ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร สรุปข้อดี-ข้อเสีย และเหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง

คนอยากเปิดธุรกิจมักสงสัยว่าควรจดเป็น หจก. หรือ บจก. ดี ทั้งสองแบบเป็นนิติบุคคลเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่าย ภาษี และความรับผิดชอบต่างกัน บทความนี้ PEAK สรุปว่า หจก. คืออะไร ข้อดี ข้อเสีย พร้อมตารางเปรียบเทียบ 3 รูปแบบและขั้นตอนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คือนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คนร่วมกันลงทุนทำธุรกิจ ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP ชื่อต้องขึ้นต้นด้วย “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ตามด้วยชื่อกิจการเสมอ จุดสำคัญที่สุดคือ หจก. มีหุ้นส่วน 2 ประเภท ที่รับผิดชอบต่างกัน หุ้นส่วน 2 ประเภทใน หจก. หุ้นส่วนผู้จัดการ คือคนที่บริหารกิจการจริง มีอำนาจตัดสินใจและลงนามแทน หจก. แต่ต้อง รับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว ต้องมีอย่างน้อย 1 คน หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด คือคนที่ลงเงินอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์บริหาร แต่ข้อดีคือเสียได้มากสุดแค่เท่าที่ลงทุนไป ต้องมีอย่างน้อย 1 คนเช่นกัน หจก. ต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญยังไง ทั้งสองแบบคือ “ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน” เหมือนกัน แต่ต่างกัน 3 เรื่องหลักตามตาราง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หจก. ต้องจดทะเบียนไหม จดหรือไม่จดก็ได้ ต้องจดเท่านั้น ถ้าเป็นหนี้ ใครรับผิดชอบ ทุกคนรับผิดเท่ากัน ไม่มีข้อยกเว้น แบ่งได้ — คนบริหารรับผิดเต็ม คนลงเงินเสียแค่เท่าที่ลงทุน เปิดบัญชีธนาคารในนามห้างได้ไหม ถ้าไม่จดทะเบียน = ไม่ได้ ได้ ภาษี เสียในอัตราคนทั่วไป (สูงสุด 35%) เสียในอัตรานิติบุคคล (สูงสุด 20%) สรุป — ถ้าจริงจังกับธุรกิจ ควรจด หจก. เพราะน่าเชื่อถือกว่า เปิดบัญชีธนาคารได้ ออกใบกำกับภาษีได้ และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านการจดทะเบียน ด้านภาษี ตัวอย่าง กำไรยิ่งสูง ส่วนต่างภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลยิ่งมาก นอกจากนี้ หจก. ยังหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ไม่ต้องใช้อัตราเหมาเหมือนบุคคลธรรมดา ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีต่ำลง ด้านการบริหาร ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านความรับผิด ด้านการเงินและความน่าเชื่อถือ ด้านโครงสร้าง ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ หจก. หจก. เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไม่กี่คนและต้องการเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำ มักเป็นกิจการขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นบริหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หจก. ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องประมูลงานราชการ ระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก หรือมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต กรณีเหล่านี้ควรจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. vs บจก. vs บุคคลธรรมดา เลือกแบบไหนดี บุคคลธรรมดา หจก. บจก. ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ต้องจด ต้องจด (ขั้นตอนมากกว่า) ค่าจด ไม่มี ~1,000 บาท ~5,500 บาทขึ้นไป ภาษีสูงสุด 35% 20% 20% ต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้องจ้างทุกปี หานักลงทุนเพิ่มได้ไหม ยาก ยาก ออกหุ้นขายได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำ ปานกลาง สูง เหมาะกับใคร: อ้างอิง: ค่าจด หจก. ~1,000 บาท (DBD) / บจก. ~5,500+ บาท (DBD) ผู้สอบบัญชี: บจก. ต้องมีทุกปี (พ.ร.บ.การบัญชี 2543) / หจก. ทุนไม่เกิน 5 ล้าน ยกเว้น (คู่มือ DBD) อ่านเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ ทำธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแบบไหนดี ขั้นตอนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทั้งแบบ walk-in และออนไลน์ ใช้เวลาไม่นานถ้าเตรียมเอกสารครบ เอกสารที่ต้องเตรียม: หมายเหตุ : ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาอนุมัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับ DBD โดยตรง ใช้ PEAK จัดการบัญชี หจก. หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยจัดการครบจบในที่เดียว ฟีเจอร์ SMART Suggestion แนะนำรายการบัญชีอัตโนมัติ แม้ไม่มีพื้นฐานบัญชีก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับ หจก. ที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีแต่ยังต้องทำบัญชีให้ถูกต้อง สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หจก. ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร หจก. ย่อมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาษาอังกฤษคือ Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP เปิด หจก. ต้องมีกี่คน อย่างน้อย 2 คน โดยต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คน และหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน จดคนเดียวไม่ได้ หจก. ต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ต่างจาก บจก. ที่ต้องมีผู้สอบบัญชี (CPA) ทุกปี ทำให้ หจก. ประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ปีละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท อย่างไรก็ตาม หจก. ยังต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปีตามปกติ อยากเปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ทำได้ไหม แปลงสภาพโดยตรงไม่ได้ ต้องเลิกกิจการ หจก. เดิมก่อน (ชำระบัญชี จ่ายหนี้ แบ่งทรัพย์สิน) แล้วจดจัดตั้ง บจก. ใหม่ ดังนั้นถ้าคิดว่าธุรกิจจะเติบโตมาก ควรพิจารณาจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. จ่ายส่วนแบ่งกำไรยังไง หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ในหนังสือหุ้นส่วน ถ้าไม่ได้ระบุจะแบ่งตามสัดส่วนเงินลงทุน ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับต้องนำไปรวมเป็นรายได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษี ควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนจดทะเบียน หจก. เปิดบัญชีธนาคารยังไง ใช้หนังสือรับรองจาก DBD (อายุไม่เกิน 6 เดือน) + บัตรประชาชนหุ้นส่วนผู้จัดการ + ตราประทับบริษัท ไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แนะนำเปิดบัญชีกระแสรายวันแยกจากบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ทำบัญชีง่ายขึ้น หจก. ต้องส่งงบการเงินที่ไหน ต้องส่งงบการเงินประจำปีต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี นอกจากนี้ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ กรมสรรพากร ปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปี ภ.ง.ด.51 + สิ้นปี ภ.ง.ด.50) หจก. ต้องทำบัญชีไหม ต้องทำบัญชี หจก. เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชีและปิดงบทุกปี ดูรายละเอียดการส่งงบได้ที่ FAQ ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

8 min

SWIFT Code คืออะไร? รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย

ถ้าคุณต้องโอนเงินไปต่างประเทศหรือรับเงินจากต่างประเทศ สิ่งที่ธนาคารจะถามคือ “SWIFT Code” ของธนาคารปลายทาง บทความนี้ PEAK รวม SWIFT Code ของทุกธนาคารในไทยไว้ที่เดียว พร้อมวิธีเช็คและข้อควรรู้ก่อนโอน SWIFT Code คืออะไร SWIFT Code (หรือ BIC Code) คือรหัสประจำตัวของธนาคารที่ใช้ระบุตัวตนในระบบการเงินระหว่างประเทศ ย่อมาจาก Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication เป็นมาตรฐานกลางที่ธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ร่วมกัน ถ้าใส่ SWIFT Code ผิด เงินอาจส่งไปผิดที่หรือถูกตีกลับ SWIFT Code ประกอบด้วยอะไรบ้าง  SWIFT Code มี 8 หรือ 11 ตัวอักษร แต่ละส่วนมีความหมายดังนี้  ตำแหน่ง ความหมาย ตัวอย่าง (กสิกรไทย) ตัวที่ 1-4 รหัสธนาคาร KASI (Kasikornbank) ตัวที่ 5-6 รหัสประเทศ TH (Thailand) ตัวที่ 7-8 รหัสที่ตั้ง (เมือง) BK (Bangkok) ตัวที่ 9-11 รหัสสาขา (ถ้ามี) XXX หรือไม่ระบุ = สำนักงานใหญ่ ดังนั้น SWIFT Code ของธนาคารกสิกรไทย คือ KASITHBK (8 หลัก = สำนักงานใหญ่) รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย  ธนาคารกรุงเทพ — SWIFT Code: BKKBTHBK ธนาคารกสิกรไทย — SWIFT Code: KASITHBK ธนาคารไทยพาณิชย์ — SWIFT Code: SICOTHBK ธนาคารกรุงไทย — SWIFT Code: KRTHTHBK ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) — SWIFT Code: TMBKTHBK ธนาคารกรุงศรีอยุธยา — SWIFT Code: AYUDTHBK ธนาคารเกียรตินาคินภัทร — SWIFT Code: KKPBTHBK ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย — SWIFT Code: UBOBTHBK ธนาคารยูโอบี — SWIFT Code: UOVBTHBK ธนาคารไทยเครดิต — SWIFT Code: THCETHB1 ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ — SWIFT Code: LAHRTHB1 ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) — SWIFT Code: ICBKTHBK ธนาคารเฉพาะกิจ (ของรัฐ) ธนาคารออมสิน — SWIFT Code: GSBATHBK ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธ.ก.ส.) — SWIFT Code: BAABTHBK ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย — SWIFT Code: TIBTTHBK ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) — SWIFT Code: GHBATHBK หมายเหตุ : รหัสในตารางเป็นรหัสสำนักงานใหญ่ (8 หลัก) ใช้ได้กับการโอนเงินเข้าบัญชีทุกสาขาทั่วประเทศ ควรตรวจสอบกับธนาคารปลายทางอีกครั้งก่อนโอน  SWIFT Code ดูตรงไหน  ถ้าไม่แน่ใจว่า SWIFT Code ของธนาคารที่ใช้อยู่คืออะไร มี 3 วิธีเช็คได้ง่ายๆ โอนเงินผ่าน SWIFT ใช้เวลากี่วัน  การโอนเงินผ่านระบบ SWIFT ระยะเวลาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ค่าธรรมเนียม แต่ละธนาคารคิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและประเทศปลายทาง ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนทำรายการ สรุป ถ้าธุรกิจของคุณรับหรือจ่ายเงินต่างประเทศเป็นประจำ PEAK Account ช่วยบันทึกรายการโอนเงินต่างประเทศ กระทบยอดกับ Bank Statement และจัดทำรายงานภาษีให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) SWIFT Code กับ BIC Code ต่างกันไหม เหมือนกัน SWIFT Code คือชื่อที่คนทั่วไปเรียก ส่วน BIC Code (Bank Identifier Code) คือชื่อทางการตามมาตรฐาน ISO 9362 ใช้แทนกันได้ ต้องใช้ SWIFT Code ทุกครั้งที่โอนเงินต่างประเทศไหม ใช่ ทุกครั้งที่โอนเงินระหว่างประเทศผ่านธนาคาร ต้องระบุ SWIFT Code ของธนาคารปลายทาง แต่ถ้าใช้บริการโอนเงินออนไลน์ เช่น Wise หรือ PayPal ระบบอาจกรอก SWIFT Code ให้อัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 มิ.ย. 2026

PEAK Account

18 min

ไทยช่วยไทยพลัส สรุปสำหรับร้านค้า รัฐจ่าย 60% คุณจ่าย 40% 

โครงการไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้สิทธิ์แล้วตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 ร้านค้าหลายแห่งเริ่มรับเงินจากลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ผ่านแอปเป๋าตัง แต่คำถามที่ตามมาคือ “รายได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษีไหม?” และ “บันทึกบัญชียังไง?” บทความนี้ PEAK สรุปทุกเรื่องที่ร้านค้าและผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่โครงการคืออะไร เงื่อนไขร้านค้า วิธีใช้สิทธิ์ เรื่องภาษีที่ต้องระวัง และวิธีบันทึกบัญชีรายรับจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร ไทยช่วยไทยพลัส คือโครงการช่วยลดค่าครองชีพจากรัฐบาล ในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 โดยรัฐจ่ายให้ 60% ของค่าสินค้าและบริการ ประชาชนจ่ายเอง 40% ใช้ผ่านแอป “เป๋าตัง” ฝั่งลูกค้า และแอป “ถุงเงิน” ฝั่งร้านค้า สิทธิ์ที่ได้: รัฐจ่ายให้สูงสุด 4,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ  ใช้ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. รัฐจ่ายให้ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ถ้าเดือนไหนใช้ไม่หมด วงเงินจะไม่ทบไปเดือนถัดไป (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) ไทยช่วยไทยพลัส ต่างจากคนละครึ่งพลัสยังไง  หลายคนสับสนว่าเป็นโครงการเดียวกันหรือไม่ จริงๆ แล้ว ไทยช่วยไทยพลัส คือการรวมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าด้วยกัน จุดต่างหลักคือ เปรียบเทียบ คนละครึ่งพลัส ไทยช่วยไทยพลัส สัดส่วนร่วมจ่าย 50/50 60/40 (รัฐจ่ายมากกว่า) วงเงินต่อคน 2,000 บาท 4,000 บาท ช่วงเวลาใช้สิทธิ์ สิ้นสุดแล้ว 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 แอปที่ใช้ เป๋าตัง + ถุงเงิน เป๋าตัง + ถุงเงิน (เหมือนกัน) เงื่อนไขร้านค้านิติบุคคล รายได้ ≤1.8 ล้าน รายได้ ≤1.8 ล้าน (เหมือนกัน) เงื่อนไขสำหรับร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส  ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ ตามประกาศจากทำเนียบรัฐบาล ร้านค้าที่เข้าร่วมไม่ได้ ร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ และร้านที่รับของจากคนอื่นมาวางขายแบบตัวแทน (ไม่ได้ซื้อขาดมาเป็นของตัวเอง) เช่น รับฝากขายสินค้าแล้วหักค่าคอมมิชชัน ร้านค้ารับเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ต้องเสียภาษีไหม  ต้องนำมารวมเป็นรายได้ตามปกติ เงินที่ร้านค้าได้รับจากโครงการ (ทั้งส่วนที่ลูกค้าจ่าย 40% + ส่วนที่รัฐจ่าย 60%) ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าและบริการตามหลักภาษี ไม่ใช่เงินให้เปล่าจากรัฐ อย่างไรก็ตาม รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ข้อมูลจากแอปถุงเงินไม่ถูกส่งให้กรมสรรพากร (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) ถึงแม้ข้อมูลจะไม่ถูกส่งโดยตรง แต่สรรพากรมีสิทธิ์ตรวจสอบย้อนหลังหากพบความผิดปกติของบัญชีธนาคาร ดังนั้นการยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงปลอดภัยที่สุด  ข้อมูลภาษีทั่วไป — ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะ  ร้านค้าบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายผ่านโครงการ จัดเป็น เงินได้ประเภท 40(8) คือรายได้จากการค้า สิ้นปีต้องนำมายื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือเหมา 60% แล้วแต่อย่างไหนประหยัดภาษีกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง: ร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 80,000 บาท + รายได้นอกโครงการ 320,000 บาท รวมปีละ 400,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 240,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 160,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือ 100,000 บาท → เสียภาษี 5% = 5,000 บาท สิ่งที่ต้องเก็บ: หลักฐานรายรับรายจ่าย เช่น ประวัติรับเงินจากแอปถุงเงิน ใบเสร็จซื้อวัตถุดิบ เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี สำหรับกรณีสรรพากรขอตรวจ ร้านค้านิติบุคคล รายได้จากโครงการรวมเป็นรายได้ของกิจการ ยื่น ภ.ง.ด.50 (ปี) และ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ตามปกติ สำหรับนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการ รายได้ต้อง ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี (เงื่อนไขโครงการ) ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ SME ที่เสียภาษีเงินได้อัตราพิเศษ อัตราภาษีนิติบุคคล SME (ทุนจดทะเบียน ≤5 ล้าน + รายได้ ≤30 ล้าน): กำไรสุทธิ 0-300,000 บาท = ยกเว้นภาษี / 300,001-3,000,000 บาท = 15% / เกิน 3 ล้าน = 20% ดังนั้นร้านค้านิติบุคคลที่รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไรไม่เกิน 300,000 บาท จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย  ตัวอย่าง: ร้านขายเครื่องดื่ม (ชื่อสมมุติ) จดเป็นบริษัทจำกัด รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 200,000 บาท + รายได้อื่น 600,000 บาท รวม 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจริง 550,000 บาท กำไรสุทธิ 250,000 บาท → ไม่ต้องเสียภาษี (กำไรไม่เกิน 300,000 บาท)   ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท  ถ้ารายได้จากการขายทั้งหมด (ไม่ใช่แค่จากโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่เนื่องจากเงื่อนไขโครงการกำหนดให้นิติบุคคลที่เข้าร่วมต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน จึงส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดาที่ขายดีมาก ถ้ารายได้รวมทั้งปี (จากโครงการ + นอกโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาท ให้ปรึกษาสรรพากรพื้นที่เรื่องการจด VAT เพราะถ้ารายได้เกินเกณฑ์แล้วไม่จด อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ สรุปเรื่องภาษีสำหรับร้านค้า: รายได้จากไทยช่วยไทยพลัสไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่เป็นค่าสินค้า/บริการที่รัฐจ่ายแทนลูกค้า ต้องบันทึกเป็นรายได้ตามปกติ ข้อดีคือข้อมูลจากถุงเงินไม่ถูกส่งให้สรรพากรโดยตรง แต่ร้านค้ายังมีหน้าที่ยื่นภาษีด้วยตัวเอง วิธีบันทึกบัญชีรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส  ตัวอย่างบันทึกบัญชี สมมุติร้านขายของชำ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้ลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 500 บาท รายการ เดบิต เครดิต เงินสด/ธนาคาร (ส่วนลูกค้าจ่าย 40%) 300 ลูกหนี้โครงการรัฐ (ส่วนรัฐจ่าย 60%) 200 รายได้จากการขาย 500 เมื่อรัฐโอนเงินส่วน 60% เข้าบัญชี  รายการ เดบิต เครดิต เงินสด/ธนาคาร 200 ลูกหนี้โครงการรัฐ 200 จุดสำคัญ: บันทึกรายได้ เต็มจำนวน 500 บาท ณ วันที่ขาย ไม่ใช่บันทึกแค่ 200 บาทที่ได้เงินสดจริง เพราะร้านค้ามีสิทธิ์ได้รับเงินจากรัฐส่วนที่เหลืออยู่แล้ว เคล็ดลับสำหรับร้านค้าที่รับเงินจากหลายช่องทาง: ถ้าร้านรับทั้งเงินสด เงินโอน และเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ควรแยกบันทึกให้ชัด เพื่อง่ายต่อการกระทบยอดและยื่นภาษี ใช้ PEAK บันทึกรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส   PEAK Account รองรับการบันทึกรายรับจากหลายช่องทาง รวมถึงเงินที่รับผ่านโครงการรัฐ สร้างใบเสร็จรับเงินพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลไปยังรายงานภาษีได้ในขั้นตอนเดียว สิ่งที่ PEAK ช่วยได้สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ: นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับรายงานภาษีและใบกำกับภาษี ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด วิธีใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส (รัฐจ่าย 60% / คุณจ่าย 40%)  ขั้นตอนฝั่งร้านค้าง่ายมาก ข้อจำกัดที่ร้านค้าต้องรู้: ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะเวลา 06.00-23.00 น. เท่านั้น ห้ามใช้ซื้อสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และบัตรกำนัล วิธีคิด 60/40 คิดยังไง หลายคนงงว่า “รัฐจ่าย 60% ฉันจ่าย 40%” คำนวณยังไง วิธีคิดง่ายมาก สูตร: ยอดซื้อ × 0.4 = ส่วนที่ลูกค้าจ่าย / ยอดซื้อ × 0.6 = ส่วนที่รัฐจ่าย ยอดซื้อจริง ลูกค้าจ่าย (40%) รัฐจ่ายให้ (60%) ร้านค้าได้รับ 50 บาท 20 บาท 30 บาท 50 บาท 100 บาท 40 บาท 60 บาท 100 บาท 200 บาท 80 บาท 120 บาท 200 บาท 333 บาท 133 บาท 200 บาท (ชนเพดานวัน) 333 บาท 500 บาท 300 บาท 200 บาท (ชนเพดาน) 500 บาท จุดสำคัญ: รัฐจ่ายสูงสุด 200 บาท/วัน ถ้าซื้อเกิน 333 บาท ส่วนเกินลูกค้าต้องจ่ายเองทั้งหมด เช่น ซื้อ 500 บาท → รัฐจ่าย 200 (ชนเพดาน) + ลูกค้าจ่าย 300 พูดง่ายๆ: ซื้อไม่เกิน 333 บาท/วัน = คุ้มสุด เพราะรัฐจ่ายให้เต็ม 60% ตัวอย่างจริง: ลูกค้าซื้ออาหารจากร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) 200 บาท ลูกค้าควักกระเป๋าจ่ายแค่ 80 บาท รัฐจ่ายให้ร้านอีก 120 บาท ร้านได้รับเงินครบ 200 บาทเต็ม  ใช้สิทธิ์ได้วันละเท่าไหร่ กี่วันหมด  วงเงินที่รัฐจ่ายให้ 4,000 บาท/คน ตลอดโครงการ มีเพดานจำกัดดังนี้ (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) เพดาน รัฐจ่ายสูงสุด ลูกค้าจ่ายขั้นต่ำ ยอดซื้อรวมสูงสุด ต่อวัน 200 บาท ~133 บาท ~333 บาท ต่อเดือน 1,000 บาท ~667 บาท ~1,667 บาท ตลอดโครงการ 4,000 บาท ~2,667 บาท ~6,667 บาท ใช้กี่วันหมด? ถ้าซื้อวันละ 333 บาท (ใช้สิทธิ์รัฐเต็มวันละ 200) = 5 วันก็ครบเพดานเดือน (200 × 5 = 1,000) ใช้เต็มทุกเดือน 4 เดือน = หมดพอดี 4,000 บาท สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้: ใช้ยังไงให้คุ้ม (มุมร้านค้า): รัฐจ่ายให้ลูกค้าสูงสุดวันละ 200 บาท ดังนั้นยอดซื้อที่คุ้มสุดคือ ไม่เกิน 333 บาท/วัน เพราะรัฐจ่ายเต็ม 60% ถ้าร้านตั้งราคาเซ็ตอาหารหรือสินค้าในช่วง 200-333 บาท ลูกค้าจะใช้สิทธิ์ได้เต็มที่และมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำ สรุป ไทยช่วยไทยพลัส สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้  คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับไทยช่วยไทยพลัส  ไทยช่วยไทยพลัส ใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. ทุกวัน สิทธิ์ 4,000 บาทต่อคนแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกเริ่มแล้ว ถ้าเฟสแรกหมดก่อนต้องรอเฟสถัดไป ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ www.ไทยช่วยไทยพลัส.th หรือโทร 0 2111 1122 รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส นับรวมเป็นรายได้ 1.8 ล้านไหม นับรวม รายได้ทั้งหมดที่ร้านค้าได้รับ (ทั้งจากโครงการและนอกโครงการ) นำมารวมเป็นรายได้ทั้งปี ถ้าเกิน 1.8 ล้านบาท อาจต้องจด VAT ส่วนนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านอยู่แล้ว (เงื่อนไขโครงการ) สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดา ไม่มีเพดานรายได้ จึงอาจเกิน 1.8 ล้านได้ หากเกินต้องพิจารณาจด VAT รับเงินจากโครงการแล้ว ต้องออกใบเสร็จให้ลูกค้าไหม ร้านค้าควรออกใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงินเหมือนการขายปกติ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชีและยื่นภาษี โดยระบุยอดขายเต็มจำนวน (เช่น 500 บาท) ไม่ใช่แค่ส่วนที่ลูกค้าจ่ายจริง (200 บาท) เพราะร้านค้าได้รับรายได้ครบ 500 บาทจริง แม้จะมาจาก 2 แหล่ง (ลูกค้า 40% + รัฐ 60%)

18 พ.ค. 2026

PEAK Account

18 min

จดบริษัทจำกัด (บจก.) vs ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เลือกแบบไหนดีกว่ากัน?

 ถ้าคุณกำลังจะจดทะเบียนนิติบุคคลครั้งแรก คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) กับบริษัทจำกัด (บจก.) ต่างกันยังไง แล้วธุรกิจของเราควรเลือกแบบไหนดี?” เพราะทั้งสองรูปแบบมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ไม่ว่าจะเรื่องค่าใช้จ่ายจดทะเบียน ภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า บทความนี้จะพาคุณเปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. แบบจบครบในที่เดียว พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง และแนวทางช่วยตัดสินใจว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับรูปแบบไหน ไม่ต้องเสียเวลาอ่านหลายที่อีกต่อไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร?  ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ นิติบุคคลที่มีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยตามกฎหมายไทย หุ้นส่วนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท: ตัวอย่างให้เห็นภาพ: สมชายกับสมหญิงเปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานด้วยกัน สมชายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ (ไม่จำกัดความรับผิด) ลงเงิน 500,000 บาท ส่วนสมหญิงลงเงิน 200,000 บาท เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด สมมติวันหนึ่งกิจการมีหนี้ 1 ล้านบาท — สมชายต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมด แม้จะเกินกว่าเงินที่ลงไป แต่สมหญิงเสียสูงสุดแค่ 200,000 บาท ที่ลงหุ้นไว้เท่านั้น จุดเด่นของ หจก. คือ จดง่าย ค่าธรรมเนียมถูก ไม่ต้องแบ่งทุนเป็นหุ้น และสามารถลงทุนด้วยเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานก็ได้ บริษัทจำกัด (บจก.) คืออะไร? บริษัทจำกัด คือ นิติบุคคลที่แบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (กฎหมายปรับใหม่ตั้งแต่ปี 2566 — ก่อนหน้านี้ต้องใช้ 3 คน) ทุกคนที่ถือหุ้นใน บจก. รับผิดชอบจำกัดเฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระเท่านั้น ไม่ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาจ่ายหนี้บริษัท ตัวอย่างให้เห็นภาพ: บริษัท ABC จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 2 คน คนละ 50% ตอนจดทะเบียน กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ก่อน เท่ากับคนละ 125,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกคนละ 375,000 บาท ยังไม่ต้องจ่ายทันที ถ้าวันหนึ่งบริษัทเป็นหนี้ 5 ล้านบาท — ผู้ถือหุ้นแต่ละคนรับผิดสูงสุดแค่ 375,000 บาท (ส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย) ไม่ต้องเอาบ้านหรือรถมาขายใช้หนี้ พูดง่ายๆ คือ จด บจก. แล้ว กระเป๋าส่วนตัวกับกระเป๋าบริษัทแยกจากกันชัดเจน บจก. มีโครงสร้างที่ชัดเจนกว่า มีคณะกรรมการ มีการประชุมผู้ถือหุ้น เหมาะกับธุรกิจที่วางแผนจะขยายตัวหรือระดมทุนในอนาคต เปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. ต่างกันอย่างไร? รายการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บริษัทจำกัด (บจก.) ผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 2 คน 2 คน (ตั้งแต่ปี 2566) ความรับผิด หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด ทุกคนรับผิดจำกัดเฉพาะค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 1,000 บาท 5,500 บาท โครงสร้างทุน ไม่ต้องแบ่งเป็นหุ้น ลงทุนด้วยเงิน/ทรัพย์สิน/แรงงานได้ ต้องแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท ลงทุนด้วยเงินสดเท่านั้น ผู้บริหาร หุ้นส่วนผู้จัดการ (ต้องเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด) คณะกรรมการ (เลือกจากผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกก็ได้) อัตราภาษี เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) ความน่าเชื่อถือ ปานกลาง — เหมาะกับคู่ค้ารายย่อย สูง — เป็นที่ยอมรับของธนาคาร คู่ค้ารายใหญ่ หน่วยงานรัฐ ระดมทุน ยาก — ไม่มีระบบหุ้น โอนหุ้นส่วนซับซ้อน ง่ายกว่า — โอนหุ้นสะดวก เพิ่มผู้ถือหุ้นได้ (ข้อมูลค่าธรรมเนียมอ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)  โครงสร้างผู้ถือหุ้นและความรับผิด นี่คือจุดที่ต่างกันชัดที่สุด หจก. — หุ้นส่วนผู้จัดการ (คนที่บริหารกิจการ) ต้องเป็นประเภท “ไม่จำกัดความรับผิด” ซึ่งหมายความว่าถ้ากิจการล้มละลาย เจ้าหนี้เรียกหนี้จากทรัพย์สินส่วนตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือเงินออม บจก. — ผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดจำกัดเท่าค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ ทรัพย์สินส่วนตัวแยกจากบริษัทชัดเจน สำหรับคนที่มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก หรือทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง การจด บจก. จึงปลอดภัยกว่า ด้านค่าใช้จ่ายจดทะเบียน สมมติทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท: จด หจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 2,000-3,000 บาท: จด บจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 6,000-8,000 บาท: ภาษี สิทธิประโยชน์ และการทำบัญชี หลายคนเข้าใจผิดว่า หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกัน — จริงๆ แล้วอัตราภาษีนิติบุคคลเท่ากันทั้งคู่ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร:  กำไรสุทธิ (รายได้ − ค่าใช้จ่าย) ทั้ง หจก. และ บจก. ต้อง จัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน ส่ง DBD และยื่นภาษีกรมสรรพากร เหมือนกันทุกประการ ดังนั้น หลังจดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญคือต้องมี ระบบบัญชีที่ดี เพื่อจัดการเอกสาร ภาษี และงบการเงินให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก หลายธุรกิจ SME เลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK เพื่อออกเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น ธุรกิจแบบไหนควรจด หจก.? แบบไหนควรจด บจก.? ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกคน — ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ เป้าหมาย และคนที่ร่วมทำธุรกิจด้วย: จด หจก. เหมาะกับ: จด บจก. เหมาะกับ: ตัวอย่าง: ร้านค้าเล็ก vs ธุรกิจที่ต้องระดมทุน กรณี 1 — ร้านเครื่องเขียน: พี่น้อง 2 คนเปิดร้านเครื่องเขียนใกล้มหาวิทยาลัย ยอดขายเดือนละ 80,000 บาท ยังไม่ต้องกู้ธนาคาร → จด หจก. ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนถูกกว่า โครงสร้างเรียบง่ายพอสำหรับธุรกิจขนาดนี้ กรณี 2 — ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์: เพื่อน 3 คน ร่วมทุนเปิดร้านออนไลน์ ยอดขายเดือนละ 500,000 บาท วางแผนจะขอสินเชื่อธนาคาร และอยากรับงาน B2B กับบริษัทใหญ่ → จด บจก. เพราะธนาคารและบริษัทใหญ่ส่วนมากต้องการคู่ค้าที่เป็น บจก. มากกว่า เปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ได้ไหม? ทำยังไง? ได้ — ไม่ต้องปิดกิจการเดิมแล้วเปิดใหม่ กฎหมายเปิดช่องให้เปลี่ยนจากจาก หจก. เป็น บจก. ได้เลย ข้อดีคืออายุกิจการนับต่อเนื่องจากเดิม ไม่เสียเครดิตที่สะสมมา ขั้นตอนหลักๆ ตามแนวปฏิบัติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า: กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน หลายคนเลือกให้สำนักงานบัญชีดำเนินการให้เพราะเอกสารค่อนข้างเยอะ หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดการอะไรบ้าง? ไม่ว่าจะจด หจก. หรือ บจก. — สิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียนเหมือนกัน: สิ่งที่ต้องทำทันที (ภายใน 30 วัน): สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ: ถ้าอยากอ่านเพิ่มเรื่องขั้นตอนจดทะเบียน สามารถอ่านได้ที่ 3 ขั้นตอน จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ด้วยตัวเอง หรืออ่านเรื่องทุนจดทะเบียนบริษัทต้องมีเท่าไร เพิ่มเติม  จดทะเบียนเสร็จแล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเลือก หจก. หรือ บจก. สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือ จัดการบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ถ้าปล่อยให้บัญชียุ่งเหยิงตั้งแต่ต้น พอถึงเวลาปิดงบหรือยื่นภาษี จะเจอปัญหาหนักทั้ง 2 แบบเหมือนกัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาสำหรับ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานง่ายแม้ไม่มีพื้นฐานบัญชี — ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี บันทึกรายรับ-รายจ่าย เตรียมข้อมูลยื่นภาษี ครบจบในที่เดียว ทั้ง หจก. และ บจก. ใช้ได้ทันทีหลังจดทะเบียน นอกจากนี้ PEAK ยังจับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง OfficeMate (OFM) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยโซลูชันอุปกรณ์สำนักงานและไอทีครบวงจร ไม่ว่าคุณจะต้องการกระดาษ เครื่องปริ้น อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หรือสินค้าอื่นๆ ก็สามารถซื้อสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ หรือระบบจัดซื้อของ OFM และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที  คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจด หจก. และ บจก. จด หจก. คนเดียวได้ไหม? ไม่ได้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน (หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน + หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน) ส่วน บจก. ปัจจุบันก็ต้องมีอย่างน้อย 2 คนเช่นกัน หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกันไหม? ไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราเดียวกัน (สูงสุด 20%) และถ้าเข้าเกณฑ์ SME ก็ได้รับสิทธิ์อัตราขั้นบันไดเหมือนกัน ถ้าจด หจก. แล้ว ภายหลังอยากเปลี่ยนเป็น บจก. ทำได้ไหม? ทำได้ โดยการยื่นแปรสภาพที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ไม่ต้องปิดกิจการเดิม ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ หจก. ไหม? ได้ แต่ในทางปฏิบัติธนาคารหลายแห่งให้ความเชื่อถือ บจก. มากกว่า เพราะโครงสร้างชัดเจนกว่าและมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า จดทะเบียนแล้วต้องทำบัญชีไหม? ต้องทำทั้ง หจก. และ บจก. — กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลทุกแห่งต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และส่งงบให้ DBD ทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

29 min

อากรแสตมป์ คืออะไร? ใช้อย่างไร ซื้อที่ไหน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำสัญญาธุรกิจ

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับนั้น ซึ่งเอกสารที่ต้องติดอากรแสตมป์จะต้องดำเนินการภายใน 15 วันหลังจากวันลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เปรียบเหมือน “ตรารับรอง” จากภาครัฐว่าเอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากไม่ติด อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ อัตราค่าอากรแสตมป์จะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทตราสาร ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันมีตราสารทั้งหมด 28 ลักษณะ โดยดวงอากรแสตมป์ที่จำหน่ายมี 3 ราคา แยกตามสี ดังนี้ สีของดวงแสตมป์ ราคา หมายเหตุ สีน้ำเงิน 1 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรต่ำ สีเขียว 5 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรปานกลาง สีแดง 20 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรสูง นอกจากแบบดวง ยังมีการชำระเป็นตัวเงิน ผ่านแบบ อ.ส.4 ที่สำนักงานสรรพากร หรือชำระออนไลน์ผ่าน e-Stamp (อ.ส.9) ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดด้านล่าง สิ่งที่ต้องรู้คือ อากรแสตมป์ไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์ ทั้งสองเป็นคนละสิ่งกันและใช้แทนกันไม่ได้ โดยอากรแสตมป์พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีมาตรฐานป้องกันการปลอมแปลงระดับเดียวกับธนบัตร ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อากรแสตมป์ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ยังเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้ ตัวอย่าง: คุณทำสัญญาเช่าร้านค้า มูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน เซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย แต่ลืมติดอากรแสตมป์ ทุกอย่างปกติจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทและต้องนำสัญญาไปใช้ในศาล ผลคือ สัญญาฉบับนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐาน จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มครบเสียก่อน ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสียอากรแสตมป์? ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์จะระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแตกต่างกันตามลักษณะตราสาร ตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาอาจตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอากรก็ได้ แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักเสมอ หากตราสารถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้ที่ได้รับตราสารเป็นคนแรกในไทยจะต้องเสียอากรภายใน 30 วัน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบและควรเลือกแบบไหน? การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยมี 4 วิธีหลัก ดังนี้ วิธีชำระ รายละเอียด เหมาะกับ ติดแสตมป์ดวง ซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่าพร้อมลงลายมือชื่อและวันที่ ตราสารมูลค่าอากรไม่สูง เช่น หนังสือมอบอำนาจ แสตมป์ดุน เจ้าหน้าที่ประทับตราดุนลงบนเอกสาร (วิธีเก่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว) เอกสารบางประเภทตามข้อกำหนดเดิม ชำระตัวเงิน (อ.ส.4) ยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากร เอกสารที่มีมูลค่าสูง หรือที่กำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ชำระออนไลน์ e-Stamp (อ.ส.9) ชำระผ่าน e-Filing สะดวกรวดเร็ว ได้ QR Code รับรอง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ตรวจสอบย้อนหลังได้  เอกสารและธุรกรรมที่ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง? กรมสรรพากรกำหนดตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ต่อไปนี้คือสัญญาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อยที่สุด พร้อมค่าอากร ผู้เสียอากร และผู้ขีดฆ่า อัตราอากรแสตมป์และตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ประเภทตราสาร อัตราอากร ผู้เสียอากร ผู้ขีดฆ่า ตัวอย่าง เช่าที่ดิน/โรงเรือน/สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ค่าเช่า 10,500 บาท = อากร 11 บาท จ้างทำของ 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง ผู้จ้าง ค่าจ้าง 15,500 บาท = อากร 16 บาท กู้ยืมเงิน 1 บาท / 2,000 บาท (สูงสุด 10,000) ผู้ให้กู้ ผู้กู้ กู้ 50,000 บาท = อากร 25 บาท เช่าซื้อทรัพย์สิน 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ เช่าซื้อรถ 800,000 บาท = อากร 800 บาท ใบรับเงิน (Receipt) 1 บาท / 200 บาท (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป) ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ออกใบรับ 50,000 บาท = อากร 250 บาท รายละเอียดของตราสารแต่ละประเภทที่พบบ่อย คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร – เปรียบเหมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยต้องมีข้อความ รายละเอียด และลายมือชื่อเหมือนต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับเสียอากร 5 บาท เช่น สัญญากู้ยืมต้นฉบับเสีย 25 บาท คู่ฉบับเสียเพียง 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ นอกจากสัญญาหลัก ๆ ข้างต้น ยังมีเอกสารประเภทอื่นที่เจ้าของธุรกิจอาจพบเจอได้เช่นกัน ข้อควรรู้: การคำนวณอากรแสตมป์จะไม่นำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มารวมด้วย เช่น  กรณีที่ได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ใช่ทุกเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บางกรณีได้รับยกเว้น เช่น จุดน่าสังเกตสำหรับ SMEs: ถ้าธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT แล้ว ใบเสร็จรับเงินจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ต้องเสียซ้ำ ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้มีอะไรบ้าง? ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามกฎหมาย ต่อไปนี้คือ 9 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญและข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาจะอธิบายขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ (e-Stamp) ให้ครบถ้วน ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ (e-Stamp) อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Stamp เป็นระบบที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 สามารถชำระได้ทั้งเอกสารแบบดิจิทัลและเอกสารกระดาษ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร มีขั้นตอนดังนี้ ข้อดีของ e-Stamp: ไม่ต้องเดินทาง ลดความเสี่ยงแสตมป์สูญหาย ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประวัติชำระย้อนหลังได้ และชำระได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำตราสารบ่อย ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังเกี่ยวกับอากรแสตมป์ การไม่เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและทางอาญา สรุปตามตารางด้านล่าง ระยะเวลาที่ล่าช้า เงินเพิ่ม (Surcharge) โทษปรับ (ทางอาญา) ไม่เกิน 15 วัน อากร + เงินเพิ่ม 1 เท่า – เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 2 เท่า (หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 5 เท่า (หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบ อากร + เงินเพิ่ม 6 เท่า (หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท ตัวอย่าง: คุณสมชายทำสัญญาจ้างรีโนเวทร้านอาหาร 300,000 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 300 บาท แต่ลืมจ่าย 4 เดือนผ่านไป (เกิน 90 วัน) คุณสมชายต้องจ่ายอากร 300 + เงินเพิ่ม 5 เท่า (1,500) รวม 1,800 บาท จากที่จ่ายแค่ 300 บาทตั้งแต่แรก การขอคืนหรือแก้ไข และอายุความที่ควรรู้ บางกรณีสามารถขอคืนอากรแสตมป์ได้ เช่น เสียอากรซ้ำซ้อน เสียเกินจำนวน ตราสารไม่มีผลใช้บังคับ (สัญญาถูกยกเลิกก่อนดำเนินการ) หรือชำระผิดประเภท โดยต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร อายุความในการเรียกเก็บ: กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรและเงินเพิ่มภายใน 10 ปีนับจากวันทำตราสาร จึงไม่ควรประมาทว่า “เรื่องเก่า ๆ จะไม่ถูกตรวจ” ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์เพิ่มเติม สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ได้อย่างถูกต้องและไม่พลาด มีข้อควรจำเพิ่มเติมดังนี้ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาท เอกสารอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่จัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสัญญา อย่าลืมตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเข้าข่ายต้องเสียอากรหรือไม่ และดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

14 min

งบการเงิน คืออะไร? สรุปเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจ

คำว่า งบการเงิน หลายคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว งบการเงินคือสิ่งที่บอกได้ชัดที่สุดว่าธุรกิจของคุณกำลังไปได้ดีหรือกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำไร เงินสด หรือหนี้สิน ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในงบการเงินทั้งหมด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ PEAK จะช่วยให้เข้าใจว่า งบการเงินคืออะไร มีอะไรบ้าง และควรดูตรงไหนถึงจะเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) คือรายงานสรุปภาพรวมทางการเงินของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร เหลือกำไรหรือขาดทุนแค่ไหน และตอนนี้มีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่ระดับใด การจัดทำและยื่นงบการเงิน เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด  แต่ในมุมของเจ้าของธุรกิจหลายราย อาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะอ่านไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงๆแล้ว งบการเงินคือเครื่องมือวัดสถานะธุรกิจที่สามารถนำไปพัฒนาและกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้เลย ทำไมงบการเงินถึงสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา เพิ่มพนักงาน ลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตัวเลขในงบการเงินคือข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ  ธนาคารและผู้ลงทุนมักพิจารณางบการเงินเป็นอันดับแรก หากงบชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง โอกาสได้รับการอนุมัติก็สูงขึ้น  งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และการบริหารจัดการที่ดี  การเห็นภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินอย่างชัดเจน ช่วยให้ธุรกิจควบคุมความเสี่ยงได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากงบการเงินจัดทำแบบเร่งรีบ ข้อมูลไม่ครบ หรือมีการแก้ไขย้อนหลังบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความน่าเชื่อถือของธุรกิจทันที 3 งบการเงินที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจ แม้รายละเอียดทางบัญชีจะมีหลายส่วน แต่โดยทั่วไปงบการเงินหลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้มี 3 งบสำคัญ 1. งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) งบแสดงฐานะการเงิน คือ งบที่แสดงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ว่าตอนนี้บริษัทมีอะไรอยู่บ้าง และเป็นหนี้ใครเท่าไร ในงบนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ  1.1) สินทรัพย์ คือสิ่งที่บริษัทครอบครองและสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แบ่งเป็น 1.2) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินของบริษัท ที่ต้องชำระคืน แบ่งเป็น 1.3) ส่วนของผู้ถือหุ้น คือส่วนที่เหลือหลังจากหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์ และยังรวมถึง ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันเสมอ หากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังเสี่ยงเกินไป งบดุลจึงช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจเราแข็งแรงแค่ไหนในวันนี้” 2. งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนเป็นงบที่เจ้าของธุรกิจมักสนใจมากที่สุด เพราะเป็นตัวบอกตรง ๆ ว่าธุรกิจ “กำไรหรือขาดทุน”  งบนี้แสดงโครงสร้างสำคัญ คือ  2.1) รายได้ 2.2) ค่าใช้จ่าย 2.3) กำไร ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำไรไม่เพิ่ม อาจหมายความว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ซึ่งเป็นจุดที่ต้องกลับมาทบทวนทันที  3. งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดเป็นตัวบอกว่าเงินสดเข้า-ออกจริงเท่าไร โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน 3.1) เงินสดจากการดำเนินงาน – เงินที่เกิดจากการทำธุรกิจปกติ เช่น  3.2) เงินสดจากการลงทุน – เงินที่ใช้ไปกับการซื้อเพื่อการลงทุน เช่น 3.3) เงินสดจากการจัดหาเงิน – เงินที่เกี่ยวกับการหาหรือจ่าย และแสดงความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนในบริษัท เช่น  เจ้าของธุรกิจควรดูงบการเงินหรือไม่ ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้นที่ต้องเข้าใจงบการเงิน แต่งบการเงิน คือ รายงานสุขภาพของธุรกิจ ที่เจ้าของต้องอ่านและทำความเข้าใจด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับทุกการตัดสินใจสำคัญ เช่น ขยายกิจการ ขอกู้เงิน เพิ่ม/ลดพนักงาน หรือการวางแผนควบคุมต้นทุน หากไม่ดูงบการเงิน ธุรกิจอาจดูมีกำไรบนกระดาษแต่ขาดเงินสด หรืออาจจะเติบโตแบบมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว  ปัญหาที่ธุรกิจมักเจอเกี่ยวกับงบการเงิน หลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาเรื่องยอดขาย แต่สะดุดเพราะข้อมูลบัญชีไม่เป็นระบบ ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ เมื่อข้อมูลต้นทางไม่ถูกต้อง งบการเงินที่จัดทำขึ้นก็อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ และส่งผลให้เจ้าของกิจการตัดสินใจผิดทิศทางได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้งบการเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ “เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกธุรกรรมประจำวัน และสรุปรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ สามารถดูการใช้งานโปรแกรม PEAK เพื่อดูงบการเงินเพิ่มเติม ทำให้การจัดทำงบการเงินไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป และเจ้าของธุรกิจสามารถดูภาพรวมได้เองตลอดเวลา ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน บัญชี เอกสาร และรายงานได้จากทุกอุปกรณ์ ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญแบบ Real-Time  ครบทุกฟังก์ชันที่ธุรกิจต้องการครอบคลุมตั้งแต่การออกเอกสารธุรกิจ ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินและรายงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลทางบัญชีถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และลดเวลาการทำงานลงอย่างเห็นได้ชัด  เก็บเอกสารอย่างปลอดภัย ไม่หาย ไม่สับสนด้วยระบบที่ช่วยจัดเก็บเอกสารต่าง ๆ แบบออนไลน์ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารตกหล่นหรือหาย และสามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน Cloud ระดับสากลข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบ Cloud ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและระบบยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication ช่วยให้คุณอุ่นใจว่าข้อมูลธุรกิจจะปลอดภัยและพร้อมใช้งานเสมอ  งบการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเข็มทิศสำคัญของธุรกิจ งบการเงินคือเครื่องมือที่บอกว่าธุรกิจของคุณกำลังเดินไปในทิศทางไหน กำไรจริงไหม เงินสดพอหรือเปล่า และฐานะการเงินแข็งแรงแค่ไหน ยิ่งคุณเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณก็ยิ่งตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น และหากมีระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้น การทำงบการเงินก็จะไม่ใช่เรื่องเครียดอีกต่อไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

31 min

งบการเงิน คืออะไร? วิธีดูงบก่อนวิเคราะห์ธุรกิจ สำหรับมือใหม่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือทำมาสักพัก คุณอาจเคยได้ยินคำว่า งบการเงิน ผ่านหูมาบ้าง แต่พอเปิดดูจริง ๆ กลับเจอตัวเลขเต็มไปหมด มีชื่อบัญชีที่อ่านแล้วงง ทำให้หลายคนเลือกปิดไฟล์แล้วปล่อยให้นักบัญชีจัดการไป แต่ความจริงแล้ว งบการเงิน คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารธุรกิจ มันเปรียบเหมือน “ใบตรวจสุขภาพ” ของกิจการ ที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงดีไหม มีเงินพอใช้หรือเปล่า กำไรจริง ๆ เท่าไหร่ และกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางไหนบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับงบการเงินตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีมาก่อน เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเข้าใจตัวเลขในกิจการของตัวเองมากขึ้น ก็อ่านตามได้เลย งบการเงิน คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ? งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปภาพรวมของฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ งบการเงิน จะบอกคุณว่า “ตอนนี้ธุรกิจมีเงินเท่าไหร่ เป็นหนี้เท่าไหร่ ขายของแล้วได้กำไรหรือขาดทุน และเงินสดในมือยังพอหมุนไหม” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง ธนาคาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยงบการเงินมีอะไรบ้างนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล), งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงินสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจอย่างไร? สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ SMEs งบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องส่งให้ราชการตามหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น หาอ่านงบการเงินได้จากที่ไหน และครอบคลุมช่วงเวลาใด? งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ส่วนธุรกิจทั่วไปที่เป็นนิติบุคคล สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+โดยทั่วไป งบการเงิน จะจัดทำเป็นรายปี ซึ่งรอบบัญชีส่วนใหญ่จะกำหนดตามปีปฏิทิน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่บางบริษัทอาจกำหนดรอบบัญชีต่างออกไปก็ได้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาสด้วย 5 องค์ประกอบงบการเงินมีอะไรบ้าง? 1. งบดุล (Balance Sheet) คืออะไร? งบดุล หรือชื่อทางการว่า งบฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่บอกคุณว่า “ณ วันนั้นวันนี้ ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันตามสมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ องค์ประกอบหลักและสิ่งที่งบดุลบอกเรา อัตราส่วนสำคัญและลักษณะของงบดุลที่ดี เวลาอ่านงบดุล มีอัตราส่วนที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจ เช่น งบดุลที่ดีควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนพอสมควร มีอัตราส่วนหนี้สินไม่สูงจนเกินไป และส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของได้ 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) บอกอะไรเราบ้าง? ถ้างบดุลบอกว่า “ตอนนี้มีอะไร” งบกำไรขาดทุนจะบอกว่า “ช่วงที่ผ่านมาทำเงินได้เท่าไหร่” โดยงบนี้จะแสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส กำไรแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? ในงบกำไรขาดทุน คุณจะเห็นกำไรหลายระดับ ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายต่างกัน ดังนี้ อัตราส่วนสำคัญและการอ่านแนวโน้มรายได้-ค่าใช้จ่าย เคล็ดลับในการอ่านงบกำไรขาดทุนคือ อย่าดูแค่ปีเดียว ลองเปรียบเทียบย้อนหลัง 2-3 ปี เพื่อดูว่ารายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ และกำไรสุทธิมีทิศทางเป็นอย่างไร 3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร? คืองบที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นงบที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า “เงินสดเข้า-ออกจากกิจการเท่าไหร่จริง ๆ” ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่อาจรวมรายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินจริงด้วย กระแสเงินสดต่างจากกำไรอย่างไร?  นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนสับสน “ทำไมมีกำไรแต่ไม่มีเงินสด?” คำตอบอยู่ตรงนี้: กำไร คำนวณตามหลักบัญชี ซึ่งรับรู้รายได้ทันทีที่เกิดการขาย แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน เช่น ขายสินค้าเป็นเครดิต 30 วัน รายได้จะถูกบันทึกในวันที่ขาย แต่เงินสดจะเข้ามาจริงอีก 30 วันข้างหน้า กระแสเงินสด ดูเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง ๆ เท่านั้น ธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือจนต้องปิดกิจการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงบกระแสเงินสดจึงสำคัญมาก 3 กิจกรรมหลักและวิธีตีความ 4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity) คืออะไร? งบนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนของเจ้าของ (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะมีรายละเอียด เช่น สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs งบนี้จะช่วยให้เห็นว่ามูลค่ากิจการในส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจกำลังสร้างมูลค่าให้กิจการได้ต่อเนื่อง 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) สำคัญอย่างไร? หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นเหมือน “คำอธิบายฉบับเต็ม” ของตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏในงบ โดยจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ถ้าคุณเห็นตัวเลขที่ดูผิดปกติในงบ ให้ลองอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะคำตอบมักอยู่ที่นั่น สรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงบการเงินแต่ละประเภท เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะสรุปให้เห็นว่างบการเงินมีอะไรบ้าง แต่ละประเภทบอกอะไร และมีประโยชน์อย่างไร ประเภทงบ บอกอะไร ช่วงเวลา คำถามสำคัญที่ตอบได้ งบดุล ฐานะทางการเงิน ณ วันใดวันหนึ่ง (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ) ณ วันที่ (Snapshot) ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือ? เป็นหนี้เท่าไหร่? งบกำไรขาดทุน ผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน) ช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) ขายแล้วกำไรหรือขาดทุน? งบกระแสเงินสด การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง (เข้า-ออก) ช่วงเวลาหนึ่ง เงินสดไหลเข้า-ออกเท่าไหร่? มีเงินพอหมุนไหม? งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น ความเปลี่ยนแปลงของส่วนเจ้าของ ช่วงเวลาหนึ่ง มูลค่าส่วนเจ้าของเพิ่มหรือลด? หมายเหตุประกอบงบ คำอธิบายเพิ่มเติมของตัวเลขในงบทั้งหมด ตามงบที่อ้างอิง รายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขคืออะไร? ความสัมพันธ์ระหว่างงบการเงินทั้งหมด งบการเงิน ทั้ง 5 ส่วนไม่ได้แยกกันอยู่อิสระ แต่เชื่อมโยงกันเหมือนเครือข่าย การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณอ่านงบการเงินได้อย่างมีมิติมากขึ้น งบแต่ละประเภทเชื่อมโยงกันอย่างไร ตัวอย่าง: ลองนึกภาพตามนี้: เมื่อธุรกิจขายสินค้าได้ กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มใน “กำไรสะสม” ในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น จากนั้นกำไรสะสมก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกที ขณะเดียวกัน เงินสดที่เข้ามาจริง (หรือยังไม่เข้า) จะถูกสะท้อนในงบกระแสเงินสด ตัวอย่าง: บริษัท ก. ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ต้นทุน 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 200,000 บาท เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจจากงบการเงินโดยการตั้งคำถามตามนี้ เมื่อเข้าใจงบแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการนำข้อมูลจากงบการเงินมาวิเคราะห์ “สุขภาพ” ของธุรกิจ ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเองเป็นประจำ 1. เงินสดพอใช้ไหม? อยู่รอดได้กี่เดือน? ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่าถ้าวันนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ธุรกิจจะอยู่ได้กี่เดือน ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็น Buffer สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 2. ธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มไหม? 3. รายได้ที่เห็น เป็นเงินจริงหรือยัง? ถ้าอยากรู้ว่าเงินที่เก็บไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ให้ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ลูกหนี้การค้า” ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี อาจต้องทบทวนว่าให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือเปล่า 4. ขยายแล้วดีขึ้น หรือแค่แบกภาระมากขึ้น? 5. มีอะไร “ผิดปกติ” ที่งบกำลังฟ้องอยู่ไหม? สัญญาณเตือนที่ควรระวัง สังเกตได้เบื้องต้นดังนี้ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรหยุดดูให้ลึกขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนนี้ PEAK มีบทความการเช็กงบการเงิน ให้คุณอ่านเพิ่มเติมต่อได้อีก  ประโยชน์และข้อจำกัดของงบการเงิน งบการเงิน ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบัญชีเท่านั้น แต่มีคนหลายกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงิน เช่น ข้อจำกัดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ แม้งบการเงิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ เช่น ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้งบการเงินประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น สภาพตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรม และข้อมูลภายในบริษัท เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ข้อควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินเพิ่มเติม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงิน มีข้อควรรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้ สุดท้ายนี้ การอ่านงบการเงิน อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นฐาน รู้ว่าแต่ละงบบอกอะไร และลองนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง คุณจะพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายกิจการ การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การวางแผนภาษี PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร สรุปข้อดี-ข้อเสีย และเหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง

คนอยากเปิดธุรกิจมักสงสัยว่าควรจดเป็น หจก. หรือ บจก. ดี ทั้งสองแบบเป็นนิติบุคคลเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่าย ภาษี และความรับผิดชอบต่างกัน บทความนี้ PEAK สรุปว่า หจก. คืออะไร ข้อดี ข้อเสีย พร้อมตารางเปรียบเทียบ 3 รูปแบบและขั้นตอนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คือนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คนร่วมกันลงทุนทำธุรกิจ ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP ชื่อต้องขึ้นต้นด้วย “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ตามด้วยชื่อกิจการเสมอ จุดสำคัญที่สุดคือ หจก. มีหุ้นส่วน 2 ประเภท ที่รับผิดชอบต่างกัน หุ้นส่วน 2 ประเภทใน หจก. หุ้นส่วนผู้จัดการ คือคนที่บริหารกิจการจริง มีอำนาจตัดสินใจและลงนามแทน หจก. แต่ต้อง รับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว ต้องมีอย่างน้อย 1 คน หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด คือคนที่ลงเงินอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์บริหาร แต่ข้อดีคือเสียได้มากสุดแค่เท่าที่ลงทุนไป ต้องมีอย่างน้อย 1 คนเช่นกัน หจก. ต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญยังไง ทั้งสองแบบคือ “ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน” เหมือนกัน แต่ต่างกัน 3 เรื่องหลักตามตาราง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หจก. ต้องจดทะเบียนไหม จดหรือไม่จดก็ได้ ต้องจดเท่านั้น ถ้าเป็นหนี้ ใครรับผิดชอบ ทุกคนรับผิดเท่ากัน ไม่มีข้อยกเว้น แบ่งได้ — คนบริหารรับผิดเต็ม คนลงเงินเสียแค่เท่าที่ลงทุน เปิดบัญชีธนาคารในนามห้างได้ไหม ถ้าไม่จดทะเบียน = ไม่ได้ ได้ ภาษี เสียในอัตราคนทั่วไป (สูงสุด 35%) เสียในอัตรานิติบุคคล (สูงสุด 20%) สรุป — ถ้าจริงจังกับธุรกิจ ควรจด หจก. เพราะน่าเชื่อถือกว่า เปิดบัญชีธนาคารได้ ออกใบกำกับภาษีได้ และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านการจดทะเบียน ด้านภาษี ตัวอย่าง กำไรยิ่งสูง ส่วนต่างภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลยิ่งมาก นอกจากนี้ หจก. ยังหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ไม่ต้องใช้อัตราเหมาเหมือนบุคคลธรรมดา ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีต่ำลง ด้านการบริหาร ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านความรับผิด ด้านการเงินและความน่าเชื่อถือ ด้านโครงสร้าง ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ หจก. หจก. เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไม่กี่คนและต้องการเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำ มักเป็นกิจการขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นบริหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หจก. ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องประมูลงานราชการ ระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก หรือมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต กรณีเหล่านี้ควรจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. vs บจก. vs บุคคลธรรมดา เลือกแบบไหนดี บุคคลธรรมดา หจก. บจก. ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ต้องจด ต้องจด (ขั้นตอนมากกว่า) ค่าจด ไม่มี ~1,000 บาท ~5,500 บาทขึ้นไป ภาษีสูงสุด 35% 20% 20% ต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้องจ้างทุกปี หานักลงทุนเพิ่มได้ไหม ยาก ยาก ออกหุ้นขายได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำ ปานกลาง สูง เหมาะกับใคร: อ้างอิง: ค่าจด หจก. ~1,000 บาท (DBD) / บจก. ~5,500+ บาท (DBD) ผู้สอบบัญชี: บจก. ต้องมีทุกปี (พ.ร.บ.การบัญชี 2543) / หจก. ทุนไม่เกิน 5 ล้าน ยกเว้น (คู่มือ DBD) อ่านเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ ทำธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแบบไหนดี ขั้นตอนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทั้งแบบ walk-in และออนไลน์ ใช้เวลาไม่นานถ้าเตรียมเอกสารครบ เอกสารที่ต้องเตรียม: หมายเหตุ : ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาอนุมัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับ DBD โดยตรง ใช้ PEAK จัดการบัญชี หจก. หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยจัดการครบจบในที่เดียว ฟีเจอร์ SMART Suggestion แนะนำรายการบัญชีอัตโนมัติ แม้ไม่มีพื้นฐานบัญชีก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับ หจก. ที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีแต่ยังต้องทำบัญชีให้ถูกต้อง สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หจก. ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร หจก. ย่อมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาษาอังกฤษคือ Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP เปิด หจก. ต้องมีกี่คน อย่างน้อย 2 คน โดยต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คน และหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน จดคนเดียวไม่ได้ หจก. ต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ต่างจาก บจก. ที่ต้องมีผู้สอบบัญชี (CPA) ทุกปี ทำให้ หจก. ประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ปีละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท อย่างไรก็ตาม หจก. ยังต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปีตามปกติ อยากเปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ทำได้ไหม แปลงสภาพโดยตรงไม่ได้ ต้องเลิกกิจการ หจก. เดิมก่อน (ชำระบัญชี จ่ายหนี้ แบ่งทรัพย์สิน) แล้วจดจัดตั้ง บจก. ใหม่ ดังนั้นถ้าคิดว่าธุรกิจจะเติบโตมาก ควรพิจารณาจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. จ่ายส่วนแบ่งกำไรยังไง หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ในหนังสือหุ้นส่วน ถ้าไม่ได้ระบุจะแบ่งตามสัดส่วนเงินลงทุน ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับต้องนำไปรวมเป็นรายได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษี ควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนจดทะเบียน หจก. เปิดบัญชีธนาคารยังไง ใช้หนังสือรับรองจาก DBD (อายุไม่เกิน 6 เดือน) + บัตรประชาชนหุ้นส่วนผู้จัดการ + ตราประทับบริษัท ไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แนะนำเปิดบัญชีกระแสรายวันแยกจากบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ทำบัญชีง่ายขึ้น หจก. ต้องส่งงบการเงินที่ไหน ต้องส่งงบการเงินประจำปีต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี นอกจากนี้ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ กรมสรรพากร ปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปี ภ.ง.ด.51 + สิ้นปี ภ.ง.ด.50) หจก. ต้องทำบัญชีไหม ต้องทำบัญชี หจก. เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชีและปิดงบทุกปี ดูรายละเอียดการส่งงบได้ที่ FAQ ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

8 min

SWIFT Code คืออะไร? รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย

ถ้าคุณต้องโอนเงินไปต่างประเทศหรือรับเงินจากต่างประเทศ สิ่งที่ธนาคารจะถามคือ “SWIFT Code” ของธนาคารปลายทาง บทความนี้ PEAK รวม SWIFT Code ของทุกธนาคารในไทยไว้ที่เดียว พร้อมวิธีเช็คและข้อควรรู้ก่อนโอน SWIFT Code คืออะไร SWIFT Code (หรือ BIC Code) คือรหัสประจำตัวของธนาคารที่ใช้ระบุตัวตนในระบบการเงินระหว่างประเทศ ย่อมาจาก Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication เป็นมาตรฐานกลางที่ธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ร่วมกัน ถ้าใส่ SWIFT Code ผิด เงินอาจส่งไปผิดที่หรือถูกตีกลับ SWIFT Code ประกอบด้วยอะไรบ้าง  SWIFT Code มี 8 หรือ 11 ตัวอักษร แต่ละส่วนมีความหมายดังนี้  ตำแหน่ง ความหมาย ตัวอย่าง (กสิกรไทย) ตัวที่ 1-4 รหัสธนาคาร KASI (Kasikornbank) ตัวที่ 5-6 รหัสประเทศ TH (Thailand) ตัวที่ 7-8 รหัสที่ตั้ง (เมือง) BK (Bangkok) ตัวที่ 9-11 รหัสสาขา (ถ้ามี) XXX หรือไม่ระบุ = สำนักงานใหญ่ ดังนั้น SWIFT Code ของธนาคารกสิกรไทย คือ KASITHBK (8 หลัก = สำนักงานใหญ่) รวมรหัส SWIFT Code ทุกธนาคารในไทย  ธนาคารกรุงเทพ — SWIFT Code: BKKBTHBK ธนาคารกสิกรไทย — SWIFT Code: KASITHBK ธนาคารไทยพาณิชย์ — SWIFT Code: SICOTHBK ธนาคารกรุงไทย — SWIFT Code: KRTHTHBK ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) — SWIFT Code: TMBKTHBK ธนาคารกรุงศรีอยุธยา — SWIFT Code: AYUDTHBK ธนาคารเกียรตินาคินภัทร — SWIFT Code: KKPBTHBK ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย — SWIFT Code: UBOBTHBK ธนาคารยูโอบี — SWIFT Code: UOVBTHBK ธนาคารไทยเครดิต — SWIFT Code: THCETHB1 ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ — SWIFT Code: LAHRTHB1 ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) — SWIFT Code: ICBKTHBK ธนาคารเฉพาะกิจ (ของรัฐ) ธนาคารออมสิน — SWIFT Code: GSBATHBK ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ (ธ.ก.ส.) — SWIFT Code: BAABTHBK ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย — SWIFT Code: TIBTTHBK ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) — SWIFT Code: GHBATHBK หมายเหตุ : รหัสในตารางเป็นรหัสสำนักงานใหญ่ (8 หลัก) ใช้ได้กับการโอนเงินเข้าบัญชีทุกสาขาทั่วประเทศ ควรตรวจสอบกับธนาคารปลายทางอีกครั้งก่อนโอน  SWIFT Code ดูตรงไหน  ถ้าไม่แน่ใจว่า SWIFT Code ของธนาคารที่ใช้อยู่คืออะไร มี 3 วิธีเช็คได้ง่ายๆ โอนเงินผ่าน SWIFT ใช้เวลากี่วัน  การโอนเงินผ่านระบบ SWIFT ระยะเวลาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ค่าธรรมเนียม แต่ละธนาคารคิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและประเทศปลายทาง ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนทำรายการ สรุป ถ้าธุรกิจของคุณรับหรือจ่ายเงินต่างประเทศเป็นประจำ PEAK Account ช่วยบันทึกรายการโอนเงินต่างประเทศ กระทบยอดกับ Bank Statement และจัดทำรายงานภาษีให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) SWIFT Code กับ BIC Code ต่างกันไหม เหมือนกัน SWIFT Code คือชื่อที่คนทั่วไปเรียก ส่วน BIC Code (Bank Identifier Code) คือชื่อทางการตามมาตรฐาน ISO 9362 ใช้แทนกันได้ ต้องใช้ SWIFT Code ทุกครั้งที่โอนเงินต่างประเทศไหม ใช่ ทุกครั้งที่โอนเงินระหว่างประเทศผ่านธนาคาร ต้องระบุ SWIFT Code ของธนาคารปลายทาง แต่ถ้าใช้บริการโอนเงินออนไลน์ เช่น Wise หรือ PayPal ระบบอาจกรอก SWIFT Code ให้อัตโนมัติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

4 มิ.ย. 2026

PEAK Account

18 min

ไทยช่วยไทยพลัส สรุปสำหรับร้านค้า รัฐจ่าย 60% คุณจ่าย 40% 

โครงการไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้สิทธิ์แล้วตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 ร้านค้าหลายแห่งเริ่มรับเงินจากลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ผ่านแอปเป๋าตัง แต่คำถามที่ตามมาคือ “รายได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษีไหม?” และ “บันทึกบัญชียังไง?” บทความนี้ PEAK สรุปทุกเรื่องที่ร้านค้าและผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่โครงการคืออะไร เงื่อนไขร้านค้า วิธีใช้สิทธิ์ เรื่องภาษีที่ต้องระวัง และวิธีบันทึกบัญชีรายรับจากโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร ไทยช่วยไทยพลัส คือโครงการช่วยลดค่าครองชีพจากรัฐบาล ในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 โดยรัฐจ่ายให้ 60% ของค่าสินค้าและบริการ ประชาชนจ่ายเอง 40% ใช้ผ่านแอป “เป๋าตัง” ฝั่งลูกค้า และแอป “ถุงเงิน” ฝั่งร้านค้า สิทธิ์ที่ได้: รัฐจ่ายให้สูงสุด 4,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ  ใช้ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. รัฐจ่ายให้ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ถ้าเดือนไหนใช้ไม่หมด วงเงินจะไม่ทบไปเดือนถัดไป (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) ไทยช่วยไทยพลัส ต่างจากคนละครึ่งพลัสยังไง  หลายคนสับสนว่าเป็นโครงการเดียวกันหรือไม่ จริงๆ แล้ว ไทยช่วยไทยพลัส คือการรวมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าด้วยกัน จุดต่างหลักคือ เปรียบเทียบ คนละครึ่งพลัส ไทยช่วยไทยพลัส สัดส่วนร่วมจ่าย 50/50 60/40 (รัฐจ่ายมากกว่า) วงเงินต่อคน 2,000 บาท 4,000 บาท ช่วงเวลาใช้สิทธิ์ สิ้นสุดแล้ว 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 แอปที่ใช้ เป๋าตัง + ถุงเงิน เป๋าตัง + ถุงเงิน (เหมือนกัน) เงื่อนไขร้านค้านิติบุคคล รายได้ ≤1.8 ล้าน รายได้ ≤1.8 ล้าน (เหมือนกัน) เงื่อนไขสำหรับร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส  ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ ตามประกาศจากทำเนียบรัฐบาล ร้านค้าที่เข้าร่วมไม่ได้ ร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ และร้านที่รับของจากคนอื่นมาวางขายแบบตัวแทน (ไม่ได้ซื้อขาดมาเป็นของตัวเอง) เช่น รับฝากขายสินค้าแล้วหักค่าคอมมิชชัน ร้านค้ารับเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ต้องเสียภาษีไหม  ต้องนำมารวมเป็นรายได้ตามปกติ เงินที่ร้านค้าได้รับจากโครงการ (ทั้งส่วนที่ลูกค้าจ่าย 40% + ส่วนที่รัฐจ่าย 60%) ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าและบริการตามหลักภาษี ไม่ใช่เงินให้เปล่าจากรัฐ อย่างไรก็ตาม รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ข้อมูลจากแอปถุงเงินไม่ถูกส่งให้กรมสรรพากร (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) ถึงแม้ข้อมูลจะไม่ถูกส่งโดยตรง แต่สรรพากรมีสิทธิ์ตรวจสอบย้อนหลังหากพบความผิดปกติของบัญชีธนาคาร ดังนั้นการยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงปลอดภัยที่สุด  ข้อมูลภาษีทั่วไป — ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะ  ร้านค้าบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายผ่านโครงการ จัดเป็น เงินได้ประเภท 40(8) คือรายได้จากการค้า สิ้นปีต้องนำมายื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือเหมา 60% แล้วแต่อย่างไหนประหยัดภาษีกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง: ร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 80,000 บาท + รายได้นอกโครงการ 320,000 บาท รวมปีละ 400,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 240,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 160,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือ 100,000 บาท → เสียภาษี 5% = 5,000 บาท สิ่งที่ต้องเก็บ: หลักฐานรายรับรายจ่าย เช่น ประวัติรับเงินจากแอปถุงเงิน ใบเสร็จซื้อวัตถุดิบ เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี สำหรับกรณีสรรพากรขอตรวจ ร้านค้านิติบุคคล รายได้จากโครงการรวมเป็นรายได้ของกิจการ ยื่น ภ.ง.ด.50 (ปี) และ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ตามปกติ สำหรับนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการ รายได้ต้อง ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี (เงื่อนไขโครงการ) ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ SME ที่เสียภาษีเงินได้อัตราพิเศษ อัตราภาษีนิติบุคคล SME (ทุนจดทะเบียน ≤5 ล้าน + รายได้ ≤30 ล้าน): กำไรสุทธิ 0-300,000 บาท = ยกเว้นภาษี / 300,001-3,000,000 บาท = 15% / เกิน 3 ล้าน = 20% ดังนั้นร้านค้านิติบุคคลที่รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไรไม่เกิน 300,000 บาท จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย  ตัวอย่าง: ร้านขายเครื่องดื่ม (ชื่อสมมุติ) จดเป็นบริษัทจำกัด รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 200,000 บาท + รายได้อื่น 600,000 บาท รวม 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจริง 550,000 บาท กำไรสุทธิ 250,000 บาท → ไม่ต้องเสียภาษี (กำไรไม่เกิน 300,000 บาท)   ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท  ถ้ารายได้จากการขายทั้งหมด (ไม่ใช่แค่จากโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่เนื่องจากเงื่อนไขโครงการกำหนดให้นิติบุคคลที่เข้าร่วมต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน จึงส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดาที่ขายดีมาก ถ้ารายได้รวมทั้งปี (จากโครงการ + นอกโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาท ให้ปรึกษาสรรพากรพื้นที่เรื่องการจด VAT เพราะถ้ารายได้เกินเกณฑ์แล้วไม่จด อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ สรุปเรื่องภาษีสำหรับร้านค้า: รายได้จากไทยช่วยไทยพลัสไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่เป็นค่าสินค้า/บริการที่รัฐจ่ายแทนลูกค้า ต้องบันทึกเป็นรายได้ตามปกติ ข้อดีคือข้อมูลจากถุงเงินไม่ถูกส่งให้สรรพากรโดยตรง แต่ร้านค้ายังมีหน้าที่ยื่นภาษีด้วยตัวเอง วิธีบันทึกบัญชีรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส  ตัวอย่างบันทึกบัญชี สมมุติร้านขายของชำ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้ลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 500 บาท รายการ เดบิต เครดิต เงินสด/ธนาคาร (ส่วนลูกค้าจ่าย 40%) 300 ลูกหนี้โครงการรัฐ (ส่วนรัฐจ่าย 60%) 200 รายได้จากการขาย 500 เมื่อรัฐโอนเงินส่วน 60% เข้าบัญชี  รายการ เดบิต เครดิต เงินสด/ธนาคาร 200 ลูกหนี้โครงการรัฐ 200 จุดสำคัญ: บันทึกรายได้ เต็มจำนวน 500 บาท ณ วันที่ขาย ไม่ใช่บันทึกแค่ 200 บาทที่ได้เงินสดจริง เพราะร้านค้ามีสิทธิ์ได้รับเงินจากรัฐส่วนที่เหลืออยู่แล้ว เคล็ดลับสำหรับร้านค้าที่รับเงินจากหลายช่องทาง: ถ้าร้านรับทั้งเงินสด เงินโอน และเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ควรแยกบันทึกให้ชัด เพื่อง่ายต่อการกระทบยอดและยื่นภาษี ใช้ PEAK บันทึกรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส   PEAK Account รองรับการบันทึกรายรับจากหลายช่องทาง รวมถึงเงินที่รับผ่านโครงการรัฐ สร้างใบเสร็จรับเงินพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลไปยังรายงานภาษีได้ในขั้นตอนเดียว สิ่งที่ PEAK ช่วยได้สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ: นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับรายงานภาษีและใบกำกับภาษี ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด วิธีใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส (รัฐจ่าย 60% / คุณจ่าย 40%)  ขั้นตอนฝั่งร้านค้าง่ายมาก ข้อจำกัดที่ร้านค้าต้องรู้: ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะเวลา 06.00-23.00 น. เท่านั้น ห้ามใช้ซื้อสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และบัตรกำนัล วิธีคิด 60/40 คิดยังไง หลายคนงงว่า “รัฐจ่าย 60% ฉันจ่าย 40%” คำนวณยังไง วิธีคิดง่ายมาก สูตร: ยอดซื้อ × 0.4 = ส่วนที่ลูกค้าจ่าย / ยอดซื้อ × 0.6 = ส่วนที่รัฐจ่าย ยอดซื้อจริง ลูกค้าจ่าย (40%) รัฐจ่ายให้ (60%) ร้านค้าได้รับ 50 บาท 20 บาท 30 บาท 50 บาท 100 บาท 40 บาท 60 บาท 100 บาท 200 บาท 80 บาท 120 บาท 200 บาท 333 บาท 133 บาท 200 บาท (ชนเพดานวัน) 333 บาท 500 บาท 300 บาท 200 บาท (ชนเพดาน) 500 บาท จุดสำคัญ: รัฐจ่ายสูงสุด 200 บาท/วัน ถ้าซื้อเกิน 333 บาท ส่วนเกินลูกค้าต้องจ่ายเองทั้งหมด เช่น ซื้อ 500 บาท → รัฐจ่าย 200 (ชนเพดาน) + ลูกค้าจ่าย 300 พูดง่ายๆ: ซื้อไม่เกิน 333 บาท/วัน = คุ้มสุด เพราะรัฐจ่ายให้เต็ม 60% ตัวอย่างจริง: ลูกค้าซื้ออาหารจากร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) 200 บาท ลูกค้าควักกระเป๋าจ่ายแค่ 80 บาท รัฐจ่ายให้ร้านอีก 120 บาท ร้านได้รับเงินครบ 200 บาทเต็ม  ใช้สิทธิ์ได้วันละเท่าไหร่ กี่วันหมด  วงเงินที่รัฐจ่ายให้ 4,000 บาท/คน ตลอดโครงการ มีเพดานจำกัดดังนี้ (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) เพดาน รัฐจ่ายสูงสุด ลูกค้าจ่ายขั้นต่ำ ยอดซื้อรวมสูงสุด ต่อวัน 200 บาท ~133 บาท ~333 บาท ต่อเดือน 1,000 บาท ~667 บาท ~1,667 บาท ตลอดโครงการ 4,000 บาท ~2,667 บาท ~6,667 บาท ใช้กี่วันหมด? ถ้าซื้อวันละ 333 บาท (ใช้สิทธิ์รัฐเต็มวันละ 200) = 5 วันก็ครบเพดานเดือน (200 × 5 = 1,000) ใช้เต็มทุกเดือน 4 เดือน = หมดพอดี 4,000 บาท สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้: ใช้ยังไงให้คุ้ม (มุมร้านค้า): รัฐจ่ายให้ลูกค้าสูงสุดวันละ 200 บาท ดังนั้นยอดซื้อที่คุ้มสุดคือ ไม่เกิน 333 บาท/วัน เพราะรัฐจ่ายเต็ม 60% ถ้าร้านตั้งราคาเซ็ตอาหารหรือสินค้าในช่วง 200-333 บาท ลูกค้าจะใช้สิทธิ์ได้เต็มที่และมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำ สรุป ไทยช่วยไทยพลัส สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้  คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับไทยช่วยไทยพลัส  ไทยช่วยไทยพลัส ใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. ทุกวัน สิทธิ์ 4,000 บาทต่อคนแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกเริ่มแล้ว ถ้าเฟสแรกหมดก่อนต้องรอเฟสถัดไป ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ www.ไทยช่วยไทยพลัส.th หรือโทร 0 2111 1122 รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส นับรวมเป็นรายได้ 1.8 ล้านไหม นับรวม รายได้ทั้งหมดที่ร้านค้าได้รับ (ทั้งจากโครงการและนอกโครงการ) นำมารวมเป็นรายได้ทั้งปี ถ้าเกิน 1.8 ล้านบาท อาจต้องจด VAT ส่วนนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านอยู่แล้ว (เงื่อนไขโครงการ) สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดา ไม่มีเพดานรายได้ จึงอาจเกิน 1.8 ล้านได้ หากเกินต้องพิจารณาจด VAT รับเงินจากโครงการแล้ว ต้องออกใบเสร็จให้ลูกค้าไหม ร้านค้าควรออกใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงินเหมือนการขายปกติ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชีและยื่นภาษี โดยระบุยอดขายเต็มจำนวน (เช่น 500 บาท) ไม่ใช่แค่ส่วนที่ลูกค้าจ่ายจริง (200 บาท) เพราะร้านค้าได้รับรายได้ครบ 500 บาทจริง แม้จะมาจาก 2 แหล่ง (ลูกค้า 40% + รัฐ 60%)