วางแผนภาษี
Table of Contents

ธุรกิจที่มีกำไร 5 ล้านบาท อาจเสียภาษีต่างกันหลายแสนบาท ขึ้นอยู่กับว่าวางแผนภาษีดีแค่ไหน บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทภาษีที่ต้องจ่าย วิธีวางแผนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณจริงที่นำไปใช้ได้ทันที

การวางแผนภาษีคืออะไร

การวางแผนภาษี (Tax Planning) คือ การกำหนดแนวทางจัดการภาษีของธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เสียภาษีถูกต้องครบถ้วนแต่ไม่จ่ายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ผู้ประกอบการที่วางแผนภาษีดี จะรู้ล่วงหน้าว่าต้องยื่นแบบอะไร เมื่อไร และจ่ายเท่าไร ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาภาษีย้อนหลังหรือค่าปรับในอนาคต

ความแตกต่างระหว่างการวางแผนภาษี กับการหลีกเลี่ยงภาษี

การวางแผนภาษีเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย เช่น การใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายที่ประมวลรัษฎากรอนุญาต หรือการเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะกับโครงสร้างรายได้

การหลีกเลี่ยงภาษีคือการไม่แสดงรายได้ แต่งตัวเลข หรือสร้างรายจ่ายปลอม ซึ่งผิดกฎหมายและมีโทษทั้งค่าปรับและอาจถูกดำเนินคดีอาญา กรมสรรพากรปัจจุบันใช้ระบบ Data Analytics เชื่อมโยงข้อมูลจากธนาคาร ทำให้ตรวจจับความผิดปกติได้เร็วขึ้น

ภาษีที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้จักก่อนวางแผน

ก่อนวางแผนภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ SME ต้องจัดการมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

นิติบุคคล คือ บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) อัตราปกติอยู่ที่ 20% แต่ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้อัตราพิเศษแบบขั้นบันได

กำไรสุทธิ (บาท)อัตราภาษี
ไม่เกิน 300,000ยกเว้น (0%)
300,001 – 3,000,00015%
มากกว่า 3,000,00020%

กำหนดยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 (ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ภายใน 2 เดือนหลังสิ้นรอบ 6 เดือน ส่วนแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

VAT คือ ภาษีที่บวกเข้าไปในราคาสินค้าหรือบริการ อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 7% ธุรกิจที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน กำหนดยื่นแบบ ภ.พ.30 (VAT รายเดือน) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

หลักการคำนวณ VAT คือ นำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถยกยอดไปเดือนถัดไปหรือขอคืนได้

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT)

เมื่อธุรกิจจ่ายค่าบริการให้ใคร ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายเงิน แล้วนำส่งสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป อัตราที่ใช้บ่อย ได้แก่ ค่าจ้างทำของ 3% ค่าเช่า 5% ค่าโฆษณา 2% และค่าขนส่ง 1%

ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ 10,000 บาท ต้องหักภาษี 3%

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 10,000 × 3% = 300 บาท จ่ายจริง = 10,000 − 300 = 9,700 บาท

จากนั้นออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ฟรีแลนซ์ และยื่นแบบ ภ.ง.ด.3 ให้สรรพากร

วิธีวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจ SME

การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นรอบบัญชี ไม่ใช่มาเร่งทำตอนปลายปี

เก็บเอกสารรายรับ-รายจ่ายให้ครบ

สิ่งสำคัญที่สุดคือเก็บหลักฐานทุกรายการให้ครบ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรจะถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีไม่ได้ กำไรทางภาษีจะสูงกว่ากำไรจริง ทำให้ต้องจ่ายภาษีเกินความจำเป็น

ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่

รัฐบาลมีมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม SME หลายตัว เช่น สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการลงทุนในระบบ e-Tax Invoice หรือการฝึกอบรมพนักงาน ควรตรวจสอบมาตรการเหล่านี้กับเว็บไซต์กรมสรรพากร เป็นประจำ เพราะบางมาตรการมีระยะเวลาจำกัด

วางแผนรายจ่ายที่หักภาษีได้

ไม่ใช่ทุกรายจ่ายที่หักภาษีได้ รายจ่ายที่หักได้ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรงและมีหลักฐานครบ ตัวอย่างเช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค และค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท)

ส่วนรายจ่ายที่หักไม่ได้ เช่น ค่าปรับภาษี ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของ หรือรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการภาษี

การจัดการภาษีด้วยมือหรือ Excel มีความเสี่ยงผิดพลาดสูง โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง คำนวณภาษีอัตโนมัติ และดึงข้อมูลสร้างแบบภาษีได้ทันที

ตัวอย่างการวางแผนภาษีนิติบุคคล พร้อมตัวเลขจริง

สมมุติ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ทั้งปี 8 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5 ล้านบาท

กรณีไม่วางแผน — มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้ 500,000 บาท เพราะเอกสารไม่ครบ

กำไรทางภาษี = 5,000,000 + 500,000 = 5,500,000 บาท

ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,500,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 500,000 = 905,000 บาท

กรณีวางแผนดี — เก็บเอกสารครบ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้

กำไรทางภาษี = 5,000,000 บาท

ภาษี = (300,000 × 0%) + (2,700,000 × 15%) + (2,000,000 × 20%) ภาษี = 0 + 405,000 + 400,000 = 805,000 บาท

ผลต่าง = 905,000 − 805,000 = 100,000 บาท เพียงแค่เก็บเอกสารให้ครบ

ยิ่งถ้าใช้สิทธิหักค่าใช้จ่าย 2 เท่า เช่น ลงทุนระบบ e-Tax Invoice ก็ช่วยลดกำไรทางภาษีได้อีก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการวางแผนภาษี

  • ไม่แยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว ทำให้สรรพากรอาจตรวจพบว่ามีรายได้ที่ไม่ได้แสดง และประเมินภาษีย้อนหลัง
  • เก็บเอกสารไม่ครบ โดยเฉพาะใบกำกับภาษี ทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นหักภาษีไม่ได้
  • ยื่นแบบภาษีล่าช้า ต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องจ่าย
  • ไม่ติดตามมาตรการภาษีใหม่ ทำให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลให้
  • ประมาณการกำไรครึ่งปีขาดไปเกิน 25% เมื่อยื่น ภ.ง.ด.51 จะถูกเรียกเงินเพิ่มอีก 20%

สรุป: วางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี ช่วยธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง

สิ่งที่ต้องทำคือ เก็บเอกสารครบ ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐให้ แยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด และใช้เครื่องมือช่วยจัดการ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดภาระภาษีได้หลักแสนบาทต่อปี

จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK

PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ ช่วยสร้างแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 และ ภ.พ.30 จากข้อมูลบัญชีโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งออกไฟล์ยื่นภาษีออนไลน์ผ่าน e-Filing ได้ทันที

ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการวางแผนภาษี

การวางแผนภาษีต้องเริ่มตอนไหน

ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกของรอบบัญชี ไม่ใช่รอปลายปี เพราะบางมาตรการต้องลงทุนหรือซื้อสินค้าภายในรอบบัญชีนั้น ผู้ประกอบการที่เริ่มวางแผนตั้งแต่ต้นปี จะกระจายภาระภาษีและเตรียมเงินสดได้ดีกว่า

SME ที่เพิ่งจดบริษัทต้องวางแผนภาษีอะไรบ้าง

เริ่มจาก 3 เรื่องหลัก คือ ตรวจสอบว่ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียน VAT หรือยัง ตั้งระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่วันแรก และจดปฏิทินกำหนดยื่นภาษีทุกเดือน ได้แก่ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (วันที่ 7) และ ภ.พ.30 (วันที่ 15)

ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีนักบัญชี จะวางแผนภาษีเองได้ไหม

วางแผนเองได้ในเบื้องต้น เริ่มจากเก็บเอกสารทุกรายการให้ครบ จดปฏิทินวันยื่นภาษี และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยคำนวณ เมื่อธุรกิจโตขึ้นหรือมีธุรกรรมซับซ้อน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อวางแผนภาษีอย่างรัดกุมอกสาร และดูภาพรวมภาษีได้แบบเรียลไทม์ ก็จะช่วยให้การวางแผนภาษีก่อนหมดปีทำได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากกว่าเดิม


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยจัดการบัญชีและวางแผนภาษีธุรกิจ