลต่อสิทธิ์ตามกฎหมายที่ต่างกัน องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีในสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงานที่ดีต้องครอบคลุมเงื่อนไขสำคัญทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง องค์ประกอบหลักที่ต้องระบุมีดังนี้ ค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการจ่าย ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับ SME เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนธุรกิจโดยตรง สิ่งที่ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจน ได้แก่ จำนวนเงินค่าจ้าง วันที่จ่าย วิธีจ่าย (โอนเข้าบัญชี) และสวัสดิการเพิ่มเติม ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปี 2568 อยู่ที่ 400 บาท/วัน ทั่วประเทศ นอกจากนี้นายจ้างยังต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน เงื่อนไขการเลิกจ้างและค่าชดเชย หัวข้อนี้หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดที่ทำให้เกิดข้อพิพาทบ่อยที่สุด กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดค่าชดเชยขั้นต่ำตามอายุงาน ดังนี้ อายุงาน ค่าชดเชยขั้นต่ำ 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1-3 ปี 90 วัน 3-6 ปี 180 วัน 6-10 ปี 240 วัน 10-20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน สัญญาจ้างสามารถกำหนดค่าชดเชย มากกว่า ที่กฎหมายกำหนดได้ แต่จะกำหนด น้อยกว่า ไม่ได้ ข้อตกลงใดที่ให้สิทธิ์ลูกจ้างต่ำกว่ากฎหมายจะถือเป็นโมฆะ ตัวอย่างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน หลายคนค้นหาตัวอย่างสัญญาจ้างงานเพื่อใช้เป็นต้นแบบ ด้านล่างเป็นโครงสร้างหลักที่ควรมีในแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานของบริษัทเอกชน โครงสร้างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานมาตรฐาน สำหรับ SME ที่ต้องการแบบฟอร์มสำเร็จรูป สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาจ้างงานจากกรมการจัดหางานได้ทั้งแบบ PDF และ Word ข้อกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องรู้เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน เรื่องกฎหมายอาจดูไกลตัว แต่ถ้าไม่รู้อาจถูกฟ้องร้องได้ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำ คือสัญญาจ้างจะกำหนดเงื่อนไขต่ำกว่าสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ตัวอย่างสิทธิ์ขั้นต่ำที่ระบุในสัญญาไม่ได้ต่ำกว่า ได้แก่ ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี วันลาพักร้อนไม่น้อยกว่า 6 วัน/ปี (หลังทำงานครบ 1 ปี) และค่าชดเชยตามอายุงาน อากรแสตมป์สัญญาจ้างงาน ต้องติดเท่าไร สัญญาจ้างทำของต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ของค่าจ้าง ส่วนสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ต้อง ติดอากรแสตมป์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความอากรแสตมป์สัญญาจ้างของ PEAK สัญญาจ้างงาน กับการทำงาน Remote การทำงานแบบ remote หรือ work from home เป็นเรื่องปกติของธุรกิจยุคนี้ แต่สัญญาจ้างงานแบบเดิมอาจไม่ครอบคลุมเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ควรเพิ่มในสัญญาสำหรับพนักงาน remote ได้แก่ วิธีจัดการสัญญาจ้างงานอย่างเป็นระบบ เจ้าของกิจการที่มีพนักงานหลายคนอาจพบว่าการจัดการสัญญาจ้างด้วยกระดาษยุ่งยากและเสี่ยงหาย วิธีที่ดีกว่า คือใช้ระบบดิจิทัลจัดเก็บเอกสาร เช่น เก็บไฟล์สัญญาบน Cloud แยกโฟลเดอร์ตามชื่อพนักงาน ตั้งแจ้งเตือนวันหมดอายุสัญญา และสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการที่ระบุในสัญญา ก็ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับเงินเดือนจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก สรุป: สัญญาจ้างงาน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการเงินเดือนและเอกสารพนักงานด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการค่าใช้จ่ายพนักงาน บันทึกเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย และออกเอกสารทางบัญชีได้อัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงาน ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ผิดกฎหมายไหม กฎหมายไทยยอมรับสัญญาจ้างปากเปล่า แต่ปัญหาคือถ้าเกิดข้อพิพาท ฝ่ายที่ไม่มีหลักฐานจะเสียเปรียบมากในศาลแรงงาน ดังนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำเป็นเอกสารปลอดภัยกว่าเสมอ ผิดสัญญาจ้างงาน มีผลอย่างไร ขึ้นกับว่าฝ่ายไหนผิดสัญญา ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายและค่าชดเชยตามกฎหมาย ถ้าลูกจ้างลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามสัญญา นายจ้างอาจเรียกค่าเสียหายได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องดำเนินเรื่องทางกฎหมาย สัญญาจ้างงาน ภาษาอังกฤษ ต้องทำไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำสำหรับบริษัทที่มีพนักงานต่างชาติหรือเป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ สัญญาสองภาษา (ไทย-อังกฤษ) ช่วยลดปัญหาความเข้าใจผิดและใช้เป็นหลักฐานได้ทั้งในศาลไทยและต่างประเทศ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน PDF หรือ Word ได้ที่ไหน ค้นหา “แบบฟอร์มสัญญาจ้าง” ในเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือขอจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด นำมาปรับรายละเอียดให้ตรงกับธุรกิจของคุณ ควรให้ทนายหรือที่ปรึกษาตรวจก่อนใช้จริง ช่วงทดลองงานกำหนดได้นานเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้โดยเฉพาะ แต่ที่นิยมกันคือ 90-120 วัน ข้อสำคัญคือช่วงทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและประกันสังคมเช่นเดียวกับพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ผังบัญชี คืออะไร คู่มือจัดหมวดค่าใช้จ่ายให้เห็นกำไรจริง

ผังบัญชีเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี แต่ปัญหาที่ SME เจอบ่อยไม่ใช่ไม่มีผังบัญชี แต่คือการมีผัง แต่ลงหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายผิด จนเปิดงบกำไรขาดทุนแล้วตัวเลขไม่สะท้อนความจริง บทความนี้จะพาคุณเข้าใจผังบัญชี ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีจัดหมวดค่าใช้จ่ายแบบที่เจ้าของกิจการอ่านแล้วเห็น margin ได้ทันที ผังบัญชี (Chart of Accounts) คืออะไร ผังบัญชีคือรายการรหัสบัญชีทั้งหมดที่ธุรกิจใช้บันทึกรายการทางการเงิน เปรียบเหมือนสารบัญของบัญชี ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือออก จะถูกจัดเข้ารหัสบัญชีที่ตรงหมวด ผังบัญชีที่ดีช่วยให้เจ้าของกิจการเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เอง ไม่ต้องรอนักบัญชีแปลให้ทุกครั้ง ส่วนผังบัญชีที่จัดหมวดผิดหรือหยาบเกินไป จะทำให้ตัวเลขกำไรขาดทุนพร่ามัว ตัดสินใจผิดพลาดได้ ผังบัญชีสำเร็จรูปกับผังที่ออกแบบเอง อะไรเหมาะกับ SME ผังบัญชีสำเร็จรูปคือ template มาตรฐานที่โปรแกรมบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเตรียมไว้ให้ ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าเอง เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นหรือโครงสร้างไม่ซับซ้อน แต่ถ้าหากธุรกิจเริ่มโต หรือมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท ควรปรับผังบัญชีให้ตรงกับธุรกิจจริง เช่น แยกต้นทุนตามสายผลิตภัณฑ์ หรือแยกค่าใช้จ่ายทีมขายออกจากทีมบริหาร ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้วิธีเริ่มจากสำเร็จรูป แล้วค่อยปรับตามความต้องการ จะเห็นผลดีที่สุด 5 หมวดบัญชีหลักที่ต้องรู้ ผังบัญชีแบ่งออกเป็น 5 หมวดใหญ่ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป หรือ NPAEs (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หมวด ชื่อ ตัวอย่าง รหัสที่มักใช้ 1 สินทรัพย์ เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง 1xxx 2 หนี้สิน เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย 2xxx 3 ส่วนของเจ้าของ (ทุน) ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม 3xxx 4 รายได้ รายได้จากการขาย รายได้จากบริการ ดอกเบี้ยรับ 4xxx 5 ค่าใช้จ่าย ต้นทุนขาย เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 5xxx หมวดที่ 5 คือจุดที่ SME มักมีปัญหามากที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างถูกโยนรวมกันโดยไม่แยกประเภท จนเปิดงบแล้วไม่รู้ว่ากำไรหายไปตรงไหน จัดหมวดค่าใช้จ่ายให้ถูก ใช้บริหารธุรกิจได้จริง ค่าใช้จ่ายในผังบัญชีหมวด 5 ไม่ควรรวมกันเป็นก้อนเดียว การแยกหมวดให้ชัดจะทำให้เจ้าของเห็นว่าเงินไหลออกไปตรงไหน และกำไรขั้นต้น (gross margin) เป็นเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายบริหาร โดยมีหลักการง่ายๆ คือ การแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่ม ชื่อ คืออะไร ตัวอย่าง ต้นทุนขาย Cost of Sales (COS) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือส่งมอบสินค้า/บริการ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงทีมผลิต ค่าขนส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน Operating Expense (Opex) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ เงินเดือนทีมบริหาร ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าโฆษณา เมื่อแยก 2 กลุ่มนี้ชัด คุณจะเห็นสูตรสำคัญ กำไรขั้นต้น = รายได้ – ต้นทุนขาย ถ้ากำไรขั้นต้นต่ำ แปลว่าต้นทุนการผลิตหรือบริการสูงเกินไป ต้องแก้ที่สินค้า ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่ายบริหาร เงินเดือนควรอยู่หมวดไหน ขึ้นกับหน้าที่ของทีม เงินเดือนคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ SME มักจัดผิดหมวด หลักคิดคือ ถ้าพนักงานคนนั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรง ค่าแรงเขาคือต้นทุนขาย ทีม ตัวอย่าง ควรอยู่หมวด เหตุผล ทีมผลิต ช่างประกอบ ช่างเย็บ ต้นทุนขาย (COS) สร้างสินค้าโดยตรง ทีมบริการ ช่างซ่อม ที่ปรึกษา ต้นทุนขาย (COS) ส่งมอบบริการโดยตรง ทีมขาย เซลส์ ทีม BD ค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) ช่วยหารายได้ แต่ไม่ได้ผลิตสินค้า ทีมบริหาร บัญชี HR ผู้บริหาร ค่าใช้จ่ายบริหาร (Admin Expense) สนับสนุนธุรกิจ ไม่ได้สร้างสินค้า ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า มีพนักงาน 10 คน เงินเดือนรวม 300,000 บาท/เดือน ถ้าโยนรวมเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียว จะไม่รู้เลยว่าต้นทุนการผลิตจริงเป็นเท่าไร แต่ถ้าแยกตามตารางข้างบน จะเห็นชัดว่าต้นทุนขายคือเงินเดือนทีมผลิต 180,000 บาท ส่วนที่เหลือ 120,000 บาท คือค่าบริหาร ค่าโฆษณา คอมมิชชัน ส่วนลด จัดยังไงให้เห็นต้นทุนการหาลูกค้า ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) ไม่ปนกับค่าบริหารทั่วไป เพราะเมื่อแยกชัดจะเห็นต้นทุนการหาลูกค้า (Customer Acquisition Cost หรือ CAC) ได้ โดยค่าใช้จ่ายที่ควรอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายขาย ได้แก่ วิธีคำนวณ CAC แบบง่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายขายทั้งเดือน รวมค่าโฆษณา + คอมมิชชัน + ส่วนลด 100,000 บาท จำนวนลูกค้าใหม่ – 50 ราย CAC 100,000 ÷ 50 2,000 บาท/ราย ถ้า CAC สูงเกินกำไรต่อลูกค้า แปลว่าต้องปรับกลยุทธ์การตลาด ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียว แยกยังไงไม่ให้งบกำไรขาดทุนหลอก ค่าใช้จ่ายบางรายการเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่มูลค่าสูง เช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท หรือซ่อมแซมออฟฟิศ 300,000 บาท ถ้าลงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนเดียว กำไรเดือนนั้นจะติดลบ ทั้งที่ธุรกิจไม่ได้ขาดทุนจริง โดยวิธีจัดการคือ บันทึกเป็นสินทรัพย์ในหมวด 1 แล้วทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายผ่านค่าเสื่อมราคา (depreciation คือการกระจายต้นทุนสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน) ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาปีละ 100,000 บาท แบบนี้งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนต้นทุนจริงของแต่ละปี ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและไม่ปกติ เช่น ค่าปรับ ค่าเสียหายจากภัยธรรมชาติ ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ไม่ปนกับค่าใช้จ่ายปกติ เพื่อให้กำไรจากการดำเนินงานสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง ค่าใช้จ่ายที่ต้องกระจาย Prepaid กับ Accrued Expense สำหรับ SME ค่าใช้จ่ายบางรายการจ่ายก่อนแต่ใช้ทีหลัง หรือใช้ก่อนแต่จ่ายทีหลัง ถ้าบันทึกผิดเดือน งบกำไรขาดทุนจะบิดเบือน ประเภท คืออะไร ตัวอย่าง วิธีจัดการ Prepaid Expense (ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า) จ่ายเงินไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 6 เดือน ค่าประกันภัยรายปี บันทึกเป็นสินทรัพย์ก่อน แล้วตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีละเดือน Accrued Expense (ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย) ใช้ประโยชน์แล้ว แต่ยังไม่จ่ายเงิน ค่าไฟฟ้าเดือนนี้ที่ยังไม่ได้รับบิล โบนัสพนักงานที่ตั้งค้างไว้ บันทึกค่าใช้จ่ายทันที แม้ยังไม่จ่ายจริง สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้อง prepaid/accrued ทุกรายการ แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าก้อนใหญ่ เช่น ค่าเช่ารายปี ควรกระจายให้ถูกเดือน เพื่อให้งบรายเดือนสะท้อนต้นทุนจริง ค่าใช้จ่ายเจ้าของปนบริษัท แยกยังไงให้ถูกภาษีและคุมง่าย ปัญหาที่พบมากที่สุดใน SME ไทยคือ เจ้าของใช้เงินบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าน้ำมันรถส่วนตัว ค่าอาหาร ค่าเดินทางครอบครัว ถ้าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท จะมีปัญหา 2 ด้าน วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ วิธีออกแบบผังบัญชีแบบเจ้าของอ่านง่าย ผังบัญชีที่ดีไม่ใช่ผังที่ละเอียดที่สุด แต่คือผังที่เจ้าของเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เองภายใน 5 นาที โดยหลักการออกแบบมี 3 ข้อ คือ หมวดไหนควรแยกละเอียด หมวดไหนรวมได้ ไม่จำเป็นต้องแยกทุกรายการให้ละเอียดเท่ากัน ให้ดูว่าเจ้าของต้องติดตามตัวเลขไหนเป็นประจำ โดยหมวดที่ควรแยกละเอียดคือ ต้นทุนขายแยกตามประเภทสินค้าหรือบริการ ค่าโฆษณาแยกตามช่องทาง (Facebook/Google/อื่นๆ) และเงินเดือนแยกตามแผนก หมวดที่รวมได้เพื่อความสะดวก อาทิเช่น ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต) รวมเป็นรหัสเดียวได้ หรือค่าเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน และวัสดุสิ้นเปลือง รวมเป็นรหัสเดียว เป็นต้น ตัวอย่างผังบัญชีหมวดค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจ SME ผังบัญชีด้านล่างเป็นตัวอย่างสำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ ปรับเพิ่มหรือลดรหัสย่อยได้ตามความต้องการ รหัส ชื่อบัญชี ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ 5100 ต้นทุนขาย ✅ ต้นทุนสินค้า ✅ ค่าแรงบริการ 5110 ค่าวัตถุดิบ/สินค้า ✅ – 5120 ค่าแรงผลิต/บริการ ✅ ✅ 5130 ค่าขนส่งสินค้า ✅ – 5200 ค่าใช้จ่ายขาย ✅ ✅ 5210 ค่าโฆษณาออนไลน์ ✅ ✅ 5220 คอมมิชชันพนักงานขาย ✅ ✅ 5300 ค่าใช้จ่ายบริหาร ✅ ✅ 5310 เงินเดือนทีมบริหาร ✅ ✅ 5320 ค่าเช่าสำนักงาน ✅ ✅ 5330 ค่าสาธารณูปโภค ✅ ✅ 5900 ค่าใช้จ่ายอื่น ✅ ค่าปรับ ค่าเสียหาย ✅ ใช้ PEAK จัดการผังบัญชี ลดงานซ้ำ เห็นตัวเลขจริง PEAK มีผังบัญชีสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานได้ทันทีหลังสมัคร และปรับเพิ่มรหัสบัญชีได้ตามต้องการ นอกจากนี้ PEAK ยังมีระบบวิเคราะห์ธุรกิจของ PEAK (PEAK Board) แสดงกำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดเป็นกราฟให้เจ้าของดูได้ทันที ไม่ต้องดาวน์โหลดงบมาเปิดใน Excel อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน สรุป: ออกแบบผังบัญชีให้เห็นกำไรจริง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผังบัญชี SME ต้องมีผังบัญชีละเอียดแค่ไหน ไม่มีกฎตายตัว แต่อย่างน้อยควรแยกต้นทุนขายกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานออกจากกัน ส่วนรายละเอียดภายในแต่ละหมวดขึ้นกับว่าเจ้าของต้องการดูตัวเลขไหนเป็นประจำ ถ้ายังไม่แน่ใจ เริ่มจากผังสำเร็จรูปแล้วค่อยเพิ่มรหัสทีหลังได้ เปลี่ยนผังบัญชีระหว่างปีได้ไหม เปลี่ยนได้ แต่ต้องระวังเรื่องการย้ายยอดสะสม ถ้าเพิ่มรหัสใหม่ที่ไม่กระทบรหัสเดิม ทำได้เลย แต่ถ้าต้องรวมหรือแยกรหัสที่มียอดอยู่ ควรทำต้นรอบบัญชีใหม่และปรึกษานักบัญชี ผังบัญชีกับเลขบัญชี 4 หลักกับ 5 หลักต่างกันยังไง เลข 4 หลักเป็นมาตรฐานที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ เช่น 5100 คือต้นทุนขาย ถ้าธุรกิจมีรายการเยอะขึ้น ใช้ 5 หลักเพื่อแยกย่อยได้ เช่น 51001 คือค่าวัตถุดิบ A, 51002 คือค่าวัตถุดิบ B การเพิ่มหลักไม่กระทบโครงสร้างเดิม แค่เพิ่มรายละเอียด ค่าเสื่อมราคาควรอยู่หมวดไหนในผังบัญชี ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต้องแยกตามประเภทของสินทรัพย์ ถ้าเป็นเครื่องจักรผลิต ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนขาย ถ้าเป็นอุปกรณ์สำนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริหาร หลักคิดเหมือนเงินเดือน คือดูว่าสินทรัพย์นั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่ป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง สาม ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่แจ้งเตือนบิลค้างและแสดงรายรับแบบเรียลไทม์ แทนการพึ่ง spreadsheet

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Revenue Leakage คืออะไร 6 รอยรายได้รั่ว ที่ SME มักมองข้าม

ยอดขายดี ลูกค้าเพิ่ม แต่พอดูกำไรจริงกลับน้อยกว่าที่ควร ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ สาเหตุอาจไม่ใช่ต้นทุนสูง แต่เป็น Revenue Leakage หรือรายได้รั่วไหลที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ ในทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจ B2B โดยในบทความนี้ จะพาคุณมาเจาะ 6 จุดรอยรั่วที่ SME ไทยเจอบ่อยที่สุด พร้อม Checklist ตรวจสอบและวิธีอุดจุดรั่วที่นำไปใช้ได้ทันที Revenue Leakage คืออะไร รายได้รั่วไหลหมายถึงอะไร Revenue Leakage คือรายได้ที่ธุรกิจควรได้รับแต่กลับหายไป โดยอาจมีสาเหตุจากขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการออกบิลล่าช้า ส่วนลดที่ไม่ได้บันทึก หรือสัญญาที่ไม่ครอบคลุมงานที่ทำจริง หรือถ้ายังเห็นภาพไม่ชัด ให้ลองนึกภาพถังน้ำที่มีรอยรั่ว น้ำไหลออกทีละนิด กว่าจะรู้ตัวอีกที น้ำอาจหายไปครึ่งถังแล้ว งานวิจัยจาก EY และ MGI Research ยังระบุว่าธุรกิจทั่วโลกสูญเสียรายได้จาก Revenue Leakage เฉลี่ย 1-5% ของ revenue ทั้งหมด Revenue Leakage vs Revenue Loss ต่างกันยังไง Revenue Loss คือรายได้ที่หายไปจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ คู่แข่งแย่งลูกค้า หรือสินค้าล้าสมัย ซึ่งยากจะควบคุม Revenue Leakage แตกต่างออกไป เพราะเกิดจากปัจจัยภายในที่แก้ไขได้ เช่น ลืมออกบิล ไม่คุมส่วนลด หรือปล่อยให้ลูกค้าใช้งานเกินสัญญา พูดง่าย ๆ คือเงินที่ควรได้แต่ไม่ได้ เพราะระบบภายในมีรูรั่ว 6 จุดรั่ว Revenue Leakage ที่ SME ต้องระวัง ธุรกิจ B2B ที่ทำงานแบบโปรเจกต์หรือสัญญารายเดือน มีจุดเสี่ยงมากกว่าธุรกิจขายปลีก เพราะวงจรรายได้ซับซ้อนกว่า ตั้งแต่เสนอราคาจนถึงรับเงิน จุดรั่วที่พบบ่อยที่สุดมี 6 จุด 1. ส่งงานแล้วแต่ยังไม่ออกใบแจ้งหนี้ จุดรั่วที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับ SME บริการ คือทำงานเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น agency ทำงานดีไซน์เสร็จแต่ PM ลืมส่งเรื่องให้บัญชีออกบิล หรือฟรีแลนซ์ส่งงานแล้วรอลูกค้าตอบก่อนค่อยเรียกเก็บเงิน ผ่านไป 2-3 เดือนก็ลืม 2. งานบานแต่ราคาเดิม ทำกำไรหาย ลูกค้าขอเพิ่มงานทีละนิด เช่น ช่วยแก้ตรงนี้อีกหน่อย หรือเพิ่มรายงานอีกชุดนึงได้ไหม แม้จะดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันทั้งโปรเจกต์ ต้นทุนที่ใช้ไปจริงสูงกว่าราคาที่ตกลงไว้มาก สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับทำเว็บไซต์ราคา 150,000 บาท แต่ลูกค้าขอเพิ่มหน้า ขอแก้ดีไซน์ ขอเพิ่ม feature ระหว่างทาง จนต้นทุนเวลากับค่าจ้างกลายเป็น 200,000 บาท กำไร 50,000 บาทที่เดิมควรได้ก็หายไป 3. ลูกค้าหายไปตอนหมดสัญญา ธุรกิจ B2B ที่มีสัญญารายปีมักพบว่าลูกค้าหลุดไป เพราะไม่มีใครติดตามเรื่อง renewal ปล่อยให้สัญญาหมดอายุโดยไม่มีการเจรจาต่อ ลูกค้าก็ย้ายไปใช้บริการเจ้าอื่นหรือหยุดใช้บริการไปเลย 4. ดีลปากเปล่า ส่วนลดที่ไม่ได้ลงสัญญา การตกลงแบบปากเปล่า เช่น ฝ่ายขายลด 10% ให้ลูกค้าในเดือนแรก แต่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขในสัญญา ส่วนลดนั้นถูกนำมาใช้ต่อทุกเดือน เพราะไม่มีใครรู้ว่าตกลงกันไว้อย่างไร รายได้ที่ควรได้เต็มจำนวนก็หายไปทุกเดือน 5. Upsell แต่คิดราคาเดิม ลูกค้าเริ่มใช้บริการ 5 user แต่โปรโมชันขยายให้เป็น 15 user โดยยังจ่ายราคาเดิม สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ เมื่อสัญญาไม่ได้ระบุเกณฑ์ปรับราคาตามการใช้งาน ธุรกิจก็เสียรายได้ส่วนต่างทุกเดือน 6. เครดิตเทอมและ Refund ที่ไม่ได้ตรวจสอบ เครดิตเทอมที่ออกให้ลูกค้าแต่ไม่มีระบบตรวจสอบว่าควรให้จริงหรือเปล่า หรือ Refund ที่อนุมัติซ้ำซ้อนโดยไม่ตั้งใจ จุดรั่วนี้มักเกิดเมื่อหลายฝ่ายมีอำนาจอนุมัติแต่ไม่มีระบบ cross-check กลาง Revenue Leakage ส่งผลกระทบอะไรบ้าง ผลกระทบไม่ได้มีแค่รายได้หาย แต่กระทบทั้งระบบ วิธีตรวจหาจุดรั่ว Revenue Leakage ในธุรกิจของคุณ เริ่มจากการเปรียบเทียบรายได้ที่ควรได้กับรายได้ที่ได้จริง ในแต่ละเดือน ถ้ามีส่วนต่างที่อธิบายไม่ได้ นั่นคือสัญญาณ revenue leakage วิธีง่ายที่สุดคือทำ Revenue Leakage Audit เดือนละครั้ง ใช้ Checklist ด้านล่างนี้ Revenue Leakage Audit – Checklist ตรวจ 10 จุดรั่วรายเดือน วิธีป้องกันและอุดจุดรั่ว Revenue Leakage สำหรับ SME รู้จุดรั่วแล้ว ทีนี้มาดูวิธีอุดแต่ละจุด จัดระบบออกบิลให้ตรงเวลา ตั้งกฎเรื่องเวลาให้ชัดเจน เช่น ส่งงานเสร็จภายใน 3 วันต้องออกบิล แล้วใช้ระบบบัญชีช่วยเตือนอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งความจำของ PM หรือฝ่ายขาย คุมสโคปงาน ด้วยเอกสาร ให้มีความรัดกุม เมื่อลูกค้าขอเปลี่ยนแปลงงาน ให้ใช้ขั้นตอนนี้ ถ้าไม่มีขั้นตอนนี้ คำว่า ช่วยเพิ่มอีกนิดนึง จะกลายเป็นกำไรที่หายไปทีละนิด วางระบบแจ้งเตือน Renewal – Timeline 30-60-90 วัน อย่ารอจนสัญญาหมดแล้วค่อยติดต่อ ให้ตั้งระบบแจ้งเตือน 3 ช่วง ช่วงเวลาก่อนหมดสัญญา สิ่งที่ต้องทำ 90 วัน Review สัญญาเดิม เตรียมข้อเสนอต่ออายุ 60 วัน ติดต่อลูกค้า เจรจาเงื่อนไขใหม่ 30 วัน Finalize สัญญาใหม่ เซ็นให้เสร็จ ล็อกส่วนลดไว้ในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนลดทุกรายการต้องระบุในสัญญาอย่างชัดเจน ว่าลดเท่าไร ลดกี่เดือน หมดเมื่อไร หลังหมดกลับเป็นราคาเต็มอัตโนมัติ ป้องกันส่วนลดตลอดชาติที่ไม่มีใครตั้งใจให้ วางเกณฑ์การคิดราคาตามการใช้งาน (Usage-based/Tier) – ป้องกันการ Upsell ราคาเดิม ระบุในสัญญาให้ชัดว่า ราคาที่ตกลงครอบคลุมการใช้งานระดับไหน เช่น แพ็กเกจนี้รองรับ 5 user เมื่อใช้เกินจะคิดราคา tier ถัดไป เมื่อมีเกณฑ์ชัดเจน การแจ้งปรับราคาจะเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องกระอักกระอ่วน ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยติดตามรายได้ ป้องกันรั่วอัตโนมัติ เมื่อจุดรั่วหลายจุดเกิดจากการลืมหรือไม่มีระบบตรวจ วิธีที่ดีที่สุดคือใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่ช่วยติดตามรายรับแบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนเมื่อมีใบแจ้งหนี้ค้าง และออกรายงานเปรียบเทียบรายได้ที่ควรได้กับที่ได้จริง สรุป – อุดรูรั่วก่อน แล้วกำไรจะเพิ่มเอง Revenue Leakage ไม่ใช่ปัญหาของบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ที่มีลูกค้า B2B เพียงไม่กี่ราย ก็สูญเสียรายได้หลักหมื่นถึงหลักแสนต่อปีได้ ถ้าไม่มีระบบตรวจจับ สิ่งที่ทำได้ทันที ติดตามรายได้แบบเรียลไทม์ ลดจุดรั่วด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ออกใบแจ้งหนี้ได้ทันที ติดตามสถานะบิลแบบเรียลไทม์ และดูรายงานรายรับรายจ่ายจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องรอปิดงบถึงจะรู้ว่ามีรายได้ค้างตรงไหน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Revenue Leakage ทำไมส่งงานแล้วแต่ยังไม่ออกบิลถึงเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดของ SME บริการ เพราะส่งผลกระทบ 3 ทางพร้อมกัน หนึ่ง cash flow สะดุดเพราะเงินไม่เข้า สอง งบการเงินแสดงรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงทำให้ตัดสินใจทางธุรกิจผิดพลาด สาม ยิ่งทิ้งไว้นานยิ่งยากจะเรียกเก็บย้อนหลัง เพราะลูกค้าอาจโต้แย้งว่าผ่านไปนานแล้ว ดีลส่วนลดปากเปล่าโดยไม่มีสัญญาผูกมัด ส่งผลเสียต่อบัญชีอย่างไร รายได้จริงที่เข้าบัญชีไม่ตรงกับราคาในใบเสนอราคาหรือ price list ทำให้รายงาน margin ผิดเพี้ยน ตรวจสอบบัญชีปลายปียุ่งยากเพราะหาที่มาของส่วนลดไม่ได้ และถ้าฝ่ายขายลาออก ไม่มีใครรู้ว่าเคยตกลงอะไรไว้ ลูกค้าก็อ้างสิทธิ์ส่วนลดต่อไปเรื่อย ๆ ลูกค้าขยายการใช้งานแต่จ่ายราคาเดิม ควรแจ้งปรับราคาอย่างไรไม่ให้เสียลูกค้า เริ่มจากแสดงข้อมูลการใช้งานจริงเทียบกับโควตาเดิม ให้ลูกค้าเห็นว่าได้คุณค่าเกินกว่าที่จ่ายอยู่ จากนั้นเสนอ 2-3 tier ให้เลือก แทนที่จะแจ้งขึ้นราคาเฉย ๆ แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน และเน้นว่า tier ใหม่มี benefit อะไรเพิ่ม ลูกค้าจะรู้สึกว่าได้เลือก ไม่ใช่ถูกบังคับ SME ขนาดเล็กที่ไม่มีทีมบัญชีแยก จะเริ่มอุด Revenue Leakage อย่างไร เริ่มจาก 3 อย่างที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม หนึ่ง ตั้งกฎว่าทุกงานที่ส่งต้องออกบิลภายใน 3 วัน สอง เก็บเงื่อนไขส่วนลดและ scope ในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง สาม ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่แจ้งเตือนบิลค้างและแสดงรายรับแบบเรียลไทม์ แทนการพึ่ง spreadsheet

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

วงจรเงินสด คืออะไร ผลกระทบต่อธุรกิจ และแนวทางแก้ไข

ยอดขายโตขึ้นทุกเดือน แต่พอถึงสิ้นเดือนเงินสดในบัญชีกลับไม่พอจ่าย ถ้าเจอปัญหานี้ วงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle หรือ CCC) คือตัวเลขที่ช่วยหาต้นตอได้ภาพเดียว บทความนี้จะพาเจ้าของกิจการ SME และนักบัญชีเข้าใจ CCC แบบไม่ต้องท่องสูตร พร้อมค่าอ้างอิงของอุตสาหกรรม (benchmark) เทียบธุรกิจไทย 3 ประเภท แนวทางเพื่อการวินิจฉัยว่าเงินติดตรงไหน และ action plan ที่ใช้ลด CCC ได้จริง 10 วัน วงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรดูเป็นตัวเลขหลัก วงจรเงินสดคือจำนวนวันนับตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ จนกว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้ครบ ยิ่งวงจรเงินสดสั้น ธุรกิจยิ่งได้เงินกลับมาหมุนเร็ว ยิ่ง CCC หลายวัน เงินสดยิ่งถูกขังอยู่ในระบบนาน กำไรในงบการเงินอาจดูดี แต่ถ้า CCC สูง เงินสดจริงจะไม่ตรงกับกำไรที่เห็น นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการควรดู CCC เป็นตัวเลขหลักควบคู่กับกำไร เพราะธุรกิจที่ล้มไม่ได้ล้มเพราะขาดทุนเสมอไป แต่มักล้มเพราะเงินสดไม่พอจ่าย วงจรเงินสด vs กระแสเงินสด vs เงินทุนหมุนเวียน ต่างกันยังไง คำทั้งสามนี้เกี่ยวข้องกันแต่วัดคนละมุม คำศัพท์ วัดอะไร หน่วย ตัวอย่าง วงจรเงินสด (CCC) ระยะเวลาที่เงินหมุนครบรอบ วัน CCC = 45 วัน กระแสเงินสด (Cash Flow) จำนวนเงินสดที่ไหลเข้า-ออกในช่วงเวลาหนึ่ง บาท กระแสเงินสดจากดำเนินงาน = +500,000 บาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียน บาท Working Capital = 1.2 ล้านบาท CCC ช่วยบอกว่าเงินหมุนเร็วหรือช้า ขณะที่กระแสเงินสดบอกว่าเงินเข้าหรือออก และเงินทุนหมุนเวียนบอกว่าธุรกิจมีเงินสำรองมากแค่ไหน ทั้งสามตัวเลขนี้ใช้ร่วมกันจะเห็นสุขภาพการเงินธุรกิจชัดที่สุด สูตร CCC = DIO + DSO – DPO คืออะไร สูตรนี้ประกอบด้วยตัวแปร 3 ตัว ที่แต่ละตัวจะบอกว่าเงินติดอยู่ที่จุดไหนในธุรกิจ ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าเงินวิ่งจากกระเป๋าคุณออกไปซื้อของ แล้ววนกลับมาเข้ากระเป๋าอีกครั้ง CCC คือจำนวนวันที่เงินหายไปจากกระเป๋า (อ้างอิงสูตรตาม Investopedia – Cash Conversion Cycle) DIO – Days Inventory Outstanding (วันสต๊อกค้าง) DIO คือจำนวนวันเฉลี่ยที่สินค้าอยู่ในสต๊อกก่อนขายออก ยิ่ง DIO สูง แปลว่าสินค้าขายช้า เงินจมอยู่ในสต๊อกนาน สูตร DIO = (สินค้าคงเหลือเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 DSO – Days Sales Outstanding (วัน AR ค้าง) DSO คือจำนวนวันเฉลี่ยที่ต้องรอเก็บเงินจากลูกค้าหลังขายสินค้าแล้ว ยิ่ง DSO สูง แปลว่าเก็บเงินได้ช้า เงินติดอยู่ในลูกหนี้การค้า (Account Receivable หรือ AR) สูตร DSO = (ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ รายได้จากการขาย) × 365 DPO – Days Payable Outstanding (วัน AP ค้าง) DPO คือจำนวนวันเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เวลาจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ยิ่ง DPO สูง แปลว่าเราถือเงินไว้ได้นาน ซึ่งช่วยให้มีเงินสดหมุนมากขึ้น แต่มีข้อควรระวังที่ต้องดูควบคู่กัน สูตร DPO = (เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 ที่มาของแต่ละตัวแปร และ 4 กับดักที่ทำให้คำนวณผิด ข้อมูลทุกตัวดึงจากงบการเงิน 2 งบ คือ งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) กับ งบกำไรขาดทุน แต่ก่อนข้องระวัง 4 กับดักนี้ ตัวอย่างคำนวณ CCC ทีละขั้น สมมุติ บริษัท สมาร์ท เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลดังนี้ รายการ ต้นงวด (บาท) ปลายงวด (บาท) เฉลี่ย (บาท) สินค้าคงเหลือ 800,000 1,200,000 1,000,000 ลูกหนี้การค้า (ก่อน VAT) 560,000 840,000 700,000 เจ้าหนี้การค้า (ก่อน VAT) 400,000 600,000 500,000 ต้นทุนขาย (ทั้งปี) – – 6,000,000 รายได้จากการขาย (ทั้งปี) – – 10,000,000 ขั้น ตัวชี้วัด การคำนวณ ผลลัพธ์ 1 DIO (1,000,000 ÷ 6,000,000) × 365 61 วัน 2 DSO (700,000 ÷ 10,000,000) × 365 26 วัน 3 DPO (500,000 ÷ 6,000,000) × 365 30 วัน 4 CCC 61 + 26 – 30 57 วัน แปลว่าตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้า จนกว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้ ธุรกิจนี้ต้องรอ 57 วัน CCC เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี เทียบ SME ไทย 3 ประเภท เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีลักษณะการหมุนเงินต่างกัน จึงไม่มีตัวเลขวงจรเงินสดมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ แนวทางที่ดีที่สุดคือเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันและเทียบกับตัวเองย้อนหลัง โดยตัวเลขในตารางด้านล่างใช้เพื่อการอ้างอิงเชิงทฤษฎีเท่านั้น ไมควรนำไปใช้คำนวณอย่างเป็นทางการ ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) ตัวชี้วัด ช่วงที่พบบ่อย ค่าที่ควรระวัง DIO 30–60 วัน > 90 วัน DSO 30–45 วัน > 60 วัน DPO 30–45 วัน < 15 วัน CCC 30–60 วัน > 90 วัน ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จากหัวข้อก่อนหน้า มี CCC 57 วัน อยู่ในช่วงปกติ แต่ DIO 61 วันเริ่มเกินขอบบนแล้ว สินค้าที่ค้างอยู่ในคลังน่าจะเป็นจุดแรกที่ต้องดู ส่วน DSO 26 วันดีกว่าเกณฑ์อยู่แล้ว ร้านค้าออนไลน์ที่ใช้ระบบขายตรงส่งจากผู้ผลิต (dropship) อาจมี DIO ต่ำมากเพราะไม่ถือสต๊อกเอง ธุรกิจบริการ (Service) – เมื่อ DIO = 0 ตัวชี้วัด ช่วงที่พบบ่อย ค่าที่ควรระวัง DIO 0 วัน (ไม่มีสต๊อก) – DSO 30–60 วัน > 90 วัน DPO 15–30 วัน < 7 วัน CCC 15–30 วัน > 60 วัน ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี คลาวด์ บุ๊คส์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับทำบัญชีรายเดือน ไม่มีสต๊อกสินค้า จึงไม่มี DIO ข้อมูลดังนี้ ขั้น ตัวชี้วัด การคำนวณ ผลลัพธ์ 1 DIO ไม่มีสต๊อก 0 วัน 2 DSO (250,000 ÷ 3,600,000) × 365 25 วัน 3 DPO (50,000 ÷ 1,200,000) × 365 15 วัน 4 CCC 0 + 25 – 15 10 วัน CCC 10 วันถือว่าดีมาก จุดที่ต้องระวังคือ DSO เพราะลูกค้ามักจ่ายช้าหลังรับงานแล้ว ถ้าลูกค้าเปลี่ยนมาจ่ายเฉลี่ย 50 วัน CCC จะกระโดดจาก 10 เป็น 35 วันทันที ธุรกิจผลิต (Manufacturing) ตัวชี้วัด ช่วงที่พบบ่อย ค่าที่ควรระวัง DIO 45–90 วัน > 120 วัน DSO 30–60 วัน > 90 วัน DPO 30–60 วัน < 15 วัน CCC 45–90 วัน > 120 วัน ตัวอย่าง โรงงาน กรีน แพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตบรรจุภัณฑ์ มีทั้งวัตถุดิบ งานระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป ขั้น ตัวชี้วัด การคำนวณ ผลลัพธ์ 1 DIO (2,500,000 ÷ 12,000,000) × 365 76 วัน 2 DSO (1,800,000 ÷ 18,000,000) × 365 37 วัน 3 DPO (1,500,000 ÷ 12,000,000) × 365 46 วัน 4 CCC 76 + 37 – 46 67 วัน CCC 67 วันอยู่ในช่วงปกติของธุรกิจผลิต แต่ DIO 76 วันค่อนข้างสูง เพราะมีทั้งวัตถุดิบและงานระหว่างผลิตรวมอยู่ การลด lead time การผลิตจะช่วยลด DIO ได้โดยตรง หลักการวิเคราะห์สัญญาณชีพวงจรเงินสด เมื่อพอเข้าใจพื้นฐานของวงจรเงินสดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือดูว่าธุรกิจเราเงินติดตรงไหนมากที่สุด เพราะจุดที่เกินเกณฑ์มากที่สุดคือจุดที่แก้แล้วเห็นผลเร็วที่สุด Checklist: 5 สัญญาณว่าเงินสดกำลังติด ถ้าเข้าเกณฑ์ตั้งแต่ 2 ข้อ ถึงเวลาต้องวิเคราะห์ DIO DSO DPO เป็นรายตัว DIO, DSO, DPO สัมพันธ์กันอย่างไร เพื่อความเข้าใจในธุรกิจ ให้ลองคำนวณ DIO DSO DPO ของตัวเองแล้วนำมาเทียบกับตารางด้านล่าง ถ้าพบว่า แปลว่า ไปอ่านต่อ DIO สูงกว่ามาตรฐานอ้างอิงเกิน 30% เงินจมในสต๊อก สินค้าหมุนช้า กลยุทธ์ลด DIO DSO สูงกว่ามาตรฐานอ้างอิงเกิน 30% เก็บเงินลูกค้าช้า เงินติดในลูกหนี้ กลยุทธ์ลด DSO DPO ต่ำกว่ามาตรฐานอ้างอิงเกิน 30% จ่ายซัพพลายเออร์เร็วเกินจำเป็น กลยุทธ์เพิ่ม DPO CCC แย่ลง ทั้งที่ยอดขายโต เกิดจากอะไรได้บ้าง ปัญหาวงจรเงินสดยืดออกนี้พบบ่อยมากใน SME ที่เติบโตเร็ว เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นดึงเอาเงินสดไปขังไว้ในลูกหนี้และสต๊อกมากขึ้นตามไปด้วย สาเหตุหลัก 3 ข้อคือ สาเหตุที่ 1 – ปล่อยเครดิตนานขึ้นเพื่อดึงลูกค้า เวลายอดขายโตเร็ว ทีมขายมักเสนอระยะเวลาให้เครดิต (credit term) ยาวขึ้นเพื่อปิดดีล ทำให้ DSO พุ่ง สาเหตุที่ 2 – สต๊อกสินค้าเพิ่มเร็วกว่ายอดขาย สั่งสินค้ามาเผื่อล่วงหน้ามากเกินไป หรือสินค้าบางรุ่นขายไม่ออก ทำให้ DIO พุ่ง สาเหตุที่ 3 – จ่ายซัพพลายเออร์เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็น บางธุรกิจจ่ายเร็วเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่ถ้าจ่ายเร็วกว่าเงื่อนไขที่ซัพพลายเออร์ให้ DPO จะลดลง CCC จึงยาวขึ้น ทั้ง 3 สาเหตุแก้ได้ด้วยแผนในหัวข้อถัดไป เทคนิคลด CCC ภายใน 10 วัน เริ่มต้นยังไง หลังวินิจฉัยวงจรเงินสดแล้วว่าเงินติดตรงไหน ขั้นตอนต่อไปคือลงมือแก้ หลักคิดคือลดตัวที่ห่างจากค่ามาตรฐานมากที่สุดก่อน เพราะจะเห็นผลเร็วที่สุด กลยุทธ์ลด DIO – ลดสต๊อกค้างนาน กลยุทธ์ลด DSO – เก็บเงินจากลูกค้าเร็วขึ้น กลยุทธ์เพิ่ม DPO – ต่อรองเครดิต ดังนั้น DPO ควรเพิ่มอย่างสมดุล ไม่ใช่ยืดให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวอย่างคำนวณ: ลด CCC 10 วัน กลับมาดูบริษัท สมาร์ท เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มี CCC 57 วัน จาก self-diagnosis พบว่า DIO 61 วันเกินช่วงปกติ 30–60 วัน จึงเริ่มแก้ที่สต๊อกก่อน กลยุทธ์ ก่อนแก้ หลังแก้ ลดได้ ฐานคำนวณ เงินสดที่ปลดล็อก ลด DIO (ระบายสต๊อกช้า + สั่งซื้อตามข้อมูลจริง) 61 วัน 55 วัน 6 วัน ต้นทุนขาย 6 ล้าน ÷ 365 98,630 บาท ลด DSO (ออกใบแจ้งหนี้ทันที + ติดตาม AR) 26 วัน 24 วัน 2 วัน ยอดขาย 10 ล้าน ÷ 365 54,795 บาท เพิ่ม DPO (เดิมจ่ายเฉลี่ยวันที่ 28 เปลี่ยนเป็นจ่ายเต็มกำหนด 30 วัน) 30 วัน 32 วัน 2 วัน ต้นทุนขาย 6 ล้าน ÷ 365 32,877 บาท CCC ใหม่ 57 วัน 47 วัน 10 วัน ≈ 186,000 บาท ลด CCC 10 วัน หมายความว่าปลดล็อกเงินสดหมุนเวียนได้ราว 186,000 บาท สำหรับธุรกิจที่มียอดขาย 10 ล้านบาทต่อปี PEAK ช่วยติดตามวงจรเงินสดได้อย่างไร PEAK Account ช่วยจัดการลูกหนี้การค้า (AR) เจ้าหนี้การค้า (AP) และสินค้าคงเหลือ (Inventory) ให้เป็นระบบอัตโนมัติ ข้อมูลทุกตัวที่ต้องใช้คำนวณ CCC ถูกบันทึกไว้ในระบบแล้วโดยไม่ต้องเปิดงบมาคำนวณเอง สำหรับเจ้าของกิจการที่อยากเห็นภาพรวมกระแสเงินสดแบบ Real-Time PEAK Board แสดง Dashboard วิเคราะห์ธุรกิจที่ช่วยให้เห็นสถานะ AR AP สินค้าคงเหลือ และกระแสเงินสดได้ในหน้าจอเดียว ไม่ต้องรอปิดงบ สรุป: วงจรเงินสดคือเข็มทิศบอกสุขภาพเงินสดของธุรกิจ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวงจรเงินสด CCC ติดลบหมายความว่าอะไร วงจรเงินสดติดลบดีจริงไหม CCC ติดลบแปลว่าธุรกิจเก็บเงินจากลูกค้าได้ก่อนที่จะต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ พบได้ในธุรกิจที่รับเงินสดทันที เช่น ร้านสะดวกซื้อหรือ e-Commerce แบบจ่ายก่อนรับของ โดยทั่วไป CCC ติดลบถือว่าดี แต่ต้องดูด้วยว่าไม่ได้เกิดจากการผิดนัดจ่ายเจ้าหนี้จนเสียความน่าเชื่อถือ วงจรเงินสดเท่าไหร่ถือว่าดีสำหรับ SME ไทย ไม่มีตัวเลขตายตัว วิธีที่ดีกว่าคือดูแนวโน้มของตัวเอง ถ้า CCC ไตรมาสนี้สูงกว่าไตรมาสก่อนเกิน 10 วัน หรือสูงกว่าค่าอ้างอิงของอุตสาหกรรมเดียวกันเกิน 30% ถือว่าต้องหาสาเหตุ ค่าอ้างอิงแยกตามประเภทธุรกิจดูได้ในหัวข้อ CCC เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี ด้านบน วงจรเงินสดต่างจากเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ยังไง เงินทุนหมุนเวียนบอกว่ามีเงินสำรองพอไหม (หน่วยเป็นบาท) ส่วนวงจรเงินสดบอกว่าเงินหมุนเร็วหรือช้า (หน่วยเป็นวัน) ธุรกิจที่ Working Capital สูงแต่ CCC ยาว ก็ยังเจอเงินขาดมือได้ เพราะเงินส่วนใหญ่ติดอยู่ในลูกหนี้หรือสต๊อก ใช้ทั้งสองตัวคู่กันจะเห็นภาพชัดที่สุด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความงบการเงินอ่านยังไงของ PEAK ธุรกิจบริการที่ไม่มีสต๊อก คำนวณวงจรเงินสดยังไง ข้ามตัว DIO ใช้แค่ CCC = DSO – DPO โฟกัสที่ DSO เป็นหลัก เพราะธุรกิจบริการมักเจอลูกค้าจ่ายช้าหลังส่งมอบงาน ตัวอย่างตัวเลขจริงดูได้ในหัวข้อ ธุรกิจบริการ – เมื่อ DIO = 0 ด้านบน ถ้าต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยจัดระบบบัญชี ลองค้นหาสำนักงานบัญชีใกล้คุณ ควรคำนวณวงจรเงินสดบ่อยแค่ไหน อย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อดูแนวโน้มว่า CCC ดีขึ้นหรือแย่ลง ธุรกิจที่มียอดขายผันผวนตามฤดูกาลควรดูทุกเดือน และเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนจะแม่นกว่าเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า ดูตัวเลข DIO DSO DPO จากงบการเงินตรงไหน สินค้าคงเหลือ ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ ดูจากงบดุล ส่วนต้นทุนขายและรายได้ ดูจากงบกำไรขาดทุน ก่อนคำนวณอย่าลืมปรับยอดตามกับดัก 4 ข้อในหัวข้อ ตัวเลขดึงมาจากงบไหน ด้านบน โดยเฉพาะเรื่องลูกหนี้ที่รวม VAT ซึ่งทำให้วงจรเงินสดบวมเกินจริง

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

DPO คืออะไร กลยุทธ์บริหารเจ้าหนี้ ให้เงินสดหมุนเวียนดี 

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนรู้ว่าต้องจ่ายเจ้าหนี้ให้ตรงเวลา แต่น้อยคนที่รู้ว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ให้กระแสเงินสดดีที่สุด DPO (Days Payable Outstanding) คือตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้ DPO คืออะไร DPO หรือ Days Payable Outstanding คือ อัตราส่วนทางการเงินที่วัดว่าธุรกิจ ใช้เวลากี่วันในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการจนถึงวันที่จ่ายเงินจริง พูดง่ายๆ ว่าถ้าร้านค้าสั่งสินค้ามาขาย แล้วจ่ายเงินผู้ขายอีก 45 วันถัดมา แสดงว่าระยะเวลาชำระหนี้ของร้านนั้นประมาณ 45 วัน ภาพรวมวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คืออะไร Cash Conversion Cycle หรือ CCC คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจต้องใช้เวลากี่วันตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้า จนกว่าจะได้เงินคืนจากการขาย (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้น) สูตร CCC มีองค์ประกอบ 3 ส่วน CCC = DIO (วันที่สินค้าค้างสต๊อก) + DSO (วันที่รอเก็บเงินลูกค้า) – DPO (วันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้) ยิ่งธุรกิจจ่ายเงินเจ้าหนี้ได้ช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะได้กระแสเงินสดกลับมาหมุนเร็วขึ้น ธุรกิจจึงมีสภาพคล่องดีขึ้นโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม ทั้งนี้ ระยะการจ่ายหนี้ ต้องมีความเหมาะสม และไม่กระทบต่อเครดิตเทอมโดยรวม ความแตกต่างระหว่าง DPO, DSO และ DIO ตัวเลขทั้ง 3 ตัวนี้เป็นชิ้นส่วนของวงจรเงินสด แต่วัดคนละจุด ตัวชี้วัด วัดอะไร ยิ่งสูงหมายความว่า DPO (Days Payable Outstanding) จำนวนวันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้ จ่ายเจ้าหนี้ช้า DSO (Days Sales Outstanding) จำนวนวันที่ใช้เก็บเงินจากลูกหนี้ เก็บเงินจากลูกค้าช้า DIO (Days Inventory Outstanding) จำนวนวันที่สินค้าค้างสต๊อก สินค้าขายช้า เงินจมอยู่ในสต๊อก สำหรับ SME ที่อยากให้เงินสดหมุนเร็ว เป้าหมายคือ ลด DSO (เก็บเงินเร็ว) ลด DIO (ขายของเร็ว) และรักษาระยะเวลาชำระหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สูตรคำนวณ DPO พร้อมตัวอย่างจริง อัตราส่วนนี้คำนวณง่ายมาก ใช้ข้อมูลจากงบการเงินเพียง 2 ตัว DPO = (เจ้าหนี้การค้า ÷ ต้นทุนขาย) × จำนวนวันในงวด โดยทั่วไปจำนวนวันในงวดจะใช้ 365 วัน (รายปี) หรือ 90 วัน (รายไตรมาส) ส่วนเจ้าหนี้การค้า ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ควรใช้ค่าเฉลี่ย = (ยอดต้นงวด + ยอดปลายงวด) ÷ 2 เพื่อให้ตัวเลขแม่นยำขึ้น แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้เช่นกัน (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินตามแนวทาง CFA Institute) ตัวอย่างคำนวณ DPO สำหรับ SME ไทย สมมุติ บริษัท ก จำกัด เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลสิ้นปี 2568 ดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ เจ้าหนี้การค้า (ยอดสิ้นงวด) – 900,000 บาท ต้นทุนขายทั้งปี – 6,000,000 บาท อัตราส่วน AP ต่อ COGS 900,000 ÷ 6,000,000 0.15 ระยะเวลาชำระหนี้ 0.15 × 365 วัน 54.75 วัน (ประมาณ 55 วัน) หมายความว่าบริษัท ก จำกัด ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 55 วันในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ ถ้าผู้ขายให้เครดิตเทอม 30 วัน แสดงว่าจ่ายช้ากว่าเทอมที่ตกลงไว้ ซึ่งถือว่าเป็นการผิดสัญญา เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือถูกระงับการส่งสินค้า ทางแก้ที่ถูกต้องคือ เจรจาขอขยายเทอมให้ยาวขึ้น ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเงียบๆ DPO สูงหรือต่ำ แบบไหนดีกว่า ไม่มีตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ต้องดูบริบทของอุตสาหกรรมและความสัมพันธ์กับผู้ขายประกอบกัน ค่าสูงเกินไป อาจแปลว่าจ่ายช้าจนผู้ขายไม่ไว้ใจ เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือหยุดส่งของ ส่วนค่าต่ำเกินไป อาจแปลว่าจ่ายเร็วกว่าจำเป็น ทำให้เงินสดหมุนเวียนน้อยลง DPO เท่าไหร่ถึงดี Benchmark แยกตามอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ยโดยประมาณ หมายเหตุ ค้าปลีก/ค้าส่ง 30-45 วัน หมุนเวียนสินค้าเร็ว เทอมมักสั้น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 45-60 วัน วัตถุดิบเยอะ เทอมยาวกว่า ก่อสร้าง 60-90 วัน โปรเจกต์ยาว การเบิกจ่ายตามงวดงาน เทคโนโลยี/บริการ 30-45 วัน ต้นทุนขายต่ำ เจ้าหนี้ไม่สูง ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปจากข้อมูลอุตสาหกรรมโดยประมาณ ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว คุณควรเปรียบเทียบตัวเลขของธุรกิจกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และติดตามแนวโน้มเป็นรายไตรมาส ยืด DPO อย่างฉลาด เพิ่มกระแสเงินสดโดยไม่เสียเครดิต การยืดระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ทำได้ แต่ต้องทำผ่านการเจรจาเทอมใหม่ ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเดิมเงียบๆ การจ่ายเกินเทอมที่ตกลงไว้คือผิดสัญญา ส่วนการเจรจาขอเทอมยาวขึ้นอย่างเป็นทางการคือกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ยืดระยะเวลาชำระหนี้ได้ประโยชน์อะไร เสี่ยงอะไร ข้อดีหลักคือ ธุรกิจมีเงินสดในมือมากขึ้น สามารถนำไปหมุนเวียนซื้อสินค้ารอบใหม่ หรือรองรับช่วงที่ลูกค้าจ่ายช้าได้ แต่ความเสี่ยงก็มีจริง วิธีเจรจาเครดิตเทอมกับผู้ขายให้ได้เทอมดีขึ้น การขอเครดิตเทอมที่ยาวขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลำบาก ถ้าเตรียมตัวดี ควรจ่ายเจ้าหนี้ไหนก่อน (ส่วนลด vs ความสำคัญซัพพลาย vs ความเสี่ยง) เมื่อเงินสดมีจำกัด ต้องจัดลำดับความสำคัญ ลองใช้เกณฑ์ 3 มิตินี้ เกณฑ์ จ่ายก่อนเมื่อ จ่ายทีหลังได้เมื่อ ส่วนลดเงินสด ผู้ขายให้ส่วนลดถ้าจ่ายเร็ว (ต้นทุนโอกาสสูง ดูวิธีคำนวณด้านล่าง) ไม่มีส่วนลด หรือส่วนลดน้อยมาก ความสำคัญของซัพพลาย ผู้ขายรายนี้ทดแทนยาก ถ้าหยุดส่งของธุรกิจสะดุด มีผู้ขายสำรองหลายราย ความเสี่ยงที่จะหยุดส่งของ เจ้าหนี้เตือนแล้ว หรือเคยระงับสินค้าในอดีต ยังไม่มีสัญญาณเตือน ความสัมพันธ์ดี วิธีคำนวณต้นทุนโอกาสของส่วนลดเงินสด สมมุติผู้ขายให้เงื่อนไข 3/10 net 30 (ส่วนลด 3% ถ้าจ่ายใน 10 วัน ไม่งั้นจ่ายเต็มใน 30 วัน) รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ อัตราส่วนลดต่อเงินเต็ม 3 ÷ (100 – 3) 0.0309 จำนวนรอบต่อปี 365 ÷ (30 – 10) วัน 18.25 รอบ ต้นทุนโอกาสรายปี 0.0309 × 18.25 56.4% ต่อปี ส่วนลด 3% ฟังดูน้อย แต่คิดเป็นต้นทุนโอกาสรายปีสูงถึง 56% ซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อหรือวงเงินเบิกเกินบัญชีหลายเท่า เจ้าหนี้ที่ให้ส่วนลดแบบนี้จึงควรจ่ายก่อนเสมอ เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหาร AP ใช้เมื่อไหร่ถึงเหมาะ บางช่วงที่เงินสดตึงมาก เครื่องมือทางการเงินช่วยให้คุณจ่ายเจ้าหนี้ตรงเวลาโดยไม่ต้องรอเก็บเงินจากลูกค้าก่อน เครื่องมือ เหมาะเมื่อ ข้อควรระวัง บัตรเครดิตบริษัท ต้องจ่ายทันที แต่มี grace period 30-50 วัน ดอกเบี้ย 0% ถ้าจ่ายเต็ม ดอกเบี้ยสูงถ้าจ่ายขั้นต่ำ เพดานอยู่ที่ 16% ต่อปี (ข้อมูลจากประกาศ ธปท.) วงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft) ต้องการสภาพคล่องระยะสั้น จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะวันที่ใช้ ดอกเบี้ยคิดรายวัน ต้องมีวินัยคืนเงินเร็ว ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ต้องจ่ายเจ้าหนี้รายใหญ่ก้อนเดียว รู้แน่ว่ารายได้จะเข้าเมื่อไหร่ ต้องมีแผนชำระคืนชัดเจน ดอกเบี้ยมักต่ำกว่าบัตรเครดิต หลักการสำคัญคือ ใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยับเวลา ไม่ใช่เพื่อยืมมาจ่ายหนี้เดิม ถ้าพบว่าต้องกู้มาจ่ายเจ้าหนี้บ่อยๆ ควรกลับไปทบทวนโครงสร้างกระแสเงินสดทั้งหมด แก้ปัญหาวิกฤต: ทำอย่างไรเมื่อจ่ายช้าจนผู้ขายหยุดส่งของ ถ้าถึงจุดที่ผู้ขายหยุดส่งสินค้าแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ธุรกิจเดินต่อได้ จากนั้นจึงวางระบบป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ การป้องกันดีที่สุดคือ ติดตามอายุเจ้าหนี้ (AP Aging) สม่ำเสมอ ถ้าเห็นว่ามียอดค้างจ่ายเกินกำหนดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้แก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม PEAK ช่วยติดตามเจ้าหนี้และบริหาร AP ได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมเจ้าหนี้แบบ real-time ผ่าน PEAK Board โดยไม่ต้องรอปิดงบ ระบบบันทึกเอกสารซื้อ ใบสั่งซื้อ และใบรับสินค้าเชื่อมโยงกันอัตโนมัติ เห็นได้ทันทีว่าเจ้าหนี้รายไหนครบกำหนดจ่ายเมื่อไหร่ พร้อมรายงาน AP Aging แยกตามช่วงอายุหนี้ สรุป: DPO คือเครื่องมือบริหารเงินสด ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ สิ่งที่ทำได้ทันทีหลังอ่านบทความนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DPO ควรคำนวณ DPO บ่อยแค่ไหน สำหรับ SME ที่ซื้อสินค้าเป็นประจำ ควรคำนวณอย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อจับแนวโน้มว่าระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณว่าเงินสดเริ่มตึง ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าสต๊อก ต้องดูอัตราส่วนนี้ไหม ต้องดูเช่นกัน แม้ไม่มีต้นทุนสินค้า แต่ธุรกิจบริการยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น ค่าจ้าง outsource และค่าซอฟต์แวร์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนในตัวเลขได้ โดยใช้ต้นทุนบริการแทนต้นทุนขายในสูตร ควรใช้ยอดเจ้าหนี้เฉลี่ยหรือยอดสิ้นงวดในการคำนวณ ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ใช้ค่าเฉลี่ย = (ต้นงวด + ปลายงวด) ÷ 2 จะแม่นยำกว่า เพราะสะท้อนยอดเจ้าหนี้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนหากยอดเจ้าหนี้ผันผวนมากระหว่างปี DPO กับ Creditor Days เหมือนกันหรือไม่ เหมือนกัน ทั้งสองคำหมายถึงจำนวนวันเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้ในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ บางแหล่งข้อมูลอาจใช้ชื่อว่า Creditor Days, Payable Days หรือ Average Payment Period ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกัน

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

DSO คืออะไร สูตรคำนวณ cash flow เก็บเงินลูกหนี้ให้ไว

ธุรกิจที่ยอดขายดีไม่ได้แปลว่ามีเงินสดในมือเสมอไป หลายกิจการออกใบแจ้งหนี้ไปแล้วแต่ต้องรอเงินอีก 60-90 วัน ยิ่งหากกิจการไหน มีลูกหนี้สะสมมากขึ้น เงินสดหมุนไม่ทัน สุดท้ายธุรกิจที่กำไรดีอาจสะดุดเพราะ cash flow ขาดมือ เพื่อการป้องกันปัญหานี้ บทความนี้จะพาคุณมารู้จักสูตร DSO เพื่อการประเมิน cash flow ในธุรกิจ พร้อมเข้าใจวิธีอ่าน AR Aging Report นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง และสูตรตามหนี้ที่ทำตามได้ทันที DSO คืออะไร DSO คือระยะเวลาเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เก็บเงินจากลูกหนี้การค้า นับตั้งแต่วันที่ออกใบแจ้งหนี้จนถึงวันที่ได้เงินจริง โดยยิ่งค่า DSO ต่ำเท่าไหร่ แปลว่ายิ่งเก็บเงินได้เร็วเท่านั้น ช่วยให้ธุรกิจมี cash flow ที่ดีตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หาก DSO ของกิจการอยู่ที่ 45 วัน หมายความว่าโดยเฉลี่ยต้องรอ 45 วันหลังออกบิล กว่าจะได้เงินสดกลับมา สูตรคำนวณ DSO พร้อมตัวอย่าง DSO = (ลูกหนี้การค้า ÷ ยอดขายเชื่อ) × จำนวนวัน ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด ธุรกิจขายส่งสินค้า รายการ ตัวเลข ลูกหนี้การค้า ณ สิ้นเดือน 900,000 บาท ยอดขายเชื่อในเดือน 1,500,000 บาท จำนวนวัน 30 วัน รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ DSO (900,000 ÷ 1,500,000) × 30 18 วัน DSO 18 วันถือว่าดี เพราะเก็บเงินได้เร็ว เปิดโอกาสให้นำเงินไปสานต่อธุรกิจได้ ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด ธุรกิจรับเหมาบริการ รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ลูกหนี้การค้า – 2,000,000 บาท ยอดขายเชื่อในเดือน – 1,200,000 บาท DSO (2,000,000 ÷ 1,200,000) × 30 50 วัน DSO 50 วัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เริ่มสูง ธุรกิจควรต้องเร่งเก็บเงินก่อนที่ cash flow จะตึง DSO เท่าไหร่ถึงดี เป้าหมายสำหรับ SME DSO ที่ดีขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และความจำเป็นของผู้ประกอบการแต่ละราย แต่โดยส่วนมาก สามารถใช้ตารางนี้เพื่ออ้างอิงเป็นค่าเฉลี่ยได้ ประเภทธุรกิจ DSO ที่ดี DSO เริ่มน่าเป็นห่วง ค้าปลีก / ขายสด 0-15 วัน (รับเงินสดทันที) มากกว่า 30 วัน ค้าส่ง / ผู้ผลิต 30-45 วัน (เครดิต 30 วัน) มากกว่า 60 วัน งานบริการ / รับเหมา 30-45 วัน (เครดิต 30-45 วัน) มากกว่า 60 วัน e-Commerce (B2B) 15-30 วัน (แล้วแต่ marketplace) มากกว่า 45 วัน (ค่าเฉลี่ยอ้างอิงจากข้อมูลอุตสาหกรรมทั่วไป ตัวเลขอาจแตกต่างตามขนาดและประเภทธุรกิจ) หลักการง่ายๆ คือ DSO ไม่ควรเกินเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้า ถ้าให้เครดิต 30 วันแต่ DSO อยู่ที่ 50 วัน แปลว่าลูกค้าจ่ายช้ากว่าที่ตกลง ลูกหนี้ค้างจ่ายเกิดจากอะไร ลูกหนี้ค้างจ่ายไม่ได้เกิดจากลูกค้าไม่ดีเสมอไป บางทีปัญหาอยู่ที่ตัวกิจการเอง สาเหตุหลักมี 5 ข้อ เริ่มแก้ได้จากจัดการเอกสารให้เป็นระบบ ออกใบวางบิลตรงเวลา และตั้งแจ้งเตือนอัตโนมัติ AR Aging Report คืออะไร อ่านรายงานอายุลูกหนี้อย่างไร AR Aging Report (รายงานอายุลูกหนี้) คือรายงานที่แบ่งยอดลูกหนี้ค้างชำระเป็นช่วงอายุตามจำนวนวันที่เลยกำหนดจ่าย โดยรายงานนี้ช่วยให้เห็นว่ามีลูกหนี้ค้างอยู่เท่าไหร่ และค้างมานานแค่ไหน ผ่านการแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ที่แต่ละช่วงบอกสถานะและสิ่งที่ต้องทำแตกต่างกัน ช่วงอายุ สถานะ สิ่งที่ต้องทำ 0-30 วัน ปกติ ตรวจสอบว่าลูกค้าได้รับบิลแล้ว เตรียมติดตามลูกค้า 31-60 วัน เริ่มส่งสัญญาณ ติดต่อลูกค้าทันที สอบถามเหตุผลที่ยังไม่สะดวกจ่าย 61-90 วัน วิกฤต เร่งเจรจา พิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม 90+ วัน เสี่ยงเป็นหนี้สูญ ประเมินตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตาม NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) พิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมาย เจ้าของกิจการควรหมั่นดูรายงานนี้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ตอนปิดงบ โดยเฉพาะถ้าหากเห็นลูกหนี้เริ่มเลื่อนจาก 0-30 ไป 31-60 วันมากขึ้น นั่นคือสัญญาณเตือนก่อนที่ cash flow จะตึง นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง: Credit Limit และส่วนลดจ่ายเร็ว การป้องกันดีกว่าการตามแก้ นโยบาย 2 เรื่องนี้ช่วยลด DSO ได้ตั้งแต่ต้นทาง วิธีกำหนดวงเงินเครดิต (Credit Limit) สำหรับลูกค้า SME วงเงินเครดิต (Credit Limit) คือยอดเงินสูงสุดที่ยอมให้ลูกค้าค้างจ่ายได้ในช่วงเวลานั้นๆ แต่ SME หลายรายอาจไม่ไดมองถึงจุดนี้ เมื่อปล่อยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้มากเท่าไหร่ ธุรกิจก็ต้องรับความเสี่ยงไปด้วยมากเท่านั้น การกำหนดวงเงินเครดิต จะช่วยให้ธุรกิจจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น โดยพิจารณาจาก 3 ข้อนี้ เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาปรับวงเงินใหม่ ทุก 6 เดือน ให้สะท้อนกับตามพฤติกรรมการจ่ายจริง และต้องคอยเฝ้าระวัง อย่าให้ลูกค้ารายเดียวค้างเกิน 10-15% ของยอดลูกหนี้ทั้งหมด ส่วนลดจ่ายเร็ว (Early Payment Discount) คุ้มไหม Early Payment Discount คือส่วนลดที่ให้ลูกค้าเพื่อจูงใจให้จ่ายเร็วกว่ากำหนด ตัวอย่างเช่น 2/10 net 30 หมายความว่า จ่ายภายใน 10 วันได้ส่วนลด 2% แต่ถ้าไม่ใช้ส่วนลด ต้องจ่ายเต็มภายใน 30 วัน รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ยอดขาย – 100,000 บาท ส่วนลดถ้าจ่ายใน 10 วัน 100,000 × 2% 2,000 บาท ได้รับเงินจริง 100,000 – 2,000 98,000 บาท ได้เงินเร็วขึ้น 30 – 10 20 วัน ยอมลดยอดเงิน 2,000 บาท เพื่อให้ได้เงิน 98,000 บาทเร็วขึ้น 20 วัน แม้จะฟังดูลดไปมาก แต่ถ้าคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยรายปี จะเท่ากับประมาณ 36% ซึ่งสูงทีเดียว คำแนะนำคือการยื่นส่วนลดประเภทนี้ ไม่ควรให้สิทธิ์กับลูกค้าทุกราย แต่ให้ใช้กับลูกค้ายอดสั่งซื้อสูง ที่คุณต้องการเก็บ cash flow กลับมาเร็ว สร้างความพิเศษและความประทับใจให้กับลูกค้าในคราวเดียว เมื่อไหร่ควรเริ่มตามเงิน คำตอบสั้นๆ คือ เริ่มก่อนถึงกำหนดจ่ายเสียอีก ไม่ต้องรอให้เลยกำหนดแล้วค่อยตาม สูตรตามหนี้ 7-14-30 วัน ที่ทำตามได้ทันที นี่คือ framework ที่ SME ใช้ตามเงินอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็น 4 ระดับ แต่ละระดับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ วันที่ 7 หลังเกินกำหนด: แจ้งเตือนโดยตรง โทรหรือส่งอีเมลสุภาพ สอบถามว่าได้รับบิลเรียบร้อยไหม มียอดค้างชำระเท่าไหร่ โดยปกต แค่ขั้นตอนนี้ก็ได้เงินแล้ว เพราะลูกค้าอาจลืมจริงๆ วันที่ 14 หลังเกินกำหนด: ติดตามหนี้จริงจัง ส่งจดหมายหรืออีเมลอย่างเป็นทางการ ระบุยอดค้างชำระและวันที่ครบกำหนด ขอให้ชำระภายใน 7 วัน พร้อมแจ้งว่าหากไม่ได้รับการตอบกลับ จะพิจารณาระงับเครดิต วันที่ 30 หลังเกินกำหนด: มาตรการเด็ดขาด หยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่มจนกว่าจะชำระ ส่ง Final Notice แจ้งว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม ในขั้นตอนนี้ต้องให้ผู้บริหารเป็นคนติดต่อโดยตรง หลัง 60-90 วัน: เรื่องทางกฎหมายและเตรียมตั้งหนี้สูญ ถ้าผ่าน 60 วันแล้วยังไม่ได้เงิน ต้องพิจารณา 2 เรื่องพร้อมกัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) หนี้สงสัยจะสูญ (ค่าใช้จ่าย) XX,XXX – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ – XX,XXX ลูกค้าจ่ายช้าเรื้อรัง ต้องจัดการอย่างไร บางครั้งลูกค้าไม่ได้จ่ายช้าแค่ครั้งเดียว แต่เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ สถานการณ์แบบนี้ต้องจัดการเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอ ลูกค้าขอเครดิตเทอมยาวขึ้น ควรต่อรองอย่างไร ถ้าลูกค้าที่จ่ายดีมาตลอดขอขยายเครดิตจาก 30 เป็น 45 วัน ไม่ต้องปฏิเสธทันที แต่ต่อรองด้วย 4 เงื่อนไขนี้ เมื่อไหร่ควรหยุดส่งของ ถ้าลูกค้ามีพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ 3 ใน 5 ข้อนี้ ควรพิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม การหยุดส่งของไม่ได้แปลว่าตัดลูกค้าทิ้ง แต่คือการปกป้อง cash flow ของกิจการ เมื่อลูกค้าชำระยอดค้างแล้ว ก็กลับมาทำธุรกิจต่อได้ สรุป: บริหารลูกหนี้ให้ดี แล้ว Cash Flow จะดีตาม ธุรกิจเติบโตมั่นคง การบริหารลูกหนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องมีระบบ สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้เจ้าของ SME บริหารลูกหนี้ครบจบในที่เดียว ออกใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิลส่งถึงลูกค้าได้ทันที พร้อมติดตามสถานะลูกหนี้ค้างชำระผ่าน Dashboard แบบ real-time และใช้ PEAK Board วิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจ ยกระดับการบริหารลูกหนี้ของคุณ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ DSO และการบริหารลูกหนี้ DSO กับ DPO ต่างกันอย่างไร DSO วัดว่าเก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วแค่ไหน ส่วน DPO (Days Payable Outstanding) วัดว่าจ่ายเงินให้ supplier ช้าแค่ไหน ถ้า DPO สูงกว่า DSO แปลว่ากิจการได้เปรียบ เพราะเก็บเงินเข้ามาก่อนแล้วค่อยจ่ายออก ธุรกิจขนาดเล็กควรให้เครดิตเทอมไหม ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่คือผู้บริโภคทั่วไป ไม่จำเป็นต้องให้เครดิต ควรรับเงินสดหรือโอนทันที แต่ถ้าค้าขายกับธุรกิจอื่น (B2B) การให้เครดิต 15-30 วันเป็นเรื่องปกติ เริ่มจากเทอมสั้นแล้วค่อยขยายตามประวัติจ่ายจริง ลูกหนี้ค้างจ่ายจนเป็นหนี้สูญ บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อพิจารณาว่าเก็บเงินไม่ได้จริงๆ ให้ตัดเป็นหนี้สูญ (Bad Debt) โดยเดบิตค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ตั้งไว้ และเครดิตลูกหนี้การค้า พร้อมศึกษาเงื่อนไขทางภาษีเพิ่มเติม จดบันทึกหลักฐานว่าพยายามติดตามแล้วแต่ไม่สำเร็จ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระไหม PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระที่แสดงยอดค้างแยกตามลูกค้าและอายุหนี้ได้ ช่วยให้เห็นภาพรวมโดยไม่ต้องทำ Excel เอง เรียกดูได้จากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โดยตรง

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ค่า GP คืออะไร เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้ง 4 แพลตฟอร์ม

ในยุคที่การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันแจกโค้ดส่วนลดให้กับผู้ใช้งาน โดยหักส่วนต่างมาจากค่าธรรมเนียมผู้ขาย ทำให้ค่า GP (Gross Profit Fee) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ ที่ผู้ขายออนไลน์ทุกคนต้องเข้าใจ ที่หากตั้งราคาผิด จากได้กำไรอาจกลายเป็นเข้าเนื้อแบบไม่รู้ตัว บทความนี้จะพามารู้จักกับค่า GP พร้อมเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทุกรายการ จากทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Thaimart แนะนำวิธีการคำนวณต้นทุนจริง อธิบายผ่านตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และเจาะลึกต้นทุนแฝง เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการ ค่า GP คืออะไร ทำไมผู้ขายออนไลน์ต้องรู้ ค่า GP (Gross Profit Fee) คือค่าธรรมเนียมการขาย ที่จะหักจากยอดขายทุกออเดอร์ ก่อนจะโอนเงินให้ผู้ขาย โดยค่า GP แต่ละหมวดสินค้าจะมีอัตราที่แตกต่างกัน แต่หากผู้ขายไม่มีรายได้ แพล็ตฟอร์มก็จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าขายไม่ได้ก็ไม่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกเหนือจากค่า GP แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบ อาทิ ยิ่งช่วงหลังมานี้ ทุกแพลตฟอร์มต่างปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกันอย่างพร้อมหน้า ทั้ง Shopee และ Lazada ที่ขึ้นครั้งละ 1-2% หากผู้ขายไม่ติดตามข่าว อาจตั้งราคาพลาดจนกำไรบางแบบไม่รู้ตัว แพลตฟอร์ม E-Commerce ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ให้กับกรมสรรพากร ผู้ค้าออนไลน์จึงต้องเข้าใจภาษีสำหรับผู้ค้าออนไลน์เพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องการจัดการภาษี รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 33% ประมาณ 17% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มาให้ชัดเจน และไม่เก็บ GP ปีแรก ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย อ้างอิงจาก DataGlass Research “SEA Seller Market Research 2026” และ Tuke Marketing แม้ว่าสินค้าที่คุณมีอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่การตั้งร้านค้าให้ครบทุกแพลตฟอร์ม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากับการตั้งร้านค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการ เปรียบเทียบค่า GP แต่ละแพลตฟอร์ม ตามหมวดสินค้า แต่ละแพลตฟอร์มคิดค่า GP และค่าธรรมเนียม ในแต่ละหมวดสินค้าไม่เท่ากัน ผู้ขายจึงต้องรู้ค่า GP ตามประเภท สินค้าของตนเอง เพื่อการตั้งราคาให้เหมาะสม โดยตารางด้านล่างนี้แสดงหมวดสินค้าหลัก และอัตราค่า GP ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.45-19.26% 6.42-10.70% 5.89-16.05% ไม่เรียกเก็บค่า GPในปีแรก* สินค้าแฟชัน 18.73%-19.26% 10.70%-11.77% 16.05%-17.12% สินค้าอุปโภคบริโภค FMCG 16.05% 10.70% 16.05% สินค้าทั่วไป 14.98%-19.26% 9.63-10.70% 10.17%-16.05% *Thaimart มีนโยบายยกเว้นค่า GP 0% ในปีแรกถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 ก่อนจะเรียกเก็บเป็นขั้นบันได โดยปรับเป็น 5% ในปีที่สอง, 8% ในปีที่สาม, และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% จะได้รับการยกเว้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น ตามข้อมูลจาก Thaimart Official Facebook Page ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยมที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Transaction Fee)  900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการที่ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 นอกจากค่า GP ผู้ขายมีต้นทุนอะไรอีก โดยเฉลี่ยแล้ว แพลตฟอร์ม E-Commerce จะหักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 19-22% สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใช้อ้างอิงในบทความ ทำให้ผู้ขายหลายรายเข้าใจว่า ต้นทุนของตนเองมีแค่ต้นทุนสินค้า รวมกับค่า GP ของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีต้นทุนแฝงอื่นอีก อาทิ ตัวอย่างการคิดต้นทุนสินค้า การคำนวณต้นทุนจริง ทำได้โดยการจับเอาค่าใช้จ่ายทุกอย่าง มาหารเฉลี่ยลงในสินค้า เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การคำนวณให้แยกออกเป็นสามส่วน โดยจะใช้ตัวอย่างเป็นทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยม ที่ตั้งราคาขายจริง 900 บาทเหมือนเดิม และสมมติให้ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 300 บาท ส่วนที่ 1: ต้นทุนสินค้า ราคาทุเรียน 300 บาท ส่วนที่ 2: ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ค่า GP แพลตฟอร์ม (หมวดผลไม้สด ประมาณ 20-23%) 900 x 20-23% = 180-207 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ พิมพ์กล่องกันกระแทก 15 บาท ส่วนที่ 3: ต้นทุนคงที่ และต้นทุนแฝง ค่าโฆษณาและการตลาด 10 บาท ค่าแรงพนักงาน คนแพ็คสินค้า 20 บาท ค่าความเสี่ยง สินค้าเสียหาย(ตีเผื่อไว้ 5% ของต้นทุน) 15 บาท สรุปต้นทุน (1)+(2)+(3) 540-567 บาท เมื่อกางต้นทุนออกมาชัดเจน จะเห็นได้ชัดว่าราคาขายบนแพลตฟอร์ม 900 บาท หลังหักกับต้นทุน 540-567 บาท จะเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 333-360 บาทเท่านั้น ดังนั้น ผู้ขายจึงควรมองหาวิธีการลดต้นทุน ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า หาผลิตภัณฑ์อื่นมาขายเสริม หรืออาจพิจารณาเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ เพื่อให้มียอดขายและกำไรที่มากขึ้น สรุป : เปรียบเทียบค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ไทย ค่า GP เป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียม E-Commerce ทั้งหมด ผู้ขายออนไลน์จึงต้องจำ 3 เรื่องนี้ จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อขายของบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน การจัดการบัญชีด้วยมือจะยุ่งยากและมีโอกาสเสี่ยงที่จะผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ E-Commerce สามารถนำเข้ารายรับ-รายจ่ายจากทุกแพลตฟอร์ม ผ่านช่องทาง API เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้อัตโนมัติ พร้อมดูรายงานกำไร-ขาดทุนได้แบบ Real-time และเตรียมเอกสารภาษีได้ครบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ค่า GP กับค่าธรรมเนียมรวม ต่างกันอย่างไร ค่า GP คือค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเก็บจากยอดขาย ส่วนค่าธรรมเนียมรวมยังรวมถึง Payment Fee, Commerce Growth Fee (เฉพาะ TikTok Shop) และ Platform Fee อีกด้วย ตัวอย่างเช่น TikTok Shop เก็บ GP เพียง 10.70% แต่ค่าธรรมเนียมรวมจริงสูงถึง 22.06% ขายของผ่านไลฟ์สด เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกไหม การขายสินค้าผ่านไลฟ์สดไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่อาจจะมีค่า Affiliate Commission ที่ต้องจ่ายให้ครีเอเตอร์ที่ช่วยขายสินค้า สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือการใช้ Affiliate สามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องแลกกับกำไรต่อชิ้นที่ลดลง โดยเฉพาะกับแพล็ตฟอร์ม TikTok Shop ที่ครีเอเตอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง ค่า GP คิดจากราคาตั้งต้นหรือราคาที่ลูกค้าจ่ายจริง ทุกแพลตฟอร์มคิดค่า GP จากราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงหลังหักส่วนลดร้านค้า ไม่ใช่ราคาตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ตั้งราคา 1,000 บาท ลดเอง 100 บาท ลูกค้าจ่าย 900 บาท แพลตฟอร์มจะคิด GP และค่าธรรมเนียมอื่นๆ จากรายรับ 900 บาท แพลตฟอร์มไหนหักค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด แต่ละแพลตฟอร์มมีอัตราการหักค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป ตามหมวดหมู่ของสินค้า และอัตราค่าบริการต่างๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้ขายจึงต้องคอยติดตามข่าวสารต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ขายรายใหม่อาจพิจารณา Thaimart ที่ยังไม่เรียกเก็บค่า GP ในปีแรก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ต้นทุนต่ำสุด Thaimart ไม่เก็บค่า GP จริงหรือ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง Thaimart เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce ของไทย เปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจุดเด่นคือการไม่เก็บค่า GP ในปีแรก สำหรับผู้ขายที่เปิดร้านก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 หลังจากนั้นจะเริ่มเก็บเป็นขั้นบันได คือ 5% ในปีที่สอง 8% ในปีที่สาม และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงินยกเว้นถึง 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น อ้างอิงจาก: DataGlassLabs, Tuke Marketing, BangkokPost   

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

28 min

ค่าใช้จ่ายบริษัท มีอะไรบ้าง รวม 17 คำถามยอดนิยม

เลี้ยงข้าวพนักงาน ลงค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เติมน้ำมันรถตัวเอง เบิกได้มั้ย จ้างแฟนเป็นพนักงาน สรรพากรจะว่าอะไรไหม ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ คำถามเหล่านี้คงวนอยู่ในหัวบ่อยๆ บทความนี้รวมคำตอบ 17 เคสที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุด ตอบชัดเจนว่า ได้ หรือ ไม่ได้ พร้อมบอกเอกสารที่ต้องมีในแต่ละกรณี ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ ค่าใช้จ่ายบริษัทคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท ค่าใช้จ่ายบริษัท คือเงินที่บริษัทจ่ายออกไปเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ หรือค่าโฆษณา เวลาคำนวณกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตัวเลขที่เหลือจริงก่อนคิดภาษี) บริษัทจะเอาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปหักจากรายได้ได้ ยิ่งหักได้มาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่บริษัทจ่ายจะเอามาหักภาษีได้ สรรพากรแบ่งไว้ชัดเจน 2 ประเภท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษี (Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจจริงๆ มีหลักฐานครบ และไม่ถูกห้ามตามกฎหมาย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมฯ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) รายจ่ายต้องห้าม (Non-Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่สรรพากรไม่ยอมให้เอามาหักภาษี ถึงจ่ายจริงก็ตาม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เช่น หลักง่ายๆ ของสรรพากร: 3 เงื่อนไขที่ต้องครบ ค่าใช้จ่ายจะหักภาษีได้ ต้องผ่านเงื่อนไข 3 ข้อนี้ครบทุกข้อ หากขาดข้อไหนข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่าย บริษัทอาจโดนเรียกภาษีคืนย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ รู้ตารางสรุป 17 เคส: เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เคส ผล เงื่อนไขสำคัญ 1. เลี้ยงข้าวพนักงาน ✅ ได้ เป็นสวัสดิการ มีใบเสร็จและรายชื่อ 2. เติมน้ำมันรถตัวเอง ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องจดภายใต้ชื่อบริษัท หรือมีนโยบายเบิกจ่ายชัดเจน 3. ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษลูกเจ้าของบริษัท ❌ ไม่ได้ เป็นรายจ่ายส่วนตัว 4. เจ้าของบริษัทไปหาหมอ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุในระเบียบบริษัท 5. เลี้ยงลูกค้า ของขวัญลูกค้า ✅ ได้ ค่ารับรอง ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ 6. ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ✅ ได้ ใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และใช้เพื่อการทำงานจริง 7. ค่าเน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ⚠️ มีเงื่อนไข มีนโยบาย WFH และต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด 8. ทริปท่องเที่ยว อ้างว่าดูงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีการดูงานจริง มีกำหนดการ และรายงานสรุป 9. เสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ❌ ไม่ได้ ถือเป็นของใช้ส่วนตัว ยกเว้นชุดยูนิฟอร์มบริษัท 10. เช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีสัญญาเช่าและเอกสารจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัท 11. ซ่อมแอร์ออฟฟิศที่บ้าน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง 12. ค่าน้ำมัน ซ่อมรถ ทางด่วน ที่จอด ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องอยู่ในชื่อบริษัท มี log book นโยบายเบิกชัดเจน 13. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพเจ้าของ ⚠️ มีเงื่อนไข เป็นสวัสดิการกรรมการในระเบียบบริษัท 14. คอร์สเรียน โค้ช สัมมนา ✅ ได้ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องมีใบเสร็จ 15. จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องทำงานจริง เงินเดือนสมเหตุสมผล 16. โบนัส commission ไม่มี KPI ⚠️ มีความเสี่ยง ต้องมีเกณฑ์จ่าย และมติที่ประชุม 17. ของใช้ในบ้าน อ้างว่าออฟฟิศ ❌ ไม่ได้ หากถูกตรวจสอบ สรรพากรจะพบได้ง่าย ด้านล่างนี้คือรายละเอียดทุกเคส ตอบแบบเจาะลึกพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม เลี้ยงข้าวพนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการหรือเลี้ยงในโอกาสพิเศษ บริษัทเลี้ยงข้าวพนักงานตอนสิ้นปี จัดเลี้ยงวันเกิด หรือมีข้าวกลางวันให้พนักงานทุกวัน ค่าใช้จ่ายพวกนี้ลงเป็นรายจ่ายบริษัทได้ทั้งหมด แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เลี้ยงเฉพาะเจ้าของ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ เติมน้ำมันรถตัวเอง เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้ารถคันนั้นอยู่ในชื่อบริษัท ค่าน้ำมันลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เลย แต่ถ้าเป็นรถส่วนตัวของเจ้าของ ต้องมีนโยบายเบิกค่าน้ำมันของบริษัทอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้รถเพื่อธุรกิจจริง โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ่ายค่าเทอมลูกเจ้าของบริษัท (กรรมการ) ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ เพราะค่าเทอมลูกเจ้าของไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ต่อให้บริษัทจ่ายจริง ก็ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) และที่แย่กว่านั้น สรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มอีก 💡 พี่เอกแนะนำ: ถ้าอยากช่วยค่าเทอมลูก ทางที่ดีกว่าคือกำหนดเป็นเงินเดือนกรรมการให้สมเหตุสมผล แล้วเจ้าของเอาเงินเดือนไปจ่ายค่าเทอมเอง วิธีนี้บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง เจ้าของไปหาหมอ หรือพาลูกไปหาหมอ ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้าบริษัทมีระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับกรรมการและพนักงานทุกคน ค่าหมอของเจ้าของที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ระเบียบต้องให้สิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่กรรมการได้ปีละ 200,000 บาท แต่พนักงานได้แค่ 5,000 บาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ แต่สำหรับค่ารักษาลูกเจ้าของ จะหักได้ก็ต่อเมื่อระเบียบสวัสดิการครอบคลุมถึงบุตรพนักงานด้วย ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า คาราโอเกะ ของขวัญลูกค้า ได้ไหม ✅ ได้ เป็นค่ารับรอง (Entertainment Expense) การเลี้ยงข้าวลูกค้า พาไปคาราโอเกะ หรือส่งกระเช้าปีใหม่ ค่าใช้จ่ายบริษัทพวกนี้ลงเป็นค่ารับรองได้ แต่สรรพากรกำหนดเพดานไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ว่าหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ หรือไม่เกิน 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และหักได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ที่บอกว่าใช้ทำงาน ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าซื้อในนามบริษัทและใช้ทำงานจริง อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด ถ้ามูลค่าไม่สูงมากสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว แต่ถ้ามูลค่าสูงก็ลงเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ได้ไหม ⚠️ ได้บางส่วน แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้าบริษัทมีนโยบาย Work From Home อย่างเป็นทางการ สามารถเบิกค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟบ้านบางส่วน ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องแบ่งสัดส่วนชัดเจนว่าส่วนที่ใช้ทำงานคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าทริปท่องเที่ยวที่บอกว่าไปดูงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าดูงานจริง แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วอ้างว่าดูงาน ไม่ได้ สรรพากรแยกชัดมาก ถ้าเป็นการดูงานจริงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าลงทะเบียน หักได้หมด แต่ถ้าเป็นทริปพักผ่อนที่แปะป้ายว่าดูงาน สรรพากรตรวจสอบได้จากเอกสาร โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าเสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เป็นของใช้ส่วนตัว ต่อให้บอกว่าซื้อสูทไปพบลูกค้า หรือซื้อกระเป๋าใส่เอกสาร สรรพากรก็ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ยกเว้นกรณีเดียว คือยูนิฟอร์มพนักงานที่มีโลโก้บริษัท สั่งทำเหมือนกันทุกคน อันนี้ลงค่าใช้จ่ายได้ เพราะเป็นสวัสดิการทั่วไป ค่าเช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ หรือค่าตกแต่งบ้านทำงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายคนใช้บ้านตัวเองเป็นออฟฟิศ ค่าเช่าส่วนที่ใช้เป็นสำนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ และจดทะเบียนที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทกับ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัท) สำหรับค่าตกแต่ง ถ้าตกแต่งเฉพาะพื้นที่สำนักงาน เช่น ทำห้องประชุม ติดตั้งชั้นวางเอกสาร อันนี้หักได้ แต่ถ้าซื้อโซฟาห้องนั่งเล่น เตียงนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซ่อมแอร์ที่ออฟฟิศที่บ้าน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง ต่อเนื่องจากเคสก่อนหน้า ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทแล้ว ค่าซ่อมแอร์ในพื้นที่สำนักงานก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ถ้าซ่อมแอร์ห้องนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าทางด่วน ค่าที่จอด ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารถเป็นของใคร ถ้าเป็น รถบริษัท (ชื่อบริษัทในทะเบียน) ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าที่จอด หักได้ทั้งหมด แต่ค่าเสื่อมราคารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ไม่เกินมูลค่า 1 ล้านบาทตามกฎกระทรวง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แต่ถ้าเป็น รถส่วนตัว ต้องมีนโยบายเบิกค่าพาหนะของบริษัท มี log book บันทึกการเดินทาง ถึงจะหักได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเจ้าของ ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการกรรมการที่ระบุในระเบียบบริษัท บริษัทจ่ายค่าประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กรรมการได้ และหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุไว้ในระเบียบบริษัท และต้องให้สิทธิ์พนักงานทุกคนในระดับเดียวกันด้วย ไม่ใช่มีแต่เจ้าของคนเดียว สิ่งสำคัญคือ เบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายให้จะถือเป็นเงินได้ของกรรมการ ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าคอร์สเรียน โค้ช สัมมนา (เจ้าของหรือพนักงาน) ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การส่งพนักงานไปอบรม จ้างโค้ชมาสอนทีม หรือเจ้าของไปเรียนคอร์สที่เกี่ยวกับธุรกิจ ค่าใช้จ่ายบริษัทเหล่านี้หักได้ทั้งหมด รวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (ถ้าเป็นสัมมนาต่างจังหวัด) แต่ถ้าเจ้าของไปเรียนโยคะ เรียนทำอาหาร หรือเรียนภาษาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำงานจริง และเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล การจ้างคนในครอบครัวเป็นพนักงานไม่ผิดกฎหมาย และเงินเดือนนับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีได้ แต่สรรพากรจะตรวจ 3 จุด โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ โบนัส Commission แบบไม่มี KPI หรือเอกสารรองรับ ได้ไหม ⚠️ เสี่ยงถูกเพิกถอนสูง การจ่ายโบนัสหรือ commission ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีเกณฑ์การจ่ายที่ชัดเจน ถ้าจ่ายแบบอยากจ่ายก็จ่าย โดยไม่มีเกณฑ์วัดผล สรรพากรมีสิทธิ์ถือว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ และไม่ยอมให้หัก โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าของใช้ในบ้าน แต่อ้างว่าเป็นออฟฟิศ ได้ไหม ❌ ไม่ได้ และสรรพากรตรวจเจอง่ายมาก โดยเฉพาะกับการซื้อของใช้ในบ้าน เช่น ยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัว หมอนผ้าห่ม แล้วเอาใบเสร็จมาลงค่าใช้จ่ายบริษัท นี่คือรายจ่ายต้องห้ามชัดเจนตามมาตรา 65 ตรี ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ต้องสัมพันธ์กับประเภทธุรกิจ เช่น บริษัทขายซอฟต์แวร์ไม่ควรมีการหักค่าใช้จ่ายน้ำยาซักผ้าทุกเดือน ข้อควรระวังที่สรรพากรมองออกทันที หากโดนสรรพากรตรวจแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าบริษัทเอาค่าใช้จ่ายบริษัทที่ไม่ถูกต้องมาหักภาษี จะต้องจ่ายภาษีที่ขาดไปพร้อมกับ สรุป: ค่าใช้จ่ายบริษัทส่วนใหญ่หักได้ ถ้าเตรียมเอกสารให้ครบ จาก 17 เคสที่ตอบไปทั้งหมด จะเห็นว่ามี 4 เคสที่ลงค่าใช้จ่ายได้เลย (เลี้ยงข้าวพนักงาน เลี้ยงลูกค้า ซื้ออุปกรณ์ คอร์สเรียน) อีก 10 เคสที่ได้แต่ต้องมีเอกสารรองรับ และมี 3 เคสที่ไม่ได้เด็ดขาด (ค่าเทอมลูก เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน) โดยสิ่งที่แยกระหว่างได้กับไม่ได้ ไม่ใช่ประเภทค่าใช้จ่าย แต่คือเอกสารที่คุณเตรียมไว้ ธุรกิจที่มีระเบียบชัดเจน มี log book มีใบเสร็จครบ จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย Checklist เอกสารพื้นฐาน 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประเภทไหน หลักพื้นฐาน 5 ข้อนี้ช่วยให้ปลอดภัยจากสรรพากร จัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่แรก การบันทึกค่าใช้จ่ายให้ถูกหมวดตั้งแต่แรก ช่วยลดปัญหาตอนสรรพากรตรวจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่าย จัดหมวดหมู่ เก็บหลักฐานดิจิทัล และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในระบบเดียว พร้อมระบบจัดการสินทรัพย์ที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบริษัท ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของ ถ้าบริษัทจ่ายแทนไปแล้ว ต้องทำยังไง ถ้าบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของไปแล้ว (เช่น ค่าเทอมลูก ค่าเที่ยว) ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการในบัญชี กรรมการต้องคืนเงินให้บริษัท ไม่เช่นนั้นสรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่ม ค่าใช้จ่ายไม่มีใบเสร็จ ทำยังไง บางกรณีอาจใช้ใบรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่บริษัททำขึ้นเอง โดยระบุวันที่ จำนวนเงิน ชื่อผู้รับ และให้ผู้รับเงินเซ็นรับ แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริงๆ เช่น ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง จ่ายค่าแรงรายวันให้ช่าง รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต 5 รายการ มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดว่าหักได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (เสื้อผ้า ท่องเที่ยว ค่าเทอมลูก), ค่าปรับทุกชนิด (ปรับจราจร ปรับภาษี), รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ, เงินบริจาคที่เกินเพดาน 2% ของกำไรสุทธิ, และรายจ่ายที่พิสูจน์ตัวผู้รับไม่ได้ ค่าใช้จ่ายบริษัท ลงผิดหมวด จะเป็นอะไรไหม การลงผิดหมวดหมู่ทางบัญชีอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง และอาจถูกผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกต ที่สำคัญถ้าลงค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ อาจทำให้เสียภาษีขาดและถูกเรียกเงินเพิ่มย้อนหลัง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติลดปัญหานี้ได้

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เช็คเงินสดคืออะไร วิธีเขียน ขึ้นเงิน สิ่งที่ SME ต้องระวัง

แม้ยุคนี้จะโอนเงินผ่านมือถือกันแทบทุกวัน แต่เช็คเงินสด (Cash Cheque) ก็ยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ผู้ประกอบการหลายคนต้องใช้ ไม่ว่าจะรับเช็คจากลูกค้ารายใหญ่หรือจ่ายเช็คให้ซัพพลายเออร์ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่แน่ใจว่าเช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คตรงไหน หรือเช็คมีอายุกี่วันกันแน่ เช็คเงินสดคือเช็คที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงิน ทำให้ผู้ถือเช็คคนใดก็สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารตามที่ระบุบนหน้าเช็ค บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีเขียน ขั้นตอนขึ้นเงิน จนถึงความเสี่ยงที่ SME ควรรู้ก่อนใช้งาน เช็คเงินสดคืออะไร ทำไม SME ยังต้องใช้ เช็คเงินสด คือเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงินสด โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงินเฉพาะเจาะจง ใครก็ตามที่ถือเช็คฉบับนี้สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่ายทันที ทำไมธุรกิจ SME ยังใช้เช็คเงินสด ทั้งที่มีช่องทางโอนเงินออนไลน์แล้ว เหตุผลหลักมีดังนี้ เช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คและเช็คระบุชื่อตรงไหน ผู้ประกอบการหลายคนเคยสับสนระหว่างเช็ค 3 ประเภทนี้ ลองดูความแตกต่างที่ชัดเจน เช็คเงินสด (Cash Cheque) เช็คที่สั่งจ่าย เงินสด หรือ ผู้ถือ ไม่ระบุชื่อผู้รับ ใครถือก็ขึ้นเงินได้ทันทีที่สาขาธนาคารผู้จ่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่เสี่ยงหากสูญหาย แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เช็คที่ออกโดยธนาคาร ธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันทีแล้วรับรองว่าจะจ่ายเงินแน่นอน ไม่มีโอกาสเด้ง ใช้ในธุรกรรมที่ต้องการความมั่นใจสูง เช่น ซื้อรถยนต์ จดทะเบียนบริษัท หรือวางมัดจำอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมออกเช็คประมาณ 20 บาทต่อฉบับ เช็คระบุชื่อ (Order Cheque) เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินชัดเจน เฉพาะบุคคลที่ชื่อตรงกันเท่านั้นจึงขึ้นเงินได้ ปลอดภัยกว่าเช็คเงินสด มักใช้ในการจ่ายเงินให้คู่ค้าหรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง ตารางเปรียบเทียบ 3 ประเภทเช็ค รายการ เช็คเงินสด แคชเชียร์เช็ค เช็คระบุชื่อ ผู้ออกเช็ค เจ้าของบัญชี ธนาคาร เจ้าของบัญชี ระบุชื่อผู้รับ ไม่ระบุ ระบุ ระบุ ใครขึ้นเงินได้ ผู้ถือคนใดก็ได้ เฉพาะผู้รับที่ระบุ เฉพาะผู้รับที่ระบุ โอกาสเช็คเด้ง มี ไม่มี (ธนาคารรับรอง) มี ความเสี่ยงถ้าหาย สูง ต่ำ ต่ำ เหมาะกับ จ่ายเงินทั่วไป ธุรกรรมมูลค่าสูง จ่ายคู่ค้ารายเจาะจง วิธีเขียนเช็คเงินสดที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง การเขียนเช็คผิดแม้จุดเดียว อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มาดูส่วนประกอบสำคัญและตัวอย่างจริง ส่วนประกอบสำคัญบนหน้าเช็ค วิธีการเขียนเช็คเงินสด สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าส่ง ต้องจ่ายค่าสินค้า 50,000 บาท ให้ซัพพลายเออร์ที่มารับเช็คด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องระวัง – ห้ามเว้นที่ว่างก่อนจำนวนเงินตัวอักษร เพราะอาจถูกเติมตัวเลขเพิ่ม และอย่าใช้ปากกาลบได้เด็ดขาด วิธีขึ้นเงินเช็คเงินสดที่ธนาคาร เมื่อได้รับเช็คเงินสดมาแล้ว ขั้นตอนการขึ้นเงินไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ขั้นตอนขึ้นเงินเช็คเงินสด ระยะเวลาและค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการที่รับเช็คเป็นประจำ การฝากเข้าบัญชีจะสะดวกกว่าขึ้นเงินสด เพราะมีหลักฐานทางบัญชีชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมาก เช็คเงินสดมีอายุกี่วัน หมดอายุแล้วทำอย่างไร เช็คเงินสดมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนหน้าเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 หากเกิน 6 เดือน ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม เช็คฉบับนี้ต้องนำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 31 สิงหาคม หากเลยกำหนดนี้ ธนาคารจะปฏิเสธการขึ้นเงิน เช็คหมดอายุแล้วทำอย่างไร – เช็คที่เกิน 6 เดือนไม่สามารถนำไปขึ้นเงินได้ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทน ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็คแต่อย่างใด เคล็ดลับสำหรับ SME – เมื่อได้รับเช็ค ควรบันทึกวันหมดอายุไว้ในระบบแล้วนำไปขึ้นเงินโดยเร็ว อย่าเก็บเช็คไว้นานจนลืม เพราะเสียทั้งเวลาในการติดตามและกระแสเงินสดของธุรกิจ ความเสี่ยงของเช็คเงินสดและวิธีป้องกัน เช็คเงินสดสะดวกก็จริง แต่มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ SME ควรทำความเข้าใจ เช็คเด้ง สาเหตุและผลทางกฎหมาย เช็คเด้ง คือเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายไม่พอ นอกจากนี้ยังเกิดจากลายเซ็นไม่ตรง เช็คถูกแก้ไขโดยไม่มีการเซ็นกำกับ หรือบัญชีถูกอายัด ผลทางกฎหมาย – ปัจจุบัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ยังมีผลบังคับใช้ กำหนดให้การออกเช็คโดยรู้ว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 4) ทั้งนี้ มีร่างกฎหมายยกเลิกโทษอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังเรื่องนี้อยู่ สำหรับ SME ที่รับเช็ค – ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้สั่งจ่ายก่อนรับเช็ค หากเป็นคู่ค้ารายใหม่ อาจขอแคชเชียร์เช็คแทนเพื่อลดความเสี่ยง เช็คหาย เช็คถูกปลอม ป้องกันอย่างไร เช็คเงินสดเสี่ยงมากกว่าเช็คระบุชื่อ เพราะใครก็ตามที่ถือเช็คสามารถนำไปขึ้นเงินได้ หากเช็คสูญหายหรือถูกขโมย ผู้ที่พบเช็คก็สามารถขึ้นเงินได้ทันที โดยมีวิธีป้องกัน ดังนี้ เช็คเงินสดกับการบันทึกบัญชีสำหรับ SME สำหรับผู้ประกอบการ เช็คไม่ใช่แค่เครื่องมือจ่ายเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีโดยตรง เมื่อออกเช็คเงินสดจ่าย – บันทึกบัญชีโดยเดบิตค่าใช้จ่ายหรือบัญชีเจ้าหนี้ และเครดิตบัญชีธนาคาร (ไม่ใช่เงินสด เพราะเงินออกจากบัญชีธนาคาร) ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งจ่ายเช็คเงินสด 50,000 บาท ค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ รายการ เดบิต เครดิต สินค้า/ต้นทุนขาย 50,000 – เงินฝากธนาคาร – 50,000 เมื่อรับเช็คเงินสด – บันทึกเดบิตบัญชีเช็ค (หรือเงินฝากธนาคาร ถ้านำฝากทันที) และเครดิตบัญชีลูกหนี้หรือรายได้ ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งรับเช็คเงินสด 80,000 บาท จากลูกค้า นำฝากธนาคารทันที รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 80,000 – ลูกหนี้การค้า – 80,000 จุดที่ SME มักผิดพลาด – หลายกิจการบันทึกการรับ-จ่ายเช็คไม่ตรงวัน ทำให้กระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) ไม่ตรง แนวทางที่ดีคือบันทึกรายการทันทีที่ออกเช็คหรือรับเช็ค แล้วบันทึกเพิ่มเมื่อเช็คเคลียร์ผ่านธนาคาร เพื่อให้ยอดเงินในบัญชีบริษัทตรงกับ Statement ธนาคาร การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการบันทึกเช็คจะช่วยลดข้อผิดพลาดตรงนี้ได้มาก เพราะระบบจะติดตามสถานะเช็ค (ออกเช็ค – เคลียร์แล้ว – เช็คเด้ง) ให้อัตโนมัติ สรุป: เช็คเงินสด เครื่องมือการเงินที่ SME ควรเข้าใจ เช็คเงินสดยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ใช้กันในภาคธุรกิจ แม้จะสะดวกแต่ก็มีความเสี่ยง ประเด็นสำคัญที่ควรจำ จัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าธุรกิจของคุณรับ-จ่ายเช็คเป็นประจำ การจัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบจะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลา PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานการเงิน และเตรียมข้อมูลภาษีได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็คเงินสด เช็คเงินสด ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เช็คเงินสดในภาษาอังกฤษเรียกว่า Cash Cheque หรือ Bearer Cheque หมายถึงเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ ผู้ถือ (Bearer) คนใดก็นำไปขึ้นเงินได้ ส่วนคำว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier Cheque เป็นคนละอย่างกัน เพราะหมายถึงเช็คที่ออกโดยธนาคาร เช็คเงินสดกับแคชเชียร์เช็คต่างกันตรงไหน เช็คเงินสดออกโดยเจ้าของบัญชี (บุคคลหรือนิติบุคคล) ไม่ระบุชื่อผู้รับ มีโอกาสเด้งถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ส่วนแคชเชียร์เช็คออกโดยธนาคาร หักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันที จึงไม่มีโอกาสเด้ง ถ้าต้องการความมั่นใจสูง แคชเชียร์เช็คเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า ใครก็ขึ้นเงินเช็คเงินสดได้จริงไหม จริง ถ้าเช็คไม่ได้ขีดคร่อม ผู้ถือเช็คคนใดก็นำไปขึ้นเป็นเงินสดได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่าย โดยแสดงบัตรประชาชน แต่ถ้าเช็คขีดคร่อมแล้ว ต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น ไม่สามารถรับเป็นเงินสดที่เคาน์เตอร์ได้ เช็คเงินสดหมดอายุ ต่ออายุได้ไหม ไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็ค เช็คมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่บนเช็ค หากเกิน 6 เดือนธนาคารจะปฏิเสธ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทนเท่านั้น ธุรกิจเล็กควรใช้เช็คเงินสดหรือโอนเงินดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช็คเงินสดเหมาะกับธุรกรรมที่คู่ค้ายังใช้ระบบเช็คอยู่ หรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน ส่วนการโอนเงินออนไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เอกสาร NDA คืออะไร บังคับใช้แบบไหน มีผลอะไรบ้าง

เคยไหม ที่กำลังจะร่วมงานกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ แล้วอีกฝ่ายส่งเอกสารหนาๆ มาให้เซ็น บรรทัดแรกเขียนว่า Non-Disclosure Agreement หลายคนก็อาจเซ็นไปโดยไม่ได้อ่านให้ดี บางคนก็ไม่แน่ใจว่า NDA คือเอกสารอะไรกันแน่ ต่างจากสัญญาทั่วไปอย่างไร แล้วถ้าอีกฝ่ายละเมิด จะทำอะไรได้บ้าง NDA คือสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) ที่ผูกมัดให้คู่สัญญาต้องเก็บข้อมูลที่ได้รับระหว่างการทำงานร่วมกันไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้บุคคลภายนอ โดยในบทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ NDA ตั้งแต่ประเภท องค์ประกอบที่ต้องมี ไปจนถึงบทลงโทษตามกฎหมายไทยและข้อผิดพลาดที่ SME มักทำ NDA คืออะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ เป็นสัญญาที่กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ และห้ามฝ่ายที่ได้รับข้อมูลนำไปเปิดเผยหรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ตกลงกัน ในทางธุรกิจ เอกสาร NDA คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องความลับทางการค้าของคุณ ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 กำหนดว่าความลับทางการค้า คือข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป มีมูลค่าเชิงพาณิชย์เพราะเป็นความลับ และเจ้าของได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับนั้น สถานการณ์ที่ SME มักต้องใช้สัญญา NDA ได้แก่ NDA มีกี่ประเภท แต่ละแบบใช้เมื่อไร สัญญารักษาความลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล NDA ฝ่ายเดียว (Unilateral NDA) ฝ่ายหนึ่งเปิดเผยข้อมูล อีกฝ่ายรับข้อมูลและต้องรักษาความลับ มักใช้งานในกรณีที่รับพนักงานใหม่ หรือจ้างฟรีแลนซ์ ตัวอย่างเช่น เจ้าของร้านอาหารมีสูตรอาหารเฉพาะ เมื่อรับพ่อครัวคนใหม่ก็ให้เซ็น NDA เพื่อป้องกันไม่ให้นำสูตรไปเปิดเผย NDA สองฝ่าย (Bilateral NDA) ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยข้อมูลลับให้กัน และต่างต้องรักษาความลับของอีกฝ่าย มักใช้งานเมื่อสองธุรกิจร่วมมือกัน เช่น บริษัทซอฟต์แวร์กับสำนักงานบัญชีที่พัฒนาระบบร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลลูกค้า NDA หลายฝ่าย (Multilateral NDA) มักใช้ในกรณีที่มีคู่สัญญามากกว่า 2 ฝ่าย หรือใช้ในโครงการที่มีหลายบริษัทร่วมงาน เช่น กลุ่มนักลงทุน 3 รายร่วมกันพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัปแห่งหนึ่ง แทนที่จะทำ NDA แยกกันทีละคู่ ก็ทำฉบับเดียวครอบคลุมทุกฝ่าย ประเภท ใช้เมื่อไร ตัวอย่างสถานการณ์ SME ฝ่ายเดียว (Unilateral) รับพนักงาน จ้างฟรีแลนซ์ ร้านค้าออนไลน์จ้างโปรแกรมเมอร์ทำเว็บไซต์ สองฝ่าย (Bilateral) ร่วมทุน ร่วมพัฒนาสินค้า ร้านอาหาร 2 แบรนด์ร่วมออกเมนูพิเศษ หลายฝ่าย (Multilateral) โครงการหลายบริษัท กลุ่มนักลงทุนพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัป องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีใน NDA NDA ที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน ไม่ใช่แค่เขียนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลแล้วจบ เพราะถ้าข้อความกว้างเกินไป อาจบังคับใช้จริงไม่ได้เมื่อเกิดปัญหา องค์ประกอบหลักที่ต้องมีมีดังนี้ คู่สัญญา – ใครเปิดเผย ใครรับข้อมูล ระบุชื่อบริษัท ชื่อบุคคล และบทบาทให้ชัดเจน ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผย (Disclosing Party) และฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล (Receiving Party) ถ้าเป็น NDA สองฝ่าย ก็ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเป็นทั้งผู้เปิดเผยและผู้รับ ข้อมูลใด ที่ถือว่าเป็นความลับ ส่วนนี้สำคัญที่สุด ต้องระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ถือเป็นความลับ ตัวอย่างเช่น สูตรการผลิต รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการเงิน แผนการตลาด หรือซอร์สโค้ด สมมติคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายชื่อลูกค้า 5,000 ราย ถ้าข้อมูลลูกค้าเหล่านี้หลุดไปถึงคู่แข่ง อาจสูญเสียลูกค้าไปหลายร้อยราย คิดเป็นรายได้ที่หายไปหลายแสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ข้อมูลลูกค้าต้องถูกระบุไว้ในสัญญา NDA อย่างชัดเจน ข้อยกเว้น – ข้อมูลใด ที่ไม่นับเป็นความลับ ข้อมูลบางอย่างไม่ถือเป็นความลับ แม้จะอยู่ในขอบเขตสัญญา เช่น ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว ข้อมูลที่ผู้รับมีอยู่ก่อนเซ็นสัญญา หรือข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามคำสั่งศาล ระยะเวลาคุ้มครอง NDA ต้องกำหนดระยะเวลาคุ้มครองให้ชัดเจน โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลและอุตสาหกรรม หากเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูง เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองนานกว่าปกติ บทลงโทษเมื่อละเมิด ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ควรระบุค่าเสียหายกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นจำนวนเงินที่ตกลงกัน เช่น หากละเมิดสัญญา NDA ผู้ละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท การกำหนดตัวเลขไว้ชัดเจนช่วยให้ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล NDA ต่างจาก Non-compete และ NCA อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง NDA กับสัญญาประเภทอื่นที่คล้ายกัน ทั้ง 3 แบบปกป้องธุรกิจคนละมุม สัญญา ป้องกันเรื่องอะไร ตัวอย่างสถานการณ์ NDA (สัญญารักษาความลับ) ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ พนักงานห้ามเอารายชื่อลูกค้าไปบอกคนอื่น Non-compete (สัญญาห้ามแข่งขัน) ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่ง พนักงานลาออกแล้วห้ามไปทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี NCA (Non-Circumvention Agreement) ห้ามข้ามตัวกลางไปติดต่อลูกค้าโดยตรง นายหน้าแนะนำลูกค้าให้ ห้ามติดต่อลูกค้ารายนั้นโดยตรง ข้อสังเกตสำคัญ คือ สัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ในไทยมีข้อจำกัดตามที่ศาลตีความ ต้องกำหนดขอบเขตที่สมเหตุสมผลทั้งระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ ถ้ากำหนดกว้างเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าบังคับใช้ไม่ได้ ละเมิด NDA มีโทษอย่างไร หากเกิดการละเมิดสัญญา NDA ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิดและข้อมูลที่ถูกเปิดเผย โทษทางแพ่ง – ค่าเสียหายตามสัญญาและตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา NDA หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังสามารถขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสั่งให้หยุดเปิดเผยข้อมูลได้ทันที ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่มีฐานลูกค้า 200 ราย พนักงานลาออกแล้วนำรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลการเงินไปเปิดสำนักงานบัญชีแข่ง มีลูกค้าย้ายไป 50 ราย คิดเป็นค่าบริการที่หายไปราว 150,000 บาทต่อเดือน (สมมติค่าบริการรายละ 3,000 บาท) คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 41/1 ยังให้สิทธินายจ้างเลิกจ้างพนักงานที่เปิดเผยความลับทางการค้าได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โทษทางอาญา – ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322-325 ผู้ที่เปิดเผยความลับที่ได้รู้มาจากตำแหน่งหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ถ้ามีการละเมิดโดยเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ผู้กระทำมีความผิดทั้งทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย) และอาจมีโทษทางอาญาด้วย ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเรื่อง NDA จากประสบการณ์ที่พบบ่อย SME มักทำผิดพลาดเรื่อง NDA ในประเด็นต่อไปนี้ ไม่ระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน – เขียนแค่ว่าข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด กว้างเกินไปจนบังคับใช้ยาก ควรระบุเจาะจง เช่น รายชื่อลูกค้า สูตรการผลิต แผนการตลาด ข้อมูลการเงิน กำหนดระยะเวลาสั้นหรือยาวเกินไป – ระยะเวลาที่สั้นเกินไปอาจไม่คุ้มครองเพียงพอ แต่ถ้าหากยาวเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าไม่สมเหตุผล ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูล ไม่กำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า – เมื่อเกิดการละเมิด ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล ซึ่งยากและใช้เวลานาน ควรกำหนดค่าเสียหายไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ใช้แบบฟอร์ม NDA จากต่างประเทศโดยไม่ปรับ – NDA template ภาษาอังกฤษจากอินเทอร์เน็ตอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ควรปรับให้อ้างอิง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง หรือปรึกษาทนายความเพื่อความรอบคอบ ไม่ทำ NDA กับฟรีแลนซ์หรือที่ปรึกษา – หลายบริษัทเซ็น NDA กับพนักงานประจำ แต่ลืมทำกับฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา หรือผู้รับเหมา ทั้งที่คนเหล่านี้อาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากพนักงาน NDA กับ PDPA เกี่ยวข้องกันอย่างไร NDA ปกป้องข้อมูลความลับทางธุรกิจ ส่วน PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและพนักงาน ทั้งสองกฎหมายทำงานคนละมุมแต่เสริมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ SME ที่เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล หรือข้อมูลการเงิน ต้องดูแลทั้ง 2 ด้านคู่กัน ดังนั้น SME ที่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ควรมีทั้ง NDA สำหรับพนักงาน และนโยบาย PDPA สำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งสองด้าน สรุป – NDA ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือเกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งมีข้อมูลที่ต้องปกป้อง ผู้ประกอบการควรทำ NDA กับทุกคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ทั้งพนักงาน ฟรีแลนซ์ และพาร์ตเนอร์ ในเอกสารต้องระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน พร้อมกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า หรืออาจปรึกษาทนายความ เพื่อให้สัญญาที่จัดทำสอดคล้องกับกฎหมายไทย บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย จัดการข้อมูลธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากบัญชีที่ปลอดภัย ข้อมูลทางการเงินเป็นหนึ่งในความลับทางการค้าที่สำคัญที่สุดของ SME การจัดการบัญชีด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์บน Cloud ช่วยให้คุณควบคุมได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร และติดตามรายรับ-รายจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NDA สัญญารักษาความลับ NDA ย่อมาจากอะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement แปลเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ หรือสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล ใช้ในธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้คู่สัญญานำข้อมูลลับไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก เซ็น NDA แล้ว ถ้าอีกฝ่ายละเมิดต้องทำอย่างไร รวบรวมหลักฐานการละเมิดให้ครบ เช่น อีเมล ข้อความ หรือพยานบุคคล จากนั้นแจ้งคู่สัญญาอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) หรือทางอาญา (แจ้งความ) ตามความเหมาะสม NDA มีอายุกี่ปี ขึ้นอยู่กับที่ระบุในสัญญา โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองยาวนานกว่านั้น ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดอายุไว้ อาจตีความว่ามีผลตลอดไป แต่ศาลมักพิจารณาความสมเหตุสมผลด้วย SME ต้องทำ NDA กับพนักงานทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคน แต่ควรทำกับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ฝ่ายบัญชีที่ดูข้อมูลการเงิน ฝ่ายขายที่มีรายชื่อลูกค้า ฝ่ายผลิตที่รู้สูตรสินค้า หรือฝ่าย IT ที่เข้าถึงระบบทั้งหมด นอกจากนี้ อย่าลืมทำกับฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาภายนอกด้วย NDA กับสัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ต่างกันตรงไหน NDA ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ไม่ได้ห้ามทำงานกับคู่แข่ง ส่วน Non-compete ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่งขันในระยะเวลาที่กำหนด ธุรกิจสามารถใช้ทั้ง 2 สัญญาร่วมกันได้ เพื่อป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลและการแข่งขันโดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ปิดการขาย คืออะไร จัดการเอกสารและบัญชีหลังปิดดีล ฉบับเจ้าของกิจการ

ตกลงราคากับลูกค้าได้แล้ว จับมือกันเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นต้องออกเอกสารอะไร ลำดับไหนก่อน แล้วบันทึกบัญชียังไง เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่สะดุดตรงนี้ ปิดการขาย คืออะไร แล้วต้องจัดการอะไรต่อหลังปิดดีล ปิดการขาย คือจุดที่ลูกค้าตกลงซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แต่สำหรับเจ้าของกิจการที่ขาย B2B ดีลยังไม่จบตรงนั้น เพราะการขายให้ธุรกิจต่างจากขายให้คนทั่วไปหลายจุด ขาย B2C ขาย B2B คนตัดสินใจ 1 คน หลายคน (จัดซื้อ ผู้ใช้งาน ผู้บริหาร) ระยะเวลาตัดสินใจ นาทีถึงวัน สัปดาห์ถึงเดือน เอกสารหลังปิดดีล แทบไม่มี ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ครบ flow การชำระเงิน จ่ายทันที Credit term 30-60 วัน สิ่งที่ตามมาหลังปิดดีล B2B คือเอกสาร 4-5 ฉบับที่ต้องออกให้ถูกลำดับ ถูกตัวเลข และถูกกฎหมาย ถ้าออกเอกสารช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจ ถ้าออกผิด ต้องเสียเวลาแก้ไข ถ้าไม่ออกใบกำกับภาษี ลูกค้าองค์กรอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป เพราะเอาไปเป็นภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ส่งใบเสนอราคาได้ภายใน 5 นาทีหลังตกลง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จสูงกว่าคนที่บอกว่าจะส่งให้วันพรุ่งนี้ เอกสาร 5 ฉบับที่ต้องออกหลังปิดดีล และลำดับที่ถูกต้อง 1. ใบเสนอราคา (Quotation) ออกทันทีหลังตกลงราคา ยิ่งส่งเร็วเท่าไร โอกาสที่ดีลจะสำเร็จยิ่งสูง เพราะลูกค้ายังอยู่ในอารมณ์ตัดสินใจ รายละเอียดที่ต้องระบุและตัวอย่างฟอร์มอ่านได้ที่คู่มือใบเสนอราคาของ PEAK 2. ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกหลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อเรียกเก็บเงินอย่างเป็นทางการ จุดสำคัญสำหรับ B2B คือต้องระบุ credit term ให้ชัด เช่น Net 30 หรือ Net 60 ลูกค้าองค์กรจะใช้ใบแจ้งหนี้เข้าระบบจัดซื้อภายใน ถ้าข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขใหม่ ทำให้ได้เงินช้าลง อ่านเพิ่มที่ใบแจ้งหนี้ คืออะไร 3. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า B2B เพราะเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ถ้าไม่ออกให้หรือออกช้า ลูกค้าอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป 4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินครบถ้วน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี 5. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการ ลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออก50 ทวิให้คุณ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตหักภาษีตอนสิ้นปีได้ ลำดับเอกสารหลังปิดดีล สรุปเป็นตาราง ลำดับ เอกสาร ออกเมื่อไร ใครออก 1 ใบเสนอราคา ทันทีหลังตกลงราคา ผู้ขาย 2 ใบแจ้งหนี้ หลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา ผู้ขาย 3 ใบกำกับภาษี วันส่งมอบสินค้า หรือวันรับเงิน (แล้วแต่อย่างใดก่อน) ผู้ขาย (ต้องจด VAT) 4 ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้ขาย 5 50 ทวิ เมื่อจ่ายเงิน (กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย) ผู้ซื้อ (ออกให้ผู้ขาย) Credit Term คืออะไร กำหนดอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุด การขาย B2B ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินสดทันที ลูกค้าองค์กรมักขอ credit term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังได้รับสินค้า/บริการแล้ว Credit Term หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ ยังไม่มีประวัติ Net 30 จ่ายภายใน 30 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้าประจำที่มีประวัติดี Net 60 จ่ายภายใน 60 วัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ credit term ยิ่งยาว เงินสดหมุนเวียนยิ่งน้อย ถ้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน กระแสเงินสดจะติดลบ ต้องวางแผนให้ credit term ที่ให้ลูกค้าสั้นกว่า credit term ที่ได้จากซัพพลายเออร์ วิธีบันทึกบัญชีหลังปิดดีล ตอนออกใบแจ้งหนี้ (ยังไม่ได้รับเงิน) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% ให้เครดิต 30 วัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนได้รับเงิน (ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%) ลูกค้าจ่ายค่าบริการ 107,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดก่อน VAT (3,000 บาท) จ่ายจริง 104,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 104,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีที่ถูกหัก 3,000 บาท เก็บ 50 ทวิ ไว้ นำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปี อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียดีล B2B หลังตกลงแล้ว เจ้าของกิจการหลายคนปิดดีลได้ แต่สุดท้ายดีลหลุดเพราะขั้นตอนหลังจากนั้น สรุป: ปิดดีลแล้ว จัดการเอกสารให้จบ ธุรกิจไปต่อได้เร็ว ออกเอกสารหลังปิดดีลได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินได้ในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารหลังปิดการขาย ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ต่างกันยังไง ใบเสนอราคาออกก่อนลูกค้าตกลง เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไข ใบแจ้งหนี้ออกหลังลูกค้าตกลงแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ใบแจ้งหนี้ถือเป็นหลักฐานการค้า ไม่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่จด VAT ออกแค่ใบเสร็จรับเงินก็พอ แต่ลูกค้า B2B ที่จด VAT อาจขอใบกำกับภาษีจากคุณ ถ้าไม่มีให้ ลูกค้าไม่สามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่า credit term ทำอย่างไร ส่งใบแจ้งหนี้เตือนก่อนครบกำหนด 3-5 วัน ถ้าเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย โทรติดตามทันที ถ้าเกิดบ่อยกับลูกค้ารายเดียวกัน ควรปรับลด credit term หรือเปลี่ยนเป็นจ่ายสดในครั้งต่อไป ปิดดีลทางแชท ต้องออกเอกสารเหมือนกันไหม ต้องออกเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะปิดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขายดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

Passive Income คืออะไร รวมไอเดียและภาษีที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนทำธุรกิจจนรายได้มั่นคงแล้ว แต่รายได้ทั้งหมดยังผูกอยู่กับตัวเอง ถ้าหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดตาม Passive Income คือทางออกที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงาน Passive Income คืออะไร Passive Income คือรายได้ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้แรงงานหรือเวลาแลกเป็นประจำทุกวัน ในภาษาไทยมักเรียกว่า รายได้เชิงรับ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คุณต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือความรู้ เช่น คนที่ได้ค่าเช่าทุกเดือน ก็ต้องซื้ออสังหาฯ ก่อน คนที่ได้เงินปันผล ก็ต้องลงทุนซื้อหุ้นก่อน หัวใจสำคัญคือ เมื่อระบบเริ่มทำงานแล้ว รายได้จะไหลเข้ามาโดยคุณไม่ต้องแลกเวลาเป็นรายชั่วโมง Passive Income กับ Active Income ต่างกันอย่างไร Active Income คือรายได้ที่ต้องแลกเวลาและแรงงานโดยตรง เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน ค่าคอมมิชชัน หยุดทำงานเมื่อไร รายได้ก็หยุดตาม ส่วนรายได้เชิงรับ เมื่อสร้างระบบเสร็จแล้ว รายได้ยังเข้ามาแม้คุณไม่ได้ทำงานทุกวัน เกณฑ์ Active Income Passive Income ที่มารายได้ ใช้เวลาและแรงงานโดยตรง ลงทุนล่วงหน้า (เงิน/เวลา/ความรู้) ตัวอย่าง เงินเดือน, ค่าจ้าง, ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า, เงินปันผล, ค่า Royalty ความต่อเนื่อง หยุดทำ = รายได้หยุด หยุดทำ = รายได้ยังเข้า (ในระดับหนึ่ง) ความเสี่ยง ต่ำถ้ามีงานประจำ มีความเสี่ยงตามประเภทการลงทุน การเติบโต จำกัดตามเวลาที่มี ขยายได้ไม่จำกัดด้วยเวลา คนที่มั่นคงทางการเงินมักมีรายได้ทั้งสองแบบ ใช้ Active Income สร้างฐาน แล้วค่อยๆ สร้าง Passive Income เป็นรายได้เสริม ข้อดีและข้อเสียของ Passive Income ที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม ก่อนลงมือสร้างรายได้เชิงรับ ควรเข้าใจทั้งด้านดีและด้านที่ต้องระวัง ข้อดี ข้อเสีย Passive Income มีอะไรบ้าง รวมไอเดียสร้างรายได้แบบไม่ต้องทำงานทุกวัน Passive Income มีหลายรูปแบบ เลือกได้ตามเงินทุนและเวลาที่มี รายได้จากการลงทุน เงินปันผลจากหุ้น กำไรจากกองทุนรวม หรือผลตอบแทนจากพันธบัตร เป็นรายได้เชิงรับที่เข้าถึงง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยเงินไม่มากก็ได้ เช่น ลงทุนกองทุนรวมเดือนละ 1,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี แต่ไม่การันตี ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มูลค่าอาจขึ้นลงได้ รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าบ้าน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ เป็นรายได้เชิงรับที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด ถ้ายังไม่มีเงินซื้ออสังหาฯ เอง ลงทุนผ่าน REITs (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) ก็ได้ ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น เริ่มต้นหลักพันบาท รายได้จากธุรกิจออนไลน์ สร้างคอร์สออนไลน์ ขาย E-book ทำ Affiliate Marketing หรือสร้าง YouTube Channel เป็นรายได้เชิงรับที่ใช้เวลาสร้างมากกว่าเงินลงทุน เหมาะกับคนที่มีความรู้เฉพาะทาง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือ เพลง ซอฟต์แวร์ หรือสิทธิบัตร รวมถึงรายได้จากขายภาพ Stock Photo สร้างครั้งเดียวแล้วได้ผลตอบแทนไปเรื่อยๆ รายได้จากระบบอัตโนมัติ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ หรือธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องลงทุนเงินก้อนแรก แต่หลังติดตั้งแล้วใช้เวลาดูแลน้อย Passive Income กับภาษี ต้องเสียภาษีอย่างไร Passive Income ทุกประเภทต้องเสียภาษี ไม่มีข้อยกเว้น แต่อัตราและวิธีคำนวณต่างกันตามประเภทรายได้ ประเภท Passive Income ประเภทเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การหักค่าใช้จ่าย เงินปันผล เงินได้จากการลงทุน 10% เลือกไม่รวมยื่น หรือยื่นขอเครดิตภาษีคืน ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินได้จากดอกเบี้ย 15% เลือก Final Tax ไม่รวมยื่นปลายปีได้ ค่าเช่าอสังหาฯ เงินได้จากการให้เช่า 5% หักเหมา 30% หรือหักตามจริง ค่า Royalty/ลิขสิทธิ์ เงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญา 3% หักเหมา 40% อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาจากพระราชกฤษฎีกา กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หัก อัตราหัก ณ ที่จ่ายจากคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 เงินปันผล เลือกวิธีเสียภาษีที่คุ้มกว่าได้ เมื่อได้รับเงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน จะถูกหักภาษี 10% ทันที คุณมี 2 ทางเลือก ค่าเช่า หักค่าใช้จ่ายเหมาหรือตามจริง รายได้จากการให้เช่าอสังหาฯ หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ ตัวอย่างคำนวณภาษีค่าเช่า (แบบหักเหมา 30%) สมมุติคุณให้เช่าคอนโดเดือนละ 10,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ค่าเช่าทั้งปี 10,000 × 12 เดือน 120,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% 120,000 × 30% 36,000 บาท เงินได้สุทธินำไปคำนวณภาษี 120,000 – 36,000 84,000 บาท เงินได้สุทธิ 84,000 บาทนี้จะนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ แล้วคำนวณภาษีตามขั้นบันได เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT ถ้ารายได้เชิงรับของคุณมาจากการให้เช่าหรือทำธุรกิจที่ยอดรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT เมื่อจด VAT แล้ว ต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่น VAT รายเดือน) ทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ VAT คืออะไร ข้อมูลภาษีนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ Passive Income สำหรับเจ้าของกิจการ ต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่ เจ้าของกิจการมีข้อได้เปรียบในการสร้าง Passive Income เพราะมีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว ทั้งความรู้ในอุตสาหกรรม ฐานลูกค้า พื้นที่ และเครือข่ายคู่ค้า ตัวอย่าง ผู้ประกอบการที่เปิดร้านขายของออนไลน์ที่มียอดขายดี สร้างรายได้เชิงรับเพิ่มได้หลายทาง สิ่งสำคัญคือต้องแยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายของ Passive Income ออกจากธุรกิจหลักให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละช่องทางสร้างกำไรจริงเท่าไร และจัดการภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีรับค่าเช่าสำหรับ SME สมมุติกิจการของคุณให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า ผู้เช่าจ่ายค่าเช่า 10,000 บาท หักภาษีไว้ 5% คือ 500 บาท คุณได้รับเงินจริง 9,500 บาท รายการบัญชี เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินสด/ธนาคาร 9,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกหักไว้ (5%) 500 บาท รายได้ค่าเช่ารับ 10,000 บาท ภาษีที่ถูกหักไว้ 500 บาท สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร ขั้นตอนเริ่มต้นและวิธีบริหารจัดการ Passive Income สำหรับมือใหม่ ถ้าอยากเริ่มสร้างรายได้เชิงรับแต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองทำตามขั้นตอนนี้ การจัดการรายได้เชิงรับหลายช่องทางพร้อมกันอาจดูยุ่งยาก แต่ถ้าใช้เครื่องมือบันทึกรายรับ-รายจ่ายที่เป็นระบบ ก็จะเห็นภาพรวมทุกช่องทางในที่เดียว สรุป: Passive Income สร้างได้จริง เจ้าของกิจการเริ่มต้นจากสิ่งที่มี จัดการรายได้ทุกช่องทางในที่เดียวด้วย PEAK มีรายได้หลายช่องทาง ทั้งจากธุรกิจหลักและรายได้เชิงรับ PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกช่องทาง แยกประเภทรายได้อัตโนมัติ พร้อมรายงานภาษีที่ถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Passive Income Passive Income มีจริงไหม มีจริง แต่ไม่ใช่แบบที่โฆษณาว่า “นอนอยู่บ้านก็ได้เงิน” ต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือทักษะ สิ่งที่ passive จริงๆ คือหลังจากระบบเริ่มทำงาน ไม่ต้องดูแลมากเท่าตอนเริ่ม อาชีพที่เป็น Passive Income มีอะไรบ้าง ไม่ใช่ “อาชีพ” ในความหมายปกติ แต่เป็น “ช่องทางรายได้เสริม” ที่ทำควบคู่กับงานประจำได้ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ ลงทุนในหุ้นปันผล สร้างคอร์สออนไลน์ หรือทำ Affiliate Marketing ทำ Passive Income ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทุกกรณี ถ้ารายได้มาจากการลงทุน เช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดาได้เลย แต่ถ้ารายได้เชิงรับมาจากธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ หลายยูนิต หรือขายคอร์สออนไลน์ยอดสูง การจดเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด) อาจประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 15-20% ขณะที่บุคคลธรรมดาอาจสูงถึง 35% อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความจดทะเบียนบริษัท ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนให้เหมาะกับรายได้ของคุณ เริ่มต้น Passive Income ด้วยเงินน้อยได้ไหม ได้ หลายช่องทางเริ่มต้นด้วยเงินหลักร้อยถึงหลักพัน เช่น ลงทุนกองทุนรวมขั้นต่ำ 100-1,000 บาท ทำ Affiliate Marketing เริ่มได้ฟรี สร้างคอร์สออนไลน์ใช้แค่คอมพิวเตอร์กับความรู้ที่มีบพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาจ้างงาน คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้ก่อนจ้างพนักงาน

ธุรกิจเริ่มโตขึ้น ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม แต่ยังไม่เคยทำสัญญาจ้างงานเป็นเอกสาร เจ้าของกิจการหลายคนตกลงปากเปล่ากับลูกจ้าง พอพนักงานลาออกกะทันหันหรือทำงานไม่ตรงที่ตกลง จะเรียกร้องอะไรก็ไม่มีหลักฐาน สัญญาจ้างงาน คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องมี สัญญาจ้างงาน คือข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่กำหนดเงื่อนไขการทำงานร่วมกัน ทั้งตำแหน่ง ค่าจ้าง ระยะเวลา และสิทธิหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ สัญญาจ้าง คือเครื่องมือปกป้องธุรกิจ ช่วยให้กำหนดขอบเขตงาน ป้องกันพนักงานนำข้อมูลไปเปิดเผย และมีหลักฐานชัดเจนถ้าต้องเลิกจ้าง การมีสัญญาจ้างที่ชัดเจนช่วยให้เจ้าของกิจการมั่นใจว่าเงื่อนไขทุกอย่างถูกระบุไว้ครบ ถ้าเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้าง สัญญาจ้าง คือหลักฐานหลักที่ศาลแรงงานใช้พิจารณา แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งเงื่อนไขการจ้างเป็นหนังสือก่อนเริ่มงาน ดังนั้นการทำสัญญาเป็นเอกสารจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด สัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงาน และสัญญาจ้างทำของ ต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครคุมวิธีทำงาน ประเภท ลักษณะ ใครคุมวิธีทำงาน ตัวอย่าง สัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างทำงานภายใต้คำสั่งนายจ้าง นายจ้าง จ้างพนักงานประจำ ทำงาน 9.00-18.00 น. สัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างส่งมอบผลงานตามที่ตกลง ผู้รับจ้าง จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ สัญญาจ้างงาน (ทั่วไป) คำรวมที่ใช้เรียกทั้งสองแบบ ขึ้นกับเนื้อหาสัญญา ความแตกต่างนี้มีผลทางกฎหมายมาก เพราะสัญญาจ้างแรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่สัญญาจ้างทำของไม่ได้รับ สัญญาจ้างงาน มีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการต้องเลือกให้ตรงกับลักษณะงานและระยะเวลาที่ต้องการ ประเภท ระยะเวลา เหมาะกับ สิทธิ์ค่าชดเชยเมื่อหมดสัญญา มีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่ม-วันสิ้นสุด งาน project, สัญญา 1 ปี ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) ไม่มีกำหนดระยะเวลา ทำงานต่อเนื่อง ไม่ระบุวันสิ้นสุด พนักงานประจำ มี (ตามอายุงาน) ชั่วคราว งานเฉพาะกิจ ระยะสั้น งานฤดูกาล, อีเวนต์ ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) Part-time ทำงานไม่เต็มเวลา นักศึกษาฝึกงาน, งานรายชั่วโมง ขึ้นกับเงื่อนไข สัญญาจ้างงานแบบมีกำหนดระยะเวลา เป็นรูปแบบที่ SME นิยมใช้มากที่สุด เช่น สัญญาจ้างงาน 1 ปี โดยระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดสัญญาจะสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อควรระวัง: ถ้าต่อสัญญาซ้ำหลายครั้งติดต่อกัน ศาลอาจตีความว่าเป็นการจ้างแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ซึ่งหมายความว่าลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง สัญญาจ้างงานแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ใช้สำหรับพนักงานประจำที่ทำงานต่อเนื่อง การเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน สัญญาจ้างพนักงาน part-time และ freelance ธุรกิจยุคนี้ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเต็มเวลาเสมอไป การจ้าง part-time หรือ freelance เป็นอีกทางเลือกที่ SME ใช้ลดต้นทุน โดยนายจ้างต้องไม่ลืมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง สิ่งสำคัญคือต้องระบุในสัญญาให้ชัดว่าเป็นการจ้างแบบไหน เพราะมีผลต่อสิทธิ์ตามกฎหมายที่ต่างกัน องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีในสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงานที่ดีต้องครอบคลุมเงื่อนไขสำคัญทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง องค์ประกอบหลักที่ต้องระบุมีดังนี้ ค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการจ่าย ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับ SME เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนธุรกิจโดยตรง สิ่งที่ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจน ได้แก่ จำนวนเงินค่าจ้าง วันที่จ่าย วิธีจ่าย (โอนเข้าบัญชี) และสวัสดิการเพิ่มเติม ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปี 2568 อยู่ที่ 400 บาท/วัน ทั่วประเทศ นอกจากนี้นายจ้างยังต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน เงื่อนไขการเลิกจ้างและค่าชดเชย หัวข้อนี้หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดที่ทำให้เกิดข้อพิพาทบ่อยที่สุด กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดค่าชดเชยขั้นต่ำตามอายุงาน ดังนี้ อายุงาน ค่าชดเชยขั้นต่ำ 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1-3 ปี 90 วัน 3-6 ปี 180 วัน 6-10 ปี 240 วัน 10-20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน สัญญาจ้างสามารถกำหนดค่าชดเชย มากกว่า ที่กฎหมายกำหนดได้ แต่จะกำหนด น้อยกว่า ไม่ได้ ข้อตกลงใดที่ให้สิทธิ์ลูกจ้างต่ำกว่ากฎหมายจะถือเป็นโมฆะ ตัวอย่างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน หลายคนค้นหาตัวอย่างสัญญาจ้างงานเพื่อใช้เป็นต้นแบบ ด้านล่างเป็นโครงสร้างหลักที่ควรมีในแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานของบริษัทเอกชน โครงสร้างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานมาตรฐาน สำหรับ SME ที่ต้องการแบบฟอร์มสำเร็จรูป สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาจ้างงานจากกรมการจัดหางานได้ทั้งแบบ PDF และ Word ข้อกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องรู้เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน เรื่องกฎหมายอาจดูไกลตัว แต่ถ้าไม่รู้อาจถูกฟ้องร้องได้ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำ คือสัญญาจ้างจะกำหนดเงื่อนไขต่ำกว่าสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ตัวอย่างสิทธิ์ขั้นต่ำที่ระบุในสัญญาไม่ได้ต่ำกว่า ได้แก่ ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี วันลาพักร้อนไม่น้อยกว่า 6 วัน/ปี (หลังทำงานครบ 1 ปี) และค่าชดเชยตามอายุงาน อากรแสตมป์สัญญาจ้างงาน ต้องติดเท่าไร สัญญาจ้างทำของต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ของค่าจ้าง ส่วนสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ต้อง ติดอากรแสตมป์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความอากรแสตมป์สัญญาจ้างของ PEAK สัญญาจ้างงาน กับการทำงาน Remote การทำงานแบบ remote หรือ work from home เป็นเรื่องปกติของธุรกิจยุคนี้ แต่สัญญาจ้างงานแบบเดิมอาจไม่ครอบคลุมเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ควรเพิ่มในสัญญาสำหรับพนักงาน remote ได้แก่ วิธีจัดการสัญญาจ้างงานอย่างเป็นระบบ เจ้าของกิจการที่มีพนักงานหลายคนอาจพบว่าการจัดการสัญญาจ้างด้วยกระดาษยุ่งยากและเสี่ยงหาย วิธีที่ดีกว่า คือใช้ระบบดิจิทัลจัดเก็บเอกสาร เช่น เก็บไฟล์สัญญาบน Cloud แยกโฟลเดอร์ตามชื่อพนักงาน ตั้งแจ้งเตือนวันหมดอายุสัญญา และสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการที่ระบุในสัญญา ก็ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับเงินเดือนจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก สรุป: สัญญาจ้างงาน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการเงินเดือนและเอกสารพนักงานด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการค่าใช้จ่ายพนักงาน บันทึกเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย และออกเอกสารทางบัญชีได้อัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงาน ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ผิดกฎหมายไหม กฎหมายไทยยอมรับสัญญาจ้างปากเปล่า แต่ปัญหาคือถ้าเกิดข้อพิพาท ฝ่ายที่ไม่มีหลักฐานจะเสียเปรียบมากในศาลแรงงาน ดังนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำเป็นเอกสารปลอดภัยกว่าเสมอ ผิดสัญญาจ้างงาน มีผลอย่างไร ขึ้นกับว่าฝ่ายไหนผิดสัญญา ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายและค่าชดเชยตามกฎหมาย ถ้าลูกจ้างลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามสัญญา นายจ้างอาจเรียกค่าเสียหายได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องดำเนินเรื่องทางกฎหมาย สัญญาจ้างงาน ภาษาอังกฤษ ต้องทำไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำสำหรับบริษัทที่มีพนักงานต่างชาติหรือเป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ สัญญาสองภาษา (ไทย-อังกฤษ) ช่วยลดปัญหาความเข้าใจผิดและใช้เป็นหลักฐานได้ทั้งในศาลไทยและต่างประเทศ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน PDF หรือ Word ได้ที่ไหน ค้นหา “แบบฟอร์มสัญญาจ้าง” ในเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือขอจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด นำมาปรับรายละเอียดให้ตรงกับธุรกิจของคุณ ควรให้ทนายหรือที่ปรึกษาตรวจก่อนใช้จริง ช่วงทดลองงานกำหนดได้นานเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้โดยเฉพาะ แต่ที่นิยมกันคือ 90-120 วัน ข้อสำคัญคือช่วงทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและประกันสังคมเช่นเดียวกับพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ผังบัญชี คืออะไร คู่มือจัดหมวดค่าใช้จ่ายให้เห็นกำไรจริง

ผังบัญชีเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี แต่ปัญหาที่ SME เจอบ่อยไม่ใช่ไม่มีผังบัญชี แต่คือการมีผัง แต่ลงหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายผิด จนเปิดงบกำไรขาดทุนแล้วตัวเลขไม่สะท้อนความจริง บทความนี้จะพาคุณเข้าใจผังบัญชี ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีจัดหมวดค่าใช้จ่ายแบบที่เจ้าของกิจการอ่านแล้วเห็น margin ได้ทันที ผังบัญชี (Chart of Accounts) คืออะไร ผังบัญชีคือรายการรหัสบัญชีทั้งหมดที่ธุรกิจใช้บันทึกรายการทางการเงิน เปรียบเหมือนสารบัญของบัญชี ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือออก จะถูกจัดเข้ารหัสบัญชีที่ตรงหมวด ผังบัญชีที่ดีช่วยให้เจ้าของกิจการเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เอง ไม่ต้องรอนักบัญชีแปลให้ทุกครั้ง ส่วนผังบัญชีที่จัดหมวดผิดหรือหยาบเกินไป จะทำให้ตัวเลขกำไรขาดทุนพร่ามัว ตัดสินใจผิดพลาดได้ ผังบัญชีสำเร็จรูปกับผังที่ออกแบบเอง อะไรเหมาะกับ SME ผังบัญชีสำเร็จรูปคือ template มาตรฐานที่โปรแกรมบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเตรียมไว้ให้ ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าเอง เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นหรือโครงสร้างไม่ซับซ้อน แต่ถ้าหากธุรกิจเริ่มโต หรือมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท ควรปรับผังบัญชีให้ตรงกับธุรกิจจริง เช่น แยกต้นทุนตามสายผลิตภัณฑ์ หรือแยกค่าใช้จ่ายทีมขายออกจากทีมบริหาร ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้วิธีเริ่มจากสำเร็จรูป แล้วค่อยปรับตามความต้องการ จะเห็นผลดีที่สุด 5 หมวดบัญชีหลักที่ต้องรู้ ผังบัญชีแบ่งออกเป็น 5 หมวดใหญ่ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป หรือ NPAEs (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หมวด ชื่อ ตัวอย่าง รหัสที่มักใช้ 1 สินทรัพย์ เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง 1xxx 2 หนี้สิน เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย 2xxx 3 ส่วนของเจ้าของ (ทุน) ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม 3xxx 4 รายได้ รายได้จากการขาย รายได้จากบริการ ดอกเบี้ยรับ 4xxx 5 ค่าใช้จ่าย ต้นทุนขาย เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา 5xxx หมวดที่ 5 คือจุดที่ SME มักมีปัญหามากที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างถูกโยนรวมกันโดยไม่แยกประเภท จนเปิดงบแล้วไม่รู้ว่ากำไรหายไปตรงไหน จัดหมวดค่าใช้จ่ายให้ถูก ใช้บริหารธุรกิจได้จริง ค่าใช้จ่ายในผังบัญชีหมวด 5 ไม่ควรรวมกันเป็นก้อนเดียว การแยกหมวดให้ชัดจะทำให้เจ้าของเห็นว่าเงินไหลออกไปตรงไหน และกำไรขั้นต้น (gross margin) เป็นเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายบริหาร โดยมีหลักการง่ายๆ คือ การแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่ม ชื่อ คืออะไร ตัวอย่าง ต้นทุนขาย Cost of Sales (COS) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือส่งมอบสินค้า/บริการ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงทีมผลิต ค่าขนส่งสินค้า ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน Operating Expense (Opex) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ เงินเดือนทีมบริหาร ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าโฆษณา เมื่อแยก 2 กลุ่มนี้ชัด คุณจะเห็นสูตรสำคัญ กำไรขั้นต้น = รายได้ – ต้นทุนขาย ถ้ากำไรขั้นต้นต่ำ แปลว่าต้นทุนการผลิตหรือบริการสูงเกินไป ต้องแก้ที่สินค้า ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่ายบริหาร เงินเดือนควรอยู่หมวดไหน ขึ้นกับหน้าที่ของทีม เงินเดือนคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ SME มักจัดผิดหมวด หลักคิดคือ ถ้าพนักงานคนนั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรง ค่าแรงเขาคือต้นทุนขาย ทีม ตัวอย่าง ควรอยู่หมวด เหตุผล ทีมผลิต ช่างประกอบ ช่างเย็บ ต้นทุนขาย (COS) สร้างสินค้าโดยตรง ทีมบริการ ช่างซ่อม ที่ปรึกษา ต้นทุนขาย (COS) ส่งมอบบริการโดยตรง ทีมขาย เซลส์ ทีม BD ค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) ช่วยหารายได้ แต่ไม่ได้ผลิตสินค้า ทีมบริหาร บัญชี HR ผู้บริหาร ค่าใช้จ่ายบริหาร (Admin Expense) สนับสนุนธุรกิจ ไม่ได้สร้างสินค้า ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า มีพนักงาน 10 คน เงินเดือนรวม 300,000 บาท/เดือน ถ้าโยนรวมเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียว จะไม่รู้เลยว่าต้นทุนการผลิตจริงเป็นเท่าไร แต่ถ้าแยกตามตารางข้างบน จะเห็นชัดว่าต้นทุนขายคือเงินเดือนทีมผลิต 180,000 บาท ส่วนที่เหลือ 120,000 บาท คือค่าบริหาร ค่าโฆษณา คอมมิชชัน ส่วนลด จัดยังไงให้เห็นต้นทุนการหาลูกค้า ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) ไม่ปนกับค่าบริหารทั่วไป เพราะเมื่อแยกชัดจะเห็นต้นทุนการหาลูกค้า (Customer Acquisition Cost หรือ CAC) ได้ โดยค่าใช้จ่ายที่ควรอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายขาย ได้แก่ วิธีคำนวณ CAC แบบง่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายขายทั้งเดือน รวมค่าโฆษณา + คอมมิชชัน + ส่วนลด 100,000 บาท จำนวนลูกค้าใหม่ – 50 ราย CAC 100,000 ÷ 50 2,000 บาท/ราย ถ้า CAC สูงเกินกำไรต่อลูกค้า แปลว่าต้องปรับกลยุทธ์การตลาด ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียว แยกยังไงไม่ให้งบกำไรขาดทุนหลอก ค่าใช้จ่ายบางรายการเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่มูลค่าสูง เช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท หรือซ่อมแซมออฟฟิศ 300,000 บาท ถ้าลงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนเดียว กำไรเดือนนั้นจะติดลบ ทั้งที่ธุรกิจไม่ได้ขาดทุนจริง โดยวิธีจัดการคือ บันทึกเป็นสินทรัพย์ในหมวด 1 แล้วทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายผ่านค่าเสื่อมราคา (depreciation คือการกระจายต้นทุนสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน) ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาปีละ 100,000 บาท แบบนี้งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนต้นทุนจริงของแต่ละปี ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและไม่ปกติ เช่น ค่าปรับ ค่าเสียหายจากภัยธรรมชาติ ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ไม่ปนกับค่าใช้จ่ายปกติ เพื่อให้กำไรจากการดำเนินงานสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง ค่าใช้จ่ายที่ต้องกระจาย Prepaid กับ Accrued Expense สำหรับ SME ค่าใช้จ่ายบางรายการจ่ายก่อนแต่ใช้ทีหลัง หรือใช้ก่อนแต่จ่ายทีหลัง ถ้าบันทึกผิดเดือน งบกำไรขาดทุนจะบิดเบือน ประเภท คืออะไร ตัวอย่าง วิธีจัดการ Prepaid Expense (ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า) จ่ายเงินไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 6 เดือน ค่าประกันภัยรายปี บันทึกเป็นสินทรัพย์ก่อน แล้วตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีละเดือน Accrued Expense (ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย) ใช้ประโยชน์แล้ว แต่ยังไม่จ่ายเงิน ค่าไฟฟ้าเดือนนี้ที่ยังไม่ได้รับบิล โบนัสพนักงานที่ตั้งค้างไว้ บันทึกค่าใช้จ่ายทันที แม้ยังไม่จ่ายจริง สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้อง prepaid/accrued ทุกรายการ แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าก้อนใหญ่ เช่น ค่าเช่ารายปี ควรกระจายให้ถูกเดือน เพื่อให้งบรายเดือนสะท้อนต้นทุนจริง ค่าใช้จ่ายเจ้าของปนบริษัท แยกยังไงให้ถูกภาษีและคุมง่าย ปัญหาที่พบมากที่สุดใน SME ไทยคือ เจ้าของใช้เงินบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าน้ำมันรถส่วนตัว ค่าอาหาร ค่าเดินทางครอบครัว ถ้าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท จะมีปัญหา 2 ด้าน วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ วิธีออกแบบผังบัญชีแบบเจ้าของอ่านง่าย ผังบัญชีที่ดีไม่ใช่ผังที่ละเอียดที่สุด แต่คือผังที่เจ้าของเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เองภายใน 5 นาที โดยหลักการออกแบบมี 3 ข้อ คือ หมวดไหนควรแยกละเอียด หมวดไหนรวมได้ ไม่จำเป็นต้องแยกทุกรายการให้ละเอียดเท่ากัน ให้ดูว่าเจ้าของต้องติดตามตัวเลขไหนเป็นประจำ โดยหมวดที่ควรแยกละเอียดคือ ต้นทุนขายแยกตามประเภทสินค้าหรือบริการ ค่าโฆษณาแยกตามช่องทาง (Facebook/Google/อื่นๆ) และเงินเดือนแยกตามแผนก หมวดที่รวมได้เพื่อความสะดวก อาทิเช่น ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต) รวมเป็นรหัสเดียวได้ หรือค่าเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน และวัสดุสิ้นเปลือง รวมเป็นรหัสเดียว เป็นต้น ตัวอย่างผังบัญชีหมวดค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจ SME ผังบัญชีด้านล่างเป็นตัวอย่างสำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ ปรับเพิ่มหรือลดรหัสย่อยได้ตามความต้องการ รหัส ชื่อบัญชี ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ 5100 ต้นทุนขาย ✅ ต้นทุนสินค้า ✅ ค่าแรงบริการ 5110 ค่าวัตถุดิบ/สินค้า ✅ – 5120 ค่าแรงผลิต/บริการ ✅ ✅ 5130 ค่าขนส่งสินค้า ✅ – 5200 ค่าใช้จ่ายขาย ✅ ✅ 5210 ค่าโฆษณาออนไลน์ ✅ ✅ 5220 คอมมิชชันพนักงานขาย ✅ ✅ 5300 ค่าใช้จ่ายบริหาร ✅ ✅ 5310 เงินเดือนทีมบริหาร ✅ ✅ 5320 ค่าเช่าสำนักงาน ✅ ✅ 5330 ค่าสาธารณูปโภค ✅ ✅ 5900 ค่าใช้จ่ายอื่น ✅ ค่าปรับ ค่าเสียหาย ✅ ใช้ PEAK จัดการผังบัญชี ลดงานซ้ำ เห็นตัวเลขจริง PEAK มีผังบัญชีสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานได้ทันทีหลังสมัคร และปรับเพิ่มรหัสบัญชีได้ตามต้องการ นอกจากนี้ PEAK ยังมีระบบวิเคราะห์ธุรกิจของ PEAK (PEAK Board) แสดงกำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดเป็นกราฟให้เจ้าของดูได้ทันที ไม่ต้องดาวน์โหลดงบมาเปิดใน Excel อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน สรุป: ออกแบบผังบัญชีให้เห็นกำไรจริง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผังบัญชี SME ต้องมีผังบัญชีละเอียดแค่ไหน ไม่มีกฎตายตัว แต่อย่างน้อยควรแยกต้นทุนขายกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานออกจากกัน ส่วนรายละเอียดภายในแต่ละหมวดขึ้นกับว่าเจ้าของต้องการดูตัวเลขไหนเป็นประจำ ถ้ายังไม่แน่ใจ เริ่มจากผังสำเร็จรูปแล้วค่อยเพิ่มรหัสทีหลังได้ เปลี่ยนผังบัญชีระหว่างปีได้ไหม เปลี่ยนได้ แต่ต้องระวังเรื่องการย้ายยอดสะสม ถ้าเพิ่มรหัสใหม่ที่ไม่กระทบรหัสเดิม ทำได้เลย แต่ถ้าต้องรวมหรือแยกรหัสที่มียอดอยู่ ควรทำต้นรอบบัญชีใหม่และปรึกษานักบัญชี ผังบัญชีกับเลขบัญชี 4 หลักกับ 5 หลักต่างกันยังไง เลข 4 หลักเป็นมาตรฐานที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ เช่น 5100 คือต้นทุนขาย ถ้าธุรกิจมีรายการเยอะขึ้น ใช้ 5 หลักเพื่อแยกย่อยได้ เช่น 51001 คือค่าวัตถุดิบ A, 51002 คือค่าวัตถุดิบ B การเพิ่มหลักไม่กระทบโครงสร้างเดิม แค่เพิ่มรายละเอียด ค่าเสื่อมราคาควรอยู่หมวดไหนในผังบัญชี ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต้องแยกตามประเภทของสินทรัพย์ ถ้าเป็นเครื่องจักรผลิต ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนขาย ถ้าเป็นอุปกรณ์สำนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริหาร หลักคิดเหมือนเงินเดือน คือดูว่าสินทรัพย์นั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่ป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง สาม ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่แจ้งเตือนบิลค้างและแสดงรายรับแบบเรียลไทม์ แทนการพึ่ง spreadsheet