ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี

1 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบเสนอราคา คืออะไร ตัวอย่างฟอร์ม และข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง

ลูกค้าขอใบเสนอราคา แต่ไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไร ใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ราคาต้องรวม VAT หรือเปล่า ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ วิธีเขียนทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่างที่ถูกต้อง ใบเสนอราคา (Quotation) คืออะไร ใบเสนอราคา คือเอกสารที่ผู้ขายจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ เอกสารนี้ไม่ถือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หากลูกค้าตกลงตามเงื่อนไข จะนำไปสู่การออกใบสั่งซื้อหรือทำสัญญาซื้อขายต่อไป ใบเสนอราคาสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการสื่อสารราคาและเงื่อนไขกับลูกค้าอย่างชัดเจน ลดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการขายที่เป็นระบบ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะลูกค้าได้ว่าอยู่ขั้นตอนไหนแล้ว เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสนอราคาที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ลูกค้าอ่านจบแล้วตัดสินใจได้ทันที ตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใส่โลโก้บริษัทด้วยจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และวันหมดอายุให้ชัดเจน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้อ้างอิงเมื่อติดต่อกับลูกค้าในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 10 4,500 0 7% 45,000 เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 77,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 5,390 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 82,390 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและอายุใบเสนอราคา เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว เคล็ดลับเมื่อส่งใบเสนอราคาให้ลูกค้า ส่งเอกสารแล้วควรติดตามผลภายใน 3 วัน สอบถามว่าลูกค้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ การติดตามช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมาก สิ่งที่ควรทำหลังส่งเอกสาร: ใบเสนอราคาต่างจากใบแจ้งหนี้และใบเสร็จอย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 3 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบเสนอราคา ก่อนขาย แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณา ยังไม่บันทึกรายได้ ใบแจ้งหนี้ หลังตกลงซื้อ เรียกเก็บเงินตามที่ตกลง บันทึกเป็นลูกหนี้การค้า ใบเสร็จรับเงิน หลังรับเงินแล้ว ยืนยันว่าได้รับชำระเงินเรียบร้อย บันทึกรับชำระเงิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสนอขายเฟอร์นิเจอร์ 82,390 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: กิจการที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีควบคู่กับใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จด้วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้ใบเสนอราคาแทนใบแจ้งหนี้ ทำให้บันทึกบัญชีผิดพลาด เพราะใบเสนอราคาไม่ถือเป็นเอกสารรับรู้รายได้ ต้องออกใบแจ้งหนี้แยกเสมอ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสนอราคา หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ข้อควรระวังเรื่อง VAT ในใบเสนอราคา ต้องระบุให้ชัดเจนว่าราคา “รวม VAT” หรือ “ไม่รวม VAT” หากไม่ระบุ ลูกค้าอาจเข้าใจว่าราคาที่เสนอรวม VAT แล้ว ซึ่งจะเกิดปัญหาเมื่อต้องออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: เสนอราคา 100,000 บาท โดยไม่ระบุว่ารวม VAT หรือไม่ ลูกค้าเข้าใจว่าจ่าย 100,000 บาทจบ แต่พอออกใบแจ้งหนี้กลับเรียกเก็บ 107,000 บาท (รวม VAT 7%) ทำให้เกิดข้อพิพาท วิธีระบุที่ถูกต้อง: กิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ห้ามระบุว่า “ราคารวม VAT” เพราะอาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ สร้างใบเสนอราคาออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบเสนอราคา ใบเสนอราคาเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยสื่อสารราคาและเงื่อนไขอย่างชัดเจน ควรออกเอกสารทุกครั้งที่เสนอราคาลูกค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และอายุเอกสาร อย่าลืมระบุว่ารวม VAT หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบเสนอราคาได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ และแปลงเป็นใบแจ้งหนี้ได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน จัดเก็บเอกสารครบจบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสนอราคา ใบเสนอราคามีผลทางกฎหมายไหม ไม่ถือเป็นสัญญาซื้อขายตามกฎหมาย แต่ถ้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายลงนามครบทั้งสองฝ่าย อาจถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบข้อตกลงเบื้องต้นได้ ใบเสนอราคาต้องมีลายเซ็นไหม ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามโดยผู้มีอำนาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลูกค้าองค์กรส่วนใหญ่มักต้องการเอกสารที่มีลายเซ็นเพื่อประกอบการอนุมัติจัดซื้อ ใบเสนอราคาควรมีอายุกี่วัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความผันผวนของต้นทุน โดยทั่วไปกำหนดไว้ที่ 15 ถึง 30 วัน สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น วัตถุดิบนำเข้า อาจกำหนดสั้นลงเหลือ 7 วัน ใบเสนอราคาต้องมีเลขที่เอกสารไหม ไม่บังคับตามกฎหมาย แต่แนะนำให้มีทุกครั้ง เพื่อจัดเก็บอย่างเป็นระบบและค้นหาย้อนหลังได้สะดวก รูปแบบที่นิยม เช่น QT-ปี-ลำดับ (QT-2569-001) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 ก.พ. 2026

PEAK Account

17 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง

ใบกำกับภาษีสำคัญอย่างไร ทำไมต้องออกใบกำกับภาษี? เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่สงสัย ในบทความนี้เราจะมาตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ใบกำกับภาษี ตั้งแต่ข้อมูลที่ต้องมีในเอกสาร ใครบ้างที่มีหน้าที่ออกเอกสารสำคัญนี้ พร้อมตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษี หรือ Tax invoice คืออะไร? ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกให้แก่ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการซื้อขาย เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่เรียกเก็บ หน้าที่หลัก: ใช้เป็นหลักฐานในการนำส่งภาษีขายให้กรมสรรพากร (ภ.พ.30) สำหรับผู้ซื้อ: ใช้เป็นหลักฐาน “ภาษีซื้อ” เพื่อนำไปหักลบออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริง ใครต้องออกใบกำกับภาษีบ้าง? ผู้ที่มีหน้าที่ออกบิล VAT หรือใบกำกับภาษี ต้องมีคุณสมบัติที่เข้าข่าย ซึ่งประกอบไปด้วยสองข้อดังนี้ หากไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษี แต่ยังคงออกเอกสารให้ผู้ซื้อจะมีความผิดทางกฎหมาย และในฝั่งผู้ซื้อเองควรตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าทุกครั้งว่าได้มีการจด VAT จริงหรือไม่ ใบกำกับภาษีมีกี่รูปแบบ? ถ้าพูดถึงใบกำกับภาษีที่ใช้กันเป็นประจำส่วนใหญ่จะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าที่จริงแล้วกรมสรรพากรได้มีการระบุประเภทใบกำกับภาษีไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้    1. ใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice)  2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice)  3. เอกสารอื่นที่ถือเป็นใบกำกับภาษี ซึ่งในการทำธุรกิจทั่วไปส่วนใหญ่จะเจอกับใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อมากกว่า ในส่วนถัดไปเราจะขอลงรายละเอียดเฉพาะเอกสารประเภทที่พบเป็นประจำ ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ในการทำธุรกิจแบบ B2B โดยส่วนใหญ่ผู้ขายจะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมากกว่า ซึ่งในใบกำกับภาษีต้องมีรายการดังต่อไปนี้ เพื่อให้สามารถออกเอกสารได้อย่างถูกต้อง นำไปใช้ได้จริง 1. ตำแหน่งที่แสดงคำว่า “ใบกำกับภาษี” 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ออกใบกำกับภาษี ข้อสังเกต 3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ 4. รายการ “หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขของเล่ม (ถ้ามี)” 5. รายการ “วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี” 6. รายการ “ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ” 7. รายการ “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง” ซึ่งใบกำกับภาษีเต็มรูปสามารถออกเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice คือ รูปแบบการออกเอกสารแบบดิจิทัลช่วยให้ส่งเอกสารให้ผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการส่ง e-Tax invoice ให้กรมสรรพากร ที่มีการออกระบบช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ การออกใบกำกับภาษีแบบย่อ ในส่วนของใบกำกับภาษีอย่างย่อที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะคือ ใบเสร็จที่เรามักพบในร้านค้าปลีกทั่วไป ข้อมูลจะน้อยกว่าแบบเต็มรูป (ไม่ต้องใส่ชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ) และที่สำคัญ คือ ผู้ซื้อไม่สามารถนำใบกำกับภาษีแบบย่อไปหักภาษีขายในการคำนวณ VAT ยื่น ภ.พ. 30 ได้ ลักษณะของใบกำกับภาษีอย่างย่อจะใช้เป็นหลักฐานการรับเงิน คล้ายกับใบบิลเงินสดแต่ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะมีความเป็นทางการ ข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือมากกว่า ใครออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้บ้าง? ผู้ประกอบการต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อดังนี้ถึงสามารถออกใบกำกับภาษีได้ ในใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สำหรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ จำเป็นต้องมีข้อมูลดังนี้ โดยรายละเอียดในใบกำกับภาษีอย่างย่อออกเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยก็ได้ ทั้งนี้การออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจะไม่สามารถออก e-Tax ได้ ออกใบกำกับภาษีได้เมื่อไร? ในด้านการให้บริการจะมีความแตกต่างในเรื่องของจุดรับรู้ภาษีกับการขาย โดยมีทั้งหมด 2 แบบด้วยกันดังนี้ สรุปอีกครั้งให้เห็นภาพมากขึ้น คือ จุดรับรู้ภาษีเกิดขึ้นตั้งแต่การให้บริการเสร็จสิ้น ถึงแม้จะยังไม่จ่ายเงินก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ให้บริการเสร็จสามารถออกใบกำกับภาษีและส่งให้ลูกค้าได้เลย  ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นบริษัทให้บริการต่อเติมบ้าน ให้บริการต่อเติมออฟฟิศให้องค์กรแห่งหนึ่ง หากเราต่อเติมออฟฟิศให้เสร็จแล้ว สามารถออกใบกำกับภาษีส่งให้ลูกค้าได้เลย ไม่ต้องรอจนถึงรอบการจ่ายเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะออกใบกำกับให้เมื่อไหร่ก็ตาม ผู้ออกต้องทำทั้งต้นฉบับและสำเนาใบกำกับภาษี เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับยื่น ภ.พ. 30 การออกใบกำกับภาษีต้องระวังอะไรบ้าง? ในการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ประกอบการควรสังเกต 5 จุดสำคัญดังนี้ 1. สิทธิ์ในการออกใบกำกับภาษี 2. ระบุรายละเอียดในใบกำกับภาษีให้ครบถ้วน 3. ออกใบกำกับภาษีทันทีเมื่อเกิดจุดรับรู้ภาษี 4. ห้ามลืมเสียภาษี 5. แสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า ออกใบกำกับภาษีง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น ถ้าต้องออกใบกำกับภาษี บริษัทก็สามารถทำได้ไม่ยาก และทำได้อย่างถูกต้อง! และหนึ่งในวิธีออกใบกำกับภาษีที่สะดวกรวดเร็วมากที่สุด คือ การใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีที่ช่วยกิจการเตรียมเอกสารทางบัญชีและสร้างเอกสารทางออนไลน์ ปรับแต่งได้ในแบบที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ทั้งยังรองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการรับชำระเงินผ่าน QR CODE เมื่อสร้างเอกสารแล้ว ระบบจะบันทึกรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้กิจการออกใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง ตรงตามงวดเวลาและยื่นแบบได้ภายในกำหนดเวลา รวมทั้งบันทึกบัญชีได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง หรือหากต้องการผู้ช่วยสามารถค้นหาสำนักงานรับทำบัญชีพาร์ทเนอร์ของ PEAK ได้เช่นกัน! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ม.ค. 2026

PEAK Account

10 min

ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง? และเจ้าของธุรกิจและ HR ต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร? การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ: ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้: ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575) ระยะเวลา (พ.ศ.) ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) 17,500 875 2572 – 2574 20,000 1,000 2575 เป็นต้นไป 23,000 1,150 การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น: ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง? ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้: สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้: สิทธิประโยชน์ ฐานเดิม (15,000 บาท) ฐานใหม่ (17,500 บาท) เจ็บป่วย (เงินทดแทน) 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง 26,250 บาท/ครั้ง ทุพพลภาพ 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน เสียชีวิต 90,000 บาท 105,000 บาท ว่างงาน 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) 3,000 บาท/เดือน 3,500 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) 5,250 บาท/เดือน 6,125 บาท/เดือน (หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม) เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR? การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่: สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ: ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนแฝงที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้

เคยสงสัยไหม? ยอดขายออนไลน์พุ่งกระฉูด แพ็กของแทบไม่ทัน แต่พอสรุปยอดตอนสิ้นเดือนกลับไม่เห็นกำไรอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” และต้นทุนแฝงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ หากคุณไม่ได้นำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณในต้นทุนสินค้า คุณกำลังตกหลุมพรางทางธุรกิจที่ทำให้ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกค่าธรรมเนียม พร้อมแจกสูตรคำนวณต้นทุนแฝง และเช็กลิสต์วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด ทำไมการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงสำคัญ? ในการตั้งราคาสินค้า ผู้ประกอบการมือใหม่มักนึกถึงเพียง “ค่าสินค้า” และ “กำไรที่อยากได้” แต่ในโลก E-commerce มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักออกทันทีจากยอดขาย (Deduction) เช่น: การไม่นำค่าเหล่านี้มาคิดตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ขายดีมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิด” เพราะราคาขายจริงถูกหักต้นทุนแฝงไปมากกว่า 20-30% โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณต่อออเดอร์ โดยกำหนดให้ลูกค้าจ่าย 500 บาทต่อออเดอร์ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ดังนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าต้นทุนทั้งหมดคือ 368 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจควรใช้ในการตั้งราคาสินค้า แต่บางร้านค้าอาจเลือกคิดต้นทุนจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียวซึ่งมีมูลค่าเพียง 200 บาทเท่านั้น ทำให้ขายสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ดังนั้นในการตั้งราคาควรที่จะนำต้นทุนแฝงทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าวัสดุ ค่าส่งสินค้า หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มาคำนวณด้วยนั่นเอง ต้นทุนแฝงในธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระวัง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาสินค้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบในการขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงอะไรบ้างที่ควรรู้? ในส่วนนี้เรามาแนะนำให้คุณรู้จักแต่ละส่วนกัน เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากต้นทุนแฝงข้างต้น อาจพอเห็นกันแล้วว่า การขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีหลายข้อเช่นกัน ในส่วนนี้เราเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ให้ดูกัน สิ่งที่ธุรกิจ “ได้รับ” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากทันที พฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าที่จะต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ร้าน ทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในทันที 2. ระบบชำระเงินและการจัดการออเดอร์พร้อมใช้ การวางระบบเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะระบบที่จำเป็นในการขายสินค้าออนไลน์ เช่น ระบบการชำระเงิน หรือระบบการจัดการออเดอร์ ซึ่งแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นตัวกลางช่วยลดภาระในการจัดการวางระบบเหล่านี้ ให้กิจการสามารถเข้าถึงโอกาสขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. การตลาด/การโปรโมทของแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มได้ง่าย ทั้งยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 4. ลดภาระการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของตัวเอง ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นตัวกลางขายสินค้า หลายธุรกิจเลือกใช้วิธีสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง และจัดการระบบด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ช่วยลดภาระในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยสามารถนำสินค้ามาวางขาย ออกแบบหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้ สิ่งที่ธุรกิจ “ต้องเสีย” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมชำระเงินซึ่งลดกำไรต่อออเดอร์ แพลตฟอร์มจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มการใช้งาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมชำระเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งลดกำไรจากการขายสินค้าต่อออเดอร์ลงไปด้วย 2. ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์ม ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่มีประโยชน์ในการนำมาทำการตลาดต่อได้ แต่เมื่อเราขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นมักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม ทำให้การทำการตลาดกับลูกค้าที่เคยซื้อหรือรู้จักเราอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น 3. ข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่นหรือวิธีการขายบางอย่าง เมื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่น หรือวิธีการขายสินค้าอีกด้วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนในรูปแบบของการขาย 4. การคืนสินค้าและการแก้ไขปัญหาบางกรณีต้องเป็นไปตามนโยบายแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงในการขายสินค้าออนไลน์ คือบางครั้งลูกค้าอาจไม่พอใจสินค้า หรือสินค้าเกิดเสียหายระหว่างส่ง ทำให้จำเป็นต้องมีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจำเป็นต้องทำตามนโยบายของแพลตฟอร์ม 5. คู่แข่งปรากฏในที่เดียวกัน แข่งขันด้านราคาง่ายขึ้น การขายของออนไลน์เป็นการตัดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเป็นแนวทางการขายที่ทุกธุรกิจเข้าถึงได้ ทำให้มีการแข่งขันที่สูงกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกับเรา และเมื่อสินค้าที่ขายเหมือนกัน อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเห็นเหมือนกัน หนึ่งสิ่งที่มักแข่งขันกันคือราคา ทำให้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น เช็กลิสต์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เปิดให้บริการหลายแอปพลิเคชัน ซึ่งแต่ละแอปฯ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม การใช้งาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น เรามีเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการกัน 1. อัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สิ่งแรกเราแนะนำให้ดูอัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าจัดโปรโมชั่นบนแอปฯ หรือค่าใช้บริการรายเดือน สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกได้ 2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและเงื่อนไขการคืนเงิน ไม่เพียงแค่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือเงื่อนไขการคืนเงินก็ควรต้องได้รับการพิจารณาเช่นกัน โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และนโยบายเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการขอเงินคืน 3. ระยะเวลาการโอนเงินจากแพลตฟอร์มมายังร้าน แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จะมีรอบการโอนเงินจากสินค้าที่ขายได้มาให้เรากำหนดไว้ชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจได้ เพราะการที่รู้ว่าเราจะได้รับเงินจากการขายเมื่อไหร่ ทำให้สามารถวางแผนกระแสเงินสด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง อาจเลือกจากแพลตฟอร์มที่มีรอบการโอนเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจในเวลานั้น 4. นโยบายคืนสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคืนสินค้า ปัญหาการคืนสินค้าเป็นสิ่งที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ในการขายออนไลน์ นโยบายคืนสินค้าของแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันออกไป ควรศึกษาให้ละเอียด ในที่นี้รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะกระทบต่อต้นทุนการขายของเราได้ 5. การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าช่วยให้เราสามารถต่อยอดในการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม และเลือกให้ข้อมูลแก่ร้านค้าแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับข้อนี้แนะนำให้ลองเปรียบเทียบดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มให้ข้อมูลอะไรบ้าง หน้าตาของรายงานเป็นอย่างไร แล้ววิเคราะห์กับธุรกิจของเราว่าข้อมูลที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการต่อยอดหรือไม่ 6. ฟีเจอร์การตลาดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง  แต่ละแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์การตลาดให้ร้านค้าเลือกใช้งาน เช่น การออกคูปองลดราคาในวันพิเศษ หรือค่าปักหมุดร้านค้าเพิ่มการมองเห็น ซึ่งการทำการตลาดเหล่านี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 7. เงื่อนไขการลงขายแบบ Exclusive หรือข้อผูกมัดอื่น ๆ การขายสินค้าแบบ Exclusive ของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเงื่อนไขกำหนดอย่างชัดเจน แนะนำให้เปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อดูความคุ้มค่าให้มากที่สุด 8. ช่องทางการติดต่อและการช่วยเหลือเมื่อติดปัญหา การเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาแล้วไม่มีทีมงานคอยช่วย อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสได้ 9. จำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเรา ถึงแม้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่จะหายไป แต่การเลือกแพลตฟอร์มก็คล้ายกับการเลือกโลเคชั่นร้านพอสมควร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานเยอะเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เข้าใจค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อการขายให้ได้กำไร การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมไปถึงต้นทุนแฝงอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าและขายได้กำไรจริง ไม่เกิดปัญหา ขายดีแต่ทำไมยังขาดทุน อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่การเข้าใจเรื่องของต้นทุน แต่ความรู้เรื่องการเงินก็สำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการด้านบัญชี ภาษี หรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการบริหารบริษัทให้เติบโต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

10 min

รู้จัก 3 ประเภทเอกสารธุรกิจ พร้อมวิธีจัดเก็บให้เป็นระบบ

เอกสารธุรกิจเป็นส่วนสำคัญของการบริหารกิจการ โดยเฉพาะเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ รายจ่าย และภาษี หากจัดการไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินและกฎหมาย บทความนี้สรุป 3 ประเภทเอกสารธุรกิจทางบัญชีที่ผู้ประกอบการต้องรู้จัก พร้อมตัวอย่างการใช้งานและแนวทางจัดเก็บให้เป็นระบบ เอกสารธุรกิจสำคัญอย่างไร? เอกสารธุรกิจทำหน้าที่เป็น “หลักฐานทางกฎหมาย” และ “เครื่องมือวางแผนการเงิน” ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ยืนยันความโปร่งใสต่อกรมสรรพากร และช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมของกำไรที่แท้จริง 3 ประเภทเอกสารธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก เอกสารธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ได้แก่ การป้องกันความเสี่ยง การเงิน และภาษี 1. เอกสารกลุ่มเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาท ความเข้าใจผิด และปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ เอกสารประเภทนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องจัดเก็บเอกสารให้ดี เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น เอกสารเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง 2. กลุ่มเอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดเงินฝากธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ: เอกสารด้านรายรับ รูปแบบแรกหลายธุรกิจน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายรับ ที่มีตั้งแต่ขั้นตอนการเรียกเก็บเงินไปจนถึงหลังจากได้รับเงินแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซึ่งเอกสารเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชี หรือเป็นหลักฐานที่ใช้ประกอบแบบยื่นได้ เอกสารด้านรายจ่าย สำหรับเอกสารธุรกิจด้านรายจ่ายก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ซึ่งเอกสารรายจ่ายไม่เพียงแต่ใช้เป็นหลักฐานอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้อ้างอิงเพื่อดูตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงของบริษัท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี และใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยเอกสารด้านรายจ่ายประกอบไปด้วย หลักฐานการเงิน สำหรับรูปแบบสุดท้ายที่ใช้เป็นหลักฐานทางการเงิน คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการยืนยันความถูกต้องอย่าง ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบกับการบันทึกบัญชีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของรายรับรายจ่ายของบริษัทว่าตรงกับรายงานจากธนาคารหรือไม่ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในขั้นตอนการกระทบยอดของบัญชี 3. กลุ่มเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบและการตรวจสอบจากกรมสรรพากร หากจัดเก็บไม่ครบ อาจทำให้เสียสิทธิทางภาษีหรือถูกประเมินย้อนหลัง 3 เคล็ดลับจัดเก็บเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย และทำให้ค้นหาได้ง่ายเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน 1. คัดและจัดหมวดหมู่ประเภทของเอกสารให้ชัดเจน วิธีแรกควรเริ่มต้นจากการคัดแยกเอกสาร และจัดประเภทหมวดหมู่ให้ชัดเจน เอกสารไหนที่ไม่มีความจำเป็นเก็บ เราแนะนำให้ทิ้งหรือทำลายเพื่อป้องกันความซับซ้อนยุ่งยากในการเก็บเอกสารธุรกิจ หลังจากคัดแยกเรียบร้อย แนะนำให้จัดประเภทหมวดหมู่ แยกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชี ออกจากเอกสารอื่น ๆ เช่น ฝ่ายบุคคลหรือการตลาด หลังจากนั้นจึงแยกอย่างละเอียดอีกขั้นตอน อาจอ้างอิงประเภทเอกสารจากที่เราแนะนำให้บทความนี้ได้เช่นกัน  การจัดเก็บอย่างเป็นหมวดหมู่จะช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่ายขึ้น และป้องกันเอกสารสูญหายจากการปะปนไปกับเอกสารอื่นที่เกิดจากการจัดเก็บผิดประเภทได้อีกด้วย 2. ใช้ระบบตัวเลขในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดหมวดหมู่เพียงอย่างเดียวแล้ว สามารถจัดเก็บเอกสารด้วยการนำระบบตัวเลขเข้ามาใช้ คล้ายกับห้องสมุด ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่าย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้ควบคู่กับการจัดหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการปรับใช้ระบบตัวเลข 3. ใช้โปรแกรมบัญชีในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษจริงแล้ว การเก็บไฟล์เอกสารก็เป็นเรื่องยุ่งยากไม่แพ้กัน แต่ในปัจจุบันที่หลายหน่วยงานเริ่มปรับตัวให้ยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ไฟล์เอกสารธุรกิจจึงมีความจำเป็นไม่แพ้กัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่มีระบบคลังเอกสาร ก็ช่วยให้จัดการระบบได้ง่ายขึ้น สามารถเรียกดูไฟล์อ้างอิงในการบันทึกบัญชีได้อย่างรวดเร็ว ให้การเก็บเอกสารธุรกิจทางบัญชีเป็นเรื่องง่าย ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชี PEAK ไม่เพียงแค่ช่วยจัดการระบบบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยฟีเจอร์ File Vault ทำหน้าที่เป็นคลังเก็บเอกสารธุรกิจ จัดการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ PEAK เองยังสามารถออกเอกสารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี โปรแกรมเดียวจัดการเรื่องเอกสารและบัญชีได้ครบวงจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี

1 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบเสนอราคา คืออะไร ตัวอย่างฟอร์ม และข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง

ลูกค้าขอใบเสนอราคา แต่ไม่รู้จะเริ่มเขียนอย่างไร ใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ราคาต้องรวม VAT หรือเปล่า ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ วิธีเขียนทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่างที่ถูกต้อง ใบเสนอราคา (Quotation) คืออะไร ใบเสนอราคา คือเอกสารที่ผู้ขายจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ เอกสารนี้ไม่ถือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หากลูกค้าตกลงตามเงื่อนไข จะนำไปสู่การออกใบสั่งซื้อหรือทำสัญญาซื้อขายต่อไป ใบเสนอราคาสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการสื่อสารราคาและเงื่อนไขกับลูกค้าอย่างชัดเจน ลดความเข้าใจผิดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการขายที่เป็นระบบ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะลูกค้าได้ว่าอยู่ขั้นตอนไหนแล้ว เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสนอราคาที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ลูกค้าอ่านจบแล้วตัดสินใจได้ทันที ตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใส่โลโก้บริษัทด้วยจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และวันหมดอายุให้ชัดเจน ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้อ้างอิงเมื่อติดต่อกับลูกค้าในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 10 4,500 0 7% 45,000 เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 77,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 5,390 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 82,390 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและอายุใบเสนอราคา เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว เคล็ดลับเมื่อส่งใบเสนอราคาให้ลูกค้า ส่งเอกสารแล้วควรติดตามผลภายใน 3 วัน สอบถามว่าลูกค้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ การติดตามช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้อย่างมาก สิ่งที่ควรทำหลังส่งเอกสาร: ใบเสนอราคาต่างจากใบแจ้งหนี้และใบเสร็จอย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 3 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบเสนอราคา ก่อนขาย แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณา ยังไม่บันทึกรายได้ ใบแจ้งหนี้ หลังตกลงซื้อ เรียกเก็บเงินตามที่ตกลง บันทึกเป็นลูกหนี้การค้า ใบเสร็จรับเงิน หลังรับเงินแล้ว ยืนยันว่าได้รับชำระเงินเรียบร้อย บันทึกรับชำระเงิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสนอขายเฟอร์นิเจอร์ 82,390 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: กิจการที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีควบคู่กับใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จด้วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้ใบเสนอราคาแทนใบแจ้งหนี้ ทำให้บันทึกบัญชีผิดพลาด เพราะใบเสนอราคาไม่ถือเป็นเอกสารรับรู้รายได้ ต้องออกใบแจ้งหนี้แยกเสมอ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสนอราคา หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ข้อควรระวังเรื่อง VAT ในใบเสนอราคา ต้องระบุให้ชัดเจนว่าราคา “รวม VAT” หรือ “ไม่รวม VAT” หากไม่ระบุ ลูกค้าอาจเข้าใจว่าราคาที่เสนอรวม VAT แล้ว ซึ่งจะเกิดปัญหาเมื่อต้องออกใบกำกับภาษี ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: เสนอราคา 100,000 บาท โดยไม่ระบุว่ารวม VAT หรือไม่ ลูกค้าเข้าใจว่าจ่าย 100,000 บาทจบ แต่พอออกใบแจ้งหนี้กลับเรียกเก็บ 107,000 บาท (รวม VAT 7%) ทำให้เกิดข้อพิพาท วิธีระบุที่ถูกต้อง: กิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT ห้ามระบุว่า “ราคารวม VAT” เพราะอาจถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ สร้างใบเสนอราคาออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบเสนอราคา ใบเสนอราคาเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยสื่อสารราคาและเงื่อนไขอย่างชัดเจน ควรออกเอกสารทุกครั้งที่เสนอราคาลูกค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และอายุเอกสาร อย่าลืมระบุว่ารวม VAT หรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบเสนอราคาได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ และแปลงเป็นใบแจ้งหนี้ได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน จัดเก็บเอกสารครบจบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสนอราคา ใบเสนอราคามีผลทางกฎหมายไหม ไม่ถือเป็นสัญญาซื้อขายตามกฎหมาย แต่ถ้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายลงนามครบทั้งสองฝ่าย อาจถูกใช้เป็นหลักฐานประกอบข้อตกลงเบื้องต้นได้ ใบเสนอราคาต้องมีลายเซ็นไหม ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามโดยผู้มีอำนาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลูกค้าองค์กรส่วนใหญ่มักต้องการเอกสารที่มีลายเซ็นเพื่อประกอบการอนุมัติจัดซื้อ ใบเสนอราคาควรมีอายุกี่วัน ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและความผันผวนของต้นทุน โดยทั่วไปกำหนดไว้ที่ 15 ถึง 30 วัน สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น วัตถุดิบนำเข้า อาจกำหนดสั้นลงเหลือ 7 วัน ใบเสนอราคาต้องมีเลขที่เอกสารไหม ไม่บังคับตามกฎหมาย แต่แนะนำให้มีทุกครั้ง เพื่อจัดเก็บอย่างเป็นระบบและค้นหาย้อนหลังได้สะดวก รูปแบบที่นิยม เช่น QT-ปี-ลำดับ (QT-2569-001) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก