ความรู้ภาษี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.54 คืออะไร ทำไมจ่ายเงินไปต่างประเทศต้องหักภาษีก่อน

ธุรกิจ SME ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่างประเทศ จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือจ้างที่ปรึกษากฎหมายจากต่างประเทศ มีโอกาสสูงที่จะต้องเจอกับแบบภาษีที่ชื่อ ภ.ง.ด.54 บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภทเงินได้ที่เข้าข่าย อัตราหักภาษี ตัวอย่างคำนวณพร้อมตัวเลข ผลกระทบถ้าไม่ยื่น ไปจนถึง FAQ ที่คนถามบ่อย ภ.ง.ด.54 คืออะไร ภ.ง.ด.54 คือแบบนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ใช้เมื่อผู้ประกอบการในไทยจ่ายเงินได้บางประเภทให้กับบริษัทหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและไม่ได้ทำธุรกิจในไทย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้ ภ.ง.ด.54 ยังใช้ในกรณีที่สาขาของบริษัทต่างประเทศในไทยโอนเงินกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ ตามมาตรา 70 ทวิ พูดง่ายๆ คือ ถ้าจ่ายเงินบางประเภทออกไปต่างประเทศ ต้องหักภาษีไว้ก่อนแล้วนำส่งให้กรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 เงินได้ประเภทไหนต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไม่ใช่การจ่ายเงินไปต่างประเทศทุกประเภทจะต้องยื่น ภ.ง.ด.54 เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40(2) ถึง 40(6) เท่านั้นที่เข้าข่าย แต่ละประเภทมีตัวอย่างดังนี้ ค่านายหน้า ค่าบริการ (มาตรา 40(2)) เช่น ค่าคอมมิชชั่นให้ตัวแทนขายต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านการตลาด ค่าบริการวิจัยจากบริษัทต่างประเทศ ค่าลิขสิทธิ์ ค่า Royalty (มาตรา 40(3)) เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ค่าสิทธิบัตร ค่าสูตรการผลิต ค่าเครื่องหมายการค้า เป็นประเภทที่ SME ไทยเจอบ่อยโดยเฉพาะค่าลิขสิทธิ์โปรแกรมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่จ่ายให้บริษัทแม่ต่างประเทศ เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นนิติบุคคลต่างประเทศ ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เช่น ค่าเช่าเครื่องจักร ค่าเช่าอุปกรณ์จากบริษัทต่างประเทศ วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เช่น ค่าจ้างทนายความต่างประเทศ ค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีหรือวิศวกรรม การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) คืออะไร นอกจากการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 70 แล้ว ภ.ง.ด.54 ยังใช้อีกกรณีหนึ่ง คือเมื่อสาขาของบริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจในไทยต้องการโอนกำไรกลับไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ กฎหมายถือว่าเป็นการ “จำหน่ายเงินกำไร” ออกนอกประเทศ และต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ของจำนวนเงินที่โอนออกไป อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.54 ประเภทเงินได้ อัตราหัก มาตรา 40(2)-(6) ทั่วไป (ยกเว้นเงินปันผล) 15% มาตรา 40(4) เฉพาะเงินปันผล 10% การจำหน่ายเงินกำไร (มาตรา 70 ทวิ) 10% อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ลดอัตราหักได้ อัตรา 15% และ 10% ข้างต้นเป็นอัตราตามประมวลรัษฎากร แต่ถ้าประเทศที่รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement — DTA) กับไทย อัตราหักอาจลดลงได้ ตัวอย่างเช่น ค่า Royalty ที่จ่ายให้บริษัทในบางประเทศที่มี DTA กับไทย อัตราหักอาจลดลงเหลือ 5-10% แทนที่จะเป็น 15% ตามปกติ (ตรวจสอบอัตราจริงได้จากตาราง DTA บนเว็บไซต์กรมสรรพากร) ผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าประเทศของคู่ค้ามี DTA กับไทยหรือไม่ โดยดูได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร หรือปรึกษานักบัญชี เพราะอัตราที่ลดลงอาจช่วยประหยัดภาษีได้จำนวนมาก ปัจจุบันไทยมี DTA กับกว่า 60 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เยอรมนี และจีน ถ้าไม่ได้ตรวจสอบ DTA ก่อนหัก อาจหักภาษีมากกว่าที่จำเป็น “หัก ณ ที่จ่าย” กับ “ออกภาษีให้” ต่างกันยังไง เมื่อต้องจ่ายเงินให้ต่างประเทศพร้อมหักภาษี ผู้จ่ายมี 2 ทางเลือก หัก ณ ที่จ่าย: หักภาษีออกจากยอดเงินที่จ่าย แล้วโอนส่วนที่เหลือให้ผู้รับ เช่น ค่าบริการ 100,000 บาท หัก 15% = โอนให้ผู้รับ 85,000 บาท นำส่งสรรพากร 15,000 บาท ออกภาษีให้ (Gross-up): ผู้จ่ายออกภาษีเพิ่มเองทั้งจำนวน โดยผู้รับได้เงินเต็ม 100,000 บาท วิธีนี้ต้องคำนวณ gross-up คือ 100,000 ÷ (1 – 0.15) = 117,647 บาท เป็นฐานภาษี หักภาษี 15% = 17,647 บาท ทำให้ผู้จ่ายจ่ายเงินรวมทั้งหมดมากกว่ากรณีแรก การเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับคู่ค้า แต่ต้องระบุในแบบ ภ.ง.ด.54 ให้ชัดเจนว่าเป็นการ “หักภาษีนำส่ง” หรือ “ออกภาษีให้” ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.ง.ด.54 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 100,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์จากบริษัทในญี่ปุ่น จำนวน 100,000 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ค่าลิขสิทธิ์ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) เงินได้ที่จ่าย = 100,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 15% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 100,000 × 15% = 15,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 100,000 – 15,000 = 85,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 15,000 บาท ภายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 (หรือ 15 มีนาคม ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) หมายเหตุ: ถ้าญี่ปุ่นมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยที่ลดอัตราค่า Royalty อัตราหักอาจต่ำกว่า 15% ต้องตรวจสอบ DTA ก่อนหัก นอกจากนี้ ถ้าค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์นี้ถือเป็นบริการด้วย บริษัทอาจต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% ควบคู่กัน ตัวอย่าง: จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ 500,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่ในสิงคโปร์ จำนวน 500,000 บาท ในเดือนเมษายน 2569 เงินปันผลถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) เงินปันผลที่จ่าย = 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย = 10% ภาษีที่ต้องนำส่ง = 500,000 × 10% = 50,000 บาท จำนวนที่โอนให้ผู้รับ = 500,000 – 50,000 = 450,000 บาท ยื่น ภ.ง.ด.54 พร้อมนำส่ง 50,000 บาท ภายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กรณีนี้ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการ กำหนดเวลายื่น ภ.ง.ด.54 และวิธียื่นออนไลน์ ยื่นแบบกระดาษ: ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 กรอกข้อมูลและชำระออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย แนะนำให้ใช้ช่องทาง e-Filing เพราะสะดวกกว่า ได้เวลาเพิ่ม และมีหลักฐานการยื่นเป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ง่าย ถ้าจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศหลายราย หรือจ่ายเงินได้หลายประเภทในเดือนเดียวกัน ต้องแยกยื่นเป็นแต่ละรายผู้รับ หรือแต่ละประเภทเงินได้ เช่น จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้บริษัท A และค่าที่ปรึกษาให้บริษัท B ในเดือนเดียวกัน ต้องยื่นแยก 2 ชุด สำหรับธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อย การใช้ระบบ e-Withholding Tax จะช่วยลดขั้นตอนและลดโอกาสผิดพลาดได้ ไม่ยื่น ภ.ง.ด.54 มีผลอะไรบ้าง ผลกระทบจากการไม่ยื่นหรือยื่นช้ามี 3 ระดับ ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 100 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท เงินเพิ่ม: 1.5% ต่อเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) รายจ่ายต้องห้าม: นี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้อง กรมสรรพากรอาจไม่ยอมให้นำเงินที่จ่ายไปต่างประเทศมาคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่ทำให้กำไรสุทธิสูงขึ้นและต้องเสียภาษีเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ถ้าจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 1,000,000 บาท โดยไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จำนวน 1,000,000 บาทนี้อาจถูกถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มถึง 200,000 บาท (อัตรา 20%) ซึ่งมากกว่าภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 150,000 บาท (15%) เสียอีก ด้วยเหตุนี้ การยื่น ภ.ง.ด.54 ให้ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการปกป้องสิทธิ์ทางภาษีของกิจการด้วย สรุป ภ.ง.ด.54 ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้นิติบุคคลต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ทำธุรกิจในไทย, อัตราหักทั่วไป 15% เงินปันผล 10% แต่ตรวจสอบ DTA อาจลดได้, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย และถ้าไม่ยื่นอาจโดนทั้งค่าปรับและรายจ่ายต้องห้าม จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้เป็นระบบ บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ คำนวณภาษีตามอัตราที่ถูกต้อง และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบภาษีได้สะดวก ใช้ร่วมกับ PEAK Account ระบบบัญชีออนไลน์ที่ครบวงจร ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.54 ค่า Facebook Ads ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ไหม โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะค่าโฆษณาถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ซึ่งเป็นกำไรจากธุรกิจทั่วไป ไม่ใช่เงินได้ตามมาตรา 40(2)-(6) ที่อยู่ในเงื่อนไขของมาตรา 70 จึงไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ภ.ง.ด.54 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ยังคงต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT 7% แทน Facebook แยกต่างหาก ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันยังไง ภ.ง.ด.54 เป็นภาษีเงินได้ (ภาษีทางตรง) ที่หักจากเงินได้ก่อนจ่ายให้ผู้รับ ส่วน ภ.พ.36 เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีทางอ้อม) ที่ผู้ซื้อนำส่งแทนผู้ขายต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินไปต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษีและคำนวณคนละอัตรา ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 คู่กับ ภ.พ.36 เสมอไหม ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกรรม ถ้าจ่ายค่าบริการที่เข้าข่ายทั้งมาตรา 40(2)-(6) และเป็นบริการที่ต้องเสีย VAT ด้วย เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ก็ต้องยื่นทั้ง 2 แบบ แต่ถ้าจ่ายเงินปันผลให้ต่างประเทศ ก็ยื่นเฉพาะ ภ.ง.ด.54 เพราะเงินปันผลไม่ใช่ค่าสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ภ.พ.36 คืออะไร ทำไม SME ที่ซื้อบริการต่างประเทศต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME ที่จ่ายค่า Facebook Ads, Google Ads หรือค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าต้อง “ยื่น ภ.พ.36” แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคือแบบอะไร ต้องยื่นเมื่อไร และคำนวณภาษียังไง บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ตารางเปรียบเทียบ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ไปจนถึงค่าปรับถ้ายื่นช้า ภ.พ.36 คืออะไร ภ.พ.36 คือแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กำหนดให้ “ผู้ซื้อ” ในประเทศไทยเป็นคนยื่นแบบและนำส่ง VAT 7% ให้กรมสรรพากรแทนผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้ตั้งบริษัทในไทย โดยปกติเวลาซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ผู้ขายจะเก็บ VAT 7% แล้วนำส่งให้สรรพากรเอง แต่ถ้าผู้ขายอยู่ต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย ผู้ขายไม่มีหน้าที่นำส่ง VAT ดังนั้นกฎหมายจึงให้ผู้ซื้อในไทยเป็นฝ่ายนำส่งแทน โดยใช้แบบ ภ.พ.36 ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.36 ผู้ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 แบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก กรณีซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทต่างประเทศ กรณีนี้พบบ่อยที่สุดในธุรกิจ SME ปัจจุบัน ตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องยื่น ภ.พ.36 ได้แก่ ค่าโฆษณา Facebook Ads หรือ Google Ads, ค่าสมาชิกซอฟต์แวร์ต่างประเทศ เช่น Zoom, Canva, Slack, ค่า Shopee Ads หรือ Lazada Ads กรณี platform เรียกเก็บจากบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงค่าจ้าง Freelance ต่างประเทศที่ให้บริการแล้วนำมาใช้ในไทย เงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องไม่ได้จดทะเบียน VAT ในประเทศไทย ถ้าผู้ขายจด VAT ในไทยแล้ว ผู้ขายจะออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อไม่ต้องยื่นแบบนี้ กรณีขายทอดตลาด ผู้ขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ต้องยื่น ภ.พ.36 เช่นกัน แต่กรณีนี้พบน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกรณีแรก กฎหมาย e-Service เปลี่ยนอะไรเรื่อง ภ.พ.36 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 กฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ ทำให้ platform ต่างประเทศ เช่น Facebook, Google, Netflix ต้องจดทะเบียน VAT ในไทยและนำส่ง VAT เอง ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแบ่งตามสถานะการจด VAT ดังนี้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว: ยังต้องยื่น ภ.พ.36 ตามปกติ เพราะสามารถนำ VAT ที่จ่ายกลับไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางภาษี ถ้าปล่อยให้ platform นำส่ง VAT เอง ผู้ซื้อจะไม่ได้ใบเสร็จจากสรรพากรมาใช้เป็นภาษีซื้อ ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT: ไม่ต้องยื่นแบบนี้อีกต่อไป เนื่องจาก platform ที่จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service จะนำส่ง VAT เองแล้ว ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT (รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี) ซื้อโฆษณา Facebook ไม่ต้องยื่นเอง เพราะ Meta (บริษัทแม่ Facebook) จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว ตัวอย่างการคำนวณและยื่น ภ.พ.36 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าโฆษณา Facebook 10,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้จ่ายค่าโฆษณา Facebook Ads เดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 10,000 บาท โดย Facebook ออกใบเสร็จมาให้ 10,000 บาท ไม่มีการบวก VAT การคำนวณ ภ.พ.36 ทำได้ดังนี้ มูลค่าบริการ = 10,000 บาท VAT 7% = 10,000 × 7% = 700 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 700 บาท บริษัทต้องยื่น ภ.พ.36 พร้อมนำส่งเงิน 700 บาท ให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 (หรือภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) ตัวอย่าง: จ่ายค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ 50,000 บาท บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สมัครใช้ซอฟต์แวร์ ERP จากบริษัทในสหรัฐอเมริกา จ่ายค่าสมาชิกรายปี 50,000 บาทในเดือนมีนาคม 2569 มูลค่าบริการ = 50,000 บาท VAT 7% = 50,000 × 7% = 3,500 บาท จำนวนที่ต้องนำส่ง = 3,500 บาท ยื่นภายในวันที่ 7 เมษายน 2569 (หรือวันที่ 15 เมษายน ถ้ายื่นผ่าน e-Filing) กรณีบริการนี้เข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 ควบคู่ไปด้วย ธุรกิจที่จ่ายเงินไปต่างประเทศบ่อยอาจพิจารณาใช้ระบบ e-Withholding Tax เพื่อลดขั้นตอน นำภาษีที่จ่ายจาก ภ.พ.36 ไปเป็นภาษีซื้อได้ไหม ได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT แล้ว ขั้นตอนมีดังนี้ จากตัวอย่าง Facebook Ads ข้างต้น บริษัทยื่น ภ.พ.36 เดือนกุมภาพันธ์ จ่าย VAT 700 บาท → สามารถนำ 700 บาทนี้ไปเป็นภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 เดือนมีนาคมได้ ทำให้ VAT ที่จ่ายไปไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาหักกับภาษีขายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 เพราะทั้งคู่เป็นแบบเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้คนละสถานการณ์กัน หัวข้อ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ประเภทภาษี VAT จากการขายสินค้า/บริการในไทย VAT จากการซื้อสินค้า/บริการจากต่างประเทศ ผู้ยื่น ผู้ขาย (ผู้ประกอบการจด VAT) ผู้ซื้อ (ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ) ความถี่ ยื่นทุกเดือน (แม้ไม่มีรายการ) ยื่นเฉพาะเดือนที่จ่ายเงินให้ผู้ขายต่างประเทศ กำหนดยื่นกระดาษ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย กำหนดยื่น e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย สรุปง่ายๆ คือ ภ.พ.30 เป็นแบบที่ “ผู้ขาย” ยื่น ส่วน ภ.พ.36 เป็นแบบที่ “ผู้ซื้อ” ยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ กำหนดเวลายื่น ภ.พ.36 และวิธียื่นออนไลน์ การยื่น ภ.พ.36 มี 2 ช่องทาง ยื่นแบบกระดาษ: นำแบบ ภ.พ.36 ไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ภายใน 7 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน เช่น จ่ายเงินเดือนมกราคม ต้องยื่นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ยื่นผ่าน e-Filing: เข้าเว็บไซต์ efiling.rd.go.th เลือกยื่นแบบ ภ.พ.36 กรอกข้อมูลและชำระเงินออนไลน์ ได้เวลาเพิ่มเป็นภายใน 15 วัน นับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย วิธีนี้สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องเดินทางไปสรรพากร และได้เวลาเพิ่มอีก 8 วัน แนะนำให้ลงทะเบียน e-Filing ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องรีบเมื่อถึงวันครบกำหนด ยื่นช้าหรือไม่ยื่น ภ.พ.36 มีค่าปรับเท่าไร ถ้ายื่น ภ.พ.36 ช้ากว่ากำหนด จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 ส่วน ค่าปรับอาญา: ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท ยื่นช้าเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท เงินเพิ่ม: คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน ของจำนวน VAT ที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน เริ่มนับตั้งแต่วันพ้นกำหนดยื่นจนถึงวันที่ชำระ เบี้ยปรับ: กรณีไม่เคยยื่นแบบมาก่อน เบี้ยปรับ 2 เท่าของ VAT ที่ต้องนำส่ง แต่ถ้ายื่นเองก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ สามารถขอลดเบี้ยปรับได้เหลือ 2%-20% ตามระยะเวลาที่ล่าช้า (อ้างอิง คำสั่ง ทป.81/2542) ตัวอย่างเช่น VAT ที่ต้องนำส่ง 700 บาท ถ้ายื่นเองภายใน 15 วัน เบี้ยปรับลดเหลือ 2% ของ 700 คูณ 2 เท่า = 28 บาท แต่ถ้าปล่อยให้สรรพากรตรวจพบ อาจโดนเบี้ยปรับเต็ม 2 เท่า = 1,400 บาท ยิ่งรีบยื่นเร็วเท่าไร ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ยิ่งน้อยลง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าลืมยื่น ควรรีบดำเนินการทันที สรุป ภ.พ.36 ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT ที่ผู้ซื้อในไทยยื่นแทนผู้ขายต่างประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ ได้แก่ ใช้เมื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้บริษัทต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย, คำนวณง่ายๆ คือมูลค่าบริการ × 7%, ยื่นภายใน 7 วัน (กระดาษ) หรือ 15 วัน (e-Filing) นับจากสิ้นเดือนที่จ่าย, นำ VAT ที่จ่ายกลับมาเป็นภาษีซื้อได้ถ้าจด VAT แล้ว และยื่นช้ามีทั้งค่าปรับอาญา เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นระบบ ตั้งแต่บันทึกรายการซื้อ-ขาย คำนวณ VAT ไปจนถึงออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ช่วยให้ไม่พลาดกำหนดยื่นและลดโอกาสผิดพลาด ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.พ.36 ไม่ได้จด VAT ต้องยื่น ภ.พ.36 ไหม หลังจากกฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้ (1 กันยายน 2564) platform ต่างประเทศรายใหญ่ เช่น Facebook, Google, Netflix จดทะเบียน VAT ในไทยแล้ว จึงนำส่ง VAT เอง ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จด VAT จึงไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 สำหรับบริการจาก platform เหล่านี้อีก แต่ถ้าซื้อบริการจากบริษัทต่างประเทศที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย e-Service ก็ยังอาจต้องยื่น ภ.พ.36 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ควรปรึกษานักบัญชีเพิ่มเติม ต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือนหรือเปล่า ไม่ต้อง แบบนี้ยื่นเฉพาะเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการให้ผู้ขายต่างประเทศเท่านั้น ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือนแม้ไม่มีรายการ ดังนั้นเดือนไหนที่ไม่ได้จ่ายค่าบริการต่างประเทศ ก็ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 ต่างกันยังไง ภ.พ.36 เป็นแบบนำส่ง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วน ภ.ง.ด.54 เป็นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับนิติบุคคลต่างประเทศ ถ้าธุรกรรมหนึ่งเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 แบบ เช่น จ่ายค่า Royalty ให้บริษัทต่างประเทศ อาจต้องยื่นทั้ง ภ.พ.36 (VAT 7%) และ ภ.ง.ด.54 (หักภาษี ณ ที่จ่าย 15%) ควบคู่กัน ภ.ง.ด.36 มีจริงไหม ไม่มีแบบที่ชื่อ “ภ.ง.ด.36” ในระบบภาษีของกรมสรรพากร คนที่ค้นหาคำนี้มักสับสนระหว่าง ภ.พ.36 (แบบนำส่ง VAT) กับ ภ.ง.ด.54 (แบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศ) ทั้ง 2 แบบใช้เมื่อจ่ายเงินให้ต่างประเทศเหมือนกัน แต่เป็นคนละประเภทภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ 6 สาขาเท่านั้น ได้แก่ แพทย์ (ประกอบโรคศิลปะ) ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1-7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับ 43 ประเภทกิจการที่กรมสรรพากรกำหนด ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทนี้ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์ 40(1) เงินเดือน 40(2) รับจ้างทำงาน ความสัมพันธ์ นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง เงื่อนไขจ่ายเงิน จ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่ จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง ตัวอย่าง พนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ หักค่าใช้จ่าย เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภท ลักษณะเงินได้ หักตามจริง หักเหมา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) 40(2) รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่ได้ ไม่ได้ 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน ได้ 10-30% ตามประเภททรัพย์สิน 40(6) วิชาชีพอิสระ 6 สาขา ได้ 30-60% ตามวิชาชีพ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง ได้ 60% 40(8) ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ ได้ 60% (เฉพาะ 43 ประเภทกิจการ) เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ใน 43 ประเภทกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก สรุป: เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax ช่วยจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและออกเอกสาร 50 ทวิให้อัตโนมัติ เชื่อมกับระบบบัญชี PEAK ที่แยกประเภทรายได้ให้ตั้งแต่ออกเอกสาร ลดงานซ้ำตอนยื่นภาษี ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า 5-35% เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี สรุปเกณฑ์ขั้นต่ำและวิธีคำนวณ

ทุกต้นปีคำถามยอดฮิตคือ “รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี” บทความนี้ตอบให้ชัดว่าเกณฑ์ไหนต้องยื่นแบบ เกณฑ์ไหนต้องจ่ายจริง พร้อมตัวอย่างจากเงินเดือน 3 ระดับ รายได้เท่าไหร่ถึงต้อง “ยื่นภาษี” (เกณฑ์ขั้นต่ำ) กรมสรรพากรกำหนดเกณฑ์ว่ารายได้ถึงเท่าไหร่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ แม้ไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม ดังนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (ม.40(1)) 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (ม.40(2)-(8)) 60,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) เงินเดือนอย่างเดียว 220,000 บาท สมรส (คู่สมรสไม่มีรายได้) รายได้ประเภทอื่น 120,000 บาท ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ในตารางนี้ ต้องยื่นแบบทุกกรณี ไม่ว่าจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่ เกณฑ์สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว พนักงานที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.91 เมื่อรายได้รวมถึงเกณฑ์ในตาราง คิดเป็นเดือนละประมาณ 10,000 บาท เกณฑ์สำหรับคนมีรายได้หลายทาง คนที่มีรายได้หลายแหล่ง เช่น งานฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือธุรกิจส่วนตัว มีเกณฑ์ยื่นต่ำกว่ากลุ่มแรก ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 “ยื่นภาษี” กับ “เสียภาษี” ต่างกันอย่างไร หลายคนเข้าใจผิดว่า “ยื่นภาษี” แปลว่าต้อง “จ่ายภาษี” ทันที แต่ทั้งสองอย่างเป็นคนละเรื่อง การยื่นภาษี คือ การแจ้งสรรพากรว่ามีรายได้อะไร จำนวนเท่าไหร่ ทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่น แม้ไม่ต้องจ่ายก็ตาม การเสียภาษี เกิดขึ้นเมื่อรายได้หลังหัก expense และลดหย่อนเกิน 150,000 บาท จึงเริ่มมีภาษีต้องชำระ ตัวอย่างเช่น คนเงินเดือน 15,000 บาท มีรายได้รวมปีละ 180,000 บาท ต้อง “ยื่นแบบ” เพราะเกินเกณฑ์ แต่หักรายจ่ายและลดหย่อนแล้วอาจไม่ต้อง “จ่ายภาษี” เลย อัตราภาษีขั้นบันไดคำนวณอย่างไร เมื่อได้ยอดรายได้หลังหักรายจ่ายและลดหย่อนแล้ว ให้เทียบกับตารางอัตราภาษี (อ้างอิงกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิต่อปี (บาท) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดของขั้นนี้ 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% — สูตรหายอดที่ต้องนำมาเทียบตาราง: รายได้รวมทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ลดหย่อน = ยอดที่ต้องนำไปคำนวณภาษี สำหรับพนักงานเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของรายได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนลดหย่อนส่วนตัวทุกคนได้ 60,000 เงินเดือนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี ดูตัวอย่างจริง ลองดูตัวอย่าง 3 ระดับจากพนักงานบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ใช้สิทธิลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียว ตัวอย่าง: เงินเดือน 15,000 บาท รายได้รวม = 15,000 × 12 = 180,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% = 90,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 180,000 − 90,000 − 60,000 = 30,000 บาท ยอด 30,000 บาท อยู่ในขั้นยกเว้น ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ต้องยื่นแบบเพราะรายได้เกินเกณฑ์ตามตาราง ตัวอย่าง: เงินเดือน 25,000 บาท รายได้รวม = 25,000 × 12 = 300,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 300,000 − 100,000 − 60,000 = 140,000 บาท ยอด 140,000 บาท ยังอยู่ในขั้นยกเว้น ถ้ามีสิทธิเพิ่ม เช่น ประกันสังคม ก็ยิ่งห่างจากเกณฑ์ ตัวอย่าง: เงินเดือน 40,000 บาท รายได้รวม = 40,000 × 12 = 480,000 บาท ค่าใช้จ่าย (ไม่เกิน 100,000) = 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว (เท่าเดิม) สุทธิ = 480,000 − 100,000 − 60,000 = 320,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย: 150,000 แรก = ยกเว้น 150,001 – 300,000 = 150,000 × 5% = 7,500 บาท 300,001 – 320,000 = 20,000 × 10% = 2,000 บาท รวมภาษี = 9,500 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่ได้หักสิทธิอื่น ถ้ามีเงินสมทบประกันสังคม ประกันชีวิต หรือกองทุน SSF/RMF จะช่วยลดลงได้อีก มีค่าลดหย่อนอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี นอกจากสิทธิส่วนตัวที่ทุกคนได้โดยอัตโนมัติ ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ช่วยให้จ่ายภาษีน้อยลง สิทธิหลัก ๆ ที่คนทำงานใช้บ่อย ได้แก่ แต่ละสิทธิมีเงื่อนไขแตกต่างกัน ควรตรวจสอบรายละเอียดจากกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีก่อนใช้สิทธิ ผ่อนชำระภาษีได้ไหม ถ้ามีภาษีต้องจ่ายมาก ถ้าคำนวณแล้วมีภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สรรพากรเปิดให้ผ่อนได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน ไม่เสียดอกเบี้ย โดยยื่นแบบ บ.ช.35 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ถ้างวดใดไม่ทันกำหนด จะหมดสิทธิผ่อนและต้องจ่ายส่วนที่เหลือทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม ไม่ยื่นภาษีมีโทษอะไรบ้าง ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่ยื่นแบบ จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ดังนี้ (อ้างอิงประมวลรัษฎากร) สรุป: รายได้เท่าไหร่ต้องเสียภาษี ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่ควรทำมีดังนี้ จัดการภาษีง่ายขึ้นด้วย PEAK สำหรับเจ้าของกิจการหรือฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายทาง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเอกสารรายรับรายจ่ายและออกรายงานภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสียภาษีบุคคลธรรมดา รายได้จากต่างประเทศต้องเสียภาษีไทยไหม ถ้าอยู่ในไทย 180 วันขึ้นไปในปีภาษี และนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในปีเดียวกัน ต้องนำมารวมคำนวณด้วย สามี-ภรรยายื่นภาษีร่วมกันหรือแยกดีกว่า กรณีจดทะเบียนสมรส เลือกได้ 2 แบบ คือ ยื่นร่วมกันหรือแยกยื่น ส่วนใหญ่การแยกยื่นจะประหยัดกว่า เพราะแต่ละคนจะใช้ขั้นยกเว้น 150,000 บาทแรกแยกกัน ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ต้องยื่นอีกไหม ต้องยื่นครับ การหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นการทยอยจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น ถ้าหักไปมากกว่าภาษีที่ต้องชำระจริง สามารถขอคืนได้ ฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอนต้องเสียภาษีไหม ฟรีแลนซ์เลือกหักรายจ่ายได้ 2 แบบ คือ ตามจริง (ต้องเก็บหลักฐาน) หรือแบบเหมา จะต้องจ่ายภาษีหรือไม่ขึ้นอยู่กับยอดหลังหักลดหย่อน ยื่นภาษีออนไลน์ e-Filing ทำอย่างไร เข้า efiling.rd.go.th สมัครสมาชิกด้วยบัตรประชาชน เลือกแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 กรอกรายได้และสิทธิลดหย่อน ระบบจะคำนวณให้อัตโนมัติ จ่ายผ่าน QR Code ได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

การวางแผนภาษี สิ่งที่ต้องทำ ฉบับเจ้าของกิจการ SME

ธุรกิจที่มีกำไร 5 ล้านบาท อาจเสียภาษีต่างกันหลายแสนบาท ขึ้นอยู่กับว่าวางแผนภาษีดีแค่ไหน บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทภาษีที่ต้องจ่าย วิธีวางแผนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การวางแผนภาษีคืออะไร การวางแผนภาษี (Tax Planning) คือ การกำหนดแนวทางจัดการภาษีของธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เสียภาษีถูกต้องครบถ้วนแต่ไม่จ่ายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการที่วางแผนภาษีดี จะรู้ล่วงหน้าว่าต้องยื่นแบบอะไร เมื่อไร และจ่ายเท่าไร ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาภาษีย้อนหลังหรือค่าปรับในอนาคต ความแตกต่างระหว่างการวางแผนภาษี กับการหลีกเลี่ยงภาษี การวางแผนภาษีเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่น การใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายที่ประมวลรัษฎากรอนุญาต หรือการเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะกับโครงสร้างรายได้ การหลีกเลี่ยงภาษีคือการไม่แสดงรายได้ แต่งตัวเลข หรือสร้างรายจ่ายปลอม ซึ่งผิดกฎหมายและมีโทษทั้งค่าปรับและอาจถูกดำเนินคดีอาญา กรมสรรพากรปัจจุบันใช้ระบบ Data Analytics เชื่อมโยงข้อมูลจากธนาคาร ทำให้ตรวจจับความผิดปกติได้เร็วขึ้น ภาษีที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้จักก่อนวางแผน ก่อนวางแผนภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ SME ต้องจัดการมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) นิติบุคคล คือ บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) อัตราปกติอยู่ที่ 20% แต่ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราพิเศษแบบขั้นบันได กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 ยกเว้น (0%) 300,001 – 3,000,000 15% มากกว่า 3,000,000 20% กำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบ 6 เดือน ส่วนแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) VAT คือ ภาษีที่บวกเข้าไปในราคาสินค้าหรือบริการ อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 7% ธุรกิจที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน กำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 (VAT รายเดือน) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หลักการคำนวณ VAT คือ นำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถยกยอดไปเดือนถัดไปหรือขอคืนได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) เมื่อธุรกิจจ่ายค่าบริการให้ใคร ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายเงิน แล้วนำส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป อัตราที่ใช้บ่อย ได้แก่ ค่าจ้างทำของ 3% ค่าเช่า 5% ค่าโฆษณา 2% และค่าขนส่ง 1% ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 10,000 บาท ต้องหักภาษี 3% ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 10,000 × 3% = 300 บาท จ่ายจริง = 10,000 − 300 = 9,700 บาท จากนั้นออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ฟรีแลนซ์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ให้สรรพากร วิธีวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจ SME การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นรอบบัญชี ไม่ใช่มาเร่งทำตอนปลายปี เก็บเอกสารรายรับ-รายจ่ายให้ครบ สิ่งสำคัญที่สุดคือเก็บหลักฐานทุกรายการให้ครบ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรจะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีไม่ได้ กำไรทางภาษีจะสูงกว่ากำไรจริง ทำให้ต้องจ่ายภาษีเกินความจำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ รัฐบาลมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม SME หลายตัว เช่น สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice หรือการฝึกอบรมพนักงาน ควรตรวจสอบมาตรการเหล่านี้กับเว็บไซต์กรมสรรพากร เป็นประจำ เพราะบางมาตรการมีระยะเวลาจำกัด วางแผนรายจ่ายที่หักภาษีได้ ไม่ใช่ทุกรายจ่ายที่หักภาษีได้ รายจ่ายที่หักได้ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรงและมีหลักฐานครบ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค และค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) ส่วนรายจ่ายที่หักไม่ได้ เช่น ค่าปรับภาษี ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของ หรือรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการภาษี การจัดการภาษีด้วยมือหรือ Excel มีความเสี่ยงผิดพลาดสูง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง คำนวณภาษีอัตโนมัติ และดึงข้อมูลสร้างแบบภาษีได้ทันที ตัวอย่างการวางแผนภาษีนิติบุคคล พร้อมตัวเลขจริง สมมุติ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ทั้งปี 8 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5 ล้านบาท กรณีไม่วางแผน — มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้ 500,000 บาท เพราะเอกสารไม่ครบ กำไรทางภาษี = 5,000,000 + 500,000 = 5,500,000 บาท ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,500,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 500,000 = 905,000 บาท กรณีวางแผนดี — เก็บเอกสารครบ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้ กำไรทางภาษี = 5,000,000 บาท ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,000,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 400,000 = 805,000 บาท ผลต่าง = 905,000 − 805,000 = 100,000 บาท เพียงแค่เก็บเอกสารให้ครบ ยิ่งถ้าใช้สิทธิหักค่าใช้จ่าย 2 เท่า เช่น ลงทุนระบบ e-Tax Invoice ก็ช่วยลดกำไรทางภาษีได้อีก ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางแผนภาษี สรุป: วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี ช่วยธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง สิ่งที่ต้องทำคือ เก็บเอกสารครบ ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐให้ แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด และใช้เครื่องมือช่วยจัดการ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดภาระภาษีได้หลักแสนบาทต่อปี จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ ช่วยสร้างแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 และ ภ.พ.30 จากข้อมูลบัญชีโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งออกไฟล์ยื่นภาษีออนไลน์ผ่าน e-Filing ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการวางแผนภาษี การวางแผนภาษีต้องเริ่มตอนไหน ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกของรอบบัญชี ไม่ใช่รอปลายปี เพราะบางมาตรการต้องลงทุนหรือซื้อสินค้าภายในรอบบัญชีนั้น ผู้ประกอบการที่เริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปี จะกระจายภาระภาษีและเตรียมเงินสดได้ดีกว่า SME ที่เพิ่งจดบริษัทต้องวางแผนภาษีอะไรบ้าง เริ่มจาก 3 เรื่องหลัก คือ ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT หรือยัง ตั้งระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่วันแรก และจดปฏิทินกำหนดยื่นภาษีทุกเดือน ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (วันที่ 7) และ ภ.พ.30 (วันที่ 15) ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีนักบัญชี จะวางแผนภาษีเองได้ไหม วางแผนเองได้ในเบื้องต้น เริ่มจากเก็บเอกสารทุกรายการให้ครบ จดปฏิทินวันยื่นภาษี และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยคำนวณ เมื่อธุรกิจโตขึ้นหรือมีธุรกรรมซับซ้อน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนภาษีอย่างรัดกุมอกสาร และดูภาพรวมภาษีได้แบบเรียลไทม์ ก็จะช่วยให้การวางแผนภาษีก่อนหมดปีทำได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากกว่าเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก