ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าลิขสิทธิ์ คิดภาษีอย่างไร อัตราตามผู้รับเงิน ตัวอย่างคำนวณ บันทึกบัญชี และ VAT

ค่าลิขสิทธิ์ คืออะไร? และคิดภาษีอย่างไร? ค่าลิขสิทธิ์ หรือ Royalty Fee คือ เงินที่จ่ายเพื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต หรือสิทธิแฟรนไชส์ ประมวลรัษฎากรจัดเงินก้อนนี้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง อัตราที่ต้องหักไม่ได้มีตัวเลขเดียว ขึ้นกับว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท และอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหัก 3% กับทุกคน ซึ่งถูกเฉพาะกรณีผู้รับเป็นบริษัทในไทย สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณเจน เจ้าของบริษัทร้านกาแฟ ที่จ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ คือ ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ให้คุณโอ๊ตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้านให้บริษัทในไทย และค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขาให้บริษัทในญี่ปุ่น เงินได้มาตรา 40(3) ครอบคลุมอะไรบ้าง? มาตรา 40(3) ครอบคลุมค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ในทางปฏิบัติจึงรวมหลายรายการที่ SME จ่ายอยู่แล้วโดยไม่ได้เรียกชื่อแบบนี้ คำว่า “ค่าลิขสิทธิ์” กับ “ค่าสิทธิ” ในทางภาษีจึงอยู่ในเงินได้ประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแยกอัตรา สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือผู้รับเงินเป็นใคร ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? อัตราขึ้นกับผู้รับเงิน 4 กลุ่ม ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME ของกรมสรรพากร ผู้รับเงิน อัตราหัก แบบที่ยื่น บุคคลธรรมดาผู้อยู่ในประเทศไทย อัตราก้าวหน้า 5–35% คำนวณตามมาตรา 50(1) ภ.ง.ด.2 บุคคลธรรมดาที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 15% ภ.ง.ด.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในไทย 3% ภ.ง.ด.53 นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย 15% หรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภ.ง.ด.54 ทุกแบบต้องยื่นและนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน ถ้าผู้รับเป็นมูลนิธิหรือสมาคม อัตราหักเป็น 10% ตามคู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร จ่ายให้บริษัทในไทย หัก 3% กรณีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด หัก 3% จากยอดก่อน VAT ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ และยื่น ภ.ง.ด.53 ความต่างของแบบ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.3 ต่างกันอย่างไร จ่ายให้บุคคลธรรมดาในไทย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาไม่ได้หักอัตราคงที่ แต่ต้องคำนวณเหมือนหักภาษีเงินเดือน คือประมาณเงินได้ทั้งปีจากผู้จ่ายรายนี้ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่จ่าย ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น คือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักตามจริง ตามหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากร ภาษีที่หักไว้ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้ต่างประเทศ หัก 15% Royalty ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี 15% ตามมาตรา 70 และยื่น ภ.ง.ด.54 รายละเอียดของแบบนี้อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.54 คืออะไร อัตรา 15% ลดลงได้ถ้าไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้รับ และอนุสัญญานั้นกำหนดอัตราค่าสิทธิไว้ต่ำกว่า แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น ข้อ 12 กำหนดภาษีค่าสิทธิไว้ไม่เกิน 15% บริษัทของคุณเจนจึงยังต้องหักเต็มอัตรา ควรเปิดข้อ “ค่าสิทธิ” ของอนุสัญญาประเทศนั้นทุกครั้งก่อนจ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่? ต้องพิจารณา เพราะการให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระ VAT แยกเป็น 2 กรณีตามที่อยู่ของผู้รับเงิน ผู้รับเงิน ใครรับผิดชอบ VAT ผู้จ่ายต้องทำอะไร อยู่ในไทยและจดทะเบียน VAT ผู้รับเงินออกใบกำกับภาษี จ่าย VAT 7% และใช้เป็นภาษีซื้อได้ อยู่ในไทยแต่ไม่ได้จด VAT ไม่มี VAT ไม่ต้องจ่าย VAT อยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายในไทยนำส่งแทน ยื่น ภ.พ.36 และนำส่ง VAT 7% กรณีต่างประเทศ ภาษีที่ชำระตาม ภ.พ.36 นำไปเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้ชำระแล้ว ตามข้อหารือของกรมสรรพากร เพราะใบเสร็จของกรมสรรพากรใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ ภาษีซื้อจึงเกิดในเดือนที่ชำระ ไม่ใช่เดือนที่จ่ายค่าสิทธิ ความต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.พ.36 คืออะไร ตัวอย่างการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้ง 3 กรณี กลับมาที่บริษัทของคุณเจน ซึ่งจดทะเบียน VAT แล้ว ในเดือนมกราคม 2570 มีรายการจ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ กรณีที่ 1 จ่ายบริษัทในไทย ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน 100,000 บาท บวก VAT ผู้ขายจดทะเบียน VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิก่อน VAT 100,000 VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 หัก ณ ที่จ่าย 3% 100,000 × 3% 3,000 ยอดโอนให้ผู้รับ 100,000 + 7,000 − 3,000 104,000 คุณเจนยื่น ภ.ง.ด.53 นำส่ง 3,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้บริษัทผู้รับ กรณีที่ 2 จ่ายบุคคลธรรมดาในไทย ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ของคุณโอ๊ต เดือนละ 30,000 บาท ทั้งปี 360,000 บาท สมมติคุณโอ๊ตแจ้งใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว และไม่ได้จด VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เงินได้ทั้งปีจากบริษัทของคุณเจน 30,000 × 12 360,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 360,000 × 50% = 180,000 ใช้เพดาน 100,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เงินได้สุทธิ 360,000 − 100,000 − 60,000 200,000 ภาษีทั้งปี 150,000 แรกยกเว้น · 50,000 × 5% 2,500 หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน 2,500 ÷ 12 208.33 ยอดโอนให้คุณโอ๊ตต่อเดือน 30,000 − 208.33 29,791.67 ถ้าหัก 3% ตามที่เข้าใจผิด คุณเจนจะหักเดือนละ 900 บาท มากกว่าที่ควรเกือบ 4 เท่า และยื่นผิดแบบ ตัวเลขจริงของแต่ละรายขึ้นกับเงินได้และค่าลดหย่อนที่ผู้รับแจ้ง กรณีที่ 3 จ่ายบริษัทในญี่ปุ่น ค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขา 500,000 บาท ผู้รับไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิ 500,000 หัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.54) 500,000 × 15% 75,000 ยอดโอนไปญี่ปุ่น 500,000 − 75,000 425,000 VAT นำส่งแทน (ภ.พ.36) 500,000 × 7% 35,000 คุณเจนต้องยื่น 2 แบบภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2570 คือ ภ.ง.ด.54 นำส่ง 75,000 บาท และ ภ.พ.36 นำส่ง 35,000 บาท ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน แล้วนำ VAT 35,000 บาทไปเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ชำระ บันทึกบัญชีค่าลิขสิทธิ์อย่างไร? บันทึกยอดค่าสิทธิเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนก่อนหักภาษี และบันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่ง ตัวอย่างจากกรณีที่ 1 และ 3 ของคุณเจน วันจ่ายเงินกรณีที่ 1 (บริษัทในไทย) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 100,000 ภาษีซื้อ 7,000 เงินฝากธนาคาร 104,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 3,000 วันจ่ายเงินกรณีที่ 3 (บริษัทในญี่ปุ่น) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 500,000 เงินฝากธนาคาร 425,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 วันยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 บัญชี เดบิต เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 ภาษีซื้อ 35,000 เงินฝากธนาคาร 110,000 VAT ตาม ภ.พ.36 บันทึกเป็นภาษีซื้อในวันที่ชำระ เพราะเป็นวันที่ได้หลักฐานจากกรมสรรพากร ถ้าบันทึกตั้งแต่วันจ่ายค่าสิทธิ ภาษีซื้อในบัญชีจะไม่ตรงกับเดือนที่ใช้ใน ภ.พ.30 ขั้นตอนยื่นแบบภาษีเมื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ อัตราหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ประเภทอื่นดูรวมได้ที่หน้า อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ PEAK ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ จากประสบการณ์ ปัญหาที่พบบ่อยของ SME ไม่ใช่การคำนวณ 15% ผิด แต่เป็นการลืมยื่น ภ.พ.36 เพราะคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจบ สรุป – ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายต้องจำอะไรบ้าง? ค่าลิขสิทธิ์ไม่มีอัตราหักเดียว ผู้จ่ายต้องเริ่มจากถามว่าผู้รับเป็นใคร แล้วเลือกอัตรา แบบที่ยื่น และภาระ VAT ให้ตรงกรณี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ ค่าแฟรนไชส์ และค่าใช้แบรนด์ของปีนี้ออกมา แล้วเช็กว่าผู้รับแต่ละรายถูกหักด้วยอัตราและแบบที่ถูกต้องหรือไม่ รายการค่าสิทธิมักจ่ายซ้ำทุกเดือนให้ผู้รับเดิม ถ้าต้องจำอัตราและแบบเองทุกครั้งจะพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมภาษีหัก ณ ที่จ่าย และพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษีได้จากหน้าข้อมูลการชำระของเอกสารนั้น ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่าย ค่าซอฟต์แวร์รายเดือนต้องหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือนไหม? ต้องหักทุกครั้งที่จ่าย ถ้าจ่ายรายเดือนก็หักและยื่นแบบทุกเดือน เช่น จ่ายค่าใช้ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในไทยเดือนละ 10,000 บาท ต้องหักเดือนละ 300 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกเดือน ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น? ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ไม่ได้หักตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่งตามมาตรา 27 ถ้ายื่นแบบช้ายังมีเบี้ยปรับและค่าปรับเพิ่ม ค่าแฟรนไชส์ถือเป็นค่าลิขสิทธิ์ไหม? ถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้แบรนด์ ระบบ หรือสูตร อัตราหักจึงเป็นไปตามผู้รับ คือ 3% ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย และคำนวณตามอัตราก้าวหน้าถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา จ่ายค่าสิทธิให้มูลนิธิหรือสมาคมหักเท่าไร? หัก 10% และยื่น ภ.ง.ด.53 ยกเว้นมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นตามมาตรา 47(7)(ข) ค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการหักภาษีต่างกันไหม? ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย ทั้งสองแบบหัก 3% เท่ากัน แต่ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรืออยู่ต่างประเทศ ประเภทเงินได้มีผลต่ออัตรา วิธีคำนวณ และแบบที่ยื่น จึงต้องดูสัญญาว่าจ่ายเพื่อใช้สิทธิหรือจ่ายเพื่อให้ทำงานให้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เครื่องหมายการค้า คืออะไร ทำไม SME ต้องจด TM ก่อนโดนก๊อป

สร้างแบรนด์มาตั้งนาน แต่วันดีคืนดีมีคนเอาชื่อไปใช้ แล้วคุณทำอะไรไม่ได้เลย เพราะยังไม่ได้จดเครื่องหมายการค้า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับ SME ไทยหลายราย สิ่งนี้เป็นเกราะป้องกันแบรนด์ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจทุกขนาด บทความนี้จะพาคุณเข้าใจครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เครื่องหมายการค้าคืออะไร ทำไมต้องจด ขั้นตอนจดทะเบียน ค่าใช้จ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีที่หลายคนไม่รู้ เครื่องหมายการค้า (Trademark) คืออะไร เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นแตกต่างจากของคนอื่น อาจเป็นชื่อ โลโก้ รูปภาพ คำ ตัวอักษร ตัวเลข ลายเซ็น สี เสียง หรือรูปร่างของสินค้าก็ได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (กฎหมายเครื่องหมายการค้า) พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่ทำให้ลูกค้า “จำแบรนด์คุณได้” สามารถจดเป็น Trademark ได้ทั้งนั้น เช่น ชื่อร้าน โลโก้ หรือแม้แต่เสียงจิงเกิลโฆษณา เครื่องหมายการค้ามีกี่ประเภท กฎหมายไทยแบ่งเครื่องหมายออกเป็น 4 ประเภท ประเภท ใช้กับ ตัวอย่าง เครื่องหมายการค้า (Trademark) สินค้า โลโก้บนสินค้าที่ขาย เครื่องหมายบริการ (Service Mark) บริการ โลโก้ร้านอาหาร สำนักงานบัญชี เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) รับรองคุณภาพ มอก. อย. ฮาลาล เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) กลุ่ม/สมาคม เครื่องหมายสมาคมผู้ผลิตอาหาร สำหรับ SME ส่วนใหญ่จะใช้ “เครื่องหมายการค้า” หรือ “เครื่องหมายบริการ” เป็นหลัก สัญลักษณ์ TM กับ ® ต่างกันอย่างไร TM (Trademark) คือสัญลักษณ์ที่ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน เป็นการประกาศว่า “นี่คือเครื่องหมายการค้าของเรา” แต่ไม่มีผลคุ้มครองทางกฎหมาย ® (Registered) คือสัญลักษณ์ที่ใช้ได้เฉพาะเครื่องหมายที่ผ่านการจดทะเบียนแล้ว มีผลคุ้มครองทางกฎหมายเต็มที่ ใครละเมิดสามารถฟ้องร้องได้ เครื่องหมายการค้า vs ลิขสิทธิ์ vs สิทธิบัตร ต่างกันยังไง หลายคนสับสนว่าสามอย่างนี้ต่างกันอย่างไร สรุปสั้นๆ ในตาราง รายการ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร คุ้มครองอะไร ชื่อ โลโก้ แบรนด์ ผลงานสร้างสรรค์ (เพลง หนังสือ ซอฟต์แวร์) สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ต้องจดทะเบียนไหม ต้องจด จึงจะคุ้มครอง คุ้มครองอัตโนมัติทันทีที่สร้าง ต้องจด ระยะเวลา 10 ปี ต่ออายุได้ไม่จำกัด ตลอดชีวิต + 50 ปี 20 ปี (ต่อไม่ได้) หน่วยงาน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับ SME ที่สร้างแบรนด์ สิ่งที่ต้องจดก่อนเลยคือ “เครื่องหมายการค้า” เพราะถ้าไม่จด คนอื่นอาจจดชื่อแบรนด์คุณไปก่อนได้ ทำไม SME ต้องจดเครื่องหมายการค้า 3 เหตุผลที่ไม่จดแล้วจะเสียโอกาส การจด Trademark ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจใหญ่เท่านั้น SME ที่เพิ่งเริ่มต้นยิ่งต้องจด เพราะแบรนด์คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ 1. ป้องกันคนอื่นใช้ชื่อหรือโลโก้เดียวกัน เมื่อจดทะเบียนแล้ว คุณมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายนั้นกับสินค้าหรือบริการที่จดไว้ ไม่มีใครสามารถใช้ชื่อหรือโลโก้ที่เหมือนหรือคล้ายกันได้ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) 2. มีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ถ้ามีคนลอกเลียนแบรนด์คุณ คุณสามารถฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ ตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า ผู้ละเมิดอาจถูกจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียน คุณจะฟ้องร้องใครไม่ได้เลย แม้จะใช้ชื่อนั้นมาก่อน 3. สร้างมูลค่าให้แบรนด์ที่จับต้องได้ทางบัญชี Trademark ที่จดทะเบียนแล้วสามารถบันทึกเป็น “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” (Intangible Asset) ในงบการเงินของบริษัทได้ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทเวลาขอสินเชื่อหรือหาผู้ร่วมทุน นอกจากนี้ Trademark ยังอนุญาตให้คนอื่นใช้ได้ (License) เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม หรือโอนขายได้เหมือนทรัพย์สินทั่วไป เหตุผลอื่นที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้า (เห็นเครื่องหมาย ® แล้วมั่นใจ) และการปกป้องแบรนด์เมื่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ขั้นตอนจดเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขั้นตอนจดทะเบียน Trademark มี 5 ขั้นตอนหลัก ใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสารที่ต้องใช้ยื่นจดทะเบียน ยื่นจดออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ทำยังไง ปัจจุบันสามารถยื่นจด Trademark ออนไลน์ได้ผ่านระบบ e-Filing ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ต้องเดินทางไปยื่นด้วยตัวเอง ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ระยะเวลาพิจารณาและขั้นตอนคัดค้าน ขั้นตอน ระยะเวลาโดยประมาณ นายทะเบียนตรวจสอบ 6-12 เดือน ประกาศโฆษณา 60 วัน ออกหนังสือสำคัญ (ไม่มีผู้คัดค้าน) 1-2 เดือนหลังประกาศ รวมทั้งหมด ประมาณ 12-18 เดือน ถ้ามีผู้ยื่นคัดค้านภายใน 60 วัน จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งอาจใช้เวลานานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการจดเครื่องหมายการค้า ค่าใช้จ่ายในการจด Trademark แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ค่าธรรมเนียมกรมทรัพย์สินทางปัญญา ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนคิดตามจำนวนรายการสินค้าหรือบริการที่ยื่นจด ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผู้ประกอบการจด VAT สามารถขอใบกำกับภาษีได้ตามปกติ รายการ ค่าธรรมเนียม ค่ายื่นคำขอจดทะเบียน 1,000 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ ค่าจดทะเบียน (เมื่อผ่านการตรวจสอบ) 600 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ ค่าต่ออายุ (ทุก 10 ปี) 2,000 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา – อัตราอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนยื่น) ตัวอย่างเช่น ถ้าจด Trademark สำหรับสินค้า 1-5 รายการ ในจำพวกเดียว จะเสียค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1,600 บาท (ค่ายื่น 1,000 + ค่าจดทะเบียน 600) ค่าจ้างทนายความหรือตัวแทน ถ้ายื่นเอง ไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่ถ้าจ้างทนายความหรือตัวแทนเครื่องหมายการค้า จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเครื่องหมาย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำยื่นจดเองผ่านระบบ e-Filing เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เครื่องหมายการค้ากับการบันทึกบัญชี – สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ SME ต้องรู้ เรื่องที่เว็บอื่นไม่ค่อยพูดถึงคือ Trademark ที่จดทะเบียนแล้วไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์” ของบริษัทที่ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง บันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) อย่างไร? ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) Trademark ที่ได้มาจากการจดทะเบียนให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้วย “ราคาทุน” ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ราคาทุนที่บันทึกได้ ได้แก่ ตัวอย่าง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด Trademark มีค่าใช้จ่ายรวม 20,000 บาท บันทึกบัญชีดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน — เครื่องหมายการค้า 20,000 — เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร — 20,000 ตัดจำหน่าย (Amortization) 10 ปี — ตัวอย่างคำนวณ Trademark ที่จดทะเบียนแล้วมีอายุการให้ประโยชน์จำกัด (10 ปีตามที่จดทะเบียน) จึงต้อง “ตัดจำหน่าย” ทยอยเป็นค่าใช้จ่ายทุกปี วิธีที่นิยมคือตัดจำหน่ายแบบเส้นตรง (Straight-line Method) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนเครื่องหมายการค้า — 20,000 บาท อายุการให้ประโยชน์ — 10 ปี ค่าตัดจำหน่ายต่อปี 20,000 ÷ 10 2,000 บาท/ปี บันทึกบัญชีค่าตัดจำหน่ายทุกสิ้นปี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 2,000 — ค่าตัดจำหน่ายสะสม — เครื่องหมายการค้า — 2,000 หมายเหตุ: ถ้าต่ออายุหลังครบ 10 ปี ค่าใช้จ่ายในการต่ออายุให้บันทึกเพิ่มเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ แล้วตัดจำหน่ายใหม่อีก 10 ปี ใช้ PEAK บันทึกค่าเครื่องหมายการค้าอย่างไร สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถบันทึกค่า Trademark ได้ง่ายๆ โดยตั้งหมวดสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในผังบัญชี แล้วบันทึกรายการจ่ายผ่านระบบ ระบบจะช่วยคำนวณค่าตัดจำหน่ายให้อัตโนมัติ ลดโอกาสผิดพลาดจากการคำนวณเอง เครื่องหมายการค้า หมดอายุเมื่อไร ต่ออายุยังไง Trademark ที่จดทะเบียนมีอายุ 10 ปี นับจากวันยื่นคำขอ เมื่อใกล้หมดอายุต้องยื่นต่ออายุภายใน 90 วันก่อนวันหมดอายุ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) ข้อดีคือ Trademark ต่ออายุได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ต่างจากสิทธิบัตรที่หมดอายุแล้วต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้าดูแลดี แบรนด์ของคุณจะได้รับความคุ้มครองตลอดไป แต่ถ้าลืมต่ออายุจนหมดอายุไปแล้ว เครื่องหมายจะสิ้นสุดการคุ้มครองทันที ใครจะมาจดชื่อเดียวกันก็ทำได้ สรุป – จดเครื่องหมายการค้าวันนี้ ปกป้องแบรนด์ก่อนสาย Trademark เป็นทั้ง “เกราะป้องกัน” ทางกฎหมายและ “สินทรัพย์” ทางบัญชีที่มีมูลค่าจริง สิ่งที่ SME ควรทำตอนนี้ จัดการบัญชีเครื่องหมายการค้าให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและตั้งค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติได้ง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณเอง ลดงานซ้ำ เพิ่มเวลาให้โฟกัสที่การเติบโตธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า บุคคลธรรมดาจดเครื่องหมายการค้าได้ไหม ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท บุคคลธรรมดาสามารถยื่นจด Trademark ได้เลย เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์หรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ได้จดบริษัท เมื่อจดแล้วสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลงเป็นต้นทุนธุรกิจได้ด้วย หากต้องออกบิลเงินสดให้ลูกค้า ก็ใส่เครื่องหมาย ® กำกับแบรนด์ได้ทันที ถ้าถูกปฏิเสธการจดทะเบียน ทำอย่างไร ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง สาเหตุที่พบบ่อยคือเครื่องหมายคล้ายกับของที่จดไว้แล้ว หรือเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป หากเป็นกรณีหลัง อาจต้องปรับแก้เครื่องหมายแล้วยื่นใหม่ จดเครื่องหมายการค้าในไทยแล้ว คุ้มครองต่างประเทศด้วยไหม ไม่คุ้มครอง การจดทะเบียนในไทยคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ถ้าต้องการคุ้มครองในต่างประเทศ ต้องยื่นจดทะเบียนในแต่ละประเทศ หรือใช้ระบบ Madrid Protocol ยื่นขอความคุ้มครองหลายประเทศพร้อมกัน เครื่องหมายการค้ากับค่าความนิยม (Goodwill) เหมือนกันไหม ต่างกัน ค่าความนิยมเกิดจากการซื้อกิจการในราคาที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ส่วนเครื่องหมายการค้าเป็นสินทรัพย์ที่ระบุได้ชัดเจนและแยกออกจากกิจการได้ ทั้งสองบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหมือนกัน แต่ค่าความนิยมไม่ตัดจำหน่าย (ทดสอบการด้อยค่าแทน) ส่วนเครื่องหมายการค้าตัดจำหน่ายตามอายุ 10 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

นักลงทุน ดูอะไรในงบการเงิน คู่มือเตรียมตัวสำหรับ SME ก่อนหาทุน

ถ้าคุณเป็นเจ้าของ SME ที่กำลังมองหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องเตรียมไม่ใช่สไลด์สวย แต่คือ “งบการเงินที่อ่านรู้เรื่อง” เพราะผู้ลงทุนทุกรายจะเปิดดูตัวเลขก่อนตัดสินใจ บทความนี้สรุปตั้งแต่ตัวเลขที่ผู้ลงทุนดู มาตรฐานบัญชี วิธีเตรียมเอกสารนำเสนอ จนถึงเทคนิคต่อรองมูลค่ากิจการ เขียนจากมุม “เจ้าของ SME” เข้าใจง่าย นักลงทุนมีกี่ประเภท SME ควรรู้จักใครก่อนหาทุน นักลงทุน (Investor) คือบุคคลหรือองค์กรที่ใส่เงินเข้าธุรกิจเพื่อแลกกับส่วนแบ่งหุ้นหรือผลตอบแทนในอนาคต สำหรับ SME ไทย ผู้ลงทุนหลักที่ควรรู้จักมี 3 กลุ่ม 1. Angel Investor คือนักลงทุนส่วนบุคคล Angel Investor คือคนที่ใช้เงินส่วนตัวลงทุนในธุรกิจระยะเริ่มต้น มักลงทุน 1 ถึง 10 ล้านบาท เหมาะกับ SME ที่มีรายได้แล้วแต่ต้องการเงินเร่งเติบโต ข้อดีคือตัดสินใจเร็ว แต่วงเงินจำกัด 2. Venture Capital (VC) คือกองทุนร่วมทุน VC คือบริษัทที่ระดมเงินจากผู้ลงทุนหลายรายแล้วนำไปลงในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง วงเงินตั้งแต่ 10 ล้านถึงหลักร้อยล้านบาท โดย VC มักจะตรวจสอบตัวเลขทางการเงินละเอียดกว่า Angel และมักขอที่นั่งในบอร์ดบริษัท 3. Private Equity (PE) คือกองทุนสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ PE ลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรมั่นคงแล้ว วงเงินหลักร้อยล้านขึ้นไป โดยทั่วไป SME ที่เพิ่งเริ่มต้นยังไม่ถึงขั้นนี้ แต่ควรรู้ไว้เพื่อวางแผนระยะยาว นักลงทุนดูอะไรในงบการเงิน 5 ตัวเลขสำคัญที่ต้องเตรียม ก่อนจะนัดคุยกับผู้ลงทุน คุณต้องรู้ว่าเขาเปิดงบแล้วดูตรงไหน สรุป 5 ตัวเลขที่ให้ความสำคัญมากที่สุดเมื่อพิจารณาธุรกิจ SME 1. Revenue Growth หรืออัตราการเติบโตของรายได้ ผู้ลงทุนอยากเห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นทุกปีสม่ำเสมอ ลองดูตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้ปี 2568 ที่ 5 ล้านบาท ปี 2569 เพิ่มเป็น 8 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ รายได้ปี 2568 — 5,000,000 บาท รายได้ปี 2569 — 8,000,000 บาท Revenue Growth (8M – 5M) ÷ 5M × 100 60% อัตราการเติบโต 60% ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับ SME ระยะเริ่มต้น ถ้าตัวเลขนี้สม่ำเสมอ 2 ถึง 3 ปีติดต่อกัน ผู้ลงทุนจะมั่นใจว่าธุรกิจไม่ได้โตแค่ปีเดียว 2. Gross Profit Margin หรืออัตรากำไรขั้นต้น GP Margin บอกว่าหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว ธุรกิจเหลือเงินกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแปลว่าทำกำไรได้เยอะก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น สำหรับธุรกิจบริการมักมีอัตรากำไรขั้นต้น 50% ขึ้นไป ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไปอาจอยู่ที่ 20 ถึง 30% 3. Burn Rate หรืออัตราการใช้เงิน Burn Rate คือจำนวนเงินที่ธุรกิจใช้จ่ายสุทธิต่อเดือน สมมุติรายจ่าย 500,000 บาท รายรับ 300,000 บาท Burn Rate จะเท่ากับ 200,000 บาทต่อเดือน ถ้าบริษัทมีเงินสดเหลือ 2 ล้านบาท จะอยู่ได้อีก 10 เดือน (เรียกว่า Runway) ผู้ลงทุนใช้ตัวเลขนี้ประเมินว่าต้องใส่เงินเท่าไรจึงจะพอ 4. Unit Economics คือเศรษฐศาสตร์ต่อลูกค้า 1 ราย สิ่งที่ผู้ลงทุนถามเสมอคือ “หาลูกค้า 1 คนใช้เงินเท่าไร และลูกค้า 1 คนสร้างรายได้ให้เท่าไร” ตัวเลขหลัก 2 ตัว ได้แก่ ถ้า LTV มากกว่า CAC อย่างน้อย 3 เท่า จะถูกมองว่าโมเดลธุรกิจคุ้มค่า ตัวอย่างนี้ LTV ÷ CAC = 24,000 ÷ 3,000 = 8 เท่า ซึ่งถือว่าดีมาก 5. Cash Flow Statement หรืองบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดบอกว่าเงินสดเข้าออกจากธุรกิจจริงเท่าไร แม้งบกำไรขาดทุนจะแสดงว่ามีกำไร แต่ถ้าเงินสดติดลบก็อาจมีปัญหาสภาพคล่อง ผู้ลงทุนจะดู Cash Flow จาก 3 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน งบการเงินต้องได้มาตรฐานอะไร? TFRS กับ NPAEs สำหรับ SME ผู้ลงทุนจะตรวจด้วยว่างบการเงินของคุณจัดทำตามมาตรฐานบัญชีที่รับรองหรือไม่ ถ้างบไม่ได้มาตรฐาน ตัวเลขทั้งหมดจะไม่น่าเชื่อถือ NPAEs คือมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) คือมาตรฐานที่ SME ทั่วไปใช้ โดยมาตรฐานนี้ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ครอบคลุมการบันทึกบัญชี การออกงบการเงิน และการเปิดเผยข้อมูล โดยไม่ซับซ้อนเท่า TFRS ฉบับเต็ม SME ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้ NPAEs ได้ เพราะยังไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และเพียงพอสำหรับการยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เมื่อไรต้องเปลี่ยนเป็น TFRS ฉบับเต็ม TFRS (Thai Financial Reporting Standards) ฉบับเต็มเป็นมาตรฐานสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) หมายความว่า ถ้าคุณวางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ VC บางรายกำหนดว่าต้องใช้ TFRS คุณจะต้องปรับระบบบัญชีให้รองรับ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มหานักลงทุน NPAEs เพียงพอในขั้นแรก แต่ต้องมั่นใจว่างบจัดทำถูกต้องตามมาตรฐาน ไม่ใช่แค่จดบันทึกรายรับรายจ่ายลงสมุด ต้อง Audit งบการเงินก่อนหานักลงทุนไหม งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ (Audit) จากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต จะน่าเชื่อถือกว่างบที่ยังไม่ได้ตรวจ ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะของบ Audit อย่างน้อย 1 ถึง 2 ปีย้อนหลัง แต่ถ้าธุรกิจคุณยังไม่เคย Audit ให้เริ่มเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนนัดคุย วิธีหานักลงทุน สำหรับ SME ไทย หลังจากงบการเงินพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเตรียมเอกสารนำเสนอและหาช่องทางเข้าถึงผู้ลงทุน เตรียม Pitch Deck ที่นักลงทุนอยากเห็น Pitch Deck คือสไลด์นำเสนอธุรกิจ ส่วนใหญ่ไม่ควรเกิน 12 ถึง 15 สไลด์ เนื้อหาที่ต้องมี ได้แก่ Data Room คือห้องเอกสารที่นักลงทุนต้องเข้าถึง Data Room คือโฟลเดอร์ออนไลน์ที่รวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดของธุรกิจ เอกสารที่ต้องมี ได้แก่ ช่องทางหานักลงทุนในไทย สำหรับ SME ไทย ช่องทางหลักเข้าถึงผู้ลงทุน ได้แก่ Valuation เบื้องต้น ที่ SME ควรเข้าใจก่อนคุยกับนักลงทุน Valuation คือการประเมินมูลค่าบริษัท เป็นหัวข้อที่ SME หลายรายรู้สึกยากเพราะเต็มไปด้วยสูตร แต่สิ่งที่ต้องรู้จริงมีแค่ 2 วิธีหลัก P/E Ratio สำหรับธุรกิจที่มีกำไรแล้ว P/E Ratio (Price to Earnings Ratio) คือการคูณกำไรสุทธิด้วยตัวคูณของอุตสาหกรรม ลองดูตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 2 ล้านบาทต่อปี P/E อุตสาหกรรมอยู่ที่ 10 เท่า รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ กำไรสุทธิ — 2,000,000 บาท P/E อุตสาหกรรม — 10 เท่า มูลค่าบริษัท 2M × 10 20,000,000 บาท ตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่มต้นเจรจา ไม่ใช่ราคาตายตัว นักลงทุนอาจปรับขึ้นลงตาม Growth Rate และความเสี่ยงของธุรกิจ DCF สำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีกำไร DCF (Discounted Cash Flow) คือวิธีประเมินมูลค่าจากกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้ในอนาคต แล้วคิดลดกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน วิธีนี้ซับซ้อนกว่า P/E และมักต้องใช้ที่ปรึกษาช่วยคำนวณ โดยหลักการที่ SME ควรเข้าใจคือ ยิ่งกระแสเงินสดในอนาคตมั่นคง มูลค่าบริษัทยิ่งสูง ถ้าจะต่อรอง Valuation ให้ได้ผลดี ควรเตรียม Financial Projection ที่มีสมมุติฐานชัดเจนและอ้างอิงข้อมูลตลาดจริง ไม่ใช่ตัวเลขเดาเอา ข้อควรระวังก่อนเจรจา Term Sheet Term Sheet คือเอกสารสรุปเงื่อนไขเบื้องต้นที่ผู้ลงทุนเสนอก่อนลงทุนจริง ยังไม่ใช่สัญญาผูกมัด แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องอ่านให้ดี เงื่อนไขที่ต้องอ่านอย่างละเอียด ควรมีทนายหรือที่ปรึกษาร่วมเจรจา การเจรจาโดยไม่มีที่ปรึกษาเสี่ยงต่อการยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ค่าจ้างทนายหรือที่ปรึกษาการเงินเฉพาะทางอาจอยู่ที่ 50,000 ถึง 200,000 บาทต่อครั้ง ตัวเลขนี้คุ้มค่ากว่าการสูญเสียสัดส่วนหุ้นเกินไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงนามทุกกรณี สรุป – Checklist เตรียมตัวก่อนพบนักลงทุน สิ่งที่ SME ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มหานักลงทุน จัดการงบการเงินให้พร้อมหานักลงทุน ด้วย PEAK งบการเงินที่น่าเชื่อถือเริ่มต้นจากระบบบัญชีที่ดี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์รองรับมาตรฐาน NPAEs ช่วยออกงบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสดอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ธุรกิจ Real-Time ผ่าน PEAK Board แสดงอัตราเติบโตรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้เห็นภาพชัด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการหานักลงทุนสำหรับ SME SME รายได้เท่าไรถึงจะหานักลงทุนได้ ไม่มีเกณฑ์ตายตัว Angel Investor บางรายลงทุนตั้งแต่ธุรกิจยังไม่มีรายได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่ามีตลาดจริง สำหรับ VC ส่วนใหญ่จะอยากเห็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue) อย่างน้อยเดือนละ 100,000 ถึง 500,000 บาทขึ้นไป หานักลงทุนต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายหลักที่ต้องเตรียม (เป็นค่าประมาณการ อาจแตกต่างตามขนาดธุรกิจ) ต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดก่อนหานักลงทุนไหม ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในรูปแบบบริษัทจำกัดเท่านั้น เพราะแบ่งสัดส่วนหุ้นได้ชัดเจน ถ้าคุณยังเป็นบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ควรจดทะเบียนบริษัทจำกัดก่อนเริ่มเจรจากับนักลงทุน ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยเตรียมงบให้ได้มาตรฐานได้อย่างไร โปรแกรมบัญชีที่รองรับมาตรฐาน SME จะช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติและออกงบครบทั้ง 5 รายการ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึงอะไร SME จดอะไรได้บ้าง บันทึกบัญชียังไง

ผู้ประกอบการหลายคนมีโลโก้ มีสูตรสินค้า มีซอฟต์แวร์ แต่ไม่เคยจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเลย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าจริง บันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทตอนหาทุนหรือขายกิจการอีกด้วย บทความนี้อธิบายว่าทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร มี 4 ประเภทอะไรบ้าง SME จดอะไรได้ทันที พร้อมขั้นตอนและค่าใช้จ่ายจดทะเบียน รวมถึงวิธีบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property หรือ IP) คือสิทธิตามกฎหมายที่ปกป้องผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน สิ่งประดิษฐ์ โลโก้ สูตร หรือแม้แต่วิธีการผลิต ผู้เป็นเจ้าของมีสิทธิใช้ ขาย หรือให้คนอื่นใช้ได้โดยได้รับค่าตอบแทน IP ต่างจากทรัพย์สินทั่วไปตรงที่ “จับต้องไม่ได้” แต่มีมูลค่าทางธุรกิจสูง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือโลโก้แบรนด์ดัง สูตรอาหาร หรือโค้ดซอฟต์แวร์ สิ่งเหล่านี้สร้างรายได้ให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องในไทยมีหลายฉบับ เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ 2537) กฎหมายสิทธิบัตร (พ.ร.บ.สิทธิบัตร 2522) และกฎหมายเครื่องหมายการค้า (พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า 2534) โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องนี้ ทรัพย์สินทางปัญญามีกี่ประเภท? รู้จัก 4 ประเภทหลัก ทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก แต่ละประเภทปกป้องผลงานคนละแบบ ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมก่อน แล้วค่อยลงรายละเอียดแต่ละประเภท ประเภท ปกป้องอะไร ต้องจดทะเบียนไหม อายุคุ้มครอง ลิขสิทธิ์ (Copyright) งานสร้างสรรค์ เช่น เขียน วาด ถ่ายรูป ซอฟต์แวร์ ไม่ต้อง ได้อัตโนมัติ (จดแจ้งได้) ตลอดชีวิตผู้สร้าง + 50 ปี สิทธิบัตร (Patent) สิ่งประดิษฐ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ต้องจด 6-20 ปี ตามประเภท เครื่องหมายการค้า (Trademark) โลโก้ ชื่อแบรนด์ สัญลักษณ์ ต้องจด 10 ปี (ต่ออายุได้ไม่จำกัด) ความลับทางการค้า (Trade Secret) สูตร วิธีการผลิต ฐานลูกค้า ไม่ต้องจด ปกป้องเอง ไม่จำกัด (ตราบที่ยังเป็นความลับ) 1. ลิขสิทธิ์ (Copyright) ลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น บทความ รูปภาพ เพลง วิดีโอ ซอฟต์แวร์ หรือดีไซน์กราฟิก ข้อดีคือคุณได้รับลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างผลงานเสร็จ ไม่ต้องจดทะเบียน (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) สำหรับ SME ลิขสิทธิ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับ เว็บไซต์ รูปถ่ายสินค้า คอนเทนต์การตลาด และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเอง 2. สิทธิบัตร (Patent) สิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูงกว่าเดิม แบ่งเป็น 3 ชนิด 3. เครื่องหมายการค้า (Trademark) เครื่องหมายการค้าคือสัญลักษณ์ที่ใช้แยกแยะสินค้าหรือบริการของเราออกจากคู่แข่ง เช่น โลโก้ ชื่อแบรนด์ สโลแกน หรือแม้แต่รูปทรงบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น การจดเครื่องหมายการค้าสำคัญมากสำหรับ SME เพราะถ้าไม่จด คนอื่นอาจจดชื่อแบรนด์เดียวกันไปก่อน ทำให้เราสูญเสียสิทธิในชื่อที่ใช้มานาน 4. ความลับทางการค้า (Trade Secret) ความลับทางการค้าคือข้อมูลที่มีมูลค่าทางธุรกิจเพราะ “ไม่มีใครรู้” เช่น สูตรอาหาร เทคนิคการผลิต ฐานข้อมูลลูกค้า หรือกลยุทธ์ราคา ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องมีมาตรการรักษาความลับอย่างจริงจัง เช่น ทำสัญญารักษาความลับ (NDA) กับพนักงาน (ข้อมูลจาก พ.ร.บ.ความลับทางการค้า 2545) SME มีทรัพย์สินทางปัญญาอะไรจดได้ทันที SME หลายรายไม่รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่ในธุรกิจจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้ ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่เริ่มได้เลยวันนี้ โลโก้และชื่อแบรนด์ จดเครื่องหมายการค้า ถ้าธุรกิจมีโลโก้ ชื่อร้าน หรือชื่อแบรนด์สินค้า ควรจดเครื่องหมายการค้าทันที สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเอง ถ้าจดเครื่องหมายการค้าไว้ ไม่มีใครสามารถใช้ชื่อหรือโลโก้เดียวกันได้ แต่ถ้าไม่จด คนอื่นอาจจดชื่อเดียวกันไปก่อน ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน จดแจ้งลิขสิทธิ์ ถ้าพัฒนาซอฟต์แวร์ แอป หรือเว็บแอปพลิเคชันขึ้นมาเอง ผลงานเหล่านี้ได้รับลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ แต่แนะนำให้จดแจ้งลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่ม เพื่อใช้เป็นหลักฐานเมื่อต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นเจ้าของจริง สูตรและวิธีการผลิต ปกป้องเป็นความลับทางการค้า ร้านอาหารที่มีสูตรเด็ด โรงงานที่มีวิธีการผลิตเฉพาะ สิ่งเหล่านี้ปกป้องได้ด้วยสัญญาความลับทางการค้า ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องมีมาตรการชัดเจน เช่น ทำ NDA กับพนักงาน จำกัดสิทธิเข้าถึงข้อมูล และเก็บเอกสารสูตรอย่างปลอดภัย ดีไซน์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ จดสิทธิบัตรการออกแบบ ถ้าออกแบบบรรจุภัณฑ์ รูปทรงสินค้า หรือลวดลายเฉพาะ สามารถจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ คุ้มครอง 10 ปี ค่าธรรมเนียมไม่สูง เหมาะกับ SME ที่ขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา แต่ละประเภทมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายต่างกัน สรุปให้เป็นตารางเปรียบเทียบ รายการ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบ จดแจ้งลิขสิทธิ์ ค่ายื่นคำขอ 1,000 บาท 500 บาท 250 บาท 250 บาท ฟรี ค่าจดทะเบียน 600 บาท/จำพวก 500 บาท 500 บาท 500 บาท ฟรี ระยะเวลาพิจารณา 12-18 เดือน 3-5 ปี 1-2 ปี 1-2 ปี 1-2 สัปดาห์ อายุคุ้มครอง 10 ปี (ต่อได้) 20 ปี 6 ปี (ต่อได้ถึง 10 ปี) 10 ปี ตลอดชีวิต+50 ปี ยื่นที่ไหน กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือออนไลน์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าตรวจสอบสิทธิบัตร ค่าทนาย หรือค่าแปลเอกสาร ควรเช็คอัตราล่าสุดจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาก่อนยื่น สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้จดเครื่องหมายการค้าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะปกป้องแบรนด์ได้ทันที ค่าใช้จ่ายไม่สูง และใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่าสิทธิบัตร บันทึกบัญชีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ทรัพย์สินทางปัญญาบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงินได้ ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นจริง สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคืออะไร? เกณฑ์รับรู้ตามมาตรฐานบัญชี สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือสินทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (TFRS for NPAEs คือมาตรฐานที่ใช้กับบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) กำหนดว่าจะรับรู้เป็นสินทรัพย์ได้ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ ตัวอย่างการบันทึกบัญชีทรัพย์สินทางปัญญา สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวม 15,000 บาท (ค่ายื่น + ค่าจดทะเบียน + ค่าทนาย) บันทึกบัญชีดังนี้ ตอนจ่ายค่าจดทะเบียน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน — เครื่องหมายการค้า 15,000 — เงินสด/ธนาคาร — 15,000 จากนั้นตัดจำหน่ายตลอดอายุคุ้มครอง 10 ปี ปีละ 1,500 บาท ตอนตัดจำหน่ายสิ้นปี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 1,500 — สินทรัพย์ไม่มีตัวตนสะสม — 1,500 รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าเครื่องหมายการค้า — 15,000 บาท อายุคุ้มครอง — 10 ปี ค่าตัดจำหน่ายต่อปี 15,000 ÷ 10 1,500 บาท PEAK Account ช่วยบันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอย่างไร PEAK Account รองรับการบันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตั้งแต่การลงบัญชีเบื้องต้นจนถึงการคำนวณค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติ ใช้ร่วมกับ PEAK Asset ที่ช่วยติดตามสินทรัพย์ทุกรายการ ดูมูลค่าคงเหลือ และคำนวณค่าเสื่อมราคาให้ครบในที่เดียว ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมูลค่าบริษัทอย่างไร ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้แค่ปกป้องผลงาน แต่ยังเพิ่มมูลค่าธุรกิจในสายตาของนักลงทุนและผู้ซื้อกิจการ IP กับการประเมินมูลค่าบริษัท SME เมื่อมีคนมาประเมินมูลค่าบริษัท ทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียนแล้วจะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าบริษัท วิธีประเมินมูลค่า IP ที่ใช้กันมี 3 แนวทาง ใช้ IP เป็นจุดแข็งตอนหาทุนหรือกู้ยืม นักลงทุนมักให้ความสำคัญกับบริษัทที่มี IP ชัดเจน เพราะหมายถึง “ของดีที่คนอื่นลอกไม่ได้” เวลาเสนอขายหุ้นหรือหาผู้ร่วมทุน การมีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน สิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ทำให้บริษัทดูน่าเชื่อถือมากขึ้น นอกจากนี้ สถาบันการเงินบางแห่งเริ่มรับ IP เป็นหลักประกันสินเชื่อ แม้ยังไม่แพร่หลายในไทย แต่เป็นแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สรุป – ทรัพย์สินทางปัญญา SME เริ่มจดได้เลยวันนี้ จัดการสินทรัพย์ไม่มีตัวตนให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว อย่าลืมบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยบันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตน คำนวณค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติ พร้อมรายงานมูลค่าคงเหลือแบบ real-time ใช้ร่วมกับ PEAK Asset ติดตามสินทรัพย์ทุกรายการในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นอัตโนมัติทันทีที่สร้างผลงานเสร็จ แต่แนะนำให้ “จดแจ้ง” กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่ม เพราะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ว่าเราเป็นเจ้าของ โดยจดแจ้งได้ฟรีทางออนไลน์ ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตรต่างกันอย่างไร ลิขสิทธิ์คุ้มครอง “การแสดงออกของความคิด” เช่น เขียนหนังสือ เขียนโค้ด วาดรูป ส่วนสิทธิบัตรคุ้มครอง “ตัวความคิดหรือสิ่งประดิษฐ์” เช่น เครื่องจักรใหม่ สูตรเคมีใหม่ พูดง่ายๆ คือถ้าคิดวิธีใหม่ในการทำอะไรสักอย่าง ใช้สิทธิบัตร แต่ถ้าเขียนหรือสร้างผลงานขึ้นมา ใช้ลิขสิทธิ์ SME ไม่มีงบจ้างทนาย จดทะเบียนเองได้ไหม ได้ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าและจดแจ้งลิขสิทธิ์ สามารถยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เลย แต่สำหรับสิทธิบัตร ซึ่งต้องเขียนคำขอที่ซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ทรัพย์สินทางปัญญาช่วยลดภาษีได้ไหม ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่ายื่นคำขอ ค่าทนาย สามารถบันทึกเป็นสินทรัพย์แล้วตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ในแต่ละปี ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องหมายการค้าที่อยากจดมีคนจดไปแล้วหรือยัง ตรวจสอบได้ฟรีผ่านระบบสืบค้นเครื่องหมายการค้าออนไลน์ของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยค้นจากชื่อ โลโก้ หรือจำพวกสินค้าที่ต้องการจด แนะนำให้ตรวจก่อนยื่นเสมอ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและค่าธรรมเนียม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ดอกเบี้ย คืออะไร เข้าใจทั้ง รับ-จ่าย บันทึกบัญชี ภาษี ครบ

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเจอดอกเบี้ยทั้งฝั่งรับและฝั่งจ่าย แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องลงบัญชีอย่างไรและหักภาษีเท่าไหร่ โดยเฉพาะกรณีที่ให้กรรมการกู้ยืมเงิน ซึ่งสรรพากรมีเกณฑ์เฉพาะ บทความนี้อธิบายครบทุกมุม พร้อมตัวอย่าง Journal Entry ที่ใช้ได้ทันที ดอกเบี้ย คืออะไร? ดอกเบี้ย (Interest) คือ ค่าตอบแทนที่ผู้กู้จ่ายให้ผู้ให้กู้ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการใช้เงินของอีกฝ่ายหนึ่งในช่วงเวลาที่กำหนด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินต้น พูดง่ายๆ คือ “ค่าเช่าเงิน” ยืมเงิน 100,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เท่ากับต้องจ่ายค่าเช่าเงิน 5,000 บาทต่อปี องค์ประกอบหลักมี 3 ส่วน ดอกเบี้ยมีกี่ประเภท? ก่อนลงลึกเรื่องบัญชีและภาษี มาทำความเข้าใจประเภทดอกเบี้ยหลักๆ ที่ SME จะเจอบ่อย ประเภท วิธีคิด เหมาะกับ ดอกเบี้ยแบบง่าย (Simple Interest) คิดจากเงินต้นอย่างเดียว เงินกู้ระยะสั้น, ตั๋วสัญญาใช้เงิน ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) คิดจากเงินต้น + ดอกเบี้ยสะสม เงินฝากธนาคาร, สินเชื่อระยะยาว ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) อัตราเท่าเดิมตลอดสัญญา สินเชื่อ SME ที่ต้องการยอดผ่อนคงที่ ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ผันตามอัตราอ้างอิง เช่น MRR สินเชื่อธนาคารระยะยาว ดอกเบี้ยแบบง่าย (Simple Interest) คำนวณอย่างไร? สูตรคือ เงินต้น คูณอัตราดอกเบี้ยต่อปี คูณระยะเวลา (ปี) ตัวอย่างเช่น รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น — 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี — ระยะเวลา 1 ปี — ดอกเบี้ย 500,000 × 6% × 1 30,000 บาท ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ต่างกันอย่างไร? แบบทบต้นคิดจาก “เงินต้น + ผลตอบแทนที่สะสมไว้” ทำให้ยอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละงวด ยิ่งฝากนานยิ่งได้ผลตอบแทนมาก แต่ถ้าเป็นฝั่งผู้กู้ก็หมายความว่ายิ่งจ่ายช้ายิ่งจ่ายแพง ดอกเบี้ยรับ คืออะไร? บันทึกบัญชีอย่างไร? เงินที่กิจการได้จากการให้คนอื่นใช้เงินของเรา เช่น ผลตอบแทนจากเงินฝากธนาคาร หรือจากการให้กู้ยืม ถือเป็น “รายได้อื่น” ในงบกำไรขาดทุน ตามมาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป) รายได้ส่วนนี้จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ตามประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงินให้เรา (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างบันทึกบัญชีดอกเบี้ยรับ สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร 10,000 บาท ธนาคารหัก ณ ที่จ่าย 1% ไว้ 100 บาท ได้รับเงินจริง 9,900 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินฝากธนาคาร 9,900 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้กรมสรรพากร) 100 — ดอกเบี้ยรับ — 10,000 เดบิตเงินฝากธนาคาร (เงินที่ได้จริง) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินที่โดนหักไว้ เอาไปเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปีได้) เครดิตดอกเบี้ยรับ (รายได้เต็มจำนวน) ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร? หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม? คือเงินที่กิจการจ่ายให้ผู้ให้กู้เป็นค่าตอบแทนการใช้เงิน เช่น ต้นทุนสินเชื่อธนาคาร หรือค่าเบิกเกินบัญชี (OD) ถือเป็น “ค่าใช้จ่ายทางการเงิน” ในงบกำไรขาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในกิจการ สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างบันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่าย บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคาร 20,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ดอกเบี้ยจ่าย 20,000 — เงินฝากธนาคาร — 20,000 กรณีนี้ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะธนาคารพาณิชย์ได้รับยกเว้นการถูกหักภาษีดอกเบี้ย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) หัก ณ ที่จ่ายดอกเบี้ย อัตราเท่าไหร่? ใครต้องหัก? เมื่อกิจการจ่ายค่าตอบแทนการกู้ยืมให้ใคร ต้องดูว่าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพราะอัตราหักภาษีต่างกัน ผู้รับดอกเบี้ย อัตราหัก ณ ที่จ่าย แบบที่ใช้ยื่น หมายเหตุ นิติบุคคล 1% ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ ไม่ต้องหัก บุคคลธรรมดา 15% ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นภาษีที่หักจากดอกเบี้ย) ดอกเบี้ยเงินฝาก 20,000 บาทแรก/ปี ยกเว้น (ข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส และมาตรา 50(2)) ข้อควรระวัง ถ้าจ่ายให้บริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น บริษัทในเครือให้กู้ยืมกัน ต้องหัก 1% ทุกครั้ง ถ้าลืมหัก กิจการผู้จ่ายต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนั้นเอง พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ดอกเบี้ยเงินกู้กรรมการ สรรพากรมีกฎอะไรบ้าง? กรณีที่บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน สรรพากรกำหนดว่าต้องคิดค่าตอบแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าตลาด ถ้าไม่คิดหรือคิดต่ำเกินไป สรรพากรมีอำนาจประเมินรายได้เพิ่มให้บริษัท และเรียกเก็บภาษีจากส่วนที่ควรจะได้รับ (ข้อมูลจากคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528) ทำไมบริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ? เหตุผลหลักคือป้องกันการถ่ายโอนผลประโยชน์ ถ้าบริษัทมีกำไรแล้วให้กรรมการกู้ไปใช้ส่วนตัวโดยไม่คิดดอกเบี้ย เท่ากับกรรมการได้ประโยชน์จากเงินบริษัทโดยไม่มีค่าตอบแทน สรรพากรจึงมองว่าบริษัทสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ อัตราดอกเบี้ยที่สรรพากรยอมรับ คือเท่าไหร่? สรรพากรใช้หลักการ “ไม่ต่ำกว่าอัตราตลาด” โดยอ้างอิงจาก ตัวอย่าง: บริษัทให้กรรมการกู้ บันทึกบัญชีอย่างไร? บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ให้กรรมการกู้ยืม 500,000 บาท คิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี ครบ 1 ปี ดอกเบี้ย 25,000 บาท กรรมการจ่ายดอกเบี้ยคืน โดยบริษัทต้องหัก ณ ที่จ่าย 15% (กรรมการเป็นบุคคลธรรมดา) ขั้นที่ 1 — คำนวณดอกเบี้ยและภาษี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ดอกเบี้ยรับ 500,000 × 5% × 1 ปี 25,000 บาท หัก ณ ที่จ่าย 15% 25,000 × 15% 3,750 บาท เงินสดรับจริง 25,000 – 3,750 21,250 บาท ขั้นที่ 2 — บันทึกบัญชี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 21,250 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้กรมสรรพากร) 3,750 — ดอกเบี้ยรับ — 25,000 บริษัทบันทึกดอกเบี้ยรับ 25,000 บาท เป็นรายได้เต็มจำนวน ส่วนภาษี 3,750 บาทนำไปเครดิตภาษีตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ได้ สรุป – ดอกเบี้ยรับ vs ดอกเบี้ยจ่าย เปรียบเทียบให้เห็นภาพ หัวข้อ ดอกเบี้ยรับ ดอกเบี้ยจ่าย ความหมาย เงินที่กิจการได้จากการให้กู้/ฝากเงิน เงินที่กิจการจ่ายเป็นค่ากู้ยืม ประเภทในบัญชี รายได้อื่น (Other Income) ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Cost) ผลทางภาษี เป็นรายได้ ต้องเสียภาษี เป็นค่าใช้จ่าย หักภาษีได้ ถูกหัก ณ ที่จ่าย ถูกหัก 1% (นิติบุคคล) หรือ 15% (บุคคลธรรมดา) ผู้จ่ายเป็นคนหัก สิ่งที่ SME ควรทำคือ ตรวจสอบว่าบันทึกดอกเบี้ยถูกฝั่งหรือไม่ (รายได้ vs ค่าใช้จ่าย) หักภาษีครบหรือไม่ และถ้ามีเงินกู้กรรมการ ต้องคิดดอกเบี้ยตามเกณฑ์สรรพากร จัดการบัญชีดอกเบี้ยให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการฝั่งรับ-จ่ายได้ถูกต้องตามมาตรฐาน คำนวณภาษีอัตโนมัติผ่าน PEAK Tax และออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ได้ทันที ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้กรรมการ มีผลอย่างไร? สรรพากรมีอำนาจประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มให้บริษัท ทำให้บริษัทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากดอกเบี้ยที่ “ควรจะได้รับ” แม้จะไม่ได้เก็บจริง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกด้วย วิธีป้องกันคือทำสัญญาเงินกู้ให้ชัดเจนและคิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ดอกเบี้ยค้างรับ vs ดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันอย่างไร? ดอกเบี้ยค้างรับ (Accrued Interest Receivable) คือดอกเบี้ยที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วแต่ยังไม่ได้เงิน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่าย (Accrued Interest Payable) คือดอกเบี้ยที่กิจการต้องจ่ายแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ทั้งคู่เป็นรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวดเพื่อให้งบการเงินแสดงตัวเลขตรงกับความเป็นจริง ดอกเบี้ยจ่ายกรณีไหนหักค่าใช้จ่ายไม่ได้? ดอกเบี้ยที่กู้มาเพื่อใช้ส่วนตัวของกรรมการ ไม่เกี่ยวกับกิจการ จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี และหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ ดอกเบี้ยจะหักได้ต่อเมื่อเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้บริษัทในเครือ ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม? ต้องหัก 1% ทุกครั้ง เนื่องจากสิทธิ์ยกเว้นการถูกหักภาษีดอกเบี้ยเป็นของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเท่านั้น บริษัทในเครือที่ให้กู้ยืมกันไม่ได้รับยกเว้น ผู้จ่ายต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

มัดจำ คืออะไร บันทึกบัญชีอย่างไร

ผู้ประกอบการหลายคนรับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้วบันทึกเป็นรายได้ทันที ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะเงินมัดจำยังไม่ใช่รายได้ แต่เป็นหนี้สินที่ต้องคืนหรือหักตอนส่งมอบงาน บทความนี้อธิบายวิธีบันทึกบัญชีเงินมัดจำทั้งฝั่งรับและฝั่งจ่าย พร้อมตอบว่าต้องออก VAT ตอนไหน และแสดงตัวอย่างการบันทึกบัญชีจากธุรกิจจริง มัดจำ คืออะไร เงินมัดจำ หรือ Deposit คือ เงินหรือทรัพย์สินที่ฝ่ายหนึ่งมอบให้อีกฝ่ายตอนทำสัญญา เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะทำตามข้อตกลง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377-381 กำหนดเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ถ้าทั้งสองฝ่ายทำตามสัญญาจนครบ เงินมัดจำจะถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินค้าหรือบริการ แต่ถ้าฝ่ายที่วางเงินผิดสัญญา อีกฝ่ายมีสิทธิริบได้ และถ้าฝ่ายรับเป็นคนผิดสัญญา ต้องคืนเงินให้ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ร้านขายเฟอร์นิเจอร์รับเงินจากลูกค้า 30% ก่อนเริ่มผลิต หรือบริษัทรับเหมารับเงินก่อนเริ่มงาน มัดจำ ต่างจาก เงินจอง เงินประกัน และเงินล่วงหน้า อย่างไร คำเหล่านี้คนมักใช้สลับกัน แต่ทางบัญชีและกฎหมายมีความหมายต่างกัน รายการ ความหมาย คืนได้ไหม ริบได้ไหม เงินมัดจำ หลักประกันตามสัญญา ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 377 ได้ ถ้าทำตามสัญญา ได้ ถ้าผู้วางผิดสัญญา เงินจอง แสดงเจตนาจะซื้อ ยังไม่ผูกพันเต็มที่ ขึ้นกับข้อตกลง ขึ้นกับข้อตกลง เงินประกัน หลักประกันความเสียหาย เช่น ค่าเช่า ได้ เมื่อหมดสัญญาและไม่มีความเสียหาย ไม่ได้ (หักเฉพาะค่าเสียหาย) เงินล่วงหน้า จ่ายค่าสินค้า/บริการก่อนรับของ หักกับราคาเต็ม ไม่ได้ จุดสำคัญ คือ เงินมัดจำมีกฎหมายรองรับเรื่องการริบชัดเจน ส่วนเงินจองขึ้นกับสัญญาที่ตกลงกัน เงินมัดจำ บันทึกบัญชีอย่างไร หลักการสำคัญ คือ เงินมัดจำยังไม่ใช่รายได้และยังไม่ใช่ค่าใช้จ่าย จนกว่าจะส่งมอบสินค้าหรือบริการเสร็จ วิธีบันทึกแบ่งตามฝั่งผู้รับและฝั่งผู้จ่าย ฝั่งผู้รับเงินมัดจำ บันทึกเป็นหนี้สิน (เงินรับล่วงหน้า) เมื่อกิจการรับเงินมัดจำจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็น “เงินมัดจำรับ” ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน เพราะยังมีภาระต้องส่งมอบสินค้าหรือบริการตามสัญญา ตอนรับเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 100,000 — เงินมัดจำรับ (หนี้สิน) — 100,000 ตอนส่งมอบงานเสร็จ (หักมัดจำเป็นส่วนหนึ่งของรายได้) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — เงินสด / ลูกหนี้ (ส่วนที่เหลือ) 400,000 — รายได้จากการขาย / บริการ — 500,000 ฝั่งผู้จ่ายเงินมัดจำ บันทึกเป็นสินทรัพย์ เมื่อกิจการจ่ายเงินมัดจำให้คู่ค้า ต้องบันทึกเป็น “เงินมัดจำจ่าย” ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะมีสิทธิ์ได้รับสินค้า บริการ หรือเงินคืนในอนาคต ตอนจ่ายเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำจ่าย (สินทรัพย์) 100,000 — เงินสด / ธนาคาร — 100,000 ตอนรับสินค้า/บริการครบ (หักมัดจำออกจากยอดที่ต้องจ่าย) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ต้นทุนสินค้า / ค่าบริการ 500,000 — เงินมัดจำจ่าย — 100,000 เงินสด / เจ้าหนี้ (ส่วนที่เหลือ) — 400,000 เงินมัดจำ ต้องออกใบกำกับภาษี (VAT) เมื่อไหร่ สำหรับกิจการที่จดทะเบียน VAT เรื่องนี้เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 กำหนดว่า จุดรับรู้ภาษี (Tax Point) เกิดขึ้นเมื่อรับชำระเงิน ไม่ว่าจะส่งมอบสินค้าหรือบริการแล้วหรือยัง กิจการที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีที่รับเงินมัดจำ โดยคำนวณ VAT 7% จากจำนวนเงินที่ได้รับ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ยกตัวอย่าง ลูกค้าวางมัดจำ 107,000 บาท (รวม VAT) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำก่อน VAT 107,000 ÷ 1.07 100,000 บาท VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 บาท ยอดรวม — 107,000 บาท บันทึกบัญชีตอนรับเงินมัดจำ (กิจการจด VAT) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 107,000 — เงินมัดจำรับ — 100,000 ภาษีขาย (VAT) — 7,000 ต้องออกเอกสารให้ลูกค้าภายในวันที่รับเงิน เพื่อนำส่งภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนที่รับเงิน ข้อควรระวัง คือ ถ้ารับเงินแล้วไม่ออกเอกสาร VAT หรือออกล่าช้า อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับจากกรมสรรพากร กรณีที่กิจการ ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องออกเอกสาร VAT ให้ออกใบเสร็จรับเงินปกติแทน และบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินเหมือนเดิม ริบเงินมัดจำ บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อลูกค้าผิดสัญญาและกิจการใช้สิทธิริบเงินมัดจำ เงินนั้นจะกลายเป็น “รายได้อื่น” ของกิจการทันที ไม่ใช่รายได้จากการขายหรือบริการ บันทึกบัญชีตอนริบเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — รายได้อื่น (เงินมัดจำริบ) — 100,000 รายได้จากการริบมัดจำต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย สำหรับ VAT ได้ออกเอกสารไปแล้วตอนรับเงิน จึงไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ในทางกลับกัน ถ้ากิจการเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินให้ลูกค้าพร้อมจ่ายเพิ่มอีกเท่าตัว (ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 380) วิธีบันทึก คือ ตัดยอดออกจากบัญชี แล้วบันทึกส่วนที่จ่ายเพิ่มเป็นค่าใช้จ่ายอื่น กรณีต้องคืนมัดจำ + จ่ายเพิ่ม (ฝ่ายรับผิดสัญญา) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — ค่าใช้จ่ายอื่น (ค่าเสียหายจากผิดสัญญา) 100,000 — เงินสด / ธนาคาร — 200,000 ตัวอย่างบันทึกบัญชีเงินมัดจำ จากธุรกิจจริง ตัวอย่าง 1 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเหมาสร้างอาคาร มูลค่างาน 1,000,000 บาท (ไม่รวม VAT) ลูกค้าวางมัดจำ 30% ก่อนเริ่มงาน กิจการจดทะเบียน VAT ขั้นที่ 1 — รับเงินมัดจำ 30% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำ 1,000,000 × 30% 300,000 บาท VAT 7% 300,000 × 7% 21,000 บาท ลูกค้าจ่ายรวม — 321,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 321,000 — เงินมัดจำรับ — 300,000 ภาษีขาย — 21,000 ออกใบกำกับภาษีมูลค่า 321,000 บาท ในวันที่รับเงิน ขั้นที่ 2 — ส่งมอบงานเสร็จและวางบิลส่วนที่เหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่างานที่เหลือ 1,000,000 – 300,000 700,000 บาท VAT 7% ส่วนที่เหลือ 700,000 × 7% 49,000 บาท ลูกค้าจ่ายเพิ่ม — 749,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 300,000 — เงินสด / ลูกหนี้ 749,000 — รายได้จากบริการ — 1,000,000 ภาษีขาย (ส่วนที่เหลือ) — 49,000 ตัวอย่าง 2 ธุรกิจขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเครื่องจักร มูลค่า 500,000 บาท (ไม่รวม VAT) รับมัดจำ 20% กิจการจดทะเบียน VAT ขั้นที่ 1 — รับเงินมัดจำ 20% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำ 500,000 × 20% 100,000 บาท VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 บาท ลูกค้าจ่ายรวม — 107,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 107,000 — เงินมัดจำรับ — 100,000 ภาษีขาย — 7,000 ขั้นที่ 2 — ส่งมอบเครื่องจักรและรับเงินส่วนที่เหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าสินค้าที่เหลือ 500,000 – 100,000 400,000 บาท VAT 7% ส่วนที่เหลือ 400,000 × 7% 28,000 บาท ลูกค้าจ่ายเพิ่ม — 428,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — เงินสด / ลูกหนี้ 428,000 — รายได้จากการขาย — 500,000 ภาษีขาย (ส่วนที่เหลือ) — 28,000 ข้อควรระวังเรื่องเงินมัดจำ ที่ SME มักพลาด เรื่องที่พลาดบ่อยที่สุด คือ บันทึกเงินมัดจำเป็นรายได้ทันทีที่ได้รับ ซึ่งทำให้งบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เกินจริง และอาจเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร อีกจุดที่ต้องระวัง คือ เอกสารสัญญา ควรระบุชัดเจนว่าเงินที่รับเป็น “เงินมัดจำ” ไม่ใช่ “เงินจอง” หรือ “เงินล่วงหน้า” ถ้าสัญญาเขียนไม่ชัด อาจมีปัญหาตอนใช้สิทธิริบ สำหรับกิจการที่จด VAT ต้องออกเอกสารภาษีในเดือนเดียวกับที่รับเงิน ไม่ใช่รอจนส่งมอบงานเสร็จ (ดูรายละเอียดในหัวข้อ VAT ด้านบน) สรุป – เงินมัดจำ สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีเงินมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK เงินมัดจำมีหลายขั้นตอนตั้งแต่รับเงิน ออกเอกสารภาษี จนถึงหักเป็นรายได้ตอนส่งมอบงาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการรับ-จ่าย ออกเอกสารภาษี และจัดทำรายงานด้วย PEAK Tax แบบอัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความผิดพลาด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินมัดจำ มัดจำเท่าไหร่ถึงเหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดสัดส่วนตายตัว แต่ธุรกิจทั่วไปมักรับมัดจำ 10-30% ของมูลค่างาน ขึ้นกับลักษณะธุรกิจ เช่น งานรับเหมาที่ต้องซื้อวัสดุล่วงหน้ามักรับมัดจำสูงกว่าธุรกิจขายสินค้าสำเร็จรูป รับเงินมัดจำแล้วต้องออกเอกสารอะไรให้ลูกค้าบ้าง ถ้าจด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีในวันที่รับเงิน ถ้ายังไม่จด VAT ให้ออกใบเสร็จรับเงินปกติแทน ทั้งสองกรณีควรเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี ลูกค้าขอคืนมัดจำได้ไหม ถ้ายังไม่ได้เริ่มงาน ต้องดูข้อตกลงในสัญญา ถ้าสัญญาระบุว่าคืนได้ก่อนเริ่มงาน ก็ต้องคืน แต่ถ้าสัญญาไม่ได้ระบุ ให้ดูกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 378 ซึ่งกำหนดว่าถ้ายังไม่เริ่มงานและไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ต้องคืน เงินมัดจำที่ได้รับ ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม เงินมัดจำยังไม่ใช่ค่าจ้างหรือค่าบริการ จึงยังไม่ต้องหัก ณ ที่จ่ายในขั้นตอนนี้ การหัก ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นตอนจ่ายค่าบริการจริงเมื่อส่งมอบงาน เงินมัดจำ กับ เงินจอง ในทางบัญชีบันทึกเหมือนกันไหม วิธีบันทึกบัญชีคล้ายกัน คือ ยังไม่รับรู้เป็นรายได้ แต่ต่างกันที่สิทธิทางกฎหมาย เงินมัดจำมีกฎหมายแพ่งฯ รองรับเรื่องการริบชัดเจน ส่วนเงินจองขึ้นกับสัญญา ทางบัญชีควรแยกบัญชีให้ชัดว่าเป็น “เงินมัดจำรับ” หรือ “เงินจองรับ” เพื่อความโปร่งใส ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

P/BV คืออะไร วิธีประเมินมูลค่าบริษัทเบื้องต้นสำหรับ SME

ถ้าวันหนึ่งมีคนถามว่า “ธุรกิจคุณมูลค่าเท่าไหร่?” คุณจะตอบได้ไหม? P/BV (Price to Book Value) คืออัตราส่วนที่บอกว่า “ธุรกิจถูกตีค่าสูงหรือต่ำกว่าสิ่งที่มีอยู่จริง” โดยเทียบราคากับ Book Value ในงบดุล บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตร วิธีแปลผล และสถานการณ์ที่ SME ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะขายกิจการ หาผู้ร่วมทุน หรือแบ่งหุ้น P/BV คืออะไร? (Price to Book Value Ratio) อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบ “ราคาที่ตลาดให้” กับ “Book Value” เพื่อดูว่าราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกิจการ ถ้า P/BV = 1 แปลว่าทั้งสองค่าเท่ากันพอดี ทำความเข้าใจ Book Value (มูลค่าทางบัญชี) และความสัมพันธ์กับราคาหุ้น Book Value หรือมูลค่าทางบัญชีคือ “ส่วนของเจ้าของ” ที่เหลืออยู่ในกิจการ คำนวณจากสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวมทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ถ้าบริษัทขายทรัพย์สินทุกอย่างแล้วจ่ายหนี้หมด จะมีเงินเหลือคืนเจ้าของเท่าไหร่ ราคาหุ้นอาจสูงหรือต่ำกว่า Book Value ได้ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังเรื่องการเติบโต กำไรในอนาคต และปัจจัยอื่น อัตราส่วนนี้จึงบอกว่า “กิจการถูกตีค่าแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับสิ่งที่มีอยู่จริง” สูตรคำนวณ P/BV และวิธีคิดทีละขั้นตอน สูตรหลักมีเพียง 2 ส่วน สูตรที่ 1 — คำนวณ P/BV P/BV (เท่า) = ราคาหุ้น (บาท) ÷ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท) สูตรที่ 2 — คำนวณมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท) = ส่วนของผู้ถือหุ้น (บาท) ÷ จำนวนหุ้นทั้งหมด (หุ้น) วิธีคำนวณ Book Value จากงบการเงิน (สินทรัพย์รวม − หนี้สินรวม) สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ Book Value (บาท) = สินทรัพย์รวม (บาท) − หนี้สินรวม (บาท) ผลลัพธ์ที่ได้ต้องตรงกับ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ในงบดุล (ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ถ้าไม่ตรง ให้ตรวจสอบว่าตัวเลขมาจากงบงวดเดียวกันหรือไม่ ตัวอย่างการคำนวณ P/BV แบบเข้าใจง่าย (พร้อมตัวเลขสมมติ) สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ ขั้นที่ 1 — คำนวณ Book Value รายการ จำนวน สินทรัพย์รวม 10,000,000 บาท หนี้สินรวม 4,000,000 บาท Book Value (ส่วนของผู้ถือหุ้น) 6,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณ Book Value per Share รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ จำนวนหุ้นทั้งหมด — 100,000 หุ้น Book Value per Share 6,000,000 ÷ 100,000 60 บาท/หุ้น ขั้นที่ 3 — คำนวณ P/BV รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ราคาซื้อขายหุ้น (สมมติ) — 90 บาท/หุ้น P/BV 90 ÷ 60 1.5 เท่า ผลลัพธ์ 1.5 เท่า หมายความว่าราคาซื้อขายสูงกว่า Book Value อยู่ 50% เพราะผู้ซื้อเชื่อว่าบริษัทนี้มีศักยภาพเติบโตได้อีก P/BV เท่าไหร่ถึงดี? วิธีอ่านและแปลผล P/BV Ratio ไม่มีตัวเลข P/BV ที่ “ดี” ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และสถานการณ์ แต่มีกรอบคร่าว ๆ ที่ช่วยให้อ่านค่าได้ ค่า P/BV ความหมายเบื้องต้น P/BV < 1 ราคาต่ำกว่า Book Value P/BV = 1 ราคาเท่ากับ Book Value พอดี P/BV 1–3 ช่วงปกติสำหรับหลายอุตสาหกรรม P/BV > 3 ตลาดให้มูลค่าสูง อาจเพราะเห็นศักยภาพเติบโต P/BV < 1 หมายความว่าอะไร? (หุ้นถูก หรือ บริษัทมีปัญหา) ค่าต่ำกว่า 1 แปลว่าราคาซื้อขายต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิ มีสองกรณีที่เป็นไปได้ กรณีแรกคือกิจการถูกประเมินต่ำเกินจริง ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน กรณีที่สองคือกิจการมีปัญหาจริง เช่น ขาดทุนต่อเนื่อง สินทรัพย์ในงบเป็นของที่ขายยากหรือเสื่อมค่าแล้ว ต้องดูควบคู่กับงบกำไรขาดทุนด้วย P/BV > 1 หมายความว่าอะไร? ค่าสูงกว่า 1 แปลว่ามีคนยอมจ่ายแพงกว่ามูลค่าในงบ มักเกิดกับธุรกิจที่กำลังเติบโตเร็ว มีกำไรดี หรือมีสินทรัพย์ที่ไม่ได้สะท้อนในงบ เช่น แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าใหญ่ หรือทีมงานที่เก่ง ข้อควรรู้: P/BV เฉลี่ยในแต่ละอุตสาหกรรม P/BV เฉลี่ยต่างกันตามอุตสาหกรรม ข้อมูลจากหน้าความรู้ผู้ลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่าธุรกิจธนาคารมักมี P/BV ต่ำ (0.5–1.5 เท่า) เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินที่สะท้อนในงบอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเทคโนโลยีมักมี P/BV สูง (3–10 เท่า) เพราะมูลค่าอยู่ที่ทรัพย์สินทางปัญญาและการเติบโตในอนาคต สำหรับ SME ไทย ค่าที่ “เหมาะสม” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะใช้ ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป เมื่อไหร่ที่ SME ต้องใช้ P/BV? (Use Case จริงสำหรับผู้ประกอบการ) บทความส่วนใหญ่เขียนเรื่อง P/BV สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น แต่ผู้ประกอบการ SME ก็ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ การประเมินมูลค่าเมื่อต้องการขายกิจการ หรือหาผู้ร่วมทุน เมื่อมีคนสนใจซื้อกิจการหรือเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุน คำถามแรกคือ “ธุรกิจนี้มูลค่าเท่าไหร่?” การแบ่งหุ้นส่วน จัดโครงสร้างบริษัท หรือเพิ่มทุน ถ้าต้องรับหุ้นส่วนเข้ามาใหม่หรือเพิ่มทุน ต้องตีราคาหุ้นให้ยุติธรรม การเตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือกู้เงินธนาคาร ธนาคารดู Book Value เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินความแข็งแกร่งของกิจการ เปรียบเทียบ P/BV กับ P/E และ EV/EBITDA (เลือกใช้อัตราส่วนไหนดี?) P/BV ไม่ใช่ ratio เดียวที่ใช้ตีมูลค่าบริษัท แต่ละตัวเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน อัตราส่วน สูตร เหมาะกับ ข้อจำกัด P/BV ราคาหุ้น ÷ BV per Share ธุรกิจที่มีสินทรัพย์ชัดเจน เช่น อสังหาฯ ธนาคาร ไม่สะท้อนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน P/E ราคาหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น ธุรกิจที่มีกำไรสม่ำเสมอ ใช้ไม่ได้ถ้าบริษัทขาดทุน EV/EBITDA มูลค่ากิจการ ÷ กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรม คำนวณซับซ้อนกว่า สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น P/BV เป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะใช้ข้อมูลจากงบดุลที่ทุกบริษัทต้องจัดทำอยู่แล้ว ส่วน P/E เหมาะกับกิจการที่ทำกำไรได้แล้ว และ EV/EBITDA เหมาะกับการเปรียบเทียบเชิงลึกมากขึ้น ข้อจำกัดของ P/BV ที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องระวัง P/BV เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดเดียว เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) และมูลค่าที่ไม่อยู่ในงบการเงิน Book Value สะท้อนแค่สิ่งที่บันทึกไว้ในงบดุล แต่หลายอย่างที่มีมูลค่ากลับไม่อยู่ในนั้น เช่น แบรนด์ที่ลูกค้ารู้จัก ฐานลูกค้าที่สะสมมาหลายปี ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้อาจมีมูลค่ามหาศาลแต่ P/BV มองไม่เห็น ข้อจำกัดเมื่อนำไปใช้กับธุรกิจแนว Asset-Light หรือ Tech Startup ธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพาสินทรัพย์ถาวร เช่น SaaS สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจบริการ มักมี Book Value ต่ำเพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นคน ซอฟต์แวร์ หรือความรู้ ทำให้ P/BV สูงมากหรือไม่สะท้อนมูลค่าจริง ธุรกิจเหล่านี้ควรใช้ ratio อื่นร่วมด้วย เช่น P/E หรือ EV/EBITDA สรุป — เริ่มต้นตีมูลค่าธุรกิจด้วย P/BV วันนี้ เช็กงบการเงินและ Book Value ของธุรกิจคุณได้ง่ายๆ ผ่าน PEAK PEAK ช่วยให้คุณดูงบดุล งบกำไรขาดทุน และส่วนของผู้ถือหุ้นได้แบบ real-time ผ่าน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องรอปิดงบสิ้นปี ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการเงินให้อัตโนมัติ เหมาะกับผู้ประกอบการที่อยากรู้ “สถานะจริง” ของธุรกิจตัวเองทุกเมื่อ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ P/BV P/BV ใช้กับบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ไหม? ได้ แม้ “ราคาหุ้น” จะไม่มีราคาตลาดอ้างอิง แต่คุณสามารถใช้ราคาที่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หรือราคาพาร์ (มูลค่าหุ้นที่จดทะเบียน) มาคำนวณแทนได้ หลายบริษัท SME ใช้วิธีนี้ตอนเจรจากับนักลงทุนหรือหุ้นส่วนใหม่ Book Value ติดลบได้ไหม? ถ้าติดลบแปลว่าอะไร? ได้ ถ้าหนี้สินรวมมากกว่าสินทรัพย์รวม Book Value จะติดลบ หมายความว่าถ้าขายทุกอย่างก็ยังไม่พอจ่ายหนี้ กรณีนี้ P/BV ใช้ไม่ได้เพราะตัวหารติดลบ ต้องดูจาก ratio อื่นแทน P/BV กับ P/E ต่างกันอย่างไร? ใช้ตัวไหนดีกว่า? P/BV วัดเทียบกับ “สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของหลังหักหนี้” ส่วน P/E วัดเทียบกับ “ความสามารถทำกำไร” ถ้าบริษัทขาดทุนอยู่ ใช้ P/E ไม่ได้ แต่ P/BV ยังใช้ได้ ในทางปฏิบัติ การดูทั้งสองตัวควบคู่กันจะให้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ทำไม Book Value ในงบการเงินจึงอาจไม่ตรงกับมูลค่าจริงของธุรกิจ? งบการเงินบันทึกสินทรัพย์ตามราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ซื้อ ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน (ตามหลักบัญชี NPAEs/TFRS) เช่น ที่ดินที่ซื้อมา 10 ปีที่แล้วอาจบันทึกไว้ 5 ล้าน แต่ราคาตลาดวันนี้อาจ 20 ล้าน ในทางกลับกัน เครื่องจักรอาจบันทึกสูงแต่มูลค่าจริงต่ำกว่า ดังนั้น Book Value จึงเป็นแค่ “ภาพเบื้องต้น” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เงินสดย่อย (Petty Cash) คืออะไร วิธีตั้งวงเงิน เบิกชดเชย บันทึกบัญชี

เงินสดย่อย คืออะไร และสำคัญอย่างไร? เงินสดย่อย คือ เงินสดจำนวนไม่มากที่บริษัทกันไว้ในสำนักงาน เพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่คุ้มจะออกเช็คหรือรอรอบโอนเงิน เช่น ค่าเมสเซนเจอร์ ค่าน้ำดื่ม และวัสดุสำนักงานเร่งด่วน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Petty Cash ซึ่ง petty แปลว่า เล็กน้อย ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินก้อนนี้รวมอยู่ในเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพราะเป็นเงินสดในมือที่บริษัทใช้ได้ทันที สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ระบบเงินสดย่อยแบบวงเงินคงที่ (Imprest System) ทำงานอย่างไร? ระบบเงินสดย่อยที่นิยมที่สุดคือระบบวงเงินคงที่ (Imprest System คือการกำหนดวงเงินไว้ตายตัว แล้วเบิกชดเชยเท่ายอดที่ใช้ไปทุกรอบ) หลักการคือ เงินสดในกล่องบวกใบเสร็จที่จ่ายไป ต้องเท่ากับวงเงินเสมอ ถ้าไม่เท่า แปลว่ามีเงินขาดหรือเกิน ระบบนี้ทำงาน 4 จังหวะ อีกแบบคือระบบไม่กำหนดวงเงิน ซึ่งเติมเงินเท่าไรก็ได้ตามสะดวก แบบนี้ตรวจยากกว่ามาก เพราะไม่มียอดตั้งต้นให้เทียบ SME ส่วนใหญ่จึงควรเริ่มจากแบบวงเงินคงที่ ควรตั้งวงเงินสดย่อยเท่าไร? วงเงินที่เหมาะคือ ยอดใช้จ่ายเงินสดเฉลี่ยต่อรอบ คูณจำนวนรอบที่จะเบิกชดเชย แล้วบวกเผื่อเล็กน้อย ไม่มีกฎหมายกำหนดตัวเลขนี้ ตัวเลขที่ดีที่สุดจึงมาจากยอดใช้จริงของบริษัทเอง สมมติคุณแพรเป็นเจ้าของบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน มีพนักงาน 8 คน และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ย้อนดูค่าใช้จ่ายเงินสด 3 เดือนที่ผ่านมาเฉลี่ยราว 2,750 บาทต่อสัปดาห์ และอยากเบิกชดเชยทุก 2 สัปดาห์ ถ้าตั้งสูงเกินไป เงินสดกองอยู่ในลิ้นชักโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงหาย ถ้าตั้งต่ำเกินไป ต้องเบิกชดเชยถี่จนเสียเวลาทั้งผู้รักษาเงินและฝ่ายบัญชี เบิกเงินสดย่อยต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? เบิกเงินสดย่อยแต่ละครั้งต้องมี 2 อย่างคู่กัน คือ ใบเบิกเงินสดย่อยซึ่งเป็นเอกสารภายใน และหลักฐานจากผู้ขาย เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือบิลเงินสด ใบเบิกบอกว่าใครเบิกไปทำอะไร ส่วนหลักฐานจากผู้ขายพิสูจน์ว่าจ่ายให้ใครจริง ทั้งสองอย่างใช้แทนกันไม่ได้ ใบเบิกเงินสดย่อยต้องมีรายการอะไร? ใบเบิกเงินสดย่อยไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบ แต่ควรมีข้อมูลพอให้ผู้ตรวจย้อนดูได้ แบบฟอร์มเบิกเงินสดย่อยที่ใช้งานได้จริงควรมีรายการตามตารางนี้ รายการในใบเบิก ตัวอย่างที่กรอก ทำไมต้องมี เลขที่ใบเบิกและวันที่ PC-2610-014 / 14 ต.ค. 2569 เรียงลำดับและหาย้อนหลังได้ ชื่อผู้เบิกและแผนก คุณมิ้นท์ / ฝ่ายออกแบบ รู้ว่าใครรับเงินไป รายละเอียดค่าใช้จ่าย ค่าเมสเซนเจอร์ส่งแบบให้ลูกค้า ใช้แยกประเภทค่าใช้จ่ายตอนบันทึกบัญชี จำนวนเงิน 320 บาท ใช้รวมยอดตอนเบิกชดเชย เลขที่หลักฐานที่แนบ ใบเสร็จเลขที่ 0457 ผูกใบเบิกกับหลักฐานจากผู้ขาย ลายเซ็นผู้เบิก ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน 3 ช่อง แยกหน้าที่ ไม่ให้คนเดียวทำทุกขั้น ใบเบิกทุกใบควรถูกจดลงสมุดเงินสดย่อย (ทะเบียนที่บันทึกรายการรับจ่ายเงินสดย่อยเรียงตามวันที่) ซึ่งทำใน Excel หรือโปรแกรมบัญชีก็ได้ ยอดคงเหลือในสมุดต้องตรงกับเงินในกล่องทุกครั้งที่ตรวจนับ ไม่มีใบเสร็จ ใช้เอกสารอะไรแทนได้? ใช้ได้ 2 แบบ ตามว่าผู้ขายออกเอกสารให้ได้แค่ไหน และทั้งสองแบบต้องพิสูจน์ได้ว่าจ่ายให้ใครจริง ข้อควรระวังคือ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินใช้แทนใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ารายจ่ายนั้นมี VAT และต้องการใช้ภาษีซื้อ ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปในชื่อบริษัทเท่านั้น ใบกำกับภาษีที่ไม่ใช่ชื่อบริษัทเป็นภาษีซื้อต้องห้าม (มาตรา 82/5 (1)) บันทึกบัญชีเงินสดย่อยอย่างไร? บันทึกบัญชีเงินสดย่อยในระบบวงเงินคงที่มีเพียง 2 จังหวะหลัก คือ ตอนตั้งวงเงิน และตอนเบิกชดเชย ระหว่างรอบที่จ่ายเงินทีละใบ ผู้รักษาเงินจดในสมุดอย่างเดียว ยังไม่ต้องลงบัญชีแยกประเภท ตัวเลขต่อไปนี้ใช้กรณีบริษัทของคุณแพร จังหวะที่ 1 ตั้งวงเงิน 6,000 บาท บัญชี เดบิต เครดิต เงินสดย่อย 6,000 เงินฝากธนาคาร 6,000 จังหวะที่ 2 เบิกชดเชยหลังครบ 2 สัปดาห์ ใบเสร็จรวม 4,445 บาท ได้แก่ ค่าเมสเซนเจอร์ 1,280 บาท ค่าน้ำดื่มสำนักงาน 950 บาท และวัสดุสำนักงาน 2,215 บาท ซึ่งเป็นราคาก่อนภาษี 2,070 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 145 บาท ตามใบกำกับภาษีเต็มรูปในชื่อบริษัท ตอนตรวจนับ เงินในกล่องเหลือ 1,495 บาท ขณะที่ควรเหลือ 6,000 − 4,445 = 1,555 บาท จึงมีเงินขาดบัญชี 60 บาท ยอดเบิกชดเชยต้องเท่ากับ 6,000 − 1,495 = 4,505 บาท เพื่อให้กลับมาเต็มวงเงิน บัญชี เดบิต เครดิต ค่าขนส่งเอกสาร 1,280 ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดสำนักงาน 950 วัสดุสำนักงาน 2,070 ภาษีซื้อ 145 เงินขาดบัญชี 60 เงินฝากธนาคาร 4,505 ตรวจยอด 1,280 + 950 + 2,070 + 145 + 60 = 4,505 บาท และเงินในกล่องหลังเติม 1,495 + 4,505 = 6,000 บาท เท่ากับวงเงินพอดี สังเกตว่าในจังหวะนี้ไม่ได้แตะบัญชีเงินสดย่อยเลย เพราะวงเงินยังเท่าเดิม จังหวะเสริมที่ใช้ไม่บ่อย ควบคุมเงินสดย่อยไม่ให้รั่วไหลอย่างไร? วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ แยกคนถือเงิน คนอนุมัติ และคนบันทึกบัญชีออกจากกัน แล้วตรวจนับแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเป็นครั้งคราว 2 ข้อนี้ทำให้การหยิบเงินไปใช้ก่อนหรือสร้างใบเสร็จขึ้นเองทำได้ยากมาก แม้ในบริษัทเล็ก บทบาท หน้าที่ ไม่ควรทำ ผู้รักษาเงิน ถือเงิน จ่ายตามใบเบิก จดสมุด อนุมัติใบเบิกของตัวเอง ผู้อนุมัติ เซ็นอนุมัติใบเบิกและใบขอเบิกชดเชย ถือเงินสดเอง ผู้ทำบัญชี ตรวจใบเสร็จและบันทึกบัญชี จ่ายเงินสดย่อย จุดที่ต้องแยกให้ออกจากตารางนี้คือ ในบริษัทที่มีพนักงานไม่กี่คน เจ้าของมักเป็นผู้อนุมัติเอง ซึ่งใช้ได้ ขอแค่ผู้ถือเงินกับผู้บันทึกบัญชีไม่ใช่คนเดียวกัน นโยบายเพิ่มเติมที่ช่วยได้มาก จากที่เคยเห็น เงินที่หายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการทุจริตก้อนใหญ่ แต่มาจากการยืมเงินในกล่องไปใช้ก่อนแล้วลืมคืน การตรวจนับแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเดือนละครั้งช่วยปิดช่องนี้ได้เกือบทั้งหมด เงินสดย่อยต่างจากเงินทดรองจ่ายอย่างไร? เงินสดย่อยเป็นวงเงินคงที่ที่อยู่ในสำนักงานสำหรับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน ส่วนเงินทดรองจ่ายเป็นเงินที่ให้พนักงานถือออกไปใช้ในงานเฉพาะครั้ง แล้วเคลียร์ปิดยอดเป็นรายครั้ง ประเด็น เงินสดย่อย เงินทดรองจ่าย ใช้เมื่อไร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน งานเฉพาะครั้ง เช่น เดินทาง ซื้อของหน้างาน ใครถือเงิน ผู้รักษาเงิน พนักงานที่ออกไปทำงานนั้น ปิดยอดอย่างไร เบิกชดเชยให้เต็มวงเงินเป็นรอบ เคลียร์รายครั้ง คืนเงินที่เหลือ หมวดในงบ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สินทรัพย์หมุนเวียน (ลูกหนี้อื่น) ขั้นตอนเบิก เคลียร์ และบันทึกบัญชีเงินทดรองจ่ายพร้อมการแยกภาษีซื้อ อ่านต่อได้ที่บทความเงินทดรองจ่าย คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินสดย่อย เรื่องนี้ดูเล็ก แต่เป็นรายการที่ทั้งผู้สอบบัญชีและสรรพากรมักสุ่มตรวจ เพราะเอกสารมักไม่ครบ เรื่องที่ช่วยให้ระบบเรียบร้อยมีดังนี้ สรุป – เงินสดย่อยต้องจำอะไรบ้าง? เงินสดย่อยเป็นระบบเล็ก ๆ ที่บอกได้ทุกวันว่าเงินสดของบริษัทไปไหน ถ้าเงินในกล่องบวกใบเสร็จเท่ากับวงเงินทุกครั้งที่ตรวจนับ ก็มั่นใจได้ว่าระบบทำงาน เรื่องที่ต้องจำมี 4 ข้อ ถ้าจะเริ่มจากวันนี้ ลองนับเงินในกล่องตอนนี้เลย แล้วรวมกับใบเสร็จที่ยังไม่ได้เบิกชดเชย ถ้าไม่เท่ากับวงเงิน นั่นคือจุดแรกที่ต้องตามหาคำตอบ ถ้าอยากให้การเทียบยอดแบบนี้ทำได้ทุกวันโดยไม่ต้องนับมือ PEAK Account ให้ตั้งช่องทางเงินสดย่อยแยกในเมนูการเงิน เติมเงินและบันทึกค่าใช้จ่ายจากช่องทางนั้น ยอดคงเหลือในระบบจึงใช้เทียบกับเงินในกล่องได้ทันที ดูขั้นตอนการบันทึกเงินสดย่อยใน PEAK สำหรับใครที่อยากเรียนรู้เรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม PEAK มีบทความให้อ่านต่อทั้งบทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี บทความด้านธุรกิจ และบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินสดย่อย เงินสดย่อยอยู่หมวดไหนในงบการเงิน? อยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียน รวมในบรรทัดเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ยอดที่แสดงคือเงินที่มีอยู่จริง ณ วันสิ้นงวด จึงควรเบิกชดเชยก่อนปิดบัญชีเพื่อให้ยอดตรงกับเงินจริง เงินสดย่อยเป็นเงินสดไหม? เป็น เพราะเป็นเงินสดในมือของบริษัทที่แยกไว้ใช้เฉพาะเรื่อง จึงนับรวมกับเงินสดในงบ ต่างจากเงินทดรองจ่ายที่ยังเป็นสิทธิเรียกร้องจากพนักงาน เงินสดย่อย ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? เรียกว่า Petty Cash ส่วนกองทุนเงินสดย่อยแบบวงเงินคงที่เรียกว่า Imprest Fund และสมุดเงินสดย่อยเรียกว่า Petty Cash Book เงินสดย่อยขาด ผู้รักษาเงินต้องชดใช้ไหม? ไม่เสมอไป ขึ้นกับสาเหตุ ถ้าขาดเพราะทอนเงินผิดเล็กน้อย บริษัทมักบันทึกเป็นเงินขาดบัญชี แต่ถ้าจะหักจากค่าจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานอนุญาตเฉพาะค่าเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและลูกจ้างยินยอม หักได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าจ้างเว้นแต่ลูกจ้างยินยอม (มาตรา 76) ร้านเล็กที่เจ้าของทำเองคนเดียว ต้องมีเงินสดย่อยไหม? ไม่บังคับ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีระบบนี้ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคล การแยกเงินก้อนนี้ออกจากเงินส่วนตัวช่วยให้ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ มีหลักฐานครบและใช้หักภาษีได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

เงินทดรองจ่าย คืออะไร สรุปวิธีเบิก บันทึกบัญชี พร้อมตัวอย่าง

เงินทดรองจ่าย คืออะไร และสำคัญอย่างไร? เงินทดรองจ่าย คือ เงินที่บริษัทจ่ายล่วงหน้าให้พนักงานถือไปใช้จ่ายในงานของบริษัท แล้วพนักงานต้องนำใบเสร็จมาเคลียร์พร้อมคืนเงินที่เหลือภายหลัง ภาษาอังกฤษนิยมเรียกว่า Cash Advance หรือ Employee Advance คำว่า ทดรองจ่าย หมายถึง การออกเงินให้ไปก่อน แล้วค่อยมาสะสางกันทีหลัง บางที่ใช้คำว่า Advance Payment ซึ่งต้องระวัง เพราะในงานบัญชีคำนี้มักหมายถึงเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าให้ผู้ขาย ไม่ใช่เงินที่ให้พนักงานถือไปใช้ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน เงินทดรองจ่าย อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? เงินทดรองจ่าย อยู่หมวดสินทรัพย์หมุนเวียน ในงบแสดงฐานะการเงิน โดยมักแสดงรวมในลูกหนี้อื่นหรือแยกบรรทัดเป็น “เงินทดรองจ่ายพนักงาน” เหตุผลคือ ระหว่างที่ยังไม่เคลียร์ บริษัทมีสิทธิเรียกเงินคืนหรือเรียกหลักฐานการใช้จ่ายจากพนักงาน จึงเป็นสิทธิเรียกร้อง ยังไม่ใช่ค่าใช้จ่าย พอเคลียร์แล้ว ส่วนที่ใช้จริงจะย้ายไปเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนตามประเภท ส่วนที่เหลือกลับเป็นเงินสด ความหมายและประเภทของสินทรัพย์กลุ่มนี้อ่านเพิ่มได้ที่บทความสินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร สถานะของเงิน หมวดในงบ ตัวอย่างชื่อบัญชี จ่ายให้พนักงานแล้ว ยังไม่เคลียร์ สินทรัพย์หมุนเวียน เงินทดรองจ่ายพนักงาน / ลูกหนี้อื่น เคลียร์แล้ว ส่วนที่ใช้จริง ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน วัสดุสิ้นเปลือง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก เคลียร์แล้ว ส่วนที่คืนบริษัท สินทรัพย์หมุนเวียน เงินสด / เงินฝากธนาคาร ตารางนี้บอกว่าเงินทดรองจ่ายไม่เคยเป็นค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่จ่าย จุดที่มักเข้าใจผิดคือ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนตั้งแต่วันเบิก ทำให้กำไรของงวดนั้นต่ำกว่าความจริง และตามไม่ได้ว่าเงินส่วนที่ไม่ได้ใช้หายไปไหน ขั้นตอนเบิกและเคลียร์เงินทดรองจ่ายมีอะไรบ้าง? ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น คือ ขอเบิก อนุมัติและจ่ายเงิน ใช้จ่ายพร้อมเก็บหลักฐาน และเคลียร์เงินทดรองจ่ายภายในเวลาที่นโยบายกำหนด ทุกขั้นควรมีเอกสารรองรับ เพื่อให้ผู้ทำบัญชีบันทึกได้ถูกงวดและภาษีไม่ตกหล่น สมมติคุณบอยเป็นเจ้าของบริษัทรับติดตั้งแอร์ วันหนึ่งช่างต้องออกไปหน้างานต่างอำเภอและอาจต้องซื้ออะไหล่เพิ่มหน้างาน คุณบอยจึงอนุมัติเงินทดรองจ่ายให้หัวหน้าช่าง 12,000 บาท ใบเบิกเงินทดรองจ่ายควรมีรายการอะไร? ใบเบิกเงินทดรองจ่ายควรมีข้อมูลพอให้คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตรวจย้อนได้ว่าใครเบิก เบิกไปทำอะไร และต้องเคลียร์เมื่อไร รายการขั้นต่ำสรุปได้ตามตารางนี้ รายการในใบเบิก ทำไมต้องมี เลขที่ใบเบิกและวันที่ ใช้อ้างอิงตอนเคลียร์และตามยอดค้าง ชื่อ ตำแหน่ง แผนกผู้เบิก ระบุว่าใครต้องรับผิดชอบเงินก้อนนี้ วัตถุประสงค์และงานหรือโครงการ ใช้ตรวจว่าค่าใช้จ่ายตอนเคลียร์ตรงกับงานที่ขอ จำนวนเงินเป็นตัวเลขและตัวอักษร ป้องกันการแก้ไขตัวเลข กำหนดวันเคลียร์ ใช้ติดตามยอดค้างเกินกำหนด ลายเซ็นผู้เบิก ผู้อนุมัติ และผู้จ่ายเงิน แยกหน้าที่ ไม่ให้คนเดียวเบิกเองอนุมัติเอง สิ่งที่ต้องรู้คือ ใบเบิกเป็นเอกสารภายใน ใช้พิสูจน์การจ่ายเงินให้พนักงาน แต่ใช้แทนใบเสร็จของร้านค้าไม่ได้ ตอนเคลียร์ยังต้องมีหลักฐานจากผู้ขายเสมอ ใช้เงินไม่หมดหรือใช้เกิน ต้องทำอย่างไร? ใช้ไม่หมด พนักงานคืนเงินส่วนที่เหลือพร้อมใบเสร็จ ใช้เกิน บริษัทจ่ายส่วนต่างคืนให้พนักงานหลังตรวจหลักฐานแล้ว ทั้งสองกรณีต้องปิดยอดเงินทดรองจ่ายของพนักงานคนนั้นให้เป็นศูนย์ ถ้าเงินที่เหลือไม่ได้คืนในวันเคลียร์ ยอดนั้นยังค้างอยู่ในบัญชีเงินทดรองจ่ายพนักงาน และควรถูกติดตามจนกว่าจะคืนครบ บันทึกบัญชีเงินทดรองจ่ายอย่างไร? เงินทดรองจ่าย บันทึกบัญชี 2 จังหวะ คือ ตอนจ่ายให้พนักงานบันทึกเป็นสินทรัพย์ และตอนเคลียร์ล้างบัญชีนั้นออก แยกเป็นค่าใช้จ่าย ภาษีซื้อ และเงินที่คืน ตัวเลขต่อไปนี้ใช้กรณีร้านของคุณบอย จังหวะที่ 1 จ่ายเงินทดรอง 12,000 บาท บัญชี เดบิต เครดิต เงินทดรองจ่ายพนักงาน 12,000 เงินฝากธนาคาร 12,000 จังหวะที่ 2 เคลียร์ ใช้จริง 10,165 บาท ซึ่งเป็นค่าอะไหล่ 9,500 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 9,500 × 7% = 665 บาท และคืนเงิน 1,835 บาท บัญชี เดบิต เครดิต อะไหล่และวัสดุติดตั้ง 9,500 ภาษีซื้อ 665 เงินสด 1,835 เงินทดรองจ่ายพนักงาน 12,000 รวมเดบิต 9,500 + 665 + 1,835 = 12,000 บาท เท่ากับยอดที่ล้างออกพอดี จุดที่คนพลาดบ่อยคือ บันทึกค่าอะไหล่ 10,165 บาททั้งก้อน ทำให้เสียสิทธิใช้ภาษีซื้อ 665 บาทไปโดยไม่รู้ตัว กรณีใช้เกิน สมมติงานถัดไปใช้จริงค่าอะไหล่ 12,500 บาท ภาษีซื้อ 875 บาท รวม 13,375 บาท บริษัทต้องจ่ายเพิ่มให้ช่าง 13,375 − 12,000 = 1,375 บาท บัญชี เดบิต เครดิต อะไหล่และวัสดุติดตั้ง 12,500 ภาษีซื้อ 875 เงินทดรองจ่ายพนักงาน 12,000 เงินสด 1,375 ถ้าพนักงานใช้เงินทดรองไปจ่ายค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น จ้างผู้รับเหมาช่วงยกของขึ้นตึก หน้าที่หักและนำส่งยังเป็นของบริษัทในฐานะผู้จ่ายตัวจริง ไม่ใช่ของพนักงาน อัตราที่ต้องหักขึ้นกับประเภทเงินได้ จึงควรให้พนักงานแจ้งฝ่ายบัญชีก่อนจ่ายทุกครั้ง ทดรองจ่ายแทนลูกค้าคืออะไร และบันทึกต่างกันอย่างไร? ทดรองจ่ายแทนลูกค้า คือ กรณีที่ธุรกิจออกเงินจ่ายค่าใช้จ่ายที่เป็นของลูกค้าไปก่อน แล้วเรียกเก็บคืนเท่ากับที่จ่ายจริง ต่างจากเงินทดรองพนักงานตรงที่เงินก้อนนี้ไม่ได้ใช้ในงานของเราเอง จึงไม่ควรบันทึกเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายของเรา แต่บันทึกเป็นลูกหนี้ลูกค้า ธุรกิจที่เจอกรณีนี้บ่อยคือ ชิปปิ้งที่จ่ายค่าภาระท่าเรือแทนผู้นำเข้า สำนักงานบัญชีที่จ่ายค่าธรรมเนียมราชการแทนลูกค้า และเอเจนซีที่จ่ายค่าสถานที่แทนลูกค้า ตัวอย่าง: บริษัทชิปปิ้งของคุณต้นจ่ายค่าภาระท่าเรือแทนผู้นำเข้า 8,640 บาท ตามใบเสร็จที่ออกในชื่อผู้นำเข้า แล้วเรียกเก็บคืนพร้อมค่าบริการของตัวเอง หลักที่ช่วยแยกคือ ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายนั้น และเอกสารออกในชื่อใคร มาตรฐาน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ยังเพิ่มแนวทางพิจารณาว่ากิจการเป็นตัวการหรือตัวแทน ซึ่งใช้ตัดสินเรื่องนี้ได้ตรง ๆ ภาระภาษีของกรณีนี้ขึ้นกับรูปแบบสัญญาและชื่อในเอกสารเป็นหลัก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ให้ผู้ขายออกเอกสารในชื่อลูกค้า เรียกเก็บคืนเท่ายอดจริงโดยแยกจากค่าบริการ และถ้าธุรกิจทำรายการแบบนี้เป็นประจำ ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่ยืนยันวิธีปฏิบัติก่อน กรรมการหรือพนักงานออกเงินส่วนตัวจ่ายแทนบริษัท บันทึกอย่างไร? กรณีนี้กลับด้านกับเงินทดรองจ่าย บริษัทไม่ได้ให้เงินไปก่อน แต่กรรมการหรือพนักงานควักเงินส่วนตัวจ่ายแทน บางที่เรียกว่าเงินสำรองจ่าย หรือทดรองจ่ายจากเงินส่วนตัว บริษัทจึงเป็นหนี้คนนั้น ต้องบันทึกเป็นหนี้สินหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้กรรมการหรือเจ้าหนี้พนักงาน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย สมมติคุณบอยรูดบัตรเครดิตส่วนตัวซื้อเครื่องมือให้บริษัท 4,280 บาท (ราคาก่อนภาษี 4,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 280 บาท) และขอใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท ถ้ากรรมการจ่ายแทนบ่อยและไม่โอนคืน ยอดเจ้าหนี้กรรมการจะโตจนกลายเป็นเงินกู้ยืมกรรมการในงบ ควรสรุปและโอนคืนเป็นรอบ เช่น ทุกสิ้นเดือน เงินทดรองจ่ายต่างจากเงินสดย่อยอย่างไร? เงินทดรองจ่ายให้ไปเป็นครั้ง ๆ ตามงาน แล้วเคลียร์ปิดยอดเป็นรายครั้ง ส่วนเงินสดย่อยเป็นวงเงินคงที่ที่เก็บไว้ในบริษัทเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ประจำวัน แล้วเบิกชดเชยให้กลับมาเต็มวงเงิน ระบบวงเงินคงที่นี้เรียกว่า Imprest System ซึ่งเป็นของเงินสดย่อย ไม่ใช่ชื่อเรียกอื่นของเงินทดรองจ่าย ประเด็น เงินทดรองจ่าย เงินสดย่อย ใช้เมื่อไร งานเฉพาะครั้ง เช่น เดินทาง ซื้อของหน้างาน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน ใครถือเงิน พนักงานที่ออกไปทำงานนั้น ผู้รักษาเงินสดย่อยที่ได้รับแต่งตั้ง ปิดยอดอย่างไร เคลียร์รายครั้ง คืนเงินที่เหลือ เบิกชดเชยให้เต็มวงเงินเป็นรอบ หมวดในงบ สินทรัพย์หมุนเวียน (ลูกหนี้อื่น) เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด วิธีตั้งวงเงิน เบิกชดเชย และบันทึกบัญชีเงินสดย่อยแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความ เงินสดย่อย (Petty Cash) คืออะไร วางนโยบายควบคุมเงินทดรองจ่ายอย่างไร? นโยบายที่ใช้ได้จริงควรตอบ 4 เรื่อง คือ ใครเบิกได้เท่าไร ต้องเคลียร์ภายในกี่วัน ถ้ายังค้างจะเบิกใหม่ได้ไหม และถ้าไม่เคลียร์จะทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขเหล่านี้ไว้ บริษัทจึงต้องเขียนเองให้ชัดและแจ้งพนักงานล่วงหน้า เรื่องหักเงินเดือนเมื่อพนักงานไม่เคลียร์ต้องระวังเป็นพิเศษ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ห้ามหักค่าจ้าง เว้นแต่เข้ากรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น หนี้เพื่อสวัสดิการที่ลูกจ้างยินยอมล่วงหน้า หรือค่าเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ลูกจ้างยินยอม กรณีเหล่านี้แต่ละกรณีหักได้ไม่เกินร้อยละ 10 รวมกันไม่เกินหนึ่งในห้าของค่าจ้าง เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม (มาตรา 76) เงินทดรองที่ค้างเคลียร์ไม่ได้อยู่ในรายการเหล่านี้โดยตรง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ให้พนักงานเซ็นหนังสือยินยอมเฉพาะเรื่องไว้ตั้งแต่ตอนเบิก และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแรงงานก่อนหักจริง ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินทดรองจ่าย เงินทดรองจ่ายเป็นเรื่องเล็กในแต่ละครั้ง แต่ถ้าปล่อยหลวมจะกลายเป็นยอดค้างที่ตรวจย้อนไม่ได้ เรื่องที่ช่วยให้คุมได้ง่ายขึ้นมีดังนี้ เงินทดรองจ่ายไม่ได้ยากที่การบันทึกบัญชี แต่ยากที่การตามเอกสารกลับมาให้ครบและทันงวด หัวใจอยู่ที่ 3 เรื่อง คือ จ่ายแบบมีหลักฐาน ขอใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และกำหนดวันเคลียร์ที่ทุกคนรู้ ถ้าจะเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการเงินทดรองจ่ายที่ยังค้างอยู่ทั้งหมดออกมาดูสักครั้ง เรียงตามวันที่เบิก แล้วตามเคลียร์รายการที่เก่าที่สุดก่อน สำหรับใครที่อยากเรียนรู้เรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม PEAK มีบทความให้อ่านต่อทั้งบทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี บทความด้านธุรกิจ และบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เงินทดรองจ่าย ทดรองจ่าย หรือ ทดลองจ่าย คำไหนถูก? “ทดรองจ่าย” ถูกต้อง ทดรอง หมายถึงออกเงินให้ไปก่อน ส่วน “ทดลอง” หมายถึงลองทำดู คนจำนวนมากสะกดสลับกันเพราะออกเสียงใกล้กัน เอกสารทางการ เช่น ระเบียบเรื่องเงินทดรองราชการ ก็ใช้คำว่าทดรอง เงินทดรองจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีไหม? ต้องมี ถ้าร้านค้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและบริษัทต้องการใช้ภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีต้องออกในชื่อบริษัท ถ้าร้านค้าไม่ได้จด VAT ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินหรือบิลเงินสดที่มีชื่อผู้ขายครบเป็นหลักฐานรายจ่ายแทน เงินทดรองจ่ายของบริษัทเหมือนกับเงินทดรองราชการไหม? ไม่เหมือน เงินทดรองราชการเป็นเงินที่ส่วนราชการถือไว้จ่ายล่วงหน้าตามระเบียบของทางราชการ มีขั้นตอนและกำหนดเวลาตามระเบียบนั้น ส่วนเงินทดรองจ่ายของบริษัทเอกชนใช้นโยบายที่บริษัทกำหนดเอง ภายใต้กฎหมายบัญชีและภาษี เงินทดรองจ่าย ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? นิยมใช้ Cash Advance หรือ Employee Advance ถ้าเขียนว่า Advance Payment ควรมีคำอธิบายกำกับ เพราะคำนี้มักหมายถึงเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าให้ผู้ขาย เงินทดรองจ่ายที่ค้างข้ามปีต้องทำอย่างไร? ยอดที่ยังไม่เคลียร์จะแสดงเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบสิ้นปี แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วควรตามเอกสารมาบันทึกให้ทันงวดที่เกิด ถ้ารอข้ามปี ค่าใช้จ่ายจะไปตกอยู่ผิดปีและกระทบกำไรทั้งสองปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

ตัน ภาสกรนที บทเรียนธุรกิจนอกตำรา – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน Summit 2026

ถ้าอยากรู้สภาพเศรษฐกิจ ไม่ต้องรอดูข่าวเที่ยง แค่มองข้างทางก็รู้ได้แล้ว นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนจาก ‘คุณตัน ภาสกรนที’ หรือ ตัน อิชิตัน ผู้ก่อตั้งแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของไทย ได้ร่วมแบ่งปันบนเวที ลงทุนแมน Summit 2026 ถ่ายทอดเรื่องราวจากต้นทุนชีวิตที่เคยติดลบ จนพลิกผันกลายเป็นเศรษฐีระดับหมื่นล้าน บทเรียนของคุณตันไม่ได้มาจากทฤษฎีในห้องเรียน แต่เกิดจากการลงมือทำจริง เจ็บจริง และการมองเห็นโอกาสในจังหวะที่มหาชนเห็นเพียงแค่วิกฤต ซึ่ง ‘วิชาชีวิต’ เหล่านี้เอง ที่เปรียบเสมือนเข็มทิศชี้นำให้คุณตันกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากเวที Life-Long MBA วิชาธุรกิจที่ในตำราไม่มีสอน อ่านเศรษฐกิจจริงจากตลาดนัด ไม่ต้องรอตัวเลข GDP คุณตันดูสัญญาณเศรษฐกิจจากธุรกิจที่ตัวเองทำ เช่น ตลาดนัดไม่มีผู้ค้า โรงแรมลดราคาห้อง หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ราคา 10-15 บาทขายดีขึ้น เป็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ชัดเจนกว่าตัวเลข GDP เพราะเป็นสัญญาณแบบ Real-Time ที่ไม่ได้อ้างอิงจากอดีต และยังสามารถใช้คาดการณ์เศรษฐกิจล่วงหน้าได้ 1-2 ปีอีกด้วย สถานการณ์ ความหมาย ตลาดนัดไม่มีผู้ค้า คนไม่กล้าใช้เงิน ไม่มาเดินตลาด ทำให้พ่อค้าแม่ค้าจ่ายค่าเช่าไม่ไหว เกิดสภาวะสภาพคล่องตึงตัวรุนแรงจนต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ โรงแรมลดราคาห้อง เศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้อัตราการเข้าพักลดลง โรงแรมลดค่าห้องอย่างหนัก เพื่อแข่งขันด้านราคา ยอดขายเครื่องดื่มน้ำตาลราคาถูกสูงขึ้น ผู้บริโภคระดับฐานรากเกิดความเครียด ต้องการพลังงานราคาถูกจากน้ำตาล โดยไม่มีงบเพียงพอที่จะซื้อกาแฟหรือชา โมเดลธุรกิจ ขายไส้กรอกไม่เลี้ยงหมู ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน การแบกรับสินทรัพย์ขนาดใหญ่ถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่องค์กรควรหลีกเลี่ยง แม้โรงงานผลิตเครื่องดื่มของคุณตันจะมียอดการผลิตมหาศาลจนคนส่วนใหญ่มองว่า การลงทุนซื้อเครื่องจักรเพื่อผลิตขวด พิมพ์ฉลาก หรือทำกล่องบรรจุภัณฑ์เองคือวิธีลดต้นทุนระยะยาวที่ดีที่สุด ทว่าในมุมมองของคุณตัน การทำเช่นนั้นคือการแบกรับความเสี่ยงที่เกินจำเป็น ปัจจุบันทิศทางการบริหารของอิชิตันจึงเลือกที่จะไม่เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก แต่หันไปโฟกัสสิ่งที่ตนเชี่ยวชาญ นั่นคือการผลิตและทำยอดขายปริมาณมากเพื่อกดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำที่สุด กลยุทธ์การไม่ผูกมัดตัวเองไว้กับสินทรัพย์เหล่านี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเทคโนโลยีเครื่องผลิตขวดรุ่นใหม่ที่คุ้มค่ากว่า ในขณะที่แบรนด์อื่นอาจต้องปวดหัวกับการหาทางปลดระวางเครื่องจักรเก่า คุณตันเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์เจรจากับซัพพลายเออร์ ก็สามารถอัปเกรดเทคโนโลยีและลดต้นทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนเองให้เจ็บตัว ค่าเสื่อม = ค่าโง่ที่จ่ายไปแล้ว ผู้ประกอบการหลายคนมักนำ “ค่าเสื่อมราคา” มาบวกรวมเป็นต้นทุนในการตั้งราคาจนสินค้าแพงเกินไป แต่คุณตันกลับมีมุมมองที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง โดยมองว่าค่าเสื่อมราคาเปรียบเสมือน “ค่าโง่” หรือเงินก้อนที่จ่ายไปแล้วตั้งแต่ตอนซื้อเครื่องจักร ไม่ว่าจะเดินเครื่องผลิตหรือไม่ธุรกิจก็ต้องแบกรับภาระส่วนนี้เท่าเดิม ดังนั้น แทนที่จะนำค่าเสื่อมมาบวกจนเสียเปรียบทางการแข่งขัน ควรหันมาตั้งราคาให้สู้ในตลาดได้เพื่อเร่งสร้างยอดการผลิต (Volume) ให้ได้มากที่สุด ในมุมมองทางบัญชี แนวคิดนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องสำหรับการตัดสินใจระยะสั้น เนื่องจากค่าเสื่อมเป็นต้นทุนคงที่ ขอเพียงราคาขายครอบคลุมต้นทุนผันแปรต่อชิ้นธุรกิจก็สามารถเดินหน้าต่อได้ ส่วนในระยะยาวนั้น ธุรกิจยังคงจำเป็นต้องสร้างกำไรรวมให้มากพอเพื่อเตรียมกระแสเงินสดไว้สำหรับซื้อเครื่องจักรใหม่ทดแทน ในอนาคต ซึ่งทฤษฎีของคุณตันตอบโจทย์ข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อโรงงานเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง ต้นทุนต่อหน่วยจะลดฮวบลงอย่างมหาศาล แม้กำไรต่อชิ้นจะบางลง แต่ด้วยปริมาณยอดขายที่สูงถึงระดับร้อยล้านต่อเดือน กำไรจากยอดขายมหาศาลนี้ก็จะหมุนกลับมาครอบคลุมค่าเสื่อมราคาในงบการเงินได้เองในที่สุด การลงทุนในระบบ Automation สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ แม้การสร้างระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (Auto Warehouse) จะเป็นการลงทุนก้อนใหญ่จนนักบัญชีของบริษัทไม่เห็นด้วย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งลดต้นทุนด้านเวลา คุณตันจึงตัดสินใจเดินหน้าสร้างคลังสินค้าสูง 12 ชั้น บนพื้นที่ 120,000 ตารางเมตร เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ระบบนี้นอกจากจะช่วยให้เบิกจ่ายสินค้าได้รวดเร็วภายใน 20 นาทีแล้ว ยังทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจนับสต็อกได้อย่างแม่นยำถึง 100% ในมุมของการบริหาร หากไม่มีระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ โรงงานจะต้องหยุดสายการผลิตอย่างน้อย 2 วันเต็มเพื่อตรวจนับสินค้า ซึ่งสำหรับอิชิตันแล้ว การหยุดเครื่องจักรหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการผลิตที่สูงถึง 600 ขวดต่อนาทีต่อเครื่อง ดังนั้น การลงทุนกับเทคโนโลยีอัตโนมัติในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การลดภาระค่าแรง แต่เป็นการอุดรอยรั่วและป้องกันความสูญเสียเชิงโอกาสทางการค้าได้อย่างมหาศาล แนวคิดการลงทุนแบบสวนทางตลาด และการสะสมเครดิตกับธนาคาร การสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการวิ่งตามกระแสมหาชน แต่เกิดจากการมีกรอบคิดแบบสวนทาง ควบคู่กับวินัยทางการเงินที่เคร่งครัดเพื่อเตรียมสภาพคล่องให้พร้อมช้อนซื้อสินทรัพย์ในจังหวะวิกฤต การเข้าซื้อสินทรัพย์แบบสวนทาง ปรัชญาการลงทุนที่ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับความสำเร็จของคุณตัน คือแนวคิดที่ว่า “ดี = ไม่ดี, รวย = เจ๊ง” เพราะเมื่อใดที่สินทรัพย์ชิ้นหนึ่งได้รับความนิยมจนถึงขีดสุด ราคามักจะพุ่งสูงเกินจริงและใกล้ถึงจุดที่ต้องปรับตัวลงมา ในทางกลับกัน ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจซบเซาจนนักลงทุนหลายคนต้องยอมตัดใจขายขาดทุน กลับเป็น “โอกาสทอง” ในการเข้าช้อนซื้อสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง ด้วยวิสัยทัศน์ที่กล้าคิดสวนกระแสนี้ คุณตันจึงมักอาศัยจังหวะที่ตลาดตกต่ำเข้าไปกว้านซื้อที่ดินในทำเลทอง ไม่ว่าจะเป็นย่านสุขุมวิท ทองหล่อ หรือถนนนิมมานเหมินท์ กลยุทธ์นี้เองที่ทำให้เขาสามารถครอบครองสินทรัพย์คุณภาพเยี่ยมได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าความเป็นจริงอย่างมหาศาล ตรรกะไม่เก็บเงินสดระยะยาว เพื่อชนะเงินเฟ้อ การฝากเงินสดทิ้งไว้ในธนาคารเฉยๆ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้เราเสียเปรียบในระยะยาว เพราะดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับมักจะเติบโตไม่ทันอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง ส่งผลให้มูลค่าของเงินลดลงเรื่อยๆ จนในอนาคตอาจไม่สามารถซื้อสินทรัพย์ชิ้นเดิมในราคาเดิมได้อีกต่อไป ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการนำเงินสดไปแปลงสภาพให้กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ไม่เป็นภาระและสามารถสร้างรายได้” อย่างเช่น การลงทุนในที่ดินบนทำเลที่มีศักยภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษามูลค่าของเงินไม่ให้หดหายไปตามกาลเวลาแล้ว ยังมีโอกาสเติบโตและสร้างผลตอบแทนทวีคูณในอนาคตได้อีกด้วย จากหนี้ช่วงต้มยำกุ้ง สู่เครดิตที่ธนาคารแข่งกันให้กู้ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 คุณตันเลือกใช้วิธี “ตัดแขนขารักษาชีวิต” โดยยอมขายตึกแถวเพื่อนำเงินสดมาโปะลดหนี้ พร้อมเข้าไปเจรจากับธนาคารกรุงศรีเพื่อขอยืดระยะเวลาผ่อนชำระออกไปเป็น 5 ปี สิ่งสำคัญคือเขาไม่เคยเอ่ยปากขอแฮร์คัท (Haircut) หรือขอลดหนี้เลยแม้แต่บาทเดียว และด้วยความมุ่งมั่นนี้เอง คุณตันสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ก่อนกำหนดภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งประวัติทางการเงินที่ใสสะอาดนี้ได้กลายเป็นเครดิตความน่าเชื่อถือระดับสูงสุด ที่ติดตัวเขามาตลอด เครดิตที่สะสมมานี้ส่งผลอย่างชัดเจนในปัจจุบัน เมื่อคุณตันตัดสินใจเข้าซื้อกิจการโรงแรมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาทในย่านทำเลทองอย่างสุขุมวิทและทองหล่อ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งต่างแย่งกันเสนอวงเงินกู้ให้แบบเต็มจำนวน 100% แถมยังให้อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 3.5% โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติม และด้วยศักยภาพในการทำกำไรของธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดก่อนภาษีและดอกเบี้ย (EBITDA) ได้สูงถึงเดือนละประมาณ 100 ล้านบาท คุณตันจึงสามารถชำระหนี้ก้อนโตระดับพันล้านนี้ได้หมดเกลี้ยงภายในเวลาแค่ 1–2 ปี และกลับสู่สถานะปลอดหนี้ได้อย่างรวดเร็วเช่นเคย การบริหารคนสไตล์คุณตัน แบบยิ่งให้ก็ยิ่งได้ ย้อนกลับไปก่อนที่จะประสบความสำเร็จกับธุรกิจเครื่องดื่มชาเขียว คุณตันเคยเริ่มต้นจากการเปิดสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงานย่านทองหล่อ แม้จะเป็นเพียงกิจการเล็กๆ แต่เขากลับมีวิสัยทัศน์ในการบริหารที่ล้ำลึกด้วยการปลูกฝังแนวคิดการเป็น “เจ้าของร่วมกัน” (Co-Ownership) ให้กับพนักงานทุกคน โดยแทนที่จะจ่ายแค่เงินเดือนประจำซึ่งอาจทำให้พนักงานทำงานแค่ให้จบไปวันๆ หรือเกี่ยงงานกัน คุณตันเลือกใช้วิธีนำกำไรจากรูปภาพที่ลูกค้าซื้อเพิ่มมาแบ่งให้กับทีมงานทุกตำแหน่งอย่างทั่วถึง ตำแหน่ง ส่วนแบ่ง ช่างภาพ 40 บาทต่อรูป ผู้ช่วยช่างภาพ 10 บาทต่อรูป แม่บ้าน 5 บาทต่อรูป ช่างแต่งหน้า 500 บาทต่อคู่ กลยุทธ์นี้ทำให้พนักงานทุกคนหันมาร่วมมือร่วมใจกันดูแลลูกค้าเสมือนเป็นหุ้นส่วนของร้านอย่างแท้จริง แม่บ้านคอยดูแลเสิร์ฟน้ำอย่างแข็งขัน ในขณะที่ช่างแต่งหน้าและช่างภาพก็ช่วยกันสร้างความประทับใจและเชียร์ขายอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลูกค้าหลายรายที่เดิมตั้งใจมาซื้อแพ็กเกจเพียง 40 รูป กลับประทับใจการบริการจนยอมจ่ายเงินซื้อรูปเพิ่มเป็นหลักร้อยรูป แม้คุณตันจะต้องแบ่งกำไรราวครึ่งหนึ่งให้กับทีมงาน แต่วิธีนี้กลับช่วยสร้างยอดขายรวมให้เติบโตขึ้นหลายเท่าตัว โดยที่เจ้าของกิจการไม่ต้องคอยสั่งงานเลยแม้แต่น้อย แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ ก็เป็นแมวที่ดี ในการบริหารธุรกิจ คุณตันยึดมั่นในวาทะของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ว่า “แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ ก็เป็นแมวที่ดี” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการทำธุรกิจไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรือตำราใดที่สามารถตอบได้ทุกคำถาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำและเลือกใช้วิธีที่ได้ผลจริง พร้อมทั้งหมั่นเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์หลากหลาย เช่น การลงพื้นที่สำรวจตลาดอย่างใกล้ชิดในแบบของ ดร.เทียม โชควัฒนา แห่งเครือสหพัฒน์ ส่วน ความหมาย เขาเหมือนกระทิง ไว้ใช้ขวิด กล้าสู้ กล้าคว้าโอกาส ตาเหมือนนกเค้าแมว มองเห็นโอกาสในจังหวะที่คนอื่นมองไม่เห็น หลังเหมือนอูฐ ขยัน อดทน ขาเหมือนม้า เคลื่อนที่เร็ว ปรับเปลี่ยนไว หางเหมือนวัว มีประโยชน์หลากหลาย ในด้านของการตอบแทนสังคม คุณตันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการให้ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554 แม้โรงงานของตนเองจะถูกน้ำท่วมอย่างหนัก แต่เขากลับตัดสินใจบริจาคเงินช่วยเหลือรวมกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการมอบเงิน 40 ล้านบาทให้กองทัพนำไปจัดหาน้ำดื่มแจกจ่ายประชาชน ผลจากความเสียสละในครั้งนั้น ทำให้ผู้บริโภคทั่วประเทศประทับใจและพร้อมใจกันอุดหนุนเครื่องดื่มอิชิตันจนเกลี้ยงแผง ปัจจุบันบริษัทอิชิตันยังคงยึดมั่นในนโยบายการแบ่งปัน ด้วยการตั้งเป้าบริจาคเงินราว 10% ของกำไรสุทธิเป็นประจำทุกปี อย่างเช่นการจัดสรรงบกว่า 40 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดโรคซับซ้อนให้กับโรงพยาบาล สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ว่าธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนเมื่อก้าวเดินไปพร้อมกับการดูแลสังคม บทเรียนที่ SME นำไปใช้ได้ทันที คุณตันเล่าว่าหลังอุบัติเหตุตกเวทีที่เขาชีจรรย์ เขาเลิกยึดแผน 5-10 ปี และหันมาโฟกัสสิ่งที่ทำได้ใน 3-6 เดือน สำหรับ SME คือ ดูสัญญาณเตือนจากลูกค้าตัวเอง ทบทวนสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ ตั้งราคาจากต้นทุนจริง รักษาเครดิต และออกแบบค่าตอบแทนที่ทำให้ทีมอยากขาย บทเรียนจากเวที สิ่งที่ SME ทำได้ ค่าเช่าค้างคือสัญญาณแรก ดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระทุกเดือน ลูกค้าที่เริ่มจ่ายช้าคือสัญญาณเตือนก่อนยอดขายตก ขายไส้กรอก ไม่เลี้ยงหมู เทียบต้นทุนทำเองกับจ้างภายนอก รวมค่าเสื่อมและเงินลงทุนที่จม ค่าเสื่อมกับราคาขาย แยกต้นทุนคงที่และผันแปรก่อนตัดสินใจลดราคาเพื่อเพิ่มปริมาณ ตัดแขนขารักษาชีวิต ทบทวนสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้ แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสดเมื่อจำเป็น เครดิตคือทุน จ่ายหนี้ตรงเวลา และทำงบการเงินให้ถูกต้อง ธนาคารใช้ตัวเลขนี้พิจารณาวงเงิน แบ่งกำไรให้ทีม ตั้งสูตรค่าคอมให้ชัดและคำนวณได้จริง แล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายให้ครบ สรุป – Life-Long MBA วิชาธุรกิจที่ในตำราไม่มีสอน หัวใจสำคัญของ Life-Long MBA จากประสบการณ์ของคุณตัน ภาสกรนที คือการรักษาวินัย ความอดทน และการมองเห็นโอกาสในสภาวะที่ผู้อื่นเห็นแต่วิกฤต การทำธุรกิจภาคสนามไม่มีคำว่าล้มเหลว ตราบใดที่ไม่ยอมแพ้และพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างยืดหยุ่น “ไม่มีใครทำธุรกิจไปทั้งชีวิตแล้วตั้งใจจริงแล้วจะไม่สำเร็จ แต่สำคัญที่ต้องทำให้เป็น ถ้าดีเท่ากับไม่ดี รวยเท่ากับเจ๊ง จงมองสวนทางตลาด รักษาเครดิตยิ่งชีพ และจำไว้ว่า แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ก็คือแมวที่ดี” ดูลูกหนี้ค้างชำระและต้นทุนจริงได้ทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระ ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และงบกำไรขาดทุนได้ทุกเดือน ใช้เป็นสัญญาณเตือนและข้อมูลประกอบการตั้งราคาได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าลิขสิทธิ์ คิดภาษีอย่างไร อัตราตามผู้รับเงิน ตัวอย่างคำนวณ บันทึกบัญชี และ VAT

ค่าลิขสิทธิ์ คืออะไร? และคิดภาษีอย่างไร? ค่าลิขสิทธิ์ หรือ Royalty Fee คือ เงินที่จ่ายเพื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต หรือสิทธิแฟรนไชส์ ประมวลรัษฎากรจัดเงินก้อนนี้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง อัตราที่ต้องหักไม่ได้มีตัวเลขเดียว ขึ้นกับว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท และอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหัก 3% กับทุกคน ซึ่งถูกเฉพาะกรณีผู้รับเป็นบริษัทในไทย สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณเจน เจ้าของบริษัทร้านกาแฟ ที่จ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ คือ ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ให้คุณโอ๊ตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้านให้บริษัทในไทย และค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขาให้บริษัทในญี่ปุ่น เงินได้มาตรา 40(3) ครอบคลุมอะไรบ้าง? มาตรา 40(3) ครอบคลุมค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ในทางปฏิบัติจึงรวมหลายรายการที่ SME จ่ายอยู่แล้วโดยไม่ได้เรียกชื่อแบบนี้ คำว่า “ค่าลิขสิทธิ์” กับ “ค่าสิทธิ” ในทางภาษีจึงอยู่ในเงินได้ประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแยกอัตรา สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือผู้รับเงินเป็นใคร ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? อัตราขึ้นกับผู้รับเงิน 4 กลุ่ม ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME ของกรมสรรพากร ผู้รับเงิน อัตราหัก แบบที่ยื่น บุคคลธรรมดาผู้อยู่ในประเทศไทย อัตราก้าวหน้า 5–35% คำนวณตามมาตรา 50(1) ภ.ง.ด.2 บุคคลธรรมดาที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 15% ภ.ง.ด.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในไทย 3% ภ.ง.ด.53 นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย 15% หรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภ.ง.ด.54 ทุกแบบต้องยื่นและนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน ถ้าผู้รับเป็นมูลนิธิหรือสมาคม อัตราหักเป็น 10% ตามคู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร จ่ายให้บริษัทในไทย หัก 3% กรณีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด หัก 3% จากยอดก่อน VAT ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ และยื่น ภ.ง.ด.53 ความต่างของแบบ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.3 ต่างกันอย่างไร จ่ายให้บุคคลธรรมดาในไทย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาไม่ได้หักอัตราคงที่ แต่ต้องคำนวณเหมือนหักภาษีเงินเดือน คือประมาณเงินได้ทั้งปีจากผู้จ่ายรายนี้ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่จ่าย ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น คือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักตามจริง ตามหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากร ภาษีที่หักไว้ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้ต่างประเทศ หัก 15% Royalty ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี 15% ตามมาตรา 70 และยื่น ภ.ง.ด.54 รายละเอียดของแบบนี้อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.54 คืออะไร อัตรา 15% ลดลงได้ถ้าไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้รับ และอนุสัญญานั้นกำหนดอัตราค่าสิทธิไว้ต่ำกว่า แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น ข้อ 12 กำหนดภาษีค่าสิทธิไว้ไม่เกิน 15% บริษัทของคุณเจนจึงยังต้องหักเต็มอัตรา ควรเปิดข้อ “ค่าสิทธิ” ของอนุสัญญาประเทศนั้นทุกครั้งก่อนจ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่? ต้องพิจารณา เพราะการให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระ VAT แยกเป็น 2 กรณีตามที่อยู่ของผู้รับเงิน ผู้รับเงิน ใครรับผิดชอบ VAT ผู้จ่ายต้องทำอะไร อยู่ในไทยและจดทะเบียน VAT ผู้รับเงินออกใบกำกับภาษี จ่าย VAT 7% และใช้เป็นภาษีซื้อได้ อยู่ในไทยแต่ไม่ได้จด VAT ไม่มี VAT ไม่ต้องจ่าย VAT อยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายในไทยนำส่งแทน ยื่น ภ.พ.36 และนำส่ง VAT 7% กรณีต่างประเทศ ภาษีที่ชำระตาม ภ.พ.36 นำไปเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้ชำระแล้ว ตามข้อหารือของกรมสรรพากร เพราะใบเสร็จของกรมสรรพากรใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ ภาษีซื้อจึงเกิดในเดือนที่ชำระ ไม่ใช่เดือนที่จ่ายค่าสิทธิ ความต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.พ.36 คืออะไร ตัวอย่างการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้ง 3 กรณี กลับมาที่บริษัทของคุณเจน ซึ่งจดทะเบียน VAT แล้ว ในเดือนมกราคม 2570 มีรายการจ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ กรณีที่ 1 จ่ายบริษัทในไทย ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน 100,000 บาท บวก VAT ผู้ขายจดทะเบียน VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิก่อน VAT 100,000 VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 หัก ณ ที่จ่าย 3% 100,000 × 3% 3,000 ยอดโอนให้ผู้รับ 100,000 + 7,000 − 3,000 104,000 คุณเจนยื่น ภ.ง.ด.53 นำส่ง 3,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้บริษัทผู้รับ กรณีที่ 2 จ่ายบุคคลธรรมดาในไทย ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ของคุณโอ๊ต เดือนละ 30,000 บาท ทั้งปี 360,000 บาท สมมติคุณโอ๊ตแจ้งใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว และไม่ได้จด VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เงินได้ทั้งปีจากบริษัทของคุณเจน 30,000 × 12 360,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 360,000 × 50% = 180,000 ใช้เพดาน 100,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เงินได้สุทธิ 360,000 − 100,000 − 60,000 200,000 ภาษีทั้งปี 150,000 แรกยกเว้น · 50,000 × 5% 2,500 หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน 2,500 ÷ 12 208.33 ยอดโอนให้คุณโอ๊ตต่อเดือน 30,000 − 208.33 29,791.67 ถ้าหัก 3% ตามที่เข้าใจผิด คุณเจนจะหักเดือนละ 900 บาท มากกว่าที่ควรเกือบ 4 เท่า และยื่นผิดแบบ ตัวเลขจริงของแต่ละรายขึ้นกับเงินได้และค่าลดหย่อนที่ผู้รับแจ้ง กรณีที่ 3 จ่ายบริษัทในญี่ปุ่น ค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขา 500,000 บาท ผู้รับไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิ 500,000 หัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.54) 500,000 × 15% 75,000 ยอดโอนไปญี่ปุ่น 500,000 − 75,000 425,000 VAT นำส่งแทน (ภ.พ.36) 500,000 × 7% 35,000 คุณเจนต้องยื่น 2 แบบภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2570 คือ ภ.ง.ด.54 นำส่ง 75,000 บาท และ ภ.พ.36 นำส่ง 35,000 บาท ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน แล้วนำ VAT 35,000 บาทไปเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ชำระ บันทึกบัญชีค่าลิขสิทธิ์อย่างไร? บันทึกยอดค่าสิทธิเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนก่อนหักภาษี และบันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่ง ตัวอย่างจากกรณีที่ 1 และ 3 ของคุณเจน วันจ่ายเงินกรณีที่ 1 (บริษัทในไทย) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 100,000 ภาษีซื้อ 7,000 เงินฝากธนาคาร 104,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 3,000 วันจ่ายเงินกรณีที่ 3 (บริษัทในญี่ปุ่น) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 500,000 เงินฝากธนาคาร 425,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 วันยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 บัญชี เดบิต เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 ภาษีซื้อ 35,000 เงินฝากธนาคาร 110,000 VAT ตาม ภ.พ.36 บันทึกเป็นภาษีซื้อในวันที่ชำระ เพราะเป็นวันที่ได้หลักฐานจากกรมสรรพากร ถ้าบันทึกตั้งแต่วันจ่ายค่าสิทธิ ภาษีซื้อในบัญชีจะไม่ตรงกับเดือนที่ใช้ใน ภ.พ.30 ขั้นตอนยื่นแบบภาษีเมื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ อัตราหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ประเภทอื่นดูรวมได้ที่หน้า อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ PEAK ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ จากประสบการณ์ ปัญหาที่พบบ่อยของ SME ไม่ใช่การคำนวณ 15% ผิด แต่เป็นการลืมยื่น ภ.พ.36 เพราะคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจบ สรุป – ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายต้องจำอะไรบ้าง? ค่าลิขสิทธิ์ไม่มีอัตราหักเดียว ผู้จ่ายต้องเริ่มจากถามว่าผู้รับเป็นใคร แล้วเลือกอัตรา แบบที่ยื่น และภาระ VAT ให้ตรงกรณี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ ค่าแฟรนไชส์ และค่าใช้แบรนด์ของปีนี้ออกมา แล้วเช็กว่าผู้รับแต่ละรายถูกหักด้วยอัตราและแบบที่ถูกต้องหรือไม่ รายการค่าสิทธิมักจ่ายซ้ำทุกเดือนให้ผู้รับเดิม ถ้าต้องจำอัตราและแบบเองทุกครั้งจะพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมภาษีหัก ณ ที่จ่าย และพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษีได้จากหน้าข้อมูลการชำระของเอกสารนั้น ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่าย ค่าซอฟต์แวร์รายเดือนต้องหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือนไหม? ต้องหักทุกครั้งที่จ่าย ถ้าจ่ายรายเดือนก็หักและยื่นแบบทุกเดือน เช่น จ่ายค่าใช้ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในไทยเดือนละ 10,000 บาท ต้องหักเดือนละ 300 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกเดือน ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น? ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ไม่ได้หักตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่งตามมาตรา 27 ถ้ายื่นแบบช้ายังมีเบี้ยปรับและค่าปรับเพิ่ม ค่าแฟรนไชส์ถือเป็นค่าลิขสิทธิ์ไหม? ถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้แบรนด์ ระบบ หรือสูตร อัตราหักจึงเป็นไปตามผู้รับ คือ 3% ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย และคำนวณตามอัตราก้าวหน้าถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา จ่ายค่าสิทธิให้มูลนิธิหรือสมาคมหักเท่าไร? หัก 10% และยื่น ภ.ง.ด.53 ยกเว้นมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นตามมาตรา 47(7)(ข) ค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการหักภาษีต่างกันไหม? ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย ทั้งสองแบบหัก 3% เท่ากัน แต่ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรืออยู่ต่างประเทศ ประเภทเงินได้มีผลต่ออัตรา วิธีคำนวณ และแบบที่ยื่น จึงต้องดูสัญญาว่าจ่ายเพื่อใช้สิทธิหรือจ่ายเพื่อให้ทำงานให้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เครื่องหมายการค้า คืออะไร ทำไม SME ต้องจด TM ก่อนโดนก๊อป

สร้างแบรนด์มาตั้งนาน แต่วันดีคืนดีมีคนเอาชื่อไปใช้ แล้วคุณทำอะไรไม่ได้เลย เพราะยังไม่ได้จดเครื่องหมายการค้า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับ SME ไทยหลายราย สิ่งนี้เป็นเกราะป้องกันแบรนด์ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจทุกขนาด บทความนี้จะพาคุณเข้าใจครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เครื่องหมายการค้าคืออะไร ทำไมต้องจด ขั้นตอนจดทะเบียน ค่าใช้จ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีที่หลายคนไม่รู้ เครื่องหมายการค้า (Trademark) คืออะไร เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นแตกต่างจากของคนอื่น อาจเป็นชื่อ โลโก้ รูปภาพ คำ ตัวอักษร ตัวเลข ลายเซ็น สี เสียง หรือรูปร่างของสินค้าก็ได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (กฎหมายเครื่องหมายการค้า) พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่ทำให้ลูกค้า “จำแบรนด์คุณได้” สามารถจดเป็น Trademark ได้ทั้งนั้น เช่น ชื่อร้าน โลโก้ หรือแม้แต่เสียงจิงเกิลโฆษณา เครื่องหมายการค้ามีกี่ประเภท กฎหมายไทยแบ่งเครื่องหมายออกเป็น 4 ประเภท ประเภท ใช้กับ ตัวอย่าง เครื่องหมายการค้า (Trademark) สินค้า โลโก้บนสินค้าที่ขาย เครื่องหมายบริการ (Service Mark) บริการ โลโก้ร้านอาหาร สำนักงานบัญชี เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) รับรองคุณภาพ มอก. อย. ฮาลาล เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) กลุ่ม/สมาคม เครื่องหมายสมาคมผู้ผลิตอาหาร สำหรับ SME ส่วนใหญ่จะใช้ “เครื่องหมายการค้า” หรือ “เครื่องหมายบริการ” เป็นหลัก สัญลักษณ์ TM กับ ® ต่างกันอย่างไร TM (Trademark) คือสัญลักษณ์ที่ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน เป็นการประกาศว่า “นี่คือเครื่องหมายการค้าของเรา” แต่ไม่มีผลคุ้มครองทางกฎหมาย ® (Registered) คือสัญลักษณ์ที่ใช้ได้เฉพาะเครื่องหมายที่ผ่านการจดทะเบียนแล้ว มีผลคุ้มครองทางกฎหมายเต็มที่ ใครละเมิดสามารถฟ้องร้องได้ เครื่องหมายการค้า vs ลิขสิทธิ์ vs สิทธิบัตร ต่างกันยังไง หลายคนสับสนว่าสามอย่างนี้ต่างกันอย่างไร สรุปสั้นๆ ในตาราง รายการ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร คุ้มครองอะไร ชื่อ โลโก้ แบรนด์ ผลงานสร้างสรรค์ (เพลง หนังสือ ซอฟต์แวร์) สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ต้องจดทะเบียนไหม ต้องจด จึงจะคุ้มครอง คุ้มครองอัตโนมัติทันทีที่สร้าง ต้องจด ระยะเวลา 10 ปี ต่ออายุได้ไม่จำกัด ตลอดชีวิต + 50 ปี 20 ปี (ต่อไม่ได้) หน่วยงาน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับ SME ที่สร้างแบรนด์ สิ่งที่ต้องจดก่อนเลยคือ “เครื่องหมายการค้า” เพราะถ้าไม่จด คนอื่นอาจจดชื่อแบรนด์คุณไปก่อนได้ ทำไม SME ต้องจดเครื่องหมายการค้า 3 เหตุผลที่ไม่จดแล้วจะเสียโอกาส การจด Trademark ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจใหญ่เท่านั้น SME ที่เพิ่งเริ่มต้นยิ่งต้องจด เพราะแบรนด์คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ 1. ป้องกันคนอื่นใช้ชื่อหรือโลโก้เดียวกัน เมื่อจดทะเบียนแล้ว คุณมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายนั้นกับสินค้าหรือบริการที่จดไว้ ไม่มีใครสามารถใช้ชื่อหรือโลโก้ที่เหมือนหรือคล้ายกันได้ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) 2. มีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ถ้ามีคนลอกเลียนแบรนด์คุณ คุณสามารถฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ ตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า ผู้ละเมิดอาจถูกจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียน คุณจะฟ้องร้องใครไม่ได้เลย แม้จะใช้ชื่อนั้นมาก่อน 3. สร้างมูลค่าให้แบรนด์ที่จับต้องได้ทางบัญชี Trademark ที่จดทะเบียนแล้วสามารถบันทึกเป็น “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” (Intangible Asset) ในงบการเงินของบริษัทได้ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทเวลาขอสินเชื่อหรือหาผู้ร่วมทุน นอกจากนี้ Trademark ยังอนุญาตให้คนอื่นใช้ได้ (License) เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม หรือโอนขายได้เหมือนทรัพย์สินทั่วไป เหตุผลอื่นที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้า (เห็นเครื่องหมาย ® แล้วมั่นใจ) และการปกป้องแบรนด์เมื่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ขั้นตอนจดเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขั้นตอนจดทะเบียน Trademark มี 5 ขั้นตอนหลัก ใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสารที่ต้องใช้ยื่นจดทะเบียน ยื่นจดออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ทำยังไง ปัจจุบันสามารถยื่นจด Trademark ออนไลน์ได้ผ่านระบบ e-Filing ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ต้องเดินทางไปยื่นด้วยตัวเอง ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ระยะเวลาพิจารณาและขั้นตอนคัดค้าน ขั้นตอน ระยะเวลาโดยประมาณ นายทะเบียนตรวจสอบ 6-12 เดือน ประกาศโฆษณา 60 วัน ออกหนังสือสำคัญ (ไม่มีผู้คัดค้าน) 1-2 เดือนหลังประกาศ รวมทั้งหมด ประมาณ 12-18 เดือน ถ้ามีผู้ยื่นคัดค้านภายใน 60 วัน จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งอาจใช้เวลานานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการจดเครื่องหมายการค้า ค่าใช้จ่ายในการจด Trademark แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ค่าธรรมเนียมกรมทรัพย์สินทางปัญญา ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนคิดตามจำนวนรายการสินค้าหรือบริการที่ยื่นจด ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผู้ประกอบการจด VAT สามารถขอใบกำกับภาษีได้ตามปกติ รายการ ค่าธรรมเนียม ค่ายื่นคำขอจดทะเบียน 1,000 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ ค่าจดทะเบียน (เมื่อผ่านการตรวจสอบ) 600 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ ค่าต่ออายุ (ทุก 10 ปี) 2,000 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา – อัตราอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนยื่น) ตัวอย่างเช่น ถ้าจด Trademark สำหรับสินค้า 1-5 รายการ ในจำพวกเดียว จะเสียค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1,600 บาท (ค่ายื่น 1,000 + ค่าจดทะเบียน 600) ค่าจ้างทนายความหรือตัวแทน ถ้ายื่นเอง ไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่ถ้าจ้างทนายความหรือตัวแทนเครื่องหมายการค้า จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเครื่องหมาย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำยื่นจดเองผ่านระบบ e-Filing เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เครื่องหมายการค้ากับการบันทึกบัญชี – สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ SME ต้องรู้ เรื่องที่เว็บอื่นไม่ค่อยพูดถึงคือ Trademark ที่จดทะเบียนแล้วไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์” ของบริษัทที่ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง บันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) อย่างไร? ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) Trademark ที่ได้มาจากการจดทะเบียนให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้วย “ราคาทุน” ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ราคาทุนที่บันทึกได้ ได้แก่ ตัวอย่าง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด Trademark มีค่าใช้จ่ายรวม 20,000 บาท บันทึกบัญชีดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน — เครื่องหมายการค้า 20,000 — เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร — 20,000 ตัดจำหน่าย (Amortization) 10 ปี — ตัวอย่างคำนวณ Trademark ที่จดทะเบียนแล้วมีอายุการให้ประโยชน์จำกัด (10 ปีตามที่จดทะเบียน) จึงต้อง “ตัดจำหน่าย” ทยอยเป็นค่าใช้จ่ายทุกปี วิธีที่นิยมคือตัดจำหน่ายแบบเส้นตรง (Straight-line Method) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนเครื่องหมายการค้า — 20,000 บาท อายุการให้ประโยชน์ — 10 ปี ค่าตัดจำหน่ายต่อปี 20,000 ÷ 10 2,000 บาท/ปี บันทึกบัญชีค่าตัดจำหน่ายทุกสิ้นปี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 2,000 — ค่าตัดจำหน่ายสะสม — เครื่องหมายการค้า — 2,000 หมายเหตุ: ถ้าต่ออายุหลังครบ 10 ปี ค่าใช้จ่ายในการต่ออายุให้บันทึกเพิ่มเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ แล้วตัดจำหน่ายใหม่อีก 10 ปี ใช้ PEAK บันทึกค่าเครื่องหมายการค้าอย่างไร สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถบันทึกค่า Trademark ได้ง่ายๆ โดยตั้งหมวดสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในผังบัญชี แล้วบันทึกรายการจ่ายผ่านระบบ ระบบจะช่วยคำนวณค่าตัดจำหน่ายให้อัตโนมัติ ลดโอกาสผิดพลาดจากการคำนวณเอง เครื่องหมายการค้า หมดอายุเมื่อไร ต่ออายุยังไง Trademark ที่จดทะเบียนมีอายุ 10 ปี นับจากวันยื่นคำขอ เมื่อใกล้หมดอายุต้องยื่นต่ออายุภายใน 90 วันก่อนวันหมดอายุ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) ข้อดีคือ Trademark ต่ออายุได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ต่างจากสิทธิบัตรที่หมดอายุแล้วต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้าดูแลดี แบรนด์ของคุณจะได้รับความคุ้มครองตลอดไป แต่ถ้าลืมต่ออายุจนหมดอายุไปแล้ว เครื่องหมายจะสิ้นสุดการคุ้มครองทันที ใครจะมาจดชื่อเดียวกันก็ทำได้ สรุป – จดเครื่องหมายการค้าวันนี้ ปกป้องแบรนด์ก่อนสาย Trademark เป็นทั้ง “เกราะป้องกัน” ทางกฎหมายและ “สินทรัพย์” ทางบัญชีที่มีมูลค่าจริง สิ่งที่ SME ควรทำตอนนี้ จัดการบัญชีเครื่องหมายการค้าให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและตั้งค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติได้ง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณเอง ลดงานซ้ำ เพิ่มเวลาให้โฟกัสที่การเติบโตธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า บุคคลธรรมดาจดเครื่องหมายการค้าได้ไหม ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท บุคคลธรรมดาสามารถยื่นจด Trademark ได้เลย เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์หรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ได้จดบริษัท เมื่อจดแล้วสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลงเป็นต้นทุนธุรกิจได้ด้วย หากต้องออกบิลเงินสดให้ลูกค้า ก็ใส่เครื่องหมาย ® กำกับแบรนด์ได้ทันที ถ้าถูกปฏิเสธการจดทะเบียน ทำอย่างไร ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง สาเหตุที่พบบ่อยคือเครื่องหมายคล้ายกับของที่จดไว้แล้ว หรือเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป หากเป็นกรณีหลัง อาจต้องปรับแก้เครื่องหมายแล้วยื่นใหม่ จดเครื่องหมายการค้าในไทยแล้ว คุ้มครองต่างประเทศด้วยไหม ไม่คุ้มครอง การจดทะเบียนในไทยคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ถ้าต้องการคุ้มครองในต่างประเทศ ต้องยื่นจดทะเบียนในแต่ละประเทศ หรือใช้ระบบ Madrid Protocol ยื่นขอความคุ้มครองหลายประเทศพร้อมกัน เครื่องหมายการค้ากับค่าความนิยม (Goodwill) เหมือนกันไหม ต่างกัน ค่าความนิยมเกิดจากการซื้อกิจการในราคาที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ส่วนเครื่องหมายการค้าเป็นสินทรัพย์ที่ระบุได้ชัดเจนและแยกออกจากกิจการได้ ทั้งสองบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหมือนกัน แต่ค่าความนิยมไม่ตัดจำหน่าย (ทดสอบการด้อยค่าแทน) ส่วนเครื่องหมายการค้าตัดจำหน่ายตามอายุ 10 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

นักลงทุน ดูอะไรในงบการเงิน คู่มือเตรียมตัวสำหรับ SME ก่อนหาทุน

ถ้าคุณเป็นเจ้าของ SME ที่กำลังมองหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องเตรียมไม่ใช่สไลด์สวย แต่คือ “งบการเงินที่อ่านรู้เรื่อง” เพราะผู้ลงทุนทุกรายจะเปิดดูตัวเลขก่อนตัดสินใจ บทความนี้สรุปตั้งแต่ตัวเลขที่ผู้ลงทุนดู มาตรฐานบัญชี วิธีเตรียมเอกสารนำเสนอ จนถึงเทคนิคต่อรองมูลค่ากิจการ เขียนจากมุม “เจ้าของ SME” เข้าใจง่าย นักลงทุนมีกี่ประเภท SME ควรรู้จักใครก่อนหาทุน นักลงทุน (Investor) คือบุคคลหรือองค์กรที่ใส่เงินเข้าธุรกิจเพื่อแลกกับส่วนแบ่งหุ้นหรือผลตอบแทนในอนาคต สำหรับ SME ไทย ผู้ลงทุนหลักที่ควรรู้จักมี 3 กลุ่ม 1. Angel Investor คือนักลงทุนส่วนบุคคล Angel Investor คือคนที่ใช้เงินส่วนตัวลงทุนในธุรกิจระยะเริ่มต้น มักลงทุน 1 ถึง 10 ล้านบาท เหมาะกับ SME ที่มีรายได้แล้วแต่ต้องการเงินเร่งเติบโต ข้อดีคือตัดสินใจเร็ว แต่วงเงินจำกัด 2. Venture Capital (VC) คือกองทุนร่วมทุน VC คือบริษัทที่ระดมเงินจากผู้ลงทุนหลายรายแล้วนำไปลงในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง วงเงินตั้งแต่ 10 ล้านถึงหลักร้อยล้านบาท โดย VC มักจะตรวจสอบตัวเลขทางการเงินละเอียดกว่า Angel และมักขอที่นั่งในบอร์ดบริษัท 3. Private Equity (PE) คือกองทุนสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ PE ลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรมั่นคงแล้ว วงเงินหลักร้อยล้านขึ้นไป โดยทั่วไป SME ที่เพิ่งเริ่มต้นยังไม่ถึงขั้นนี้ แต่ควรรู้ไว้เพื่อวางแผนระยะยาว นักลงทุนดูอะไรในงบการเงิน 5 ตัวเลขสำคัญที่ต้องเตรียม ก่อนจะนัดคุยกับผู้ลงทุน คุณต้องรู้ว่าเขาเปิดงบแล้วดูตรงไหน สรุป 5 ตัวเลขที่ให้ความสำคัญมากที่สุดเมื่อพิจารณาธุรกิจ SME 1. Revenue Growth หรืออัตราการเติบโตของรายได้ ผู้ลงทุนอยากเห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นทุกปีสม่ำเสมอ ลองดูตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้ปี 2568 ที่ 5 ล้านบาท ปี 2569 เพิ่มเป็น 8 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ รายได้ปี 2568 — 5,000,000 บาท รายได้ปี 2569 — 8,000,000 บาท Revenue Growth (8M – 5M) ÷ 5M × 100 60% อัตราการเติบโต 60% ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับ SME ระยะเริ่มต้น ถ้าตัวเลขนี้สม่ำเสมอ 2 ถึง 3 ปีติดต่อกัน ผู้ลงทุนจะมั่นใจว่าธุรกิจไม่ได้โตแค่ปีเดียว 2. Gross Profit Margin หรืออัตรากำไรขั้นต้น GP Margin บอกว่าหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว ธุรกิจเหลือเงินกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแปลว่าทำกำไรได้เยอะก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น สำหรับธุรกิจบริการมักมีอัตรากำไรขั้นต้น 50% ขึ้นไป ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไปอาจอยู่ที่ 20 ถึง 30% 3. Burn Rate หรืออัตราการใช้เงิน Burn Rate คือจำนวนเงินที่ธุรกิจใช้จ่ายสุทธิต่อเดือน สมมุติรายจ่าย 500,000 บาท รายรับ 300,000 บาท Burn Rate จะเท่ากับ 200,000 บาทต่อเดือน ถ้าบริษัทมีเงินสดเหลือ 2 ล้านบาท จะอยู่ได้อีก 10 เดือน (เรียกว่า Runway) ผู้ลงทุนใช้ตัวเลขนี้ประเมินว่าต้องใส่เงินเท่าไรจึงจะพอ 4. Unit Economics คือเศรษฐศาสตร์ต่อลูกค้า 1 ราย สิ่งที่ผู้ลงทุนถามเสมอคือ “หาลูกค้า 1 คนใช้เงินเท่าไร และลูกค้า 1 คนสร้างรายได้ให้เท่าไร” ตัวเลขหลัก 2 ตัว ได้แก่ ถ้า LTV มากกว่า CAC อย่างน้อย 3 เท่า จะถูกมองว่าโมเดลธุรกิจคุ้มค่า ตัวอย่างนี้ LTV ÷ CAC = 24,000 ÷ 3,000 = 8 เท่า ซึ่งถือว่าดีมาก 5. Cash Flow Statement หรืองบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดบอกว่าเงินสดเข้าออกจากธุรกิจจริงเท่าไร แม้งบกำไรขาดทุนจะแสดงว่ามีกำไร แต่ถ้าเงินสดติดลบก็อาจมีปัญหาสภาพคล่อง ผู้ลงทุนจะดู Cash Flow จาก 3 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน งบการเงินต้องได้มาตรฐานอะไร? TFRS กับ NPAEs สำหรับ SME ผู้ลงทุนจะตรวจด้วยว่างบการเงินของคุณจัดทำตามมาตรฐานบัญชีที่รับรองหรือไม่ ถ้างบไม่ได้มาตรฐาน ตัวเลขทั้งหมดจะไม่น่าเชื่อถือ NPAEs คือมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) คือมาตรฐานที่ SME ทั่วไปใช้ โดยมาตรฐานนี้ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ครอบคลุมการบันทึกบัญชี การออกงบการเงิน และการเปิดเผยข้อมูล โดยไม่ซับซ้อนเท่า TFRS ฉบับเต็ม SME ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้ NPAEs ได้ เพราะยังไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และเพียงพอสำหรับการยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เมื่อไรต้องเปลี่ยนเป็น TFRS ฉบับเต็ม TFRS (Thai Financial Reporting Standards) ฉบับเต็มเป็นมาตรฐานสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) หมายความว่า ถ้าคุณวางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ VC บางรายกำหนดว่าต้องใช้ TFRS คุณจะต้องปรับระบบบัญชีให้รองรับ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มหานักลงทุน NPAEs เพียงพอในขั้นแรก แต่ต้องมั่นใจว่างบจัดทำถูกต้องตามมาตรฐาน ไม่ใช่แค่จดบันทึกรายรับรายจ่ายลงสมุด ต้อง Audit งบการเงินก่อนหานักลงทุนไหม งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ (Audit) จากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต จะน่าเชื่อถือกว่างบที่ยังไม่ได้ตรวจ ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะของบ Audit อย่างน้อย 1 ถึง 2 ปีย้อนหลัง แต่ถ้าธุรกิจคุณยังไม่เคย Audit ให้เริ่มเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนนัดคุย วิธีหานักลงทุน สำหรับ SME ไทย หลังจากงบการเงินพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเตรียมเอกสารนำเสนอและหาช่องทางเข้าถึงผู้ลงทุน เตรียม Pitch Deck ที่นักลงทุนอยากเห็น Pitch Deck คือสไลด์นำเสนอธุรกิจ ส่วนใหญ่ไม่ควรเกิน 12 ถึง 15 สไลด์ เนื้อหาที่ต้องมี ได้แก่ Data Room คือห้องเอกสารที่นักลงทุนต้องเข้าถึง Data Room คือโฟลเดอร์ออนไลน์ที่รวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดของธุรกิจ เอกสารที่ต้องมี ได้แก่ ช่องทางหานักลงทุนในไทย สำหรับ SME ไทย ช่องทางหลักเข้าถึงผู้ลงทุน ได้แก่ Valuation เบื้องต้น ที่ SME ควรเข้าใจก่อนคุยกับนักลงทุน Valuation คือการประเมินมูลค่าบริษัท เป็นหัวข้อที่ SME หลายรายรู้สึกยากเพราะเต็มไปด้วยสูตร แต่สิ่งที่ต้องรู้จริงมีแค่ 2 วิธีหลัก P/E Ratio สำหรับธุรกิจที่มีกำไรแล้ว P/E Ratio (Price to Earnings Ratio) คือการคูณกำไรสุทธิด้วยตัวคูณของอุตสาหกรรม ลองดูตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 2 ล้านบาทต่อปี P/E อุตสาหกรรมอยู่ที่ 10 เท่า รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ กำไรสุทธิ — 2,000,000 บาท P/E อุตสาหกรรม — 10 เท่า มูลค่าบริษัท 2M × 10 20,000,000 บาท ตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่มต้นเจรจา ไม่ใช่ราคาตายตัว นักลงทุนอาจปรับขึ้นลงตาม Growth Rate และความเสี่ยงของธุรกิจ DCF สำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีกำไร DCF (Discounted Cash Flow) คือวิธีประเมินมูลค่าจากกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้ในอนาคต แล้วคิดลดกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน วิธีนี้ซับซ้อนกว่า P/E และมักต้องใช้ที่ปรึกษาช่วยคำนวณ โดยหลักการที่ SME ควรเข้าใจคือ ยิ่งกระแสเงินสดในอนาคตมั่นคง มูลค่าบริษัทยิ่งสูง ถ้าจะต่อรอง Valuation ให้ได้ผลดี ควรเตรียม Financial Projection ที่มีสมมุติฐานชัดเจนและอ้างอิงข้อมูลตลาดจริง ไม่ใช่ตัวเลขเดาเอา ข้อควรระวังก่อนเจรจา Term Sheet Term Sheet คือเอกสารสรุปเงื่อนไขเบื้องต้นที่ผู้ลงทุนเสนอก่อนลงทุนจริง ยังไม่ใช่สัญญาผูกมัด แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องอ่านให้ดี เงื่อนไขที่ต้องอ่านอย่างละเอียด ควรมีทนายหรือที่ปรึกษาร่วมเจรจา การเจรจาโดยไม่มีที่ปรึกษาเสี่ยงต่อการยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ค่าจ้างทนายหรือที่ปรึกษาการเงินเฉพาะทางอาจอยู่ที่ 50,000 ถึง 200,000 บาทต่อครั้ง ตัวเลขนี้คุ้มค่ากว่าการสูญเสียสัดส่วนหุ้นเกินไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงนามทุกกรณี สรุป – Checklist เตรียมตัวก่อนพบนักลงทุน สิ่งที่ SME ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มหานักลงทุน จัดการงบการเงินให้พร้อมหานักลงทุน ด้วย PEAK งบการเงินที่น่าเชื่อถือเริ่มต้นจากระบบบัญชีที่ดี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์รองรับมาตรฐาน NPAEs ช่วยออกงบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสดอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ธุรกิจ Real-Time ผ่าน PEAK Board แสดงอัตราเติบโตรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้เห็นภาพชัด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการหานักลงทุนสำหรับ SME SME รายได้เท่าไรถึงจะหานักลงทุนได้ ไม่มีเกณฑ์ตายตัว Angel Investor บางรายลงทุนตั้งแต่ธุรกิจยังไม่มีรายได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่ามีตลาดจริง สำหรับ VC ส่วนใหญ่จะอยากเห็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue) อย่างน้อยเดือนละ 100,000 ถึง 500,000 บาทขึ้นไป หานักลงทุนต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายหลักที่ต้องเตรียม (เป็นค่าประมาณการ อาจแตกต่างตามขนาดธุรกิจ) ต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดก่อนหานักลงทุนไหม ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในรูปแบบบริษัทจำกัดเท่านั้น เพราะแบ่งสัดส่วนหุ้นได้ชัดเจน ถ้าคุณยังเป็นบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ควรจดทะเบียนบริษัทจำกัดก่อนเริ่มเจรจากับนักลงทุน ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยเตรียมงบให้ได้มาตรฐานได้อย่างไร โปรแกรมบัญชีที่รองรับมาตรฐาน SME จะช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติและออกงบครบทั้ง 5 รายการ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึงอะไร SME จดอะไรได้บ้าง บันทึกบัญชียังไง

ผู้ประกอบการหลายคนมีโลโก้ มีสูตรสินค้า มีซอฟต์แวร์ แต่ไม่เคยจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเลย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าจริง บันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทตอนหาทุนหรือขายกิจการอีกด้วย บทความนี้อธิบายว่าทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร มี 4 ประเภทอะไรบ้าง SME จดอะไรได้ทันที พร้อมขั้นตอนและค่าใช้จ่ายจดทะเบียน รวมถึงวิธีบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ทรัพย์สินทางปัญญาคืออะไร ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property หรือ IP) คือสิทธิตามกฎหมายที่ปกป้องผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน สิ่งประดิษฐ์ โลโก้ สูตร หรือแม้แต่วิธีการผลิต ผู้เป็นเจ้าของมีสิทธิใช้ ขาย หรือให้คนอื่นใช้ได้โดยได้รับค่าตอบแทน IP ต่างจากทรัพย์สินทั่วไปตรงที่ “จับต้องไม่ได้” แต่มีมูลค่าทางธุรกิจสูง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือโลโก้แบรนด์ดัง สูตรอาหาร หรือโค้ดซอฟต์แวร์ สิ่งเหล่านี้สร้างรายได้ให้ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง กฎหมายที่เกี่ยวข้องในไทยมีหลายฉบับ เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ 2537) กฎหมายสิทธิบัตร (พ.ร.บ.สิทธิบัตร 2522) และกฎหมายเครื่องหมายการค้า (พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า 2534) โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องนี้ ทรัพย์สินทางปัญญามีกี่ประเภท? รู้จัก 4 ประเภทหลัก ทรัพย์สินทางปัญญาแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก แต่ละประเภทปกป้องผลงานคนละแบบ ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมก่อน แล้วค่อยลงรายละเอียดแต่ละประเภท ประเภท ปกป้องอะไร ต้องจดทะเบียนไหม อายุคุ้มครอง ลิขสิทธิ์ (Copyright) งานสร้างสรรค์ เช่น เขียน วาด ถ่ายรูป ซอฟต์แวร์ ไม่ต้อง ได้อัตโนมัติ (จดแจ้งได้) ตลอดชีวิตผู้สร้าง + 50 ปี สิทธิบัตร (Patent) สิ่งประดิษฐ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ต้องจด 6-20 ปี ตามประเภท เครื่องหมายการค้า (Trademark) โลโก้ ชื่อแบรนด์ สัญลักษณ์ ต้องจด 10 ปี (ต่ออายุได้ไม่จำกัด) ความลับทางการค้า (Trade Secret) สูตร วิธีการผลิต ฐานลูกค้า ไม่ต้องจด ปกป้องเอง ไม่จำกัด (ตราบที่ยังเป็นความลับ) 1. ลิขสิทธิ์ (Copyright) ลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น บทความ รูปภาพ เพลง วิดีโอ ซอฟต์แวร์ หรือดีไซน์กราฟิก ข้อดีคือคุณได้รับลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างผลงานเสร็จ ไม่ต้องจดทะเบียน (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) สำหรับ SME ลิขสิทธิ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับ เว็บไซต์ รูปถ่ายสินค้า คอนเทนต์การตลาด และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเอง 2. สิทธิบัตร (Patent) สิทธิบัตรคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีขั้นตอนการประดิษฐ์สูงกว่าเดิม แบ่งเป็น 3 ชนิด 3. เครื่องหมายการค้า (Trademark) เครื่องหมายการค้าคือสัญลักษณ์ที่ใช้แยกแยะสินค้าหรือบริการของเราออกจากคู่แข่ง เช่น โลโก้ ชื่อแบรนด์ สโลแกน หรือแม้แต่รูปทรงบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น การจดเครื่องหมายการค้าสำคัญมากสำหรับ SME เพราะถ้าไม่จด คนอื่นอาจจดชื่อแบรนด์เดียวกันไปก่อน ทำให้เราสูญเสียสิทธิในชื่อที่ใช้มานาน 4. ความลับทางการค้า (Trade Secret) ความลับทางการค้าคือข้อมูลที่มีมูลค่าทางธุรกิจเพราะ “ไม่มีใครรู้” เช่น สูตรอาหาร เทคนิคการผลิต ฐานข้อมูลลูกค้า หรือกลยุทธ์ราคา ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องมีมาตรการรักษาความลับอย่างจริงจัง เช่น ทำสัญญารักษาความลับ (NDA) กับพนักงาน (ข้อมูลจาก พ.ร.บ.ความลับทางการค้า 2545) SME มีทรัพย์สินทางปัญญาอะไรจดได้ทันที SME หลายรายไม่รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่ในธุรกิจจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้ ต่อไปนี้คือตัวอย่างที่เริ่มได้เลยวันนี้ โลโก้และชื่อแบรนด์ จดเครื่องหมายการค้า ถ้าธุรกิจมีโลโก้ ชื่อร้าน หรือชื่อแบรนด์สินค้า ควรจดเครื่องหมายการค้าทันที สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเอง ถ้าจดเครื่องหมายการค้าไว้ ไม่มีใครสามารถใช้ชื่อหรือโลโก้เดียวกันได้ แต่ถ้าไม่จด คนอื่นอาจจดชื่อเดียวกันไปก่อน ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน จดแจ้งลิขสิทธิ์ ถ้าพัฒนาซอฟต์แวร์ แอป หรือเว็บแอปพลิเคชันขึ้นมาเอง ผลงานเหล่านี้ได้รับลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ แต่แนะนำให้จดแจ้งลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่ม เพื่อใช้เป็นหลักฐานเมื่อต้องพิสูจน์ว่าเราเป็นเจ้าของจริง สูตรและวิธีการผลิต ปกป้องเป็นความลับทางการค้า ร้านอาหารที่มีสูตรเด็ด โรงงานที่มีวิธีการผลิตเฉพาะ สิ่งเหล่านี้ปกป้องได้ด้วยสัญญาความลับทางการค้า ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องมีมาตรการชัดเจน เช่น ทำ NDA กับพนักงาน จำกัดสิทธิเข้าถึงข้อมูล และเก็บเอกสารสูตรอย่างปลอดภัย ดีไซน์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ จดสิทธิบัตรการออกแบบ ถ้าออกแบบบรรจุภัณฑ์ รูปทรงสินค้า หรือลวดลายเฉพาะ สามารถจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ คุ้มครอง 10 ปี ค่าธรรมเนียมไม่สูง เหมาะกับ SME ที่ขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา แต่ละประเภทมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายต่างกัน สรุปให้เป็นตารางเปรียบเทียบ รายการ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบ จดแจ้งลิขสิทธิ์ ค่ายื่นคำขอ 1,000 บาท 500 บาท 250 บาท 250 บาท ฟรี ค่าจดทะเบียน 600 บาท/จำพวก 500 บาท 500 บาท 500 บาท ฟรี ระยะเวลาพิจารณา 12-18 เดือน 3-5 ปี 1-2 ปี 1-2 ปี 1-2 สัปดาห์ อายุคุ้มครอง 10 ปี (ต่อได้) 20 ปี 6 ปี (ต่อได้ถึง 10 ปี) 10 ปี ตลอดชีวิต+50 ปี ยื่นที่ไหน กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือออนไลน์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าตรวจสอบสิทธิบัตร ค่าทนาย หรือค่าแปลเอกสาร ควรเช็คอัตราล่าสุดจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาก่อนยื่น สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้จดเครื่องหมายการค้าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะปกป้องแบรนด์ได้ทันที ค่าใช้จ่ายไม่สูง และใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่าสิทธิบัตร บันทึกบัญชีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ ทรัพย์สินทางปัญญาบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงินได้ ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นจริง สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคืออะไร? เกณฑ์รับรู้ตามมาตรฐานบัญชี สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือสินทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (TFRS for NPAEs คือมาตรฐานที่ใช้กับบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) กำหนดว่าจะรับรู้เป็นสินทรัพย์ได้ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ ตัวอย่างการบันทึกบัญชีทรัพย์สินทางปัญญา สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารวม 15,000 บาท (ค่ายื่น + ค่าจดทะเบียน + ค่าทนาย) บันทึกบัญชีดังนี้ ตอนจ่ายค่าจดทะเบียน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน — เครื่องหมายการค้า 15,000 — เงินสด/ธนาคาร — 15,000 จากนั้นตัดจำหน่ายตลอดอายุคุ้มครอง 10 ปี ปีละ 1,500 บาท ตอนตัดจำหน่ายสิ้นปี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 1,500 — สินทรัพย์ไม่มีตัวตนสะสม — 1,500 รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าเครื่องหมายการค้า — 15,000 บาท อายุคุ้มครอง — 10 ปี ค่าตัดจำหน่ายต่อปี 15,000 ÷ 10 1,500 บาท PEAK Account ช่วยบันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอย่างไร PEAK Account รองรับการบันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตั้งแต่การลงบัญชีเบื้องต้นจนถึงการคำนวณค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติ ใช้ร่วมกับ PEAK Asset ที่ช่วยติดตามสินทรัพย์ทุกรายการ ดูมูลค่าคงเหลือ และคำนวณค่าเสื่อมราคาให้ครบในที่เดียว ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมูลค่าบริษัทอย่างไร ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้แค่ปกป้องผลงาน แต่ยังเพิ่มมูลค่าธุรกิจในสายตาของนักลงทุนและผู้ซื้อกิจการ IP กับการประเมินมูลค่าบริษัท SME เมื่อมีคนมาประเมินมูลค่าบริษัท ทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียนแล้วจะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าบริษัท วิธีประเมินมูลค่า IP ที่ใช้กันมี 3 แนวทาง ใช้ IP เป็นจุดแข็งตอนหาทุนหรือกู้ยืม นักลงทุนมักให้ความสำคัญกับบริษัทที่มี IP ชัดเจน เพราะหมายถึง “ของดีที่คนอื่นลอกไม่ได้” เวลาเสนอขายหุ้นหรือหาผู้ร่วมทุน การมีเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน สิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ทำให้บริษัทดูน่าเชื่อถือมากขึ้น นอกจากนี้ สถาบันการเงินบางแห่งเริ่มรับ IP เป็นหลักประกันสินเชื่อ แม้ยังไม่แพร่หลายในไทย แต่เป็นแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สรุป – ทรัพย์สินทางปัญญา SME เริ่มจดได้เลยวันนี้ จัดการสินทรัพย์ไม่มีตัวตนให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว อย่าลืมบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยบันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตน คำนวณค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติ พร้อมรายงานมูลค่าคงเหลือแบบ real-time ใช้ร่วมกับ PEAK Asset ติดตามสินทรัพย์ทุกรายการในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นอัตโนมัติทันทีที่สร้างผลงานเสร็จ แต่แนะนำให้ “จดแจ้ง” กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่ม เพราะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ว่าเราเป็นเจ้าของ โดยจดแจ้งได้ฟรีทางออนไลน์ ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ลิขสิทธิ์กับสิทธิบัตรต่างกันอย่างไร ลิขสิทธิ์คุ้มครอง “การแสดงออกของความคิด” เช่น เขียนหนังสือ เขียนโค้ด วาดรูป ส่วนสิทธิบัตรคุ้มครอง “ตัวความคิดหรือสิ่งประดิษฐ์” เช่น เครื่องจักรใหม่ สูตรเคมีใหม่ พูดง่ายๆ คือถ้าคิดวิธีใหม่ในการทำอะไรสักอย่าง ใช้สิทธิบัตร แต่ถ้าเขียนหรือสร้างผลงานขึ้นมา ใช้ลิขสิทธิ์ SME ไม่มีงบจ้างทนาย จดทะเบียนเองได้ไหม ได้ โดยเฉพาะเครื่องหมายการค้าและจดแจ้งลิขสิทธิ์ สามารถยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เลย แต่สำหรับสิทธิบัตร ซึ่งต้องเขียนคำขอที่ซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ทรัพย์สินทางปัญญาช่วยลดภาษีได้ไหม ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ค่ายื่นคำขอ ค่าทนาย สามารถบันทึกเป็นสินทรัพย์แล้วตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ในแต่ละปี ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องหมายการค้าที่อยากจดมีคนจดไปแล้วหรือยัง ตรวจสอบได้ฟรีผ่านระบบสืบค้นเครื่องหมายการค้าออนไลน์ของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยค้นจากชื่อ โลโก้ หรือจำพวกสินค้าที่ต้องการจด แนะนำให้ตรวจก่อนยื่นเสมอ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและค่าธรรมเนียม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก