20 January 2022
รูปแบบธุรกิจแบบไหนเสี่ยงกรมสรรพากรตรวจสอบ

รูปแบบธุรกิจแบบไหนเสี่ยงกรมสรรพากรตรวจสอบ

สิ่งที่ผู้ประกอบการ SMEs หรือผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจมีความกังวลประการหนึ่ง คือ การที่ธุรกิจจะถูกตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากร

ก่อนอื่นผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจ ว่าธุรกิจแบบไหนที่เสี่ยงโดนกรมสรรพากรตรวจสอบเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมการและวางแผนการดำเนินงานเพื่อมิให้ถูกเพ่งเล็งจากกรมสรรพากร มาดูกันว่าสรรพากรใช้แนวการตรวจสอบอย่างไรในการจัดกลุ่มธุรกิจที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ

การประเมินกลุ่มเสี่ยงโดยกรมสรรพากร มี 3 ระบบ ดังนี้

1. การประเมินสถานะของผู้ประกอบการจากการออกตรวจสภาพของกิจการ ของกรมสรรพากร
โดยกรมสรรพากรจะเข้าไปตรวจยังสถานประกอบการ ทำการตรวจวิเคราะห์และให้การแนะนำแก่
ผู้ประกอบการ ซึ่งกรมสรรพากรจะใช้เกณฑ์การประเมินกิจการแต่ละประเภทแตกต่างกันไป เช่นกิจการ
ซื้อมาขายไป ใช้เกณฑ์วิธีการจัดการสินค้าคงคลัง กิจการผลิตใช้เกณฑ์วิธีการจัดการสูตรผลิต กิจการ
บริการใช้เกณฑ์เรื่องการจัดการเอกสารสัญญา สำหรับเกณฑ์ที่ใช้ร่วมกันในการพิจารณาทุกประเภท
กิจการได้แก่วิธีการรับชำระเงินซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงระบบบัญชีที่กิจการใช้ กรมสรรพากรจะนำคะแนนรวมที่
ได้จากการประเมินมาพิจารณาคู่กับอัตราส่วนทางการเงินและผลการตรวจสภาพย้อนหลัง ซึ่งประเมินใน
เรื่องของความเชื่อมั่น ความมั่นคง ของกิจการ

2. การวิเคราะห์พฤติกรรมความเสี่ยงของกิจการกับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Data Analytics
โดยการเปรียบเทียบข้อมูลในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อหาค่าที่ผิดปกติไปจากข้อเท็จจริง เช่นการ
บ่งชี้ว่ากิจการบันทึกรายได้ต่ำไป หรือ การบันทึกค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ หรือกิจการผลิตเป็น
ต้น พบว่าข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดังกล่าวค่อนข้างถูกต้องแม่นยำ

3. การประเมินความเสี่ยงผู้เสียภาษีจำนวน 151 เกณฑ์หรือที่เรียกว่า Risk Based Audit (RBA)
โดยคัดเลือกเกณฑ์ที่เหมาะสมในการประเมินแต่ละกิจการจากข้อมูลการเสียภาษีของกิจการจากแบบ
แสดงรายการเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็น ภงด50 ภพ30 ภงด53 ภงด3 เป็นต้น รวมทั้งข้อมูลในการทำ
ธุรกรรมกับหน่วยราชการอื่นๆ เช่น ข้อมูลการต่อทะเบียนรถยนต์ ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา เป็นต้น

ประเภทรายการที่แสดงในงบการเงิน ที่เสี่ยงสรรพากรตรวจสอบ

นอกจากการประเมินธุรกิจที่เป็นกลุ่มเสี่ยงตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น กรมสรรพากรยังพิจารณาประเด็นความเสี่ยงจากรายการที่แสดงในงบการเงิน ดังนี้

1. เงินสด

กิจการที่ทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดเป็นหลัก โดยไม่ทำธุรกรรมผ่านบัญชีธนาคาร จากการประเมินด้วยสามแนวทางข้างต้น สรรพากรสามารถทราบได้ว่ากิจการดำเนินธุรกิจโดยผ่านช่องทางใดเป็นหลัก

กิจการไม่มีรายการเงินฝากกับธนาคาร เงินสดอยู่ในมือกรรมการทั้งหมดหรือเป็นจำนวนมาก อาจเข้าข่ายกรรมการกู้ยืมเงินจากกิจการโดยไม่คิดดอกเบี้ย

กิจการใช้เงินสดชำระรายการค้าทุกรายการหรือการบันทึกบัญชีจ่ายเงินด้วยเงินสดทั้งหมด กิจการไม่มีรายงานกระทบยอดรายการเงินสด

2. ลูกหนี้

กิจการมีรายการลูกหนี้เป็นจำนวนเงินสูงมาก ซึ่งอาจเป็นลูกหนี้ที่ไม่มีตัวตนหรือเงินให้กู้ยืมที่ไม่ได้นำมาแสดงในงบการเงิน ซึ่งอาจแสดงถึงกิจการมีรายได้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

3. เงินกู้ยืมระยะสั้น

กิจการมีรายการแสดงเงินให้กู้ยืมระยะสั้นในงบการเงินแต่ในความเป็นจริงไม่มีหรือกิจการมีเงินให้กู้ยืมแต่ไม่มีรายการดอกเบี้ยรับ

4. สินค้าคงเหลือ

กิจการมีรายการสินค้าคงเหลือขาดหรือเกินไม่ตรงกับจำนวนสินค้าจริง หรือกิจการผลิตไม่มีของเสียในรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

5. ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

กิจการแสดงสินทรัพย์สูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง งบการเงินไม่แสดงรายการสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับรายได้ของกิจการ หรือไม่แสดงรายการสินทรัพย์ในการประกอบกิจการ

นโยบายการบัญชีในการคำนวณค่าเสื่อมราคาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร

6. เจ้าหนี้การค้า

กิจการแสดงรายการเจ้าหนี้การค้าในงบการเงินเป็นจำนวนเงินสูง ซึ่งอาจเป็นเจ้าหนี้การค้าที่ไม่มีตัวตน แสดงถึงการแสดงรายการไม่ตรงกับความเป็นจริง

กิจการแสดงรายการเจ้าหนี้การค้าต่ำกว่าความเป็นจริงเนื่องจากการบันทึกรายการซื้อไม่ครบถ้วนหรือไม่บันทึกรายการ

7. เงินกู้ยืมกรรมการ

กิจการไม่มีเงินกู้ยืมกรรมการจริงแต่มีรายการอยู่ในงบการเงิน อาจแสดงให้เห็นว่ากิจการแสดงรายได้ไม่ตรงกับความเป็นจริง

8. ทุนจดทะเบียน

กิจการแสดงมูลค่าทุนจดทะเบียนที่ชำระเต็มมูลค่าในงบการเงินแต่ที่จริงแล้วกิจการได้รับชำระค่าหุ้นไม่ครบหรือไม่ได้บันทึกลูกหนี้ค่าหุ้นกรรมการรวมทั้งไม่ได้คิดดอกเบี้ย

9. กำไรสะสม (ขาดทุนสะสม)

กิจการมีขาดทุนสะสมเป็นรายการค้างนานในบัญชีแต่ยังมีเงินให้กู้ยืมกรรมการ ซึ่งอาจแสดงการตกแต่งบัญชี

10. รายได้

รายได้ที่แสดงในงบการเงินไม่ถูกต้องครบถ้วน อาจเกิดจากการขายที่ไม่ออกใบกำกับภาษีหรือออกใบกำกับภาษีไม่ครบทุกครั้ง

รายได้ที่แสดงในงบการเงินไม่สัมพันธ์กับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งแสดงว่ากิจการบันทึกรายได้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

กิจการไม่รับรู้รายได้ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อกิจการมีการจำหน่ายสินทรัพย์,กิจการได้รับชำระเงินจากลูกหนี้ที่ตัดหนี้สูญไปแล้ว,กิจการมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์พลอยได้หรือของเสียจากกระบวนการผลิต หรือเมื่อกิจการมีรายได้จากการส่งเสริมการขาย เป็นต้น

11. ต้นทุนขายสินค้า

กิจการบันทึกต้นทุนขายสินค้าสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง

กิจการไม่มีการปันส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นต้นทุนสินค้า

12. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

กิจการบันทึกค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่รายได้ลดลง ซึ่งไม่เป็นไปตามความจริง

กิจการบันทึกค่าใช้จ่ายสูงเมื่อเทียบกับรายได้ โดยเปรียบเทียบกับธุรกิจลักษณะเดียวกันในรอบบัญชีเดียวกัน

กิจการมีค่านายหน้า ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของกิจการ

กิจการมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเช่นค่าที่ปรึกษา ค่าแรง ค่านายหน้า ค่าขนส่งเป็นต้น

มีรายการค่าซ่อมแซมเป็นจำนวนเงินที่สูงเป็นสินทรัพย์ของกิจการ

กิจการบันทึกรายการต้นทุนของสินทรัพย์ที่ได้มาเป็นค่าใช้จ่าย

มีรายการบันทึกดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย

กิจการบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้องตามรอบระยะเวลาบัญชี

กิจการไม่บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายหรือบันทึกรายการค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าเป็นค่าใช้จ่าย

แนวทางในการบริหารจัดการเรื่องบัญชีและภาษี

เพื่อให้กิจการไม่เสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร กิจการควรวางแนวทางการจัดการเรื่องบัญชีและภาษีดังต่อไปนี้

1. กิจการควรแยกบัญชีส่วนตัวของผู้ประกอบการและบัญชีของธุรกิจออกจากกัน โดยเปิดบัญชีธนาคารแยก ควรรับชำระ/ชำระค่าสินค้าหรือบริการและทำธุรกรรมผ่านบัญชีธนาคารเป็นหลัก มีการจัดทำงบกระทบยอดเงินฝากธนาคารเป็นรายเดือน

2. บันทึกบัญชีตามข้อเท็จจริงและครบถ้วน ไม่ตกแต่งบัญชี ไม่สร้างรายการประเภทลูกหนี้ เจ้าหนี้ที่ไม่มีตัวตนจริง รายการเงินกู้ยืมกรรมการ รายการรายได้หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ควรบันทึกรายได้ ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ถาวร สูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง

3. มีการชำระค่าหุ้นครบตามทุนจดทะเบียนของบริษัท กรณีที่มีลูกหนี้ค่าหุ้นต้องมีการคิดดอกเบี้ยรับและนำไปยื่นแบบภธ.40 ให้ครบถ้วน

4. กิจการควรยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีให้ครบถ้วนและตรงตามกำหนดเวลาที่กรมสรรพากรกำหนด

5. การบันทึกรายการบัญชีควรเป็นไปตามนโยบายการบัญชีของกิจการที่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีและหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากร

6. ในการขายสินค้าหรือให้บริการ สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้ง

7. รายการค่าใช้จ่ายที่บันทึกบัญชีต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและมีหลักฐานถูกต้องครบถ้วน
สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการจ่ายจริง และไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฏากร

8. มีการบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายถูกต้องตามรอบระยะเวลาบัญชี การปันส่วนค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนสินค้ามีหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมถูกต้อง

9. การบันทึกรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุนเช่นการซื้อสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ เป็น
ต้น รวมทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ถาวร หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลงหรือ
ขยายออกซึ่งทรัพย์สินที่กิจการจะได้รับประโยชน์เกินกว่าหนึ่งรอบบัญชี ซึ่งกิจการต้องไม่บันทึกเป็น
ค่าใช้จ่าย รวมทั้งไม่นำรายจ่ายประเภทค่าซ่อมแซมมาบันทึกเป็นต้นทุนสินทรัพย์ถาวรของกิจการ

สุดท้ายการเลือกโปรแกรมบัญชีที่ดีจะช่วยให้การจัดทำบัญชีของกิจการเป็นระบบ โปรแกรมบัญชี PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่สร้างเอกสารสะดวก มีระบบบันทึกบัญชีอัตโนมัติ สามารถตรวจสอบรายละเอียดที่มาที่ไปของรายการในงบการเงินได้ สามารถจัดทำรายงานภาษีและงบการเงินที่ถูกต้องและทันเวลา ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากรได้

สมัครใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี คลิก peakaccount.com
หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง inbox ของ Facebook PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

อ้างอิง  https://www.beeaccountant.com/errors-in-financial-statements/ประเด็นความเสี่ยงข้อผิดพลาดในงบการเงินที่กิจการต้องรู้ 2562